xs
xsm
sm
md
lg

ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 9

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 9
 

ค่ำนั้น แก้วกับจิ๋วแจ๋วช่วยกันล้างและเช็ดจานชามที่กินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทองประศรีเดินเอามือกุมท้องเข้ามาแล้วพูดกับแก้วเริ่ดๆเชิดๆ
 
“มีข้าวกินรึเปล่า เอามาให้ฉันกินหน่อยสิ”
“อะไรกัน...ยังไม่กินข้าวอีกรึเนี่ย ป่านนี้คุณอาทิจไม่กรดกัดกระเพาะแย่แล้วเหรอ ถ้าไม่มีปัญญาทำกับข้าวให้คุณอาทิจกิน แล้วไปฉุดไปรั้งเธอทำไม”
“ฉันกะจะพาพี่เขาไปกินข้าวที่ร้าน”
“แล้วยังไงย่ะ”
“พี่เขาไม่ไป เขาแยกไปทำงานต่อ ฉันก็รอๆๆๆ จนป่านนี้พี่เขาก็ยังไม่กลับมา”
แก้วฮิฮะ อาทิจรอดตัวไปอีกวัน
“งั้นเหรอ”
“ตกลงมีมั้ยอะ ข้าวน่ะ”
จิ๋วแจ๋วพูดขึ้น
“จะขอข้าวคนกินก็พูดให้มันดีๆหน่อยไม่ได้เหรอ”
“แกนั่นแหละพูดจาให้มันดีหน่อย ฉันเป็นใครแล้วแกเป็นใคร”
“ก็เป็นลูกคนที่ยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้น่ะสิ”
ทองประศรีหน้าเสียที่จุดไต้ตำตอ
“แล้วก็ไม่บอก ถ้างั้นก็ช่วยไปหาข้าวหาน้ำมาให้กินหน่อยซิ”
“เดินไปกินเองสิ วางอยู่บนถาดโน้น ข้าวก็จกเอาอยู่ในกระติบนั่น”
“ก็เดินมาเสิร์ฟหน่อยไม่ได้เหรอ ฉันเมียคุณอาทิจนะ”
จิ๋วแจ๋วมองเหยียด
“คุณอาทิจหิวก็เดินมาหากินเอง คุณย่ากับคุณณีก็เหมือนกัน”
ทองประศรีค้อนฉับใส่จิ๋วแจ๋ว ก่อนจะเดินไปนั่งโซ้ยข้าวเหนียวอย่างตายอดตายอยาก
“ไม่ได้แซบมากมายอะไรหรอกนะ แค่หิวน่ะ”
แก้วกับจิ๋วแจ๋วอยากจะเอาจานที่ล้างที่เช็ดอยู่ ฟาดใส่หัวทองประศรีให้เลือดอาบ สักครู่...จิ๋วแจ๋วก็เกิดไอเดีย
“นี่ถามจริงๆเถอะ เข้าไปนอนที่บ้านคุณอาทิจตั้งหลายวันแล้วเจออะไรดีๆบ้างมั้ย”
“อะไร เห็นมีแต่มดกับจิ้งจก”
แก้วรู้ทันลูก
“เออ...โชคดีไป”
ทองประศรีชะงัก
“โชคดีอะไร ทำไม...ที่นั่นมีอะไรเหรอ”
“พูดไปมันจะดีเหรอ” จิ๋วแจ๋วทำอึกอักกระตุ้นต่อมสงสัยทองประศรี “จะดีเหรอแม่”
“แม่ว่าอย่าเลย เดี๋ยวเขาจะขวัญกระเจิงซะเปล่าๆ”
ได้ผล...ทองประศรีหูผึ่งตาลุกวาว
“นี่พูดเรื่องอะไรกัน”
จิ๋วแจ๋วโพล่งออกมา
“ก็ที่บ้านพักคุณอาทิจน่ะสิ เขาลือกันว่ามีผีนางตะเคียนกับนางตานีสิงอยู่”
ทองประศรีตาโตตกใจสุดขีด
“ผีนางตะเคียนกับนางตานี!”
แก้วยืนยันเสียงแข็งกะเอาให้เปิดตูดกลับบ้านไปเลย
“ก็ใช่นะสิ!”
สองแม่ลูกก็ต้องอึ้งกิมกี่ เมื่อจู่ๆทองประศรีก็ปล่อยก๊ากออกมา
“โอ๊ย...ขำอะ ผีนางตะเคียนกับนางตานี นี่มันพ.ศ.ไหนแล้วป้า ฮ่าๆ”
แก้วกับจิ๋วแจ๋วหันมาสบตากัน แล้วหันไปมองทองประศรีอย่างกร่อยสนิทแกมหมั่นไส้สุดๆ

แก้วถือถาดใส่นมอุ่นมาเสิร์ฟย่าแดงและดรุณี หน้าตาและอารมณ์ชื่นมื่น ดรุณีอดทักไม่ได้
“หน้าตามีความสุขจังนะคะน้าแก้ว”
“ก็โล่งอกไปอีกเปลาะน่ะค่ะ ที่คุณอาทิจไม่ใจอ่อนยอมกลับบ้านไปกับแม่นั่น”
“ทำเป็นหวงไป เดี๋ยวเขามีลูกหน้าตาน่าชังมาให้เลี้ยง ขี้คร้านจะเห่อหลานนะคะ”
“คุณณีล่ะก็...ใจคออยากจะให้คุณอาทิจมีลูกกับแม่นั่นซะจริงเชียว”
ย่าแดงแปลกใจ
“แล้วรู้ได้ยังไงว่าพ่ออาทิจไม่ได้อยู่กับเมียเขา”
“ก็นังเมีย เอ๊ย...แม่นั่นสิคะแจ้นมาขอข้าวกินที่ครัว ตอนแรกแก้วก็ตกใจคิดว่าคุณอาทิจยังไม่ได้กินข้าวกับเขาด้วย ปรากฏว่าคุณอาทิจขึ้นไปหมักปุ๋ยยังไม่กลับบ้าน แม่นั่นคงรอจนท้องไส้บิดน่ะค่ะเลยแล่นมานี่”
“แล้วจัดให้เขากินรึยัง”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ กินเสร็จแทนที่จะขอบคุณสักคำก็ไม่มี จานชามก็ไม่ล้าง”
“อย่าบ่นไปเลย ข้าวปลาเรามีเหลือ แบ่งให้คนกินมันก็ดีกว่าเอาไปเททิ้ง ส่วนจานชามก็คิดซะว่าให้เขาล้างมันไม่สะอาด สู้เราล้างเองไม่ได้ก็แล้วกัน จะได้สบายใจ”
“เมื่อไหร่มันจะเบื่อรอคุณอาทิจแล้วไปมีผัวใหม่ เอ๊ย...กลับไปอยู่บ้านมันสักทีก็ไม่รู้นะคะ รู้ทั้งรู้ว่าผู้ชายเขาไม่สนใจก็ยังหน้าด้านหน้าทน ขนาดจิ๋วแจ๋วมันหลอก ว่าที่บ้านคุณอาทิจมีผี มันยังไม่กลัวแถมหัวเราะใส่แก้วอีกต่างหาก”
ย่าแดงปรามๆ
“อย่าไปบังคับกะเกณฑ์อะไรใครเลย ถึงเวลาเขาทนไม่ได้ เขาก็ไปเองล่ะ”
“ปล่อยเป็นภาระให้พระพรหมท่านลิขิตอย่างเดียวไม่ได้หรอกค่ะ หน้าด้านอย่างแม่นี่ มันต้องมีตัวช่วยให้ไปเร็วๆ”
ดรุณีกับย่าแดงหันมามองแก้ว ที่ทำท่าหมายมั่นปั้นมือกับอะไรสักอย่าง

ทองประศรีผัดหน้านวลผ่องที่กระจก หญิงสาวเดินมาที่เตียงแล้วหางตาก็เหลือบเห็นอะไรแวบๆที่หน้าต่าง จึงหันไปมอง ผีนางตานี หน้าขาววอกปากแดงแปร๊ด ผมยาวเฟื้อย ห่มสไบยืนมองทองประศรีนิ่งที่หน้าต่าง ทองประศรีรีบหันหน้าหนี พยายามตั้งสติแล้วหันกลับไปมองที่หน้าต่างอีกที สายตาหญิงสาว ไม่เห็นผีตนนั้นที่หน้าต่างแล้ว เธอถอนใจโล่งอก คิดว่าตัวเองตาฝาด
“ฟังนังแม่ลูกปอดแหกพูดเรื่องผี จนพาลปอดแหกไปด้วยเลยเรา”
ทองประศรีเดินไปที่หน้าต่าง แล้วหญิงสาวก็สะดุ้งสุดตัวพร้อมกับกรี๊ดลั่น เมื่อผีนางตานีโผล่มาจ๊ะเอ๊แถมแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ในระยะประชิด
“แฮ่!”
“อ๊ายยย ผะ...ผี...ผีหลอก!”
ทองประศรีรีบดึงหน้าต่างปิด แต่ผีนางตานียื้อบานหน้าต่างไว้ ไม่ยอมให้ปิดง่ายๆ ทองประศรีออกแรงกระชากสุดชีวิตจึงงับหน้าต่างเข้ามาได้ เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทองประศรีสะดุ้งโหยงอีกครั้งแต่เมื่อตั้งสติได้เจ้าหล่อนก็ดีใจ
“พี่อาทิจ!”
ทองประศรีรีบวิ่งมาเปิดประตูผ่าง หญิงสาวยืนมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้านิ่ง ผีนางตะเคียน ซึ่งนุ่งชุดไทย ห่มสไบ ลิ้นยาว หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวกว่านางตานี ยืนแสยะยิ้มให้ ทองประศรีรีบงับประตูปิด ก่อนจะเดินกลับมาที่เตียงช้าๆ ทำท่าเหมือนจะร้องไห้พูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“ผะ...ผะ...ผี ชะ...ช่วย ช่วยด้วย”
ทองประศรีกระโดดขึ้นเตียงแล้วดึงผ้าห่มคลุมมิดหัว ตัวสั่นไปมาด้วยความกลัว

ผีสองตนวิ่งเอามือปิดปากจากประตูและหน้าต่าง ออกมาเจอกันที่หน้าบ้านอาทิจ เมื่อเห็นว่าออกมาไกลพอสมควรแล้ว ทั้งสองผี ก็เอามือออกจากปากแล้วหัวเราะขำกลิ้งกับวีรกรรมของตัวเอง จิ๋วแจ๋วสะใจมาก
“สมน้ำหน้า ลบลู่ดีนัก...กรี๊ดดดลั่นบ้านเลย”
“ตอนยายทองโตเห็นหน้าพี่ต๊อดนะ หน้างี้ถอดสีเหมือนคนเห็นผีแล้วช็อกไปเลยอะ พี่ต๊อดขำจนเกือบก๊ากออกมาแน่ะ”
“ก็พี่ต๊อดหน้าเกลียดน่ากลัวตัวละบาทเหมือนผีจริงๆนี่”
“น้องจิ๋วแจ๋วก็อุบาทว์ไม่น้อยนะ น้าแก้วนี่เก่งจริงๆ แต่งหน้าคนหล่อๆสวยๆอย่างเราสองคนให้กลายเป็นผีได้”
ขณะเดียวกันนั้น ผีอีกสองตัว ขยับเข้าประกบต๊อดและจิ๋วแจ๋วคนละข้าง ผีตนหนึ่งพูดขึ้น
“เหมือนผีจริงๆ”
ต๊อดหันมา
“ใช่มั้ย”
ต๊อดชะงักหันกลับมามองผีซึ่งยืนอยู่ข้างๆตนเองอีกครั้ง ก่อนจะหันไปหาจิ๋วแจ๋วซึ่งยืนอ้าปากค้างอยู่อีกด้าน
“เรามากันกี่คน...น้องจิ๋วแจ๋ว”
จิ๋วแจ๋วสยอง
“สะ...สอง สองคน”
ต๊อดนับนิ้ว
“พี่ต๊อดหนึ่ง น้องจิ๋วแจ๋วสอง”
ผีนับต่อ
“สาม”
ผีอีกคนนับบ้าง
“สี่”
ต๊อดงงๆ
“มันจะสี่ได้ยังไง ก็ในเมื่อเรามาสอง เอ้านับใหม่อีกทีสิ” ต๊อดนับเสียงดัง “หนึ่ง”
จิ๋วแจ๋วนับต่อ
“สอง”
ผีนับด้วย
“สาม”
ผีอีกตนนับตาม
“สี่”
ต๊อดครุ่นคิด
“มาสองกลายเป็นสี่ แล้วใครมาเพิ่มอีกสอง”
ผีทั้งสองพูดออกมาเสียงเย็นยะเยือก
“ผี...อี๋ๆๆๆ””
“นึกแล้วว่าต้องเป็น...” ต๊อดหันมามองหน้าผีสองตัวชัดๆ “ผะ...ผะ...ผะ...ผี”
จิ๋วแจ๋วโกยอ้าวนำต๊อดไปก่อน โดยที่ต๊อดวิ่งตาหูเหลือกตามหลัง เมื่อทั้งคู่หลุดไปแล้ว ผีสองตนจึงดึงหน้ากากยางผีที่สวมปิดหน้าไว้ออก เผยให้เห็นว่าผีทั้งสองคืออึ่งกับพัน ทั้งคู่ขำกลิ้งอึ่งหัวเราะตัวงอ
“โอ๊ย...ขำโว้ย ดอดมาทำคะแนนจีบสาวไม่บอกเพื่อน มันก็ต้องโดนยังงี้แหละ”
พันขำกร๊าก
“เผ่นแน่บเลย ไอ้นี่มันกลัวผีขึ้นสมอง”
“แต่หน้ากากนี่มันก็น่ากลัวจริงๆ”
อึ่งแสยะยิ้ม แลบลิ้นยาวเหมือนหน้ากากผีที่ถืออยู่ พันหันมาหาอึ่งแล้วสะดุ้งโหยง
“เฮ้ย...โธ่ ไอ้อึ่งตกใจหมด ข้าว่าหน้ากากน่ากลัวแล้วนะ แต่หน้าเอ็งน่ะ...น่ากลัวกว่าอีก”
อึ่งทำหน้าเซ็งเป็ด...ชาตินี้ไม่มีอะไรดีกับเขาเลยเหรอเนี่ย

เช้าวันใหม่ สิงห์ทองนั่งก๊งยาดองอยู่กับบรรยง ด้านหลังคำมารับเงินและยื่นยาสีฟันให้ตุ๊ ในขณะที่ทองประสานและทองประสมจัดของในร้าน ทุกคนต่างกรูมาที่โต๊ะสิงห์ทอง แล้วมองคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามเป็นตาเดียว และถามเป็นเสียงเดียวกัน
“ผีหลอก!”
“ก็ดูหัวฉันสิ!”
ทองประศรีนั่งตรงข้ามสิงห์ทอง ผมชี้ฟูแผ่ไปข้างๆแบบ360องศารอบหัว บรรยงมองๆ
“พี่ยงคิดว่าน้องศรีนึกครึ้มเลยยีหัวมาเยี่ยมพ่อกับแม่ซะอีก”
“ยีเองมันจะตั้งยังงี้เหรอ มันตั้งมาตั้งแต่เมื่อคืน ผ่านไปสิบชั่วโมงมันยังไม่ฟีบเลย”
ตุ๊หูตาผึ่ง
“ฟันเฟินเอาไว้แปรงทีหลังแล้วกัน ไหนว่ามาซิ...ผีที่ไหนมาหลอก”
“ก็ที่บ้านพี่เขาน่ะสิ มันมากันสองตัว”
ทองประสานขนลุก
“ต้องเป็นผีนางตานีกับนางตะเคียนอย่างที่พวกคนงานมันลือกันแน่ๆ”
ทองประศรีหันขวับมามองน้องสาว
“แกรู้เรื่องนี้ด้วยเหรอ แล้วทำไมแกไม่บอกฉัน ปล่อยให้มันมาหลอกฉันได้”
“ถึงบอกแล้วยังไง พี่ก็ต้องไปเฝ้าผัวพี่อยู่ดี”
“ผัวมันอยู่บ้านให้ฉันเฝ้าซะที่ไหน มีแต่ผี...” ทองประศรีเล่าอย่างเห็นภาพสยอง “ผีสองตัวมันน่ากลัวจริงๆ หน้ามันขาววอก ปากแดงเหมือนกินซ่กเล็ก ลิ้นยาว ผมยาว เวลามันแสยะยิ้ม ขนฉันลุกไปทุกรูเลย...โอ๊ย...ไม่เอาแล้ว มันน่ากลัวจริงๆ ฉัน...ฉันไม่กลับไปอยู่ที่นั่นแล้วนะพ่อจ๋าแม่จ๋า ฉันกลัว”
คำมาพยายามปลอบลูกสาว
“เอ็งอย่าคิดมากน่า ผีเผอมีที่ไหน”
“แต่ฉันกลัว ฉันจะกลับมานอนบ้าน”
สิงห์ทองเมาๆมึนๆ
“ไม่ได้นะเว้ย ข้าลงทุนกับเอ็งไปเยอะแล้ว จะยอมขาดทุนง่ายๆได้ยังไง ไม่มีอะไรน่า เอ็งอยู่คนเดียวก็เลยหลอนไปเอง โลกนี้มีผีซะที่ไหน ไม่มีเว้ย”
ตุ๊โพล่งขึ้นมาเสียงดัง
“ถูก!”
สิงห์ทองตกใจ
“เฮ้ย...โธ่...นังตุ๊ตกใจหมด นึกว่าผี”
ทองประศรีโวย
“ไหนบอกผีไม่มีในโลกไง”
คำมาไม่เชื่อ
“ก็ถ้ามีจริงมันก็ต้องหลอกคุณอาทิจไปแล้ว”
ทองประศรีเถียง
“มันเป็นผีผู้หญิง มันก็ต้องชอบผู้ชาย ฉันเป็นผู้หญิงก็เลยโดนมันหลอกเอา...หลอกเอาพี่เขาก็ไม่เคยกลับมานอนบ้าน ทำแต่งาน”
“ป่านนี้มันอาจจะกลับมาแล้วก็ได้ เอ็งรีบกลับไปออเซาะเลยไป” สิงห์ทองไล่
ทองประศรีหน้าซีด
“แต่...ฉันกลัว”
“ไม่ต้องกลัว พี่ตุ๊จะให้คาถาเด็ดไว้”
ทองประศรีรีบพนมมือไหว้เตรียมจะสวดคาถาตาม
“ว่ามาเลยจ้ะพี่ตุ๊ ฉันจะท่องไว้ให้ขึ้นใจ”
ตุ๊เน้นๆ
“อยากมีผัวต้องไม่กลัวผี”
ทุกคนหันมามองตุ๊อย่างอึ้งๆ ทองประศรีทิ้งมือที่พนมอยู่ลงอย่างเซ็งๆ หมดอาลัยตายอยากในชีวิตขึ้นมาทันที

ลุงเกร็ง ต๊อด อึ่ง พันยืนชี้ไปที่มุมมุมหนึ่งแล้วพากันขำก๊าก ย่าแดงยืนอยู่กับอาทิจ ดรุณีและแก้ว โดยที่แก้วยืนหน้าง้ำ...ต๊อดยืนหัวฟูผมตั้งเด่อยู่กับจิ๋วแจ๋วซึ่งผมก็เด่ตั้งไม่แพ้กัน ทั้งคู่มองทุกคนอายๆ ย่าแดงมองอย่างระอา
“อย่างนี้เขาเรียกว่าให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว เห็นมั้ยว่าการเล่นสนุกบนความทุกข์ของคนอื่นมันเป็นยังไง”
“มันก็ต้องผมตั้งเด่แบบนี้ไงครับคุณย่า”
อึ่งกับพันหัวเราะขำต๊อดไม่หาย ในขณะที่ลุงเกร็งกระมิดกระเมี้ยนจะขำดีไม่ขำดีเพราะกลัวย่าแดงถอนหงอก ย่าแดงไม่ชอบใจ
“นั่นมันเรื่องเล็ก แต่ลองคิดดู ถ้าเกิดแม่ทองประศรีเขาตกใจจนหัวใจวายแล้วจะว่ายังไง ไหน...แม่คนต้นคิดลองว่ามาซิ”
แก้วจ๋อยไป
“แก้วก็แค่...อยากจะดัดนิสัยแม่นั่นบ้างแค่นั้น”
ย่าแดงถอนใจ
“จิตที่มุ่งร้ายต่อคนอื่นน่ะน่ากลัวยิ่งกว่าถูกผีหลอกซะอีกนะ ทีหลังคิดจะทำอะไรให้นึกถึงผลเสียที่จะตามมาด้วย”
“ค่ะ”
ต๊อดขยับเข้ามาใกล้ย่าแดง
“แต่...คุณย่าครับ มันมีผะ...ผะ...ผีที่บ้านนั้นจริงๆนะครับ ผีสองตัว”
จิ๋วแจ๋วยืนยันอีกคน
“จริงๆค่ะคุณย่า มะ...มันน่ากลัวมากเลยค่ะ ตัวหนึ่งหน้ามันเหมือนยาง ตาแหกโปน จมูกแหว่ง แถมมีลิ้นห้อยออกมายาวๆ”
ลุงเกร็งคิดตาม
“คล้ายมาก”
ต๊อดหันไปถาม
“ผีนางตะเคียนใช่มั้ยน้าเกร็ง”
ลุงเกร็งคิดๆ
“อีกตัว...จะเป็นหัวกะโหลก ตาโบ๋ มีลูกตาห้อยลงมาจากเบ้า”
ดรุณีแปลกใจ
“ทำไมลุงเกร็งรู้ล่ะ”
“ทำไมลุงจะไม่รู้ล่ะครับคุณหนูณี ในเมื่อหน้ากากนั่นมันเป็นของลุง ไอ้อึ่งกับไอ้พันมันมาขอยืมไปเมื่อคืน ช่วงไล่เลี่ยกับที่แม่จิ๋วแจ๋วมาตามเจ้าต๊อดออกไปนั่นล่ะ”
ต๊อดกับจิ๋วแจ๋ว รวมทั้งทุกคนหันไปมองอึ่งกับพัน ต๊อดถลึงตาใส่เพื่อน
“ไอ้อึ่ง! ไอ้พัน!”
พันเสียงอ่อย
“ไอ้อึ่งมันคิด ข้าแค่ทำตาม”
“ไม่ต้องมาแก้ตัว มึงตาย!”
ต๊อดวิ่งไล่เตะอึ่งกับพัน ซึ่งต่างคนต่างหนีกันกระเจิง ย่าแดงมองตามสามเกลอซึ่งวิ่งไล่เตะกันรอบต้นส้ม ได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะเดินมาเล็มกิ่งต้นส้มข้างๆ ดรุณีหัวเราะ
“ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัวอย่างที่คุณย่าว่าจริงๆนะคะ”

อาทิจจะเดินไปแต่งต้นส้มอีกมุม ทำให้เขาผ่านมาอยู่ในจุดที่ย่าแดงยืนก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ดรุณีเอามือมาเกี่ยวและเอียงหัวซบลงบนแขนเขาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู เพราะคิดว่าเป็นย่าแดง
อาทิจทำอะไรไม่ถูก นอกจากยืนนิ่งประดุจหินผา สักครู่ ดรุณีเริ่มรู้สึกถึงสัมผัสของเสื้อผ้าที่เปลี่ยนไป ความแน่นของกล้ามเนื้อที่เปลี่ยนไปและกลิ่นไอของเนื้อตัวที่เปลี่ยนไป หญิงสาวกวาดตามองลุงเกร็ง แก้ว จิ๋วแจ๋วที่จ้องมาที่เธอ รวมทั้งต๊อด อึ่ง พันที่พักเตะกันชั่วคราวเพื่อหยุดมองเธอและเมื่อชะโงกหน้าผ่านคนที่เธอกอดแขนเขาอยู่ไปอีกนิด หญิงสาวก็เห็นย่าแดงมองมาที่เธอเช่นกัน ดรุณีค่อยๆเงยหน้ามองคนที่เธอเกาะเกี่ยวแขนไว้แน่น...อาทิจปั้นหน้าไม่ถูกเมื่อเห็นดรุณีเหลือบมอง จะยิ้มนิดๆ ยิ้มกลางๆ ทำหน้านิ่งๆ หรือจะหลบตาดีน๊อ

ดรุณีค่อยๆปลดแขนตัวเองออกมาจากแขนของเขา ก่อนจะยิ้มแหยๆให้กับทุกคนแล้วเลี่ยงไปเล็มกิ่งส้มง่วน ทุกคนมองดรุณีแล้วยิ้มเอ็นดู โดยเฉพาะคนที่โดนกอดแขนที่แอบจะเอ็นดูเป็นพิเศษ

หลายวันต่อมา ทุกคนกำลังช่วยกันเก็บส้ม อาทิจเอื้อมมือไปเก็บส้มลูกเดียวกับดรุณี ทั้งคู่หันมามองหน้ากัน แล้วต่างพยักพเยิดให้อีกฝ่ายเป็นคนเก็บส้มอย่างเกี่ยงกันเล็กๆอยู่ สองสามเที่ยว
“คุณเก็บเถอะ”
“นายก็แล้วกัน”
“คุณนั่นแหละ”
“นายดีกว่า”
ย่าแดงโผล่มาตรงกลาง
“ย่าเอง”
ย่าแดงเอื้อมมือมาเก็บส้มลูกนั้นซะเอง อาทิจกับดรุณีเลยหน้าเจื่อนปลีกตัวออกไปทำงานคนละมุม

เย็นนั้น อาทิจส่งต้นกล้ากะหล่ำปลีให้ย่าแดงลงปลูกในดิน ย่าแดงส่งต่อให้ดรุณีซึ่งกำลังนั่งมองอาทิจกับย่าเพลินๆ ดรุณีหน้าเหวอๆ
“ หนูเหรอคะ”
ย่าแดงพยักหน้า
“จ้ะ”
ดรุณีเอากะหล่ำปลีลงปลูก แล้วทั้
สามคน ย่าแดง อาทิจ ดรุณี ก็ช่วยกันกอบดินกลบกะหล่ำปลีต้นนั้น ต๊อด อึ่ง พัน พากันยืนกอดอกยิ้มมีความสุขกับภาพที่เห็นตรงหน้า จนลุงเกร็งต้องเข้ามาโวย
“เฮ้ย...ปล่อยให้เจ้านายทำงานอยู่ได้ รีบเข้าไปช่วยสิวะ”
ต๊อด อึ่ง พัน ยิ้มแหะๆ รีบกุลีกุจอเข้าไปช่วยเอาต้นกล้ากะหล่ำปลีกลงปลูกตามแนวดิน ทุกคนทำงานกันอย่างมีความสุข

หลายวันต่อมา ดรุณีกำลังรดน้ำแปลงสตรอเบอรี่ สักครู่หญิงสาวแอบเหล่ไปมองอีกมุม ก่อนจะเบนสายยางไปมุมที่เหล่ไว้ แล้วแอบฉีดน้ำใส่อาทิจซึ่งยืนรดน้ำอยู่มุมนั้นเต็มแรง
“อุ๊ย...ขอโทษ ไม่ทันเห็น”
ดรุณีเบนสายยางกลับมาอย่างชิวๆ แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์กับวีรกรรมของตัวเอง...อาทิจแกล้งฉีดน้ำไปทางดรุณีบ้าง หญิงสาวหันกลับมา ชายหนุ่มรีบแก้ตัว
“โอ๊ะ...ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจ”
ดรุณีหันสายยางฉีดน้ำใส่
“ไม่เห็นจริงๆนะเนี่ย”
อาทิจฉีดน้ำใส่เธอบ้าง
“ไม่ได้ตั้งใจจริงๆนะครับ”
ย่าแดงซึ่งรดน้ำอยู่อีกมุม หันมาหาทั้งคู่
“สงสัยอากาศจะร้อนจัด ย่าไล่ร้อนให้ทั้งคู่เลยก็แล้วกัน”
ย่าแดงส่ายสายยางซึ่งใหญ่กว่าใครฉีดใส่ทั้งสองคน ดรุณีโวยวาย
“หนาวค่าคุณย่า หนาว” หญิงสาวกอดอกห่อตัวแล้วหันไปหาอาทิจ “ใช่มั้ย”
อาทิจสามัคคีกันทันที
“เย็นครับคุณย่า ยะเยือกเลยครับ”
ย่าแดงเบนสายยางไปทางอื่น
“เห็นฉีดน้ำใส่กัน ย่านึกว่าร้อนกันน่ะสิ”
ย่าแดงแอบหัวเราะขำหลานๆ ที่ยืนตัวซีดปากสั่นกันทั้งคู่

ดรุณีส่งมีดซึ่งผูกโบว์ผ้าเป็นลายดอกไม้จุ๋มจิ๋มให้ อาทิจรับมาแล้วส่งต่อให้ย่า ย่าแดงรับมีดมาทำหน้าที่ประธานในการตัดผักสลัดต้นแรกขึ้นมา
“งานชิ้นแรกของพ่อ สำเร็จจนได้นะ”
ย่าแดงส่งผักให้ อาทิจรับผักมาอย่างภูมิใจ ในที่สุดงานที่ลงแรงทำก็ผลิดอกออกผลจนได้ แล้วชายหนุ่มก็ส่งผักนั้นให้ดรุณี หญิงสาวรับมา
“ขาดน้ำไปตั้งหลายวัน ยังอุตส่าห์ขึ้นงามได้อีกนะคะ”
ย่าแดงพยักหน้ายิ้มๆ
“มันอยู่ที่ความใส่ใจ เราใส่ใจเขา เขาก็โตได้อย่างงดงาม”
ดรุณีวางผักลงตะกร้าอย่างทะนุถนอม เบามือ ราวกับกำลังวางทารกน้อยลงบนเบาะแล้วหญิงสาวก็ร้องลั่น เมื่อหันไปเห็นสามเกลอ ซึ่งกำลังช่วยกันตัดผักอยู่อีกมุมใกล้ๆกัน
“ตายแล้ว! นายต๊อด นายอึ่ง นายพัน ทำไมจับผักแรงๆแบบนั้น อย่างนี้ผักก็ช้ำหมดสิ”
อาทิจ ย่าแดง แก้ว ลุงเกร็ง ซึ่งกำลังช่วยกันตัดผัก หันไปมองสามเกลอที่นั่งทำตาปริบๆ
“ทำอย่างนี้” ดรุณีลุกขึ้นไปสาธิต “จับที่โคนต้นแบบเบามือแล้วใช้มีดตัดอย่างนี้ เสร็จแล้วก็ค่อยๆวางลงในตะกร้า วางแบบคิดว่าเขาเป็นเด็กแรกเกิดน่ะ ทำได้มั้ย”
สามเกลอพยักหน้าหงึกหงัก แล้วทำตามที่ดรุณีสั่ง ทุกคนจับผักอย่างเบามือ ตัดและประคองผักขึ้นมาราวกับกำลังอุ้มทารกน้อยในอ้อมกอด ต่างคนต่างใส่ใจคิดว่าผักที่ตัดมานั้นเป็นลูกน้อยกลอยใจของตัวเอง แก้วเปรยขึ้น
“ประคองยังกับลูกน้อยหอยสังข์แบบนี้ อีก สามวันจะตัดเสร็จมั้ยล่ะเนี่ย”
ทุกคนหันไปมองต๊อด อึ่ง พัน ซึ่งใจจดจ่ออยู่กับผักราวกับเป็นลูกน้อยในอุทร แล้วก็อดขำไม่ได้

ดรุณีถือสมุดบันทึกในมือ ในสมุดมีรอยขีดเป็นเส้นๆเต็มพรืด หญิงสาวเดินนับข้าวโพดซึ่งเพิ่งออกฝักเล็กๆ ชนิดไม่ให้คลาดสายตา ก่อนจะติ๊กขีดลงสมุดบันทึก...
“พันสองร้อยสิบสอง สิบสาม สิบสี่ สิบห้า สิบหก สิบเจ็ด สิบแปด สิบเก้า พันสองร้อยยี่สิบ ยี่สิบเอ็ด ยี่สิบสอง ยี่สิบสาม...”
ดรุณีนับและติ๊กลงสมุดต่อเรื่อยๆ ย่าแดงกับอาทิจยืนมองหญิงสาวอยู่ข้างๆแปลง อาทิจเปรยกับย่าเบาๆ
“ละเอียดขนาดนี้คงไม่ตกหล่นสักสตางค์แน่ครับคุณย่า”
ดรุณีไม่มองหน้าแต่กระแอมใส่
“อะแฮ่ม...นินทาอะไร ได้ยินนะ”
ดรุณีหันไปนับต่อ อาทิจหันมาทำตาโตใส่ย่าแดงประมาณว่าอุตส่าห์นินทาเบาๆยังได้ยินอีกนะเนี่ย

ค่ำนั้น ทองประศรีเดินพล่านอยู่ในห้อง ตาก็คอยชำเลืองไปที่ประตู ในที่สุดหญิงสาวก็อดรนทนไม่ไหวจะเปิดประตูออกไป แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อนึกถึงผีนางตะเคียนซึ่งอาจจะยืนรอจ๊ะเอ๋กับเจ้าหล่อนที่ระเบียง ทองประศรีถอยหลังเซซังจากประตูมาที่หน้าต่าง เมื่อหันมาเห็นหน้าต่าง หญิงสาวก็ผวาอีกครั้งเพราะนึกถึงผีนางตานี สุดท้ายก็กระโจนขึ้นไปนั่งกอดหมอนบนเตียงเหมือนต้องการยึดอะไรสักอย่างเป็นที่พึ่ง
 
อ่านต่อหน้า 2




ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 9 (ต่อ)
 

ทองประศรีมองไปรอบห้องอย่างหวาดระแวง สักครู่ หญิงสาวก็ร้องไห้ออกมา ยามนี้เธอไม่มีใครเคียงข้างจริงๆ ไม่ว่าจะคนหรือผีก็ตาม

ย่าแดงและดรุณีซึ่งอาบน้ำเรียบร้อยแล้วเดินลงมาจากชั้นบน ทั้งคู่เห็นอาทิจยังคงนั่งอยู่กับกองหนังสือเกี่ยวกับการเกษตรที่รื้อออกมาจากหีบสมบัติของย่าแดงอยู่ที่เดิม ย่าแดงจึงเอ่ยถามขึ้น
“หาเจอมั้ยพ่อ”
“เจอครับ แยกไว้แล้วครับมีอยู่ 5-6 เล่ม”
“ไหน...ขอย่าดูหน่อยซิ พ่อหาอะไร”
ย่าแดงเดินมานั่งกับพื้นข้างอาทิจแล้วหยิบหนังสือขึ้นมาดู ทุกเล่มเป็นนิตยสารเกี่ยวกับการปลูกข้าวทั้งหมด
“พ่ออยากปลูกข้าวอย่างนั้นเหรอ”
“ครับคุณย่า ผมฝันเอาไว้ว่าในชีวิตนี้ขอเป็นชาวนากับเขาสักครั้ง”
ดรุณีมองๆ
“เพลาๆบ้างก็ดีนะ จะโลภไปถึงไหน เคยได้ยินที่ในหลวงท่านตรัสไว้มั้ย คำว่า พอเพียงน่ะ”
ย่าแดงหันมาหาหลานสาว
“พอเพียง ในแง่ไหนล่ะแม่ณี ถ้างานที่เราทำเป็นงานที่สุจริต และเราทำตามกำลังที่เรามี โดยไม่ได้ไปเบียดเบียนใคร ย่าว่าพี่เขามีแรงเท่าไหร่ อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ เพราะย่าเชื่อว่างานที่พี่เขาทำ...ยิ่งทำมากยิ่งเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นมาก”
ดรุณีแย้ง
“แต่ถ้ามากไป มันก็เกินคำว่า พอเพียง ไป รึเปล่าคะ”
ย่าแดงอธิบาย
“คำว่า พอเพียง ที่ในหลวงท่านตรัส ไม่ได้มีความหมายว่า ทำแค่พออยู่พอกินไปวันๆเท่านั้นนี่ลูก เราต้องมองไปข้างหน้าและทำเพื่อพออยู่พอกินในวันข้างหน้าอย่างยั่งยืนด้วย ทำน้อยไปเราก็เดือดร้อน มากเกินไปจนกลายเป็นเอาเปรียบคนอื่นมันก็คือความโลภ ความพอเพียงสำหรับย่าก็คือ การเดินสายกลางอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ อยู่อย่างมีสติ ไม่ประมาท ไม่ฟุ้งเฟื้อและไม่เบียดเบียนใคร ไม่ว่ากับคนอื่นหรือแม้แต่กับตัวเราเอง”
“เรื่องปลูกข้าวเป็นเรื่องที่ผมฝันไว้ในใจว่า สักวันผมต้องทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาให้ได้ ไม่ใช่คิดการณ์ไกลว่าจะเอาไปขายใคร แต่ผมอยากจะปลูกข้าวเอาไว้กิน ให้พวกเราเกือบสองร้อยชีวิตที่นี่มีข้าวกิน โดยไม่ต้องไปซื้อจากใครเท่านั้นเองครับ”
“เรื่องนี้ย่าเห็นด้วยเต็มร้อย เราอาจจะกินขนมปังหรือก๋วยเตี๋ยวในบางวัน แต่ไม่ทุกวัน ยังไงเราก็ต้องกลับมากินข้าว คนไทยกับข้าวไทยเป็นของคู่กัน”
“ผมจะหาข้อมูลจากในหนังสือก่อน เพราะยังไม่เคยปลูกข้าวกับเขาสักครั้ง กว่าจะพร้อมปลูกได้คงต้องใช้เวลารวบรวมข้อมูลสักนิดนะครับคุณย่า”
“เอาเถอะ จะช้าจะเร็วย่าไม่ว่า ขอให้ลงมือทำจริงๆก็แล้วกัน”
ดรุณีพูดขึ้นมาบ้าง
“ถ้าหนูเรียนจบเมื่อไหร่ หนูอยากทำอะไร คุณย่าจะส่งเสริมหนูอย่างนี้มั้ยคะ”
ย่าแดงยิ้มเอ็นดูให้หลานสาว
“หนูอยากทำอะไรล่ะ”
ดรุณีแววตาเต็มไปด้วยประกายฝัน
“หลายอย่างเลยค่ะ หนูอยากทำแยมสตรอเบอรี่สูตรใหม่ อยากทำน้ำผลไม้แปลกๆ อยากทำเยลลี่ ผลไม้แช่อิ่ม ขนมปังอบกลิ่นดอกไม้หอมๆ ทุกอย่างที่พูดมา หนูจะเอามาจากผลผลิตที่เหลือจากการขายที่สวนคุณย่ามาทำค่ะ”
ย่าแดงยิ้มพึงใจ
“รู้จักเพิ่มมูลค่าให้ของอย่างนี้ ย่าสนับสนุนเต็มที่เลยจ้ะ ว่าแต่...รอลุ้นผลสอบก่อนมั้ยว่าได้ไม่ได้”
“พรุ่งนี้ก็รู้แล้วค่ะ”
ดรุณีเอียงซบไปที่ไหล่ย่าแล้วเผอิญหางตาเหลือบเห็นอาทิจนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เหมือนกำลังคิดอะไร
“เป็นอะไร นั่งยิ้มคนเดียว”
“ผมกำลังคิดว่า ทุกอย่างที่คุณณีอยากทำเป็นของหวานทั้งนั้นเลย”
“ก็แหงล่ะ ผู้หญิงหวานๆก็ต้องคู่กับของหวานๆ จริงมั้ยคะคุณย่า”
ย่าแดงยิ้มเอ็นดู
“จ้ะ...อีกไม่นานย่าคงได้กินข้าวฝีมือหลานชาย กับของหวานฝีมือหลานสาวตัวเองแล้วสินะ”
ทั้งสองรับคำพร้อมเพียงกัน
“ค่ะ / ครับ”

อาทิจและดรุณีโผเข้ามากอดย่าแดง โดยที่ย่าโอบหลานรักทั้งสองไว้ในอ้อมแขนคนละข้าง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าท่านชื่นใจและปลื้มใจกับหลานทั้งสองของท่านมากแค่ไหน และหลานทั้งสองของท่าน...รัก ศรัทธา และเทิดทูนย่าของพวกเขามากเพียงใด

สายวันใหม่...ย่าแดงทำงานอยู่กับแก้ว รายล้อมด้วยไพฑูรย์ ต๊อด อึ่ง พัน คนงานอื่นกระจายกันไกลๆ
 
“เป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้นะคะคุณย่า ตาเกร็งนี่ก็ขับรถเป็นเต่าคลานจริงๆ”แก้วพะวักพะวง
ลุงเกร็งเดินคอตกเข้ามา ต๊อดหันไปเห็น
“นั่นไงครับเต่า คลานมาจริงๆด้วย”
ดรุณีเดินหน้าเศร้าตามลุงเกร็งมา
“คุณณี”แก้วใจเสีย
คนงานทุกคนยืนอึ้ง สงสารดรุณี ย่าแดงสงสารหลานปลอบใจ
“ไม่ติดก็ไม่เป็นไรลูก ปีหน้าสอบใหม่ก็ได้หรือไม่ก็หาที่เรียนที่นี่ ดีซะอีกไม่ต้องไปไหนไกลย่า”
ดรุณีเศร้ามาก
“หนูขอโทษนะคะคุณย่า ขอโทษที่หนู...” ดรุณีอมยิ้ม “ต้องไปอยู่ไกลหูไกลตาคุณย่าแล้วล่ะค่ะคราวนี้”
ทุกคนมองดรุณีงงๆ
“หนูสอบติดค่ะคุณย่า หนูสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วค่ะ” ดรุณียิ้มหน้าบาน
ดรุณีพุ่งเข้าไปกอดย่า ย่าแดงกอดหลานกลับแน่นทั้งภูมิใจทั้งดีใจ แก้วกับคนงานทุกคนไชโยโห่ฮิ้วดีใจกับดรุณี ลุงเกร็งยิ้มแย้มโล่งอก
“โธ่...คุณหนูณีนะคุณหนูณี หลอกลุงเกร็งได้”
ไพฑูรย์เข้ามาถาม
“เลี้ยงอะไรดีครับคุณณี”
อึ่งขัดขึ้น
“พวกเราต่างหากที่ควรจะเลี้ยงฉลองให้คุณณี ไม่ใช่ให้คุณณีมาเลี้ยงเรา ทีหลังจะพูดอะไรคิดซะบ้างนะพี่ฑูร”
พันหันมาถามดรุณี
“คุณณีอยากกินอะไรครับ พวกเราพร้อมแสดงฝีมือเต็มที่”
ไพฑูรย์ถามขัดขึ้น
“พวกเอ็งทำเป็นรึไง”
ต๊อดเสียงแข็ง
“เป็น แต่...” ต๊อดยิ้มแหะๆ “ไม่อร่อย ถ้าจะให้อร่อย ต้องให้คนนี้” ต๊อดมองหาอาทิจแต่ไม่เห็น “อ้าว...นายไปไหนแล้วล่ะ”
ลุงเกร็งหันมาบอก
“คุณอาทิจเข้าไปคุมงานที่แปลงสตรอเบอรี่ตั้งแต่เช้ามืดแล้วเว้ย ข้าขับรถไปส่งแล้วถึงมารับคุณณีไปดูผลสอบในเมือง”
ย่าแด
หันมาหาหลานสาว
“ถ้างั้นแม่ณีเอาเบี้ยเลี้ยงไปจ่ายคนงานที่นั่นให้ย่าที จะได้บอกข่าวดีกับพี่เขาด้วย”
ดรุณียิ้มรับอยากไปอวดอยู่แล้ว
“ค่ะ”
สามเกลอหูผึ่งเสนอหน้าเข้ามาพร้อมกันทันที
“ผมไปเป็นเพื่อนครับ”
ไพฑูรย์วางกล้าม แต่รีบเสนอตัว
“พวกเอ็งจะไปทำไม ไม่มีงานทำรึไง ข้าไปเอง”
ย่าแดงมองหน้าไพฑูรย์ดุๆ
“สปริงเกิ้ลที่เสียซ่อมรึยังเจ้าฑูร”
ไพฑูรย์ยิ้มแห้งๆ
“ยังครับ”
ลุงเกร็งหันมาบอกดรุณี
“ถ้างั้น เดี๋ยวลุงขับรถไปส่งคุณหนูณีเอง”
แก้วปรามเสียงแข็ง
“ไม่ต้อง!” แก้วพยายามหาเหตุผล “แก...แกต้องเคลียร์บัญชีกับฉัน ลืมรึไง”
“ไม่เป็นไรค่ะ ใครมีงานอะไรก็ทำกันเถอะ หนูขับรถไปเองได้ค่ะ ค่อยๆไป”
ดรุณีส่งยิ้มมีความสุขให้ทุกคน แล้วนึกถึงอาทิจ...เดี๋ยวนายก็รู้ว่าฉันก็เก่งไม่แพ้นายเหมือนกัน

รถกระบะซึ่งมีเข่งใส่หน่อไม้ปิดด้วยใบตองอยู่เต็มท้ายรถเข้ามาจอดบริเวณเนินภูเขาที่มีทิวทัศสวยงาม ดรุณีลงจากรถเพื่อจะเดินตรงไปที่แปลงสตรอเบอรี่ แต่แล้วก็ชะงัก
“จะบอกว่ายังไงดี...” หญิงสาวลอยหน้าลอยตาพูดคนเดียว “นี่นายอาทิจ ไม่อยากรู้เหรอว่าฉันสอบติดรึเปล่า” ดรุณีชะงักไป “แล้วถ้าเขาตอบว่าไม่อยากรู้ล่ะ เราก็หน้าแตกสิ” หญิงสาวปั้นหน้าใหม่ “นี่...ฉันมีเรื่องจะบอก ที่จริงก็ไม่อยากบอกหรอกนะ แต่คุณย่าท่านสั่งมาว่า อยู่บ้านเดียวกันมีเรื่องดีๆก็น่าจะต้องบอกกัน คือว่า...ฉันน่ะ สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว” ดรุณีฉีกยิ้มภูมิใจ “เก่งมั้ยล่ะ...เอาแบบนี้ก็แล้วกัน ยังไงนายนั่นก็ต้องตอบว่า เก่ง คิ...คิ”
หญิงสาวหัวเราะคิกคักน่ารักๆเดินไปอย่างมั่นใจ

อาทิจกำลังช่วยคนงานถอนหญ้าและกำจัดใบเน่าเสียของสตรอเบอรี่ ดรุณีเดินเข้ามาทางด้านหลังชายหนุ่มแล้วแอบท่องบทที่คิดไว้เมื่อกี้เบาๆเพื่อเตือนความจำ
“ที่จริงก็ไม่อยากบอกหรอกนะ แต่คุณย่าท่านสั่งมาว่า อยู่บ้านเดียวกัน มีเรื่องดีๆก็น่าจะต้องบอกกัน ฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว”
ดรุณีฉีกยิ้มภูมิใจ แต่สักครู่ก็หันหลังขวับให้เขาแล้วพึมพำกับตัวเอง ซึ่งจังหวะที่หญิงสาวหันไป เป็นจังหวะที่อาทิจหันมาเห็นดรุณี ชายหนุ่มแปลกใจหญิงสาวมาทำไม จึงเดินเข้าไปหา ดรุณียังบ่นกับตัวเอง
“ยิ้มมากไปมั้ย เอาแค่กลางๆก็พอ...ฉันมีเรื่องดีๆจะบอก...เยอะไป ยิ้มนิดๆแบบไม่เห็นฟันดีกว่า...ฉันมีเรื่องดีๆจะบอก...หวานไปรึเปล่า”
จังหวะนี้อาทิจก้าวมายืนข้างหลังของเธอพอดี ดรุณีคิดหนักแบบเด็กๆ
“เฮ้อ...เอายังไงดี จะยิ้มเห็นฟัน ไม่เห็นฟัน หรือจะไม่ยิ้ม”
อาทิจพูดขึ้นมา
“ไม่ยิ้มแล้วดูหน้าบึ้ง”
“ก็นั่นน่ะสิ”
ดรุณีถอนใจแล้วชะงักหันกลับไปเห็นอาทิจ หญิงสาวทำตาโตตกใจเพราะไม่ทันตั้งตัว อาทิจมองๆ
“มายังไงครับคุณณี”
ดรุณีอึกอัก
“ขับรถมา...เอ่อ...คุณย่าให้มาจ่ายเบี้ยเลี้ยงคนงาน”
“ความจริงท่านฝากผมมาก็ได้ คุณณีไม่น่าต้องมาเองถึงนี่ พรุ่งนี้ก็ยังทัน”
“มันก็ใช่...แต่...มันมีเรื่องสำคัญมากอีกเรื่องที่คุณย่าอยากให้ฉันมาบอกนายด้วย”
อาทิจแปลกใจ
“เรื่องอะไรครับ”
ดรุณีกระแอมเรียกสติเล็กน้อย
“เรื่อง...”
ทันใดนั้นคนงานคนหนึ่งวิ่งตะโกนหน้าตั้ง เข้ามาหาหัวหน้าคนงาน ทำให้อาทิจและดรุณีหันไปมอง
“อ้ายอ่อง...ยอนมันปวดท้องจะคลอดลูกอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว รีบไปดูเร็วอ้าย”
อ่องวิ่งมาหาอาทิจ
“โรงพยาบาล นาย...จะทำยังไงดี โรงพยาบาลอยู่ตั้งไกล”
อาทิจตกใจ
“อยู่ไหน”
“ในเมืองครับ”
ครุณีหน้าตื่น
“หา! ไม่มีที่ใกล้กว่านี้เหรอ ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงเลยนะกว่าจะไต่เขาลงไปถึงน่ะ”
“ฉันไปเป็นเพื่อนนายเอง เผื่อจะช่วยอะไรได้”
ดรุณีรีบบอก
“ไปรถฉันก็แล้วกัน ฉันเอารถมา”
ทุกคนพุ่งออกไป

อาทิจขับรถเข้าไปเสียบหน้าบ้าน ทุกคนวิ่งตามอ่องเข้าบ้านไปในบ้าน ยอนนอนร้องครวญคราง โดยมีเพื่อนบ้านเฝ้าอยู่อย่างรนๆต่างคนต่างทำอะไรไม่ถูก อ่องวิ่งนำอาทิจกับดรุณีเข้ามารีบถามเมียอย่างเป็นห่วง
“ยอน..เป็นยังไงบ้าง”
เพื่อนบ้านรีบบอก
“นอนเจ็บท้องมาเป็นชั่วโมงแล้ว”
“พาไปโรงพยาบาลเร็ว”
ขาดคำอาทิจกับอ่องเข้าไปจะช่วยกันอุ้ม ยอนร้องลั่น
“โอ๊ย...ไม่ไหวแล้ว...โอ๊ย”
อาทิจกับอ่องตัดสินใจค่อยๆวางยอนลงนอนตามเดิม ยอนชันขาขึ้นร้องโอดโอยลั่น ดรุณีเข้ามาบีบมือยอนเพื่อให้กำลังใจ อาทิจหันไปสั่ง
“ไปต้มน้ำ...เร็วเข้า”
เพื่อนบ้าน รีบวิ่งออกไป อาทิจหันไปสั่งอ่อง
“อ่อง...ไปตัดไม้ไผ่มาไว้ตัดสะดือเด็ก ขอผ้าโยงให้ยอนด้วย”
เพื่อนบ้านอีกคนส่งผ้าผืนยาวคล้ายผ้าขาวม้าให้ อาทิจรับมาแล้วโยนขึ้นไปบนขื่อก่อนจะดึงชายอีกด้านผูกที่ข้อมือยอน แล้วลงนั่งประคับประคองท้องยอนและกล่อมมดลูก ด้วยการแซะข้างท้อง คลึงท้องให้ปากมดลูกขยับมาตรงกับปากช่องคลอดทุกขั้นตอนชายหนุ่มทำอย่างทะมัดทะแมง
“เด็กกลับหัวลงมาแล้วยอน สูดหายใจลึกๆยาวๆนะ เอ้า...ทีนี้ ออกแรงเบ่ง...เบ่ง เป่าลมออกทางปาก...อย่างนั้นล่ะ แล้วสูดหายใจลึกๆอีกที เอ้า...สูดหายใจยาวๆลึกๆ...เบ่ง...เบ่ง”
หลังจากที่ยืนตกใจทำอะไรไม่ถูกอยู่เป็นนาน ดรุณีก็ได้สติ หญิงสาวรีบเข้าไปให้กำลังใจยอน
“เพื่อลูกต้องอดทนนะยอน เอ้า...หายใจยาวๆลึกๆ ...หนึ่ง...สอง...สาม...เบ่ง...เบ่ง”
อาทิจพยายามบอกให้ยอนเบ่งอีก
“อีกทีนะ หายใจยาวๆ...หนึ่ง...สอง...สาม เบ่ง”
ดรุณีปากคอสั่นเมื่อเห็นหัวเด็กโผล่ออกมา
“มะ...เหมือน...เหมือน...ดะ...เด็ก...หัว...ดะ...เด็กจะโผล่ออกมาแล้ว”
หญิงสาวแข้งขาอ่อนหน้าซีด พาลจะเป็นลม อาทิจพยายามแนะนำยอน
“กลั้นใจ อดทนอีกนิดนะยอน หายใจลึกๆ...อย่างนั้น...เที่ยวนี้เบ่งสุดตัวเลยนะ เอ้า...เบ่ง...เบ่ง”
ดรุณีตั้งสติได้แล้วเชียร์ประสานเสียงพร้อมอาทิจช่วยกันสุดฤทธิ์
“เบ่ง”
ขาดคำของทั้งคู่ เสียงเด็กก็ร้องลั่น อาทิจดึงทารกน้อยขึ้นมาอุ้มอย่างชำนาญ มือและเสื้อเปรอะไปด้วยเลือด ชายหนุ่มหันมาหาดรุณีแล้วยิ้มดีใจ
“เด็กผู้หญิง”
ดรุณีโผเข้ามาดูเด็กหัวแนบกับอาทิจ หญิงสาวยิ้มน้ำตาคลอปลื้มใจประดุจออกแรงเบ่งเองเลยทีเดียว

เวลาผ่านไป...อ่องยกมือไหว้อาทิจกับดรุณีท่วมหัว ทั้งสองคนเปลี่ยนเสื้อเป็นชุดชาวเขาเผ่าปะหล่องเรียบร้อยแล้ว
“ขอบคุณนายมากๆเลยนะครับ ถ้าไม่ได้นายกับคุณณีช่วยไว้ ป่านนี้ชีวิตลูกเมียผมจะเป็นยังไงก็ไม่รู้”
“ไม่เป็นไรหรอก ชีวิตคนตั้ง สอง คน ยังไงฉันก็ต้องช่วยสุดชีวิตอยู่แล้ว”
“เดี๋ยวเสื้อผ้านี่ฉันซักแล้วจะเอามาคืนให้นะ”
“ไม่ต้องครับคุณณี ถือเป็นของเล็กๆน้อยๆที่ผมให้นายกับคุณณีเป็นที่ระลึกในวันที่ทำคลอดให้ลูกสาวผม ยอนมันเย็บเก็บไว้ ใช้ผ้าเก่าแต่เป็นของใหม่ครับนาย”
อาทิจยิ้มให้
“ขอบใจมากนะ”
“ผมมันคนบ้านป่าเมืองดอย คงหาของตอบแทนบุญคุณนายกับคุณณีที่มีค่ามากกว่านี้ไม่ได้ นายช่วยผมสุดชีวิต ผมก็ขอตอบแทนนายด้วยการทำงานให้อย่างสุดชีวิตนะครับนาย”
“ขอบใจมากนะ ขอบใจแทนคุณย่าด้วยจ้ะ”
อาทิจตัดบท
“พายอนกับลูกไปกันได้แล้วล่ะ เด็กคลอดออกมาแล้วก็จริง แต่ก็ยังไม่ปลอดภัย
จนกว่าจะถึงมือหมอ”
เพื่อนบ้านประคองยอนซึ่งอุ้มลูกน้อยที่ห่อด้วยผ้าเช็ดตัวไว้แนบอกออกมา อาทิจเดินมาเปิดประตูข้างคนขับ แล้วเอนเบาะลงเล็กน้อยก่อนจะหันไปบอกยอน
“มานั่งข้างหน้ากับลูกมา”
“ผมกับเมียนั่งข้างหลังก็ได้ครับ”
ดรุณีรีบแย้ง
“ไม่ได้หรอก เด็กเพิ่งเกิด ยอนก็เพิ่งคลอด จะให้มานั่งตากแดดตากลมได้ยังไงนั่งข้างหน้าน่ะดีแล้ว...มา” ดรุณีพายอนกับลูกน้อยเข้าไปนั่ง “นายอ่องก็ไปขับรถไป”
อ่องเกรงใจ
“โธ่...ของเต็มท้ายรถเลย”
“หน่อไม้สดน่ะ คุณย่าให้คนงานตัด แล้วฝากเอาไปส่งที่ตลาด”
อ่องกังวล
“แล้วนายกับคุณณีจะนั่งไปได้ยังไง”
อาทิจยิ้มให้
“ไม่ต้องห่วง ฉันนั่งตรงไหนก็ได้ แต่...” อาทิจเป็นห่วงดรุณี “คุณณี...จะไหวมั้ย”
“ไหวสิ...ไม่ต้องห่วง...ฉันนั่งตรงไหนก็ได้ นายนั่งตรงไหน ฉันนั่งตรงนั้น”
ทั้งคู่ยิ้มให้กัน อย่างเป็นมิตรที่รู้สึกดีต่อกันจริงๆเป็นครั้งแรก

เย็นนั้น...รถกระบะแล่นมาตามเหลี่ยมเขา ที่ท้ายกระบะ อาทิจและดรุณีนั่งชันขาเอาหลังพิงเข่งที่ใช้ใส่หน่อไม้ซึ่งวางซ้อนกันแน่นอยู่บนกระบะ ทั้งคู่หันหน้าออกไปทางท้ายรถ อาทิจเหลือบมองดรุณี ในขณะที่หญิงสาวก็เหลืองมองมาทางเขา ทั้งคู่รีบหลบตากัน ต่างฝ่ายต่างตั้งสติ ก่อนที่จะแก้เก้อหันมาคุยกัน แต่ใจดันตรงกัน พูดซ้อนกันในเวลาเดียวกันอีกต่างหาก
“คุณบอกผมว่ามีเรื่องสำคัญ / ทำไมนายถึงได้...”
อาทิจยิ้มเก้อ
“เชิญคุณก่อนครับ”
“ทำไมนายถึงได้ทำคลอดเด็กได้ ฉันหมายถึง...ทำไมนายไม่กลัว แถมยังทำเหมือนกับว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก มันเหมือนกับนายเคยช่วยใครแบบนี้มาแล้ว”
อาทิจพยักหน้ารับ
“ครับ...คุณแม่ผมเอง”
ดรุณีตาโต
“หา!”
“ตอนนั้นคุณพ่อผมไปราชการอีกจังหวัด คุณแม่เจ็บท้องมาก ผมพาไปสถานีอนามัย แต่ไม่ทันก็เลยต้องช่วยคุณแม่ให้คลอดน้องที่บ้าน”
“ห๊า! ละ...แล้ว นาย...นายไม่กลัวเหรอ”
“กลัวสิครับ แต่กลัวคุณแม่กับน้องจะเป็นอะไรมากกว่า ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่าต้องช่วยแม่กับน้องให้รอดตายให้ได้ แต่ตอนหลังก็ไม่กลัวแล้วครับ เพราะผมได้ไปฝึกทำคลอดกับหมอตำแยจริงๆ ผมได้ทำคลอดให้น้องอีกคน แล้วก็เพื่อนบ้านอีก สองคนด้วย”
ดรุณีตกใจอัก
“ห๊า!”
“เรื่องของผมไม่มีอะไรแล้ว ทีนี้ก็เรื่องของคุณบ้าง เรื่องสำคัญที่คุณยังไม่ได้บอกผม”
“อ๋อ...คือ” ดรุณีพยายามประดิษฐ์หน้าตามที่ซ้อมไว้ “ที่จริงก็ไม่อยากบอกหรอกนะ แต่
คุณย่าท่านสั่งมาว่า อยู่บ้านเดียวกัน มีเรื่องดีๆก็น่าจะต้องบอกกัน คือ ฉัน...”
ดรุณียังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมาจากฟ้า ทั้งคู่ชะงักมองสายฝน อาทิจเหลียวซ้ายแลขวาดูที่ท้ายกระบะ เผื่อใครจะทิ้งร่มเอาไว้ แต่ก็ไม่มี สุดท้ายชายหนุ่มเหลือบเห็นใบกล้วยที่ใช้วางซ้อนทับกันไปมาเพื่อปิดปากเข่งหน่อไม้กันลม อาทิจดึงใบกล้วยใหญ่ๆออกมาสองใบ ในขณะที่อ่องชะลอจอดรถกระบะเข้าข้างทาง แล้วเปิดประตูลงมา
“คุณณีไปนั่งข้างหน้าเถอะครับ เดี๋ยวจะไม่สบาย”
“ไม่เป็นไรหรอก ฝนโปรยแค่นี้เอง นายอ่องรีบไปขับต่อเถอะ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว”
อ่องพยักหน้าอย่างไม่สบายใจ ก่อนจะวิ่งกลับไปขับรถเหมือนเดิม อาทิจยื่นใบกล้วยให้
“ประโยชน์อีกอย่างของกล้วย...ร่ม ครับคุณณี พันธุ์นี้ไม่ได้ใบเรียวเล็กแบบกล้วยป่า รับรองว่ากันฝนโปรยพอได้ครับ”
ดรุณีค้อนใส่งอนเล็กๆพอน่ารัก หญิงสาวรู้ดีว่าชายหนุ่มเน้นคำว่า กล้วยป่า เพราะอะไร แต่ก็รับใบกล้วยมาวางปิดหัว พร้อมๆกับอาทิจ อ่องเลี้ยวรถไปตามโค้งหักศอก นั่นทำให้ดรุณีซึ่งกำลังปั้นหน้าเด็กขี้งอนไม่ทันตั้งตัว หญิงสาวจึงเหมือนถูกเหวี่ยงให้เอนมาซบและเบียดอาทิจ จนอาทิจต้องยึดตัวรถไว้เพื่อไม่ให้ตัวเอนไปกับพื้น พออาทิจตั้งหลักได้ รถก็เปลี่ยนมาเลี้ยวหักศอกไปตามโค้งเขาอีกด้าน เที่ยวนี้เป็นชายหนุ่มที่เอนเบียดเข้าไปซบดรุณี ทั้งคู่มองหน้ากันแล้วยิ้มแหยใส่กัน ต่างคนต่างใช้มือที่เหลืออยู่คนละข้างและขาอีก สองข้างของตัวเอง ยึดตัวรถไว้สุดชีวิต รถสีแสดและสองหนุ่มสาวซึ่งนั่งเคียงกันอย่างเกร็งๆ โลดแล่นไปในท่ามกลางหุบเขางดงาม

อาทิจขับรถกลับเข้ามาจอดที่หน้าบ้านกระบะด้านหลังไม่มีเข่งหน่อไม้แล้ว ดรุณีเปิดประตูลงจากรถพร้อมๆกับอาทิจ
“เดี๋ยวคุณณีขึ้นไปอาบน้ำอุ่นแล้วสระผมด้วยนะครับ ตัวชื้นนานๆจะเป็นหวัดเอา”
“ฉันกระหม่อมหนาจะตาย ไม่เป็นอะไรง่ายๆหรอก” ดรุณียิ้มจริงใจ “ขอบใจมากนะที่นายช่วยยอนกับลูก พลอยทำให้ฉันได้ช่วยเขาไปด้วย ฉันจะเก็บความประทับใจวันนี้ไว้ในความทรงจำตลอดไป”
“การได้ช่วยเหลือคนทำให้เราอิ่มใจครับ”
“ฉันถือว่านี่เป็นของขวัญที่ทำให้ฉันอิ่มใจที่สุดในชีวิต นอกจากการทำให้คุณย่ามี
ความสุข”
“คุณย่ามีความสุขเพราะคุณณีทุกวันอยู่แล้ว”
ดรุณีอมยิ้ม
“วันนี้ท่านอาจจะสุขมากกว่าทุกวัน เพราะฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้”
อาทิจดีใจ
“จริงเหรอครับคุณณี ผมดีใจด้วยจริงๆ”
“นี่ล่ะเรื่องสำคัญที่ฉันจะบอกนาย” ดรุณีแกล้งอาทิจด้วยการทำน่ารัก แบมือขอ
ของขวัญ “ของขวัญ”
อาทิจเอ๋องง
“ของขวัญ”
“ก็ใช่น่ะสิ ถ้าน้องนายสอบติดแบบนี้ นายให้อะไรเป็นของขวัญ ฉันเอาแบบน้อง
นายก็ได้”
อาทิจอึกอัก
“เอ่อ...คือ...”
“ทำไมล่ะ แค่ดินสอ ปากกา ฉันก็รับแล้ว เพราะนั่นเท่ากับนายยอมรับว่าฉันเก่งและทำให้คุณย่าภูมิใจได้ไม่แพ้นายเหมือนกัน ว่าไงล่ะ...ทำไม ไม่อยากให้เหรอ”
อาทิจอึกอักมากขึ้นไปอีก
“คือ...ผมไม่มีของขวัญให้น้อง”
“อ้าว...แต่ที่ผ่านมามันต้องมีอะไรสักอย่างสิ ที่นายทำเพื่อแสดงความ ยินดีกับน้องน่ะ ฉันไม่เรื่องมากหรอก นายทำอะไรให้น้อง ฉันเอาอย่างนั้นล่ะ”
อาทิจอึกอึกมากที่สุด
“ผม...เอ่อ...ผมแค่...กอดน้องแน่นๆแล้วบอกเขาว่าผมรักและ ภูมิใจในตัวเขามากแค่ไหนคุณณี...คง ไม่อยากให้ผมแสดงความยินดีแบบนี้”
ดรุณีหน้าแดง เลือดแล่นพล่านตั้งแต่หัวจรดเท้า รู้สึกว่า...ไม่น่าขอเลย...
“ถ้างั้น...ไม่ต้องยินดีก็ได้” มือไม้ของหญิงสาวดูเกะกะ ไม่รู้จะเอาไปซุกซ่อนที่ไหน “ฉัน...” ดรุณีหาทางออกด้วยการเป็นหวัดขึ้นมาซะงั้น “ฮัดเช้ย! สงสัยจะเป็นหวัด เข้าไปหายากินก่อนนะ”

หญิงสาวส่งยิ้มแหยๆให้อาทิจก่อนจะวิ่งแน่บออกไปทันที อาทิจส่งยิ้มตามหลังดรุณีไปโดยไม่รู้ตัว พอรู้ตัวขึ้นมาก็หุบยิ้มแต่สักครู่ก็ ยิ้มเล็กยิ้มน้อยออกมาอีกโดย

สายวันใหม่...ย่าแดงทำงานอยู่กับแก้ว รายล้อมด้วยไพฑูรย์ ต๊อด อึ่ง พัน คนงานอื่นกระจายกันไกลๆ
“เป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้นะคะคุณย่า ตาเกร็งนี่ก็ขับรถเป็นเต่าคลานจริงๆ”แก้วพะวักพะวง
ลุงเกร็งเดินคอตกเข้ามา ต๊อดหันไปเห็น
“นั่นไงครับเต่า คลานมาจริงๆด้วย”
ดรุณีเดินหน้าเศร้าตามลุงเกร็งมา
“คุณณี”แก้วใจเสีย
คนงานทุกคนยืนอึ้ง สงสารดรุณี ย่าแดงสงสารหลานปลอบใจ
“ไม่ติดก็ไม่เป็นไรลูก ปีหน้าสอบใหม่ก็ได้หรือไม่ก็หาที่เรียนที่นี่ ดีซะอีกไม่ต้องไปไหนไกลย่า”
ดรุณีเศร้ามาก
“หนูขอโทษนะคะคุณย่า ขอโทษที่หนู...” ดรุณีอมยิ้ม “ต้องไปอยู่ไกลหูไกลตาคุณย่าแล้วล่ะค่ะคราวนี้”
ทุกคนมองดรุณีงงๆ
“หนูสอบติดค่ะคุณย่า หนูสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วค่ะ” ดรุณียิ้มหน้าบาน
ดรุณีพุ่งเข้าไปกอดย่า ย่าแดงกอดหลานกลับแน่นทั้งภูมิใจทั้งดีใจ แก้วกับคนงานทุกคนไชโยโห่ฮิ้วดีใจกับดรุณี ลุงเกร็งยิ้มแย้มโล่งอก
“โธ่...คุณหนูณีนะคุณหนูณี หลอกลุงเกร็งได้”
ไพฑูรย์เข้ามาถาม
“เลี้ยงอะไรดีครับคุณณี”
อึ่งขัดขึ้น
“พวกเราต่างหากที่ควรจะเลี้ยงฉลองให้คุณณี ไม่ใช่ให้คุณณีมาเลี้ยงเรา ทีหลังจะพูดอะไรคิดซะบ้างนะพี่ฑูร”
พันหันมาถามดรุณี
“คุณณีอยากกินอะไรครับ พวกเราพร้อมแสดงฝีมือเต็มที่”
ไพฑูรย์ถามขัดขึ้น
“พวกเอ็งทำเป็นรึไง”
ต๊อดเสียงแข็ง
“เป็น แต่...” ต๊อดยิ้มแหะๆ “ไม่อร่อย ถ้าจะให้อร่อย ต้องให้คนนี้” ต๊อดมองหาอาทิจแต่ไม่เห็น “อ้าว...นายไปไหนแล้วล่ะ”
ลุงเกร็งหันมาบอก
“คุณอาทิจเข้าไปคุมงานที่แปลงสตรอเบอรี่ตั้งแต่เช้ามืดแล้วเว้ย ข้าขับรถไปส่งแล้วถึงมารับคุณณีไปดูผลสอบในเมือง”
ย่าแดงหันมาหาหลานสาว
“ถ้างั้นแม่ณีเอาเบี้ยเลี้ยงไปจ่ายคนงานที่นั่นให้ย่าที จะได้บอกข่าวดีกับพี่เขาด้วย”
ดรุณียิ้มรับอยากไปอวดอยู่แล้ว
“ค่ะ”
สามเกลอหูผึ่งเสนอหน้าเข้ามาพร้อมกันทันที
“ผมไปเป็นเพื่อนครับ”
ไพฑูรย์วางกล้าม แต่รีบเสนอตัว
“พวกเอ็งจะไปทำไม ไม่มีงานทำรึไง ข้าไปเอง”
ย่าแดงมองหน้าไพฑูรย์ดุๆ
“สปริงเกิ้ลที่เสียซ่อมรึยังเจ้าฑูร”
ไพฑูรย์ยิ้มแห้งๆ
“ยังครับ”
ลุงเกร็งหันมาบอกดรุณี
“ถ้างั้น เดี๋ยวลุงขับรถไปส่งคุณหนูณีเอง”
แก้วปรามเสียงแข็ง
“ไม่ต้อง!” แก้วพยายามหาเหตุผล “แก...แกต้องเคลียร์บัญชีกับฉัน ลืมรึไง”
“ไม่เป็นไรค่ะ ใครมีงานอะไรก็ทำกันเถอะ หนูขับรถไปเองได้ค่ะ ค่อยๆไป”

ดรุณีส่งยิ้มมีความสุขให้ทุกคน แล้วนึกถึงอาทิจ...เดี๋ยวนายก็รู้ว่าฉันก็เก่งไม่แพ้นายเหมือนกัน


อ่านต่อหน้า 3





ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 9 (ต่อ)
 

รถกระบะซึ่งมีเข่งใส่หน่อไม้ปิดด้วยใบตองอยู่เต็มท้ายรถเข้ามาจอดบริเวณเนินภูเขาที่มีทิวทัศสวยงาม ดรุณีลงจากรถเพื่อจะเดินตรงไปที่แปลงสตรอเบอรี่ แต่แล้วก็ชะงัก
 
“จะบอกว่ายังไงดี...” หญิงสาวลอยหน้าลอยตาพูดคนเดียว “นี่นายอาทิจ ไม่อยากรู้เหรอว่าฉันสอบติดรึเปล่า” ดรุณีชะงักไป “แล้วถ้าเขาตอบว่าไม่อยากรู้ล่ะ เราก็หน้าแตกสิ” หญิงสาวปั้นหน้าใหม่ “นี่...ฉันมีเรื่องจะบอก ที่จริงก็ไม่อยากบอกหรอกนะ แต่คุณย่าท่านสั่งมาว่า อยู่บ้านเดียวกันมีเรื่องดีๆก็น่าจะต้องบอกกัน คือว่า...ฉันน่ะ สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว” ดรุณีฉีกยิ้มภูมิใจ “เก่งมั้ยล่ะ...เอาแบบนี้ก็แล้วกัน ยังไงนายนั่นก็ต้องตอบว่า เก่ง คิ...คิ”
หญิงสาวหัวเราะคิกคักน่ารักๆเดินไปอย่างมั่นใจ

อาทิจกำลังช่วยคนงานถอนหญ้าและกำจัดใบเน่าเสียของสตรอเบอรี่ ดรุณีเดินเข้ามาทางด้านหลังชายหนุ่มแล้วแอบท่องบทที่คิดไว้เมื่อกี้เบาๆเพื่อเตือนความจำ
“ที่จริงก็ไม่อยากบอกหรอกนะ แต่คุณย่าท่านสั่งมาว่า อยู่บ้านเดียวกัน มีเรื่องดีๆก็น่าจะต้องบอกกัน ฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว”
ดรุณีฉีกยิ้มภูมิใจ แต่สักครู่ก็หันหลังขวับให้เขาแล้วพึมพำกับตัวเอง ซึ่งจังหวะที่หญิงสาวหันไป เป็นจังหวะที่อาทิจหันมาเห็นดรุณี ชายหนุ่มแปลกใจหญิงสาวมาทำไม จึงเดินเข้าไปหา ดรุณียังบ่นกับตัวเอง
“ยิ้มมากไปมั้ย เอาแค่กลางๆก็พอ...ฉันมีเรื่องดีๆจะบอก...เยอะไป ยิ้มนิดๆแบบไม่เห็นฟันดีกว่า...ฉันมีเรื่องดีๆจะบอก...หวานไปรึเปล่า”
จังหวะนี้อาทิจก้าวมายืนข้างหลังของเธอพอดี ดรุณีคิดหนักแบบเด็กๆ
“เฮ้อ...เอายังไงดี จะยิ้มเห็นฟัน ไม่เห็นฟัน หรือจะไม่ยิ้ม”
อาทิจพูดขึ้นมา
“ไม่ยิ้มแล้วดูหน้าบึ้ง”
“ก็นั่นน่ะสิ”
ดรุณีถอนใจแล้วชะงักหันกลับไปเห็นอาทิจ หญิงสาวทำตาโตตกใจเพราะไม่ทันตั้งตัว อาทิจมองๆ
“มายังไงครับคุณณี”
ดรุณีอึกอัก
“ขับรถมา...เอ่อ...คุณย่าให้มาจ่ายเบี้ยเลี้ยงคนงาน”
“ความจริงท่านฝากผมมาก็ได้ คุณณีไม่น่าต้องมาเองถึงนี่ พรุ่งนี้ก็ยังทัน”
“มันก็ใช่...แต่...มันมีเรื่องสำคัญมากอีกเรื่องที่คุณย่าอยากให้ฉันมาบอกนายด้วย”
อาทิจแปลกใจ
“เรื่องอะไรครับ”
ดรุณีกระแอมเรียกสติเล็กน้อย
“เรื่อง...”
ทันใดนั้นคนงานคนหนึ่งวิ่งตะโกนหน้าตั้ง เข้ามาหาหัวหน้าคนงาน ทำให้อาทิจและดรุณีหันไปมอง
“อ้ายอ่อง...ยอนมันปวดท้องจะคลอดลูกอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว รีบไปดูเร็วอ้าย”
อ่องวิ่งมาหาอาทิจ
“โรงพยาบาล นาย...จะทำยังไงดี โรงพยาบาลอยู่ตั้งไกล”
อาทิจตกใจ
“อยู่ไหน”
“ในเมืองครับ”
ครุณีหน้าตื่น
“หา! ไม่มีที่ใกล้กว่านี้เหรอ ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงเลยนะกว่าจะไต่เขาลงไปถึงน่ะ”
“ฉันไปเป็นเพื่อนนายเอง เผื่อจะช่วยอะไรได้”
ดรุณีรีบบอก
“ไปรถฉันก็แล้วกัน ฉันเอารถมา”
ทุกคนพุ่งออกไป

อาทิจขับรถเข้าไปเสียบหน้าบ้าน ทุกคนวิ่งตามอ่องเข้าบ้านไปในบ้าน ยอนนอนร้องครวญคราง โดยมีเพื่อนบ้านเฝ้าอยู่อย่างรนๆต่างคนต่างทำอะไรไม่ถูก อ่องวิ่งนำอาทิจกับดรุณีเข้ามารีบถามเมียอย่างเป็นห่วง
“ยอน..เป็นยังไงบ้าง”
เพื่อนบ้านรีบบอก
“นอนเจ็บท้องมาเป็นชั่วโมงแล้ว”
“พาไปโรงพยาบาลเร็ว”
ขาดคำอาทิจกับอ่องเข้าไปจะช่วยกันอุ้ม ยอนร้องลั่น
“โอ๊ย...ไม่ไหวแล้ว...โอ๊ย”
อาทิจกับอ่องตัดสินใจค่อยๆวางยอนลงนอนตามเดิม ยอนชันขาขึ้นร้องโอดโอยลั่น ดรุณีเข้ามาบีบมือยอนเพื่อให้กำลังใจ อาทิจหันไปสั่ง
“ไปต้มน้ำ...เร็วเข้า”
เพื่อนบ้าน รีบวิ่งออกไป อาทิจหันไปสั่งอ่อง
“อ่อง...ไปตัดไม้ไผ่มาไว้ตัดสะดือเด็ก ขอผ้าโยงให้ยอนด้วย”
เพื่อนบ้านอีกคนส่งผ้าผืนยาวคล้ายผ้าขาวม้าให้ อาทิจรับมาแล้วโยนขึ้นไปบนขื่อก่อนจะดึงชายอีกด้านผูกที่ข้อมือยอน แล้วลงนั่งประคับประคองท้องยอนและกล่อมมดลูก ด้วยการแซะข้างท้อง คลึงท้องให้ปากมดลูกขยับมาตรงกับปากช่องคลอดทุกขั้นตอนชายหนุ่มทำอย่างทะมัดทะแมง
“เด็กกลับหัวลงมาแล้วยอน สูดหายใจลึกๆยาวๆนะ เอ้า...ทีนี้ ออกแรงเบ่ง...เบ่ง เป่าลมออกทางปาก...อย่างนั้นล่ะ แล้วสูดหายใจลึกๆอีกที เอ้า...สูดหายใจยาวๆลึกๆ...เบ่ง...เบ่ง”
หลังจากที่ยืนตกใจทำอะไรไม่ถูกอยู่เป็นนาน ดรุณีก็ได้สติ หญิงสาวรีบเข้าไปให้กำลังใจยอน
“เพื่อลูกต้องอดทนนะยอน เอ้า...หายใจยาวๆลึกๆ ...หนึ่ง...สอง...สาม...เบ่ง...เบ่ง”
อาทิจพยายามบอกให้ยอนเบ่งอีก
“อีกทีนะ หายใจยาวๆ...หนึ่ง...สอง...สาม เบ่ง”
ดรุณีปากคอสั่นเมื่อเห็นหัวเด็กโผล่ออกมา
“มะ...เหมือน...เหมือน...ดะ...เด็ก...หัว...ดะ...เด็กจะโผล่ออกมาแล้ว”
หญิงสาวแข้งขาอ่อนหน้าซีด พาลจะเป็นลม อาทิจพยายามแนะนำยอน
“กลั้นใจ อดทนอีกนิดนะยอน หายใจลึกๆ...อย่างนั้น...เที่ยวนี้เบ่งสุดตัวเลยนะ เอ้า...เบ่ง...เบ่ง”
ดรุณีตั้งสติได้แล้วเชียร์ประสานเสียงพร้อมอาทิจช่วยกันสุดฤทธิ์
“เบ่ง”
ขาดคำของทั้งคู่ เสียงเด็กก็ร้องลั่น อาทิจดึงทารกน้อยขึ้นมาอุ้มอย่างชำนาญ มือและเสื้อเปรอะไปด้วยเลือด ชายหนุ่มหันมาหาดรุณีแล้วยิ้มดีใจ
“เด็กผู้หญิง”
ดรุณีโผเข้ามาดูเด็กหัวแนบกับอาทิจ หญิงสาวยิ้มน้ำตาคลอปลื้มใจประดุจออกแรงเบ่งเองเลยทีเดียว

เวลาผ่านไป...อ่องยกมือไหว้อาทิจกับดรุณีท่วมหัว ทั้งสองคนเปลี่ยนเสื้อเป็นชุดชาวเขาเผ่าปะหล่องเรียบร้อยแล้ว
“ขอบคุณนายมากๆเลยนะครับ ถ้าไม่ได้นายกับคุณณีช่วยไว้ ป่านนี้ชีวิตลูกเมียผมจะเป็นยังไงก็ไม่รู้”
“ไม่เป็นไรหรอก ชีวิตคนตั้ง สอง คน ยังไงฉันก็ต้องช่วยสุดชีวิตอยู่แล้ว”
“เดี๋ยวเสื้อผ้านี่ฉันซักแล้วจะเอามาคืนให้นะ”
“ไม่ต้องครับคุณณี ถือเป็นของเล็กๆน้อยๆที่ผมให้นายกับคุณณีเป็นที่ระลึกในวันที่ทำคลอดให้ลูกสาวผม ยอนมันเย็บเก็บไว้ ใช้ผ้าเก่าแต่เป็นของใหม่ครับนาย”
อาทิจยิ้มให้
“ขอบใจมากนะ”
“ผมมันคนบ้านป่าเมืองดอย คงหาของตอบแทนบุญคุณนายกับคุณณีที่มีค่ามากกว่านี้ไม่ได้ นายช่วยผมสุดชีวิต ผมก็ขอตอบแทนนายด้วยการทำงานให้อย่างสุดชีวิตนะครับนาย”
“ขอบใจมากนะ ขอบใจแทนคุณย่าด้วยจ้ะ”
อาทิจตัดบท
“พายอนกับลูกไปกันได้แล้วล่ะ เด็กคลอดออกมาแล้วก็จริง แต่ก็ยังไม่ปลอดภัย
จนกว่าจะถึงมือหมอ”
เพื่อนบ้านประคองยอนซึ่งอุ้มลูกน้อยที่ห่อด้วยผ้าเช็ดตัวไว้แนบอกออกมา อาทิจเดินมาเปิดประตูข้างคนขับ แล้วเอนเบาะลงเล็กน้อยก่อนจะหันไปบอกยอน
“มานั่งข้างหน้ากับลูกมา”
“ผมกับเมียนั่งข้างหลังก็ได้ครับ”
ดรุณีรีบแย้ง
“ไม่ได้หรอก เด็กเพิ่งเกิด ยอนก็เพิ่งคลอด จะให้มานั่งตากแดดตากลมได้ยังไงนั่งข้างหน้าน่ะดีแล้ว...มา” ดรุณีพายอนกับลูกน้อยเข้าไปนั่ง “นายอ่องก็ไปขับรถไป”
อ่องเกรงใจ
“โธ่...ของเต็มท้ายรถเลย”
“หน่อไม้สดน่ะ คุณย่าให้คนงานตัด แล้วฝากเอาไปส่งที่ตลาด”
อ่องกังวล
“แล้วนายกับคุณณีจะนั่งไปได้ยังไง”
อาทิจยิ้มให้
“ไม่ต้องห่วง ฉันนั่งตรงไหนก็ได้ แต่...” อาทิจเป็นห่วงดรุณี “คุณณี...จะไหวมั้ย”
“ไหวสิ...ไม่ต้องห่วง...ฉันนั่งตรงไหนก็ได้ นายนั่งตรงไหน ฉันนั่งตรงนั้น”
ทั้งคู่ยิ้มให้กัน อย่างเป็นมิตรที่รู้สึกดีต่อกันจริงๆเป็นครั้งแรก

เย็นนั้น...รถกระบะแล่นมาตามเหลี่ยมเขา ที่ท้ายกระบะ อาทิจและดรุณีนั่งชันขาเอาหลังพิงเข่งที่ใช้ใส่หน่อไม้ซึ่งวางซ้อนกันแน่นอยู่บนกระบะ ทั้งคู่หันหน้าออกไปทางท้ายรถ อาทิจเหลือบมองดรุณี ในขณะที่หญิงสาวก็เหลืองมองมาทางเขา ทั้งคู่รีบหลบตากัน ต่างฝ่ายต่างตั้งสติ ก่อนที่จะแก้เก้อหันมาคุยกัน แต่ใจดันตรงกัน พูดซ้อนกันในเวลาเดียวกันอีกต่างหาก
“คุณบอกผมว่ามีเรื่องสำคัญ / ทำไมนายถึงได้...”
อาทิจยิ้มเก้อ
“เชิญคุณก่อนครับ”
“ทำไมนายถึงได้ทำคลอดเด็กได้ ฉันหมายถึง...ทำไมนายไม่กลัว แถมยังทำเหมือนกับว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก มันเหมือนกับนายเคยช่วยใครแบบนี้มาแล้ว”
อาทิจพยักหน้ารับ
“ครับ...คุณแม่ผมเอง”
ดรุณีตาโต
“หา!”
“ตอนนั้นคุณพ่อผมไปราชการอีกจังหวัด คุณแม่เจ็บท้องมาก ผมพาไปสถานีอนามัย แต่ไม่ทันก็เลยต้องช่วยคุณแม่ให้คลอดน้องที่บ้าน”
“ห๊า! ละ...แล้ว นาย...นายไม่กลัวเหรอ”
“กลัวสิครับ แต่กลัวคุณแม่กับน้องจะเป็นอะไรมากกว่า ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่าต้องช่วยแม่กับน้องให้รอดตายให้ได้ แต่ตอนหลังก็ไม่กลัวแล้วครับ เพราะผมได้ไปฝึกทำคลอดกับหมอตำแยจริงๆ ผมได้ทำคลอดให้น้องอีกคน แล้วก็เพื่อนบ้านอีก สองคนด้วย”
ดรุณีตกใจอัก
“ห๊า!”
“เรื่องของผมไม่มีอะไรแล้ว ทีนี้ก็เรื่องของคุณบ้าง เรื่องสำคัญที่คุณยังไม่ได้บอกผม”
“อ๋อ...คือ” ดรุณีพยายามประดิษฐ์หน้าตามที่ซ้อมไว้ “ที่จริงก็ไม่อยากบอกหรอกนะ แต่
คุณย่าท่านสั่งมาว่า อยู่บ้านเดียวกัน มีเรื่องดีๆก็น่าจะต้องบอกกัน คือ ฉัน...”
ดรุณียังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมาจากฟ้า ทั้งคู่ชะงักมองสายฝน อาทิจเหลียวซ้ายแลขวาดูที่ท้ายกระบะ เผื่อใครจะทิ้งร่มเอาไว้ แต่ก็ไม่มี สุดท้ายชายหนุ่มเหลือบเห็นใบกล้วยที่ใช้วางซ้อนทับกันไปมาเพื่อปิดปากเข่งหน่อไม้กันลม อาทิจดึงใบกล้วยใหญ่ๆออกมาสองใบ ในขณะที่อ่องชะลอจอดรถกระบะเข้าข้างทาง แล้วเปิดประตูลงมา
“คุณณีไปนั่งข้างหน้าเถอะครับ เดี๋ยวจะไม่สบาย”
“ไม่เป็นไรหรอก ฝนโปรยแค่นี้เอง นายอ่องรีบไปขับต่อเถอะ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว”
อ่องพยักหน้าอย่างไม่สบายใจ ก่อนจะวิ่งกลับไปขับรถเหมือนเดิม อาทิจยื่นใบกล้วยให้
“ประโยชน์อีกอย่างของกล้วย...ร่ม ครับคุณณี พันธุ์นี้ไม่ได้ใบเรียวเล็กแบบกล้วยป่า รับรองว่ากันฝนโปรยพอได้ครับ”

ดรุณีค้อนใส่งอนเล็กๆพอน่ารัก หญิงสาวรู้ดีว่าชายหนุ่มเน้นคำว่า กล้วยป่า เพราะอะไร แต่ก็รับใบกล้วยมาวางปิดหัว พร้อมๆกับอาทิจ อ่องเลี้ยวรถไปตามโค้งหักศอก นั่นทำให้ดรุณีซึ่งกำลังปั้นหน้าเด็กขี้งอนไม่ทันตั้งตัว หญิงสาวจึงเหมือนถูกเหวี่ยงให้เอนมาซบและเบียดอาทิจ จนอาทิจต้องยึดตัวรถไว้เพื่อไม่ให้ตัวเอนไปกับพื้น พออาทิจตั้งหลักได้ รถก็เปลี่ยนมาเลี้ยวหักศอกไปตามโค้งเขาอีกด้าน เที่ยวนี้เป็นชายหนุ่มที่เอนเบียดเข้าไปซบดรุณี ทั้งคู่มองหน้ากันแล้วยิ้มแหยใส่กัน ต่างคนต่างใช้มือที่เหลืออยู่คนละข้างและขาอีก สองข้างของตัวเอง ยึดตัวรถไว้สุดชีวิต รถสีแสดและสองหนุ่มสาวซึ่งนั่งเคียงกันอย่างเกร็งๆ โลดแล่นไปในท่ามกลางหุบเขางดงาม

อาทิจขับรถกลับเข้ามาจอดที่หน้าบ้านกระบะด้านหลังไม่มีเข่งหน่อไม้แล้ว ดรุณีเปิดประตูลงจากรถพร้อมๆกับอาทิจ

“เดี๋ยวคุณณีขึ้นไปอาบน้ำอุ่นแล้วสระผมด้วยนะครับ ตัวชื้นนานๆจะเป็นหวัดเอา”
“ฉันกระหม่อมหนาจะตาย ไม่เป็นอะไรง่ายๆหรอก” ดรุณียิ้มจริงใจ “ขอบใจมากนะที่นายช่วยยอนกับลูก พลอยทำให้ฉันได้ช่วยเขาไปด้วย ฉันจะเก็บความประทับใจวันนี้ไว้ในความทรงจำตลอดไป”
“การได้ช่วยเหลือคนทำให้เราอิ่มใจครับ”
“ฉันถือว่านี่เป็นของขวัญที่ทำให้ฉันอิ่มใจที่สุดในชีวิต นอกจากการทำให้คุณย่ามี
ความสุข”
“คุณย่ามีความสุขเพราะคุณณีทุกวันอยู่แล้ว”
ดรุณีอมยิ้ม
“วันนี้ท่านอาจจะสุขมากกว่าทุกวัน เพราะฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้”
อาทิจดีใจ
“จริงเหรอครับคุณณี ผมดีใจด้วยจริงๆ”
“นี่ล่ะเรื่องสำคัญที่ฉันจะบอกนาย” ดรุณีแกล้งอาทิจด้วยการทำน่ารัก แบมือขอ
ของขวัญ “ของขวัญ”
อาทิจเอ๋องง
“ของขวัญ”
“ก็ใช่น่ะสิ ถ้าน้องนายสอบติดแบบนี้ นายให้อะไรเป็นของขวัญ ฉันเอาแบบน้อง
นายก็ได้”
อาทิจอึกอัก
“เอ่อ...คือ...”
“ทำไมล่ะ แค่ดินสอ ปากกา ฉันก็รับแล้ว เพราะนั่นเท่ากับนายยอมรับว่าฉันเก่งและทำให้คุณย่าภูมิใจได้ไม่แพ้นายเหมือนกัน ว่าไงล่ะ...ทำไม ไม่อยากให้เหรอ”
อาทิจอึกอักมากขึ้นไปอีก
“คือ...ผมไม่มีของขวัญให้น้อง”
“อ้าว...แต่ที่ผ่านมามันต้องมีอะไรสักอย่างสิ ที่นายทำเพื่อแสดงความ ยินดีกับน้องน่ะ ฉันไม่เรื่องมากหรอก นายทำอะไรให้น้อง ฉันเอาอย่างนั้นล่ะ”
อาทิจอึกอึกมากที่สุด
“ผม...เอ่อ...ผมแค่...กอดน้องแน่นๆแล้วบอกเขาว่าผมรักและ ภูมิใจในตัวเขามากแค่ไหนคุณณี...คง ไม่อยากให้ผมแสดงความยินดีแบบนี้”
ดรุณีหน้าแดง เลือดแล่นพล่านตั้งแต่หัวจรดเท้า รู้สึกว่า...ไม่น่าขอเลย...
“ถ้างั้น...ไม่ต้องยินดีก็ได้” มือไม้ของหญิงสาวดูเกะกะ ไม่รู้จะเอาไปซุกซ่อนที่ไหน “ฉัน...” ดรุณีหาทางออกด้วยการเป็นหวัดขึ้นมาซะงั้น “ฮัดเช้ย! สงสัยจะเป็นหวัด เข้าไปหายากินก่อนนะ”
หญิงสาวส่งยิ้มแหยๆให้อาทิจก่อนจะวิ่งแน่บออกไปทันที อาทิจส่งยิ้มตามหลังดรุณีไปโดยไม่รู้ตัว พอรู้ตัวขึ้นมาก็หุบยิ้มแต่สักครู่ก็ ยิ้มเล็กยิ้มน้อยออกมาอีกโดยไม่รู้ตัวอีกเหมือนเดิม

ค่ำนั้น...วิไลลักษณ์โผเข้ามาโวยวายเวทางค์ซึ่งนั่งเล่นไอโฟนวุ่นวายอยู่ข้างวิยะดา ที่กำลังทาเล็บอยู่
“แม่ไปทัวร์ยุโรปกับน้องมาเกือบเดือน เราไม่ได้ไปหายายณีบ้างเลยเหรอ”
เวทางค์ตอบไปเล่นไป
“มันขี้เกียจน่ะคุณแม่ ไปทีไร ยายณีก็ชวนเข้าสวน รดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ยอยู่อย่างนี้ น่าเบื่อจะตาย”
“ก็ถ้าพี่เวอยากได้สมบัติจากคุณย่าเยอะๆก็ต้องทนลำบากก่อน”
“เราก็พูดได้สิยายวิ เราไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรนี่ วันๆเอาแต่ช้อปปิ้ง ไปยุโรปเที่ยวนี้หมดไปเท่าไหร่ล่ะ”
“น้อยกว่าคุณแม่นิดหนึ่ง”
วิไลลักษณ์หงุดหงิด
“นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมากระแหนะกระแหนกันนะ...ตาเว พรุ่งนี้เราต้องไปหายายณีกับแม่ เอาของขวัญไปให้น้องที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เข้าใจมั้ย”
วิยะดาดีใจ
“วิไปด้วยค่ะคุณแม่ วิจะเอาเสื้อหนาวที่ช้อปมาไปให้พี่อาทิจ”
ประเวทย์ปรามลูกสาว
“มันน่าเกลียดรึเปล่าลูก เดี๋ยวเมียเขาจะเข้าใจผิดเอา”
“ก็พี่เวบอกเขาไม่ได้อยู่ด้วยกันนี่คะคุณพ่อ อีกอย่างวิกับพี่อาทิจก็พี่น้องกัน ลองแม่นั่นมาหึงวิสิ วิจะตอกกลับให้หงายหลังไปเลย ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่น้องกันล่ะก็ แม่นั่นไม่มีทางได้แอ้มพี่อาทิจหรอก วิจะจับขันน็อตขันสกรูไม่ให้พี่อาทิจไปไหนเด็ดขาด”
วิไลลักษณ์มองหน้าลูกชาย
“ดูน้องเป็นตัวอย่างนะตาเว คิดจะจับใครต้องจับให้อยู่หมัดแบบน้อง”
ประเวทย์เปรยๆ
“ทำอย่างกับยายณีจะอยู่นิ่งๆ ให้ลูกเราเอาน็อตเอาสกรูไปขันได้ง่ายๆ”
วิไลลักษณ์ขัดใจ
“ไม่คิดจะช่วยก็กรุณาอยู่เฉยๆได้มั้ยคะคุณพี่”
“ระวังจะเหนื่อยเปล่าเอานะ”
“คุณพี่อะ!”
วิไลลักษณ์ค้อนใส่สามีขวับๆ ราวกับสาวรุ่น เวทางค์กับวิยะดาหันมามองกันแล้วอมยิ้มที่แม่ยังแก่นเซี้ยวไม่เลิกรา แม้วัยจะปาเข้าไป 45 แล้วก็ตาม

ย่าแดงแปลกใจ หันมาถามดรุณีซึ่งใส่ชุดนอนและกำลังนั่งเช็ดผมซึ่งสระมาหมาดๆ
“พ่ออาทิจน่ะเหรอ เคยเป็นหมอตำแยทำคลอดให้เด็กตั้ง 4 คน”
“ค่ะ คุณย่า” หญิงสาวเล่าหน้าตาชื่นมื่นมาก “ตอนนายนั่นจับท้องประคองท้องยอน ดู
คล่องแคล่ว ไม่เก้ๆกังๆ โดยเฉพาะตอนอุ้มเด็กขึ้นมา ดูทะมัดทะแมงสุดๆค่ะ”
ย่าแดงกับแก้วแอบสบตากัน รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้นมากของดรุณี
“แล้วคุณณีล่ะคะ ช่วยคุณอาทิจด้วยรึเปล่า”
ดรุณียิ้มแหะๆให้แก้ว
“หนูช่วยเชียร์ค่ะ ตอนแรกเห็นเลือดก็จะเป็นลมซะให้ได้ แต่พอเห็นเด็กออกมาแล้วความกลัวมันหายไปไหนไม่รู้” หญิงสาวอวดอย่างภูมิใจ “ตอนนายอาทิจตัดสายสะดือให้เด็ก หนูก็เป็นคนอุ้มเด็กให้นะคะ เลือดเปรอะไปหมดเลยแต่หนูไม่กลัวสักนิด สุดท้ายก็ยังช่วยเอาน้ำอุ่นเช็ดทำความสะอาดหนูน้อยนั่นด้วย”
ย่าแดงยิ้มพึงใจ
“ดีแล้วล่ะลูก การช่วยชีวิตไม่ว่าจะกับคนหรือสัตว์ถือว่าเป็นบุญเป็นกุศลทั้งนั้นอย่างน้อยก็ทำให้เราสุขใจ”
“สุขแบบทันตาเห็นเลยค่ะคุณย่า นี่หนูก็ขอบคุณหมอตำแยเขาไปที่เขาทำให้หนูได้ร่วมทำบุญใหญ่วันนี้ด้วย พูดแล้วก็ยังตื่นเต้นไม่หาย ใครจะคิดว่าในชีวิตนี้ หนูจะมีโอกาสเป็นผู้ช่วยหมอตำแยกับเขาล่ะคะ การช่วยให้เด็กคนหนึ่งลืมตาขึ้นมาดูโลกได้นี่มันสุดยอดจริงๆ”
ย่าแดงกับแก้วหันมาสบตากันอีกครั้ง น้ำเสียงของดรุณีที่พูดถึงหมอตำแยฟังดูอ่อนโยนขึ้นมากจนรู้สึกได้จริงๆ

อาทิจเดินไปเดินมาอยู่หน้าบ้าน สักครู่ต๊อด อึ่ง พันโผล่จากหน้าต่างขึ้นมาแอบดูนายทีละคน อาทิจบ่นอย่างหงุดหงิดตัวเอง
“ไม่น่าหลุดปากเลยเรา เฮ้อ!”
ต๊อดแปลกใจ
“นายเขาจะเดินยามทั้งคืนไม่หลับไม่นอนเลยรึไงวะ”
พันมองอย่างสงสัย
“นั่นสิ ตั้งแต่กลับจากไร่สตรอเบอรี่นี่เดินจัง”
อึ่งมองๆไม่เข้าใจ
“ไม่รู้บริกรรมคาถาอะไรด้วยรึเปล่า งึมงำๆตลอด”
อาทิจยังคงเดินไปเดินมา ในขณะที่ สามเกลอมองตามซ้ายขวา...ซ้ายขวาโดยพร้อมเพรียงกัน


เช้าวันใหม่...อาทิจยืนทำงานอยู่กับคนงาน ลุงเกร็งเดินเข้ามา ตามด้วยดรุณี ย่าแดงและแก้ว ลุงเกร็งตบมือเรียกความสนใจจากทุกคน
“เอ้า...ทุกคน วันนี้ทำงานแค่ครึ่งวันพอ”
ไพฑูรย์ ต๊อด อึ่ง พัน โผล่หน้าออกมาจากสุมทุมต่างๆ คนงานที่อยู่ด้านหลังทยอยเดินเข้ามาฟัง แก้วประกาศก้อง
“คุณย่าท่านจะเลี้ยงส่งคุณณีไปเรียนต่อที่กรุงเทพน่ะ เชิญทุกคนมาร่วมงานด้วยนะ”
คนงานเฮลั่น ไพฑูรย์หันไปถามดรุณี
“คุณณีอยากได้ของขวัญอะไรครับ เดี๋ยวพี่ฑูรจัดให้”
ต๊อดหันไปแซวไพฑูรย์
“อะไรก็ได้ แต่อย่ายก ไพฑูรย์ราม่า มาตั้งในงานก็แล้วกัน ไม่งั้นคุณณีฝันร้ายแน่ๆ”
คนงานเฮกันอีกระลอก ดรุณีพาซื่อ
“ทำไมต้องฝันร้ายล่ะ พี่ฑูรชอบหนังผีงั้นเหรอ”
ถึงตรงนี้ คนงานเฮสนั่น อึ่งหัวเราะ แล้วบอก
“ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงล่ะครับคุณณี พระนางทั้งหง่อมทั้งเหี่ยว ผิวงี้ตกสะเก็ดแล้วครับ”
ไพฑูรย์โมโห
“เดี๋ยวเถอะ...ไอ้พวกนี้ ทีหลังอย่ามาแอบดูนะเว้ย จะเก็บสตางค์ให้เลือดซิบ”
พันเบ้หน้า
“โอ๊ย...อย่าว่าแต่เก็บสตางค์เลย ให้ดูฟรีหรือแถมเงินให้ก็ไม่มีใครอยากดู”
ไพฑูรย์ตัดบท
“คุณณีอย่าไปสนใจไอ้พวกไร้รสนิยมพวกนี้เลยครับ คุณณีอยากได้อะไร บอกมาเลย พี่ฑูรหาให้ได้ทุกอย่าง”
สามเกลอประสานเสียง ไม่ยอมแพ้
“พวกเราก็เต็มใจหาให้ครับ”
ดรุณียิ้มๆ
“ขอบใจทุกคนมากนะ ถ้างั้นณีขอให้ทุกคนสละเวลามากินข้าวด้วยกันเป็นของขวัญ จะได้มั้ย”
คนงานทุกคนรับคำเสียงดัง
“ได้ครับ”
ต๊อดหันไปถามอาทิจ
“แล้วนายล่ะ มีของขวัญพิเศษอะไรจะให้คุณณีรึเปล่า”
อึ่งรีบยุ
“ขอเลยครับคุณณี อยากได้ของขวัญอะไรจากนาย ขอเลย”
เหตุการณ์ขอของขวัญเมื่อวานผุดขึ้นมาในหัวดรุณีอีกระลอก
“เอ่อ...ไม่...ไม่ขอดีกว่า”
แก้วมองหน้าหญิงสาวอย่างแปลกใจ
“อุ๊ย...คุณณีเป็นอะไรคะ ทำไมจู่ๆหน้าถึงได้เห่อแดงขึ้นมาอย่างนี้ ไปโดนอะไรกัดมารึป่าว”
ดรุณีเหลือบมองอาทิจแวบหนึ่ง เห็นชายหนุ่มหันมาสบสายตาด้วยพอดี หญิงสาวเลยรีบหันมาหาแก้วยิ้มเก้อๆ
“สงสัย...แดดกัด...เอ๊ย...แดดจัดมั่งคะ หนูก็เลยร้อน เอ่อ...ร้อนหน้าจนหน้าแรง เอ๊ย...แดงน่ะค่ะ”
หญิงสาวอนาถตัวเองเหลือเกิน ที่เรียงประโยคไม่รู้เรื่องเอาซะเลย
“หนู...เอ่อ...ตัวขอก่อนนะคะ”
สามเกลอถามโพล่งออกมาพร้อมกัน
“ขอตัวก่อนครับคุณณี”
“จ้ะ...ค่ะ...ขอตัวก่อนนะคะคุณย่า”
ดรุณีรีบหันหลังให้ทุกคนแล้วทำหน้าเหมือนอยากตาย ก่อนจะเดินแจ้นออกมา ย่าแดงมองตามหลานสาวอย่างเอ็นดู
“ท่าจะดีใจจัดจนเพี้ยนไปแล้วนะแม่ณี”
อาทิจแอบยิ้มกับตัวเอง ไม่กล้าให้ใครเห็น เพราะมีเขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่าดรุณีเป็นแบบนี้เพราะอะไร

ต๊อด อึ่ง พัน ช่วยอาทิจตัดผักในแปลงใส่ตะกร้า สามเกลอหันมามองอาทิจซึ่งนั่งหัน
หลังให้ทุกคน ต๊อดถามขึ้นอย่างสงสัย
“ตกลงนายจะไม่ให้ของขวัญอะไรคุณณีเลยเหรอ”
“จะเอาอะไรให้ล่ะ คุณณีเขามีทุกอย่างสมบูรณ์พร้อมอยู่แล้ว เขาคงไม่ต้องการอะไรจากฉันหรอก”
อึ่งแย้ง
“แต่มันก็น่าจะมีอะไรเล็กๆน้อยๆให้เป็นน้ำใจนะ อะไรที่ไม่ต้องลงทุนซื้อ แต่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรง จากความทุ่มเทความใส่ใจ แค่นี้...คุณณีก็ดีใจแย่แล้ว”
อาทิจชะงักนิ่งคิด พันหันไปแดกดันอึ่ง
“รู้ใจหญิงขนาดนี้ ทำไมยังหาเมียทำพันธุ์ไม่ได้สักทีวะ”
ต๊อดส่ายหน้าระอา
“มันคิดเองที่ไหน คำพูดพวกนี้มันจำมาจากละครทั้งนั้น เมื่อคืนนอนดูอยู่ด้วยกัน หรือเอ็งจะเถียง”
อึ่งยิ้มแหยๆ
“นึกว่าหลับไปแล้วซะอีก แกล้งหลับตาก็ไม่บอก”
พันหันมาหาอาทิจ
“มันก็จริงอย่างที่ไอ้อึ่งพูดนะนาย ของอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องแพงแต่มีคุณค่าทางใจ”
อาทิจทำหน้านิ่งใส่ทุกคน
“งานมันไม่ได้เดินได้ด้วยปากนะ มันเดินได้ด้วยมือ”
อาทิจพูดจบก็สะบัดถือตะกร้าที่มีผักอยู่เต็มจนล้นออกไป ต๊อดเหล่มองตาม
“แหนะ...ทำไม่สนใจ ไม่หาเองก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวต๊อดจัดแทนให้ก็ได้”
อึ่งกับพันงงๆ
“อะไรวะ”
ต๊อดอมยิ้ม แผนผุดขึ้นในสมอง

อาทิจ ถือตะกร้าผักเข้ามามุมหนึ่ง พูดกับตนเอง
“ผมเห็นคุณณีชอบกินผักก็เลยตัดมาให้เป็นของขวัญที่คุณณีสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ครับ” ชายหนุ่มยิ้มส่งท้ายอย่างอบอุ่น “ถึงมันจะไม่ได้มีราคาแพง แต่ก็มาจากน้ำพักน้ำแรง จากความทุ่มเทความใส่ใจ
ของผม” ชายหนุ่มชะงัก “แค่ประโยคแรกก็พอมั้ง”

อาทิจสูดหายใจลึกเข้าปอด แล้วเชียร์ตัวเองในใจเอาวะเป็นไงเป็นกัน ชายหนุ่มตัดสินใจเดินเข้าบ้านไป
วิไลลักษณ์อ้าแขนออกไปสุดหล้า แล้วโผเข้าสวมกอดดรุณีแน่น
“ป้ายินดีด้วยจริงๆจ้ะยายณี”
ดรุณียกมือไหว้
“ขอบคุณมากค่ะคุณป้า”
วิยะดากางมือออกกว้างไม่แพ้แม่ แล้วโผเข้ามากอดดรุณีแน่นเป็นรายต่อมา
“วิดีใจด้วยนะณี”
“ขอบใจจ้ะ”
เวทางค์กางแขนออกเตรียมจะเข้าคิวมากอดดรุณีเหมือนคนอื่น ดรุณีรีบพูดดักทางไว้
“ขอบคุณพี่เวด้วยค่ะ”
เวทางค์จำต้องหุบแขนลงอย่างเก้อๆ วิไลลักษณ์เสริมทัพทันที
“ตาเว...ของขวัญล่ะลูกเอาให้น้องซะสิจ๊ะ”
อาทิจเดินถือตะกร้าผักเข้ามามองหาดรุณี ชายหนุ่มหันมาเห็น...เวทางค์หยิบกล่องเครื่องประดับเล็กๆออกมาจากกระเป๋าเปิดกล่องออกแล้วหยิบสร้อยซึ่งประดับด้วยจี้มุกประดับเพชรเล็กๆออกมา
“ของขวัญน้องณีที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ครับ”
“ขอบคุณมากนะคะพี่เว จริงๆไม่ต้องให้อะไรณีก็ได้ แค่มาแสดงความยินดี ณีก็
ดีใจแล้ว”
วิไลลักษณ์ออกหน้าออกตา
“ไม่ได้สิจ้ะ หนูณีเป็นคนพิเศษของพ่อเวเขานี่ ยังไงเขาก็ต้องหาของที่ดีที่สุดเหมาะสมที่สุดมาให้หนูณีจ้ะ กว่าจะได้สร้อยมุกเซ้าท์ซีเส้นนี้มา พี่เขาพาป้าเดินซะทั่วเมืองเชียงใหม่...ความพยายามเป็นเลิศจริงๆลูกคนนี้ เอ้า...สวมสร้อยให้น้องสิจ๊ะตาเว”
เวทางค์เดินอ้อมมายืนด้านหลังดรุณี แล้วสวมสร้อยให้หญิงสาว อาทิจก้มลงมองตะกร้าผักในมือตัวเอง ราคามันช่างต่างกันลิบลับ ชายหนุ่มขยับออกมา แก้วถือถาดน้ำสวนเข้าไปพอดี
“อ้าว...คุณอาทิจ มาหาคุณย่าหรือคะ”
“ครับ...เห็นท่านอยู่กับคุณอาผมเลยไม่อยากรบกวน ผมตัดผักมาให้ รบกวนน้า
แก้วเอาให้ท่านด้วยนะครับ”
อาทิจจะเดินออก แต่ได้ยินเสียงวิยะดากรี๊ดกร๊าดทางด้านหลังเลยหันไปมองอย่างไม่ตั้งใจ
“อ๊าย...เหมือนเจ้าบ่าวกำลังสวมของหมั้นให้เจ้าสาวเลยนะคะคุณแม่”
“ต๊าย...ยายวิ พูดอย่างใจแม่เลย แม่ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน คุณแม่ว่ามั้ยคะ”
ย่าแดงพูดเรียบๆ
“คิดเหมือนกัน”


อ่านต่อหน้า 4



ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 9 (ต่อ)
 

อาทิจรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกินจึงเดินเลี่ยงออกไปทันที แก้วมองตาม ก่อนจะหิ้วตะกร้ากับถาดน้ำเข้าไป วิไลลักษณ์ เวทางค์ วิยะดา หันมาดี๊ด๊าใส่กันที่ย่าแดงเห็นดีเห็นงามด้วย ย่าแดงมองสามแม่ลูกก่อนจะพูดนิ่งๆ
 
“คิดว่าเราแม่ลูกฟุ้งซ่านมากไปรึเปล่า หายากินหน่อยดีมั้ย”
แม่ลูก หงอยไปเลย ในขณะที่แก้วเอาตะกร้าผักวางแล้วเสิร์ฟน้ำให้สามแม่ลูก ดรุณีหยิบตะกร้าผักขึ้นมา
“ผักง๊ามงาม หน้าตาน่ากินจังเลยค่ะคุณย่า”
แก้วรีบบอก
“คุณอาทิจตัดมาให้ค่ะ”
ย่าแดงแปลกใจ
“อ้าว...แล้วเจ้าตัวเขาอยู่ไหนล่ะ”
“ออกไปเมื่อกี้นี้เองค่ะ บอกไม่อยากเข้ามารบกวนคุณย่า”
ดรุณีแอบชายตาหันไปมองอาทิจ แต่ก็ไม่เห็นแม้เงาชายหนุ่ม

ตุ๊เดินเข้าไปหาทองประศรี ซึ่งนั่งหงอยอยู่ที่แคร่ใต้ถุนบ้าน
“น้องศรีจะยอมน้อยหน้าไม่ได้นา อย่างน้อยก็ต้องไปเพื่อประกาศให้ใครๆรู้ว่า น้องศรีเป็นเมียคุณอาทิจและเป็นพี่สะใภ้คุณณี ใครๆก็ไปกันทั้งนั้น”
“แต่เขาไม่ได้เชิญฉันนี่”
“เราก็เชิญตัวเองสิ ไปทำตัวให้สนุกสนานร่าเริง งานอย่างนี้มันต้องได้โชว์สเต็ปโชว์ลีลากันบ้างล่ะ”
“จะดีเหรอ เดี๋ยวเจ้าของงานจะหมองเอานะ”
ตุ๊ยังงง
“เจ้าของงาน”
“ก็ยายคุณณีนั่นไง ลองถ้าฉันได้ปล่อยของล่ะก็ ไม่ว่าพี่อาทิจหรือใครก็ต้องตาค้าง รับรองว่าทึ่งจนลืมเจ้าของงานแน่”
ตุ๊เปรยเบาๆ
“เว่อร์ไม่มีเพลียจริงๆ”
“พี่ตุ๊ว่าอะไรนะ”
“อ๋อ...พี่ตุ๊บอกว่า เดี๋ยวพี่ตุ๊ไปเป็นเพื่อน”
ไพฑูรย์เห็นดีด้วย
“ดีๆๆๆ แล้วก็เต้น...ดิ้น...ปลิ้นเป็นเพื่อนน้องทองโตเขาด้วยนะ จัดเต็มแบบว่า เอาให้หมดแรงกันไปข้าง กลับมาจะได้หลับเป็นตายยันเช้า พี่ฑูรจะได้พักกะเขาบ้าง”
ตุ๊ถลึงตาใส่สามี
“ใครอนุญาตให้พัก จะทำอะไรมาเหนื่อยแค่ไหน ก็ต้องจัด 4 เหมือนเดิม ไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ดีเท่าไหร่แล้วที่วันหยุดนักขัตฤกษ์ไม่เพิ่มรอบน่ะ”
ไพฑูรย์ไหล่ตก ป่วยเปลี้ย เพลียหว่างขาเหี่ยวล่วงหน้าขึ้นมาทันที

เย็นนั้น เวทางค์ย่างบาร์บีคิวจานใหญ่เข้ามาให้ย่าแดง ดรุณีและวิยะดาซึ่งนั่งอยู่ด้วยกัน คนงานยืนสุมที่เตาย่างบาร์บีคิวตามจุดต่างๆ พูดคุยหัวเราะเฮฮากันตามประสา อาทิจเดินเข้ามาพร้อมกับลุงเกร็ง ต๊อด อึ่ง พัน วิยะดาหันมาเห็น เลยตะโกนพร้อมกวักมือเรียก
“พี่อาทิจ...ยู้ฮู...ทางนี้ค่ะพี่อาทิจ”
อาทิจและ สามเกลอหันไปมอง อาทิจเดินเข้าไปหาวิยะดา
“วิไปทัวร์ยุโรปกับคุณแม่มา เลยซื้อแจ๊คเก็ตมาฝากพี่อาทิจคะ”
วิยะดาดึงเสื้อแบรนด์เนมหรูออกจากถุงที่วางไว้ข้างตัว ยื่นให้อาทิจ
“ขอบคุณมากครับ แต่...ผมรับไว้ไม่ได้ครับคุณวิ มันแพงเกินไป”
“แพงอะไรคะ วิซื้อช่วงที่มันเซลล์ คนซื้อของมาให้แล้วต้องรับนะคะ ไม่งั้นคนให้ก็น้อยใจตายสิ เอ้า...ใส่เลยนะคะ วิใส่ให้ค่ะ”
วิยะดาจัดแจงสวมแจ็กเก็ตอย่างเท่ ให้อาทิจ
“ว้าว...หล่อจังเท่จริงเลยอะผู้ชายคนเนี้ย ว่ามั้ยณี”
ดรุณียิ้มนิดๆ แต่ไม่พูดอะไร เวทางค์มองกวนๆผสมเคืองๆ
“หล่อภูธรแบบนี้หาได้ตามกาดทั่วไป”
“กาดไหนเหรอ จะได้ตามไปแอบดูมั่ง” วิยดาหันไปหาอาทิจ “ใส่ไว้ตลอดงานเลยนะคะ ห้าม
ถอด ถ้าถอด...มีงอน”
แก้วหันไปชวน
“นั่งด้วยกันนะคะคุณอาทิจ”
อาทิจแอบสบตาดรุณีแล้วตัดบท
“ขอบคุณครับ แต่ผมไปนั่งกับพวกคนงานดีกว่า”
อาทิจแวบมองดรุณีอีกครั้ง ก่อนจะเดินไปหาต๊อด อึ่ง พันที่ยืนจับกลุ่มอยู่ที่เตาบาร์บีคิวมุมหนึ่ง ดรุณีมองตามอาทิจอย่างงงๆ ทำไมปั้นปึ่งจัง ต๊อดหันมาเห็นอาทิจ
“อ้าว...นาย โห...หล่ออะ เสื้อใครล่ะเนี้ย เดี๋ยว...แล้วออกมาทำไม ทำไมไม่นั่งกับคุณณี”
อาทิจถอนใจ
“เขาคงอยากอยู่กับแฟนเขา เราเข้าไปก็เกะกะเขาเปล่าๆ”
“ใคร...แฟนคุณณี” อึ่งมองหา “อ๋อ...คุณเวน่ะเหรอ”
พันขัดขึ้น
“โหย...แฟนเฟินที่ไหน ไม่ช่าย”
ต๊อดหันไปยุ อาทิจ
“ไม่ต้องทำเจี๋ยมเจี้ยมเลย ไป...กลับเข้าไปนั่งกับคุณณีเลยไป”
อาทิจสั้นหน้านิ่งและหนักแน่น
“ไม่”
อึ่งมองหน้า
“ไม่ไปใช่มั้ย”
พันถามย้ำ
“ไม่ไปแน่นะ”
“เอาซี้...อยากลองดีกับไอ้ต๊อดก็เอา ไป...น้าเกร็ง ดำเนินการ”
ลุงเกร็งเดินฉีกเข้าไปยืนอยู่กลางลาน
“สวัสดีคร้าบคุณย่า และพ่อแม่พี่น้องทุกท่านที่มาร่วมแสดงความยินดีกับคุณณีในวันนี้ ผมในฐานะที่เป็นหัวหน้าคนงานก็ขออนุญาตเป็นตัวแทนคนงานทุกคนอวยพรให้คุณณีของพวกเราประสบความสำเร็จในการเรียน เราทุกคนจะเป็นกำลังใจให้คุณณี และรอวันที่คุณณีเรียนจบและกลับมาอยู่กับพวกเราตลอดไปนะครับ”
พวกคนงานพากันตบมือชอบใจ ต่างคนต่างขยับล้อมวงเข้ามา ดรุณีลุกขึ้นยืน
“ขอบใจทุกคนมากนะ ฉันสัญญาจ้ะว่าจะขยันเรียนให้จบไวๆ จะได้กลับมาทำงานกับพวกเราทุกคนเร็วๆนะจ้ะ”
ต๊อดขยับเข้ามายืนข้างลุงเกร็ง
“พวกเราไม่มีของขวัญอะไรจะมอบให้คุณณี นอกจากขอมอบเสียงแคนซึ้งๆบอกแทนความในใจว่า พวกเราทุกคนรักคุณณีมากแค่ไหน เอ้า...นาย เชิญครับ”
อาทิจหน้าเหรอหราทั้งเอ๋อ...ทั้งอึ้งเพราะไม่รู้ตัวมาก่อน
“ทำอะไร”
อึ่งส่งแคนที่แอบเตรียมและเตี๊ยมกับต๊อดมาอย่างดีให้ อาทิจจำต้องรับแคนมาถือไว้ในมือ เอาไงดี จะเล่นเพลงอะไรดี วิยะดาตะลึง
“พี่อาทิจเป่าแคนเป็นด้วยเหรอณี ต๊าย...อนุรักษ์ดนตรีพื้นบ้าน น่ารักอ้ะ”
เวทางค์เบ้หน้าดูถูก
“เสี่ยวอีสานจริงๆไอ้หมอนี่ ใครมันจะสนุกด้วยวะ”
ย่าแดงปราม
“ดูก่อนแล้วค่อยวิจารณ์ดีมั้ยตาเว”
อาทิจเริ่มเป่าแคน จากจังหวะช้าๆซึ้งๆ แล้วค่อยๆไต่ระดับเป็นจังหวะสนุกสนานขึ้นเรื่อยๆและเรื่อยๆ เวทางค์เผลอขยับแข้งขาตามจังหวะ ต๊อดหันมาบอกดรุณี
“เพื่อให้ทุกคนได้สนุกสนานร่วมกัน กรุณาอย่างนั่งกดดันอยู่กับที่ ลุกขึ้นมาเลยครับคุณณี เดี๋ยวผมให้นายไปโค้งเปิดฟลอร์เซิ้งกระจายกันนะครับ”
อาทิจเหล่มอง ต๊อดคว้าแคนจากอาทิจมาเป่าต่อแล้วพยักพเยิดให้อาทิจเดินไปหาดรุณี แก้วยุ
“ไปสิคะคุณณี”
ดรุณียืนเก้ๆกังๆ รู้สึกประดักประเดิดไม่ต่างจากอาทิจ อึ่งหันมาเร่ง
“ถ้านายกับคุณณีไม่เปิดฟลอร์ คนอื่นก็ไม่ได้สนุกกันนะครับ”
วิยะดาเอาไหล่กระแซะดรุณี
“ออกไปเปิดงานก่อนเถอะณี เดี๋ยววิแตะมือแทน”
อึ่งกับพันนำกองเชียร์คนงานแบ่งเป็น สองทีม ทีมแรกช่วยดันหลังอาทิจ อีกทีมตะล่อมหลังดรุณี ทำให้ทั้งอาทิจและดรุณีจำต้องเดินเข้าหากัน พันตะโกนบอก
“โค้งเลยนาย”
อาทิจโค้งดรุณีแล้วเซิ้งต้อนหญิงสาว ดรุณีเซิ้งกลับอย่างอายๆ อึ่งชูมือขึ้น
“เอ้า...สองมือชูขึ้นเหนือหัว สองเท้าก้าวเข้ามา...เซิ้งคร้าบพี่น้อง”
คนงานชวนกันเซิ้งอย่างสนุกสนาน เวทางค์กับวิยะดาทนไม่ไหวลุกขึ้นมาเซิ้งกับเขาด้วย ทั้งนึกสนุกทั้งต้องการกันดรุณีกับอาทิจออกจากกัน ไพฑูรย์ ตุ๊ ทองประศรีเดินหน้าฉ่ำโบ๊ะเข้ามา ไพฑูรย์หันมาถามเมีย
“เขาสนุกอะไรกันเนี่ย”
“ต๊าย...รู้สึกว่าสามีน้องศรีกำลังตกอยู่ในวงล้อมของหญิงผู้ดีมีสกุลอยู่นะคะ”
ทองประศรีโมโหหึง
“เดี๋ยวเถอะ...เดี๋ยวได้เจอฤทธิ์นังศรีแน่”
ทองประศรีจ้ำแทรกวงที่เขาเซิ้งกันอยู่ดีๆเข้าไปแกล้งเซิ้งและส่ายเบียดวิยะดา ซึ่งกำลังต้อนหน้าต้อนหลังอาทิจกระเด็น ดรุณีซึ่งถูกเวทางค์รำป้อไปป้อมาแอบหันไปมองอาทิจที่กำลังมึนกับทองประศรีที่เข้ามาได้ยังไง ทองประศรีส่ายเบียดกันไปมากับวิยะดา สุดท้ายวิยะดาทนไม่ไหวผลักทองประศรีกระเด็น
“นี่แหนะ...เบียดดีนัก”
ต๊อดชะงักหยุดเป่าแคน และหันไปมองเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นเหมือนกับทุกคนที่หยุดเซิ้งไปโดยปริยาย ทองประศรีโมโห
“หนอย...อีนังผู้ดีตีนแดง คิดว่าฉันไม่มีมือมีตีนรึไง”
ทองประศรีถลาเข้าไปหาวิยะดา พร้อมกับยกเท้าเตรียมถีบ วิยะดาเตรียมกรี๊ดแต่ไม่ทันได้กรี๊ด เพราะทองประศรีเอาเท้าลงยันกับพื้นโอนไปเอนมา ทำท่าพะอืดพะอม วิยะดาชะงักเข้าไปยืนมองทองประศรีใกล้ๆ สักครู่ก็ต้องกรี๊ดสนั่นเมื่ออ้วกทองประศรีพุ่งปี๊ดใส่เสื้อ
“อ๊าย”
เวทางค์เข้าไปหาน้อง
“อะไรกันน่ะ” เวทางค์ตะคอกใส่ทองประศรี “นี่แกทำอะไรน้องสาวฉัน”
ทองประศรีตอบคำถามเวทางค์ด้วยการพุ่งอ้วกใส่ที่เสื้อเข้าอีกคน เวทางค์อึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะทำท่าขยะแขยงแข่งกับวิยะดาแล้ววิ่งกรี๊ดสติแตกออกไปทั้งคู่ อาทิจพูดกับทองประศรีเสียงเข้มจัด
“มาทางไหนกลับไปทางนั้นเลยนะ”
ทองประศรีจะร้องไห้
“พี่...ศรีไม่ได้แกล้ง ศรี...ไม่ได้ตั้งใจ”
ตุ๊เข้ามาดึงมือและกระซิบทองประศรี
“งานกร่อยแล้วน้องศรี กลับก่อนเถอะ...ไป”

ไพฑูรย์กับตุ๊ช่วยกันลากทองประศรีออกไป อาทิจถอนใจเฮือกใหญ่อย่างสุดแสนจะเซ็งชีวิต ดรุณีหันมามองอาทิจอย่างเห็นใจ
เวทางค์กับวิยะดาเดินเข้าบ้านมาด้วยหน้าตาและท่าทางเหมือนเพิ่งตกลงไปในกองขยะ วิไลลักษณ์ไม่รู้อิโหน่อิเหน่โผเข้าไปกอดลูกทั้งคู่
 
“กลับเร็วจังเลยลูก หือ...กลิ่นอะไรเนี่ย ทำไมเหม็นเปรี้ยวอย่างนี้”
วิยะดาโวยลั่น
“ก็กลิ่นอ้วกยายเมียพี่อาทิจน่ะสิคะคุณแม่ มันมาอ้วกใส่วิกับพี่เว ดูสิ...เสื้อผ้าแพงๆเหม็นเน่าหมดเลย อะเฟรดมาก”
วิไลลักษณ์อึ้ง
“มันมาวุ่นวายอะไรกับลูก นายอาทิจพาเมียมาด้วยงั้นเหรอ”
เวทางค์ยังโมโหไม่หาย
“มันเสนอหน้ามาเอง แล้วก็คงแอบกินเหล้ามาแหงๆ หือ...จะอ้วก ผมขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะครับ”
“เดี๋ยวลูก แล้วลูกถามยายณีรึเปล่าว่าจะลงไปกรุงเทพวันไหน”
“ไว้อาบน้ำเสร็จก่อนแล้วค่อยคุยกันได้มั้ยครับ อีกนิดเดียว...ช่วงล่างผมก็จะเน่าตามช่วงบนไปอยู่แล้ว”
“จ้ะ...จ้ะ ไปเถอะจ้ะ”
เวทางค์กับวิยะดาวิ่งขึ้นบ้านไป วิไลลักษณ์จะกลับไปนั่งดูทีวีแต่ประเวทย์กลับเข้าบ้านมาพอดี วิไลลักษณ์พุ่งเข้าไปกอดออเซาะตามปกติ ประเวทย์ทำจมูกฟึดฟัด
“กลิ่นอะไร...ใครเอาแหนมเน่าๆมาทิ้งแถวนี้รึเปล่าคุณ เหม็นจัง”
วิไลลักษณ์หัวเราะขำ นานทีปีหนสามีจะบ่นสักที
“ใครจะเอาแหนมเน่ามาทิ้งแถวนี้คะคุณพี่ ไม่ใช่แหนมเน่าหรอกค่ะ กลิ่นอ้วกน่ะค่ะ เมื่อกี้น้องกอดลูกๆมาก็เลย...” วิไลลักษณ์ชะงักกึก ดมกลิ่นชุดนอนแบรนด์เนมหรูของตัวเอง
“อ๊าย...อ้วก...อี๊ย...แหวะ...”
วิไลลักษณ์วิ่งป่าราบขึ้นบ้านไป ประเวทย์งงๆเมียเป็นอะไรไป

ไพฑูรย์หัวเราะชอบใจ ขำก๊าก
“ขอบใจนะน้องศรี พี่ฑูรน่ะหมั่นไส้พี่น้องคู่นี้มานานแล้ว เจอไปคนละปี๊ดสองปี๊ดแหม...มันสะใจ สบายใจจริงๆ”
“นี่ถ้าคุณหญิงแม่ตามมาแล้วโดนด้วย พี่ตุ๊จะสะใจกว่านี้ รายนั้นน่ะดูถูกคนจนอย่างกับอะไรดี ว่าแต่ น้องศรีไปแอบกรึ่บตอนไหนล่ะ ทำไมพี่ตุ๊ไม่เห็น”
“พี่ตุ๊ก็อยู่กับฉันตลอดเวลา เห็นฉันได้ไปกรึ่บที่ไหนรึเปล่าล่ะ”
ตุ๊นึกได้
“เออ...ก็ไม่นี่”
ทองประศรีหน้าสลด
“อยู่ๆมันก็พะอืดพะอม คลื่นไส้ขึ้นมาเอง”
ไพฑูรย์ออกความเห็น
“กินมากไป เลยขย้อนออกมารึเปล่า”
“วันนี้กินข้าวไปนิดเดียวเอง มันเบื่อๆอาหาร กินอะไรก็พาลจะอ้วก”
ทองประศรีทำท่าพะอืดพะอมขึ้นมาอีก ตุ๊คิดๆ
“หรือจะแพ้ผงชูรส แต่...บ้านน้องศรีก็กอบผงชูรสใส่กับข้าวมาเป็นสิบๆปี ก็ไม่เห็นใครเป็นอะไรนี่นะ เอ...ถ้างั้นแพ้อะไร”
ไพฑูรย์สงสัย
“นั่นสิ...แพ้อะไร”
ไพฑูรย์กับตุ๊นั่งคิ้วขมวด พยายามคิดๆๆๆ สักครู่ทั้งคู่ก็หันมามองหน้าแล้วทำตาโตใส่กันแหกปากขึ้นพร้อมกัน
“แพ้ท้อง!”
ทั้งคู่หันมามองทองประศรี ในจังหวะที่ทองประศรีกลั้นอาเจียนไม่ไหวปล่อยอ้วกพุ่งใส่หน้าทั้งคู่จั๋งๆ ไพฑูรย์กับตุ๊นั่งหน้านิ่ง เศษอาหารกระจายเต็มหน้า

อาทิจยกมือไหว้ย่าแดงโดยมีดรุณีและแก้วนั่งอยู่ใกล้ๆ
“ผมต้องขอโทษคุณย่ากับคุณณีด้วยนะครับที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ทำให้งานหมดสนุกไปเลย”
“ไม่ใช่ความผิดของพ่อนี่”
แก้วรีบเสริม
“ใช่ค่ะ...เป็นเพราะแม่ทองประศรีต่างหาก คงจะเมาหนักน่ะค่ะถึงได้อ้วกแตกอ้วกแตนขนาดนั้น”
“เขาได้ชื่อว่าเป็นเมียผม ผมคงปัดความรับผิดชอบไม่ได้ ใครๆคงนึกในใจว่า ทำไมผมถึงปล่อยให้เขาทำตัวแบบนี้”
“ใครๆเขาจะคิดยังไงก็ช่างเขาเถอะพ่อ ย่ารู้ก็แล้วกันว่า เนื้อแท้พ่อเป็นยังไง”
“น้าแก้วก็รู้ค่ะว่าคุณอาทิจเป็นยังไง คุณณีก็รู้เหมือนกันใช่มั้ยคะ”
ดรุณีอึกอัก
“เอ่อ...ค่ะ คิดว่ารู้นะคะ”
อาทิจยิ้มฝืดๆให้ทุกคน เพราะยังรู้สึกผิดอยู่ในใจ
“แวะมาก็ดีแล้ว”
ย่าเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักที่โต๊ะข้างๆ แล้วหยิบซองหนาๆออกมา
“เอ้า...ย่าให้”
“อะไรครับคุณย่า”
“เงินเดือนของพ่อจ้ะ ย่าให้พ่อเดือนละหมื่นห้านะ โอทีย่าไม่ให้แต่จะให้เป็นผลกำไรที่ได้จากการขายในส่วนที่พ่อทำไว้แทน พอใจมั้ย”
อาทิจก้มลงกราบแทบเท้าคุณย่า
“เกิดมาผมยังไม่เคยได้จับเงินหมื่นกับเขาเลย ขอบพระคุณคุณย่ามากนะครับที่เมตตา พรุ่งนี้ผมเข้าไปดูอะไหล่ปั๊มน้ำในเมือง จะได้ฝากเงินให้ที่บ้านด้วยเลย”
“แบ่งให้เขาเท่าไหร่ล่ะ”
“หมดนี่เลยครับ น้องๆที่บ้านไม่ได้กินอิ่มหลับสบายเหมือนผม เงินเดือนผมคงทำ
ให้คุณพ่อคุณแม่กับน้องๆสบายขึ้นบ้าง”
ย่าแดงลูบหัวหลานอย่างเมตตา
“จำเริญๆเถอะพ่อคุณ ถ้างั้น...ดีเลย แวะเข้าเมืองแล้วไปไกลกว่านั้นได้มั้ยล่ะ”
“ได้ครับ คุณย่าจะใช้ให้ผมไปไหนครับ”
“ไปส่งแม่ณีที่กรุงเทพน่ะพ่อ”
อาทิจหันมามองดรุณี ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมใจตัวเองถึงหายวาบขึ้นมาทันที...พรุ่งนี้เลยเหรอ

ดรุณีเดินออกมาส่งอาทิจ
“ที่ต้องรีบไปก็เพราะฉันไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพ เลยอยากไปทำตัวให้คุ้นเคยอยากไปสำรวจก่อนว่าคอนโดที่คุณย่าซื้อไว้อยู่ตรงไหน ตลาดอยู่ตรงไหน มีรถเมล์สายอะไรผ่านไปไหนบ้าง”
“คุณณีน่าจะเอารถไปใช้นะครับ”
“ไม่เอาหรอก ฉันขับรถยังไม่คล่อง แล้วรถราที่กรุงเทพก็อัดแน่นอย่างกับปลากระป๋อง น่าขับนักนี่ เอ...เดี๋ยวก่อน นายพูดอย่างนี้ เพราะไม่อยากไปส่งฉันรึเปล่า ถ้าไม่อยากไปเดี๋ยวบอกคุณย่าให้ลุงเกร็งไปแทนก็ได้นะ”
อาทิจหลุดปากออกมาอย่างอัตโนมัติ
“อยากไปครับ” ชายหนุ่มหาข้ออ้างเล็กๆ “คือ...อย่างน้อยก็จะได้ไปแวะหาลูกค้าที่สั่งผักสั่งผลไม้กับเราด้วย”
“ถ้าไม่มีเรื่องงาน นายก็คงไม่เสียเวลาไป”
“การไปส่งคุณณีและดูแลให้ถึงที่ไม่ได้ทำให้ผมเสียเวลา มีอย่างอื่นที่ทำให้ผมเสีย
เวลามากกว่านี้”
“อย่างเช่น”
“อย่างเช่น นั่งคิดทั้งวันว่าจะพูดแสดงความยินดีกับคุณณีว่ายังไงดี”
ดรุณีหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา
“คือ...บางทีเราก็อยากจะพูดเยอะๆ แต่มัน...เรียบเรียงไม่ถูก ไม่รู้จะขึ้นต้น ต่อกลางและลงท้ายยังไงดี”
ดรุณีไม่สบตา
“ให้เวลาคิดอีกคืน พรุ่งนี้ค่อยยินดีก็ได้ ระยะทางจากเชียงใหม่ไปกรุงเทพไม่ใช่ใกล้ๆ บอกตอนไหนก็ได้ มีเวลาอีกเยอะ”
ดรุณีฮึดปั้นยิ้มกลบอายส่งให้ อาทิจมองหน้าดรุณี แล้วส่งประกายตาที่คนทั่วไปเรียกว่าวิบวับ ให้หญิงสาวโดยไม่รู้ตัว ดรุณีเห็นประกายตาชายหนุ่มแล้วไม่รู้ทำไมใจถึงสั่น หญิงสาวรีบหลบตาอีกครั้งแล้วพูดตัดบท
“กลับไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องขับรถทั้งวันนะ”
อาทิจเริ่มรู้ตัว
“คะ...ครับ พรุ่งนี้เจอกัน”
ดรุณียิ้มพยักหน้าให้ แล้วต่างคนต่างก็เดินจากกันมาได้สักสองสามก้าวแล้วต่างก็หันกลับไปมองกัน ทั้งคู่สบตากันเปรี้ยง ทีนี้ต่างคนต่างรีบหันหลังกลับแล้วสาวเท้าออกจากกันทางใครทางมันทันที

ดรุณีพับเสื้อผ้าชุดสุดท้ายลงกระเป่าเดินทาง หญิงสาวหันไปคว้าสมุดบันทึกลายดอกไม้จุ๋มจิ๋มที่หัวเตียง แล้วเหลือบไปเห็นตำราเรียนอีกเล่มที่วางซ้อนอยู่ จึงหยิบตำราขึ้นมาเปิดไปที่หน้าซึ่งมีดอกหญ้าที่อาทิจให้คั่นไว้ ดรุณีหยิบดอกหญ้าแห้งขึ้นมาแล้วอมยิ้ม
“ดอกไม้นำโชค”
ดรุณีวางดอกหญ้าแห้งคั่นไว้ในสมุดบันทึกก่อนจะเอาลงเก็บในกระเป๋าใบใหญ่ แล้วรูดซิปปิด

อาทิจเดินเตะนั่น เด็ดนี่ เกาโน่นเหมือนอิ่มอกอิ่มใจอะไรมาแล้วไม่รู้จะระบายออกยังไง ต๊อด อึ่ง พันเกาะหน้าต่างแอบเม้าท์เจ้านายอยู่ด้านหลัง ต๊อดมองอย่างสงสัย
“ไปขอโทษคุณย่าหรือไปทำอะไรมาวะ ทำไมหน้าตานายถึงได้มีความสุขประเจิดประเจ้อขนาดนี้”
อึ่งเห็นด้วย
“ใช่...ประเจิดประเจ้อม๊าก”
อาทิจเปรยเสียงดังโดยไม่หันไปมอง
“นินทาอะไรวะ”
สามเกลอเสียงสูงพร้อมกัน
“เปล๊า!”
ต่างคนต่างผลุบหายไปจากหน้าต่าง แต่แค่แป๊บเดียว ทั้งสามก็ตะกายมาเกาะหน้าต่างเป็นจิ้งจกกันตามเดิม อาทิจแหงนหน้ามองพระจันทร์แล้วแอบยิ้มครึ้มอกครึ้มใจอยู่คนเดียว
เช้าวันใหม่...ดรุณีนั่งอยู่กับพื้นระเบียงบ้านก้มลงกราบที่ตักย่า ย่าแดงหยิบสร้อยที่ทำจากเชือกสีดำห้อยด้วยพระเลี่ยมทองโบราณองค์เล็กๆขึ้นมา
“ย่าไม่มีของขวัญอะไรจะให้แม่ณี นอกจากพระองค์นี้”
คุณย่าสวมสร้อยให้ดรุณีไปให้พรไป
“ขอให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองแม่ณีให้คิดดีทำดี การที่เราคิดดีทำดีจะเป็นเกราะคุ้มครองให้เราอยู่รอดปลอดภัย ไปอยู่ที่ไหนก็มีคนรักคนเมตตานะลูกนะ”
ดรุณีก้มกราบย่าอีกครั้ง
“ขอบพระคุณนะคะคุณย่า หนู...” หญิงสาวน้ำตาคลอ “ไม่อยากจากคุณย่าไปเลย”
“เราจากกันเพื่อจะกลับมาพบกันใหม่ ไม่ใช่ไม่มีโอกาสกลับมาเห็นกันซะเมื่อไหร่”
“หนูคงคิดถึงคุณย่าทุกวัน”
“คิดถึงก็ตั้งใจเรียน จะได้รีบจบ กลับมาอยู่บ้านกับย่าไวไวไงลูก”
“ค่ะ...หนูจะตั้งใจเรียน จะไม่ทำให้คุณย่าผิดหวังค่ะ”
ย่าหลานโผเข้ากอดกันน้ำตาคลอ แก้วกับจิ๋วแจ๋วนั่งเช็ดน้ำตาป้อยๆอยู่ข้างๆ

ดรุณีเดินออกมาที่หน้าบ้านพร้อมย่าแดง แก้ว จิ๋วแจ๋ว พบอาทิจ นำทีมคนงาน ยืนเข้าแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่ง รอส่งดรุณีอย่างเป็นระเบียบ
“พวกเรามาส่งคุณหนูณีครับ” ลุงเกร็งบอก
ดรุณีน้ำตารื้น
“ขอบคุณมากนะคะลุงเกร็ง ขอบคุณพวกเราทุกคน”
ต๊อดหน้าเศร้าพูดเสียงเครือ
“พวกเราคิดถึงคุณณี”
พันน้ำตาปริ่ม
“คุณณีคิดถึงพวกเราบ้างนะครับ”
อึ่งร้องไห้กระซิก
“อย่าลืมพวกเรานะครับคุณณี”
แก้วฟังแล้วรำคาญ...
“นี่พวกแกจะมาร้องไห้ส่งคุณณี ให้คุณณีไม่สบายใจทำไม” แก้วพูดไปเสียงเครือไป สุดท้ายก็ปล่อยโฮ “คุณณียิ่งต้องเดินทางไกล...รักษาเนื้อรักษาตัวด้วยนะคะคนเก่งของน้าแก้ว น้าแก้วเป็นห่วงนะคะ”
ดรุณีโผเข้ามากอดแก้ว
“ขอบคุณนะคะน้าแก้ว”
“อ้าว...แม่แก้ว ว่าคนอื่นตัวเองดันเป็นซะเอง ไปได้แล้วล่ะแม่ณี” ย่าแดงหันไปบอกอาทิจ “ขับรถ
ดีๆนะพ่อ เหนื่อยก็จอดพัก ขับไปเรื่อยๆไม่ต้องรีบ”
“ครับ”
อาทิจเดินไปหิ้วกระเป๋าซึ่งวางอยู่ข้างๆดรุณีขึ้นมา ดรุณีผละออกจากแก้ว ทันใดนั้นรถเวทางค์ปราดเข้ามาจอด วิไลลักษณ์ เวทางค์ วิยะดารีบลงจากรถยกมือไหว้คุณย่า
“สวัสดีค่ะ คุณแม่/สวัสดีครับ / ค่ะ คุณย่า”
วิไลลักษณ์รีบบอก
“ตาเวกับยายวิจะไปกรุงเทพวันนี้ เลยแวะมารับยายณีไปส่งที่คอนโดน่ะค่ะ จะได้รู้จักที่พักกันไว้ มีอะไรจะได้ช่วยเหลือดูแลกันได้”
“ไม่เป็นไรมั้งแม่วิไล แม่ให้พ่ออาทิจไปส่งยายณีเพราะพ่ออาทิจต้องลงไปทำธุระให้แม่อยู่แล้ว”
วิไลลักษณ์พูดเร็ว ไม่ให้ใครแทรก“ให้ตาเวไปส่งสะดวกกว่าค่ะคุณแม่ขา อยู่ทางโน้น ตาเวก็ต้องคอยรับส่งยายณีไปมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว มาเถอะจ้ะยายณี ไม่ต้องเกรงใจ ตาเวเอากระเป๋าน้องไปใส่รถเลยลูก”
เวทางค์เดินไปดึงกระเป๋าเสื้อผ้าดรุณีมาจากมืออาทิจอย่างกวนๆ ดรุณีหันไปมองย่าแดง
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกับพ่อเวกับยายวิเถอะลูก”
ดรุณีรับคำจ๋อยๆ
“ค่ะ ฝากดูแลคุณย่าด้วยนะคะน้าแก้ว หนูลานะคะ”
ดรุณียกมือไหว้ย่าและแก้ว ลุงเกร็ง แล้วหันไปมองหน้าอาทิจเหมือนจะรอฟังว่าอาทิจจะพูดแสดงความยินดีกับตัวเองมั้ย เพราะเมื่อคืนอุตส่าห์ให้กลับไปนอนคิดอีกตั้งคืนแล้วนี่นา อาทิจไม่พูดอะไร ได้แต่ส่งยิ้มให้ดรุณี แต่เป็นยิ้มที่ดูแห้งแล้งพิกล วิไลลักษณ์ตัดบทด้วยการเข้ามายกมือไหว้ลาย่าแดง
“วิไลลานะคะคุณแม่” วิไลลักษณ์ถลาเข้ามาควงแขนดรุณี “เราไปกันเถอะจ้ะ”
“ปิดเทอมเมื่อไหร่ วิจะแวะมาเยี่ยมพี่อาทิจนะคะ...สวัสดีค่ะคุณย่า”
“ผมไปก่อนนะครับคุณย่า สวัสดีครับ”
เวทางค์ยกมือไหว้ ทุกคนโบกมือให้ดรุณีที่นั่งอยู่ในรถจนลับตา ย่าแดงหันมาหาอาทิจ
“จะเข้าเมืองไปซื้อของ ไปฝากเงินให้ที่บ้านก็ไปเถอะพ่อ ยังไม่ต้องลงไปพบลูกค้า
ที่กรุงเทพ หรอกนะ”
“ครับ...คุณย่า”

อาทิจรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้พูดความรู้สึกในใจที่อุตส่าห์เตรียมมาทั้งคืนเพื่อพูดกับดรุณี


จบตอนที่ 9



ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 2
ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 2
ต๊อดแต่งกิ่งส้มไปพูดถึงอาทิจอย่างปลื้มๆ อึ่ง พัน ลุงเกร็ง แต่งกิ่งส้มอยู่ข้างๆกัน โดยมีไพฑูรยืนเท้าเอวมองอย่างไม่พอใจ “คุณอาทิจเขามีน้ำใจสุดๆเลยพี่ฑูร เมื่อคืนแบ่งหมอนกับผ้าห่มให้ต๊อดยังไม่พอ เช้าขึ้นมายังแบ่งสบู่กับยาสีฟันให้ต๊อดอีก...มีหลานคุณย่าคนไหนบ้างที่มีน้ำใจกับคนงานแบบนี้ ไม่มี้” “สำคัญ ยืนยันอีกครั้ง...ดังๆว่า หล่อม๊าก” อึ่งเสริม ต๊อคทำท่าเคลิ้มๆ “ถูก...ขนาดเมื่อเช้าตื่นมาฟ้ายังไม่สาง ข้ายังเห็นคุณอาทิจนอนปากแดงทะลุความมืดออกมาเลย นี่ถ้าไม่แมนโคตรมาตั้งแต่เกิดล่ะก็ ข้าคงเผลอใจจ๊วบไปแล้ว” ลุงเกร็งถอนใจ
กำลังโหลดความคิดเห็น...