xs
xsm
sm
md
lg

นางสิงห์สะบัดช่อ ตอนที่ 17

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


นางสิงห์สะบัดช่อ ตอนที่ 17

ตรงบริเวณทางเดินภายในถ้ำรังโจรสามเศียรยามค่ำคืน เก่งกำลังนั่งมองแสงตะเกียงอย่างอ่อนล้า ในขณะที่ครูเพิ่มยังคงมุ่งมั่นคลำหาทางออกไปรอบๆ แต่สักพักก็ทอดถอนใจ

“ไม่มีทางออก ไม่มีอาหาร พวกเราต้องตายแน่ๆ”
เก่งหันไปมองครูเพิ่มด้วยความเห็นใจ ระหว่างนั้นย้งถือคบเพลิงที่ทำจากเศษไม้เศษผ้าวิ่งตรงมา
“เจอแล้ว เจอแล้วโว้ย” ย้งร้องลั่น
“เจอทางออกเหรอไอ้ย้ง” เก่งถาม
“เปล่า ตะกี๊ข้าไปสำรวจที่ปากถ้ำ แล้วเจอไอ้นี่ว่ะ”
ย้งอวดให้ดูระเบิดมือลูกหนึ่งที่ยังไม่ได้ถอดสลัก
ครูเพิ่มตกใจ “เอ็งอย่าบอกนะว่าจะระเบิดถ้ำออกไป”
“ถ้ำนี่มันจวนจะพังแล้วนะไอ้ย้ง ถ้าขืนโดนระเบิดอีกล่ะก็…”
“ถึงไงก็ต้องเสี่ยง อย่างน้อยก็ดีกว่านั่งรอความตายละกัน”
ครูเพิ่มกับเก่งมองหน้ากันไปมา

ที่ป่าแห่งเดิมละแวกถ้ำรังโจร ธัมโมกำลังเร่งเดินทางมาหาเก่ง แต่แล้วเขาก็ต้องตกใจเมื่อได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นกึกก้อง
ธัมโมตื่นตะลึง “เก่ง” รีบวิ่งไปที่ปากถ้ำเร็วรี่

พอธัมโมวิ่งกระหืดกระหอบมาถึงบริเวณปากถ้ำ เห็นม่านฝุ่นตลบฟุ้งไปทั่วบริเวณก็ยิ่งตกใจ
“เก่ง”
เสียงธัมโมสะท้อนก้องอยู่ในถ้ำ ย้งกับครูเพิ่มประคองเก่งออกมาอย่างทุลักทุเล
“พี่ธัมโม”
“เก่ง”
เก่งผละจากย้งและครูเพิ่มวิ่งเข้าไปโผกอดธัมโมเต็มรัก
“โห ทีอย่างงี้ล่ะวิ่งปร๋อเชียวนะไอ้เก่ง” ย้งเหน็บ
เสียงครืนโครมดังขึ้นอีกครั้ง บริเวณปากถ้ำถล่มลงปิดตาย ปิดตำนานโจรสามเศียรอย่างองอาจ
ครูเพิ่มได้แต่ทรุดนั่งอย่างอ่อนแรง “รอดตายฉิวเฉียด”
“สงสัยฟ้าดินคงช่วยเราไว้น่ะครู ถึงให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไป” ย้งว่า
ครูเพิ่มพยักหน้าเห็นด้วย “อยู่เพื่อต่อกรกับพวกคนชั่ว”
เก่งคลายวงกอดจากธัมโม ไล่สายตามองไปที่ศพของโจรสามเศียรอย่างสะเทือนใจ
“พ่อ ลุงยักษ์ อาเทพ”

เวลาผ่านไป ศพของโจรสามเศียรถูกฝังเคียงกัน เก่งวางดอกไม้ป่าลงที่หน้าหลุมศพ โดยมีธัมโม ย้ง และครูเพิ่มยืนร่วมไว้อาลัยอยู่ใกล้ๆ
เก่งร้องไห้คร่ำครวญ “ชั้นสาบานว่าทุกคนจะไม่ตายเปล่าไอ้พวกหนักแผ่นดิน พวกมันจะต้องชดใช้”
เก่งยกแขนปาดคราบน้ำตาอย่างดุดัน ขณะที่ย้งหันไปถามธัมโม
“จะเอายังไงต่อดีครับผู้กอง”
“เบื้องบนรู้เรื่องของไอ้เสี่ยเล้งกับดนัยแล้ว อีกไม่นานคงส่งคนมาตรวจสอบที่บ้านไม้งาม ตอนนี้ที่เราต้องรีบจัดการก็คือ ช่วยผู้หมวดเพ็ญพรออกมาให้ได้”
ชื่อเพ็ญพรทำให้เก่งหันมองไปเหมือนฉุกคิดบางอย่างในใจ

เวลาเดียวกันภายในห้องพักคนงานที่โรงเลื่อย เพ็ญพรมองลอดช่องฝาห้องออกไปและเห็นสมุนเสี่ยเล้งคุ้มกันรอบๆ บริเวณอย่างแน่นหนา เพ็ญพรได้แต่รำพึงออกมาด้วยความแค้นใจ
“ไอ้พวกสารเลว ชั้นไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของพวกแกเด็ดขาดชั้นต้องหาทางหนีไปจากที่นี่”
เพ็ญพรมองไปรอบๆ พลางครุ่นคิดหาทางหนี วินาทีนั้นเธอเหลือบเห็นตะเกียงเจ้าพายุที่แขวนอยู่ พร้อมกับคิดอะไรขึ้นมาได้

ศพของเชิดผาดำกำลังถูกเผาอยู่บนเชิงตะกอนละแวกโกดังร้าง โดยมีดนัย เบิ้ม และสมุนยืนดูอยู่อย่างใจเย็น
“ไอ้เชิดผาดำ สุดท้ายเอ็งก็มีวันนี้จนได้”
เบิ้มสะดุดตากับอะไรบางอย่าง “สารวัตร ดูนั่นสิครับ”
มันเป็นแผ่นหนังที่มีรอยสักบนหลังฝ่ามือของเชิดที่ยังไม่ยอมไหม้ไฟ ดนัยรู้สึกแปลกใจเลยคว้ากิ่งไม้เขี่ยออกมาดู
แผ่นหนังยังมีควันลอยขึ้นโขมง ดนัยล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาตบๆ เป่าๆ ไล่เปลวร้อนออกก่อนจะบรรจงหยิบขึ้นมาดู
“รอยสักของไอ้เชิด ขนาดโดนไฟเผายังไม่เป็นอะไร”
ดนัยพึมพำ พร้อมกับวางแผ่นหนังลงบนหลังฝ่ามือของตัวเอง ทันใดนั้นมันก็เลือนซึมหายไปต่อหน้าต่อตา และปรากฏเป็นรอยสักบนหลังมือของดนัยแทนที่
ดนัยร้องลั่น “เฮ้ย”
“มีอะไรเหรอครับสารวัตร”
ดนัยกลบเกลื่อน ด้วยการยืนขึ้นล้วงกระเป๋าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เปล่าไม่มีอะไร พวกเรารีบกลับกันเถอะ”
เบิ้มกับสมุนมองหน้ากันอย่างประหลาดใจ

ดนัยกลับมาที่บ้านพัก ตรงเข้าในห้องน้ำเปิดก๊อกน้ำอย่างแรง ดนัยพยายามล้างและใช้ผ้าเช็ดหน้าขัดถูรอยสักออกจากหลังมือ ดนัยถูอยู่นานก็ลบไม่ออก ดนัยเริ่มหงุดหงิด
“อะไรของมันวะเนี่ย ออกซะทีสิโว้ย ไอ้รอยสักเฮงซวย”
ยินเสียงเชิดผาดำดังขึ้นมา “ไม่มีทางหรอกสารวัตร”
ดนัยเงยหน้าขึ้นและต้องตกใจหลอนสุดขีดเมื่อเห็นเงาของเชิดผาดำกำลังแสยะยิ้มเหี้ยมอยู่ในกระจก
“เชิดผาดำ”
“ไอ้คนทรยศ ข้าจะฆ่าเอ็ง”
ดนัยผงะล้มก้นจ้ำเบ้า วิญญาณของเชิดผาดำเดินออกมาจากกระจก เป็นภาพวูบวาบเหมือนคลื่นไฟฟ้าก่อนจะตรงเข้าบีบคอดนัยแล้วยกขึ้น เชิดคำรามลั่น
“เอ็งต้องชดใช้ เอาชีวิตของข้าคืนมา เอาร่างของข้าคืนมา”
ดนัยพยายามดิ้นรนจนตาเหลือกค้าง ภาพที่กระจกเงาสะท้อนให้เห็นว่าที่แท้มือที่บีบคอดนัยอยู่ก็คือมือของเขาเอง สุดท้ายดนัยก็ทรุดลงไปกับพื้นขาดใจตายคาที่
อ่างล้างหน้า ถูกผ้าเช็ดหน้าของดนัยลอยไปอุดทางระบายน้ำ ทำให้น้ำล้นนองออกมานอกอ่างจนชุ่มพื้น สักครู่ร่างของดนัยก็เริ่มขยับลุกขึ้นมาอีกครั้งด้วยบุคลิกที่ผิดไปจากเดิม มันลูบรอยสักที่หลังมือ ก่อนจะแสยะยิ้ม และระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างคลุ้มคลั่ง

เวลานั้นชาวบ้านกำลังรุมอ่านใบประกาศที่แปะอยู่ตามที่ต่างๆ มิ่งที่ทราบข่าวก็รีบพาสมุนรุดมามุงดูด้วย
“เฮ้ยหลีก! หลีกไป! มุงหาสวรรค์วิมานอะไรกันวะ”
มิ่งกระชากใบประกาศมาอ่านดู และพบว่ามันเป็นประกาศแฉเบื้องหลังการทำไม้เถื่อนของเสี่ยเล้งกับสารวัตรดนัย แถมมีรูปประกอบอีกต่างหาก
“เวรแล้วไง” มิ่งรำพึง

เสี่ยเล้งเอาใบประกาศที่ได้จากมิ่งมาฉีกทิ้ง สีหน้าโกรธจัด
“ไอ้พวกหมาลอบกัด มันจะแฉไปถึงไหนกันวะ ทั้งปลิวทั้งแปะไปทั่วเมือง แถมยังส่งไปให้หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอีกต่างหาก” ถามมิ่ง “ไอ้มิ่ง เอ็งรู้รึยังว่าเป็นฝีมือของใคร”
“ยังไม่ทราบครับ แต่คงไม่ใช่คนเดียวแน่”

เสี่ยเล้งครุ่นคิด ก่อนจะสั่งการ “ตามสารวัตรดนัยมาพบข้า เราต้องรีบจัดการเรื่องนี้”

บ่อนเสี่ยเล้งวันนั้นปิดทำการ เพลินตาเดินนำหน้าเบิ้มและสมุนเข้ามาอย่างร้อนรน และเจอเสี่ยเล้งที่เดินลงมาพร้อมกับมิ่งพอดี

“ป๊าคะ ตาติดต่อสารวัตรดนัยไม่ได้เลยค่ะ”
จู่ๆ เชิดในร่างดนัย ก็ร้องขึ้นด้วยเสียงดังฟังชัด “ไอ้เสี่ยเล้ง”
ทุกคนหันมองไปอย่างตกตะลึง และเห็นเป็นดนัยยืนอยู่ที่ประตูทางเข้า
“สารวัตร”
“เอ็งหักหลังข้า ไอ้ชาติชั่ว” เชิดคำราม
เพลินตาตกใจระคนแปลกใจ “ดนัยคะ ทำไมคุณถึงพูดแบบนั้น”
ดนัยหันมายิ้มเหี้ยม “ข้าไม่ใช่ดนัย ข้าคือ…เชิด ผาดำ”
ทุกคนหน้าถอดสีไปตามๆ กัน เบิ้มอุทานออกมาอย่างจริงใจ พลางถอยฉาก
“ซวยแว้ว”
“ไอ้ปีศาจ เอ็งตาย”
มิ่งชักปืนยิงใส่ดนัยทันที พวกสมุนรีบยิงตาม
เชิดในร่างดนัยร่ายคาถา “วายุธาตุ”
เชิดโบกมือเพียงครั้งเดียวกระสุนก็สะท้อนคืนใส่ร่างมิ่งกับสมุนจนตายคาที่ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วรุนแรงจนทุกคนพากันตกตะลึง
ดนัยมองฝ่ามือตัวเอง เห็นว่าที่หลังมือมีรอยสักเหมือนของเชิดเป๊ะ ก็หัวเราะออกมาดังกึกก้อง
“ฮ่าๆ ๆ ปกติเวลาสิงร่างคนอื่น ข้าจะใช้พลังวายุไม่ได้นี่แสดงว่าร่างนี้ตกเป็นของข้าโดยสมบูรณ์แล้ว ฮ่าๆๆ ไอ้ดนัยมันลาโลกนี้ไปแล้ว ฮ่าๆๆๆ”
เสี่ยเล้งเห็นท่าไม่ดีก็หันไปเตือนลูกสาว “เพลินตาหนีไป”
เพลินตาละล้าละลัง “ป๊า”
เสี่ยเล้งเสียงเข้ม “หนีไป”
เพลินตารีบวิ่งโกยอ้าวไปทางด้านหลังบ่อน ขณะที่เบิ้มยังยืนทื่ออยู่
“ไอ้เบิ้ม ทำอะไรเข้าสักอย่างสิวะ” เสี่ยเล้งสั่ง
“จ..จ..จ้ะ ทำจ้ะ”
เบิ้มปากคอสั่น แต่พอเหลือบไปเห็นดนัยมองขู่ ก็รีบกลับลำ
“ม..ม. ไม่ทำแล้วจ้ะ อยู่เฉยๆ ดีกว่า”
“ไอ้เบิ้ม” เสี่ยเล้งตวาด
เชิดในร่างดนัยเย้ย “เอ็งจบเห่แล้วไอ้เสี่ยเล้ง ต่อไปนี้ข้าจะยึดครองทุกอย่างที่เคยเป็นของเอ็ง”
เสี่ยเล้งคำราม “ฝันไปเถอะไอ้เชิดผาดำ วันนี้ข้าขอสู้ตาย”
เชิดที่ครอบครองร่างดนัยแสยะยิ้มอย่างใจเย็น เสี่ยเล้งมองปืนของมิ่งแล้วคิดได้ว่าปืนไม่สามารถทำร้ายเชิดผาดำ เลยคว้าไม้บิลเลียดมาฟาดจนหักกลายเป็นไม้หลาว ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ กะแทงไม้หลาวนั้นใส่หน้าดนัย
เสี่ยเล้งแผดร้องออกแรงสุดชีวิต แต่เชิดกลับคว้าปลายไม้ได้อย่างว่องไว ก่อนจะกระทุ้งสวนกลับไป จนได้ยินเสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบ พร้อมๆ กับเลือดสีแดงฉานทะลักออกมานองพื้น
เบิ้มถึงกับตะลึงค้างด้วยความสยดสยอง เมื่อเห็นเสี่ยเล้งถูกแทงด้วยด้ามไม้จนทะลุอก
“เหวอออ ส..ส..เสี่ย”
“ก็บอกแล้วไงว่าทุกอย่างที่เคยเป็นของเอ็งจะต้องเป็นของข้าไม่ว่าสมบัติ อำนาจ ลูกเมีย หรือแม้แต่ชีวิตของเอ็ง”
พูดจบเชิดในร่างดนัยก็เดินตรงไปตามล่าเพลินตาที่หลังบ่อน ทิ้งให้เสี่ยเล้งตาค้างทรุดลงนั่งคุกเข่าขาดใจตาย ขณะที่เบิ้มช็อกคาที่ ทำอะไรไม่ถูก

เพลินตาวิ่งกระหืดกระหอบจะหนีออกทางด้านหลัง แต่แล้วกลับพบว่าประตูทางออกมีโซ่คล้องเอาไว้ เพลินตาพยายามกระชากประตูหลายครั้งด้วยความตื่นกลัว
“เปิดสิ เปิด เปิด”
ประตูถูกกระชากอย่างแรงหลายครั้ง จนสนิมร่วงกราว
“ใครก็ได้ช่วยชั้นที ช่วยด้วย มีใครอยู่มั้ย ช่วยเปิดประตูที”
จังหวะนั้นมือที่มีรอยสักของดนัยตะปบลงบนบ่าของเพลินตาหมับ เพลินตาหันมากรี๊ดสุดเสียง

แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในบ่อน เห็นศพเสี่ยเล้งนั่งตายตาค้างจมกองเลือด รอบกายมีศพของมิ่งและสมุนเกลื่อนกลาด
ยินเพียงเพลินตากรีดร้อง “อย่านะ! แกจะทำอะไรชั้น ปล่อย ป๊าช่วยด้วยป๊าช่วยเพลินตาด้วย ป๊า”
นายมังกร หรือเสี่ยเล้งผู้ยิ่งใหญ่แห่งบ้านไม้งาม ปิดฉากชีวิตลงในสภาพน่าอนาถ แม้แต่ลูกสาว มันก็ไม่สามารถปกป้องได้

เมฆเคลื่อนตัวผ่านหมู่บ้านไม้งาม…วันเวลาล่วงเลย ยินเสียงระฆังวัดดังเหง่งหง่าง เช้าวันนั้น วันที่ 7 แล้ว ที่หลวงพ่อชุ่มเก็บตัวอยู่แต่ในกุฎิ นั่งบริกรรมคาถาปลุกเสกมีดเจ็ดป่าช้าอยู่ ยินเสียงโลหะเหมือนถูกขีดเขียนเป็นอักขระคาถาภาษีบาลี ปรากฏบนใบมีดราวกับมีคนมาแกะสลักไว้ โดยที่สองวันแรกไม่มีอะไร จนอีกห้าวันที่เหลือ จึงมีคาถาห้าคำ นะ โม พุท ธา ยะ พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ ปรากฏขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
“ธรณีเป็นพยาน หากสิ่งที่อาตมาทำลงไปนั้นเป็นบาป อาตมาก็ขอรับผลแห่งบาปนั้นด้วยความเต็มใจ ขอเพียงมีดเล่มนี้สามารถปกป้องบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุขได้ เท่านั้นก็พอแล้ว” หลวงพ่ออธิษฐานจิต
ระหว่างนั้นตาคงก็เข้ามาพอดี ชายชรายืนรอจนหลวงพ่อชุ่มลืมตาขึ้นแล้วจึงเข้าไปรายงาน
“มีอะไรเหรอตาคง”
“ผู้กองธัมโมกับพวกกลับมาแล้วครับหลวงพ่อ”
หลวงพ่อชุ่มหันมองมา

“เมื่อไม่กี่วันก่อน เสี่ยเล้งถูกฆ่าตาย ส่วนเชิดผาดำก็หายตัวไปอย่างลึกลับ”
หลวงพ่อชุ่มกำลังเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาให้ ย้ง ครูเพิ่ม เก่ง และธัมโมฟัง โดยมีตาคงร่วมวงอยู่ห่างๆ
“ชาวบ้านเค้าเลยลือกันว่าเชิดผาดำ คงฆ่าเสี่ยเล้งเพราะผิดใจอะไรสักอย่าง แล้วหนีไปอยู่ที่อื่น ตอนนี้อำนาจทั้งหมดก็เลยตกอยู่ในมือของสารวัตรดนัย”
ครูเพิ่มคาใจ “ทั้งไม้เถื่อน ทั้งเรียกเก็บค่าคุ้มครองเลยเหรอครับหลวงพ่อ”
หลวงพ่อชุ่มพยักหน้า ก่อนจะเหลือบตาไปมองธัมโมซึ่งกำลังออกอาการหนักใจมากๆ

ที่กุฏิว่างหลังหนึ่งภายในวัด เก่งกับย้งกำลังช่วยกันจัดแจงปูที่นอนเพื่อซ่อนตัวหลับนอนกันที่วัด
“สมน้ำหน้าไอ้เสี่ยเล้งมันจริงๆ หมองูตายเพราะงูแท้ๆ นี่ถ้ามันไม่เอาไอ้เชิดผาดำมาแต่แรกนะ ก็คงไม่ตายแบบนี้หรอกเอ็งว่ามั้ยไอ้เก่ง” ย้งเอ่ยขึ้น
“แต่ข้ารู้สึกว่ามันแปลกๆ ว่ะ มหาโจรอย่างเชิดผาดำ ฆ่าคนแค่นี้ไม่เห็นมันต้องหนีเลยนี่หว่า ข้าว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำแน่” เก่งคลางแคลงใจไม่หาย
ย้งพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะชะงัก “เฮ้ย ไอ้เก่ง แขนเอ็งเป็นอะไรรึเปล่าวะ”
เก่งหันไปมองที่กระจกข้างตัว และพบว่ามีรอยช้ำแผ่พ้นชายแขนเสื้อออกมา

ครู่ต่อมาเก่งปลีกตัวออกมาเพียงลำพัง ก่อนจะถอดเสื้อออกเพื่อดูแผลที่ถูกมีดเจ็ดป่าช้าแทง แล้วพบว่าบัดนี้รอยช้ำที่เคยลามอยู่รอบแผล ได้ขยายอาณาเขตมากกว่าเดิมหลายเท่า หนำซ้ำที่ปากแผลก็ยังมีเลือดสีดำเกรอะกรังอยู่
“คุณไสย มีดเจ็ดป่าช้า” เก่งรำพึง
พร้อมกับนึกถึงคำพูดของเสือพรายที่บอกว่าให้ถือศีลโดยห้ามจับอาวุธ แต่เก่งกลับคว้าปืนจะไปสู้กับเชิดผาดำ จนนถูกครูเพิ่มทุบสลบไป
นึกขึ้นมาถึงตรงนี้เก่งใจหายวาบ พิงตัวกับผนังครูดตัวลงนั่งอย่างอ่อนแรง

“นี่เราต้องตายจริงๆ เหรอเนี่ย”

นางสิงห์สะบัดช่อ ตอนที่ 17 (ต่อ)

บริเวณหน้าโรงเลื่อยช่วงเวลาตอนกลางวัน เชิดในร่างดนัยกำลังชี้แจงเรื่องสำคัญต่อหน้าบรรดาสมุนของเสี่ยเล้ง โดยมีเบิ้มทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย คอยเข็นรถเข็นให้เพลินตาที่ตกอยู่ในอาการเหม่อลอย เพราะโดนมนต์สะกดของเชิดนั่นเอง

“ตอนนี้เสี่ยเล้งก็ตายไปแล้ว ส่วนคุณเพลินตาก็ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรงจนไม่สามารถบริหารงานได้ ดังนั้นกิจการต่างๆ ในบ้านไม้งาม ผมจะเป็นคนจัดการเอง” กวาดตา
มอง “ถ้าใครมีอะไรสงสัย ก็ว่ามาเลย”
สมุนคนหนึ่งมองซ้ายแลขวาไม่เห็นมีใคร ออกหน้าแทน “เอ่อ พวกเราไม่กล้าสงสัยหรอกครับสารวัตร แต่เพื่อความน่าเชื่อถือ สารวัตรก็ควรให้คุณเพลินตาเป็นคนยืนยันเรื่องนี้”
เชิดที่ทุกคนเข้าใจว่าเป็นดนัยบอก “ย่อมได้” หันไปหา “เพลินตา”
เพลินตายังนั่งนิ่ง ดนัยจึงต้องเรียกอีกครั้งด้วยน้ำเสียงมีพลัง “เพลินตา”
เพลินตามองทุกคนอย่างเลื่อนลอย นัยน์ตาว่างเปล่า
“ก่อนตายอาป๊าบอกว่า ทุกคนต้องเชื่อฟังสารวัตรดนัย”
ดนัยยิ้มให้พวกสมุนทุกคน “ทีนี้พอใจกันรึยัง”
แม้พวกสมุนจะรู้สึกแปลกๆ แต่ก็ไม่มีใครกล้าถาม ขณะที่เบิ้มแอบลอบมองเชิดในร่างดนัยอย่างหนักใจ

ดนัยเพิ่งกลับมาถึงโรงพัก ไชโยกับโอฬารรีบเข้ามารายงาน
“สารวัตรครับ มีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่จากกรุงเทพฯมาขอพบสารวัตรครับ” ไชโยรายงาน
ดนัยบอกด้วยท่าทีเฉยชา “งั้นเหรอ”
โอฬารเสริม “เห็นว่าจะมาตรวจสอบเรื่องการคอรัปชั่นในบ้านไม้งามครับพ๊ม”

ไชโยกับโอฬารย่องมาแอบฟังและแอบดูที่ประตูหน้าห้องทำงานดนัย
ไชโยพูดเบาๆ “คราวนี้ล่ะหมู่เอ๊ย รับรองว่าสารวัตรดนัยต้องเจอเด้งแน่นอน”
โอฬารตอบเบากลับ “ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง สะใจโว้ย ฮ่าๆๆ”
ส่วนภายในห้องทำงานของสารวัตรดนัยเวลานั้น นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ในฐานะผู้ตรวจการ วางรูปถ่าย หลักฐานที่ได้จากธัมโมมาตรงหน้าสารวัตรดนัย
“น่าละอายจริงๆ สารวัตร คุณทำให้กรมตำรวจต้องเสื่อมเสีย”
“ผมทำอะไรผิดเหรอครับท่าน”
“ก็ภาพถ่ายพวกนี้ไง คุณมีอะไรจะแก้ตัวรึเปล่า”
นายตำรวจชี้ที่ภาพถ่าย ดนัยถือโอกาสนั้นใช้มือที่มีรอยสักของตน กุมมือนายตำรวจเอาไว้หมับ วินาทีนั้นนายตำรวจท่านนั้นถึงกับสะดุ้งไปทันทีเหมือนโดนไฟช๊อต
“เรื่องทั้งหมด ผู้กองธัมโมเป็นคนใส่ร้ายผม ผมไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น”
นายตำรวจพยักหน้า แววตาเลื่อนลอย “ผมเชื่อทุกอย่างที่คุณพูด ผมจะกลับไปรายงานท่านอธิบดีตามนี้”

นายตำรวจเดินท่าทีเลื่อนลอยมาขึ้นรถ ก่อนที่พลขับจะขับรถแล่นออกไป ไชโยกับโอฬารรีบตามออกมาชะเง้อดูอย่างงุนงง เม้าท์ทันที
“อะไรวะ มาแค่เนี้ย” ไชโยบ่น
“มาเร็ว ไปเร็ว ตกลงมาตรวจราชการหรือมาเดินเล่นวะเนี่ย”
“แล้วตะกี๊หมู่เห็นอย่างที่ผมเห็นรึเปล่า”
โอฬารพยักหน้า “เต็มสองตาเลยจ่า สารวัตรเค้าทำแบบนั้นได้ยังไง”

ภายในโบสถ์วัดบ้านไม้งาม หลวงพ่อชุ่มกำลังนั่งสมาธิดูทางใน ก่อนจะภาพเชิด ผาดำโผล่วูบวาบเข้ามาเหมือนผี
หลวงพ่อถึงกับสะดุ้ง ลืมตาขึ้น เห็นตาคง ธัมโมกำลังรอฟังผลอยู่
“ว่าไงครับหลวงพ่อ ได้ผลรึเปล่า”
“ดวงวิญญาณที่อยู่ในร่างของสารวัตรดนัยคือเชิดผาดำส่วนดวงวิญญาณของสารวัตรจะอยู่ที่ไหนนั้น อาตมามองไม่เห็น”
ตาคงอึ้ง “แปลว่าสารวัตรดนัยตายแล้วเหรอครับหลวงพ่อ”
“ก็คงจะเป็นแบบนั้น”
ธัมโมใจหายวาบ รำพึงออกมา “พี่ดนัย”
“อาตมาต้องรีบปลุกเสกมีดเจ็ดป่าช้า ต้องรีบหยุดยั้งเชิดผาดำให้เร็วที่สุด ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้

ที่หน้าสถานีตำรวจบ้านไม้งามยามนั้น ดนัยเดินมาขึ้นรถที่เบิ้มเปิดประตูรออยู่ แต่แล้วเสียงอีกาก็แผดร้องดังขึ้น เชิดในร่างดนัยแหงนหน้ามองไป
ฝูงอีกาบินผ่านไป เห็นเงาดำพาดทับบนแผ่นดินบริเวณที่ดนัยยืนอยู่ ดนัยหลับตาลงและสูดลมหายใจเหมือนค้นหากลิ่นผิดสังเกตบางอย่าง
เบิ้มแปลกใจ “มีอะไรเหรอครับสารวัตร”
ดนัยค่อยๆ ลืมตา ช้าๆ “มีคนกำลังปลุกเสกมีดเจ็ดป่าช้า ใกล้สำเร็จแล้วด้วย”
ย่อมแน่ว่า เป็นหลวงพ่อชุ่มกำลังปลุกเสกมีดเจ็ดป่าช้าอย่างคร่ำเคร่งบนกุฏิภายในวัด

คืนนั้นลิ้นจี่แอบแง้มประตูห้องทำงานเสี่ยเล้ง ก่อนจะยกมือไหว้เหมือนกลัวผีเจ้าของห้อง ไหว้รูปถ่ายเสี่ยเล้งปลกๆ
“เอิ่ม ขอโทษนะคะเสี่ยขา คือลิ้นจี่คิดว่าอยู่ที่นี่ต่อไปชีวิตคงไม่โสภาซักเท่าไหร่ ถ้าไงลิ้นจี่ขออนุญาตไปเสี่ยงดวงเอาดาบหน้านะคะเสี่ยเอ่อ แล้วก่อนไป ลิ้นจี่ขอถอนทุนคืนอีกจิ๊ดนึงนะ เสี่ยใจดี๊ใจดี”

ลิ้นจี่ขออนุญาตเสร็จก็ลงมือค้นหาเงินในออฟฟิศ
“เอาเงินไปเก็บตรงไหนเนี่ย ทำหล่นสักร้อยสองร้อยไม่ได้ ฮึ่ย”
เสียงดนัยดังขึ้นมา “นังลิ้นจี่”
ลิ้นจี่ตกใจร้องกรี๊ด “อร๊าย...สารวัตร ลิ้นจี่ตกใจหมดเลย”
“ทำตัวเป็นหัวขโมย เอ็งอยากติดคุกหรือไง”
ลิ้นจี่รีบปฏิเสธ “ป..ป.เปล่านะสารวัตร ลิ้นจี่ทำของหล่นไว้ ลิ้นจี่มาหาของเฉยๆ”
ดนัยดักคออย่างรู้ทัน “หึๆๆ ถ้าเอ็งอยากได้เงินนักล่ะก็ เอ็งบอกข้าดีๆ ก็ได้ข้าจะจัดการให้”
ลิ้นจี่ตาโต เนื้อเต้น “จริงเหรอคะสารวัตร สารวัตรจะให้เงินลิ้นจี่เหรอคะ”
“ใช่ แต่ว่ามีต้องมีข้อแลกเปลี่ยน”

ลิ้นจี่เลิกคิ้วด้วยความสงสัย ขณะที่ดนัยเอื้อมมือมาลูบไล้ที่แก้มลิ้นจี่ ก่อนจะแสยะยิ้มน่ากลัว
ออกมา

บริเวณริมน้ำวัดบ้านไม้งาม ยามค่ำคืน ทั้งเงียบสงัดและดูสวยสงบ เก่งกับธัมโมเดินเล่นอยู่ด้วยกัน ก่อนจะมาหยุดยืนมองแม่น้ำยามค่ำ

“ทำไมจู่ๆ ถึงอย่างเดินเล่นขึ้นมา” ธัมโมสงสัย
“ก็เราไม่มีเวลาอยู่ด้วยกันเลยนี่ พี่ไม่อยากอยู่ใกล้ชั้นบ้างเหรอ”
ธัมโมยิ้มอย่างแปลกใจนิดหนึ่ง ก่อนเอื้อมมือมากุมมือของเก่งเอาไว้
“ถ้าเป็นเวลาอื่น พี่คงมีความสุขมากกว่านี้ แต่ว่าตอนนี้…”
ธัมโมค้างคำ ก้มหน้าแล้วเงียบไปเพราะไม่อยากพูดเรื่องที่ไม่สบายใจ
“พี่ธัมโม” รอจนอีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมา จึงบุ้ยหน้าไปที่แม่น้ำ “แม่น้ำสายนี้ชั้นเห็นมาตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน มันก็ยังสุขสงบเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่มันต้องไหลผ่านบ้านไม้งาม บ้านเมืองที่มีแต่การเข่นฆ่า”
ธัมโมมองแม่น้ำแล้วหันมามองเก่งอย่างงวยงง
“ต่อไปชั้นอยากให้พี่เป็นเหมือนแม่น้ำสายนี้ มีแต่ความร่มเย็นให้คนรอบข้าง ไม่มีทุกข์ร้อน แม้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”
“เก่ง ทำไมถึงพูดแบบนั้น พี่ว่ามันเป็นลางนะ” ธัมโมหน้าเสีย
“มันเป็นความจริงต่างหาก พี่เป็นคนเถรตรง ชั้นก็เตือนพี่ตรงๆ” เก่งลูบหน้าธัมโมเพื่อจารจำ “อย่าลืมที่ชั้นบอกนะ พี่ต้องมีความสุขพี่ต้องเป็นที่พึ่งกับให้ชาวบ้านทุกคน”
ธัมโมขยับปากจะถาม แต่เก่งก็ชิงสวมกอดเขาไว้ซะก่อน
“พี่ไม่เข้าใจ ทำไมชั้นถึงพูดเรื่องพวกนี้ ชั้นสูญเสียมาพอแล้ว คนที่ชั้นรัก…จากชั้นไปมากพอแล้วชั้นจะไม่ยอมเสียใครอีก ถ้ามีใครต้องไป ชั้นจะไปเอง” เก่งครวญคร่ำ
ธัมโมอึ้งนิ่งงันอยู่ไปสักพัก จึงรำพึงออกมา “ไม่…พี่ไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นเด็ดขาด”
เก่งน้ำตาซึม “สักวันนึง เราสองคนก็ต้องจากกัน ในเมื่อเราอยู่กันคนละฝ่าย มันคือความจริง ที่เราต้องยอมรับตั้งแต่ตอนนี้”
ธัมโมส่ายหน้า “พี่ยอมตาย แต่พี่จะไม่ยอมเสียเธอไป”
เก่งกอดธัมโมไว้อีกครั้งในสภาพน้ำตานองหน้า

วันต่อมาขณะที่เถ้าแก่ตงเปิดประตูบ้านและเจอย้งยืนอยู่ สองพ่อลูกมองตากันอย่างตื้นตัน
“ป๊า”
“อาย้ง”
ย้งเรียกอีก “อาป๊า”
เถ้าแก่ตงเรียกซ้ำ “อาย้ง”
จากนั้นสองพ่อลูกก็โผเข้ากอดกันกลม
“อาป๊า อั้วผิดไปแล้ว ลื้ออย่าโกรธอั้วนะที่ก่อเรื่อง อั้วเสียใจจริงๆ”
“อั้วไม่โกรธลื้อหรอกอาย้ง ลื้อต่อสู้กับพวกคนพาล ลื้อทำเพื่อบ้านเมือง อาป๊าคนนี้ภูมิใจในตัวลื้อน่อ”
“อาป๊า ที่ผ่านมาที่อั้วไม่อยู่บ้าน ลื้อคงลำบากแย่”
“ฮ่าย ลำบากที่ไหน ลื้อไม่อยู่อั้ว ก็มีคนมาช่วยดูแลอั้วไม่เชื่อลื้อไปดูที่หลังบ้านสิ”
ย้งมองตามไปทางหลังบ้านอย่างวงยงง

ที่หลังบ้านเวลานั้นมีผ้าผ่อนตากไว้หนาตา ย้งเดินผ่านตามราวตากผ้านั้นมาเรื่อยๆ จนเจอวาสนากำลังยืนตากผ้าอยู่
“คุณวาสนา”
“พี่ย้ง”
ย้งยิ้มรับ วาสนาทิ้งงานบ้านในมือแล้ววิ่งมากอดย้งไว้แน่น ด้วยความคิดถึง
“พี่กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ชั้นเป็นห่วงพี่ ทำไมพี่ไม่รีบส่งข่าวมา”
“พี่ขอโทษนะ พอดีพี่เพิ่งมาถึงเมื่อวาน”
“แล้วพี่ต้องไปที่ไหนอีกรึเปล่า”
ย้งส่ายหน้า “ไม่ พี่จะอยู่ปกป้องบ้านเกิดเมืองนอนของพี่ พี่จะสู้ จนกว่าจะถึงวาระสุดท้าย”
วาสนาใจหาย กอดกระชับกอดย้งไว้แน่น ขณะที่เถ้าแก่ตงตามออกมาดูด้วยความหวั่นใจในชีวิตของลูกชาย

ในห้องพักคนงานที่โรงเลื่อยเบิ้มกำลังเติมน้ำมันตะเกียงให้เพ็ญพรไปปากก็บ่นไป พร้อมกับพูดดักคอ
“ทำไมน้ำมันตะเกียงมันถึงได้หมดเร็วแบบนี้ล่ะครับผู้หมวด แอบเททิ้งรึเปล่าครับเนี่ย
“นายจะบ้าเหรอ ในนี้มันมืดจะตาย ชั้นเลยต้องจุดทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืนต่างหาก”
“ทั้งวันทั้งคืน! โอ้โห ฟุ่มเฟือยนะเนี่ย ขอบอก” เบิ้มต่อว่า
เพ็ญพรไม่ทันได้โต้เถียง ก็ได้ยินเสียงคนเปิดประตู เมื่อมองไปก็เห็นดนัยเดินเข้ามาในห้อง
“ผู้หมวด ผมกลัวว่าคุณจะเหงา ก็เลยพาคนมาอยู่เป็นเพื่อน” พลางหันไปเรียก “เข้ามา”
ลิ้นจี่ออกท่าทางกลัวๆ กล้าๆ ขณะเข็นรถเข็นพาเพลินตาเข้ามาในห้อง
“คุณเพลินตา ทำไมเธอถึงเป็นแบบนี้ ฝีมือคุณใช่รึเปล่า”
“เรื่องนั้นคุณไม่จำเป็นต้องรู้ เอาเป็นว่า คุณกับคุณเพลินตาต้องอยู่กันผมจะได้ดูแลความปลอดภัยง่ายๆ ฮ่าๆๆ”
เชิดที่ทุกคนเห็นเป็นดนัยว่าแล้วก็หัวเราะออกมา จังหวะนั้นลิ้นจี่ก็มองไปที่หลังมือของดนัย เห็นมีรอยสักแบบเดียวกับเชิดผาดำ ลิ้นจี่ฉุกคิดรู้สึกคุ้นตาและเกิดอาการหวาดหวั่น

เชิดในคราบดนัยเดินกลับออกไปจากโรงเลื่อย เบิ้มตั้งท่าจะเดินตาม แต่แล้วลิ้นจี่ก็ย่องมาคว้าแขนเบิ้มเอาไว้

“ไอ้เบิ้ม”
“อะไรครับคุณลิ้นจี่” เบิ้มงวยงง
“แกว่าสารวัตรดนัยเค้าดูแปลกๆ ไปรึเปล่า ทำไมชั้นรู้สึกว่าเขาเหมือน...”
ลิ้นจี่พูดไม่ทันจบ เบิ้มยกนิ้วจุ๊ปาก “ชูว์” แล้วลากลิ้นจี่หลบมาหลังกองไม้ “อย่าเอ็ดไปนะคุณลิ้นจี่ ไอ้ที่เราเห็นน่ะไม่ใช่สารวัตรดนัยหรอกครับ แต่ว่าเชิดผาดำ”
ลิ้นจี่ตกใจตาค้าง “หาจริงเหรอ”
“ผมเองก็ไม่ได้อยากทำงานให้มันนักหรอกครับ แต่ว่ามันจำเป็นคุณลิ้นจี่เองก็เถอะครับ อย่าขัดใจมันเด็ดขาด ไม่งั้นมันต้องฆ่าคุณแน่”
ลิ้นจี่หน้าเสีย

ภายในโบสถ์วัดบ้านไม้งาม ลิ้นจี่กำลังเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ ธัมโม เก่ง และตาคงได้รับฟัง
“ชั้นพูดเรื่องจริงนะผู้กอง ชั้นสาบานได้นายเบิ้มได้ยินมากับหูว่าสารวัตรดนัยเรียกตัวเองเป็นเชิดผาดำแถมยังลงมือฆ่าเสี่ยเล้งกับลูกน้องด้วยมือเปล่า”
“แล้วตอนนี้คุณเพลินตาเป็นยังไงบ้าง”
“เธอถูกขังอยู่กับผู้หมวดเพ็ญพรค่ะ อาการของเธอตอนนี้ย่ำแย่เต็มทีไม่กินไม่นอนเอาแต่นั่งเหม่อทั้งวัน ถ้าไม่รีบหาทางช่วยชั้นคิดว่าคงอยู่ได้อีกไม่นานค่ะ”
ธัมโมได้ยินแล้วก็ใจหาย ครูเพิ่มมองลิ้นจี่อย่างสงสัย
“แล้วลิ้นจี่รู้ได้ยังไง ว่าพวกเราหลบอยู่ที่นี่” ครูเพิ่มฉุกคิด
ตาคงเห็นลิ้นจี่มองมาที่ตน ก็ออกหน้า “คือนังลิ้นจี่มันไม่รู้หรอกครับแต่ว่ามันกลัวมาก ก็เลยขอร้องให้ผมพามาหลบภัยที่นี่ มันตื๊อซะจนผมใจอ่อน”
“เชื่อใจคนง่ายแบบนี้ไม่ดีนะลุง ยัยนี่อาจจะเป็นไส้ศึกก็ได้” เก่งตำหนิ
“โธ่น้องเก่ง พี่ลำบากขนาดนี้ น้องเก่งยังไม่เชื่อพี่อีกเหรอทำไมน้องเก่งใจร้ายอย่างนี้ ใจร้ายที่สุด ฮือๆๆๆ”
ลิ้นจี่ร้องไห้คร่ำครวญด้วยความน้อยใจ ตาคงทำท่าจะอ้าแขนรับ แต่ลิ้นจี่ผวาตัวไปกอดธัมโมแทน
“ผู้กองดูสิคะ น้องเก่งเค้าไม่เชื่อใจลิ้นจี่ ลิ้นจี่อยากตาย”

ตรงทางเดินวัดบ้านไม้งาม ธัมโมกับเก่งเดินโต้เถียงกันเรื่องลิ้นจี่
“ก็ชั้นบอกแล้วไงว่านังนั่นมันเชื่อใจไม่ได้ ทำไมพี่ไม่ฟังชั้น”
“เก่ง คนเค้าอุตส่าห์หนีร้อนมาพึ่งเย็นนะ เราจะปฏิเสธเค้าได้ยังไงแล้วอีกอย่างคนที่ดูแลที่นี่ก็คือหลวงพ่อ ไม่ใช่พวกเราซะหน่อยถึงยังไงหลวงพ่อก็ต้องช่วยคุณลิ้นจี่อยู่ดี”
“ชิ เห็นเป็นผู้หญิงสิท่า ถึงได้ใจอ่อน” เก่งเบ้หน้าใส่อาการงอนๆ
“อ้าว ว่าไปโน่น”
“ก็จริงนี่” เก่งดัดเสียงลิ้นจี่ “ผู้กองคะ ผู้กองขา ทั้งกอดทั้งถู น่าเกลียดที่สุดใช้แต่อารมณ์ ไม่มีเหตุผล”
เก่งเดินหนีไปทันที ธัมโมได้แต่บ่นตามหลัง
“ใครไม่มีเหตุผลกันแน่”
ระหว่างนั้นเองเสียงระฆังทำวัตรเย็นก็ดังขึ้น ธัมโมหันมองไปตามเสียง

ท่ามกลางเสียงระฆังดังเหง่งหง่างอย่างต่อเนื่องนั้น ลิ้นจี่แอบย่องเข้ามาในกุฏิหลวงพ่อชุ่ม ก่อนจะตรงไปขโมยมีดเจ็ดป่าช้า

“มีดเจ็ดป่าช้า ในที่สุดเราก็ทำสำเร็จ”
ลิ้นจี่ยิ้มย่องจะถือมีดออกจากกุฏิ แต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเจอครูเพิ่มโผล่มาขวางทาง
“ครู”
“ช่วงทำวัตรเย็น หลวงพ่อชุ่มไม่อยู่ที่กุฏิ ทางสะดวกเลยสิท่า”
“ครูรู้ได้ยังไงว่าชั้นจะมาที่นี่”
“เรามันสุรุ่ยสุร่าย ขี้ขโมยตั้งแต่เล็กจนโต ครูน่ะสงสัยแต่แรกแล้ว ก็เลยคอยเฝ้าอยู่ห่างๆ”
ลิ้นจี่อึกอัก กุมมีดเจ็ดป่าช้าเอาไว้แน่น
“ส่งมีดมาให้ครู แล้วไปจากที่นี่ซะ ครูสัญญาว่าจะไม่บอกใคร”
“ชั้นทำไม่ได้หรอกครู ชั้นต้องการเงิน ไอ้เชิด เอ่อ..สารวัตรดนัยเค้าสัญญาว่าจะให้เงินชั้นไปตั้งตัว”
ครูเพิ่มแบมือ “ลิ้นจี่ ส่งมีดมา”
“ไม่ ครูหลีกไปนะ อย่าขวางทางชั้น”
พูดดีๆ ก็แล้ว ในที่สุดครูเพิ่มพุ่งเข้าแย่ง “ลิ้นจี่ เอามีดมานี่”
ลิ้นจี่ดิ้นรนขัดขืนสุดกำลัง “ชั้นไม่ให้ ปล่อยชั้น ปล่อย”

ครูเพิ่มกับลิ้นจี่ยื้อแย่งกันไปมา ในจังหวะที่ทั้งคู่ล้มลงกันไปด้วยกันนั้นเอง มีดเจ็ดป่าช้าถูกแทงเข้าที่ท้องครูเพิ่มเต็มๆ

นางสิงห์สะบัดช่อ ตอนที่ 17 (ต่อ)

ลิ้นจี่พลั้งมือแทงครูเพิ่มโดยไม่ได้ตั้งใจ

ครูเพิ่มทรุดไปกับพื้น ร้องครางอย่างเจ็บปวด “ลิ้นจี่”
“ครู ชั้นไม่ผิดนะ ครูบังคับ มันไม่ใช่ความผิดของชั้น”
ครูเพิ่มอาการย่ำแย่จนพูดไม่ออก ลิ้นจี่กัดฟันกระชากมีดออกมา ครูเพิ่มทะลึ่งตัวพรวด ก่อนจะทรุดลงไปจมกองเลือดตรงพื้นกุฏิ

ลิ้นจี่วิ่งลนลานออกไปจากกุฏิ ธัมโมกับเก่งมาเห็นเข้าพอดี
“นั่นลิ้นจี่เค้าจะรีบไปไหน”
เก่งนึกได้ “แย่แล้ว”
เก่งรีบขึ้นไปดูบนกุฏิทันที ธัมโมตามติด

ครูเพิ่มเพิ่งตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่ง เก่งกับธัมโมมาเห็นเข้าพอดี
“ครู” เก่งตาค้าง
“มีด...เจ็ดป่าช้า ลิ้นจี่...ขโมยมีดไปแล้ว” ครูเพิ่มบอก เสียงกระท่อนกระแท่น
“เดี๋ยวชั้นจัดการเอง” หันมาบอกกับธัมโม “พี่ธัมโมฝากครูด้วยนะ”
ธัมโมเห็นเก่งรีบไปก็บอกตามหลัง “ระวังตัวนะเก่ง”

เก่งวิ่งไล่ตามล่าลิ้นจี่ ขณะที่ลิ้นจี่กำลังหอบมีดเจ็ดป่าช้าวิ่งล้มลุกคลุกคลานไปที่โกดังเสี่ยเล้ง

ลิ้นจี่ผลักประตูเข้ามาแล้วกวาดสายตามองหาอย่างร้อนรน
“สารวัตร สารวัตรอยู่ที่ไหน ชั้นเอาของมาให้แล้ว”
ดนัยส่งเสียงเข้ามา “เอ็งทำดีมากนังลิ้นจี่ เอามาให้ข้า”
ลิ้นจี่มองไปเห็นดนัยเดินออกมาจากความมืด ลิ้นจี่ยื่นมีดให้ เชิดในร่างดนัยมองมาเหมือนจะทำใจนิดหนึ่งก่อนจะลองถือดู ไม่แน่ใจว่าจะจับมีดได้รึเปล่า พอจับได้มันก็ยิ้มกริ่ม
“มีดเจ็ดป่าช้า ยังปลุกเสกไม่สมบูรณ์ ฮ่าๆ คอยดูเถอะข้าจะสะกดพลังของมันให้กลายเป็นอาวุธคู่มือของข้า”
ดนัยเอาปลายมีดเจ็ดป่าช้าปาดที่นิ้วของตัวเองก่อนจะรูดลงบนใบมีด เห็นอักขระคาถาบาลีที่หลวงพ่อชุ่มปลุกเสกไว้ก่อนหน้านี้มลายหายไป กลายเป็นอักขระของเชิดผาดำปรากฏขึ้นแทน
ดนัยหัวเราะร่าประกาศก้อง “ฮ่าๆๆๆ ป่าช้าทั้งเจ็ด ฟังกู ผีนรกทั้งหลาย ฟังกู ต่อไปนี้ กูคือนายของพวกมึง ฮ่าๆๆๆ”
ลิ้นจี่ชักกลัวจะรีบชิ่ง “เอ่อ สารวัตรขา งานก็เสร็จแล้วนะคะ แล้วไหนล่ะคะ เงินของชั้น”
“เงินของเอ็งงั้นเหรอ” คว้าคอหมับ “นังกากี หักหลังได้กระทั่งผัวของตัวเอง เอ็งคิดเหรอว่า
ข้าจะรักษาคำพูด”
ลิ้นจี่ตาเหลือก “สารวัตร”
ดนัยหัวเราะร่า “ฮ่าๆๆ”
ดนัยหัวเราะอยู่อย่างนั้น จนในที่สุดเห็นเป็นเงาของเชิดผาดำที่ซ้อนอยู่ในร่าง
ลิ้นจี่ตกใจ “แก..ไอ้เชิด ไอ้เชิดผาดำ”
“เออ กูเอง”
เชิดในร่างดนัยบิดข้อมือ ใบหน้าลิ้นจี่หันขวับ ได้ยินเสียงกระดูกต้นคอลั่นดังกร๊อบ
จังหวะนั้นเก่งเพิ่งตามมาถึงพอดี และทันเห็นดนัยทิ้งศพของลิ้นจี่ลงกับพื้น
“เชิดผาดำ” เก่งอุทาน
ดนัยจ้องหน้า “แกคงเป็นนางสิงห์สิท่า ยังสาวยังแส้ ไม่น่ารนหาที่ตาย”
“เดี๋ยวก็รู้ว่าใครกันแน่ที่ต้องตาย”
ดนัยร่ายคาถาทันทีทันใด “วายุธาตุ”
เก่งพลิกตัวหลบพลังวายุธาตุ และเจอขดเชือกที่ม้วนอยู่กับกองวัสดุเหลือใช้ เก่งคว้าปลายเชือกมาสะบัดและใช้มันแทนแส้ ดนัยโดนเฆี่ยนหลายครั้ง ก่อนจะโดนเชือกพันรอบคอ
เก่งออกแรงกระชากร่างของดนัยลงไปนอนคลุกฝุ่น แต่แทนที่จะเจ็บแค้นมันกลับเงยหน้ามาแสยะยิ้ม
“ฮึๆๆ นังเด็กเมื่อวานซืน ไม่เจียมกะลาหัว”
ดนัยกระชากเชือกกลับ ดึงให้ร่างเก่งไปฟาดกับผนัง
“ขนาดโจรสามเศียรยังเสร็จข้า แล้วไอ้ลูกศิษย์ปลายแถวอย่างเอ็ง จะเอาชนะข้าได้ยังไง เอ็งอย่าอยู่เลย”
ดนัยยื่นมือออกไปแล้วใช้พลังบีบคอ ดันร่างเก่งไปชิดผนัง เก่งกุมคอตัวเองเพราะหายใจไม่ออก แต่แล้วทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“โยมเชิด”
เป็นกระแสเสียงของหลวงพ่อชุ่มที่นั่งสมาธิอยู่ในโบสถ์
“ชีวิตของนางสิงห์ อาตมาขอบิณฑบาตเถอะโยมถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนกับมีดเจ็ดป่าช้า”
ดนัยเอะใจ “พระคุณเจ้า ท่านนี่เองที่หลอมมีดเจ็ดป่าช้า ฮึ ทำไมผมต้องเชื่อท่าน ในเมื่อท่านหรือใคร ก็หยุดผมไม่ได้”
“อย่าลำพองไปเลยโยมเชิด คนที่มีอำนาจบารมีเหนือกว่าโยม แท้จริงก็คือคนที่ปราชัยต่อโยมอยู่ในตอนนี้”
คำพูดของพระชุ่มทำให้ดนัยมองมาที่เก่งด้วยความกังขา
“ท่านโกหก”
“คนถือศีลไม่มุสาหรอกโยม ถ้าโยมเก่งไม่บาดเจ็บมาก่อนหน้านี้ โยมเชิดไม่มีทางเอาชนะเค้าได้เด็ดขาด ถ้าไม่เชื่อจะลองพิสูจน์ดูก็ได้”
เชิดในร่างดนัยเห็นบาดแผลของเก่งที่เคยถูกมีดเจ็ดป่าช้ามาก่อนหน้านี้ก็คิดขึ้นได้ จึงชักมือกลับทิ้งร่างของเก่งให้นอนลงไปกองกับพื้น
“ฮ่าๆ ท่านฉลาดมาก แกล้งท้าผม เพื่อจะให้ผมปล่อยมัน ก็ได้ ผมจะยอมโง่สักครั้ง แถมจะช่วยทำบุญอีกต่างหาก” พลางคว้ามีดเจ็ดป่าช้า เดินไปยืนตรงหน้าเก่ง “แผลที่ถูกมีดเจ็ดป่าช้ามีคุณไสย เอ็งถอนไม่ได้ แต่ข้ามีวิธี หนามยอกมันต้องเอาหนามบ่ง”
ดนัยจ้วงแทงมีดเจ็ดป่าช้าเข้าตรงที่รอยแผลเดิมของเก่ง ทำเอาเจ้าตัวแผดร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
ดนัยตะโกน “ออกมา”
ดนัยกรีดปากแผลจนเปิดกว้าง เลือดสีม่วงทะลักออกมากองกับพื้น มีแมลงหลายตัวเดินไต่ยั้วะเยี้ยะ แต่ที่เห็นชัดคือตะปูเล่มใหญ่หลายดอกที่หลุดออกมาด้วย
“พรุ่งนี้ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ข้าจะรอเอ็งที่โรงไม้ ถ้าเอ็งไม่เจอกับข้า ข้าจะฆ่านังบัวทิ้งซะ”

เก่งทนพิษความเจ็บปวดไม่ไหว หมดสติไปพร้อมคำพูดสุดท้ายของเชิดในร่างดนัยตอนนั้นเอง

ส่วนเพ็ญพรแอบดูอยู่ที่รอยแตกข้างฝา เมื่อเห็นว่าปลอดคนก็ย่องมาที่ตะเกียง แล้วแอบเทน้ำมันออก ก่อนจะนำมากรอกใส่ขวดเปล่าที่ซ่อนไว้ใต้เตียง เพ็ญพรทำระเบิดเพลิงขึ้นจากขวดเปล่าเหล่านั้น โดยใช้เศษผ้าเป็นตัวจุดชนวน

ระหว่างนั้นเพ็ญพรก็เหลือบไปเห็นเพลินตาที่ยังคงนั่งเหม่อลอยอยู่ไม่ได้สติ
“อย่าว่ากันนะคุณเพลินตา ถ้าชั้นหนีไปได้เมื่อไหร่ แล้วจะให้คนมาช่วยคุณทีหลัง”
เพ็ญพรหันไปทำระเบิดเพลิงต่อ ก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินเสียงเพลินตาดังขึ้น
“ป๊า…ป๊า…”
เพ็ญพรหันไปมองเพลินตาที่เพ้อออกมาในสภาพเลื่อนลอย
“เพลินตากลัว ป๊า ป๊าช่วยเพลินตาด้วย”
เพ็ญพรเห็นอาการเพลินตาก็ชักสงสาร

วาสนาเพิ่งล้างมือหลังทำแผลให้ครูเพิ่มเสร็จ ย้งรีบเข้ามาถาม
“อาการเป็นยังไงบ้าง”
วาสนามองหน้าย้งอย่างหนักใจ ก่อนจะส่ายหน้า ทำเอาย้งอึ้งไป
ครูเพิ่มเรียกด้วยเสียงอ่อนล้า “ไอ้ย้ง”
ย้งรีบเข้ามาดู “ครู ผมจะพาครูไปที่โรงพยาบาล ครูอดทนไว้ก่อนนะ”
“อย่าลำบากเลย ข้ารู้ตัวดี…ว่าคราวนี้ข้าคงไม่รอด”
“อย่าพูดแบบนั้นสิครู ถ้าไม่มีครูสักคนแล้วบ้านไม้งามจะเป็นยังไง”
“ข้าทำทุกอย่างเต็มที่แล้วไอ้ย้ง ชีวิตของข้า…คงทำได้แค่นี้ ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของคนหนุ่มอย่างเอ็ง ที่จะดูแลบ้านเมืองต่อไปฝากเอ็งคอยช่วยไอ้เก่งมันด้วยนะ”
วาสนาเข้ามาสมทบสีหน้าเศร้ารู้สึกผิดมาก “ครู ถ้าพ่อของชั้นไม่หลงอำนาจ บ้านไม้งามก็คงไม่เป็นแบบนี้ ครูอโหสิให้พ่อชั้นด้วยนะ”
“มันไม่ใช่ความผิดของใคร ที่บ้านเมืองเป็นแบบนี้ เป็นเพราะชาวบ้านไม่ร่วมแรงร่วมใจกัน พอเกิดปัญหาก็คิดแต่จะเอาตัวรอด ถ้าทุกคนสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกัน ก็คงไม่มีวันนี้…”
ครูเพิ่มพูดจบ ก็หลับตาลงอย่างสงบ วาสนายกมือปิดปากพยายามไม่ร้องไห้ออกมา ย้งดึงเธอมากอดไว้อย่างปลอบโยน

ธัมโมกระหืดกระหอบอุ้มเก่งกลับมาในเขตวัด และเจอตาคงชะเง้อรออยู่
“ตาคง เก่งบาดเจ็บ”
“หลวงพ่อท่านทราบแล้วครับ ท่านให้รีบพาไปที่โบสถ์”
ธัมโมจะไป แต่ชะงักนึกขึ้นได้ “แล้วครูเพิ่มล่ะ”
ตาคงหน้าสลดลง “เพิ่งสิ้นใจเมื่อครู่นี้เองครับ”
ธัมโมอึ้งไป

ธัมโมประคองร่างเก่ง พาลงนอนกับพื้น ก่อนที่หลวงพ่อชุ่มจะเข้ามาดูอาการ
“ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าไอ้เชิดผาดำมันจะยอมช่วยชีวิตเจ้าเก่งเอาไว้”
“ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะตาคง ก็ในเมื่อคนมันหลงอำนาจ คิดว่าไม่มีใครทำอะไรมันได้” หลวพ่อบอก
“แล้วนี่เก่งจะปลอดภัยรึเปล่าครับหลวงพ่อ”
“น่าจะเป็นแบบนั้น แต่ไม่รู้ว่าจะทันการรึเปล่า” หลวงพ่อว่า
“ทำไมเหรอครับ” ธัมโมงง
“ไอ้เชิดผาดำมันนัดเจ้าเก่งให้ไปเจอกับมันก่อนค่ำพรุ่งนี้ ไม่อย่างนั้น มันจะฆ่าหมวดเพ็ญพร”
ธัมโมมองไปที่เก่งด้วยความหนักใจ

ตรงทางเดินในวัดบ้านไม้งาม ย้งยืนมองโกศใส่เถ้ากระดูกของผู้ใหญ่ทองอย่างใช้ความคิด ก่อนที่วาสนาจะเข้ามาตาม
“พี่ย้ง”
“คุณวาสนา”
“พี่มาทำอะไรแถวนี้เหรอ”
“พี่กำลังว่าถ้าผู้ใหญ่ทองยังไม่ตาย ผู้ใหญ่ทองจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ยังไง” ย้งพูดอย่างทำใจ “ครูเพิ่มถูกฆ่า ส่วนไอ้เก่งก็บาดเจ็บสาหัส ตอนนี้กำลังสำคัญก็เหลือแค่ผู้กองธัมโมคนเดียวเท่านั้น แล้วถ้าเกิด….” ย้งค้างคำไว้ “พี่ไม่อยากคิดเลยคุณวาสนา ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับผู้กองขึ้นมาบ้านไม้งามคงไม่มีทางกอบกู้แน่”
“พี่อย่ากลัวเลยนะพี่ย้ง ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ชั้นจะหนีไปกับพี่”
ย้งหันมามองจ้องหน้าคนรัก “พี่ไม่หนี”
วาสนารู้สึกแปลกใจ
“พี่จะสู้ สู้ให้ถึงที่สุด ถึงพี่จะไม่ใช่คนกล้าอย่างผู้ใหญ่ทองไม่ใช่คนฉลาดอย่างครูเพิ่ม แต่พี่ก็เป็นลูกผู้ชาย ที่สำคัญคือพี่เป็นคนของบ้านไม้งาม พี่จะไม่ทอดทิ้งแผ่นดินเกิดของพี่เด็ดขาด”
วาสนาอึ้งไปสักพักก่อนจะคว้ามือย้งมากุมไว้
“ถ้างั้น …ชั้นก็จะอยู่กับพี่ เราจะสู้ด้วยกัน”

คืนนั้นเก่งยังคงนอนหมดสติอยู่อย่างเก่า โดยมีธัมโมคอยเฝ้าอาการด้วยความเป็นห่วง สักครู่ตาคงก็เข้ามาถาม
“ตกลงพรุ่งนี้ผู้กองจะเอายังไงครับ จะรอให้เจ้าเก่งมันฟื้นก่อนหรือว่า…”
“ชั้นจะไปเองตาคง สภาพแบบนี้เก่งคงสู้เชิดผาดำไม่ไหวแน่”
“แต่ผู้กองไม่มีคาถาอาคมเลยนะครับ แล้วจะเอาอะไรไปสู้กับมัน”
“ยังไม่รู้เลยตาคง แต่ชั้นคิดว่ามันต้องมีวิธี”
ตาคงขยับตัวเหลือบซ้ายแลขวา “ผู้กอง อย่าบอกหลวงพ่อนะครับ ไอ้มีดเจ็ดป่าช้าเล่มเก่าน่ะ ผมเอาเศษของมันไปให้ช่างเค้าทำเป็นกระสุนขึ้นมา ได้หกนัดพอดีเลยครับ”
ว่าพลาง ตาคงล้วงเอากระสุนปืนลูกซองออกมาให้ธัมโม
“ทีแรกผมว่าจะเก็บไว้เล่นๆ แต่สงสัยตอนนี้คงต้องใช้งานซะแล้ว” มีท่าทีลังเล “แต่ไม่รู้ว่าจะได้ผลรึเปล่า”
“ผมจะลองเสี่ยงดู”
ธัมโมว่า ก่อนจะหยิบกระสุนนัดหนึ่งขึ้นมาดู

ไชโยนำทางดนัยมาที่โต๊ะร้อยเวรซึ่งโอฬารกำลังถือหูโทรศัพท์รออยู่
“ทางนี้ครับสารวัตร”
ดนัยถาม “ใครโทร.มา”
“เค้าบอกว่าเป็นอธิบดีกรมตำรวจครับท่าน”
ดนัยอึ้งไปนิดหนึ่งก่อนจะรับสาย “สวัสดีครับท่าน”
เวลาเดียวกันท่านอธิบดีที่กำลังโทรศัพท์จากห้องทำงานในกรมตำรวจ
“สารวัตร ไม่ได้เจอกันซะนานเลยนะ สบายดีเหรอ”
ดนัยตอบด้วยน้ำเสียงระแวง “ครับ”
“ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณใช้วิธีไหน คนของผมที่ถูกส่งไปตรวจราชการ ถึงได้กลับมาในสภาพเหมือนคนความจำเสื่อมแบบนั้น แต่ที่ผมรู้แน่ๆ ก็คือ มีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นที่บ้านไม้งาม”
“ทั้งหมดเป็นฝีมือของผู้กองธัมโมครับท่าน เค้าเป็นคนสร้างสถานการณ์ใส่ร้ายผม”
“งั้นเหรอ ถึงขนาดมีหลักฐานเป็นรูปถ่ายของคุณอยู่ที่โรงงานไม้เถื่อนผมว่ามันยังไงๆ อยู่นะสารวัตร” อธิบดีเหน็บ
“ถ้าท่านไม่เชื่อก็ลองมาที่บ้านไม้งามดูสิครับ แล้วผมจะพิสูจน์ให้ท่านเห็นเองว่าอะไรคือความจริง” ดนัยเชิญชวน
ไชโยกับโอฬารมองหน้ากันอย่างสังหรณ์ใจ

โอฬารเดินนำไชโยเข้ามาในห้องน้ำ แล้วรีบล็อคประตู โอฬารตกใจแต๋วแตก
“อร๊ายจ่า ล็อคประตูทำไมฮะ จ่าจะทำอะไรผม”
“ปรึกษาราชการลับโว้ยไอ้บ้า แค่นี้ทำเป็นตกใจแต๋วแตกไปได้”
“แล้วไป ใจหายหมด”
“นี่หมู่ หมู่สังหรณ์ใจเหมือนผมรึเปล่า เรื่องที่ไอ้เชิดผาดำ…เอ่อสารวัตรเค้าเชิญท่านอธิบดีมาที่บ้านไม้งาม” ไชโยหารือ
“จ่าสงสัยอะไรเหรอครับ”
“ก็คนมันทำความผิด มีอย่างที่ไหนวะจะกล้าเรียกใครมาตรวจสอบผมว่าสารวัตรเค้าต้องมีแผนซ้อนแผนแหงๆ เลย”
โอฬารตกใจร้อง “ฮึ่ย”
ไชโยตกใจตาม “อะไร”
“หรือว่าสารวัตรจะทำแบบเดียวกับที่เคยทำกับผู้ตรวจการ”
ไชโยนึกได้ทันที “สะกดจิต”
“หรืออาจเข้าสิงเลยก็เป็นได้” โอฬารพูดต่อ
“สิงร่างอธิบดี ตายละวา บ้านเมืองมีหวังป่นปี้กันละคราวนี้”

หมู่กะจ่ามองหน้ากันแล้วทำท่าสยอง!

โปรดติดตามตอน ตอนอวสาน พรุ่งนี้ 9.30 น.
ชิงนาง ตอนที่ 17
ชิงนาง ตอนที่ 17
ในเวลาต่อมามะขิ่นกำลังเร่งมือตำสมุนไพรไป ปากก็พร่ำบ่นเพราะห่วงลูกสาวไป มะยอนอนตะแคง เปิดไหล่เสื้อไว้รอยาพ่อ มีเหนือฟ้านั่งกังวลอยู่ใกล้ๆ “ใครมันช่างเลวทรามต่ำช้า ลอบกัดผู้หญิงได้อย่างนี้” มะขิ่นตำๆๆ แล้วก็ตำ ปากก็บ่นงึมงำไม่หยุด “ขอให้มันไม่ตายดี ตายไปก็ขอให้เป็นผีเปรตไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด” มะยอลอบมองเหนือฟ้าอย่างสงสัย แต่ยังไม่พูดอะไรออกมา มะขิ่นตำเสร็จแล้ว “เอาล่ะ..โปะสมุนไพรนี่ไว้ ไม่นานก็คงจะหาย” “พามะยอไปโรงพยาบาลไม่ดีกว่าเหรอมะขิ่น” เหนือฟ้าบอก “โอย..ไม่ต้องล่ะ สมุนไพรผีบอกสูตรนี้ พวกเราใช้กันมาหลายชั่วคนแล้ว รับรอง เอ้า! อ้ายเหนือช่วยหน่อย”
กำลังโหลดความคิดเห็น...