xs
xsm
sm
md
lg

ดอกโศก ตอนที่ 18

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ดอกโศก ตอนที่ 18

ในเวลาเดียวกัน ดอกโศกยืนยันเรื่องความสัมพันธ์ของปรียากมลและอัศนัยกับคุณย่า ต่อหน้าเอ็ดดี้

“คุณอัศนัยบอกหนูว่าไม่จริง”
“เชื่อเขารึแอนเจล่า” หญิงชราถามเสียงแข็ง
“เชื่อเขาค่ะ” ดอกโศกตอบทันที น้ำเสียงมั่นคง
“Stupid - โง่” มิสซีสเบนเริ่มมีอารมณ์ “Yes…you are…very” ตอนนี้ของขึ้น เพราะท่าทีดอกโศกแข็งพอดู “โง่มาก โง่จริงๆ”
ท่าทีโมโหของคุณย่า ทำเอาดอกโศกเริ่มเสียกำลังใจ หันไปมองดูเอ็ดดี้ที่นั่งอยู่อีกที่หนึ่ง
“Grandma ..I Think - ย่าครับผมคิดว่า...”
“Stop…just quiet - หยุด...อยู่แล้วเงียบๆ” น้ำคำของมิสซีสเบนแทบเป็นตวาด
เอ็ดดี้เดินไปนั่งใกล้ดอกโศก บอกด้วยกิริยาว่าเป็นพวกเดียวกันนะ
ดอกโศกรับรู้พึมพำเบาๆ “ขอบคุณ”
“ฟังย่าแอนเจล่า นี่ไม่ใช่เพราะย่าจะให้แอนเจล่ามารักเอ็ดดี้”
ดอกโศกหับขวับมาทางเอ็ดดี้ สายตาฉงน เอ็ดดี้ ใจหายที่ย่าพูดตรง หลบตาดอกโศก
“อย่าแปลกใจ เขาชอบเธอ เธอก็รู้” เห็นท่าทางดอกโศกจะพูดโบกมือ “ไม่มีผู้หญิงคนไหนไม่รู้ว่าผู้ชายชอบ”
ดอกโศกก้มหน้านิ่ง
“Grandma …please it ‘s not the matter - ย่าครับได้โปรด มันไม่ใช่เรื่องเลยครับ” เอ็ดดี้ท้วง
มิสซีสเบนบอกทันที “มันใช่ The thing is I don ‘t want Angela to be the second. - เรื่องก็คือย่าไม่ต้องการให้แอนเจล่าเป็นเมียที่สองของเขา”
ดอกโศกนั่งนิ่ง สีหน้าอึดอัดมิสซีสเบนเข้ามากอดหลาน
“ย่ารักแอนเจล่า...You ‘re my angel - หนูเป็นานางฟ้าของย่า”

ทางด้านปรียากมลยังอยู่ในห้องคอนโด ถูกตระกูลถามแทงใจดำ
“ไม่เสียสละให้ลูกสาวหรือ”
ปรียากมลมองหน้าตระกูลนิ่งๆ
“เอ้า ผมว่าใครๆ ก็อยากรู้ คุณเป็นแม่นะ คุณต้องเสียสละสิ”
ปรียากมลทำหน้าเหนื่อยหน่าย “ฉันเบื่อคำว่าเสียสละ คุณรู้มั๊ยเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นเป็นอันขาด เรื่องแม่กับลูกมีผู้ชายคนเดียวกันเนี่ย...จะไม่เกิดขึ้นถ้าเราเป็นครอบครัวเหมือนคนอื่น มีพ่อมีแม่มีลูกสาวอยู่ด้วยกัน รักกัน ฉันจะมีแฟนคนเดียวกับลูกได้ไง”
ตระกูลซักต่อ “โอเค แล้วไง”
“ฉันไม่ได้มีครอบครัวอย่างนั้น เล่าไปหมดแล้วไง ว่าฉันเจ็บเพราะพ่อของดอกโศกแค่ไหน...ที่จริงที่ฉันเป็นอยู่ตอนนั้นฉันไม่ควรเก็บดอกโศกไว้ ฉันไม่ควรให้เขาเกิดมาหรอก”
“ดีแล้ว...ทำแท้งมันบาปนะปรียากมล...เท่ากับฆ่าคนเชียวนะ” ตระกูลว่า
“ฉันคิดไม่เหมือนคุณหรืออาจจะคิดไม่เหมือนใคร”
ตระกูลตั้งใจฟัง
“เขายังไม่เป็นชีวิตหรอก สำหรับฉันนะ ชีวิตเริ่มต้นเมื่อไหร่รู้มั้ย”
ตระกูลซักอย่างสนใจ “เมื่อไหร่”
“เมื่อมีคนต้องการ” ปรียากมลพูดเสียงขมขื่น
ตระกูลนิ่งอึ้ง
“ถ้าเขาเกิดมาอย่างที่ไม่มีใครต้องการแม้แต่พ่อแม่เขา...ก็อย่าให้เกิดดีกว่า” ปรียากมลแหงนหน้าพิงพนักเก้าอี้ เหมือนจะให้น้ำตาไหลย้อนลงไป แต่ก็ยังหยาดหยดที่ปลายตา “ตัวฉันไง พ่อก็ไม่ต้องการ แม่ก็...ให้ฉันเกิดเพื่อให้พ่อรัก ไม่ใช่รักฉันนะ...รักตัวแม่นั่นแหละ แต่พอไม่ใช่ไปซะทุกอย่าง ฉันก็เป็นส่วนเกินของชีวิตเขา”
“ไม่จริงหรอกปรียากมล ผมไม่เคยเห็นแม่คนไหนไม่รักลูกเลย”
“คุณก็เลยคิดว่าไม่มี ฉันนี่ไง ฉันไม่รักดอกโศก ฉันไม่เคยเลี้ยง ไม่ใกล้ชิด ไม่เคยอยู่กับเขา”
“คุณเลี้ยงถึง 7 เดือน ไม่ใช่เหรอ”
“ฉันจ้างคนเลี้ยง”
“ดอกโศกเป็นเด็กดีนะปรียากมล” ตระกูลพยายามแนะให้อีกฝ่ายตระหนัก
“ฉันเชื่อ เชื่อว่าดอกโศกดี ถ้าเขาไม่ใช่คนที่อัศนัยทิ้งฉันไปรักเขา เราคงได้อยู่ด้วยกันแม่ลูก ฉันเชื่อด้วยว่าฉันจะรักเขาได้ไม่ยากเลย”
มีภาพคิด 1 และ 2 ฉาก 16 ด้วย

ตระกูลกลับเข้าบ้านเดินขึ้นบันไดช้าๆ ใจคิดถึงคำปรียากมล
“ฉันปล่อยให้ดอกโศกแต่งงานกับอัศนัยไม่ได้ มันผิดทั้งสองคนลูกเลี้ยงแต่งงานกับพ่อเลี้ยง เขาจะดูหน้าใครได้”
ตระกูลคิดไปถึงอีกคำ
“ฉันขอร้องคุณอย่าง คุณอย่าเพิ่งบอกใครเลยนะเรื่องนี้”
“เรื่องอะไร”
“เรื่องดอกโศกเป็นลูกสาวฉัน ถ้าทุกอย่างมันจบด้วยดี วันหนึ่งฉันจะบอกเขาเอง”

คุณย่าหยิบกระเป๋า เอ็ดดี้ลุกขึ้นหยิบผ้าพันคอมาพันให้ย่า ดอกโศกนั่งซึมอยู่
“ฉันไปไม่นาน ประชุมกับคุณภักดิ์ภูมิ ชั่วโมงหนึ่งเสร็จแล้ว”
“ผมไปส่ง”
มิสซีสเบนส์พูดเบาๆ “เขามีรถมารับ...” พยักหน้าไปทางดอกโศก พูดเบาลงอีก “comfort her - ปลอบด้วย”
เอ็ดดี้ส่ายหัวนิดๆ ไม่เห็นด้วย หน้าตาไม่ชอบใจนัก หญิงชราแตะแก้มเอ็ดดี้ 2-3 ทีเบาๆ แล้วไป
เอ็ดดี้เปิดประตูกว้างไว้ แล้วกลับไปหาดอกโศก ดอกโศกมองเอ็ดดี้ สายตาโศกเศร้า เอ็ดดี้เห็นก็ใจอ่อนยวบ

ลิฟต์เปิดออก มิสซีสเบนส์ก้าวเดินเข้าไปประตูลิฟต์ปิด พอดีกับที่ลิฟต์อีกตัวเปิด ขณะที่อัศนัยออกมาเร็วๆ เดินมุ่งหน้าไปทางห้องมิสซีสเบนส์ มองไล่ดูที่เบอร์ห้อง เมื่อเห็นว่าห้องไปทางนี้ อัศนัยเดินไปตามทาง

ดอกโศกนั่งนิ่ง ใจปั่นป่วนจะทำยังไงดี
“Angela…don’t be too sad. - อย่าเพิ่งเศร้า” เอ็ดดี้ปลอบ
“What can I do?”
“Relax…just relax” เอ็ดดี้เข้าไปคุกเข่าใกล้ๆ เก้าอี้ที่ดอกโศกนั่งเศร้าอยู่ “It ‘s gonna be all right - เดี๋ยวก็ผ่านไปนะ” มองหน้าดอกโศกแล้วพูดปลอบต่อ “She ‘ll change her mind I’ m sure - เดี๋ยวย่าจะเปลี่ยนใจ ผมมั่นใจ”
“No…I know she won’t - ไม่หรอก..ย่าไม่เปลี่ยน”
เอ็ดดี้คุกเข่าใกล้ชิด แตะมือสองข้างดอกโศก
อัศนัยมาถึง ชะงักแต่ไม่ถอย ยืนจ้อง สีหน้าสงสัย ในที่สุดตัดสินใจเคาะประตูเบาๆ สองคนหันมา ไม่มีใครตกใจเพราะคิดว่าไม่ได้ทำอะไรผิด
เอ็ดดี้ลุกขึ้น เดินตรงมา “Good morning ...อัศนัย”
“Eddie…what ‘s the matter with her? - เอ็ดดี้ ดอกโศกเป็นอะไร”
“นิดหน่อย...เรื่องนิดหน่อย”
“เรื่องอะไรหรือดอกโศก ป้าหม่อนโทรบอกคุณนัยว่าแกรนด์มาเรียกดอกโศกด่วน ทุกคนตกใจคิดว่ามีเรื่องร้ายอะไร” อัศนัยถามซัก
“ย่าเรียกมาเพราะว่า......” ดอกโศกทอดคำค้างไว้ เอ็ดดี้ออกตัว
“Angela....ผมกลับห้องก่อนนะ อัศนัย Excuse me”
“Goodbye Eddie”
เอ็ดดี้ออกไป พอถึงประตูเหลียวกลับมาดู เห็นอัศนัยเข้าไปชิดใกล้ดอกโศก แสดงความเป็นเจ้าของ ดอกโศกเงยหน้าพูดด้วยเบาๆ
เอ็ดดี้หน้าหมองจัด เดินไปแล้วปิดประตูเบาๆ เดินก้มหน้าก้มตาจากไป

ตระกูลยืนชั่งใจอยู่ที่หน้าห้องเพ็ญพักตร์ อยากบอกเพ็ญพักตร์เรื่องปรียากมล
เสียงปรียากมลดังอยู่ในหัว “คุณอย่าเพิ่งบอกใครเรื่องดอกโศกเป็นลูกสาวฉัน”
ตระกูลยืนอยู่ด้วยความลังเลใจ
ระหว่างนั้นอุ๊วิ่งขึ้นมาจากข้างล่าง “คุณพ่อจะหาคุณแม่หรือคะ มานี่คะ อย่าเพิ่งเข้าไปเลย”
“เดี๋ยวสิลูก”
ประตูห้องเปิดออกมา เพ็ญพักตร์มองหน้าถาม “มีอะไรกันพ่อลูก”
“เปล่าค่ะ” อุ๊ดึงพ่อลงไป
“อุ๊....เสียมารยาทมากทีหลังอย่าทำอย่างนี้” เพ็ญพักตร์ติลูกสาว
“ก็อุ๊ ไม่อยากให้คุณแม่ไล่คุณพ่ออีกนี่”
เพ็ญพักตร์ขึ้นเสียง “อุ๊....หยุด”
ตระกูลฉงน “ทำไม...คุณแม่จะไล่คุณพ่อทำไม”
เพ็ญพักตร์พูดคอแข็ง “เราจะแยกกันอยู่” มองเห็นจิ๋วเดินขึ้นมา “จิ๋วมานี่” จิ๋วรีบวิ่งขึ้นมา “เอาเสื้อผ้าคุณตระกูล ที่ฉันวางไว้บนเตียงทั้งหมดไปใส่ห้องแขก”
“คุณแม่...ทำไมต้องถึงขนาดนี้ จิ๋ว...แกไปไม่ต้อง เดี๋ยวฉันขนเอง” อุ๊ไม่พอใจมาก
จิ๋วรีบไป เพ็ญพักตร์เข้าไปจับตัวลูกสาว อุ๊โกรธเบี่ยงตัวสะบัดสุดแรง แต่เพ็ญพักตร์ตัวใหญ่กว่า จับอุ๊แบบแข็งแรงมาก ดึงลากตัวเข้าห้องตัวเองไปแล้วปิดประตู
ตระกูลยืนงง ได้ยินเสียงอุ๊ดังลอดมา
“คุณแม่...ปล่อยอุ๊...อุ๊จะหาคุณพ่อ”
“แกต้องฟังชั้นก่อน”
“ไม่...ไม่ฟัง” อุ๊เถียงลั่น

“งั้นก็ไป” เพ็ญพักตร์เปิดประตูผลักอุ๊ออกมา “ไปเลย ไปทั้งสองคนพ่อลูก..ไป๊”

ดอกโศกอยู่กับอัศนัยในห้องพักคุณย่า

“คุณนัยไม่เข้าใจทำไมถึงต้องเป็นเรื่องขึ้นมานะ ดอกโศกไม่เชื่อคุณนัยแล้วหรือ...สงสัยอะไรขึ้นมาอีกนี่”
ดอกโศกรีบบอก “ย่าค่ะ”
“คุณนัยรักกับใครเนี่ย รักกับย่าเหรอ” อัศนัยประชด
“คุณปรียากมลเขามาบอกย่าเองนะคะคุณนัย มาบอกด้วยตัวเอง ถ้าเขาไม่ใช่ภรรยาคุณนัยจริงๆ เขาจะกล้ามาหรือคะ”
อัศนัยน้อยใจนิดๆ “แปลว่าตอนนี้ดอกโศกเชื่อเขา ไม่เชื่อคุณนัย”
ดอกโศกนิ่งอึ้ง
“ไม่รักคุณนัยแล้วหรือถึงไม่เชื่อคุณนัย”
“ดอกโศกไม่แย่งของของใครนะคะ”
อัศนัยเสียงดัง “ก็บอกแล้วว่าฉันไม่ใช่ของใคร ไม่มีใครเป็นเจ้าของฉัน นอกจากเธอคนเดียว แต่ถ้าเธอไม่ต้องการฉันก็ไม่เป็นไร” อัศนัยเดินพรวดจะออกจากห้อง คิดถึงเอ็ดดี้ขึ้นมาได้เดินกลับมาคว้าข้อมือ “กลับบ้านก่อน”
ดอกโศกท้วง “ต้องรอย่าก่อนคะคุณนัย”
อัศนัยเหน็บ “รอย่าหรือรอใคร”
ดอกโศกยังไม่ทันตอบ เสียงประตูเปิด คุณย่ายืนถือกุญแจ ภักดิ์ภูมิยืนอยู่ด้านหลัง และเอ็ดดี้ยืนถัดไป
อัศนัยหันมามองที่ดอกโศก สายตาเย็นเฉียบ พึมพำ “ตกลงรอใคร”
ดอกโศกนิ่ง มีแต่สายตาที่บอกว่าไม่ใช่
อัศนัยหันไปไหว้ย่า ด้วยมารยาทสังคม “สวัสดีครับมิสซิสเบนส์ คุณภักดิ์ภูมิ...” น้ำเสียงปกติ
“ผมมาส่งมิสซิสเบนส์ เรามีประชุมกันนิดหน่อยเมื่อเช้า” ภักดิ์ภูมิว่า
“ครับ...ยินดีที่ได้พบ ผมกำลังจะกลับพอดี จะพาดอกโศกกลับด้วยนะครับมิสซิสเบนส์”
“ไม่เป็นไรอัศนัย วันนี้แอนเจล่าจะค้างทีนี่” น้ำเสียงหญิงชราเฉยเมย
“เห็นจะไม่ได้ครับ ผมไปรับมาจากบ้านยายเมื่อเช้า ผมต้องพาไปส่ง” หันมาแตะไหล่ดอกโศก “ไป...ดอกโศก ลาคุณภักดิ์ภูมิกับเอ็ดดี้ซิครับที่รัก”
คำสุดท้ายกระแทกหน้าทุกคนเมื่อได้ยินคำนั้น ตามแต่อารมณ์ของแต่ละคน
“ย่าจ๊ะ หนูกลับนะ อีกสองวันหนูจะมาค้างกับย่า หนูไปเรียนหนังสือแล้วนะจ๊ะ”
“ฉันมีเรื่องสำคัญจะตกลงกับคุณอัศนัย”
อัศนัยและดอกโศกชะงัก เพราะเดินจะออกจากห้องอยู่แล้ว
“หวังว่าคงไม่ขัดข้อง” มิสซีสเบนส์สำทับ
อัศนัยนิ่งอึ้งอยู่สักครู่ “ผมขอโทษครับมิสซิสเบนส์ ขอเป็นวันอื่นได้มั้ยครับ”
“คุณกลัวอะไรหรือคะ” สีหน้าหญิงชรายิ้มหยันนิดๆ

“อย่าเลื่อนเวลาไปเลยถึงยังไงก็ต้องพูดกันวันหนึ่ง” เสียงมิสซีสเบนส์ดังขึ้น
ก่อนที่ทั้งสามคน ดอกโศก ภักดิ์ภูมิ และเอ็ดดี้ จะมายืนรออยู่ในสวนสวยของโรงแรม ส่วนคุณย่าและอัศนัยพูดคุยกันอยู่ไกลๆ สองคน

“จริงมั้ยคุณ ถึงยังไงก็ต้องพูดกันวันหนึ่งจะเลื่อนเวลาไปทำไม” มิสซีสเบนส์ย้ำคำ
“ครับ” อัศนัยมองไปที่ดอกโศกแวบหนึ่ง
“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่...”
“ครับ” อัศนัยมองดอกโศกที่อยู่สองชายอีกแวบ
“สำหรับฉัน สำหรับคุณอาจเป็นเรื่องเล็ก”
“ครับ”มองไปอีกแวบ แต่คราวนี้จ้องนานหน่อย เห็นสองหนุ่มอยู่ใกล้ชิดดอกโศกเหลือเกิน ดอกโศกยิ้มแย้มสุภาพ
“เดี๋ยวฉันก็พูดเสร็จแล้ว....ไม่นาน”
อัศนัยรู้ดีว่าถูกกระทบ ขยับตัวนิดหน่อย “ผมขอโทษ ผมไม่คิดว่าจะต้องพบอะไรอย่างนี้”
“คุณต้องพบอย่างแน่นอน ถ้าคุณมีภรรยาแล้ว มาบอกว่ารักเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ย่าของเขายังอยู่ ยังไม่ตาย”
อัศนัยตอบทันที “ผมยังไม่มีภรรยา”
“ภรรยาคุณเป็นคนบอกกฉันเองว่าคุณเป็นสามีเขา”
“ถ้าแค่สถานภาพว่าผมเป็นโสดยังไม่พอ ผมก็...”
หญิงชราทวนคำ “สถานภาพ..?” เสียงงงๆ
อัศนัยอธิบาย “ผมหมายถึงถ้า Official marital status (สถานภาพสมรสอย่างเป็นทางการ) ระบุว่าผมเป็นโสด ผมยังไม่แต่งงาน ถ้าแค่นี้ไม่พอผมก็ต้องขอโทษที่ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าผมยังไม่มีภรรยา ขอโทษครับมิสซิสเบนส์” อัศนัยลุกขึ้นยืน “ผมเข้าใจความหวังดีของคุณ แต่ดอกโศกเท่านั้นที่จะเป็นคนตัดสินใจ”
“เขาเพิ่งอายุสิบเก้าปี”
“ปีนี้ปี two thousand ten ปีสองพันสิบแล้วนะครับไม่มีคุณย่าคนไหนบังคับหลานให้แต่งงานหรือไม่แต่งงานกับใครได้หรอกครับ”
“ฉันไม่บังคับ เป็นเรื่องของคุณว่าจะมาหลอกลวงเรารึเปล่า”
อัศนัยนิ่งอึ้ง ความโกรธขึ้นมาเป็นริ้วๆ แน่ละ เขาโกรธปรียากมล โกรธมากเหลือเกิน นิ่งอึ้ง สายตาน่ากลัวมาก มองพุ่งตรงไปข้างหน้าเหมือนไม่เห็นอะไร
คุณย่าก็นิ่งไปเหมือนกัน รู้ตัวพูดแรง
“ผมลา” อัศนัยไหว้ลา แล้วออกเดินไปอย่างรวดเร็ว

สามคนหันไปเห็นอัศนัย เดินพรวด...พรวดผ่านไป ดอกโศกร้องเรียก “คุณนัย”
อัศนัยหันมาดูดอกโศก เหมือนไม่รู้ตัว
“คุณนัยคะ” ดอกโศกเดินก้าวเร็วๆ เข้าไปหา
อัศนัยยื่นมือรับดอกโศกที่เดินแกมวิ่งเข้ามาหา ดอกโศกก็ยื่นมือหาอัศนัย
มือต่อมือเข้าหากัน บีบกันกระชับ
อัศนัยไม่ได้มองหน้าดอกโศก มองแต่ภักดิ์ภูมิและมองเอ็ดดี้ ใจนึกว่าคนไหนที่จะแย่งดวงใจของตัวเองไป
โดยไม่รู้ตัว อัศนัยโอบตัวดอกโศกให้เข้ามาในอ้อมแขน นัยน์ตาอัศนัย ยังมองที่สองหนุ่ม คุณย่าเดินเข้ามาตรงกลาง
“ดอกโศก ผมจะพาคุณไปหาปรียากมล” อัศนัยมองสบตามิสซีสเบนส์ นัยน์ตาร้อนแรงเหมือนแสงไฟ
หญิงชรามองสบตาแบบไม่หวั่นเหมือนกัน
อัศนัยหันหลังพาดอกโศกกลับไป
มิสซีสเบนส์ยื่นมือไขว่หาเก้าอี้ นั่งลง
“Grandma are you all right?” เอ็ดดี้ถามเสียงตื่น
หญิงชราโบกมือนิดๆ รู้สึกไม่สบาย
“Let’s take her to the room.” ภักดิ์ภูมิบอก

ดอกโศกกับอัศนัยยืนอยู่ตรงทางออกแล้ว
“ไปหาเขา....ถ้าต่อหน้าเขาคุณอัศนัยยังยืนยันว่าเขาไม่ใช่เมีย ทั้งๆ ที่เขาเป็นเมีย คุณนัยก็เป็นผู้ชายที่เลวที่สุดในโลก ดอกโศกไม่ต้องเห็นคุณนัยเป็นคนอีกเลย”
อัศนัยพูดชัดและช้าก่อนจะลากแขนดอกโศกพาเดินไปอย่างเร็ว

ดอกโศกเดินไปตามแรงมือ ไปเรื่อยๆ “คุณนัย” ดึงตัวเองรั้งให้หยุด “ดอกโศกเชื่อคุณนัย”
“ไม่ได้ ดอกโศกต้องได้ยินจากปากเขา คุณย่าต้องแน่ใจ” อัศนัยไม่ยอมแล้ว
“ดอกโศกจะพูดให้ย่าแน่ใจ แต่ไม่ต้องไปหาคุณปรียากมลก็ได้ค่ะ คุณนัย”
“ต้องไป คุณนัยไม่อยากให้พูดโกหกกับย่า”
“ถึงดอกโศกจะได้ยินจากปากคุณปรียากมลแล้วบอกย่า ย่าอาจจะยังไม่เชื่ออย่างเดิมก็ได้”
อัศนัยชะงักกึก
“ถ้าย่าไม่อยากเชื่อซะอย่าง”
อัศนัยแค่นหัวเราะ “ย่านี่มาจากไหนเนี่ย” น้ำเสียงประชดประชัน “มีอำนาจเหลือเกิน”
ดอกโศกถอนหายใจ รู้สึกลำบากใจมาก
“คุณนัยคิดออกแล้ว ไป...ไปหาย่ากัน” อัศนัยบอกท่าทีจริงจังมาก
“ไปทำไมคะ” ดอกโศกสงสัย

ไม่นานต่อมาทุกคนมารวมตัวอยู่ในห้องพักมิสซีสเบนส์พร้อมหน้า
“เราจะไปด้วยกันครับย่า” อัศนัยเอ่ยขึ้น
“ไปไหน” มิสซีสเบนส์ยังมีท่าทีเวียนๆ หัวอยู่
อัศนัยโพล่งขึ้น “ไปหาปรียากมล...ทุกอย่างจะจบ ถ้าเราได้พูด ได้ฟังพร้อมกัน”
มิสซีสเบนส์นิ่ง ทุกคนนิ่ง อึ้งตามกัน หญิงชรามีสีหน้าตรึกตรอง บรรยากาศเงียบงัน
ภักดิ์ภูมิตัดสินใจเอ่ยขึ้น “ผมขอโทษครับมิสซิสเบนส์ ผมไม่ทราบรายละเอียดแต่ผมเห็นด้วยกับคุณอัศนัย คือพูดและฟังพร้อมๆ กัน”
“ผมก็เห็นด้วย” เอ็ดดี้ว่า
“โอ...เค” มิสซีสเบนส์หันมาทางดอกโศก ยื่นมือให้ “ทุกอย่างจะได้จบนะแอนเจล่าหลานรักของย่า”
ดอกโศกโผเข้าหาอ้อมกอดย่าอย่างรักใคร่ มิสซีสเบนส์กอดหลานสาวอย่างนุ่มนวลและอ่อนโยน
“ขอบคุณคุณภักดิ์ภูมิ เอ็ดดี้ไปด้วยกัน แอนเจล่าหยิบกระเป๋าให้ย่าด้วย ไปค่ะคุณอัศนัย”
ทุกคนขยับตัว
“ไม่เป็นอะไรแล้วนะครับ....หายหรือยัง....ไหวมั้ยครับ” ภักดิ์ภูมิเป็นห่วงเป็นใย
มิสซีสเบนส์เงยหน้ายิ้มกับภักดิ์ภูมิ พึมพำ “ขอบคุณค่ะ”
ระหว่างนั้นเสียงโทรศัพท์ดอกโศกดังขัดจังหวะขึ้น ดอกโศกรีบรับ
“ฮัลโหล ป้าเฉลยหรือคะ....” น้ำเสียงดอกโศกตื่นเต้น แปลกใจที่เฉลยโทร.มา

“มีอะไรคะ ใครเป็นอะไร”
อ่านต่อหน้า 2 พรุ่งนี้ เวลา 9.30 น.

ดอกโศก ตอนที่ 18 (ต่อ)

เพ็ญพักตร์ยืนอยู่ในห้องรับแขกชั้นล่างทอดสายตามองไปข้างนอก ตระกูลถามขึ้น

“ผมไปอยู่ห้องแขกนานเท่าไร่ ผมถึงจะกลับไปอยู่ข้างบนได้”
“ไม่มีกำหนด”
“ผมจัดการให้เขาไปจากชีวิตเราเรียบร้อย ไม่มีอะไรแล้ว” ตระกูลมั่นใจมาก
“ฉันต้องแน่ใจก่อน”
“นานเท่าไหร่”
“คุณมาดูอะไรโน่น” เพ็ญพักตร์ เรียกตามองไปเบื้องหน้า
ตระกูลมายืนด้านหลัง เข้ามาพูดใกล้ๆ มองไป “ยายอุ๊...อ้น โอ๋ แล้วนั่นใคร...”
เพ็ญพักตร์รีบบอก “ออกไปให้ห่างฉัน ทำอย่างนี้มันทุเรศ”
ตระกูลถอยออกมาหน่อย “คุณเพ็ญ....” หันหลังแล้วเดินห่างมา
“อ๋อ คุณอัศนัย มากับแม่ดอกโศก” ตระกูลพรวดเข้ามาดู เพ็ญพักตร์พูดต่อ “นี่เค้าเสียสติไปแล้วหรือเปล่า จะลงเอยกับหลานยายสมใจ”
“เอ่อ...พูดถึงยายสมใจ ลูกสาวยายสมใจคุณเพ็ญ เคยพบมั้ยครับ” ตระกูลถามขึ้น
“เรื่องอะไรฉันจะไปพบมัน คนพรรค์นั้น มันคงเลวเหมือนแม่มัน” เพ็ญพักตร์หันมามอง “ถามชั้นทำไมรู้อะไรมา”
ตระกูลเริ่มคิดได้ “เปล่า...เปล่า ผมไม่รู้...โธ่ ผมจะรู้ได้ยังไง หน้าตาไม่เคยเห็นว่าเป็นไง สวยเหมือนคุณมั้ย”
เพ็ญพักตร์มองเหยียดๆ อยู่ชั่วอึดใจแล้วมองไปที่เดิม
“ก็เขาเป็นน้องสาวคุณ ผมก็ถาม...” ตระกูลพูดต่อ
เพ็ญพักตร์ไม่สนใจฟัง “สุดสวยเป็นอะไร” เดินออกไปทันที
สีหน้าตระกูลแค้นจัด

ในสวนเวลานั้นสุดสวยกอดดอกโศกมีอัศนัยคอยอยู่ใกล้ๆ ดอกโศกจัดให้สุดสวยนั่งสบายๆ
สุดสวยยิ้มหวานให้อัศนัย “ขอบคุณนะค้า คุณอัศนัย”
“ครับผม.....ไม่ผลักผมแล้วนะครับ...ดอกโศกอย่าไปไหน มาอยู่ใกล้ๆ น้าสวย”
ดอกโศกกระเถิบเข้ามา ทีแรกทำท่าจะถอยไป สุดสวยก็ดึงไว้
สุดสวยบอก “ไม่ผลัก....ไม่ผลัก....ไม่ผลัก”
อุ๊ยืนมองภาพอัศนัยและดอกโศกใกล้ชิดกัน สายตาเศร้า ส่วนอ้นขยับไปนั่งใกล้ๆ ดอกโศกพูดอะไรบางอย่าง หัวเราะกันเบาๆ
โอ๋ กับเฉลย อยู่ห่างออกมาหน่อย แต่ก็ยังดูเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน
อุ๊ น้ำตาคลอ ค่อยๆ ถดตัวถอยมาทีละน้อย ชนกับเพ็ญพักตร์ อุ๊สะดุ้งแต่หันกลับไป หน้าเสียมาก
เพ็ญพักตร์โอบลูกสาวตบหลังเบาๆ ปลอบโยน “ไม่เอาลูก...ไม่ร้องไห้”
อุ๊นึกอะไรขึ้นได้ เบี่ยงตัวออกจากแม่ “คุณพ่อล่ะ...คุณแม่ไล่คุณพ่อไปไหน”
เพ็ญพักตร์ปราม “พอแล้วอุ๊ แม่ไม่ทำกับคุณพ่อขนาดนั้นหรอก อย่าให้มันมากนักเลย”
อุ๊จ้องตาแม่ ถามย้อน “คุณแม่เป็นคนสอนให้อุ๊ มากอย่างนี้ไม่ใช่เหรอคะ”
เพ็ญพักตร์สะอึกพูดไม่ออก
“อุ๊จะไปหาคุณพ่อ” เพ็ญตระการวิ่งไป
เพ็ญพักตร์ยืนอึ้ง อุ๊ผ่านสุดสวยยืนจ้องอยู่สักครู่
อัศนัยถาม “อุ๊...จะไปไหนหรือครับ...มานั่งนี่มั้ย”
อุ๊ทั้งเสียใจ และน้อยใจมาก
เห็นอัศนัยและดอกโศกนั่งชิดใกล้กันมาก มีสุดสวยอิงแอบอยู่กับดอกโศก
“มองอะไรยายอุ๊...ร้องไห้ทำไม...ใครทำ”
อุ๊ไม่ตอบวิ่งไปทันที
“อุ๊” สุดสวยตะโกนเรียก
อุ๊ไม่หยุดวิ่งลับตัวหายไป
“อุ๊...ร้องไห้นะ...ใช่มั้ยดอกโศก” สุดสวยถามดอกโศก
“ดอกโศกไม่เห็นค่ะ”
สุดสวยขยับตัว “จะไปหาอุ๊ อ้นพาไปหน่อยนะ...นะอ้นได้มั้ย”
“ไปครับอ้นพาไป”
สุดสวยยิ้มชม “กะเทยใจดีจัง”
“ครับ ขอบคุณครับน้าสวย ผมใจดีเสมอครับ”
แต่แล้วอ้นกลับผลักโอ๋ให้เข้าไป โอ๋รับลูก
“โอ๋พาน้าสวยไปก็ได้ นะคะให้โอ๋พาไป”
ในที่สุดก็ไปกันหมด อัศนัยเหลียวมองไปตามสุมทุมพุ่มไม้ที่มีดอกมีใบสวยงาม
“อานัยไม่ได้มานาน” กวาดตามองไปรอบๆ “อาจจะตั้งแต่ดอกโศกออกไปจากบ้านนี้”
“ดอกโศกรู้สึกผิดจังค่ะไม่ได้มาเยี่ยมน้าสวยเลย”
“ต่อไปถ้าจะมาบอกคุณนัย คุณนัยพามา”
“ขอบคุณค่ะ”
“จะไม่พูดเรื่องวันนี้อีก จนกว่าจะถึงวันที่พาคุณย่าของดอกโศกไปหาปรียากมล แล้วทุกอย่างก็จะจบ ดอกโศกจะได้ตั้งใจเรียนหนังสือ เรียนจบอีก 4ปี คุณนัยจะไปขอดอกโศก ขอกับใครดีเอ่ย”
ดอกโศกยิ้มๆ แต่ไม่ตอบ
“ถ้าคุณย่ายังเกลียดคุณนัยก็ไม่เป็นไร คุณนัยจะไปขอจากยาย..นะจ๊ะ”
ดอกโศกยิ้มอ่อนหวาน

เพ็ญพักตร์อยู่หลังสุมทุมพุ่มไม้ ไฟริษยาฉายชัดเต็มหน้า

อุ๊อยู่ในห้องโถงชั้นล่าง นั่งนิ่งอยู่ที่โซฟาท่าทางเสียใจมาก แต่พยายามอดกลั้น เพ็ญพักตร์มองลูกรู้สึกสงสารมาก

คำพูดอัศนัยก้องในหู “คุณนัยจะไปขอจากยายนะจ๊ะ”
เพ็ญพักตร์เดินไปดูที่หน้าต่างแล้วใจคอหวั่นไหว สงสารลูกสาวมาก มองออกไปดูอัศนัยนั่งอยู่กับดอกโศก ตรงมุมสวยมากๆ ในสวน

เพ็ญพักตร์เดินมาหาอุ๊ช้อนตัวลูกสาวขึ้นมากอด สงสารจับใจ อุ๊แข็งตัวขืนนิดหน่อย แต่แล้วก็เอนอิงตัวเข้าหาแม่น้ำตาไหลเรื่อยๆ
“รักเค้าไม่ผิดนะลูก”
อุ๊สะอื้นแล้ว
“เขาไม่รักเรา เขาก็ไม่ผิดเหมือนกัน”
อุ๊สะอื้นแรงขึ้นอีก
“เรื่องรักเนี่ยนะอุ๊ แม่จะบอกให้ ไม่สมหวังก็ผิดหวัง”
“อุ๊รักอานัย”
“ใครที่คิดรักใคร ก็ต้องเตรียมตัวไว้ ทั้งสมหวัง ทั้งผิดหวัง”
“มันดียังไงอานัยเขาถึงเลือกมัน คุณแม่...ทำไม”
เพ็ญพักตร์ถอนใจ “ต่อไปอุ๊ไปเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อนๆ เยอะแยะเปิดใจรับแล้วดูให้ดีๆ นะลูก อีกหน่อยอานัยก็เป็นอดีต ที่เราอาจจะไม่อยากคิดถึงด้วยซ้ำ”
เพ็ญตระการนิ่งไปสักครู่ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“อุ๊รักอานัย นานมาแล้วอุ๊รักเค้าจะไม่รักใคร คุณแม่จำไว้อุ๊ไม่รักใคร”

เพ็ญพักตร์ทุกข์ใจหนักเรื่องลูกสาว เดินมาหาตระกูลที่นั่งอยู่อีกมุมหนึ่งในบ้าน

“ตระกูล”
“ครับ” ตระกูลสะดุ้ง กำลังจะดื่มกาแฟ แทบหก
“ฉันอยากให้คุณทำอะไรบางอย่างให้ลูก”
“อะไรครับคุณเพ็ญ”
“ยายอุ๊ กำลังเสียใจหนัก แกรักคุณอัศนัย...รักมากๆ”
“ผมว่าผมรู้แล้วนะ...เห็นเหมือนกัน”
“อัศนัยเขารักดอกโศก ทำยังไงให้รักลูกสาวเรา” เพ็ญพักตร์สีหน้าเข้ม เสียงเข้ม “สมหวังในเกมนี้ ทำยังไงก็ได้ ให้ลูกเราชนะเกมนี้
ตระกูลนิ่งฟัง
“ถ้าคุณทำได้ จะเอาอะไรฉันให้คุณหมด” เพ็ญพักตร์บอก

วันต่อมา ปรียากมลอยู่ที่ห้องในคอนโด และกำลังรับโทรศัพท์
“อัศนัย...” สีหน้าวิตกนิดๆ “มีอะไรหรือ” นิ่งฟัง “อะไรนะคุณจะมาหาฉัน..จริงหรือ คุณยังมีธุระอะไรกับฉันอีกหรือ....ไม่มี งั้นเรื่องอะไร คุณไปได้ยินอะไรเกี่ยวกับชั้นมาเหรอ...โอเคชั้นจะรอคุณ”
เสียงกริ่งดังขึ้น ปรียากมลยังคุยโทรศัพท์ต่อ
“ชั้นมีแขก ไม่รู้เป็นใคร ชั้นรอคุณนะ เดี๋ยวอัศนัย ขอบคุณมากที่ยังคิดถึงฉันอยู่”
เสียงกริ่งดังอีก
ปรียากมลฟัง “ใช่...มีคนกดกริ่ง คุณได้ยินเสียงเหรอ ..อ๋อ..ว่าจะไม่เปิด ฉันไม่ค่อยอยากเปิด...ทำไมน่ะหรือ ฉันกลัว ฉันอยู่คนเดียว” ปรียากมลเดินไปดูที่รูตาแมวตรงประตู “อัศนัย...คุณนั่นเอง”
ปรียากมลโยนโทรศัพท์ลอยละลิ่วไปบนเก้าอี้ เปิดประตูออกอย่างดีใจสุดขีด
อัศนัยยืนอยู่ยังถือโทรศัพท์แนบหู
“อัศนัย” ปรียากมลหายใจสะท้อนจนรู้สึกจะออกมาจากอก สายตาตื้นตันลึกซึ้งอยู่ภายในใจ นิ่งงันไป คิดไม่ถึง “เข้ามาสิ ทำไมต้องหลอกด้วย” เดินนำไปหน่อย หยิบหมอนอิงมาตบๆ ให้ดี “เชิญ” ผายมือให้นั่ง แล้วต้องตะลึง
เมื่อเห็นมิสซีสเบนส์กับดอกโศกเข้ามายืนเรียบร้อยแล้วในห้อง ดอกโศกไหว้ ปรียากมลไม่รับไหว้ แต่ยืนอึ้ง เหมือนตกใจ ทำอะไรไม่ถูก
“อะไรกันนี่”
“ผมมีเรื่องที่ต้องพูดกับคุณปรียากมล” อัศนัยจ้องหน้า
ปรียากมลรู้เต็มอกว่าอัศนัยจะพูดเรื่องอะไร
“ผมขอโทษที่ต้องมาโดยวิธีนี้ เพราะว่า.....”
ปรียากมลสวนคำออกมา “ไม่ต้องพูด ฉันไม่อยากฟัง อัศนัย ฉันรู้ว่าคุณอยากให้ฉันพูดว่าอะไร ฉันพูดก็ได้ว่าอัศนัยกับฉันเราไม่มีอะไรกันเลยเขายังบริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนเด็กแรกเกิด” หัวเราะนิดๆ หยันๆ เสียงพูดราบเรียบแต่มีอารมณ์ในทุกคำพูด แต่พูดไม่ดัง “นั่นเป็นคำพูดที่คุณอยากได้ยินใช่มั้ยมิสซีสเบนส์ ดอกโศก นี่ไงฉันพูดแล้วไง”
“ปรียากมลผมขอร้องนะ ได้โปรดเถิด ผมรู้ว่าเรามาเนี่ย...ก็ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ เราไม่ควรบีบคุณ” อัศนัยพูดช้าๆ พยายามควบคุมอารมณ์ ตรึกตรองหาถ้อยคำที่นุ่มนวลที่สุด “ให้พูดอะไรที่...ที่คุณอาจจะลำบากใจ”
ปรียากมลสวนคำทันที “ฉันไม่ลำบากใจฉันพูดแล้วไง”
“ขอให้คุณรู้นะว่ามันมีความสำคัญกับชีวิตผมมาก เราเคยเป็นเพื่อนกัน เราเคยรักกัน ช่วยคิดถึงเวลาที่ผ่านๆ มามั่งนะ”
ปรียากมลพูดด้วยเสียงเบาต่ำเน้นคำช้าชัด “ฉันพูดแล้วไง ยังไม่พอใจอีกหรือ จะให้ฉันพูดอะไรอีก”
“พูดความจริง” อัศนัยเริ่มมีอารมณ์ “พูดจริงจัง พูดให้สองคนเชื่อว่าผม..ไม่..ได้..เป็น..สามีคุณ”
ปรียากมลตอบทันควัน“คุณ..ไม่..ได้..เป็น..สามีชั้น”
ทุกอย่างเงียบกริบ
มิสซีสเบนส์ฟังอย่างอึดอัดตั้งแต่แรก “ทั้งหมดที่ฉันฟังมาทำเหมือนเป็นเรื่อง Non sense เรื่องนี้สำคัญของชีวิตหลายคนนะช่วยพูดจริงจังด้วย”
ปรียากมลจ้องหน้านิ่ง มิสซีสเบนส์ก็จ้องกลับด้วยสายตาลึกล้ำมากจนปรียากมลเริ่มสู้สายตาไม่ได้
หญิงชรา บอกความรู้สึกออกมาหมดในสายตาคู่นั้น ทั้งเยาะและหยันเย้ยลึกๆ
“คุณพูดทุกอย่างไม่เหมือนที่คุณไปพูดกับฉันเมื่อวันก่อน...ทำไมคุณถึงเปลี่ยนคำพูด”
“เพราะ....นั่นคือสิ่งที่อัศนัยเขาต้องการ ดอกโศก” จู่ๆ ปรียากมลก็เรียกดอกโศก
ทำเอาดอกโศกสะดุ้งสุดตัว
ปรียากมลจ้องดอกโศกนิ่ง ตั้งท่าจะพูดเหมือนจะบอกอะไรบางอย่าง แต่ที่สุดแล้วตัวปรียากมลเองนั่นแหละที่ปั่นป่วนอยู่ในใจไม่น้อยอยู่เหมือนกัน
“โถ น่าสงสารอุตส่าห์ตามเขามาหาความจริงถึงนี่”
อัศนัยเข้ามานั่งใกล้ดอกโศก เพื่อปกป้อง
ปรียากมลเหน็บ “อย่าปกป้องกันนักเลย นี่ฟังฉันนะดอกโศก”
ดอกโศกลุกขึ้นทันที รู้สึกอึดอัดจนทนไม่ไหว ตั้งแต่เข้าห้องมาแล้ว
“เอ้าจะไปไหน ฟังก่อนสิ”
ดอกโศกออกเดินทันทีด้วยสีหน้านิ่งสนิท ไม่อยากฟังอะไรอีกเลย
“เขาไม่เป็นสามีฉันหรอกฉันหลอกเธอดอกโศก”
ดอกโศกออกประตู อัศนัยละล้าละลัง
“อยากได้นักใช่มั้ยผู้ชายคนนี้ เอาไปสิฉันยกให้” ปรียากมลอารมณ์เริ่มกรุ่นเมื่อเห็นลูกสาวแสดงอาการไม่แคร์ จะหนีไป “จะไปไหน...ยกให้แล้วไง ยกให้ จะไปไหนล่ะ อย่าหนีสิ....อย่าหนี”
ดอกโศกลับตัวไปแล้ว
ปรียากมลพูดจบ ก็เซซวนนั่งลง เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ คอพาดกับพนักแหงนหน้าสูงไม่มีน้ำตา เพราะพยายามสะกดและข่มลงไปให้ลึกที่สุด

ดอกโศกเดิน...เดิน มาตามทางในคอนโด นัยน์ตาพร่าพรายไปด้วยน้ำตา

ปรียากมลยังอยู่ท่าเดิม สองคนนั่งมองอย่างอัดอั้นในที่สุดมิสซีสเบนส์ก็ลุกขึ้น
“ฉันจะไปตามแอนเจล่า”
“คุณเป็นคนไม่ดีปรียากมล คุณรู้อย่างแน่นอนว่าที่คุณพูดไปดอกโศกจะกระทบกระเทือนมาก คุณเป็นผู้ใหญ่กว่าเขามากนะ”
“ก็ใช่สิ คุณรักเด็กคุณก็รู้แก่ใจ ในเมื่อคุณรักเด็กก็ฝึกเด็กของคุณให้แข็งแรงหน่อยซี้”
ทั้งอัศนัยทั้งมิสซีสเบนส์จ้องมองนางมาร ที่อยู่ตรงหน้าเขม็ง
“คุณ....จริงนะ ผมดีใจที่สุดที่ต่อไปนี้ เราไม่เกี่ยวข้องกันอีกจนตาย”
ปรียากมลเยาะ “แล้วคุณนึกว่าฉันอยากเกี่ยวข้องกับคุณนักเหรอ เฮอะ...”
“คุณอยากเกี่ยว” อัศนัยโกรธมาก “แต่มันเกี่ยวไม่ได้มากกว่า”
ปรียากมล เหมือนถูกน็อคนิ่งอึ้งไปอย่างเจ็บปวด
ปรียากมลสวนคำทันที “ใช่...ฉันยอมรับว่า...” แล้วลดเสียงลง นัยน์ตาเลื่อนลอยไปเหมือนพยายามจดจำสิ่งที่ผ่านมา “คุณคือคนสำคัญที่สุดในชีวิตฉัน...ฉันหวังว่าเราจะอยู่ด้วยกันไปจนตาย คุณทำให้ความหวังฉันพังทะลายไปหมด ต่อไปนี้ชีวิตฉันเหมือนคนตายแล้ว...” ปรียากมลมองจ้องอัศนัย นัยน์ตาแห้งผาก มีแต่แววของความเจ็บปวดฉายโชน “คุณเป็นคนฆ่าฉันนะอัศนัย คุณฆ่าฉันทั้งเป็น”
ทุกคนเงียบงัน นิ่งเหมือนหุ่นปั้น
มิสซีสเบนส์เดินมาหาอัศนัย แตะแขนเบาๆ พยักหน้าให้กลับเถอะ สองคนเดินออกมาแล้ว

ปรียากมลไม่ขยับตัวเลยจนกระทั่งประตูปิดลง น้ำตาคลอๆ

สองคนเดินมาตามทางเดิน
“อัศนัย” มิสซีสเบนส์เอ่ยขึ้น
อัศนัยหยุดเดิน หันไปมอง “ครับ”
“ฉันเชื่อคุณ”
อัศนัยระบายลมหายใจยาว รู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำแล้วมีคนมาช่วยชีวิต
หญิงชราออกเดินต่อ “ท่าทางของเขา...ทำให้เชื่อยาก แต่ฉันเชื่อ”
อัศนัยฉงน “เพราะอะไรหรือครับมิสซีสเบนส์”
“ผู้หญิงอย่างเขาทำ..แบบนั้นได้ง่ายๆ แต่ผู้ชายอย่างคุณ ทำไม่ได้” มิสซีสเบนส์ตบแขนอัศนัยเบาๆ “คุณพูดความจริง...ฉันเชื่อ”
“ขอบคุณมากครับ แต่ดอกโศกจะเชื่อมั้ยครับ”
“ฉันไม่รู้จักหลานฉันมากนัก คิดไม่ออกว่าเขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อ คุณรู้จักเขามากกว่าฉัน คุณคิดว่าเขาจะเชื่อหรือไม่ล่ะ”

อัศนัยเองก็เดาอารมณ์หญิงคนรักรุ่นลูกไม่ถูกเหมือนกัน!

อ่านต่อหน้า 3

ดอกโศก ตอนที่ 18 (ต่อ)

ดอกโศกอยู่ในสวนสวยบริเวณข้างล่างของคอนโดปรียากมล สีหน้ายังคงอัดอั้นอย่างหนัก เอ็ดดี้ซึ่งรออยู่ ไม่ได้ขึ้นไปด้วยเข้ามายืนใกล้ๆ ท่าทางเป็นห่วงมาก

“Angela…what was going on? - เกิดอะไรขึ้น”
ดอกโศกส่ายหน้า
“Have you met her…what did she say? - พบเขามั้ย เขาพูดอะไร”
ดอกโศกยังอัดอั้นพูดไม่ออก
“แอนเจล่า...เกิดอะไรขึ้นบอกผมได้ไหม”
“เอ็ดดี้ ผู้หญิงคนนั้นเขารักคุณนัยมากฉันรู้แค่นั้นเอ็ดดี้” ดอกโศกบอกสิ่งที่ตัวเองสัมผัส และรับรู้ในโมงยามของความอึดอัดเมื่อครู่นี้
“คุณนัยรักเขารึเปล่าล่ะ”
“เขารัก...อย่างน้อยก็เคยรัก ฉันไม่อยากแย่งของรักของใครเลยเอ็ดดี้”
“มันไม่เกี่ยวกับคุณนะแอนเจล่า”
“เกี่ยว...ฉันเกี่ยวเพราะฉันแย่งของเขามา”
“คุณบอกผมว่าเขาคบกันตั้งหลายปีแล้ว ถ้าคุณนัยเขารักผู้หญิงคนนั้นคุณแย่งเขาไม่ได้หรอก” เอ็ดดี้พูดปลอบจากมุมมอง และบอกจากความรู้สึกของตน
ดอกโศกนิ่งงัน
สีหน้าเอ็ดดี้ บ่งบอกว่าเจ็บนิดๆ เมื่อพูดประโยคต่อมา
“คุณนัยรักคุณ แอนเจล่า แค่นี้ก็พอ”
“คุณคิดแบบผู้ชายใช่มั้ยเอ็ดดี้”
“ผู้หญิงที่รักคนใหม่มากกว่าคนเก่าก็คิดอย่างเนี้ย...เหมือนกัน ไม่ใช่ผู้ชายเท่านั้น”
“แล้วผู้หญิงคนเก่าล่ะ”
“ก็ต้องทำใจ” เอ็ดดี้ว่า
“ถึงแม้เขาจะเป็นสามีภรรยากันแล้วหรือ”
“ตกลงเขาเป็นรึเปล่าล่ะ ผู้หญิงคนนั้นเขาว่ายังไง”
ดอกโศกนิ่งคิด
เอ็ดดี้พูดชวนคิด “เขาเป็นมั้ย ถ้าเขาเป็นเรื่องก็ยากขึ้นอีกเพราะเขาก็มีสิทธิ์”

ทางด้านมิสซีสเบนส์และอัศนัยเดินมา คุยกันเบาๆ
“ผมไม่รู้ใจดอกโศก...เดาไม่ถูก” อัศนัยว่า
“แอนเจล่ายังเป็นเด็ก”
“ดอกโศกมีความคิดมากกว่าอายุ...โตเกินอายุมากครับมิสซิสเบนส์”
“อาจจะเรื่องอื่น...เรื่องความรัก...ไม่แน่ ต้องมีอะไรนะ experience”
อัศนัยทวนคำของหญิงชรา “ประสบการณ์”
“หลานฉันไม่มีใช่มั้ยคุณอัศนัย...คุณเป็นรักครั้งแรกของเขา”
อัศนัยคิดถึงคำพูดดอกโศก ที่ดอกโศกบอกชัดเจนว่า อัศนัยเป็นรักแรกและเป็นรักสุดท้ายของเธอ
“ผมไม่แน่ใจเลย ....ไม่แน่ใจเลยมิสซิสเบนส์...ผมกลัว”
“กลัวอะไร”
อัศนัยสารภาพ “กลัวใจดอกโศกครับ”
“คุณพาเขาไปส่งบ้าน ถามเขาเมื่ออยู่กันสองคน”
เป็นครั้งแรกที่อัศนัยเห็นว่าคุณย่าของผู้หญิงที่เขารัก เปิดใจและเปิดทางให้มากที่สุด

อัศนัยพาดอกโศกมาที่บ้านตน และกำลังจูงมือดอกโศกขึ้นบ้าน ดอกโศกหยุด พร้อมๆ กับปลดมืออัศนัยออกแล้วเดินหายไป
อัศนัยตาม ดอกโศกเข้าประตูหันหลัง ปิดประตูทันที
อัศนัยนิ่งอยู่อีกมุมหนึ่ง...วุ่นวายใจอย่างมาก ลุกเดิน แล้วไปนั่ง
ดอกโศกนั่งคิดหนัก นึกถึงภาพที่เคยเห็นปรียากมลคลอเคลียเนียนัวกับอัศนัย ที่บ้านหลังนี้
ส่วนอัศนัย คิดแล้วทุบมือกับเก้าอี้ ตรงนั้น
ดอกโศกคิดหนักอยู่อีกห้องหนึ่ง สีหน้าใคร่ครวญ และไตร่ตรองอย่างหนัก
อัศนัยเคาะประตู แล้วเคาะอีก เรียก “ดอกโศก....ดอกโศก”
ประตูเปิดออกดอกโศกยืนอยู่ ทอดยิ้มให้อัศนัย แต่ช่างเป็นรอยยิ้มที่น่าสงสารเหมือนเด็กหลงทาง
“ดอกโศก”
“คะ”
“คุณนัยถามคำเดียว...คำเดียวเท่านั้น ดอกโศกตอบคุณนัยจริงๆ ได้มั้ย”
“ค่ะ ตอบได้ค่ะ ดอกโศก...”
ดอกโศกพูดไม่ทันจบ อัศนัยยกนิ้วชี้แตะที่ปาก แผ่วเบา “เดี๋ยว คำตอบนี้จะตัดสินชีวิตคุณนัย” แตะคางเชยขึ้นให้มองตา “ดอกโศกจะต่อชีวิตคุณนัยหรือจะฆ่าคุณนัยอยู่ที่คำตอบนี้ แต่คุณนัยขอนะ ขอให้ดอกโศกตอบสิ่งที่ตรงกับใจที่สุด...ข้อนี้สำคัญมาก”
ดอกโศกฉงน “ทำไมถึงสำคัญมากคะ”

อัศนัยจับตัวดอกโศกนั่งลง ส่วนตัวเองคุกเข่าตรงหน้ามองหน้าแน่วนิ่ง พูดค่อยๆ ช้าๆ จากหัวใจ
“เหตุผลก็คือ ทั้งคุณนัยทั้งดอกโศกจะต้องอยู่กับคำตอบนั้นไปตลอดชีวิต ถ้าดอกโศกตอบไม่ตรงกับใจเราสองคนจะไม่มีความสุขจนตาย”
“คุณนัยอธิบายอีกหน่อยได้มั้ยคะ”
“ไม่ต้องคิดถึงที่คุณปรียากมลพูดเมื่อกี้ ลืมไปเลย”
“เพราะ...”
“เพราะเขาพูดประชดประชัน เขาพูดกำกวม เขาพูดล่อหลอกให้ดอกโศกคิดตามเขาไม่ทัน...นะ”
“ค่ะ”
“ดอกโศกเชื่อคุณนัยมั้ยเท่านั้นพอ ถ้าดอกโศกไม่เชื่อแต่ตอบเอาใจคุณนัยว่าเชื่อ ดอกโศกจะทุกข์ใจไปตลอดชีวิต แต่ถ้าดอกโศกเชื่อ แต่ไม่บอกคุณนัยเพราะไม่อยากขึ้นชื่อว่าแย่งคุณนัยมาจากเขา ดอกโศกก็จะทุกข์เหมือนกัน”
ดอกโศกตั้งใจฟัง
“ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณนัยจะทุกข์ยิ่งกว่าดอกโศก เพราะไม่มีอะไรในโลกนี้ที่คุณนัยจะแคร์มากกว่าความสุขของดอกโศก”
ดอกโศกน้ำตามาแล้ว เริ่มคลอเต็มตา
“ไม่ว่าเราจะอยู่ด้วยกันหรือไม่ได้อยู่ด้วยกัน จะแต่งงานหรือไม่ได้แต่งงานคุณนัยจะดูแลดอกโศกไปตลอดชีวิต ถ้าไม่ได้แต่งงานกับดอกโศก คุณนัยจะไม่แต่งงานกับใคร...เชื่อใจคุณนัยได้ คุณนัยพูดแล้วไม่มีวันคืนคำ”
ดอกโศกน้ำตาริน
“ถ้าดอกโศกแต่งงาน” ดอกโศกจะพูด แต่ถูกอัศนัยแตะปากห้ามอีกครั้ง “อย่าคัดค้านนะคนดี ฟังคุณนัยก่อน ดอกโศกยังเด็กโอกาสข้างหน้ายังมีอีกมาก ผู้ชายโชคดีคนนั้นคงอยู่คงอยู่ตรงไหนซักแห่งในโลกนี้ คุณนัยจะบอกกับสามีดอกโศกว่า ผมยินดีกับคุณจริงๆ คุณต้องให้ความสุขกับเขาให้มากๆ เพราะเขาโตมากับความทุกข์ แต่เขาเข้มแข็ง เขาอดทนต่อสู้จนคุณมาพบเขา และเขารักคุณ ถ้าคุณทำให้เขามีความทุกข์แม้แต่นิดเดียวผมจะฆ่าคุณ”
น้ำตาดอกโศกไหลรินตลอดเวลา
อัศนัยหันไปหยิบทิชชูจากกล่อง ซับน้ำตาให้
“นิ่งเสียนะคนเก่งของคุณนัย แล้วตอบคุณนัยได้แล้ว”
ดอกโศกยกสองมือประคองหน้าอัศนัย มองจ้องตา
อัศนัยใจสั่นสะท้าน พอเห็นดอกโศกจะพูด

“เดี๋ยวก่อน....เดี๋ยว” อัศนัยส่ายหน้าว่าตัวเองไม่ไหว หันไปหยิบน้ำที่วางบนโต๊ะดื่ม วางแก้ว ก้มหน้านิ่งคิดอะไรสักอึดใจเหมือนรวบรวมอารมณ์ ลุกนั่งแล้วเอนตัวพิงพนักเก้าอี้เต็มที่ “โอเค....” อัศนัยมองไปข้างหน้าพร้อมจะฟังอย่างทำใจ
ดอกโศกหันไปจ้องหน้าอัศนัย
อัศนัยคอยฟังแต่เห็นนานแล้วแต่ดอกโศกไม่พูดเสียที จึงหันไปจะถามซ้ำ
“ดอกโศกเชื่อคุณนัยค่ะ”
อัศนัยยิ้ม...ยิ้มกว้าง
“เชื่อจริงๆ ไม่หลอก ไม่อำ ไม่แกล้งบอกให้เป็นอะไรทั้งนั้น เพราะว่าดอกโศกไม่เคยไม่เชื่อคุณนัย ตั้งแต่ดอกโศกเป็นเด็กโตมาถึงเดี๋ยวนี้ไม่มีใครซักคนที่ดอกโศกเชื่อได้ มีคุณนัยคนเดียวเท่านั้น”
อัศนัยหน้าบาน
“ถ้าคุณนัยหลอกดอกโศกได้ขนาดนี้” พูดแล้วก้มหน้าพูดอุบอิบ “ดอกโศกก็จะให้คุณนัยหลอกไปตลอดชีวิต”
อัศนัยระบายลมหายใจแรงสุด มีทีท่าดีใจ พยายามเก็บแต่เก็บไม่ไหว
ดอกโศกมองจ้องที่อัศนัยตลอดเวลา สีหน้ายิ้มน้อยๆ
อัศนัย หันมาสบตา ดอกโศกคลี่ยิ้มมากขึ้น
อัศนัยแบมือให้ ดอกโศกวางมือบนมือชายคนรัก อัศนัยจูบมือนุ่มนวลแล้วเอาไปแนบหัวใจ
ดอกโศกจับมืออีกข้างของอัศนัย จูบไปแนบหัวใจตัวเองบ้าง
สองคนนั่งมองตากัน ไม่พูดไม่จา ใช้หัวใจคุยกัน

“Are you sad Eddie - เศร้าเหรอ เอ็ดดี้” มิสซีสเบนส์ถามหลานชาย ขณะอยู่ในห้องพักแล้ว
เอ็ดดี้หัวเราะฝืนๆ “Shouldn ‘t I grandma - ผมไม่ควรเศร้าหรือ”
“No… of course not - ไม่ควร”
เอ็ดดี้ฝืนหัวเราะต่ออีกนิดๆ “Why not grandma ? Why not” เสียงดังขึ้น
แล้วเอ็ดดี้ลุดพรวด เดินออกจากตรงนั้นทันที จะออกประตูไป หญิงชราเรียกไว้
“เอ็ดดี้...กลับมาก่อน” เอ็ดดี้ไม่หยุด เปิดประตูออกไป ปิดประตูดังเปรี้ยง
มิสซีสเบนส์นั่งนิ่ง แต่สีหน้ายิ้มนิดๆ แบบคนมีความคิดพลิกแพลงตลอดเวลา

หากใครรู้จักมักคุ้นถึงขั้นสนิท จะรู้ดีว่าหญิงฝรั่งสูงวัยไม่ใช่คนขี้โกง ไม่ใช่ตัวร้าย ไม่ใช่จอมมารยา แต่เป็นคนชอบเล่นกับเหตุการณ์ ในสถานการณ์ร้ายคิดให้ดีได้ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เป็นคนตรง และมองปัญหาตรงๆ หรือที่เรียกว่าวัตถุวิสัย ไม่ตัดสินใจเรื่องราวในชีวิตโดยใช้อารมณ์เป็นพาหะ

เอ็ดดี้หนีลงมาที่สวนสวย ของโรงแรม บรรยากาศร่มรื่นต้นไม้ ใบไม้แข่งสวย สีสันแปลกตา เอ็ดดี้สีหน้าหมองจัดนั่งทอดอาลัย ปาก้อนหินเล่นลงน้ำในบ่อเล็กๆ ตรงหน้า

ชายหนุ่มถอนหายใจแรงๆ ล้มตัวลงนอนกลางสนามหญ้า มองฟ้า สักครู่ ก็พลิกตัวนอนคว่ำกางแขนกางขา
คุณย่ามองมา หญิงชรายืนอยู่บนระเบียง มองขำๆ
สีหน้าเอ็ดดี้ หมองลงไปอีก เศร้าจริงเศร้าจัง
ไม่นานนักมิสซีสเบนส์ก็เดินมาหยุดยืนอยู่ใกล้
“I don ‘t want to talk….please go away.”
หญิงชราก้มลง จับข้อมือเอ็ดดี้ดึงให้ลุกขึ้น “come on…and listen to me. - ไปกับย่า...ฟังย่า”
สีหน้าเอ็ดดี้ฉงน
“เธอยังไม่หมดหวัง...ยังมีหวัง”
“พ้นจากอัศนัย ยังมีภักดิ์ภูมิ ผมจะมีหวังได้ยังไง” เอ็ดดี้ระบาย
“เธอมีหวัง...เพราะเธอมีฉัน เอ็ดดี้”
เอ็ดดี้ลุกพรวดฉุนนิดๆ “อัศนัย ภักดิ์ภูมิ” คำพูดนั้นดังมาก “don’t you understand?”

ด้านภักดิ์ภูมิเวลานั้นอยู่ในห้องทำงาน กำลังโทรศัพท์อยู่ คอยแล้วคอยเล่า ไม่มีคนรับสาย สักครู่มีคนรับ ภักดิ์ภูมิรีบถาม
“แอนเจล่าครับ”
อัศนัยที่เวลานั้นอยู่บ้าน และเป็นคนรับโทรศัพท์ดอกโศกเอง “ฮัลโหล...แอนเจล่าไม่อยู่ครับเสียใจครับคุณภักดิ์ภูมิ”
อัศนัยพูดจบปิดทันที
“คุณนัย.....” หมื่นงง

ภักดิ์ภูมิ หน้าเสียมาก กดปิดโทรศัพท์แล้วหันมา
ฉัตรทอง ยืนอยู่ด้านหลัง “ออกแล้วยังจะมีงานให้ทำอีกเหรอคะพี่ภูมิ”
“มี....พี่จะมีตลอดชีวิตเลยเลย ฉัตรมีปัญหาอะไรมั้ย” ภักดิ์ภูมิเหลืออด
ฉัตรทองหน้าเสีย “พี่ภูมิ พี่ภูมิไม่สงสารฉัตรเลย”
ภักดิ์ภูมิยืนสะกดกลั้นใจอย่างมาก “พี่ขอโทษฉัตรอย่ากดดันพี่นะ พี่ขอร้อง”
ฉัตรทองนิ่งแต่แค้นลึกๆ

“คุณนัย คุณหนูดอกโศกอยู่ที่สนาม” หมื่นสงสัยไม่วาย ซักอยู่นั่น
อัศนัยย้อน “แล้วไง”
“ไม่ไงหรอก” หมื่นชี้โทรศัพท์ “บอกไม่อยู่อ่ะ”
“ก็ไม่อยู่ตรงนี้ไง้” อัศนัยโยนโทรศัพท์ให้หมื่น รับแทบไม่ทัน “ปิดเครื่องซะด้วย”
“ปิดทำไม”
เสียงหัวเราะของดอกโศกดังแว่วมา อัศนัยหันไปดูแล้วเดินออก
“คุณนัย...ปิดทำไม” หมื่นซักไม่เลิกรา
“ปิด!...อยากโดนเตะ?”
หมื่นรีบปิดเครื่องอย่างเร็วรี่ อัศนัยไปเปิดแผ่นเสียงเพลง “ดอกโศก” พลางถาม
“เคยได้ยินดอกโศกหัวเราะดังแบบนี้มั้ย....ไอ้หมื่น”
“บ่อย” หมื่นบอก
“บ่อย?” อัศนัยทำน้ำเสียงเป็นคำถาม
“บ่อย” หมื่นพยักหน้า ตอบเสียงดังมั่นใจมาก

เสียงเด็กหญิงดอกโศก หัวเราะเสียงดังลั่น แว่วมา น้อยครั้งนัก ที่เด็กหญิงจะหัวเราะแทนร้องไห้ และหัวเราะอย่างเบิกบานอย่างนี้

อัศนัยวางเข็มลงบนแผ่นเสียง เพลงหวานเศร้าเพลงโปรดของอัศนัยดังขึ้นยินไปทั่วทั้งบริเวณบ้าน
“โอ้ดอกโศก เจ้าโศกไฉน...”

วันนั้นเมื่อในอดีตที่บริเวณสนามหญ้าหน้าบ้าน ด.ญ.ดอกโศก วิ่งวนเวียนอยู่ พร้อมกับหัวเราะเสียงดัง หมื่น ทำท่าตามที่ดอกโศกบอก แล้ววิ่งไล่ตามจับ ยี่ห้อหมื่นไม่ธรรมดา เพราะวิ่งคุกเข่า วิ่งบนเข่าตัวเอง
“จับ...พี่หมื่น...จับหนูให้ได้ซี”
หมื่นตามพลางร้องถาม “ลุกได้ยัง”
“ไม่ได้...ต้องนั่งตาม” หมื่นลุก เด็กหญิงบอก “นั่ง...นั่งลงเดี๋ยวนี้”
หมื่นตาม ดอกโศกวิ่ง...วิ่ง แล้ววิ่งอ้าแขนสองข้างไปหาหม่อน หม่อนอ้าแขนรับไว้ในอ้อมแขน หมื่นมาถึง หม่อนเหยียดขากันไว้ กะเอาให้ล้มคะมำ
“อ้าว...แม่”
“เดี๋ยว พักยก ให้คุณหนูกินน้ำก่อน” หม่อนยื่นแก้วน้ำให้
ดอกโศกดื่มน้ำเสียงดัง ตาก็มองหมื่น หมื่นทำท่าจะจับ ดอกโศกกินน้ำไป
กรี๊ด แล้วออกวิ่งหนีต่อ หมื่นตามจนเกือบทัน
ด.ญ.ดอกโศก กรี๊ด วิ่งเข้าไปหาอัศนัย อ้าแขนให้อุ้ม
“คุณนัย.....” เด็กหญิงร้องเรียกลากเสียงยาว “อ๊าย.....” หมื่นจับถูกเฉียดขาไปนิดเดียว
อัศนัยอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยชูตัวลอย เสียงหัวเราะของเด็กหญิงดอกโศกดังก้องไปทั่ว

นึกขึ้นมาแล้ว อัศนัยในวันนี้ก็หัวเราะเบาๆ ดอกโศกนั่งอยู่ข้างๆ ฉงนนัก
“คุณนัย.....หัวเราะคนเดียว”
“เปล่า หัวเราะกับ...”
“คะ” ดอกโศกรอฟัง
“กับเด็กหญิงดอกโศก เกือบ 10 ปีก่อนที่วิ่งวนเวียนอยู่แถวนี้ หัวเราะเสียงดังมาก ไอ้หมื่นเขาวิ่งจับ หนีไปทันมานี่....” อัศัยเล่าอย่างเป็นสุข
“มาไหนคะ”
“มาให้คุณนัยอุ้ม ตัวก็หนักจะตาย”
ดอกโศก หัวเราะคิก “จริงเหรอคะ คุณนัยอุ้มเก่งออกตอนนั้น”
“ตอนนี้ก็อุ้มเก่ง ลองมั้ย” อัศนัยเริ่มขยับตัว
ดอกโศกส่ายหัว “ฮื้อ.....ม่ายอาว..กลัวตก”
อัศนัยมองล้อๆ ดอกโศกมองตอบสีหน้าอิ่มสุข ...เงียบๆ ใจถึงใจทั้งสองดวง
หมื่นเดินออกมาบอก “คุณนัยครับ.... มีแขกมาหาครับ”
“ใครวะ” อัศนัยฉงน

แขกสองคนไม่ใช่ใครอื่น สองแม่ลูก สมใจกับสมปอง กำลังนั่งอยู่กับพื้นบ้านแทบเอาหัวชน ซุบซิบกันอยู่
“ปองเอ๊ย....เอาจริงหรือวะเอ็ง” สมใจปรารภ
“แม่....ฉันสิจะถามแม่ว่าเอาจริงเหรอ ....แม่เป็นต้นคิดนะ”
“ข้าก็ว่า....” สมใจหนักใจเหลือเกิน
“แม่ มันไม่มีทางหรอก คนหนึ่งเราบอกไม่ได้ เราก็ต้องบอกอีกคนเรื่องมันสำคัญ ไม่ให้รู้ไม่ได้” สมปองว่า

เสียงอัศนัยถามขึ้นมา “บอกอะไรครับ”
สองคนตกใจมาก หันไปมอง อัศนัยไหว้สมใจ ในขณะที่สมปองไหว้อัศนัย
“ค่ะ สวัสดีค่ะ” สมใจรับไหว้
“เชิญมานั่งตรงนี้ครับ อย่าไปนั่งกับพื้น”
นั่นแหละสองคนจึงขึ้นมานั่ง
“มีอะไรจะบอกผม...ใช่มั้ยครับ ยายจะบอกอะไรผม ผมได้ยินว่าเป็นเรื่องสำคัญไม่ให้รู้ไม่ได้”
“คุณนัย เราสองคนก็คิดกันหลายวันแล้ว คุณนัยฟังแล้วสัญญาอย่างหนึ่งได้ไหม” สมปองเอ่ยขึ้น
“ไม่ใช่เรื่องดีใช่มั้ย ได้ปองฉันสัญญา....ทั้งๆ ไม่รู้ว่าสัญญาอะไรเนี่ยนะ”
“อย่าบอกไอ้โศก” สมปองพูดรัวเร็วเหมือนไม่กล้าพูด
อัศนัยหน้าขรึมลงทันที “อะไรนะ” ถามย้ำเสียงเบาๆ “เรื่องอะไร”
สมปองมองแม่ ให้เป็นคนพูด
สมใจอึดอัดใจเหลือเกิน “คุณนัย ชั้นไม่อยากพูดเลย มันไม่น่าเป็นเรื่องขึ้นมาได้เลยนะ เวรกรรมจริงๆ”
อัศนัยยิ่งอยากรู้ “ยาย.... เรื่องอะไร เกี่ยวอะไรกับดอกโศก”
“ฉัน.....เจอแม่ของไอ้โศกแล้ว”
“อ๋อ” อัศนัยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก “แล้วทำไมไม่ให้บอกดอกโศก”
“เพราะว่าแม่ของมันก็คือ...”
“ยาย” อัศนัยคราง รู้สึกสังหรณ์ประหลาดเกิดขึ้น หน้าตาตึงเครียดมาก “ไม่....”
“ใช่ ...คุณนัย แม่ไอ้โศกชื่อสุดจิตต์ มันเปลี่ยนชื่อเป็นปรียากมล”
อัศนัยช็อคอย่างแรง นิ่งงันเอามาก
สมปอง จับแขนเขย่าๆ เรียกเบาๆ “คุณนัย... คุณนัยฮะ”
อัศนัยถามย้ำ ไม่อยากเชื่อจริงๆ “ปอง....เดี๋ยวยาย แน่ใจหรือ”
“คุณนัย ....ลูกสาวชั้นนะไม่แน่ใจได้ไง”
คำตอบของสมใจ ทำเอาอัศนัยรู้สึกชาวูบวาบไปทั้งตัว
“เรื่องเป็นยังไงมายังไงฉันจะเล่าให้ฟังทีหลังนะ คุณนัย แต่คุณนัยอย่าบอกไอ้โศกมันนะ”
สมปองย้ำออกมา “คืออย่าเพิ่งบอกน่ะคุณนัย วันหนึ่งมันก็อาจจะรู้แต่มันแบบ...ให้ถึงเวลาจริงๆ”
อัศนัยถามสวนปอง “ปรียากมลรู้มั้ย”
“รู้” สองแม่ลูกตอบพร้อมกัน
“เขารู้เมื่อไหร่” อัศนัยซัก
“หลายวันแล้ว ....เมื่อไหร่นะปอง”
สมปองงง “เอ้า..ก็แม่เป็นคนเจอเขาเอง ถามฉันได้ไง”
“เออจริง เขารู้ก็....ประมาณตอนนั้น ไอ้โศกมันสอบอยู่ใช่มั้ย ข้ายังกลัวมันรู้มันจะสอบไม่ได้”
อัศนัยพึมพำ “นานแล้ว เขารู้นานแล้วเหรอ”
วินาทีนั้นอัศนัยคิดถึงภาพเหตุการณ์ที่ปรียากมลที่พูดถึงดอกโศก และนึกถึงที่ปรียากมลพูดว่า ไม่ยอมให้อัศนัยกับ ดอกโศก
ใบหน้าอัศนัยเวลานี้ ขมวดมุ่น ก่อนจะถามย้ำ “เขารู้นานแล้วจริงเหรอยาย”
“จริ๊ง...ฉันคิดไม่ผิดเวลาหรอก คุณนัย แม่ไอ้โศกมันรู้แล้ว มันไม่ยอมเสียสละให้ลูก” สมใจว่า
สมปองถามอัศนัยอย่างจริงจัง “คุณนัยได้พี่จิตต์เขารึยัง”
“ยาย... ปอง ฉันขอพูดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายนะ จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็สุดแต่ยาย สุดแต่ปอง”
สองคนจ้องเป็นตาเดียว อัศนัยพูดต่อ
“ฉันรักกับลูกสาวยายตั้งแต่เราเป็นนักเรียน เขามาเช่าบ้านของคุณแม่ฉัน ต่อมาก็...เลิกกัน เขาหายไปหลายปี กลับมาอีกทีบอกว่าสามีเขาตาย เรากลับมาคบกันใหม่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่ตั้งแต่รักกันก่อนโน้นจนถึงช่วงหลังนี้ ฉันรับรองว่าเราไม่เคยมีอะไรกันเลย... ไม่เคย” อัศนัยพูดซีเรียส
สองคนทำหน้าเข้าใจ
สมใจพูดบอกเสียงเบาๆ กับสมปอง “ก็ตอนที่เขาหนีเราไปนั่นแหละนะปองเอ๊ย
“ฮื่อ” สมปองพยักหน้า
“ผมรู้ว่าปรียากมลต้องบอกยายว่าเขามีอะไรกับผมแล้ว แต่มันไม่จริง ตัวเขาเองจะต้องรู้อยู่เต็มอก”
“ฉันเชื่อคุณนัย เอ้าเชื่อจริงๆ ไม่แกล้งพูด ฉันเองก็รู้จักคุณนัยมานาน ก็พอๆ กะไอ้โศกมันนั่นแหละ” สมปองบอก
“ดอกโศกจะว่ายังไง” อัศนัยมองสมใจแล้วมองไปที่สมปอง “ปอง ดอกโศก จะทำยังไง” น้ำเสียงเสียงเริ่มสั่นนิดๆ เหมือนจะรู้คำตอบแล้ว
“คุณนัย ฟังยายนะคะ ยายรู้จักดอกโศกดี ถ้ามันรู้ว่าคู่รักเก่าของคุณนัยคนนี้เป็นแม่มัน ต่อให้ไม่ได้เป็นเมีย.... เป็นแค่คู่รัก มันก็ไม่ยอมหรอก”
คำพูดของสมใจกระแทกเข้าหน้าอัศนัยเต็มแรง ถึงกับนิ่งงันไป

ระหว่างนั้นเสียงดอกโศกเรียกหา “คุณนัย อยู่ไหนคะ?”

อ่านต่อตอนที่ 19 เวลา 17.00 น.
กระบือบาล ตอนที่ 18 จบบริบูรณ์
กระบือบาล ตอนที่ 18 จบบริบูรณ์
ขณะที่เจนจิรานั่งเหม่ออยู่ที่หน้าต่างห้องนอนในบ้านพัก ระหว่างนั้นมีเสียงคนเดินขึ้นมาบนเรือน เจนจิราดีใจนึกว่าใจเด็ดกลับมาง้อ “พี่เด็ด” เจนจิรารีบเข็นรถไปที่ประตู แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นสรนุชเดินเข้ามาพร้อมถาดอาหาร “ฉันเอง” “เธอมาทำไม” “ฉันเอานี่” สรนุชวางถาดอาหารลงบนโต๊ะ “มาให้” “ฉันไม่หิว” สรนุชมองเจนจิราก่อนจะเดินเข้ามาหา “เราไม่สามารถเป็นเพื่อนกันได้เหรอ” สรนุชเอ่ยขึ้น “เธอทำอย่างนี้ทำไม” เจนจิราถาม “ฉันไม่อยากเราเป็นอย่างนี้” สรนุชมองเจนจิราด้วยความจริงใจ เจนจิรามองสรนุชก่อนจะตัดสินใจพูดในสิ่งที่คิดเอาไว้
กำลังโหลดความคิดเห็น...