xs
xsm
sm
md
lg

ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 2

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 2

ต๊อดแต่งกิ่งส้มไปพูดถึงอาทิจอย่างปลื้มๆ อึ่ง พัน ลุงเกร็ง แต่งกิ่งส้มอยู่ข้างๆกัน โดยมีไพฑูรยืนเท้าเอวมองอย่างไม่พอใจ

“คุณอาทิจเขามีน้ำใจสุดๆเลยพี่ฑูร เมื่อคืนแบ่งหมอนกับผ้าห่มให้ต๊อดยังไม่พอ เช้าขึ้นมายังแบ่งสบู่กับยาสีฟันให้ต๊อดอีก...มีหลานคุณย่าคนไหนบ้างที่มีน้ำใจกับคนงานแบบนี้ ไม่มี้”
“สำคัญ ยืนยันอีกครั้ง...ดังๆว่า หล่อม๊าก” อึ่งเสริม
ต๊อคทำท่าเคลิ้มๆ
“ถูก...ขนาดเมื่อเช้าตื่นมาฟ้ายังไม่สาง ข้ายังเห็นคุณอาทิจนอนปากแดงทะลุความมืดออกมาเลย นี่ถ้าไม่แมนโคตรมาตั้งแต่เกิดล่ะก็ ข้าคงเผลอใจจ๊วบไปแล้ว”
ลุงเกร็งถอนใจ
“ตกลงคุณอาทิจจะมาเดินแบบ หรือจะมาทำสวนวะเนี่ย พวกเอ็งพูดจนข้างง”
ไพฑูรหัวเราะ
“ไม่ใช่แค่งง ยิ่งพูดยิ่งชวนให้ขำกลิ้งต่างหาก ถ้าหล่อรากแตกขนาดนั้นจะมาทำไร่ทำสวนหาพระแสงอะไร คุณย่านี่ก็แปลก...มีหลานที่ขยันและรับผิดชอบงานอย่างข้าคนเดียวก็น่าจะพอแล้ว เที่ยวได้ตามไอ้พวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อมาทำงานอยู่ได้ เปลืองข้าวเปลืองน้ำแท้ๆ ไม่เห็นมีใครสู้ข้าได้สักคน”
“จ้า ถ้าเรื่องงานละก็ สู้พี่ฑูรไม่ได้แน่ แต่เรื่องหล่อนี่ ขอบอกว่าคนนี้กินขาด” พันประชด
“มันจะหล่อตะพึดตะพืออะไรขนาดน้าน”
สิ้นเสียงไพฑูร ทุกคนก็ได้ยินเสียงคนงานบอกต่อกันมาเป็นทอดๆว่า หลานคุณย่ามา ไพฑูรหันไปมองแล้วถึงกับอ้าปากค้างเมื่อเห็น อาทิจพาย่าแดงเดินมา ทุกคนยกมือไหว้
“สวัสดีครับคุณย่า”
“อยู่รวมกันที่นี่ก็ดีแล้ว จะได้แนะนำซะทีเดียวเลย นี่ไพฑูร เป็นหัวหน้าแผนกเครื่องมือและดูแลผลผลิต แล้วนี่ก็นายเกร็ง เป็นหัวหน้าคนงานของที่นี่ ส่วน นี่ก็พ่ออาทิจ หลานชายฉันเอง พ่ออาทิจจะมาช่วยฉันดูแลงานที่นี่”
อาทิจยกมือไหว้ไพฑูรกับลุงเกร็งอย่างนอบน้อม
“สวัสดีครับ”
ย่าแดงมองต๊อด อึ่ง พัน
“ส่วนไอ้เจ้าสามลิง นี่ คงไม่ต้องแนะนำแล้วมั้ง”
อาทิจยิ้มให้ทั้งสาม
“ต๊อด อึ่ง พัน ผมจำได้แม่นครับ”
ต๊อด อึ่ง พัน ยืดอกภูมิใจที่เจ้านายจำชื่อได้ ย่าแดงหันไปหาไพฑูร
“เมื่อกี้คุยให้พ่ออาทิจฟังว่า รถแทรกเตอร์เราเสียอยู่ 2 คัน เอาไปซ่อมแล้วรึยังล่ะ”
“คือ...เอ่อ...ยังครับ ช่างจากจังหวัดมันไม่ยอมมาสักที” ไพฑูรรีบออกตัว “ผมเองก็เกรงว่าคุณย่าจะเสียประโยชน์ ทั้งขอร้องทั้งอ้อนวอนจะเอารถไปรับมันมาซ่อม มันก็ไม่มา อ้างว่างานรัดตัว แย่มาก แย่จริงๆนี่ถ้าผมซ่อมเองได้ ผมทำไปนานแล้ว”
“ถ้างั้นรบกวนพี่ฑูรพาผมไปดูหน่อยได้มั้ยครับ เผื่อผมจะช่วยอะไรได้บ้าง”
ทุกคนยิ้มที่อาทิจขันอาสาจะช่วย ในขณะที่ไพฑูรก็ยิ้ม แต่เป็นยิ้มที่ซ่อนความหมั่นไส้และไม่พอใจลึกๆ

ไพฑูรเดินยิ้มเย้ยออกมาจากโรงเก็บแทรกเตอร์
“ซ่อมไปเห๊อะ ชาติหน้าตอนค่ำๆจะวิ่งได้รึเปล่าก็ไม่รู้”
ไพฑูรหัวเราะหยามเหยียด ก่อนจะเบรกอารมณ์แทบไม่ทันเมื่อหันมาเจอ ดรุณียืนจังก้าอยู่ตรงหน้าไพฑูรยิ้มแหะๆ
“คุณณี”
“ณีถามพวกคนงานเขาบอกคุณย่ามาที่นี่”
“ครับ มากับคุณอาทิจครับ”
ดรุณีบ่นเปรยๆ
“คุณย่าอายุมากแล้ว เที่ยวได้พาท่านตะลอนไปนู้นมานี่ทั้งวัน เกิดท่านไม่สบายขึ้นมาจะว่ายังไง ทำอะไรไม่รู้จักคิด”
ไพฑูรหูผึ่ง ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ได้ในทันทีว่าดรุณีไม่ชอบขี้หน้าอาทิจแน่ๆ เลยกระพือไฟใส่ชายหนุ่มซ้ำ
“พี่ฑูรก็ว่าอย่างนั้นล่ะครับ มานี่ก็ชวนคุณย่าอยู่ดูตัวเองซ่อมรถแทรกเตอร์อยู่นั่นแล้ว แต่พี่ฑูรเห็นคุณย่าท่านเหนื่อยมาก ก็เลยให้ตาเกร็งขับรถไปส่งที่บ้านก่อน” ไพฑูรทำหัวเราะอารมณ์ดี “เด็กหนุ่มไฟแรงก็อย่างนี้ล่ะครับ อยากทำอะไรให้ผู้ใหญ่ชื่นชม”
ดรุณีโมโหลมออกหู
“ก็ทำไมไม่ทำคนเดียวให้เสร็จก่อนล่ะ ชวนคนแก่มาทรมานด้วยทำไม”
ไพฑูรรีบหยอด
“ทำคนเดียวก็ไม่ได้หน้าสิครับคุณณี พี่ฑูรว่าหลานคนนี้ของคุณย่าท่าจะประจบผู้ใหญ่เก่งน่าดูนะครับ...ไปๆมาๆ คุณอาทิจจะเบียดแซงตำแหน่งหลานรักเบอร์หนึ่ง ของคุณย่าจากคุณณีซะก็ไม่รู้”
ดรุณีเอามือจิกหนังสือ พร้อมกัดฟันแน่น โดยมีไพฑูรยืนยิ้มพอใจ

ดรุณีเดินเข้ามาในโรงเก็บแทรกเตอร์ เห็นอาทิจนอนถอดดูเครื่องช่วงล่างของรถแทรกเตอร์คันหนึ่งอย่างขะมักเขม้น ดรุณีเดินเข้ามายืนพูดลอยๆอยู่ตรงหน้า
“ไม่ต้องจริงจังนักก็ได้ ไว้รอคุณย่ามาตรวจงานซะก่อน แล้วค่อยทำเป็นใส่ใจประจบคุณย่าดีกว่ามั้ง”
อาทิจเหล่มองดรุณีแวบนึง ก่อนจะหันไปรื้อดูเครื่องต่อ
“ผมไม่ใช่คนหน้าไหว้หลังหลอก หรือว่าคุณชอบทำอย่างนั้นบ่อยๆ ถึงได้อยากให้คนอื่นเป็นเหมือนคุณ”
“นายอาทิจ...อย่านึกนะว่าลุกขึ้นมาหยิบจับอะไรแค่นี้แล้วจะทำให้ใครๆซูฮกนาย ยังทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง กล้าพูดกล้าโอหังใส่คนอื่นขนาดนี้เลยเหรอ”
“ถึงผมจะยังทำไม่สำเร็จ แต่ผมก็ลงมือทำ ชีวิตผมมีอะไรทำมากกว่าเดินถือหนังสือไปมา แต่ตาไม่ได้อ่านเพราะเอาแต่จ้องจับผิดคนนั้นคนนี้ทั้งวัน”
ดรุณีโกรธจี๊ด
“นายว่าใคร!”
“ผมพูดถึงใคร ผมไม่ได้เอ่ยชื่อใครสักหน่อย” อาทิจแกล้งทำเป็นเพิ่งเห็น “อุ้ย...เพิ่งเห็นว่าคุณย่าน้อยถือหนังสือมาด้วย”
“นายอาทิจ”
“หวังว่าคุณย่าน้อยคงไม่ใช่คนประเภทที่วันๆเอาแต่จ้องจับผิดใครนะครับ เพราะนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์อะไรแล้ว ยังไร้สาระมากด้วย”
“นายอาทิจ”
ดรุณีโกรธจัดมือไม้สั่น หญิงสาวไม่รู้จะระบายออกยังไง จึงเตะขาเขาที่โผล่ออกมาด้านนอกข้างหนึ่งอย่างแรง
“นี่แน่ะ”
ดรุณีวิ่งหนีออกไป อาทิจโผล่ออกมาจากใต้ท้องรถ แล้วเอามือกุมหน้าแข้งตัวเอง
“อูย...ยัยคุณย่าตัวแสบ”
อาทิจมองตามหลังดรุณีที่วิ่งออกไปด้วยใบหน้าเหยเก

ดรุณีหอบหนังสือเดินตึงๆเข้ามาในสวนส้ม แล้วบ่นกระปอดกระแปดมาตามทาง
“หนอย...มาว่าเราไร้สาระ ไม่สนใจเรียน นายรู้จักฉันน้อยไปแล้ว นายรู้มั้ยว่าเทอมสุดท้ายฉันได้เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่ 3.98 ได้อันดับ1 ของห้อง รู้รึเปล่าได้ยินมั้ย...นายอาทิจ”
ดรุณีตะโกนเสร็จ ก็มองหามุมสงบกระแทกตัวลงนั่งใต้ต้นส้มต้นหนึ่ง แล้วเปิดหนังสืออ่านอย่างตั้งใจ สักครู่ ต๊อด อึ่ง พัน ลุงเกร็ง เดินมาเล็มกิ่งส้มใกล้ๆต้นที่ดรุณีนั่งอยู่ โดยไม่มีใครเห็นหญิงสาว
“จะว่าไปคุณอาทิจนี่ก็ดูอ่อนน้อมถ่อมตนดีนะ ไม่กร่างเหมือนหลานคุณย่าคนอื่น” ลุงเกรงเอ่ยชม
ดรุณีชะงักกึก หญิงสาวสูดหายใจลึก พยายามข่มอารมณ์ไม่สนใจฟัง
“ใช่...ขยันด้วย ดูสิ...เพิ่งมาถึงแค่วันเดียวยังอาสาไปซ่อมแทรกเตอร์ให้คุณย่าแล้วไอ้รถนั่นใครๆก็รู้ว่ามันซ่อมยากจะตาย” ต๊อดน้ำเสียงปลื้มมาก
“แต่ข้าว่าคุณอาทิจต้องทำได้ว่ะ ไม่ว่าจะซ่อมรถหรือทำสวน” อึ่งพูดอย่างมั่นใจ
ลุงเกร็งมองหน้าอึ่ง
“เอ็งจะแน่ใจอะไรขนาดนั้น”
อึ่งยิ้มปลื้ม
“เพราะเขาหล่อ”
พันรีบเสริม
“และนิสัยดี”
ดรุณีหลับตา พยายามสูดลมหายใจเพื่อให้ตัวเองผ่อนคลายมากที่สุด แล้วก้มลงอ่านหนังสือต่อ
“แค่หล่อและนิสัยดี มันไม่ได้ทำให้เป็นชาวไร่ชาวสวนที่ดีได้นะโว้ย มันต้องมีความมานะ อดทน หนักแน่น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ที่สำคัญที่สุดต้องสมบุกสมบันด้วยเว้ย” ลุงเกร็งแนะ
ดรุณียิ้มรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย อย่างน้อย ลุงเกร็งก็ไม่ได้ตื่นเห่ออาทิจเหมือนคนอื่นๆ
“นี่หมายความว่าน้าเกร็งไม่เชื่อว่า คุณอาทิจจะทำไร่ทำสวนได้งั้นเหรอ” ต๊อดถาม
“ไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่ข้ายังไม่เห็นก็เลยไม่อยากฟันธง แต่...”
ลุงเกร็งนิ่งไป ต๊อดถามอย่างสงสัย
“แต่อะไรอีกล่ะ ยังจะมีข้อด้อยอะไรอีก ฟังแค่นี้ก็เหี่ยวแล้วนะ”
“แต่ ข้าแอบเห็นแววตาคุณอาทิจ ข้าว่าแววตาอย่างนี้ล่ะที่บอกถึงความเป็นคนมุ่งมั่น จริงจังและหนักแน่น”
ดรุณี หุบยิ้ม พันคิดตาม
“อย่างนี้ก็หมายความว่า...”
ลุงเกร็งพยักหน้า
“เออ...ลึกๆแล้วข้าก็เห็นด้วยกับพวกเอ็งนั่นแหละ แต่ข้าอยากรอให้ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คนก่อนเท่านั้นโว้ย”
ต๊อด อึ่ง พัน กระโดดโลดเต้นส่งเสียงเฮเจี๊ยวถูกใจมาก แต่แล้วทุกคนก็ต้องจ๋อย เมื่อดรุณีทนไม่ได้ที่เห็นทุกคนปลื้มอาทิจ หญิงสาวลุกขึ้นมาแผดเสียงลั่น
“ส่งเสียงอะไรกันดังลั่นเลย หนวกหูจริง ณีอุตส่าห์หลบมาอ่านหนังสือถึงนี่อ่านไม่รู้เรื่องเลย...ไม่รู้จะตื่นเต้นอะไรกันนักหนา”
ดรุณีเดินกระแทกเท้าออกไป จบทุกคนมองตามหลังหญิงสาวไปก่อนจะหันกลับมามองกันเองเอ๋อๆ เงียบเป็นเป่าสากกันถ้วนทั่ว

เย็นนั้น ย่าแดงนั่งปอกแอ๊ปเปิ้ลแช่ในอ่างน้ำเกลืออยู่กับแก้วที่ระเบียงบ้าน แก้วพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น
“ต๊าย...ถ้าคุณอาทิจซ่อมแทรกเตอร์ได้ก็นับว่าเก่งมากเลยนะคะคุณย่า”
ดรุณีถือหนังสือเข้ามาเห็นย่าแดงนั่งอยู่ หญิงสาวหน้าระรื่น ตั้งท่าจะเข้าไปกอดซุกไซ้ แต่แล้วก็ต้องชะงัก
“ซ่อมได้หรือไม่ได้มันไม่สำคัญเท่ากับ การที่เราได้เห็นความมีน้ำใจและความตั้งใจดีของคนคนหนึ่งหรอกแม่แก้ว ดูโดยรวมแล้ว พ่ออาทิจเขาเป็นคนที่มีความคิด มีความมุ่งมั่นตั้งใจแล้วก็พร้อมจะเรียนรู้และรับฟัง แกต้องไปเห็นตอนที่ตาเกร็งร่ายยาวเรื่องงานในสวนส้มให้พ่ออาทิจฟัง พ่ออาทิจนะยืนฟังตาแป๋วเลย”
ดรุณีเหมือนมีก้อนสะอื้นแล่นขึ้นมาจุกที่คอหอย
“คุณย่าเลยดูจะเบาใจนะคะ อย่างน้อยคุณอาทิจก็ไม่ถือยศถือศักดิ์ว่าเป็นหลานคุณย่า” แก้วบอกอย่างชื่นชม
ย่าแดงพยักหน้า
“ใช่...นับว่าพ่อแม่เขาสอนมาดีเรื่องไม่ดูถูกคนอื่น แล้วพวกคนงานก็ดูเหมือนจะชอบพ่ออาทิจกันด้วย ตอนนี้ก็เหลืออยู่เรื่องเดียวคือรอดูว่า เขาจะอดทนและทำได้อย่างที่ตั้งใจรึเปล่า”
“แต่แค่นี้คุณย่าก็ดูจะสบายใจมากเลยนะคะ แก้วไม่เคยเห็นคุณย่ายิ้มอย่างมีความสุขอย่างนี้มานานแล้ว คราวนี้คงจะวางมือได้สักทีนะคะ”
ย่าแดงยิ้มเต็มไปด้วยความหวัง
“ถ้าพ่ออาทิจเป็นใจได้อย่างนั้นก็ดีสิ เดี๋ยวให้จิ๋วแจ๋วไปตามพ่ออาทิจมากินข้าวด้วยนะ ไม่รู้ป่านนี้ยังซ่อมรถนั่นอยู่รึเปล่า หิวรึยังก็ไม่รู้”
ดรุณีน้อยใจ เสียใจจนน้ำตาคลอรำพึงในใจ
‘อะไรๆก็นายอาทิจ จะถามหาเราสักคำก็ไม่มี’
ยิ่งพูดยิ่งเสียใจหนัก ดรุณีไม่สามารถทนกลั้นสะอื้นอยู่ตรงนั้นได้ หญิงสาววิ่งออกจากบ้านไปทันที ย่าแดงมองหา
“นี่แม่ณีไปไหนล่ะ”
“ไปหาที่อ่านหนังสือค่ะ หายไปทั้งวันเลย คงกลัวจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้น่ะค่ะ”
ย่าแดงยิ้มชื่นใจ
“มีหลานเกือบ 30 คน ฝากผีฝากไข้ได้สัก 2 คน ก็ยังดีนะแม่แก้วนะ”

แก้วพยักหน้ายิ้มเออออ มีความสุขไปกับความหวังของคุณย่า

ติดตามอ่าน "ธรณีนี่นี้ใครครอง" 2 รอบเวลา 9.30 น. และ 17.00 น

ดรุณีวิ่งร้องไห้เข้ามาในสวนส้ม คนงานหอบเครื่องมือพากันทยอยเดินออกจากสวน ในทิศตรงกันข้ามกับที่ดรุณีวิ่งเข้ามา หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งคุดคู้อยู่ใต้ต้นส้มแสนรักต้นหนึ่ง แล้วระบายความในใจออกมา ตามด้วยน้ำตาที่ร่วงรินอย่างพรั่งพรู

“ใครจะมาใส่ใจเด็กกำพร้าอย่างเรา เกิดมาแม้แต่หน้าพ่อแม่ก็ไม่เคยเห็น หวังจะอยู่กับคุณย่าไปตลอดชีวิต ท่านก็มีหลานรักคนใหม่ไม่สนใจเราแล้ว ก็ใช่สิ เขาเป็นย่าหลานเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขกันแท้ๆ แล้วเราเป็นใคร ถ้านายนั่นรู้ว่าเรามันก็แค่เด็กเก็บมาเลี้ยงคนหนึ่ง เขาจะหัวเราะเยาะเราสักแค่ไหน ขนาดไม่รู้...เขายังโอหังกับเราขนาดนี้ ถ้าเขารู้เขาคงเหยียบเราจมดิน ใครจะมาเข้าใจหัวใจของเรา ใครจะคอยปลอบโยน คอยซับน้ำตาให้คนไม่มีแม่อย่างเรา นอกจาก...”
ดรุณีมองไปที่ผืนดิน หญิงสาวเอามือไล้แผ่นดินอย่างแผ่วเบา
“แม่พระธรณี เราคงมีแต่เพียงแม่พระธรณีเท่านั้นที่เป็นที่พึ่ง”
ดรุณีสะอื้นไห้จนตัวโยน หญิงสาวทิ้งตัวลงนอนราบกับพื้น น้ำตาทะลักไหลลงสู่พื้นดิน
“แม่ที่แท้จริงของเราก็คือแผ่นดินนี่เอง รับลูกไว้เป็นลูกคนหนึ่งนะจ๊ะ...แม่จ๋า”
ดรุณีเกลือกซบหน้าและตัวลงกับผืนดิน ราวกับกำลังซุกอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นและยิ่งใหญ่ของแม่

ค่ำนั้น...อาทิจขยับเก้าอี้หัวโต๊ะ ให้ย่าแดงนั่ง ก่อนจะลงนั่งที่เก้าอี้ตัวข้างๆ แก้วยกโถข้าวเข้ามาตักใส่จานย่าแดง
“แม่ณียังไม่กลับมาอีกเหรอ”
“ค่ะ เห็นเจ้าต๊อดบอกว่าเข้าไปอ่านหนังสือในสวนตั้งแต่ตอนบ่าย คงจะอีหรอบเดิมล่ะค่ะ อ่านจนเพลินแล้วคนงานก็ชวนไปกินข้าว”
ย่าแดงพยักหน้ารับรู้แล้วหันมาถามอาทิจ
“รถแทรกเตอร์เป็นยังไงบ้างล่ะพ่อ”
“ต้องค่อยๆซ่อมไปครับ ผมเองก็ไม่ได้เรียนมาทางนี้ อาศัยว่าเคยช่วยช่างที่วิทยาลัยซ่อมเพื่อเอาไปใช้งานช่วงที่เรียนมาบ้าง นี่ก็กำลังถอดเครื่องดูอยู่ครับ”
“เจ้าฑูรมันขี้เกียจ ปัญหามีมาตั้งนานแล้ว มันก็ไม่รีบตามช่างมาซ่อม ปล่อยให้บานปลายจนใช้งานไม่ได้”
“ถ้าหากว่าผมซ่อมจนสามารถใช้งานได้ ผมอยากจะขออนุญาตคุณย่าเอารถไปบุกเบิกที่ดินทางด้านหลังบ้านพักจะได้มั้ยครับ”
“เอาสิ พ่อจะทำอะไรล่ะ”
“ผมสังเกตว่าคุณย่าชอบกินผัก”
แก้วรีบบอก
“ไม่ใช่เฉพาะคุณย่านะคะ แก้วก็ชอบ ยิ่งคุณณียิ่งชอบใหญ่เลยค่า”
“ถ้าทุกคนชอบ ผมจะลองปลูกผักดูครับ”
ย่าแดงเห็นดีด้วย
“ดีเลยพ่อ ปลูกเองกับมือ จะได้ดูแลเรื่องปุ๋ยเรื่องยาฆ่าแมลงได้”
“น้าแก้วเห็นคุณณีเคยปลูกใส่กระถางไม่กี่ต้น พอมันโตขึ้นมา แหม...กรี๊ดกร๊าดใหญ่เลยค่ะ นี่ถ้ารู้ว่าคุณอาทิจจะปลูกเป็นแปลงๆล่ะก็ น้าแก้วว่าคุณณีต้องดีใจจนเนื้อเต้นแน่ๆ”
“แต่...ผม...ไม่มีทุนนะครับคุณย่า” อาทิจท่าทางเกรงใจ “ถ้าคุณย่าจะกรุณาจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ให้ก่อน แล้วให้ผมผ่อนใช้ทีหลัง ไม่ทราบ...จะได้มั้ยครับ”
“ได้สิ ถึงย่าไม่มีเงิน ย่าก็จะดิ้นรนหามาให้พ่อจนได้ ขออย่างเดียว...ขอให้พ่อตั้งใจทำอย่างเต็มกำลังก็แล้วกัน ย่าสนับสนุนเต็มที่”
อาทิจยกมือไหว้
“ขอบพระคุณคุณย่ามากครับ”
ย่าแดงยกมือขึ้นจับมือหลานชายที่พนมมือไหว้แล้วยิ้มให้กำลังใจ โดยมีแก้วยืนเอ็นดูอาทิจอยู่ข้างๆ


หลังจากกินข้าวกันเสร็จ อาทิจประคองแขนย่าแดงเดินออกมาที่ระเบียง
“แล้วพ่อตั้งใจจะปลูกผักอะไรบ้างล่ะ”
“คุณย่าชอบรับประทานสลัด ผมก็ว่าจะเริ่มที่พวกผักสลัดประเภทกรีนโอ๊ค, เรดโอ๊ค, คอส แล้วก็ สลัดแก้ว ก่อนครับ”
“ต้องเตรียมอะไรยุ่งยากมั้ยพ่อ ย่าน่ะชอบกิน แต่ยังไม่เคยปลูกจริงจังกับเขาสักที”
“ไม่ยุ่งยากหรอกครับคุณย่า เพียงแต่เราต้องวางแผนและเตรียมงานให้พร้อม เช่น ระหว่างที่เราไถปรับพื้นที่ที่จะใช้ปลูก เราก็ต้องเตรียมเพาะกล้าไปด้วย เพราะเราต้องใช้เวลาในการตากดินและผสมปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักที่แปลงผัก ในขณะที่กล้าผักก็ต้องใช้เวลาเพาะราวๆ 20 วัน ถึงจะโตพอที่จะนำมาลงแปลงปลูก ทำไปพร้อมกัน จะได้พอดีเวลากันครับ”
“หลายขั้นตอนอยู่เหมือนกันนะ แล้วเรื่องปุ๋ยเคมี เรื่องยาฆ่าแมลงล่ะ ถ้าเราไม่ใช้จะได้มั้ย”
“ผมจะทดลองใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพ แล้วก็จะใช้น้ำหมักชีวภาพบำรุงผักดูนะครับ ส่วนยาฆ่าแมลงก็จะงดไว้ก่อน ผมจะลองเอาน้ำหมักสมุนไพรขับไล่แมลงมาลองดูครับ แต่ของพวกนี้ต้องใช้เวลาในการหมัก คงต้องเริ่มลงมือเดี๋ยวนี้เลย”
“จะใช้อะไร ก็ให้เจ้าต๊อดมันหาให้นะพ่อ ทำอะไรที่ไม่ก่อให้เกิดสารตกค้าง ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อตัวเองน่ะดีที่สุดแล้ว เหลือกินเหลือใช้พอแบ่งไปขายได้เมื่อไหร่ มันก็จะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นด้วย ตัวเราเป็นคนทำเราก็สบายใจ”
“ครับคุณย่า”
แก้วถือถาดใส่นมอุ่นออกมา 2 แก้ว
“นมอุ่นๆมาแล้วค่า”
“เออ...แม่ณีล่ะ กลับมาแล้วใช่มั้ย ทำไมไม่เห็นมาหาย่าเลย”
แก้วนึกขึ้นได้
“ว้าย...ยังไม่กลับค่ะคุณย่า แก้วก็มัวแต่ทำนู้นนี่จนลืมไปเลยค่ะ”
ย่าแดงชักเป็นห่วง
“นี่มันกี่โมงกี่ยามเข้าไปแล้ว กินข้าวรึยังก็ไม่รู้ ไป...รีบออกไปตามเร็ว”
แก้วรับคำแล้วรีบออกไปอย่างร้อนรน อาทิจเห็นแววตาย่าแดง ชายหนุ่มอ่านออกว่าท่านรักและเป็นห่วงหลานสาวคนนี้มากเพียงใด

แก้วถือตะเกียงวิ่งหน้าตื่นเข้ามามองหาดรุณี พร้อมโวยวายลั่น
“ตาย...ตายแน่ๆนังแก้วเอ๊ย...บ้านยายมุ้ยก็ไม่มี ยายคำแปงก็ไม่ได้ไป อีนังสุ่ยก็ไม่เห็น แล้วคุณณีของน้าแก้วไปอยู่ไหนคะเนี่ย ส่งเสียงหาน้าแก้วทีสิค้า ถ้าหาคุณณีไม่เจอ น้าแก้วคอขาดแน่ค่า คุณณี อยู่แถวนี้รึเปล่าค้า คุณณี”
แก้ววิ่งลัดเลาะแปลงส้มไป ตะโกนเรียกดรุณีไป จนมาเจอหญิงสาวหลับฟุบอยู่ใต้ต้นส้มต้นเดิมแก้วถลาเข้าไปประคองขึ้นมา
“คุณณี ทำไมมานอนอยู่ตรงนี้คะ”
ดรุณีลืมตางัวเงียตื่นขึ้นมา พอเห็นหน้าแก้วหญิงสาวก็ผวาเข้าไปกอดแล้วร้องไห้โฮ
“น้าแก้ว”
“เป็นอะไรคะ ร้องไห้ทำไม ไหน...บอกน้าแก้วซิ...เกิดอะไรขึ้น ใครทำอะไรคุณณี”
“คุณย่า...คุณย่าไม่รักหนูแล้ว หนูกลายเป็นหมาหัวเน่าสมใจหลานคนใหม่ของคุณย่าแล้ว”
แก้วสงสาร
“โถ...คุณณี คิดน้อยใจอะไรอย่างนี้คะ คุณย่าท่านเป็นห่วงคุณณีมากนะคะ จู่ๆมาหายตัวไปแบบนี้ ท่านใจคอไม่ดีรู้มั้ยคะ นี่ก็ไล่น้าแก้วให้มาตาม ถ้าไม่เจอ ท่านคงได้สั่งคนงานทั้งสวนให้ช่วยกันหาคุณณีพลิกแผ่นดินแน่ค่า”
“คุณย่าจะมีแก่ใจห่วงหนูขนาดนั้นเชียวเหรอ หลานคนโปรดอยู่ติดท่านทั้งคน”
“คุณอาทิจเธอเพิ่งมาอยู่ที่นี่นะคะคุณณี คุณย่าจะรักจะผูกพันกับเธอเท่ากับคนที่ท่านเลี้ยงมากับมือเกือบ 20 ปีได้ยังไงคะ”
“แต่หมอนั่นเขาดีเขาเก่งในสายตาของทุกคน ไม่เว้นแม้แต่น้าแก้วหรือพวกคนงานสักวันคุณย่าก็คงจะหมดรักหนู แล้วเทใจไปรักหมอนั่นหมดใจเหมือนกับทุกคน”
แก้วให้กำลังใจ
“แล้วคุณณีจะยอมทำไมคะ คุณอาทิจซื้อใจทุกคนได้เพราะความเก่ง ความดี คุณณีก็ต้องลุกขึ้นมาเก่งและดีแข่งกับเธอสิคะ คุณณีหลบมานั่งร้องไห้เสียใจน้อยใจอยู่อย่างนี้ ก็เท่ากับคุณณีแพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันได้ลุกขึ้นสู้นะคะ”
ดรุณีฟังแก้วแล้วอึ้ง
“จริงสิ”
แก้วเชียร์หนัก
“ถ้าไม่อยากแพ้ คุณณีก็ต้องลุกขึ้นมาพิสูจน์ให้คุณย่าและทุกคนเห็นและยอมรับให้ได้ค่ะว่า ถึงจะเป็นผู้หญิงแต่คุณณีก็อกสามศอกไม่แพ้ผู้ชาย...ต้องสู้นะคะคุณณี” แก้วใส่อารมณ์ร้องแบบเจิน เจิน “ต้องสู้...ต้องสู้ถึงจะชนะ”
แก้วยกมือข้างหนึ่งขึ้นมา ดรุณียกมือตามมาประกบมือแก้ว เพื่อเรียกขวัญกำลังใจและความมั่นใจกลับคืนมาให้ตัวเอง

อาทิจเดินออกมาจากตัวบ้าน ชายหนุ่มหันมาเจอแก้ว
“เจอตัวมั้ยครับน้าแก้ว ผมว่าจะไปช่วยหาอยู่พอดี”
แก้วกระซิบ
“ไม่ต้องแล้วล่ะค่ะ เดินมานู่นแล้ว”
แก้วชี้ไปทางด้านหลัง แล้วเดินเข้าบ้านไปก่อน ดรุณีเดินเข้ามา พอเจออาทิจหญิงสาวก็ปั้นหน้าบูดเชิดใส่ทันที
“คิดเหรอว่าฉันจะกลัวนาย ฉันจะทำให้นายเห็นว่า” ดรุณีพุดตามคำพูดของแก้ว “ถึงฉันจะ
เป็นผู้หญิง แต่ฉันก๊อกสามศอกไม่แพ้ผู้ชายอย่างนาย”
ดรุณีก็เชิดหน้ายืดอกใส่เขา ราวกับจะประกาศว่า อกฉัน 3 ศอกจริงๆนะ อาทิจละเหี่ยใจกับพฤติกรรมผีเข้าผีออกของดรุณีมาก ชายหนุ่มมองหญิงสาวไม่ต่างจากเด็กหญิงตัวเล็กๆ ก่อนจะพูดหน้านิ่ง
“อกผมไม่ถึงสามศอก”
ดรุณีก้มมองหน้าอกตัวเองที่เขย่งยืดใส่อาทิจจนแทบจะเบียดอยู่บนอกชายหนุ่ม ก่อนจะค่อยๆลู่ไหล่ลงอายหน้าแตก
“ลามก”
“ผมไม่ได้ลามก ผมแค่ต้องการจะบอกคุณว่าผมมาที่นี่เพื่อแข่งกับตัวเอง เพื่อลบคำสบประมาทที่ทุกคนมีต่อคุณพ่อของผม ผมมาที่นี่เพื่อน้องๆทุกคน ไม่ได้มาเพื่อต้องการจะแข่งอะไรกับคุณ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ผมไม่มีอะไรเทียบคุณได้เลย”
ดรุณีกระหยิ่มยิ้ม เมินหน้าหนีอาทิจแล้วลอยหน้าลอยตาพูด
“รู้จักเจียมตัวอย่างนี้ก็ดีแล้ว จะได้ไม่มีปัญหาต่อกัน ฉันเป็นคนสนิทของคุณย่า เป็นหลานที่คุณย่ารักมากที่สุด จำเอาไว้ด้วย”
ดรุณีหันมายิ้มเหยียดใส่ แต่หญิงสาวกลับต้องเจื่อนสนิท เมื่อพบว่าเขาหายไปจากตรงนั้นเมื่อไหร่ไม่รู้ เธอมองหาแล้วบ่นอย่างขัดใจ
“ปล่อยให้พูดคนเดียวอยู่ได้...ไอ้บ้านี่”
ดรุณียืนหงุดหงิดงุ่นง่านอยู่ตรงนั้น

ในห้องรับแขก ย่าแดงลงนั่งแล้วถอนใจเฮือก ดรุณีนั่งอยู่กับพื้นตรงข้าม โดยมีแก้วนั่งอยู่ข้างๆ
“เราก็คิดน้อยใจเสียใจอะไรไม่เข้าเรื่อง เข้าไปนอนอยู่ในนั้น เกิดงูเงี้ยวเขี้ยวขอมันมากัดเข้าจะว่ายังไง ไม่นึกถึงใจคนที่รออยู่ข้างหลังบ้างเลย”
ดรุณีหงอยๆ
“ก็...หนูคิดว่าไม่มีใครรอหนู”
“แล้วทีนี้เห็นรึยังว่า มีคนแก่หัวหงอกคนนี้รออยู่”
ดรุณีน้ำตาร่วงเผาะออกมาทันที หญิงสาวผวาเข้าไปกอดคุณย่า
“หนูขอโทษค่ะคุณย่า”
ย่าแดงโอบกอดปลอบใจ
“เราจะน้อยใจอะไรนักหนา พ่ออาทิจเขาก็เพิ่งมาที่นี่ เขาจะอยู่ทนอยู่นานแค่ไหน เราก็ยังไม่รู้ ย่าเป็นย่า ย่ามีหน้าที่ที่จะต้องให้โอกาสหลานทุกคน เพราะมันอยู่ในวิสัยที่ย่าจะให้ได้ ส่วนเขาจะทำได้หรือไม่ได้มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราไปร้อนรนอิจฉาพี่เขาทั้งๆที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใจเราเองนั่นล่ะที่จะเป็นทุกข์”
“เพราะหนูรู้ตัวนี่คะว่าหนูเป็นแค่เด็กกำพร้าคนหนึ่งที่คุณย่าเก็บมาเลี้ยง”
“แต่หนูก็เป็นลูกแม่ดัด ซึ่งเป็นเมียคนหนึ่งของคุณพ่อย่า”
“เป็นความกรุณาของคุณย่าที่นับหนูเป็นน้อง แต่หนูรู้อยู่แก่ใจว่าหนูไม่ใช่ลูกของคุณพ่อคุณย่า พ่อของหนูเป็นเพียงผู้ชายเกเรคนหนึ่งที่ทิ้งแม่หนูไปตั้งแต่หนูยังอยู่ในท้อง หนูไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง ไม่ได้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคุณย่าสักนิด”
หญิงสาวหลุดประโยคนี้ออกมาน้ำตาไหลพรากอย่างเด็กหัวใจสลาย ย่าแดงเอามือจับไหล่หลานสาวแล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตา
“ฟังย่าให้ดีนะแม่ณี หนูจะเป็นลูกใครไม่สำคัญ ขอให้รู้ไว้อย่างเดียวว่าย่ารัก และนับหนูเป็นน้องเป็นหลานในไส้เท่านั้นเป็นพอ อย่าน้อยใจไปเลยลูก”

ย่าหลานโผเข้าสวมกอดกันแน่น โดยมีแก้วนั่งเช็ดน้ำตาเป็นพยานในความรักของทั้งคู่

โปรดติดตามตอนต่อไป

ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 2 (ต่อ)

อาทิจนอนคว่ำหน้าเขียนจดหมายอยู่ที่ระเบียง โดยจุดตะเกียงและเทียนไว้ตามจุดต่างๆเพื่อให้แสงสว่างเพียงพอ

“กราบเท้าคุณพ่อคุณแม่ที่เคารพ...ผมมาถึงสวนคุณย่าโดยปลอดภัยตั้งแต่เมื่อเย็นวานครับ คุณย่าท่านมีเมตตากับผมมาก ท่านกรุณาให้ผมอยู่บ้านพักที่เป็นสัดส่วน และให้มากินข้าวกับท่านทุกมื้อ วันนี้ท่านยังพาผมตระเวนดูกิจการทั้งหมดของท่าน ที่มีมากมายจนผมอดแปลกใจไม่ได้ว่า ท่านเอากำลังจากไหนมาดูแลคนเดียว จนทุกอย่างเป็นปึกแผ่นมั่นคงจนทุกวันนี้ ผมชื่นชมและนับถือในความคิด ความสามารถของท่านจริงๆ ผมมีความสุขที่ได้อยู่ที่นี่ และคงมีความสุขมากขึ้นถ้าผมช่วยแบ่งเบาภาระของคุณย่าได้บ้าง...”
อาทิจนึกถึงดรุณีที่ตีหน้ายักษ์ใส่เขาหลายๆครั้ง
“แม้ว่าตอนนี้อาจจะมีใครบางคนไม่ยอมรับผม แต่ผมก็จะพิสูจน์ตัวเอง ไม่ใช่แค่เพื่อ...ให้เขาได้เห็น แต่เพื่อให้ทุกคนที่นี่ได้เห็น โดยเฉพาะคุณย่า ผมจะทำให้ท่านยอมรับในตัวผมและอภัยให้คุณพ่อให้ได้ครับสุดท้ายนี้ผมหวังว่าคุณพ่อคุณแม่และน้องๆทุกคนคงสบายดี รักและคิดถึงทุกคนเสมอครับ...อาทิจ”
ระหว่างที่อาทิจเขียนจดหมายอยู่ ต๊อดเข้ามาเลียบๆเคียงๆมอง จนอาทิจเขียนจดหมายเสร็จ ต๊อดจึงเว้าลาวใส่
“จดหมายแฟนเหรอครับนาย”
อาทิจเว้าลาวตอบ
“ฉันไม่เคยมีแฟน”
ต๊อดไม่เชื่อ
“ฮ้า...นายอย่าหลอกไอ้ต๊อดเลยน่า หล่อๆอย่างนาย ถ้าไม่มีแฟนก็ต้องเป็นเกย์เป็นตุ๊ดแล้ว...เฮ้ย หรือว่า”
อาทิจเหล่มองต๊อด ไอ้นี่ท่าจะไม่เต็ม ต๊อดหวาดๆ
“อย่าลวนลามต๊อดด้วยสายตาอย่างนี้สิ ถึงนายจะหล่อมากแต่ต๊อดบ้าผู้หญิงอะ”
อาทิจแกล้งลุกขึ้นทำทีเป็นยืดเส้นยืดสาย แต่ตวัดเหยียดแข้งขาไปหาต๊อด
“ช่วยไปไกลๆรัศมีฝ่าเท้าหน่อยไป...เพราะระยะประมาณนี้เคยมีคนถูกถีบอาการสาหัสมานักต่อนักแล้ว”
ต๊อดถัดตูดหนีออกมาทันควัน
“แหม...นายอะ ล้อนิดล้อหน่อยทำโกรธไปได้ ต๊อดก็แค่แปลกใจ นายอยู่มาจนป่านนี้แถมหล่อโฮกขนาดนี้ ไม่เคยมีแฟนได้ยังไง”
“ชีวิตฉันมีแต่เรียนกับทำงานอยู่ในไร่ในสวน นายจะให้ฉันเอาเวลาที่ไหนไปมีแฟน”
อาทิจเปิดสมุดที่ใช้เขียนจดหมาย ไปยังหน้าที่มีรายการยาวเป็นหางว่าว ก่อนจะฉีกยื่นให้ต๊อด
“นายช่วยไปหาของพวกนี้ให้ฉันหน่อยไป ฉันจะหมักน้ำชีวภาพคืนนี้เลย”
ต๊อดหน้าตื่น
“หมักคืนนี้...หมายความว่า ไอ้ต๊อดต้องไปเดี๋ยวนี้” ต๊อดแกล้งโวย “มีโอทีมั้ยครับ”
“โอทีไม่มี มีแต่โอถีบ เอามั้ย”
อาทิจแกล้งยกขาขึ้นมาทำท่าจะถีบ ต๊อดกระโดดถอยหลังแล้วยิ้มแหะๆ ก่อนจะวิ่งปรู๊ดออกไป อาทิจมองตามแล้วหัวเราะขำ

เช้าวันใหม่...อาทิจซึ่งอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้วเดินยืดเส้นยืดสายสลับวิ่งเหยาะๆมาตามทาง ดรุณีหิ้วหม้อเคลือบเดินเริงร่ามาตามทางเช่นกัน วันนี้คงเป็นวันที่สวยงามถ้าทั้งคู่ไม่ได้ใช้เส้นทางเดียวกัน ในเวลาเดียวกันและมาจ๊ะเอ๋กันกลางทางพอดี ดรุณีชักสีหน้าใส่
“จะไปไหนก็ไปสิ มายืนขวางทางอยู่ได้”
อาทิจเห็นหญิงสาวกวนใส่เลยกวนตอบ
“ผมจะยืนอยู่ตรงนี้แหละ คุณจะไปไหนก็ไป”
พูดจบอาทิจก็กระโดดตบมือ กางแขนแยกขา พร้อมเป่าปาก ปี๊ด...ปี้...ปี๊ด แบบไม่ได้แกล้งก็เหมือนแกล้ง ดรุณีชักฉุน
“ก็หลีกทางไปสิ ฉันจะได้ไป”
อาทิจหันไปมองพื้นที่ว่างทั้งสองข้าง
“ที่ข้างๆเหลืออีกตั้งกว้าง คุณก็เดินไปสิ หรือต้องเดินมาเหยียบรอยเท้าผมถึงจะชื่นใจ”
ดรุณีฟึดฟัด
“ก็หญ้าข้างทางมันรกไม่เห็นเหรอ”
“เห็น...แล้วยังไงครับ”
ดรุณีโวยลั่น
“ฉันแพ้หญ้า”
อาทิจยิ่งยั่ว
“เหมือนผมเลย ผมก็แพ้...โดนทีไรมันคัน...คั้น...คัน”
ดรุณีแทบเต้น
“คุณย่าใช้ให้ฉันไปเอาน้ำเต้าหู้นะเนี่ย”
“ก็ไปสิ ผมไม่ได้ยึดขาคุณไว้นี่ครับ”
อาทิจทำออกกำลังต่อ ดรุณีโกรธจัด หญิงสาวนิ่งไปชั่วอึดใจก่อนจะกรี๊ดดังยาว
“กรี๊ดดด”
อาทิจตะลึง กำลังกางแขนกางขาอยู่ช็อกค้างอยู่อย่างนั้น ดรุณีอาศัยจังหวะที่เขายืนจังงังก็ผลักชายหนุ่มล้มลงกับพื้นแล้วเอาหม้อเคลือบที่หิ้วมาฟาดใส่อาทิจอย่างแรงหลายครั้ง
“นี่แน่ะ...นี่แน่ะ...นี่แน่ะ”
อาทิจร้องโอดโอย แต่ไม่ได้ตอบโต้หญิงสาว นอกจากเอามือปัดป้องตัวเอง ดรุณีสะใจที่เอาคืนอาทิจได้ หญิงสาวหัวเราะก่อนจะวิ่งสลับเท้าลั้ลลาเป็นหนูน้อยหมวกแดงออกไป อาทิจยันตัวขึ้นมาแล้วบ่นตามหลัง
“เป็นน้องเป็นนุ่งล่ะก็ จะตีให้ก้นลายเลย”

หน้าโรงเก็บเครื่องมือ...ไพฑูรตั้งโต๊ะให้คนงานยืนเข้าแถวเซ็นรับอุปกรณ์ที่จะเบิกไปใช้ในสวน โดยมีตุ๊ยืนป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆกัน คนงานเซ็นและรับเครื่องมือก่อนจะทยอยออกไปทำงาน จนมาสุดที่ท้ายแถวซึ่งก็คือ ต๊อด อึ่ง พัน ต๊อดหันไปแซวตุ๊
“โอ้โฮ้พี่ตุ๊ อยู่ด้วยกันทั้งคืนยังไม่หน่ำใจอีกรึไง ตามมาเฝ้ากันถึงนี่เลยเหรอ”
“ฉันไม่ได้มาเฝ้าพี่ฑูรเว้ย ที่แวะมาก็เพราะอยากเห็นหน้าหลานคนใหม่ของคุณย่า ว่าจะหล่ออย่างที่พวกสาวๆในสวนส้มมันคลั่งกันรึเปล่า”
อึ่งหันไปแหย่
“เห็นแล้วอย่าเผลอคลั่งไปกะเขาล่ะพี่ตุ๊”
พันเสริมทันทีเป็นลูกคู่
“ไม่งั้นพี่ฑูรจัดหนักแน่คืนนี้”
ต๊อด อึ่ง พัน พากันหัวเราะลั่น...ไพฑูรอารมณ์เสีย ตวาดใส่สามลิง
“เฮ้ย...หยุดเห่าได้แล้ว” ไพฑูรหันไปทำเสียงหวานกับตุ๊ “น้องตุ๊ก็ไม่รู้จะมาทำไม พี่บอกแล้วว่ามันทำไม่ด้าย ป่านนี้ไปประจบคุณย่าของานอื่นทำไปแล้ว พนันได้เลย 10 เอา 1 ไม่มา”
สิ้นสุดคำพูดของไพฑูร อาทิจเดินเข้ามาทันที ต๊อด อึ่ง พัน ประสานเสียงพร้อมกัน
“มา”
ไพฑูรหันไปมองอาทิจแล้วได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ในขณะที่ตุ๊ตะลึงอ้าปากค้างรำพึงเบาๆ
“แม่เว้ย...หล่อหยุดโลกเลยเว้ย เฮ้ย” ตุ๊เข้าไปหาทันที “สวัสดีค่า...คุณอาทิจ พี่ขอแนะนำตัวนะคะ พี่ชื่อตุ๊ เป็นภรรยาของพี่ฑูรค่า”
อาทิจงงๆ แต่ก็ยิ้มให้และยกมือไหว้อย่างมีมารยาท
“สวัสดีครับ”
ต๊อดหันไปแอบแดกไพฑูร
“มีคนเขาคิดว่านายจะไม่มา”
อาทิจงงๆ
“ทำไมล่ะ”
ไพฑูรรีบออกตัว
“คือ...คนงานบางคนคิดว่าคุณอาทิจคงจะซ่อมไอ้รถนั่นไม่ได้เลยไม่มาที่นี่แล้วน่ะครับ ไอ้พวกนี้มีปากก็พูดไปเรื่อย”
ต๊อดสวนทันที
“ถูก...แล้วปากพวกมันก็เหม็นเหมือนขี้ที่เพิ่งหลุดจากตูด นายอย่าสนใจเลย”
อึ่งกับพัน หัวเราะลั่น สะใจที่ต๊อดแอบด่าไพฑูรได้เต็มๆ ไพฑูรตาขวางใส่สามเกลอ แต่ก็ฝืนยิ้มกับอาทิจ
“แต่มันก็จริงนะครับ ผมยังแปลกใจ คุณอาทิจไม่ได้เรียนมาทางช่าง แล้วทำไมมารับอาสาซ่อมรถให้คุณย่า คือผมเป็นห่วงน่ะครับ ซ่อมได้มันก็แค่เสมอตัว แต่ถ้าซ่อมไม่ได้มันก็จะมีคนหัวเราะเอาลับหลัง”
อาทิจชะงักไปนิดก่อนจะอธิบาย
“หัวเราะลับหลัง...ผมไม่ได้ยินก็ช่างคนหัวเราะเขาเถอะครับ เพราะสำหรับผม สิ่งสำคัญที่สุดมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับการซ่อมได้หรือไม่ได้ แต่มันขึ้นอยู่กับการที่เราได้ลงมือทำ หนทางสำเร็จอาจจะมีแค่ 50: 50 ก็จริง แต่ถ้าเรายืนดูเฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย ความสำเร็จมันเป็นศูนย์...จริงมั้ยครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ”

ต๊อด อึ่ง พัน ทึ่งและเป็นปลื้มกับความคิดของอาทิจ ตุ๊เองก็อดปลื้มอาทิจจนออกนอกหน้าไม่ได้ แต่พอสบตาไพฑูรก็ต้องเก็บอาการอย่างเกรงใจ

ติดตามอ่าน "ธรณีนี่นี้ใครครอง" 2 รอบเวลา 9.30 น. และ 17.00 น

ดรุณีถือถาดใส่น้ำเต้าหู้เข้ามาหาย่าแดงอย่างร่าเริง

“น้ำเต้าหู้ร้อนๆมาแล้วค่ะคุณย่า”
“ขอบใจจ้ะ เราไปตามพี่เขามากินข้าวก่อนไป เขาจะได้ไปทำงาน”
ดรุณีซึ่งกำลังนั่งดื่มน้ำเต้าหู้อยู่ข้างๆ แทบสำลัก ภาพของอาทิจพูดยียวนใส่เธอเมื่อครู่ยังวนเวียนอยู่ในหัว
“อู๊ย...หนูเห็นเขาไปที่โรงเก็บแทรกเตอร์ตั้งแต่เช้าแล้วค่ะคุณย่า คงกินกับคนงานแล้วล่ะค่ะ นี่หนูว่าจะรีบกินเหมือนกัน เสร็จแล้วหนูขออนุญาตคุณย่าไปซื้อตัวอย่างข้อสอบเอ็นทรานซ์ในจังหวัดนะคะ”
“ไปเถอะ แต่ก่อนไป ไปตามพี่เขามากินข้าวก่อน”
“แต่หนูต้องรีบไปนะคะคุณย่า หนูกลัวหนังสือหมดค่ะ”
“เออ...ถ้าอย่างนั้นก็ไปเถอะ”
ดรุณียิ้มหน้าบาน
“ขอบคุณค่ะคุณย่า”
“เดี๋ยวย่าไปตามพี่เขาเอง เดินไปเรื่อยๆสักชั่วโมงสองชั่วโมงคงถึง”
ย่าแดงพูดเรียบๆ ไม่ได้บ่งว่าไม่พอใจ แต่ดรุณีรู้ว่านี่แหละคืออาการไม่พอใจ หญิงสาวพูดเสียงอ่อย
“คุณย่าน่ะ”
ดรุณีดึงมือย่าแดงมากุมไว้ ขณะที่ย่าแดงลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วหันมามองหน้าหญิงสาว

ดรุณีถีบจักรยานเข้ามาในโรงเก็บแทรกเตอร์ อาทิจกำลังก้มๆเงยๆอยู่กับแทรกเตอร์ตรงหน้า หน้าตาเนื้อตัวมอมแมม ดรุณีเบรกล้อเอี๊ยดตรงหน้าเขา แล้วจวกทันที
“หัดรู้เวลาซะบ้างนะ ไม่ใช่รอให้คนมาเรียกมาตามอยู่ได้ทุกมื้อ มันเหนื่อย...รู้มั้ย”
อาทิจตอบสั้นๆไม่อยากมีเรื่อง
“ครับ”
“ครับแล้วยังไง”
อาทิจงง
“แล้วยังไงครับ”
ดรุณีนึกว่าอาทิจกวนประสาทก็ปี๊ดแตก
“นายอาทิจ”
“ครับ”
“นายจะยียวนกวนประสาทฉันไปถึงไหน นายจะกินหรือไม่กินข้าวน่ะ...ว่ามา”
“ความจริง ผมกินกับคนงานก็ได้”
“แค่นั้นแหละที่ฉันอยากรู้ ทีหลังหัดตอบอะไรให้ตรงคำถามมั่ง จะได้คุยกันสั้นๆแบบถามคำตอบคำ ไม่ต้องคุยกันยาวๆแบบนี้ มันเหนื่อย เข้าใจมั้ย”
“ครับ”
ดรุณีมือไม้สั่นแยกเขี้ยวยิงฟันจะเข้ามาบีบคอเขา อาทิจพูดเรียบๆ
“โกรธก็เหนื่อยนะครับ”
ดรุณีจำต้องเอามือลงอย่างแค้นใจ ก่อนตั้งท่าจะแหกปากจะกรี๊ด อาทิจรู้ทันรีบดักคอ
“กรี๊ดก็เหนื่อยเหมือนกันครับ”
ดรุณีหุบปากทันที หญิงสาวหมุนตัวทำท่าจะเดินกลับไปที่จักรยานอย่างอัดอั้น แต่แล้วก็เปลี่ยนใจหันกลับไปเตะขาเขาขณะไม่ทันตั้งตัวเต็มแรง
“เต๊ะก็เหนื่อยค่ะ แต่มัน...สะใจ”
ดรุณีส่ายสะโพกดุ๊กดิ๊กใส่อาทิจโชว์ความสะใจเต็มที่ ก่อนจะวิ่งจู๊ดไปที่รถจักรยานแล้วถีบออกไป อาทิจลูบหน้าแข้งไปมา
“แสบจริงๆ สักวันจะจับมาเขกหัวให้โนเลย”

ย่าแดงนั่งเป็นประธานที่หัวโต๊ะ ดรุณีหน้าระรื่นเดินฮัมเพลงอารมณ์ดีเข้ามา
“อารมณ์ดีจริง”
“ได้ออกกำลังกายขยับแข้งขยับขามานิดหน่อยค่ะคุณย่า ก็เลยสดชื่น มีความสุข”
“พ่ออาทิจล่ะ ตกลงได้ไปตามพี่เขารึเปล่า”
อาทิจซึ่งเดินเอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดแขนเข้ามา ชะงักฟังที่ตรงทางเข้า
“ไปตามสิคะ แต่เขาไม่สนใจคำชวนของคุณย่า เขาบอกเขาจะกินข้าวกับคนงาน หนูบอกคุณย่าแล้วว่าอย่าไปใส่ใจเขาเลย คนใฝ่ต่ำพรรค์นั้น”
ย่าแดงมองผ่านดรุณีไปเห็นอาทิจซึ่งยืนอยู่ทางด้านหลัง
“อ้าว...พ่ออาทิจ มาเข้ามา”
ดรุณีหน้าเด้งขึ้นมาทันที เพราะไม่คิดว่าอาทิจจะตามมา อาทิจขยับเข้ามา ดรุณีชำเลืองมองแล้วค่อยๆขยับออก อยากจะกลั้นใจตายเหมือนกันที่เผลอนินทาเขาซึ่งๆหน้าแบบนี้
“ตอนแรกผมว่าจะกินกับคนงาน เพราะเกรงใจคุณย่าที่เนื้อตัวผมสกปรก คุณย่าว่าการที่ผมคิดอย่างนี้ดูเป็นคนใฝ่ต่ำมากมั้ยครับ”
ดรุณีหน้าร้อนผ่าว อายแล้วอายอีกอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี ย่าแดงหัวเราะหึ...หึ...รู้ว่าอาทิจเหน็บดรุณี แต่ก็ชวนเปลี่ยนเรื่อง
“นั่งลงกินข้าวเถอะพ่อ”
“ผมไม่บังอาจหรอกครับ ที่มานี่ก็เพื่อให้คุณย่าเห็นว่าผมไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่มากินข้าวกับคุณย่า นอกจากเนื้อตัวผมสกปรกอย่างว่าจริงๆ”
“ตัวสกปรกเรายังขัดล้างให้สะอาดได้ แต่ถ้าใจสกปรกนี่ต่อให้เช็ดขัดยังไงด้วยอะไร คราบมันก็ยังฝังแน่นอยู่อย่างนั้น ย่าชอบคนที่สกปรกจากการทำงานสุจริต ยังไงหยาดเหงื่อคราบไคลมันก็สะอาดกว่าคนที่เที่ยวไปโกงเขากินเป็นไหนๆ นั่งลงเถอะ พ่ออาทิจ”
“ขอบคุณครับ เมื่อกี้ผมแวะล้างหน้าล้างมือมาแล้วล่ะครับ”
ย่าแดงหัวเราะ
“ล้างมาแล้วหรือนี่ ยังกับแมวคล้าวเลยนะพ่อ เอ้า...แม่ณีตักข้าว”
ดรุณีตักข้าวให้ย่าแดงเรียบร้อย แต่เหยียดทัพพีใส่ข้าวยื่นยาวไปหาอาทิจ
“ไม่เดินไปใกล้ๆพี่เขาล่ะ มายืนเหยียดแขนเป็นแม่นากอย่างนี้ ไม่งามนะแม่ณี”
“สงสัยจะรังเกียจว่าผมสกปรกน่ะครับ”
ดรุณีสวนแบบเน้นๆทันที
“ไม่ได้รังเกียจ”
ดรุณีหน้าตึง ฉวยโถใส่ข้าวเดินไปหาอาทิจ แต่...เท้าหญิงสาวเดินมาสะดุดกระโถนทองเหลืองสำหรับใส่ขยะซึ่งวางอยู่ที่มุมโต๊ะ หญิงสาวกอดโถข้าวแน่นแต่ตัวพุ่งและเซไปทางเขา อาทิจขยับตัวออกมา ตั้งใจจะลุกขึ้นไปช่วยจับไว้ไม่ให้ล้มหัวฟาดพื้นแต่ไม่ทันเพราะ ดรุณีเซซ้ายเซขวาสุดท้ายก็ลงไปนั่งอยู่บนตักเขาเป็นที่เรียบร้อย ทั้งคู่นั่งอึ้งกิมกี่อยู่พักใหญ่
ย่าแดงตลกหน้าตาย
“ไม่รังเกียจ แต่ก็อย่ารักกันถึงขั้นนั่งเก้าอี้ตัวเดียวกันเลยนะ”
ดรุณีรีบเด้งตัวขึ้นมาจากตักเขา ก่อนจะตักข้าวให้อย่างล่กๆ แล้วรีบกลับมานั่งที่ตัวเองอย่างสงบเสงี่ยม ย่าแดงมองหลานทั้งสองที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวตัวลีบโดยไม่กล้าสบตากัน แล้วได้แต่ขำอยู่ในใจ
ดรุณีเกาะแขนย่าแดงเดินออกมาทางหน้าบ้าน แก้วเดินเข้ามาหา
“เดี๋ยวตาเกร็งตามมาค่ะคุณย่า”
อาทิจเดินเช็ดหน้าเช็ดตาที่สะอาดหมดจดแล้ว ตามออกมาจากตัวบ้าน
“คุณอาทิจจะกลับไปซ่อมรถต่อเหรอคะ”
“ผมว่าจะขออนุญาตคุณย่าไปซื้ออะไหล่รถบางตัวในจังหวัด แล้วจะแวะไปส่งจดหมายให้ที่บ้านด้วยน่ะครับ”
ย่าแดงหันไปหาดรุณี
“เอ้า...ถ้าอย่างนั้นก็พาแม่ณีไปซื้อหนังสือซะด้วยกันเลยสิ”
ดรุณีรีบบอกเพราะไม่อยากไปกับเขา
“เอ่อ...คุณย่าคะ หนูไปกับลุงเกร็งดีกว่าค่ะ”
“ทำไมล่ะ ก็พ่ออาทิจเขาต้องไปที่นั่นอยู่แล้ว แล้วจะขับรถไปทำไมตั้ง 2 คันให้เปลืองน้ำมัน เปลืองพลังงาน เปลืองแรงงานคนซะเปล่าๆ”
ดรุณีจำนนต่อเหตุผลของย่าแดง แต่ก็ยังคิดหาข้อแม้อื่นๆ จนหันมาเจอแก้ว
“ถ้างั้น...หนูเอาน้าแก้วไปด้วยนะคะ”
แก้วเห็นดีด้วย
“ก็ดีเหมือนกันค่ะ แก้วจะได้ไปซื้อน้ำปูเจ้าอร่อยด้วย ไปค่ะ”
แก้วขยับปืนขึ้นไปนั่งด้านหลังกระบะ ดรุณีขยับจะปีนตาม ย่าแดงปราม
“พ่ออาทิจไม่ใช่คนขับรถนะแม่ณี”
ดรุณีชะงัก
“ถ้าอย่างนั้นน้าแก้วต้องลงมานั่งข้างหน้ากับหนูด้วย”
“อุ๊ย...น้าแก้วนั่งนี่ดีแล้วค่ะ คุณณีกับคุณอาทิจจะได้นั่งสบายๆ จะให้น้าแก้วไปนั่งเบียดทำไมค้า”
ดรุณีงอน
“ถ้าน้าแก้วไม่ลงมา หนูไม่ไปจริงๆด้วย”
“น้าแก้วลงมาเถอะครับ เดี๋ยวผมนั่งข้างหลังเอง”
“อ้าว...แล้วใครจะขับค้า ถ้าเป็นคุณณีล่ะก็...น้าแก้ว” แก้วทำท่างอนและเลียนเสียงดรุณี “ไม่ไปจริงๆด้วย”
ย่าแดงส่ายหน้า
“แล้วจะได้ไปกันมั้ยวันนี้ แม่ณีก็เรื่องมากเสียจริง เอ้า...แม่แก้วลงมาสิ จะได้รีบไป”

อาทิจเดินไปที่นั่งคนขับ ดรุณียืนรอจนแก้วปีนลงมาแล้วพยักพเยิดให้แก้วเข้าไปนั่งคั่นกลาง โดยมีคุณย่ายืนมองแล้วได้แต่ส่ายหน้า

ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 2 (ต่อ)

ที่ริมถนนหน้าร้านขายอะไหล่รถแทรกเตอร์ในเมืองเชียงใหม่เวลานั้น รถสปอร์ตหรูแล่นเข้ามาจอดเทียบที่จอดรถข้างถนน เวทางค์แต่งตัวหรูหราใส่แว่นกันแดดก้าวลงจากรถ วิยะดาก้าวลงมาจากที่นั่งด้านข้างคนขับ สวมกระโปรงสั้นเหนือเข่า เสื้อกล้ามโชว์เนินอกใบหน้าสวมแว่นตาเปรี้ยวเก๋ หญิงสาวถอดแว่นตาออก

“ดูสาวๆพวกนั้นสิ พี่เว”
วิยะดาหันไปหาพี่ชายซึ่งยืนอยู่ข้างประตูรถอีกด้าน เวทางค์ถอดแว่นตาออก ยืนเก๊กท่าเป็นนายแบบ
“ขี้เกียจดู ไปไหนก็มีแต่หญิงกรี๊ด เบื่อแหละ ไม่รู้จะกรี๊ดอะไรพี่นักหนา”
“แต่เที่ยวนี้ วิว่าเขาไม่ได้กรี๊ดพี่เวนะ”
วิยะดามองตามสายตาทั้งสาวแท้สาวเทียมที่ยืนจับกลุ่มอยู่บนฟุตบาท ทุกคนพากันชี้ไม้ชี้มือมาทางเวทางค์ก็จริง แต่ดูเหมือนจะมองผ่านเวทางค์ไปทางด้านหลัง วิยะดาชะเง้อคอมองตามแล้วเห็น อาทิจเดินเท่มาตามฟุตบาทเยื้องไปทางด้านหลังเวทางค์ วิยะดา และกลุ่มสาวแท้สาวเทียม อ้าปากค้างตะลึงในความหล่อ เวทางค์ หันไปมองตามสายตาน้องสาว เห็นอาทิจเดินเป็นนายแบบหายเข้าไปในร้านขายอะไหล่แทรกเตอร์ วิยะดากรี๊ดลั่น
“อ๊าย...พี่เว เขาเป็นใครอะ ผู้ชายคนนั้นเขาเป็นใคร”
เวทางค์มองด้วยสายตาดูถูก
“แต่งตัวแบบนั้น เดินเข้าไปในร้านแบบนั้น มันจะเป็นใคร นอกจากช่างซ่อมรถ”
“พี่เวรออยู่นี่นะ เดี่ยววิไปขอแลกPIN กับเขาก่อน จะได้ BB คุยกันงุงิๆ”
วิยะดาดี๊ด๊าจะวิ่งไปที่ร้านขายอะไหล่ แต่เวทางค์ยึดแขนน้องสาวไว้ แล้วมองซ้ายมองขวายังกับมีคนรู้จักตัวเองซะเต็มประดา
“เก็บอาการหน่อยยัยวิ นี่ไม่ใช่กรุงเทพฯนะ ใครๆก็รู้ว่าเราเป็นลูกผู้ว่าฯ เที่ยวไป ขอPINผู้ชายกิ๊กก๊อกอย่างนั้น เดี๋ยวคุณพ่อคุณแม่ก็ได้โดนชาวบ้านเม้าท์เอาหรอก ไปเถอะ หิวแล้ว”
เวทางค์ลากวิยะดาผ่านหน้ากลุ่มสาวแท้และเทียมที่ยังคงยืนออรอดูอาทิจ โดยที่วิยะดาเองก็ยังหันมามองหน้าร้านไม่วางตา เผื่อจะได้เห็นอาทิจเดินออกมาอีกสักแวบก็ยังดี

ในร้านกาแฟ...ดรุณีนั่งทำแนวข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เพิ่งไปซื้อมาบนโต๊ะ ซึ่งมีแก้วน้ำส้มคั้นซึ่งดื่มไปบ้างแล้ว กับแก้วกาแฟและถุงขนมปังวางอยู่ เวทางค์เดินเข้ามาในร้านกับวิยะดาที่บ่นไม่เลิก
“พี่เวนี่เรื่องมากจริง ร้านโน้นก็ไม่นั่งร้านนี้ก็ไม่เอา ไหนบ่นว่าหิวไง รู้งี้วิรอพี่เวที่รถดีกว่า”
เวทางค์ดักคอ
“รอพี่หรือว่ารอไอ้ช่างซ่อมรถนั่น รู้ทันหรอกน่า เซเลปฯระดับลูกผู้ว่าฯอย่างเราจะให้ไปนั่งร้านไก่กาอาราเร่ได้ไง มันต้องหรูหราอะโลฮ่าแบบนี้”
วิยะดาค้อนใส่พี่ชาย เวทางค์มองหาที่นั่ง แล้วตาก็ลุกวาวเมื่อหันมาเจอดรุณี ชายหนุ่มโบกมือเรียกดรุณีด้วยท่วงท่าประดิษฐ์เท่ๆเก๊กตลอดเวลา
“นั่นน้องณีนี่...น้องณี ยู้ฮู!”
อาทิจถือถุงใส่อะไหล่ที่เพิ่งซื้อ เดินเข้ามาในร้าน ชายหนุ่มชะงักเมื่อเห็น...เวทางค์โผเข้าไปกอดดรุณีซึ่งลุกขึ้นมาจากเก้าอี้แน่น ดรุณีตาเหลือกค้างที่จู่ๆเวทางค์เข้ามากอด อาทิจเบือนหน้าหนี แล้วตัดสินใจยืนรออยู่ที่มุมหนึ่งในสวนด้านนอกร้าน ดรุณีผละออกมาจากเวทางค์
“พี่เวกับวิขึ้นมาจากกรุงเทพฯตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
“เพิ่งมาถึงเดี๋ยวนี้จ้ะ พี่เวเขาหิวก็เลยแวะหาอะไรกินก่อน” วิยะดาบอก
เวทางค์ยิ้มดีใจ
“นึกแล้วเชียวว่ามาร้านเก๋ๆก็ต้องได้เจอคนเก๋ๆ น้องณีมานั่งเก๋ๆที่นี่บ่อยหรือจ๊ะ เซเลปฯ สมกับเป็นหลานคุณย่าจริงๆ”
“ไม่ได้เซเลปฯ อะไรหรอกค่ะ พอดีว่าร้านนี้เขาไปรับส้มที่สวนเป็นประจำ เขาให้บัตรลด 50%มา ณีก็เลยมาใช้บริการ...นั่งด้วยกันสิคะ”
เวทางค์กับวิยะดาลงนั่ง แก้วเดินถือถุงใส่น้ำปูเจ้าอร่อยมาเห็นอาทิจ
“อ้าว...คุณอาทิจ ทำไมไม่เข้าไปนั่งกับคุณณีข้างในล่ะคะ”
“ผมเห็นคุณณีเจอเพื่อนน่ะครับก็เลยยืนรอที่นี่ดีกว่า ถ้างั้นเดี๋ยวผมเอาของไปเก็บแล้วรอที่รถเลยนะครับ เชิญน้าแก้วเข้าไปดื่มอะไรกับคุณณีก่อนก็ได้ ไม่ต้องรีบนะครับ”
อาทิจเดินออกไป แก้วเดินเข้าไปในร้าน เห็นวิยะดากับเวทางค์
“โถ...นึกว่าใคร คุณเวกับคุณวินั่นเอง สวัสดีค่า”
ทั้งคู่พยักหน้าอย่างถือตัว
“หวัดดี”
แก้วแอบหมั่นไส้ทั้งคู่นิดๆ
“ไม่ทราบคุยธุระอะไรกันอยู่รึเปล่าคะ” แก้วหันไปบอกดรุณี “พอดีคุณอาทิจเธอยืนรออยู่ที่หน้าร้านนานแล้ว จนตอนนี้เธอกลับไปรอที่รถแล้วค่ะคุณณี”
ดรุณีแปลกใจ
“เขาไม่เข้ามาแล้วหนูจะรู้มั้ยล่ะว่าเขาซื้อของเสร็จแล้ว”
วิยะดาสงสัย
“ใครอะณี...คุณอาทิจ หล่อมั้ย”
“อย่าไปสนใจเลยวิ” ดรุณีหันไปบอกเวทางค์ “ณีต้องกลับแล้วค่ะ พี่เวจะเอาบัตรลดไว้มั้ยคะ”
เวทางค์โอ่ทันที
“ลูกผู้ว่าฯต้องจ่ายเต็มเท่านั้นจ้ะ ใช้บัตรลด50% อายเขาตาย”
ดรุณีเก็บบัตรใส่กระเป๋า
“งั้นณีเก็บไว้ใช้เอง ณีไม่อาย แล้วเจอกันนะคะ”
ดรุณีเก็บแนวข้อสอบใส่กระเป๋าสะพาย แล้วหยิบกาแฟและถุงขนมปังเดินออกไปกับแก้ว เวทางค์หันมาหาน้องสาว
“กินให้เต็มที่ยัยวิ มื้อนี้พี่เลี้ยง”
“กะอีแค่รูดการ์ดก่อน แล้วรอให้คุณแม่ตามมาจ่ายทีหลังเนี่ยนะ ไม่ต้องเว่อร์เลย”
เวทางค์ยักไหล่ไม่แคร์

ดรุณีสะพายกระเป๋า พร้อมถือแก้วกาแฟและถุงขนมปังเดินมากับแก้วซึ่งถือถุงน้ำปูมาเช่นกัน
“เดี๋ยวใกล้จะถึงที่จอดรถแล้วน้าแก้วเอากาแฟกับขนมปังนี่ให้นายนั่นด้วยนะคะ”
“นายนั่น นายไหนคะ”
ดรุณีค้อนใส่
“ก็นายอาทิจ...ยอดยาหยีของน้าแก้วไงล่ะ”
“แล้วทำไมคุณณีไม่ให้พี่เขาเองล่ะ”
“ไม่เอา เดี๋ยวเหลิง จริงๆหนูก็ไม่อยากจะใส่ใจเขาสักนิด แต่คุณย่าให้เงินมาแล้ว เดี๋ยวจะไปออเซาะคุณย่าว่าไม่มีใครซื้อน้ำซื้อข้าวให้กิน หนูไม่อยากเดือนร้อน” ดรุณียื่นแก้วกาแฟและถุงขนมให้แก้ว “เอ้า...ไม่ต้องรอให้ถึงรถแล้ว น้าแก้วเอาไปเดี๋ยวนี้เลย แล้วจะบอกว่าใครซื้อให้ก็ตามใจ แต่ห้ามเอ่ยชื่อหนูก็แล้วกัน”
ดรุณียัดทุกอย่างใส่มือแก้วแล้วเดินนำออกไป แก้วมองตามหญิงสาวแล้วได้แต่ส่ายหน้า แต่ก็ยิ้มเอ็นดู


อาทิจยืนพิงตึกอยู่ข้างที่จอดรถ ดรุณีกับแก้วเดินเข้ามา ดรุณีทำเมินไม่มองเขาแต่หันไปสบตาแก้ว แล้วส่งสัญญาณเป็นทำนองว่า อย่าลืมที่เตี๊ยมกันไว้นะ แก้วยื่นกาแฟและขนมให้
“มีคนฝากมาให้ค่ะคุณอาทิจ”
อาทิจหันไปมองดรุณีที่ร้อนตัวรีบพูดเสียงดังฟังชัดใส่ทันที
“ไม่ใช่ฉัน”
“น้าแก้วหรือครับ...ขอบ...”
อาทิจะยกมือไหว แก้วรีบยกมือห้าม
“ไม่ต้องไหว้ค่ะ คือ...ไม่ใช่น้าแก้วค่ะ”
“เอ...ถ้างั้นผมจะขอบคุณใครดี” อาทิจแกล้งแหย่ดรุณี “อ้อ...รู้แล้ว สงสัยจะเป็นเพื่อนชาย ของคุณณีที่ซื้อให้”
ดรุณีหน้าตึงเปี๊ยะ
“น้าแก้วคะ...ช่วยบอกผู้ชายคนนั้นด้วยค่ะว่าอย่าหาเรื่อง หนูมาซื้อหนังสือ ไม่ได้นัดแฟนออกมาคุย”
อาทิจย้อนอย่างสนุกสนาน
“น้าแก้วครับ...รบกวนช่วยอธิบายให้น้องคนนี้เข้าใจด้วยครับว่า ผมพูดว่า เพื่อนชายครับ ไม่ได้พูดว่าแฟน”
แก้วหันมาหาดรุณี
“ค่ะ น้าแก้วก็ได้ยินอย่างนั้น เพื่อนชายค่ะ ไม่ใช่แฟน”
ดรุณีหน้าแตก แต่ไม่ยอม
“ถึงจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่สายตาและท่าทางมันส่อออกมาตรงซะยิ่งกว่าตรงว่า ผู้ชายคนนั้นหมายถึง แฟน”
แก้วหันมาฟังอาทิจ
“ผมว่าน้องคนนี้ของน้าแก้วท่าจะคิดมากนะครับ ผมจะหมายถึง แฟน ได้ยังไง ในเมื่ออายุของน้องคนนี้สมควรจะตั้งใจเรียนอย่างเดียว ถ้าเป็นน้องสาวผม ผมจะสอนเขาว่า อย่าริอ่านมี แฟน”
ดรุณีหน้าร้อนวูบวาบเจ็บจี๊ด
“น้าแก้ว...”
แก้วหันมาฟังดรุณี
“ช่วยตะโกนบอกผู้ชายคนนั้นทีว่า นี่มันเรื่องส่วนตัวของหนู หนูจะมีแฟนหรือไม่มีหรือจะมีสักกี่คน ผู้ชายคนนั้นก็ไม่มีสิทธิ์มายุ่งวุ่นวายกับหนู”
อาทิจอารมณ์ดี
“น้าแก้วครับ”
แก้วหันมาฟังอาทิจ
“รบกวนทบทวนให้น้องคนนี้ฟังอีกครั้งสิครับว่า ผมพูดว่าถ้าเป็น น้องสาว ผม...ผมจะสอนน้องผมว่าอย่าเพิ่งมีแฟน สงสัยน้องคนนี้คงอยากเป็นน้องสาวผมซะจริงซะจังนะครับ ถึงได้ร้อนตัว”
ดรุณีปี๊ดแตกแหกปากลากเสียงแหลมยาว
“นายอาทิจจจ”
อาทิจยิ้มแล้วทำเสียงเอคโค่ใส่
“คร้าบบบ คุณดรุณี...ณี...ณี...ณี...ณี...ณี...ณี...ณี”
ดรุณีเต้น
“อี๊ยย!”
ดรุณีจะเข้าไปทุบอาทิจ แก้วซึ่งกำลังมึนตึบเพราะก่อนหน้านี้ต้องหันซ้ายหันขวาฟังทั้งคู่พูดรีบห้ามทัพ
“พอได้แล้วค่า ถ้า น้องคนนี้ กับ ผู้ชายคนนั้น ยืนทะเลาะกันอยู่อย่างนี้ แล้วคุณย่าทางนู้น กับ คนงานทางโน้น จะได้กินข้าวเย็นกันมั้ยค้า”
คำพูดของแก้วทำให้ทั้งคู่หยุดและหย่าศึกกันได้ แก้วยื่นกาแฟและขนมให้อาทิจอีกครั้ง
“คุณอาทิจกินรองท้องก่อนเถอะค่ะ ต้องขับรถอีกนาน”
“น้าแก้วกินเถอะครับ เมื่อกี้ตอนไปส่งจดหมาย ผมแวะกินข้าวแกงข้างไปรษณีย์เรียบร้อยแล้วครับ”
ดรุณีเผลอหลุดปาก
“แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก ฉันจะได้ไม่ต้องเปลืองตังค์ซื้ออะไรให้นายกิน”
อาทิจยิ้มกริ่ม
“อ้าว...ตกลงนี่คุณเป็นคนซื้อให้ผมเหรอ แหม...ถ้าบอกซะตั้งแต่แรก ผมกินฉลองศรัทธาคุณไปนานแล้ว จะได้ไม่ต้องทะเลาะกันเป็นเด็กๆ ต่อหน้าน้าแก้วด้วย”
ดรุณีโกรธลมออกหู หญิงสาวทำอะไรไม่ได้ นอกจากไล่ค้อนตั้งแต่แก้วไปยันอาทิจ ก่อนจะเดินตึงๆไปที่รถ แก้วหันมายิ้มกับอาทิจ แล้วรีบเดินตามดรุณีไป
 
อาทิจมองดรุณีแล้วได้แต่ขำ คิดในใจ เด็กหน๊อเด็กพาลทำให้เรากลายเป็นเด็กไปด้วยจนได้

โปรดติดตามตอนต่อไป

ติดตามอ่าน "ธรณีนี่นี้ใครครอง" 2 รอบเวลา 9.30 น. และ 17.00 น

ที่บ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่...สาวใช้ที่ยืนเข้าแถว 2 ข้างทางเข้าบ้าน เหมือนกำลังรอต้อนรับผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ สักครู่ชาย หญิงวัยกลางคน เดินผ่าเข้ามาในแถวของสาวใช้ ทุกคนยกมือไหว้ทั้งคู่อย่างนอบน้อม เป็นเวทางค์ กับวิยะดา วิ่งหน้าเริดแข่งกันออกมาจากตัวบ้าน แล้วเข้าไปกอดทั้งคู่

“คุณพ่อ คุณแม่”
ประเวทย์ ในชุดข้าราชการระดับซี 9 และวิไลลักษณ์ ซึ่งแต่งองค์ยกกระบัง โผเข้ามากอดลูกแน่น
“ตาเว ยายวิ มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ลูก” วิไลลักษณ์ถามอย่างยินดีมาก
“เมื่อกี้นี้เองครับ” เวทางค์กอดหอมแม่ “คิดถึงคุณแม่จังเลย”
วิยะดากอดพ่อแน่น
“วิคิดถึงทั้งคุณพ่อแล้วก็คุณแม่ค่ะ คุณพ่อคุณแม่ไปไหนมาคะ”
“กำนันที่แม่ริม เขาเชิญพ่อกับแม่ไปเป็นประธานงานตัดลูกนิมิตน่ะ”
วิไลลักษณ์ยกมือตบๆที่ผม
“เป็นไงลูก เช้งมั้ยจ๊ะ กระบังนี่ทำตั้งแต่ 7 โมงเช้า ป่านนี้ยังอยู่ทรงอยู่เลยเห็นมั้ย”
“คุณแม่แต่งอะไรก็สวยครับ นี่ถ้าเขาจัดประกวดนางงามเมียผู้ว่าฯล่ะก็ คุณแม่ต้องคว้ามงกุฎมาประดับกระบังได้ชัวร์” เวทางค์บอกอย่างเอาใจ
ประเวทย์ยิ้มหน้าบาน
“ชมกันเข้าไป แล้วนี่เรา 2 คน กินอะไรมารึยังล่ะ”
“แวะกินกับพี่เวมาแล้วค่ะ เจอยายณีที่ร้านด้วยค่ะคุณแม่”
วิไลลักษณ์ได้ยินชื่อดรุณี ไม่ค่อยชอบใจนัก
“สิ้นเดือนอย่างนี้ สงสัยจะเอาเงินมาเข้าแบงค์ให้คุณแม่นะคะคุณพี่ ไม่รู้แอบยักเข้าบัญชีตัวเองด้วยรึเปล่า”
ประเวทย์ส่ายหน้า
“ไม่มั้งคุณ คุณแม่ท่านละเอียดจะตาย ถ้าท่านเห็นตัวเลขไม่ตรงกันท่านก็ต้องท้วง”
“แหม..คุณพี่ขา น้องหมายถึงแอบยักแบบอ้อมๆน่ะค่ะ เช่น ขอเป็นค่าเรียนพิเศษ ค่าหนังสืออะไรทำนองนี้น่ะค่ะ ยายณีมันฉลาดจะตาย แล้วคุณแม่ท่านก็ชอบส่งเสริมเด็กที่รักเรียนซะด้วย เข้าทางยายณีเลย”
“แต่หนูณีเขาก็เรียนหนังสือเก่งจริงๆนี่คุณ”
“ค่า แล้วยังไงคะ ตาเวกับยายวิก็ได้ชื่อว่าเป็นหลานเหมือนกันนะคะ ถ้ายายณีได้ ตาเวกับยายวิก็ต้องได้ด้วยสิคะ มันถึงจะยุติธรรม”
“ยายณีเขาอยู่กับคุณย่า เขาจะแบมือขอตังค์คุณย่าเมื่อไหร่ก็ได้อยู่แล้วค่ะคุณแม่”
เมื่อวิยะดาบอกอย่างนั้น วิไลลักษณ์หันขวับมาบอกทันที
“เรา 2 คนก็ต้องเอาอย่างยายณีสิ อยู่ติดคุณย่าเข้าไว้ พรุ่งนี้ไปหาคุณย่ากับแม่เลย”
“ผมนัดเพื่อนโยนโบว์ฯ แล้วครับ” เวทางค์รีบบอก
“วิไม่ไปนะคะคุณแม่ ไปหาคุณย่าทีเหมือนหลุดไปอยู่หลังเขา สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มี จะBBกับใครก็ไม่ได้ คุณย่ากับยายณีก็คุยแต่เรื่องทำไร่ทำสวนอยู่นั่นแหละ น่าเบื่อจะตาย” วิยะดาปฏิเสธเช่นกัน
“เบื่อยังไงก็ต้องไป ท่องเอาไว้สิ เงิน...เงิน...เงิน...มรดกคุณย่ามีไม่ใช่น้อยนะ ลูกจะปล่อยให้ยายณีคว้าไปครองคนเดียวเหรอจ๊ะ”
เวทางค์กับวิยะดาหันมาทำหน้าเซ็งใส่กัน ประเวทย์ส่ายหน้าอย่างเบื่อๆ ก่อนจะเดินเข้าบ้าน

บริเวณน้ำตก ใกล้ที่พักอาทิจ...ดรุณีนุ่งกระโจมอก มีผ้าเช็ดตัวห่มไหล่ และหิ้วอุปกรณ์อาบน้ำใส่ตะกร้าไม้อย่างน่ารักเดินคุยมาพร้อมกับจิ๋วแจ๋ว สักครู่ทั้งคู่ชะงัก เมื่อได้ยินเสียงเฮฮิ้ววววดังขึ้นเรื่อยๆ ทั้งคู่หันมามองหน้ากัน แล้วพากันเดินจ้ำไปยังที่มาของเสียงนั้นทันที จนเมื่อข้ามโขดหินและโผล่หน้าออกไปมองที่แอ่งน้ำขนาดใหญ่ซึ่งมีน้ำตกสวยงามเป็นฉากหลัง
ทั้งคู่ถึงกับชะงักอ้าปากค้างเมื่อเห็น ต๊อดซึ่งใส่กางเกงในตัวเดียวกำลังโห่ฮาเป็นทาร์ซาน ก่อนจะกระโดดตูมในท่าแย้โดนเสียบลงไปหาอาทิจที่หัวเราะขำในความบ้าบอของต๊อด แต่แล้วก็ต้องหุบปากในบัดดล เมื่อดรุณีแหวขึ้นกลางอากาศ
“ใครอนุญาตให้นายมาเล่นน้ำในที่ส่วนตัวของฉัน...หา!!!”
อาทิจทวนคำงงๆ
“ที่ส่วนตัว ผมก็มาอาบน้ำที่นี่ทุกวันตั้งแต่วันแรกที่มาอยู่นี่ ทำไมถึงเพิ่งมาอ้างสิทธิ์ล่ะครับ”
“ก็สองสามวันก่อนอากาศมันหนาว แต่วันนี้มันร้อน ฉันจะมาแช่น้ำเล่นในที่ของฉัน มีปัญหาอะไรมั้ย”
อาทิจขี้เกียจมีเรื่อง
“ไม่มี”
“ไม่มีก็ออกไปเล่นที่อื่นสิ ตรงปลายน้ำนั่นเลยไป หรือจะย้ายไปเล่นมุมไหนก็ไป”
ต๊อดขนหัวลุก
“เผ่นกันเถอะนาย”
ต๊อดดึงแขนอาทิจ จะชวนขึ้นจากน้ำ ดรุณียกมือ 2 ข้างห้ามพร้อมส่งเสียงดังลั่น
“หยุดดด..อย่าเพิ่งขึ้นมานะนายต๊อด!!!”
ดรุณีดึงจิ๋วแจ๋วหมุนตัวยืนหันหลังให้อาทิจกับต๊อด
“จะนุ่งผ้านุ่งผ่อนให้เรียบร้อยกว่านี้ก่อนอาบน้ำบ้างได้มั้ย ทั้งเจ้านายทั้งลูกน้องเลย ถึงแถวนี้จะไม่มีคน แต่น่าจะอายผีสางเทวดาบ้างสิ”
“โดยเฉพาะพี่ต๊อด หุ่นยังกับแย้แดดเดียวยังจะมีหน้ามาแก้ผ้าโชว์อีก ไปรึยังเนี่ย!!”
จิ๋วแจ๋วโวยวายเช่นกัน ต๊อดโผล่เข้ามายืนด้านหลังจิ๋วแจ๋ว
“ไปแล้วจ้า”
อาทิจโผล่มายืนด้านหลังดรุณี แกล้งพูด
“ให้ว่องเลยต๊อด ยืนเปลือยอย่างนี้มันสั่นสะท้านเข้าไปถึงทรวงเลยว่ะ”
ดรุณีทำหน้ายี้ ในขณะที่จิ๋วแจ๋วอยากจะตายที่รู้ว่าต๊อดยืนเปลือยอยู่ข้างหลัง
“อี๊ยยยย..รีบไปเลยนะ ไปให้ไกลๆเลย ผู้ชายอะไรทุเรศที่สุด”
อาทิจและต๊อดซึ่งใส่กางเกงขาสั้นเรียบร้อย หันมาแอบหัวเราะคิกคักใส่กัน ก่อนจะกระโดดตูมลงน้ำไปอีกฝั่ง
ดรุณี จิ๋วแจ๋วหันไปมอง เห็นอาทิจกับต๊อดลอยคออยู่ในน้ำไกลออกไปแล้วสองสาวเลยลงไปเล่นน้ำในแอ่ง อาทิจตะโกนคุยกับต๊อดจงใจให้ดรุณีได้ยิน
“ย้ายมาอาบปลายน้ำก็ดีเหมือนกันนะ เผื่อมีใครขึ้นไปเล่นน้ำที่น้ำตกชั้นบน หรือไม่ก็พวกช้างที่อาจจะอึหรือฉี่ระหว่างเดินข้ามน้ำ มันก็จะโดนพวกที่อยู่ต้นน้ำก่อน”
“อึฉี่ช้างมันไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นอึฉี่คนนี่สินาย เรียกว่าฝันร้ายเลยล่ะ”
สองสาวเงี่ยหูฟังแล้วเริ่มหวาดระแวง กวาดตามองซ้าย ขวาอย่างไม่เป็นสุข สักครู่ ทั้งคู่ก็ต้องผวา เมื่ออาทิจชี้มาที่แอ่งที่สองสาวอาบน้ำอยู่ แล้วถามเสียงดัง
“นั่นอะไรหา..ต๊อด”
ต๊อดยกมือขึ้นป้องคิ้วทำท่าเพ่งตามอง แล้วชี้มาทางสองสาว
“นั่น..มะ..มัน..ขอ..สระอี..ขี..ไม้เอก..ขี่..ไม้โท..ขี้นี่ครับ”
ดรุณี จิ๋วแจ๋วอ้าปากหวอ แล้วหันไปมองรอบตัวเลิ่กลั่ก ทั้งคู่เห็นดุ้นสีทองอร่าม 3 ดุ้น ลอยตามน้ำตกตรงมา จิ๋วแจ๋วแหกปากลั่น
“คุณณี...อึ!”
ว่าแล้วสองสาวก็ร้องวี๊ดว้ายว่ายน้ำหนี แต่ยิ่งหนี เจ้าดุ้น 3 ดุ้นนี่ก็ยิ่งลอยตาม อาทิจพยายามอย่างยิ่งที่จะอดกลั้น แต่ก็อดไม่ได้ ท้ายที่สุดก็ต้องแอบหัวเราะกับต๊อดอย่างสนุกสนาน ดรุณีเผลอหันมามองอาทิจอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เมื่อหันมาอีกทีจึงเห็นไอ้เจ้า 3 ดุ้นลอยมาเทียบตรงหน้า หญิงสาวตาเหลือก จะแหกปากกรี๊ด แต่แล้วก็ตั้งสติ เพ่งมองเจ้าดุ้นนั้น ดรุณีมองเจ้า 3 ดุ้นที่นึกว่า “ขี้” จริงๆแล้วคือ ซังข้าวโพดที่สีและรูปลักษณ์คล้ายขี้ราวกับฝาแฝด
ดรุณีหันมามองอาทิจและต๊อดที่ยังขำกันท้องคัดท้องแข็งไม่เลิก หญิงสาวคว้าสิ่งเล็กๆที่ทุกคนคิดว่าเป็นขี้ ขึ้นมากำในมือแน่น ก่อนจะเหวี่ยงออกไปสุดแรงเกิด
สิ่งเล็กๆที่คล้าย “ขี้” หมุนติ้วในอากาศราวกับบูมเมอแรง ก่อนจะกระแทกเข้าที่หน้าผากอาทิจอย่างจัง
“โอ๊ยย!”
จิ๋วแจ๋วไม่รอช้า คว้าดุ้นที่อยู่ข้างตัวขึ้นมาแล้วเขวี้ยงใส่ต๊อด สิ่งเล็กๆที่คล้าย “ขี้” ลอยไปเข้าปากต๊อดพอดิบพอดี ต๊อดจะแหกปากร้องก็ร้องไม่ได้ เพราะมันคาอยู่ในปาก
 
สองสาวหัวเราะงอหายที่เห็นสองหนุ่มร้องโอดโอย

ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 2 (ต่อ)

มุมหนึ่งในบ้านคุณย่า...แก้วทายาขี้ผึ้ง เพื่อลดรอยแดงที่หน้าผากให้อาทิจ ขณะที่ดรุณีฟ้องเสียงดังอย่างไม่เกรงใจ

“คุณย่าต้องชำระความให้หนูนะคะ นายอาทิจบุกรุกเข้าไปในที่ส่วนตัวของหนู”
ย่าแดงปรามอย่างอารมณ์ดี
“น้ำตกไม่ใช่ที่ส่วนตัวของเราหรือของใครนะแม่ณี เราไม่มีสิทธิ์แสดงความเป็นเจ้าของ ถึงแม้ว่ามันจะอยู่ในที่ของเราก็ตาม มันเป็นของสาธารณะ เป็นสมบัติของชาติที่ไม่ว่าพ่ออาทิจ หรือใครๆก็มีสิทธิ์เข้าไปใช้”
“แต่...”
“เราจะมีความสุขหรือลูก ถ้าเราได้ชื่นชมธรรมชาติแล้วต้องแอบเก็บไว้ในใจคนเดียว แทนที่จะแบ่งปันให้คนอื่นได้เห็นและเข้ามาชื่นชมด้วย”
“หนูไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวขนาดนั้นนะคะคุณย่า เพียงแต่...ถ้าคนๆนั้นเข้ามาด้วยเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ เช่น เข้ามาแอบดูพวกหนูอาบน้ำล่ะคะ”
อาทิจสวนทันที
“คนๆนั้นที่คุณพูดถึงหมายถึงผมรึเปล่าครับ ถ้าใช่ ผมอยากให้คุณนึกย้อนกลับไปสักนิดว่า ใครกันแน่ที่ไปถึงน้ำตกนั่นก่อน ผมเล่นน้ำกับเจ้าต๊อดอยู่ดีๆ คุณนั่นแหละที่เป็นฝ่ายตามไปทีหลัง อย่างนี้ใครเป็นฝ่ายแอบดูใครกันครับ”
“ฟังดูแล้ว คุณอาทิจน่าจะเป็นฝ่ายเสียหายนะคะ แถมยังโดนพวกถ้ำมอง เขวี้ยงซังข้าวโพดใส่หัวอีกต่างหาก” แก้วเข้าข้างอาทิจ
“น้าแก้ว!” ดรุณีงอน
ย่าแดงขำๆ
“เป็นซังข้าวโพดนี่ยังดี กระเด็นจากพ่ออาทิจไปตกตรงไหนก็ยังเป็นปุ๋ยให้ดิน แต่ถ้าเป็นพวกขยะพลาสติกนี่ย่าเศร้าใจ บ้านเรามีธรรมชาติที่สมบูรณ์สวยงามทั้งทะเล ภูเขา น้ำตก ถ้าช่วยกันรักษา เขาก็จะอยู่กับเราไปชั่วลูกชั่วหลาน แต่ถ้าทิ้งขวางไม่ใส่ใจกันอย่างทุกวันนี้ ธรรมชาติก็จะมีวิธีบำบัดตัวเอง ด้วยการลงโทษพวกเราที่มักง่าย ดูอย่างซึนามินั่นปะไร ไม่เคยเห็นก็ได้มาเห็นในยุคนี้พ.ศ.นี้”
“คุณย่าพูดจนหนูกลัว”
“ธรรมชาติทุกอย่างในโลกนี้ต้องการความสมดุลนะลูก หนูกับพ่ออาทิจเป็นเด็กรุ่นใหม่ ต้องรู้จักพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการเรียนรู้ แล้วร่วมมือป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตขึ้นอีก ทำได้มั้ยลูก”
อาทิจ ดรุณีพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“ครับ / ค่ะ”
ทั้งคู่หันมามองหน้ากันเก้อๆ แก้วเสริม
“ถ้างั้น เริ่มจากพลิกวิกฤตที่น้ำตกให้เป็นโอกาสเลยดีมั้ยคะคุณณี ให้คุณอาทิจไปดำผุดดำว่ายด้วย ก็เท่ากับมีคนมาช่วยดูแลเพิ่มอีกคน” แก้วแกล้งแหย่ “สองแรงแข็งขัน อู๊ยยย...น้ำใสไหลรินเห็นตัวปลาแน่นอนค่า”
ดรุณีไม่ตอบได้แต่มองค้อนแก้ว อาทิจและคุณย่าแอบยิ้ม แต่เมื่อดรุณีหันมามอง อาทิจก็หุบยิ้ม ทำหน้านิ่งไม่รู้ไม่ชี้


ทองประศรี เจ้าของร้านที่ขายสินค้าเบ็ดเตล็ด ในตลาด เปิดเครื่องเล่นคาราโอเกะถูกๆ เสียงเพลงกระแซะเข้ามาซิ ของพุ่มพวง ดวงจันทร์ ดังกระหึ่ม แล้ววาดลวดลายบิดซ้ายป่ายขวา ในท่ายั่วยวน โดยเธอถือไมต์ร้องเพลงตามไปด้วย ขณะที่น้องสาว 2 คนคือทองประสานกับทองประสม เต้นเป็นแดนเซอร์อยู่ข้างๆ
ทองประศรีเดินส่ายไปมา พร้อมยักคิ้วหลิ่วตาเข้ามาหาหนุ่มๆ ซึ่งนั่งดื่มเหล้าที่โต๊ะ และตบมือเป่าปากเชียร์หญิงสาวเย้วๆเพราะกำลังเมาได้ที่
ตุ๊เดินเข้ามาในร้านแล้วโบกมือทักทาย ทองประศรีหันมาเห็นตุ๊ จึงส่งไมค์ให้ทองประสานร้องเพลงต่อ ก่อนจะแยกออกมา
“เปิดคอนเสิร์ตแต่หัววันเชียวน้า” ตุ๊แซว
“ไม่ได้สิพี่ตุ๊ คนทำมาหากิน ทุกนาทีมันเป็นเงินเป็นทองทั้งนั้นแหละ” ทองประศรีดักคอ “นี่พี่ตุ๊แวะมาจ่ายหนี้ที่ติดไว้เหรอ มาซะมืดเชียว”
ตุ๊โดนทวงหนี้น้ำลายหนืดคอ รีบหาทางออกให้ชีวิต
“ไอ้หนี้น่ะไม่ลืมหรอกนะน้องศรี แต่พี่ขอผลัดไปจ่ายสิ้นเดือนนะ ช่วงนี้คุณย่าเค็มจะตาย กว่าพี่ฑูรจะเบิกเบี้ยเลี้ยงเบิกโอทีได้ต้องรอจนเหนียงยาน ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไมนักหนา เงินน่ะ หรือจะเก็บเป็นมรดกให้หลานคนใหม่ซะก็ไม่รู้”
“หลานคนไหนอีกล่ะ ผู้หญิงหรือผู้ชาย”
“ผู้ชาย เพิ่งมาอยู่นี่ได้ไม่กี่วันเอง”
ทองประศรีตาลุกวาว
“ผู้ชายเหรอพี่ตุ๊ หล่อมั้ย”
“หล่อลากดินเลยล่ะน้องศรี ไว้วันหลังพี่ตุ๊จะพาไปรู้จัก...เอามั้ย”
ทองประศรีดีดดิ้นดีใจจับมือตุ๊แน่น
“เอาซี้ พี่ตุ๊ก็ถามได้ ฉันละเบื่อไอ้ขี้เมาพวกนี้ จนจะอ้วกเปลื้องเนื้อเปลื้องตัวก็เท่านั้น อยากเจอผู้ชายหล่อ รวย ชายตระกูลดีกับเขาบ้าง”
ตุ๊ฟังอย่างนั้นก็เข้าทาง รีบเสริม
“ถ้างั้นพี่ตุ๊ขอเชื่อสบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน แป้งฝุ่นแล้วก็...ยาทาเต่านะ”
ทองประศรีค้อน
“ยังไม่ได้อาบน้ำล่ะสิ ว่าแต่...เขาชื่ออะไรล่ะพี่ตุ๊”
“คุณอาทิจ”
ทองประศรีทำตาลอยเคลิ้มฝัน
“คุณอาทิจ” ทองประศรีนัดหมายทันที “พรุ่งนี้เลยนะ”
“จ้ะ...แต่สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ยาทาเต่า ขอเดี๋ยวนี้นะ”
ทั้งคู่ยิ้มให้กัน แต่เป็นยิ้มที่แฝงไปด้วยผลประโยชน์และซ่อนเล่ห์เหลี่ยมเนียนๆ ชนิดไม่มีใครยอมใคร

อาทิจนั่งพิงเฉลียงบ้านพักชมจันทร์ไปเป่าใบไม้ไปเป็นเพลง ต๊อดเข้ามายืนจังก้าตรงหน้า แล้วเว้าลาวใส่
“โห...อะไรเนี่ย เอาใบไม้มาเป่า ไม่มีเครื่องดนตรีเก๋ๆกับเขาบ้างเลยเหรอนาย”
“แล้วใบไม้นี่มันไม่เก๋ตรงไหนวะ จะเด็ดมาเป่าตรงไหนก็ได้ ไม่ต้องแบกไปมาให้เป็นภาระ ไม่ต้องเสียเงินซื้อ”
“แต่เป่าแล้วไม่หล่ออะ ลองถ้าไม่ใช่นาย แต่เป็นไอ้ต๊อดมานั่งเป่าแบบนี้สิ มันจะไม่เหมือนขี้กะปอมผงกหัวหงึกหงึกเหรอ มันต้องไอ้นี่...ถึงจะทันสมัย...คักเติบ”
“อะไร...อูคูเลเล่ อย่างที่เขาฮิตๆกันงั้นเหรอ”
ต๊อดงง
“หา...คูล่งคูเล่อะไร...ต๊อดไม่รู้จักหรอก รู้จักแต่ไอ้ที่เป่าแล้วมันดัง ตะละเเล้แล่นแต...นี่ไง”
ว่าแล้วต๊อดก็ดึงเอา แคน ที่เหน็บอยู่ที่ขอบกางเกงด้านหลังออกมาให้อาทิจอย่างภาคภูมิใจ
“อึ้งเลยล่ะซี้”
อาทิจพยักหน้า
“เออ...เห็นแล้วคิดถึงบ้าน”
“นายเป่าเป็นรึเปล่า”
อาทิจไม่ตอบแต่ย้อนถามกลับไป
“นายเซียนเลยล่ะสิ”
“โด่...อย่าให้พูดเลย ล่ารางวัลมาทั่วอิสานแล้ว เดี๋ยวจะแซมเปิ้ลให่เบิ่งเด้ครับ”
พูดจบต๊อดก็เป่าแคนให้อาทิจฟัง ไม่ค่อยเป็นเพลง หนักไปทางลีลา อาทิจหัวเราะสนุกสนานขำว่ามันจะบ้าไปไหน

ย่าแดงนั่งปักผ้าในห้องพักผ่อน ขณะที่ดรุณีซึ่งนั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบอยู่ใกล้ๆกับแก้วซึ่งนั่งจดรายการอาหารอยู่ที่พื้น ทุกคนอยู่ในอาการเดียวกันคือ วางมือจากงานแล้วหันไปทางที่มาของเสียงแคน
“สงสัยเจ้าต๊อดจะเปิดคอนเสิร์ตอีกแล้ว พ่ออาทิจจะได้นอนรึเปล่าก็ไม่รู้” ย่าแดงบ่น
ดรุณีแอบงอนนิดๆ
“คุณย่าไม่เห็นเป็นห่วงหนูบ้างว่า จะอ่านหนังสือรู้เรื่องรึเปล่า”
“ไหนว่าจะไม่อิจฉาพี่เขาแล้วไง”
ดรุณีจ๋อย ขัดใจแต่ต้องเก็บอาการ ไม่กล้าหือ
“มันก็เป่างูๆปลาๆของมันอยู่ได้แทบทู้กวัน แก้วล่ะแปลกใจจริงๆ ทำไม๊...ไม่มีใครไปตะโกนบอกมันสักนิดว่ามัน หนวกหู ไม่รู้จะพยายามเป่าให้ใครฟัง” แก้วบ่น
ย่าแดงยิ้ม อารมณ์ดี
“ก็พวกเรานี่ไงล่ะ เอาเถอะ...ความสุขเล็กๆน้อยๆของเจ้าต๊อดมัน มันเป่าประเดี๋ยวประด๋าวก็เลิก ฝึกงูๆปลาๆเข้าทุกวัน มันก็เก่งเองแหละ”
ย่าแดงพูดจบ เสียงแคนก็เปลี่ยนโทนเป็นเสียงกังวานแว่วหวาน ไพเราะจัดขึ้นมาทันที ทุกคนหันไปมองทางที่มาของเสียงแคนอีกครั้ง ด้วยอาการชะงักงัน...นึกไม่ถึง
“แหม...คุณย่านี่วาจาสิทธิ์จังนะคะ พูดยังไม่ทันขาดคำ นายต๊อดก็เก่งพรวดพราดขึ้นมาทันที เพราะจัง หนูไม่คิดมาก่อนเลยว่าเสียงแคนจะเพราะได้ถึงขนาดนี้”

ดรุณีวางตำราแล้วเดินออกมายืนหน้าต่าง เพื่อฟังเสียงแคนที่แว่วมาตามสายลม ย่าแดงและแก้วก็ชะแง้หูฟัง ต่างนึกว่าเป็นฝีปากต๊อด และนึกไม่ถึงเหมือนกันว่าต๊อดจะพัฒนาตัวเองได้ไวขนาดนี้

ติดตามอ่าน "ธรณีนี่นี้ใครครอง" 2 รอบเวลา 9.30 น. และ 17.00 น

อาทิจเป่าแคนอย่างไพเราะช่วงสุดท้าย ก่อนจะวางแคนลง แล้วหันมายักคิ้วให้ต๊อด ซึ่งนั่งอ้าปากค้างอยู่ตรงกันข้ามที่เฉลียงบ้านพัก

“เป็นไง ฝีมือพอจะไปออกงานวัดได้มั้ยวะต๊อด” อาทิจส่งแคนคืน
“โห...นายอะ ทำต๊อดหน้าแตกอยู่เรื่อย ไหนบอกเป่าไม่เป็นไง หลอกให้ต๊อดปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่ม...ทั้งเล้าเลยด้วย”
อาทิจหัวเราะขำต๊อด
“ใช่ซี้...ต๊อดมันไม่มีอะไรดีเลยนี่ อะไรๆก็สู้นายไม่ได้ ทำงานก็ไม่เก่ง เล่นดนตรีก็ไม่เพราะ ฉลาดก็ไม่ฉลาด พูดจาก็โผงผาง แถมหน้าตายังหล่อน้อยกว่าตูดนายซะอีก ต๊อดจะเอาอะไรไปแข่งกับนาย”
ต๊อดนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วทำหน้าเด้งปิ๊งขึ้นมา
“แน่จริง...นายกล้าแข่งเซิ้งกับต๊อดมั้ยล่ะ”
“ไม่เอา เซิ้งไม่เป็น ถ้าเป็นเรื่องนี้ฉันยกให้นายชนะผ่านฉันเลยแล้วกัน”
ต๊อดคิกคัก
“กลัวทุเรศล่ะสิ...ไม่เอา...นายต้องลุกขึ้นมาดวลกับต๊อด ให้ต๊อดได้มีโอกาสน็อคนายสักครั้งเถอะ”
ต๊อดฉุดแขนอาทิจให้ลุกขึ้นมา
“เฮ้ย!ไม่เอาจะนอน”
“มายกชัยชนะให้ฟรีๆแบบนี้ ต๊อดจะภูมิใจได้ไงล่ะ มันต้องดวลกันให้รู้ดำรู้แดงไปข้าง นะ...นาย...นะ มันต้องมีสักเรื่องสิที่ต๊อดเจ๋งกว่านาย”
อาทิจรำคาญ ถอนใจหนัก
“ไอ้นี่หนิ...เฮ้ออออ!!!..จะให้ทำยังไงก็ว่ามา”
ต๊อดยื่นแคนให้
“นายเป่า ต๊อดเซิ้ง ใครเซิ้งเด็ดกว่ากัน ได้แคนเป็นรางวัล”
อาทิจส่ายหน้ากับกฎกติกาบ้าบอของต๊อด แต่ก็รับแคนมาเป่าในจังหวะรำซิ่งเพื่อตัดรำคาญ ต๊อดเซิ้งส่ายไปมา พยายามเหลือเกินที่จะประดิษฐ์ท่าให้สวยงาม ไม่ได้ทำตลกแต่มันตลกโยท่าทางของต๊อดเอง
สักครู่ .ต๊อดก็หยุดยืนหอบเพราะเมามันจนลืมสังขารตัวเอง แต่ก็ยังมีอารมณ์ยียวนใส่อาทิจ
“ใจเสียล่ะสิ นี่ออมมือนะ ไม่อยากชนะขาดลอย เดี๋ยวนายจะเคืองต๊อดซะเปล่าๆ เอ้า..ทีนี้ตานายล่ะ...กล้าๆหน่อย อย่าออกแนวตลกมากล่ะกัน ขี้เกลียดขำอะนาย”
ต๊อดดึงแคนที่อยู่ในมืออาทิจมาเป่า เลือกเพลงในจังหวะเร็วๆ แอบแกล้งอาทิจนิดๆ อาทิจยิ้มเจื่อน ทำเขินปนอายคล้ายจะไม่กล้า

ย่าแดง ดรุณี และแก้ว แต่ก็หยุดงานในมือชั่วคราว เพื่อเงี่ยหูฟังเสียงแคนที่ดังขึ้นอีกครั้งอย่างงงๆ
“ไอ้ต๊อดนี่มันลมเพลมพัดนะคะ เมื่อกี้ยังเล่นดีๆฟังเพลินๆอยู่เลย ไหง...ตอนนี้เหมือนเป่าไล่มดไล่ปลวกไปได้” ย่าแดงงง
“นั่นสิ มันยังไงของมัน”
ดรุณีเองก็แปลกใจไม่แพ้คุณย่าและแก้ว ขณะที่ต๊อดเป่าแคนอย่างเมามัน ตาก็คอยเหล่มองอาทิจซึ่งยังยืนเหนียม ขัดๆเขินๆ สักครู่ต๊อดหยุดเป่า
“โธ่...ไม่ต้องอายหรอกนาย ถึงมันจะเป็นตาขี้เดียด....ยังไง ต๊อดก็ไม่ปากโป้งไปเล่าให้ใครฟังหรอกน่า...รับรอง”
“เอ้า...เอ้า...คิดซะว่าสงเคราะห์คนบ้า แต่...แค่เพลงเดียวนะ”
ต๊อดดีใจกลับมาเป่าแคนอีกครั้ง อาทิจเริ่มเซิ้ง แรกๆก็เก้ๆกังๆ แต่พอผ่านไปแวบเดียวชักเริ่มมัน เลือดอีสานแล่นปี๊ดป๊าดดด ชายหนุ่มจึงเซิ้งร่อนไปมาได้สะเด็ดสะเด่า ยิ่งกว่าแกงค์โปงลางสะออน
ต๊อดเหล่มองอาทิจ สักครู่จึงหยุดเล่นแล้วส่งแคนให้ อาทิจงง
“อะไร”
“เอาไปเลยรางวัล อย่าให้ต๊อดต้องทนปวดตับดูนายจนจบเพลงเลย มันเซ็งโพด” ต๊อดอารมณ์เสีย “คนอะไร จะนั่ง จะเดิน จะพูด จะนิ่ง จะเกาตูด จะเซิ้งบ้านน๊อกบ้านนอกแค่ไหนก็ยังหล่อ หล่อไม่เสร็จไม่สิ้น เบื่อเว้ย...เบื่ออออ ฟ้าส่งไอ้ต๊อดมาเกิด แล้วทำไมต้องส่งคนชื่ออาทิจให้ตามมาเป็นนายไอ้ต๊อด ด้วยยยย!!!”
ต๊อดตะโกนขึ้นฟ้าเหมือนต้องการจะถามเทวดาที่อยู่เบื้องบนจริงๆจังๆ ก่อนจะเดินฟึดฟัดเข้าห้องไป อาทิจมองตามต๊อดแล้วไม่รู้จะทำอะไรนอกจากขำ ก่อนจะก้มลงมองแคนที่ได้มาแบบฟลุ้คๆ

วันใหม่...ย่าแดงกำลังมูลข้าวเหนียวอยู่บนโต๊ะ ดรุณีเดินเข้ามาชะโงกดู
“หน้าตาน่ากินจังเลยค่ะคุณย่า”
“จวนเสร็จแล้วล่ะลูก รอเราไปตามพี่เขามากินข้าวก็คงเสร็จพอดี”
“หนูให้จิ๋วแจ๋วไปตามแล้วค่ะ แต่เขาขอกินกับคนงาน เห็นอวดว่าจะซ่อมรถให้เสร็จวันนี้ เรากินกันสองคนนะคะคุณย่า วันนี้กับข้าวอร่อยๆทั้งนั้นเลยค่ะ แถมยังมีข้าวเหนียวมะม่วงฝีมือคุณย่าตบท้าย มื้อนี้หนูจะกินให้แปล้เลยค่ะ”
“เราได้กินของอร่อยๆแล้วไม่นึกถึงพี่เขาบ้างเหรอ อย่างน้อยพี่เขาก็ทำงานเหนื่อยเพื่อเรานะ”
“ก็มันเป็นความต้องการของเขานี่คะ เขาอยากทำงานให้เสร็จ เราจะไปขัดศรัทธาเขาทำไมล่ะคะ”
“ย่าไม่ขัดศรัทธาพี่เขาหรอก ให้ถีบจักรยานไปๆกลับๆ มันก็เสียเวลางานจริงๆ”
“ค่ะ ให้เขากินกับคนงานก็สะดวกดี กับข้าวก็เหมือนกันทุกอย่าง”
“แต่คนงานไม่มีข้าวเหนียวมะม่วง อีกอย่าง...กับข้าวที่แบ่งไว้ที่นี่มันก็ตั้งพะเรอเกวียน เราอย่าไปเบียดเบียนพวกคนงานเขาเลย”
ดรุณีอยากจะร้องไห้
“หมายความว่า...”
“จ้ะ เอาข้าวกับกับ แล้วก็ข้าวเหนียวมะม่วงใส่ปิ่นโตไปส่งพี่เขาที่โน่น”
ดรุณีอ้าปากเตรียมจะปฏิเสธ แต่คุณย่ารู้ทัน พูดดักคอไว้ก่อน
“จิ๋วแจ๋วก็ไม่รู้ไปไหน ถ้าอยู่แถวนี้ย่าคงไม่ใช้แม่ณีหรอก แต่...ถ้าไม่เต็มใจก็ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวย่าถีบจักรยานไปเอง”
ดรุณีอยากจะกรี๊ดให้บ้านแตก นึกว่าวันนี้จะรอดพ้นจากการเป็นนังแจ๋วของอาทิจได้แล้วเชียว

ลานกินข้าวคนงาน...แก้วตักกับข้าวราดให้คนงาน ซึ่งกำลังเข้าแถวคดข้าวใส่จานเอง นำทีมโดย ไพฑูร คนงานหลายคน ต่อด้วยต๊อด อึ่ง พัน และคนงานที่เหลือ
ต๊อด อึ่ง พัน ได้กับข้าวแล้วตามไปนั่งรวมกลุ่มกับไพฑูร อาทิจเดินมาต่อแถวคนงานที่เหลือเป็นคนสุดท้าย ต๊อดหันมาเห็นตะโกนถาม
“เอ้า...นาย วันนี้ไม่กลับไปกินข้าวกับคุณย่าเหรอ”
“ไม่ล่ะ ให้จิ๋วแจ๋วไปบอกท่านแล้วว่าจะกินที่นี่ อยากจะเร่งซ่อมรถให้เสร็จ”
ไพฑูรหมั่นไส้เล็กๆ
“แหม...คุณอาทิจ ออมแรงไว้บ้างก็ดีนะครับ งานในไร่ในสวนมีให้ทำอีกเยอะ ผมกลัวจะหมดแรงซะก่อน”
“แบบพี่ฑูรงั้นสิ ออมแรงกับงาน จะได้เก็บแรงไว้ทำการบ้าน” อึ่งแซว
คนงานพากันหัวเราะเฮ อาทิจตักข้าวเสร็จและเดินไปรับกับข้าวจากแก้ว ชายหนุ่มไม่เข้าใจว่าพวกคนงานหัวเราะไพฑูรเรื่องอะไร
“ทำไมไม่บอกน้าแก้วก่อนคะว่าจะกินข้าวที่นี่ มาเป็นคนสุดท้ายอย่างนี้ กับข้าวเหลือก้นหม้อก้นถาดแล้ว” แก้วบ่น
“ไม่เป็นไรครับน้าแก้ว ผมมัวเพลินอยู่กับงาน เหลืออะไรก็ตักราดๆมาเถอะครับ”
แก้วถอนใจ ก่อนจะตักกับข้าวที่เหลืออยู่ก้นหม้อขึ้นมา และกำลังจะโปะลงบนจานข้าวอาทิจ
จิ๋วแจ๋วซึ่งวิ่งหน้าตั้งเข้ามายกมือห้ามพร้อมตะโกนลั่น
“เดี๋ยววว...แม่!!!”
แก้วสะดุ้งโหยง
“อะไรวะนังจิ๋วแจ๋ว ตกใจหมดเลย”
“คุณย่าสั่งให้จิ๋วแจ๋วมาบอกแม่ว่าอย่าเพิ่งให้คุณอาทิจกินข้าว เพราะคุณณีกำลังจะเอาปิ่นโตมาส่งคุณอาทิจจ้ะ”
จิ๋วแจ๋วรายงานแม่เสร็จก็ยืนหอบเพราะวิ่งมาไกล
“ถ้างั้นคุณอาทิจรอคุณณีนะคะ คุณย่าคงอยากให้คุณอาทิจชิมข้าวเหนียวมะม่วงฝีมือท่านน่ะค่ะ”
อาทิจอยากจะรีบกินข้าวให้เสร็จๆไป แต่ก็ขัดความต้องการของคุณย่าไม่ได้

ดรุณีถีบจักรยานโดยมีเถาปิ่นโตแขวนที่แฮนด์ข้างๆไต่ขึ้นเนินเขามา หญิงสาวออกแรงถีบไปบ่นไปด้วยความเหนื่อย
“นายอาทิจนะนายอาทิจ ฉันนึกว่าวันนี้ฉันจะเป็นไท นายก็ยังดึงฉันกลับไปเป็นทาสส่งข้าวส่งน้ำให้นายอีกจนได้ ฮึ่มมม...จะไปหายาพิษที่ไหนมาใส่ข้าวใส่น้ำให้นายกินดี มันน่าบีบคอให้ตายนักเชียว..ฮึ่มมมม..โอ๊ยยย...เหนื่อยยย”
ดรุณีถีบจักรยานไต่ขึ้นมาจนถึงยอดเนิน หญิงสาวสูดหายใจลึก ก่อนจะตะโกนลั่น
“เมื่อไหร่นายจะไปจากที่นี่สักที!!!”
ตะโกนเสร็จ ดรุณีก็รู้สึกผ่อนคลาย เหมือนได้ปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจ
“ค่อยยังชั่ว”
ว่าแล้วหญิงสาวก็ปล่อยจักรยานลงเนินมา แรงโน้มถ่วงทำให้จักรยานพุ่งฉิวไปข้างหน้าอย่างเร็ว
ดรุณีหลับตาพริ้มสูดหายใจลึกรับอากาศบริสุทธิ์ แต่พอลืมตาขึ้นมาอีกทีหญิงสาวก็ต้องตาเหลือกเมื่อเห็น
รถกระบะขนส้มจอดขวางอยู่ตรงหน้า
“อ๊ายยย!!!”
หญิงสาวรีบหักจักรยานหลบเข้าไปในแนวส้มข้างทาง จักรยานพุ่งเข้าไปชนเนินส้มอีกด้าน แล้วพลิกคว่ำ ทำให้ดรุณีล้มกลิ้งหลุนๆลงไปกองกับพื้น
“โอ๊ยยย...อู๊ยยย”
หญิงสาวคลำแข้งขาและเอว สักครู่...ก็นึกถึงปิ่นโต
“ปิ่นโต!!!”
ดรุณีมองหาปิ่นโตก็พบว่ามันยังคงตั้งฉากอยู่ที่พื้นอย่างมั่นคง
“ไม่ยักกะล้มแฮะ”
ดรุณีเอื้อมมือไปหยิบปิ่นโต แต่แล้วก็ชะงักมือไว้เพราะเกิดไอเดียปิ๊งขึ้นมา
“แต่...ถ้ามันล้มกลิ้งกับพื้นเหมือน...คนกับจักรยานล่ะ”
ดรุณีหัวเราะฮึ...ฮึ อย่างประสงค์ร้ายสุดๆ

ที่ลานกินข้าวคนงาน...แก้วตะโกนไปที่กลุ่มคนงาน ซึ่งนั่งจับกลุ่มกินข้าวกันยังไม่เสร็จ
“เอ้า...แกงจืดถ้วยสุดท้าย ใครยังไม่อิ่ม...มาเร็ว”
ต๊อดยกมือ แล้ววิ่งถือชามแกงจืดที่เหลือก้นถ้วยของตัวเองวิ่งฮ้อมาหาแก้ว
“ต๊อดจ้า ถ้วยสุดท้ายแฟนสวย ต๊อดขอ”
ต๊อดยื่นถ้วยแกงผ่านหน้าอาทิจซึ่งนั่งอยู่กับแก้ว แล้วหันมามองเจ้านายอย่างเกรงใจ
“แต่..นายยังไม่ได้กินข้าวเลยนี่ งั้น...นายกินเถอะนะ ต๊อดให้นาย”
อาทิจยิ้มเพราะกำลังหิว ชายหนุ่มเอื้อมมือไปรับชามแกงจืดจากต๊อด แต่แก้วก็ดึงชามออกมาซะก่อน แก้วแหวใส่
“หือ...กินหมดไปตั้งชามน้ำลายหกลงถ้วยไปตั้งเท่าไหร่แล้ว ยังจะมีหน้ามาชวนคุณอาทิจกินต่อ เอ็งรีบๆกินเลย ไม่ต้องทำเหนียม เดี๋ยวคุณณีก็มา”
อาทิจแอบกลืนน้ำลายลงคอ เพราะหิวจนแสบไส้
“งั้นต๊อดไม่เกรงใจล่ะนะ”
ต๊อดที่กำลังตักแกงจืดเข้าปากโฮกๆ ดรุณีจูงจักรยานเดินขากระเผลกเดินมาถึงพอดี
แก้วหันไปมอง
“นั่นไง คุณณีมาโน่นแล้ว อ้าว ทำไมเดินขากระเผลกอย่างนั้นล่ะคะ”
“จักรยานล้มค่ะน้าแก้ว”
แก้วตกใจ
“ตายจริง แล้วเป็นอะไรรึเปล่าคะ มีแผลถลอกตรงไหนรึเปล่า”
“คนไม่เป็นอะไรหรอกค่ะแต่จักรยานมันถีบไม่ได้ แล้วข้าวในปิ่นโตก็ หกหมดเลย”
แก้วมองหน้าอาทิจ เพราะรู้ว่าชายหนุ่มหิวขาดใจ ก่อนจะหันมาหาต๊อดซึ่งกำลังตักแกงจืดค้างอยู่ในมือ แก้วเสียงอ่อย
“หมดรึยังวะต๊อด”
ต๊อดหน้าเสีย รู้สึกผิดสุดๆ
“คำสุดท้ายพอดีเลยจ้ะ”
แก้วด่าใส่ทันที
“เอ็งก็ตะกละมูมมาม แทนที่จะกินเผื่อคุณอาทิจเธอบ้าง...ไม่มีเล๊ยยย เหลือแต่ข้าวอย่างนี้ แล้วจะกินเข้าไปได้ยังไง...รอน้าแก้วแป๊บนะคะ เดี๋ยวน้าแก้วไปผัดผักให้ค่ะ”
“ไม่ต้องหรอกครับน้าแก้ว ผมหาอะไรง่ายๆแถวนี้กินดีกว่า”

อาทิจเดินแยกไป ดรุณีเหล่มองชายหนุ่มแล้วอมยิ้ม สะใจที่แกล้งอาทิจได้ แม้เพียงสักมื้อก็ยังดี

โปรดติดตามตอนต่อไป
กำลังโหลดความคิดเห็น...