xs
xsm
sm
md
lg

หงส์สะบัดลาย ตอนที่ 10

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


หงส์สะบัดลาย ตอนที่ 10

ภายในร้านกาแฟบรรยากาศร่มรื่นด้วยต้นไม้เขียวครึ้มดูเย็นตา แต่จู่ๆระบิลก็ยื่นหน้าเข้ามาขวางวิวนั้นด้วยสีหน้ายิ้มเป็นเชิงหยอกล้อ
“ถึงกับเพ้อเลยเหรอคุณ”
เนติมาสะดุ้งด้วยความตกใจแล้วมองค้อนระบิลก่อนยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
“ไม่มีความสุขอะไรที่ผู้หญิงต้องการเท่าความใส่ใจจากคนรักหรอกนะ”
ระบิลพยักหน้ายิ้มๆอย่างเข้าใจ
“เห็นมั้ยผมบอกคุณแล้วว่า ถ้าคุณสองคนหนักแน่น ต่อให้มีอะไร..หรือใคร เข้ามาแทรกกลางระหว่างคุณสองคนก็ไม่มีทางทำให้คุณสองคนแยกจากกันได้หรอก”
ระบิลพูดจากใจจริงแต่ก็อดสะท้อนใจกับความรักที่ตนมีต่อเนติมาไม่ได้ เช่นเดียวกับเนติมาที่ในใจลึกๆก็รู้อยู่แก่ใจว่ารักระบิลแล้วเหมือนกัน ทั้งสองคนยิ้มกลบเกลื่อนความรู้สึก
“นายแน่ใจขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ความรักอาจไม่มีตัวตน แต่มีพลังเกินกว่าที่คนคาดคิดมากมายนะคุณ”
เนติมาพยักหน้ายิ้มอย่างเข้าใจก่อนจะยกกาแฟขึ้นดื่มพลางหันมองไปยังต้นไม้ร่มรื่นของร้านอย่างมีความสุข ระบิลกลับรู้สึกสับสนในใจ

ภายในห้องหนังสือของกันต์ของเย็นวันใหม่ ระบิลกำลังนั่งหาข้อมูลอะไรบางอย่างในอินเทอร์เน็ตอยู่
“ทำอะไรอยู่น่ะ”
ระบิลชะงักด้วยความตกใ รีบปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กทันที ที่ด้านหลังเนติมาแต่งหน้า แต่งตัวสวยสดใสพลางพูดยิ้มๆ
“โอเคมั้ย”
“โอเคสิครับ ก็เมื่อกลางวันผมเป็นคนเลือกชุดนี้ให้คุณเองนี่นา”
“นึกแล้วเชียวว่าต้องพูดชมตัวเอง ตกลงชุดโอ แต่คนไม่โอใช่มั้ย”
เนติมามองระบิลอย่างงอนๆ ระบิลยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“ชุดสวยยังไงแต่ถ้าคนใส่ไม่สวย มันก็ไปด้วยกันไม่ได้ไม่ใช่เหรอครับ”
“พูดอย่างนี้ค่อยน่ารักหน่อย”
“รับรองได้เลยครับว่า คืนนี้คุณจะเป็นผู้หญิงที่สวยและมีความสุขที่สุด”
ระบิลพูดจากใจจริง เนติมายิ้มมองระบิลอย่างขอบคุณ จังหวะเดียวกันโทรศัพท์มือถือของเนติมาก็ดังขึ้น เนติมาดูเบอร์แล้วยิ้มก่อนรับสาย
“ว่าไงจ๊ะน้องพี่ อยู่ไหนเนี่ย”

ยศวีร์ในชุดนักศึกษากำลังเดินคุยโทรศัพท์อยู่ตรงทางเดินริมน้ำในสวนสาธารณะโดยมีอนงค์เดินอยู่ข้างๆอย่างอารมณ์ดี
“เดินเล่นอยู่กับอ้อน่ะสิครับ วันนี้เรารึอุตส่าห์ไม่รับจ็อบ เพราะกะไปเบิร์ดเดย์กับพี่สาว แต่ที่ไหนได้พี่สาวเห็นแฟนดีกว่าน้องชาย”
ยศวีร์พูดพลางหันไปยิ้มกับอนงค์อย่างทีเล่นทีจริง
เนติมาเดินคุยโทรศัพท์อยู่ในบ้านกันต์อย่างอารมณ์ดี
“โธ่..อย่างอนสิจ๊ะ เอาไว้เราฉลองย้อนหลังกันก็ได้ พี่เลี้ยงเอง”
“นั่นแหละครับคือสิ่งที่ผมอยากได้ยินที่สุด วันเกิดพี่เนติ์ทั้งที ร้านไหนเมื่อไหร่ผมเลือก พี่เนติ์จ่ายยุติธรรมที่สุดในโลก”
เนติมายิ้มอย่างอารมณ์ดีเพราะรู้ว่าน้องชายล้อเล่น
“จ้า..ยุติธรรมมาก อืม..พี่อยากไปไหว้คุณพ่อกับคุณแม่ด้วย”
“เอาสิครับพี่เนติ์ คุณพ่อคุณแม่ต้องดีใจแน่ๆ ที่เห็นเราสองคนอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง”
ยศวีร์นิ่งฟังปลายสายนิดหนึ่งก่อนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น
“งั้นวันนี้ขอให้ดินเนอร์อย่างมีความสุขนะครับ สุขสันต์วันเกิดครับพี่เนติ์”
“สุขสันต์วันเกิดนะคะพี่เนติ์”
ยศวีร์ยื่นโทรศัพท์ให้อนงค์พูดอย่างอารมณ์ดี ก่อนยศวีร์จะเอาโทรศัพท์กลับมาพูดอีกครั้ง
“แล้วเจอกันครับพี่เนติ์ สวัสดีครับ”
ยศวีร์กดวางสายก่อนหันไปยิ้มกับอนงค์แล้วบอก
“ไปอ้อ...ก่อนฉลองกับพี่เนติ์ เรามาซ้อมฉลองกันก่อน วันนี้ใครกินก๋วยเตี๋ยวเรือได้มากกว่าคนนั้นชนะ”
“โห..อ้อก็ตีตั๋วแพ้ทุกทีแหละ ใครจะกินจุเท่าพี่ดลล่ะ”
อนงค์พูดค้อนอย่างหมั่นไส้ ยศวีร์เอื้อมมือไปโยกหัวอ้อเล่นอย่างเอ็นดู ทั้งสองคนเดินคุยกันไปอย่างมีความสุข
ทางด้านหลัง ทนงลดหนังสือที่แกล้งอ่านบังใบหน้าตัวเองลงแล้วพูดโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงเข้ม
“ผมว่าไอ้ยศวีร์ น้องชายนังเนติมา มันอยู่ไม่ไกลอย่างที่เสี่ยคิดจริงๆด้วยล่ะครับ”

ภายในบ่อนอิทธิหาญ หลายคนกำลังสุมหัวเล่นการพนันกันอย่างสนุกสนาน อิทธิหาญคุยโทรศัพท์เข้ามาด้วยสีหน้าชอบใจ
“ดีมากทนง นี่แหละคือสิ่งที่ฉันอยากรู้เพื่อความแน่ใจ”
แววตาของอิทธิหาญเต็มไปด้วยเลศนัยหลังกดตัดสายโทรศัพท์
“ดล...ยศวีร์”

ทางเดินในโรงแรมหรู ศิวัชเดินเลี้ยวเข้ามาอย่างเร่งรีบพร้อมทีมบอดี้การ์ดส่วนตัว ศิวัชคลำตามกระเป๋าสูทและกางเกงเพื่อหาของ
“กุญแจรถผมล่ะ”
“นี่ครับท่านนายกฯ”
การ์ดคนที่ 1 ที่เป็นหัวหน้าทีมการ์ดยื่นกุญแจรถให้ศิวัช ศิวัชรับมาแล้วออกคำสั่งต่อทันที
“ตามห่างๆพอนะ ผมต้องการความเป็นส่วนตัว”
“ครับท่าน”
หัวหน้าการ์ดรับคำอย่างขันแข็งก่อนจะผายมือให้ศิวัชเดินเลี้ยวออกไปอีกทาง

ศิวัชพร้อมการ์ดเดินออกมาจากตัวอาคาร การ์ดแต่ละคนแยกย้ายกันไปขึ้นรถที่จอดกระจายอยู่ใกล้ๆรถคันหรูของศิวัช ขณะที่ศิวัชตรงไปขึ้นรถของตนทันที
ศิวัชสตาร์ทรถ คาดเข็มขัดนิรภัยเตรียมออกรถเพื่อไปรับเนติมา ศิวัชเอื้อมมือไปปรับกระจกมองหลังนิดหนึ่งต้องสะดุ้งด้วยความตกใจเมื่อเห็นเงาปฏิพรในกระจกนั่งยิ้มอยู่ที่เบาะหลัง
“น้องตี้ !”
“ตี้รอตั้งนาน”
“น้องตี้เข้ามาได้ยังไงครับ”
ศิวัชถามด้วยความสงสัย ก่อนนึกอะไรขึ้นมาได้แล้วหันขวับไปมองการ์ดคนแรกที่นั่งอยู่ในรถซึ่งจอดอยู่ใกล้ๆกัน โดยมีบอดี้การ์ดอีกสองคนนั่งอยู่ด้วย การ์ดทั้งหมดรีบหลบตาศิวัชทันทีด้วยความกลัว
ศิวัชขยับจะเปิดประตูลงไปต่อว่าบอดี้การ์ด แต่ปฏิพรรั้งแขนไว้ทันที
“อย่าว่าเขาเลยค่ะพี่ศิวัช คุณอาธำรงเป็นคนอณุญาตเองแหละค่ะ”
“อะไรนะ !”
“คุณอาเห็นพี่ศิวัชเหนื่อยเลยให้ตี้ชวนพี่ศิวัชไปดินเนอร์ ทีนี้ตี้อยากเซอร์ไพรส์ให้พี่ศิวัช ตี้เลย...”
ศิวัชพูดแทรกขึ้น
“เออ..น้องตี้ครับ”
“พี่ศิวัชโกรธตี้เหรอคะ”
ปฏิพรพูดอ้อนก่อนแกล้งตีหน้าเศร้าอย่างรู้สึกผิด ศิวัชถอนใจด้วยความอึดอัด
“เปล่าครับ แต่พี่กำลังจะพา...”
“ดินเนอร์กับตี้แป๊บเดียวเอง ตี้จองเรือเพื่อนตี้ไว้แล้วด้วยนะคะ”
“เรือ !”
“นะค้าคุณอาธำรงอนุญาตแล้วด้วย”
ปฏิพรพูดอ้อนพลางอ้างชื่อธำรงเพื่อความมีน้ำหนักในเหตุผล ศิวัชถอนใจอย่างอึดอัด พูดอะไรไม่ออกเมื่อได้ยินชื่อของธำรง

ศิวัชกำลังยืนคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าไม่สบายใจนักอยู่ที่มุมหนึ่งของร้านอาหารหรูบนตึกสูง เห็นตึกระฟ้าและสะพานที่ประดับไฟสวยงาม
“คุณพ่อก็ทราบนี่ครับว่าวันนี้วันเกิดเนติ์”
ธำรงที่อยู่ในบริเวณสระว่ายน้ำยืนคุยโทรศัพท์กับศิวัชอย่างใจเย็น
“ทำไมพ่อจะจำไม่ได้ เนติ์ก็เหมือนลูกพ่อเหมือนกันนะ แล้วพ่อก็รู้ด้วยว่าเนติ์ต้องเข้าใจ”
“เนติ์เขาต้องทำใจ เข้าใจเรื่องนี้มานานแล้วนะครับคุณพ่อ แล้วที่สำคัญน้องตี้พาผมมาในที่ๆ ผมจัดเตรียมไว้สำหรับดินเนอร์กับเนติ์”
ศิวัชมองไปยังโต๊ะอาหารเพียงโต๊ะเดียวที่ตกแต่งอย่างโรแมนติก มีเทียนและดอกไม้ประดับไปทั่วบริเวณ
“ทำไมน้องตี้รู้เรื่องนี้ แล้วทำไม...”
ธำรงรู้สึกขัดใจขึ้นมานิดหนึ่งก่อนพูดแทรก
“เรื่องนั้นไม่ใช่ประเด็น แต่ทั้งแก ทั้งหนูเนติ์ยังทำเป้าหมายของตัวเองไม่สำเร็จ เรายังต้องการแรงสนับสนุนจากท่านทวีอยู่นะ แกก็รู้ว่าภาพลักษณ์ที่ดีของท่านช่วยงานเราได้มาก”
“เมื่อไหร่เกมจะจบครับคุณพ่อ บอกตรงๆว่าผมอยากแต่งงานกับเนติ์เต็มทีแล้วนะครับ เอาเนติ์มาแขวนไว้อย่างนี้ผมสงสารเขา”
“แล้วคิดเหรอว่าแต่งตอนนี้ทุกอย่างจะจบ ตั้งสติหน่อยอย่าให้ความรู้สึกชั่ววูบทำลายทุกสิ่งที่สร้างมาทั้งชีวิต”
“แต่ความรู้สึกผมไม่ใช่ความรู้สึกชั่ววูบนะครับ”
“ไม่มีนักรบคนไหน ฉลองชัยชนะทั้งๆที่สงครามยังไม่จบหรอกนะศิวัช เล่นตามบทบาทที่แกสวมหัวโขนให้ดี ถ้าไม่อยากให้ทุกอย่างพัง อย่าเล่นนอกบทเด็ดขาด”
ธำรงพูดตัดบทด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแล้วกดวางสายทันที นายพลทวีขยับเข้ามาพูดกับธำรงด้วยความเป็นห่วง
“กระตุกบังเหียนแรงขนาดนี้ ม้าไม่พยศเอาเหรอคุณธำรง”
ธำรงยิ้มก่อนหันไปพูดกับนายพลทวี
“ถึงม้าตัวนี้จะฉลาด เก่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ม้าตัวนี้จะไม่กล้าทำคือ วิ่งออกนอกเส้นทางที่จ็อกกี้อย่างผมสั่งเด็ดขาด”
“คุณมั่นใจขนาดนั้น”
ธำรงไม่ตอบอะไร แต่ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจ สายตาของธำรงเต็มไปด้วยแผนการณ์
ทางด้านศิวัชค่อยๆลดโทรศัพท์ในมือลงอย่างเศร้าๆ ครุ่นคิดถึงชีวิตรักที่ถูกตีกรอบไม่ให้เป็นไปตามที่คาดหวังไว้
“พี่ศิวัชคะ”
ศิวัชค่อยๆหันกลับไป เห็นปฏิพรยืนส่งยิ้มให้ ศิวัชค่อยๆฝืนยิ้มให้เพื่อรักษามารยาท

ภายในบ้านกันต์ในเวลากลางคืน เนติมาเดินวนไปมาพลางยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู สายตาชะเง้อมองออกไปทางประตูรั้วอย่างร้อนรน ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจะกดโทรออก แต่ระบิลห้ามไว้
“คุณพยายามเป็นสิบๆรอบแล้วนะครับ”
เนติมารู้สึกสลดลงทันที
“ฉันผิดเองฉันควรทำใจไว้ตั้งแต่แรกแล้ว”
“คุณศิวัชอาจทำภารกิจยังไม่เสร็จ คุณบอกเองไม่ใช่เหรอครับ ว่าวันนี้มีภารกิจที่คุณศิวัชต้องทำตั้งเยอะแยะ”
“ฉันโทรถามที่พรรคแล้ว พี่ศิวัชเสร็จงานทุกอย่างตั้งแต่เย็นแล้ว”
เนติมาน้ำตาคลอเบ้าพูดเสียงสั่น แล้วตัดใจขยับจะเดินกลับเข้าไปในบ้าน ระบิลเอื้อมมือไปจับแขนเนติมาไว้
“ฉันจะไปเปลี่ยนชุด”
“ไม่เอาน่าเข้มแข็งหน่อยสิ”
“ที่ผ่านมาฉันยังไม่เข้มแข็งพออีกเหรอ”
“พอครับแล้วก็เก่งมากๆด้วย ไม่เอาน่าใจเย็นๆ”
ระบิลเอื้อมมือไปจับไหล่เนติมาแล้วประคองให้นั่งลงตรงเก้าอี้สนามที่วางอยู่ใกล้ๆ
“ผมว่ารอฟังเหตุผลของคุณศิวัชก่อนดีกว่านะครับ คุณศิวัชไม่ใช่คนเหลวไหล ที่สำคัญเขารักคุณนะครับ”

ระบิลเดินกลับเข้ามาในบ้านด้วยสีหน้าครุ่นคิด ผู้กำกับวิเชษฐ์และขวัญชนกรีบเข้าไปถามระบิลด้วยความเป็นห่วง
“เนติ์เป็นไงบ้างคะ”
“คุณเนติ์อยากอยู่คนเดียวสักพักน่ะครับ”
“รู้งี้สั่งเค้กเตรียมไว้ให้ก็ดีจะได้ซื้อเวลาไว้ก่อน คุณเนติ์จะได้ไม่คิดมาก”
“เราไม่รู้นี่ครับว่าจะเป็นอย่างนี้ อีกอย่างผมว่าตอนนี้เอาเค้กก้อนเท่าภูเขามาวางตรงหน้า คุณเนติ์ก็ไม่สนใจหรอกครับ”
ผู้กำกับวิเชษฐ์คิดตามก่อนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ขวัญชนกชะโงกหน้าผ่านหน้าต่างออกไปมองนิดหนึ่งก่อนหันมาพูด
“แล้วถ้าวันนี้คุณศิวัชไม่มารับเนติ์ล่ะคะ”
ระบิลไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร

บนโต๊ะอาหารซึ่งจัดอย่างโรแมนติก ศิวัชที่นั่งเหม่อออกไปยังวิวด้านนอก ปฏิพรชักสีหน้าด้วยความน้อยใจ
“พี่ศิวัชอยู่กับตี้ไม่สนุกเหรอคะหรือโกรธที่ตี้ตื้อให้มาดินเนอร์ด้วยคะ”
“ตี้รู้ใช่มั้ย ว่าวันนี้เป็นวันเกิดของเนติ์”
ศิวัชตัดสินใจถามตรงๆ ทำเอาปฏิพรชะงักอึ้งไปนิดหนึ่ง ก่อนรีบพูดกลบเกลื่อนทันที
“ตายจริง วันนี้วันเกิดคุณเนติ์เหรอคะ”
“แล้วที่นี่ พี่เตรียมสถานที่ไว้สำหรับดินเนอร์กับเนติ์”
ปฏิพรแกล้งตกใจทั้งๆที่รู้หมดทุกอย่าง ปฏิพรรีบแสร้งทำหน้าสำนึกผิดทันที
“ตายจริงตี้ขอโทษนะคะตี้ไม่รู้จริงๆ ที่ตรงนี้ตี้ให้ลูกน้องคุณลุงจัดให้ สงสัยเขาต้องเข้าใจผิดอะไรแน่ๆ งั้นพี่ศิวัชรีบไปรับคุณเนติ์มาที่นี่เถอะนะคะ”
“แต่...”
“เดี๋ยวตี้อธิบายกับคุณอาธำรงเอง พี่ศิวัชรีบไปหาคุณเนติ์เถอะนะคะ”
ศิวัชยิ้มออกมาด้วยความดีใจไม่คิดว่าทุกอย่างจะง่ายดายอย่างนี้

เนติมาเดินพูดโทรศัพท์เข้าเฟรมมาด้วยความดีใจ
“ไม่โกรธค่ะ ก็พี่ศิวัชมีธุระจำเป็นจริงๆนี่คะ...รีบมานะคะเนติ์จะรอ”
เนติมากดวางสายอย่างมีความสุขแล้วเดินยิ้มไปทางตัวบ้าน เป็นจังหวะเดียวกับที่ระบิล ขวัญชนก
และผู้กำกับวิเชษฐ์เดินออกมาพอดี
“มีอะไรเหรอเนติ์”
“คุณศิวัชติดต่อกลับมาแล้วเหรอครับ”
ระบิลพูดอย่างรู้ทัน เนติมายิ้มพยักหน้าให้ระบิลอย่างอารมณ์ดี

ศิวัชกับปฏิพรเดินออกมาจากลิฟท์ ศิวัชหันไปพูดกับปฏิพรอย่างอารมณ์ดี
“ขอบคุณตี้มากนะที่เข้าใจพี่”
“ก็ตี้รักพี่ศิวัชนี่คะ”
ศิวัชชะงักหันมามองปฏิพรทันทีอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ปฏิพรแกล้งยิ้มแล้วพูดอย่างอย่างอายๆ
“แหม..ก็รักแบบน้องสาวรักพี่ชายไงคะ”
“งั้นรีบไปกันเถอะครับ พี่ส่งตี้เสร็จแล้วจะได้รีบไปหาเนติ์”
ศิวัชยิ้มเดินนำไป ปฏิพรชำเลืองมองศิวัชนิดหนึ่งแล้วแกล้งสะดุดล้มลงกับพื้นทันที
“โอ๊ย !”
“น้องตี้ !”
ศิวัชหันขวับมามองปฏิพรด้วยความตกใจ เห็นปฏิพรนั่งกุมข้อเท้าอยู่กับพื้นด้วยความเจ็บปวด

เนติมาพยายามต่อสายโทรศัพท์หาศิวัชแต่ไร้ผล เนติมาถอนใจออกมาอย่างเซ็งๆ
“ติดต่อพี่ศิวัชไม่ได้อีกแล้ว”
ระบิลกับผู้กำกับวิเชษฐ์ที่นั่งอยู่ใกล้ๆมองหน้ากันด้วยความไม่สบายใจ ขวัญชนกเดินออกมาจากบ้านพูดกับเนติมา
“คุณพ่อกับคุณแม่ให้มาชวนให้ไปนั่งรอในบ้านจ้ะเนติ์”
เนติมานั่งซึมก่อนพูดออกมาด้วยความเศร้า
“ขอฉันอยู่คนเดียวสักพักนะขวัญ”
“แต่...”
ระบิลก็หันไปยกมือห้ามพร้อมส่งสายตาบอกขวัญชนกเป็นเชิงขอร้อง ผู้กำกับวิเชษฐ์รู้โดยนัยที่ระบิลสื่อจึงบอกขวัญชนกอย่างอ่อนโยน
“เราเข้าไปข้างในกันก่อนมั้ยครับคุณขวัญ”
ขวัญชนกพยักหน้ารับคำช้าๆก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้านกับผู้กำกับวิเชษฐ์
ระบิลมองเนติมาที่พูดด้วยน้ำเสียงเศร้า
“ไม่เข้าใจที่ฉันพูดเหรอ”
“ผมจะดูแลคุณ”
“นายดูแลความปลอดภัยร่างกายฉันได้ แต่นายดูแลหัวใจฉันไม่ได้หรอก”
“ที่ผ่านมาก็ดูแลมาหลายรอบแล้วนะหรือคุณจะเถียง”
“ฉันไม่มีอารมณ์มาเถียงกับนายนะ”
ระบิลขยับเข้าไปนั่งใกล้ๆเนติมา
“ถ้าคุณไม่หนักแน่นก็ไม่ต่างอะไรกับคุณเอาความรักเป็นอาวุธมาทิ่มใจคุณเองเลยนะครับ”
“แล้วนายจะให้ฉันทำยังไง หัวเราะกับเรื่องที่เกิดขึ้นงั้นเหรอ ไม่มีใครทำให้เราเจ็บปวดได้เท่ากับคนที่เรารักหรอกนะ”
เนติมาพูดได้เท่านั้นก็ร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ ระบิลเอื้อมมือไปกุมมือเนติมาอย่างให้กำลังใจ
“ให้ผมอยู่ตรงนี้นะครับ ถึงจะช่วยอะไรคุณไม่ได้มาก แต่อย่างน้อย...”
ยังไม่ทันที่ระบิลจะพูดอะไรต่อ เนติมาก็โผเข้ามากอดระบิลแน่นพลางร้องไห้ออกมาอย่างหนัก

ผู้กำกับวิเชษฐ์กับขวัญชนกยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกสงสารเนติมาเป็นอย่างมาก
“ผู้กำกับว่าเรื่องจะจบตรงไหนคะ”
“ถ้าเรื่องเอาคนชั่วมารับโทษที่มันก่อผมว่าอีกไม่นาน แต่ถ้าเรื่องคุณเนติ์ผมไม่รู้จริงๆครับ”
ผู้กำกับวิเชษฐ์มองอย่างครุ่นคิด
“ยังโชคดีอยู่บ้างที่คุณเนติ์ยังมีระบิลคอยดูแล ไม่อย่างนั้นสภาพจิตใจคุณเนติ์คงแย่กว่านี้นะครับ”
ขวัญชนกคิดตามที่ผู้กำกับวิเชษฐ์พูดแล้วอดรู้สึกที่จะคิดถึงความสัมพันธ์ของระบิลกับเนติมาขึ้นมาแล้วก็อดใจเสียขึ้นมาไม่ได้

ปฏิพรกับเพื่อนที่เป็นแพทย์เดินเลี้ยวเข้ามา สีหน้าของเพื่อนปฏิพรไม่สู้ดีนัก ขณะที่ข้อเท้าของปฏิพรข้างหนึ่งพันผ้าไว้แต่ตัวปฏิพรเองยังเดินปร๋อ
“เล่นอะไรบ้าๆอย่างนี้วะแก ฉันไม่เอาด้วยนะ”
“น่า..ไหนๆก็ช่วยพันข้อเท้าให้ฉันแล้วช่วยยืนยันอาการให้น่าสงสารหน่อย แกเป็นหมอพูดมีน้ำหนักกว่าฉันเยอะ นะๆๆ”
แพทย์หญิงรู้สึกหนักใจ
“แต่มันผิดจรรยาบรรณ แถมคนที่แกโกหกน่ะ นายกฯนะ”
“นายกฯของแก แต่คนกันเองของฉัน”
“คนกันเองของแก มาโน่นแล้ว”
แพทย์สาวรีบสะกิดปฏิพรทันที ปฏิพรมองตามไปที่กระจกบานใหญ่ของโรงพยาบาลเห็นศิวัชกำลังเดินเข้ามาหาด้วยความเร่งรีบ มุมนี้เป็นมุมที่ศิวัชมองไม่เห็นปฏิพร
“พี่ศิวัช ทำไงดีล่ะแก !”
ปฏิพรรีบมองไปรอบๆอย่างหาทางออก แพทย์สาวที่เป็นเพื่อนได้แต่ยืนมองและทำอะไรไม่ถูก ปฏิพรหันไปเห็นรถเข็นคนไข้จอดอยู่ที่มุมๆหนึ่งจึงรีบปรี่เข้าไปคว้ารถเข็นมานั่งอย่างรวดเร็ว เป็นจังหวะเดียวกับที่ศิวัชเดินเลี้ยวเข้ามาพอดี
“น้องตี้เป็นอะไรมากรึเปล่าครับ”
“โอย..เจ็บจังเลยค่ะพี่ศิวัช”
ปฏิพรแกล้งทำเป็นเจ็บขาทันทีพลางมองเพื่อนเหมือนกับจะโยนลูกให้พูด แพทย์สาวตกใจหันไปยิ้มให้ศิวัชด้วยสีหน้าเจื่อน

บริเวณสวนหย่อมในบ้านกันต์ เนติมาเอาผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาแล้วพูดอย่างตัดใจ
“ป่านนี้พี่ศิวัชคงไม่มาแล้วล่ะ”
“ใจเย็นน่าคุณ พระเอกเขามาตอนจบทั้งนั้นแหละ”
“วันนี้ไม่มีพระเอกหรอก มีแต่คนเสียใจ ช่างมันเถอะ ก็แค่วันเกิดวันหนึ่งเท่านั้น “ เนติมาพยายามฝืนยิ้มแล้วพูดด้วยเสียงสั่นเครือ
“คนที่อยู่กับความเจ็บปวดได้ด้วยรอยยิ้มเนี่ยเก่งที่สุดเลยรู้มั้ยครับ”
ระบิลจะนึกอะไรขึ้นมาได้
“อืม..เดี๋ยวผมมานะคุณ”
“นายจะไปไหนเหรอ”
ระบิลไม่ตอบอะไร ได้แต่ยิ้มให้เนติมาอย่างอารมณ์ดี

ระบิลเดินกลับเข้ามาในบ้าน เป็นจังหวะเดียวกับที่ผู้กำกับวิเชษฐ์กำลังจะเดินสวนออกไปพอดี
“คุณเนติ์เป็นไงบ้าง”
“สงบลงแล้วล่ะครับ”
“คุณศิวัชจะมารึเปล่าก็ยังไม่รู้ใช่มั้ย”
ผู้กำกับวิเชษฐ์ถามด้วยความกังวล ระบิลพยักหน้ารับแต่พยายามมองโลกในแง่ดี
“คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้แล้วล่ะครับ คนรักกันเดี๋ยวเขาก็เคลียร์กันได้ คุณขวัญล่ะครับ”
“เห็นบอกว่าไม่ค่อยสบายเลยขึ้นไปนอนแล้วล่ะ อ้อ..เดี๋ยวฉันไปก่อนนะ มีงานด่วนต้องทำ”
“ไม่เป็นไรครับพี่ เอางานไว้ก่อน ทางนี้ผมจัดการได้สบายมาก”

หน้าจอโทรศัพท์มือถือของเนติมาขึ้นชื่อศิวัชอยู่ พร้อมกดโทรออก เนติมามองอย่างลังเลว่าจะโทรหาศิวัชดีหรือไม่ ก่อนจะตัดสินใจปิดเครื่อง น้ำตาของเนติมาคลอเบ้าด้วยความเสียใจ
“ร้องไห้อีกแล้ว”
แสงจากเปลวเทียนเรืองมากระทบใบหน้า เนติมาค่อยๆหันไปมองแล้วต้องตะลึง เมื่อเห็นระบิลยิ้มอารมณ์ดีพร้อมถือเค้กก้อนหนึ่งที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายเดินเข้ามา
“นาย...”
“สุขสันต์วันเกิดครับเจ้านาย”
“นี่นาย..ไปซื้อมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”
เนติมาพูดด้วยความแปลกใจ ขณะที่ระบิลยิ้มพูดอย่างอารมณ์ดี
“ซื้อที่ไหน ขี้มือผมล้วนๆเลยนะคุณ”
เนติมาก้มมองหน้าเค้กเนยสดที่แต่งอย่างง่ายๆ มีข้อความเขียนว่า “สุขสันต์วันเกิดครับเจ้านาย” เนติมาอดยิ้มออกมาไม่ได้ ระบิลพูดดักคอขึ้น
“เอ้า..เป่าสิคุณ ไม่ใช่เทียนพรรษานะจะได้อยู่เป็นเดือนๆ ที่สำคัญผมเมื่อยมือแล้ว”
“ไม่ร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้หน่อยเหรอ”
“ได้คืบจะเอาศอกนะเนี่ย...เป่า”
ระบิลแกล้งพูดเสียงเข้ม เนติมาเป่าเทียนบนเค้กจนดับหมด
“นับจากวินาทีนี้ ขอให้คุณมีแต่ความสุขนะครับ”
“ขอบคุณนายมากนะ”
ทั้งสองคนสบตากันนิ่งด้วยความรักที่มีอยู่ในใจ ระบิลจะพยายามรวบรวมสติพูดตัดบทออกมา
“ชิมเค้กขี้มือผมกันมั้ยคุณ”

หงส์สะบัดลาย ตอนที่ 10 (ต่อ)

ระบิลกับศิวัชกำลังนั่งทานข้าวด้วยกันอยู่ ศิวัชชำเลืองมองระบิลที่กระสับกระส่ายเพราะเป็นห่วงเนติมา

“เนติ์เป็นคนน่ารัก”
ระบิลสะดุ้งนิดหนึ่งถามศิวัชด้วยความไม่แน่ใจ
“อ่ะ..อะไรนะครับ”
“ผมบอกว่าเนติ์เขาเป็นคนน่ารักน่ะครับ”
“อ๋อ..ครับ คุณเนติ์เป็นคนจิตใจดี ฉลาด เก่ง ใจกล้าด้วย”
“ใครอยู่ใกล้ ก็อดหลงรักไม่ได้”
ศิวัชพูดดักคอทำเอาระบิลชะงักไปนิดหนึ่งก่อนยิ้มกลบเกลื่อน
“คงไม่มั๊งครับ หรือถ้ามีคุณเนติ์ก็ไม่มีวันรักคนๆนั้นแน่นอน”
“คุณระบิลมั่นใจอย่างนั้นเหรอครับ”
ศิวัชพูดด้วยความหวั่นใจ ระบิลมองศิวัชอย่างสังเกต ก่อนพูดด้วยความจริงจัง
“ผมว่าคุณศิวัชน่าจะรู้จักคุณเนติ์มากกว่าผมนะครับ แต่เท่าที่ผมรู้คุณเนติ์ไม่มีใจไปรักใครแล้วล่ะครับ เพราะหัวใจของคุณเนติ์อยู่ที่คุณหมดแล้ว”
ศิวัชพยักหน้ารับรู้ก่อนฝืนยิ้มออกมาได้บ้าง เนติมาเดินกลับเข้ามาพอดี
“คุยอะไรกันอยู่เอ่ย”
ระบิลกับศิวัชอึกอักอยู่นิดหนึ่ง ระบิลจะชิงยิ้มตอบอย่างกลบเกลื่อน
“นินทาคุณอยู่น่ะครับ กำลังสนุกเลย”
“อะไรเนี่ยผู้ชายนินทาผู้หญิง ไม่ไหวนะค้า”
เนติมาพูดอย่างไม่คิดมากก่อนนึกอะไรขึ้นมาได้รีบหันไปพูดกับศิวัช
“อืม..พี่ศิวัชคะ เดี๋ยวพี่ศิวัชต้องกลับไปเตรียมตัวไปงานเลี้ยงคืนนี้นะคะ”
“ เฮ้อ..อีกแล้วเหรอ เนติ์ไปกับพี่มั้ยจ๊ะ”
“งานเขาเชิญพี่ศิวัชกับคุณปฏิพรค่ะ”
เนติมายิ้มเจื่อนตอบเสียงอ่อยทำเอาศิวัชลำบากใจก่อนเอื้อมมือไปจับมือเนติมาอย่างปลอบใจ
ระบิลมองเนติมาด้วยความรู้สึกสงสารเนติมาเป็นอย่างมาก

ระบิล เนติมา ศิวัชเดินมายังรถที่จอดคู่กันอยู่ มีการ์ดของศิวัชเดินประกบเพื่อรักษาความปลอดภัย
“ผมไปรอในรถนะครับ” ระบิลบอก
เนติมาหันไปยิ้มให้กับศิวัช
“ไม่ต้องคิดมากนะคะเนติ์เข้าใจ”
“เมื่อไหร่ เราจะเลิกหลบๆซ่อนๆอย่างนี้ซะที” ศิวัชพูดอย่างเหนื่อยหน่าย
“สักวัน..มันต้องมีสักวันค่ะ พี่ศิวัชตั้งใจทำงานให้ดีนะคะ สู้ๆ”
เนติมาหันไปยิ้มให้กำลังใจก่อนหันจะไปเปิดประตูรถ ศิวัชรั้งเนติมาไว้อีก
“เนติ์...”
“คะ...”
“วันเกิดเนติ์พี่จะอยู่กับเนติ์นะจ๊ะ...พี่สัญญา”
ศิวัชพูดจากใจจริง ขณะเนติมายิ้มรับแต่ไม่ได้ดีใจนัก
“แค่พี่ศิวัชจำวันเกิดเนติ์ได้ เนติ์ก็ดีใจแล้วล่ะค่ะ”
เนติมาเปิดประตูรถเข้าไปนั่งคู่กับระบิล ก่อนกดกระจกรถลงมายิ้มให้ศิวัช
“เนติ์ไปนะคะ”
“ฝากเนติ์ด้วยนะครับคุณระบิล”
“คุณศิวัชไม่ต้องห่วงครับ” ระบิลรับคำหนักแน่น
ศิวัชถอนใจนิดหนึ่งก่อนขยับออกมาและมองรถของเนติมาที่ขับออกไปด้วยความไม่สบายใจ

เนติมานั่งเหม่อมองทิวทัศน์ของทะเลสงบที่กว้างสุดสายตา เนติมาถอนใจออกมาด้วยความเศร้า
“ยิ้มให้เขาชื่นใจแล้วก็มานั่งถอนใจเฮือกๆทิ้งทะเล”
เนติมาหันกลับมามองระบิลที่นั่งยิ้มอยู่แล้วอดหมั่นไส้ไม่ได้
“แล้วนายจะให้นั่งหัวเราะเหรอ ฉันไม่ใช่คนบ้านะ แต่ยังไงก็ขอบใจนะ ที่อุตส่าห์ขับรถพามา ฉันสบายใจขึ้นเยอะเลย”
“หน้าที่สร้างความบันเทิงให้คุณเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับ”
ระบิลยิ้มอย่างจริงใจ ขณะที่เนติมานึกอะไรขึ้นมาได้
“อืม..ทำดีงั้นต้องมีรางวัล อ่ะฉันให้นาย”
เนติมาหยิบกล่องโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่เอี่ยมออกมาจากกระเป๋ายื่นให้ระบิล
“เดี๋ยวๆๆ อะไรของคุณเนี่ย”
“ก็ไม่เห็นมีอะไรซับซ้อน ฉันเห็นเครื่องของนายพังฉันก็เลยซื้อให้ใหม่”
“เมื่อกี้ที่ร้านอาหาร คุณไม่ได้ไปเข้าห้องน้ำใช่มั้ย”
ระบิลจ้องหน้าเนติมาอย่างรู้ทัน เนติมาอมยิ้มทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
“ไม่งั้นฉันจะไปซื้อให้นายได้เหรอ”
“ร้ายจริงๆนะคุณ ขอบคุณนะครับ แต่โทรศัพท์ผมเอาไปซ่อมได้”
“โห..พังขนาดนั้นยังจะซ่อมอะไรอีก เอาเครื่องใหม่นี่แหละไปใช้..อ่ะ”
เนติมาพยายามยื่นให้ระบิลอีก แต่ระบิลดันมือเนติมากลับ
“คุณนี่ชอบยัดเยียดนะ ยัดเยียดให้น้องชายคุณยังไม่พอ ยังจะมายัดเยียดให้ผมอีก”
“เอ๊ะ..นายนี่ยังไง ผู้ใหญ่ให้ของไม่ยอมรับ”
“ล้อเล่นนิดเดียวทำฉุน รู้น่าว่านายอายุมากกว่า แต่ถ้านายไม่รับ ฉันจะวางไว้ตรงนี้ แล้วฉันจะโกรธจริงๆด้วย” เนติมาแกล้งโวย
เนติมาวางกล่องโทรศัพท์มือถือไว้บนโต๊ะแล้วหันขวับกลับไปมองทะเลอย่างงอนๆ ระบิลมองเนติมา แล้วถอนใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจ

ในเวลาต่อมา ระบิลกำลังมองภาพวิวทะเลสวยงามในจอโทรศัพท์อย่างชอบใจ เนติมาเดินเข้ามามองแล้วยิ้มๆ
“ชอบใช่มั้ยล่ะ”
“ครับ..ขอบคุณนะครับ แต่วันหลังไม่ต้องซื้อของแพงๆแบบนี้ให้ผมอีกนะครับ ผมซื้อเองได้ อีกอย่างผมไม่ใช่คนยึดติดวัตถุ”
ระบิลพูดอย่างจริงจัง เนติมาเข้าใจแต่พยายามอธิบาย
“แต่ที่นายให้ฉัน มันมีค่ากว่าของที่ฉันซื้อให้หลายเท่านัก”
“นั่นมันเป็นหน้าที่ของผม”
“ไม่ใช่เรื่องความปลอดภัย แต่เป็นคุณค่าทางจิตใจ”
เนติมาพูดจากใจจริง ระบิลชะงักหันมามองหน้าเนติมาทันที
“นายทำให้ฉันยิ้มได้ในภาวะอย่างนี้ถ้าไม่มีนายอยู่ ฉันคงหดหู่จน...”
“ถ่ายรูปกันมั้ยครับ”
ระบิลยิ้มพูดตัดบท เมื่อเห็นเนติมาเศร้าลง
“ได้ของดีมาก็ต้องใช้กันหน่อย มาถ่ายรูปกับผู้มีอุปการคุณไว้เป็นสิริมงคล”
“บ้า..ฉันไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์นะยะ มาอย่าลืมแอ๊บวัยรุ่นด้วยล่ะ”
“ไม่ต้องแอ๊บ ผมก็วัยรุ่นอยู่แล้ว เข้ามาใกล้ๆหน่อยคุณตัวคุณแหว่งแล้ว”
ระบิลกับเนติมาขยับมายืนคู่กันโดยมีฉากหลังเป็นทะเล ทั้งสองคนขยับเข้ามาใกล้ๆกันเพื่อไม่ให้ตกเฟรม จนทั้งสองคนเบียดกันจนชิด ทั้งคู่ชำเลืองสายตามามองกันอย่างรู้สึกอายขึ้นมา ระบิลพูดตัดบท
“เออ..ยิ้มสิคุณ พร้อมรึยัง หนึ่ง..สอง..สาม”

ระบิลกับเนติมายิ้ม พร้อมกับเสียงชัตเตอร์ดังขึ้น

 
ภายในห้องหนังสือบ้านกันต์ ระบิลกำลังเลื่อนมองภาพถ่ายที่ทะเลในโทรศัพท์มือถืออย่างมีความสุข ระบิลชะงักก่อนเอื้อมมือไปหยิบรูปเอมมิกาออกมาจากกระเป๋าด้วยความรู้สึกสับสน ระบิลคิดถึงภาพอดีต
ระบิลกับเอมมิกากอดกันอย่างมีความสุข
“พี่รักเอมมากเลยนะคะ”
“แล้วถ้าวันข้างหน้า พี่เจอคนที่ดีกว่าเอมละคะ” เอมมิกาพูดทีเล่นที่จริง
ระบิลประคองใบหน้าเอมมิกาขึ้นมาพูดอย่างหนักแน่น
“ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหนๆ เอมก็คือคนที่ดีที่สุดในชีวิตพี่แล้วนะคะ”
“เอมแกล้งถามไปอย่างนั้นแหละค่ะ เอมรู้อยู่แล้วว่าพี่เอมแค่ไหน เอมก็จะรักพี่ไปคนเดียว รักจนลมหายใจสุดท้าย”
เอมมิกายิ้มพูดอย่างมีความสุข ระบิลดึงเอมมิกาเข้ามากอดแน่น ทั้งสองคนกระชับกอดกันอย่างมีความสุข

ระบิลกำลังมองรูปเอมมิกาอย่างรู้สึกผิดอยู่ในใจ
“เอม..พี่”
ระบิลถอนหายใจแล้วปิดภาพจากโทรศัพท์ทันที ระบิลมองรูปเอมมิกาด้วยความสับสน ก่อนจะซบหน้าลงกับโต๊ะด้วยความหนักใจ
บริเวณริมสระน้ำของวันใหม่ พงษ์เลิศผลักชลกรจนเสียหลักล้มลงไปกองที่พื้น
“โอ๊ย !”
“ยังไม่ได้เรื่องแล้วกลับมาทำไม !”
“มากไปแล้วนะคุณ ฉันไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะเนรมิตอะไรให้คุณได้ดั่งใจนะ”
ชลกรลุกขึ้นมาพูดด้วยความไม่พอใจ พงษ์เลิศครุ่นคิดด้วยความหงุดหงิด
“สงสัยงานนี้เธอจะเสียดุลย์ล่ะมั้งชลกร”
อิทธิหาญเดินเข้ามาพร้อมปานพลางมองชลกรด้วยสีหน้าสะใจ
“ไอ้ธำรงมันหลอกเธอไปนอนกกฟรีแล้วล่ะ ฮ่าๆ”
“คุณอิทธิหาญ !”
“รึไม่จริง เอาน่าไอ้ธำรงไม่ใช่รายแรกซะหน่อย”
อิทธิหาญมองชลกรหัวจรดเท้าอย่างดูถูกก่อนชำเลืองไปที่พงษ์เลิศซึ่งเป็นเหมือนคู่ขาอยู่เหมือนกัน พงษ์เลิศเบือนหน้าหนีอย่างไม่สบอารมณ์
“มันเป็นหน้าที่ของโสเภณีการเมืองอย่างเธออยู่แล้วนี่”
ชลกรฉุนขาดเงื้อมือจะตบหน้าอิทธิหาญ แต่อิทธิหาญไวกว่าคว้ามือของชลกรได้ทันควัน แล้วบิดมือชลกรอย่างแรง
“โอ๊ย !”
ปานปราดเข้ามาคว้าตัวชลกร แล้วกดร่างของชลกรนอนคว่ำไปที่ขอบสระว่ายน้ำแล้วกดหัวลงไปในน้ำทันที ชลกรพยายามดิ้นแต่สู้แรงไม่ได้ ชลกรสำลักน้ำจนแทบขาดใจ อิทธิหาญพยักหน้าส่งสัญญาณให้ปานจิกหัวชลกรขึ้นมาจากน้ำ
“งูเขียวคิดจะฉกงูจงอางอย่างฉันเหรอ”
“แก !”
ชลกรมองหน้าด้วยความโมโห อิทธิหาญพยักหน้าให้สัญญาณปานจับชลกรกดน้ำอีก ชลกรดิ้นทุรนทุรายขณะที่อิทธิหาญยิ้มมองอย่างเลือดเย็น พงษ์เลิศหันมามองความโหดเหี้ยมของอิทธิหาญด้วยความไม่สบายใจ
“พอได้แล้ว”
อิทธิหาญชำเลืองมองพงษ์เลิศอย่างไม่ใส่ใจนักจนพงษ์เลิศต้องขึ้นเสียงแข็ง
“พ่อสั่งให้พอไง !”

มุมหนึ่งที่ริมสระน้ำ ชลกรในสภาพที่ยังเปียกปอนมีผ้าขนหนูคลุมอยู่ นั่งร้องไห้ตัวสั่นด้วยความกลัว สาวใช้เอาชาร้อนมาเสิร์ฟให้ชลกรที่โต๊ะ อิทธิหาญนั่งหน้าง้ำอยู่อีกมุมหนึ่ง
พงษ์เลิศมองชลกรกับอิทธิหาญอย่างขัดใจ
“ภาวะคับขันอย่างนี้ยังจะทะเลาะกันเองอีก”
“อ้อ..ฉันเพิ่งรู้ว่าการถูกกระทำฝ่ายเดียวเรียกว่าทะเลาะ”
“แก !” อิทธิหาญชี้หน้า
อิทธิหาญขยับขึ้นมาจะหาเรื่องอีก แต่พงษ์เลิศหันขวับไปมอง อิทธิหาญทิ้งตัวลงนั่งอย่างไม่สบอารมณ์นัก
“เราขี่เสือตัวเดียวกันนะชลกร เราลงจากหลังเสือไม่ได้ กลับไปใช้เสน่ห์ของเธอโน้มน้าวไอ้ธำรงอ่อนข้อลงบ้าง” พงษ์เลิศว่า
“นี่...”
“เธอไม่มีทางเลือกบอกแล้วไงว่าเธอกำลังอยู่บนหลังเสือ”
พงษ์เลิศสีหน้านิ่งน้ำเสียงเต็มไปด้วยความจริงจัง อิทธิหาญยิ้มมองชลกรที่นั่งอึ้งพูดอะไรไม่ออก “แล้วอย่าคิดหนีลงจากหลังเสือ เธอก็รู้นี่ว่าตัวนี้ดุ”
ชลกรมองตามพงษ์เลิศและอิทธิหาญที่เดินออกไปแล้วร้องไห้อย่างกดดัน

ภายในบ้านกันต์ เนติมาเปิดประตูห้องหนังสือเข้ามาด้วยรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“นี่นาย...”
เนติมาชะงักเมื่อระบิลไม่อยู่ที่ห้อง ขวัญชนกเดินตามเนติมาเข้ามาก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน
“อ้าว..ที่นี่ก็ไม่อยู่เหรอ”
“ในครัวก็ไม่เจอเหรอขวัญ”
ขวัญชนกส่ายหน้า เนติมานิ่วหน้าด้วยความสงสัย
เนติมาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาระบิลอย่างเริ่มหงุดหงิด
“หาจนทั่วแล้ว หายไปไหนของเขานะ โทรไปก็ไม่รับสาย”
ขวัญชนกชี้ไปที่โต๊ะหนังสือ
“คุณระบิลไม่ได้เอาโทรศัพท์ไปน่ะเนติ์”
“ฮึ่ย..นายคนนี้นี่แย่ชะมัดเลย”
เนติมาคิดอะไรอยู่นิดหนึ่งก่อนเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือของระบิลขึ้นมาเปิดกล้องแล้วหันมาถ่ายคลิปตัวเอง เนติมาพูดใส่กล้อง
“นี่นาย ฉันซื้อมือถือให้นายถือนะ ไม่ได้ให้นายมาวางทิ้งไว้ แล้วตัวนายก็ล่องหนหายไปไหนก็ไม่รู้ เกิดเรื่องฉุกเฉินขึ้นมาว่าไง ระวังเถอะฉันจะลดขั้น หั่นเงินเดือน เฉือนเบี้ยเลี้ยงนาย !”
เนติมาพูดจบก็ยิ้มออกมาอย่างชอบใจ ก่อนเอาโทรศัพท์ยัดใส่มือขวัญชนก
“เอาเลยขวัญอยากพูดอะไรพูดเลย”
“ไม่เอาหรอกเนติ์ ขวัญไม่อยากแกล้งคุณระบิลสงสารเขา”
ขวัญชนกพูดพลางเอาโทรศัพท์ของระบิลวางลงบนโต๊ะ จังหวะเดียวกันมือก็ไปสัมผัสหน้าจอโทรศัพท์เลื่อนไปเปิดอัลบั้มรูปที่ระบิลกับเนติมาถ่ายคู่กันที่ทะเล ขวัญชนกมองเนติมาที่กำลังสนใจกับสมุดบันทึกของระบิลที่วางอยู่บนโต๊ะ ขวัญชนกรีบคว้าโทรศัพท์ของระบิลขึ้นมาเลื่อนรูปคู่ของระบิลกับเนติมาดูด้วยความตกใจ ขวัญชนกรู้สึกเสียใจขึ้นมาทันที
เนติมาเอื้อมมือไปจะหยิบขึ้นมาดูสมุดบันทึก
“ทำอะไรน่ะคุณ!”
เนติมากับขวัญชนกหันขวับไปด้านหลังเห็นระบิลและผู้กำกับวิเชษฐ์เดินเข้ามาพอดี
ระบิลปรี่เข้ามาจะคว้าสมุดบันทึกจากมือเนติมาแต่กลายปัดสมุดบันทึกตกพื้น รูป “เอมมิกา” ที่สอดอยู่ด้านใน กระเด็นออกมาอยู่ที่พื้น

“อุ๊ย !” เนติมาอุทานด้วยความตกใจ

 
เนติมากำลังจะก้มลงหยิบรูปของเอมมิกาขึ้นมา แต่ระบิลชิงคว้ารูปกับสมุดบันทึกขึ้นมาถือไว้อย่างรวดเร็ว พลางมองเนติมาอย่างตำหนิจนเนติมาหน้าเจื่อนไป
 
ระบิลหันขวับไปมองขวัญชนกที่ยิ้มเจื่อนอย่างรู้สึกผิด ก่อนรีบวางโทรศัพท์มือถือของระบิลลงที่โต๊ะทันที
ผู้กำกับวิเชษฐ์มองภาพตรงหน้าอย่างเข้าใจ ระบิลมองรูปเอมมิกาที่ถืออยู่ในมือ แล้วถอนใจ

บริเวณสวนหย่อมในเวลาต่อมา ผู้กำกับวิเชษฐ์ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หันมาพูดกับขวัญชนกด้วยความไม่สบายใจ
“เอมคือคนที่ระบิลรักมาก”
“เรื่องนี้ใช่มั้ยคะที่ผู้กำกับเคยบอกว่า ถ้าคุณระบิลพร้อมเมื่อไหร่ เขาจะเล่าด้วยตัวเขาเอง”
“แต่ระบิลก็ไม่เคยพร้อม แต่ผมเข้าใจเขานะครับมันเจ็บปวดเกินกว่าจะเล่าให้ใครฟังจริงๆ”
ขวัญชนกคิดตามที่ผู้กำกับวิเชษฐ์พูดแล้วอดรู้สึกเศร้าขึ้นมาไม่ได้ด้วยความสงสารระบิล
“ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าคนร่าเริง อบอุ่นอย่างคุณระบิล จะเก็บเรื่องเศร้าไว้คนเดียวอย่างนี้”

ภายในรถบนถนนในกรุงเทพฯ เนติมานั่งเกร็งอย่างรู้สึกผิด ก่อนค่อยๆชำเลืองมองระบิลแล้วตัดสินใจพูด
“ยังไม่หายโกรธฉันอีกเหรอ ทีนายหนีไปข้างนอกกับผู้กำกับวิเชษฐ์ ฉันยังไม่เห็นโกรธนายเลยนะ”
ระบิลถอนใจแล้วบอก
“มันไม่ใช่เรื่องโกรธหรือไม่โกรธหรอกคุณ”
“งั้นเรื่องอะไรเหรอ”
ระบิลหันขวับมามองด้วยสีหน้าจริงจัง เนติมาชะงักไปนิดหนึ่งก่อนพูดอย่างน้อยใจ
“นายรู้เรื่องส่วนตัวฉันทุกเรื่องเลยนะ แต่ฉันแทบไม่รู้เรื่องของนายเลย แล้วแฟนนายอยู่ไหน โกรธกันเหรอ”
“ผมจำเป็นต้องรู้เรื่องส่วนตัวของคุณเพราะงาน แต่คุณ...”
“ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องของนาย นายกำลังบอกว่าฉันล้ำเส้นสอดรู้สอดเห็นฉันมั้ย” เนติมาพูดแทรก
ระบิลตัดสินใจหักพวงมาลัยรถเลี้ยวไปอีกทางทันที

ระบิลขับรถของเนติมาเข้ามาจอดที่ร้านกาแฟริมทะเลด้วยความรวดเร็ว เนติมาหันมาถามด้วยความสงสัย
“นายพาฉันมาที่นี่ทำไม”
ระบิลไม่พูดอะไรแต่เปิดประตูลงไปจากรถทันที เนติมามองตามด้วยความหงุดหงิดก่อนลงจากรถตามไปทันที
ระบิลยืนเหม่อมองออกไปยังทะเลกว้างอย่างครุ่นคิด เนติมากำลังขยับจะพูด แต่ระบิลชิงพูดออกมาก่อน
“เอมกับผมรักกันมาก”
“นายหมายถึงคนในรูป”
ระบิลพยักหน้าช้าๆ ก่อนหันมายิ้มเศร้าๆกับเนติมา
“เอมเป็นตำรวจเหมือนกัน”

ความทรงจำในอดีตผุดพรายอีกครั้ง
ระบิลในเครื่องแบบร้อยตำรวจเอกยืนคิดอะไรไปเรื่อยอย่างอารมณ์ดี
“ผู้กองคะ...”
ระบิลหันขวับมาด้านหลังเห็นเอมมิกาในชุดเครื่องแบบตำรวจหญิงใหม่เอี่ยมเพราะเพิ่งผ่านการประดับยศ เอมมิกายืนตรงทำความเคารพระบิลอย่างแข็งขัน
“ร้อยตำรวจตรีเอมมิกา มารายงานตัวแล้วค่ะ ดาวใหม่ป้ายแดงนะคะเห็นมั้ย”
เอมมิกาชี้ดาวบนบ่าให้ระบิลดูด้วยรอยยิ้มสดใส
“เก่งมากค่ะหมวด”
“ไปค่ะ...”
ระบิลมองเลยไปที่สนามหญ้าหน้าอาคารอีกด้านหนึ่ง เห็นเพื่อนตำรวจหญิงของเอมมิกากำลังถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน
“เอมไม่อยู่ถ่ายรูปกับเพื่อนๆเหรอคะ”
“เรียบร้อยแล้วจ้ะ ตอนนี้เอมอยากอยู่กับพี่มากกว่า”
เอมมิกากับระบิลต่างยิ้มมองด้วยความรัก

ที่ร้านกาแฟริมทะเล ระบิลกับเอมมิกานั่งอยู่ที่โต๊ะริมทะเล
“โกรธมั้ยคะที่พี่พามาฉลองติดยศที่นี่”
“ที่ไหนมีพี่ระบิลที่ตรงนั้นคือที่ๆเอมจะมีความสุขอยู่แล้วนี่จ๊ะ”
เอมมิกาสูดหายใจลึกด้วยความสดชื่นมองไปรอบๆร้านที่บรรยากาศโรแมนติกอย่างมีความสุข
“พี่ก็รู้นี่คะว่านี่คือร้านของเรา”

ระบิลมองไปยังโต๊ะตัวที่เขากับเอมมิกาเคยมาด้วยกัน ก่อนยิ้มออกมาเศร้าๆ
“ร้านของเรา...” ระบิลพึมพำ
เนติมามองระบิลและนึกอะไรขึ้นมาได้
“ที่นายพาฉันมาที่นี่ตั้งหลายครั้งเพราะนายคิดถึงคนรักนายงั้นเหรอ”
ระบิลไม่ตอบได้แต่พยักหน้าเศร้าๆ เนติมาชั่งใจอยู่นิดหนึ่งก่อนถามด้วยความสงสัย
“แล้วทำไมนายไม่พาเขามาล่ะ ฉันใช้งานนาย จนนายไม่มีเวลาให้แฟนรึเปล่า”
“ไม่หรอกครับ เราเจอกันทุกวัน...อยู่ด้วยกันตลอดเวลา”
ระบิลพูดยิ้มอย่างเศร้าๆ เนติมามองหาไปรอบๆไม่เห็นใคร นอกจากลูกค้าอีก 3-4 คนที่นั่งอยู่ห่างๆ เนติมายิ่งสงสัยมากขึ้น
“คุณไม่เห็นเอมหรอกครับเพราะเอมอยู่ในนี้”
ระบิลพูดพลางเอามือสัมผัสที่หน้าอกตัวเองตรงตำแหน่งหัวใจ เนติมาชักสีหน้าออกมาด้วยความตกใจ
“อะไรของนาย อย่าบอกนะว่า...”
“เอมตายไปแล้วครับ”
“ตาย...”
เนติมาพูดอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ระบิลพยักหน้าด้วยความเศร้าก่อนพูดด้วยความลำบากใจ
“ครับ..ทั้งๆคนที่ตายน่าจะเป็นผม”

เนติมาอึ้ง มองระบิลด้วยความสงสาร ระบิลเบือนหน้าหลบสายตาออกไปมองท้องทะเลกว้างและอดกลั้นความเสียใจอย่างที่สุด

 
ประตูห้องประชุมเปิดออก ตำรวจหลายนายทยอยเดินกันออกมา เอมมิกาเดินยิ้มออกมาจากห้อง ก่อนหันไปหาระบิลที่เดินตามออกมาด้วยสีหน้าไม่สบายใจนัก
 
“พี่ระบิลเป็นอะไรเหรอ ไม่ดีใจเหรอ เราจะได้ออกไปทำงานด้วยกันแล้วนะจ๊ะ”
“ดีใจ..แต่ต้องไม่ใช่งานนี้”
ระบิลพูดด้วยความกังวลแล้วขยับจะเดินเลี่ยงออกไป แต่เอมมิการั้งไว้ทันที
“เป็นห่วงเอมเหรอคะ”
“เอมก็รู้”
“เอมมาเป็นตำรวจเพราะเอมอยากจับผู้ร้าย ถ้าให้เอมทำงานเอกสารอยู่แต่ในออฟฟิศ เอมลาออกดีกว่า”
เอมมิกาพูดอย่างงอนๆ ระบิลถอนใจมองเอมมิกาด้วยความเป็นห่วงแล้วเดินออกไป เอมมิกาถอนใจออกมานิดหนึ่งแล้วเดินตามระบิลไปทันที
เอมมิกาพยายามพูดให้ระบิลคลายความกังวลใจ
“พี่ระบิลก็รู้ว่าเอมสอบได้ที่หนึ่งของรุ่น”
“แต่ของจริงมันไม่เหมือนในตำราหรือสนามฝึกซ้อมนะคะเอม”
ระบิลพยายามเอาเหตุผลขึ้นมาค้านก่อนตัดสินใจพูด
“ถอนตัวเถอะนะเอม เดี๋ยวพี่บอกพี่เชษฐ์ให้”
“พี่ระบิลพูดทั้งๆที่รู้คำตอบดีอยู่แล้วอย่างนั้นเหรอจ๊ะ”
เอมมิกาเอื้อมมือไปกุมมือระบิล
“เอมทำได้เชื่อมั่นเอมนะคะ”
“แต่...”
“เอาเป็นว่า ถ้าพี่ระบิลเป็นห่วงเอม เอมจะคอยอยู่ใกล้ๆพี่ระบิลเอาไว้ก็แล้วกันนะจ๊ะ”
เอมมิกาพูดทีเล่นทีจริงเพื่อให้ระบิลคลายความกังวลใจ
“เอมรู้ว่า พี่ไม่มีวันปล่อยให้เอมเป็นอันตรายหรอก ใช่มั้ยจ๊ะ”
ระบิลถอนใจอย่างยอมแพ้ ทั้งๆที่ในใจยังเป็นห่วงเอมมิกาอยู่มาก

วันใหม่ตอนกลางวัน ในลานหน้าศูนย์การค้าแห่งหนึ่งที่ผู้คนมากมายเดินไปมาขวักไขว่ เอมมิกาปลอมตัวมาล่อซื้อ โดยใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์นั่งอ่านหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คปะปนอยู่กับผู้คนอื่นๆหลายคน
“เอม”
เอมมิกาชะงักนิดหนึ่งก่อนเอื้อมมือไปแตะหูฟังขนาดเล็กที่ติดอยู่ แล้วพูดเบาๆพลางชำเลืองมองไปรอบๆอย่างระวังตัว
“คะพี่เชษฐ์”
วิเชษฐ์ใช้หูฟังขนาดเล็กคุยกับเอมมิกาด้วยน้ำเสียงจริงจัง ระบิลนั่งอยู่ข้างๆมองจอมอนิเตอร์จากกล้องวงจรปิด 3-4 จอ หนึ่งในจอนั้นเห็นเอมมิกานั่งอยู่
“มันยังไม่ติดต่อมาอีกเหรอ”
“ยังเลยค่ะพี่”
“ได้เวลานัดแล้วทำไมยังไม่มา ผมว่าไม่น่าไว้ใจแล้วนะครับ” ระบิลบอก
ระบิลมองเอมมิกาในจอมอนิเตอร์ด้วยความเป็นห่วงพลางหยิบปืนขึ้นมาขึ้นลูกเลื่อนแล้วจะลงไปจากรถ แต่วิเชษฐ์รั้งไว้
วิเชษฐ์จะหันไปสั่งเอมมิกา
“พี่เชื่อว่ามันต้องมา อย่าลืมนะเอม ไอ้นี่มันชอบมากับเด็ก เอมมีหน้าที่แยกเด็กออกมาให้ได้ที่เหลือพวกพี่จัดการเอง”
“ไม่ต้องห่วงค่ะพี่เชษฐ์ เรื่องแค่นี้เอมสบายมาก”
วิเชษฐ์ยิ้มอย่างพอใจเมื่อได้ยินเสียงเอมมิกาแสดงถึงความมั่นใจก่อนหันไปพูดกับระบิล
“พี่รู้นะว่าแกเป็นห่วงเอม แต่พี่ปล่อยให้แกแหกแผนไม่ได้”
“แต่...”
“เรารอที่จะรวบตัวพ่อค้ายารายนี้มานาน เราจะพลาดไม่ได้ ไม่ต้องห่วงน่า ปฏิบัติการนี้ทุกคนต้องปลอดภัยไม่ว่าประชาชนที่อยู่ด้านนอกหรือว่าเอม”
ระบิลคิดตามอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้ารับรู้
“ขอโทษครับพี่เชษฐ์”
วิเชษฐ์ยิ้มพลางตบบ่าระบิลเบาๆอย่างให้กำลังใจ ระบิลหันไปมองจอมอนิเตอร์อีกครั้งด้วยความเป็นห่วงเอมมิกา

เอมมิกาส่ายสายตามองไปรอบๆอย่างสังเกต เมื่อหันกลับมาแล้วต้องตกใจเมื่อเห็นเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักคนหนึ่งมายืนอยู่ข้างๆ
“อุ๊ย !”
“หนังสือเหมือนของพ่อหนูเลย”
เอมมิกาชะงักด้วยความสงสัย แต่จังหวะเดียวกันเสียงของคนร้ายก็ดังเข้ามา
“หนังสือน่าอ่านนะน้อง”
เอมมิกามองเห็นคนร้ายเดินยิ้มเข้ามาอย่างใจเย็น คนร้ายมองหนังสือในมือของเอมมิกาที่เหมือนกับหนังสือที่ตนถือติดมือมาด้วย เอมมิกาอึ้งไปก่อนพยายามรวบรวมสติแล้วยิ้มออกมาอย่างรู้กัน
“เล่มของพี่ก็น่าอ่านนะคะ”
ในจอมอนิเตอร์เห็นภาพของเอมมิกากับคนร้ายอยู่ด้วยกัน โดยมีผู้คนเดินผ่านไปมาขวักไขว่ ระบิลกับวิเชษฐ์และตำรวจนอกเครื่องแบบอีกสองนาย ดูภาพในจอย่างตั้งใจ
“มันติดกับเราแล้ว”
“มันฉลาดมากที่นัดมาส่งของที่ชุมชนอย่างนี้ ไหนจะเด็กที่มันพามา ไหนจะคนที่มาช็อปปิ้ง โล่ห์มนุษย์ชัดๆ”
วิเชษฐ์คิดตามที่ระบิลพูดนิดหนึ่งแล้วรีบออกคำสั่งทางวิทยุสื่อสารด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ทุกคนอย่าทำอะไรผิดสังเกต งานนี้ต้องไม่มีใครเสียเลือดเนื้อ เรารอคำสั่งจากผมเท่านั้น”
ตำรวจนอกเครื่องแบบรายหนึ่งปลอมตัวเป็นคนตาบอดขายล็อตเตอร์รี่เดินขายปะปนอยู่กับผู้คน และตำรวจนอกเครื่องแบบอีกนายหนึ่งปลอมตัวเป็นคนที่มาเดินเที่ยวแต่งตัวหล่อเนี๊ยบ ยืนคุยโทรศัพท์อยู่อีกมุมหนึ่งอย่างแนบเนียน อีกรายปลอมตัวเป็นพนักงานทำความสะอาด กวาดพื้นอยู่บริเวณลาน
“ย้ำรอฟังคำสั่งจากผมเท่านั้น !”
เอมมิกายิ้มให้คนร้ายอย่างแนบเนียนพร้อมเปิดหนังสือที่อยู่ในมือให้คนร้ายดูนิดหนี่ง พบว่าในหนังสือ ด้านในถูกเจาะเป็นช่องไว้ มีเงินปึกใหญ่อยู่ด้านใน เอมมิกาจะปิดหนังสือลงอย่างรวดเร็ว
ฝ่ายคนร้ายเปิดหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กในมือให้เอมมิกาดู เห็นด้านในถูกเจาะเป็นช่องเหมือนกัน เห็นซองใส่ยาบ้าด้านในเต็มซอง ก่อนคนร้ายจะรีบปิดหนังสืออย่างรวดเร็วพลางลงนั่งข้างๆเอมมิกาพร้อมดึงเด็กผู้หญิงที่จูงมานั่งด้วย
“ของพี่ไม่ต้องนับ ครบตามจำนวนแน่นอน”
“ของหนูก็ครบ ไม่ต้องนับเหมือนกันค่ะ”

เอมมิกาตอบยิ้มๆแล้วยื่นหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คให้คนร้าย ขณะที่คนร้ายก็ยื่นหนังสือของตนให้เช่นกัน
 
อ่านต่อหน้า 3

หงส์สะบัดลาย ตอนที่ 10 (ต่อ)

วิเชษฐ์รีบพูดย้ำผ่านวิทยุติดต่อทันที

“ดีมาก..อย่าลืมแยกเด็กออกมาด้วยนะเอม...ไป !”
“ทันทีครับพี่”
ระบิลเปิดประตูรถตู้ออกไปทันทีโดยมีวิเชษฐ์ตามออกไป ขณะที่ตำรวจนอกเครื่องแบบสองนาย ขยับเข้ามานั่งแทนที่

เอมมิกากับคนร้ายแลกเปลี่ยนของกันเรียบร้อยพอดี
“หวังว่าคงได้แลกเปลี่ยนกันอีก”
คนร้ายลุกขึ้นพร้อมจูงมือเด็กหญิงจะเดินออกไป แต่เอมมิกาคว้ามือเด็กหญิงไว้ เอมมิกาย่อตัวลงมายิ้มคุยกับเด็กหญิงอย่างเป็นกันเอง
“ลูกพี่น่ารักจังเลย ชื่ออะไรจ๊ะ”
“ชื่อกระรอกค่ะ..ไหนขอพี่กอดหน่อยนะ”
เด็กหญิงตอบอย่างไร้เดียงสา ขณะที่คนร้ายชำเลืองมองไปรอบๆอย่างระวังตัว ขณะที่เอมมิกาฉวยโอกาสดึงตัวเด็กหญิงเข้ามากอด
ที่มุมตึกด้านหนึ่ง ระบิลกับวิเชษฐ์เดินเลี้ยวเข้ามาผ่านผู้คนที่เดินสวนไปมา ระบิลสีหน้ามุ่งมั่นมาก ขณะที่วิเชษฐ์รีบสั่งการผ่านวิทยุสื่อสารขนาดเล็กทันที
“ทุกคนพร้อม !”
คนร้ายตกใจเมื่อเห็นหูฟังขนาดเล็กที่หูของเอมมิกาซึ่งกำลังหยอกล้อกับเด็กหญิง คนร้ายขยับจะชักปืนออกมา ระบิลปรี่เข้ามารวบตัวเอมมิกากับเด็กหญิงออกไปอย่างรวดเร็ว
“เอมมานี่ !”
คนร้ายชักปืนขึ้นมาวาดตามไประบิลกับเอมมิกาไปเพื่อจะยิง จังหวะเดียวกันตำรวจนอกเครื่องแบบที่ปลอมตัวเป็นคนตาบอดขายล็อตเตอรี่ก็ปรี่เข้ามาใช้ไม้เท้าตีมือคนร้ายจนปืนกระเด็นหลุดมือ
“โอ๊ย !”
ตำรวจนอกเครื่องแบบที่ปลอมตัวเป็นคนทำความสะอาดและคนที่มาเดินเที่ยวปรี่เข้ามาจับคนร้าย กดลงนอนคว่ำหน้าที่พื้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความตกใจของคนที่อยู่บริเวณนั้น
วิเชษฐ์และตำรวจอีกจำนวนหนึ่งตามเข้ามา วิเชษฐ์มองอย่างโล่งอกที่จับคนร้ายได้
“หมดเวลามอมเมาคนในชาติซะที เอาไปกองบัญชาการ”

บริเวณร้านกาแฟริมทะเล เนติมาได้ฟังก็พูดขึ้น
“โชคดีนะที่ไม่มีใครเป็นอะไร”
“มี...”
ระบิลพูดออกมาด้วยความเศร้าก่อนมองออกไปยังท้องทะเลเวิ้งว้างด้วยความเศร้า เนติมาชะงักมองด้วยความสงสัย

เรื่องราวที่ลานศูนย์การค้าไม่ได้จบลงแค่นั้น...
ตำรวจนอกเครื่องแบบ2 คนดึงคนร้ายที่ถูกใส่กุญแจมือเรียบร้อยขึ้นมาจากพื้น ท่ามกลางความสนใจของผู้คนที่อยู่รอบๆบริเวณ ระบิลกับเอมมิกาและเด็กหญิงที่มีอาการกล้าๆกลัวๆคนร้ายเข้ามาหาวิเชษฐ์
“เด็กคนนี้บอกว่าไม่ได้เป็นอะไรกับหมอนี่ครับพี่เชษฐ์” ระบิลบอก
“ได้อีกข้อหาหนึ่งแน่ เอาไปกองบัญชาการ”
“ครับผม”
ตำรวจคนนหึ่งรับคำแข็งขันและกำลังจะพาคนร้ายไป จังหวะเดียวนั้นกระสุนปืนลึกลับก็ลั่นมาโดน
ตำรวจคนนั้นถึงสองนัดล้มลงสิ้นใจตายทันที ผู้คนที่เดินอยู่บริเวณนั้นต่างแตกตื่นวิ่งหนีกันชุลมุน
“มันไม่ได้มาคนเดียว !”
วิเชษฐ์รีบกดร่างของคนร้ายให้หมอบกับพื้นทันทีเพราะกลัวถูกฆ่าตัดตอน ขณะที่ตำรวจนายอื่นๆต่างมองหาวิถีกระสุนทันที
ระบิลรีบโอบเอมมิกากับเด็กหญิงเข้ามาหลบหลังที่กำบัง ก่อนที่ระบิลจะหันไปเห็นคนร้ายอีก 3 คน ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักถือปืนเล็งมาที่กลุ่มตำรวจ ระบิลรีบตะโกนบอกทันที
“ระวัง !”
คนร้ายทั้งสามคนระดมกระสุนสาดเข้าใส่ตำรวจทันทีด้วยความแม่นยำ กระสุนโดนตำรวจหลายนายร่วงลงสิ้นใจตายทันที
ระบิลกับวิเชษฐ์พยายามยิงต่อสู้กับคนร้าย แต่ไม่ถนัดนักเพราะกลัวถูกประชาชนที่วิ่งไปมาอยู่ ขณะที่คนร้ายก็ไม่ยอมอยู่เป็นเป้านิ่ง
คนร้ายฉวยโอกาสสะบัดตัวหลุดจากการจับกุมโดยหยิบปืนตำรวจที่ตกพื้นอยู่ยิงใส่ตำรวจที่อยู่ใกล้ๆ แล้ววิ่งไปหยิบลูกกุญแจจากร่างของตำรวจคนหนึ่งที่นอนอยู่ แล้ววิ่งหนีไปหาพรรคพวกของตนทันที
คนร้ายรีบเอาลูกกุญแจส่งให้เพื่อนคนร้ายคนที่ 2 ไขออกทันที คนร้ายทั้งหมดจะพากันวิ่งหนี
ระบิลกับวิเชษฐ์พยายามยิงสกัดแต่พลาดเป้าไปอย่างฉิวเฉียด
“เดี๋ยวพี่มานะเอม พี่เชษฐ์ ฝากเอมกับเด็กด้วยครับ”
ระบิลพูดแล้วก็วิ่งตามคนร้ายไปทันที โดยไม่ฟังเสียงทัดทานของเอมมิกา
“พี่ระบิล !”
วิเชษฐ์ปรี่เข้ามาประกบคุ้มกันเอมมิกากับเด็กหญิงทันที เอมมิกามองตามระบิลไปด้วยความเป็นห่วง

คนร้ายทั้ง 4 คน วิ่งเลี้ยวเข้ามายังบริเวณด้านล่าง ระบิลวิ่งตามมาทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว
“เฮ้ย..หยุด !”
คนร้ายทั้ง 4 คนหันขวับมายิงปืนใส่ระบิลที่หลบได้อย่างเฉียดฉิว ระบิลยิงสวนกลับไปทันที กระสุนโดนคนร้ายคนที่ 4 อย่างจังล้มลงสิ้นใจทันที คนร้ายอีกสามคนหันมามองนิดหนึ่งด้วยความเจ็บใจ คนร้ายคนที่ 2 จะยิงสกัดระบิลไปสองสามนัด
คนร้ายทั้งสามคนพากันวิ่งตรงไปยังทางขึ้นลานจอดรถทันที เป็นจังหวะเดียวกับที่ รปภ. ที่อยู่ตรงนั้นวิ่งออกมาดู แต่ถูกคนร้ายยิงใส่จนล้มลงสิ้นใจทันที ก่อนคนร้ายทั้งสามคนจะพากันวิ่งขึ้นไปที่ลานจอดรถอย่างรวดเร็ว

ระบิลมองด้วยความเจ็บใจก่อนจะวิ่งตามคนร้ายไปทันที

 
ระบิลเดินขึ้นบันไดมาพลางวาดปืนไปรอบๆอย่างระวังตัว หญิงสาวคนหนึ่งเดินเลี้ยวมาพอดีก็ตกใจเมื่อเห็นระบิลถือปืน
 
“ว้าย !”
“เออ..ไม่ต้องกลัวครับ ผมเป็นตำรวจ”
ระบิลควักบัตรประจำตัวให้ดู หญิงสาวยังรู้สึกกลัวไม่หายก่อนจะรีบวิ่งเลี่ยงออกไปทางอื่นทันที
เสียงสตาร์ทรถดังขึ้นมาจากชั้นบน ระบิลหันขวับมองขึ้นไปทันที
ระบิลวิ่งขึ้นมาจากทางวิ่งของรถพลางกวาดสายตาและวาดปืนไปรอบๆอย่างระวังตัว จังหวะเดียวกันกระสุนปืนสองนัดก็ยิงเฉี่ยวระบิลไปนิดเดียว คนร้ายสองคนวิ่งหลบไปทางด้านหนึ่งอย่างรวดเร็ว ระบิลรีบวิ่งตามไปทันที

บริเวณลานศูนย์การค้า เอมมิกาที่มองเลยไปด้านหลังของศูนย์การค้าด้วยความร้อนใจ
“เสียงปืนดังมาอีกแล้ว...พี่ระบิล”
เอมมิกาหันมองกลับไปที่ด้านหลังเห็นวิเชษฐ์กำลังง่วนสั่งการตำรวจราว 10 นายที่เพิ่งลงจากรถตามมาสมทบ ขณะที่นักข่าวต่างรุมล้อมทำข่าว เจ้าหน้าที่มูลนิธิเก็บร่างตำรวจที่เสียชีวิตส่วนเด็กหญิงมีตำรวจหญิงอีกคนมาดูแล
เอมมิกาคิดอยู่นิดหนึ่งก่อนตัดสินใจวิ่งไปยังทางที่จะขึ้นชั้นจอดรถทันที เมื่อวิเชษฐ์สั่งงานลูกน้องเสร็จก็หันมาจะพูดกับเอมมิกา
“เอมรอตรงนี้นะ เดี๋ยวพี่จะให้...เอม !”
เอมมิกาไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว


ระบิลเดินหาคนร้ายไปตามลานจอดรถที่มีรถจอดอยู่หลายคันด้วยความจริงจัง จังหวะเดียวกันก็มีเสียงออกตัวของรถดังมาจากด้านหลัง
ระบิลหันขวับไปเห็นรถปิคอัพของคนร้ายพุ่งเข้ามาหาด้วยความรวดเร็ว โดยมีคนร้ายคนแรกเป็นคนขับ ระบิลชักปืนขึ้นมาจะยิง แต่จังหวะเดียวกัน คนร้าย 2 และ 3 ที่หลบอยู่ที่กระบะท้ายรถ ก็โผล่ขึ้นมาแล้วใช้ปืนยิงใส่ระบิลไม่ยั้ง
ระบิลพุ่งตัวหลบได้อย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะยิงสวนกลับไปอย่างแม่นยำ กระสุนพุ่งโดนคนร้ายคนตที่ 2 และ 3 จนเสียหลักตกจากรถมานอนนิ่งที่พื้น ระบิลจะเล็งปืนไปที่คนร้ายคนแรกที่ขับรถอยู่ กระสุนพุ่งไปโดนกระจกหน้ารถแตกกระจายจนรถเสียหลักพุ่งไปชนเสาจนจอดสงบนิ่งอยู่
ระบิลถอนใจออกมาอย่างโล่งอกขยับเข้าไปหารถคนร้าย โดยเล็งปืนพร้อมใช้อย่างไม่ประมาท คนร้ายคนแรกใบหน้ามีเลือดอาบอย่างหมดสภาพ
“โอย..ยอมแล้ว ผมยอมแล้ว”
“พี่เชษฐ์ครับ..พี่เชษฐ์”
ระบิลรีบพูดผ่านวิทยุสื่อสารขนาดเล็กทันที
ในเวลาต่อมา วิเชษฐ์ที่กำลังนำกำลังตำรวจตามขึ้นไปที่ชั้นจอดรถและคุยกับระบิลผ่านวิทยุสื่อสารขนาดเล็ก
“ได้..เดี๋ยวพี่ประสานรถพยาบาลให้ ระบิลเอมขึ้นไปหาแกรึยัง”
ระบิลชะงักเมื่อได้ยินสิ่งที่วิเชษฐ์พูด ระบิลมองไปรอบๆนอกจากคนร้ายทั้งสามคนแล้ว ก็ไม่เห็นใครอีกเลย
“ไม่เห็นเอมขึ้นมาเลยนี่ครับพี่ ...ครับพี่เชษฐ์ เดี๋ยวเจอกันครับ”
“โอ๊ย!”
ระบิลหันไปเห็นคนร้ายคนแรกร้องโอดโอยอยู่ด้วยความเจ็บปวด ระบิลมองด้วยความระอา
“ทนเอาหน่อยเดี๋ยวก็มีคนพาแกส่งโรงพยาบาล คนอย่างแกไม่ตายง่ายๆหรอกน่ายังต้องอยู่ชดใช้กรรมอีกเยอะ”
คนร้ายคนที่ 2 ที่นอนหมดสติอยู่เมื่อครู่ ค่อยๆรู้สึกตัวขึ้นมาและมองระบิลอย่างอาฆาต ก่อนจะค่อยๆเอื้อมมือไปหยิบปืนที่ตกอยู่ที่พื้นใกล้ๆ เล็งไปที่ระบิล
เอมมิกาวิ่งขึ้นมาเห็นพอดีและจังหวะที่คนร้ายกำลังจะเหนี่ยวไกปืนพอดี เอมมิการ้องลั่นด้วยความตกใจ
“พี่ระบิล ระวัง !”
เอมมิกาวิ่งไปหาระบิลทันที ระบิลหันขวับมาเห็นเอมมิกาที่กำลังวิ่งเข้ามาหา เมื่อคนร้ายลั่นกระสุนเอมมิกาเข้ามาบังทางกระสุน จนกระสุนเจาะเข้าที่ร่างสองนัดซ้อนแทนที่จะโดนระบิล
ระบิลตะลึงด้วยความตกใจ ขณะที่คนร้ายจะยิงซ้ำอีกนัด แต่ระบิลรีบชักปืนขึ้นมายิงคนร้ายด้วยความรวดเร็วจนสิ้นใจตายทันที
ระบิลรีบเข้าไปประคองร่างของเอมมิกาที่กำลังล้มลงทันที
“เอม..เอม !”
ระบิลพยายามตั้งสติขยับจะอุ้ม แต่เอมมิการั้งไว้ทันทีแล้วแข็งใจพูด
“พี่ระบิล อย่า...”
“เอม...”
เอมมิกาเอื้อมมือไปจับหน้าระบิลก่อนยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ขอบคุณนะคะ สำหรับความรักที่พี่มีให้เอม”
“เอม พี่พาเอมไปหาหมอดีกว่านะคะ”
ระบิลขยับจะอุ้ม แต่เอมมิกาก็รั้งไว้อีก
“ขอเอมใช้เวลาที่เหลืออยู่กับคนที่เอมรักนะคะ”
“ทำไมเอมทำอย่างนี้”
ระบิลเอามือของตัวเองที่เปื้อนเลือดเอมมิกาขึ้นมาดูด้วยความสะเทือนใจ ขณะที่เอมมิกามองระบิลด้วยรอยยิ้มที่อ่อนแรงเต็มที
“ถ้าเอมต้องตายแทนคนที่เอมรัก แล้วต้องตายอย่างนี้อีกกี่สิบชาติ เอมก็ยอม”
“ไม่...ต้องไม่ใช่อย่างนี้”
ระบิลเสียใจจนน้ำตาไหลออกมา เอมมิกาค่อยๆเอื้อมมือไปปาดน้ำตาให้ระบิล
“อย่าร้องไห้นะคะเขาลิขิตมาแล้ว เอมโชคดีที่สุดในโลกแล้วค่ะ ที่ได้รักพี่”
ระบิลดึงเอมมิกาเข้ามากอดทั้งน้ำตาก่อนกระซิบกับเอมมิกาเบาๆ
“พี่รักเอมนะคะ”
“เอมก็รักพี่นะคะ”
เอมมิกาพูดอย่างอ่อนแรง ระบิลคลายอ้อมกอดเอมมิกาออกเห็นเอมมิกายิ้มให้ทั้งน้ำตา
“รักที่สุดในชีวิต”
เอมมิกาค่อยๆสิ้นใจลงอย่างสงบ ระบิลมองมือเอมมิกาที่ตกลงด้วยสายตาเลื่อนลอย ก่อนเอื้อมมือไปปาดน้ำตาให้เอมมิกาอย่างอ่อนโยน ระบิลจะค่อยๆร้องไห้ออกมาหนักแบบกลั้นไม่อยู่ ก่อนจะดึงร่างของเอมมิกาเข้ามากอดอย่างน่าสงสาร

วิเชษฐ์ซึ่งนำกำลังตำรวจตามขึ้นมาก็ตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า

 
ที่ร้านกาแฟ ระบิลเหม่อมองไปยังท้องทะเลกว้างด้วยสายตาเศร้า
 
“ผมเอาอัฐิเอมมาลอยที่นี่”
เนติมาปาดน้ำตาที่เอ่อออกมาเมื่อได้ฟังเรื่องของระบิล
“มิน่า..นายถึงชอบมา ฉันว่า..เรากลับกันเถอะ ฉันไม่อยากเห็นนายเศร้าไปกว่านี้”
“ผมไม่ได้เศร้าขนาดจะเป็นจะตายหรอกคุณ มันเลยจุดนั้นมาแล้ว”
ระบิลฝืนยิ้มออกมาอย่างเศร้าๆ

ในร้านอาหารญี่ปุ่น อาหารหน้าตาน่าทานมากมายวางเรียงอยู่บนโต๊ะ เอิง โมเดลลิ่งสาวกับเพื่อนพริตตี้ของอนงค์กำลังคีบอาหารใส่ปากกันอย่างเอร็ดอร่อย ขณะที่อนงค์นั่งเรียบร้อย พลางยกนาฬิกาข้อมือดูด้วยความร้อนใจ
“อืม..อร่อยจังเลย” เพื่อนคนที่หนึ่งบอก
“เฮ้อ..ค่อยหายเหนื่อยหน่อย” เพื่อนคนที่สองว่า
“อ้อ..ไม่กินเหรอจ๊ะ อร่อยนะ” เอิงถาม
อนงค์ยิ้มอย่างเกร็งๆ อิทธิหาญที่นั่งอยู่ใกล้ๆ แสร้งยิ้มอย่างอบอุ่นแล้วคีบอาหารวางลงในจานของอนงค์
“ทานเถอะไม่ต้องเกรงใจ พวกเธอมาทำงานให้ฉัน ฉันก็ต้องดูแลเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว”
“แต่ลูกค้ารายอื่นเขาก็ไม่เคยดูแลพวกหนูอย่างนี้นี่คะ” เพื่อนคนที่ 1 พูดอย่างแคล่วคล่อง
ขณะที่เพื่อนคนที่ 2 พยักหน้ายิ้มอย่างเห็นด้วย อิทธิหาญหัวเราะชอบใจพูดอย่างอารมณ์ดี
“คนแต่ละคนมีอัตราความใจดีไม่เท่ากันนี่จ๊ะ พวกเธอทำงานดี สินค้าของบริษัทฉันกับเพื่อนขายดีขึ้นตั้งเยอะ เลี้ยงอาหารตอบแทนแค่นี้เรื่องเล็ก ทานเถอะ ชื่ออะไรนะ อ้อใช่มั้ย”
อิทธิหาญพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จนอนงค์ยอมทานอาหารที่อิทธิหาญตักให้ด้วยความเกรงใจ แต่ก็อดยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูอีกไม่ได้ อิทธิหาญชำเลืองมองอนงค์ด้วยสายตาเจ้าชู้อย่างมีเลศนัย
“นัดใครไว้รึเปล่าจ๊ะ”

ที่ชั้นล่าง ยศวีร์ชะเง้อมองหาอนงค์ขณะผ่านผู้คนที่เดินไปมาหลายคน
“ทำไมเปลี่ยนชุดนานนักนะ”
ยศวีร์หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทร แต่เครื่องของอนงค์ปิด ยศวีร์ได้แต่ถอนใจและชะเง้อมองหา
“เป็นห่วงอ้อเหรอจ๊ะ”
ยศวีร์หันขวับไปเห็นอนงค์ยืนยิ้มหน้าเป็นอยู่
“อ้อ...”

ยศวีร์กับอนงค์เดินมาด้วยกัน ภายในศูนย์การค้า ยศวีร์หน้าบึ้งอยู่ ขณะที่อนงค์พยายามพูดง้อ
“โอ๋ๆๆ อ้อขอโทษนะจ๊ะ อ้อเกรงใจเขาน่ะเลยต้องปิดมือถือแป๊บหนึ่ง แต่นี่พอกินเสร็จ อ้อก็รีบมาหาพี่ดลเลยนะจ๊ะ”
“ปกินกับเขา ไว้ใจเขามากรึไง”
“แหม..ก็บอกแล้วไงจ๊ะว่าไปกันตั้งหลายคน พี่ดลหายโกรธอ้อนะจ๊ะ นี่เจ้าของบริษัทคนนี้เขามีงานต่อให้อ้อยาวเลยนะจ๊ะ”
“ตอนนี้พี่กลับไปทำงานได้แล้ว พี่ว่าอ้อเลิกเป็นพริตตี้เถอะนะ พี่เป็นห่วง”
ยศวีร์พูดจากใจจริง ขณะที่อนงค์คิดอะไรอยู่นิดหนึ่งแล้วรีบพูดขึ้นมา
“แต่พี่ดลก็ทำงานหามรุ่งหามค่ำแบบเดิมไม่ได้อยู่ดีแหละ พ่อมาอยู่ด้วยอย่างนี้ขืนรู้เข้าคอขาดแน่ๆ”
ยศวีร์คิดตามแล้วถอนใจอย่างเซ็งๆ
“เพราะฉะนั้นให้อ้อช่วยทำงานน่ะดีแล้ว สลับกันไปทำพ่อจะได้ไม่สงสัย เป็นไงความคิดอ้อบรรเจิดมั้ยจ๊ะ..ไป อ้อหิวแล้ว”
อนงค์คล้องแขนยศวีร์อย่างอารมณ์ดี
“อ้าว..ไหนว่ากินมาแล้วไง”
“โห..เมื่อกี้เกร็งจะตาย อ้อกินไปนิ๊ดเดียวเองพยาธิยังไม่อิ่มเลยจ้ะพี่ดล ไปเร็ว”
อนงค์ลากตัวยศวีร์ออกไปทันที

ภายในศูนย์การค้า คำเที่ยงถือถุงของที่เพิ่งซื้อมาเดินปะปนมากับผู้คนที่มาเดินเที่ยว คำเที่ยงมองดูของที่ขายอยู่ตามร้านต่างๆไปเรื่อย จังหวะหนึ่งคำเที่ยงต้องชะงักด้วยความตกใจเมื่อเห็นอิทธิหาญ เดินมากับทนง โปรย เดินตรงเข้ามาอยู่ห่างๆ คำเที่ยงรีบหลบไปที่ข้างร้านค้าแถวนั้นทันที มองอิทธิหาญกับพวกเดินผ่านไปด้วยความสงสัย
“คุณอิทธิหาญพาพวกมาทำอะไรแถวนี้”

บริเวณลานจอดรถใต้ดินของศูนย์การค้า ประตูรถตู้ที่เปิดออกเผยให้เห็นหญิงสาววัยรุ่นหน้าตาดี 2 คนนอนหมดสติอยู่ในรถ ชูศักดิ์หันไปรายงานอิทธิหาญทันที
“เมายาตัวใหม่ของเราน่ะครับเสี่ย”
“เดี๋ยวตื่นมามันจะได้พบชีวิตใหม่”
อิทธิหาญบิกกับทนง
“นังสองคนเนี่ยส่งให้ไอ้เควินมันเลย สเปกอย่างนี้มันชอบ”
“ครับเสี่ย”
“ยาซุกดีแล้วใช่มั้ย”
“ไม่ต้องห่วงครับเสี่ย” ชูศักดิ์บอก
“ส่วนปืนล็อตล่าสุด ตอนนี้ผ่านชายแดนมาแล้วครับเสี่ย” โปรยบอก
อิทธิหาญยิ้มอย่างพึงพอใจ ขณะที่ปานหันมามองอิทธิหาญด้วยความสงสัย
“เสี่ยเอาปืนล็อตนี้เข้ามามีออเดอร์จากไหนเหรอครับ”
“ฉันจะเก็บไว้ใช้เอง”
อิทธิหาญพูดอย่างไม่ยี่หระ ปานคิดอะไรอยู่นิดหนึ่งก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
“นี่เสี่ยจะ...”
“ก่อนจะถูกพวกมันล่า ฉันชิงล่าพวกมันก่อนไม่ดีเหรอ”
คำเที่ยงยืนหลบอยู่หลังกำแพงเห็นอิทธิหาญกำลังยืนคุยกับลูกน้องอยู่ด้วยความไม่สบายใจ
“พ่อลูกทำไมเหมือนกันอย่างนี้ ชีวิตนี้เขาไม่คิดทำความดีบ้างกันเลยรึไง”
คำเที่ยงถอนใจเป็นจังหวะเดียวกับที่ถุงในมือคำเที่ยงหลุดจากมือตกลงที่พื้นเสียงดัง
อิทธิหาญ ปาน โปรย ทนง ชูศักดิ์ หันขวับมามองทางต้นเสียงทันที ปานส่งสัญญาณให้ชูศักดิ์ปิดประตูรถทันที

“เฮ้ย ไปดูสิ !”

 
ทนงกับโปรยเอื้อมมือไปกระชับปืนที่อยู่ในเสื้อแล้วปรี่เข้าไปยังกำแพงที่คำเที่ยงซ่อนอยู่ ทั้งสองคนชักปืนวาดไปที่หลังกำแพงแต่ไม่เห็นใครอยู่เลย
 
“ไม่เห็นมีใครเลยครับเสี่ย” โปรยว่า
อิทธิหาญนิ่วหน้าด้วยความสงสัย

บริเวณทางเดินในศูนย์การค้า ยศวีร์กับอนงค์เดินคุยด้วยกันมาอย่างอารมณ์ดี อนงค์ลูบท้องอย่างเป็นเชิงหยอก
“อ้า..อิ่มจัง ตังค์อยู่ครบ”
“อยู่ครบก็เก็บไว้เรียนหนังสือล่ะ ไม่ใช่เอาไปเที่ยวหรือซื้อของหมดรู้มั้ย”
“แหม..รู้แล้วจ้ะ พี่ดลก็รู้ ว่าอ้อเก็บเงินเก่งจะตาย”
“จ้าแม่งก”
ยศวีร์ยิ้มพูดทีเล่นทีจริงทำเอาอนงค์หน้างอทันที ยศวีร์หัวเราะชอบใจเอื้อมมือไปโยกหัวอนงค์ด้วยความเอ็นดู
“โอ๋ๆๆ พี่ล้อเล่นน่า ไปรีบกลับเอาขนมไปให้พ่อกินกันเถอะ”
ยศวีร์พูดพลางชูถุงขนมที่ซื้อมาให้อ้อดู ก่อนทั้งสองคนขยับจะเดินต่อ แต่เป็นจังหวะเดียวกับที่คำเที่ยงกึ่งวิ่งกึ่งเดินมาจากอีกทางหนึ่ง ชนเข้ากับอนงค์อย่างจังจนเสียหลัก ยศวีร์ต้องรีบเข้าไปประคอง
“อุ๊ย ! / เฮ้ย !”
“อ้อเป็นอะไรรึเปล่า คุณลุงเจ็บมากมั้ยครับ อ้าว..พ่อ”
ยศวีร์หันไปเห็นคำเที่ยงที่กำลังทรงตัวลุกขึ้น ต่างคนต่างตกใจ
“พ่อ..มาทำอะไรแถวนี้จ๊ะ แล้วนี่เจ็บมากรึเปล่า”
“อย่าเพิ่งถามอะไรพ่อตอนนี้เลย รีบไปจากที่นี่กันเถอะลูก”
คำเที่ยงพูดด้วยความร้อนรน ยศวีร์กับอนงค์ชักสีหน้าสงสัย
“พ่อหนีอะไรมาเหรอครับ”

ภายในคอนโดฯ เวลากลางคืน อนงค์เอาน้ำมาส่งให้คำเที่ยงดื่มด้วยความกระหาย สีหน้าของคำเที่ยงไม่สบายใจนัก อนงค์มองคำเที่ยงด้วยความเป็นห่วงก่อนตัดสินใจพูดขึ้นมา
“พ่อกลับสิงห์บุรีไปก่อนเถอะนะจ๊ะ”
“คนอย่างพ่อไม่เคยกลัว แต่พ่อเป็นห่วงลูกสองคนมากกว่า” คำเที่ยงพูดอย่างเด็ดเดี่ยว
“ตราบใดที่พวกนั้นไม่รู้ว่าพี่ดลเป็นใคร หรือเราอยู่ที่ไหน ก็ไม่น่าจะมีอะไรมั้งจ๊ะพ่อ”
“พ่อเคยขับรถให้พวกคุณพงษ์เลิศ พวกเขาไม่ใช่โจรกระจอกนะลูก พ่อกลัวจริงๆว่าจะต้องมีใครสังเวยชีวิต ให้ความโลภในอำนาจของพวกนั้นอีก”
อนงค์ลงนั่งข้างๆเอื้อมมือไปจับมือพ่ออย่างเข้าใจ
“พ่อเคยสอนให้หนูเชื่อเรื่องการทำความดี ครอบครัวของเราทำความดีมาตลอด ความดีจะพาพวกเราพ้นภัยอันตรายได้นะจ๊ะ”
คำเที่ยงคิดตามแต่ยังอดกังวลไม่ได้
“เราต้องระวังตัวให้มากขึ้น อ้อด้วยนะลูก”
“จ้ะพ่อ...”

ภายในสนามหญ้าบ้านกันต์ ยศวีร์เดินเข้ามาพูดกับเนติมาด้วยความไม่สบายใจ
“ถ้าอาวุธที่พ่อเห็น แล้วเป้าหมายที่นายอิทธิหาญหมายถึงพี่เนติ์...”
“พี่ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น แล้วพี่ก็ไม่ยอมตายจนกว่าจะเห็นคนชั่วได้รับกรรมที่ก่อไว้”
เนติมาลุกขึ้นมาพูดด้วยความมั่นใจ ก่อนหันไปมองขวัญชนกที่นั่งสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“แต่พี่ห่วงคนใกล้ตัวจะต้องรับเคราะห์มากกว่า คนชั่วถ้ามันทำพี่ไม่ได้ มันต้องลอบกัดกับคนใกล้ตัวพี่แน่ๆ”
“เดี๋ยวผมส่งคนมาเสริมกำลังดูแลคุณขวัญกับครอบครัวเองครับ”
ผู้กำกับวิเชษฐ์พูดอย่างหนักแน่น พลางมองขวัญชนกด้วยความรัก เนติมาหันไปมองระบิลที่พูดออกมาอย่างหนักแน่น
“ถ้าผมมีลมหายใจจะไม่มีใครทำอันตรายคุณได้แน่นอน”
เนติมายิ้มให้ระบิลอย่างขอบคุณ ก่อนหันไปพูดกับยศวีร์
“เราต้องรีบหาเทปลับของคุณพ่อให้เจอเพื่อเป็นหลักฐานจะได้มัดแน่นขึ้น ความชั่วทุกอย่างที่สองพ่อลูกนั่นทำ ต้องได้รับการชำระ”
เนติมามองไปที่บ้านอิสราวัชรด้วยสีหน้ามุ่งมั่นเป็นอย่างมาก
“พงษ์เลิศ อิทธิหาญ แกสองคนนับถอยหลังวันหมดอิสรภาพได้แล้ว”
ศิวัชกำลังนั่งเซ็นเอกสารอยู่ในห้องทำงานนายกรัฐมนตรีอย่างตั้งใจ เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เชิญครับ”
เนติมาเปิดประตูเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสาร 2-3 แฟ้ม ศิวัชยิ้มให้ เนติมาวางแฟ้มเอกสาร
บนโต๊ะทำงานศิวัช
“เนติ์”
“ตัวเลขงบประมาณที่จะใช้ขุดลอกแม่น้ำลำคลองทั่วประเทศค่ะท่านนายกฯ”
เนติมาที่แกล้งปั้นสีหน้าจริงจัง ศิวัชอดขำไม่ได้ที่เนติมาพูดอย่างเป็นทางการ เช่นเดียวกับเนติมาที่อดยิ้มออกมาไม่ได้
“เนติ์อ่านแล้วใช่มั้ยจ๊ะ”
“ค่ะ บริษัทที่เสนอตัวเข้ามาไม่มีนอกมีในแน่ค่ะ หลายบริษัทคิดราคาต้นทุนด้วยซ้ำ อ้อ..หลายช่วงของแม่น้ำทางกองทัพตอบรับที่จะส่งทั้งคนและกำลังทหารเข้ามาช่วยตามที่ท่านนายกฯคนเก่งขอไปแล้วนะคะ”
“หลายจังหวัดชาวบ้านก็อาสาขุดลอกคูคลองกันเองเลยนะ ร่วมมือร่วมใจกันอย่างนี้ ทันรับน้ำเหนือปีนี้แน่ๆ”
“ภาพที่คนไทยไม่เกี่ยงกันดูแลประเทศอย่างนี้ไม่เห็นนานแล้วนะคะ”
“งั้น..เนติ์ขอตัวกลับไปทำงานต่อนะคะ ท่านนายกฯ” เนติมาพูดแล้วยิ้มหยอกล้อ
ศิวัชคิดนิดหนึ่งแล้วบอก
“เดี๋ยวสิเนติ์”
ศิวัชรีบลุกเดินเข้าไปกอดเนติมาจากด้านหลัง เนติมาหันไปมอง
“เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าก็เป็นข่าวหรอกค่ะ ท่านนายกฯ”
“ใครจะมาเห็นนี่ห้องทำงานนายกฯนะจ๊ะ...เนติ์”
“คะ...”
“พรุ่งนี้วันเกิดเนติ์”
“พูดย้ำอีกแล้ว เนติ์รู้แล้วล่ะค่ะว่า พี่ศิวัชไม่ลืม ขอบคุณมากนะคะ”
เนติมายิ้มอย่างปลื้มใจ ศิวัชเอื้อมมือไปกุมมือเนติมาด้วยความรัก
“พรุ่งนี้ดินเนอร์กันนะ”
“พี่ศิวัชต้องไปเป็นประธานเปิดลานกีฬาต่อต้านยาเสพติด ประชุมผู้ประกอบการส่งออก นัดคุยกับตัวแทนเกษตรกร แล้วก็...”
ยังไม่ทันที่เนติมาจะพูดอะไรต่อ ศิวัชก็เอื้อมมือมาแตะที่ริมฝีปากของเนติมาเป็นเชิงห้ามพูด ก่อนศิวัชจะพูดออกมาอย่างอ่อนโยน
“พี่บริหารเวลาได้เพื่อวันพิเศษของคนที่พี่รัก เย็นนี้เนติ์แต่งตัวรอพี่นะจ๊ะ พี่จะไปรับ”

เนติมานิ่งฟังแล้วยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
 
อ่านต่อหน้า 4

หงส์สะบัดลาย ตอนที่ 10 (ต่อ)

ภายในร้านกาแฟบรรยากาศร่มรื่นด้วยต้นไม้เขียวครึ้มดูเย็นตา แต่จู่ๆระบิลก็ยื่นหน้าเข้ามาขวางวิวนั้นด้วยสีหน้ายิ้มเป็นเชิงหยอกล้อ
 
“ถึงกับเพ้อเลยเหรอคุณ”
เนติมาสะดุ้งด้วยความตกใจแล้วมองค้อนระบิลก่อนยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
“ไม่มีความสุขอะไรที่ผู้หญิงต้องการเท่าความใส่ใจจากคนรักหรอกนะ”
ระบิลพยักหน้ายิ้มๆอย่างเข้าใจ
“เห็นมั้ยผมบอกคุณแล้วว่า ถ้าคุณสองคนหนักแน่น ต่อให้มีอะไร..หรือใคร เข้ามาแทรกกลางระหว่างคุณสองคนก็ไม่มีทางทำให้คุณสองคนแยกจากกันได้หรอก”
ระบิลพูดจากใจจริงแต่ก็อดสะท้อนใจกับความรักที่ตนมีต่อเนติมาไม่ได้ เช่นเดียวกับเนติมาที่ในใจลึกๆก็รู้อยู่แก่ใจว่ารักระบิลแล้วเหมือนกัน ทั้งสองคนยิ้มกลบเกลื่อนความรู้สึก
“นายแน่ใจขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ความรักอาจไม่มีตัวตน แต่มีพลังเกินกว่าที่คนคาดคิดมากมายนะคุณ”
เนติมาพยักหน้ายิ้มอย่างเข้าใจก่อนจะยกกาแฟขึ้นดื่มพลางหันมองไปยังต้นไม้ร่มรื่นของร้านอย่างมีความสุข ระบิลกลับรู้สึกสับสนในใจ

ภายในห้องหนังสือของกันต์ของเย็นวันใหม่ ระบิลกำลังนั่งหาข้อมูลอะไรบางอย่างในอินเทอร์เน็ตอยู่
“ทำอะไรอยู่น่ะ”
ระบิลชะงักด้วยความตกใ รีบปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กทันที ที่ด้านหลังเนติมาแต่งหน้า แต่งตัวสวยสดใสพลางพูดยิ้มๆ
“โอเคมั้ย”
“โอเคสิครับ ก็เมื่อกลางวันผมเป็นคนเลือกชุดนี้ให้คุณเองนี่นา”
“นึกแล้วเชียวว่าต้องพูดชมตัวเอง ตกลงชุดโอ แต่คนไม่โอใช่มั้ย”
เนติมามองระบิลอย่างงอนๆ ระบิลยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“ชุดสวยยังไงแต่ถ้าคนใส่ไม่สวย มันก็ไปด้วยกันไม่ได้ไม่ใช่เหรอครับ”
“พูดอย่างนี้ค่อยน่ารักหน่อย”
“รับรองได้เลยครับว่า คืนนี้คุณจะเป็นผู้หญิงที่สวยและมีความสุขที่สุด”
ระบิลพูดจากใจจริง เนติมายิ้มมองระบิลอย่างขอบคุณ จังหวะเดียวกันโทรศัพท์มือถือของเนติมาก็ดังขึ้น เนติมาดูเบอร์แล้วยิ้มก่อนรับสาย
“ว่าไงจ๊ะน้องพี่ อยู่ไหนเนี่ย”

ยศวีร์ในชุดนักศึกษากำลังเดินคุยโทรศัพท์อยู่ตรงทางเดินริมน้ำในสวนสาธารณะโดยมีอนงค์เดินอยู่ข้างๆอย่างอารมณ์ดี
“เดินเล่นอยู่กับอ้อน่ะสิครับ วันนี้เรารึอุตส่าห์ไม่รับจ็อบ เพราะกะไปเบิร์ดเดย์กับพี่สาว แต่ที่ไหนได้พี่สาวเห็นแฟนดีกว่าน้องชาย”
ยศวีร์พูดพลางหันไปยิ้มกับอนงค์อย่างทีเล่นทีจริง
เนติมาเดินคุยโทรศัพท์อยู่ในบ้านกันต์อย่างอารมณ์ดี
“โธ่..อย่างอนสิจ๊ะ เอาไว้เราฉลองย้อนหลังกันก็ได้ พี่เลี้ยงเอง”
“นั่นแหละครับคือสิ่งที่ผมอยากได้ยินที่สุด วันเกิดพี่เนติ์ทั้งที ร้านไหนเมื่อไหร่ผมเลือก พี่เนติ์จ่ายยุติธรรมที่สุดในโลก”
เนติมายิ้มอย่างอารมณ์ดีเพราะรู้ว่าน้องชายล้อเล่น
“จ้า..ยุติธรรมมาก อืม..พี่อยากไปไหว้คุณพ่อกับคุณแม่ด้วย”
“เอาสิครับพี่เนติ์ คุณพ่อคุณแม่ต้องดีใจแน่ๆ ที่เห็นเราสองคนอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง”
ยศวีร์นิ่งฟังปลายสายนิดหนึ่งก่อนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น
“งั้นวันนี้ขอให้ดินเนอร์อย่างมีความสุขนะครับ สุขสันต์วันเกิดครับพี่เนติ์”
“สุขสันต์วันเกิดนะคะพี่เนติ์”
ยศวีร์ยื่นโทรศัพท์ให้อนงค์พูดอย่างอารมณ์ดี ก่อนยศวีร์จะเอาโทรศัพท์กลับมาพูดอีกครั้ง
“แล้วเจอกันครับพี่เนติ์ สวัสดีครับ”
ยศวีร์กดวางสายก่อนหันไปยิ้มกับอนงค์แล้วบอก
“ไปอ้อ...ก่อนฉลองกับพี่เนติ์ เรามาซ้อมฉลองกันก่อน วันนี้ใครกินก๋วยเตี๋ยวเรือได้มากกว่าคนนั้นชนะ”
“โห..อ้อก็ตีตั๋วแพ้ทุกทีแหละ ใครจะกินจุเท่าพี่ดลล่ะ”
อนงค์พูดค้อนอย่างหมั่นไส้ ยศวีร์เอื้อมมือไปโยกหัวอ้อเล่นอย่างเอ็นดู ทั้งสองคนเดินคุยกันไปอย่างมีความสุข
ทางด้านหลัง ทนงลดหนังสือที่แกล้งอ่านบังใบหน้าตัวเองลงแล้วพูดโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงเข้ม
“ผมว่าไอ้ยศวีร์ น้องชายนังเนติมา มันอยู่ไม่ไกลอย่างที่เสี่ยคิดจริงๆด้วยล่ะครับ”

ภายในบ่อนอิทธิหาญ หลายคนกำลังสุมหัวเล่นการพนันกันอย่างสนุกสนาน อิทธิหาญคุยโทรศัพท์เข้ามาด้วยสีหน้าชอบใจ
“ดีมากทนง นี่แหละคือสิ่งที่ฉันอยากรู้เพื่อความแน่ใจ”
แววตาของอิทธิหาญเต็มไปด้วยเลศนัยหลังกดตัดสายโทรศัพท์

“ดล...ยศวีร์”

 
ทางเดินในโรงแรมหรู ศิวัชเดินเลี้ยวเข้ามาอย่างเร่งรีบพร้อมทีมบอดี้การ์ดส่วนตัว ศิวัชคลำตามกระเป๋าสูทและกางเกงเพื่อหาของ
 
“กุญแจรถผมล่ะ”
“นี่ครับท่านนายกฯ”
การ์ดคนที่ 1 ที่เป็นหัวหน้าทีมการ์ดยื่นกุญแจรถให้ศิวัช ศิวัชรับมาแล้วออกคำสั่งต่อทันที
“ตามห่างๆพอนะ ผมต้องการความเป็นส่วนตัว”
“ครับท่าน”
หัวหน้าการ์ดรับคำอย่างขันแข็งก่อนจะผายมือให้ศิวัชเดินเลี้ยวออกไปอีกทาง
ศิวัชพร้อมการ์ดเดินออกมาจากตัวอาคาร การ์ดแต่ละคนแยกย้ายกันไปขึ้นรถที่จอดกระจายอยู่ใกล้ๆรถคันหรูของศิวัช ขณะที่ศิวัชตรงไปขึ้นรถของตนทันที
ศิวัชสตาร์ทรถ คาดเข็มขัดนิรภัยเตรียมออกรถเพื่อไปรับเนติมา ศิวัชเอื้อมมือไปปรับกระจกมองหลังนิดหนึ่งต้องสะดุ้งด้วยความตกใจเมื่อเห็นเงาปฏิพรในกระจกนั่งยิ้มอยู่ที่เบาะหลัง
“น้องตี้ !”
“ตี้รอตั้งนาน”
“น้องตี้เข้ามาได้ยังไงครับ”
ศิวัชถามด้วยความสงสัย ก่อนนึกอะไรขึ้นมาได้แล้วหันขวับไปมองการ์ดคนแรกที่นั่งอยู่ในรถซึ่งจอดอยู่ใกล้ๆกัน โดยมีบอดี้การ์ดอีกสองคนนั่งอยู่ด้วย การ์ดทั้งหมดรีบหลบตาศิวัชทันทีด้วยความกลัว
ศิวัชขยับจะเปิดประตูลงไปต่อว่าบอดี้การ์ด แต่ปฏิพรรั้งแขนไว้ทันที
“อย่าว่าเขาเลยค่ะพี่ศิวัช คุณอาธำรงเป็นคนอณุญาตเองแหละค่ะ”
“อะไรนะ !”
“คุณอาเห็นพี่ศิวัชเหนื่อยเลยให้ตี้ชวนพี่ศิวัชไปดินเนอร์ ทีนี้ตี้อยากเซอร์ไพรส์ให้พี่ศิวัช ตี้เลย...”
ศิวัชพูดแทรกขึ้น
“เออ..น้องตี้ครับ”
“พี่ศิวัชโกรธตี้เหรอคะ”
ปฏิพรพูดอ้อนก่อนแกล้งตีหน้าเศร้าอย่างรู้สึกผิด ศิวัชถอนใจด้วยความอึดอัด
“เปล่าครับ แต่พี่กำลังจะพา...”
“ดินเนอร์กับตี้แป๊บเดียวเอง ตี้จองเรือเพื่อนตี้ไว้แล้วด้วยนะคะ”
“เรือ !”
“นะค้าคุณอาธำรงอนุญาตแล้วด้วย”
ปฏิพรพูดอ้อนพลางอ้างชื่อธำรงเพื่อความมีน้ำหนักในเหตุผล ศิวัชถอนใจอย่างอึดอัด พูดอะไรไม่ออกเมื่อได้ยินชื่อของธำรง

ศิวัชกำลังยืนคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าไม่สบายใจนักอยู่ที่มุมหนึ่งของร้านอาหารหรูบนตึกสูง เห็นตึกระฟ้าและสะพานที่ประดับไฟสวยงาม
“คุณพ่อก็ทราบนี่ครับว่าวันนี้วันเกิดเนติ์”
ธำรงที่อยู่ในบริเวณสระว่ายน้ำยืนคุยโทรศัพท์กับศิวัชอย่างใจเย็น
“ทำไมพ่อจะจำไม่ได้ เนติ์ก็เหมือนลูกพ่อเหมือนกันนะ แล้วพ่อก็รู้ด้วยว่าเนติ์ต้องเข้าใจ”
“เนติ์เขาต้องทำใจ เข้าใจเรื่องนี้มานานแล้วนะครับคุณพ่อ แล้วที่สำคัญน้องตี้พาผมมาในที่ๆ ผมจัดเตรียมไว้สำหรับดินเนอร์กับเนติ์”
ศิวัชมองไปยังโต๊ะอาหารเพียงโต๊ะเดียวที่ตกแต่งอย่างโรแมนติก มีเทียนและดอกไม้ประดับไปทั่วบริเวณ
“ทำไมน้องตี้รู้เรื่องนี้ แล้วทำไม...”
ธำรงรู้สึกขัดใจขึ้นมานิดหนึ่งก่อนพูดแทรก
“เรื่องนั้นไม่ใช่ประเด็น แต่ทั้งแก ทั้งหนูเนติ์ยังทำเป้าหมายของตัวเองไม่สำเร็จ เรายังต้องการแรงสนับสนุนจากท่านทวีอยู่นะ แกก็รู้ว่าภาพลักษณ์ที่ดีของท่านช่วยงานเราได้มาก”
“เมื่อไหร่เกมจะจบครับคุณพ่อ บอกตรงๆว่าผมอยากแต่งงานกับเนติ์เต็มทีแล้วนะครับ เอาเนติ์มาแขวนไว้อย่างนี้ผมสงสารเขา”
“แล้วคิดเหรอว่าแต่งตอนนี้ทุกอย่างจะจบ ตั้งสติหน่อยอย่าให้ความรู้สึกชั่ววูบทำลายทุกสิ่งที่สร้างมาทั้งชีวิต”
“แต่ความรู้สึกผมไม่ใช่ความรู้สึกชั่ววูบนะครับ”
“ไม่มีนักรบคนไหน ฉลองชัยชนะทั้งๆที่สงครามยังไม่จบหรอกนะศิวัช เล่นตามบทบาทที่แกสวมหัวโขนให้ดี ถ้าไม่อยากให้ทุกอย่างพัง อย่าเล่นนอกบทเด็ดขาด”
ธำรงพูดตัดบทด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแล้วกดวางสายทันที นายพลทวีขยับเข้ามาพูดกับธำรงด้วยความเป็นห่วง
“กระตุกบังเหียนแรงขนาดนี้ ม้าไม่พยศเอาเหรอคุณธำรง”
ธำรงยิ้มก่อนหันไปพูดกับนายพลทวี
“ถึงม้าตัวนี้จะฉลาด เก่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ม้าตัวนี้จะไม่กล้าทำคือ วิ่งออกนอกเส้นทางที่จ็อกกี้อย่างผมสั่งเด็ดขาด”
“คุณมั่นใจขนาดนั้น”
ธำรงไม่ตอบอะไร แต่ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจ สายตาของธำรงเต็มไปด้วยแผนการณ์
ทางด้านศิวัชค่อยๆลดโทรศัพท์ในมือลงอย่างเศร้าๆ ครุ่นคิดถึงชีวิตรักที่ถูกตีกรอบไม่ให้เป็นไปตามที่คาดหวังไว้
“พี่ศิวัชคะ”
ศิวัชค่อยๆหันกลับไป เห็นปฏิพรยืนส่งยิ้มให้ ศิวัชค่อยๆฝืนยิ้มให้เพื่อรักษามารยาท

ภายในบ้านกันต์ในเวลากลางคืน เนติมาเดินวนไปมาพลางยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู สายตาชะเง้อมองออกไปทางประตูรั้วอย่างร้อนรน ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจะกดโทรออก แต่ระบิลห้ามไว้
“คุณพยายามเป็นสิบๆรอบแล้วนะครับ”
เนติมารู้สึกสลดลงทันที
“ฉันผิดเองฉันควรทำใจไว้ตั้งแต่แรกแล้ว”
“คุณศิวัชอาจทำภารกิจยังไม่เสร็จ คุณบอกเองไม่ใช่เหรอครับ ว่าวันนี้มีภารกิจที่คุณศิวัชต้องทำตั้งเยอะแยะ”
“ฉันโทรถามที่พรรคแล้ว พี่ศิวัชเสร็จงานทุกอย่างตั้งแต่เย็นแล้ว”
เนติมาน้ำตาคลอเบ้าพูดเสียงสั่น แล้วตัดใจขยับจะเดินกลับเข้าไปในบ้าน ระบิลเอื้อมมือไปจับแขนเนติมาไว้
“ฉันจะไปเปลี่ยนชุด”
“ไม่เอาน่าเข้มแข็งหน่อยสิ”
“ที่ผ่านมาฉันยังไม่เข้มแข็งพออีกเหรอ”
“พอครับแล้วก็เก่งมากๆด้วย ไม่เอาน่าใจเย็นๆ”
ระบิลเอื้อมมือไปจับไหล่เนติมาแล้วประคองให้นั่งลงตรงเก้าอี้สนามที่วางอยู่ใกล้ๆ

“ผมว่ารอฟังเหตุผลของคุณศิวัชก่อนดีกว่านะครับ คุณศิวัชไม่ใช่คนเหลวไหล ที่สำคัญเขารักคุณนะครับ”

ระบิลเดินกลับเข้ามาในบ้านด้วยสีหน้าครุ่นคิด ผู้กำกับวิเชษฐ์และขวัญชนกรีบเข้าไปถามระบิลด้วยความเป็นห่วง

“เนติ์เป็นไงบ้างคะ”
“คุณเนติ์อยากอยู่คนเดียวสักพักน่ะครับ”
“รู้งี้สั่งเค้กเตรียมไว้ให้ก็ดีจะได้ซื้อเวลาไว้ก่อน คุณเนติ์จะได้ไม่คิดมาก”
“เราไม่รู้นี่ครับว่าจะเป็นอย่างนี้ อีกอย่างผมว่าตอนนี้เอาเค้กก้อนเท่าภูเขามาวางตรงหน้า คุณเนติ์ก็ไม่สนใจหรอกครับ”
ผู้กำกับวิเชษฐ์คิดตามก่อนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ขวัญชนกชะโงกหน้าผ่านหน้าต่างออกไปมองนิดหนึ่งก่อนหันมาพูด
“แล้วถ้าวันนี้คุณศิวัชไม่มารับเนติ์ล่ะคะ”
ระบิลไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร

บนโต๊ะอาหารซึ่งจัดอย่างโรแมนติก ศิวัชที่นั่งเหม่อออกไปยังวิวด้านนอก ปฏิพรชักสีหน้าด้วยความน้อยใจ
“พี่ศิวัชอยู่กับตี้ไม่สนุกเหรอคะหรือโกรธที่ตี้ตื้อให้มาดินเนอร์ด้วยคะ”
“ตี้รู้ใช่มั้ย ว่าวันนี้เป็นวันเกิดของเนติ์”
ศิวัชตัดสินใจถามตรงๆ ทำเอาปฏิพรชะงักอึ้งไปนิดหนึ่ง ก่อนรีบพูดกลบเกลื่อนทันที
“ตายจริง วันนี้วันเกิดคุณเนติ์เหรอคะ”
“แล้วที่นี่ พี่เตรียมสถานที่ไว้สำหรับดินเนอร์กับเนติ์”
ปฏิพรแกล้งตกใจทั้งๆที่รู้หมดทุกอย่าง ปฏิพรรีบแสร้งทำหน้าสำนึกผิดทันที
“ตายจริงตี้ขอโทษนะคะตี้ไม่รู้จริงๆ ที่ตรงนี้ตี้ให้ลูกน้องคุณลุงจัดให้ สงสัยเขาต้องเข้าใจผิดอะไรแน่ๆ งั้นพี่ศิวัชรีบไปรับคุณเนติ์มาที่นี่เถอะนะคะ”
“แต่...”
“เดี๋ยวตี้อธิบายกับคุณอาธำรงเอง พี่ศิวัชรีบไปหาคุณเนติ์เถอะนะคะ”
ศิวัชยิ้มออกมาด้วยความดีใจไม่คิดว่าทุกอย่างจะง่ายดายอย่างนี้

เนติมาเดินพูดโทรศัพท์เข้าเฟรมมาด้วยความดีใจ
“ไม่โกรธค่ะ ก็พี่ศิวัชมีธุระจำเป็นจริงๆนี่คะ...รีบมานะคะเนติ์จะรอ”
เนติมากดวางสายอย่างมีความสุขแล้วเดินยิ้มไปทางตัวบ้าน เป็นจังหวะเดียวกับที่ระบิล ขวัญชนก
และผู้กำกับวิเชษฐ์เดินออกมาพอดี
“มีอะไรเหรอเนติ์”
“คุณศิวัชติดต่อกลับมาแล้วเหรอครับ”
ระบิลพูดอย่างรู้ทัน เนติมายิ้มพยักหน้าให้ระบิลอย่างอารมณ์ดี

ศิวัชกับปฏิพรเดินออกมาจากลิฟท์ ศิวัชหันไปพูดกับปฏิพรอย่างอารมณ์ดี
“ขอบคุณตี้มากนะที่เข้าใจพี่”
“ก็ตี้รักพี่ศิวัชนี่คะ”
ศิวัชชะงักหันมามองปฏิพรทันทีอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ปฏิพรแกล้งยิ้มแล้วพูดอย่างอย่างอายๆ
“แหม..ก็รักแบบน้องสาวรักพี่ชายไงคะ”
“งั้นรีบไปกันเถอะครับ พี่ส่งตี้เสร็จแล้วจะได้รีบไปหาเนติ์”
ศิวัชยิ้มเดินนำไป ปฏิพรชำเลืองมองศิวัชนิดหนึ่งแล้วแกล้งสะดุดล้มลงกับพื้นทันที
“โอ๊ย !”
“น้องตี้ !”
ศิวัชหันขวับมามองปฏิพรด้วยความตกใจ เห็นปฏิพรนั่งกุมข้อเท้าอยู่กับพื้นด้วยความเจ็บปวด

เนติมาพยายามต่อสายโทรศัพท์หาศิวัชแต่ไร้ผล เนติมาถอนใจออกมาอย่างเซ็งๆ
“ติดต่อพี่ศิวัชไม่ได้อีกแล้ว”
ระบิลกับผู้กำกับวิเชษฐ์ที่นั่งอยู่ใกล้ๆมองหน้ากันด้วยความไม่สบายใจ ขวัญชนกเดินออกมาจากบ้านพูดกับเนติมา
“คุณพ่อกับคุณแม่ให้มาชวนให้ไปนั่งรอในบ้านจ้ะเนติ์”
เนติมานั่งซึมก่อนพูดออกมาด้วยความเศร้า
“ขอฉันอยู่คนเดียวสักพักนะขวัญ”

“แต่...”

 
ระบิลก็หันไปยกมือห้ามพร้อมส่งสายตาบอกขวัญชนกเป็นเชิงขอร้อง ผู้กำกับวิเชษฐ์รู้โดยนัยที่ระบิลสื่อจึงบอกขวัญชนกอย่างอ่อนโยน
 
“เราเข้าไปข้างในกันก่อนมั้ยครับคุณขวัญ”
ขวัญชนกพยักหน้ารับคำช้าๆก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้านกับผู้กำกับวิเชษฐ์
ระบิลมองเนติมาที่พูดด้วยน้ำเสียงเศร้า
“ไม่เข้าใจที่ฉันพูดเหรอ”
“ผมจะดูแลคุณ”
“นายดูแลความปลอดภัยร่างกายฉันได้ แต่นายดูแลหัวใจฉันไม่ได้หรอก”
“ที่ผ่านมาก็ดูแลมาหลายรอบแล้วนะหรือคุณจะเถียง”
“ฉันไม่มีอารมณ์มาเถียงกับนายนะ”
ระบิลขยับเข้าไปนั่งใกล้ๆเนติมา
“ถ้าคุณไม่หนักแน่นก็ไม่ต่างอะไรกับคุณเอาความรักเป็นอาวุธมาทิ่มใจคุณเองเลยนะครับ”
“แล้วนายจะให้ฉันทำยังไง หัวเราะกับเรื่องที่เกิดขึ้นงั้นเหรอ ไม่มีใครทำให้เราเจ็บปวดได้เท่ากับคนที่เรารักหรอกนะ”
เนติมาพูดได้เท่านั้นก็ร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ ระบิลเอื้อมมือไปกุมมือเนติมาอย่างให้กำลังใจ
“ให้ผมอยู่ตรงนี้นะครับ ถึงจะช่วยอะไรคุณไม่ได้มาก แต่อย่างน้อย...”
ยังไม่ทันที่ระบิลจะพูดอะไรต่อ เนติมาก็โผเข้ามากอดระบิลแน่นพลางร้องไห้ออกมาอย่างหนัก

ผู้กำกับวิเชษฐ์กับขวัญชนกยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกสงสารเนติมาเป็นอย่างมาก
“ผู้กำกับว่าเรื่องจะจบตรงไหนคะ”
“ถ้าเรื่องเอาคนชั่วมารับโทษที่มันก่อผมว่าอีกไม่นาน แต่ถ้าเรื่องคุณเนติ์ผมไม่รู้จริงๆครับ”
ผู้กำกับวิเชษฐ์มองอย่างครุ่นคิด
“ยังโชคดีอยู่บ้างที่คุณเนติ์ยังมีระบิลคอยดูแล ไม่อย่างนั้นสภาพจิตใจคุณเนติ์คงแย่กว่านี้นะครับ”
ขวัญชนกคิดตามที่ผู้กำกับวิเชษฐ์พูดแล้วอดรู้สึกที่จะคิดถึงความสัมพันธ์ของระบิลกับเนติมาขึ้นมาแล้วก็อดใจเสียขึ้นมาไม่ได้
ปฏิพรกับเพื่อนที่เป็นแพทย์เดินเลี้ยวเข้ามา สีหน้าของเพื่อนปฏิพรไม่สู้ดีนัก ขณะที่ข้อเท้าของปฏิพรข้างหนึ่งพันผ้าไว้แต่ตัวปฏิพรเองยังเดินปร๋อ
“เล่นอะไรบ้าๆอย่างนี้วะแก ฉันไม่เอาด้วยนะ”
“น่า..ไหนๆก็ช่วยพันข้อเท้าให้ฉันแล้วช่วยยืนยันอาการให้น่าสงสารหน่อย แกเป็นหมอพูดมีน้ำหนักกว่าฉันเยอะ นะๆๆ”
แพทย์หญิงรู้สึกหนักใจ
“แต่มันผิดจรรยาบรรณ แถมคนที่แกโกหกน่ะ นายกฯนะ”
“นายกฯของแก แต่คนกันเองของฉัน”
“คนกันเองของแก มาโน่นแล้ว”
แพทย์สาวรีบสะกิดปฏิพรทันที ปฏิพรมองตามไปที่กระจกบานใหญ่ของโรงพยาบาลเห็นศิวัชกำลังเดินเข้ามาหาด้วยความเร่งรีบ มุมนี้เป็นมุมที่ศิวัชมองไม่เห็นปฏิพร
“พี่ศิวัช ทำไงดีล่ะแก !”
ปฏิพรรีบมองไปรอบๆอย่างหาทางออก แพทย์สาวที่เป็นเพื่อนได้แต่ยืนมองและทำอะไรไม่ถูก ปฏิพรหันไปเห็นรถเข็นคนไข้จอดอยู่ที่มุมๆหนึ่งจึงรีบปรี่เข้าไปคว้ารถเข็นมานั่งอย่างรวดเร็ว เป็นจังหวะเดียวกับที่ศิวัชเดินเลี้ยวเข้ามาพอดี
“น้องตี้เป็นอะไรมากรึเปล่าครับ”
“โอย..เจ็บจังเลยค่ะพี่ศิวัช”

ปฏิพรแกล้งทำเป็นเจ็บขาทันทีพลางมองเพื่อนเหมือนกับจะโยนลูกให้พูด แพทย์สาวตกใจหันไปยิ้มให้ศิวัชด้วยสีหน้าเจื่อน
 
จบตอนที่ 10
 
อ่านต่อตอนที่ 11เวลา 17.00น.
กำลังโหลดความคิดเห็น...