xs
xsm
sm
md
lg

ราชินีลูกทุ่ง ตอนที่ 3-4

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ราชินีลูกทุ่ง ตอนที่ 3

แก้วตานอนอยู่บนเตียงคิดถึงสิ่งที่กุ้งนางพูดเมื่อคืน

‘แม่อย่าพูดแบบนั้นสิจ๊ะ กุ้งมีแม่คนเดียว...เฮ้อ...นี่ถ้ามีพ่อ เราคงไม่ลำบากแบบนี้นะจ๊ะ’
แก้วตาค่อยๆพยุงร่างลุกขึ้นเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า แล้วล้วงมือเข้าไปลึกดึงเอากล่องขนมปังเก่าๆ ออกมาแล้วเปิดออก เธอเริ่มร้องไห้
“กุ้ง...แม่เกลียดพ่อ...แม่เกลียดพ่อ”
แก้วตาทรุดตัวนั่งร้องไห้จนตัวโยน

ที่ตลาด...กุ้งนางชั่งผักบนกิโล แล้วบอกลูกค้า...
“ฉันคิดไปสามสิบแล้วกันจ้ะ”
กุ้งนางเอาผักใส่ถุงแล้วส่งให้พร้อมรับเงินมา สักพักกุ้งนางก็เหม่อครุ่นคิด ก้านกับชะเอม เดินเข้ามาเห็นก็แปลกใจ ก้านเข้าไปเรียก
“กุ้ง”
กุ้งนางยังเหม่อ ก้านเรียงดังขึ้น
“กุ้ง...กุ้ง”
กุ้งนางสะดุ้ง
“อ้าวพี่”
ชะเอมแซว
“คิดถึงหนุ่มที่ไหนจ๊ะ”
ก้านหน้าเสียไปทันที ชะเอมแหย่ต่อ
“นี่...ห้ามแย่งคุณจิรายุซะมีในอนาคตพี่นะ”
กุ้งนางขำ
“ฉันไม่ได้คิดถึงนายบ้านั่นหรอก”
ก้านยิ้มได้
“งั้นกุ้งคิดถึงใครล่ะ”
“ฉันคิดเรื่องประกวดร้องเพลงอ่ะ”
ก้านแอบจ๋อยทันที

ค่ำนั้น...กุ้งนางดูแลปรนนิบัติให้แม่กินยาและเข้านอนจนเรียบร้อย ยายอุ่นนั่งอยู่ใกล้ๆ แก้วตาหันมาถาม
“วันนี้จะไปขายลูกโป่งอีกเหรอ”
กุ้งนางอึกอัก
“จ๊ะแม่...ขายดีมากเลยนะแม่ แป๊บเดียวก็หมดแล้ว”
“อย่ากลับให้มันดึกดื่นนักนะ แม่เป็นห่วง”
“จ๊ะแม่...แม่จ๋ายายจ๋า...แม่กับยายช่วยอวยพรให้กุ้งนางหน่อยได้มั๊ย”
แก้วตากับยายอุ่นมองหน้ากันงงๆ ก่อนที่แก้วตาจะถามอย่างไม่เข้าใจ
“อวยพรอะไร...”
“เอ่อ...ก็...อวยพรให้กุ้งนางขายลูกโป่งให้หมดเร็วๆไงจ๊ะแม่ จะได้กลับบ้านเร็วๆ”
แก้วตาสงสารลูก
“โถ...ลูกแม่...ขอให้ลูกสำเร็จอย่างที่หวังไว้นะ”
กุ้งนางก้มลงกราบแม่
“ขอบคุณนะจ๊ะ กุ้งนางจะทำเต็มที่เลย” หญิงสาวหันไปหายาย “ยายล่ะ”
ยายอุ่นยิ้มให้
“เอาๆ ไม่เคยอวยพรคนไปขายลูกโป่งเลย ไงยายก็ขอให้ขายดิบขายดีได้เงินเยอะนะลูกนะ”
“กุ้งฝากแม่ด้วยนะยาย”
“ไปเถอะไม่ต้องห่วง เอ็งน่ะดูแลตัวเองด้วยนะลูกนะ”

กุ้งนาง ชะเอมและก้านเดินเข้ามาตรงหน้าเวที ชะเอมยื่นถุงเสื้อผ้าให้กุ้งนาง
“อะไรหรือ”
“ประกวดร้องเพลงก็ต้องแต่งตัวสวยสิ พี่สองคนไปเช่าชุดนักร้องมาให้กุ้งใส่ประกวดบนเวทีไง”
กุ้งนางมองเพื่อนอย่างซึ้งใจ
“ขอบใจนะพี่ชะเอม พี่ก้าน”
ก้านมองหน้า
“กุ้ง แน่ใจนะ ว่าอยากทำแบบนี้”
กุ้งนางมุ่งมั่น
“แน่ใจที่สุด”
“งั้นพี่ก็ขอให้กุ้งโชคดีได้รางวัลที่หนึ่งสมใจกุ้งนะ”
กุ้งนางยิ้มรับคำอวยพรของก้าน
“ขอบใจจ้ะพี่ ฉันจะต้องทำให้ได้ แม่ฉันจะได้ผ่าตัด”
กุ้งนางยิ้มสู้ ชะเอมหันไปดุก้าน
“นี่ไอ้ก้าน อย่าเพิ่งให้น้องพูดเยอะ เป็นนักร้องต้องถนอมเสียง แกไปหาน้ำมาให้กุ้งกินก่อน นักร้องต้องกินน้ำเยอะๆ”
ก้านเซ็งเลย
“นังชะเอม...มากไปแล้วนะ ใช้ข้าตลอด”
“ไปสิ เอ็งไม่อยากให้กุ้งมันชนะหรือ”
ก้านจำใจเดินออกไป...อีกทางหนึ่ง ชาตรีเดินผ่านเข้ามา ชะเอมหันไปเห็น
“นั่นครูชาตรีนี่ หรือว่าครูจะมาเป็นกรรมการ ไอ้กุ้ง...โชคดีของแกแล้ว”
ชะเอมลากกุ้งนางไปหาชาตรีทันที

ชาตรีมองกุ้งนางแล้วยิ้ม

“จำได้สิ....กุ้งนาง เด็กผู้หญิงที่อยากได้หม้อหุงข้าวใช่มั๊ย”
กุ้งนางยิ้มเขินๆ
“ใช่ค่ะ”
“เป็นยังไงบ้าง ไม่เจอตั้งสิบปีได้มั้ง ตอนนี้คงต้องร้องดีกว่าเดิมมากสินะ”
ชะเอมสอดขึ้น
“ใช่ค่ะครู กุ้งร้องดีขึ้นเยอะม๊ากค่ะ”
ชาตรียิ้มชื่นชม แต่กุ้งนางยิ้มรับเจื่อนๆ สะกิดชะเอมแล้วกระซิบ
“ไปบอกแบบนั้นได้ไงพี่ชะเอม”
ชะเอมกระซิบตอบ
“เออน่า...ขายของไปก่อน ลูกค้าซื้อไม่ซื้อค่อยว่ากัน”
ชาตรีแปลกใจ
“มีอะไรกันหรือเปล่า”
“เปล่าค่ะครู ว่าแต่ครูมาทำอะไรคะ อย่าบอกนะคะว่าเป็นกรรมการ”
“ใช่...ฉันเป็นกรรมการอีกแล้ว”
“งั้นครูช่วยกุ้งนางให้ได้ที่หนึ่งได้ไหมคะ”
กุ้งนางตกใจ
“พี่...พูดอะไรแบบนี้” กุ้งนางรีบบอกกับชาตรี “ครูคะหนูขอโทษแทนเพื่อนด้วย ครูอย่าไปถือเลยนะคะ”
ชาตรียิ้ม
“ไม่หรอก ฉันเข้าใจ เพื่อนเขาก็เป็นห่วงน่ะ แต่ถ้าหนูทำเต็มที่และทำให้ดีที่สุด ฉันเชื่อว่าหนูจะประสบความสำเร็จ”
“ขอบคุณค่ะครู”
กุ้งนางยกมือไหว้ ชาตรีลูบหัวอย่างเอ็นดู แล้วเดินจากไป

กุ้งนางเดินมากับชะเอม จิรายุยืนอยู่กระแอมขึ้น กุ้งนางกับชะเอมหันไปก็เห็นจิรายุยืนยิ้มกวนอยู่ กุ้งนางกรอกตาเซ็ง แต่ชะเอมยิ้มหวาน
“คุณจิรายุ”
กุ้งนางถอนใจ
“เฮ้อ...เพิ่งได้รับพรศิริมงคลไปแป๊บเดียว ตัวซวยมาเยือนแล้ว”
“ฉันก็ไม่ได้อยากจะเจอเธอหรอก” จิรายุเดินเข้าไปใกล้ๆ “มาทำอะไรแถวนี้”
“เรื่องอะไรฉันต้องบอกนาย”
ชะเอมบอกทันที
“กุ้งจะลงประกวดร้องเพลงค่ะ”
กุ้งนางค้อนเพื่อน
“พี่ชะเอม...บอกเขาทำไม”
จิรายุมองหยัน
“ฮึ...ถึงเพื่อนเธอไม่บอก แต่จากอาการประจบครูชาตรีฉันก็พอเดาออกว่าเธอคิดจะทำอะไร”
กุ้งนางชะงัก
“หมายความว่าไง”
“จะบอกอะไรให้นะ วิธีนั้นน่ะมันใช้ไม่ได้ผลหรอก คนดีๆอย่างครูชาตรีน่ะ เค้าไม่นิยมเรื่องเอาตัวเข้าแลกหรอกนะ”
ชะเอมอึ้งกับสิ่งที่ได้ยินชนิดปิดปากเลย กุ้งนางโมโห
“นี่นายกำลังกล่าวหาฉันนะ”
“กล่าวหาหรือรู้ทัน เธอทำอะไรอยู่ก็รู้แก่ใจไม่ใช่หรือ”
จิรายุลอยหน้า กุ้งนางโมโหมือสั่น แล้วตัดสินใจต่อยโครมเข้าที่เบ้าตาจิรายุจนลงไปนอนนับดาวที่พื้น
“ไอ้ปากสกปรก”
กุ้งนางกับชะเอมเดินหนีไป จิรายุกุมเบ้าตาระบม
“โอ๊ย...ผู้หญิงอะไรวะ หมัดหนักชะมัดเลย”

จิรายุเดินเอามือปิดๆตามาที่รถของตัวเองส่องกระจกเห็น ตาเป็นรอยช้ำ
“บ้าเอ๊ย...ช้ำเป็นแพนด้าเลย...ยายตัวแสบ”
จิรายุค้นเอาแว่นกันแดดมาใส่บังรอยช้ำ ระหว่างนั้น จรัญเดินมาพอดีจากด้านหลัง
“ไอ้จิ มาอยู่นี่เอง งานจะเริ่มแล้ว”
จิรายุหันมาพร้อมแว่นกันแดด จรัญเห็นเข้าก็ตกใจ
“แกจะบ้าหรือ ดึกป่านนี้ยังใส่แว่นดำอีก ถอดๆ ผู้ใหญ่เห็นเข้ามันดูไม่ดี จรัญคว้าแว่นจะถอด จิรายุดึงไว้
“ไม่ได้พ่อ...ถอดไม่ได้ มันน่าเกลียด”
“ทำไมจะถอดไม่ได้ นี่มันต่างจังหวัดนะ ไม่ใช่ต่างประเทศ จะเท่ก็ดูสถานที่ด้วย”
จรัญปล้ำถอดออกจนได้ พอเห็นตาจิรายุ จรัญชะงักกุมขมับทันที
“เออ...ใส่ไว้ดีกว่าว่ะ มันน่าเกลียดจริงๆ...นี่ไปโดนใครชกมาวะ”
จิรายุอ้ำอึ้ง
“ก็ที่มีเรื่องตั้งแต่เมื่อวานไงพ่อ มันเพิ่งช้ำเมื่อกี้”
จรัญงง
“ทำไมมันมาช้านักวะ”
“พ่อครับ งั้นผมขอตัวรอพ่ออยู่ที่นี่ได้ไหม”
“ไม่ได้ เพราะฉันส่งชื่อแกเป็นกรรมการไปแล้ว”
จิรายุตกใจ
“ห๊า...ได้ไงอ่ะพ่อ เขาเชิญพ่อนี่”
“แต่ฉันไม่อยากร่วมงานกับไอ้ชาตรี จะปฎิเสธก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นแกไปน่ะดีที่สุด”
จิรายชี้หน้าตนเอง
“หน้างี้อ่ะนะพ่อดีที่สุด”

บนเวที พิธีการประกาศรายชื่อกรรมการ
“นอกจากท่านผู้ว่า ผู้อำนวยการสถานีวิทยุ และท่าน สส.แล้ว วันนี้เวทีของเรายังได้รับเกียรติจากครูเพลง ชื่อดัง ครูชาตรีให้เกียรติ เป็นกรรมการตัดสินการประกวดในครั้งนี้ด้วยครับ ขอเสียงปรบมือให้กับครูด้วยครับ”
ชาตรีลุกขึ้นยกมือไหว้ คนดูปรบมือลั่น
“และกรรมการอีกท่านหนึ่ง เป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงจากค่ายเพลงชื่อดัง สยามซอง คุณ จิรายุ...”
จิรายุลุกขึ้น ยกมือไหว้คนดู แต่ไม่ยอมถอดแว่น

ด้านหลังเวทีบรรยากาศวุ่นวาย ก้านเดินถือถุงน้ำปั่นมาสามถุง
“น้ำมาแล้ว โห...รอซะนานเลย กุ้ง น้ำมาแล้ว”
กุ้งนางที่แอบดูด้านนอกหันกลับมาหน้าซีด ก้านแปลกใจ
“กุ้ง เป็นอะไรหรือเปล่า”
กุ้งนางเดินมาหาเพื่อนๆ ก้านเป็นห่วง
“ไม่สบายเหรอ หน้าซีดเชียว”
กุ้งนางรวบรวมสติ
“ไอ้นายจิรายุนั่นเป็นกรรมการด้วยอ่ะพี่”
ชะเอมตกใจเว่อร์
“อะไรนะ”
ก้านไม่เข้าใจ
“คุณจิรายุเป็นกรรมการ แล้วทำไมล่ะ”
ชะเอมไม่ตอบ กุ้งนางทำท่าสิ้นหวัง ก้านมองงงๆ

จิรายุกับชาตรี นั่งอ่านเอกสารข้อบังคับการให้คะแนน จิรายุมีท่าทางอ่านไม่สะดวกเพราะมืด ชาตรีหันมาบอก
“ครูว่าถ้าคุณจิมองไม่เห็นก็ถอดแว่นเถอะครับ เดี๋ยวอ่านกฎการให้คะแนนผิดจะลำบาก”
“ไม่ได้ครับครู”
ชาตรีมองจิรายุงงๆ
“คือตาผมมีปัญหาน่ะครับ”
จิรายุก้มหน้าแล้วเปิดแว่นให้ดูชาตรีเห็นเข้าก็ตกใจ
“เฮ้ย...ไปโดนใครชกมาครับเนี่ย”
จิรายุโกรธ
“เดี๋ยวตัวการก็ขึ้นเวทีครับ”
พูดจบก็กำปากกาแน่นจนหักคามือ ชาตรีสะดุ้งกลัว

ก้านพยักหน้ารับรู้เรื่องทั้งหมด ถอนใจ
“เฮ้อ...เรื่องเป็นแบบนี้เอง...เวรกรรม ทำไมต้องเป็นกุ้งกับคุณจิรายุด้วย”
“ไม่เอาแล้ว ฉันไม่ประกวดแล้ว”
กุ้งนางจะเดินออก ก้านกับชะเอมกันไว้
“ไม่ได้กุ้ง มาถึงขนาดนี้แล้วกลับไม่ได้นะ”
ชะเอมพยายามกล่อม
“คิดถึงน้าแก้วไว้สิ”
“แต่นายนั่นเป็นกรรมการนะ เขาต้องแกล้งให้ฉันตกรอบแน่ๆ”
ก้านมองหน้า
“กลัวอะไร อย่างนี้ต้องกุ้งยิ่งต้องร้องให้เต็มที่ ให้เขารู้ไปเลย ว่ากุ้งเจ๋งแค่ไหน”
กุ้งนางยังมีสีหน้าห่อเหี่ยว ก้านกระตุ้น
“กุ้ง บางทีคุณจิรายุเขาอาจจะไม่แย่อย่างที่เรากลัวก็ได้นะ”
ชะเอมรีบพยักหน้าสนับสนุน
“แหม...นี่พี่ก้านก็ไปอยู่ข้างโน้นกับพี่พี่ชะเอมแล้วเหรอ”
“พี่ไม่อยากให้กุ้งทิ้งโอกาสเพราะเรื่องส่วนตัว คนที่จะแย่คือน้าแก้วนะ”
นักร้องคนอื่นๆ ประมาณ 10 คน แต่งหน้าทำผมอยู่ จันทร์แจ่มเป็นหนึ่งในนั้นที่กำลังเติมหน้าอยู่ เบะปาก พูดแขวะกุ้งนาง
“ถ้ารู้ตัวว่าแพ้ก็กลับไปที่ๆ เธอมาก็ได้นะ”
กุ้งนางกับพวกหันไปทางจันทร์แจ่มมองงงๆ
“เธอพูดกับฉันเหรอ”
จันทร์แจ่มเชิดใส่ แต่ใบตองที่มีช่างทำผมประจำตัวกำลังทำผมให้ ทำเป็นพูดลอยๆขึ้นมา
“ได้ข่าวว่าวันก่อนยังเป็นสาวรำวงอยู่เล้ย วันนี้สะเออะมาประกวดนักร้องซะละ”
ชะเอมกับก้าน หันมามองนักร้องสองคนนั้นอย่างไม่พอใจแล้วใบตองก็มองกุ้งนางในกระจก ทำเป็นตาโต ตกใจ
“อุ๊ยๆๆ” ใบตองลุกมามองที่ต่างหูกุ้งนาง “ห้าเก้า” มองเสื้อ “เก้าเก้า” มองรองเท้า แล้วทำเสียงตื่นเต้น “ว้าย อันนี้แพง...ร้อยเก้าเก้าแน่ะ”
ใบตองหันไปหัวเราะกับนักร้องอีกคน จันทร์แจ่มมองกุ้งนางเหยียดๆ
“แน่ใจนะว่ามาประกวดร้องเพลงระดับจังหวัด เสื้อผ้าหน้าผมอย่างนี้ อย่าว่าแต่จะตกรอบเลย จะเดินขึ้นเวทียังไม่ควรเลย”
ชะเอมทนไม่ไหว เข้าไปตบที่โต๊ะเครื่องแป้งทันที นักร้องสองคนสะดุ้งตกใจ คนอื่นเริ่มหันมามอง
“หืม...อีพวกปากเน่า ไหนดูซิ ใส่ชุดแพงไปทำไม อย่างแกแค่เอาร้องเท้ามาแขวนที่หน้าก็เหมาะแล้วมั้ง หน้าตาดูเหมือนตีนดีๆนี่เอง”
ใบตองจะอ้าปากด่าแต่เปลี่ยนเป็นเงื้อมือจะตบ กุ้งนางกับก้านรีบเข้ามาดึงชะเอมออกไป
“พี่...อย่าไปยุ่งกับเขาเลย”
ชะเอมชี้หน้าจันทร์แจ่ม
“แกก็เหมือนกัน มาว่าคนอื่นเขาดูหน้าแกก่อนดีไหม พอกหน้ามาซะหนาอย่างนี้ จะเก็บซากหน้าไว้ร้อยวันเหรอ”
คนอื่นๆที่อยู่ตรงนั้นต่างหัวเราะสะใจ ใบตองกับจันทร์แจ่มโกรธมาก จันทร์แจ่มเต้น
“วอนโดนตบนะแก”
ชะเอมตั้งกราด
“มาสิวะ อยากหน้าแหกออกไปร้องเพลงก็เอา”

บนเวที พิธีกรกำลังประกาศถึงนักร้องคนแรก กรรมการนั่งประจำที่กันหมดแล้ว คนดูนั่งกันเกือบเต็ม
“เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ขอเชิญทุกท่านพบกับผู้ประกวดหมายเลขหนึ่ง คุณ
ใบตอง หนองงูเห่า เธอจะมาในเพลง...”

ดนตรีขึ้นอินโทร คณะกรรมการ และคนดูปรบมือ
 

ราชินีลูกทุ่ง ตอนที่ 3 (ต่อ)

ขณะเดียวกันที่ด้านหลังเวทีชะเอมยังมีเรื่องกับจันทร์แจ่ม และใบตองอยู่

“อุ๊ย อีชุดสวย” ชะเอมดึงเสื้อ เปิดกระโปรงใบตอง “ปิดทำไม แน่จริงก็ต้องให้ดูสิวะ”
ใบตองโวยวาย
“ว้าย อย่ามาทำชุดมอสชิโน่ฉันขาดนะยะ ปล่อย”
ชะเอมยิ้มเหยียด
“มอสชิน่งชิโน่อะไร ตัวอักษรกลับหัวหรือเปล่า”
“อีบ้า มาว่าฉันใส่ของปลอมเหรอ”
ใบตองตบหน้าชะเอมจนเซไป จะตามไปจิกหัวซ้ำ ชะเอมหันมากระชากมือใบตองไว้ก่อนจิกหัวใบตองตบกลับ ตบกันไปตบกันมา คนอื่นเชียร์กันเสียงดัง กุ้งนาง และก้านตกใจรีบเข้าไปแยก
“พี่ชะเอม หยุด”
ชะเอมไม่ยอมหยุด แถมยังตบกันนัวกับใบตอง ก้านเข้าช่วยเพื่อน แต่ก็โดนลูกหลง เสียงเพลงจากบนเวทีหยุดลง ตามด้วยเสียงพิธีกรเรียกอีกครั้ง
“คุณใบตอง หนองงูเห่าครับ เชิญขึ้นมาบนเวทีด้วยครับ”
ใบตองได้ยินชื่อเธอก็พยายามจะออกไป แต่ชะเอมยังดึงทึ้ง
“ปล่อยนะ ปล่อยสิโว้ย ฉันจะออกไปร้องเพลง”
ก้าน และกุ้งนางดึงชะเอมออกมาได้
“นังชะเอม ปล่อยเขา”
กุ้งนางรัดชะเอมไว้แน่น รีบบอกใบตอง
“รีบไปสิจ๊ะ”
ใบตองกำลังจะออกไป เจ้าหน้าที่เวทีเข้ามาท่าทางหงุดหงิดมาก
“เอ้า คุณใบตอง คิวคุณขึ้นร้องแล้วนะครับ เชิญครับ”
จันทร์แจ่มมองๆชะเอมอย่างหวาดๆ ชะเอมแยกเขี้ยวใส่ จันทร์แจ่มรีบหอบเครื่องสำอางออกไปแต่งที่อื่น ก้านปราม
“ชะเอม พอได้แล้ว ถ้าเขาแกล้งบอกกรรมการว่ากุ้งเป็นคนหาเรื่องแล้วเขามาตัดสิทธิ์ไม่ให้กุ้งร้องเพลงขึ้นมาจะว่ายังไง”
“แหม ยังไม่หายมันมือเลย”
กุ้งนางส่ายหน้า ถอนใจ

ใบตองในสภาพเยินนิดหน่อย ออกมา แต่พยายามจัดผมจัดชุดตัวเองไปด้วยพิธีกรมองๆ
“อ่อ เธออาจจะยังแต่งตัวไม่เสร็จ...พร้อมไหมครับคุณใบตอง”
ใบตองพยักหน้า พยายามวางท่าให้ดี พิธีกรให้สัญญาณนักดนตรี ให้ขึ้นเพลง ใบตองพยายามยิ้มหวาน แต่พอร้องออกมาก็เสียงเพี้ยนๆ จิรายุส่ายหน้าอย่างเซ็งๆ
กุ้งนางแอบดูใบตองที่ร้องเพลงอยู่ แล้วแอบมองไปตรงที่กรรมการนั่งเห็นจิรายุก็อดประหม่าไม่ได้เธอหันมาบอกเพื่อน
“โอ๊ย ทั้งตื่นเต้น ทั้งกลัวเลย”
ชะเอมนึกได้
“เอางี้ เรามาวอร์มอัพ เรียกพลังกันดีกว่า”
ก้านงงๆ
“วอร์มเสียง!”
ชะเอมยืนยัน หน้าตาย
“โน...วอร์มอัพ”
สองคนงง อะไรของมัน

จิรายุที่นั่งอยู่ที่โต๊ะกรรมการเอาแต่จับๆ ที่ตา ซี้ดปากไปด้วยความเจ็บ จิรายุไม่สนใจนักร้องบนเวที จรัญที่นั่งตรงที่วีไอพีด้านหลังกรรมการเห็นก็ส่ายหน้าระอาใจ แล้วตัดสินใจลุกขึ้นเดินไปกระซิบข้างๆ
“ไอ้จิ สนใจนักร้องหน่อยสิ”
“ก็ร้องไม่ได้เรื่องนี่ ถือว่าเป็นความผิดของนักร้องนะครับพ่อ ที่ไม่สามารถดึงดูดผู้ฟังไว้ได้”
“ไอ้นี่” จรัญมองนักร้อง แล้วทำหน้าแหยๆ “เออ ก็จริงของมัน”
จิรายุหยิบมือถือขึ้นมา สไลด์หน้าจอหาอะไรสักอย่าง จรัญแปลกใจ
“จะทำอะไรอีก”
“เล่นเกมแองกรี้เบิร์ด”
“ไอ้ลูกบ้า เก็บไปเดี๋ยวนี้ จะเบื่อยังไง ก็ต้องฟัง ทำตัวให้มันสมกับเป็นกรรมการหน่อยสิโว้ย”
กรรมการท่านอื่นหันมามอง จิรายุจำต้องเก็บ แล้วดูนักร้องต่อไปอย่างเซ็งๆ ชาตรีหันมายิ้มให้จรัญ แต่จรัญมองหน้าเข่นเขี้ยวไม่เป็นมิตรแล้วเดินกลับไปนั่งที่ ชาตรีถอนใจเซ็ง

ชะเอมเต้นแอโรบิค กระโดดยกขาสลับ ออกสเต็ปอย่างบ้าพลังจนเหงื่อซ่ก
“เอ้า วัน แอ้น ทู แอ้น ทรี แอ้นโฟร์ ต่อไป กระโดดตบยี่สิบครั้ง ปฏิบัติหนึ่ง สอง...”
ก้านกำลังเอาน้ำให้กุ้งนางดื่ม ดื่มเสร็จ ชะเอมก็จับมือกุ้งนาง สูดลมหายใจ ไม่มีสนใจ ก้านพยามช่วยให้กุ้งนางไม่ตื่นเต้น
“ทำสมาธิไว้นะกุ้ง จะได้หายกลัว”
ชะเอมหอบแฮ่ก เข้าไปต่อว่าเพื่อน
“ทำไมไม่มาวอร์มอัพ เดี๋ยวก็คิวต่อไปแล้วนะ”
“เอ็งจะให้กุ้งมันมาออกกำลังกายเหงื่อซ่กได้ไง อุตส่าห์แต่งหน้า ทำผมมาซะสวยเป๊ะขนาดนี้”
เสียงเพลงจากบนเวทีดังคลอมาถึงประโยคสุดท้าย จนจบ เสียงปรบมือจากคนดูดังขึ้น ตามด้วยเสียงพิธีกร
“แหม...ผ่านมาแล้วสิบเอ็ดคนนะครับ มาถึงผู้เข้าประกวดคนสุดท้ายนะครับ เธอเป็นผู้เข้าประกวดที่อายุน้อยที่สุดในวันนี้ ขอเชิญพบกับ หมายเลขสิบสอง น้องกุ้งนางได้เลยครับ”
ก้าน กุ้งนาง ชะเอม หน้าตาตื่นเต้น ก้านหันมาบอก
“เขาเรียกชื่อกุ้งแล้ว ไปเร็ว”
ชะเอมให้กำลังใจ
“สู้ๆ นะ”
“จ้ะ” กุ้งนางเดินออกไปหน้าเวที ก้านมองตามไปไม่วางตา ชะเอมแซว
“เฮ้ย...กระพริบตาบ้างก็ได้”
ก้านสะดุ้ง
“ไปเชียร์กุ้งกันเถอะ”
ชะเอม พยักหน้า แล้วพากันออกไป

กุ้งนางยืนถือไมค์อยู่หน้าเวที ท่าทางประหม่า เขินๆนิดๆ จิรายุมองกุ้งนางเผลอถอดแว่นออก ชาตรีหันมาถาม
“อย่าบอกนะครับว่านี่คือโจทย์คุณจิ”
“นี่ล่ะครับ...ดี ผมจะเอาคืน”
ชาตรียิ้มๆ
“ระวังจะเปลี่ยนใจให้เต็มนะครับ”
จิรายุมองชาตรีด้วยสายตาแปลกๆ
“ผมนึกว่าครูจะยุติธรรมซะอีก”
ชาตรียิ้ม
“ให้เวลาพิสูจน์ดีกว่าครับ อีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้แล้ว”
จิรายุพึมพำ
“ยัยนี่เก่งแฮะ ทำคนดีตบะแตกได้”
จิรายุสวมแว่นตาอย่างเดิม จรัญที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้วีไอพี พอเห็นกุ้งนางก็ตะลึง
“เด็กคนนี้สวยจริงๆ พอยืนบนเวทีแล้วขึ้นไฟน่าดู ถ้าร้องเพราะละก้อ...” จรัญมองไปที่ชาตรี “เดี๋ยวต้องรีบตัดหน้าซะแล้ว”
พิธีกรประกาศต่อ
“น้องกุ้งนางจะมาในเพลง...”
เพลงขึ้นอินโทร กุ้งนางมองเห็นครูชาตรียิ้มให้กำลังใจ แต่พอมองไปทางจิรายุก็ต้องรีบหลบตา กุ้งนางร้องประโยคแรก ก็ทำเอาทุกคนอึ้ง รวมทั้งจิรายุด้วย แล้วเสียงร้องเชียร์จากก้านก็ดังขึ้น
“วู้...”
ก้านลุกขึ้นปรบมือ ชะเอมเลยลุกขึ้นปรบมือพร้อมส่งเสียงเชียร์ตามทำให้คนดูอื่นๆ พากันปรบมือตาม ชาตรี จิรายุ และจรัญ หันไปมองพวกคนดูที่ปรบมือด้วยความชื่นชอบ ชาตรีหันกลับมา ยิ้มให้กุ้งนางอย่างยินดี พร้อมกับปรบมือตาม กุ้งนาง ค้อมรับคนดู ยิ้มปลื้ม ร้องอย่างเต็มที่ จิรายุมองกุ้งนางอย่างสนใจ
ใบตองแอบดูกุ้งนางอยู่มุมหนึ่งหลังเวที หน้าตาเจ็บใจ
“ร้องดีนักเหรอ เดี๋ยวจะรู้สึก” ใบตองหันมา เอาเงินให้ชายสองคน “เอ้า เอาไป แล้วไปทำให้มันต้องอาย รีบลงจากเวทีเลยนะ”

ชายสองคนรับเงินมา แล้วออกไป

ก้านกับชะเอม มองกุ้งนางอย่างชื่นชม โดยเฉพาะก้าน ที่มองด้วยความรัก

ชะเอมหันมาหาก้าน
“กุ้งนางมัน...ใช่เลย ใช่เลยอ่ะ แกว่ามั้ย อย่างนี้เขาเรียก born to be”
“เราน่าจะมีป้ายไฟชื่อกุ้งนางแบบที่เห็นในทีวีมาด้วยเนอะ”
แล้วเสียงโห่ไล่ก็ดังขึ้น พร้อมกับชายคนหนึ่งตะโกนขึ้น
“วู้ กลับไปเป็นสาวรำวงเถอะไป๊”
ขายอีกคนตะโกนเสริม
“มาประกวดขึ้นราคาค่าตัวหรือไงน้อง”
คณะกรรมการ และกลุ่มเพื่อนกุ้งนางหันไปมอง กุ้งนางหน้าเสีย แต่พอมองที่ชาตรี ชาตรีโบกนิ้ว ส่ายหน้าเป็นการบอกว่าอย่าหวั่นไหว กุ้งนางฮึดสู้ เพราะใจจดจ่ออยู่ที่เงินรางวัลห้าหมื่นบาท กุ้งนางยังร้องดี ไม่มีตก จิรายุมองกุ้งนางอย่างเป็นห่วง กลุ่มเพื่อนกุ้งนางท่าทางโมโหมาก ชะเอมโกรธขึง
“ไอ้พวกปากหมา น่าเอาน้ำร้อนสาดมันจริงๆ”
ชายสองคนยังตะโกนแซว
“ลงไปเหอะน้อง”
“มาเต้นจ้ำบ๊ะให้พี่ดูดีกว่า”
ชายสองคนเต้นท่ายียวน แล้วหัวเราะกัน ชะเอมทนไม่ไหว
“ทนไม่ไหวแล้วโว้ย อย่างนี้มันต้องเจอหมัดกระซวกลิ้นปี่”
ก้านรีบดึงไว้
“อย่าไป เดี๋ยวเขาจะหาว่าพวกเราเป็นอันธพาลนะ อีกอย่างถ้างานล่ม กุ้งนางจะไม่ได้ร้องเพลงนะ”
ชะเอม จำต้องข่มใจ แต่กำหมัดแน่น ชาตรีแอบลุ้นกุ้งนาง พึมพำออกมา
“อีกนิดเดียว จะจบแล้ว เข้มแข็งไว้นะหนู”
กุ้งนาง หลับตาร้องเพลงอย่างสุดหัวใจ ไม่สนใจจะมองหรือฟังใครที่มารบกวน จนเธอร้องจนจบเพลง ก้านลุกขึ้นปรบมือก่อนใคร พร้อมส่งเสียงเฮ ชะเอม รวมทั้งคนดูปรบมือกันเกรียว กุ้งนางลืมตาขึ้น เห็นเพื่อนๆ และคนดูปรบมือสนั่น ก็ยิ้มปลื้ม มองไปทางชาตรี ชาตรีก็ปรบมือให้ แต่เมื่อมองไปที่จิรายุเขากลับมองกุ้งนางนิ่งไป กุ้งนางไม่สนใจ มองไปทางเพื่อนอีก ก้านยกนิ้วโป้งให้ กุ้งนางยิ้มปลื้ม น้ำตาจะไหลด้วยความตื้นตัน เสียงปรบมือยังดังกึกก้อง กรรมการที่เป็น สส. ยกมือขึ้นทุกคนงง พิธีกรถาม
“ไม่ทราบว่าท่านสส.มีอะไรครับ”
“เมื่อกี้ที่หนูร้องน่ะ ร้องเองหรือเปล่า”
บรรยากาศเงียบไปเลย ทุกคนคุยกันอื้ออึง ชาตรีมองสส.ด้วยสีหน้าครุ่นคิดสงสัย กุ้งนางยืนยัน
“ค่ะร้องเองค่ะ”
“งั้นร้องสดแบบไม่มีดนตรีสิ คือผมแค่อยากคลายความสงสัย”
คนดูฮือฮากัน ก้านกับ ชะเอมหน้าเสีย
“แบบนี้มันจงใจฉีกหน้ากันนี่”
ชะเอมมองกุ้งนางอย่างมั่นใจ
“กลัวอะไร กุ้งมันทำได้อยู่แล้ว แล้วดูกันว่าใครที่จะหน้าแหก”
กุ้งนางเริ่มร้องสดแบบไม่มีดนตรี เรียกเสียงกรี๊ดๆๆๆลั่น ชาตรี จรัญ จิรายุถึงกับอึ้ง ชาตรีหันไปมองสส.ๆรีบนั่งลงทันที ทางด้านชายสองคนที่โห่ไล่กุ้งนาง สักพักก็เริ่มโดนถุงน้ำขว้างใส่ แล้วมีคนโห่ไล่จนต้องวิ่งหนีไป กุ้งนางร้องจบคนก็ลุกปรบมือกันหมด ชาตรียิ้มดีใจให้กุ้งนาง จรัญชื่นชมมาก
“คนนี้แหล่ะดาวดวงใหม่ของสยามซอง”
ช่วงพักให้คะแนน จิรายุเดินกินขนม กินน้ำอยู่ที่มุมค็อกเทลของพวกกรรมการ จรัญเดินเข้ามาหาลูกชาย
“ไอ้จิ แกให้คะแนนเต็มหนูกุ้งนางหรือเปล่า”
จิรายุพูดกวนๆ
“ทำไมอ่ะพ่อ ถ้าผมไม่ให้แล้วพ่อจะทำไม”
“เฮ้ย ไอ้นี่ จะกวนไปถึงไหน ว่าไง ให้หรือไม่ให้”
“ถึงผมจะไม่ชอบหน้ายายนั่น แต่เขามีความสามารถขนาดนี้ มันก็ต้องให้
เต็มกันล่ะ”
“ดีมากลูกรัก เดี๋ยวพ่อจะให้พิธีกรเขาประกาศว่าคนชนะ จะได้เป็นศิลปินในค่ายของเรา เราต้องได้เพชรเม็ดนี้มาให้ได้ เพราะพ่อรู้มาว่าไอ้ชาตรีมันมาเป็นตัวแทนค่ายของมัน มาหานักร้องจากเวทีนี้เหมือนกัน เราเลยต้องประกาศตัดหน้ามัน”
จรัญยิ้มร้าย
กุ้งนางกอดชะเอมสะอื้น เพื่อนๆช่วยกันปลอบ
“โอ๋ๆ อย่าร้อง เดี๋ยวหน้ายับยู่ยี่หมดสวยกันพอดี”
กุ้งนางคลายกอด
“ฉันดีใจจนบอกไม่ถูกเลย ไม่คิดว่าจะมีคนตบมือให้ขนาดนี้”
ใบตองกับจันทร์แจ่มแอบเบะปาก
“พี่ว่ากุ้งต้องชนะแน่ๆ”
ใบตองยิ้มหยัน
“อู๊ย...อย่าฝันไปเล้ย โดนร้องสองรอบน่ะเขาเรียกว่าถูกตรวจสอบนะยะ”
ชะเอมฉุนกึก
“เอ๊ะ นังนี่ ทำให้เดือดอีกแล้วนะ อยากโดนตบอีกใช่ไหม”
ชะเอมจะเอาเรื่องกุ้งนาง กับก้านพยายามห้าม
“ไม่เอาน่ะ”
จันทร์แจ่มมองอย่างเหยียดหยัน
“ทำไม แหม...ดัดจริตทำแสนดี เห็นนะว่าส่งสายตาให้ครูชาตรี อย่างเธอน่ะเหมาะกับไปร้องพวก โอ้ว...อู้ว...อ้าว มากกว่านะอีสาวรำวง”
ชะเอมจะเข้าไปตบแต่กุ้งนางยืนขวาง แล้วเดินไปหาใบตองกับจันทร์แจ่มเอง
“ฉันไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้เธอสองคนนะ ถึงได้อิจฉาว่าร้ายฉันนัก แต่ฉันก็มีขีดจำกัดของความอดทน ฉันขอจบเรื่องนี้นะแบบง่ายๆเลย”
พูดจบเธอก็ยกสองมือตบหน้าสองสาว ชะเอมกรี๊ดสะใจ ก้านแอบหัวเราะ แต่ใบตองกับจันทร์แจ่มร้องกรี๊ด กุ้งนางเอาส้นรองเท้าจิกกระทืบใส่เท้าของสองสาวคนละทีจนล้มลง นักร้องคนอื่นปรบมือให้กุ้งนาง กุ้งนางเบ้หน้า
“อุ๊ย...ขอโทษนะ ส้นรองเท้ามันไม่ดี ของถูกก็แบบนี้ ใส่แล้วมักจะทำร้ายคน”
เสียงพิธีกรประกาศดังขึ้นก่อน
“เอาล่ะครับ มาถึงช่วงเวลาสำคัญแล้ว ก่อนที่เราจะประกาศผลกันในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า ผมมีข่าวดีจากคุณจรัญมาแจ้งให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนทราบว่า ผู้ชนะที่ได้ที่หนึ่ง จะมีโอกาสได้ทำอัลบั้มและเป็นศิลปินในสังกัดของคุณจรัญ และอาจจะโด่งดังเหมือนชามาดาก็ได้”
ทุกคนที่เข้าประกวดก็ตาโตทันทีรวมทั้งก้าน ชะเอมดีใจ ร้องเฮดังลั่น มีแต่กุ้งนางที่ดูเฉยๆชะเอมชะเอมหันไปถามอย่างแปลกใจ
“ไม่ดีใจเหรอกุ้ง ถ้าชนะจะได้เป็นนักร้องดังเหมือนชามาดาเลยนะ”
“กุ้งอยากได้แต่เงินไปรักษาแม่ กุ้งไม่อยากทิ้งแม่ไปไหนหรอก”
ก้านกับชะเอมพยักหน้าเข้าใจ เสียงพิธีกรดังเข้ามา
“ขอเชิญผู้เข้าแข่งขันทั้งสิบสองคน ขึ้นมาบนเวทีอีกครั้งครับ”
ก้านดีใจ
“ไปสิกุ้ง พี่ตื่นเต้นจะแย่อยู่แล้ว”

กุ้งนางเดินออกไป ใบตองกับจันทร์แจ่มไม่กล้าเดินใกล้กุ้งนาง แล้วเดินกะเผลกๆตามออกไป

พิธีกรประกาศต่อ กุ้งนางและใบตองยืนคู่กันอยู่หน้าเวที โดยมีนักร้องบางคนถือถ้วยรางวัลที่ได้รับไปแล้วยืนข้างๆ

“เอาล่ะครับ รางวัลสามหมื่นบาทจะเป็นของใคร กุ้งนาง หรือใบตอง...ผมจะประกาศคนที่ได้อันดับที่หนึ่งก่อนนะครับ”
ก้านกับชะเอมลุ้นๆ ชาตรีกับจิรายุลุ้นอยู่เหมือนกัน พิธีกรประกาศ
“นักร้องเสียงทองปีห้าห้า ได้แก่...คุณ...ใบตอง หนองงูเห่าครับ”
ใบตอง และคนดูที่เชียร์เธอซึ่งมีน้อยนิดปรบมือดีใจ แต่กุ้งนาง อึ้งไปเลยเพื่อนๆกุ้งนาง และคนดูส่วนใหญ่ต่างก็อึ้งเงียบไป ชาตรีกับจิรายุ เองก็อึ้ง สักครู่ก็มีเสียงโห่ตามมาคนดูตะโกนพร้อมกัน
“ไม่เอาๆๆ”
ชะเอมตะโกนลั่น
“ร้องก็เพี้ยน ชนะได้ไงวะ...ขี้โกงๆๆ”
ก้านมองกุ้งนาง แล้วสงสาร จึงตะโกนเชียร์
“กุ้งนาง สุดยอด กุ้งนางๆ”
คนดูส่วนใหญ่พูดชื่อกุ้งนางตามก้าน พิธีกรหน้าเสีย
“เอาล่ะครับ ใจเย็นๆก่อนครับ ให้ผมประกาศรางวัลให้เสร็จสิ้นก่อนนะครับ”
พอคนดูเริ่มเงียบพิธีกรก็ประกาศ
“และอันดับที่สอง ได้แก่ น้องกุ้งนาง”
คนดูปรบมือให้กุ้งนางดังสนั่นทันที กุ้งนางยังวิ้งใจลอยอยู่ เหมือนไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย จรัญเซ็งมากเอามือกุมขมับ
“ไม่ใช่กุ้งนางได้ยังไงวะ”

จิรายุโวยวายเสียงดังกับผู้ว่า
“อะไรนะครับท่าน คนชนะเป็นคนที่ผู้ใหญ่ฝากมา แต่เวทีนี้ต้องการคนมีความสามารถนะครับ ร้องอย่างนั้นจะให้ชนะได้ยังไง”
“โธ่คุณ อย่าเครียดนักเลย แค่งานประกวดร้องเพลงขำๆ”
“แต่ผมเชื่อว่ากรรมการทุกคนต้องเทคะแนนให้กุ้งนาง”
“โอ๊ย กรรมการคนอื่นๆ เขาให้ใบตองกันหมดแหละคุณ”
“นี่หมายความว่า ทุกคนร่วมมือกัน”
ผู้ว่ายิ้มๆ ตบบ่าจิรายุ แล้วเดินจากไป จิรายุเจ็บใจ...มุมหนึ่ง ชาตรีได้ยินทั้งสองคุยกันก็มีสีหน้าหนักใจ
“คนเรา โกงได้แม้กระทั่งเด็ก กุ้งนางเอ๊ย ป่านนี้จะไปนั่งร้องไห้อยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่รู้”

กุ้งนางนั่งร้องไห้ ในมือถือถ้วย และซองเงินรางวัล ชะเอม และก้านปลอบใจ
“ช่างมันเถอะนะกุ้ง ได้มาหมื่นนึงก็ยังดี”
“แต่รวมกับเงินเก็บในบัญชีของฉัน มันก็ยังขาดอีกตั้งเยอะ แล้วจะไปหาเงินที่ไหนมาเป็นค่าผ่าตัดแม่ได้อีกล่ะ”
ก้านมองอย่างเห็นใจ
“อย่าเพิ่งท้อสิกุ้ง แล้วพี่จะช่วยกุ้งหาเงินเอง”
ชาตรีเดินเข้ามา ชะเอมเห็นก่อนใคร ก็สะกิดกุ้งนาง
“กุ้ง”
ชะเอมพยักเพยิดไปทางชาตรี กุ้งนางเงยหน้าขึ้น
“ครูคะ”
ชาตรียิ้มอย่างอ่อนโยน จับหัวกุ้งนางปลอบใจ
“เด็กน้อย ไม่ได้ที่หนึ่งก็ไม่เห็นต้องเสียใจเลย หนูเห็นไหมว่าคนดูเขาชอบหนูกันใหญ่ ไม่ดีใจหรอกเหรอ”
“ดีใจ แต่ หนูอยากได้รางวัลสามหมื่น”
ชาตรีหัวเราะ
“โธ่เอ๊ย เก่งๆอย่างหนูน่ะ อีกไม่นานก็จะหาเงินได้มากกว่าสามหมื่นซะอีก ฉันเห็นว่าหนูมีแววดีนะ เลยจะชวนหนูไปเป็นนักร้องลูกทุ่ง หนูสนใจหรือเปล่า”
ชะเอมตื่นเต้น ดีใจตอบแทนทันที
“สนค่ะ”
ก้านรีบขัด
“ครูเขาไม่ได้ชวนเอ็ง”
ชะเอมค้อนก้าน กุ้งนางอึ้ง ชาตรีถามย้ำ
“ว่าไงกุ้งนาง”
กุ้งนางลังเล
“ไม่รู้สิ คือหนูห่วงแม่”
“เอาเถอะ ฉันให้เวลาหนูตัดสินใจ พรุ่งนี้กลางวันก่อนกลับกรุงเทพ หนูค่อยมาให้คำตอบก็ได้”
ชาตรีหยิบกระเป๋าสตางค์มาเปิดแล้วเซ็ง
“แหม...นามบัตรฉันหมดด้วย พวกเธอมีใครมีโทรศัพท์มือถือไหม ฉันอยากขอเบอร์”
กุ้งนางและเพื่อนส่ายหน้า
“ไม่เป็นไร งั้นพรุ่งนี้ฉันจะไปรอที่ตลาดก็แล้วกัน เอาที่หน้าร้านเครื่องไฟฟ้าที่เราเคยไปซื้อหม้อหุ้งข้าวกันเมื่อสิบปีก่อนนะ”
ชะเอมรับคำทันที
“ค่า...”
ก้านทำหน้าระอาใจ ชาตรียิ้ม แล้วเดินไป กุ้งนางคิดหนัก

เพื่อนๆช่วยกันประคองกุ้งนางในชุดที่เปลี่ยนแล้ว เดินเช็ดน้ำตาป้อยๆเดินออกมา
“ไม่ต้องร้องแล้วกุ้ง อีกหน่อยก็จะได้เป็นนักร้องดังแล้ว”
“กุ้งมันยังไม่ได้ตกลงเลยนะชะเอม อย่ามั่วนิ่มดิ”
“กุ้งไม่ได้อยากเป็นนักร้อง กุ้งอยากได้เงินไปรักษาแม่ต่างหาก”
พูดแล้วกุ้งนางก็ร้องไห้อีก ก้านต่อว่าชะเอม
“เฮ้อ...นังชะเอม เปิดประเด็น เป็นไงล่ะ เพราะเอ็งคนเดียว”
จิรายุเดินมาพอดีพอเห็นกุ้งนางกับพวกก็ชะงัก ชะเอมที่เคยปลื้มก็หน้าบึ้งใส่
“กุ้งนาง...”
กุ้งนางมองจิรายุอย่างแค้นใจ จิรายุท่าทางลังเลที่จะพูดกับกุ้งนาง แต่ก็เป็นห่วง
“เธอ...เสียใจมากเลยเหรอ”
กุ้งนางต่อว่าจิรายุทันที
“นายเป็นคนให้คะแนนแล้วยังจะมาถามอะไรอีกอยากเห็นฉันแพ้ ฉันก็แพ้แล้ว พอใจหรือยัง”
ก้านมองจิรายุอย่างผิดหวัง
“เมื่อวานผมคิดว่าคุณเป็นคนดี แต่วันนี้ผมคงต้องเปลี่ยนความคิด”
“ใช่...เสียแรง ที่ฉันแอบปลื้ม ตอนนี้ ฉันไม่เอาคุณแน่” ชะเอมแอบกลืนน้ำลาย “คุณมันหล่อแต่หน้า แต่ใจคุณเหี้ยมมาก ความรวย การศึกษา ชาตระกูลของคุณมันคงไม่ช่วยคุณเลยใช่ไหม คุณถึงต้องโกง”
จิรายุหน้าตื่น
“เฮ้ย ไม่ใช่ฉัน ฉันไม่ได้ทำ คนอื่นต่างหาก”
“อย่ามาโทษคนอื่นเลย ฉันเห็นนายไม่สนใจฉันร้องเพลงด้วยซ้ำ” กุ้งนางเข้าไปขยุ้มเสื้อเขย่าๆจิรายุ “แค้นฉันมากใช่ไหม ถึงต้องเอาคืนวิธีนี้ สะใจมากใช่ไหม”

กุ้งนางจะเดินหนีจิรายุดึงแขนไว้ กุ้งนางหันกลับมาแล้วตบหน้าจิรายุอย่างแรง จิรายุอึ้ง

ราชินีลูกทุ่ง ตอนที่ 4

จิรายุเดินจับแก้มหน้าเครียดมาตามทาง แล้วมาพักที่ใต้ต้นไม้ถอดแว่นออกจับที่ตาสลับกับจับที่แก้มที่เริ่มแดงเป็นรอยมือกุ้งนาง เบ้าตายังเป็นวงช้ำๆ อยู่ จิรายุเจ็บใจ

“ยัยตัวแสบ วันเดียวเล่นฉันสองแผลเลย...มือหนักนะเนี่ย ทำยังกับโกรธแค้นเรานักหนา”
จิรายุหยุดชะงักคิดๆนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาเมื่อครู่...จิรายุเดินมาเจอกุ้งนางกับพวก ชะเอมที่เคยปลื้มก็หน้าบึ้งใส่ จิรายุพยายามปฏิเสธ
“เฮ้ย ไม่ใช่ฉัน ฉันไม่ได้ทำ คนอื่นต่างหาก”
“อย่ามาโทษคนอื่นเลย ฉันเห็นนายไม่สนใจฉันร้องเพลงด้วยซ้ำ” กุ้งนางเข้าไปขยุ้มเสื้อเขย่าๆ “แค้นฉันมากใช่ไหม ถึงต้องเอาคืนวิธีนี้ สะใจมากใช่ไหม”
กุ้งนางจะเดินหนีจิรายุดึงแขนไว้ หญิงสาวหันกลับมาแล้วตบหน้าชายหนุ่มอย่างแรง จิรายุอึ้งตะลึง
“จำไว้ ต่อไป อย่ามายุ่งกับฉันอีก”
กุ้งนางเดินออกไป ก้านกับ ชะเอมรีบเดินตามไป

จิรายุที่ยังนั่งกุมแก้มถอนใจ
“ก็แค่ตกรอบเวทีนี้ เวทีอื่นก็ยังมีอีกตั้งเยอะ โมโหซะยังกับเราจะไปฆ่าญาติผู้ใหญ่งั้นแหละ ยัยติงต๊อง”
จิรายุยังคิดไม่ตก

อีกมุมในงานหน้าเวที จรัญกำลังวิ่งหลบๆใครมาเอาช่อดอกไม้บังหน้า มองหน้ามองหลังอย่างหวาดๆ จนวิ่งมาชนจิรายุ จรัญตกใจ
“เฮ้ย! อ้าว ไอ้จิ”
“เล่นอะไรอยู่อ่ะพ่อ”
“เล่นบ้าอะไรล่ะ ยายใบตองพาท่านผู้ว่ามาทวงสัญญาให้พาไปเป็นนักร้องน่ะสิ”
จิรายุหน้าเหวอ
“อ้าว ซวยแล้ว”
“ก็เออสิวะ”
จรัญมองหน้า จิรายุรีบหลบตาพ่อ
“ที่หน้าไปโดนอะไรมาอีก”
“เอ่อ...”
“อย่าบอกว่ารอยจากเมื่อวานอีกนะ”
“แฮ่ะๆๆ ก็ประมาณนั้นอ่ะพ่อ”
“แต่เมื่อวานเราชกกับจิ๊กโก๋ไม่ใช่เหรอ นี่มันเหมือนรอยผู้หญิงตบ”
จิรายุรีบตัดบท
“พ่อ ผู้ว่ากับยัยใบตองแห้งมาแล้ว”
จรัญหันไปมองข้างหลัง เห็นใบตอง กับผู้ใหญ่วิ่งตามหาตนอยู่ก็ตกใจ
“เผ่นก่อนเร็ว”
สองพ่อลูกหันหลังเดินจ้ำหนีอย่างเร็ว ใบตองเห็นจรัญ กับจิรายุลิบๆ ก็รีบชี้ให้ผู้ว่าดู
“อุ๊ย อยู่นั่นไงคะท่าน”
ทั้งสองวิ่งตามจรัญ และจิรายุไป

ใบตองกับผู้ว่า มาถึงที่ลานจอดรถ แต่ก็ไม่เห็นวี่แววสองพ่อลูก ผู้ว่าหันมาบอก
“หรือคุณจรัญจะไม่ได้มาที่นี่”
ใบตองเริ่มโมโห
“ก็ท่านผู้ว่า อ่ะ วิ่งช้าจริงเลย นี่ถ้าเขากลับไปหนูเอาเรื่องจริงๆด้วย”
ระหว่างนั้นก็เห็นรถคันหนึ่งแล่นออกจากงานไป ใบตองหน้าตื่น
“ว๊าย...นั่นหรือเปล่า ไม่ได้นะยังกลับไม่ได้” ใบตองวิ่งตาม “คุณจรัญขา จะให้ใบตองไปเซ็นสัญญาเมื่อไหร่ ยังคุยกันไม่รู้เรื่องเลยนะคะ”
ใบตองหยุดวิ่งแล้วหันขวับกลับมาหาผู้ว่า
“ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะคะท่าน ใบตองไม่ยอมจริงๆด้วย”
ผู้ว่าเข้ามากอดปลอบ
“ไม่เป็นไรน่าเดี๋ยวพี่หาค่ายใหม่ก็ได้”
ใบตองสะบัด
“โอ๊ย...ไม่เอาแล้ว กี่ค่ายแล้วเนี่ยไม่เห็นจะได้ซะที พอกันที ต่อไปนี้เชิญท่านกลับไปอยู่กับอีแก่ที่บ้านเถอะ ใบตองจะไปหาคนที่เขาช่วยใบตองได้ดีกว่า”
ใบตองเดินเชิดไป ผู้ว่าวิ่งตามไปง้อ
“น้องใบตอง รอพี่ด้วยสิ อย่าทิ้งพี่นะคนสวย รับรองคราวหน้าพี่จะทำให้ดังให้ได้”

จิรายุกับจรัญนั่งอยู่ในรถ จรัญถอนใจโล่งอก
“เกือบไม่รอดซะแล้ว”
“พ่อคิดจะตัดหน้าครูชาตรี แล้วเป็นไงล่ะ”
จิรายุหัวเราะ จรัญค้อน
“ไม่ต้องมาหัวเราะฉันเลยนะ ก็ใครจะไปคิดล่ะว่าหนูกุ้งนางจะแพ้ คิดแล้ว เสียดายเป็นบ้า แม่หนูนี่มันมีแววทำเงินชัดๆ”
“แต่ผมว่าก็ดีแล้วล่ะ เพราะยายกุ้งนางนี่ ก็ท่าจะแรงใช่เล่น ถ้าเอาไปทำงานอาจจะมีปัญหาก็ได้”
“มีอะไรที่แรงกว่าชามาดาอีกเหรอ แม่นี่คนเดียวก็แรงเกินร้อยแล้ว”
จิรายุ เงียบไม่ตอบขับรถนิ่งๆ จรัญมองสงสัย
“นี่ ไอ้จิ แกยังชอบชามาดาหรือเปล่า”
“อ้าวพ่อ ไหงมาเรื่องนี้ล่ะ”
“ก็ฉันแอบได้ยิน คนเขายังเมาท์กันอยู่นะสิ มันควรจะเลิกพูดเรื่องนี้กันตั้งแต่ก่อนแกไปเรียนโทแล้ว แต่นี่มันก็ยังมีคนพูดอยู่อีก บอกตรงๆฉันไม่สบาย”
“คนในบริษัทก็พูดไปเรื่อย ไม่มีอะไรหรอกพ่อ คบกันเฉยๆ เป็นเพื่อน”
“เออดี จำไว้นะไอ้จิ เราเป็นผู้บริหารไปยุ่งกับนักร้องในค่าย มันจะไม่ดี”
จิรายุน้ำเสียงจริงจัง
“พ่อสบายใจได้ครับ ผมบอกแล้วไง คบกันเฉยๆ เป็นเพื่อน”

สีหน้าจิรายุเคร่งขรึม มือกำพวงมาลัยแน่น

กุ้งนาง ก้าน และชะเอม นั่งกินก๋วยเตี๋ยวกันในตลาดโต้รุ่ง ตามองในโทรทัศน์ที่มีชามาดาร้องเต้นอยู่ ชะเอมหันมาหาเพื่อน

“นี่เลย ไอ้กุ้งมันต้องดังอย่างนี้เลย พี่ว่าพรุ่งนี้กุ้งรับปากครูชาตรีไปเถอะ” ชะเอมตาลอยชวนฝัน “ไม่อยากจะคิดเล้ย อีกหน่อยกุ้งก็จะดังแล้ว...กุ้งนางนักร้องลูกทุ่งเบอร์หนึ่ง”
ชะเอมโผเข้ากอดกุ้งนาง ก้านมองหญิงสาวอย่างเป็นห่วง
“กุ้ง คิดให้ดีๆนะ เราไม่รู้จักครูชาตรีว่าจริงๆแล้วเขาเป็นคนยังไง กุ้งอาจจะโดนเขาหลอกก็ได้นะ”
ชะเอมฝันค้างรีบด่าก้านทันที
“ไอ้ก้าน โอกาสดีๆมาง่ายๆแบบนี้ เอ็งจะไปขัดอนาคตน้องทำไมวะ”
“แล้วถ้ามันมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นกับกุ้ง เอ็งจะรับผิดชอบไหวเหรอ”
ชะเอมมั่นใจมาก
“ไหว...เพราะฉันคิดไว้แล้วว่าพวกเราจะต้องทำยังไง”
กุ้งนางกับก้านมองกับชะเองงงๆ...ชะเอมเล่าเรื่องราวที่เธอฝันไว้ให้เพื่อนทั้งสองฟัง เธอวาดผันว่ากุ้งนางเป็นนักร้อง กำลังร้องเพลงของชามาดา โดยที่ชะเอมเป็นหางเครื่องคู่ใจเต้นกันสุดชีวิต ประมาณว่านักเต้นเด่นกว่านักร้อง ก้านเต้นอยู่ด้วยห่างๆ แต่ไม่ค่อยมีความสุขเพราะคอยมองห่วงกุ้งนาง ทางด้านกุ้งนางร้องไปก็มีคนกรี๊ด มาให้พวงมาลัยมาจับไม้จับมือ...คอนเสิร์ตจบ คนเข้ามาล้อมกุ้งนางถ่ายรูปขอลายเซ็นมอบดอกไม้ ซึ่งชะเอมคอยกัน ดึงกระดาษมาเซ็นเอง รับดอกไม้เอง แล้วเรียกให้คนมาถ่ายรูปตัวเอง
“ถ่ายพี่ก็ได้ค่ะ”
“ไม่เอาจะถ่ายพี่กุ้งนาง”
คนดูจะหันหนีแต่ชะเอมดึงลากคอมา
“เอ๊ะ...ไม่เห็นเหรอพี่กุ้งเขายุ่ง ถ่ายชะเอมนี่แหละสวยเหมือนกัน”
คนดูจำใจถ่ายรูป กับชะเอม

ก้านกับกุ้งนางมองชะเอมที่นั่งเคลิ้มฝัน ก้านส่ายหน้าระอาใจ
“โธ่...ที่แท้ก็ทำเพื่อตัวเอง”
ชะเอมแอบจ๋อยที่ก้านรู้ทัน ก้านหันไปถามกุ้งนาง
“กุ้ง...แล้วกุ้งจะว่าไง”
“ฉันให้คำตอบพรุ่งนี้ได้ไหม”
ชะเอมแอบยิ้มอย่างพอมีหวัง

กุ้งนาง ชะเอม ก้าน ยายอุ่นนั่งคุยกันที่แคร่หน้าบ้าน กุ้งนางยื่นเงินให้ยาย
“เอ็งไปประกวดร้องเพลงมา...”
“จ้ะ กุ้งได้ที่สอง ได้มาแค่หมื่นเดียวเอง”
ยายอุ่นลูบหัว
“ที่สองก็ไม่เป็นไรนี่ ดีกว่าไม่ได้นะ”
“แต่มันก็ยังขาดอีกเยอะเลยนะยาย”
ชะเอมแค้นๆ
“แหม คิดแล้วเจ็บใจ เกือบจะได้เงินครบแล้วเชียว ยายรู้ไหมอีนังคนที่ได้ที่หนึ่ง มันใช้เส้นหรอก กุ้งร้องดีกว่าตั้งเยอะ คนดูงี้ตบมือกันเกรียว”
ก้านเสริม
“จริงจ้ะยาย ฉันนะขนลุกเลย ปลื้มแทนกุ้งมันจริงๆ”
แก้วตา หิวน้ำเดินไปหยิบน้ำกินแล้วได้ยินเสียงคนคุยกัน เลยเดินไปแอบฟังที่ประตู...ยายอุ่นตื่นเต้น
“แหม เสียดาย ที่ยายไม่ได้เห็น”
“ไว้วันหลัง ถ้ามีประกวดอีก เดี๋ยวฉันพายายไปปูเสื่อจองหน้าเวทีเลย” ชะเอมหันไปหากุ้งนาง “คราวหน้าเอาเพลงมันส์ๆ แด๊นซ์กระจายเลยนะกุ้ง เดี๋ยวพี่เทรนยายไปเต้นหน้าเวทีเอง”
ทุกคนที่อยู่หน้าบ้านหัวเราะกันสนุกสนาน แก้วตาได้ยินทั้งหมดก็ตกใจและเสียใจมือสั่นทำขันน้ำหรือแก้วน้ำตก
“นี่กุ้งแอบไปประกวดร้องเพลงลูกทุ่งมาเหรอ”
กุ้งนางหันไปเห็นแม่ก็หน้าเสีย คนอื่นๆก็พลอยซีดไปตามๆกัน
“แม่...เอ่อ...ต...ตะ...ตื่นแล้วเหรอจ๊ะ”
“ทำไมทำอย่างนี้ ทำไมไม่ฟังกันบ้าง”
แก้วตาเวียนหัว ตาพร่า แล้วฟุบไป กุ้งนางตกใจ
“แม่...”
ทั้งหมดตกใจ รีบพาแก้วตาไปส่งโรงพยาบาล

แก้วตาถูกนำตัวเข้าห้องฉุกเฉิน...กุ้งนาง ยายอุ่น ก้าน ชะเอม เดินตามเข้ามา พยาบาลหันมาบอก
“ญาติรอด้านนอกก่อนนะ”
กุ้งนาง ก้าน ยายอุ่น ชะเอม พากันเดินออกมาจากห้อง กุ้งนางไม่อยากออกยายอุ่นต้องดึงตัวออกมา พอปิดประตูกุ้งนางก็ยังแอบดูอยู่อีก หญิงสาวร้องไห้แล้วก็ค่อยๆหมดแรง ก้านรีบเข้าประคอง
“กุ้ง...”
“ฉันไม่น่าไปร้องเพลงเลย ฉันทำร้ายแม่”
ยายอุ่นปลอบ
“อย่าโทษตัวเองเลยลูก แม่เอ็งมันก็ไม่รู้จักทำใจ ตัวก็ไม่แข็งแรง ยังจะทำให้ใจไม่แข็งแรงซ้ำเข้าไปอีก”
“แต่แม่ต้องผ่าตัดเร็วขึ้น เงินยังหามาไม่พอเลย ฉันจะทำยังไงยาย”

ยายอุ่นดึงกุ้งนางเข้ามากอด ก้านกับชะเอม มองดูสองยายหลานนั่งกอดกันอย่างสงสาร พลอยร้องไห้ไปด้วย

เช้าวันใหม่...แก้วตานอนอยู่บนเตียง ฟื้นตื่นขึ้นมาเห็นตัวเองอยู่ในห้องพักรวม ยายอุ่นกำลังวางปิ่นโตที่เอามาให้ กุ้งนางฟุบหลับอยู่ข้างๆ จับมือตนไว้ แก้วตามองหน้าลูก ก็เสียใจขึ้นมาอีก
 
กุ้งนางรู้สึกตัว เงยหน้าขึ้นมาเห็นแม่ร้องไห้ก็ตกใจ
“แม่...แม่เจ็บอีกเหรอ”
แก้วตาส่ายหน้า
“แม่ไม่ต้องห่วงนะ กุ้งจะหาเงินมาจ่ายค่าผ่าตัดแม่ให้ได้ ตอนนี้แม่ทำใจให้สบายหมอบอกว่าแม่ต้องทำใจให้พร้อมในการผ่าตัดด้วย...แล้วแม่ก็จะหายซะที”
“จะไปร้องเพลงลูกทุ่งอีกใช่ไหม” แก้วตาร้องไห้ “แม่เสียใจที่กุ้งผิดสัญญา ถ้าจะหาเงินวิธีนั้น กุ้งก็ไม่ต้องเอามารักษาแม่ แม่ขอตายดีกว่า”
แก้วตายิ่งร้องยิ่งเครียด อาการยิ่งแย่ หอบอีก
“แม่...กุ้งขอโทษ กุ้งแค่อยากจะหาเงินมารักษาแม่ แม่อย่าโกรธกุ้งเลยนะ” กุ้งนางเห็นแม่ร้องไห้ ไม่พูดกับตน ก็ยิ่งเสียใจ “แม่จ๋า กุ้งขอโทษ”
ยายอุ่นยืนมองอยู่ สงสารหลาน ทนไม่ไหวตัดสินใจพูด
“นี่เอ็งจะโกรธลูกไปถึงไหน มันทำเพื่อเอ็งขนาดนี้ ยังไปหาว่ามันทำให้เอ็งเสียใจ เอ็งนั่นแหละที่ไม่ยอมลืมอดีต...เรื่องมันผ่านมานานแล้วนะลูก”
กุ้งนางงง
“ยายพูดถึงเรื่องอะไร”
แก้วตานิ่งอึ้งไป
“แม่...ฉันขอล่ะ ฉันไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีก”
“ถ้าเอ็งไม่พูดก็ต้องไม่คิด ไม่ใช่ว่าปากไม่พูด แต่ใจยังแค้น แล้วผลกรรมก็ไปตกกับลูก ลองคิดดูดีๆ นะ ว่าเรื่องแบบนี้กุ้งนางมันควรมารับผลด้วยรึเปล่า”
แก้วตาร้องไห้ และหอบอีก กุ้งนางรีบกอดแม่
“แม่อย่าร้องนะ อย่าคิดมากด้วย กุ้งไม่อยากให้แม่เป็นอะไรอีก”
แก้วตาเอาแต่ร้องไห้ กุ้งนางยังกอดแม่อยู่อย่างนั้น ยายอุ่นส่ายหน้าระอาใจ

ที่ห้องประชุมค่ายเพลงของจรัญ ครูแจ๋ คมกริช และหัวหน้าฝ่ายต่างๆนั่งรออยู่ เจ๊อึ่งเดินหน้าตื่นเข้ามา
“มีเรื่องอะไรกันเหรอ ครูแจ๋ ครูคม ถึงเรียกประชุมแต่เช้า”
คมกริชส่ายหน้า
“ไม่รู้เหมือนกันครับเจ๊ ผมได้ข้อความเมื่อคืนนี้เอง”
ครูแจ๋ยังแปลกใจไม่หาย
“ของครูยังดี ของพี่น่ะเลขาคุณจรัญโทรไปตามเมื่อเช้านี้เลย”
ประตูห้องเปิดออกจรัญเดินเข้ามาหน้าเครียด กวาดตามองผู้เข้าประชุม แต่ไม่เห็นลูกชาย
“นี่...ไอ้จิยังไม่มาอีกเหรอ”
เจ๊อึ่งงง
“อ้าว...ไม่ได้มากับคุณจรัญเหรอคะ”
จรัญส่ายหน้า
“จะให้มากับผมเขาก็ไม่ยอม จะเบี้ยวหรือเปล่าก็ไม่รู้ งั้นเริ่มเลยแล้วกัน ก็อย่างที่ทุกคนทราบ ผมปลุกปั้นกับบริษัทนี้มานานนับสิบปีกว่าจะประสบผลสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้ ส่วนนึงก็เพราะผมมีทีมงานที่ฝีมือสุดยอดที่สุดในวงการอย่างพวกคุณ ตอนนี้ผมก็อายุมากแล้ว มันน่าจะถึงเวลาที่ผมต้องปล่อยให้การบริหารเป็นของคนรุ่นใหม่ได้แล้ว”
คมกริชลุ้นกับคำพูดของจรัญจนเก็บอาการไม่อยู่ เผลอเคาะนิ้วกับโต๊ะรัว

ชามาดาเดินกรีดกรายนำหน้าผู้จัดการที่หอบหิ้วของเดินตามต้อยๆ มาที่หน้าลิฟต์ ชามาดานึกขึ้นได้ หันไปถามผู้จัดการ
“พี่...ของที่จะให้คุณจิรายุเอามาด้วยหรือเปล่า”
“เอามาสิคะน้องดา”
ผู้จัดการตบกระเป๋าใบโต พลางส่งสายตาบอกให้ไม่ต้องห่วง
“อย่าเยอะ มันเด่นกว่าดา เข้าใจมะ”
“ค่ะ น้องดา”
มาชาดาค้อนขวับด้วยความหมั่นไส้ ในจริตของผู้จัดการส่วนตัว

ในห้องประชุม ทุกคนฟังจรัญอย่างตั้งใจ
“ตอนนี้ทุกคนก็คงทราบว่า ครูคม นอกจากจะเป็นครูแต่งเพลงแล้ว ก็ยังมีความสามารถในการช่วยผมบริหารด้วย และครูคมก็ทำได้ดีมาตลอด”
คมกริชยิ้มปลื้ม
“แต่จากวันนี้ไป จิรายุลูกชายคนเดียวของผมจะเข้ามาช่วยงานของผม”
คมกริชอึ้งพยายามเก็บความรู้สึก
“หมายถึงคุณจิจะมาแทนคุณจรัญเหรอครับ”
“คงยังหรอก ผมต้องให้ดูงานก่อน ซึ่งผมจะขอแต่งตั้งให้เขาดูงานเป็นผู้จัดการวงของนทีทองไปก่อนแทนคนเก่าที่เพิ่งออก”
คมกริชอยากจะค้านแต่กลัวจะทำให้จรัญไม่พอใจ จึงพยายามพูดอ้อมๆ
“ก็ดีนะครับแต่ท่าน...ไม่คิดว่า คนที่จะเป็นผู้จัดการวงได้ ต้องมีประสบการณ์มากกว่านี้เหรอครับ”
“ก็นี่แหละ ผมถึงอยากให้คุณช่วย” จรัญหันไปหาเจ๊อึ่งและครูแจ๋ “คุณสองคนด้วยนะ ผมเชื่อว่าคนมีคุณภาพอย่างพวกคุณสามารถทำให้ลูกชายผมทำงานได้อย่างราบรื่น”
เจ๊อึ่งพยักเพยิดกับครูแจ๋ แล้วหันไปบอกจรัญด้วยความยินดี
“ได้เลยค่ะ อึ่งช่วยเต็มที่”
จรัญยิ้มอย่างพอใจ คมกริชอมยิ้มทำทีเป็นเออออไปด้วย แต่แอบซ่อนความผิดหวังและความไม่พอใจไว้

จิรายุเดินหน้าบึ้งเข้ามาในห้องทำงานของพ่อ
“ทำไมพ่อถึงทำอย่างงี้ครับ”
จรัญเงยหน้าจากจอคอมพิวเตอร์
“นี่แกไม่เคยเรียนมารยาทในสังคมบ้างหรือไงวะ จะเข้าห้องใครก็ให้รู้จักเคาะประตูบ้าง แล้วนี่ไม่ใช่ที่บ้านห้ามเรียกพ่อ”
จิรายุยิ่งหงุดหงิดขึ้นไปอีก
“ครับท่านประธาน”
“แล้วตกลงมีธุระอะไร”
จิรายุนึกขึ้นได้
“ก็เรื่องที่พ่อ เอ่อ...ท่านประธานมาตั้งผมเป็นโน่นเป็นนี่ โดยที่ผมไม่ได้อยู่ในห้องประชุมด้วย ทำอย่างนี้มัดมือชกกันชัดๆ”
“ก็แล้วทำไมไม่มาประชุมกับคนอื่นเขาล่ะ อีกอย่างฉันก็เป็นประธาน ทำไมฉันจะตั้งให้แกเป็นโน่นเป็นนี่ไม่ได้ อย่าลืมสิว่าต่อไปบริษัทก็ต้องเป็นของแก”
“แล้วคิดว่าผมจะทำเหรอครับพ่อ”
จรัญชักรำคาญจึงยื่นคำขาด
“ถ้าแกไม่อยากทำก็ตามใจ เพราะฉันจะไม่ปล่อยให้คนที่ไม่มีหน้าที่ มาเดินลอยชายไปมาในบริษัทของฉัน เชิญออกไปหางานทำที่อื่นได้เลย”
“ตกลงตามนี้นะพ่อ”
จรัญฉุนกึก
“ไอ้จิ ไม่ตกลงโว้ย แกต้องทำ”

สองพ่อลูกจ้องหน้าต่อสู้กันด้วยสายตาอย่างตึงเครียด
 

โปรดติดตาม "ราชินีลูกทุ่ง" ตอนต่อไป

ราชินีลูกทุ่ง ตอนที่ 4 (ต่อ)

ภายในห้องซ้อมเต้นเวลานั้น...กบ เขียด และเหล่าแดนเซอร์กำลังวอร์มร่างกายอยู่ตามมุมต่างๆ ของห้อง ชามาดาหลับตาพริ้มที่หูใส่ไอพอด ดูไม่ออกว่ากำลังแอบหลับหรือทำสมาธิ ประตูห้องเปิดออกครูแจ๋กับเจ๊อึ่งเดินเข้ามา เขียดหันไปแซว

“อ๊ะๆๆ วันนี้ครูแจ๋มาสาย”
“แหม...ฉันถูกเรียกประชุมหรอกย่ะ”
กบแปลกใจ
“เขาจะขึ้นเงินให้ครูเหรอคะ”
เจ๊อึ่งยื่นหน้าเข้าไปสอด
“โอ๊ย...ถ้าเป็นยังงั้นล่ะก้อเจ๊จะปิดร้านส้มตำหน้าปากซอยเลี้ยงเลย”
เหล่าแดนเซอร์ให้ความสนใจ เจ๊อึ่งเลยกวักมือให้มารวมตัวกัน
“ก็คุณจิรายุน่ะสิ”
ชามาดาลืมตา แล้วเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เจ๊อึ่งจีบปากจีบคอบอก
“คุณจรัญตั้งให้คุณจิรายุเป็นผู้จัดการวงแล้วน่ะสิ”
ชามาดาลุกยืนพรวดจนผู้จัดการส่วนตัวที่นั่งอยู่ใกล้ๆตกใจ หญิงสาวหันไปบอกผู้จัดการส่วนตัว
“เอาของที่จะให้คุณจิรายุมาให้หน่อยสิ ดาจะเอาไปแสดงความยินดีกับคุณจิรายุซะหน่อย”
เขียดสงสัย
“นี่พี่ดารู้เรื่องนี้มาก่อนเหรอ”
ชามาดาไม่ตอบแต่ยิ้มให้เขียดแล้วหันไปหาครูแจ๋
“ดาขอตัวนะคะ”
ครูแจ๋หน้าเหวอ
“อ้าว...ไม่ซ้อมเหรอ”
“ยังไงพี่นทีก็ยังไม่มา ดาไปหาจิดีกว่า”
ชามาดาเดินตัวปลิวออกไปโดยไม่รอคำอนุญาต ครูแจ๋ได้แต่มองตามอย่างระอาใจ เจ๊อึ่งเบ้ปากใส่ด้วยความหมั่นไส้ ครูแจ๋ถอนใจ
“แจ้นไปซะแล้ว สงสัยวันนี้จะไม่ได้ซ้อมอีกตามเคย”
กบหันมาบอก
“เขาก็คงไปแสดงความยินดี กับผู้จัดการวงคนใหม่ของเขาน่ะสิครู”
เจ๊อึ่งชะงักไปนิด
“แต่เจ๊ว่าเจ๊ยังไม่ได้บอกนะว่า คุณจิจะคุมวงใคร”
ชามาดาเดินหน้าระรื่น มาหน้าห้องทำงานจิรายุ ถือถุงใส่ของมาด้วย เธอเดินสวนกับนทีทองและผู้จัดการส่วนตัวที่เพิ่งออกมาจากห้องของจิรายุ
“แหมพี่นที นึกว่าเบี้ยวซ้อม มาที่นี่ทำไมคะ”
“พอดีคุณจิเรียกพี่มาคุยธุระนิดหน่อย”
“นี่พี่นทีทราบเรื่องผู้จัดการวงแล้วเหรอคะ”
“พี่ก็เพิ่งรู้เมื่อกี้”
“สงสัยคงเอาพี่เก่งผู้จัดการของดาไปดูวงพี่นที แล้วเอาจิมาดูของดา”
นทีทองจะอ้าปากพูดแต่ชามาดาสวนมาซะก่อน
“งั้นดาขอตัวนะคะ จิรออยู่”
ชามาดายิ้มระรื่น แล้วเปิดประตูเข้าไปโดยไม่เคาะ นทีทองมองตามงงๆ ก่อนจะหันไปถามผู้จัดการ
“ดาเข้าใจผิด หรือคุณจิบอกเราผิดกันแน่ฮึหน่อง” ผู้จัดการหยักไหล่ว่าไม่รู้เหมือนกัน

ชามาดารี่มาสวมกอดจิรายุอย่างดีใจ มือยังถือถุงของขวัญอยู่
“จิขา ดาดีใจด้วยนะคะ”
จิรายุพยายามแกะมือของมาชาดาออกอย่างกระอักกระอ่วน เพราะชามาดาไม่ยอมปล่อยง่ายๆ
“เดี๋ยวก่อนดา นี่มันเรื่องอะไรกัน”
ชามาดาใส่จริตค้อนจิรายุ
“นี่กะจะปิดไม่ยอมบอกดาไปถึงเมื่อไหร่คะ ว่าคุณได้เป็นผู้จัดการวงแล้ว”
“นี่คุณรู้แล้วเหรอ”
ชามาดาหัวเราะน้อยๆ
“อุ๊ย...เค้ารู้กันทั้งบริษัทแล้วค่า มีแต่ดาที่เพิ่งรู้ แถมรู้จากปากคนอื่นไม่ใช่จากคุณจิ รู้ไหมคะว่าดาเสียใจ แต่ไม่เป็นไร ดาอภัยให้คุณ”
ชามาดาคลายกอดชูถุงของให้จิรายุ
“ดาซื้อของขวัญมาแสดงความยินดี กับตำแหน่งใหม่ของคุณ”
จิรายุรับของมา
“ขอบคุณครับ”
“รู้ไหมคะ ดาดีใจมากแค่ไหนที่ได้คุณจิมาเป็นผู้จัดการวงให้ดา”
จิรายุงง
“ผมน่ะเหรอเป็นผู้จัดการวงของคุณ”
ชามาดาใส่จริตเอื้อมมือไปตีแขนจิรายุ
“ยังจะอำต่ออีก”
จิรายุหน้าตาจริงจัง
“ดา ผมถูกตั้งเป็นผู้จัดการวงให้พี่นทีทอง ไม่ใช่คุณ”
“อะไรนะคะ ไม่ใช่วงของดาเหรอ” ชามาดาหงุดหงิด “งั้นคุณก็ไปขอเปลี่ยนสิ”
“ดา...ผมจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร”
ชามาดาอึ้ง
“จิ ก็เพื่อดา”
“ไม่ได้”
ชามาดาโกรธ
“จิ...อ๊ายย”
จิรายุจ้องตา ชามาดาหยุดกรี๊ด

ในห้องซ้อมเต้น...ครูแจ๋กรีดกรายไปตามท่อนแขนของแดนแซอร์ชายจนสุดปลายมือ แดนเซอร์หมุนตัวมายืนด้านหลังครูแจ๋แล้วโอบกอดอย่างอบอุ่น แล้วทั้งสองแยกตัวไปคนละทางแต่ปลายมือยังเกาะเกี่ยวกันไว้ ครูแจ๋หมุนตัวกลับมาอยู่ในอ้อมกอดของแดนเซอร์ชายอีกครั้ง
“เดี๋ยวคุณนทีลองซีนนี้ก่อนนะครับ”
นทีทองกับแดนเซอร์สาววาดลวดลายตามที่ครูแจ๋ทำเป็นตัวอย่าง ทันใดนั้นประตูห้องซ้อมเปิดออก ชามาดาเดินหน้าหงิกเข้ามา ทุกคนหันไปมอง แต่ชามาดาจิกตาสู้กลับแล้วเดินไปกระแทกตัวลงนั่งที่มุมของตัวเอง โดยมีผู้จัดการส่วนตัวเดินตามรับใช้อย่างไม่ห่าง
“วันนี้ไม่ซ้อมแล้ว...เหนือย”
ผู้จัดการส่วนตัวงง
“เหนื่อย...แต่น้องดายังไม่ได้...”
ชามาดาจิกตา แล้วตัดบท
“บอกว่าไม่ซ้อม เก็บของเร็วๆ จะกลับบ้านแล้ว”
ผู้จัดการตาเหลือก รีบบอก
“ไม่ได้นะน้องดา วันนี้มีสัมภาษณ์ นักข่าวมารอกันแล้วด้วย”
นทีทองชักเซ็ง เลยหยุดเต้น คนอื่นๆเลยพากันหยุดเต้นไปด้วย ชามาดาเสียงแข็งใส่ผู้จัดการส่วนตัว
“ก็ไปแคนเซิลสิ”
“โธ่...น้องดา แล้วพี่จะไปบอกนักข่าวยังไงล่ะเนี่ย”
ชามาดายักไหล่ไม่สนใจ
“จะบอกยังไงก็ได้ พี่เป็นผู้จัดการส่วนตัว เรื่องแค่เนี้ยะ...จัดการไม่ได้หรือไง”
นทีทองหยุดซ้อมแล้วเดินมาหา
“ดา...อัลบั้มชุดนี้เราทำด้วยกัน ไม่ใช่งานเดี่ยวของดา พี่คิดว่าการจะตัดสินใจอะไรควรจะนึกถึงคนอื่นบ้างนะ”
ชามาดาจ๋อย ไม่กล้าเถียง แต่หันมาทำตาเขียวใส่ผู้จัดการแทน แล้วทำปากขมุบขมิบ ผู้จัดการมองเจ๊อึ่งตาละห้อย ขอความช่วยเหลือ เจ๊อึ่งถอนหายใจอย่างเซ็งๆ แล้วพยักเพยิดให้ผู้จัดการเดินตามไปนอกห้อง
 
ผู้จัดการเดินตามเจ๊อึ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ชามาดามองตามอย่างไม่พอใจ

ที่หน้าห้องซ้อมเต้น...ผู้จัดการแปะมือกับเจ๊อึ่งอย่างดีใจ

“น้องดายอมให้สัมภาษณ์แล้ว เริ่ดจริงๆ ตกลงเอาตามแผนเจ๊เลยนะ”
“โอ๊ยปวดกัวกับนังน้องดานี่จริงๆ งั้นเดี๋ยวเจ๊ไปบอกให้พีอาร์เชิญนักข่าวไปที่ห้องซ้อมเต้นเลยแล้วกัน”
“ค่า ขอบคุณมั่กๆ ไม่ได้เจ๊ หนูคงเป็นบ้าตาย”
“แล้วทำไมหล่อนไม่เลิกเป็นผู้จัดการให้เขาล่ะ จะได้ไม่บ้า”
ผู้จัดการอ้อมแอ้ม
“ก็ชียังขายได้อยู่นี่”
“ย่ะ”เจ๊อึ่งค้อน

ในห้องซ้อมเต้น นทีทองกำลังวาดลวดลายอย่างสนุกสนาน โดยมีครูแจ๋คอยนับจังหวะให้ ขณะเดียวกันนั้นประตูเปิดออกพีอาร์สาวเดินนำหน้านักข่าวเข้ามาในห้อง ตามมาด้วยเจ๊อึ่ง และผู้จัดการส่วนตัวชามาดา...ชามาดาอึ้ง อ้าปากจะถามผู้จัดการ แต่ผู้จัดการทำเป็นหลบตา ชามาดาเจ็บใจ พีอาร์เข้ามาหาครูแจ๋
“ขออนุญาตนะคะครูแจ๋ พอดีพี่ๆนักข่าวอยากได้บรรยากาศการซ้อมด้วย”
ครูแจ๋ยกมือให้นทีทองและเหล่าแดนเซอร์หยุด แล้วหันมาบอกพีอาร์สาวและนักข่าว
“ได้จ้ะ...ตามสบายเลยนะครับ”
ชามาดาเปลี่ยนสีหน้าเป็นนางเอกขึ้นมาทันที และคิดแผนได้บางอย่าง นทีทองและเหล่าแดนเซอร์วาดลวดลายกันอย่างเต็มที่ โดยมีนักข่าวคอยถ่ายรูปกันพรึ่บพรั่บ นทีทองโพสท์ท่าจบกับแดนเซอร์สาวด้วยมาดเท่ ครูแจ๋ปรบมือให้กำลังใจ
“ดีมากจ้ะ เดี๋ยวพักเหนื่อยกันสักสิบห้านาที แล้วมาซ้อมต่อ”
ชามาดาถือขวดน้ำพร้อมผ้าขนหนูเข้าไปให้นทีทองทันที และทำท่าสนิทสนมจนนทีทองเกือบตั้งรับไม่ทัน
“น้ำค่ะพี่นที”
นทีทองงงๆ
“อ๋อ เอ่อ จ้ะ ขอบใจมาก”
ชามาดาทำเป็นชื่นชมมาก
“เป๊ะทุกท่าเลยนะคะ พี่นทีสุดยอดจริงๆ ครูแจ๋บอกนิดเดียวพี่นทีก็ทำได้แล้ว ไม่เหมือนดา กว่าจะได้” ชามาดาหันไปบอกนักข่าว “ไอดอลของดาเลยล่ะค่ะ”
นักข่าวถ่ายรูปทั้งสอง ชามาดาได้ที รีบโพสท์ท่าถ่ายรูปกับนทีทองแสดงความสนิทสนมจนเว่อร์
“ดูชามาดากับพี่นทีทองสนิทกันมากเลยนะคะ”
ชามาดาแย่งนทีทองตอบ
“ที่จริงดาชื่นชอบพี่นทีมาตั้งแต่เด็กๆแล้วค่ะ พอมาทำอัลบั้มนี้ด้วยกันดายิ่งรู้สึกปลื้มมาก มีอะไรพี่นทีก็คอยสอน ดาทั้งเคารพทั้งรักพี่นทีมากค่ะ วันนี้ดาขาเจ็บ พี่นทีก็ให้พัก แต่ดาห่วงว่าจะตามไม่ทัน เลยขอมาดูก็ยังดีค่ะ”
เจ๊อึ่งพยักเพยิดกับครูแจ๋
“ครูแจ๋ น้องดานี่มันตอแหลขั้นเทพจริงๆ เยอะ”
“แหลยังไง เจ๊ก็ชนะเลิศทุกทีไม่ใช่เหรอ ไอ้แผนดัดหลังนี่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครคิด”
เจ๊อึ่งกับครูแจ๋ชนขวดน้ำ แล้วดื่มฉลองชัยชนะด้วยท่าทางเริ่ดๆ แล้วเจ๊อึ้งก็หันไปเห็นสายตาพิฆาตจากชามาดา เจ๊อึ่งสะดุ้ง แล้วทำเป็นหยิบโทรศัพท์มาคุยอย่างไม่รู้ไม่ชี้

ชามาดาเดินฉับๆหน้าบึ้ง ตรงมาที่รถที่จอดอยู่ลานจอดรถของบริษัทผู้จัดการเดินถือกระเป๋าและข้าวของตามมาติดๆ
“อีเจ๊อึ่ง แผนสูงนักนะ คราวหน้าอย่าให้พลาดล่ะ”
“ค่าาาา”
ผู้จัดการทำหน้าสยอง ชามาดาหันมาแว้ดใส่
“พี่ก็เหมือนกันแหละ ไปร่วมมือกับมันได้ยังไง”
“ไม่ได้ร่วมมือ ก็บอกแล้ว ว่าพี่ถูกมัดมือชก โธ่...แต่ภาพลักษณ์น้องดาก็เริ่ดอยู่นะคะ”
“ก็จริง ไปเปิดรถสิ”
ผู้จัดการรีบเลี่ยงไปเปิดรถเก็บกระเป๋าให้ ชามาดายิ้มเย่อหยิ่งยะโส

รถตู้ของชาตรีจอดอยู่หน้าร้านเครื่องไฟฟ้า ชาตรีนั่งมองนาฬิกาอย่างกระวนกระวาย คนขับหันมาบอก
“คงไม่มาแล้วมั้งครู ป่านนี้แล้ว”
ชาตรีรู้สึกกังวล
“รออีกหน่อย เผื่อแกกำลังเดินทางมา”
“แต่เรารอมาสองชั่วโมงกว่าแล้วนะครับ”
ชาตรีรีบตัดบท
“อีกสิบนาที ถ้าเด็กนั่นไม่มาก็ออกรถได้เลย”

ที่ท่าจอดรถ...บนรถสองแถวเก่าๆ จอดให้ผู้โดยสารลงจากรถ กุ้งนาง ชะเอมและก้านพยายามแทรกตัวออกมาจากข้างในอย่างทุลักทุเลด้วยอาการรีบร้อน ชะเอมเร่งคนอื่นๆ
“เร็วๆ หน่อยค่า คนจะรีบไปธุระ”
ก้านลงมาได้ก่อนก็รีบวิ่งไปจ่ายค่ารถ แล้วที่เหลือลงมายืนหัวยุ่งอยู่ข้างล่าง กุ้งนางร้อนใจ
“เร็วๆพี่ก้าน ป่านนี้ครูเขารอแย่แล้ว”
ก้านจ่ายเงินค่าโดยสารแล้วรีบวิ่งมาอย่างรวดเร็ว
“เอ้า ไปกันได้แล้ว”
ก้านจับมือกุ้งนางวิ่งปรู๊ดนำหน้าไปอย่างรวดเร็ว ชะเอมจึงวิ่งตามไปติดๆ

คนขับรถกำลังบิดกุญแจเพื่อสตาร์ทรถรถตู้กำลังเคลื่อนตัว ชาตรีรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้เจอกุ้งนาง แต่จู่ๆ รถก็เบรกจนหน้าชาตรีแทบชนเบาะ
“เฮ้ย...เป็นอะไร”
“ขอโทษครับ พอดีมีเด็กมายืนขวางหน้ารถ ใช่เด็กที่ครูนัดไว้หรือเปล่าครับ”
ชาตรีมองไปที่หน้ารถ

แก้วตาไออาเจียนอย่างหนัก ยายอุ่นถือกระโถนรองให้ ลูบหลังไปด้วย สงสารลูกจนน้ำตาไหล พร้อมกับร้องเรียกหมอ
“แก้วตาเอ๊ย...หมอๆ ช่วยด้วยค่ะ”
พยาบาลวิ่งเข้ามาช่วยเหลือ

กุ้งนางยกมือไหว้ชาตรี
“หนูขอโทษนะคะที่ทำให้ครูตกใจ หนูแค่จะมาบอกครูว่าหนูไปทำงานกับครู ไม่ได้แล้วเพราะแม่ของหนูต้องผ่าตัดด่วน หนูทิ้งแม่ไปไม่ได้หรอกค่ะ”
ชาตรีตกใจเล็กน้อย
“แล้วแม่ของหนูเป็นอะไรมากหรือเปล่า”
กุ้งนางพยักหน้าเศร้าๆ ก้านร้อนใจ
“กุ้ง รีบกลับเหอะ เดี๋ยวน้าแก้วตื่นมาไม่เจอกุ้ง จะเป็นห่วงเอาอีก”
“หนูขอบคุณครูมากนะคะ”
สามคนยกมือไหว้ชาตรี ก่อนจะเดินไปแต่ชาตรีเรียกไว้
“เอ้า เดี๋ยวๆหนู” ชาตรีรีบหยิบนามบัตรจากกระเป๋าส่งให้กุ้งนาง “หนูเก็บนามบัตรนี่ไว้ เผื่อมีอะไรให้ช่วยหนูโทรไปหาฉันได้เลยนะ”
กุ้งนางยกมือไหว้แล้วรับนามบัตรมา
“ขอบคุณค่ะ”
ชาตรีนึกขึ้นได้
“อย่าว่าฉันดูถูกหนูเลยนะ ให้ฉันช่วยค่าผ่าตัดให้แม่ของหนูจะได้ไหม”

ก้านกระตุกแขน กุ้งนางมองเพื่อนๆ แล้วมองชาตรีอย่างลังเล

ชาตรียืนกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม ก้านดึงกุ้งนางให้เดินห่างออกมา ชะเอมตามมาอย่างอยากรู้อยากเห็น

“อะไรวะไอ้ก้าน”
“นี่กุ้งจะรับเงินเขาอีกแล้วใช่มั้ย”
“ใครบอกว่ากุ้งจะเอาล่ะ”
“ก็เห็นทำท่าลังเล”
ชะเอมเดินไปขนาบข้างกุ้งนาง แล้วกระซิบกระซาบ
“รับๆไปเลย เงินนั่นช่วยชีวิตน้าแก้วได้นะเว้ย”
กุ้งนางลังเล
“จะดีเหรอพี่ ถ้าแม่รู้ว่าไปเอาเงินคนอื่นมาเดี๋ยวก็โกรธอีกหรอก”
ชะเอมชักรำคาญ
“แล้วแกมีเงินค่าผ่าตัดหรือเปล่าล่ะ”
กุ้งนางส่ายหน้าแทนคำตอบ แล้วคิดอย่างหนัก ชาตรีเดินมาหากุ้งนางและยิ้มอย่างใจดี ยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้กุ้งนาง
“เอาเงินนี่ไปช่วยรักษาแม่ให้หายเถอะหนู ตอนนี้อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับต้องช่วยชีวิตแม่ไว้ก่อนหรอก จริงไหม”
กุ้งนางคิดตามที่ชาตรีพูด ชะเอมสะกิดกุ้งนางให้รับแล้วกุ้งนางก็ยอมรับเงินไว้
“ขอบคุณค่ะ”
ก้านไม่พอใจ
“กุ้ง!”
“แต่หนูจะไม่เอาเงินครูฟรีๆหรอกนะ พอแม่หายแล้วหนูจะทำงานหาเงินไปคืนครูให้ได้ หนูสัญญา”
“ไปจัดการเรื่องแม่ก่อนเถอะนะ”
ชาตรีพยักหน้ารับรู้ แล้วเดินกลับขึ้นรถไป

ที่โรงพยาบาล...หน้าเคาน์เตอร์จ่ายเงิน ญาติคนไข้นั่งรอเจ้าหน้าที่ขานชื่อตามคิว กุ้งนางกำลังจ่ายเงิน พอเจ้าหน้าที่ฉีกใบเสร็จให้ กุ้งนางก็รับมาแล้วเดินมาหาเพื่อนๆอย่างดีใจ ชะเอมเข้ามาถาม
“ทีนี้น้าแก้วก็จะได้ผ่าตัดเลยใช่ไหม”
“หมอบอกต้องขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแม่ด้วย”
ชะเอมถอนใจ
“เฮ้อ...มีเงินแล้วก็ยังทำทันทีไม่ได้อีกเหรอ เกิดสายไปใครจะรับผิดชอบ”
กุ้งนางหน้าเสีย ชะเอมรู้สึกผิด
“พี่ขอโทษ พี่อยากให้น้าแก้วได้ผ่าตัดเร็วๆ”
“ไม่เป็นหรอกจ้ะพี่ ฉันเชื่อนะว่ายังไงแม่ก็ต้องหาย”
กุ้งนางยิ้ม ก้านวิ่งกระหืดกระหอบมาหา
“กุ้ง น้าแก้ว...น้าแก้ว”
กุ้งนางตกใจจนหน้าซีดเผือด ไม่รอฟังก้านพูดอะไรอีก รีบวิ่งไปตามทางที่ก้านเพิ่งวิ่งมาอย่างรวดเร็ว ก้าน และชะเอมรีบวิ่งตามไป

แก้วตานอนนิ่ง มีสายระโยงรยางค์ทั้งเครื่องปั๊มหัวใจและเครื่องมือการแพทย์อื่นๆ หมอใช้เครื่องปั๊มหัวใจชาร์จไปบริเวณอกด้านซ้ายของแก้วตาเพื่อยื้อชีวิต...เวลาผ่านไป พยาบาลช่วยกันเก็บเครื่องมือการแพทย์ แก้วตาขยับตัว แตะแขนพยาบาล
“คะ”
แก้วตาบอกให้รู้ว่าต้องการพบลูก พยาบาลพยักหน้ารับ

กุ้งนางจับมือแก้วตาแล้วบีบแน่น
“แม่...”
สองแม่ลูกต่างมองหน้ากันด้วยความรู้สึกรักและห่วงใยกันอย่างที่สุด แก้วตาพยายามจะพูด แต่เสียงก็เบาจนกุ้งนางต้องโน้มตัวเข้าไปใกล้
“แม่...ขอโทษนะลูก ที่ผ่านมาแม่...แม่ทำผิดกับลูกมากเหลือเกิน”
“แม่...ไม่ต้องพูดเดี๋ยวจะเหนื่อย แม่พักผ่อนนะ พอแข็งแรงจะได้ผ่าตัดไง”
แก้วตาส่ายหน้า
“แม่ต้องพูด อย่าร้องไห้สิ มันแค่ถึงเวลาของแม่เท่านั้นเอง”
กุ้งนางร้องไห้
“ไม่เอา ฉันไม่อยากฟัง แม่อย่าพูดแบบนี้”
“แม่หนีความจริงมาตลอด แม่ไม่อยากหนีอีกแล้ว กุ้ง...แม่ขอโทษนะลูกยายเขาพูดถูก แม่...ควรจะบอกลูกเรื่องที่พ่อของลูกเป็นใคร”
แก้วตาแน่นหน้าอกจนพูดต่อไม่ได้ กุ้งนางตกใจร้องเรียกแม่เสียงหลง
“แม่...แม่...พอเถอะ เราไว้คุยกันวันหลังนะจ๊ะแม่”
แก้วตาบีบมือกุ้งนางแน่นสักพัก เมื่ออาการดีขึ้นจึงพยายามพูดกับกุ้งนางต่อ แต่เสียงที่ออกมาก็เบาและขาดเป็นช่วงๆ จนกุ้งนางแทบจะเอาหูไปชิดกับปากของแก้วตา
“กล่อง...ตู้เสื้อผ้า...แม่ ขอ...โทษนะลูก แม่...ขอ...โทษ...”
แก้วตาแน่นหน้าอกจนดิ้นทุรนทุราย บีบมือกุ้งนางแน่น กุ้งนางร้องเสียงหลง
“หมอ...หมอ ช่วยแม่หนูด้วย หมอ...”
หมอและพยาบาลวิ่งกรูกันเข้ามาช่วยแก้วตา กุ้งนางยืนร้องไห้ตัวสั่นอยู่กับกับก้านที่มุมห้อง สายตาของกุ้งนางจับจ้องไปที่แม่ด้วยความเป็นห่วง หมอทั้งฉีดยากระตุ้นหัวใจ ทั้งใช้เครื่องปั๊มหัวใจ พยามยามช่วยชีวิตแก้วตาจนสุดกำลัง แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตเธอไว้ได้ เส้นกร๊าฟที่เครื่องวัดการเต้นของหัวใจเป็นแนวราบ กุ้งนางกรีดร้องเรียกแม่ดังลั่น จะก้าวขาไปหาแม่แต่ก็หมดแรงทรุดลงนั่งร้องเรียกแม่อยู่ตรงนั้น

เช้าวันใหม่...ในบ้านเงียบเหงาวังเวง กุ้งนางในชุดสีดำนั่งร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด ในมือถือกรอบรูปภาพของแม่ ยายอุ่นเดินมาหา
“กุ้งนางเอ้ย...กินข้าวหรือยังลูก”
กุ้งนางส่ายหน้าแทนคำตอบ ยายอุ่นถอนหายใจ
“แม่เขาไปสบายแล้ว ตัดใจซะบ้างเถอะ ถ้าแม่เขารู้ว่าเอ็งเอาแต่ร้องไห้ไม่ยอมกินข้าวกินปลาอยู่อย่างนี้ มันคงเป็นห่วงแย่”
กุ้งนางเอามือปาดน้ำตา ยายอุ่นลูบหัวหลานสาวอย่างสงสาร
“เอางี้ ถ้าเอ็งเบื่อข้าว เดี๋ยวยายไปดูขนมอร่อยๆในตลาดมาให้เอ็งดีไหม”
ยายอุ่นเห็นกุ้งนางไม่ตอบ ก็ถอนใจ จะลุกไป
“ยาย...”
ยายอุ่นหยุด หันมาหา
“ฉันอยากรู้เรื่องพ่อ ยายเล่าให้ฟังที”
ยายอุ่นหนักใจ
“ก็อย่างที่แม่เอ็งบอกไว้ก่อนตายนั่นแหละ อย่าให้ข้าต้องพูดอะไรมากเลย”
ยายอุ่นเดินเข้าครัวไป

ก้านกับชะเอมมาหากุ้งนางที่บ้าน พลางร้องเรียก
“กุ้ง...กุ้ง”
ก้านกับชะเอม เดินขึ้นบันไดบ้านมาเห็นข้าวของกระจัดกระจายอยู่เต็มบ้าน จึงคิดว่าเกิดเหตุร้ายกับกุ้งนาง ร้องเรียกกุ้งนางเสียงหลงพลางวิ่งหากุ้งนางทางนั้นทีทางนี้ที
“กุ้ง...กุ้ง อยู่ที่ไหนเนี่ย ยายอุ่น”

ก้านเปิดประตูห้องพรวดเข้ามา แล้วต้องตกตะลึง
“กุ้ง!”
กุ้งนางยืนอยู่บนเก้าอี้ พยายามเอื้อมมือควานหาอะไรบางอย่างบนตู้เสื้อผ้า ก้านมองอย่างแปลกใจ
“ทำอะไรกุ้ง”
กุ้งนางหันมาตามเสียง
“อ้าว...พี่มากันตั้งแต่เมื่อไหร่”
ชะเอมตามเข้ามา
“พี่เรียกจนลั่นบ้านไม่ได้ยินหรือไง”
กุ้งนางลงมาจากเก้าอี้ ก้านหยิบเงินส่งให้
“นี่ เงินห้าหมื่นที่กุ้งให้พวกพี่ไปรับคืนจากโรงพยาบาล”
กุ้งนางรับเงินไป ชะเอมมองอย่างสงสัย
“แล้วนี่กำลังอะไรอยู่อ่ะ”
“ฉันกำลังหากล่องที่แม่บอก แต่ไม่รู้อยู่ไหน”
ก้านแปลกใจ
“กล่องอะไร”
“แม่พูดเกี่ยวพ่อ แต่หาจนทั่วแล้วก็ไม่มี ไม่รู้ตรงไหนของตู้ของแม่”
ชะเอมช่วยหา
“ในตู้ล่ะ”
“ไม่มีนะ”
ก้านมองๆ
“แน่ใจเหรอว่าดูหมด ลองรื้อดูสิ”
ทั้งสามช่วยกันเอาเสื้อผ้าออกมาจนเกือบหมด แล้วก้านก็เห็นกล่องซ่อนอยู่ด้านในจึงหยิบกล่องขนมปังเก่าๆส่งให้ กุ้งนางมองกล่องขนมปังลุ้นๆ ชะเอมอยากรู้มาก
“เปิดดูสิ พี่ก็อยากเห็นหน้าพ่อกุ้งเหมือนกัน”

กุ้งนางตัดสินใจเปิดกล่อง ทั้งสี่คนมองเข้าไปในกล่องแล้วต่างตกใจสุดๆ

โปรดติดตาม "ราชินีลูกทุ่ง" ตอนต่อไป
มาหยารัศมี ตอนที่ 12
มาหยารัศมี ตอนที่ 12
เจิมขับรถมาตามทาง จู่ๆ เสียงมือถือชุติมาดังขึ้น เจิมหักรถจอดข้างทางคว้ากระเป๋ามาเปิดดู เห็นมือถือสองเครื่องในนั้น “พกมือถือทำไมสองเครื่องวะ? เครื่องหนึ่งก็เก๊า เก่า กระจอก” แล้วหยิบเครื่องที่ดังออกมาดูเห็นเป็นชื่อแม้นเทพ เจิมยิ้มหยัน “สายไปแล้วว๊อยยย..ไอ้แม้นเทพ!” เจิมโยนมือถือทิ้งไม่ยอมรับสาย “ทำไมชุไม่รับสาย?” แม้นเทพประหลาดใจมาก ขณะลงจากรถ ก้าวเดินเข้าไปในแฟลต ด้านสุดใจยังอยู่ในอาการอกสั่นขวัญแขวน รู้สึกตกใจกลัวมากๆ นึกเรื่องที่ชุติมาเล่า ว่าแม่ไม่ยอมรับว่าเป็นลูก ก็ฉุกคิดไปถึงจอมวายร้ายจันทรา “หรือว่า แม่ของหนูชุจะคือคุณจันทรา แล้วคุณจันทราจะรู้ว่าหนูชุอยู่กับเรา เลยส่งผู้ชายคนนั้น
กำลังโหลดความคิดเห็น...