xs
xsm
sm
md
lg

แสบสลับขั้ว ตอนที่ 14

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


แสบสลับขั้ว ตอนที่ 14

ที่ห้องน้ำเพชรช่วงเวลาเดียวกันนั้น น้ำเพชรกระสับกระส่ายนอนไม่หลับ ในที่สุดก็ต้องลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างแล้วมองออกไปด้านนอก น้ำเพชรถอนใจยาวแล้วเดินมาหยิบโทรศัพท์จะโทร.ออกแต่ชะงักถอนใจเฮือก

“ป่านนี้ จะหลับแล้วหรือยังนะ ...”
น้ำเพชรนิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจกดโทรออก เซียนนั่งพิงฝาห้องอยู่หยิบโทรศัพท์มาดูก่อนจะกดรับ
“ยังไม่นอนอีกหรือ ...”
“นอนแล้วค่ะ แต่ไม่หลับ...เอ้อ ...น้ำกังวลเรื่องวันพรุ่งนี้”
“แรกๆ ผมก็กังวลเหมือนกัน แต่พอนึกถึงที่ยายปิ่นบอกว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสถึงเรื่องกรรม ... เรื่องความไม่เที่ยงแท้ แน่นอน ...เรื่องสติ...ผมก็เริ่มทำใจได้...อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด นี่กำลังจะทำสมาธิ”
“อุ๊ย งั้นน้ำต้องขอโทษที่โทรมารบกวน”
“ไม่เป็นไร ผมรู้ว่าคุณเป็นห่วง....แต่คุณควรจะโทร.ไปให้กำลังใจนายเซียนด้วย เพราะเขาก็คงว้าวุ่นใจจนนอนไม่หลับเหมือนกัน”
“ไม่เกี่ยวกับน้ำค่ะ” น้ำเพชรเสียงห้วนโดยไม่ตั้งใจ
“เขารักคุณมาก คุณเป็นเพียงคนเดียวในโลกที่จะทำให้จิตใจเขาสอบได้”
“แล้วสาย...เอ้อ...พิณโทรมาปลอบใจคุณปลาใหญ่หรือยังล่ะคะ” น้ำเพชรประชดถาม
“เขาก็ใจแข็งใจเหมือนคุณนั่นแหละ”
“คุณปลาใหญ่ทำสมาธิเถอะค่ะ...น้ำไม่รบกวนแล้ว” น้ำเพชรวางโทรศัพท์ น้ำตาไหลพรากออกมา “ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ทำไมคุณปลาใหญ่ถึงไม่รักน้ำ ... นังสายสะดือมันมีดีอะไรนอกจากความสามหาว แล้วมันก็ไม่ได้รักคุณปลาใหญ่สักหน่อยมันรักไอ้เซียน”
“นายเซียนรักคุณ...” เสียงเซียนดังเข้ามาในความคิด
“เออ! ไอ้เซียนรักฉัน ฉันรักปลาใหญ่ ปลาใหญ่รักสายพิณ ... สายพิณดันรักไอ้เซียน โลกนี้ชักจะบ้ากันใหญ่แล้ว บ้า ๆๆ”
น้ำตาน้ำเพชรไหลพรากๆ ออกมา

อีกด้านหนึ่งที่บ้านยายปิ่น ยายปิ่นกำลังสวดมนตร์ไปเรื่อยๆ เสียงเคาะประตูเบาๆ พร้อมกับเสียงสายพิณดังขึ้น
“ยาย...ขอพิณเข้าไปหน่อยได้มั้ยจ้ะ” ยายปิ่นลุกเดินไปเปิดประตู “พิณนอนไม่หลับ เป็นห่วงพี่เซียน”
สายพิณปิดประตูแล้วเดินมานั่งใกล้ๆ ยาย
“นอนไม่หลับก็สวดมนตร์ซิ”
“มันไม่มีสมาธินะจ้ะ ...ไอ้ครั้นจะอธิษฐานว่าขอให้ความดีทุกอย่างที่พิณเคยทำมา จงดลบันดาลให้พี่เซียนปลอดภัย...พิณก็ไม่มีความดีอะไรสักนิด”
“ที่พิณรู้ตัวอย่างนั้น มันก็เป็นความดีแล้ว นั่นคือเอ็งมีความรู้สึกตัว... มีสติ...”
“สติไม่ดีน่ะซิ ยาย...ความจริงพิณก็พยายามทำตามที่ยายสอนเหมือนกันนะจ้ะ แต่มันไม่ค่อยตลอดรอดฝั่ง ...อย่างเมื่อเย็น พิณก็ไหว้แม่นังน้ำเน่า .... เอ๊ย น้ำเพชร ทั้งๆ ที่ความจริงก็ไม่อยากจะไหว้พ่อแม่ศัตรูหรอก”
“ในเมื่อรู้ว่าอะไรดี ก็พยายามทำต่อไป”
เสียงโทรศัพท์ดังมาจากห้องสายพิณ
“สงสัยจะพี่เซียนโทรมา พิณไปก่อนนะจ้ะ ... ขอบคุณยายมาก”
สายพิณกอดแล้วหอมแก้มยายปิ่นแล้วรีบออกไป ยายปิ่นมองตามพลางส่ายหน้าเอ็นดู

สายพิณรีบกลับเข้าห้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ใบหน้าที่เตรียมจะดีใจของสายพิณสลดลงทันทีเมื่อเห็นชื่อปลาใหญ่ ปรากฏบนจอ
“ไม่รู้จะโทรมาทำไมหนักหนา” สายพิณตัดสายทันที แล้วลงนอน “ทีคนอยากให้โทร ไม่รู้จักโทร”
สายพิณพลิกตัวหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นอีก แววตาครุ่นคิด
เซียนนั่งมองโทรศัพท์ครู่หนึ่งแล้วทำท่าจะกดต่อ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจวางลง
“โทรไปอีก ก็คงไม่รับอีก”
เซียนลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างเปิดออกไปรับลม เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเซียนหันมามองแล้วเดินไปหยิบขึ้นมาดู
เซียนยิ้มนิดๆ ขณะกดรับ
“นึกว่าคุณหลับแล้ว”
“โทรมาทำไม” สายพิณถามเสียงห้วน
“อยากได้กำลังใจนิดหน่อย”
“อ๋อ! ขอให้นาย...” สายพิณตวาดจะแช่งแต่นึกได้เสียงอ่อนลง “ปลอดภัยก็แล้วกัน พี่เซียนของฉันจะได้ปลอดภัยด้วย”
“ก็ยังดี...ขอบคุณ”
เซียนปิดโทรศัพท์แล้ววางลง
“หน็อยแน่ะ บังอาจปิดโทรศัพท์ใส่ฉัน เฮอะ แบบนี้จ้างก็ไม่แต่งงานด้วยหรอก” สายพิณชะงัก “บ้าจริง ทำไมถึงพูดออกมาได้ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยู่ในหัวสักนิด”
สายพิณล้มตัวลงนอนอย่างหงุดหงิด

ภายในห้องปลาใหญ่ ปลาใหญ่กำลังนอนคว่ำหลับสนิทมีผ้าห่มห่มอยู่ ลูกบิดประตูเหมือนถูกไขกุญแจดังคลิ๊กเบาๆ แล้วค่อยๆ ถูกหมุนให้ประตูค่อยๆ เปิดออก ร่างๆ หนึ่งก้าวเข้ามา ในมือมีมีดคมเป็นเงาวับน่ากลัว ร่างๆ นั้นก้าวเข้าสู่แสงไฟสลัวจึงเห็นว่าเป็นเขียว เขียวค่อยๆ ย่องมาที่เตียงแล้วชูมีดขึ้นเตรียมจ้องแทงปลาใหญ่พลิกตัวกลับมา...ผ้าห่มเปิด...เผยให้เห็นหน้าอกทั้งแผงจนถึงท้องเป็นแผลเน่า มีน้ำหนองซึมออกมาดูน่ากลัวและน่าสยดสยองเขียวเห็นอย่างนี้ถึงกับร้องลั่น
“เฮ้ย ผีหลอก”
ปลาใหญ่ตกใจตื่น แล้วตกใจเช่นกันที่เห็นเขียว
“เฮ้ย”
เขียวลนลานออกจากห้องไป ปลาใหญ่ตกตะลึงครู่หนึ่งแล้วรีบลุกขึ้นตามออกไปดู
ปลาใหญ่เดินแกมวิ่งออกมาแล้วมองตรวจดูจนทั่วแต่บริเวณนั้นไม่มีแม้แต่เงาผู้บุกรุก ปลาใหญ่เดินไปชะโงกดูที่ระเบียงบริเวณนั้นก็ไม่มีใครเช่นกันสีหน้าปลาใคร่ครวญครุ่นคิด
เขียวหนีลงมาด้านล่างแล้วเหลียวซ้ายแลขวา ปกรณ์กระชากแขนดึงออกไปข้างนอกโดยเขียวยังคงมีสีหน้าตื่นตกใจ
“ผะ...ผะ...ผี”

ปกรณ์ดึงเขียวมาหลบมุมอยู่บริเวณหลังบ้านขณะที่เขียวยังปากคอสั่นด้วยความตกใจกลัว
“ผะ...ผะ...ผี...ผีหลอกจริงๆ พี่ บรื๋อ ...อ...น่ากลัวที่สุดเลย”
“ผีบ้าผีบอที่ไหน”
“มัน ... มันนอนอยู่บนเตียง น้ำหนองเยิ้ม เหม็นเน่า”
“แล้วไอ้ปลาใหญ่”
“บอกแล้วว่าผมเจอผี ! ไม่เห็นมีคนสักคน ห้องนั้นมีผีสิง โอย...ขนลุกไปหมด”
ปกรณ์มีสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด

เช้าวันรุ่งขึ้นสมศรีเก็บจานชามที่กินแล้วออกไป สมทรงยกถาดกาแฟกับน้ำผลไม้เข้ามาเสิร์ฟ
“เดี๋ยวฉันไปดูที่ห้องมันเอง”
เกริกก้องบอกเมื่อรู้เรื่องจากปกรณ์
“ระวังนะคะ คุณพ่อ... ปลาใหญ่มันอาจจะเลี้ยงผี” รัญญาบอก
“ฮื้อ ผีไม่มีในโลกหรอก”
“จันทร์ไปด้วยค่ะ”
“ผมเองดีกว่าครับ คุณก้อง ทุกคนจะได้ไปทำงาน” ปกรณ์รับอาสา
“ฉันอยากดูให้เห็นกับตา”

ขณะนั้นปลาใหญ่กำลังใช้ผ้าพันรอบอกมาจนถึงท้อง
“เอาละ อย่าลามปามป๊ะป๋าอีกนะ หนู...ทีนี้ก็ฉีดน้ำหอมประโคมเข้าไป” ปลาใหญ่หยิบน้ำหอมฉีดบริเวณผ้าจนชุ่ม
“ค่อยยังชั่ว”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงเกริกก้อง
“ปลาใหญ่ ...ปลาใหญ่...ยังอยู่หรือเปล่า”
“ยังอยู่ดีมีความสุขครับ คุณอาบ่อง ... บ๊อง”
ปลาใหญ่พูดพลางหยิบเสื้อมาสวมมองกระจกดูความเรียบร้อย
“เปิดประตูหน่อย”
“รอเดี๋ยวครับ”

ประตูห้องปลาใหญ่เปิดออก ปลาใหญ่เดินออกมาแล้วยิ้มกว้าง
“จ๊ะเอ๋”
ปกรณ์และเกริกก้อง ทำจมูกฟุดฟิด
“นี่แกตกอ่างน้ำหอมเรอะ”
ขณะที่เกริกก้องถามปลาใหญ่ ปกรณ์ขยับตัวชะโงกมองในห้อง ปลาใหญ่เหลือบมองท่าทีของปกรณ์แว่บหนึ่งเป็นระยะๆ
“คุณอาชอบน้ำหอมกลิ่นนี้มั้ยครับ ผมซื้อมา 20 ขวดเดี๋ยวจะแบ่งให้ขวดนึง”
“ไม่ต้อง ฉันแวะมาเตือนว่าเช้านี้แกอย่าเข้าห้องทำงานผิดล่ะ”
“อ๋อ ผมไม่ไปทำงานแล้วครับ”
“ถ้ายังงั้น แกก็ไม่มีเงินเดือน เพราะฉันจะไม่จ่ายเงินให้แกมานั่งกินนอนกิน”
“อีกอ๋อนึง! ถ้าคุณอาไม่จ่าย ผมก็จะขายคฤหาสน์นี้ คงได้หลายร้อยล้านอยู่กินไปอีก 35 ชาติก็ไม่หมด”
“แกไม่มีสิทธิ์”
“อะไรได้ ผมมีสิทธิ์เต็มที่เชียวละ เพราะในพินัยกรรมระบุว่าบ้านนี้เป็นของผมแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย”
“ไอ้เซียน”
“ไม่มีใครเขาเชื่อคุณอาหรอกว่า ผมคือไอ้เซียน ผมเองยังไม่เชื่อเลยเพราะส่องกระจกดูทีไร ก็เห็นแต่ปลาใหญ่และถ้าคุณอาป่าวประกาศออกไปใครๆ เขาก็จะคิดว่าคุณอาบ้า...คุณกรณ์สนใจอะไรในห้องผมหรือครับดูจั๊ง... เอ๊ะ”
ปลาใหญ่หันไปถามปกรณ์ ปกรณ์ทำเป็นตกใจ
“เอ๊ะ เมื่อคืนนี้มีคนเข้ามาในห้องคุณปลาใหญ่หรือครับ”
“ใช่ แต่ผมเสกคาถาไล่มันออกไปแล้ว ขอตัวก่อนนะครับ ทั้ง 2 ท่าน ผมมีธุระ”
ปลาใหญ่เดินไป เกริกก้องกับปกรณ์มองตามอย่างอาฆาต

ที่บ้านน้ำเพชรกิมฮวยและเติมศักดิ์กำลังนั่งกินข้าวต้มปลากัน
“นี่มันข้าวต้มอะไรฮึ ! อาฮวย”
“ข้าวต้มปลาเก๋า”
“อั๊วไม่เห็นมีปลาซักกะชิ้น”
“ของอั๊วมี 1 ชิ้น”
“แล้วของอั๊วไปไหน”
“มันกระโดดลงมาอยู่ในชามอั๊วไง” น้ำเพชรแต่งตัวทะมัดทะแมงเดินลงบันไดมา “อ้าว อาน้ำ วันนี้ไม่ไปทำงานเรอะไง”
“ค่ะ น้ำมีธุระอื่น”
น้ำเพชรพูดพลางรีบเดินออกไป
“ไปซะแระ เลยอดกินข้าวต้มเปล่าๆเลย”
“ลื้อหมายความว่ายังไง อาเติม”
“ก็หมายความอย่างที่พูดนั่นแหละ ข้าวต้มวิญญาณปลา”

ที่บ้านลุงป่อง ครรชิตกำลังเปิดหลังเซียนดูบาดแผล
“ไม่รู้ว่าเป็นอุปทานหรือเปล่า ผมว่าวันนี้แผลดีขึ้น แล้วกลิ่นก็น้อยมาก”
ครรชิตยังพูดไม่ทันขาดคำ ลุงป่องซึ่งมีมาสค์คาดจมูกเดินออกมาจากห้องแล้วบ่นแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว
“กลิ่นลอยเข้าไปถึงในห้อง”
ครรชิตหน้าเหยๆ ขณะที่เซียนตบไหล่ครรชิตราวกับจะขอบใจ
“ขอบใจที่พยายามให้กำลังใจผมตลอด”
“ผมพูดอะไรผิดไปเรอะ”
เสียงมอเตอร์ไซค์แล่นมาจอด
“นายเซียนคงมาแล้ว”
สายพิณเดินเข้ามาพร้อมถุงข้าวและกับข้าว
“หิวกันหรือยัง ลุงป่อง ไปเอาจานเอาชามมาซิ”
ลุงป่องเดินออกไป แล้วหันหน้ากลับมา
“ฉันขอแยกไปกินต่างหากนะ”
“ไม่ต้องหรอกลุง ผมแยกดีกว่า ... ปัญหามันอยู่ที่ผม”
เซียนบอกแล้วเดินไปที่ประตู
“คุณปลาใหญ่ ผมไปด้วย”
“ไม่ต้อง”
“แล้วนายไม่กินข้าวเรอะ”
“ไม่หิว”
เซียนเดินออกไป
“ตาป่อง โอ้ว่าปากหนอปาก ฉันอยากจะชกนัก” ครรชิตต่อว่าลุงป่อง
“ก็ฉันกินไม่ลงจริงๆ นี่”
ลุงป่องบอกแล้วเดินไปหยิบจานชามมาใส่ข้าว

เซียนหลบออกมานั่งทอดสายตาไปข้างหน้าอย่างเศร้าๆ สายพิณเดินเข้ามามือถือจานใส่ข้าววางกับมาด้วย
สายพิณมองท่าทีนั้นเงียบๆ ครู่หนึ่ง แล้วเดินมานั่งตรงหน้าเซียนพร้อมส่งจานให้
“เอ้า”
“ขอบใจ แต่บอกแล้วว่าไม่หิว”
“ไม่หิวก็ต้องกิน”
เซียนสบตาพิณราวกับจะหยั่งความรู้สึก
“ห่วงนายเซียนละซิ”
“ใช่”
เซียนรับจานข้าวมาตักกิน ขณะที่สายพิณนั่งมองอยู่
“ไม่ต้องมานั่งเฝ้าหรอก ยังไงผมก็จะกินจนหมดเพื่อร่างกายของนายเซียน” เซียนประชด สายพิณนั่งเหยียดขาอย่างสบายใจ
“พอฉันไป เดี๋ยวนายก็เทข้าวทิ้งหมด”
“ผมไม่ใช่คนอย่างนั้น บอกว่าจะกินให้หมด ก็หมายความว่าจะกินให้หมด”
“แต่ฉันก็ยังอยากคอยสังเกตการณ์อยู่ดี”
“ไม่เหม็นเน่าผมเรอะไง”
“พอทนได้ กลิ่นยังไม่แรงจัดนักแบบนี้ประมาณตายได้วันเดียว”
“ขอบใจที่บอก แล้วคุณ ...”
“ฉันกินมาจากที่ร้านแล้ว”
เซียนกินข้าวไปเงียบๆ

ปลาใหญ่ขับรถเข้ามาจอดใต้ร่มไม้ น้ำเพชรซึ่งหลบมุมอยู่เดินออกไปหา
“นี่มารับผมหรือครับ คุณน้ำเพชร”
“เปล่า ...ฉันมาคอยดูให้เห็นกับตาว่า นายจะเบี้ยวหรือเปล่า”
“พูดซะเสียกำลังใจเลย”
“ไปได้แล้ว”
ทั้งคู่เดินมาที่วินมอเตอร์ไซค์
“ไอ้มอม! ไอ้ป๋อง ฝากรถด้วยนะ”
“ไม่รับฝาก ไอ้พวกคนลืมตัวเหมือนวัวลืมตีน”
“เฮ้ย ไอ้ป๋อง อย่าว่าเพื่อนยังงั้น ...จอดไว้นั่นแหละ ไม่ต้องเป็นห่วง ใครมาขโมยข้าจะทำเป็นไม่เห็น”
“เฮ้ย”
“แหม นึกว่าคุณมอมเลิกเจ็บแค้นซะแล้ว” ป๋องบอกอย่างชอบอกชอบใจ
น้ำเพชรเปิดกระเป๋าด้วยสีหน้ารำคาญแล้วหยิบเงินส่งใบละ 500 ให้ทั้ง 2 คน
“นี่ค่าเฝ้ารถ”
“คุณน้ำเพชร นี่คุณน้ำเพชรคิดว่าพวกผมเป็นคนเห็นแก่เงินเรอะ”
“งั้นต้องขอโทษที่เข้าใจผิด” น้ำเพชรจะเก็บเงินมอมรีบคว้าไว้ทันที
“ไม่ผิด เข้าใจถูกเป๊ะเลย จะไปไหนก็ไปผมกับไอ้ป๋องจะเฝ้ารถให้”
“ไปเลย ไม่ต้องเป็นห่วง”
“ช่วยพาไปส่งที่บ้านลุงป่องด้วย”
มอมกับป๋องลุกขึ้นมาที่มอเตอร์ไซค์อย่างกระฉับกระเฉง
 
ปลาใหญ่และน้ำเพชรขึ้นซ้อนมอเตอร์ไซค์แล่นพาเข้าไปในซอย

ภายในบ้านลุงป่อง ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า น้ำเพชรหยิบขวดยาขึ้นมาให้ปลาใหญ่กับเซียน

“นี่ค่ะ...ยานอนหลับ ปริมาณเท่านี้จะทำให้ทั้งคุณปลาใหญ่กับนายเซียนหมดสติไป...”
“ใครบอก” สายพิณถาม
“ฉัน Search ดูในเน็ต”
“แล้วทำไมไม่ตีหัวแบบเดิมล่ะ ฉันอุตส่าห์เตรียมไม้อันเบ้อเริ่มมาด้วยถ้ายังไม่สลบก็ยังก้อนหินเป็นแผนบี”
ทุกคนในที่นั้นทำหน้าสยอง
“หนูพิณ ขอบใจที่มีแผนเอแผนบีพร้อม แต่ลุงว่าเอาแผน ก.ไก่ ของหนูน้ำดีกว่า” ครรชิตบอก
“แล้วแผนหนูมันไม่ดีตรงไหน”
“เราเห็นพ้องต้องกันว่า การตีหรือฟาดหัว อาจจะทำให้ร่างกายที่เริ่มจะเน่าของคุณปลาใหญ่กับนายเซียนเน่าเร็วยิ่งขึ้น บาดแผลที่หัวอาจจะทำปฏิกิริยากับแผลที่ตัวได้...”
“คุณน้ำฉลาดจัง” ปลาใหญ่บอกอย่างชื่นชม สายพิณหันมาเอาเรื่องทันที
“พี่เซียนจะว่า พิณโง่ใช่มั้ย”
“ผมเห็นด้วย” เซียนบอก
“ไอ้ปลาใหญ่”
“อย่าเรียกคุณปลาใหญ่ว่าไอ้ ...”
“เอาละ เราจะเริ่มลงมือกันเลยจะได้ไม่เสียเวลา…คุณปลาใหญ่พร้อมไหมครับ” ครรชิตรีบขัดก่อนที่สองสาวจะเปิดฉากทะเลาะกัน
“พร้อม” เซียนบอก
“นายเซียนล่ะ” ครรชิตหันไปถามปลาใหญ่
“บอกตามตรงนะ ไม่ค่อยพร้อม... มันหวิวๆ ยังไงก็ไม่รู้”
“ถ้าหวิวก็เปิดดูแผลตัวเองซิว่าเน่าไปถึงไหนแล้ว แถมตอนนี้ยังมีกลิ่นอีก” น้ำเพชรบอก
“เฮ้ !อย่ามาขมขู่พี่เซียนนะ ก็ได้ แล้วถ้าเผื่อ 2 คนนี่กินยาแล้วเกิดตายจริงๆ ล่ะ ใครจะรับผิดชอบ”
สายพิณถามขึ้นมา ทุกคนเงียบกันไปหมด
“ผมเอง” เซียนบอก ทุกคนมองเซียน “ผมจะเขียนจดหมายลาตายเอาไว้ ... แล้วนายล่ะ” เซียนหันไปถามปลาใหญ่
“ฉะ...ฉัน ...ฉันด้วยเรอะ”
“ใช่ เพื่อป้องกันทุกคนที่พยายามช่วยเรา”
ปลาใหญ่มองทางโน้นทางนี้อย่างลังเล
“ฉะ...ฉะ...ฉัน”
“พี่เซียน ! ถ้าพี่ไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ พิณไม่ยอมให้ใครบังคับพี่เด็ดขาด”
“แต่เราตกลงกันแล้ว”
“ตกลงแต่ไม่ได้ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ พี่เซียนจะเลิกเมื่อไหร่ก็ได้”
น้ำเพชรหันหลังเดินออกไป
“คุณน้ำเพชร” ปลาใหญ่จะตามแต่สายพิณดึงแขนไว้
“อย่าทำเพราะเห็นแก่มันนะ พี่เซียน”
แขนปลาใหญ่ห้อยร่องแร่งเหมือนถูกฉีกออกมา ทุกคนตกตะลึง

น้ำเพชรเดินจ้ำๆ ออกมา มอมขี่มอเตอร์ไซค์มาส่งชาวบ้านแถวนั้นพอดีน้ำเพชรจึงโบกมือเรียก
“นายมอม ไปส่งฉันหน่อย”
“ได้เลยครับ”
เสียงโทรศัพท์น้ำเพชรดังขึ้น น้ำเพชรหยิบขึ้นมากดปิดแล้วขึ้นซ้อนมอเตอร์ไซค์มอมขับรถออกไป

ที่บ้านลุงป่องสายพิณกำลังขวางปลาใหญ่ไว้ไม่ให้ออกไป น้ำตาสายพิณไหลด้วยความน้อยใจ
“ถอยไปนะ พิณ” ปลาใหญ่บอกขณะที่แขนข้างหนึ่งประคองอีกแขนหนึ่งไว้ “พี่จะไปตามคุณน้ำ”
“ไม่ !พิณไม่ให้พี่ไปเด็ดขาด ดูสารรูปตัวเองซิ แขนจะหลุดอยู่แล้วยังจะเป็นห่วงเป็นใยมันอีก”
“ก็เพราะใครล่ะ พิณนั่นแหละทำให้เรื่องมันยุ่ง”
“เออ! พิณมันเลว”
“สายพิณ”
“ไม่ต้องมายุ่ง แกก็อีกคนนึง...” สายพิณตวาดใส่เซียน
“ผมไปเกี่ยวอะไรด้วย”
“ยังจะมีหน้ามาถาม แกนั่นแหละตัวดีเลย ใครจะเอายังไงก็เอา ฉันไม่ยุ่งด้วยแล้ว”
สายพิณปิดหน้าร้องไห้วิ่งออกไป ทุกคนนิ่งเงียบงันกันไปหมด สุดท้ายแล้วลุงป่องเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเป็นงานเป็นการ
“ไอ้เซียน เอ็งนั่นแหละเป็นคนผิด”
“ผมน่ะเรอะ” ปลาใหญ่ย้อนถาม
“เออ” ลุงป่องกับครรชิตบอกออกมาพร้อมกัน
“นายกลับไปได้แล้วและก็ไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก ฉันขอไล่นายในนามของชาวชุมชนพัฒนาสู่สุขาวดี” เซียนบอก
“นายไล่ฉัน ลุงป่อง”
“ฉันเห็นด้วย ... เชิญแกกลับไปอยู่บนกองเงินกองทองของของคนอื่นเถอะแล้วถ้าบังเอิญเห็นฉันตามข้างถนนที่ไหนก็กรุณาอย่าทัก เพราะฉันอับอายเหลือเกินถ้ามีใครรู้ว่าฉันรู้จักแก”
“ไป แกอยากชื่อปลาใหญ่ก็เอาไปเลย ฉันยกให้ฉันก็จะเป็นนายเซียนเต็มตัวเสียที”
“ขอแจมบ้าง ไปซิ ทำไมไม่ไปล่ะ”
ปลาใหญ่ทิ้งตัวลงนั่งร้องไห้ออกมา
“ไม่ไปโว้ย คนจะตายอยู่แล้ว ยังจะไล่ให้ไปไหนอีก”
ทุกคนมองปลาใหญ่ด้วยสายตาประณามเต็มที่

น้ำเพชรกลับบ้านและเดินเข้าห้องมาอย่างรวดเร็ว โดยกิมฮวยตามมาหยุดที่บันไดล่าง
“อาน้ำ ลื้อเป็นอะไร บอกหม่าม้าซิ”
น้ำเพชรหันกลับมาแล้วกางแขนออก 2 ข้าง
“น้ำสบายที่สุดในโลกเลยค่ะหม่าม้า สบายจนไม่รู้จะเปรียบกับนรกขุมไหนดี หม่าม้าไม่ต้องห่วงเลยนะคะ โอ๊ย...แฮปปี้ซะเหลือเกิ๊น”
น้ำเพชรเข้าห้องแล้วปิดประตู
“ไอ๊หยา สบายยังกับขุมนรก เอ๊ะ เดี๋ยวนี้นรกสบายแล้วเหรอวะทำไมอั๊วเพิ่งรู้”

พอเข้ามาในห้องน้ำเพชรยืนพิงประตูแบบพยายามระงับอกระงับใจสุดขีดที่จะไม่กรีดร้องออกมาด้วยความโกรธสุดๆ ผสมเครียด มือน้ำเพชรกำแน่นแล้วค่อยๆ คลายออก น้ำเพชรลืมตาขึ้นช้าๆ
“ต้องมีสติ...สติ...เมื่อมีสติ...ปัญญาก็จะเกิด” น้ำเพชรเดินมาทรุดตัวลงนั่งบนเตียง “เพราะอีนังสายสะดือคนเดียว”
มือน้ำเพชรเริ่มสั่น น้ำเพชรพยายามบีบมือไว้แน่น “หมัดตัดสายสะดือจะทำงานอีกแล้ว หยุดซิ บอกให้หยุด ฉันอยู่คนเดียวเห็นมั้ย”
ในที่สุดมือก็ค่อยๆ คลายลง น้ำเพชรเดินมาทรุดตัวลงนั่งเสยผมแล้วนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเปิดกระเป๋าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจะเปิดเครื่องดู แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ
“แล้วคุณปลาใหญ่ล่ะ คุณปลาใหญ่ไม่ใช่คนผิดสักหน่อย”
น้ำเพชรหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดเครื่อง ที่จอโทรศัพท์มี Missed call เต็มไปหมด น้ำเพชรกำลังจะกดโทรแต่มีสัญญาณโทรเข้าดังขึ้นก่อนน้ำเพชรกดรับ
“เป็นยังไงบ้างคะ คุณลุง ... อ๋อ ...ได้ค่ะ”
น้ำเพชรเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าแล้วสะพายเดินออกไปใหม่

น้ำเพชรเดินออกมา เติมศักดิ์สะกิดให้กิมฮวยดู
“อ้าว อาน้ำ นั่นลื้อจะไปไหน”
“ไปธุระคะ หม่าม้าอย่าเพิ่งถามอะไรน้ำเลยนะคะ”
น้ำเพชรรีบเดินออกไป ทุกคนชะเง้อมองตาม

น้ำเพชรขับรถเข้ามาจอด ครรชิตเปิดประตูรถอีกคันออกมา
“หนูน้ำ เข้ามาคุยกันในรถดีกว่า คุณปลาใหญ่อยู่ในรถ” น้ำเพชรเดินเข้ามา ครรชิตเปิดประตูด้านหลังให้ น้ำเพชรขึ้นไปนั่งแล้วปิดประตู ครรชิตขึ้นด้านคนขับ
“น้ำต้องขอโทษที่หุนหันผลันแล่นออกมาก่อน”
“ไม่เป็นไร ความจริงสายพิณไม่ควรจะเอะอะโวยวาย” เซียนบอก
“แล้วยังงี้ คุณปลาใหญ่ยังจะแต่งงานกับเขาอีกหรือคะ” ความเงียบน่าอึดอัดเข้าปกคลุมในรถทันที “ขอประทานโทษค่ะ...น้ำเป็นคนปากพล่อยอย่างนี้เอง”
“คนชอบคุณก็มี แต่คุณไม่ชอบเขาเอง”
“ถ้าคุณปลาใหญ่หมายถึงไอ้เซียนละก็ ...”
“นายเซียนกำลังลำบาก” เซียนขัดขึ้น น้ำเพชรชะงัก
“หมายความว่ายังไงคะ”
เซียนเหลือบสบตาครรชิต
“ลำบากมากทีเดียว ลำบากคนเดียวไม่พอ ยังอาจจะพาคุณปลาใหญ่แย่ไปด้วย”
น้ำเพชรมองหน้า 2 คนสลับกันราวกับจะรอคำตอบ
-
เซียนเดินเข้ามาในบ้านลุงป่องติดตามด้วยน้ำเพชรและครรชิต ลุงป่องเดินออกมาจากห้องนอนแล้วปิดประตูมือไม้เปื้อนเลือดและน้ำหนอง
“นายเซียนเป็นยังไง”
“ตายหรือยัง”
“ร้ายแรงขนาดนั้นเชียวหรือคะ”
“อยากรู้ก็เข้าไปดูเลยคุณ ผมขอไปล้างมือก่อน เหม็นสาบพิลึก”
ลุงป่องเดินออกไป น้ำเพชรมองตามแล้วหันมามองเซียนและครรชิต
“เข้าไปดูซิ” เซียนบอก
“คุณปลาใหญ่กับคุณลุงไม่เข้าไปดูด้วยกันหรือคะ”
“แค่ดูตัวเองผมก็จะแย่อยู่แล้ว”
น้ำเพชรเดินไปที่ประตู ค่อยๆ ผลักเข้าไป เซียนและครรชิตมองตาม

ภายในห้องปลาใหญ่นอนห่มผ้าในความสลัวเพราะหน้าต่างปิดหมด น้ำเพชรเดินเข้ามาแล้วถึงกับหยุดกึกพร้อมกับยกมืออุดจมูก ปลาใหญ่หันมามอง
“คุณน้ำหรือครับ”
“เออ”
“ขอบคุณเหลือเกินที่มา ...”
“ฉันก็ไม่ได้อยากจะมานักหรอก”
“ผมรู้ ถึงได้ให้ปลาใหญ่มันไปตาม”
“นายจะเรียก คนอื่นให้มันดีๆ หน่อยได้ไหม”
“ได้ครับ...” ปลาใหญ่ค่อยๆ ลุกขึ้น มือจับแขนอีกข้างไว้ “ผมถึงได้ให้คุณปลาใหญ่ไปกราบเรียนเชิญ”
“นั่นแขนนายเป็นอะไรน่ะ”
ปลาใหญ่เอามือออก น้ำเพชรเบิกตากว้างเมื่อเห็นแขนปลาใหญ่ห้อยต่องแต่ง

สายพิณมาหาหมอแม่นที่บ้านเพื่อขอให้ช่วยเซียน
“นะจ๊ะ ยาย...ยายช่วยพี่เซียนหน่อยนะ พิณมองไม่เห็นใครอีกแล้วนอกจากยาย”
“แล้วเจ้ากระหังกับนังกระสือล่ะ”
“ป้ากระสือแกพูดมาก ... เดี๋ยวก็ได้ป่าวประกาศไปหมด คนอื่นเขาก็จะรังเกียจพี่เซียน”
“ถ้ามีค่าตอบแทน ข้าก็ตกลง”
“แหม ยาย...”
“ข้ายังต้องกินต้องใช้นี่หว่า”
“มีอยู่แล้วละ ตอนนี้พี่เซียนเขารวย”
“รวยเงินคนอื่นน่ะซิ”
หมอแม่นลุกขึ้น สายพิณช่วยประคองเอาอกเอาใจ

น้ำเพชรเดินหน้าซีดจะเป็นลมออกมาแล้วทรุดตัวลงนั่งพลางหยิบยาดมในกระเป๋าขึ้นมาดม
“เป็นยังไงบ้าง”
เซียนถาม น้ำเพชรเบือนหน้ามามองปลาใหญ่น้ำตาคลอ
“แผลคุณปลาใหญ่ก็ลามมาถึงหัวไหล่แล้วเหมือนกันใช่ไหมคะ” เซียนพยักหน้า
“เนื้อตรงนั้นเริ่มเปื่อยยุ่ย สายพิณดึงนิดเดียว แขนนายเซียนซึ่งที่จริงเป็นแขนผมถึงได้จะขาดออกมา”
“แต่โชคดีที่แขนคุณปลาใหญ่ไม่หลุด...ดีแล้ว ต่อไปนี้ ถ้าพวกนั้นมาขอเปลี่ยนร่างเดิม คุณปลาใหญ่ก็อย่ายอม”
สายพิณพาหมอแม่นเข้ามาด้วยสีหน้าเหมือนจะเจื่อนนิดๆ ทุกคนหันมามอง
“พิณพาหมอแม่นมาแล้ว”
“เจ้าเซียนอยู่ที่ไหน”

หมอแม่นเข้ามาในห้องทรุดตัวลงจับแขนและหัวไหล่ปลาใหญ่
“โอ๊ย! เบาๆหน่อยซิ” ปลาใหญ่ร้องลั่น
“อย่าจับแรงซิยาย” สายพิณบอก
“งั้นเอ็งก็จับเองซิ...เจ็บเรอะ ไอ้เซียน”
“พูดเพราะๆ หน่อยยาย”
หมอแม่นหันมามองสายพิณ ถอนใจเฮือกอย่างรำคาญ
“จุ้น” น้ำเพชรต่อว่าสายพิณอย่างอดรนทนไม่ได้
“อะไรนะ”
“ฉันว่าแกจุ้น”
“แกจุ้นมากกว่า”
“แกจุ้นมากที่สุด”
“แก”
“โว้ย...ย ออกไปจุ้นข้างนอกไป๊” หมอแม่นตวาด
“พี่เซียนเป็นแฟนฉัน”
“สายพิณ ... ช่วยออกไปก่อน”
“พิณจะออกก็ต่อเมื่อนังน้ำเน่าออกไปด้วย”
“ออกไปทั้งคู่เลย วุ่นวายกันนัก”
“ผมอยากให้คุณน้ำอยู่ด้วย”
“พี่เซียน”
“อยู่กันไปเถอะ อยู่กันให้แขนห้อยเลย”
น้ำเพชรบอกแล้วเดินออกไป
“คุณน้ำเพชร”
“ช่างเขาเถอะน่า พี่เซียน”
หมอแม่นเก็บของใส่กระเป๋า แล้วลุกเดินไปที่ประตู
“ยาย ยายจะไปไหน”
ปลาใหญ่กับสายพิณถามออกมาพร้อมกัน
“จะกลับว่ะ รำคาญ”
สายพิณรีบดึงแขนหมอแม่นไว้แน่น
“ยายจ๋า พิณขอโทษ ... ต่อไปนี้พิณจะไม่พูด จะเงียบให้เหมือนกับอยู่ในป่าช้าเลย”

“ถ้าทำให้ข้ารำคาญอีกละก็ คราวนี้ไปโลด”

แสบสลับขั้ว ตอนที่ 14 (ต่อ)

ทุกคนนั่งกันเงียบๆ อยู่ด้านนอก ขณะที่สายพิณเปิดประตูออกมาหน้าบึ้งพร้อมกับคำพูดแดกดัน

“พี่เซียนให้มากราบเรียนเชิญคุณน้ำเพชรเข้าไปเป็นกำลังใจ”
ทุกคนหันมามองน้ำเพชร
“ไม่”
“เล่นตัว”
“เข้าไปเถอะ คุณน้ำไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา” เซียนบอก
“ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นกับคุณปลาใหญ่ด้วย”
น้ำเพชรหันมามองเซียน เซียนพยักหน้าให้น้ำเพชรจึงตัดสินใจเดินเข้าไป

ภายในห้องหมอแม่นหยิบขวดขี้ผึ้งออกมาวางแล้วจุดธูป
“อะไรน่ะ ยาย” ปลาใหญ่ถามอย่างแปลกใจ
“ขี้ผึ้ง” หมอแม่นบอกแล้วหลับตาสวดมนตร์
“เอามาทำอะไร”
“อุดจมูกนายไง” ปลาใหญ่สะดุ้งแล้วยิ้มแห้งๆ “ข้าจะทาตรงแขนแกที่จะหลุดออกมา”
“ใช้กาวตราช้างดีกว่ามั้ง”
“นายเซียน” น้ำเพชรตวาด
“เอ็งจะเอามั้ย กาวตราช้าง ข้าจะได้ให้ไอ้ป่องไปซื้อมาติดกันเอง”
“ขอโทษจ้ะยาย” ปลาใหญ่ยกมือไหว้ขอโทษหมอแม่น
“สมน้ำหน้า”
“ขี้ผึ้งนี้เป็นขี้ผึ้งเสก ...หลวงพ่อท่านให้มา ...หมดข้อสงสัยแล้วหรือยัง”
“หมดแล้วจ้ะ”
หมอแม่นสวดมนตร์ต่อ

อีกด้านที่ห้องทำงานเกริกก้อง เกริกก้องกำลังวางโทรศัพท์ลงแล้วหัวเราะลั่นอย่างพออกพอใจ
“เป็นยังไงบ้างคะ”
“ก็เรียบร้อยน่ะซิ บรรดาผู้ถือหุ้นใจฝ่อกลัวขาดทุนหนักกว่านี้เลยตัดสินใจขายหุ้นคืนให้เราหมด ทีนี้อาณาจักรมหาทรัพย์รุ่งเรืองก็ตกเป็นของฉัน...นายเกริกก้องแต่เพียงผู้เดียว”
จันทร์ทิพย์เดินมาหลังเก้าอี้ แล้วก้มลงโอบรอบคอเกริกก้องไว้
“ของจันทร์ด้วยค่ะ...อย่าลืมซิคะ ...จันทร์เป็นเมียจดทะเบียน ...ทรัพย์สินต่างๆ ที่ได้มาหลังแต่งงาน ถือว่าเป็นสินสมรส”
เกริกก้องมีแววตาเยือกเย็นครู่หนึ่ง แล้วหันมาจูบแก้มจันทร์ทิพย์ประมาณว่าเอ็นดู
“จะลืมได้ยังไง”
เกริกก้องลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างมองออกไปข้างนอกครู่หนึ่งแล้วหันกลับมา
“มันเหมือนฝันใช่ไหมคะ”
“ไม่ใช่ ฉันรู้ตลอดมาว่า มันจะต้องเป็นความจริง “อาณาจักรมหาทรัพย์” ต้องเป็นของฉัน”
“เหลือแต่บ้าน ...บ้านซึ่งยังเป็นชื่อปลาใหญ่ แต่มันไม่ใช่ปลาใหญ่...มันคือไอ้เซียนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ... ไอ้เซียนมันจะชุบมือเปิบทุกอย่างจะจบลงอย่างสมบูรณ์ที่สุดถ้าหากไม่มีไอ้เซียน เรากำจัดมันออกจากบริษัทได้แล้ว เหลือแต่บ้าน”
เกริกก้องนิ่งคิดครู่หนึ่ง
“วันนี้มันมาทำงานหรือเปล่า”
“คงมาละค่ะ คุณย้ายมันไปเป็นพนักงานส่งเอกสารนะคะ”
“เมื่อคืนพี่คุณก็ทำงานพลาด”
“พี่กรณ์บอกว่า ...”
“ลูกน้องเจอผี ผีที่ไหน ...เราอยู่บ้านนี้มากี่ปีคุณเคยเจอผีหรือเปล่า ขนาดพี่เกรียงไกรตาย ก็ยังไม่เคยมาปรากฏตัว
ให้เห็น แล้วอยู่ดีๆ ไอ้เขียวจะมาบอกว่าเจอผี”
“หรือว่าจะเป็นผีพี่เกรียงไกรคะ”
“ไม่มีทาง” จันทร์ทิพย์ถอนใจเฮือก “ผีหรือไม่ผีก็ช่างมันเถอะ เรื่องกำจัดไอ้เซียนสำคัญกว่า”
เกริกก้องเดินกลับไปกลับมาอย่างครุ่นคิด

ภายในบ้านลุงป่อง น้ำเพชรเปิดประตูออกมาด้วยสีหน้าราบเรียบ ทุกคนมองน้ำเพชรเป็นตาเดียว
“เป็นไงบ้าง” สายพิณลุกพรวดถาม
“ก็ ... สำเร็จ”
สายพิณกระโดดดีใจอย่างลืมตัว
“เย้...พี่เซียนไม่เป็นอะไรแล้ว”
สายพิณวิ่งเข้าไปในห้อง ลุงป่องตามเข้าไปเซียนมองตามขวางๆ
“ผู้หญิงอะไร”
“เฮ้อ ! โล่งใจไปที เออ... หมอแม่นนี่แกเก่งใช้ได้เลยนะ เข้าไปดูกันไหม คุณปลาใหญ่”
“เชิญคุณครรชิตเถอะครับ”
ครรชิตเดินเข้าไป น้ำเพชรมองตามแล้วเบือนหน้ากลับมามองเซียนเพ่งพิศ

พอเข้ามาในห้องครรชิตเบิกตากว้างมองดูปลาใหญ่ซึ่งนั่งแขนแข็งไปข้างหนึ่ง
“ทำไมแขนพี่เซียนแข็งทื่อแบบนี้ล่ะยาย”
สายพิณถามอย่างตกใจ
“ใช้ขี้ผึ้งเสกเคลือบ มันก็เป็นยังงี้แหละ”
“โธ่เอ๊ย ไอ้เราก็นึกว่าแขนจะหายดีเหมือนเดิม นี่แข็งยังกับแขนผีแน่ะ”
“อ้อ มีข้อควรระวังอย่างนึง อย่าให้แขนถูกความร้อนเด็ดขาดเพราะมันจะละลายตามประสาขี้ผึ้ง”
“โอ๊ยตาย”
“แบบนี้ไปหาหมอแผนปัจจุบันดีมั้ย”
“มีหวังได้ขึ้นหน้าหนึ่งเป็นโรคประหลาดแห่งปี”
“ขึ้นแล้วหายก็ไม่เป็นไร ไอ้เซียน ... เอ็งเป็นโรคทางไสยศาสตร์มันก็ควรรักษาด้วยไสยศาสตร์ นี่ข้าก็ทาขี้ผึ้งให้เอ็งจนหมดเชียวนะ”
“โล่งใจไปที ที่คุณปลาใหญ่ไม่พลอยเป็นไปด้วย ... นี่หนูพิณ ห้ามฉุดกระชากลากแขนดึงขาคุณปลาใหญ่เชียวนะ”
“ยังกับอยากจะแตะเนื้อต้องตัวนักนี่”
“คุณครรชิต ผมยอมตกลงกินยาตามที่ตกลงกันไว้ รับรองว่าคราวนี้ไม่มีบิดพลิ้วแน่นอน”
ปลาใหญ่บอก พอน้ำเพชรรู้อย่างนี้จึงเข้ามายืนชี้หน้าปลาใหญ่อย่างไม่พอใจ
“ไอ้คนเห็นแก่ตัว ไอ้คนชั่วช้า พอร่างคุณปลาใหญ่โทรมขนาดหนักแล้วถึงได้มาทวงสัญญา อย่ายอมเด็ดขาดนะคะ
คุณปลาใหญ่”
“อ้าว ไม่ยักรู้ว่าคุณชอบความหล่อของผม”
“อะไรนะ”
“ก็การที่ไม่ยอมให้ไอ้ปลาใหญ่เปลี่ยนร่าง ย่อมแสดงว่าคุณชอบจิตวิญญาณปลาใหญ่ แต่ชอบรูปกายภายนอกของผม”
“ไอ้บ้า”
“ไอ้ปลาใหญ่นั่นแหละบ้า พี่เซียนของฉันเป็นคนดี” มือน้ำเพชรสั่นเทาจนเธอกำแน่น “มือพิฆาตตัดสายสะดือจะทำงานแล้ว”
สายพิณกำมือบ้าง
“อ๋อ ! หมัดเด็ดเพชรตัดน้ำเพชรก็เตรียมพร้อมแล้วเหมือนกัน”
ปลาใหญ่ตบมือแล้วชะงักจับแขน
“สุดยอด”
“เหลวไหล” เซียนต่อว่า ทุกคนสะดุ้ง “ผมเบื่อความไร้สาระของพวกคุณเต็มที แล้วจะไม่ขอทนอีกต่อไป”
เซียนเดินไปที่ประตู ครรชิตถลาตามแต่ยังช้ากว่าสายพิณและน้ำเพชรที่เข้าขวางประตูไว้ราวกับนัดกัน
“ยู้ด ...ด! หยุด”
“ช้าก่อนค่ะ”
“อะไรกันอีกล่ะ”
“ตกลงกันเสียทีได้มั้ยว่าจะเอายังไง ข้าขี้เกียจคอยเต็มทีแล้ว เดี๋ยวคนนั้นจะเอายังโง้น ... คนโน้นจะเอายังงี้ ... เฮ้ย ...ย จะเอายังไงก็เอาซักทีซิวะ ทะเลาะกันอยู่นั่นแหละ”ลุงป่องบอก ทุกคนอึ้งกันไปหมด “ตกลงจะว่ายังไง”
“ขอบใจมากลุงป่อง”
“เรื่องอะไรวะ”
“ก็ที่ให้สติพวกเราทุกคน”
ครรชิตตบมือ ทุกคนค่อยๆ ตบตามกันทีละคน ลุงป่องทำวางมาดเคร่งขรึม

ปกรณ์นัดเจอกับเขียวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งเขียวยังยืนยันเรื่องที่เจอผีเมื่อคืนนี้
“ผีจริงๆ นะพี่ เน่าทั้งตัวเลย”
“จะเป็นไปได้ยังไง”
“เป็นไปแล้วละพี่ ... ผมสาบานได้เลย”
“แล้วไอ้เซียนมันไปไหน ถึงได้ปล่อยให้ผีมาอยู่แทน”
“หรือไอ้เซียนคนที่ว่ามันจะเป็นผี”
“ไอ้บ้า...มันต้องมีอะไรสักอย่างซินะ”
ปกรณ์มีสีหน้าครุ่นคิด

ปกรณ์กลับมาหาเกริกก้องแล้วยืนยันกับเกริกก้องเรื่องที่เขียวเจอผี
“ไอ้เขียวมันบ้าหรือเปล่า”
“เปล่านี่ครับ...แต่มันยังยืนยันว่ามันเจอผีในห้องนั้นจริงๆ” เกริกก้องเดินกลับมานั่ง “ก่อนหน้านี้ ผมเคยคิดว่าเรื่องผีเป็นเรื่องเหลวไหล ...ยิ่งมาได้ยินเรื่องสลับร่างสลับวิญญาณกันยิ่งไปกันใหญ่ มันบ้าบอคอแตก...” เกริกก้องเหลือบมองปกรณ์แบบเหล่ๆ “แต่ตอนนี้ผมเชื่อแล้วนะครับ... ผมอยากพิสูจน์”
“ยังไง”
“ผมอยากเข้าไปซ่อนอยู่ในห้องนั้น โดยไม่ให้ไอ้เซียนรู้”
“งั้นก็ไปตอนนี้เลย ไอ้เซียนมันกำลังไม่อยู่บ้าน”
“ครับ ..เดี๋ยววันนี้ได้รู้แน่ว่าผีจริงหรือผีปลอม ...ผมไปละครับ”
“ฉันจะโทรบอกสมทรงให้” ปกรณ์ไหว้เกริกก้องแล้วเดินออกไป เกริกก้องมองตามพอใจ “ไม่นึกเลยว่า ไอ้กรณ์มันจะกลายมาเป็นกำลังสำคัญได้”

ปกรณ์รีบกลับบ้าน สมทรงกับสมศรีจึงพาปกรณ์มาที่ห้องปลาใหญ่
“เชิญทางนี้ค่ะ”
“ฉันรู้น่าว่าทางไหน” ปกรณ์บอกแล้วเดินนำออกไป
“แสดงว่า คุณกรณ์เคยขึ้นไปสำรวจ”
ปกรณ์หยุดเดิน หันขวับมา
“ฉันตามคุณก้องซึ่งเป็นสามีของน้องสาวฉันไป”
สมทรงใช้ข้อศอกกระทุ้งสมศรี
“ขอประทานโทษค่ะ”
“สมศรีปากไวอย่างนั้นเองค่ะ”
“จะไวกับใครก็ต้องดูตาม้าตาเรือด้วย แบบนี้เขาเรียกว่าปากพล่อย ยัยจันทร์คงไม่พอใจแน่ ถ้ารู้ว่าสาวใช้เผยอมาตีฝีปากกับพี่ชายของเขา”
“จำเอาไว้นะสมศรี”
“สมศรีต้องขอประทานโทษอีกครั้งนึงค่ะ”
ปกรณ์หันหลังกลับเดินไป สมศรีเบ้ปากหมั่นไส้เต็มที่

ปกรณ์เดินนำสมทรงกับสมศรีมาถึงหน้าห้องปลาใหญ่แล้วหันกลับมา
“ไปได้แล้ว”
“สมทรงจะคอยโทรบอกนะคะว่า คุณปลาใหญ่มาตอนไหน”
“เตรียมกับข้าวไว้ด้วย เดี๋ยวฉันจะลงไปกิน”
“ค่ะ”
สมทรงพยักหน้ากับสมศรีแล้วเดินไป ปกรณ์เปิดประตูเดินเข้าไปแล้วปิดประตู
“เบ่งชะมัด”
สมศรีต่อว่าตามหลัง

ปกรณ์เดินสำรวจภายในห้องปลาใหญ่ด้วยสีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความริษยา
“พอเสร็จเรื่อง ห้องนี้จะต้องเปลี่ยนมาเป็นของฉัน” ปกรณ์ทำจมูกฟุดฟิดประมาณว่าได้กลิ่นสางๆ จางๆในห้อง “กลิ่นอะไร” ปกรณ์เดินหาที่มาแต่ก็ไม่พบ “แม่สองสมกวาดถูไม่สะอาด ... มิน่า...” ปกรณ์มองไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง “ไอ้เซียนมันสะสมน้ำหอมเต็มไปหมด”
ปกรณ์ลุกเดินมาหยิบน้ำหอมดู

นาฬิกาบอกเวลา 6 โมงเย็นเซียนและปลาใหญ่นอนหลับสนิทอยู่ในห้องลุงป่องมีเพียงลมหายใจที่รวยริน
ทุกคนต่างนั่งล้อมมองดูด้วยความเป็นห่วง
“เงียบอยู่อย่างนี้ตั้ง 2-3 ชั่วโมงแล้วนะคะ”
“คอยดูนะ ถ้าพี่เซียนเป็นอะไรไปละก็ ฉันจะโทษนังน้ำหนอง”
“ไอ้พิณ เอ็งเลิกโทษคนโน้นคนนี้ โทษโน่นโทษนี่เสียที...ทุกอย่างพวกเรารวมทั้งคุณปลาใหญ่แล้วก็ไอ้เซียนตกลงกันแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทุกคนรวมทั้งเอ็งต้องมีส่วนรับผิดชอบ”
สายพิณหน้างอเถียงไม่ออก
“จะมืดแล้ว ข้าจะกลับไปอาบน้ำอาบท่าเสียที แล้วเดี๋ยวมาดูใหม่”
“อ้าว จะหนีความรับผิดชอบเรอะยาย”
“แหม....ม....นังสายพิณ”
“ไปเถอะ...ยายแม่น...หนูน้ำเพชรกับหนูสายพิณก็เหมือนกัน”
“หนูไม่ไป” สองสาวบอกออกมาพร้อมกัน
“งั้นไปรอกันข้างนอกกันดีไหม”
“ไม่ดี”
“ตามใจ แต่ถ้าพวกเราคอยนั่งจ้องกันเขม็งกันแบบนี้ วิญญาณคุณปลาใหญ่กับไอ้เซียน...”
“คุณปลาใหญ่กับไอ้เซียน”
ลุงป่องรีบขัดก่อนที่สายพิณจะพูด
“คุณเซียนกับคุณปลาใหญ่ เอ้า” สองสาวพยักหน้า “วิญญาณคุณปลาใหญ่กับคุณเซียนอาจจะออกมาไม่ได้”
“ทำไมล่ะ”
“ไม่รู้ ผมเพียงแต่พยายามหาคำอธิบาย...”
“งั้นลองดูก็ได้”
ลุงป่องและครรชิตลุกขึ้น
“แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นในนี้ล่ะ”
สายพิณพยักเพยิดเห็นด้วยกับน้ำเพชร
“ใช่ ถ้าพี่เซียนเป็นอะไรไป”
“ถ้าเป็นก็คงเป็นไปแล้วละ...ไป ออกไปข้างนอกกัน”
สองสาวลุกตามอย่างไม่เต็มใจ แล้วหันไปมองเซียนกับปลาใหญ่คนอย่างห่วงกังวล

ส่วนที่บ้านปลาใหญ่เกริกก้องและจันทร์ทิพย์ รัญญา ฟังรายงานด้วยความแปลกใจ
“ไอ้เซียนยังไม่กลับอีกเรอะ”
“ครับ .... ผมก็เลยยังอยู่ข้างนอกนี่” ปกรณ์บอก
“เข้าไปอยู่ได้แล้ว เดี๋ยวมันพรวดพลาดกลับมาจะเตรียมตัวไม่ทัน”
“ก็ได้” ปกรณ์ลังเลนิดหนึ่งแล้วหันกลับมา “น่าแปลกเหมือนกันนะครับ ในห้องนั้นมีกลิ่นสางๆ... ผมเลยต้องเปิดหน้าต่างไว้ให้กลิ่นออกไป”
“ชักจะปอดเหมือนกันละซิ”
ปกรณ์มีสีหน้าไม่พอใจแว่บหนึ่ง
“เปล่าครับ...แค่เป็นการตั้งข้อสังเกต ซึ่งกลิ่นนั่นอาจจะมาจากกลิ่นตัวหมักหมมของไอ้เซียนก็ได้”
“เรื่องกลิ่นนี่เป็นความจริงค่ะ” สมทรงบอก ทุกคนหันมามอง “สมทรงได้กลิ่นสางๆ อย่างที่คุณกรณ์บอกมาสักเกือบสัปดาห์แล้ว”
“ใช่ค่ะ”
“ตอนที่ขึ้นไปดูห้องมันกับกรณ์ ฉันก็ได้กลิ่นฉุนๆแปลกๆ ... เหมือน...คนใช้กลิ่นน้ำหอมกลบกลิ่นอะไรสักอย่าง”
“งั้นก็กลิ่นตัวมันนั่นแหละค่ะ”
“ผมไปละครับ”

เกริกก้องและจันทร์ทิพย์พยักหน้า มองตามปกรณ์เดินไป

“มันก็แปลกๆ เหมือนกันนะคะ”

จันทร์ทิพย์บอกขณะเดินกลับเข้าห้องกลับเกริกก้อง
“ชักจะเชื่อเรื่องผีเรื่องสางขึ้นมาละซิ”
“แล้วคุณก้องว่าไม่แปลกหรือคะ”
“ไม่ ผีไม่มีจริงในโลก”

ภายในห้องลุงป่อง ร่างปลาใหญ่กับเซียนยังนอนเหยียดยาวอยู่
“ปลาใหญ่...แกตายหรือยัง”
เซียนถามขึ้นเบาๆ ปลาใหญ่เบือนหน้ามามอง
“น่าจะยัง ... นายล่ะ”
เซียนลุกขึ้นนั่ง ปลาใหญ่ลุกตาม
“แผนการณ์ล้มเหลว ฉันอุตส่าห์พยายามหลับให้วิญญาณออกจากร่างแต่ก็ไม่สามารถ”
“เราอาจจะกินยาน้อยเกินไป”
“กินมากกว่านี้ก็ไม่ไหวแล้ว เดี๋ยวเกิดตายไปจริงๆ จะว่ายังไง”
“ก็ใช่ แต่ฉันไม่อยากให้ทุกคนผิดหวัง”
“งั้นก็เอางี้” ปลาใหญ่หันมามอง “เราก็แกล้งทำเป็นว่าวิญญาณของเราต่างก็กลับเข้าร่างเองเรียบร้อย”
“ไม่ได้ ยายปิ่นเคยสอนว่า โกหกผิดศีล 5 บาป”
“เฮ้ย โกหกให้คนอื่นสบายใจไม่บาปหรอก ...ได้บุญด้วย” ปลาใหญ่ลังเล “คิดดูซิ โดยเฉพาะสายพิณกับคุณน้ำเพชร...ทั้ง 2 คนก็จะได้อยู่กับคนที่รักสมใจ ไหนยังจะ...”
“สมมุติว่าตกลง แล้วเรื่องแผลเน่าไหนยังจะแขนทาขี้ผึ้งของนาย ...”
“ก็จะให้เขารู้ทำไมล่ะ นี่ ... ฉันมีวิธีปกปิด แล้วจะสอนให้”
ปลาใหญ่ลุกขึ้นเดินไปที่ประตู
“ฉันไม่ตกลง”
เซียนบอกแต่ปลาใหญ่ไม่สนใจเปิดประตูออกไป
“สวัสดีครับทุกๆ คน...”

ทุกคนลุกขึ้นยืนมองมาที่ปลาใหญ่และเซียนที่ตามออกมาอย่างจะกลั้นลมหายใจด้วยความตื่นเต้น
“เราสองคนเปลี่ยนร่างกันเรียบร้อยแล้ว ...” ปลาใหญ่หันมาทางเซียน “ทีแรกนายเซียนจะไม่ยอม เลยต้องสู้กันพักหนึ่ง”
“ไอ้เซียน”
น้ำเพชรตรงเข้ามาปลาใหญ่รีบขวางด้วยสุ้มเสียงและสีหน้าเคร่งขรึม
“อย่า...คุณน้ำ...ผมขอร้อง...”
“ห้ามน้ำทำไมคะ”
สายพิณเข้าประคองเซียน ซึ่งยังคงมีสีหน้าท่าทางเพลียๆ
“อย่าเข้ามาใกล้ของฉันเด็ดขาด”
“คุณครรชิต ... ผมอยากพักผ่อน ... นายเซียนเขาก็คงเหมือนกัน”
“น้ำจะพาคุณปลาใหญ่ไปส่งที่บ้านเอง”
“พี่เซียนซ้อนท้ายมอไซค์พิณไหวไหมจ๊ะ หรือว่าจะขออาศัยลุงป่องนอนที่นี่ก่อน”
“อาศัยลุงป่องนอนที่นี่ก่อน” ปลาใหญ่บอก สายพิณหันขวับมา
“ฉันไม่ได้พูดกับนาย”
“เอาอย่างนี้ ... ทั้งคุณปลาใหญ่แล้วก็นายเซียนร่างกายยังอ่อนแออยู่นอนพักที่บ้านนายป่องสักคืนก็แล้วกัน”
“เอ๊ะ ! ทำไมฉันยังได้กลิ่นอยู่เลย”
“โธ่ ลุง....เราเพิ่งกลับเข้าร่างกันนะครับ อย่าลืม”
“ว่าไงจ๊ะ พี่เซียน”
เซียนพยักหน้า
“พักกับลุงป่องคืนนึงก็แล้วกัน”

ขณะนั้นหมอแม่นเพิ่งอาบน้ำเสร็จปะแป้งอยู่ในห้องจู่ๆ ไฟก็ดับพรึ่บลง
“อ้าว อะไรอีกล่ะ”
หมอแม่นค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้น เดินออกไป
หมอแม่นเดินออกมาหน้าห้องแล้วสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นเอ็กซ์นั่งตะคุ่มอยู่ในเงามืด
“นะ...นะ...นั่น...นั่น...ใครน่ะ” เอ็กซ์เงยหน้าขึ้นมอง “อะ...อะ...ไอ้เอ็กซ์... อย่า...อย่า...มาหลอกหลอนข้าเลย
ข้าจะทำบุญกรวดน้ำไปให้”
เอ็กซ์ค่อยๆ ลุกขึ้น ไฟลุกท่วมตัวแล้วเลือนหายไป หมอแม่นเบิกตากว้างไฟสว่างพรึ่บขึ้น หมอแม่นยกมือทาบอก ดวงตายังเบิกตากว้างตกใจ

หมอแม่นยังมีสีหน้าแววตาตื่นเต้นขณะเล่าให้ลุงป่องกับครรชิตฟัง
“ข้าว่าไอ้เอ็กซ์มันต้องมาทวงความยุติธรรม”
“ทำไมมันไม่ไปทวงกับตำรวจน่ะ ยายแม่นจะไปช่วยอะไรมันได้”
“ก็มันรู้จักตำรวจที่ไหนกัน .... มันรู้จักแต่ข้า ...”
“มันอยากให้แกช่วยเป็นตัวกลางไปบอกตำรวจให้ ว่างั้นเถอะ”
“แล้วแกมีเหตุผลอะไรนอกจากนี้อีกมั้ยล่ะ”
“บางทีมันอาจจะอยากมาหลอกป้าก็ได้”
“จะบ้าเรอะ ...ข้าว่ามันต้องถูกฆาตกรรม”
“ใครที่ไหนจะไปฆ่ามัน ...” ครรชิตชะงัก “จริงซิ”
“แกสงสัยใคร ข้าน่ะสงสัยเจ้านายมัน”
“ไม่เห็นจะเกี่ยวกับเราตรงไหน”
“จะว่าไปก็เกี่ยว เพราะฉันจะส่งแกไปติดต่อธุระกับเขา”
“เขาน่ะใคร”
“ก็เจ้านายของไอ้เอ็กซ์ไง”
ลุงป่องสะดุ้งเฮือก

“คุณอาก่องก๊องนี่เห็นหล่อๆ แบบนี้อำมหิตจัง”
ปลาใหญ่บอกเมื่อรู้เรื่องเอ็กซ์มาปรากฏตัวให้หมอแม่นเห็น
“ไม่อำมหิตจะสั่งให้ไอ้เอ็กซ์ตามฆ่าฉันเรอะ” เซียนบอก
“แน่ใจนะว่าเป็นไอ้เอ็กซ์”
“ไม่ใช่มันแล้วจะเป็นใคร ยิ่งได้ฟังยายแม่นเล่ายิ่งแน่ใจ ..ฉันจะต้องหาหลักฐานให้ได้ก่อนตาย”
ปลาใหญ่สะดุ้ง
“เฮ้ย แกตายฉันก็ตายด้วยซิวะ ...ไม่เอา...เราต้องสู้ๆ เรายังตายไม่ได้”
“ใครๆ มันก็ตายได้ทั้งนั้นแหละ”
“เลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว”
ปลาใหญ่ลงนอนคลุมโปง เซียนเอนตัวลงนอน เงียบกันไปครู่หนึ่ง ... แล้วปลาใหญ่ดึงผ้าห่มออกมาจากหน้า
“ปลาใหญ่”
“หือ...”
“แกต้องสู้นะ แกอย่าเพิ่งตาย”
“นายสั่งใครไม่ให้ตายได้หรือ”
เซียนพลิกตัวนอนตะแคงหันหลังให้

“คุณคัน ...ไอ้ป่อง ... ช่วยทวงความยุติธรรมให้ไอ้เอ็กซ์มันด้วยนึกว่าเวทนาฉัน”
หมอแม่นบอกกับครรชิต
“อ้าว แล้วมันเกี่ยวอะไรกับป้าล่ะ”
“เกี่ยวเต็มๆ เพราะตราบใดที่ยังทวงความยุติธรรมให้มันไม่ได้มันก็คงจะมาปรากฏตัวให้ฉันเห็นอยู่นั่นแหละ”
“เป็นหมอผีทำไมกลัวผี แต่พอจะมีความรู้เรื่องมีอยู่บ้างนิดๆ เออแล้วเจ้า2 คนนั่นเป็นยังไงบ้างล่ะ”
“ยังตอบไม่ได้”
ลุงป่องและหมอแม่นมองครรชิตอย่างแปลกใจ
“ทำไมล่ะ คุณคัน”
“ผมต้องรอดูให้แน่ใจก่อน”
ครรชิตบอกด้วยสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด

สมทรงเดินมาเคาะประตูห้องเกริกก้อง ครู่หนึ่งเปิดประตูออกเกริกก้องและจันทร์ทิพย์ยืนอยู่
“คุณปลา ...เอ๊ย นายเซียนยังไม่กลับเลยค่ะ”
“คงไม่กล้ากลับมาสู้หน้าแล้วมั้ง”
“คนอย่างไอ้เซียนน่ะเรอะ...ไม่กล้ากลับมาสู้หน้า ...มีสาเหตุอื่นมากกว่า”
“งั้นมันอาจประสบอุบัติเหตุ ...อาจจะตาย”
“แหม ... เป็นทางเลือกที่ดีทั้งสองอย่างเลยนะคะ” เกริกก้องมองขรึม สมทรงค่อยๆ หน้าเจื่อนลง “สมทรงลงไปเฝ้าต่อละค่ะ”
“ไม่ต้องเฝ้าหรอก ... ดึกดื่นป่านนี้ใครจะไปคอยเปิดประตูให้มัน”
เกริกก้องปิดประตู
“แล้วถ้ามันเรียกตำรวจอีกล่ะคะ”
“ก็ช่างเป็นไร! พูดถึงไอ้บ้านี่แล้วหงุดหงิดทุกที”

เช้าวันรุ่งขึ้นขณะที่เกริกก้อง รัญญาและจันทร์ทิพย์กำลังกินอาหารเช้ากัน ปกรณ์ก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเหมือนคนอดนอน
“ขอโทษครับ เมื่อคืนแทบไม่ได้นอน”
“แล้วเจอผีหรือเปล่า พี่กรณ์”
“ไม่มีสักตัว”
“งั้นลูกน้องก็ตาฝาดแน่ ... นอกจากว่า มันจะเข้าใจอะไรผิดสักอย่างเช่นนึกว่าไอ้เซียนเป็นผี”
“จะเป็นไปได้ยังไง ... ไอ้เซียนมันไม่เห็นจะเหมือนผีสักนิด”
“เดี๋ยวสายๆ พาไอ้เขียวไปพบฉันที่ร้านเดิมหน่อย”
“ครับ”

อีกด้านหนึ่งที่ร้านขายของชุมชนพัฒนา ทุกคนรวมกันมีทั้งยายปิ่น สายไหมกำลังฟังกระสือและกระหังเล่าเสียงดังอย่างตื่นเต้น ขณะที่หมอแม่นนั่งหน้างอ
“ชุมชนเราเคยมีผีมีสางที่ไหน แต่นี่อยู่ดีๆ ก็มาปรากฏหน้าบ้านยายแม่น เดินกลับไปกลับมา”
“ท่าทางมันเครียดมากเลย”
“ผีอะไรวะเครียด”
กลุ่มมอมเดินเข้ามาพอดี
“อะไรกันจ้ะ...สาวๆ”
“อย่าทะลึ่งนะ ไอ้มอม”
“เมื่อคืนแถวบ้านยายแม่นเจอผี”
“แล้วทำไมไม่มีใครหัวโกร๋นสักคนล่ะครับ”
“เฮ้ย ไอ้มอม ไอ้ป๋อง พูดจากับผู้ใหญ่ต้องมีสัมมาคาราวะหน่อย”
“พวกเอ็งอย่าทำเป็นล้อเล่นเชียวนะ ไอ้เอ็กซ์มันยิ่งมีความเคียดแค้นอยู่”
“ไอ้เอ็กซ์”
“ไอ้เอ็กซ์มันตายตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ตายซะก็ดี .... แผ่นดินนี้จะได้สูงขึ้น”
“ไอ้คุณป๋อง”
“นี่ถ้าไม่ได้เห็นกับตา ฉันจะไม่เชื่อเลย ถามไอ้หังดูซิ ขนาดเป็นหมอผีมันยังขนลุกเกรียว”
ลูกค้าอีกกลุ่มเดินเข้ามา
“เอ้า ! จะขายมั่ยขาย”
“ขายจ้ะขาย”
“ไหนใครจะเอาอะไรบ้าง”
บรรยากาศในร้านกลับเข้าสู่บรรยากาศค้าขายปกติ

ครรชิตและลุงป่องเดินออกมาหน้าบ้าน ขณะน้ำเพชรและสายพิณยืนรออยู่โดยต่างคนต่างถืออาหารมาให้
“น่าอิจฉาทั้งคุณปลาใหญ่กับไอ้นายเซียนจัง ! มีคนมาส่งสำรับกับข้าวแต่เช้า ...”
“น้ำมีมาฝากคุณลุงกับลุงป่องด้วยค่ะ”
“พิณก็มีมาฝากครบทุกคนเหมือนกัน ... พี่เซียน ...พี่เซียนจ๋า...”
“คุณปลาใหญ่คะ...คุณปลาใหญ่”
“อย่าตะโกนหนู .... เขายังไม่ตื่นกันเลย”
“อ้าว”
“เดี๋ยวสายๆ ค่อยมาใหม่ดีกว่านะหนูนะ”
“ค่ะ .... งั้นน้ำฝากไว้ให้ทานกันนะคะ”
“ของพิณด้วยค่ะ “
สองสาวส่งของให้ครรชิตและลุงป่องแล้วก็เดินออกไป
“ท่าทางจะดีกันได้แล้ว” ครรชิตมีสีหน้าครุ่นคิด “คุณครรชิต ได้ยินผมพูดหรือเปล่า”
“ได้ยิน.... นายป่องจะไปไหนก็ไปเถอะ ฉันจะคอยดู 2 คนนั่นเอง”
“ว่าจะไปวินสักหน่อย”
“เอ้า .... เอาไปกินด้วย”
ครรชิตส่งถุงข้าวให้ ลุงป่องรับถุงกับข้าวเดินไปขึ้นมอเตอร์ไซค์

ครรชิตเดินกลับเข้ามาในบ้าน ขณะปลาใหญ่กับเซียนนั่งมองอยู่
“กลับกันไปแล้วหรือครับ”
“ครับ...ทำไมคุณปลาใหญ่ถึงยังไม่อยากพบหนูน้ำเพชร” ปลาใหญ่อึกอัก “แล้วทำไมนายเซียนถึงไม่อยากพบหนูสายพิณ”
“คือ ...”
ครรชิตชูถุงอาหารขึ้น
“อึดอัดที่จะตอบก็ไม่เป็นไร ... ทานข้าวกันก่อน” ครรชิตวางถุงอาหารลงบนโต๊ะ แล้วหยิบจานชามมาวาง
“หยิบช้อนกลางให้หน่อย นายเซียน”ปลาใหญ่หยิบช้อนส่งให้ครรชิต แล้วชะงัก ครรชิตมองเขม็งถอนใจเบือนหน้ามามองเซียน “นึกแล้ว”
“ทำไมคุณครรชิตถึงรู้”
“ผมอยู่กับคุณปลาใหญ่มาตั้งกี่ปี มองปราดเดียวก็รู้”
“เฮ้อ ! ว่าทำเนียนแล้วเชียวนะ”
“นายน่ะไม่มีวันเหมือนหรือแม้แต่คล้ายคุณปลาใหญ่เลย ... นายเซียนในทำนองเดียวกัน ... คุณปลาใหญ่ก็ไม่มีวันทำทุเรศๆ เหมือนนายเซียนได้”
“พูดซะเสียเลย”
“ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เลยยังไม่อยากให้น้ำเพชรหรือสายพิณเข้ามาใกล้ๆ...เพราะ2 คนนั่นฉลาด ...”
“แล้วทำไม”
“เพราะผมคิดว่าถึงแม้เรา 2 คนจะไม่มีวันกลับเข้าร่างเดิมได้แล้ว แต่ก็ยังอยากทำให้ทุกคนสบายใจ”
“ทั้งหมดนี่เป็นไอเดียอันชาญฉลาดของผมครับ คุณครร”
“ฉลาดตายละ! ...ถามหน่อย... ทั้ง 2 คนจะเปลี่ยนความตั้งใจหรือเปล่า”
“ไม่ครับ”
“ถ้าอย่างนั้น ก็อย่าพยายามพูดมาก เวลาอยู่ต่อหน้า 2 สาวมั่น” 

เซียนกับปลาใหญ่มีสีหน้าค่อนข้างหนักใจ

แสบสลับขั้ว ตอนที่ 14 (ต่อ)

ชายสี่ขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดแอบมุมหนึ่งที่บ้านปลาใหญ่แล้วรีบเดินมาที่รถ ถอยออกมาจอดหน้าตึก รัญญาเดินออกมาสีหน้าเรียบเฉย ชายสี่รับข้าวของมาแล้วเปิดประตูให้รัญญาขึ้นไปนั่ง เอาของมาวางให้รัญญาแล้วเดินเข้าไปนั่งประจำที่คนขับ จากนั้นก็ขับรถแล่นออกไป
 
ปกรณ์หลบมุมมองตามด้วยความริษยา

รถรัญญาแล่นมาเรื่อยๆ ชายสี่เหลือบมองรัญญาทางกระจกแล้วกระแอมเล็กน้อย
“วันนี้ผมมาสาย ขอประทานโทษครับ”
“แล้วทำไมถึงสาย”
“เผอิญเมื่อคืนมีคนเจอผีในชุมชนครับ”
“แก้ตัวเก่งนี่”
“คุณรันจำเอ็กซ์ได้ใช่มั้ยครับ ... คนที่คุณรันให้ผมสืบหา”
“ทำไม ! เจอตัวแล้วเรอะ”
“ไม่ได้เจอเป็นคนครับ ... แต่ชาวบ้านเขาเจอเป็นผี”
“เหลวไหล”
“แต่มีคนเห็นหลายคนเหมือนกันนะครับ” รัญญาเอนตัวพิงพนัก “เอ้อ ....เห็นป้าแม่นแกบอกว่า วิญญาณไอ้เอ็กซ์
มันมาทวงความยุติธรรม”
รัญญาเม้มปาก แล้วเบือนหน้ามองนอกหน้าต่างชายสี่ชำเลืองมองทางกระจกด้วยความเป็นห่วง

พอถึงบริษัทรัญญาจึงมาหาเกริกก้องเพื่อบอกเรื่องนี้ เกริกก้องลุกขึ้นยืนปัดของบนโต๊ะลงอย่างหงุดหงิด
“ชักจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว ! ถ้าเป็นผีไอ้เอ็กซ์จริง มันต้องมาบ้านเราซิ”
รัญญาสะดุ้ง
“คุณพ่อ คุณพ่อกำลังท้าผีนะคะ”
“ก็จริงมั้ยล่ะ มันจะไปที่ไอ้ชุมชนนั่นทำไม”
รัญญามองเกริกก้องอย่างเพ่งพิศ
“แล้วทำไมวิญญาณนายเอ็กซ์จะต้องมาบ้านเราละค่ะ”
“ก็ ...”
“คุณพ่อสั่งเก็บเขาใช่มั้ยคะ”
“แล้วมันเป็นยังไง”
“รันไม่อยากให้คุณพ่อฆ่าคน”
“ทำไมถึงเพิ่งจะมาไม่อยากเอาตอนนี้”
“เพราะมันชักจะมากขึ้นทุกทีแล้วไงคะ ... รันกลัวว่าต่อไป คุณพ่อจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยกับการฆ่าคน”
“พ่อมาไกลจนเกินกว่าจะกลับไปได้แล้วลูก และทุกอย่างที่พ่อทำลงไปก็เพื่อรัน”
“เพื่อความยิ่งใหญ่ของคุณพ่อมากกว่าค่ะ”
รัญญาเดินออกไป เกริกก้องมองตามอย่างขัดอกขัดใจก่อนจะกดกดโทรศัพท์ภายใน
“ตามนายชายสี่คนขับรถคุณรันมาพบฉันหน่อยซิ”
เกริกก้องวางโทรศัพท์ลง

ขณะนั้นชายสี่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ ขณะที่คนอื่นๆ คุยกันอยู่ รปภ. เดินมาหาชายสี่
“ท่านประธานเรียกพบด่วน”
ชายสี่มีสีหน้าเหมือนจะตกใจผสมตื่นเต้น
เกริกก้องนั่งสีหน้าเคร่งขรึมขณะที่มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ
“เข้ามา”
ประตูเปิดออกชายสี่เดินสงบเสงี่ยมมายืนประสานมือตรงหน้าโต๊ะเกริกก้อง
“ท่านให้ตามผมมาพบหรือครับ”
“เออ”
ชายสี่สะอึก
“แกเอาเรื่องผีสางอะไรมาเล่าให้ลูกฉันฟัง”
“คือ ...”
“เป็นเพื่อนไอ้เอ็กซ์เรอะ”
“ก็ไม่เชิงครับ เคยเห็นหน้ากันตอนที่มันแข่งมอ’ไซค์กับไอ้เซียนเพื่อนผม ... แล้วก็ตอนที่มันมาทำงานที่นี่”
“มันเป็นอะไรตายตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ผมก็ไม่ทราบครับ ... ตั้งแต่มันออกไป ผมก็ไม่ได้ข่าวเลยจนเมื่อเช้าได้ยินชาวบ้านเขาบอกว่าเห็นวิญญาณของมัน”
เกริกก้องฟังอย่างตั้งใจและครุ่นคิด “ยายแม่นแกบอกว่า วิญญาณมันมาทวงความยุติธรรม”
แววตาเกริกก้องเป็นประกายแว่บหนึ่ง
“ใครคือยายแม่น ...”
“แกเป็นหมอดูในชุมชนครับ”
เกริกก้องขยับตัวมองชายสี่แน่วแน่
“ไปได้แล้ว”
“ครับ”

วันเดียวกันนั้นปกรณ์นัดเขียว ใหญ่ เบ๊มาเจอกับเกริกก้องที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เกริกก้องเดินเข้ามาทุกคนลุกขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม
“มาช้าไปหน่อย ... พอดีมีเรื่องต้องจัดการหลายเรื่อง”
“ไม่เป็นไรครับ”
“ฉันอยากให้พวกแกไปสืบดูในชุมชนไอ้เซียน”
“ไอ้เซียนมันทำอะไรหรือครับ”
“เปล่า แต่เป็นไอ้เอ็กซ์”
ทุกคนมีสีหน้าแปลกใจ
“แต่ไอ้เอ็กซ์มันตายแล้ว”
“เมื่อคืนมีคนเห็นมันในชุมชน”
แต่ละคนมีสีหน้าประหลาดใจ

รัญญากำลังโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ชายสี่ช่วยสืบดูให้ฉันด้วย”
ชายสี่ยืนหลบมุมพูดโทรศัพท์
“ทำไมคุณรันถึงต้องเคร่งเครียดนักล่ะครับ”
“มันเรื่องของฉัน” รัญญานึกได้เสียงอ่อนลง “ขอโทษ... คือ... เอ้อ ...ฉันเป็นคนที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องไสยศาสตร์น่ะ
ฉันมีซิกเซ้นส์”
“คุณรันอยากมาดูมั้ยล่ะครับ ผีไอ้เอ็กซ์นี่ ไม่ต้องมีซิกซ์เซ้นส์ก็เห็นได้”
“ชายสี่ดูให้ฉันก่อนก็แล้วกัน ได้ความว่ายังไงฉันอาจจะไปดูด้วยตาตัวเอง”
“ได้เลยครับ ... คุณรันสั่งมาเลย ... ผมจะตามทุกอย่าง”
“ขอบใจ”
รัญญาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ สีหน้ากังวลสุด

จันทร์ทิพย์เดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องทำงานอย่างร้อนอกร้อนใจ จนกระทั่งประตูเปิดออกรัญญาเดินเข้ามา
“น้องรัน ...”
“คุณพ่อไปไหนคะ ถามเลขาก็บอกไม่รู้”
“อ๋อ ไปพบลูกค้าน่ะคะ”
“ไม่เชื่อ”
“โถ ... น้องรันขา”
“ถ้าคุณพ่อไปพบลูกค้าจริง ทำไมน้าจันทร์ต้องมาทำหน้ากลุ้มอกกลุ้มใจอยู่ที่นี่ด้วยละค่ะ”
“แหม ... น้องรันละก็ ...”
“คุณพ่อไปพบหมอผีใช่ไหมคะ”
“อุ๊ย เปล่าค่ะ ทำไมคุณพ่อถึงจะต้องไปพบหมอผีด้วยละคะ”
“ก็เพราะคุณพ่อเจอผีเข้าน่ะซิคะ ผีนายเอ็กซ์”
“น้องรัน น้องรันรู้ได้ยังไง”
ประตูเปิดออก เกริกก้องเดินเข้ามา จันทร์ทิพย์และรัญญาหันไปมอง จันทร์ทิพย์มีสีหน้าโล่งใจ
“คุณก้อง ...”
“คุณพ่อไปไหนมาคะ”
“แล้วมันเรื่องอะไรของเรา”
“คุณพ่อ”
“กลับไปทำงาน อย่าลืมว่า เวลานี้ “มหาทรัพย์รุ่งเรือง” เป็นของเราแล้วเราต้องระดมสติปัญญาทั้งหมดทำให้มันยิ่งใหญ่กว่าเดิม”
“แต่ว่า ...”
“พ่อบอกว่าให้ไปไงล่ะ”
รัญญาเม้มปากแล้วเดินออกไปอย่างหงุดหงิดแกมน้อยใจ
“น้องรันเข้ามารอพบคุณก้องเรื่อง ... เอ้อ ... นายเอ็กซ์”
“ทำไมถึงได้เกิดจะมาวุ่นวายอีก...ไอ้คนรถนั่นไว้ใจไม่ได้แล้ว”
“เก็บเลยซิคะ”
“ไม่ได้ อย่างก็ตอนนี้... ไล่มันออกไป จันทร์ช่วยจัดการให้ที”
“ค่ะ”
จันทร์ทิพย์เดินออกไป เกริกก้องนั่งลงด้วยสีหน้าเครียด
จันทร์ทิพย์เดินออกมาแล้วตรงมาที่โต๊ะเลขา
“โทร. ตามนายชายสี่ ให้ไปพบฉันที่ห้องด้วย ขี้เกียจพูดกับนังอลิสา”
“ค่ะ”

จันทร์ทิพย์พยักหน้า แล้วเดินไป เลขาหยิบโทรศัพท์ภายในขึ้นมากด

จันทร์ทิพย์นั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ แล้วชายสี่ก็เปิดเข้ามาด้วยสีหน้าท่าทางดูกังวล ชายสี่เดินเข้ามายืนประสานมือหน้าโต๊ะจันทร์ทิพย์

“รู้มั้ยว่า ฉันเรียกมาทำไม”
“ไม่ทราบครับ”
จันทร์ทิพย์หยิบซองส่งให้
“ทางบริษัทเลิกจ้างนาย”
ชายสี่สะดุ้ง
“แต่ไม่ได้เลิกจ้างเปล่าๆ ในซองนั่นมีเช็คเงินสดให้ห้าหมื่นบาทซึ่งฉันคิดว่าชั่วชีวิตมอเตอร์ไซค์รับจ้างอย่างนายคงไม่มีทางหาได้” ชายสี่ขบกรามแน่น แล้วก้มหน้าลง “เรื่องสุดท้าย ... ถ้านายเป็นลูกผู้ชายจริง นายต้องอย่าบอกความจริง
ให้คุณรันรู้ เพราะไม่อย่างนั้น ฉันจะถือว่านายชอบเกาะชายกระโปรงผู้หญิง”
ชายสี่เงยหน้าขึ้น เปิดซองแล้วหยิบเช็คออกมา
“ผมไม่มีวันทำอย่างนั้นแน่ครับ และผมก็เป็นลูกผู้ชายพอที่จะไม่รับเช็คนี่ด้วย”
ชายสี่ดึงเช็คออกมาจะฉีกโปรยทิ้งจันทร์ทิพย์มองอย่างไม่เชื่อสายตาแล้วเปลี่ยนเป็นโกรธจัด ชายสี่หันหลังกลับเดินไปที่ประตูแล้วหันกลับมา แล้วชูมือขึ้นตะโกนลั่น
“ตูเป็นอิสระแล้วเว้ย ...ย...ย”
ชายสี่เดินออกไป
“ไอ้บ้า ! ไอ้โง่ ไอ้ทุเรศ”

ที่ร้านทองกิมฮวยเติมศักดิ์นั่งดีดลูกคิดคิดเงินกับกิมฮวยหน้าตาเคร่งเครียด
“เจอหรือยังว่าเงินหายไปไหนสลึงนึง”
“ยัง ...”
“งั้นก็หาให้เจอ”
“อาฮวย ช่างมันเถอะน่า แค่สลึงเดียว”
“พูดแบบนี้แสดงว่า ลื้อไม่เคยได้ยิน “มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท” น้ำเพชรเดินลงมาด้วยสีหน้าแจ่มใส แต่งกายทะมัดทะแมง “ลื้อจะไปไหน อาน้ำ”
“ไปเที่ยวกับคุณปลาใหญ่ค่ะ”
“ไปเที่ยวกับอาคุณปลาใหญ่”
“ค่ะ น้ำไปละน่ะคะ”
“เออ รีบไปเลย ! รีบไป”
น้ำเพชรเดินมาจุ๊บแก้มพ่อแม่แล้วออกไปอย่างร่าเริง
“อาน้ำคิดยังไงถึงได้ไปกับอาท่านประธาน”
“จะคิดยังไง นอกจากคิดดี คิดรอบคอบ คิดถูกใจอาหม่าม้าในที่สุด”
กิมฮวยปลื้มเปรมอย่างยิ่ง

น้ำเพชรขับรถมาเรื่อยๆ โดยมีปลาใหญ่นั่งหลับตาพิงพนักด้วยความอ่อนเพลียผสมกับไม่อยากพูดมาก ให้น้ำเพชรจับได้ ปลาใหญ่ลอบหรี่ตามองน้ำอย่างมีความสุข น้ำเพชรเบือนไปมองปลาใหญ่รีบหลับตาลงพอน้ำเพชรเผลอปลาใหญ่ก็ลอบหรี่ตามองอีก ...ในที่สุดหลบไม่ทัน ตาต่อตาสบกัน น้ำเพชรรีบบังคับรถเข้าจอดข้างทาง แล้วทั้งคู่หัวเราะกันขบขัน
“โคตร ...”
ปลาใหญ่บอกอย่างลืมตัว น้ำเพชรชะงักปลาใหญ่รู้สึกตัวทำหน้าเสียใจ
“ขอโทษครับ ผมเพิ่งรู้ว่า สิ่งแวดล้อมมีผลต่อมนุษย์มาก”
“ไม่เป็นคะ น้ำเข้าใจ”
“อีกอย่าง ....ชีวิตผมมีแต่เล่น ... เอ๊ย ! เขียนตลอด ... ไม่เคยได้สนุกสนานเหมือนวัยรุ่นคนอื่นๆ ... พอได้มาอยู่ชุมชน ... มีเพื่อนที่แสนดีอย่างนายเซียน”
“นายเซียนน่ะหรือคะดี”
ปลาใหญ่สบตาน้ำเพชรทำหน้าจริงจัง
“ครับ.... ดูภายนอก อาจจะดูว่า ผม ...เอ๊ย! เขาเป็นคนไร้สาระ ... แต่ขอบอกว่าไม่จริง! นั่นเป็นเพียงภาพลวงตา
ลึกๆ แล้ว นายเซียนเป็นคนจริงจังและจริงใจ ... เป็นคนที่จิตใจดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนนึงจะดีได้”
“คุณปลาใหญ่ไม่รู้จักสนิทสนมกับนายเซียนจนกระทั่งมันหลอกให้เข้าใจผิดขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
“คือ...ก็ทุกครั้งที่พบกัน นายเซียนจะแสดงตัวตนที่แท้จริงให้ผมเห็นโดยเฉพาะ เมื่อคืนที่ผ่านมาเราได้ใช้ชีวิตระหว่างความเป็นตายร่วมกัน”
น้ำเพชรเบือนหน้ากลับมา
“น้ำไม่อยากพูดถึงนายนั่น ! พูดแล้วเสีย’รมณ์”
“โอ.เค ! งั้นเราคุยเรื่องของเรากัน ... แต่คุณน้ำคงไม่อยากคุยข้างถนนอย่างนี้หรอกนะครับ”
“งั้นไปศูนย์การค้า”
“อึกทึกครึกโครมเกินไป เอางี้ ! ไปหัวหินดีกว่า ... ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยไปหัวหินเลย”
“เอ๊ะ! น้ำได้ยินมาว่าครอบครัวคุณปลาใหญ่มีบ้านพักอยู่ที่หัวหิน ไม่ใช่หรือคะ”
“อ้าว ! ตาย ผมลืมไปเลยนะเนี่ย ... ความที่ระยะหลังๆ นี่ไม่ค่อยได้ไป”
เสียงโทรศัพท์ปลาใหญ่ดังขึ้น ปลาใหญ่หยิบขึ้นมาถอนใจเฮือกแล้วรับ
“ฮัลโหล”
“นายอยู่ที่ไหน” เซียนถามมาตามสาย
“กำลังจะไปพักผ่อนอิริยาบถที่หัวหินครับ”
“ไม่ได้เด็ดขาด ! ถ้านายอยากคุยกับคุณน้ำก็มาคุยแถวนี้ ห้ามพาไปที่อื่น ไม่อย่างนั้น ฉันจะบอกความจริงกับเธอ”
“โอ.เค ครับ โอ.เค! แค่นี้นะครับ ! ขอบคุณมากครับ” ปลาใหญ่เก็บโทรศัพท์ “นายเซียนเพื่อนรักน่ะครับ เขาห่วงว่าร่างกายผมยังไม่แข็งแรงดีเลยให้เรากลับไปคุยกันที่ชุมชนอันแสนอบอุ่น”
“ก็ดีเหมือนกันคะ”
น้ำเพชรสตาร์ทรถ แล้วขับย้อนกลับ ปลาใหญ่หันหน้าไปอีกทางและพึมพำ
“ไอ้มารคอหาย”

สายพิณขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าบ้านเซียน
“พี่เซียน .... พี่เซียนจ๋า”
เซียนเดินออกมา
“มีอะไรหรือ”
“พิณซื้อเงาะมาฝาก”
สายพิณถือถุงเงาะเดินเข้าบ้าน เซียนเดิมตาม

สายพิณวางถุงเงาะลงบนโต๊ะแล้วแกะเปลือกส่งให้เซียน
“สายพิณทาน เอ้อ...กินเองเถอะ พี่ยังไม่หิว”
สายพิณเอาลูกเงาะใส่ปาก แล้วมองเซียนเพ่งพิศ
“พี่เซียนเปลี่ยนไปนะ ท่าทางคล้ายๆ ไอ้ปลาใหญ่”
“เรียกเขาดีๆ ก็ได้”
“นี่ยิ่งเหมือนใหญ่เลย”
“พี่ ... พี่ไม่ค่อยสบาย”
“พิณจะไปเอายามาให้นะจ้ะ ...หมู่นี้ฝนตกทุกวันนี่ก็ชักจะครึ้มๆ อีกแล้ว พี่เซียนเองก็เพิ่งเปลี่ยนร่าง ...เลยดูไม่แข็งแรง”
“ดีเหมือนกัน ... ขอบใจนะพิณ”
“จ้ะ...ดีใจจัง พี่เซียนมีมารยาทขึ้นตั้งเยอะ”
สายพิณเดินออกไปเซียนถอนใจเฮือก

น้ำเพชรขับรถเข้ามาบริเวณหน้าปากซอยใกล้กับซอยชุมชนพัฒนา
“เลี้ยวเข้าซอยนี้ดีกว่าครับ” ปลาใหญ่บอก
“ต้องซอยหน้าไม่ใช่หรือค่ะ” น้ำเพชรถามแต่ก็เลี้ยวรถเข้าซอยตามที่ปลาใหญ่บอก
“ซอยนี้เชื่อมกับทางด้านหลังชุมชน..ใกล้บ้านลุงป่องมากกว่าด้วย”
“น้ำอยู่แถวนี้มาตั้งนาน ไม่เห็นรู้เลย รู้แต่ทางที่ต้องว่ายลำคลองข้าม”
“ก็คุณน้ำอยู่ที่ร้านทองของคุณน้ำนี่ครับ” น้ำเพชรขับรถมาเรื่อยๆ “จอดตรงโน้นเลยครับ” น้ำเพชรจอดตามปลาใหญ่บอกแล้วทั้ง 2 คนก็เปิดประตูรถออกมา น้ำเพชรกดรีโมทล็อครถ “เดินลำบากหน่อยนะครับ แต่ถ้าคุณน้ำชอบการผจญภัยก็ใช่เลย”
ปลาใหญ่พาน้ำเพชรลัดเลาะเข้าทางหลังซอย

ปลาใหญ่กับน้ำเพชรเดินอ้อมมาถึงหน้าบ้านลุงป่อง
“สนุกจังเลยค่ะ”
“บอกแล้ว” ปลาใหญ่ไขกุญแจบ้านเข้าไป
“ลุงป่องกับคุณลุงครรชิตไม่อยู่หรือค่ะ”
“คุณครร...คุณครรชิต พาลุงป่องไปหัดตีกอล์ฟครับ”
ปลาใหญ่เดินนำน้ำเพชรเข้าไป

ปลาใหญ่และน้ำเพชรเดินเข้ามา น้ำเพชรเปิดหน้าต่างและกดพัดลม ปลาใหญ่ทำหน้าตาสุ้มเสียงน้อยใจ
“คุณน้ำเหม็นผมใช่ไหม”
“ก็...นิดหน่อยค่ะ”
“ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมมันไม่หายสักที...ความจริงน่าจะหายตั้งแต่กลับคืนร่างเดิมได้แล้วด้วยซ้ำ”
“บางทีมันอาจจะเร็วเกินไป”
“แผลเผลอก็ยังเหมือนเดิม”
“ขอน้ำดูหน่อยได้มั้ยค่ะ”
“อย่าเลยแม้แต่ผมยังไม่อยากดูตัวเองเลย”
ปลาใหญ่ทำก้มหน้าและกำมือราวกับถูกบีบคั้นอย่างหนัก น้ำเพชรมองอย่างเห็นอกเห็นใจ
“คุณปลาใหญ่”
“อย่า...ผมไม่ต้องการคำปลอบโยน” น้ำเพชรค่อยๆ เอื้อมมือมาวางบนมือปลาใหญ่อย่างปลอบโยน “ผมรู้ว่ามันสายไปแล้ว อีกไม่นานผมอาจจะต้องตาย”
น้ำเพชรยกมือปลาแนบแก้ม น้ำตาไหลพราก
“อย่าค่ะ อย่าพูดอย่างนั้น”
“เราต้องยอมรับความจริงครับ..เกิด..แก่..เจ็บตาย เป็นของธรรมดา”
“คุณปลาใหญ่”
น้ำเพชรโผเข้ากอดปลาใหญ่ สะอึกสะอื้น ปลาใหญ่เบิกตากว้าง ไม่คาดคิด แล้วโอบกอดน้ำเพชรอย่างซาบซึ้งใจ

ที่บ้านเซียนขณะนั้นสายพิณนั่งมองเซียนกินยา
“ขอบใจมากนะ ยัย...” เซียนชะงักไม่พูดต่อ สายพิณชะงักเช่นกัน
“อะไรนะจ๊ะ”
“ขอบใจมาก สายพิณ...”
“แต่เมื่อกี้...พิณได้ยินเหมือนพี่เซียนเรียกพิณว่าอะไรสักอย่าง”
“ยัยรู้ดหรือเปล่า”
“ใช่ พี่เซียนรู้ได้ไง”
“ก็ปลาใหญ่เขาเรียกพิณอย่างนั้นไม่ใช่หรือพี่ก็เลยอยากเรียกมั่ง”
สายพิณมองเซียนใคร่ครวญครุ่นคิดเซียนไม่รู้จะทำอย่างไรดี เลยหยิบเงาะมาแกะเปลือกกิน

น้ำเพชรผละออกเขินๆ ขณะที่ปลาใหญ่ค่อยปล่อยอย่างเสียดาย
“น้ำว่าน้ำกลับดีกว่าค่ะ ฝนจะตกแล้ว”
“รอให้คุณคัน...ชิต กับลุงป่องกลับมาก่อนไม่ได้หรือครับ” น้ำเพชรมีสีหน้ากังวล ท้องฟ้าแล่บแปลบปลาบ ส่งเสียงครืนครัน “คุณน้ำ...แต่งงานกับผมเถอะ” น้ำเพชรนิ่วหน้ามองปลาใหญ่อย่างเพ่งพิศ “ผมรักคุณน้ำมานานแล้ว”
“จริงหรือค่ะ...น้ำเคยรู้มาว่าคุณปลาใหญ่เคยขอสายพิณแต่งงาน”
“อ้าว...” ปลาใหญ่งงรีบเปลี่ยนท่าที “ ก็...คือว่า .. ตอนนั้นสายพิณดีกับผมมาก...ผมก็เลยสงสาร”
“น้ำว่ามันชักจะแปลกๆ”
“ไม่แปลกเลยครับ...ผมรักคุณตั้งแต่เห็นครั้งแรกที่บริษัท”
“เราอย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้เลยค่ะ...มันเร็วเกินไป”
ฟ้าฟาดเปรี้ยง เสียงดังสนั่น น้ำเพชรตกใจผวาเข้าหาปลาใหญ่ ปลาใหญ่กอดเธอไว้
“จ๊ะจ๋า...จ๋าจ๊ะ..เสียงฟ้าผ่านะครับ”
น้ำเพชรเงยหน้ามองปลาใหญ่ ปลาใหญ่ค่อยๆ ก้มลงมา น้ำเพชรยังคงมองเพ่งพิศแล้วเห็นเป็นภาพเซียนก้มลงมาจะจูบฟ้าฟาดอีกเปรี้ยง พร้อมฝนเทลงมา น้ำเพชรผลักปลาใหญ่ออกไปปลาใหญ่เซลงมานั่งกับพื้น
“อุย...”
“ขอโทษค่ะ ลุกไหวไหมค่ะ”
“ไหวซิครับ”
ปลาใหญ่ลุกขึ้นและทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้น้ำเพชรเดินมาปิดหน้าต่างแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากด
“คุณลุงครรชิตตอนนี้อยู่ที่ไหนค่ะ...อ๋อ...น้ำอยู่ที่บ้านลุงป่องค่ะ...น้ำจะคอย...ค่ะ” น้ำเพชรเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า ขณะที่ปลาใหญ่มองอย่างแปลกใจปนระแวง ระวังตัว “คุณลุงกับลุงป่องกำลังกลับ”
ปลาใหญ่พยักหน้าไม่กล้าพูดอะไร

สายพิณกอดอกมองเซียนเพ่งพิศ เซียนเสขยับตัวลุกขึ้น
“ฉันจะไป...เอ๊ย...พี่จะไปนอนพัก...มันยังเพลียๆ อยู่...” เซียนหันหลังเดินออกไป
“นี่ถ้าไม่เห็นว่าร่างกายของพี่เซียนยังอ่อนแอ ฉันเป็นตบนายคว้ำไปแล้ว” เซียนสะดุ้งหันกลับมา “คงนึกว่าฉันโง่นักละซิถึงได้มาหลอกเล่นไม่เกรงใจ”
“ผม...”
“คนไอ คิว สูงก็ไม่ได้หมายความว่า จิตใจสูงตามไปด้วย...นายมันจิตใจต่ำซะไม่มี”
“ผมไม่ได้เป็นคนคิด นายเซียนต่างหาก”
“ยังจะโทษคนอื่นอีก”
“คุณนี่ยังไง”
“ทำไม! ฉันก็เป็นของฉันยังงี้ จะบอกอะไรให้ พี่เซียนของฉันมีบุคลิกร่าเริงแจ่มใส่ พูดจาก็คมคายเฉียบแหลม ไม่บื้อ ไม่ทื่อมะลื่อเหมือนนาย”
“พูดพอหรือยัง
“พอก็ได้! อยากจะพูดอะไรก็พูดมา”
“แผนทั้งหมดนี่ นายเซียน ผู้ชายที่คุณรักหลงงมงายจนโงหัวไม่ขึ้นเป็นคนคิดทั้งหมด..เพราะอะไรรู้มั้ย! ก็เพราะเขาต้องการจะอยู่ใกล้ชิดคุณน้ำเพชรก่อนตาย”
“ไม่จริง”
“ไม่เชื่อก็ไปถามเขาดู”
“พี่เซียนอยู่ที่ไหน”
“เขาไปหาน้ำเพชรตั้งแต่เช้า”
“ฉันเกลียดนาย”
สายพิณเดินออกไป ทั้งๆ ที่ฝนตก
“สายพิณ อย่าเพิ่งไป เดี๋ยวไม่สบาย”
สายพิณหันกลับมาตะโกนแข่งกับเสียงฝน
“ฉันจะเป็นยังไงก็ช่างฉัน”
“โง่! จะไปไหนก็ไป ยัยโง่”
สายพิณชะงักกึกหันกลับมา แล้วก้าวพรวดๆ มาเผชิญหน้าเซียน
“ว่าใครโง่! เฮอะ! ว่าใครโง่”
“ว่าเธอ ! ความรักทำให้คนตาถั่ว ซึ่งคนตาถั่วนั่นก็คือเธอ” สายพิณอ้าปากจะเถียง “อย่าเถียง... แล้วเข้ามาเดี๋ยวนี้”
“ไม่เข้า”
“ก็ตามใจ! อยากจะยืนตากฝนให้เสื้อผ้าเปียกแนบตัวก็ตามใจ”
สายพิณสะดุ้งก้มมองตัวเองแล้วรีบกอดอก เดินเฉียดเซียนเข้าไปเซียนเดินตาม...เซียนเดินเข้าไปในห้อง แล้วออกมาพร้อมผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่
“เอ้า! เช็ดผม เช็ดเนื้อเช็ดตัว แล้วไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เดี๋ยวจะเป็นหวัด”
“เสื้อผ้านายน่ะเรอะ”
“ไม่เสื้อผ้าผมก็เสื้อป้าไหม! เลือกเอาก็แล้วกัน”

สายพิณเม้มปาก สะบัดหน้าเดินเข้าห้องสายไหม เซียนมองตามยิ้มๆ แล้วเดินเข้าห้องตัวเอง

แสบสลับขั้ว ตอนที่ 14 (ต่อ)

น้ำเพชรอยู่ที่บ้านลุงป่อง หญิงสาวเดินไปเปิดประตูและชะโงกหน้าดู

“ยังไม่มาซักที! เมื่อกี้ก็บอกว่าใกล้จะถึง...ใกล้จะถึง”
น้ำเพชรปิดประตูแล้วเดินมานั่งตรงข้ามปลาใหญ่ ปลาใหญ่หยิบไม้จิ้มฟันมาเคี้ยว
“ใจเย็นๆ ซิครับ...ชื่อน้ำแต่ทำไมใจร้อนจัง”
“ทำไมฉันถึงอยากให้พวกเขากลับมารู้มั้ย”
“เพราะคุณน้ำไม่ไว้ใจตัวเองถ้าจะอยู่กับผมตามลำผัง”
น้ำเพชรลุกขึ้นทันที ชี้หน้าปลาใหญ่
“ถูกเผ็ง ฉันไม่ไว้ใจตัวเองถ้าจะต้องอยู่กับนายตามลำพัง! เพราะฉันอาจะฆ่านายไม่วินาทีใดก็วินาทีนึงไง” ไม่พูดเปล่า น้ำเพชรคว้าของใกล้มือปาใส่ปลาใหญ่ ปลาใหญ่หลบได้หวุดหวิด “หลบทำไม...ปากดีนักอย่าหลบซิ”
“ไม่ได้กินผมหรอก! ผมชำนาญเพราะโดนป้าขว้างปามาตั้งแต่เล็กแล้ว”
ปลาใหญ่วิ่งหนี น้ำเพชรไล่ปา ปลาใหญ่วิ่งเข้าห้องแล้วปิดประตู
“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย คุณน้ำเพชรไล่ปล้ำผม”
ปลาใหญ่ตะโกนออกมาน้ำเพชรหยุดชะงัก
“บ้า” ปลาใหญ่ยังตะโกน “หยุดเดี๋ยวนี้นะ ...บอกให้หยุด”

เซียนเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว กำลังเทน้ำร้อนจากกระติกลงในถ้วยชาสายพิณเปิดห้องสายไหมออกมา
เซียนหันมามองพอดี เซียนเหมือนจะชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นสายพิณดูแปลกตาไปในชุดผ้าซิ่น เสื้อซึ่งถึงแม้จะโคร่งตัวใหญ่ แต่ก็ดูเป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานขึ้น
“มองอะไร”
เซียนรู้สึกตัวหันกลับมาเลื่อนถ้วยชาให้
“น้ำชาร้อนๆ เคยกินมั้ย ชาเอิลเกรย์น่ะ”
“เคยกินแต่ชาใส่นม”
“บองจิบดูซิ จะได้อุ่นขึ้น”
เซียนหยิบถ้วยชาส่งให้สายพิณรับมามือทั้ง 2 แตะกันใบหน้าเซียนอ่อนโยนและก้มลงมองสายพิณเหมือนจะอึ้งและงงไปครู่หนึ่งก่อนจะดึงมือออก
“Sorry …ขอโทษ”
สายพิณยกชาขึ้นจิบ ประมาณเหมือนจะกลบความรู้สึกแปลกๆ
“กว่าฝนจะหยุดคงจะนาน”
“ยายกับปลาไหมก็เลยติดอยู่ที่วัด”
ทั้งสองนิ่งกันไปครู่หนึ่ง
“ผมยังจำวันที่คุณมาขวางหน้ารถแล้วตบผมได้เลย” สายพิณยังคงนิ่ง “ทำไมเราไม่ทำความรู้จักกันตั้งแต่ตอนนั้นก็ไม่รู้”
“เพราะฉันมันจนไงล่ะ”
“เพราะผมตกใจมากกว่า ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นผู้หญิงแบบคุณ”
“ผู้หญิงแบบฉันเป็นยังไง พูดให้ดีนะยะ”
“พูดไปก็ไม่มีประโยชน์”
“เพราะอะไร” เซียนนิ่ง “เพราะอะไร”
“เพราะถ้าเราแต่งงานกันจริงๆ อีกไม่นานเท่าไหร่คุณก็ต้องเป็นแม่ม่าย” สายพิณชะงัก “เรา...ผมกับนายเซียนคงมี่อายุยืนยาวไปได้ไม่กี่วันหรอก”
“ไม่จริง”
“จริง...แผลเราลามไปมากแล้ว จะเปลี่ยนเข้าร่างก็ไม่ได้ คงไม่มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นแน่”
“ต้องมีซิ ยังไงก็ต้องมี นายมีร่มมั้ย”
“คุณจะกลับหรือ”
“ฉันจะไปปรึกษายายแม่น”
สายพิณมองซ้ายมองขวา แล้วหยิบร่มที่มุมหนึ่ง รีบเดินออกไป
“สายพิณ”
“ห้ามตามมาเด็ดขาด”
สายพิณกางร่มเดินไป เซียนมองตามและสีหน้าเศร้าลง
คนบางคนโชคดี แล้วยังไม่รู้ตัวอีก”

น้ำเพชรเปิดหน้าต่างแง้มออกดูเบือนหน้ากลับมาแล้วต้องชะงักหันกลับไปดูใหม่ เมื่อเห็นร่างๆ หนึ่ง กำลังกางร่มตรงไปที่บ้านหมอแม่น
“ใครน่ะ...เหมือนนังสายสะดือแต่ทำไมนุ่งผ้าถุง” น้ำเพชรชะเง้อมองเพ่งพิศ “ใช่จริงๆ นั่นแหละ”
น้ำเพชรปิดหน้าต่าง แล้วเดินมองหาร่มจนเห็นร่มเก่าๆ คันหนึ่ง น้ำเพชรคว้าร่มแล้วเปิดประตูออกไป

ปลาใหญ่เดินกลับไปกลับมาแล้วค่อยๆ ย่องไปที่ประตู
“ป่านนี้หายโกรธแล้วมั้ง” ปลาใหญ่ค่อยๆ แง้มประตูออกมองแต่ไม่เห็นน้ำเพชร “คุณน้ำ คุณน้ำ”
ทุกอย่างยังเงียบ ปลาใหญ่รีบเปิดประตูออกไป
ปลาใหญ่เดินไปเปิดประตูออกแล้วมองหาน้ำเพชรแต่ไม่เจอ
“จะกลับก็ไม่บอก”
ปลาใหญ่เดินกลับมาทรุดตัวลงนั่งเซ็งๆ ปลาใหญ่นั่งอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง แล้วหยิบโทรศัพท์มากด ปลาใหญ่วางโทรศัพท์เซ็งๆ เมื่อมีแต่เสียงให้ฝากข้อความ

หมอแม่นมองหน้าสายพิณกับน้ำเพชรสลับกัน
“ดีเหมือนกัน ! ความรักทำให้เกิดความสามัคคี”
“พิณไม่ได้สามัคคีกับมันหรอกยาย แค่อยากให้เกิดปาฏิหาริย์กับพี่เซียน”
“น้ำก็อยากให้เกิดปาฏิหารย์กับคุณปลาใหญ่เท่านั้น เรียบร้อยแล้วค่อยตบกันใหม่”
“เลิกตบกันได้แล้ว”
“ยายแม่นพอจะมีวิธีไหมจ๊ะ”
“ยายเคยฟังเขาเล่าต่อๆ กันมา แต่ไม่เคยลอง”
“งั้นก็ลองเลยยาย”
“ไม่รับปากนะว่าจะสำเร็จ”
“ไม่เป็นไร”
“อย่างน้อยเราก็ได้พยายามจนถึงที่สุดแล้ว”
หมอแม่นพยักหน้าช้าๆ

เมื่อครรชิตกับลุงป่องกลับถึงบ้านรู้เรื่องจากปลาใหญ่ ครรชิตมองหน้าปลาใหญ่นิ่งก่อนจะบอกออกมาว่า
“สมน้ำหน้า”
ลุงป่องสะดุ้ง
“อ้าว”
“ผมว่าไอ้เจ้าเซียน อยากหลอกเขาดีนัก แล้วเป็นไง หนูน้ำเขาไม่ได้โง่อย่างที่แกคิด มิหนำซ้ำฉันยังจะโดนถอนหงอกไปด้วย”
“คุณคันย้อมผมซะดำ ... ไม่โดนถอนหงอก”
“ฟังมัน !นี่ถ้าไม่ติดที่เป็นรูปร่างหน้าตาของคุณปลาใหญ่ละก็...พ่อซัดกลิ้งแล้ว”
“ยังกับผมจะปล่อยให้คุณซัดข้างเดียวนี่” ปลาใหญ่พูดแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง “คืนนี้ขอนอนด้วยคนนะลุงป่อง”
“อ้าว ทำไมไม่กลับไปนอนในคฤหาสน์เอ็งล่ะ เห็นคุยนักคุยหนา”
“มันเหงาน่ะ” ปลาใหญ่หน้าเศร้าลงลุงป่องและครรชิตสบตากันแล้วมองปลาใหญ่ “บ้านมันคงใหญ่เกินไป แถมยังไม่เป็นที่ต้องการอีก อย่าว่าแต่ผมจะรู้สึกเลย แม้แต่ตัวไอ้ปลาใหญ่เองมันก็ต้องรู้สึก”
ทุกคนต่างพากันนิ่งเงียบ

หมอแม่นส่งเทียนไขให้สายพิณกับน้ำเพชรคนละเล่ม
“เอ้า...เอาไปคนละเล่ม”
“เอาทำอะไรจ๊ะ”
“เทียน 2 เล่มนี้ คือเทียนชีวิตของคุณปลาใหญ่แล้วก็เจ้าเซียน”
“แหม ... จะเรียกคุณ ... ก็คุณกันให้หมดทั้ง 2 คนไม่ได้เรอะ คุณปลาใหญ่กับคุณเซียน หรือไม่ก็เจ้าเซียนกับเจ้าปลาใหญ่”
น้ำเพชรหันมาจ้องสายพิณเขม็ง
“จะฟังต่อมั้ย...ไอ้พิณ”
สายพิณพยักหน้า โดยไม่วายลอบค้อนน้ำเพชร
“เอาเทียนนี่ไปวางไว้ในห้องของ 2 คนนั่น ระวังอย่าให้ล้มหรือดับเป็นอันขาดกว่าเขาจะหมดเล่มไปเอง”
“ฟังดูพิลึกๆนะจ๊ะ”
หมอแม่นดึงเทียนกลับมา
“พิลึกก็ไม่ต้องเอาไป”
“เอาซิยาย” น้ำเพชรดึงเทียนกลับ
“เรื่องมากแบบนี้อย่าไปให้”
“ถ้าไม่ให้ ! นายเซียนก็ต้องตายเหมือนกัน”
“จะเอายังไงก็บอกมา”
“เอามาก็แล้วกัน”
“สุ้มเสียง ดูจะไม่เต็มอกเต็มใจเลยนะ”
“เต็มซิยาย”
น้ำเพชรเปิดกระเป๋าหยิบเงินออกมา 2 พันส่งให้
“นี่จ้ะ สำหรับเทียน 2 เล่ม”
หมอแม่นรับเงินมาแล้วส่งเทียนให้สองสาว

น้ำเพชรกับสายพิณเดินถือเทียนออกมาจากบ้านหมอแม่นสองสาวมองเทียนในมือ
“จะได้เรื่องหรือเปล่าเนี่ย”
“แล้วมีวิธีอะไรที่ดีกว่านี้เรอะ”
“ก็ไม่มีน่ะซิ ถึงได้รับมา”
“เอาเถอะน่า ... ใครบอกว่ามีวิธีอะไร ฉันก็จะยอมทำมันหมดทุกอย่างเผื่อว่ามันอาจจะสำเร็จซักวิธีนึง”
“ไม่รู้ว่าเวรกรรมอะไร”
ทั้งสองนิ่งกันไปครู่หนึ่ง
“แยกย้ายกันไปเถอะ”
น้ำเพชรพยักหน้าและพากันเดินไป

กิมฮวยเดินตามน้ำเพชรเข้ามาในบ้าน
“ลื้อหายไปไหนมาทั้งวัน อาน้ำ งานการก็ไม่ไปทำ ...”
“น้ำลาออกแล้วไงคะ”
“ลาออก! ไอ๊หยา! แล้วท่านประธานปลาใหญ่ว่ายังไง”
“ไม่ได้ว่ายังไงหรอกค่ะ เพราะท่านประธานปลาใหญ่ก็ต้องออกเหมือนกัน! ขอไปอาบน้ำก่อนนะคะ...เหนียวตัวจังเลย”
น้ำเพชรเดินแกมวิ่งขึ้นไปกิมฮวยมองตามพลางบ่นอย่างหัวเสีย

น้ำเพชรเดินเข้ามาในห้องปิดประตูแล้วทรุดตัวลงนั่งหลับตาลง น้ำตาซึมออกมาด้วยความวิตกกังวลก่อนจะยกมือพนม
“สิ่งศักดิ์สิทธ์ทั้งหลาย..ลูกขอวิงวอนให้เทียนแห่งชีวิตเล่มนั้นจงช่วยคุณปลาใหญ่... กับนายเซียนได้จริงๆ ด้วยเถิด”
น้ำเพชรยังคงนิ่งอยู่ในท่านั้นเหมือนจะรวบรวมพลังใจส่งไป

ขณะนั้นเซียนกับสายไหมนั่งมองเทียนเล่มนั้นซึ่งจุดสว่างครู่หนึ่ง
“คุณปลาใหญ่ต้องระวังอย่าให้เทียนดับได้นะจ๊ะ”
“บอกตามตรงผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้...เทียนแค่เล่มเดียวจะมามีอิทธิพลต่อชีวิตคนได้มากมายขนาดนี้ได้ยังไง”
“อ้าว!ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่นะ”
“ผมทราบครับ... ที่ผมยอมทำตามนี่ก็เพราะเป็นแก่ความตั้งใจดีของคุณน้ำเพชร ก็ไม่แน่เหมือนกันพลังแห่งความปรารถนาดีต่อกันอาจจะทำให้เกิดปาฎิหารย์ได้”
“ไม่ใช่แค่ความปรารถนาดีหรอกคุณ มันเป็นพลังแห่งความรักด้วย คุณหนูร้านทองน่ะรักคุณมาก ป้าเห็นเธอทุ่มเทจิตใจให้คุณอย่างเต็มที่... ไม่ต่างอะไรกับที่เจ้าพิณมันทุ่มเทให้เจ้าเซียนจะต่างกันก็ตรงที่คุณมีค่ามากกว่าไอ้เซียนมากนัก”
“ไม่จริงหรอกป้า คนๆ หนึ่งอย่างน้อยที่สุดย่อมมีค่า สำหรับคนอีกคนหนึ่งเสมอ” สายไหมนิ่ง “นายเซียนเขาก็มีค่าสำหรับป้ามาก...รวมทั้งสายพิณด้วย”
“สายพิณมันโง่!..คนที่ดีพร้อมมันกลับไม่รัก...ดันไปรักคนเลวอย่างเจ้าเซียน”
“ผมไม่ใช่คนดีพร้อม...นายเซียนก็ใช่คนเลวพร้อม..ส่วนสายพิณก็ไม่ใช่คนโง่หรอกครับ”
“พูดกับคุณนี่มันให้ข้อคิดตลอด..ไม่เหมือนพูดกับไอ้เซียนพูดกับมันที่ไร ปวดหัวทุกที!...หิวข้าวหรือยังค่ะ...ป้าซื้อเกี๊ยวน้ำมาฝาก”
“ครับ”
เซียนขยับตัวลุกขึ้น แล้วช่วยประคองสายไหมลุกตามเทียนส่องสว่างไหววูบเล็กน้อย

สายปิ่นเงยหน้ามองสายพิณซึ่งเดินเข้าห้องด้วยใบหน้าแช่มชื่น
“ไปขลุกอยู่กับไอ้เจ้าเซียนมาละซิ!..ทำมั้ย..ทำไมไม่ยอฟังที่ยายเคยสอนว่า เกิดเป็นหญิง...”
“พิณมีข่าวดีละยาย”
“เกิดเป็นหญิง แล้วจะมีข่าวดียังไง..งง”
“ไม่เกี่ยวกับเกิดเป็นหญิงหรือเกิดเป็นชายหรอกยาย...แต่พิณมีวิธีรักษาพี่เซียนแล้ว”
“หมอแม่นอีกละซิ”
“ใช่จ๊ะ หมอแม่นนี่เก่งมากนะยาย เป็นทั้งหมอดู...หมอผี...หมอตำแย”
“อย่าไปเชื่อแกมากนะ...คนที่ทำอะไรได้พร้อมๆกันหลายๆ อย่าง แต่ไม่ชำนาญสักอย่างเดียว โบราณท่านเปรียบว่าเหมือนกับเป็ด”
“แต่พิณว่าแกก็ช่วยได้นะ ...โดยเฉพาะในเวลาที่อับจนหนทาง ไม่รู้จะทำยังไงดี ...อย่างพี่เซียนกับปลาใหญ่ที่ตอนนี้มีแต่ตายกับตายแล้วหมอแม่นก็เข้ามาจุดแสงสว่าง”
“เอ็งก็ต้องทำใจไว้บ้าง ถ้าเผื่อมันเกิดดับไปอีก”
“นังน้ำเน่ามันยกคำพังเพยฝรั่งที่บอกว่า “ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ก็ยังมีความหวัง” พิณก็เห็นด้วยกับมันนะยาย”
“คนไทยเขาก็มีเหมือนกัน “ตราบที่ชีวิตไม่สิ้น มันก็ต้องดิ้นกันไป”
“แสดงว่าคนไทยกับฝรั่งก็คิดคล้ายๆ กัน”
“แล้วยัยหมอแม่นแกให้ความหวังว่ายังไงล่ะ”
สายพิณยิ้มนัยน์ตาเป็นประกายด้วยความหวัง

ขณะนั้นครรชิต ปลาใหญ่และลุงป่องก็กำลังนั่งมองเทียนซึ่งจุดสว่างอยู่
“แล้วผมจะเอากลับไปบ้านยังไง”
“กลับไม่ได้ จนกว่าเทียนจะหมดเล่ม” ปลาใหญ่หันมามองครรชิต “เพราะฉันไม่ไว้ใจนาย เดี๋ยวเกิดซุ่มซ่ามทำเทียนดับไป คุณปลาใหญ่จะซวยไปด้วย”
“ไหนเมื่อกี้ว่าไม่ค่อยเชื่อไง”
“เพื่อความสบายใจ”
“คุณคันนอนในนี้ กับไอ้เซียนก็แล้วกัน ... ผมจะไปนอนข้างนอก” ลุงป่องลุกขึ้น “หิวหรือยัง ... ผมจะออกไปซื้อข้าวหมูแดงมาให้”
“เอาพิเศษนะลุง”
“เออ ! ก็พิเศษทุกทีนั่นแหละ”
ลุงป่องเดินออกไป
“นายไปอาบน้ำอาบท่าซะ ฉันจะเฝ้าเทียนเองแล้วก็อย่าลืมโทรไปบอกคุณก้องด้วยล่ะ เดี๋ยวเขาจะนึกว่านายเป็นอะไรไปแล้ว อย่างน้อยจะได้รู้ว่าคุณปลาใหญ่ยังอยู่”
ปลาใหญ่พยักหน้าแล้วเดินออกไป ครรชิตเบือนหน้ามามองเทียนแน่วแน่ ยกมือท่วมหัว
“เจ้าประคู้ณ ขอให้สว่างไปจนตลอดรอดฝั่งเถอะ”
“นั่นแน่ ขนาดไม่ค่อยเชื่อนะเนี่ยยังนั่งไหว้เทียนประหลกๆ”
“ไอ้เซียน”
ปลาใหญ่ซึ่งแอบย่องเข้ามาดูใหม่หัวเราะแล้วเดินออกไป

อีกด้านหนึ่งที่บ้านชายสี่ ชายสี่พยายามชวนมอมกับป๋อง
“เหอะน่า...ไปเป็นเพื่อนกันหน่อย”
“ไอ้ป๋อง ไปเป็นเพื่อนมันหน่อย”
“อ้าว ! แล้วทำไมคุณมอมไม่ไปเองล่ะ”
“คนอย่างข้าใครชวนไปไหนไปหมด! ขนาดไปแว้นเป็นเพื่อนไอ้เซียนจนติดคุกก็เคยมาแล้ว แต่ครั้งนี้ต้องขอปฏิเสธ”
“กลัวผี”
“ไม่กลัว แต่ไม่อยากเจอ ต่างคนต่างอยู่น่ะดีแล้ว”
“งั้นไอ้ป๋องไปกับข้า 2 คน ไอ้มอมอยู่ทางนี้คนเดียว ไอ้เอ็กซ์มันอาจจะแวะมาเยี่ยมก็ได้”
“เฮ้ย!... งั้นไปด้วย”

มอมรีบตาม ชายสี่และป๋องออกไป

มอม ชายสี่และป๋องเดินแกมย่องเข้ามาภายบริเวณบ้านหมอแม่นอย่างเงียบเชียบ บ้านเกือบทุกหลังปิดไฟมืดหมด แสดงว่าเข้านอนแล้ว

“แค่ 4-5 ทุ่ม ก็นอนกันหมดแล้ว”
“แล้วเอ็งจะให้เขามานั่งรอผีเหมือนไอ้ชายสี่มันเรอะไง”
“เงียบ! เดี๋ยวไอ้เอ็กซ์มันได้ยินเลยตกใจไม่มาปรากฏตัว”
“จะบ้าเรอะ! ผีมีที่ไหน ตกใจ”
“ถ้ามันมาแล้วเอ็งจะพูดอะไรกับมัน คิดเอาไว้ก่อนนะเว้ย ไอ้ชายสี่”
“บ้า! แค่ดูเฉยๆ เว้ย! ไม่มีการทักทาย !เงียบ”
มอม ชายสี่ ป๋องหาที่หลบมุมเงียบกันสนิท

ภายในบ้านหมอแม่น หมอแม่นและกระสือนอนหันหลังชนกันใบหน้าแต่ละคนหวาดระแวงกลัวจะเจอผีจนนอนไม่หลับ
“ยายแม่น...แกหลับหรือยัง”
“ยัง...แกล่ะ”
“ถ้าหลับแล้วจะพูดได้ยังไง! หรือแกคิดว่าผีมันพูด”
กระสือพูดไม่ทันจบ หมอแม่นรีบอุดปากกระสือทันที
“ดึกๆดื่น ใครเขาพูดถึงผีกันมั่ง”
“ไม่ต้องกลัวหรอกน่า! ไอ้หังมันนอนเฝ้าอยู่ข้างนอก..กว่าจะเข้ามาได้ ต้องผ่านด่านไอ้หังก่อน...แกสบายใจได้! นอนเถอะ”
หมอแม่นนอนพยายามข่มตาให้หลับ

มอม ชายสี่ ป๋องยังคงหลบซุ่มอยู่ต่างพากันเหลียวมองหาเอ็กซ์ มือก็ตบยุงกันไปเกากันไป
“กว่าไอ้เอ็กซ์จะมา เราคงเป็นไข้เลือดออกตายซะก่อน”
“บอกว่าอย่าเสียงดัง”
“แต่เราเงียบมาตั้งนานแล้วนะ ชาย...เฮ้ย! นั้นใคร”
เสียงหมาเริ่มหอนป๋องชี้ไปที่ประตูบ้านหมอแม่นทุกคนมองตามเห็นเอ็กซ์เดินเหมือนลอยม่านประตูเข้าไปในบ้านหมอแม่น แต่ละคนเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง ผมตั้งชี้พยายามจะพูดแต่ก็พูดไม่ออก

เอ็กซ์เดินทะลุประตูเข้ามากระหังนอนขวางหน้าประตูห้องนอนหมอแม่นเอ็กซ์เดินผ่านกระหัง ทะลุประตูห้องหมอแม่นเข้าไปโดยกระหังไม่รู้สึกตัว
เอ็กซ์เดินผ่านประตูเข้ามาและนั่งปลายเท้าหมอแม่น หมอแม่นยังคงนอนหลับเช่นเดียวกับกระสือเอ็กซ์ไม่ได้อ้าปาก แต่มีเสียงแผ่วเบาแหบโหยดังออกมา
“ยาย..ย..ยาย..ย” หมอแม่นลืมตาโพลงขึ้นทันที “ยาย..ยาย..”
หมอแม่นค่อยๆ พลิกตัวหันมามองเห็นเอ็กซ์นั่งก้มหน้าอยู่
“อะ..อะ..ไอ้..ไอ้เอ็กซ์! พะ...พะ...พุธโธ...ธัมโม...สังโฆ..” เอ็กซ์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสีหน้าเอ็กซ์ดูเศร้าหมอง “ไอ้..ไอ้เอ็กซ์...ไป..ไปสู่สุคติเถิดนะ..แล้วข้าจะทำบุญกรวดน้ำไปให้” เอ็กซ์ยังคงเศร้า “ทำไมยังไม่ไปอีก! ข้าบอกว่าจะทำบุญกรวดน้ำไปให้แล้วไง” เอ็กซ์ยังคงเศร้า “เออ..แล้วข้าจะบอกตำรวจให้ไปจับคนฆ่าเอ็ง”
ร่างเอ็กซ์ค่อยๆ เลือนหายไป หมอแม่นลุกนั่งเขย่าตัวกระสือ
“กระสือ กระสือ นังกระสือ”
กระสือตกใจตื่น
“ไหน ! ไหน! มันมาแล้วเรอะ! ไหน ! มันอยู่ที่ไหน”
“ไปแล้ว”
“ไปแล้ว”
“เออ”
“อ้าว ! แล้วทำไมฉันไม่เห็น”
“ก็แกหลับนะซิ! ถ้าเป็นแบบนี้ไม่ต้องมานอนก็ได้”
“ไอ้หังล่ะ! ไอ้หังเป็นยังไงบ้าง”

ที่หน้าห้องกระหังนอนหลับอย่างสบาย ขณะที่หมอแม่นและกระสือเดินออกมา
“อ้าว ! หลับอยู่เหรอเนี่ย”
“พอกันทั้งผัวทั้งเมีย จะพึ่งพาอาศัยไม่ได้เล้ย ทีหน้าทีหลังไม่เอาแล้ว เข็ด”
หมอแม่นเดินกลับเข้าห้องกระหังและกระสือรีบตามเข้าไป
“แบบนี้แสดงว่า มันไม่ต้องการให้ใครเห็นนอกจากแก มันต้องประทับใจอะไรในตัวแกสักอย่าง”
“มันเป็นกิ๊กของแกหรือเปล่าเฮอะ”
“จะบ้าเรอะ ฉันจะนอนแล้ว กระสือ ! แกไปนอนกับกระหังข้างนอกไป๊”
“อ้าว ไม่กลัวแล้วเรอะ”
“แกอยู่แกก็หลับกันอีก”
“ผีมันอาจจะทำให้ฉันกับไอ้หังหลับก็ได้นะ เพราะมันเจาะจงมาหาแกคนเดียว”
แม่นโบกมือให้ทั้งสองคนออกไป กระสือกับกระหังจึงเดินออกไปเงียบๆ หมอแม่นทรุดตัวลงนั่งแล้วถอนใจเฮือก
“ต่อให้รู้ว่าใครฆ่าแก แต่ถ้าไม่มีหลักฐาน ใครเขาจะไปเชื่อ เฮ้อ”

ที่ห้องลุงป่องแสงเทียนยังส่องสว่างอยู่ขณะที่ปลาใหญ่นอนหลับสนิท
“ไอ้เซียน ... น.... ไอ้เซียน ... น” เปลือกตาปลาใหญ่ขยับเล็กน้อย “ไอ้เซียน ...น”
ปลาใหญ่ลุกขึ้นนั่ง
“ใครวะ”
ปลาใหญ่เบือนหน้ามามองครรชิต ครรชิตยังนอนหลับสนิทเหมือนไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
“ไอ้เซียน ... น”
“คุณคัน ใครมาเรียกผมน่ะ” ครรชิตยังนอนหลับสนิท “เสียงคุ้นๆ แฮะ” ปลาใหญ่ลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างแล้วชะงัก เมื่อเห็นร่างๆ หนึ่งตะคุ่มอยู่ในความมืด “ใครน่ะ”
ร่างๆนั้นเหมือนจะลอยออกจากมุมมืด เห็นท่ามกลางแสงจันทร์สลัวปลาใหญ่เพ่งมองจนเห็นหน้าอีกฝ่ายชัดๆ ปลาใหญ่ถึงกับร้องลั่น
“ไอ้เอ็กซ์”
ปลาใหญ่ผงะถอยหลังด้วยความตกใจกลัวเท้าไปเตะเอาโต๊ะที่วางเทียน เทียนล้มลงไฟลามที่บริเวณนั้น
“ช่วยด้วย ! ไฟไหม้”
ปลาใหญ่พูดพลางเหลียวหน้าเหลียวหลัง หยิบผ้าห่มมาปัดไฟ ครรชิตลุกพรวดพลาดขึ้น
“เฮ้ย อะไรกัน”
“ช่วยกันดับไฟหน่อยคุณคัน”
ทั้งสองช่วยกันดับไฟได้ทันซึ่งยังไม่ลุกมากปลาใหญ่และครรชิตลงนั่งอย่างหมดแรง ปลาใหญ่สะดุ้งเมื่อนึกขึ้นได้
“คุณคัน เทียน... เทียนดับหมดแล้ว”
ครรชิตมองเทียนที่ล้มคว่ำด้วยสีหน้าเจ็บปวด แล้วเบือนหน้ามาทางปลาใหญ่อย่างโกรธจัด
“ไอ้เซียน”
เอ็กซ์แสยะปาก แล้วค่อยๆ เลือนหายไป

ลุงป่องกำลังจะเดินเข้าห้องขณะที่ครรชิตนัยน์ตาแดงก่ำเปิดประตูออกมาพอดี
“คุณคัน เกิดอะไรขึ้น”
ลุงป่องถามอย่างตกใจ ครรชิตน้ำตาไหล
“เทียน ...เทียนดับหมดแล้ว”
“อะไรนะ”
“เทียนดับหมดแล้ว ไอ้เซียนมันเตะล้มคว่ำ”
“ไอ้เอ็กซ์ ! ไอ้เอ็กซ์มันแกล้งผม” ปลาใหญ่เดินตามออกมา ครรชิตตวาดลั่น
“ไอ้เอ็กซ์ที่ไหน ฉันไม่เห็นใครสักคน มีแต่แกนั่นแหละ”
“ไอ้เอ็กซ์มันอยู่ข้างนอก มันเรียกผม ... พอผมโผล่ไปดูมันก็ทำหน้าเหมือนผี”
ลุงป่องเดินออกไปดูครรชิตและปลาใหญ่ตามออกไป
“ไม่เห็นมีใครสักคน”
“มีจริงๆ หน้าตามันเหมือนผีเลย”
“ไอ้เซียน แกทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง ทำลายคุณปลาใหญ่”
“คุณคัน ผมจะทำอย่างนั้นทำไม ผมทำลายปลาใหญ่ก็เท่ากับผมทำลายตัวเองด้วย”
ครรชิตชะงัก
“จริงของมันนะคุณคัน ถ้าคุณปลาใหญ่ตายมันก็ต้องตายเหมือนกัน”
“แล้วไอ้เอ็กซ์ ...”
“ไอ้เอ็กซ์มันเป็นศัตรูกับผมมานาน”
“ยายแม่นยืนยันว่าไอ้เอ็กซ์ตายไปแล้ว”
“นั่นซิ แล้วมันจะมาได้ยังไง นอกจากว่า ...มันเป็น ...”
“ผี”
ทุกคนทำหน้าเลิ่กลั่ก

มอม ชายสี่ ป๋องกำลังลนลานเหลียวซ้ายแลขวาหนีผี ลุงป่องและครรชิตพากันเดินไปยังบ้านสายไหม
ทั้ง 2 ฝ่ายมาเจอกันต่างฝ่ายต่างร้องลั่นแต่แล้วก็จำได้
“เฮ้ย คุณคันนี่ คุณคันกับลุงป่อง”
“พวกเอ็งไปไหนมา แล้วทำไมผมเป็นถั่วงอกยังงั้นล่ะ”
“ก็ผีหลอกน่ะซีครับ จะอะไรเสียอีก” ป๋องบอก
“ผีที่ไหน”
“ผีไอ้เอ็กซ์”
“ไอ้เอ็กซ์มันเดินทะลุประตูบ้านยายแม่นเข้าไป”
ครรชิตและลุงป่องมองหน้ากัน

ที่บ้านเซียนทุกคนนั่งกอดเข่าเศร้าซึม แล้วครรชิตก็พูดขึ้นในที่สุด
“คุณปลาใหญ่ ... ผม .... ผมเสียใจจริงๆ ที่ไม่สามารถรักษาเทียนเล่มนั้นไว้ได้”
“ไม่ใช่ความผิดของคุณ ... มันเป็นดวงชาตาของผมเอง ... ของนายเซียนด้วย”
สายไหมเช็ดน้ำตา
“แปลว่า หมดหวังแล้วใช่มั้ย”
“คุณไหม ...ผมกับคุณคันก็พยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่แรงอาฆาตของวิญญาณไอ้เอ็กซ์มันแรงเหลือเกิน”
“คุณไหมต้องไปเห็นผมไอ้ 3 คนนั่น”
“แล้วทำไมนายเอ็กซ์ไม่ไปแก้แค้นคนที่ฆ่าเขา จะมากลั่นแกล้งนายเซียนทำไม”
แต่ละคนมีสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด

โปรดติดตามตอนต่อไป อย่างระทึก
แสบสลับขั้ว ตอนที่ 10
แสบสลับขั้ว ตอนที่ 10
ในขณะนั้นปลาใหญ่ยังอยู่บ้านลุงป่อง และมองลุงป่องอย่างเพ่งพิศ “ยากว่ะลุง ฉันเคยโดนด่าอย่างเจ็บแสบมาแล้ว” “คนอย่างเอ็งรู้จักเจ็บแสบด้วยเรอะ ไอ้เซียน ปกติ...ถูกด่าเท่าไหร่ไม่เคยระคายผิว” “สงสัยอยู่ในร่างไอ้ปลาใหญ่นานเกินไปมั้ง ฉันเคยถูกเปรียบเทียบว่าเป็นอีกา...” แววตาปลาใหญ่ฉายแววเจ็บปวดแว่บหนึ่ง “ต่อให้เอาขนนกยูงมาแซมจนเต็มตัวมันก็ยังเป็นอีกาอยู่วันยังค่ำ” “เฮ้ย ลึกว่ะ...ลึกมาก” “ใครด่านาย” “ช่างเถอะครับ... มันก็จริงของเค้า” ลุงป่องหันมามองทางครรชิต “ผมว่าเราเลิกล้มแผนดีกว่า คุณคัน” “ไม่ได้ ลงทุนมาขนาดนี้แล้ว” เสียงเซียนดังขึ้น ทุกคนหันไปมองเซียนเดินกลับเข้ามา “ผมจะเป็นคนสอนมารยาททางสังคมให้ลุงเอง...ไม้แก่ดัดง่าย” ทุกคนสะดุ้ง “ไม้แก่ดัดยากครับ” “อ้าว... เรอะ แต่ไม่เป็นไร ดัดไม่ได้ก็หักมันเสียเลย” “โห”
กำลังโหลดความคิดเห็น...