xs
xsm
sm
md
lg

นางสิงห์สะบัดช่อ ตอนที่ 10

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


นางสิงห์สะบัดช่อ ตอนที่ 10
 

เวลานั้นกำนันศรเพิ่งเสร็จจากการติวเข้มหลักสูตรเร่งรัดเพื่อเตรียมตัวเข้าสภา และกำลังเดินมาส่งครูเพิ่มที่ประตูหน้าบ้านพร้อมสมุน

“ขอบใจมากนะครู ที่สอนพิเศษให้ชั้น ตำรับตำราที่ครูหามาให้ชั้นสัญญาว่าจะอ่านให้หมดทุกเล่ม โดยเฉพาะเล่มที่ครูแนะนำ อะไรนะ หลัก..หลักของ…”
“หลักการขั้นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย”
กำนันศรบ่นอุบ “ฮืมนั่นล่ะ ชื่อยาวบรรลัย แต่ชั้นอ่านแน่ แล้วไม่ต้องห่วงนะถ้าชนะเลือกตั้งเมื่อไหร่ บุญคุณของครู ชั้นต้องตอบแทนแน่”
ครูเพิ่มฝืนยิ้มให้

ครู่ต่อมา ลิ้นจี่เพิ่งอาบน้ำเสร็จหมาดๆ เดินกรีดกรายผ่านมา พอเห็นกำนันศรกำลังอ่านหนังสือหน้าดำคร่ำเคร่งอยู่ก็เข้าไปออเซาะ
“พี่กำนันจ๋า”
“มีอะไรก็ว่า อย่าดัดจริต ข้าขนลุก”
“แหม ลุกแค่ขนเองเหรอ”
“วอนซะแล้วนังนี่ จะเอายังไงวะ ข้าจะอ่านหนังสือ”
“ก็พี่กำนันอ่ะ หมู่นี้ไม่ค่อยสนใจลิ้นจี่เลยนะวันๆ เอาแต่ทำงาน แล้วก็อ่านหนังสือพวกเนี้ย ไม่รู้จะอ่านไปหาสวรรค์วิมานที่ไหน ทั้งๆ ที่สวรรค์น้อยๆ ก็รออยู่แค่เอื้อม” บุ้ยใบ้ให้ท่าเป็นนัย “เนี่ย เดินไปหน่อยก็ถึงห้องแระ”
“นังลิ้นจี่” กำนันศรของขึ้น
ลิ้นจี่ขานเสียงหวาน “จ๋า...”
“ข้าจะลงสมัครเลือกตั้ง แข่งกับไอ้เสี่ยเล้ง ภารกิจนี้มันใหญ่หลวงนัก ดังนั้นเอ็งอย่ากวนประสาท จะไปไหนก็ไปโว้ย รำคาญ” กำนันบอก

ลิ้นจี่งอนเดินปึงปังเข้ามาในห้องนอน
“เออไปก็ไป ไม่อยู่ให้เกะกะสายตาก็ได้เมียทั้งคน ไล่อย่างกับหมูกับหมา” ครุ่นคิด “ไปหาเรื่องตื่นเต้นทำดีกว่า”
ลิ้นจี่รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วรี่

เสี่ยเล้งกำลังสั่งการมิ่งกับสมุนทุกคนอยู่ในห้องรับแขก
“พวกเอ็งฟังให้ดี สินค้าเที่ยวนี้จะต้องส่งให้ถึงมือลูกค้า จะผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด แล้วถ้านางสิงห์ชุดดำหรือพวกตำรวจโผล่มาขวางอีกล่ะก็...” สีหน้าเสี่ยจอมอิทธิพลเปลี่ยนเป็นเหี้ยมน้ำเสียงโหด “ถล่มพวกมันได้เลย ไม่ต้องยั้ง”
ระหว่างนั้นเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น มิ่งปลีกตัวไปรับสาย
“ฮัลโหล ใครนะ ได้ๆ เดี๋ยวจะบอกเสี่ยให้”
เสี่ยเล้งสงสัย “มีเรื่องอะไร”
“คุณลิ้นจี่ตอนนี้อยู่ที่บ่อนครับ จะขอวงเงินเพิ่ม”
เสี่ยเล้งบอกส่งๆ “นิดๆหน่อยๆ ก็ให้ไปสิ เรื่องเล็ก”
“ไม่เล็กแล้วครับเสี่ย เกินงบมาเป็นแสนแล้วครับ”
เสี่ยเล้งนิ่วหน้าอย่างไม่พอใจนัก

ไม่นานต่อมา ห้องทำงานบ้านเสี่ยเล้งกำลังลุกโชนด้วยเพลิงราคะ ลิ้นจี่กำลังออดอ้อนขอความเมตตาจากเสี่ยเล้ง งัดมารยาทุกกระบวนออกมาใช้งาน
“แหมเสี่ยขา ก็ลิ้นจี่อารมณ์ไม่ดีนี่คะ เลยยั้งมือไม่ได้ยั้งใจไม่ทันลิ้นจี่ไม่ได้ตั้งใจจะเอาเปรียบนะคะเสี่ย”
“คุณลิ้นจี่ ตามข้อตกลงของเรา คุณต้องมีข่าวของกำนันศรมารายงานให้ผม ผมถึงจะให้เงินคุณ แต่ว่าตอนนี้..ผมไม่เห็นมีข่าวอะไรเลย”
“อ๋อมีสิค่ะ ลิ้นจี่รู้มาว่า กำนันศรเค้าจะลงเลือกตั้งแข่งกับเสี่ยค่า”
“มีรายละเอียดมั้ย” เสี่ยเล้งถาม
ลิ้นจี่ส่ายหน้าเด๋อๆ คิดในใจต้องมีด้วยเหรอ?
“นี่คุณลิ้นจี่ ผมจ่ายให้คุณไปเป็นแสน แลกกับข่าวแค่นี้ ผมรู้สึกขาดทุนยังไงอยู่นะ เอาเป็นข้อตกลงระหว่างเรา ผมขอยกเลิกแล้วกัน”
ลิ้นจี่ใส่จริต ผวาตัวมาเกาะแขน “ว๊าย ไม่ได้นะคะเสี่ย ทำแบบนี้ลิ้นจี่ก็เหมือนถูกลอยแพสิคะ เสี่ยก็รู้ว่าลิ้นจี่เครดิตไม่ดี ไปบ่อนไหนก็ไม่มีใครต้อนรับ เสี่ยสงสารลิ้นจี่หน่อยเถอะนะคะ นะคะ”
เสี่ยเล้งโดนลิ้นจี่อ้อนแถมรุกและเบียดมากๆ เข้าก็ชักกระสับกระส่าย
“แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง”
“อย่าถามลิ้นจี่สิคะ เสี่ยถามตัวเองดีกว่า” ลิ้นจี่วางมือแหมะบนขาเสี่ยเล้ง “ว่าอยากให้ลิ้นจี่ทำอะไร ลิ้นจี่ยอมทำได้ทุกอย่าง”

เสี่ยเล้งตาลุกวาวอย่างวาบหวาม เอื้อมมือไปลูบแก้มลิ้นจี่เบาๆ ขณะที่อีกฝ่ายก็ส่งยิ้มเชิญชวนโดยมิได้หวงแหนปัดป้องแต่ประการใด นอกจากนั้นลิ้นจี่ยังทำท่าปลดเสื้อออกช้าๆ 

รุ่งเช้าวันนั้น ผู้กองธัมโมเพิ่งมาถึงโรงพักบ้านไม้งาม และเจอกับเก่งที่กำลังขายกาแฟอยู่แล้ว ทั้งคู่สบตากันแวบหนึ่ง แต่ต่างฝ่ายต่างเมินหนี ไม่ยอมทักทายกัน

จ่าไชโยโผล่มาดักทักทาย “สวัสดีครับผู้กอง เช้านี้ไม่ทานกาแฟหน่อยเหรอครับ”
หมู่โอฬารก็โผล่มาดักอีกทาง “ใช่แล้วครับผู้กอง กาแฟอุ่นๆกับขนมปังปิ้งหอมๆอย่างที่ผู้กองเคยชอบไงครับ”
“ชั้นร้อนใน ไม่อยากกินกาแฟ”
ธัมโมเดินหนีขึ้นโรงพักไป ไชโยกับโอฬารรีบสุมหัวนินทากันต่อ
โอฬารมองไปมาระหว่างธัมโมกับเก่ง “มีปฏิกริยาอย่างเห็นได้ชัด
“ทำเป็นเหินห่าง เดี๋ยวก็รู้ว่าจะห่างเหาเอ๊ยห่างเหินได้นานแค่ไหน” ไชโยว่า

ธัมโมนั่งลงที่โต๊ะทำงาน แล้วหยิบแฟ้มงานมาเปิดดู แต่ไม่มีสมาธิเอาซะเลย
“ฮึ่ย ไร้สาระจริงๆ นินทากันอยู่ได้ ไอ้เจ้าเก่งก็เหลือเกิน แทนที่จะช่วยกันแก้ข่าว ดันมางอนใส่ซะอีก”
กลางหว่างความอึดอัดนั้น จู่ๆ ธัมโมก็คิดขึ้นได้
“แล้วนี่เราจะซีเรียสทำไมวะ มันไม่ใช่น้องชายแท้ๆของเราซะหน่อยก็แค่สาบานเล่นๆ ไม่เห็นต้องใส่ใจเลยนี่หว่า”
ธัมโมพอคิดถึงเรื่องนี้ก็รู้สึกเหงาใจอย่างบอกไม่ถูก

ยอดขับรถออกมาที่หน้าบ้านแล้วกำลังจะ ไปส่งวาสนาทำงาน แต่แล้วก็เจอย้งโผล่พรวดมาขวางทาง
“จ๊อดด...” ย้งร้องลั่น
ยอดเบรก หน้าเกือบทิ่มพวงมาลัย “ไอ้ย้ง อยากตายหรือไงวะ”
“ตายก็ยอมโว้ย แต่ขอคุยกับคุณวาสนาก่อน”
“ไม่ได้ กำนันสั่งไว้ ตราบใดที่เอ็งยังไม่มีเงินสินสอด ห้ามคุยกับคุณวาสนา” ยอดเสียงเข้มใส่
“คุณวาสนาครับ” ย้งมองวาสนาตาละห้อย
“ชั้นไม่มีอะไรจะพูดกับนาย นายย้ง ไม่มีจนกว่านายจะไปขอโทษผู้กองธัมโม”
ย้งฮึดฮัด “หา… ให้ผมไปขอโทษไอ้ขี้โกงนั่นเหรอ ผมยอมเอาหัวโขกกำแพงยังดีซะกว่า”
วาสนาโมโหที่ย้งดื้อดึง “นายยอดออกรถ”
“ครับ”
“อ้าวเฮ้ยเดี๋ยว คุณวาสนา รอผมก่อน คุณวาสนา”
รถแล่นจากไปลับตา ย้งได้แต่เจ็บใจ

เพ็ญพรหิ้วแฟ้มเดินผ่านมา แต่แล้วเธอก็หยุดชะงักเมื่อเห็นหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งวางอยู่ที่โต๊ะ จึงหยิบมาดูและเห็นข่าว “พรรคเทิดธรรม พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง ส่งแกนนำออกเยี่ยมผู้สมัครทั่วประเทศ”
เพ็ญพรรำพึง “แกนนำออกเยี่ยมผู้สมัคร” หรี่ตาลงอย่างได้ความคิด

เก่งถามอย่างงวยงง “แล้วมันเกี่ยวกับแผนของเราด้วยเหรอครับ”
ขณะที่สองสาวอยู่ที่หน้าโรงพักบ้านไม้งาม โดยเพ็ญพรทำทีเป็นยืนสั่งกาแฟ แต่แอบมาปรึกษาเรื่องแผนการปล้นกับเก่ง
“เกี่ยวสิ เพราะชั้นลองสืบดูแล้ว แกนนำของพรรคจะมาที่บ้านไม้งามเร็วๆ นี้ งานนี้เราจะปล้นเงินของพวกมัน โดยไม่ต้องใช้กระสุนแม้ แต่นัดเดียว”
“มันจะเป็นไปได้เหรอครับคุณบัว” เก่งกังวล
“คอยดูฝีมือชั้นก็แล้วกัน”
วูบหนึ่งนั้นเก่งสบตากับเพ็ญพรแล้วพยักหน้าอย่างเข้าใจ

ขณะที่กำนันศรกำลังอ่านหนังสือของครูเพิ่มอย่างคร่ำเคร่ง โดยไม่รู้ตัวลิ้นจี่เดินออกมาจ้องอยู่ข้างหลังด้วยความรังเกียจแกมเบื่อหน่าย
เสียงหวานอ้อนของเสี่ยเล้งดังก้องในหัว “ผมล่ะสงสารคุณลิ้นจี่จริงๆ”
พร้อมกับภาพเหตุการณ์ ที่เสี่ยเล้งกอดประคองลิ้นจี่หลังจากทั้งคู่มีอะไรเสร็จกามกิจอย่างอิ่มเอม ลอยเข้ามาในความคิดสาวอึ๋ม
“ผู้หญิงสวยๆอย่างคุณ ทำไมต้องมาเป็นเมียของตาแก่คราวพ่ออย่างไอ้กำนันศร คุณน่าจะมีความสุข และมีชีวิตที่ดีกว่านี้” เสี่ยเล้งหยอดคำหวาน
“อย่ารื้อฟื้นเลยค่ะเสี่ย ลิ้นจี่มันอาภัพสิ้นเอง ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ลิ้นจี่คงไม่ยอมเป็นหนี้กำนันศร จนตัวเองต้องกลายเป็นทาสแบบนี้” ลิ้นจี่เล่าเสียงเศร้า
“อย่าเสียใจครับคุณลิ้นจี่ ชีวิตคนยังมีโอกาสเสมอ ผมนี่แหละจะไถ่อิสระภาพให้คุณเอง
“เสี่ย…เสี่ยจะทำยังไงคะ”
“เราต้องร่วมมือกัน…กำจัดกำนันศร”
ลิ้นจี่งง “อ้าว ก็ไหนเสี่ยเคยบอกว่า เสี่ยต้องการคืนดีกับกำนันไงคะ…”
เสี่ยเล้งนึกขึ้นได้ รีบกลับลำอย่างเจ้าเล่ห์ “ผมไม่ต้องการแล้วครับ สิ่งเดียวที่ผมต้องการตอนนี้ก็คือ…” เน้นคำ “คุณลิ้นจี่”
ลิ้นจี่สะเทิ้นแกมวาบหวิว

ลิ้นจี่ตาลุกวาวเมื่อนึกถึงเรื่องนี้
“โทษชั้นไม่ได้นะพี่กำนัน พี่อยากไม่เห็นค่าของชั้นเอง”

เย็นนั้น วาสนากำลังยืนชะเง้ออยู่ที่หน้าบ้านครูเพิ่ม ก่อนที่จะเห็นเก่งจะขับรถกลับจากขายกาแฟ มาถึงพอดี
วาสนาร้องทักอย่างดีใจ “นายเก่ง”
“คุณหมอ มีอะไรเหรอครับ”
วาสนายิ้มเยื้อนทอดไมตรี

ครู่ต่อมาเก่งกับวาสนากำลังนั่งปรึกษากันที่ห้องนั่งเล่นบ้านครูเพิ่ม
“นี่นายไม่รู้เหรอว่าชาวบ้านเค้าลือกัน ว่านาย..เอ่อ..มีอะไรกับผู้กอง”
เก่งตาค้าง คาดไม่ถึง “หา ผมกับผู้กองเนี่ยนะ”
“ก็ใช่สิ แล้วตกลงนายไปโกรธผู้กองเรื่องอะไรจู่ๆ ถึงได้งอนใส่เค้า”
เก่งน้ำท่วมปาก บอกความจริงไม่ได้ “เอ่อคือ…”
วาสนาย้ำ “ผู้กองเค้ารักนายมากนะนายเก่ง รักเหมือนน้องแท้ๆ ถึงเค้าจะทำผิดไปบ้าง นายก็ไม่ควรจะบึ้งตึงใส่เค้า”
เก่งรู้สึกผิดขึ้นมาครามครัน

เก่งกำลังขับรถมอเตอร์ไซค์ ที่วันนี้ไม่ติดพ่วงข้างเพื่อไปหาผู้กองธัมโม ระหว่างทางก็นึกถึงคำพูดของวาสนาที่พูดกับตัวเองที่บ้านครูเพิ่มก่อนหน้านี้ สีหน้าของเก่ง เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“ชีวิตคนเรามันมีหลายบทบาทต้องรับผิดชอบอย่างชั้นเอง ก็เป็นทั้งหมอ ทั้งลูก และก็เป็นข้าราชการชั้นถึงรู้ว่า ไม่มีใครทำได้ดีไปหมดทุกเรื่อง”
“แล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะครับ” เก่งถาม
วาสนาบอกกับเก่ง “ไปหาผู้กอง แล้วบอกเค้า ว่านายขอโทษ”

ดนัยหลีกทางให้เพลินตาเดินเข้ามาในบ้านพัก สองคนอยู่ในห้องนั่งเล่น
“สารวัตรให้ตามาที่นี่ทำไมเหรอคะ”
“พอดีคืนนี้ธัมโมเค้าอยู่เวรดึกครับ ผมก็เลยอยากใช้โอกาสนี้อยู่กับคุณเพลินตาตามลำพัง”
“สารวัตร...หมายถึง…”
“ไม่ต้องกลัวครับ ผมแค่อยากสนิทสนมกับคุณให้มากขึ้น”
ดนัยว่าพลางขยับไปปิดประตูแล้วลงกลอน ก่อนจะเดินเข้าไปหาเพลินตา อีกฝ่ายถอยกรูดไปชิดผนัง
เป็นเวลาเดียวกับที่เก่งเพิ่งขับรถมาจอด แล้ววิ่งกระหืดกระหอบมาทุบประตูปึงๆ
ดนัยซึ่งกำลังจะได้จูบเพลินตา เหลียวไปมองที่ประตูด้วยความหงุดหงิด
“ใครวะ”
เก่งส่งเสียงดังเข้ามา “ผู้กองครับ ผู้กอง ผู้กอง”
“เสียงนายเก่งนี่คะสารวัตร”
ดนัยฉุนมาก ที่ถูกขัดจังหวะ “ไอ้เด็กขายกาแฟ”
เก่งยังทุบประตูบ้านพักธัมโม อย่างต่อเนื่อง
“ผู้กองอยู่ข้างในรึเปล่าครับ ผมมีเรื่องจะคุยด้วย ผู้กอง”
จู่ๆ เป็นดนัยที่เปิดประตูห้องเดินออกมาดู พร้อมกับเพลินตา “มีอะไรนายเก่ง โวยวายอยู่ได้”
เก่งอึ้ง “สารวัตร คุณเพลินตา”
“ไงจ๊ะนายเก่ง มาหาคู่ขาเหรอ พอดีเค้าไม่อยู่น่ะเดี๋ยวชั้นจะบอกให้ก็แล้วกันนะ” เพลินตาแขวะ
เก่งไม่ค่อยพอใจท่าทางเย้ยหยันของเพลินตาเท่าไหร่นัก จึงรีบหันหลังเดินหนีไป

เพลินตาเรียกไว้ “เดี๋ยวก่อน…ชั้นยังพูดไม่จบ”

นางสิงห์สะบัดช่อ ตอนที่ 10 (ต่อ)
 

ที่หน้าบ้านพักผู้กองธัมโมเวลานั้น เพลินตาเรียกเก่งให้หยุดรอ

“มีอะไรเหรอครับคุณเพลินตา” เก่งฉงน
“อ๋อมีสิ ชั้นอยากขอบใจนายที่ช่วยให้ชั้นหายสงสัย ว่าทำไมถึงชอบมาวุ่นวายกับชั้น เวลาอยู่กับผู้กองธัมโม”
“ผมกับผู้กองธัมโม เราไม่ได้มีอะไรกันนะครับ”
เพลินตาเหน็บเอา “แหม อย่าเหนียมไปหน่อยเลยนายเก่ง เรื่องของนายกับผู้กองเค้าลือกันให้แซ่ด แต่ก็ดีนะ…คนเค้าจะได้ตาสว่าง ว่าผู้กองตงฉินยอดมือปราบ ที่แท้ก็เป็นพวกวิตถาร”
เก่งชักฉุน “นี่คุณ ถ้าคุณไม่ชอบหน้าผม คุณจะว่าผมยังไงก็ได้ แต่อย่าลามปามถึงผู้กองนะ ไม่อย่างนั้น…”
เพลินตาแว๊ด “ทำไม! แกจะทำอะไรชั้น เอาสิ ถ้าแกกล้ามีเรื่องกับลูกสาวของเสี่ยเล้งก็ลองดู ถ้าพ่อชั้นไม่ระเบิดหัวแกทิ้งก็ให้มันรู้ไป ไอ้..ไอ้พวกเบี่ยงเบนทางเพศ”
เก่งหน้ามืด เหวี่ยงหมัดขวาตูมต่อยเข้าหน้าเพลินตาจนหงายเงิบ
“คุณเพลินตา” ดนัยตกตะลึง
ธัมโมมาเห็นเข้าพอดี “นายเก่ง” รีบเข้าไปดูเพลินตา “คุณเพลินตาเป็นยังไงบ้างครับ”
ดนัยเบียดธัมโมเพื่อแย่งประคองเพลินตา “ชั้นเอง”
ธัมโมตั้งสติมองไปที่เก่งอย่างเอาเรื่อง “นายเก่ง นายเป็นบ้าไปแล้วหรือไงทำไมถึงทำแบบนี้”
เก่งฉุนขาด “ก็ถามคุณเพลินตาดูสิครับ ว่าอยากพูดไม่ดีก่อนทำไม”
“ชั้นพูดความจริง แกมีสิทธิ์อะไรมาต่อยชั้น คอยดูนะชั้นจะเอาเรื่องแก”
ธัมโมกระชากแขนเก่งอย่างแรง “นายเก่ง รีบขอโทษคุณเพลินตาเดี๋ยวนี้”
เก่งดึงดัน “ผมไม่ผิด ทำไมผมต้องขอโทษ”
“เพราะชั้นสั่งให้นายขอโทษ!”
เก่งเถียงขึ้นเสียงเข้ม “ผู้กองไม่มีสิทธิ์มาสั่งผม”
“จับมันเลยค่ะธัมโม จับมันเข้าตาราง ไม่อย่างนั้นตาจะให้คนของป๊า มารุมกระทืบมัน”
ดนัยกร้าว “ธัมโม ถ้านายไม่จัดการล่ะก็… ชั้นจะถือว่านายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่”
“เอะอะก็หน้าที่ แล้วตัวเองดีนักหรือไง เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ผู้หญิงเค้าเคยเป็นแฟนของเพื่อนแท้ๆ ยังแย่งมาได้ หน้าไม่อาย” เก่งไม่เกรงใจแล้ว
ธัมโมตะคอกใส่ “นายเก่ง”
เก่งหันมามองจ้อง “ผมพูดสิ่งที่ลูกผู้ชายควรพูด ผู้กองต่างหากไม่ยอมปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง ปล่อยให้คนอื่นเค้าดูถูกทำไมคราวก่อนผู้กองบอกผม ถ้าเห็นผู้กองเป็นพี่ชาย ก็ให้พูดความจริงออกมา วันนี้ผมก็พูดแล้วไง ผมพูดแล้ว”
อารมณ์ที่ระเบิดออกมาของเก่งทำให้ทุกคนเงียบไป
เก่งยื่นข้อมือออกมา “แล้วถ้าผู้กองยังเห็นผมเป็นน้องชายก็จับผมเลย ผมยอมติดคุก แต่ไม่ยอมให้ใครมาดูถูกพี่ชายผมหรอก”
ทุกคนอึ้งไป รวมทั้งธัมโมที่ตั้งสติอยู่พักใหญ่ก่อนจะคว้ากุญแจมือมาสวมให้เก่งข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างสวมให้ตัวเอง
“นายมากับชั้น”

แม้จะเป็นยามเย็น แต่สถานีตำรวจยังคงจอแจเหมือนทุกวัน ตำรวจบางส่วนเพิ่งออกเวรกำลังจะลงบันไดกลับบ้าน แต่แล้วก็ต้องชะงักหลีกทางให้ ธัมโมที่พานายเก่งขึ้นมาบนโรงพักในสภาพถูกล่ามกุญแจมือติดกัน
โอฬารสะกิด “จ่า จ่า..เบิ่งด่วน มีงานเข้า”
ไชโยยิงมุกขำๆ “เค้าถ่ายหนังเรื่องชั่วฟ้าดินสลายกันเหรอหมู่”
“หนังที่ไหนล่ะ ของจริง จับจริง”
“อ้าวเฮ้ย” ไชโยตกใจรีบเข้าไปถาม “ผู้กอง เกิดอะไรขึ้นครับเนี่ย”
“เตรียมห้องขังให้ด้วยจ่า ผู้ต้องหากระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย”
ระหว่างนั้นเพ็ญพรก็ผ่านมาเห็นเข้าพอดี
เพ็ญพรอุทานเบาๆ “แก้ว”
เก่งสีหน้านิ่งเฉยไม่มีปฏิกริยาใดๆ

ทางด้านวาสนาเดินลงมารอรถกลับบ้าน แต่แล้วย้งก็ขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดเทียบทักหน้าเป็น
“จ๊ะเอ๋ คุณวาสนา ให้ผมไปส่งนะครับ”
“ไม่ต้อง ชั้นกลับเองได้”
ย้งตื๊อแหลก “จะดีเหรอครับ จักรยานก็ไม่ได้เอามา ไปรถผมเถอะนะครับ ถ้าไม่อยากพูดกับผม ผมไม่ชวนคุยก็ได้”
วาสนามองย้งแล้วตัดใจเมินหน้าหนี
ย้งจ๋อย “คุณวาสนายังโกรธผมเรื่องผู้กองธัมโมอยู่เหรอครับ”
“นายก็น่าจะรู้นี่ ว่าทำอะไรลงไป”
ย้งจะอธิบาย “แต่ว่าผม….”
วาสนาตัดบท “อย่าพูด! อย่าทำดีกับชั้น! อย่าทำให้ทุกอย่างมันแย่ไปกว่านี้เลยนายย้ง” วาสนาทำใจอย่างหนักก่อนจะพูดต่อ “แต่ก่อนความดีของนาย มันเคยมีความหมายกับชั้นแต่เดี๋ยวมันไม่เหมือนเดิม เพราะชั้นรู้แล้วว่าทุกสิ่งที่นายทำลงไป ก็เพื่อหวังผลตอบแทน หวังความชอบจากชั้นเท่านั้นเอง”
ย้งอึ้ง “คุณวาสนา”
ยินเสียงแตรรถดังขึ้น เห็นยอดขับรถมาจอด “เชิญครับคุณวาสนา”
ย้งมองวาสนาอย่างวิงวอน อยากคุยกับเธอให้รู้เรื่องก่อนไป
วาสนาบอกอย่างปวดร้าว “ชั้นว่าเราอยู่ห่างๆกันสักพักเถอะนายย้ง ชั้นขอร้อง”
ย้งได้แต่นิ่งงันไป ขณะที่วาสนาปลีกตัวไปขึ้นรถของยอด
รถของนายยอดขับพาวาสนาจากไปแล้ว ทิ้งย้งไว้กับเพียงลำพังกับความเดียวดาย

กำนันศรจิบชาพลางรำพึง เมื่อทราบรายงานจากยอด
“ไอ้ย้งนี่มันตื๊อไม่ลดลาวาศอกจริงๆ สงสัยอีกหน่อย ข้าต้องให้คนคอยเฝ้าลูกสาวตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง”
“ยังมีอีกเรื่องครับพ่อกำนัน”
“เรื่องอะไรอีกวะ”
“หมู่นี้ผมสังเกตว่าคุณลิ้นจี่เธอมีเงินค่อนข้างหนามือเป็นพิเศษ ซื้อข้าวของเสื้อผ้าไม่เว้นแต่ละวัน”
กำนันศรไม่ติดใจ “ฮึ จะมีอะไร พวกผีพนันถึงคราวมือขึ้น เดี๋ยวเดียวก็ใช้หมด”
“แต่เรามีเรื่องกับเสี่ยเล้งอยู่นะครับ แล้วทำไมเสี่ยเล้งถึงปล่อยให้คุณลิ้นจี่เข้าไปกวาดทรัพย์ที่บ่อนอยู่ได้ทุกวัน”
คำพูดของยอดทำให้กำนันศรเริ่มเอะใจ

ลิ้นจี่ที่กำลังนั่งหวีผมอยู่ในห้องนอน รีบหันมาแก้ตัวเมื่อถูกกำนันศรทักเรื่องนี้
“โอ๊ย นึกว่าเรื่องอะไร ไอ้ยอดมันชอบจับผิดชาวบ้านพี่กำนันก็รู้นี่มันคงเห็นชั้นใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายก็เลยหมั่นไส้ละมั๊ง ถึงได้มาเป่าหูพี่”
กำนันศรมองจับอาการ “เอ็งแน่ใจนะลิ้นจี่ ว่าไม่ได้ปกปิดอะไรข้า”
ลิ้นจี่ส่ายหน้า “ฮึ เปล๊า ปิดทำไม พี่กำนันเป็นผัวชั้น ถึงเวลาชั้นก็เปิดตลอดอยู่แล้ว”
“เปิดไปบ่อนน่ะสิเอ็ง ทุกวันนี้ไอ้เล้งมันไม่ฮึดฮัดบ้างหรือไงวะที่เอ็งไปโกยเงินที่บ่อนของมัน”
“โธ่โถพี่กำนัน เล่นพนันมีได้ก็ต้องมีเสีย พวกพี่เป็นผู้ชายทะเลาะกันแล้วผู้หญิงอย่างชั้นไปเกี่ยวอะไรด้วย เสี่ยเล้งน่ะ เค้าไม่สนใจหรอกพี่”
กำนันศรมองลิ้นจี่อย่างจับผิด ลิ้นจี่ทำไม่รู้ไม่ชี้
ตรงทางเดินบ้านกำนันศรเวลาต่อมา ลิ้นจี่เดินหนีกำนันศรออกมาได้ ก็หนักใจนึกถึงคำหวานของเสี่ยเล้งขึ้นมาอีก
“อย่าเสียใจครับคุณลิ้นจี่ ชีวิตคนยังมีโอกาสเสมอ ผมนี่แหละจะไถ่อิสรภาพให้คุณเอง”
“เสี่ย…เสี่ยจะทำยังไงคะ”
“เราต้องร่วมมือกัน…กำจัดกำนันศร”
“อ้าว ก็ไหนเสี่ยเคยบอกว่า เสี่ยต้องการคืนดีกับกำนันไงคะ”
เสี่ยเล้งนึกขึ้นได้ รีบกลับลำอย่างเจ้าเล่ห์ “ผมไม่ต้องการแล้วครับ สิ่งเดียวที่ผมต้องการตอนนี้ก็คือ…” เน้นคำ “คุณลิ้นจี่”
ลิ้นจี่ยิ้มกริ่มรำพึงออกมาอย่างมีจริตจะก้าน
“นี่เสี่ยเค้ารักเรา ขนาดยอมเป็นศัตรูกับพี่กำนันเลยเหรอเนี่ยเอ้อ ลำบากใจจัง นี่ก็ผัวตามกฎหมาย อีกคนก็ชายในอุดมคติโอย..เลือกไม่ถูก ไม่น่าเกิดมาสวยเลยเรา”
ลิ้นจี่สองใจ ไม่รู้ว่าโดนเสี่ยเล้งหลอกใช้

ย้งเพิ่งขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดที่ร้านด้วยอาการซึมเศร้า เถ้าแก่ตงเห็นออกมาโวยวายใส่
“ไอ๋หยาอาย้ง ลื้อหายไปไหนมา ทำไมลื้อเพิ่งมาป่านนี้”
“มีอะไรเหรอป๊า”

“ก็อาเก่งเพื่อนลื้อน่ะสิ อีมีเรื่องกับคุณเพลินตา ตอนนี้โดนตำรวจจับไปแล้ว”

ตกกลางคืนเก่งนั่งอยู่ในห้องขังอย่างเหงาหงอย สักครู่ธัมโมก็ถือห่อข้าวและน้ำมาให้
“ทานอะไรหน่อยมั้ย ชั้นซื้อมาฝาก”
“นี่มันเลยเวลาเยี่ยมแล้วนี่ครับ” เก่งงอนใส่
“เลยมานิดหน่อย นายไม่ต้องสนใจหรอก”
“ไม่ได้ครับ กฎต้องเป็นกฎ ยิ่งถ้าอยู่ต่อหน้านายตำรวจเถรตรงอย่างผู้กองธัมโม ผมจะทำผิดกฎได้ยังไง” เก่งเหน็บ
ธัมโมชักฉุน “นี่เราเลิกแขวะกันสักเดี๋ยวจะได้มั้ยนายเก่ง ที่ชั้นทำไปทุกอย่างก็เพราะเป็นห่วงนายหรอกนะ ถ้านายยังอยู่นอกคุก ป่านนี้คนของเสี่ยเล้งคงเชือดนายไปแล้ว”
“ครับ ผมทราบ”
เก่งเมินหน้าด้วยความน้อยใจ ธัมโมระงับโทสะ ขยับมาใกล้ลูกกรง
“ขอมือหน่อยสิ”
เก่งยืนมือให้ข้างหนึ่ง
“อีกข้างนึง ข้างที่โดนสวมกุญแจมือน่ะ”
เก่งยืนแขนให้ ธัมโมพลิกดูและพบว่ามีรอยโดนกุญแจมือถูจนห้อเลือด พบว่าแค่ช้ำอย่างเดียว ไม่รู้ว่าเพราะเก่งหนังเหนียว เขาจัดแจงหยิบน้ำมันยาออกมาทาให้ เป็นยี่ห้อเดิม
“ชั้นรู้ว่าชั้นมันโง่ ชั้นเป็นตำรวจที่ไม่เอาไหนเพราะแบบนี้ชั้นถึงได้ชอบทำตามกฎ เพราะมันทำให้ชั้นมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดพลาด ชั้นต้องเป็นฝ่ายถูกเสมอแต่วันนี้ชั้นไม่รู้สึกแบบนั้น ชั้นรู้สึกว่าตัวเองผิดที่ไม่ปกป้องนาย ไม่ปกป้องคนที่เป็นน้องชายของชั้น”
“เราแค่สาบานกันเล่นๆ ไม่ใช่เหรอครับ ผู้กองไม่เห็นต้องจริงจังก็ได้”
“ถ้าไม่จริงจัง แล้วแหวนที่ชั้นให้ นายจะสวมไว้ทำไม”
เก่งนึกขึ้นได้รีบซ่อนแหวนที่มีชื่อ “ธัมโม”ไว้ข้างหลัง
“เอ่อ ผม…ผมเห็นว่ามันสวยดีครับ แล้วอีกอย่างเวลามีเรื่องกับใครจะได้อ้างชื่อผู้กองไง”
“นายเก่ง”
“ครับ”
“เรื่องวันนี้ นายยกโทษให้พี่ชายคนนี้ได้รึเปล่า”
เก่งนิ่งงันไป แล้วส่ายหน้าบอก “ผมไม่ได้โกรธนี่ครับ ที่ผมมีเรื่องกับคุณเพลินตาก็เพราะอยากปกป้องศักดิ์ศรีของผู้กอง”
ธัมโมสวนออกมา “ทั้งๆที่รู้ว่าจะมีปัญหาตามมา”
“พี่น้องกัน ติดคุกแค่นี้ ไม่ถึงตายหรอกครับ”
ธัมโมเอื้อมมือไปลูบต้นคอลูบหัวเก่งด้วยความซาบซึ้งใจ
“ชีวิตชั้น เคยแต่ปกป้องคนอื่น นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนมาปกป้องชั้น ขอบใจมากไอ้น้องชาย ขอบใจจริงๆ”
ธัมโมสวมกอดเก่งผ่านลูกกรง เล่นเอาเก่งอึ้งไปพักใหญ่ก่อนจะสวมกอดตอบรับ

จ่าไชโยกับหมู่โอฬารที่กำลังแอบดู เม้าท์มอยทันควัน โอฬารเปิดก่อน
“เห็นมั้ยจ่า เห็นมั้ย ขนาดในคุกในตาราง ยังเลิฟซีนกันไม่อายผีสางนางไม้ บัดสีบัดเถลิงที่สุด อ๊ายย ถูกใจ เอ๊ย ขัดใจ”
“ที่ไหนกันหมู่ คนเค้ากอดกันฉันพี่น้องต่างหาก”
“เฮอะพูดแบบนี้แสดงว่าจ่ายังไม่แน่ใจสิท่า ตามดูกันต่อไปเดี๋ยวก็รู้ว่าความจริงมันคืออะไร”

ที่โบสถ์ วัดบ้านไม้งาม เวลาเดียวกัน หมวยใหญ่กำลังแผดเสียงร้องไห้ ต่อหน้าหลวงพ่อชุ่มและตาคง สัปเหร่อ
“ก็นั่นสิโยมหมวย เรื่องจริงมันเป็นมายังไงกันแน่ ตกลงทำไมถึงอยากบวช” หลวงพ่อซัก หลังจากที่หมวยใหญ่จะมาขอบวชชี
หมวยใหญ่ร้องไห้ฟูมฟายพูดไม่ชัด “อั๊วอยู่ข้างนอกไม่ได้แล้วหลวงพ่อ อยู่ไปก็อายชาวบ้าน มันล้ออั๊ว มันนินทาอั๊ว ว่าอั๊วโดนตุ๊ดทิ้งอ่า โฮๆๆ”
“อะไรนะโยม พูดชัดๆซิ ตกลงใครเป็นตุ๊ด”
หมวยใหญ่ร้องฟูมฟายพูดฟังไม่ศัพท์ “ก็อาเก่งอ่ะหลวงพ่อ คราวก่อนอั๊วเห็นอีนอนกับผู้กองธัมโม อั๊วยังคิดว่าเผลอตัวเผลอใจ แต่วันนี้อั๊วได้ข่าวว่าอีไปตบกับคุณเพลินตาแฟนเก่าของผู้กอง แบบนี้มันตุ๊ดชัดๆ เลยอ่า โฮๆๆ”
หลวงพ่อชุ่มหันมาทางตาคง “เค้าว่าอะไรนะ อาตมาฟังไม่ถนัด”
“เค้าว่าไอ้เก่งมันเป็นตุ๊ดชัดๆครับหลวงพ่อ”
“อ้อ”
หมวยใหญ่ฟูมฟายต่อ “ผู้ชายดีๆ สมัยนี้มันไปตายที่ไหนกันหมด ทำไมถึงเหลือแต่พวกขี้เมา เจ้าชู้ ไม่เอาถ่าน ไม่มีบ้านช่อง ต้องมาอาศัยวัดอยู่ พวกไร้อนาคต”
หลวงพ่อชุ่มถามตาคงอีก “เค้าว่าอะไรนะ”
“มันด่าผมชัดๆ เลยครับหลวงพ่อ ไอ้ที่มันว่ามาเนี่ย ผมทั้งนั้น”
“อ้อ สมน้ำหน้าเนาะ”
“เอ้านั่น แทนที่จะช่วยแก้ต่าง”
“แก้ไม่ไหว ขอแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าก่อนละกัน” หลวงพ่อหันมาพูดกับหมวยใหญ่ “เออนี่โยมหมวย ฟังอาตมาให้ดีนะโยม อกหัก รักคุด ตุ๊ดเมินมันเป็นเรื่องธรรมชาติ มีที่มาก็ต้องมีที่ไป
เป็นของธรรมดา แต่การบวชเรียนนั้นเป็นเรื่องสำคัญ โยมกลับไปคิด กลับไปปรึกษาบุพการีให้ดีซะก่อนเถอะนะ แล้วจะเอายังไงค่อยว่ากันอีกที”
“สรุป จะให้อั๊วบวชมั้ยหลวงพ่อ”
“แหม ก็คิดอยู่”
“ให้หรือไม่ให้อ่ะ”
“ก็….ดูๆไปก่อน”
หมวยใหญ่คาดคั้นเสียงดัง “ให้มั้ย”
ตาคงตอบแทน “ไม่ให้โว้ย! นังนี่ คนจะบวชมันต้องสำรวมเป็น ถ้าเอ็งยังบ่อน้ำตาแตกแบบนี้ ไปบวชวัดอื่นเลยไป วัดนี้ไม่ต้อนรับ”

ได้ฟังดังนั้น หมวยใหญ่ยิ่งร้องไห้จนเสียงหลง ทั้งหลวงพ่อชุ่มทั้งตาคงพากันหนวกหู

แม่กุญแจถูกไขออก หมวยใหญ่สะอื้นเปิดประตูไปบ่นไป
“ใจร้ายที่สุด ขอบวชแค่นี้ก็ไม่ให้ คอยดูนะอั๊วจะไปบวชวัดอื่นถ้าอั๊วได้เป็นแม่ชีดีเด่นขึ้นมาเมื่อไหร่ อย่ามาง้ออั๊วก็แล้วกัน ฮือๆ”
หมวยใหญ่จะปิดประตูบ้าน แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเหลือบเห็นรถคันหนึ่งแล่นผ่านไป คนที่โดยสารมาบนรถก็คือเพ็ญพร ที่ในมือถือถุงกระดาษใบหนึ่ง
“นั่นอาคุณผู้หมวดนี่ ดึกป่านนี้ อีจะไปไหนอีกวะ”
หมวยใหญ่ชะเง้อตามด้วยความสนใจ

ครูเพิ่มกำลังรวบรวมเศษเงินจากทุกซอกทุกมุมในบ้านเพื่อไปประกันตัวนายเก่ง เทแคะกระปุกนับเศษเหรียญกันเลยทีเดียว ย้งเดินบ่นอยู่ไปมา
“โธ่เอ๊ยไอ้เก่งนะไอ้เก่ง ทำไมต้องมีเรื่องตอนนี้ด้วยวะ งานใหญ่รออยู่แท้ๆ แล้วถ้ามันติดคุกแบบนี้ เราจะปล้นเสี่ยเล้งได้ยังไง” เดินๆๆ แล้วย้อนมาบ่นกรอกหูครูเพิ่ม “รู้แล้ว ต้องเป็นเพราะไอ้ธัมโม
แน่ๆเลย มันคงแค้นใจที่โดนผมชกคราวก่อน ก็เลยพาลมาหาเรื่องกับไอ้เก่ง แบบนี้ตำรวจรังแกประชาชนนี่หว่า มันต้องสั่งสอนให้รู้สึกครูว่ามั้ย ครูเห็นด้วยกับผมรึเปล่า”
ครูเพิ่มนับเงินไม่รู้เรื่อง “โอ้ยไอ้ย้ง ข้าไหว้ล่ะ เอ็งหยุดพล่ามสักแป๊บนึงจะได้รึเปล่าวะ ข้ากำลังใช้สมาธิ”
“อ้าวจะไปรู้มั้ยเนี่ย เห็นเงียบๆ ผมนึกว่าครูชอบฟังซะอีก แล้วเงินพอรึเปล่าครู”
“พอที่ไหนกัน คดีต่อยลูกสาวเสี่ยเล้งนะโว้ย ไม่ใช่เตะหมูเตะหมา แค่สี่ซ้าห้าร้อยคงไม่ได้ประกันตัวหรอก”
ยินเสียงทุบประตู พร้อมเสียงบีบแตรรถดังขึ้น ครูเพิ่มกับย้งต่างสงสัยว่าคนที่มาคือใคร

ถุงกระดาษโชคดีใบหนึ่ง ถูกแขวนไว้ที่ประตูรั้วบ้าน เห็นครูเพิ่มเดินออกมาดูกับไอ้ย้ง
“นั่นถุงอะไร” ครูเพิ่มงง
ย้งคว้ามาก่อน “ฮึย ระวังนะครู มันอาจเป็นกับดัก ไอ้เก่งมีเรื่องกับคุณเพลินตาเสี่ยเล้งอาจวางแผน เอาระเบิดมาแขวนหน้าบ้านครูได้”
ครูเพิ่มไม่เชื่อ “โอ้โหไอ้ย้ง ขี้เมาอย่างข้าต้องเล่นงานด้วยระเบิดเชียวเหรอวะเอาไม้จิ้มฟันแทงก็ตายแล้ว เอ็งอย่าเพ้อนักเลย ปล่อยข้าซะทีเถอะปล่อย”
ครูเพิ่มสะบัดย้งออกไป ก่อนจะเดินไปคว้าถุงมาดู ร้องออกมาด้วยความตกใจ “เฮ้ย”
ย้งเสียงดังลั่น “ระเบิด”
ครูเพิ่มตกใจเสียงย้ง “ระเบิดที่ไหน เงินโว้ย”
ย้งร้องลั่น “หา” รีบเข้ามาดู “โอ้โห เงินตั้งเยอะเลย ของใครเนี่ย”
“มีจดหมายด้วย” ครูเพิ่มแกะอ่าน “ชั้นเป็นเพื่อนของนายเก่ง ฝากเอาเงินนี่ไปประกันตัวเค้าด้วย”
ย้งงง “ใครวะ”
ครูเพิ่มคิดสักครู่ “สงสัยคงเป็นแนวร่วมคนใหม่ ที่ไอ้เก่งมันเคยเล่าให้ฟัง”
ย้งมองครูเพิ่มอย่างงุนงงเพราะไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน ขณะที่ครูเพิ่มเริ่มสงสัยมากขึ้นว่าแนวร่วมคนนี้เป็นใครกันแน่
ด้านเพ็ญพรกำลังซุ่มมองอยู่แถวๆนั้น โดยที่ครูเพิ่มกับย้งไม่ได้สังเกตเห็น

เช้าวันต่อมาเก่งกำลังนั่งขดหลับอยู่ในห้องขังก่อนจะได้ยินเสียงโอฬารตะโกนเรียก
“ไอ้เก่ง ไอ้เก่งตื่นได้แล้ว จะนอนไปถึงไหน คุกนะโว้ยไม่ใช่โรงแรม”

เก่งหาวคำโต “เรียกทำไมอ่ะหมู่ ยังเช้าอยู่เลย”
“กลับบ้านโว้ย มีคนมาประกันแล้ว”
เก่งชะงักหันมองด้วยความสงสัยว่าเป็นใคร

ที่ห้องโถงโรงพักบ้านไม้งาม เพ็ญพรเลื่อนเอกสารให้ครูเพิ่มอ่าน
“เซ็นชื่อตรงนี้ค่ะ”
ครูเพิ่มเซ็นเสร็จ ส่งปากกาคืนให้ “ขอบคุณครับ”
เพ็ญพรยิ้มรับครูเพิ่ม ก่อนจะเหลือบเห็นโอฬารคุมตัวเก่งออกมาพอดี
“เอ้า มาแล้วครู หลานชายตัวแสบ นี่คราวหลังช่วยดูๆ หน่อยนะอย่าปล่อยให้ไปก่อเรื่องที่ไหนอีก” โอฬารอบรม
“ได้ครับหมู่ เดี๋ยวกลับไปผมจะสั่งสอนมันเอง” หันมาพูดกับเก่ง “ไปไอ้เก่ง กลับบ้าน”
ครูเพิ่มลากตัวเก่งไปจากโรงพัก เก่งลอบสบตากับเพ็ญพรนิดหนึ่งก่อนจะไป

กลับถึงบ้านเก่งถูกครูเพิ่มกับย้งรุมซักถามยกใหญ่
“เอ็งบอกข้ามาเดี๋ยวนี้ไอ้เก่ง ว่าเพื่อนของเอ็งเป็นใครกันแน่แล้วไปสนิทกันตอนไหน ถึงได้หอบเงินมาประกันตัวให้เอ็ง”
“นั่นสิ ลงทุนขนาดนี้ สงสัยต้องอยากมีเอี่ยวแหงๆ แต่แผนนี้ข้าเป็นคนต้นคิดนะโว้ย ห้ามเจียดส่วนของข้าไปแบ่งใครเด็ดขาด” ย้งคุยโว
“คิดว่าคนอื่นเค้างกเหมือนเอ็งหรือไง ไอ้ย้ง เพื่อนข้าเค้าปล้นเพื่อคุณธรรมต่างหาก”
“แล้วมันเป็นใคร ถ้าเอ็งไม่บอกข้า ข้าจะยกเลิกแผนการทั้งหมด” ครูเพิ่มถาม
“ครู ก็ชั้นบอกแล้วไง ว่าถึงเวลาเมื่อไหร่ก็จะรู้เอง”
“มันถึงเวลาแล้วไอ้เก่ง เอ็งต้องบอกข้ามาเดี๋ยวนี้”
เพ็ญพรส่งเสียงนำมาก่อน “ไม่เป็นไรหรอกนายเก่ง บอกเค้าไปเถอะ”
ทุกคนตกใจเมื่อเห็นเพ็ญพรเดินเข้ามาในบ้าน
ครูเพิ่มฉงน “คุณตำรวจ”
“ครูเพิ่ม จำชั้นไม่ได้จริงๆ เหรอ”
ครูเพิ่มและย้งได้แต่งุนงง เก่งตัดสินใจพูดความจริง
“ผู้หมวดเพ็ญพรความจริงแล้วก็คือ คุณบัวลูกสาวของผู้ใหญ่ทอง”
ครูเพิ่มตะลึง “คุณบัว”

เพ็ญพรยิ้มรับ ขณะที่ย้งงงเป็นไก่ตาแตก หันรีหันขวาง เพราะไม่รู้เรื่องราวในอดีต

นางสิงห์สะบัดช่อ ตอนที่ 10 (ต่อ)
 

ช่วงตอนกลางวัน ภายในห้องทำงานสารวัตรดนัยเวลานั้น ธัมโมโดนสวดเรื่องให้ประกันตัวเก่ง

“นายถือดียังไงถึงยอมให้ประกันตัวหมอนั่น ทั้งๆ ที่มันทำร้ายคุณเพลินตา”
ธัมโมท้วง “คุณเพลินตาเป็นฝ่ายยั่วยุนายเก่งก่อนนะครับสารวัตร เรื่องนี้ถ้าถึงโรงถึงศาล ผมเองก็ควรฟ้องคุณเพลินตาในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยเหมือนกัน”
“สรุปว่านายเข้าข้างหมอนั่น”
“ผมว่าตามหลักการครับ”
“อ้อ ดีนะ ตรงไปตรงมา คิดว่าชั้นไม่มีปัญญาลงโทษนายงั้นเหรอนายจำได้รึเปล่าที่ชั้นเคยบอกว่า ถ้าภายในเจ็ดวันนายยังหาเบาะแสของนางสิงห์มาไม่ได้ ชั้นจะเล่นงานนาย” ดนัยขยับมา ขู่ใกล้ๆ “ชั้นจะทำรายงานร้องเรียนไปยังเบื้องบน เรื่องที่นายสมคบกับนางโจรคนนี้”
ธัมโมได้แต่ทำใจ

เสี่ยเล้งกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ในห้องทำงาน
“ครับท่าน แล้วผมจะเตรียมการให้เรียบร้อย ไม่ทราบว่าท่านจะมาถึงเมื่อไหร่ครับ ได้ครับ แล้วเจอกันครับท่าน”

เสี่ยเล้งวางสายลงอย่างหนักใจ ก่อนจะได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากข้างล่าง
เป็นเสียงเพลินตา “เฮีย เฮียจะบ้าเหรอ อย่าทำแบบนี้สิ”
ตามมาด้วยเสียงมิ่ง “เสี่ยน้อย ใจเย็นๆ ก่อนเถอะครับ ผมขอร้อง”

เพลินตากับมิ่งกำลังช่วยกันยื้อยุดจำเริญไม่ให้ถือปืนออกไปนอกบ้าน
“ปล่อยเฮียเพลินตา เฮียจะไปฆ่ามัน”
เสี่ยเล้งเดินเข้ามา “มีเรื่องอะไรกัน”
“ป๊า ช่วยห้ามเฮียเค้าหน่อยเถอะ เฮียเค้าคลั่งใหญ่แล้ว”
จำเริญอาละวาด “ผมไม่ยอมนะป๊า ไอ้เด็กขายกาแฟคนที่ทำร้ายเพลินตา ตอนนี้ตำรวจปล่อยตัวมันไปแล้ว”
“เด็กขายกาแฟ? ใช่คนที่เคยมีเรื่องกันเมื่อคราวก่อนรึเปล่า” เสี่ยเล้งสนใจ
“คนเดิมค่ะป๊า ตอนนี้ตารู้แล้วว่าทำไมมันถึงได้หาเรื่องตา” เพลินตาแสดงอาการขยะแขยง “ความจริงมันแอบชอบธัมโมค่ะ มันเป็นกะเทย”
เสี่ยเล้งขำก๊าก “อ้อ อย่างนั้นเองเหรอ เออ..ถ้างั้นก็ปล่อยมันไปก่อนเถอะ”
จำเริญฉุน “อะไรนะป๊า มันมีเรื่องกับเพลินตามาตั้งสองครั้ง ป๊ายังใจดีอีกเหรอ”
“เปล่า มันโชคดีต่างหาก คราวก่อนป๊าเห็นแก่หน้าไอ้ธัมโมถึงได้ปล่อยไป แต่คราวนี้ เราจะมีแขกคนสำคัญมาเยี่ยมที่นี่ ดังนั้นช่วงนี้ ห้ามมีเรื่องกับใครเด็ดขาด” เสี่ยเลี้ยงสั่งเสียงเฉียบขาด
“แขกสำคัญ? ใครเหรอคะป๊า” เพลินตาสงสัย

ที่ห้องนั่งเล่นบ้านครูเพิ่ม เพ็ญพรวางหนังสือพิมพ์ฉบับที่มีข่าว “พรรคเทิดธรรม พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง ส่งแกนนำออกเยี่ยมผู้สมัครทั่วประเทศ” ให้ครูเพิ่ม เก่ง และย้งได้ชะโงกหน้ามาอ่านพร้อมกัน
ย้งอ่านออกเสียง “แกนนำเยี่ยมผู้สมัคร”
ครูเพิ่มสงสัย “หมายถึงที่บ้านไม้งามด้วยรึเปล่า”
เพ็ญพรพยักหน้า “ใช่ งานนี้เสี่ยเล้งต้องขอกำลังตำรวจไปช่วยอารักขาแน่ซึ่งแปลว่าเรามีสิทธิ์จะรู้ล่วงหน้า ว่าคนที่มาคือใคร และจะมาถึงเมื่อไหร่”
เก่งนึกสงสัย “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการปล้น”
“พวกเราต้องร่วมมือกัน งานนี้เราจะแหกตาเสี่ยเล้ง”
เพ็ญพรวาดแผน พร้อมกับยิ้มเจ้าเล่ห์ ครูเพิ่มมองเธออย่างไม่เชื่อสายตา ว่าอดีตลูกศิษย์ ลูกสาวของเพื่อนรักตน กลายเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง

ครูเพิ่มเดินออกมาชะเง้อดูลาดเลาก่อนจะหันไปบอกกับเพ็ญพร “ทางสะดวกแล้ว ออกมาเถอะ”
เพ็ญพรรีบเดินออกไปจากบ้าน แล้วหันมาร่ำลาสั้นๆ “แล้วเจอกันนะครู”
ครูเพิ่มเห็นเพ็ญพรจะไปก็เรียกไว้ “บัว”
เพ็ญพรหันมา “คะ”
“เราเปลี่ยนไปมากเลยนะ ไม่เหมือนเมื่อก่อน”
“ทีนังแก้วยังกลายเป็นนายเก่งได้เลยนี่ครู ทำไมหนูบัวจะกลายเป็นเพ็ญพรบ้างไม่ได้” ว่าพลางเพ็ญพรยิ้มให้ “ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนไปตามสถานการณ์”
เพ็ญพรว่าแล้วก็ยิ้มเยื้อนอย่างเย็นชาทีหนึ่งแล้วเดินจากไป ทิ้งให้ครูเพิ่มมองตามอย่างใจหาย
ครูเพิ่มรำพึง “ถ้าผู้ใหญ่ทองยังอยู่ คงคิดไม่ถึงแน่ว่าหนูกับนังแก้วจะมาเป็นโจรแบบนี้”
ครูเพิ่มยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว…ชายสูงวัยตระหนักชัดว่าโลกเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ

เก่งหยิบเอาพลองศอกที่ซ่อนไว้ออกมาขัดถู เพื่อเตรียมรับมือกับงานสำคัญที่ใกล้จะมาถึง ย้งเข้ามาเลียบๆ เคียงๆ เข้ามาถาม
“นี่ไอ้เก่ง ตกลงยัยเพ็ญพรอะไรเนี่ยเค้าไว้ใจได้จริงๆ เหรอวะ”
“ทำไมเอ็งถามแบบนั้นไอ้ย้ง คุณบัวเค้าโตมากับข้านะ”
“แหม ก็เงินทองมันไม่เข้าใครออกใครนี่หว่า ข้ากลัวว่า…”
เก่งดักคอ “ไอ้ย้ง งานนี้ที่ทุกคนร่วมมือกันก็เพื่อขัดขวางคนชั่วในบ้านไม้งาม เค้าไม่ได้คิดถึงเรื่องเงินเหมือนเอ็ง ไอ้งก”
“อ้าว ที่ข้าอยากได้เงินก็ไม่ใช่เพื่อตัวข้านะเว้ย ข้าจะเอาไป...”
เก่งดักคออีก “เอาไปขอคุณวาสนา นี่ข้าถามจริงๆ เหอะไอ้ย้ง เอ็งรู้ได้ยังไงว่ากำนันศรจะรักษาคำพูด แล้วเอ็งรู้ได้ยังไงว่าคุณวาสนาเค้าจะยอมแต่งกับเอ็งวะ”

ย้งอ้าปากพะงาบๆ อยากจะเถียง แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

เวลานั้น ภายในผืนป่าที่เต็มไปด้วยไอหมอกหนา นางสิงห์ชุดดำวิ่งหนี โดยมีธัมโมถือปืนไล่มาติดๆ

“หยุดนะนางสิงห์ชุดดำ ชั้นบอกให้หยุดเดี๋ยว”
นางสิงห์ชักปืนหันมา ธัมโมตัดสินใจเปิดฉากกระหน่ำยิงนางสิงห์จนล้มแน่นิ่งไป
ธัมโมลองเรียก “นางสิงห์ นางสิงห์”
นางสิงห์ไม่ไหวติง ธัมโมเดินไปหานางสิงห์เพื่อปลดหน้ากากออก
ธัมโมสะดุ้งตื่นแล้วพบว่าตัวเองกำลังฟุบหลับอยู่ที่โต๊ะทำงาน คากองงาน
“ฮึ่ย เผลอหลับไปตอนไหนวะเนี่ย” นิ่งคิด “แล้วนี่เราฝันถึงไอ้เก่งแบบนั้นได้ยังไงวะ ประสาทชะมัด” คิดแล้วขนลุก “ออกไปตรวจท้องที่ดีกว่า จะได้ยืดเส้นยืดสาย”

ตรงถนนคนเดินบ้านไม้งามเวลานั้น ย้งกำลังเดินมาพลางใช้ความคิด
“นั่นสินะ ไอ้เก่งมันก็พูดถูก ถ้าเกิดกำนันศรเบี้ยวขึ้นมา เราจะทำอะไรได้ แล้วถ้าคุณวาสนาไม่เอาด้วย เราก็ปล้นเสียเที่ยวเลยสิวะ” นึกใจเสีย “แถมถ้าพลาดขึ้นมามีหวังโดนตำรวจจับติดคุกหัวโตแน่”
จู่ๆ ธัมโมเข้ามาสะกิด “นายย้ง”
ย้งเห็นตำรวจตกใจ “เว้ยตำรวจ ผ…ผ. ผู้กอง โผล่มาไม่ให้ซุ่มให้เสียง”
“ชั้นเรียกตั้งนานแล้ว แต่นายไม่ได้ยินเองนี่นา”
“แล้วผู้กองมาเรียกผมทำไม อ๋อ!! อย่าบอกนะว่าจะมาเอาคืนเรื่องผมต่อยผู้กองคราวก่อน” พลางกำหมัด รำมวย “ได้เสีย ไอ้ย้งสู้ตายอยู่แล้ว เข้ามาเลย”
ธัมโมพูดเสียงดัง “ชั้นกับคุณวาสนาไม่ได้มีอะไรกันนะย้ง”
ย้งชะงัก “จริงเหรอ”
ธัมโมพยักหน้า “คุณวาสนาเค้าแค่อยากช่วยชั้นให้ปรับความเข้าใจกับนายเก่ง เรื่องมันถึงได้เป็นแบบนี้ ถ้านายไม่เชื่อ จะให้ชั้นพิสูจน์ยังไงก็ได้”
ย้งคิดสักครู่ก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ “ไม่ต้องพิสูจน์หรอก แค่ช่วยอะไรผมอย่างนึงก็พอ”

ย้งพาธัมโมปีนข้ามรั้วเข้ามาในบ้าน ก่อนจะลากบันไดไม้ไผ่มาด้วย ธัมโมใส่เครื่องแบบครึ่งท่อน
ธัมโมรั้งไว้ “นายย้ง นี่เอาจริงเหรอ”
“ก็คุณวาสนาเค้าหลบหน้าผม ถ้าจะง้อเค้าผมก็ต้องทำแบบนี้ล่ะเอาเหอะน่า มาถึงที่แล้วยังจะถามอะไรอีก”
“แต่ชั้นเป็นตำรวจนะ ทำแบบนี้มันผิดกฎหมาย”
ย้งฮึดฮัด “ฮึย ง้อสาวผิดกฎหมายตรงไหน”
“ง้อน่ะไม่ผิดหรอก แต่ปีนบ้านน่ะผิดแน่”
“เค้าเรียกเซอร์ไพรส์น่ะผู้กอง หัดมองโลกในมุมของคนมีความรักบ้างสิ ผมว่าคุณวาสนาเค้าจะดีใจซะด้วยซ้ำที่เห็นผมกับผู้กองร่วมมือกัน”
“ไม่รู้ล่ะ แค่ง้ออย่างเดียวนะ ถ้านายทำอย่างอื่นล่ะก็ ชั้นจับเข้าคุกแน่”

บันไดไม้ไผ่ถูกวางพาดหน้าต่าง ย้งกับธัมโมดูต้นทางก่อนจะปรึกษากัน
“อย่านานนะ” ธัมโมกำชับ
“รู้แล้วน่า ผู้กองดูต้นทางให้ด้วยละกัน”
ย้งปีนบันไดขึ้นไป

ลิ้นจี่เดินผ่านมาแล้วหน้าห้องวาสนาแล้วได้ยินเสียงโครมคราม
“นั่นเสียงอะไร” ลิ้นจี่นึกระแวง “ตาเถร หรือว่าขโมยขึ้นบ้าน”
เป็นย้งที่กำลังหกล้มหกลุกอยู่กับตะกร้าผ้าของวาสนา หัวมันมีเสื้อผ้า ชุดชั้นใน คลุมอยู่ ดูเหมือนโจรวิตถารหน่อยๆ
“โธ่ไอ้ย้งเอ๊ยไอ้ย้ง มาถึงก็หัวทิ่มซะแล้ว เสียฤกษ์กันพอดี”
ลิ้นจี่เปิดประตูเข้ามา “อ๊ายย ตายแล้วขโมย ขโมยจริงๆด้วย”
ย้งพูดทั้งที่ผ้ายังเต็มหัว “เฮ้ยอย่าเพิ่งตะโกนฟังผมก่อน”
ย้งจะเข้าไปห้ามลิ้นจี่แต่ดันสะดุดตะกร้า ย้งล้มไปกอดลิ้นจี่พอดี แถมดึงกระโปรงหรือผ้านุ่งของลิ้นจี่หลุดอีกด้วย
ลิ้นจี่กรี๊ดลั่น “อ๊าย”

กำนันศรกำลังจัดรายการเสียงตามสายอยู่ พอได้ยินเสียงของลิ้นจี่ก็สะดุ้ง
“ไอ้คนโรคจิต ไอ้บ้ากาม มันจะปล้ำลิ้นจี่ ใครก็ได้ช่วยด้วย”
“นังลิ้นจี่ ผัวอยู่ทั้งคน จะเรียกหมาที่ไหนมาช่วยอีกวะ”
กำนันศรคว้าไม้เท้าปืนขึ้นมาแต่ไม่สะใจ เลยเปลี่ยนใจคว้าปืนลูกซองที่หิ้งมาแทน

ลิ้นจี่ปล่อยลีลาแม่ไม้มวยไทยซ้อมย้งแบบไม่ลืมหูลืมตา
“นี่แน่ะ ไอ้วิตถาร ไอ้หื่น แกอย่าอยู่เลย จะปล้ำชั้นเรอะของฟรีไม่มีในโลกย่ะ แกตายๆๆๆ”
“โอ้ยๆ เบาๆ โอ้ย อยู่ไม่ไหวแล้วโว้ย เผ่นก่อนล่ะ”
ย้งผลักลิ้นจี่ออกไป แล้วโผไปที่หน้าต่าง กำนันศรตามมาที่ห้องพอดี
“ไอ้ลูกหมา จะหนีไปไหน”
กำนันศรมาถึงก็เหนี่ยวไกยิงตูมตามหลัง ย้งกระโดดลงหน้าต่างหนีไปไวๆ

ธัมโมยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นย้งร่วงตุบลงมา
“ย้ง เกิดอะไรขึ้น แล้วบันได”
ย้งมีทั้งหญ้าทั้งผ้าเต็มหัว “ไม่ต้องบันไดแล้วเฮีย เผ่นโลด”

ย้งคว้าแขนธัมโมวิ่งจ้ำอ้าว

ลิ้นจี่เชียร์เหยงๆ ให้กำนันศรที่กำลังเล็งปืนอยู่ยิงคนร้าย “ยิงมันเลยพี่กำนัน ยิงเลย ยิง!”
กำนันศรลดปืนลง “ยิงไม่ได้”
“อ้าวทำไมล่ะพี่ กระสุนหมดเหรอ”
“นั่นมันไอ้ย้ง กับผู้กองธัมโม”
“อะไรนะ” ลิ้นจี่คาดไม่ถึง

ด้านธัมโมกับย้งวิ่งมาพักหอบด้วยกันตรง บริเวณละแวกบ้านกำนันศร
“โฮ่ยเหนื่อย เกือบตายแล้วไงไอ้ย้ง”
“ก็บอกแล้วว่าอย่าทำแบบนี้ นี่ยังดีนะที่กำนันเค้าไม่ยิงตามหลังมา ไม่งั้นได้กลายเป็นผีไปแล้ว”
“เอาเหอะน่า ไหนๆก็รอดมาแล้วนี่ ยังไงก็ขอบใจผู้กองมากนะที่ช่วยผม”
“ตกลงเราปรับความเข้าใจกันแล้วใช่มั้ย”
ย้งยื่นมือให้ “แน่นอน ด้วยเกียรติของลูกผู้ชาย”
ธัมโมยิ้มรับก่อนจะจับมือย้งอย่างโล่งใจ สองหนุ่มคืนดีกัน ในอาการหอบๆ

วาสนาหิ้วกระเป๋ากลับมาบ้านอยู่ในห้องรับแขกแล้ว แต่แล้วก็เจอลิ้นจี่ปราดออกมาดักหลังพูดประชดประชัน
“กลับมาแล้วเหรอคะคุณหมอ นี่เสร็จงานแล้วหรือว่าเบื่อผู้ชายตามป้อคะ ถึงได้ยอมกลับบ้าน”
“พี่ลิ้นจี่มีอะไรกับชั้นรึเปล่า”
“อ๋อ ต้องมีแน่ เพราะว่าวันนี้ไอ้ย้งคู่ขาของเธอ มันปีนเข้าบ้านจะปล้ำชั้น”
“ไม่จริง ย้งไม่ใช่คนแบบนั้น” วาสนาไม่เชื่อ
ลิ้นจี่เยาะ “ต๊าย รีบออกตัวแทนเชียวนะ ถ้าไอ้ย้งมันดีขนาดนั้นก็แต่งงานกับมันซะสิ จะมัวเสียเวลาเลือกอยู่ทำไม” เห็นวาสนาอึ้งไป ก็ได้ใจรีบด่ากรอกหู “ไม่ใช่ว่าพี่อยากจะวุ่นวายหรอกนะน้องวาสนา แต่ถ้าน้องยังขืนเลือกไม่เสร็จอยู่แบบนี้ เดี๋ยวชาวบ้านเค้าจะนินทาได้นะ ว่า…รักไม่เลือก”
“พี่ลิ้นจี่ ชั้นเหลืออดแล้วนะ นี่จะหาเรื่องกันใช่มั้ย” วาสนาขึ้นเสียง
“เปล่าซะหน่อย พี่แค่พูดความจริง ถ้าน้องวาสนาทนฟังไม่ได้ คราวหลังก็อย่ากลับบ้านสิจ๊ะ จะได้ไม่รกหูรกตา”
เสียงกำนันศรตวาดลั่นเข้ามา “นังลิ้นจี่”
ลิ้นจี่ตกใจเมื่อเห็นกำนันศรเดินเข้ามาอย่างเอาเรื่อง
“ให้มันน้อยๆ หน่อย เอ็งมีสิทธิ์อะไรมาห้ามลูกสาวข้ากลับบ้าน”
“พี่กำนัน ลิ้นจี่เป็นเมียพี่ เป็นแม่เลี้ยงของวาสนานะ ทำไมลิ้นจี่จะสอนไม่ได้” ลิ้นจี่โวย
“เอ็งผิดแล้วนังลิ้นจี่ ที่นี่มันบ้านข้า เอ็งเป็นแค่ผู้อาศัยต่างหากอย่าโวยวายให้มากนัก ไม่อย่างนั้นเอ็งนั่นแหละที่จะโดนเฉดหัวออกจากบ้าน”
ลิ้นจี่แค้นใจ “พี่กำนัน”
ลิ้นจี่อารมณ์ขึ้นเดินหงุดหงิดงุ่นง่านมานั่งที่เตียง ก่อนจะทุบหมอนระบายอารมณ์
“ฮึ่ย พูดมาได้ว่าเป็นผู้อาศัย เมียนะโว้ยไม่ใช่หมา” ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น “ตามใจ พี่กำนันอยากไม่เห็นค่าของชั้นก่อนถ้าต่อไป ชั้นไม่เห็นหัวพี่กำนันบ้าง อย่าว่าชั้นก็แล้วกัน” ลิ้นจี่พูดอย่างมุ่งมั่น “ต่อไปนี้ ชั้นจะอยู่ข้างเสี่ยเล้ง”

ลิ้นจี่คิดแล้วแค้นหนัก

นางสิงห์สะบัดช่อ ตอนที่ 10 (ต่อ)
 

กำนันศรเดินมาส่งวาสนาถึงในห้องนอน กำนันยังช่วยถือกระเป๋าให้ลูกสาวด้วย

“ที่นี่ถึงยังไงก็เป็นบ้านของลูก เป็นบ้านที่พ่อสร้างขึ้น เพื่อให้ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้ากัน”
กำนันศรเอ่ยขึ้น วาสนายิ้มให้ “ถ้าแม่ยังอยู่ คงดีใจที่ได้ยินพ่อพูดแบบนี้”
“ไม่ว่าคนอื่นจะมองพ่อเป็นคนเลวแค่ไหนก็ตาม แต่พ่อยังเป็นพ่อของลูกเสมอ วาสนา
วาสนานิ่งงันไปเมื่อเห็นมุมดีๆ แง่งาม ของกำนันศรผู้เป็นพ่อ

รถเสี่ยเล้งแล่นมาจอดที่หน้าสถานีตำรวจบ้านไม้งาม เสี่ยเล้งกับจำเริญลงรถ
มิ่งถามขึ้นก่อน “จะให้ผมขึ้นไปด้วยมั้ยครับเสี่ย”
เสี่ยเล้งสั่ง “เอ็งรอตรงนี้ เดี๋ยวข้ามา” หันมาทางจำเริญ “ไปจำเริญ”
เสี่ยเล้งกับจำเริญขึ้นไปบนสถานีตำรวจ ระหว่างนั้น เบิ้มก็เดินกร่างผ่านมาบริเวณนั้นพอดี
เบิ้มชะงักหาที่ซุ่มแอบดู “ไอ้เสี่ยเล้ง มันมาที่นี่ทำไมวะ”

เสี่ยเล้ง กับจำเริญ นำข่าวสำคัญมาบอกดนัยในห้องทำงาน โดยมีเพ็ญพรร่วมฟัง ทำหน้าที่อยู่ในฐานะเลขา
“วันพรุ่งนี้ท่านนำชัยรองหัวหน้าพรรคเทิดธรรมจะมาที่นี่ เพื่อดูแลความพร้อมในการลงสมัครเลือกตั้งของผม หรือว่าง่ายๆ ก็คือมาดูว่าผมเหมาะสมแค่ไหน ที่จะเป็นตัวแทนของพรรค
“แล้วเสี่ยจะให้ผมช่วยยังไงบ้างครับ” ดนัยโอภาปราศรัย ใบหน้ายิ้มแย้ม
“ผมอยากให้สารวัตรส่งคนไปดูแลความปลอดภัยที่บ้านผมเป็นพิเศษเพื่อป้องกันเหตุร้าย ทั้งจากนางสิงห์ชุดดำ และคู่แข่งทางการเมืองของผม”
เพ็ญพรสงสัย “คู่แข่งทางการเมือง เสี่ยหมายถึงใครเหรอคะ”
เสี่ยเล้งชะงัก ท่าทางไม่อยากเอ่ยถึงคนๆ นี้นัก จำเริญเลยตอบคำถามแทน
“จะมีใครซะอีกครับหมวด ถ้าไม่ใช่กำนันศร ก่อนหน้านี้เค้าเป็นคนประกาศเอง ว่าจะลงสมัครแข่งกับพ่อผม”
ดนัยแทรกขึ้น “ผมเข้าใจแล้วครับเสี่ย รับรองว่าพรุ่งนี้ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย”
เสี่ยเล้งกับจำเริญต่างพอใจ ในขณะที่เพ็ญพรครุ่นคิดถึงแผนการณ์ของตน ในวันพรุ่งเช่นกัน

ไม่นานหลังจากนั้น เพ็ญพรกับดนัย เดินมาส่งเสี่ยเล้งกับจำเริญขึ้นรถที่หน้าโรงพัก

“ขอบใจมากนะสารวัตร แล้วเจอกันพรุ่งนี้” เสี่ยเล้งว่า
“โชคดีครับเสี่ย”

รถของเสี่ยเล้งแล่นจากไปจนลับตาแล้ว เพ็ญพรมองดนัยอย่างเคลือบแคลง
“ท่าทางเสี่ยเล้งคงถูกชะตากับสารวัตรมาก ถึงไว้ใจขนาดนี้ทั้งลูกสาว ทั้งงานก็ฝากฝังให้ช่วยดูแล อีกหน่อยสารวัตรคงได้เป็นใหญ่ที่นี่”
ดนัยไม่พอใจในน้ำเสียงของเพ็ญพร “น้ำเสียงคุณ เหมือนไม่พอใจผมเลยนะผู้หมวด” เห็นเพ็ญพรอึกอัก ก็ยิ้มขำ “ไม่ต้องห่วง ถ้าได้ดีเมื่อไหร่ผมไม่ลืมคุณแน่” ดนัยโอบบ่าเพ็ญพร ด้วยทีท่าลวนลามเล็กน้อย “ในฐานะผู้บังคับบัญชา คุณคอยเอาใจผมหน่อยก็แล้วกัน”
เพ็ญพรปรายตามองแขนดนัยที่โอบบ่าตน แล้วฝืนยิ้มรับอย่างแกนๆ สองคนไม่รู้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดตกอยู่ในสายตาของเบิ้ม มันนำเรื่องไปรายงานยอดทันควัน
“ชั้นเห็นกับตาเลยนะพี่ยอด ไอ้สารวัตรดนัย มันหลีลูกน้องตัวเองพี่ มันโอบอย่างงี้เลย” เบิ้มทำท่าโอบให้ดู “เนี่ยๆ ถ้าจูบได้มันจูบไปแล้ว ไอ้หมอนี่มันเจ้าชู้ไก่แจ้น่าดู ขนาดมีคุณเพลินตาอยู่แล้วทั้งคน มันยัง…”
ยอดขัดจังหวะขึ้น “ไอ้เบิ้ม”
เบิ้มยิ้มจืดๆ “จ้ะ”
“เอาเรื่องงาน” ยอดว่า
“เอาไงล่ะพี่ ชั้นก็รู้มาแค่เนี้ย”
“ถ้างั้นเอ็งก็ให้คนไปสืบข่าวที่บ้านเสี่ยเล้ง ข้าอยากรู้ว่ามันมีแผนอะไร”

สองคนอยู่ตรงเฉลียงบ้านพัก ผู้กองธัมโมแปลกใจเมื่อได้รับคำสั่งจากสารวัตรดนัย
“พรุ่งนี้นายมีหน้าที่ดูแลสถานีแทนชั้น ส่วนการรักษาความปลอดภัยที่บ้านเสี่ยเล้งชั้นจะรับผิดชอบเอง หวังว่านายคงไม่ขัดข้องนะ”
“อย่าประมาทนะครับสารวัตร เสี่ยเล้งตอนนี้เป็นศัตรูกับกำนันศร เค้าอาจส่งคนมาก่อกวนก็ได้” ธัมโมออกความเห็น
“ทุกอย่างถูกปิดเป็นความลับ ถ้ามีอะไรต้องเป็นห่วงล่ะก็ คงเป็นนางสิงห์ของนายซะมากกว่า” ดนัยประชดอยู่ในน้ำเสียง
ธัมโมเซ็ง “สารวัตร.. ผมกับนางสิงห์ เราตัดขาดกันแล้วนะครับ”
ดนัยฟังแล้วขำ “ตัดขาด ฟังดูเหมือนผัวเมียกันเลยนะ ไอ้ของแบบนี้มันตัดกันง่ายๆ เหรอผู้กอง ให้มันแน่ก่อนเถอะ ผมถึงจะเชื่อ”
ดนัยปลีกตัวไป ทิ้งธัมโมไว้กับความหนักใจ

ภายในโบสถ์วัดไม้งาม ตอนเย็นๆ หลวงพ่อชุ่มให้ข้อคิดปลอบใจธัมโมที่นำเรื่องมาปรึกษา
“ชีวิตข้าราชการมันก็เป็นเช่นนี้ล่ะโยม มีลง มีขึ้น เหมือนอยู่ในกระแสน้ำใหญ่ ถ้าไม่รู้จักประคองตัวเอง ไม่รู้จักทิศทาง ก็ต้องถูกซัดหาย” หลวงพ่อนิ่งคิด “แต่ก่อนผู้ใหญ่ทองก็เคยมาปรึกษากับอาตมาเรื่องทำนองนี้เหมือนกัน”
ธัมโมทบทวนเรื่องราว “ผู้ใหญ่ทอง…คู่ปรับของกำนันศรน่ะเหรอครับ แล้วหลวงพ่อแนะไปว่ายังไงบ้างครับ”
“วางตัวเป็นมนุษย์ วางใจเป็นเทวดา” หลวงพ่อเริ่มเทศนา
ท่ามกลางบรรยากาศสงบสงัดภายในวัด ยินเสียงหลวงพ่อชุ่มเทศนาต่อเนื่อง
“ที่บ้านเมืองวุ่นวาย ก็เพราะคนมีอำนาจวางตัวสูงเป็นเทวดา แต่จิตใจต่ำช้าสามานย์เหมือนสัตว์เดรัจฉาน คนจะเป็นข้าราชการได้ ต้องวางตัวให้เป็นคนเหมือนชาวบ้าน แต่มีจิตใจที่สูงส่งเหมือนเทวดา ฝักใฝ่แต่ในคุณความดี เป็นเช่นนี้แผ่นดินถึงจะร่มเย็นเป็นสุข”
สุดท้ายหลวงพ่อชุ่มกล่าวสรุปอย่างเยือกเย็น เน้นทีละคำ
“อยู่ในศีล อยู่ในธรรม ยึดปัญญาเป็นที่ตั้ง ยึดสติเป็นที่ตั้ง ต่อให้ไม่มีลาภยศศักดา ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นข้ารองบาทผู้ภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน เป็นผู้มีศักดิ์ศรีอย่างแท้จริง”
ธัมโมรับรู้ได้ว่าจิตใจอันวุ่นวายร้อนรุ่มของเขาสงบลง ผู้กองตงฉินก้มลงกราบนมัสการหลวงพ่อชุ่มด้วยความซาบซึ้ง

ขณะเดียวกันดนัยนั่งพิมพ์จดหมายรายงานเบื้องบนเรื่องของธัมโม โดยเน้นถ้อยความให้เห็นว่า
“ร้อยตำรวจโท ธัมโม สมทบพวกโจรนอกกฎหมาย”
ดนัยรำพึง “ไอ้ธัมโม ไอ้มารคอหอย งานนี้แกเสร็จชั้นแน่”

ดนัยแสยะยิ้มด้วยความสะใจ

ค่ำคืนนั้น ขณะที่เก่งหิ้วขยะและของเหลือใช้มาทิ้งที่หน้าบ้าน แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นธัมโมขับรถมาจอดพอดี ธัมโมส่งยิ้มบางๆ มาให้ เก่งยิ้มรับ เห็นสีหน้าก็พอจะเดาออกว่าธัมโมต้องมีเรื่องทุกข์ใจ และหนีร้อนมาพึ่งเย็นแหงๆ

ไม่นานต่อมา สองคนอยู่ที่ร้านบะหมี่โต้รุ่ง โดยมีลูกค้านั่งอยู่หนาตา
ธัมโมกับเก่งกำลังนั่งทานบะหมี่ด้วยกัน
“เพราะผมแท้ๆ เลย ผู้กองถึงต้องเดือดร้อนเลย” เก่งไม่สบายใจ
“เพราะนายที่ไหน เพราะนางสิงห์ต่างหากอย่าคิดมากน่า นายเลี้ยงบะหมี่ชั้นเราก็หายกันแล้วนี่”
เก่งมองธัมโมด้วยความสงสาร ก่อนจะคีบเนื้อคีบลูกชิ้นตัวเองใส่ในชามธัมโมติดๆ กัน
ธัมโมงง “อะไร เฮ้ย อะไรเนี่ย พอก่อน เดี๋ยว”
“ก็ผมอยากให้ผู้กองทานเยอะๆ นี่ หมู่นี้ผู้กองดูซูบไปนะครับ”
“ซูบที่ไหนกัน ชั้นว่านายต่างหาก หน้าซีดอย่างกับไข่ต้ม นายทานเหอะ”
เก่งเห็นธัมโมคีบคืนเยอะแยะร้องลั่น “เฮ้ย ๆๆ ผมไม่เอาครับ ผมกลัวอ้วน”
“ประสาท เป็นผู้ชายจะกลัวอ้วนทำไม กินเหอะน่า” ธัมโมคะยั้นคะยอให้เก่งกิน
“แต่ว่า...”
“นี่เป็นคำสั่ง กินให้หมดเดี๋ยวนี้”
เก่งเย้า “โห ถือว่าเป็นตำรวจ สั่งได้สั่งดี”
ธัมโมสั่งเสียงเข้ม “สั่งในฐานะพี่ชายต่างหาก กินซะ”
เก่งแอบยิ้มกับการสวมบทพี่ชายของธัมโม แล้วคีบบะหมี่เคี้ยวอย่างว่าง่าย

บนถนนคนเดินบ้านไม้งามเวลาต่อมา เด็กๆ เล่นดอกไม้ไฟกันสนุกสนาน เก่งกับธัมโมเดินผ่านมาอย่างมีความสุข ธัมโมโอบบ่าเก่งอย่างสนิทสนม
“ดูนั่นสิ เด็กๆ ชั้นเคยเล่นปะทัดแบบนั้นด้วยนะ โดนเพื่อนถีบตั้งหลายรอบแน่ะ กว่าจะกล้าจุด” มองไป “นายเคยเล่นรึเปล่า”
“ไม่เคยครับ”
ธัมโมชักเซ็ง “ถามอะไรก็ไม่เคยสักอย่าง ตอนเด็กๆ นายโตมาในป่าหรือไง”
เก่งมีสีหน้าสลดลง เป็นเชิงยอมรับ
ธัมโมอึ้ง “เรื่องจริงเหรอ”
“ตอนเด็กๆ ผมต้องทำงาน ไม่ค่อยได้เที่ยวเล่นเหมือนเด็กคนอื่นเค้าหรอกครับ”
“แย่จังเลยนะ” ธัมโมนิ่งคิด “เอางี้ ต่อไปถ้ามีโอกาสชั้นจะพานายไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาไปดูโลกกว้างกับเค้าบ้างดีมั้ย นายอยากไปที่ไหน อยากทำอะไรชั้นรับผิดชอบเอง”
เก่งดีใจมาก “จริงเหรอครับผู้กอง ผู้กองอย่าหลอกผมนะครับ”
“สัญญากันก็ได้”
ธัมโมเกี่ยวก้อยสัญญากับเก่ง จังหวะนั้นเองที่เก่งพบว่า พวกชาวบ้านแถวนั้นกำลังจับตามองตนกับธัมโม
“ผู้กอง” เก่งกระซิบ
ธัมโมหันมา “หือ”
“มีคนมองเราด้วยครับ”
ธัมโมหันไปเห็นชาวบ้านรีบหลบตา บางซุบซิบนินทากัน ก็พยักหน้าอย่างทำใจ ก่อนจะพาเก่งเดินต่อไปทางอื่น
“ช่างเหอะ ไอ้ข่าวลือเรื่องนายกับชั้นน่ะ ป่านนี้มันไปถึงไหนต่อไหนแล้วล่ะ อย่าสนใจดีกว่า”
เก่งฉงน “แล้วผู้กองไม่อายเหรอครับ ที่เค้าว่าผู้กองเป็น เอ่อ เป็นคู่ขากับผม”
“ไม่รู้สิ เริ่มชินแล้วมั้ง แต่ก็ยังคิดๆอยู่นะ ถ้าต่อไปแก้ข่าวไม่ได้” พูดหยอก “ชั้นจะจับนายทำเมีย ประชดชีวิตมันซะเลย”
เก่งลูบแขนทำท่าขนลุก “ฮึ่ย พูดอะไรอ่ะผู้กอง ทะลึ่ง”
“อ้าวไอ้นี่ พูดแค่นี้ทำไมต้องหน้าแดงด้วยละ คิดอะไรอยู่รึเปล่า”
“เปล่า” เก่งส่ายหน้า
ธัมโมเห็นเก่งลูบแขน “ฮั่นแน่ขนลุกด้วย คิดใช่มั้ย”
“ไม่ ไม่ได้คิด ตะกี๊ลมมันเย็นต่างหาก”
ธัมโมจ้องหน้าจับอาการ “แน่นะ”
เก่งพยักหน้าขึงขัง ธัมโมยื่นหน้าไปกระซิบใกล้ๆ ซอกคอ
“ชั้นจะจับแกทำเมีย”
เก่งออกอาการบิดตัวนิดๆ เหมือนจั๊กจี้ “อือ”
“เป็นของพี่เถอะนะน้อง”
เก่งสะท้าน พยายามไม่ขนลุก ร้อง “อี๊”
“แกเสร็จชั้นแน่ ชั้นจะเผด็จศึกแก”
เก่งขนลุกจนสุดทน “อร๊าย ผู้กอง โธ่เว้ย แกล้งกันอยู่ได้”
ธัมโมขำก๊าก “เฮ้ย ขนลุกจริงๆ ด้วย นี่ตกลงแกมีอารมณ์หรือไงเนี่ย”
เก่งทำหน้างอใส่ธัมโม ก่อนจะลุกหนีไปด้วยความน้อยใจ
“อ้าวนายเก่ง นายเก่ง”
ธัมโมวางเงินแล้วรีบลุกตามเก่งไป

บริเวณริมคลอง ใกล้สะพานข้ามคลอง เก่งเดินหน้ายุ่งหนีมา โดยมีธัมโมตามมาติดๆ
“อะไรของนาย เรื่องแค่นี้ต้องงอนด้วยเหรอ”
“ก็ผมไม่ชอบให้ใครมาล้อผมว่าเป็นตุ๊ดนี่”
“แล้วไง แกไม่ได้เป็นจริงๆ ซะหน่อย”
เก่งฉุน “ผมเหมือนนักเหรอไง”
“อันที่จริง ยิ่งงอนก็ยิ่งเหมือนนะ” ธัมโมสัพยอก
เก่งยิ่งงอนหนัก อาการกระฟัดกระเฟียด “ฮึ่ย”
ธัมโมพูดกรอกหู “ชั้นจะเผด็จศึกแก”
เก่งจั๊กจี้ร้อง “อร๊ายย” หันไปทุบธัมโมพัลวัน “โธ่เว้ย บอกว่าไม่ชอบไง ไม่ชอบๆๆ”
ธัมโมหัวเราะขำ รีบคว้ารวบสองมือของเก่งเอาไว้ ทำให้ทั้งคู่ประชิดตัวกัน ตามองสบตา
คนสองคนพูดกันมาหลายสิบคำ แต่กลับไม่สื่อความหมายเท่าสายตาที่มองกันอยู่ในเวลานี้ สายตาที่ส่งความรู้สึกเชื่อมถึงกัน
ธัมโมบอกอย่างจริงจัง “มันไม่สำคัญหรอกว่านายจะเป็นอะไร หรือว่าเป็นใครเพราะสำหรับชั้น ไม่ว่ายังไง นายก็ยังเป็นน้อง เป็นเพื่อน เป็นคนสนิทที่ชั้นรัก และไว้ใจเสมอ”
เก่งซึ้งใจ “ผู้กอง”
ธัมโมตัดใจ “ดึกมากแล้ว เรากลับกันเถอะ”
เก่งเสียดาย แต่ต้องบอกออกไป “ครับ”
ธัมโมกับเก่งเดินจากไป โดยไม่รู้ว่าเพ็ญพรกำลังมองตามอยู่ ดูเหมือนเพ็ญพรจะใส่ใจกับความเคลื่อนไหวต่างๆ รอบตัวเสมอ ราวกับไม่เคยไว้ใจผู้ใด

ภายในคืนเดียวกัน กำนันศรอึ้งไป หลังทราบเรื่องเสี่ยเล้งจากยอดและเบิ้ม
“นักการเมือง เอ็งแน่ใจเหรอวะ”
“ครับพ่อกำนัน ผมกับไอ้เบิ้มไปสืบข่าวที่บ้านเสี่ยเล้งเห็นเค้าว่าจะมาถึงพรุ่งนี้” ยอดบอก
“ไอ้เล้ง มันรุกคืบเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้”
“เราต้องขัดขวางมันนะพ่อกำนัน ขืนปล่อยไว้ไอ้เล้งมันจะยิ่งได้ใจ” เบิ้มว่า
กำนันศรพยักหน้า “ต้องหาทางฉีกหน้ามัน ต้องทำให้พวกนักการเมืองนั่นรู้ว่า ผู้ยิ่งใหญ่แห่งบ้านไม้งามไม่ใช่ไอ้เล้ง แต่เป็นกำนันศรคนนี้”

กำนันศรผุดสีหน้าเหี้ยมเกรียมออกมา

โปรดติดตาม "นางสิงห์สะบัดช่อ" ตอนต่อไป  
ชิงนาง ตอนที่ 10
ชิงนาง ตอนที่ 10
รถสองแถวคันนั้นกำลังวิ่งลงจากดอยไปตามทาง วงเดือนมองไปทางด้านหลังตลอดเวลาด้วยความหวังลึกๆ ว่าภูผาจะมาตาม แต่หญิงสาวพบแต่ความว่างเปล่า วงเดือนน้อยใจเหลือแสน “ลาก่อนคุณภูผา...” น้ำตาคลอ ด้านคนขับรถเริ่มมีอาการง่วง สายตาเริ่มเบลอ และไม่สามารถต้านทานความง่วงได้แล้ว คนขับเริ่มสัพหงก มือไม่สามารถคุมพวงมาลัยรถได้อีก รถสองแถวเริ่มส่ายไปมา คนในรถเริ่มวี๊ดว๊ายด้วยความตกใจ ระหว่างนั้นรถของภูผาวิ่งตามรถสองแถวมาอีกทาง “รถคันนั้นครับนาย” สว่างเห็นอาการรถสองแถวส่ายไปมา “ไม่ปกติแล้วครับนาย” ผู้โดยสารทุกคนในรถตื่นตระหนกตกใจที่รถเริ่มเหวี่ยงแรงอย่างไร้การควบคุม คนในรถถูกเหวี่ยงไปตามแรงรถ
กำลังโหลดความคิดเห็น...