xs
xsm
sm
md
lg

ชิงนาง ตอนที่ 10

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ชิงนาง ตอนที่ 10

รถสองแถวคันนั้นกำลังวิ่งลงจากดอยไปตามทาง วงเดือนเหลียวมองไปทางด้านหลังตลอดเวลาด้วยความหวังลึกๆ ว่าภูผาจะมาตาม แต่หญิงสาวพบแต่ความว่างเปล่า

วงเดือนน้อยใจเหลือแสน “ลาก่อนคุณภูผา...” น้ำตาคลอ
ด้านคนขับรถเริ่มมีอาการง่วง สายตาเริ่มเบลอ และไม่สามารถต้านทานความง่วงได้แล้ว คนขับเริ่มสัพหงก มือไม่สามารถคุมพวงมาลัยรถได้อีก
รถสองแถวเริ่มส่ายไปมา คนในรถเริ่มวี๊ดว๊ายด้วยความตกใจ
ระหว่างนั้นรถของภูผาวิ่งตามรถสองแถวมาอีกทาง
“รถคันนั้นครับนาย” สว่างเห็นอาการรถสองแถวส่ายไปมา “ไม่ปกติแล้วครับนาย”
ผู้โดยสารทุกคนในรถตื่นตระหนกตกใจที่รถเริ่มเหวี่ยงแรงอย่างไร้การควบคุม คนในรถถูกเหวี่ยงไปตามแรงรถ และต่างพยายามหาที่เกาะ วงเดือนตกใจพยายามใช้มือจับเสารถไว้แน่นด้วยความกลัว
รถสองแถวเลี้ยวมา โดยมีรถภูผาขับตามมาติดๆ
คนขับได้สติตื่นขึ้นมามองข้างหน้า ด้วยความตกใจสุดขีด เมื่อเห็นรถกำลังพุ่งเข้าหาต้นไม่ใหญ่ริมทาง
“เฮ้ย!
คนขับเหยียบเบรกสุดชีวิต แต่ไม่ทันแล้ว! เสียงหวีดร้องดังระงมไปทั่ว ก่อนที่รถสองแถวจะพุ่งชนต้นไม้เสียงดังสนั่น
วงเดือนและผู้โดยสารบางส่วนกระเด็นเทไปกองกันในรถตามแรงชน โครม!
รถภูผาเบรคเอี๊ยดด้วยความตกใจ
“เดือน”
ภูผาพุ่งทะยานลงจากรถทันที สว่างรีบตามไปติดๆ หนูนายังช็อกอยู่
ผู้คนกระจัดกระจายอยู่นอกรถบ้าง อัดแน่นกันในรถบ้าง ทุกคนร้องโอดโอยอย่างเจ็บปวด ภูผาพุ่งขึ้นไปบนรถแต่มองหาเดือนไม่เจอ
“เดือน”
ที่ใต้ท้องรถ น้ำมันเริ่มไหลรั่วออกมา สายไฟเริ่มช๊อตเห็นแสงแปล๊บๆ อย่างน่ากลัว!!
ผู้โดยสารที่ยังมีสติต่างช่วยกันแบกร่างคนเจ็บอื่นๆ ออกจากรถ บางคนชนภูผาล้มกลิ้ง แต่ภูผายังพยายามหาเดือนอย่างไม่ย่อท้อ สว่างเข้าช่วยคนเจ็บพัลวัน
ก่อนจะหันไปเรียกหนูนา “หนูนา..มาช่วยกันเร็ว!”
หนูนาที่อยู่บนรถจิ๊ปได้สติ รีบเข้าไปช่วยนายสว่างทันที
หนูนาช่วยนายสว่างเข้าประคองคนเจ็บ จังหวะนั้นสว่างหันไปเห็นน้ำมันรั่วออกจากรถ ตกใจวูบ!!
“นาย! ออกมาเร็ว รถกำลังระเบิด!”
เป็นจังหวะเดียวกับที่ภูผาเห็นวงเดือนที่ถูกอัดอยู่ส่วนหัวรถ
ภูผาเห็นเหล็กทิ่มที่ท้องวงเดือน เลือดไหลไม่หยุด ภูผาตกใจสุดขีด!
หนูนาตะโกนเรียกเป็นห่วงมาก “คุณภูผา ออกมา”
หนูนาพุ่งเข้าไปจะไปหาภูผา แต่สว่างรั้งไว้สุดชีวิต
“อย่า..ไอ้หนูนา”
ภูผาคว้าตัววงเดือนได้ก็อุ้มหนีลงจากรถ แต่ทันใดนั้น เหล็กคานของรถก็หล่นใส่ภูผาอย่างไม่ทันตั้งตัว!
“คุณภูผา ออกมา..คุณตายไม่ได้นะ” หนูนาตะโกนก้อง
ภูผาเจ็บปวดทั้งตัว แต่กัดฟันอุ้มเดือนขึ้นมาอีกครั้ง
“เดือน..เธอต้องอยู่กับชั้นนะ”
ภูผาใช้ตัวดันเหล็กที่ขวางอยู่จนหักงอ ออกแรงฮึดวิ่งออกจากรถสองแถวได้อย่างเฉียดฉิว ก่อนที่รถจะระเบิดดังตูม!!!!
ร่างภูผาและวงเดือนโดนกระแทกจากแรงระเบิดล้มกลิ้งไปริมทาง ขณะที่ไฟลุกท่วมไปทั่วคันรถในพริบตา

สว่างและหนูนาวิ่งเข้าไปหาภูผา แต่วินาทีแรกที่ภูผาได้สติก็คว้าเดือนมากอดอย่างดีใจ
หนูนาอึ้งจุก ที่เห็นภูผารักวงเดือนยิ่งกว่าชีวิตตนเอง
แต่เพียงชั่วครู่ ภูผาก็ตกใจเมื่อเห็นเลือดซึมผ่านเสื้อผ้าออกมาจากช่วงท้องของวงเดือน
“นายสว่าง...พาเดือนไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้”
สว่างรีบพุ่งทะยานไปที่รถ ภูผาอุ้มวงเดือนเร็วรี่ และหนูนาตามติด

ภูผาอุ้มวงเดือนขึ้นมาบนอนามัย สว่างกับหนูนาตามขึ้นมา วงเดือนมีอาการกระอักเลือด จากการโดนกระแทกขณะรถเหวี่ยง ภูผาแทบคลั่งวางตัววงเดือนลงบนเตียง

“หมอครับ...หมอ..ช่วยดูอาการให้ที”
หมอรีบเข้ามาดูอาการวงเดือน
“คงต้องรีบส่งคนเจ็บไปโรงพยาบาลในเมือง” พยาบาลบอก
“ในเมือง? ไม่ได้! คุณต้องช่วยเดือนเดี๋ยวนี้”
พยาบาลพูดอย่างลำบากใจ “คุณคะ..ตอนนี้คุณหมอไม่อยู่ ดูจากอาการคนเจ็บแล้วคงต้องผ่าตัดใหญ่ ดิฉันเป็นแค่พยาบาล” กิริยาหนักใจมาก
วงเดือนหายใจเริ่มติดขัด อาการแย่ลงทุกที
“แล้วมีหมออื่นอีกไหมที่ผ่าตัดได้? อาการคุณเดือนขนาดนี้กว่าจะลงไปถึงในเมืองคงไม่ทัน”
ภูผาคิดไปคิดมา แล้วหันมาสั่งสว่าง “นายสว่างคอยดูแลเดือน เดี๋ยวฉันมา”
“นายจะไปไหนครับ” สว่างฉงน

“ตอนนี้มีคนเดียวที่ช่วยเดือนได้!” วินาทีเป็นตายของวงเดือนนั้น ภูผานึกถึงเมฆาขึ้นมา!

เมฆานั่งรออยู่ มองไปที่ถนนอย่างกระวนกระวาย ว่าวงเดือนจะกลับมาพร้อมกับภูผาหรือไม่ เมฆารออย่างหงุดหงิดจนทนไม่ไหว

“พี่ผา..พี่ผิดสัญญา” เดินไปหารถรับจ้าง “ฉันจะจ้างรถไปไร่วงเดือน”
เสียงเรียกดังขึ้น “เมฆา”
เมฆาหันกลับมาเจอภูผาที่อยู่ในสภาพเลือดเปรอะไปทั้งตัว จากการช่วยวงเดือนออกจากอุบัติเหตุรถสองแถวคว่ำ เมฆามองไปรอบๆ เห็นแต่ภูผาไม่เห็นเดือน
“แล้วเดือนล่ะ” เห็นเลือดที่เสื้อภูผา ก็สังหรณ์ใจ “เกิดอะไรขึ้น”
“รถที่เดือนนั่งไปเกิดอุบัติเหตุ!”
เมฆาตกใจมาก “แล้วตอนนี้เดือนเป็นยังไงบ้าง?”
“อาการสาหัส เมฆา..แกต้องช่วยเดือนนะ แกคนเดียวที่ช่วยเดือนได้” ภูผา
เมฆาผลุนผลันจะไปแต่เห็นท่าทีของภูผาแล้วชะงักไปนิด
“รีบไปสิเมฆา แกต้องช่วยเดือนนะ”
“ผมจะช่วยเดือนก็ต่อเมื่อพี่รับปากว่าจะไม่ยุ่งกับเดือนอีกต่อไป” เมฆาต่อรอง
ภูผาอึ้ง ไม่พอใจขึ้นมา “แกเอาชีวิตของเดือนมาต่อรองแบบนี้ได้ยังไง”
เมฆานิ่งมาก “เพื่ออรุณ เพื่อเดือน พี่ยอมไหม”
ภูผาจุกพูดไม่ออก
“ชีวิตเดือนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพี่”
ภูผามองเมฆาอย่างอึ้งๆ

ไม่นานต่อมา เมฆาอยู่ในห้องผ่าตัด กำลังหันมาหาพยาบาลที่ดูแลอาการเดือนอยู่
“ความดันกับชีพจรเท่าไหร่?”
“70/50 ค่ะ”
สีหน้าวงเดือนซีดและหายใจลำบากขึ้นทุกที
เมฆาสั่งพยาบาล “เตรียมเครื่องมือด่วน”
พยาบาลกันให้ภูผาออกไป แล้วรูดม่านปิด ภูผายืนมองด้วยความเป็นห่วง
เมฆาผ่าตัดให้วงเดือนอย่างชำนาญ การผ่าตัดดำเนินไปอย่างเคร่งเครียด
ภูผานั่งไม่ติดเครียดมาก สว่างต้องจับไหล่ภูผาเพื่อปลอบใจ หนูนามองภูผาอย่างเข้าใจ แต่ก็อดที่จะรู้สึกเจ็บปวดไม่ได้

ม่านถูกรูดเปิดออก เมฆาในชุดผ่าตัดเดินออกมา ภูผารีบเข้าไปถามอย่างร้อนใจ
“เดือนเป็นยังไงบ้าง”
“เดือนปลอดภัยแล้ว”
ภูผาดีใจจะเข้าไป แต่เมฆายกมือดันอกยั้งไว้ ภูผาชะงัก
“พี่คงไม่ลืมที่สัญญากับผมไว้”
ภูผานิ่งงัน “ฉันไม่ลืมแน่”
ภูผาจะเข้าไป เมฆายอมปล่อยให้ภูผาเข้าไป ก่อนจะถอนหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย

วงเดือนที่ยังนอนสลบ ภูผาเข้ามายืนดูด้วยความโล่งใจ ภูผาลูบไล้ที่แก้มวงเดือนเบาๆ
“เดือน...ฉันรักเธอ”
เมฆายืนมองอยู่ด้านนอก มองจ้องอย่างหมายมาด
“แต่เธอต้องเป็นของฉันเท่านั้น”

ภูผามาเฝ้าวงเดือนที่ยังนอนไม่รู้สึกตัว เมฆาตามประกบมาดูอาการไม่ห่าง
ตกกลางคืน ภูผานั่งเฝ้าวงเดือนอยู่ข้างเตียง
“เดือน..ตื่นขึ้นมาเถอะ..ฉันรอเธออยู่นะเดือน” จับมือวงเดือน
มือวงเดือนขยับจับมือภูผานิดๆ ภูผาชะงักมองอย่างดีใจ
“เดือน…”
เมฆาเข้ามาดูอาการ
“เมฆา เดือนฟื้นแล้ว”
เมฆาบอกนิ่งๆ “ถ้าอย่างนั้นก็ถึงเวลาที่พี่ควรจะไปได้แล้ว” ภูผามองหน้าน้องชาย “ตามสัญญา”
ภูผามองวงเดือนที่เริ่มขยับตัวและกำลังจะตื่น
เมฆาย้ำ “พี่ผา”
ภูผายอมตัดใจเดินออกไป เมฆาขยับเข้ามายืนแทนที่ภูผา
วงเดือนค่อยๆ ลืมตาขึ้น ภาพในกรอบสายตาวงเดือนค่อยๆ ปรับโฟกัสจากเบลอเป็นชัดขึ้นๆ เห็นว่าเป็นเมฆายืนมองอยู่
วงเดือนไม่แน่ใจ “คุณเมฆา....” ขยับตัวแล้วรู้สึกเจ็บแปลบที่ช่องท้อง “โอ้ย”
“รถสองแถวที่เธอนั่งเกิดอุบัติเหตุ แต่ฉันผ่าตัดให้เธอแล้ว เธอปลอดภัยแล้วนะเดือน”
วงเดือนพยายามตั้งสติ “ทำไมคุณเมฆาถึงมาอยู่ที่นี่”
เมฆาคิดก่อนจะพูดอย่างชัดเจน “พี่ผาเรียกให้ฉันมารับเธอกลับแสนสมุทร”
วงเดือนเจ็บจี๊ดขึ้นมาภายในใจ “คุณภูผา”
“ใช่...พี่ผาเป็นคนเรียกฉันมาเอง”
“คุณภูผาคงต้องการจะให้เดือนกลับแสนสมุทรจริงๆ” วงเดือนน้ำตาร่วง
เมฆาเช็ดน้ำตาให้วงเดือน
“อย่าร้องไห้เลยนะ ถ้าเธออาการดีขึ้นเมื่อไหร่ ฉันจะพาเธอกลับบ้าน”

ที่สุดแล้ววงเดือนห้ามน้ำตาตัวเองไม่ได้ เมฆามองด้วยความสงสาร แต่ก็อดที่จะพอใจกับผลงานของตัวเองไม่ได้

เวลาเดียวกันอรุณผุดลุกผุดนั่ง อารมณ์หงุดหงิดมาก ชอุ่มถือถาดยาเอาเข้ามาให้ตามเวลา

“คุณอรุณทานยานะคะ”
อรุณอารมณ์เสียปัดถาดยากระเด็น แก้วน้ำตกกระจาย
“ฉันไม่กิน!”
ศรีดารากับอนุตลงมาจากข้าบนเข้ามาดูอรุณ
“อรุณ..เป็นอะไรลูก”
“แม่ครับ พี่เมฆาบอกว่าจะพาเดือนกลับมา แล้วทำไมเดือนยังไม่มาอีก” อรุณงอแงเอาแต่ใจ
อนุตทนไม่ไหว “หยุดนะอรุณ”
อรุณโมโห “พี่เมฆาหลอกผม ทุกคนหลอกผมใช่ไหม” ปัดข้าวของอาละวาด
อนุตตวาดเสียงดัง “อรุณ”
อรุณไม่ฟัง “หรือไม่จริง ทุกคนกำลังหลอกผม”
ศรีดาราพูดปลอบอรุณ “พี่เขาไม่ได้โกหกลูกนะ พี่เขากำลังพาเดือนกลับมาจริงๆ แต่ลูกต้องใจเย็น ๆ นะลูกนะ”
ศรีดาราจับอรุณนั่งให้สงบสติ
อรุณซบกับศรีดารา “ผมคิดถึงเดือนครับแม่”
อนุตมองสภาพของอรุณแล้วเครียดจัด หันมาหาชอุ่ม
“แล้วพฤกษ์อยู่ไหน”
“ไม่กลับบ้านหลายวันแล้วค่ะ”
“ไปตามโฉมไฉไลมา”
“คุณโฉมก็ไม่ได้กลับมาหลายวันแล้วเหมือนกันค่ะ” ชอุ่มบอก
อนุตหัวเสียหนัก “นี่มันอะไรกัน สองคนนั้นหายไปไหน”

พฤกษ์เดินมากับลูกน้องตรงทางเปลี่ยว เป็นลูกน้องคนละกลุ่มกับที่ออกเรือ สภาพพฤกษ์กึ่มๆ เห็นได้ชัด ในขณะที่ลูกน้องเมามายร้องเพลงเฮฮากันลั่น ทั้งกลุ่มเดินมาตามทาง กำลังจะกลับไปที่ท่าเรือ
อีกด้านหนึ่ง ในมุมสลัว โฉมไฉไลนั่งอยู่กับชายคนหนึ่ง กำลังนัวเนียกันอยู่
ลูกน้องพฤกษ์มองไปทางชายคนนั้น และโฉมไฉไล เม้าท์กันสนุก
“ไอ้พวกที่มาหลบมุมเปลี่ยวๆแบบนี้ ก็คงจะจู๋จี๋กันสนุกล่ะโว๊ย น่าอิจฉาจริงๆ”
ลูกน้องอีกคนมองไปแล้วชะงัก สะกิดพฤกษ์ “แต่นายครับ..ผู้หญิงคนนั้น...”
พฤกษ์มองตามเห็นโฉมไฉไลอยู่กับชายคนดังกล่าว กำลังนัวเนียกันได้ที่ โฉมไฉไลก็ปล่อยตัวยอมให้ชายคนนั้นกอดจูบลูบไซร้
“นั่นเมียนายนี่ครับ”
พฤกษ์เลือดขึ้นหน้า พุ่งตรงเข้าไปกระชากโฉมไฉไลสุดแรง
โฉมไฉไลหันมาตกใจ “พฤกษ์”
พฤกษ์กระชากชายคนนั้น ออกมาแล้วต่อยจนคว่ำ พฤกษ์ตามไปเตะต่อยไม่ยั้ง โฉมไฉไลตกใจ
“พอแล้ว! พฤกษ์”
โฉมไฉไลพยายามจะห้ามพฤกษ์ พฤกษ์ต่อยสาแก่ใจแล้วลุกขึ้นหันมาทางโฉมไฉไล โฉมไฉไลหวั่นๆ พฤกษ์กระชากตัวโฉมไฉไลออกไป

พฤกษ์กระชากลากโฉมไฉไลอย่างไม่ปรานี โฉมไฉไลพยายามจะสะบัดมือออกจนสำเร็จในที่สุด
“ละอายใจบ้างไหมที่ทำตัวเป็นผู้หญิงข้างถนนแบบนี้แล้วสำนึกซะบ้างว่ามีฉันเป็นผัวอยู่ทั้งคน” พฤกษ์ด่าอย่างเหลืออด
“ทำไมฉันจะต้องละอาย ก็ผัวมันไม่สนใจ ฉันก็ต้องหาคนที่สนใจฉัน ฉันขาดอะไรก็ต้องหามาทดแทน ขาดเงินก็หาเงิน ขาดผัวก็หา...” โฉมไฉไลค้างคำว่า... ผัวไว้
พฤกษ์โมโหมากง้างมือจะตบ
โฉมไฉไลท้าทายทันที “ก็เอาสิ ดีแต่รังแกผู้หญิง ไอ้ขี้เหล้า”
พฤกษ์ง้างมือกำแน่นอย่างพยายามห้ามตัวเองเต็มที่ “ฉันไม่น่าแต่งงานกับผู้หญิงแพศยาอย่างเธอเลย”
โฉมไฉไลเยาะ “ถ้าไม่ใช่เพราะเมฆา ผู้ชายโง่ๆ อย่างคุณก็ไม่เคยอยู่ในสายตาฉันเหมือนกัน”
พฤกษ์อึ้ง “เธอว่าอะไรนะ”
“คนโง่อย่างคุณเทียบเมฆาไม่ได้สักนิด ฉันบีบน้ำตาสองสามทีก็หลอกคุณได้แล้ว” มองอย่างหยามหมิ่น “คุณมีดีก็แค่เป็นลูกคนโตแสนสมุทร แต่ไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจ ไม่มีอะไรสักอย่าง! แม้แต่สมอง”
“โฉม” พฤกษ์ตวาด โกรธจัด “ฉันก็ไม่อยากมีเมียหน้าเงินอย่างเธอเหมือนกัน ฉันจะหย่ากับเธอ”
โฉมไฉไลยิ้มเยาะ “ฉันหย่าแน่ แต่ต้องเป็นวันที่คุณได้สมบัติทั้งหมดของแสนสมุทรก่อนนะ แบ่งสินสมรสครึ่งหนึ่งมันถึงจะคุ้มกับการหย่าหน่อย ไม่งั้นก็อย่าฝัน”
พฤกษ์มองโฉมไฉไลอย่างรังเกียจ คับแค้นใจ

วงเดือนกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงคนไข้ วงเดือนนั่งซึมคิดถึงภูผา
ภูผามายืนแอบมองอยู่ตรงระเบียงหน้าห้อง อย่างเป็นห่วง เมฆาเข้ามาด้านหลังภูผา
“พี่ผา”
ภูผาชะงักหันมา
“ฉันแค่อยากเห็นว่าเดือนปลอดภัย”
“ไม่ต้องห่วงเดือนหรอก เธอมีผมอยู่ทั้งคน คนที่น่าเป็นห่วงคือพี่มากกว่าผมไม่อยากให้พี่มาที่นี่อีก”
ภูผานิ่งงัน
“ห้ามยุ่งกับเดือนอีก”
ภูผาไม่ตอบเดินออกไป เมฆามองวงเดือนอย่างหมายมาด

ครู่ต่อมาเมฆาเข้าไปหาวงเดือนในห้องพัก
“เดือน”
วงเดือนกระพริบไล่น้ำตาที่คลอหันมาหาเมฆา
“คุณเมฆาคะ เดือนอยากกลับแสนสมุทร”
“ได้ ถ้างั้นพรุ่งนี้เราจะออกเดินทาง แต่ถ้าเธอยังเจ็บแผล”
“เดือนอยากกลับค่ะ อยากไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด”

วงเดือนมองออกไปด้านนอกเหมือนจิตใจได้ตายไปแล้ว เมฆามองอย่างพอใจ

ชิงนาง ตอนที่ 10 (ต่อ)

รุ่งเช้าวันต่อมา เมฆาประคองวงเดือนที่ยังอ่อนแรงจากการผ่าตัด ลงนั่งตรงที่นั่งภายในสถานีรถไฟ

“ผมไปซื้อตั๋วก่อนนะ” เมฆาเดินไปที่ช่องขายตั๋ว
วงเดือนกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความหวังว่าจะเห็นภูผา..แต่ไร้วี่แวว
สักครู่หนึ่งเมฆาเดินถือตั๋วกลับเข้ามา
“ที่จริงน่าจะพักที่นี่อีกสักระยะ เธอยังไม่ฟื้นตัว เดินทางไกลจะเป็นอันตราย”
“เดือนไหวคะ เดือนไม่อยากอยู่ที่นี่...เดือน…”
เมฆารู้ว่าวงเดือนเสียใจเรื่องที่ภูผาบอกเลิกเพื่อจะแต่งงานกับหนูนา
“ไหวก็ไหว แต่ถ้าเจ็บแผล ต้องรีบบอกผมทันทีนะ”
วงเดือนแทบไม่ได้สนใจสิ่งที่เมฆาพูด เพราะคิดแต่เรื่องภูผา
เมฆาประคองวงเดือนลุกขึ้นเพื่อขึ้นรถไฟ
“คุณเมฆาคะ...คุณภูผารู้ไหมคะว่าเดือนประสบอุบัติเหตุ”
เมฆามองวงเดือนที่ยังรอคอยคำตอบด้วยความหวัง เมฆาตัดสินใจโกหก
“รู้...แต่เขาไม่ว่างมาเยี่ยมเดือน เพราะที่ไร่มีเรื่องยุ่งๆ”
วงเดือนงง “เรื่องยุ่งๆ”
“งานแต่งของพี่ผากับหนูนา”
วงเดือนน้ำตาร่วงสะเทือนใจ ที่รู้ว่าภูผาไม่ใยดีกับตัวเองเลย
“ขอบคุณค่ะ ที่พูดความจริงกับเดือน”
เมฆารู้สึกผิด ชั่วแวบเดียว ยินเสียงกระดิ่งดังเตือนว่าใกล้เวลารถไฟจะออก
“ไปกันเถอะ”
เมฆาประคองวงเดือนจะพาขึ้นรถไฟ
ที่แท้ภูผาแอบมองวงเดือนอยู่ตั้งแต่ต้น แววตาเจ็บปวดที่ต้องเห็นคนรักจากไป
เมฆาประคองวงเดือนมานั่งบนรถไฟ สีหน้าวงเดือนเศร้าซึม
ในช่วงที่เมฆาเก็บกระเป๋าบนชั้น สายตาเมฆาเหลือบไปเห็นภูผาเดินเข้ามาหยุดมองวงเดือน
เมฆารีบจับวงเดือนให้มานั่งแทนที่ตัวเอง เพื่อหันหลังให้กับทิศที่ภูผายืนอยู่
“นั่งด้านนี้ดีกว่านะ โดนแดดน้อยกว่า”
วงเดือนยอมให้จับนั่ง ไม่ขัดขืนใด ๆ เมฆาลงนั่งและส่งสายตาบังคับภูผาให้หลบไป
ภูผาจำใจต้องหันหลับกลับไปยืนนิ่งเศร้าอยู่ที่มุมหนึ่ง ในมุมที่วงเดือนไม่เห็น
เมฆามองอย่างลุ้นๆ กลัวแผนจะไม่สำเร็จอย่างที่คิด
วงเดือนผินหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่เห็นภูผาแม้แต่เงา วงเดือนน้ำตาร่วง
“คุณภูผา..คุณไม่รักเดือนแล้วจริงๆ”
วงเดือนน้อยใจ เสียใจ น้ำตาร่วงริน เบือนหน้าหันกลับ หลับตาลงด้วยความเสียใจ

รถไฟกำลังแล่นออกจากชานชาลา ภูผาเหมือนจะก้าวตามรถไฟแต่ก็ยั้งไว้ ห้ามตัวเองสุดชีวิต มือกำแน่น
“เดือน”
ภูผามองตามรถไฟที่แล่นห่างออกไปด้วยสภาพหัวใจสลาย

บนรถไฟขบวนนั้น วงเดือนนั่งหลับศีรษะพิงที่ขอบหน้าต่าง เมฆาที่นั่งฝั่งตรงข้ามนั่งมองวงเดือนด้วยความรัก
เมฆาขยับมานั่งข้างเดียวกับวงเดือน แล้วใช้มือจับศีรษะของวงเดือนให้ขยับมาพิงที่ไหล่ของเมฆา
วงเดือนเอนตัวพิงซุกอกของเมฆาด้วยความอ่อนแรง เมฆามองวงเดือนอย่างหวงแหน
บอกกับตัวเอง “เธอเป็นของฉัน..ของฉันคนเดียว”
เมฆากอดวงเดือนกระชับด้วยความหวงแหน

กลับมาถึงไร่ภูผานั่งอยู่บนเตียงเพียงลำพังในมือถือเสื้อถักไหมพรมที่วงเดือนให้ไว้
นึกถึงภาพตอนที่วงเดือนที่ใส่เสื้อให้ ภาพวงเดือนที่อยู่ในอ้อมกอดตน
ภูผากอดเสื้อถักจมอยู่กับภาพความทรงจำของวงเดือนที่เรือนหลังนี้

เช้านั้นอนุตเปิดประตูเข้ามาในห้องชะงักกับกลิ่นเหล้าที่ฟุ้งออกมา ยิ่งเห็นพฤกษ์นอนหมดสภาพอยู่ในห้อง มีขวดเหล้ากลิ้งเต็มพื้น อนุตโกรธจัด
“พฤกษ์”
แต่พฤกษ์ที่ยังเมาค้างหันมองอนุตด้วยสติเบลอ ๆ
พฤกษ์ยกมือแบบยังสติไม่เต็มร้อย “ใคร?...มีอะไร”
อนุตโมโหกระชากพฤกษ์ขึ้นมาแรงๆ “พฤกษ์”
“อย่ามายุ่ง...”
อนุตสุดทนตบหน้าพฤกษ์ ผัวะ! พฤกษ์หน้าชา...สร่างเมาเลย
และพอได้สติตกใจ “พ่อ...ผม”
“แกเป็นบ้าอะไรของแก กินเหล้าจนงานการไม่ทำ ฉันให้แกดูแลกิจการ แต่แกกลับไม่สนใจอะไรสักอย่าง เมียแกไม่กลับบ้านแกเคยสนใจบ้างหรือเปล่า แกจะทำให้ทุกอย่างมันพังคามือแกเลยหรือไง”
อนุตโกรธจัดจนด่าต่อไม่ออก พฤกษ์เครียด

“กลับบ้านซะ แล้วพาเมียแกกลับมาด้วย อย่าให้ฉันต้องหมดความอดทนกับแก!” อนุตสั่งแล้วเดินหัวเสียออกไปทันที

เวลาต่อมา พฤกษ์เข้ามาที่หน้าภัตาคารจีน แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นว่าโฉมไฉไลแต่งตัวสวยพริ้งเดินนวยนาดออกมา พฤกษ์เดินเข้ามาขวางไว้

“กลับบ้านกับผม!”
โฉมไฉไลไม่สนใจจะไป พฤกษ์กระชากโฉมไฉไลไว้
“กลับบ้านกับฉัน!”
“ไม่กลับ! ทำไมเกิดจะพิศวาสเมียขึ้นมาหรือไง”
“ผมไม่ได้รู้สึกอย่างที่คุณพูดเลยสักนิด ที่ผมมาตามคุณเพราะไม่อยากให้พ่อกับแม่สงสัยเรื่องของเรา”
โฉมไฉไลยิ้มหยัน “อ๋อ..ลูกแหง่กลัวพ่อกับแม่จะรู้ว่าตัวเองบ่มิไก๊นี่เอง”
พฤกษ์ข่มอารมณ์เต็มที่ “กลับบ้านเดี๋ยวนี้”
โฉมไฉไลขึ้นเสียง “โฉมไม่กลับ”
“อยากให้พ่อผมรู้หรือไงว่าคุณเป็นสะใภ้ที่เหลวแหลกขนาดไหน”
“ก็เพราะลูกชายไม่ได้เรื่อง พ่อคุณต้องรู้ข้อนี้ไว้ด้วยนะ”
พฤกษ์ขอร้อง “กลับบ้านเถอะนะ เลิกสร้างปัญหาให้ผมสักที”
โฉมไฉไลมองความร้อนอกร้อนใจของพฤกษ์ และเห็นว่าเป็นโอกาสทอง
โฉมไฉไลสะบัด “โฉมไม่กลับ...” จ้องพฤกษ์อย่างเป็นต่อ “นอกจากโฉมจะได้ของแลกเปลี่ยน!”
“คุณต้องการอะไร?”
“รถคันใหม่ที่มันสมหน้าสมตาสะใภ้คนโตของแสนสมุทร”
พฤกษ์อึ้งไปครู่หนึ่ง “ผมบอกแล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้”
“งั้นก็ฝากบอกพ่อแม่คุณด้วยว่าโฉมไม่กลับ เพราะเบื่อผัวเฮงซวยอย่างลูกชายท่าน! อย่าว่าแต่ดูแลกิจการแสนสมุทรเลย เมียคนเดียวยังพากลับบ้านไม่ได้ พ่อแม่คุณคงภูมิใจในตัวคุณมากนะ” โฉมไฉไลยิ้มเยาะ
พฤกษ์มองโฉมไฉไลที่ดูจะไม่ยอมกลับแน่ พฤกษ์กำมือแน่น แค้นที่จนหนทางต้องมางอนง้อแบบนี้
ส่วนโฉมไฉไลมองอย่างเป็นต่อ

คืนนั้น อนุตกับศรีดารานั่งอยู่ที่โซฟาห้องโถงชั้นล่าง โฉมไฉไลลงนั่งไหว้อนุตกับศรีดารา
“โฉมขอโทษนะคะที่โฉมหายไปไม่ได้บอกคุณพ่อคุณแม่ คือ..โฉมกับพฤกษ์เรามีปากเสียงกันน่ะค่ะ โฉมน้อยใจที่พฤกษ์ไม่มีเวลาให้กับโฉมเลย โฉมก็เลยกลับไปอยู่ที่ร้านกับคุณแม่”
อนุตต่อว่าลูกชายทันที “แกทำไม่ถูกนะพฤกษ์ แกไม่ดูแลเมียแกแล้วยังทำตัวเหลวไหลอีก หนูโฉมกลับมาอยู่ที่นี่เถอะน่ะ ผัวไปทางเมียไปทางมันไม่ดี”
ศรีดาราอบรมอีกคน “ถ้ามีเรื่องอะไรอึดอัดก็บอกแม่ได้นะจ๊ะ พฤกษ์อาจจะผิดที่ไม่ดูแลหนูให้
ดีแต่ยังไงก็เป็นสามีภรรยากันแล้ว อภัยกันได้ก็อภัยเถอะนะลูก”
“พอพฤกษ์ไปตามง้อโฉม โฉมก็หายโกรธแล้วล่ะค่ะ เราดีกันแล้วใช่ไหมคะพฤกษ์”
โฉมไฉไลยิ้มเยาะหยัน พฤกษ์มองด้วยความเจ็บใจ น้ำท่วมปากที่ตัวเองต้องกลายเป็นคนผิด

รุ่งเช้าโฉมไฉไลแต่งตัวเรียบร้อยเข้ามาปลุกพฤกษ์ เขย่าตัว
“ตื่นได้แล้วค่ะ...ถึงเวลาที่คุณต้องทำตามสัญญาแล้ว”

อนุต กับศรีดาราเดินเข้ามาในห้องโถงอย่างอึ้งๆ เห็นโฉมไฉไลกับพฤกษ์เดินลงมาจากด้านบน
“รถคันใหม่ที่จอดอยู่หน้าบ้านนั่นของใคร” อนุตถาม
“ของโฉมค่ะคุณพ่อ พฤกษ์สั่งซื้อมาง้อโฉมน่ะค่ะ”
พฤกษ์หันมองโฉมไฉไลด้วยสีหน้าตกใจ
“รถแพงขนาดนี้ ทำไมแกจะซื้ออะไรถึงไม่ปรึกษาพ่อก่อน” อนุตตั้งคำถาม
“ที่จริงบ้านเราก็มีรถตั้งหลายคัน พฤกษ์ไม่น่าสิ้นเปลืองแบบนี้เลยนะลูก” ศรีดาราต่อว่าอยู่ในที
“ผมขอโทษครับ ที่ไม่ได้บอกก่อน”
พฤกษ์มองหน้าโฉมไฉไลเห็นรอยยิ้มเยาะ พฤกษ์แค้นที่ถูกมัดมือชก

หนูนาเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับถาดข้าวและกับ แต่ต้องชะงักที่เห็นภูผานั่งกอดเสื้อยืนนิ่ง
“ฉันเอาข้าวมาให้ คุณไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า”
ภูผายังนั่งกอดเสื้อนิ่งๆ
หนูนาเรียกซ้ำ “คุณภูผา”
หนูนาวางถาดข้าวบนโต๊ะ แล้วเดินเข้ามาหา มองเสื้อถักไหมพรมในมือภูผา หนูนาพยายามจะดึงเสื้อออก
“ไปกินข้าวได้แล้ว”
ภูผากระชากเสื้อคืนมา สายตากร้าว “ออกไป”
“นี่ฉันเป็นห่วงคุณนะ”
“ฉันบอกให้ออกไป!”
หนูนาโดนตวาดถึงกับอึ้ง ยืนมองภาพภูผาที่กอดเสื้ออย่างหวงแหน ด้วยความเสียใจที่ความห่วงใยของตัวเองไม่มีค่าเลย
สว่างวิ่งเข้ามาที่ห้องภูผา “นายครับ ต้นชาเราเจอโรคระบาด”
ภูผานิ่งงันไป ทุกอย่างประดังประเดเข้ามาจนแทบตั้งตัวไม่ติด

ในเวลาเดียวกัน เมฆาประคองวงเดือนเดินเข้ามาในบ้านแสนสมุทร
พฤกษ์อึ้ง ดีใจที่เจอ “เดือน”
อนุตกับศรีดาราดีใจที่เห็นวงเดือนกลับมา ศรีดาราหันไปทางชอุ่ม
“ชอุ่ม รีบไปบอกคุณอรุณเร็วเข้า”
ชอุ่มรีบขึ้นไป
โฉมไฉไลเห็นเมฆาที่ประคองวงเดือนมา มองจ้องอย่างอิจฉาริษยาที่เห็นเมฆาดูแลวงเดือนอย่างดี

ภายในห้องรับแขกบ้านแสนสมุทรเวลานั้น
วงเดือนยืนอยู่ท่ามกลางสายตาคิดถึงของพฤกษ์ แววตาเกลียดชังของโฉมไฉไล และสายตาเคลือบแคลงสงสัยของอนุต กับศรีดารา วงเดือนทำหน้าไม่ถูกไม่กล้าสบตาใคร
เสียงอรุณดังขึ้นขัดจังหวะ “เดือน”
ทุกคนหันไปมอง เห็นอรุณพยายามจะวิ่งลงมาอย่างทุลักทุเลเพราะว่าร่างกายไม่ค่อยมีแรง
“เดือน”อรุณดีใจเหลือล้น รีบวิ่งถลาเข้าไปกอดวงเดือนไว้แน่น
“เดือนกลับมาแล้ว เธอหายไปไหนมา ทำไมถึงทิ้งฉันไป เดือน”
ทุกคนมองอรุณกับวงเดือน
“รู้ไหมว่าเธอทำให้เราเดือดร้อนมากแค่ไหน เธอหายไปไหนมา” อนุตถาม
ทุกคนมองวงเดือนรอฟังคำตอบ
“เดือน..เอ่อ...คือ...” วงเดือนอึกอัก
เมฆามองวงเดือนที่หน้าเสียแล้วตัดสินใจ
“พี่ผาเป็นคนลักพาตัวเดือนไปครับ!”

ทุกคนหันมองเมฆาด้วยความตกใจ

เมฆามองหน้าทุกคนที่ต่างอยู่ในอาการตกตะลึง จึงตัดสินใจแต่งเรื่อง เพื่อช่วยวงเดือน โดยการให้ร้ายภูผา

“พี่ผารู้ว่าเดือนจะแต่งงานก็เลยมาบังคับเอาตัวเดือนไปน่ะครับ”
“คุณเมฆา!” วงเดือนพยายามจะหันมาบอกทุกคนว่าไม่ใช่ “มันไม่...”
“พี่ผา” ได้ฟังดังนั้น อรุณโกรธจัด ใช้มือปัดแจกันที่อยู่ข้างๆ ตกดัง เพล้ง! จากนั้นก็กวาดของที่อยู่ข้างมือกระจาย
“ทำไมพี่ผาทำแบบนี้ ทำไม”
อรุณอาละวาดจนเกิดอาการชัก ทุกคนต่างตกใจ
อนุตร้องขึ้น “อรุณ”
วงเดือนลืมตัวรีบเข้าไปหาเพื่อดูอาการ อรุณชักจนควบคุมตัวเองไม่ได้ เผลอยกมือฟาดเข้าที่ท้องบริเวณแผลของวงเดือนเต็มแรง
“โอ้ย!”
วงเดือนทรุดตัวลงไปด้วยความเจ็บปวด
เมฆาตกใจ “เดือน”
วงเดือนเจ็บ จุกจนลุกไม่ขึ้น
พฤกษ์ตกใจ “เดือนเป็นอะไร”
“เดือนเพิ่งผ่าตัดช่องท้องมา...” เมฆาละล้าละลัง ไม่รู้จะดูแลใครก่อน
อนุตสั่ง “เมฆาพาอรุณขึ้นไปบนห้องก่อน”
เมฆาห่วงทั้งคู่ แต่จำต้องประคองอรุณตามคำสั่งอนุต
วงเดือนเจ็บมาก พฤกษ์ตัดสินใจจะเข้าอุ้มวงเดือน
“อย่านะ” โฉมไฉไลตวาด เอาตัวเข้าขวาง
พฤกษ์ไม่แยแส ผลักโฉมไฉไลออกไปแล้วเข้าอุ้มวงเดือนออกไปที่เรือนที่พักทันที
โฉมไฉไลโกรธจัดที่เห็นพฤกษ์หักหน้าตัวเองแบบนั้น


พฤกษ์เอาตัวดันประตูห้องเปิดเข้ามา อุ้มวงเดือนมาวางลงที่เตียงตอน
พฤกษ์ถามอย่างห่วงใย “เป็นยังไงบ้าง”
วงเดือนข่มความเจ็บปวดบอกออกไป “เจ็บแผลน่ะค่ะ แต่เดี๋ยวก็ดีขึ้น”
“เดือน...เดือนถูกภูผาพาตัวไปจริงๆ เหรอ” พฤกษ์ตัดสินใจถาม
“ไม่จริงนะคะ เดือนเป็นคนเดินทางไปหาคุณภูผาเอง” วงเดือนบอกความจริง
พฤกษ์ฉงน “ถ้าเดือนเจอกับภูผา..แล้วทำไมเดือนถึงกลับมา”
วงเดือนอึ้งกับคำถามของพฤกษ์ ยินเสียงของภูผาก้องอยู่ในหัว
“ฉันรักหนูนา ขอโทษนะ วันนี้ฉันรู้ใจตัวเองแล้วว่าฉันไม่ได้รักเธอ...”

“คุณผา...รักคนอื่นแล้วค่ะ เขาไม่รักเดือนแล้ว...”
วงเดือนดึงตัวเองกลับมาน้ำตาร่วงอย่างสุดกลั้น พฤกษ์อึ้งไม่อยากเชื่อแต่เห็นสภาพของวงเดือนก็ทำได้แค่ดึงวงเดือนเข้ามากอดปลอบใจ เสียใจที่เห็นวงเดือนต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้

ด้านภูผา ยืนมองต้นชามีจุดสีน้ำตาลที่ขยายใหญ่และแห้งตาย นิ่งงัน
“โรคใบจุดสีน้ำตาลมันจะทำลายใบกับยอดอ่อน แปลงชาส่วนนี้มีอาการมาหลายวันแล้วครับ ถ้าไม่รีบป้องกันมันจะลามไปแปลงอื่นๆด้วย คราวนี้เรื่องใหญ่หล่ะครับ” สว่างรายงาน
ภูผามองใบชาที่ติดโรคอย่างเจ็บปวดก่อนตัดสินใจ “ฟันทิ้งให้หมด”
หนูนากับดอยตกตะลึง
ดอยตาค้าง “ฟันทิ้งหมดเลยเหรอนาย ปลูกกันมาตั้งนานนะ”
ภูผามองสว่าง เป็นเชิงบอก ให้จัดการตามที่เขาสั่ง
“นายตัดสินใจถูกแล้วครับ เราต้องยอมเสียบางส่วนเพื่อรักษาส่วนใหญ่เอาไว้”
สีหน้าภูผาเครียด มองไร่ชาที่ฟูมฟักมาแต่ต้นด้วยความเจ็บปวด
หนูนามองภูผาอย่างเห็นใจ

อรุณอาการเริ่มปกติ นอนหลับอยู่บนเตียง เมฆามองอย่างวางใจหันกลับมาหาอนุตกับศรีดารา
“การหายใจเป็นปกติแล้วครับ ตอนนี้ผมให้ยาอรุณไปแล้วคงจะหลับทั้งคืน แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ คุณพ่อคุณแม่ไปพักเถอะครับ”
ศรีดาราบอก “แม่จะอยู่ดูอรุณอีกสักพัก”
อนุตหันมาพูดกับเมฆา “ลูกนั่นแหละไปพักเถอะ วันนี้เหนื่อยมามากแล้ว”
“ครับ” เมฆาเดินออกไป ปล่อยให้ศรีดารากับอนุตอยู่ดูแลอรุณ

เมฆาเดินออกมาเจอพฤกษ์ที่ยืนรออยู่
“พี่พฤกษ์ เดือนเป็นยังไงบ้าง”
พฤกษ์เข้ามาหาเมฆาอย่างเอาเรื่อง ถามคาดคั้น “ทำไมแกต้องโกหกว่านายผาลักพาตัว
เดือน”
เมฆาตอบนิ่งๆ “ผมทำเพื่ออรุณกับเดือน”
“ทำไมนายผาถึงยอมให้เดือนกลับมา” พฤกษ์ซัก
“พี่ผาไม่ได้รักเดือนแล้วมันก็แค่นั้น”
พฤกษ์ไม่เชื่อ “ไม่จริง! ฉันรู้ว่านายผากับเดือนรักกันมาก ไม่มีวันที่นายผาจะรักคนอื่น
มันต้องมีเรื่องอะไรแน่” มองจ้องหน้าเมฆาเหมือนจะค้นความจริง “แกทำอะไรเมฆา แกไปทำอะไรที่
เหนือ บอกฉันมา”
โฉมไฉไลอยู่ที่เชิงบันได ได้ยินเมฆากับพฤกษ์คุยกันก็ชะงักแอบฟัง
เมฆาตัดบท “พี่ไม่ดีใจหรือไงที่เห็นเดือนกลับมา”
“แต่ฉันอยากเห็นเดือนกลับมาอย่างเต็มใจ ไม่ใช่กลับมาด้วยความทุกข์แบบนี้ แกบอกฉันมาว่าแกทำอะไรกับนายผา”
“ไม่ว่าผมจะทำอะไร ผมก็ทำเพื่ออรุณ”
พฤกษ์สุดทน “โกหก! ฉันรู้ว่าแกรักน้อง แต่แกไม่ใช่คนที่เสียสละเพื่อใครขนาดนี้” พฤกษ์เน้นคำ “เพราะแกรักตัวเองที่สุด! ที่แกขึ้นเหนือไปพาเดือนกลับมา เพราะแกต้องการดึงตัวเดือนให้กลับมาเป็นของแกใช่ไหม?”
เมฆารับชัดเจน “ใช่”
โฉมไฉไลที่แอบฟังชะงักกึก
พฤกษ์ทั้งอึ้งทั้งเสียใจ “ทำไมแกถึงใจร้ายแบบนี้”
“คนใจอ่อน ไม่มีวันได้ในสิ่งที่ต้องการ คนไม่สู้..ก็จะรู้จักแต่คำว่าแพ้! ผมจะไม่ยอมเป็นอย่างพี่”
พฤกษ์ฉุนขาด ต่อยเมฆาเต็มแรง
เมฆาลุกขึ้นมา ย้อนพี่ชายเข้าให้ “โกรธ...ที่ตัวเองไม่กล้าทำอย่างผมใช่ไหม”
“ไอ้เมฆา”
พฤกษ์ต่อยเมฆาด้วยแรงโทสะ แต่เมฆาไม่ยอมเป็นเบี้ยล่าง สองพี่น้องต่อยกันนัวไม่มีใครยอมใคร
ศรีดารากับอนุตออกมาด้วยความตกใจ
ศรีดาราร้องห้าม “พฤกษ์! เมฆา”
อนุตตวาดลั่น “หยุดนะ พ่อสั่งให้หยุด”
แต่พฤกษ์กับเมฆาเหมือนหูดับ ต่างคนต่างระบายออกด้วยหมัด

ศรีดาราเสียงดังลั่น “พอได้แล้ว! พอ”

ชิงนาง ตอนที่ 10 (ต่อ)

ศรีดาราเครียดจนทนไม่ไหวร่างโงนเงน ทำท่าจะเป็นลม อนุตตกใจรีบเข้าไปรับไว้

“คุณ”
พฤกษ์กับเมฆาชะงักกึก ที่เห็นแม่ทรุดอยู่ในอ้อมแขนอนุตผู้เป็นพ่อ
“แม่” พฤกษ์อึ้ง
เมฆากับพฤกษ์รีบเข้าไปดูอาการศรีดารา
เมฆาเรียก “แม่ครับ”
ศรีดาราใจจะขาดที่ลูกชายต่อยตีกันคาบ้าน “อย่าทะเลาะกันอีกเลยนะลูกนะ”
เมฆากับพฤกษ์มองหน้ากันไม่พูดอะไร
“ผมจะพาแม่ไปที่ห้องนะครับ”
ว่าแล้วเมฆาช่วยอนุตประคองศรีดาราไป พฤกษ์มองตามก่อนตัดสินใจเดินไปอีกทาง

พฤกษ์เดินออกมาจะไปทางเรือนของเดือน โฉมไฉไลวิ่งตามมาดึงรั้งพฤกษ์ไว้
“พฤกษ์ จะไปหานังวงเดือนเหรอ”
พฤกษ์ดึงมือออกจากการจับกุมของโฉมไฉไล “อะไรอีก”
“โฉมขอเงิน โฉมไม่มีเงินติดตัวเลย”
พฤกษ์สะบัดเสียง “ไม่มี” แล้วจะไป
โฉมไฉไลโกรธจัด “โฉมจะฟ้องคุณพ่อคุณแม่คุณว่าคุณดูแลเมียได้แย่มาก”
พฤกษ์ไม่ยอม พูดตอกหน้า “ฟ้องเลย! ฉันก็จะแฉเธอกลับบ้าง ระหว่างลูกอย่างฉันกับสะใภ้เหลวแหลกอย่างเธอ พ่อจะฟังใคร พ่อต้องบังคับให้เธอหย่ากับฉันแน่ แล้วถึงวันนั้นฉันสาบานเลยว่าเธอจะไม่ได้จากฉันแม้แต่บาทเดียว!”
โฉมไฉไลอึ้ง ที่พฤกษ์เสียงแข็งท่าทีกร้าวร้าวใส่ พฤกษ์จะไป
โฉมไฉไลตะโกนเยาะไล่หลัง “คิดว่าหย่ากับฉันแล้วจะได้นังเดือนหรือไง”
พฤกษ์ชะงักหันกลับมา “ฉันรักเดือนและพร้อมจะทุ่มให้เดือนทุกอย่าง รักแบบที่ไม่ต้องการการครอบครอง แต่ผู้หญิงอย่างเธอคงไม่เข้าใจเรื่องแบบนี้”
โฉมไฉไลโกรธที่ถูกด่า “จำไว้เลยนะ ว่าคุณจะไม่มีวันได้สมหวังกับนังเดือนแน่นอน ฉันจะทำให้มันกับคุณไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบสุข”
พฤกษ์มองโฉมไฉไลอย่างระอาใจเต็มกลืน จากที่คิดว่าจะไปบ้านพักวงเดือน พฤกษ์เปลี่ยนใจเดินออกจากบ้านไป
โฉมไฉไลแค้นมาก “กลับมาเดี๋ยวนะพฤกษ์ กลับมา”
โฉมไฉไลหัวเสีย วิ่งตามไปจะเอาเรื่องพฤกษ์ให้ถึงที่สุด

ขณะที่วงเดือนกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง เมฆาเคาะประตูแล้วเปิดเข้ามา วงเดือนมองเมฆาอย่างไม่เข้าใจ
“เธอเป็นยังไงบ้าง เจ็บแผลมากหรือเปล่า”
วงเดือนไม่ตอบ ถามเรื่องที่คาใจทันที “ทำไมคุณต้องบอกว่าคุณภูผาพาตัวเดือนไป คุณโกหกแบบนั้นทำให้ทุกคนเข้าใจคุณภูผาผิด”
“แต่ก็ยังดีกว่าบอกว่าเธอเป็นคนหนีไปหาพี่ผาเอง” คำพูดเมฆาทำเอาวงเดือนชะงักไป “ถ้าพี่ผาทำผิด ไม่นานทุกคนก็จะให้อภัย แต่ถ้าทุกคนรู้ว่าเธอเป็นคนผิด ทุกคนไม่ให้อภัยเธอแน่ โดยเฉพาะอรุณ”
วงเดือนนิ่งงันไป
“ฉันขอนะ...เธอเงียบไว้ ให้ปัญหามันจบๆ ไปซะ อย่าทำให้เรื่องมันบานปลายไปมากกว่านี้เลย ยิ่งตอนนี้คุณแม่สุขภาพไม่ค่อยดี ท่านคงรับไม่ไหวอีกแล้ว”
เมฆาหาเหตุผลล้นโลกมาปิดกันวงเดือนออกห่างภูผามากที่สุด วงเดือนจำต้องเงียบตามเหตุผลเมฆา
“ฉันจัดยาแก้อักเสบมาให้”
เมฆาเปิดขวดยาเทออกมา พร้อมกับหยิบแก้วน้ำป้อนยา วงเดือนอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

พฤกษ์เดินเข้ามาที่หน้าห้องวงเดือนแต่เช้า ชอุ่มเปิดประตูออกมาพร้อมอ่างเช็ดตัว
“เดือนเป็นยังไงบ้าง”
“ตื่นแล้วค่ะ เพิ่งเช็ดตัวเสร็จ” ชอุ่มบอก
พฤกษ์เข้ามาในห้อง เห็นเดือนกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง
พฤกษ์เดินมานั่งข้างเตียง “ดีขึ้นหรือยัง”
“ดีขึ้นแล้วค่ะ”
พฤกษ์หันไปเห็นชามข้าวต้มที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียง
ชอุ่มรายงาน “ชอุ่มยกข้าวต้มมาให้ก็ไม่ยอมกินค่ะ” ชอุ่มออกจากห้องไป
“อย่าดื้อสิเดือน กินข้าวนะ”
พฤกษ์ยกชามข้าวต้มจะป้อนให้ วงเดือนอึดอัดยังไม่ยอมรับการป้อน
“คือ...เดือนกินเอง...”
พูดยังไม่ทันจบ สายตาวงเดือนก็หันไปเห็นเมฆายืนจ้องอยู่ที่หน้าประตู
“คุณเมฆา”
พฤกษ์เหลียวมองตาม เมฆาเข้ามาพร้อมกับถาดยา
เมฆาพูดกับวงเดือน แต่ตาจ้องพฤกษ์ สายตาไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย “ผมเอายามาให้”
พฤกษ์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเมฆา หันไปพูดกับวงเดือน “กินข้าวนะเดือนจะได้กินยา”
พฤกษ์ยังยืนยันจะป้อนข้าวให้ได้ เมฆายืนมองอย่างไม่พอใจ วงเดือนถอนใจรู้สึกอึดอัดไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี
เสียงอรุณเข้ามาขัดจังหวะทุกคน
“พวกพี่เข้ามาทำไม?”
อรุณเข้ามาในห้อง อรุณมองพฤกษ์กับเมฆาที่อยู่ในห้องอย่างระแวง
“พี่มาเยี่ยมเดือน” พฤกษ์บอก
“พี่เอายามาให้” เมฆาว่า
สามหนุ่มมองหน้ากัน บรรยากาศดูอึดอัดสุดๆ
อรุณเริ่มจะหงุดหงิดและทำท่าอาละวาด “ทำไมพวกพี่ต้อง..?”
วงเดือนตัดสินใจพูดตัดบท “คุณอรุณคะ...เดือนเจ็บแผลกินข้าวเองไม่ไหว คุณอรุณช่วย
ป้อนเดือนได้ไหมคะ”
อรุณยิ้มแย้มทันที “ได้สิ” รีบเข้ามารับถ้วยข้าวต้มจากพฤกษ์ “ผมจัดการเองพี่”
พฤกษ์จำต้องลุกไป อรุณลงนั่งป้อนข้าวต้มให้กับวงเดือน
“คุณเมฆาวางยาไว้เถอะค่ะ เดี๋ยวให้คุณอรุณจัดการให้เดือนดีกว่า” วงเดือนบอก
อรุณหันไปคว้าถาดยาจากเมฆา “ยานี่ก็ด้วย...ผมจัดการได้”
อรุณเอาถาดยามาวาง แล้วจัดการป้อนข้าวต้มให้วงเดือน เมฆากับพฤกษ์นิ่งงันกันไป
“คุณพฤกษ์กับคุณเมฆาไม่ต้องห่วงหรอกนะคะ เดือนมีคุณอรุณคอย ดูแลแล้ว”
พฤกษ์ กับเมฆา อึ้ง อรุณยิ้มแฉ่ง ภูมิใจมาก

พฤกษ์กับเมฆาจำต้องยอมถอยกลับออกไป วงเดือนจำใจรับการป้อนจากอรุณด้วยสีหน้าอึดอัด

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

พฤกษ์กับเมฆาเดินออกมาที่สวนหน้าเรือนใหญ่ เมฆามองพฤกษ์ พูดแดกดันพี่ชายอย่างไม่พอใจ

“โฉมคงไม่ชอบที่พี่มายุ่งกับเดือนแบบนี้ ผมไม่อยากให้โฉมมาอาละวาดกับเดือน พี่อย่าทำให้เรื่องมันวุ่นวายจะดีกว่า”
พฤกษ์เหน็บ “คนคิดเลวมันไม่ควรคิดจะสอนใครหรอกนะ”
เมฆาอึ้ง
“เมฆา..ถ้าแกยังมีความเป็นพี่อยู่ล่ะ แกต้องเลิกยุ่งกับเดือนซะ” พฤกษ์บอก แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล
เมฆามองอย่างท้าทาย “พี่ควรจะยอมรับนะว่าพี่น่ะหมดสิทธิ์แล้ว”
พฤกษ์บันดาลโทสะกระชากคอเสื้อเมฆา “เมฆา!..ถ้าแกไม่ใช่น้องฉันนะ”
เสียงอนุตตวาดดังลั่น “หยุดเดี๋ยวนี้”
พฤกษ์กับเมฆาต่างชะงักทั้งคู่ อนุตก้าวเข้ามา ยื่นคำขาด
“พวกแกคงไม่ลืมไม่ใช่ไหมว่าแกสองคนเป็นพี่น้อง สายเลือดเดียวกัน เป็นแสนสมุทร ที่สำคัญแกทั้งสองคนเป็นพี่ของอรุณ หน้าที่ของพี่ต้องเสียสละให้น้อง แกทั้งสองคนต้องเลิกยุ่งกับเดือนทั้งคู่ ถ้าพวกแกยังอยากเรียกฉันว่าพ่อ”
พฤกษ์กับเมฆาอึ้ง
อนุตสำทับ “จำไว้ว่าเดือนเป็นของอรุณคนเดียวเท่านั้น!”
อนุตเดินออกไป ทิ้งลูกชายทั้งสองคนให้ยืนสับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้น

อนุตเดินเข้ามาหยุดยืนที่หน้าห้องด้วยสีหน้าเครียดจัด ร่างอนุตซวนเซทำท่าจะล้ม จนต้องคว้าเก้าอี้เพื่อประคองตัวเองให้ยืนอยู่ได้ อนุตกังวลรู้สึกว่าร่างกายตัวเองกำลังผิดปกติ

อนุตมองยาในมือสีหน้าเครียดขรึม ขณะกำลังจะทานยา ศรีดาราเข้ามาเห็นชะงัก
“คุณกินยาอะไรคะ”
อนุตตอบเลี่ยง “ยาบำรุงน่ะ”
ศรีดาราลงนั่งข้างอนุต กอดแขนซบไหล่อย่างอ่อนล้า กับเรื่องวุ่นวายในบ้านแสนสมุทร
ศรีดาราทอดสายตามองภาพครอบครัวที่ถ่ายรวมครบทุกคน
“ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่า ภูผาจะลักพาตัวเดือนไปจริงๆ” ศรีดาราพูดลอยๆ
อนุตถอนใจ “ความรัก...สามารถทำให้คนเราทำในสิ่งที่คาดไม่ถึงเสมอ”
“ฉันอยากให้เรื่องนี้มันจบสักที อยากให้ลูก ๆ รักกัน..ไม่ใช่”
อนุตกอดปลอบ “รอให้เดือนหายจากบาดเจ็บก่อน ถึงตอนนั้นผมจะทำให้เรื่องนี้มันจบแน่ อีกไม่นาน”
อนุตได้แต่กอดปลอบศรีดารา ทั้งที่กายและใจตัวเองเหนื่อยล้าเหลือเกินแล้ว

ภูผาจัดการถอนต้นชาออกจากแปลงทั้งหมด และลงมือปลูกต้นกล้าใหม่อีกครั้ง
ภูผาขุดดิน ลงไปช่วยคนงานทำไร่ ในขณะที่คนงานคนอื่นๆ พัก แต่ภูผากลับทำงานไม่หยุด จนทุกคนมองอย่างเป็นห่วง
ดอยนั่งกินข้าวอยู่กับสว่าง และหนูนา ต่างคนต่างมองภูผาอย่างอึ้งๆ ดอยหันไปคุยกับสว่าง
“ลุงหว่างขา นายภูผาทำงานตั้งแต่เช้าไม่พักไม่กินข้าว ไม่กินน้ำ แบบนี้จะไหวเหรอลุง”
สว่างถอนใจ “อยากจะลืมจนต้องทรมานตัวเองล่ะสิ”
ดอยไม่เข้าใจ ซักต่อประสาซื่อ “ลืม...ลืมอะไรเหรอลุง”
สว่างหมั่นไส้เขกหัวดอย “ลืมเขกกะโหลกเอ็งที่อู้งานน่ะสิ ทำงานไป พูดมาก”
หนูนาอยู่ไม่ห่างนัก เอ่ยขึ้น
“ต่อให้เราดีกับเขาแค่ไหน เขาก็จะไม่หันมามองเราเลยเหรอลุง”
“ถ้าเราพยายามยัดเยียดความดีของเราให้เขาแต่เขาไม่เต็มใจรับ มันจะเรียกว่าดีหรือเปล่า”
หนูนาอึ้งนิ่งงันไป ก่อนจะเอ่ยออกมา
“แต่ฉันรักเขานะลุง”
“คุณผาเห็นเอ็งเป็นเหมือนน้องสาว ความจริงมันยากจะยอมรับ แต่ถ้ารับได้เมื่อไหร่ เอ็งจะมีความสุขนะหนูนา”
หนูนาฟังแล้วขัดใจ ฮึดสู้อย่างไม่ยอมแพ้ เดินตรงเข้าไปที่แปลงดินของภูผา หยิบจอบมาจะขุดดิน ภูผาหันมองมาหนูนายิ้มให้

สักครู่หนึ่งภูผาเดินห่างออกไปแล้วขุดที่ใหม่ หนูนาได้แต่มอง อย่างน้อยเนื้อต่ำใจ

รุ่งเช้าพฤกษ์กลับมาจากท่าเรือเข้าบ้าน เจออนุตนั่งทานของว่างเช้าอยู่
“งานที่ท่าเรือเป็นยังไงบ้าง” ผู้เป็นพ่อเอ่ยถามขึ้นก่อน
“เที่ยวนี้ได้ปลาเยอะพอสมควร ผมจัดการส่งให้กับลูกค้าเรียบร้อยแล้วครับ”
ระหว่างนั้นเมฆาเดินลงบันไดมาจากด้านบนชะงักที่เห็นพฤกษ์คุยอยู่กับอนุต เมฆากับพฤกษ์มองหน้ากันอาการมึนตึง เมฆาจะเดินออกไปนอกบ้าน
“เมฆา แกจะไปไหน” อนุตเรียกไว้
“ผมจะไปดูอาการเดือน ไปนะครับ”
เมฆากำลังจะไป พฤกษ์เดินตาม
อนุตเสียงดัง “ไม่ต้องไปทั้งคู่!”
เมฆากับพฤกษ์ชะงักงัน
อนุตพูดเจาะจงกับเมฆาเสียงเข้ม “ต่อไปนี้ แกไม่ต้องไปตรวจอาการ ไม่ต้องไปดูแล พ่อจะให้เดือนไปตรวจที่โรงพยาบาล”
เมฆาท้วง “ทำไมล่ะครับ..ก็ผม…”
อนุตสวนคำน้ำเสียงเฉียบขาด “นี่เป็นคำสั่ง”
เมฆาจำต้องเงียบ จากนั้นอนุตหันไปเอาเรื่องกับพฤกษ์เรื่อง...โฉมไฉไล
“เมียแกหายไปไหน พ่อไม่เคยเห็นว่าโฉมไฉไลจะอยู่ติดบ้านเลย”
“โฉม...กลับไปช่วยแม่เขาดูแลร้านน่ะครับ ก็เลยต้องไปค้างที่โน่น”
อนุตเสียงเฉียบ “เป็นผัวเป็นเมียก็ควรจะอยู่บ้านเดียวกัน แกไปตามเมียแกกลับมาวันนี้!”
พฤกษ์อึ้งกับท่าทีของพ่อได้แต่รับคำอ่อยๆ “ครับ”
อนุตมองหน้าเมฆา “อย่าให้พ่อต้องพูดเรื่องนี้ซ้ำอีก...”

พูดจบอนุตก็เดินออกไปทันที ปล่อยให้พฤกษ์กับเมฆาอึ้งกับอาการฉุนเฉียวของพ่อที่สั่งการเด็ดขาดมากขนาดนี้

โฉมไฉไลอาละวาดอยู่ที่ภัตตาคารของแม่ ระบายอารมณ์ด้วยการเขวี้ยงจานชามลงพื้นแตกดังเพล้ง! แถมยังกวาดข้าวของที่วางอยู่บนโต๊ะลงพื้นกระจาย แล้วก็กรี๊ด ๆ ๆ อย่างหัวเสีย

อนงค์ยินเสียงเดินออกมาจากหลังร้าน ด่าอย่างอารมณ์เสีย
“ยัยโฉม! แกเป็นบ้าอะไร ทำลายข้าวของอย่างกับคนบ้า”
“แล้วหม่าม๊าจะให้โฉมทำยังไง ทั้งพฤกษ์ทั้งเมฆาพากันรุมรักรุมสนใจนังเดือนกันหมด ไม่มีใครเห็นหัวโฉมสักคน” ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ “ทำไมนังเดือนไม่ตายๆ ไปซะที โฉมเกลียดมัน เกลียด!”
“ที่เป็นบ้าเป็นบอเพราะผู้ชายไม่สนงั้นเหรอ?” เจอคำพูดแดกดันของแม่ โฉมไฉไลชะงักไป “เลิกบ้าซะทียัยโฉม ผู้ชายมันทำให้แกสุขสบายไม่ได้หรอกนะ เงินต่างหากที่เป็นคำตอบของแก ตอนนี้แกต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สมบัติของแสนสมุทรมาไว้ในมือเรา” อนงค์เสี้ยมลูกสาว
“หม่าม๊าไม่ต้องห่วงหรอกน่ะ กว่าจะหลอกให้พฤกษ์แต่งงานได้ ต้องลงทุนไปตั้งเท่าไหร่ โฉมไม่ยอมให้สมบัติแสนสมุทรหลุดมือไปแน่”
สองแม่ลูกไม่รู้ว่าเวลานั้นพฤกษ์ยืนอยู่หน้าร้าน ได้ยินทุกคำที่โฉมไฉไลกับอนงค์คุยกัน พฤกษ์เจ็บใจ เปลี่ยนใจไม่เข้าไปตามโฉมไฉไลตามคำสั่งพ่อ

ไม่นานต่อมาพฤกษ์นั่งเมาอยู่มุมหนึ่งที่ท่าเรือ ยอดลูกเรือเข้ามาหาคุยเรื่องงาน
“นายครับ แยกขนาดปลาเสร็จแล้ว นายจะเช็กของไหมครับ”
พฤกษ์เมาแอ๋ “จัดการแทนฉันไปเลย ส่งของให้เรียบร้อย”
ยอดรับคำ “ครับ”
พฤกษ์เดินเมาออกไป ลูกเรืออีกคนเข้ามาหายอด
“พี่ยอด ฉันขนปลาขึ้นรถหมดแล้ว”
“งั้นก็ไปส่งของ” ยอดบอก
“ส่งโรงงานคุณณรงค์ใช่ไหมพี่” ลูกเรือถาม
ยอดบอกทันควัน “โรงงานเฮียเกียง”
ลูกเรือแปลกใจ “อ้าว..เฮียเกียงไม่ได้เป็นลูกค้าแสนสมุทรนี่พี่”
ยอดผุดยิ้มร้ายออกมา แล้วบอกแผนโกง “แต่ต่อไปเฮียเกียงจะเป็นลูกค้าของข้ากับเอ็ง ปลาจากเรือตั้งสองลำ...ก็ได้เป็นหมื่นแล้วนะโว๊ย เอ็งสนใจจะรวยกับข้าไหมล่ะ”
ลูกเรืออึ้ง ท่าทีลังเล
ยอดชวน “อย่าโง่น่า ขืนยังโง่ฝากชีวิตไว้กับเจ้านายขี้เมาล่ะก้อ มีหวังลูกเมียอดตายกันหมดแน่”
ลูกเรือคิดตามแล้วยิ้ม “ได้เลยพี่”
ยอดกับลูกเรือยิ้มมองหน้ากันอย่างพึงพอใจ

ตกกลางคืนเมฆายืนรีๆ รอๆ อยู่ที่โถงชั้นล่าง ชะเง้อมองไปหน้าบ้าน สักครู่หนึ่งพอเห็นวงเดือนเดินเข้ามาพร้อมชอุ่ม เมฆารีบก้าวพรวดเข้าไปหาถามอย่างเป็นห่วง
“แผลเป็นยังไงบ้าง หายเจ็บ...”
วงเดือนแทรกคำทันที “ทุกอย่างเป็นปกติดีค่ะ”
เมฆานึกแปลกใจที่เห็นชอุ่มยืนจ้องตนเองอยู่ จึงบอกชอุ่ม “มีอะไร ฉันมีธุระคุยกับเดือน”
ชอุ่มทั้งอึดอัดและลำบากใจ “คุณผู้ชายให้ชอุ่มคอยดูเดือนค่ะ สั่งไม่ให้คุณพฤกษ์กับ
คุณเมฆาอยู่กับเดือนสองต่อสองเด็ดขาดค่ะ”
วงเดือนตัดบท “น้าชอุ่ม เดือนอยากพักแล้วจ้ะ”
ชอุ่มรีบพาวงเดือนออกไป เมฆามองตามอย่างขัดใจ

ขณะที่ชอุ่มกำลังจัดโต๊ะอาหาร เมฆาเดินเข้ามา
“น้าชอุ่ม แล้วคุณพ่อกับคุณแม่ล่ะ”
“ชอุ่มไปตามแล้วค่ะ เดี๋ยวคงลงมา”
ศรีดารากับอนุต และอรุณเดินเข้ามา
ศรีดาราเอ่ยกับเมฆา “วันนี้อรุณจะลงมากินข้าวด้วย แม่ก็เลยอยากให้พร้อมหน้าพร้อมตามทั้งครอบครัว”
ทุกคนลงนั่ง อนุตนั่งที่หัวโต๊ะ เมฆานั่งขวาถัดจากอนุต ส่วนด้านซ้ายเป็นศรีดารา ถัดมาเป็นอรุณ
พฤกษ์เดินเข้ามาชะงักนิดหนึ่ง มองหน้าเมฆา พฤกษ์จะลงนั่งข้างอรุณ
อนุตสั่งพฤกษ์ “มานั่งนี่” พร้อมกับชี้ไปที่เก้าอี้ติดกับเมฆา
พฤกษ์จำใจเดินลงมานั่งข้างเมฆา
เมฆาบอก “ตักข้าวสิน้าชอุ่ม”
“เดี๋ยว ให้ครบทุกคนก่อน” อนุตสั่ง
เมฆากับพฤกษ์งงว่ามีใครอีก สักครู่หนึ่งวงเดือนก็เดินเข้ามา
อนุตสั่งอีก “นั่งสิ ข้างอรุณน่ะ”
วงเดือนแปลกใจ ปรายตามองอนุตแวบหนึ่งว่ากำลังเล่นเกมอะไรอยู่
อนุตรีบบอก “เธอเป็นคู่หมั้นของอรุณ ก็ควรจะร่วมโต๊ะในฐานะคนในครอบครัว”
วงเดือนรับคำ “ค่ะคุณลุง”
อรุณหันมาหาวงเดือน “แล้วก็เลิกเรียกคุณลุงคุณป้าได้แล้ว”
ศรีดารายิ้มให้ “ใช่..ต้องเรียกว่าคุณพ่อคุณแม่สิ”
วงเดือนอึดอัดแต่ก็...ต้องจำยอม “ค่ะคุณแม่”
อรุณลุกมาจับแขนวงเดือนพามานั่งข้างๆ ตัวเอง “น้าชอุ่ม ตักข้าวสิ”
เมฆากับพฤกษ์อึดอัดมาก ทำหน้ากันไม่ถูกเลยทีเดียว ได้แต่นั่งมองวงเดือนด้วยสายตาเจ็บปวด รัก เสียดาย ไม่พอใจสับสนตีกันไปหมด
อรุณตักกับข้าวใส่จานวงเดือนด้วยตัวเอง “ทานเยอะๆ นะ เดือนผอมไปมากเลยนะ”
วงเดือนตักทานข้าวรักษามารยาท พอเห็นวงเดือนทานข้าวแล้วเลอะปาก อรุณรีบหยิบผ้ามาเช็ดปากให้วงเดือนอย่างอ่อนโยน เมฆากับพฤกษ์มองอย่างอดกลั้น
อนุตกับศรีดารามองท่าทีของทุกคนในโต๊ะ ไม่สบายใจนัก แต่ต้องทำให้ทุกคนยอมรับสภาพ
ระหว่างโฉมไฉไลเดินนวยนาดเข้ามา
“สวัสดีค่ะคุณพ่อคุณแม่ ขอโทษที่โฉมมาช้านะคะ”
ศรีดารายิ้มเยื้อน “ไม่เป็นไรจ้ะ นั่งสิ”
โฉมไฉไลลงนั่งข้างพฤกษ์ ปรายตามองวงเดือนที่นั่งอยู่ข้างอรุณแวบหนึ่ง แล้วจัดการตักกับข้าวให้พฤกษ์
“ทานเยอะๆ นะคะพฤกษ์ เห็นพฤกษ์ทำงานหนักมากโฉมก็เป็นห่วง”
โฉมไฉไลใส่จริตวางมือบนแขนพฤกษ์ทำทีเป็นรักใคร่มากมาย น้ำเสียงก็ดูห่วงใยเต็มประดา พฤกษ์ฉุนอยากจะสะบัดแต่ต้องเก็บท่าทีไว้
“ที่จริงก็แต่งงานกันมานานแล้วนะ น่าจะมีหลานให้พ่อกับแม่สักที” อนุตเอ่ยขึ้น
โฉมไฉไลประชดอยู่ในที “ก็คงต้องรอให้พฤกษ์มีเวลามากกว่านี้ จริงไหมคะพฤกษ์”
พฤกษ์สุดทนไหวลุกพรวดขึ้น ทุกคนชะงัก
“ผมเพิ่งนึกได้มีงานที่ต้องไปดูที่ท่าเรือครับ ผมไปก่อนนะครับ”
พฤกษ์ออกไปเลย วงเดือนมองตามอย่างเข้าใจและเห็นใจ
ศรีดารามองหน้าโฉมไฉไลพลางเอ่ยขึ้นเป็นเชิงปลอบ “ช่วงนี้พฤกษ์คงทำงานหนัก หนูโฉมอย่าคิดมากเลยนะ”
“ค่ะ” โฉมไฉไลตีหน้าเศร้า
เมฆามองอย่างรู้ทันว่าโฉมไฉไลไม่ได้เสียใจอะไรนัก จู่ๆ โฉมขยับมานั่งข้างเมฆา และยิ้มเย็นให้
พูดด้วยสีหน้าเศร้า “คุณพ่อคุณแม่อย่ากังวลนะคะ โฉมจะต้องมีทายาทให้แสนสมุทรให้ได้ค่ะ”
อนุตกับศรีดารามองโฉมไฉไลอย่างเห็นใจ เพราะยังไม่รู้จักนิสัยที่แท้จริง
เมฆาเซ็ง โฉมไฉไลลอบยิ้มอย่างสะใจ

หลายวันผ่านไป...เช้านั้นหนูนากับดอยขึ้นมาบนเรือน แต่ต้องชะงักที่เห็นภูผานั่งอยู่ที่พื้นกลางโถง สภาพปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนทรุดโทรม
ดอยถอนใจเฮือกใหญ่ “คุณเดือนไม่อยู่แค่สองเดือน สภาพนายแย่ลงทู๊กวัน”
หนูนามองภูผาแล้วเครียด จะเดินเข้าไปหา แต่แล้วจู่ๆ หนูนาก็รู้สึกคลื่นไส้อยากจะอาเจียน หนูนารีบวิ่งออกไปจากเรือนเร็วรี่ ดอยตกใจรีบวิ่งตามไป
สองคนอยู่ตรงด้านหลังเรือน หนูนาวิ่งมาโก่งคออาเจียนใหญ่ ดอยวิ่งตามมาดูช่วยลูบหลังให้หนูนา อาการงวยงง
“ลูกพี่เป็นอะไร”
หนูนาใจหายวาบ รีบพูดตัดบท “ไม่เป็นอะไร”

หนูนาหน้าเสีย ตระหนักดีว่าร่างกายตนเองมีอาการผิดปกติบางอย่าง!

ชิงนาง ตอนที่ 10 (ต่อ)

ค่ำคืนวันเดียวกัน วงเดือนนั่งอยู่บนเตียง หยิบรูปภูผาขึ้นมามองแล้วยิ้ม นึกถึงวันคืนเก่าๆ ที่เคยมีความสุข

“คุณภูผา ทำไมเดือนถึงลืมคุณไม่ได้สักที”
พฤกษ์เดินเข้ามา วงเดือนเห็นชะงัก
“คุณพฤกษ์”
พฤกษ์พูดอะไรไม่ออก เดินเข้ามานั่งข้างๆ วงเดือนอย่างเงียบ ๆ
วงเดือนเป็นห่วง “คุณพฤกษ์เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
พฤกษ์เงียบ มองจ้องหน้าวงเดือนแล้วเอื้อมมือมาจับมือวงเดือน
วงเดือนตกใจนิดๆ จะดึงออก “คุณพฤกษ์คะ”
“ฉันขอแค่นี้ แค่นี้จริงๆ”
วงเดือนเห็นพฤกษ์ที่ดูเครียดๆ ก็ยิ่งเป็นห่วง “เดือนเป็นห่วงคุณนะคะ”
พฤกษ์บีบมือวงเดือนเหมือนต้องการกำลังใจ
เสียงชอุ่มดังแทรกเข้ามา “เดือน”
พฤกษ์รีบชักมือตัวเองออกจากมือวงเดือน ชอุ่มเดินเข้ามาพร้อมกับหมอน ผ้าห่ม
“ขอโทษนะคะ คือ ชอุ่มต้องมานอนเป็นเพื่อนเดือนน่ะคะ แล้วนี่มันก็ดึกแล้ว” ชอุ่มลำบากใจแต่ต้องพูดออกไป
“ฉันจะไปแล้ว” มองจ้องหน้าวงเดือน “ขอบใจนะ” จากนั้นพฤกษ์จำต้องออกไป
ที่อีกมุมหนึ่ง บริเวณหน้าห้อง เมฆากำลังยืนมองมา ในกรอบสายตาเมฆาเห็นชอุ่มปิดประตูห้องวงเดือนแล้ว
เมฆาไม่พอใจที่เห็นชอุ่มมาคอยกันท่าอยู่ทุกที่ ทุกเวลา

รุ่งเช้า เมฆาเดินมาที่ห้องอรุณ แต่เมื่อเปิดประตูเข้ามาในห้องก็ชะงักเมื่อเห็นวงเดือนคอยดูแลอรุณอยู่
อรุณยิ้มแย้มแจ่มใส “พี่เมฆามาช้านะวันนี้ เดือนมาดูแลผมตั้งแต่เช้าแล้ว”
วงเดือนเอ่ยขึ้น “เดือนเช็คความดันกับชีพจรแล้ว เป็นปกติค่ะ”
“อืม..ถ้างั้นเรื่องยาก็ต้องกินให้ตรงเวลานะอรุณ บำรุงตัวเองให้มากๆ”
อรุณยิ้ม “ไม่ต้องห่วงหรอกครับพี่เมฆา” พลางจับมือเดือนมาแนบแก้มกิริยาออดอ้อน “ถ้าเดือนเป็นคนดูแล ผมจะเชื่อฟังเต็มที่เลยครับ”
วงเดือนยิ้มนิดๆ ตามมารยาท ไม่เต็มยิ้มนัก

เมฆามองภาพอรุณอ้อนวงเดือนอย่างบาดตาและไม่พอใจ!!

ส่วนภูผาเดินขึ้นมาบนเรือน มองไปรอบๆ อย่างเศร้าๆ มองไปทางไหนก็เห็นแต่ภาพวงเดือนที่เคยอยู่ดูแลเคียงข้าง ภูผาเหมือนคนไร้หัวใจ นั่งซึม
ดอย หนูนา และสว่าง แอบมองภูผาอยู่ที่ระเบียง
“ไม่รู้ว่านายจะเป็นอย่างนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่นะลูกพี่” ดอยเอ่ยขึ้น
หนูนาทนไม่ไหวจะเข้าไป สว่างมาดึงหนูนาไว้ไม่ให้ขึ้นไป
“อย่าเข้าไป เชื่อลุง”
“แต่ฉันทนเห็นเขาเป็นแบบนี้ไม่ได้แล้วลุง” สะบัดมือจากผู้เป็นลุง
สว่างส่ายหน้าระอากับความดื้อรั้นของหลานสาว

หนูนาเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าภูผา พูดแทบเป็นตะโกน
“เลิกทำท่าเหมือนจะตายสักทีเถอะคุณ รู้ไหมว่าทุกคนเขาเป็นห่วง”
ภูผานิ่งเฉยชา “ไม่ต้องห่วงฉัน”
หนูนาตอกหน้า “อยากตายนักเหรอ”
ภูผาขัดขึ้น “ตายซะได้ก็ดี มีลมหายใจแต่ไม่มีหัวใจ มันก็เหมือนตายทั้งเป็นอยู่แล้ว”

ภูผาเดินหนีไปทางหลังบ้าน หนูนาอึ้งมองตาม เจ็บปวดจนพูดไม่ออก

ภูผาเดินเข้ามาที่ในไร่ชา มองภาพเบื้องหน้าแน่วนิ่งอย่างเจ็บปวดลึกในใจ ภาพเขากับวงเดือนที่ชี้ชมในชาวันนั้นผุดขึ้นมาหลอกหลอน

วันนั้นใบชาแตกยอดอ่อน ภูผาเด็ดยอดใบชายื่นให้วงเดือน
“เธอรู้ไหมว่าชาที่เด็ดจากต้นสดๆ มีรสชาติหวานมาก”
วงเดือนหลงเชื่อ “จริงเหรอคะ”
“จริงสิ” ภูผาทำเนียนเอาเข้าปากตัวเองเคี้ยว แล้วหันไปทางอื่นทำหน้าขมสุดๆ
ภูผาเด็ดอีกใบแล้วส่งให้วงเดือน วงเดือนวางใจรับไปเคี้ยวเต็มที่ แต่ใบชาขมมาก วงเดือนหน้าเปลี่ยนอยากจะคายแต่ไม่กล้า
ภูผายิ้มขำๆ “หวานไหม”
วงเดือนไม่อยากให้เสียน้ำใจ แต่หน้าแหยมาก “หวานค่ะ”
ภูผาเด็ดมาให้อีก “เอาอีกสิ”
วงเดือนหน้าเสียแต่จำต้องรับมาเคี้ยว หน้าตาดูเหยเกมากๆ
ภูผามองแล้วหลุดหัวเราะออกมา “ฮะ ๆ ๆ”
วงเดือนงง “คุณผาหัวเราะอะไรคะ”
“หัวเราะเธอน่ะสิ หลอกง่ายชะมัด”
วงเดือนเริ่มเข้าใจ “นี่คุณแกล้งเดือนเหรอ” งอนใส่ “คุณผา” แล้วทุบภูผาเบาๆ “คุณน่ะนิสัยไม่ดี
นะ แกล้งเดือนตั้งแต่เด็กยันโตเลย”
ภูผายิ้มขำ “ก็เธอมันน่าแกล้งนี่ ขมปี๋ซะขนาดนั้นก็ยังทนเคี้ยวอยู่ได้”
“ทนขมตั้งนานเพราะคนเขาอุตส่าห์กลัวจะเสียน้ำใจ”
ภูผารวบมากอด ถามโต้งๆ “เดือน...เธอรักฉันตั้งแต่เมื่อไหร่”
วงเดือนเขินอาย ทำเป็นเมินหน้าไปทางอื่น
ภูผาใช้นิ้วแตะคางดันให้หันกลับมา “หืม...”
“เดือนก็ไม่รู้ว่าตอนไหน รู้แต่ว่าเป็นห่วงคุณ คิดถึงคุณ แล้วเดือนก็ดีใจทุกครั้งที่เห็นคุณ....คุณหึงเดือน”
ภูผาทำไก๋ “ฉันไปหึงเธอตอนไหน”
วงเดือนทำหน้าแกล้งดุ “ต้องให้เดือนย้อนความจำให้ไหมคะ”
“ไม่จำเป็น..” ภูผายิ้ม “เพราะฉันจำเรื่องของเราได้ทุกช่วงทุกตอน”
วงเดือนยิ้มกว้างดีใจ
“คุณภูผาคะ...” วงเดือนอึกอัก “แล้วเมื่อไหร่กันคะที่คุณ...คุณ..” ไม่กล้าถามต่อจนจบ
ภูผารู้ทัน ยิ้มยั่ว “รักเธอน่ะเหรอ”
วงเดือนเขินจนทำหน้าไม่ถูก
ภูผาจับมือมากุม “ก็ตั้งแต่ตอนที่เห็นเธอร้องไห้ครั้งแรก เธอน่ะมันบ่อน้ำตาตื้นตั้งแต่เด็ก เอาแต่ร้องไห้ น่ารำคาญมาก”
วงเดือนฟังแล้วตั้งท่าจะงอนใส่ แต่ภูผาจับสองแก้มของวงเดือนด้วยความอ่อนโยน
“แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมฉันอยากจะเป็นคนเช็ดน้ำตาให้เธอ” ภูผาใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างไล้เหมือนเช็ดน้ำตาเบาๆ ที่แก้ม “อยากเห็นเธอยิ้มให้ฉันคนเดียว”
วงเดือนมองภูผายิ้มเป็นคำตอบ
ภูผายิ้ม กอดและจูบหน้าผากวงเดือนเบาๆ สองคนกอดกันอย่างมีความสุข

ภูผาดึงตัวเองกลับมาน้ำตารื้นนิดๆ ตะโกนออกมาอย่างเจ็บปวด คิดถึงวงเดือนใจจะขาด
“เดือน! ฉันรักเธอ เดือน!”
ภูผาหมดแรงทิ้งตัวลงนอนกลางไร่ชาอย่างเดียวดาย

วงเดือนนั่งมองดูรูปถ่ายภูผา เธอเอากรอบรูปมาแนบกับหัวใจ..คิดถึงจับใจ
พฤกษ์ได้แต่แอบยืนมองวงเดือนด้วยความเป็นห่วง

เมฆาเห็นพฤกษ์เดินกลับเข้ามาที่ตึกใหญ่
ระหว่างนั้นเมฆาหันมามองอรุณ เมฆาเดินเข้ามายืนมองอรุณที่นอนหลับด้วยความรู้สึกหลากหลาย และสับสน
เมฆาบอกตัวเองเบาๆ “พี่...พี่เสียเดือนไปไม่ได้ ไม่ได้จริงๆ”

ศรีดารามองภาพถ่ายสี่พี่น้องด้วยความเครียดอยู่ภายในห้อง อนุตเข้ามาเห็นศรีดารานั่งนิ่ง
“ทำไมลูก ๆ จะต้องทะเลาะกัน พฤกษ์ไม่ยอมคุยกับเมฆา อรุณก็ดูจะหวงเดือนจนระแวงพี่ ๆ ฉันเห็นแล้ว...” ศรีดาราอัดอั้นเหลือแสน “ฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี”
อนุตมองจ้องภาพถ่ายครอบครัว
“ถึงเวลาที่ผมจะจัดการให้มันเด็ดขาดสักที”
ศรีดารามองอนุตว่าจะทำยังไง

วันต่อมา วงเดือนเดินเข้ามาที่หน้าห้องศรีเรือนแต่เช้า โฉมไฉไลที่ออกมาจากห้องเห็นวงเดือนหายเข้าไปในห้องศรีเรือน จึงเดินตามไปที่หน้าห้อง สงสัยว่ามีเรื่องอะไร
ในห้องวงเดือนเข้ามาเห็นอนุตกับศรีดารารออยู่
“น้าชอุ่มบอกว่าคุณลุง..เอ่อคุณพ่อคุณแม่เรียกเดือนให้มาพบ”
“มาใกล้ๆ แม่สิ”
วงเดือนขยับเข้าไปใกล้ศรีดาราเห็นว่ามีกล่องเครื่องเพชรเครื่องทองที่วางอยู่ตรงหน้าศรีเรือน
“เดือนเลือกสิว่าชอบชิ้นไหน”
วงเดือนมองแปลกใจ
“แม่จะให้เดือนใส่ในวันแต่งงานกับอรุณไงจ๊ะ”
วงเดือนอึ้ง
“คือเดือน...”
อนุตตัดสินใจเอ่ยขึ้น เข้าเรื่อง “เดือนเข้ามาที่นี่เพื่ออรุณ มันเป็นอย่างนั้นตั้งแต่แรกและมันจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป ที่ผ่านมาเกิดเรื่องวุ่นวายเพราะเธอมากแค่ไหน เธอคงรู้ ฉันอยากจะให้แสนสมุทรกลับมาสงบเหมือนเดิม เธอเข้าใจใช่ไหมว่ามันมีทางเดียวคือเธอต้องแต่งงานกับอรุณ”
วงเดือนมองอนุตกับศรีดาราอย่างตัดสินใจ “ค่ะ”
โฉมไฉไลรับรู้อย่างเคียดแค้นชิงชังในตัววงเดือน

ชอุ่มกับคนงานกำลังช่วยกันจัดสถานที่ในห้องโถงใหญ่ด้านล่างอย่างแข็งขัน พฤกษ์เข้ามาในบ้านกำลังจะถามชอุ่ม แต่เห็นเมฆาลงมาพอดี พฤกษ์เงียบมึนตึง

เมฆาลงมาจากชั้นบนมองการจัดสถานที่ อย่างฉงน เมฆาถามชอุ่มไวๆ “ชอุ่ม ย้ายของทำไม..มีอะไรหรือเปล่า”
ชอุ่มอึกอัก “คือ...”
เสียงอนุตดังขึ้น “พ่อเป็นคนสั่งเอง”
พฤกษ์กับเมฆาชะงักหันไปเห็น อนุตกับศรีดาราเดินลงบันไดมา มีวงเดือนเดิมตามหลังมา
“อาทิตย์หน้าจะมีงานแต่งงานของอรุณกับเดือน ก็ต้องรีบเตรียมงานกันหน่อยเดี๋ยวจะไม่ทัน”
เมฆาทักท้วง “พ่อครับ แล้วเดือน”
“พ่อคุยเรื่องนี้กับเดือนเรียบร้อยแล้ว!” อนุตเสียงเฉียบ
พฤกษ์กับเมฆาอึ้ง

วงเดือนเดินเข้ามาในห้องอรุณพร้อมกับถาดยา เห็นพฤกษ์กับเมฆาที่กำลังเดินมา วงเดือนรีบเลี่ยงเข้าไปในห้องอรุณ
“ทำไมวันนี้เดือนมาช้านัก ฉันตื่นมารอตั้งนานแล้ว”
เมฆากับพฤกษ์มาหยุดที่หน้าห้องชะงักที่ได้ยินเสียงวงเดือนตอบ
“คุณพ่อกับคุณแม่เรียกเดือนไปพบน่ะค่ะ เรื่อง...” ตัดสินใจ “...งานแต่งงานของเรา”
อรุณดีใจออกนอกหน้า “จริงเหรอ เดือนจะแต่งงานกับฉัน จะไม่หนีฉันไปไหนอีกนะ”
“จริงค่ะ..ทานยานะคะ”
วงเดือนหยิบยาจะส่งให้อรุณ แต่อรุณเอาแต่มองวงเดือนนิ่งๆ
“มีอะไรหรือเปล่าคะ” วงเดือนแปลกใจ
“ฉันรู้ว่าเดือนรักพี่ผา แล้วทำไมเดือนถึงยอมกลับมา ยอมแต่งงานกับฉัน”
เมฆากับพฤกษ์ยืนรอฟัง
วงเดือนเหลือบมองไปทางประตู หญิงสาวรู้ว่าเมฆากับพฤกษ์ต้องฟังอยู่
วงเดือนจับมืออรุณมากอบกุม “เรื่องระหว่างเดือนกับคุณผามันเป็นอดีตไปแล้ว..ต่อไปนี้เดือนจะมีชีวิตอยู่เพื่อคุณอรุณ”
อรุณตัดสินใจถาม “เดือน...เดือนรักฉันหรือเปล่า”
วงเดือนอึกอัก ลำบากใจที่จะพูด
“ฉันรักเดือนนะ รักมากที่สุด”
“คุณอรุณให้เวลาเดือนนะคะ ถึงวันนั้นเดือนสัญญาว่าจะรักและซื่อสัตย์กับคุณอรุณเพียงคนเดียว”
เมฆากับพฤกษ์รับฟังอย่างเจ็บปวดและสะเทือนใจ

สองแม่ลูกอยู่ที่ภัตตาคารจีน อนงค์ตกใจกับเรื่องที่โฉมไฉไลเล่าให้ฟัง
“นี่ยกเครื่องเพชรเครื่องทองของเก่าแก่ให้นังเดือนเลยเหรอ”
“ตั้งแต่นังเดือนกลับมา พวกมันก็ประเคนทุกอย่างให้มันหมด เครื่องเพชรเครื่องทองพวกนั้นมันควรเป็นของโฉมไม่ใช่มัน!” โฉมไฉไลแค้นจัด
“นี่ขนาดมันยังไม่ได้แต่งงานกับอรุณยังขนาดนี้ ถ้ามันแต่งเมื่อไหร่ จะไม่มีใครเห็นหัวแกแน่ๆ ทั้งพฤกษ์ทั้งเมฆาก็รักมัน มันมีแต่ได้กับได้นะเนี่ย” อนงค์ว่า
โฉมไฉไลยิ่งเจ็บใจ โทษผู้เป็นแม่ “เพราะม๊านั่นแหละ”
“มันเกี่ยวอะไรกับฉัน”
“ถ้าม๊าไม่ติดหนี้เถ้าแก่เส็ง โฉมก็ไม่บอกเรื่องนังเดือนแลกเงินใช้หนี้ เมฆาก็ไปตามนังเดือนกลับมาไม่ได้” ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น “คอยดูนะ โฉมจะต้องเฉดหัวนังเดือนออกจากแสนสมุทรให้ได้”

สว่างตัดสินใจทำบางอย่าง จึงเข้ามาในตลาด ตรงไปที่ร้านบริการโทรศัพท์ทางไกล พร้อมกับส่งกระดาษเบอร์โทรศัพท์ให้แม่ค้า
“โทรทางไกล”
แม่ค้ารับกระดาษมาแล้วกดเบอร์ต่อสาย

โฉมไฉไลกลับเข้ามาในบ้าน นั่งลงตรงโซฟา ห้องโถง ชอุ่มออกมา
“เอาน้ำเย็นมาแก้วสิ” เห็นชอุ่มมองเฉยก็ไม่พอใจ “เร็วสิ”
“ค่ะ”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ชอุ่มที่กำลังจะออกไปเห็นโฉมไฉไลมองเฉย ชอุ่มเดินไปรับสาย
“บ้านแสนสมุทรค่ะ จะเรียนสายกับใครคะ คุณเดือนเหรอคะ” โฉมไฉไลได้ยินชะงักหันมองมา “ไม่ทราบจะให้บอกว่าใครจะพูดสายด้วยคะ”
โฉมไฉไลสนใจคิด ๆ แล้วเดินไปดึงโทรศัพท์มาจากมือชอุ่ม ทำเอาชอุ่มตกใจ
“ไปเอาน้ำมา ฉันจะคุยเอง”
“แต่อิฉันกำลัง...”
“ไปสิ!”
ชอุ่มไม่พอใจแต่จำต้องออกไป
โฉมไฉไลคุยโทรศัพท์ “สวัสดีค่ะ ตอนนี้วงเดือนไม่สะดวกจะคุยสาย ฉันเป็นสะใภ้ของแสนสมุทร คุณเป็นใคร”
“ผมเป็นลูกน้องนายภูผาครับ คือผมอยากจะสอบถามว่าคุณวงเดือนเป็นยังไงบ้างครับ”
“ตอนนี้..เดือนป่วยหนักมากน่ะจ๊ะ”
สว่างแปลกใจ “ป่วย..เป็นอะไรครับ”
“ก็ผลจากอุบัติเหตุตอนที่กลับจากเหนือนั่นน่ะ ตอนนี้อาการทรุดหนักหมอบอกว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน ตอนนี้เดือนก็ไม่ค่อยรู้สึกตัว แต่พอรู้สึกตัวขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็เพ้อหาแต่คุณภูผาตลอดเวลา”
สว่างตกใจ “แล้ว”
จู่ๆ โฉมไฉไลวางสายทันที
สว่างตกใจที่โทรศัพท์โดนตัดสาย
สว่างลนลาน “คุณๆๆ” บอกกับแม่ค้า “ต่อสายอีกทีเร็ว”
แม่ค้ารีบรับมาต่อให้
เสียงโทรศัพท์ดัง โฉมไฉไลไม่รับสายแต่เดินไปกระชากสายโทรศัพท์ทิ้ง สว่างรอสายเก้อ จนต้องวางสายไปเอง
โฉมไฉไลมองอย่างสะใจ “รีบมานะภูผา รีบมาเอานังวงเดือนไปให้พ้นจากชีวิตฉันสักที”
ชอุ่มกลับเข้ามาพร้อมแก้วน้ำวางให้โฉมไฉไล
“คุณโฉมคะ แล้วโทรศัพท์เมื่อกี้ฝากเรื่องอะไรไว้หรือเปล่าคะ อิฉันจะได้บอกเดือนถูก”
“โทร.ถึงเดือนที่ไหนล่ะ สายเมื่อกี้น่ะเพื่อนฉันเอง”
ชอุ่มอึ้ง จะเถียง “แต่...”
โฉมไฉไลตัดบท “เพื่อนฉันชื่อเดือน แกคงฟังสับสนล่ะสิ”
“อ้าว...” ชอุ่ม ไม่ค่อยอยากจะเชื่อ
โฉมไฉไลขู่ “แล้วไม่ต้องพูดมากเรื่องเพื่อนฉันโทรมานะ ถ้าสะเออะไปบอกใครล่ะก็..มีเรื่องแน่”

ชอุ่มมองโฉมไฉไลอย่างไม่พอใจ ทั้งเซ็งทั้งระอาแต่ทำอะไรไม่ได้ จึงเดินออกไปเสีย โฉมไฉไลยิ้มอย่างพอใจ

 
โปรดติดตาม "ชิงนาง" ตอนต่อไป
ชิงนาง ตอนที่ 7
ชิงนาง ตอนที่ 7
อรุณนอนสลบไม่ได้สติ อยู่บนเตียงในห้องวงเดือน อนุต ศรีดารา และเมฆายืนล้อมเตียงมองอรุณที่นอนหายใจแรงอย่างน่ากลัว ศรีดารากอดอนุตอย่างใจหาย “ลูกจะไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ” “ลูกจะปลอดภัยนะ” อนุตปลอบภรรยา พฤกษ์มองรูปวงเดือนที่วางอยู่ที่ข้างเตียงพลางเอ่ยขึ้น “เมฆา พี่ฝากทางนี้ด้วยนะ” เมฆางวยงง “พี่จะไปไหน” พฤกษ์ไม่ตอบ เมฆาขยับไปขวาง “พี่ยังไม่ได้ตอบฉันว่าพี่จะไปไหน” โฉมไฉไลขึ้นมาพร้อมอนงค์ทันได้ยินคำตอบพฤกษ์พอดี “พี่จะไปตามหาเดือน” พฤกษ์บอก โฉมไฉไลเข้ามาโวยใส่ด้วยความโกรธ “นี่คุณจะบ้าหรือไง วันนี้มันงานแต่งงานของเรานะ “ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเดือน!”
กำลังโหลดความคิดเห็น...