xs
xsm
sm
md
lg

หงส์สะบัดลาย ตอนที่ 13

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


หงส์สะบัดลาย ตอนที่ 13


ระบิลนอนหลับอยู่ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงฟ้าผ่า

“คุณเนติ์ระวัง !”
ระบิลตั้งสติมองผ่านหน้าต่างห้องไปรอบๆ เห็นด้านนอกมีฝนตกพรำ พร้อมกับฟ้าแล่บคะนองครืนๆ
“เฮ้อ...ฝัน”
ระบิลลุกจากที่นอนเดินไปที่หน้าต่างห้อง
“อย่าให้ฝันร้ายของผมเป็นจริงเลย คุณต้องปลอดภัยนะครับคุณเนติ์”

บริเวณกำแพงฝั่งบ้านอิสราวัชร ยศวีร์ย่อตัวลงที่พื้นเพื่อเป็นฐานให้เนติมาหย่อนตัวลงมา ยศวีร์มองไปรอบๆอย่างระวังตัว
“ขอโทษนะดล”
“สบายมากครับพี่เนติ์”
เนติมากับยศวีร์ขยับตัวเข้าไปหลบหลังพุ่มไม้ ทั้งสองคนชะโงกมองไปที่ประตูรั้วเห็นลูกน้องอิทธิหาญ 2 คนนั่งหลับสัปหงกกันอยู่ที่เก้าอี้ สองพี่น้องหันมามองหน้ากันอย่างชอบใจ
“เสร็จเรา”
“ไป...”
ทั้งสองขยับออกจากที่ซ่อนไปยังตัวบ้านอย่างรวดเร็ว

ยศวีร์ค่อยๆปิดประตูด้านหลังเบาๆ พลางหันมายิ้มแล้วชูมีดพกเล็กๆให้เนติมาดูด้วยความภูมิใจ
“นึกว่าจะไม่ได้ซะแล้ว”
“ชั้นบนกับที่ๆคิดว่าคุณพ่อจะเก็บของไว้พี่หาหมดแล้ว เดี๋ยวเราไปที่ห้องเก็บของกันเลยนะ เผื่อจะอยู่ที่นั่น”
ทั้งสองคนหยิบไฟฉายกระบอกเล็กๆขึ้นมาฉายส่องทางแล้วเดินออกไปทันที

ภายในห้องเก็บของบ้านอิสรวัชร กองหนังสือ ตู้ โต๊ะที่มีอยู่ไม่กี่ชิ้นถูกเปิดรื้อจนหมด แต่ไม่พบ
“พวกมันอาจทิ้งไปแล้วก็ได้นะครับพี่เนติ์”
“ใช่..สิบปีแล้วนี่นะ งั้นกลับกันเถอะดล เราไม่ควรอยู่ที่นี่นาน”
“ครับพี่เนติ์”
ทั้งคู่มองไปรอบๆอย่างระมัดระวังแล้วเดินออกไปทันที
เนติมากับดลเดินอย่างระวังตัว ดลเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้รีบรั้งเนติมาไว้ทันที
“เดี๋ยวครับพี่เนติ์”
“อะไรเหรอดล”
ยศวีร์มองไปรอบๆบริเวณด้วยความคิดถึงภาพเก่าๆ
“คิดถึงคุณพ่อ คุณแม่ จังเลยนะครับพี่เนติ์”
“คุณพ่อ คุณแม่คงรอเราสองคนกลับมาอยู่ที่นี่ อีกไม่นานหรอกดลเราสองคนจะกลับมาเก็บเกี่ยวความทรงจำดีๆคืนมา”
จังหวะเดียวกันเสียงนาฬิกาเรือนใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆก็ตีดังขึ้น เนติมาสะดุ้งเฮือก
“โธ่..นาฬิกาเรือนนี้อีกแล้ว ตกใจหมดเลย”
ยศวีร์หันไปมองนาฬิกาอย่างจำได้พลางเดินเข้าไปลูบคลำด้วยความผูกพัน
“โชคดีนะครับที่พวกมันไม่ได้เอาไปทิ้ง นาฬิกาเรือนนี้คุณพ่อหวงมาเลยนะครับ”
“ดลจำได้ด้วยเหรอ”
“จำได้สิครับพี่เนติ์ ถึงตอนนั้นผมยังเด็ก แต่เวลาซนคุณพ่อชอบขู่ว่าจะจับผมขังในนี้”
ยศวีร์ชี้ไปที่ตัวเรือนที่มีลูกตุ้มนาฬิกาแกว่งไปมาอยู่ในตู้ เนติมาอดยิ้มออกมาไม่ได้
“คุณพ่อยังเคยเอาค่าขนมผมมาซ่อนไว้ในนี้เลยนะครับ”
ยศวีร์พูดออกมาแล้วต้องชะงัก
“พี่เนติ์ !”
เนติมากับยศวีร์มองหน้าอย่างรู้กัน ก่อนที่ดลจะรีบเปิดตู้นาฬิกา แล้วเอื้อมมือล้วงควานหาขณะที่เนติมามองด้วยความลุ้นสลับกับมองไปรอบๆอย่างระวังตัว
“เจอมั้ย...”
“ยังเลยครับพี่เนติ์”
ดลถอนใจนิดหนึ่งก่อนเอื้อมมือไปที่ด้านหลังลูกตุ้มนาฬิกา แล้วต้องชะงักแล้วขยับดึงเทปบันทึกเสียงขนาดเล็กออกมา
“พี่เนติ์ดูนี่”
“เทปบันทึกเสียงต้องเป็นเทปที่คุณพ่อบอกไว้แน่ๆเลยดล”
“พี่เนติ์เก็บไว้นะครับ เรารีบกลับกันเถอะครับพี่เนติ์”
เนติมารีบเอาเทปบันทึกเสียงเก็บใส่กระเป๋า ทั้งสองคนรู้สึกดีใจอย่างมาก ก่อนจะหันกลับออกไปต้องตกใจเมื่อเห็นลูกน้องคนที่ 1 เปิดประตูเข้ามาพอดี
“เฮ้ย..ขโมยอะไรวะ..โอ๊ย !”
ลูกน้องชักปืนขึ้นมา แต่ดลไวกว่าคว้าของใกล้มือปาใส่มือลูกน้องคนนั้นอย่างแม่นยำจนปืนหลุดมือ ลูกน้องคนนั้นพยายามโผเข้าไปหยิบปืนแต่ดลปราดเข้าแย่ง ทั้งสองคนต่อสู้กันอย่างไม่มีใครกลัวใคร
“ดล !”
ดลทำท่าจะเสียเปรียบ เนติมาหันไปเห็นไม้เบสบอลอันหนึ่งวางอยู่ใกล้ๆ เนติมาตัดสินใจตีไปที่หัวของลูกน้องคนนั้นทันทีจนลูกน้องล้มลงไปนอนหมดสติ
“ดลเป็นไงบ้าง”
“สบายมากครับพี่เนติ์”
“งั้นไปเร็ว”
เนติมาซึ่งถือไม้เบสบอลดึงน้องชายขึ้นมาแล้วพากันวิ่งออกไปจากตัวบ้านทันที ระหว่างที่กำลังวิ่งออกจากบ้าน ลูกน้องคนที่ 2 ก็ปราดสวนเข้ามาพอดี
“เฮ้ย !”
ยศวีร์ไม่รอท่ารีบฉวยไม้เบสบอลจากมือเนติมา แล้วตีเข้าใส่ลูกน้องคนนั้นทันที ลูกน้องหลบทันแล้วฉวยด้ามเสียมที่พิงไว้แถวนั้นตีใส่ดลจนดลเสียหลัก
“ดลระวัง !”
เนติมาร้องด้วยความตกใจ ขณะที่ยศวีร์กัดฟันกลับมาต่อสู้กับลูกน้องคนนั้นอย่างถึงพริกถึงขิง ก่อนยศวีร์จะจัดการกับลูกน้องจนสลบเหมือนกองอยู่ที่พื้นแล้วยืนหอบถอนใจอย่างโล่งอก
ยศวีร์เอามือแตะเลือดที่ซึมอยู่ที่มุมปากเล็กน้อย
“เก่งเหมือนกันนี่เรา เจ็บตรงไหนรึเปล่า”
“นิดหน่อยครับพี่เนติ์ เรารีบกลับบ้านโน้นกันเถอะครับ”
ดลกับเนติมายิ้มให้กันอย่างโล่งอกแล้ววิ่งออกไปทันที

ภายในห้องนั่งเล่น บ้านกันต์ของเช้าวันรุ่งขึ้น กันต์กำลังดูเทปบันทึกเสียงขนาดเล็กในมืออย่างพิจารณาก่อนคืนให้กับเนติมา
“นี่คือชนวนหนึ่งที่ทำให้คุณวิเชียรกับคุณพรรณศรีต้องเสียชีวิต หนูเนติ์เก็บไว้ให้ดี ไม่รู้ว่าเครื่องของอายังใช้ได้อยู่รึเปล่า”
เจือจันทร์เดินออกมาจากห้องด้านในพร้อมเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็ก เจือจันทร์ถอนใจอย่างเซ็งๆ พลางเอาเครื่องให้กันต์ดูพบว่าเครื่องแตกเป็นเสี่ยงๆแล้ว
“เครื่องบันทึกเสียงของคุณหมดสภาพแล้วล่ะค่ะ”
“เครื่องมันเก่ามากแล้วนี่คะ ตั้งแต่ขวัญเด็กๆแน่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมไปหาที่ซ่อมให้เอง ถ้าซ่อมไม่ได้ก็จะลองเดินดูตามคลองถม น่าจะพอหาได้บ้าง” ผู้กำกับวิเชษฐ์บอก
“อ้อไปด้วยนะจ๊ะพี่ดล”
ยศวีร์ยิ้มรับอย่างเข้าใจ ขณะที่คำเที่ยงยิ้มอย่างมีความสุข
“ความยุติธรรมกำลังเดินทางกลับมาสู่มือพวกเราแล้วนะครับ”
“ป่านนี้เจ้าอิทธิหาญมันคงเต้นเป็นเจ้าเข้าที่โดนคุณเนติ์กับคุณดลเหยียบจมูกอย่างนี้ ผมอยากเห็นภาพนั้นจริงๆนะครับ”
ผู้กำกับวิเชษฐ์พูดอย่างอารมณ์ดี ทุกคนต่างยิ้มออกมาเมื่อความหวังที่รอมานานเริ่มมีภาพชัดขึ้น

ภายในบ้านพงษ์เลิศ ในเวลากลางวัน พงษ์เลิศเดินพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“ก็ไม่เห็นต้องทำยังไง นิ่งๆไว้อดทนรอวันที่เราจะชำระแค้นพวกมันชุดใหญ่”
“แต่พ่อ...”
อิทธิหาญตามเข้ามาพูดด้วยความโมโห แต่พงษ์เลิศพยายามปราม
“เฮ้อ..ก็ไม่มีอะไรหายไม่ใช่เหรอ สองคนพี่น้องนั่นมันคงอยากเข้ามาหาอะไรบางอย่าง แต่ถ้ามันไม่ได้อะไรไปก็ช่างมันเถอะน่า เรื่องเล็กๆน้อยๆแค่นี้พ่อว่าอย่าทำให้เสียงานใหญ่ดีกว่า”
อิทธิหาญครุ่นคิดตามที่พงษ์เลิศพูด แล้วหันไปสั่งปานที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
“ปาน !”
“ครับเสี่ย”
“ไอ้สองตัวนั่น อย่าให้กูเห็นหน้าอีก รู้ใช่มั้ยว่าต้องทำยังไง”
“ครับเสี่ย...”

ปานรับคำอย่างรู้หน้าที่ว่า อิทธิหาญให้จัดการเก็บลูกน้องทั้งสองคนที่พลาดให้เนติมากับดลเข้าไปในบ้าน

 
เช้าวันใหม่ ยศวีร์และอนงค์ในชุดนักศึกษากำลังคุยกับเนติมาที่ระเบียงบ้านกันต์
 
“อย่าลืมเรื่องเครื่องบันทึกเทปนะดล”
“ไม่ต้องห่วงครับพี่เนติ์ จะรีบซ่อมให้เร็วที่สุดครับ”
“อ้อ..อย่าลืมเรื่องที่พี่พูดด้วยนะ พี่ไม่ได้บังคับ แต่ถือว่าขอร้องก็แล้วกัน”
“ครับพี่เนติ์”
เนติมาจะหันไปพูดกับอนงค์ทันที
“อ้อก็เหมือนกัน ถึงอ้อจะไม่ใช่น้องแท้ๆของพี่ แต่พี่ก็เป็นห่วงอ้อเท่าๆกับดลนะจ๊ะ”
“จ้ะพี่เนติ์”
อนงค์รับคำอย่างไม่เต็มปากนัก เพราะเกรงใจเนติมาและยังอยากทำงานอยู่ เนติมายิ้มอย่างเบาใจขึ้นมาบ้าง
“ไป..ออกไปพร้อมกันเลย เดี๋ยวพี่ไปส่งเราสองคนเอง”
“ครับพี่เนติ์”
เนติมาเดินนำออกไปยังรถที่จอดอยู่ทันที

ภายในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง เนติมาค่อยๆเปิดซองเอกสารออก แล้วหยิบเอกสารด้านในออกมาดู เนติมามองอย่างครุ่นคิด แผนที่ซึ่งอยู่ในมือนั้น เรียบร้อย ชัดเจน อ่านง่าย เป็นระเบียบ เห็นเป็นรูปถนน เพชรเกษม จ.เพชรบุรี ..ผ่านถนนสายเล็กๆ มีภูเขา คลอง และบริเวณที่ทำสัญลักษณ์เห็นเด่นชัด ว่า “บ้านสวนของระบิล”
เนติมาครุ่นคิดตัดสินใจ
“ถ้านายจะไล่ฉันก็ให้มันรู้ไป”

ภายในห้องคนไข้พิเศษ นายพลทวีเดินเข้ามาพูดกับธำรงที่กึ่งนั่ง กึ่งนอนอยู่บนเตียงคนไข้
“แน่ใจเหรอครับว่าจะได้ผล ป่านนี้หนูเนติ์ยังไม่เดินทางไปบ้านคุณระบิลเลยนะครับ”

ธำรงพูดยิ้มพูดอย่างใจเย็น
“ท่านก็รู้ว่าคนอย่างผมไม่มีผลให้เก็บ ผมไม่ลงทุนปลูกแน่นอน เรื่องของความรักเอาอะไรมาฉุดก็ไม่อยู่หรอกครับ”
“ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าคุณเนติ์กับลูกจ้าง อุ๊ย ! บอดี้การ์ดส่วนตัวอย่างคุณระบิลจะเลิฟๆกัน”
ปฏิพรรี่เข้ามายืนข้างๆนายพลทวีด้วยสีหน้าระรื่นด้วยความดีใจ นายพลทวีเอื้อมมือไปโอบไหล่ปฏิพรอย่างอารมณ์ดี
“เราน่ะ เตรียมตัวเป็นเจ้าสาวท่านนายกฯได้แล้วนะ”
“แหม...ทำอย่างกับพี่ศิวัชจะยอมแน่ะค่ะ”
ปฏิพรพูดอย่างอายๆ ธำรงหันไปยิ้มกับนายพลทวีอย่างเข้าใจกัน
“ไม่ต้องห่วง เขาเกิดมาเพื่อเดินตามเส้นที่อาขีดให้เดินอยู่แล้ว ฮ่าๆ”
นายพลทวีลูบหัวปฏิพรอย่างชอบใจ ขณะที่ปฏิพรยิ้มอย่างมีความสุขมาก

ภายในร้านไอศกรีม อนงค์กำลังทานไอติมอยู่แล้วเงยหน้าขึ้นมามองยศวีร์ด้วยความตกใจ
“อะไรนะจ๊ะ ! พี่ดลจะเลิกทำงานพิเศษ”
“พี่ไม่อยากให้พี่เนติ์ไม่สบายใจ”
“อ้อก็เหมือนกัน เลิกทำงานพิเศษได้แล้ว พี่เป็นห่วงอ้อนะ”
“แหม..เป็นห่วงกันเป็นทอดๆเลยนะจ๊ะ พี่เนติ์เป็นห่วงพี่ดล พี่ดลเป็นห่วงอ้ออีกต่อ”
“พี่เนติ์ห่วงพี่เพราะพี่เป็นน้องชาย แต่พี่ห่วงอ้อ เพราะว่าอ้อเป็น...”
อ้อพูดแทรกทันที
“เป็นน้องสาวพี่ดลอีกที”
ยศวีร์ยิ้มยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆและมองอนงค์ด้วยสายตาของความรัก
“ไม่ใช่...”
“อ้าว..ไม่รักน้องสาวเป็นอะไรล่ะจ๊ะ”
ทั้งสองคนมองตากันนิ่งด้วยความรัก

ภายในครัวของบ้านสวนระบิล ผักหลากหลายชนิดวางเรียงอยู่ในกระจาด มีเครื่องปรุงต่างๆในการทำอาหารวางเรียงติดๆกันอยู่อย่างเตรียมพร้อม เสียงเพลงลูกทุ่งเก่าๆจากวิทยุเครื่องเล็กๆที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ระบิลกำลังฮัมเพลงตามวิทยุเบาๆ ขณะที่กำลังปรุงแกงป่ากบอยู่ที่เตาอย่างอารมณ์ดี ระบิลใช้ทัพพีตักเนื้อกบขึ้นมาชิมนิดหนึ่งก่อนสูดปากเผ็ดสะใจในความอร่อย
“อ่า..สุดยอดๆ”
ระบิลหันไปหยิบใบมะกรูดฉีกใส่ตามลงไปในหม้อด้วยความชำนาญ ระบิลมองแกงป่าในหม้อที่กำลังเดือดปุดๆแล้วต้องชะงัก เมื่อคิดถึงเนติมาขึ้นมา

ภายในห้องครัวบ้านกันต์ หม้อแกงที่มีแกงป่าสีแดงข้นเข้มด้วยเครื่องแกง กำลังเดือดปุดๆอยู่ในเตา ระบิลกำลังฉีกใบมะกรูดลงในหม้อแกง เนติมาเดินเข้ามาจากด้านหลัง ชะโงกมองผ่านไหล่ระบิลเข้ามามองด้วยความสนใจ
“หือ..แกงป่านี่ หอมจังเลย”
“สนมั้ยครับ”
ระบิลพูดยิ้มอย่างอารมณ์ดี เนติมายิ่งรู้สึกสนใจมากขึ้นทันที
“สนๆ อยู่ที่ฝรั่งเศสไม่เคยได้ทานเลย ทานได้รึยังล่ะ”
“ไหวเหรอ เผ็ดนะคุณ”
“ไม่รู้จักซะแล้ว ฉันเนี่ยแชมป์กินเผ็ดในหมู่คนไทยที่ฝรั่งเศสเลยนะ”
เนติมาลอยหน้าลอยพูดอย่างมั่นใจ ระบิลยิ้มพลางใช้ช้อนตักแกงใส่ถ้วยเล็กๆยื่นให้เนติมา“ชิมดูครับ อย่าให้เสียฟอร์มแชมป์นะ”
เนติมายิ้มมองระบิลอย่างท้าทาย ก่อนใช้ช้อนตัดแกงใส่ปากแล้วรู้สึกถูกใจในรสชาติมาก
“หืม..อร่อยจัง เนื้อไก่นี่ก็นุ่มจังเลยเนอะ”
“ใครว่าเนื้อไก่ล่ะคุณ”
เนติมาชะงักมองระบิลด้วยความสงสัย ระบิลยิ้มอารมณ์ดีก่อนชี้ไปที่ชามใบหนึ่งที่วางอยู่ใกล้ๆ เห็นกบตัวอ้วนใหญ่ 4-5 ตัวอยู่ด้านใน เนติมามองด้วยความตกใจ
“กบ !”
“ไซส์ใหญ่คัดพิเศษ อร่อยจนน่องไก่ชิดซ้ายเลยใช่มั้ยคุณ”
เนติมาหน้าเจื่อนพะอืดพะอมคลื่นไส้เพราะไม่เคยทานเนื้อกบขยับจะวิ้งไปคายทิ้ง แต่ระบิลรีบเอื้อมมือไปปิดปากเนติมาทันที
“อย่าคายทิ้งนะกว่าผมจะหาตัวอ้วนๆขนาดนี้ได้ยากนะ”
เนติมาพยายามดิ้นส่งสายตาเป็นเชิงขอร้อง แต่ระบิลลอยหน้าลอยตาพูดกวนๆ
“กลืนลงไปเดี๋ยวนี้เลยนะคุณ...กลืน”
เนติมาส่ายหน้าอีก พลางแกล้งใช้มืออีกข้างหยิบตะเกียบขึ้นมาทำท่าจะล้วงเข้าไปในปากเนติมา
“จะกลืนเองหรือจะให้ผมช่วย กลืน !”
เนติมาส่ายหน้าด้วยความตกใจพลางส่งสายตาดุให้ระบิล
“กลืน...”
เนติมาพยายามกล้ำกลืนฝืนทนกลืนเนื้อกบลงคงไปอย่างยากลำบาก ก่อนจะพยายามส่งเสียงบอกพร้อมกับแกะมือระบิลที่ปิดปากอยู่ออกด้วย
“ปล่อยได้แล้ว กลืนแล้ว”
“ติดใจล่ะสิ”
เนติมาเงื้อมือตีระบิลด้วยความหมั่นไส้
“ติดใจเหรอ นี่ไงติดใจ”
“โอ๊ย..คุณ เจ็บนะ
“รู้สึกเจ็บด้วยเหรอ ดี..ฉันจะได้ตีนายให้ตายเลย เสร็จฉันแน่นายระบิล”
“โอ๊ย..คุณ ผมไม่ใช่แมลงวันนะ มาเลย...แน่จริงตีให้โดน โอ๊ย..เจ็บ !”
เนติมาคว้าไม้ตีแมลงวันที่อยู่ใกล้มือ ไล่ตีระบิลที่ทั้งปัดป้อง เบี่ยงตัวหลบอย่างคล่องแคล่วพลางวิ่งไปรอบๆครัวอย่างอารมณ์ดี

ระบิลยืนยิ้มอยู่หน้าหม้อแกงเมื่อนึกถึงเนติมา ก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินเสียงประกาศข่าวจากวิทยุดังแทรกเพลงลูกทุ่งขึ้นมา
“ต่อไปเป็นข่าวสั้นต้นชั่วโมง หลังจากนายศิวัช กิตติธร นายกรัฐมนตรี เซ็นคำสั่งปลดพรรคร่วมรัฐบาลในสัดส่วนของกลุ่มท่านนายพงษ์เลิศออก รวมถึงปลดข้าราชการที่เชื่อว่านายพงษ์เลิศสนับสนุนอยู่ออกหลายตำแหน่ง ถือว่าเป็นการล้างบางครั้งใหญ่ อีกทั้งรัฐบาลยังเป็นโจทย์ฟ้องเอาผิดบุคคลทั้งหมดในข้อหากระทำผิดต่อแผ่นดินอีกหลายคดี...”
ระบิลครุ่นคิดตามข่าวที่ได้ฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจเพราะรู้ว่าพงษ์เลิศ อิทธิหาญและพวกไม่ยอมให้โดนกระทำฝ่ายเดียวแน่
“เหมือนเป็นข่าวดี แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือทำให้หมาจนตรอก”

ภายในร้านฟาสต์ฟู้ด เอิง โมเดลลิ่งกำลังพูดกับยศวีร์และอนงค์ที่นั่งอยู่ตรงข้ามโต๊ะด้วยสีหน้าตกใจ
“ตายแล้ว ไม่ได้นะอ้อ”
“แต่อ้อทำงานต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆนะจ๊ะ”
อนงค์พูดอย่างรู้สึกผิด ขณะที่ยศวีร์รีบช่วยอธิบายทันที
“เราเกรงใจพี่สาวเราน่ะครับ”
“ขอโทษนะจ๊ะพี่เอิงที่อ้อรับปากงานพี่เอิงไว้ตั้งหลายงาน แต่อ้อกลับผิดคำพูด”
เอิง โมเดลลิ่งถอนใจออกมาด้วยความหนักใจ
“งานอื่นไม่เท่าไหร่หรอกอ้อ แต่งานเปิดตัวรีสอร์ตใหม่ของคุณอิทธินี่สิ พี่เซ็นสัญญากับเขาไว้แล้ว อ้อก็รู้ว่าคุณอิทธิระบุว่า พริตตี้งานนี้ต้องมีอ้อด้วย ช่วยพี่อีกสักครั้งนะอ้อ ไม่งั้นพี่แย่แน่”

ยศวีร์ครุ่นคิดอย่างตัดสินใจด้วยความไม่สบายใจ
 
อ่านต่อตอนต่อไป เวลา 17.00น.

ภายในบ้านพงศ์เลิศ อิทธิหาญกำลังคุยโทรศัพท์มือถือด้วยสีหน้าจริงจัง
 
“ดีมาก ยังไงก็ห้ามพลาดเด็ดขาดเพราะงานนี้เด็กคนนั้นคือนางเอก เข้าใจมั้ย”
อิทธิหาญวางสายด้วยสีหน้ามั่นใจในการกระทำของตนมาก
พงษ์เลิศเข้ามามองอิทธิหาญด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“แน่ใจนะว่าจะได้ผล”
“แน่ใจสิครับพ่อ ได้ผลมากกว่าแผนของพ่อแน่นอน ผมก็จะเอาทุกอย่างคืนมา แล้วก็จะยัดเยียดความหายนะให้กับพวกมัน”
“ระวังเราจะเดือดร้อนมากกว่าที่เป็นอยู่”
พงษ์เลิศพูดอย่างคนมีประสบการณ์ อิทธิหาญแค่นหัวเราะก่อนพูดออกมาอย่างมีเลศนัย
“มันไม่มีอะไรเดือดร้อนมากกว่าที่กำลังโดนอยู่นี่แล้วล่ะพ่อ ผมจะเอาความรักเป็นเครื่องมือ เพราะพวกมันดีเกินกว่าที่จะยอมเห็นคนที่ตัวเองรักเป็นอะไรไปต่อหน้าต่อตา”
พงษ์เลิศครุ่นคิดตามที่อิทธิหาญพูด แววตาของพงษ์เลิศเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น

ภายในห้องทำงานของนายกรัฐมนตรีในเวลากลางวันของวันใหม่ ศิวัชนั่งอ่านจดหมายฉบับหนึ่งด้วยสีหน้าไม่สบายใจ ก่อนเงยหน้าขึ้นมาพูดกับเนติมาที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เนติ์จะลาพักร้อนไปไหนจ๊ะ”
“ก็ไม่ได้ไปไหนหรอกค่ะพี่ศิวัช เนติ์แค่เหนื่อย เนติ์อยากพัก”
ศิวัชตัดสินใจพูดออกมา
“งั้น..เราไปปารีสกันมั้ย”
“ท่านนายกฯจะไปได้เหรอคะ”
เนติมาพูดออกมาด้วยความข่มขื่นใจ ศิวัชรู้ตัวดีทุกอย่างรีบลุกมาหาพลางเอื้อมมือไปกุมมือเนติมาทันที
“เนติ์...”
“ท่านนายกฯมีภารกิจที่สำคัญมากมายต้องทำ อีกอย่างตั้งแต่คุณตี้เข้ามาช่วยงานที่ทำเนียบ งานของเนติ์ก็ดูจะน้อยลงอยู่แล้ว”
“เนติ์ พี่...”
เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ทั้งศิวัชและเนติมาหันไปเห็นปฏิพรเปิดประตูเข้ามาส่งยิ้มหวาน
“พี่ศิวัช..สวัสดีค่ะคุณเนติ์”
ปฏิพรหันไปทักทายเนติมาอย่างพอเป็นพิธี ขณะที่เนติมาขยับดึงมือออกจากมือศิวัชที่กุมอยู่ทันที ทำเอาศิวัชหน้าเจื่อนไป ปฏิพรรีบเปิดแท็บเล็ตที่ถือมาด้วยรายงานศิวัชอย่างคล่องแคล่ว เหมือนต้องการบอกกับเนติมาถึงการยึดหน้าที่กลายๆ
“บ่ายนี้พี่ศิวัชมีประชุมกับตัวแทนสมัชชาเกษตรกร ส่วนตอนเย็นมีงานเลี้ยงตัวแทนประเทศยุโรป..เดือนนี้คิวเต็มเอี้ยดเลย แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ ตี้จะช่วยไปเป็นกำลังใจให้พี่ศิวัชทุกที่เลยค่ะ”
“เออ...น้องตี้ พี่ว่าไม่ต้อง...”
“คุณอาธำรงสั่งให้ตี้ดูแลพี่ศิวัชอย่างใกล้ชิดค่ะ” ปฏิพรพูดแทรก
ปฏิพรยิ้มพลางกระแซะเข้าไปยืนเบียดศิวัช จนเนติมาต้องเบือนหน้าหนีด้วยความระอาใจ
“เนติ์...”
เนติมาหันมาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ไม่เป็นไรค่ะ เนติ์เข้าใจ เนติ์ขอตัวก่อนนะคะ”
เนติมาฝืนยิ้มให้ศิวัชกับปฏิพรแล้วรีบเดินออกจากห้องไปทันที ปฏิพรรีบคว้ามือศิวัชที่กำลังจะเดินตามไปแล้วรีบพูดอ้อนทันที
“เนติ์ !”
“พี่ศิวัชขา...พี่ศิวัชต้องรีบไปงานแล้วนะคะ”
ศิวัชถอนใจออกมาด้วยความหนักใจ ปฏิพรมองศิวัชแล้วยิ้มออกมาอย่างมีความสุข มั่นใจขึ้นมาทุกขณะที่จะได้ครอบครองศิวัช
เนติมาเดินออกมาจากห้องนายกรัฐมนตรีไปยืนน้ำตาคลอเบ้าพิงบานประตูอย่างหมดเรี่ยวแรงก่อนตัดใจยกมือขึ้นปาดน้ำตาสูดหายใจลึกเรียกสติคืนมา

ภายในห้องนอนของเนติมาในเวลากลางคืน เนติมามองกระเป๋าเสื้อผ้าด้วยสีหน้ามุ่งมั่น ก่อนหันไปหยิบกระดาษแผนที่บ้านสวนระบิลซึ่งธำรงให้ขึ้นมาดู เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เนติมารีบเก็บแผนที่ใส่ในกระเป๋าเสื้อผ้าแล้วรีบยกกระเป๋าเสื้อผ้าเก็บในตู้เสื้อผ้าอย่างรวดเร็วก่อนจะรีบวิ่งไปเปิดประตูห้อง
ยศวีร์และอนงค์ยืนอยู่หน้าห้อง
“อ้าว..ดล อ้อ”
“ทำอะไรอยู่เหรอครับพี่เนติ์”
“ก็..เคลียร์งานนิดหน่อยน่ะจ้ะ อ่านหนังสือซะดึกเลยนะจ๊ะอ้อ”
เนติมารีบพูดตัดบท เมื่อเห็นอนงค์ถือหนังสือเรียนสามสี่เล่มอยู่ในมือ
“จ้ะพี่เนติ์ อ่านจนหนังสือจะอ่านอ้ออยู่แล้วล่ะจ้ะ”
“ผมก็เลยต้องเดินขึ้นมาส่งนี่แหละครับ กลัวไปหลับกลางทางแถวครัว แถวบันไดโน่น”
“เว่อร์..น่าพี่ดล”
อนงค์ชักศอกใส่ท้องดลอย่างทีเล่นทีจริง ทำเอาทั้งสามคนยิ้มให้กันอย่างอารมณ์ดี

บริเวณสวนหย่อม ผู้กำกับวิเชษฐ์กำลังใช้เสียมด้ามเล็กพรวนดินแปลงดอกไม้ที่ระบิลปลูกไว้ ด้วยความตั้งใจพลางพูดกับขวัญชนก
“ขอโทษนะครับที่มาพรวนดินให้ซะดึกเลย บังเอิญช่วงนี้งานยุ่งนิดหน่อยน่ะครับ”
ขวัญชนกนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวเล็กๆซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ มองผู้กำกับวิเชษฐ์ด้วยความเกรงใจ
“ความจริงขวัญทำเองก็ได้นะคะ ที่อยากเก็บเอาไว้ก็เพราะไม่อยากให้คุณระบิลเสียความตั้งใจน่ะค่ะ”
“นายระบิลรู้เข้าคงดีใจนะครับ แต่ที่สำคัญกว่านั้นถ้าต้นไม้พวกนี้ยังผลิดอกออกใบอยู่ คนในบ้านหลังนี้ก็จะได้มีชีวิตชีวา มีความสุขมากๆไงครับ”
ผู้กำกับวิเชษฐ์พูดยิ้มๆพร้อมกับหันไปมองหน้าขวัญชนก
“แต่ผู้กำกับให้ลูกน้องทำก็ได้นี่คะ ขวัญเกรงใจ”
“ถ้าผมตั้งใจจะทำอะไรสักอย่างเพื่อสิ่งที่ผมรัก ผมจะลงมือทำด้วยมือของผมเอง ถึงผลของมันอาจไม่ดีที่สุด”
ผู้กำกับวิเชษฐ์หันไปยิ้มให้ขวัญชนก ก่อนจะพูดออกมาอย่างอบอุ่นและจริงใจ
“แต่ความรู้สึกทางใจมันมีค่าที่สุดครับ”
ขวัญชนกชะงักอึ้งเมื่อรู้สึกว่าผู้กำกับวิเชษฐ์บอกความในใจเป็นนัยออกมา ขณะเดียวกันเสียงโทรศัพท์มือถือของผู้กำกับวิเชษฐ์ก็ดังขึ้น
ผู้กำกับวิเชษฐ์หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู แล้วต้องตกใจเมื่อเห็นชื่อของระบิลขึ้นบนหน้าจอ
“ระบิล !”
ผู้กำกับวิเชษฐ์เดินพูดโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย
“ฉันโทรหาแกตั้งหลายครั้ง ทำไมไม่รับสายวะ บางวันก็ปิดเครื่องดื้อๆ กะไม่ติดต่อกับโลกภายนอกแล้วรึไง”
ระบิลถอนใจ
“โธ่..พี่เชษฐ์ก็รู้นี่ครับ”
“แต่แกก็รับสายฉันได้นี่หว่า อ้อ..แกคงเห็นมิสคอลคุณเนติ์แล้วใช่มั้ย”
“เห็นครับพี่”
“คุณเนติ์คงโทรหาแกมากกว่าฉันเป็นร้อยครั้งได้มั้ง เขาห่วงแกมากนะ”
ระบิลถอนใจอีก
“ผมก็เป็นห่วงคุณเนติ์ครับพี่ ยิ่งรู้ข่าวเรื่องคุณศิวัชเล่นงานพวกนายพงษ์เลิศแล้วยิ่งห่วง ตอนนี้คุณเนติ์เป็นไงบ้างครับพี่”
ผู้กำกับวิเชษฐ์หันไปมองขวัญชนกที่ยืนมองอยู่ใกล้ๆด้วยความอยากรู้ ก่อนผู้กำกับวิเชษฐ์จะพูดโทรศัพท์ต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ก็ซึมๆไป ไม่น่าเชื่อนะว่า แกจะมีอิทธิพลต่อความรู้สึกกับคนเข้มแข็งอย่างคุณเนติ์ได้ขนาดนี้”
ระบิลนิ่งฟังปลายสายด้วยสีหน้าสลดลง
“ยังไงผมจะติดต่อไปอีกทีนะครับ สวัสดีครับ”
ระบิลวางสายโทรศัพท์ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นมองดวงดาวที่พราวอยู่เต็มท้องฟ้า

“เวลาจะทำให้คุณลืม ผมก็แค่คนผ่านเข้ามาในชีวิตคุณเท่านั้น”
 
อ่านต่อหน้า 2 

หงส์สะบัดลาย ตอนที่ 13 (ต่อ)

ภายในห้องนอนของเช้าวันใหม่ เนติมาค่อยๆหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าออกมาจากตู้เสื้อผ้าอย่างแผ่วเบา ก่อนหันไปมองนาฬิกาปลุกที่ตั้งอยู่หัวเตียง บอกเวลา 05.30 น. และมองเลยไปที่อ้อซึ่งยังหลับสนิทอยู่บนเตียง

“ขอโทษนะ พี่ไม่อยากให้ใครเป็นห่วง แล้วก็ไม่อยากตอบคำถามใครตอนนี้”
เนติมาพูดพลางยกกระเป๋าออกไปเงียบๆ
เนติมาเดินออกมาจากด้านในอย่างระวังตัวเพราะไม่อยากให้ใครเห็น
“ตัดสินใจดีแล้วนะ”
เนติมาชะงักเมื่อได้ยินเสียง เนติมาค่อยๆหันไปเห็นกันต์นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีเจือจันทร์ยืนอยู่ข้างๆ ทั้งสองคนมองเนติมาด้วยความเป็นห่วง
“อากันต์..อาจันทร์”
“พร้อมรับผลที่เกิดตามมาแล้วนะ”
เจือจันทร์พูดอย่างรู้ทันสิ่งที่เนติมากำลังจะทำ ขณะที่เนติมาเข้าใจความหมายของเจือจันทร์และตอบอย่างมั่นใจ
“พร้อมค่ะ ยังไงหนูก็ต้องรู้เหตุผลที่คุณระบิลเขาตัดสินใจให้ได้ เพราะถ้าเหตุผลนั้นมีหนูเป็นต้นเหตุหนูไม่สบายใจ”
“งั้นรีบไปเถอะ ก่อนคนอื่นจะตื่นมาเห็นแล้วจะไม่ได้ไป”
“งั้นหนูลานะคะ แล้วหนูจะรีบกลับมา”
เนติมารีบยกมือไหว้ลาอย่างเร่งรีบเพราะกลัวใครตื่นมาพบเข้า เจือจันทร์มองเนติมาอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้
“ระวังตัวด้วยนะ”
“ค่ะอาจันทร์”
เจือจันทร์นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบถามเนติมา
“อ้อ..แล้วเรื่องที่อยู่ของคุณระบิลล่ะ”

ถนนชานเมืองที่มีรถวิ่งไปมาบางตาเพราะยังเช้าอยู่มาก รถของเนติมาวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว
“ไม่ต้องห่วงค่ะอาจันทร์ ท่านทวีให้ลูกน้องสืบที่อยู่มาให้ แถมคุณอาธำรงยังให้คนทำแผนที่ให้หนูละเอียดเลยนะคะ”
“แปลก จู่ๆคุณธำรงทำอย่างนี้เพื่ออะไร”
เนติมาที่กำลังขับรถอยู่ด้วยความมุ่งมั่น
“ตอนนี้เรื่องนั้นหนูไม่สนใจหรอกค่ะ เพราะเป้าหมายของหนูตอนนี้ คือต้องการพบตัวคุณระบิลให้ได้มากกว่า”
เนติมาหันไปมองกระดาษแผนที่บ้านสวนของระบิลซึ่งวางอยู่ที่เบาะข้างคนขับอย่างมีความหวัง
“นายระบิล นายจะหนีฉันไปง่ายๆอย่างนี้ไม่ได้”
รถของเนติมาวิ่งผ่านออกไปไกลสุดสายตา

ที่ระเบียงบ้านกันต์ ผู้กำกับวิเชษฐ์ถอนใจออกมาด้วยความไม่สบายใจ
“ลูกน้องผมหละหลวมจริงๆ ไม่น่าปล่อยให้คุณเนติ์ออกไปคนเดียวง่ายๆแบบนี้เลย”
ยศวีร์สีหน้ายุ่งพยายามต่อสายโทรศัพท์แต่ไม่สำเร็จ
“พี่เนติ์ปิดมือถือ”
กันต์ เจือจันทร์ที่นั่งอยู่ใกล้ๆพูดอย่างใจเย็น
“เอาน่า อย่างน้อยเราก็ยังรู้ว่า หนูเนติ์เขาไปไหนดีกว่าไม่รู้อะไรเลยนะ”
“แต่น่ากลัวตรงที่เนติ์ไปคนเดียว ไม่มีคนคุ้มกันเลยนะคะคุณพ่อ แล้วนี่ถ้าเกิดพวกนั้น ตามไป...”
เจือจันทร์เอื้อมมือไปกุมมือลูกสาวอย่างปลอบโยน คำเที่ยงพูดขึ้น
“มาถึงขนาดนี้แล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด”
“ภาวนาอย่าให้เกิดอะไรขึ้นกับพวกเราอีกเลยนะจ๊ะ” อนงค์ว่า
ผู้กำกับวิเชษฐ์หยิบโทรศัพท์ขึ้นกดโทรออกทันที
“ผู้กำกับโทรหาใครเหรอคะ” ขวัญชนกถาม

ยามเช้า ระบิลเดินฮัมเพลงออกมาจากห้องอย่างอารมณ์ดี หยิบหมวกแล้วเดินออกไปนอกบ้านเพื่อที่จะไปสวน โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ปิดเครื่อง
ผู้กำกับวิเชษฐ์ถอนใจออกมาอย่างขัดใจ
“ปิดมือถืออีกแล้ว”
จังหวะเดียวกันโทรศัพท์มือถือของผู้กำกับวิเชษฐ์ก็ดังขึ้นอีก ทุกคนหันมาให้ความสนใจทันที
“คุณระบิลโทรกลับมารึเปล่าครับ” ยศวีร์ถาม
ผู้กำกับวิเชษฐ์ดูเบอร์ที่ขึ้นอยู่หน้าจอก่อนหันมาบอกกับทุกคน
“คุณศิวัชโทรมาครับ”

ภายในห้องคนไข้พิเศษ ธำรงกำลังคุยกับนักธุรกิจอยู่อย่างอารมณ์ดี
“ไม่มีปัญหาน่าคุณเจษฎา เราทำธุรกิจกันมานาน รับจำนำสินค้าเกษตรฤดูกาลที่จะถึง ยังไงรัฐก็ใช้บริการบริษัทคุณอยู่แล้ว”
“เออ..ยังไงก็ต้องระวังนะครับ ช่วงนี้กระแสจับผิดเรื่องคอรัปชั่นกำลังแรง” เจษฎาบอก
นักธุรกิจพูดอย่างรู้สึกกลัว แต่ธำรงหัวเราะออกมาอย่างไม่คิดอะไรมาก
“แล้วเราไปโกงใครที่ไหนล่ะคุณเจษฎา เพียงแต่ผมเอาคนรู้จักมักคุ้นกันเข้ามาขับเคลื่อนกลไกของรัฐเท่านั้น คนกันเองรู้ใจกันงานก็ลื่นไหล ทุกฝ่ายได้ประโยชน์หมดไม่ต้องคิดมาก”
เจษฎา นักธุรกิจคิดตามที่ธำรงพูดแล้วยิ้มออกมาได้ ขณะที่ธำรงคิดอะไรขึ้นมาได้ จึงพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม
“อ้อ..ยังไงตอนคุณส่งออกผลิตผลการเกษตร อย่าลืมมาใช้บริการเรือเดินสมุทรของผมล่ะ”
“แน่นอนอยู่แล้วครับ ถือว่าเป็นของขวัญที่คุณธำรงออกจากโรงพยาบาลเลยครับ”
ธำรงกับเจษฎาหัวเราะกันอย่างอารมณ์ดี เข้าใจในผลประโยชน์ที่จะได้ซึ่งต่างตอบแทนกัน แต่ทั้งสองคนต้องชะงัก เมื่อเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น
ธำรงหันไปเห็นศิวัชก็เดินเบียดเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าจริงจัง ธำรงมองศิวัชอย่างรู้ทัน แล้วหันไปพูดกับนักธุรกิจ
“คุณกลับไปก่อน ท่านนายกฯคงมีเรื่องสำคัญคุยกับผม”
“เออ..ครับ งั้นผมลาครับ” เจษฎาบอก
นักธุรกิจรีบยกมือไหว้ธำรงเมื่อเห็นบรรยากาศเริ่มตึงเครียด ก่อนจะเดินไปไหว้ศิวัชซึ่งรับไหว้อย่างเสียไม่ได้ ธำรงยิ้มให้ลูกชายแกล้งถามอย่างไม่รู้
“วันนี้ท่านนายกฯไม่เข้าทำเนียบฯเหรอ”
ศิวัชไม่ยอมตอบอะไร สีหน้าของศิวัชจริงจังเป็นอย่างมาก

ทิวเขาเขียวเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ในจังหวัดเพชรบุรี ป้ายไม้ซึ่งเขียนไว้ว่า “สวนเกษตรอินทรีย์” ติดอยู่กับเสาอย่างเรียบง่าย ระบิลกำลังยกเข่งผลไม้ ใส่ท้ายรถของลูกค้า ก่อนลูกค้าจะยื่นเงินให้
“ขอบคุณมากครับ”
ลูกค้ามองไปรอบๆบริเวณที่ร่มรื่นด้วยความสบายตา
“ที่ผืนนี้สวยนะครับ ผมขับรถผ่านหลายครั้งนึกว่าเป็นสวนร้าง ยังเคยมีคนถามหาเจ้าของเพราะอยากซื้อไปทำรีสอร์ตเลยนะครับ”
“ที่ดินปู่ย่าตายายมีไว้รักษาครับ ไม่ได้มีไว้ขาย” ระบิลบอก
ลูกค้ายิ้มมองระบิลอย่างชื่นชม
“ดีใจนะครับที่คุณคิดแบบนี้ ขอบคุณนะครับ ที่ทำเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษให้กิน”
ลูกค้าพูดยิ้มอย่างอารมณ์ดีก่อนขึ้นรถแล้วขับออกไป ระบิลยิ้มอย่างขอบคุณก่อนมองไปรอบๆอย่างมีความสุข
“ระบิล..นี่ต่างหาก ชีวิตที่เหมาะกับแก”

รถเนติมาแล่นผ่านทิวเขาเขียวขจีเข้ามายังถนนลาดยางสายเล็กๆที่ทอดยาวก่อนแล่นเข้าไปจอดบนไหล่ทางและยืนถามทางกับชาวบ้านที่ขี่รถมอเตอร์ไซค์ผ่านมาพอดี เนติมากางแผนที่บ้านสวนระบิลให้ชาวบ้านดู ชาวบ้านนิ่วหน้าส่ายหัวอย่างไม่รู้แล้วขี่รถจากไป เนติมาถอนใจมองไปรอบๆที่ไม่มีบ้านคนอยู่เลยด้วยความอ่อนใจ ก่อนจะเปิดประตูรถแล้วเข้าไปนั่งด้วยความอ่อนใจ จังหวะเดียวกัน รถของลูกค้าที่ไปซื้อผลไม้จากสวนระบิลวิ่งสวนมาจอดแล้วบีบแตรเรียก

เนติมาสะดุ้งนิดหนึ่งก่อนเปิดกระจกออกไป ลูกค้าชายที่ขับรถสวนมาตะโกนถาม

“รถเสียเหรอครับ”
“อ๋อ..เปล่าค่ะ”
ลูกค้าพยักหน้ายิ้มๆนิดหนึ่งอย่างไม่คิดอะไรมากแล้วขับรถออกไปทันที เนติมานึกอะไรขึ้นมาได้รีบหยิบแผนที่ขึ้นมาเพื่อจะถาม แต่ไม่ทันซะแล้ว
“เออ..เดี๋ยวค่ะ ฉันถาม โธ่เอ๊ย..สติสตางค์ฉันเป็นอะไรไปเนี่ย”
เนติมามองไปรอบๆด้วยความสับสนพลางยกแผนที่ขึ้นมาดูด้วยสีหน้ายุ่ง

ภายในห้องพักคนไข้ ธำรงกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง อมยิ้มพูดอย่างใจเย็น
“เรื่องเล็กๆน้อยๆแค่นี้”
ศิวัชหันขวับมาด้วยความโมโห ไม่เข้าใจสิ่งที่พ่อตัวเองทำลงไป
“พ่อก็รู้นี่ครับว่า ผมไม่อยากให้เนติ์อยู่ใกล้คุณระบิล แล้วทำไมพ่อถึงยังให้... นี่ถ้าผมไม่คาดคั้นจากผู้กำกับวิเชษฐ์ ผมก็คงเป็นไอ้โง่ที่ถูกพ่อกับเนติ์หลอก”
“โง่ตรงไหน ฉันว่าฉันทำให้แกตาสว่างขึ้นต่างหาก”
“แกก็รู้ว่าหนูเนติ์ไปที่นั่นเพราะอะไร”
“คุณพ่อพูดเรื่องอะไร”
ธำรงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
“หัวใจเขาไม่ได้อยู่ที่แกแล้วศิวัช”
“คุณพ่อ...”
“แล้วเขาก็ไม่เหมาะกับแกเลยสักนิด”
ศิวัชถอนใจก่อนพูดออกมาด้วยความอัดอั้น
“คุณพ่อกำลังจะบอกว่าน้องตี้เหมาะกับผมอย่างนั้นรึครับ”
“ก็แล้วลูกสาวอดีตนักธุรกิจใหญ่ที่ตายไปตั้งนานแล้ว กับหลานสาวนายพลที่มีทั้งอำนาจ ทั้งชื่อเสียง ทั้งความยอมรับในสังคม คนไหนคู่ควรกับนายกรัฐมนตรีมากกว่ากันล่ะ”
ศิวัชเบือนหน้าหนีธำรงออกไปนอกหน้าต่างด้วยความอึดอัดอย่างที่สุด

ระบิลทำไขควงหลุดมือตกไปหลังพุ่มไม้ด้านใน ขณะที่ยืนบนบันไดและกำลังติดธงชาติอยู่
“เอ้า...”
ระบิลถอนใจอย่างเซ็งๆ แล้วปีนบันไดลงมาแล้วเดินไปหลังแนวไม้เพื่อจะเก็บไขควง
เนติมาขับรถไปพลางมองสองข้างทาง สลับกับมองแผนที่ในมือด้วยสีหน้ายุ่งก่อนวิ่งเลี้ยวเข้ามา
“หลงทางแน่เลยเรา”
รถของเนติมาวิ่งผ่านหน้าสวนระบิลไป ระบิลเดินออกมาจากหลังแนวไม้แล้วปีนขึ้นบันไดไปไขน็อตติดธงชาติอีกเล็กน้อยก็เสร็จ
“อ้า..แค่นี้ก็เสร็จ”
ภายในรถ เนติมาชำเลืองมองไปที่กระจกมองหลังแล้วต้องตกใจเมื่อเห็นหลังระบิลไวๆกำลังปีนลงมาจากบันได เนติมารีบเหยียบเบรกทันที

ภายในห้องคนไข้ ศิวัชยืนมองออกไปที่นอกหน้าต่าง ถอนหายใจออกมาด้วยความอึดอัด
“ผมไม่ได้รักน้องตี้ แล้วที่ผมมายืนอยู่ตรงจุดนี้ สวมหัวโขนที่คุณพ่ออยากให้ใส่ ก็ไม่ใช่ว่าผมจะต้องเล่นตามบทบาทที่คุณพ่ออยากให้เล่นตลอดไปนะครับ”
“แต่แกก็ทำได้ดีนี่”
ศิวัชพูดยิ้มๆ
“เพราะผมต้องการทำงานประเทศชาติ ให้ประชาชน ผมไม่ได้มาเล่นเกมการเมืองเหมือนที่คุณพ่อเล่นอยู่”
“ในวงการเมืองถ้าแกไม่เล่นเกม แกจะกลายเป็นเกมให้เขาเล่น”
“ผมถึงอยากออกจากเกมไงครับคุณพ่อ”
ศิวัชพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจนธำรงรู้สึกได้
“แกหมายความว่าไง”
“ก็หมายความว่าผมจะกลับไปเดินบนเส้นทางชีวิตของผม”
“ศิวัช !”
“ผมเป็นหุ่นให้คุณพ่อเชิดมานานมากแล้ว คุณพ่ออยากให้ผมทำอะไร อยากให้เป็นแบบไหน ผมไม่เคยขัด”
“แต่ที่พ่อทำไปทั้งหมดก็เพื่อ...”
“เพื่อตัวคุณพ่อเอง สุดท้ายแล้วคุณพ่อก็ไม่ได้เห็นใครสำคัญไปกว่าตัว”
“ศิวัช โอ๊ย !”
ธำรงฉุนขาดเมื่อโดนศิวัชขึ้นเสียงใส่ แต่ต้องชะงักเมื่อรู้สึกเจ็บแปลบที่แผล ศิวัชขยับจะเข้าไปประคองพ่อด้วยความเป็นห่วง แต่ธำรงปัดมือศิวัชออกอย่างแรงแล้วเอื้อมมือไปกระชากคอเสื้อของศิวัช แล้วดึงมาพูดใกล้ๆด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“คุณพ่อ !”
“เดินตามทางที่ฉันขีดไว้ แล้วแกจะไม่พบกับคำว่าเสียใจ”
ศิวัชจ้องหน้าธำรงพลางถอนใจ
“แต่ตอนนี้ผมรู้สึกเสียใจมากกว่า ที่ผมเดินตามทางที่คุณพ่อขีดไว้ หมดภาระที่ผมตั้งใจจะทำให้ประเทศชาติเมื่อไหร่ คุณพ่อเตรียมรับหัวโขนที่ผมถูกยัดเยียดให้สวมคืนไปได้เลยครับ”
ศิวัชค่อยๆถอยห่างออกมาจากเตียงคนไข้อย่างตัดสินใจเด็ดขาดแล้วเดินออกจากห้องไปทันที โดยไม่สนใจธำรงที่พยายามเรียก
“ศิวัช กลับมาพูดกันให้รู้เรื่องก่อน ศิวัช !”
ธำรงมองตามศิวัชไปด้วยความหงุดหงิดเป็นอย่างมาก

เนติมาขับรถเข้ามาจอด ลงมาจากรถแล้วมองไปรอบๆที่เต็มไปด้วยสวนผลไม้ร่มครึ้มด้วยความสงสัย
“ใช่นายรึเปล่านะ..หายไปไหนแล้ว”
เสียงกิ่งไม้หักดังแว่วมาจากด้านหนึ่ง เนติมาหันขวับไปทันที ก่อนเดินตามเสียงนั้นออกไป
เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นมาจากด้านหนึ่ง เนติมาเดินมาตามทางในสวนพลางมองหาที่มาของเสียง ระบิลซึ่งหันหลังให้กำลังขนกิ่งไม้ที่ตัดเป็นท่อนๆ ขึ้นวางบนรถพ่วงข้างอย่างขยันขันแข็ง เนติมานิ่งมองลังเลนิดหนึ่งด้วยความไม่แน่ใจว่า ใช่ระบิลหรือไม่
“เออ..ขอโทษนะคะ”
“ซื้อผลไม้รึเปล่าครับ ชมพู่เพชรกำลัง...”
ระบิลพูดพร้อมๆกับหันกลับมาเห็นเนติมายืนอยู่ไม่ห่างออกไปนัก
“คุณเนติ์...”

ระบิลกับเนติมาจ้องหน้ากันนิ่งจนระบิลที่หอบกิ่งไม้อยู่ในมือหล่นกราว
ระบิลเดินจ้ำเข้ามา โดยมีเนติมาเดินตามมาติดๆ
“คุณกลับไปเถอะ เราไม่มีอะไรต้องพูดกันแล้ว”
“แต่ฉันมี นายจะทิ้งฉันมาง่ายๆอย่างนี้ไม่ได้นะ นายผิดสัญญานะ”
ระบิลไม่สนใจยังคงพยายามเดินหนีเพราะกลัวตัวเองใจอ่อน เนติมาไม่ลดละเอื้อมมือไปรั้งแขนระบิลไว้ทันที
“นี่..หน้าก็จะไม่มองกันเลยใช่มั้ย”
เนติมามองผ่านระบิลไปทางด้านหลังเห็นบ้านของระบิลที่เป็นบ้านใต้ถุนสูงดูเรียบง่าย โปร่งสบาย เนติมาชะงักมองด้วยความชอบใจ ก่อนจะเดินขึ้นไปที่บันได แต่ระบิลตามมาขวางไว้ทันที
“เคยได้ยินแต่นายพูดถึง ในที่สุดฉันก็มาเห็นจริงๆจนได้”
“อ้าว..เดี๋ยวสิคุณ จะขึ้นไปทำไมเนี่ย”
“ก็นายเคยบอกฉันเองนี่ว่าจะพาฉันมาเที่ยวบ้านสวน ก็นี่ไงฉันมาแล้ว”
เนติมาลอยหน้าลอยตาพูดอย่างกวนๆ พลางผลักระบิลที่ยืนขวางอยู่ออก แล้วเดินขึ้นไปด้านบนทันที ขณะที่ระบิลถอนใจด้วยความเซ็งแล้วเดินตามเนติมาขึ้นไปทันที
“คุณ เดี๋ยว...”

บริเวณทางเดินในโรงพยาบาล ศิวัชเดินเลี้ยวมาพร้อมบอดี้การ์ด ศิวัชมีสีหน้าครุ่นคิดจริงจังก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาโทรออก
“ฮัลโหล..ผู้กำกับครับ”

ผู้กำกับวิเชษฐ์กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ครับ ผมจะรีบจัดการให้ครับ”
ผู้กำกับวิเชษฐ์กดวางสายโทรศัพท์แล้วถอนใจ ยศวีร์ อนงค์และขวัญชนกที่อยู่ใกล้ๆ มองด้วยความสงสัย
“ผู้กำกับครับ”
“คุณศิวัชสั่งให้หาตำแหน่งที่อยู่ บ้านสวนของระบิลด่วนที่สุด”
ทุกคนชะงักด้วยความตกใจ
“ตายจริง แล้วจะทำไงดีล่ะคะ” ขวัญชนกว่า
“พอจะถ่วงเวลาคุณศิวัชจนกว่าเราจะติดต่อพี่เนติ์ได้ไหวมั้ยคะ” อนงค์ว่า
“ท่านนายกฯสั่งมา ยังไงก็ต้องจัดให้ล่ะครับ”
“แต่ถ้าคุณศิวัชไปเจอพี่เนติ์กับคุณระบิลอยู่ด้วยกัน เรื่องจะไม่ไปกันใหญ่เหรอครับ”

ยศวีร์พูดด้วยความเป็นห่วง ขณะที่ทุกคนก็รู้สึกเป็นห่วงในเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเช่นกัน

 
เนติมานั่งลอยหน้าลอยตาอยู่ที่เก้าอี้ ระบิลยืนมองด้วยความหนักใจ
 
“คุณ...”
“อืม..บนนี้ยิ่งอากาศดีเนอะ เห็นต้นไม้ครึ้มไปหมดเลย สบายใจจัง”
เนติมาทำเป็นไม่สนใจที่ระบิลเรียก กลับมองไปรอบๆแล้วสูดอากาศอย่างสดชื่น พลางมองเลยเข้าไปในบ้าน ก่อนขยับจะเดินเข้าไปด้านในด้วยความสนใจ ขณะที่ระบิลปรี่เข้ามาขวางทันที
“คุณจะไปไหน”
“อ้าว...ก็เข้าไปดูข้างในน่ะสิ บ้านนายน่าอยู่ดีเนอะ นี่..แล้วใจคอจะไม่เอาน้ำมาให้แขกดื่มเลยรึไง”
เนติมาแกล้งมองระบิลด้วยความหมั่นไส้ ระบิลพูดเสียงเข้มพยายามตัดบทให้เร็วที่สุด
“ไม่มีน้ำหรืออะไรทั้งนั้น คุณกลับไปได้แล้ว”
“แหมๆๆ ทำเสียงเข้มกลัวตายล่ะ”
เนติมาพูดหยอกอย่างเคยชิน จังหวะเดียวกันฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก เนติมามองออกไปด้านนอกนิดหนึ่งแล้วหันมาพูดกับระบิลยิ้มๆ
“ตายแล้ว..ฝนตก สงสัยจะกลับไม่ได้แล้วล่ะ”
เนติมายิ้มอย่างชอบใจแล้วจะเดินไปนั่ง แต่ระบิลเอื้อมมือมาคว้าแขนเนติมาไว้ทันที พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“กลับไปได้แล้ว”
“นายก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าฝนตกอยู่ จะให้ฉันเดินตากฝนออกไปได้ยังไง รถก็จอดตั้งไกล”
“แล้วใครใช้ให้คุณมา ผมอุตส่าห์หนีมาอยู่ตั้งไกล เพราะผมต้องการอยู่เงียบๆ...คนเดียว”
“ได้ ! งั้นนายบอกฉันมาก่อนว่านายทิ้งฉันมาเพราะอะไร ถ้านายพูดเหตุผลให้ฉันพอใจได้ ฉันจะกลับทันที”
ระบิลไม่สนใจกลับพูดเสียงแข็งพลางดึงตัวเนติมาให้ลงจากบ้าน เนติมาพยายามขืนตัวแต่สู้แรงระบิลไม่ได้จึงถูกระบิลดึงตัวลงบันไดมาข้างล่าง ทั้งสองคนเปียกฝนชุ่ม
“ผมไม่มีอะไรต้องพูด”
“โอ๊ย ! ปล่อย ฉันเจ็บนะ”
“กลับไป แล้วอย่ากลับมาที่นี่อีก เราอยู่คนละโลกกัน ที่นี่ไม่ต้อนรับคุณ”
ระบิลตัดใจพูดไล่อย่างเด็ดขาด เนติมาชะงักมองระบิลด้วยความเสียใจ ก่อนเงื้อมือขึ้นตบหน้าระบิลอย่างแรง
“นายรู้มั้ยว่ากว่าฉันจะมาหานายที่นี่ได้มันลำบากแค่ไหน นายห่วงแต่ความรู้สึกตัวเอง โดยนายไม่สนใจเลยว่าคนอื่นเขาก็มีความรู้สึกเหมือนกัน”
เนติมาร้องไห้ด้วยความเสียใจ ระบิลเบือนหน้าหนีพยายามใจแข็งไม่ยอมพูดอะไรออกมาทั้งสิ้น เนติมาพูดออกมาอย่างตัดใจ
“ได้..ถ้านายต้องการอย่างนั้นฉันก็จะไป แล้วฉันจะไม่กลับมาให้นายเห็นหน้าอีกเลย”
ระบิลทำเป็นไม่สนใจในสิ่งที่เนติมาพูดเดินกลับขึ้นไปบนบ้านอย่างเย็นชา
เนติมาเดินกลับออกไปด้วยความเศร้า ระบิลยืนหันหลังให้เนติมาอยู่ที่ระเบียง ก่อนค่อยๆหันกลับมา เห็นเนติมาเดินฝ่าสายฝนกลับออกไปด้วยความเศร้า ระบิลมองด้วยความเจ็บปวดและรู้สึกผิดอย่างมาก

เนติมาเดินตากฝนร้องไห้มายังรถซึ่งจอดไว้ ก่อนจะเปิดประตูรถเข้าไปนั่งด้านใน เนติมาสตาร์ทรถจะขับออกไป แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นระบิลยืนอยู่ด้านหน้ารถ ระบิลกับเนติมามองหน้ากันค้างนิ่ง เนติมามองระบิลอย่างรู้สึกหงุดหงิด เนติมาออกรถไปข้างหน้าแต่ระบิลไม่ยอมหลบเนติมา
เนติมาร้องไห้ออกมาพลางกดแตรลั่นพร้อมเปิดกระจกออกไปพูดเสียงดัง
“นายอยากให้ฉันไป แล้วมาขวางฉันทำไม หลีกไป !”
เนติมาขยับรถไปข้างหน้าอีก แต่ระบิลก็ยังคงไม่ขยับมองเนติมาอย่างรู้สึกผิด เนติมาเปิดประตูลงมาปรี่เข้าผลักระบิลด้วยความรู้สึกทั้งเสียใจและน้อยใจ
“หลีกไป..ฉันบอกให้หลีกไปไม่ได้ยินรึไง ฉันบอกให้หลีก !”
ระบิลยืนนิ่งให้เนติมาทั้งผลัก ทุบ ตี ไปเรื่อย เนติมาหยุดยืนยืนมองระบิลด้วยความเสียใจ ทั้งสองคนสบตากันนิ่ง เข้าใจและรู้ถึงความรักที่มีให้กันอย่างเกินกว่าที่อะไรจะห้ามได้แล้ว ทั้งสองคนโผเข้าสวมกอดกันแน่น
“ทำไมนายใจร้ายกับฉัน ทำไม..ทำไม”
“ผมขอโทษครับคุณเนติ์..ผมขอโทษ”
ระบิลกระชับกอดเนติมาอย่างรู้สึกผิด

ในเวลากลางคืน เนติมาซึ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วยืนมองออกไปด้านนอกเห็นสายฝนที่เริ่มซาเม็ดลงบ้างแล้ว ชายคาบ้านน้ำฝนยังหยดไหลริน เนติมากอดอกเพราะรู้สึกหนาว
“ชาร้อนซะหน่อยนะครับ จะได้อุ่นขึ้น”
เนติมาหันไปด้านหลังเห็นระบิลถือถาดที่ใส่กาน้ำชาออกมาจากในบ้าน ระบิลวางถาดลงที่โต๊ะแล้วรินใส่ถ้วยยื่นให้เนติมา เนติมายิ้มรับมาจิบอย่างชอบใจ
“ขอบใจนะ แบบนี้ค่อยเหมือนชีวิตปกติของฉันหน่อย”
ระบิลชักสีหน้าด้วยความสงสัย
“ก็มีนายคอยดูแลไง”
เนติมาตัดสินใจถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“นายยังไม่ได้บอกฉันเลยว่านายหนีฉันมาทำไม”
ระบิลชะงัก เนติมามองหน้าระบิลด้วยความสงสัยใคร่รู้ในเหตุผลของระบิลให้ได้

ที่บริเวณศาลากลางสวนหย่อม ศิวัชเปิดซองเอกสารแล้วหยิบกระดาษซึ่งวาดแผนที่บ้านสวนระบิลขึ้นมาดูด้วยสีหน้าจริงจัง
“แน่ใจนะครับว่าไม่ผิด”
“ให้สายสืบในพื้นที่เช็คมาแล้วครับ ไม่ผิดแน่นอน เออ..คุณศิวัชจะไปเหรอครับ”
ผู้กำกับวิเชษฐ์ถามด้วยความเป็นห่วง ศิวัชถอนใจออกมานิดหนึ่งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของผม”
“แต่...”
“ผู้กำกับ”
ผู้กำกับวิเชษฐ์ไม่กล้าขัดคำสั่ง ได้แต่รับคำด้วยความอึดอัด
“ครับ”
ศิวัชมองแผนที่ในมือด้วยความสับสนรู้สึกกลัวในความจริงที่ตัวเองจะต้องรับรู้

ภายในบ้านจิ๊กเวลากลางคืน ปานกำลังตรวจสอบอาวุธ ปืน กระสุนที่จะต้องเอาไปใช้ในงานใหญ่ที่กำลังจะมาถึงด้วยท่าทางเคร่งเครียด เสียงโทรศัพท์มือถือดัง ปานรีบกดรับเพราะเห็นว่าเป็นพงษ์เลิศ
พงษ์เลิศที่ใช้โปรแกรมวีดีโอคอลโทรเข้ามาจึงปรากฏทั้งใบหน้าและเสียง
“คนที่ให้ไปหาเพิ่มได้รึยัง”
ปานน้ำเสียงกังวลเล็กน้อย
“กำลังคุยๆอยู่ครับนาย แต่คนฝีมือดีไว้ใจได้หายากหน่อย”
“ก็ดูให้ดีๆหน่อยก็แล้วกัน อย่าไปเอาพวกท่าดีทีเหลวแบบเพื่อนแกคราวนั้นนะเว้ย”
ปานถามด้วยความสงสัย
“นายหมายถึงใครครับ”
“ทำเป็นจำไม่ได้ก็เพื่อนรักแกของแกที่จะพามาช่วยงานใหญ่ครั้งนั้นไง” พงษ์เลิศพูดพลางหัวเราะขำ
ปานตกใจพึมพำออกมา
“ก้อง”
“มีฝีมือ แต่ไม่รู้จักเอามาใช้หาผลประโยชน์ ฮึ ! คิดจะต้านทานอำนาจ แต่สุดท้ายก็ถูกคนมีอำนาจจัดการ โง่ดีมั้ยล่ะ”
ปานอึกอักแล้วบอก
“เรื่องนั้นเป็นความผิดพลาด ผมจะไม่มีให้เกิดขึ้นอีกครับนาย”
“ก็ดี เพราะฉันไม่อยากใช้กระสุนเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ เดี๋ยวนี้กระสุนมันแพง”
พงษ์เลิศหัวเราะสะใจก่อนจะวางสายไป ปานมองโทรศัพท์ด้วยหน้าเครียดแล้วถอนหายใจ ก่อนจะหันกลับหลังเห็นจิ๊กยืนมองปานด้วยสายตาอึ้ง ไม่อยากเชื่อ
ปานตกใจ
“จิ๊ก !”
จิ๊กได้สติรีบวิ่งเข้าไปกระชากเสื้อปาน ทั้งจิกทั้งทึ้งด้วยความโมโห
“พี่โกหกฉันมาตลอดใช่มั้ย ที่บอกว่าไม่รู้เรื่องพี่ก้อง พี่รู้ใช่มั้ยว่าพี่ก้องหายไปไหน พี่รู้ใช่มั้ย”
ปานรีบหลบตาแล้วบอก
“พี่ไม่รู้อะไรทั้งนั้น”
“โกหก ฉันได้ยินพี่กับนายพี่พูดอยู่เมื่อกี้นี้ บอกมานะว่าพี่ก้องอยู่ไหน พี่ก้องตายแล้วใช่มั้ย พี่ก้องตายแล้วใช่มั้ย” จิ๊กเริ่มร้องไห้ฟูมฟาย
“บอกว่าไม่รู้ก็ไม่รู้ซิ อย่ามาเซ้าซี้ได้มั้ย”
ปานพูดเสร็จก็รีบดึงมือจิ๊กออกจากเสื้อก่อนจะรีบเดินเลี่ยงออกไปจากห้องอย่างมีพิรุธ จิ๊กมั่นใจว่าปานโกหกแน่ๆจึงรีบรีบเดินตามออกไปทันที
ปานกำลังจะเปิดประตูออกไปจากบ้าน จิ๊กเดินตามเข้ามา ตะโกนไล่หลังเอาเรื่อง
“ที่พี่ไม่ยอมบอกว่าพี่ก้องตายแล้ว เพราะพี่กลัวใครๆจะรู้ว่า พี่นั่นแหละเป็นคนฆ่าพี่ก้องใช่มั้ย พี่เป็นคนฆ่าพี่ก้องแบบที่ระบิลมันพูดใช่มั้ย”
ปานชะงักนิ่งทนความรู้สึกที่อัดอั้นทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ปานหันไปเผชิญหน้ากับจิ๊กด้วยหน้าตาเหี้ยมอย่างที่จิ๊กไม่เคยเห็นมาก่อน พร้อมเดินเข้าไปเอาเรื่อง
“ก็แล้วถ้าใช่ !! เธอจะทำไม”
จิ๊กตกใจ อึ้งช็อกกับความจริง
“พี่ทำอย่างนั้นได้ยังไง พี่ก้องเป็นเพื่อนรักของพี่นะ”

“ก็มันช่วยไม่ได้นี่ เพราะถ้าไอ้ก้องมันไม่ตาย คนที่ตายมันก็ต้องเป็นฉัน”
 
อ่านต่อหน้า 3

หงส์สะบัดลาย ตอนที่ 13 (ต่อ)
ความทรงจำในวันนั้น แล่นเข้ามา

ที่บ้านสวนของพงษ์เลิศ ก้องถูกทนงเตะเข่าจากด้านหลัง จนทรุดลงไปกองกับพื้น ปานรีบเข้าไปดูก้อง พงษ์เลิศ ที่มีโปรยและชูศักดิ์ยืนประกบอยู่ด้านหลังเดินยิ้มน่ากลัวเข้ามามองหน้าก้อง
“ปกติไม่ค่อยมีใครกล้าปฎิเสธงานของฉัน”
ก้องพูดอย่างห้าวหาญ
“ผมเข้ามาทำงานนี้ก็เพื่อหวังจะได้ช่วยคน ไม่ใช่ฆ่าคน”
“เอาเถอะ ของแบบนี้มันบังคับกันไม่ได้ นายไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ”
ก้องหันมายิ้มกับปานดีใจ ปานกำลังจะพยุงก้องลุกขึ้น พงษ์เลิศมองทนงกับโปรยแล้วส่งสัญญาณทั้งสองรีบเข้ามาจับตัวก้องกดไว้ไม่ยอมให้ลุกขึ้น ทั้งปานและก้องแปลกใจ เงยหน้ามองพงษ์เลิศที่ยิ้มเหี้ยม
“แต่นายรู้เรื่องงานของฉันแล้ว เพราะฉะนั้นนายกลับออกไปไม่ได้”
พงษ์เลิศหยิบปืนออกมา ก่อนจะยื่นปืนไปให้ปาน ปานมองปืนอึ้งๆ
“เลือกเอาระหว่างชีวิตมึงกับชีวิตเพื่อนมึง”
ปานที่มีสีหน้าลำบากใจสุดๆ ทางด้าน ทนง โปรยเตรียมถือปืนพร้อมยิงปานถ้าไม่ยิงก้องตามคำสั่ง ปานมองปืนในมือ ก่อนจะมองหน้าก้อง สลับกับ หน้าพงษ์เลิศ ปานหลับตา ก่อนตัดสินใจยื่นมือที่ถือปืนออกไป ก่อนตัดสินใจยิง
ปากกระบอกปืน เสียงยิง ปัง ปัง ปัง !
พงษ์เลิศ ค่อยๆก้มมองไปที่เท้าเห็นก้องนอนจมกองเลือดตายคาที่ เพราะกระสุนจากเพื่อนรัก พงษ์เลิศหันมองปานด้วยความพอใจ
“มันต้องอย่างนี้จะทำงานใหญ่ต้องใจเด็ด”
ปานมองก้องที่ถูกยิงตายด้วยความรู้สึกผิด

จิ๊กได้ฟังเรื่องทั้งหมดก็ร้องไห้โฮก่อนจะวิ่งเข้าไปทุบตี ทำร้ายปานด้วยความโกรธ
“ไอ้สารเลว แกหลอกฉัน แกทำแบบนี้ได้ยังไง แกทำแบบนี้กับคนที่แกเรียกว่าเพื่อนรักได้ยังไง ฉันจะแจ้งความ ฉันจะแฉเรื่องของแกทุกอย่าง”
ปานผลักจิ๊กออกด้วยความโมโห
“คิดว่าตำรวจจะทำอะไรฉันได้เหรอ อย่าลืมซิว่าฉันทำงานกับใคร ถ้าฉันไม่แน่จริง คงไม่รอดจนป่านนี้หรอก”
“ฉันจะบอกระบิล ระบิลจะต้องแก้แค้นแก”
“ฮึ ! มันจะทำอะไรได้ ดีไม่ดี ฉันจะส่งมันไปอยู่กับพี่ชายของมัน”
“แก..แกมันไม่ใช่คน แกมันเลวยิ่งกว่าสัตว์นรก”
“แต่เธอก็นอนกับสัตว์นรก กินเงินสกปรกที่ฉันหามาเป็นสิบๆปีไม่ใช่เหรอ ถ้าเธอคิดว่าฉันหักหลังเพื่อน เธอเองก็หักหลังผัวเหมือนกัน”
จิ๊กได้ฟังคำพูดปานก็เจ็บเข้าไปในหัวใจ จิ๊กหันไปเห็นมีดปอกผลไม้วางอยู่ไม่ไกลก็รีบวิ่งจะไปหมายจะเอามาแทงปานด้วยความแค้น แต่ปานหันไปเห็นก่อนรีบวิ่งเข้าไปขวางทาง ปานทั้งตบ ทั้งเตะ ทำร้ายจิ๊กด้วยความโมโห จนจิ๊กสะบักสะบอม
“ฉันว่าเธออยู่เฉยๆดีกว่า ยังไงไอ้ก้องมันก็ไม่มีทางฟื้นอยู่แล้ว ถือว่าเห็นแก่ผัวใหม่แล้วก็ความสุขสบายเป็นสิบๆปีที่ฉันชดเชยให้เธอก็แล้วกัน”
ปานพูดเสร็จก็มองจิ๊กเหยียดๆ ก่อนจะเดินออกไป จิ๊กมองตามปานทั้งแค้น ทั้งโกรธ แต่ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่นอนร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด

ภายในห้องนอนของเนติมาในบ้านกันต์ อนงค์กำลังเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า โดยมียศวีร์ช่วยอยู่ด้วยความเป็นห่วง
“อย่าลืมส่งข่าวเป็นระยะนะอ้อ พี่เป็นห่วง”
“จ้ะ..แหม เตือนบ่อยจัง เอาเป็นว่าอ้อจะส่งข่าวให้พี่ดลรู้ทุกห้านาทีเลยดีมั้ยจ๊ะ”
อนงค์พูดยิ้มอย่างทีเล่นทีจริง ยศวีร์ยิ้มตอบอย่างอารมณ์ดี ทั้งสองคนสบตากันด้วยความรัก
“อย่าท้านะ ถ้าพี่เอาอย่างนั้นจริงๆ ต้องทำให้ได้นะ”
อนงค์รีบสะกิดเตือนยศวีร์ทันที
“อุ๊ย..ไม่เอานะจ๊ะ พอดีอ้อไม่ต้องทำงานกันพอดี อ้อ..แล้วพี่ดลอย่าเผลอบอกพ่อนะจ๊ะว่าอ้อไปทำงาน”
“อ้อ...”
คำเที่ยงเรียกแล้วเดินเข้ามา อนงค์ยิ้มกลบเกลื่อนทันที
“จ๊ะพ่อ”
“พ่อซื้อชุดปฐมพยาบาลไว้ให้ เผื่อจำเป็นต้องใช้”
คำเที่ยงยื่นกล่องยาให้ อนงค์รับมาดูแล้วโผเข้ากอดพ่ออย่างขอบคุณ
“ขอบคุณนะจ๊ะพ่อ พ่อเนี่ยน่ารักที่สุดเลย”
“ไม่ต้องอ้อน อ่ะ..นี่จดหมายขออนุญาตจากโรงเรียน พ่อเซ็นให้เรียบร้อยแล้ว”
คำเที่ยงยื่นซองเอกสารให้ อนงค์ยกมือไหว้แล้วยิ้มรับมาอย่างกลบเกลื่อน
“ขอบคุณจ้ะพ่อ”
“งั้นพ่อไปนอนก่อนนะ”
คำเที่ยงยิ้มพลางลูบหัวยศวีร์กับอนงค์อย่างอบอุ่น แล้วเดินออกไปจากห้อง อนงค์ถอนใจออกมาอย่างโล่งอก ขณะที่ยศวีร์มองอย่างรู้ทัน
“โอ้โห..นี่ขนาดลงมือทำของปลอมเลยเหรอจ๊ะ”
“โอย..อย่าย้ำสิพี่ดล แค่นี้อ้อก็รู้สึกผิดจะแย่อยู่แล้ว”
ยศวีร์มองอย่างเข้าใจ
“อย่าลืมนะ ทำงานครั้งนี้ครั้งสุดท้ายแล้วนะอ้อ พี่เนติ์มีเรื่องไม่สบายใจเยอะแล้ว พี่ไม่อยากให้พี่เนติ์ไม่สบายใจมากกว่านี้”
“จ้ะพี่ดล”
อ้อยิ้มรับคำอย่างว่าง่าย ดลกับอ้อยิ้มให้กันด้วยความเข้าใจและความหวังที่จะมีสำเร็จที่เกิดขึ้นกับชีวิตข้างหน้า

ภายในบ้านสวน ระบิลกำลังปูที่นอนอยู่ โดยมีเนติมานั่งอยู่ใกล้ๆ
“ถ้าผมเป็นคุณศิวัช ผมก็คงไม่ชอบใจเหมือนกัน”
“นายเลยตัดสินใจที่จากมา โดยไม่บอกฉัน”
“บางครั้งการบอกลา มันทำให้การจากยากขึ้นนะครับ”
ระบิลพูดพลางมองเนติมาอย่างเศร้าๆ
“นายคิดง่ายๆ โดยไม่สนใจว่าฉันจะรู้สึกยังไงงั้นเหรอ”
“แต่ผมไม่อยากให้เราถลำใจลึกไปกว่านี้”
ระบิลพูดความรู้สึกออกมาแล้วรีบเดินเลี่ยงออกไปทันที
“เดี๋ยว...”
ระบิลออกมายืนมองฝ่าความมืดออกไปด้านนอกด้วยสีหน้าไม่สบายใจนัก เนติมาเดินเข้ามายืนข้างๆระบิล และมองอย่างลังเล
“นายคงไม่คิดว่าฉันเป็นผู้หญิงไม่ดีใช่มั้ยที่ดั้นด้นตามนายมาถึงที่นี่”
“เออ..ผมแค่ไม่อยากให้ใครมองคุณเสียหายเพราะผม”
“ใครจะว่ายังไงก็ช่าง แต่ฉันจะไม่หลอกหัวใจตัวเองอีกแล้ว”
“คุณเนติ์...”
“ฉันกับพี่ศิวัชหลอกหัวใจตัวเองกันมานานแล้ว”
เนติมาพูดออกมาจากหัวใจ ระบิลค่อยๆเอื้อมมือไปกุมมือเนติมาอย่างอ่อนโยนมอง ทั้งสองคนโผเข้ากอดกันแน่นพร้อมที่จะรับกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น

เนติมานอนอยู่บนเตียง โดยมีระบิลนั่งคุกเข่ามองเนติมาอยู่ที่พื้นข้างเตียง ระบิลยิ้มให้เนติมาอย่างอบอุ่น
“นอนนะครับ แล้วพรุ่งนี้ผมจะไปส่งคุณเนติ์ที่กรุงเทพฯ”
“อะไรนะ นี่นาย...”
เนติมาพูดด้วยความตกใจ ระบิลยิ้มเอื้อมมือไปกระชับผ้าห่มให้เนติมา
“ยังไงเราก็ต้องกลับไปพบความจริง อย่าลืมสิครับคุณเนติ์ ว่าคุณยังมีภารกิจสำคัญต้องทำอยู่นะ”
“เรื่องนั้นฉันไม่ลืมหรอก ทุกอย่างใกล้จบแล้ว คนชั่วกำลังถูกกรรมวิ่งไล่จับ หนียังไงก็ไม่มีทางพ้นแน่”
เนติมาสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที
“เข้าไปเที่ยวนี้ ผมจะอยู่กับคุณเนติ์จนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย”
“จริงนะ”
“แต่ไม่ใช่ในฐานะบอดี้การ์ดนะครับ”
เนติมาชะงักมองระบิลด้วยความสงสัย
“ผมไม่อยากมีปัญหากับคุณศิวัช เรื่องระหว่างคุณสองคน ผมอยากให้คุณเคลียร์หัวใจกันเอง เพราะแค่ผมเผลอก้าวเข้าไปอยู่ในหัวใจคุณ ผมก็รู้สึกผิดมากอยู่แล้ว”

เนติมาคิดตามแล้วกระชับมือระบิลอย่างเข้าใจ

 
กรุงเทพฯในยามเช้า อนงค์ขยับขึ้นไปนั่งบนรถตู้ ที่มีโมเดลลิ่งสาวนั่งรออยู่แล้ว อนงค์หันมายิ้มให้ยศวีร์ที่ยืนส่งอยู่ข้างรถ

“อ้อไปก่อนนะจ๊ะพี่ดล ฝากดูแลพ่อด้วยนะ อ้อ..ถ้าได้ข่าวพี่เนติ์ โทรบอกอ้อด้วยนะจ๊ะ”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง อ้อนั่นแหละดูแลตัวเองดีๆ ฝากอ้อด้วยนะครับพี่”
ดลหันไปพูดกับเอิง โมเดลลิ่งสาวด้วยรอยยิ้ม โมเดลลิ่งสาวยิ้มรับคำอย่างอารมณ์ดี
“ไม่ต้องห่วงค่ะ น้องอ้อ ก็เหมือนน้องพี่นั่นแหละ” เอิงว่า
“ขอบคุณครับพี่ ตั้งใจทำงานนะอ้อ”
“จ้ะพี่ดล”
ยศวีร์เอื้อมมือไปจับมืออนงค์ ทั้งสองคนยิ้มกระชับมือกันแน่น ประตูรถตู้ปิดลงแล้วเคลื่อนตัวออกไปยศวีร์มองตามรถที่เคลื่อนออกไป ทั้งคู่หันมาโบกมือให้กันและยิ้มอย่างอารมณ์ดี ก่อนที่ดลจะเดินกลับไปตามทางเท้า ผ่านซอยๆหนึ่งไป เป็นจังหวะกับที่รถของอิทธิหาญเคลื่อนออกมาจากในซอยมาจอดอยู่ที่ปากซอย
กระจกรถเปิดออกเผยให้เห็นพงษ์เลิศกับอิทธิหาญซึ่งนั่งอยู่เบาะหลัง มีปานนั่งอยู่ข้างลูกน้องที่เป็นคนขับ พงษ์เลิศกับอิทธิหาญมองตามยศวีร์กับอนงค์ไปด้วยสายตามีเลศนัย
“มหกรรมการเอาคืนเริ่มแล้วพ่อ”
“ฉันแทบจะอดใจรอผลของมันไม่ไหวแล้ว”
“ความรักที่พวกมันผูกพันกันจะเป็นเครื่องต่อรองชั้นดี”
“แล้วก็จะพาพวกมันมาตายกองรวมกันแทบเท้าเราด้วย ฮ่าๆ”
พงษ์เลิศหัวเราะออกมาด้วยความย่ามใจ อิทธิหาญยิ้มชอบใจ ก่อนกระจกรถเลื่อนขึ้นปิดแล้วเคลื่อนออกไป

ศิวัชในชุดลำลองเดินออกมาจากในบ้านพร้อมกระเป๋าเดินทางใบเล็ก ตรงมายังรถที่จอดอยู่ โดยมีบอดี้การ์ด 2 คนเดินตามออกมาด้วยสีหน้าไม่สบายใจ
“ท่านนายกฯจะไปไหนครับ” บอดี้การ์ดคนที่ 1 ถาม
“ไปธุระส่วนตัว”
“ที่ไหนครับท่าน “
“คุณไม่มีสิทธิ์ถาม ไม่มีสิทธิ์ตาม แล้วก็ไม่มีสิทธิ์ห้ามผมด้วย หลีกไป !”
ศิวัชเดินไปเปิดประตูรถเอากระเป๋าวางแล้วเปิดประตูด้านคนขับ การ์ดทั้งสองคนมองหน้ากันนิดหนึ่ง ก่อนการ์ดคนที่ 2 จะมาจับประตูด้านคนขับไว้
“เออ..ท่านนายกฯ”
ศิวัชหันขวับมามองด้วยสายตาดุจนการ์ดชะงักรีบถอยปล่อยมือจากประตูรถทันทีด้วยความกลัว พลางหันไปมองหน้ากับการ์ดคนแรกอย่างเซ็งๆ
ศิวัชเข้าไปในรถแล้วสตาร์ทและกำลังจะขยับรถออก จังหวะเดียวกันปฏิพรก็ขับรถสวนเข้ามาจอดขวางหน้ารถศิวัชทันที ปฏิพรรีบลงมาจากรถไปหาศิวัชทันที
“พี่ศิวัช..พี่ศิวัชจะไปไหนคะ ว้าย !”
ศิวัชไม่สนใจรีบหักพวงมาลัยเบี่ยงรถออกไปอีกทางจนปฏิพรต้องเบี่ยงตัวหลบเสียหลักเซ จนการ์ดคนที่ 1 ต้องมาประคองไว้ ปฏิพรมองตามรถของศิวัชไปอย่างงงๆ
“พี่ศิวัช !”

ธำรงซึ่งกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง ถอนใจออกมาด้วยความหงุดหงิด
“ไปจนได้ !”
ปฏิพรที่ยืนอยู่ข้างเตียงคนไข้ชักสีหน้าด้วยความร้อนใจ
“พี่ศิวัชไปคนเดียวอย่างนี้ มันอันตรายนะคะคุณอา”
“ไม่ต้องห่วงคุณธำรง ผมให้คนตามดูแลเขาอยู่ห่างๆแล้ว”
นายพลทวีมองหน้ากับธำรงอย่างรู้ใจกัน
“แค่ตามดูแลความปลอดภัยนะครับท่าน เรื่องอื่นปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ดีเหมือนกันมันจะได้ตาสว่างซะที”
“ไม่ต้องห่วงครับคุณธำรง ทุกอย่างต้องเดินอยู่บนเส้นทางที่เราขีดไว้”
“เส้นทางที่พาไปสู่เส้นชัย ชัยชนะตลอดกาล”
ธำรงยิ้มพูดอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม ขณะที่ปฏิพรกับนายพลทวียิ้มให้กันอย่างอารมณ์ดี

เนติมาเดินออกมามองกับข้าวที่วางอยู่บนโต๊ะ 3-4 อย่าง ด้วยความดีใจ
“หือ..ยำกุ้งแห้ง ผักบุ้งไฟแดง ไข่เจียว น่าทานจัง”
ระบิลถือถ้วยข้าวต้มมาวางบนโต๊ะด้วยรอยยิ้ม
“มื้อเช้าทานข้าวต้มนะครับ”
“ฉันอยากทานร้อนๆพอดีเลย คิดถึงฝีมือนายมาตั้งนานแล้วนะเนี่ย”
“ผักบุ้งกับไข่ที่เอามาเจียวเนี่ย ผลิตผลของที่นี่นะครับ ไม่ต้องเสียเงินซื้อสักบาทแถมปลอดสารพิษร้อยเปอร์เซ็นต์”
ระบิลชี้ไปที่กับข้าวที่วางอยู่ตรงหน้าด้วยความภูมิใจ เนติมาตักอาหารใส่ปากอย่างอารมณ์ดี ก่อนหันไปเห็นผลไม้ที่วางอยู่ในถาด เนติมาหยิบขึ้นมาดู
“รวมถึงผลไม้พวกนี้ด้วยใช่มั้ย”
“ครับ ของพวกนี้แหละที่ผมใช้ดำรงชีพอย่างมีความสุข คุณเก็บของเรียบร้อยแล้วใช่มั้ยครับ”
“ขอฉันอยู่ต่ออีกสักวันสองวันได้มั้ยอ่ะ”
ระบิลที่กำลังตักข้าวเข้าปากถึงกับสำลัก
“อะไรนะครับ”

ในเวลาต่อมา เนติมาเดินมาตามทางที่รายล้อมด้วยสวนผลไม้ร่มครึ้ม ระบิลเดินตามมาติดๆ
“โห..ก็ฉันยังไม่ได้เดินดูสวนนายให้รอบเลยนี่นา”
“แต่...”
“ขอฉันอยู่ต่ออีกนิด ก่อนกลับไปเจอเรื่องหนักๆเถอะนะ”
เนติมาพูดเป็นเชิงขอร้อง ระบิลถอนใจออกมาอย่างยอมจำนน
“น่ารักจริงๆ งั้น..พาฉันทัวร์รอบๆสวนหน่อยนะจ๊ะ พ่อชาวสวน”
ระบิลกับเนติมาเดินคุยมากันมาตามทางร่มรื่น ระบิลชี้ให้เนติมาดูดูสองข้างทางอย่างมีความสุข
เนติมารับผลไม้ที่ถูกระบิลโยนลงมาจากต้น ร่วงบ้างรับได้บ้างอย่างสนุกสนาน
ระบิลดึงเนติมาขึ้นมาบนกิ่งไม้ เนติมาดูทุลักทุเลเพราะไม่คุ้นชิน จนเนติมาขึ้นมานั่งบนกิ่งไม้ได้ ระบิลชี้ให้เนติมาดูวิวโดยรอบจากมุมสูง เนติมามองตามที่ระบิลชี้อย่างมีความสุข
เนติมาเกือบจะเสียหลัก แต่ระบิลโอบไว้ได้อย่างรวดเร็ว เนติมาถอนใจอย่างโล่งอก ทั้งสองคนยิ้มให้กันอย่างอารมณ์ดี
ระบิลกับเนติมาเดินเก็บผักในแปลงที่มีขนาดไม่ใหญ่โตนัก ทั้งสองคนยิ้มให้กันอย่างมีความสุข
ระบิลทอดแหในบ่อได้ปลามาหลายตัว โดยมีเนติมายืนลุ้นอยู่ด้วยความตื่นตาตื่นใจ

บริเวณโกดังร้าง ชานเมือง อนงค์ซึ่งนอนหลับอยู่ในรถต้องสะดุ้งงัวเงียตื่นขึ้นมาเพราะประตูรถตู้ถูกเปิดออก อนงค์หันไปเห็นโมเดลลิ่งสาวยืนอยู่หน้าประตู
“ขอโทษค่ะพี่เอิง หนูเผลอหลับไป ถึงแล้วเหรอคะ”
“ถึงแล้วจ้ะ ลงมาสิ”
เอิงพูดพลางยิ้มเจื่อนแล้วขยับเปิดทางให้อนงค์ลงจากรถ อิทธิหาญยืนยิ้มอยู่ด้านหลัง โดยมีปานยืนอยู่ข้างๆ อนงค์เห็นรีบยกมือไหว้ทันที
“อุ๊ย..สวัสดีค่ะ”
อนงค์ลงมาจากรถแล้วต้องชะงัก เมื่อมองไปรอบเห็นเป็นโกดังร้างขนาดใหญ่ อ้อรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาทันที
“เอ๊ะ..ที่นี่ไม่ใช่เขาใหญ่นี่คะ”
“แล้วใครว่าใช่ล่ะจ๊ะ”
อิทธิหาญหันไปสั่งเอิง โมเดลลิ่ง
“หมดหน้าที่เธอแล้วกลับไปได้”
“พี่เอิง นี่มันเรื่องอะไรกันจ๊ะ”
อนงค์ถามด้วยความตกใจ จังหวะเดียวกันโปรยกับชูศักดิ์ก็ปรี่เข้ามาจับตัวอนงค์ที่พยายามดิ้นไว้ทันที
“โอ๊ย ! ปล่อยนะ พี่เอิง !”
“อยู่เฉยๆ อย่าดิ้น !” โปรยส่งเสียงดุ
“เออ..พี่ขอโทษนะอ้อ เสี่ยคะแล้วเงินค่า...”
ยังไม่ทันที่เอิงจะพูดอะไรต่อ ปานก็ชักปืนขึ้นมายิงใส่เอิงลงไปสิ้นใจตายทันที ขณะที่อนงค์ตกใจอย่างมากจนน้ำตาคลอเบ้า
“พี่เอิง ! นี่มันอะไรกันเนี่ย”

“เรื่องอะไรจะปล่อยแกไปปากโป้ง...ส่วนเธอ เดี๋ยวก็รู้ว่าเรื่องอะไร” อิทธิหาญบอก

 
อิทธิหาญหัวเราะออกมาอย่างได้ใจ พงษ์เลิศเดินออกมาจากกองวัสดุด้านหลังพอดี โดยมี
ทนงตามออกมาด้วย พงษ์เลิศเข้ามายืนข้างๆอิทธิหาญ มองอนงค์อย่างชอบใจ
“เก่งมาก อิทธิหาญลูกพ่อ ฮ่าๆ”
“อิทธิหาญ !”
อนงค์ตะลึงด้วยความตกใจจนพูดอะไรไม่ออก ขณะที่อิทธิหาญขยับเข้ามาพูดใกล้ๆด้วยน้ำเสียงเลือดเย็น
“เสี่ยอิท..ก็ อิทธิหาญ ไง คุ้นๆชื่อนี้แล้วใช่มั้ย น้องไก่อ่อน ฮ่าๆๆ”
“เฮ้ย !”
อิทธิหาญหัวเราะด้วยความสะใจ ขณะที่พงษ์เลิศออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด ลูกน้องที่เหลือของอิทธิหาญก็ออกจากที่ซ่อนมายืนล้อมรอบๆบริเวณไว้อย่างน่ากลัว
พงษ์เลิศกับอิทธิหาญหัวเราะด้วยความสะใจในแผนที่วางไว้ เพราะต้องการใช้อนงค์เป็นเหยื่อล่อ
อนงค์มองภาพตรงหน้าแล้วร้องไห้ออกมาด้วยความตื่นกลัวเป็นอย่างมาก

ภายในบ้านกันต์ คำเที่ยงทำแก้วน้ำที่ถือมาตกลงพื้นแตกกระจาย
“เฮ้อ..อะไรเนี่ย”
คำเที่ยงขยับจะก้มเก็บ แต่ยศวีร์เข้ามาช่วยเก็บให้ทันที
“เดี๋ยวผมเก็บเองครับพ่อ”
“วันนี้เป็นอะไร มือไม้สั่นไปหมด”
“ไม่สบายรึเปล่าครับพ่อ”
ยศวีร์ถามด้วยความเป็นห่วง ขณะที่คำเที่ยงไม่พูดอะไรได้แต่ส่ายหน้า สีหน้าของคำเที่ยงเต็มไปด้วยความรู้สึกกังวลอย่างบอกไม่ถูก

บริเวณลำธาร กระป๋อง 4-5 ใบ วางเรียงกันอยู่บนโขดหิน กระป๋องถูกยิงกระเด็นกระดอนไปอย่างแม่นยำ ระบิลช่วยเนติมาประคองปืนเล็งซ้อนอยู่ทางด้านหลัง เนติมายิ้มออกมาด้วยความดีใจ
“เห็นมั้ย ฝีมือล้วนๆ”
“ตรงไหน ผมทั้งช่วยประคองทั้งช่วยเล็ง ขืนปล่อยคุณยิงเอง โน่น..กระสุนคงเด้งขึ้นภูเขาไปนู่น”
เนติมาหงุดหงิดที่ระบิลพูดกวน จึงวาดปืนขึ้นชี้หน้าระบิลอย่างลืมตัว ระบิลต้องเบี่ยงตัวหลบแล้วรีบชักปืนจากมือเนติมามาถือไว้ทันที
“เฮ้ย..คุณ ระวังหน่อยสิครับ นี่ปืนนะครับไม่ใช่ท่อนไม้ กระสุนปืนมันไม่เข้าใครออกใครนะคุณ”
“อุ๊ย..ฉันขอโทษ”
เนติมาหน้าเจื่อนอย่างรู้สึกผิด ขณะที่ระบิลพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“มีอาวุธในมือต้องใช้ให้เป็นนะครับ ไม่อย่างนั้นอาวุธในมือเรานั่นแหละ อาจกลับมาทำร้ายเจ้าของมันก็ได้”
“รู้แล้วน่า ถ้าอย่างนั้น นายก็ต้องสอนฉันอีกนะฉันจะได้เก่งๆ สอนทั้งปืน ทั้งมวยที่นายเป็น”
“ไม่กลัวเหรอครับ”
“ถ้าฉันกลัว ฉันไม่กล้ากลับมาเมืองไทย แล้วก็มาให้นายสอนฉันยิงปืนอยู่ตรงนี้หรอกน่า”
เนติมาพูดด้วยความมั่นใจ ระบิลยิ้มมองเนติมาอย่างอารมณ์ดีแล้ววางปืนลง
“ไหนคุณลองชกหน้าผมสิครับ”
เนติมาตกใจแล้วถาม
“อะไร จู่ๆจะให้ฉันชกหน้านายเนี่ยนะ”
“อืม..ชกมาเลยครับ ผมกลัวแต่จะชกไม่โดนมากกว่า”
“นายนี่ชอบดูถูกฝีมือฉันจังได้ ได้เลย !”
ระบิลแกล้งพูดยั่วเนติมา เนติมาหมั่นไส้เหวี่ยงหมัดเข้าใส่ทันที
ระบิลล่าถอย พร้อมโยกตัวหลบหมัดเนติมาได้อย่างคล่องแคล่ว
“เฮ้ย..คุณ ฝีมือมีแค่นี้เหรอ ฮ่าๆ”
“แน่จริงนายก็อย่าหนีฉันสิ”
เนติมายิ่งฉุนก็ปล่อยหมัดไปอย่างสะเปะสะปะ ก่อนระบิลจะฉวยหมัดเนติมาแล้วรวบตัวดึงมาไว้ในอ้อมกอด
“โอ๊ย !”
“พอแล้ว..ไม่เหนื่อยเหรอคุณ”
“ปล่อยเลยนะ นายต้องโดนฉันชกก่อน ฉันถึงจะพอใจ”
เนติมาพูดอย่างงอนๆระบิลยิ้มชอบใจ
“เหนื่อยเปล่าน่าคุณ มวยไม่มีครูอย่างคุณ ปล่อยหมัดกินลมเหนื่อยเปล่า”
“เหนื่อยเปล่า”
“อืม...”
ระบิลยิ้มหน้าทะเล้น เนติมายิ้มอย่างหมั่นไส้เงื้อเท้าเหยียบเท้าระบิลทันที จนระบิลร้องลั่นปล่อยมือจากเนติมาทันที
“โอ๊ย !”
“คราวหน้านายเสร็จฉันแน่”
เนติมายิ้มอย่างได้ใจ เงื้อหมัดเล็งไปที่ระบิล ก่อนเหวี่ยงออกไป แต่ระบิลไวกว่าเบี่ยงตัวหลบถอยไปยืนอยู่ริมน้ำ เนติมาเสียหลักตกลงไปในน้ำทันที
“นายแกล้งฉันอีกแล้วนะ”
“แกล้งที่ไหน ผมแค่หลบ คุณไม่มีเบรกเองต่างหาก จะเล่นน้ำก็ไม่บอกกันดีๆ แล้วบอกว่าอยากหัดมวย มายื่นมือมาครับ”
ระบิลยิ้มยื่นมือให้เนติมาจับ เนติมาชะงักมองระบิลนิดหนึ่งอย่างมีเลศนัย แล้วยื่นมือไปให้ระบิลจับ จังหวะที่ระบิลจะดึงเนติมาขึ้นมาบนฝั่ง เนติมาฉวยโอกาสดึงระบิลจนเสียหลักตกไปในน้ำทันที เนติมาหัวเราะชอบใจ
“โอ๊ย..คุณ เล่นอะไรเนี่ย”
“หายกัน”
ทั้งสองคนยิ้มให้กันอย่างมีความสุข ระบิลเอื้อมมือไปปาดน้ำบนใบหน้าให้เนติมาอย่างอ่อนโยน
“ขอบคุณนะครับที่ช่วยเข้ามาเติมสีสันให้ชีวิตผมอีกครั้ง”
“ฉันก็ขอบคุณนายเหมือนกัน ขอบคุณในทุกๆเรื่องที่นายทำให้ฉัน”
ระบิลเอื้อมมือไปจับมือเนติมา ทั้งคู่กระชับกอดกันด้วยความรัก
บริเวณร้านเครื่องไฟฟ้าย่านคลองถม ยศวีร์ยืนเลือกวิทยุสำหรับใส่เทป ก่อนจะยื่นให้เจ้าของร้านดูทั้งวิทยุที่เลือกและตัวเทป
“พี่ๆ วิทยุตัวนี้เล่นเทปนี้ได้รึเปล่า”
เจ้าของร้านสีหน้าเครียดบอก
“เทปตัวนี้ ไม่ค่อยมีเครื่องเล่นด้วย เดี๋ยวพี่ไปดูหลังร้านให้แล้วกัน”
เจ้าของร้านเดินไปหลังร้าน ยศวีร์ยืนมองเทปในมือด้วยความหวัง เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นพอดี
“ว่าไงครับพ่อ”

ภายในบ้านกันต์ คำเที่ยงยืนโทรศัพท์สีหน้าเครียด
“พ่อโทรหาอ้อไม่ได้เลยลูก โทรไปตั้งหลายครั้งแล้ว แต่ไม่มีคนรับสาย”
ภายในร้านขายเครื่องไฟฟ้า ยศวีร์มีท่าทีหลุกหลิก รีบแก้ตัวให้อนงค์พัลวัน
“คงทำกิจกรรมอยู่แหละพ่อ ไม่มีอะไรหรอก”
“แต่วันนี้พ่อรู้สึกเป็นห่วงอ้อยังไงก็ไม่รู้”
ยศวีร์สีหน้าเครียดและรู้สึกผิด
“งั้นเดี๋ยวผมจะลองโทรหาอ้อเองนะครับ ถ้าโทรติดแล้ว จะรีบให้โทรกลับหาพ่อเลยนะครับ”

ยศวีร์กดวางโทรศัพท์คำเที่ยงแล้วรีบกดโทรหาอนงค์ทันที เสียงเพลงรอสายดัง แต่ว่าไม่มีคนรับ
“ทำไมไม่รับโทรศัพท์ก็สัญญาว่าจะถือโทรศัพท์ไว้กับตัวตลอดนี่นา ...”
เจ้าของร้านเดินออกมาจากหลังร้านพอดี พลางยื่นกระดาษชื่อร้านให้
“ไม่มีเลยน้อง แต่ร้านนี้ พี่ว่ายังมีนะ ลองเดินเข้าไปสุดซอยทางขวา”
ยศวีร์รีบยกมือไหว้ขอบคุณ
“ขอบคุณมากครับพี่”

ยศวีร์รีบเดินหาร้านด้วยความตื่นเต้น จนลืมเรื่องของอนงค์ไปในทันที
 
จบตอนที่ 13
 
อ่านต่อ ตอนที่ 14 อวสาน พรุ่งนี้ เวลา 09.30น.
กำลังโหลดความคิดเห็น...