xs
xsm
sm
md
lg

ปางเสน่หา ตอนที่ 18 จบบริบูรณ์

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


 ปางเสน่หา  ตอนที่ 18 อวสาน 

เจนจิรายังไม่กลับกรุงเทพฯ แต่ยังจอดรถซุ่มรอดูเหตุการณ์อยู่แถวโรงพยาบาล จนกระทั่งมีรถปิ๊กอัพของไร่สุขศรีตรังแล่นเข้ามาจอดที่โรงพยาบาล เจนจิราชะงักมองจึงเห็นตรีทศ สม และพงษ์ศักดิ์ก้าวลงมาจากรถลักษณะเหมือนมาเยี่ยมคนป่วย ทั้งสามเดินคุยกันเข้าไปในโรงพยาบาล เจนจิราชะเง้อมองตามแล้วกดโทรศัพท์หาเดนนิส

“เสี่ยคะ มีคนที่ไร่มาเยี่ยมผู้กองเตชิตคะ”
“ดูจนหมดเวลาเยี่ยมแล้วค่อยออกมาสังเกตุการณ์ต่อข้างนอก ถ้ามีสายตรวจหรือคนแถวๆ นั้น สงสัย ค่อยกลับ...เจนจิรา... ขอบใจมาก ... เธอคือคนที่อยู่เคียงข้างฉันอย่างแท้จริง”
เจนจิรายิ้มออกมาอย่างตื้นตันใจ
“ก็เจนรักเสี่ยนี่คะ เสี่ยเป็นที่พึ่ง เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของเจน”
ขณะที่เจนจิราคุยโทรศัพท์ มีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งแล่นเข้ามาในโรงพยาบาล
“เสี่ยจะให้เจนทำอะไร ก็สั่งมาเลยค่ะ เจนทำได้ทุกอย่างเพื่อเสี่ย...อุ๊ย! เดี๋ยวนะคะ อีตาลุงสมมาแล้วค่ะ” เจนจิราเห็นสมเดินมาที่รถเปิดออกแล้วหยิบโทรศัพท์มาโทร “สงสัยจะมีเรื่องเกิดขึ้น อีตาลุงสมกำลังโทรศัพท์ ไม่รู้ว่าโทรถึงใครเดี๋ยวเจนจะโทรไปใหม่นะคะ”
เจนจิราวางโทรศัพท์ลง ยกกล้องส่องทางไกลส่องดูสมจึงเห็น สมคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ในที่สุดสมก็ขึ้นรถขับรถออกไป
“มันจะไปไหนของมัน”
เจนจิรามองตามแล้วลงจากรถเดินเข้าไปในโรงพยาบาล
เจนจิราเดินออกจากลิฟท์มองซ้ายมองขวา แล้วตรงไปที่เคาน์เตอร์พยาบาล
“คุณป้ามาหาใครหรือคะ” พยาบาลถาม เพราะเจนจิราปลอมตัวเป็นคนแก่
“หลายชายจ้ะ เพิ่งได้ข่าวว่าเขามาอยู่โรงพยาบาล ห้องไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน...นี่ป้าก็เพิ่งมาจากกรุงเทพ”
“หลานชายคุณป้าชื่ออะไรล่ะคะ”
“เขาเป็นนายตำรวจจ้ะ ชื่อร้อยตำรวจเอกเตชิตจ้ะ นามสกุล ...” เจนจิราชะงักเพราะไม่รู้ว่าเตชิตนามสกุลอะไร พยาบาลหันมามองหน้ากัน
“ผู้กองเตชิตเสียแล้วค่ะ”
พยาบาลคนหนึ่งบอก เจนจิราผงะไปด้วยความตกใจ
“ฮ้า” เจนจิราเสียงดังอย่างลืมตัว แต่พอนึกได้จึงดัดเสียงเหมือนเดิม “เสียเมื่อไหร่”
“เมื่อสักประมาณครึ่งชั่วโมงได้มั้งคะ”
เจนจิราพยักหน้า รีบเดินไปที่ลิฟท์แล้วทำเป็นหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตา
“คุณป้าคะ”
พยาบาลเรียกแต่เจนจิราทำส่ายหน้า ลงลิฟท์ไป
“เอ๊ะ แล้วทำไมไม่ไปดูศพ” พยายาบหันมาถามกันอย่างแปลกใจ
“แกคงเสียใจมากน่ะ คงจะไปตามพี่น้อง น่าสงสาร...”
เจนจิรากลับมาที่รถแล้วรีบโทรบอกเดนนิส
“เสี่ยคะ ผู้กองเตชิตเสี่ยแล้วค่ะ”
เดนนิสหัวเราะลั่นชอบอกชอบใจ
“ขอให้ไปที่ไม่ชอบ ที่ไม่ชอบ ว่าแต่แน่ใจนะ”
“ค่ะ เจนเพิ่งไปถามพยาบาลเวรเมื่อกี้นี่เอง”
“ไอ้เจ้าพอลมันทำงานดีมาก ต้องให้รางวัลซักหน่อย”
“รางวัลอะไรคะ”
“ฆ่านังเจ้าของไร่ที่มันไปติดพันไง นังนั่นตายมันจะได้มีสมาธิทำงานมากกว่านี้ เอาละ เธอไปพักผ่อนได้พรุ่งนี้มาเอารางวัลที่นี่เลย”
“ที่บ้านเสี่ยหรือคะ”
“ใช่”
“อุ๊ย ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณมาก”
“แค่นี้ละ พรุ่งนี้พบกัน”
“ค่ะ”
เจนจิราสตาร์ทรถจะขับออกไปแต่ต้องชะงักเมื่อเห็นสมขับรถเข้ามาใหม่รถยังไม่ทันจะจอดดีศรีตรังรีบเปิดประตูรถวิ่งลงไป สมตาม
“สมน้ำหน้า นังศรีตรัง”
เจนจิราขับรถออกไป
ศรีตรังและสมเดินผ่านเคาน์เตอร์
“คุณคะ” พยาบาลเรียก สมกับศรีตรังเดินมาหาพยาบาล “ที่คุณสั่งไว้น่ะค่ะ ว่าถ้ามีญาติมาถามหาผู้กองเตชิตให้บอกด้วย”
“มีหรือคะ”
“ค่ะ”
“อายุประมาณ 50 กว่าๆ แต่ยังสวยนะคะ แต่งตัวดี เห็นว่าเพิ่งมาจากกรุงเทพ”
“พอทราบว่า ผู้กองเสียแล้ว แกตกใจมากเลยค่ะ”
“ขอบคุณมากนะคะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
ศรีตรังและสมยิ้มให้แล้วเดินไปที่ห้องเตชิต
“น่าเสียดาย หนุ่มก็ยังหนุ่ม หน้าตาก็หล่อ ไม่น่าอายุสั้นเลย”
พยาบาลหันมาคุยกัน
ศรีตรังและสมเปิดประตูเข้ามาในห้อง ศรีตรังรีบบอกเตชิตเรื่องที่มีคนมาถามหา
“เมื่อกี้ญาติแกมาถามหาแน่ะ”
“ใคร”
“เห็นพยาบาลบอกว่าวัยคราวป้า พอรู้ว่าแกตาย ตกใจ เสียใจเตลิดไปเลย”
“ไอ้บ้า ตกใจเสียใจก็ต้องมาดูซิ จะเตลิดไปไหนได้”
“ด้วยความเคารพ ผู้กองมีป้าสวยหรือครับ”
“ผู้กองไม่มีญาติครับ” ธงบอก ทุกคนหันไปมองธง ธงยิ้มแห้งๆ
“จ่าพูดฟังดูแล้วมันคล้ายๆ ผีไม่มีญาติยังงั้นแหละ”
ตรีทศดูนาฬิกาแล้วบอกเตชิต
“ผู้กองเตรียมตัวได้ครับ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่เขาจะมารับไปห้องดับจิตแล้ว”
เตชิตสะดุ้ง
“เฮ้ย เอางั้นเลยเรอะ”
“ครับ เพราะถ้าหากว่า ทางโน้นส่งคนมาดูก็จะได้ไม่สงสัย”
“เวร”
ทุกคนหัวเราะ
อีกด้านหนึ่งที่บ้านจุรี ขณะนั้นปรายดาวนั่งกระวนกระวายอยู่ในบ้าน
“คุณดาวขา...คุณดาว”
จุรีส่งเสียงดังนำมาก่อนตัว
“อะไรหรือค่ะ ป้าจุ”
“ผู้กองเตชิตเสียแล้วค่ะ” ปรายดาวหน้าซีด ตกใจถอยไปนั่งอย่างหมดแรง “คุณหนูศรีตรังเพิ่มกลับจากโรงบาล”
“อ๋อ...”
“ใครบอกคุณดาวค่ะ”
“ก็ผู้กองเตชิตนอนโคม่าอยู่โรงพยาบาลไม่ใช่หรือค่ะ คิดไปคิดมาก็สมควรตายหรอก”
จุรีอ้าปากค้างมองหน้าปรายดาว
“คุณดาวพูดเหมือนแช่งนะค่ะ”
“แหม ดาวไม่ได้ใจร้ายใจดำขนาดนั้นหรอกค่ะ แต่ดาวเห็นว่าผู้กองเตชิตตายก็ยังส่งพี่ชายชื่อเตโชมาให้เป็นตัวแทน”
“เธอเป็นฝาแฝดกันค่ะ” ปรายดาวเบือนหน้าไปดูทีวี “เป็นฝาแฝดที่เหมือนกันมาก แต่คุณเตชิตน่ะเอาถ่านมากกว่าคุณเตโช” ปรายดาวชักจะลังเลหันมามองจุรี “เห็นคุณหนูศรีตรังเคยเล่านะค่ะว่า วันดีคืนดี คุณเตโชก็ชอบปลอมตัวเป็นคุณเตชิต”
“จริงหรือค่ะ”
“โธ่ ก็คุณหนูศรีตรังเธอเป็นเพื่อนกันมากับคุณเตชิตตั้งแต่เล็กๆ เธอก็ต้องพูดจริงซิค่ะ”
ปรายดาวมองจุรีด้วยความสับสนลังเล
ปรายดาวและจุรีเดินมาที่บ้านศรีตรัง จุรีมีสีหน้าเศร้าๆ ขณะที่ปรายดาวค่อยๆ ชะลอฝีเท้าเหมือนตัวเองเข้ามาผิดที่ เมื่อมาถึงปรายดาวจึงเห็นศรีตรัง เตชิตที่ปลอมเป้นเตโช สม พงษ์ศักดิ์ และตรีทศแต่งดำกันหมด ปรายดาวหันไปมองจุรี จุรีก็ใส่ดำมีปรายดาวที่ใส่สีอยู่คนเดียว สมเงยหน้ามองมาทุกคนเลยมองตาม
“ดาวว่า ดาวกลับก่อนดีกว่า มันรู้สึกแปลกแยกยังไงก็ไม่รู้”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ พวกนั้นเขาแต่งดำเพราะว่าจะไปรับศพที่วัด”
ปรายดาวไม่ฟัง มองมาที่เตชิตแว่บหนึ่งแล้วรีบหันหลังเดินกลับ เตชิตลุกขึ้นทันที
“เฮ้ย ไอ้เต
เตชิตไม่ฟังรีบเดินตาม
ปรายดาวเดินเร็วๆ จะกลับบ้านจุรี เตชิตก้าวยาวๆ ตามมา
“เดี๋ยวครับ คุณดาว”
ปรายดาวรีบเร่งฝีเท้าเป็นวิ่งแต่ที่พื้นมีก้อนอิฐขวางอยู่ เท้าปรายดาวสะดุดถลาล้ม
“อุ๊ย”
เตชิตตามมาทรุดตัวลงนั่ง ส่ายหน้าขณะมอง
“รู้ตัวว่าซุ่มซ่ามแล้วยังอยากจะวิ่ง”
ปรายดาวลืมเจ็บเงยหน้าขึ้นทันที
“คุณว่าฉันซุ่มซ่าม”
“เหตุการณ์แบบเมื่อกี้เรียกเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยครับ นอกจากซุ่มซ่าม”
ปรายดาวเม้มปาก และขยับจะลุกด้วยทิฐิ แต่แล้วก็ทรุดลงไปใหม่ ปรายดาวพยายามอีกแต่ก็ลุกขึ้น
เตชิตนั่งมองแล้วแกล้งปิดปากหาว พูดเสียงหาว
“ยังอีกนานมั้ย ผมจะได้นอนรอ”
“ใครใช้ให้รอล่ะ จะไปไหนก็ไปซิ”
“ไปยังไม่ได้ เพราะผมรู้ว่าคุณโกรธผม”
“ตกลงคุณเป็นใครกันแน่ ... เตชิต ... เตโช ...หรือว่าเตชุย”
“คุณอยากให้ผมเป็นเตไหน ผมก็เป็นได้ทั้งนั้น”
“แน่ละ เพราะพวกคุณจะได้เห็นฉันเป็นตัวตลก ถ้าคุณเป็นเตโช แล้วทำไมคุณถึงทำให้ฉันเข้าใจผิดว่าเป็นเตชิต”
“ก็คุณอยากให้ผมเป็นนี่”
ปรายดาวเกาะกิ่งไม้ใกล้ๆ ลุกขึ้นยืน เตชิตลุกตาม ปรายดาวชะเง้อมองบ้านจุรีซึ่งอยู่ไกลไปพอสมควร
“กว่าจะไปถึงก็ค่ำพอดี”
“ทำไมคุณไม่ไปรับศพน้องชายคุณแทนที่จะมาเยาะเย้ยถากถางฉันล่ะคะ”
“ผมจะไปส่งคุณที่บ้านก่อน”
“ไม่ต้อง ...”
เตชิตช้อนตัวดาวขึ้นทันที แล้วออกเดินไป ปรายดาวพยายามดิ้นจะลง
ที่หน้าบ้านศรีตรังขณะนั้นทุกคนพากันขึ้นรถตู้ โดยจุรียืนร้องไห้อยู่

“ความจริงน่าจะเอาป้าจุแกไปด้วยนะ ดูจริงจังดี”
ศรีตรังบอก ตรีทศขับรถออกไป
เตชิตอุ้มปรายดาวเข้ามาในบ้านจุรีแล้ววางลงบนโซฟา แต่ยังอ้อยอิ่งไม่ถอยออกมา
“เล่นเอาเกือบเป็นลม”
“เอ๊ะ ก็ไม่ได้ใช้ให้อุ้มนี่”
“ไม่เป็นไร คือเสี่ยว่างานนี้อุ้มแล้วรวย เหมือนที่เขาชอบติดหน้าบ้านว่าอยู่แล้วรวย”
เตชิตหยิบหมอนมารองศีรษะให้ปรายดาว ปรายดาวเอื้อมมือจับหนวดเตชิตดึงออก แต่หนวดติดแน่นทำให้หน้าเตชิตก้มตามลงมาด้วย หน้าเตชิตลงมาที่หน้าปรายดาวพอดี ปากแตะปาก ปรายดาวตกใจ เมื่อเตชิตจูบแล้วจูบเลย เตชิตค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ปรายดาวตบอย่างแรงจนหนวดที่มือไปติดที่แก้มเตชิตปรายดาวพลิกตัวคว่ำหน้าร้องไห้ เตชิตมองปรายดาวอย่างเสียใจทั้งๆ ที่หนวดติดแก้มเพราะไม่รู้ตัว
“เสียงหวาน ...”
ปรายดาวพูดอู้อี้อยู่กับหมอน
“ฉันไม่ได้ชื่อเสียงหวาน ไปให้พ้น”
เตชิตยืนมองครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจเดินออกไปเงียบๆ ปรายดาวยังคงร้องไห้
เตชิตเดินกลับเข้ามาในห้อง นั่งนิ่งๆ ครู่หนึ่งแล้วยกมือลูบแก้ม
“มือหนักเหมือนกันแฮะ”
เตชิตชะงักเมื่อมือโดนเอาหนวดที่ติดอยู่บนแก้ม เตชิตรีบหยิบมาดู
“เฮ้ย เกือบซวยแล้ว ดีที่ไม่มีใครเห็น”
เตชิตรีบเดินไปที่กระจกแล้วติดหนวดใหม่ เตชิตพยายามจัดหนวดให้เข้าที่
อีกด้านหนึ่งที่บ้านปรกเดือน แจ๋วยกกาแฟมาเสิร์ฟเดนนิสกับพอลและเสิร์ฟนมสำหรับปรกเดือน
“นายรู้หรือยังว่า ไอ้เตชิตมันตายแล้ว”
เดนนิสบอก พอลจิบกาแฟด้วยท่าทางปกติผิดกับปรกเดือนที่สะดุ้งหน้าซีดด้วยความตกใจ
“อ่านจากหนังสือพิมพ์เมื่อเช้าแล้วครับ”
“ขอตัวก่อนนะคะ”
ปรกเดือนรีบลุกขึ้นเดินออกไป
“ท่าทางเดือนตกใจยังกับรู้จักไอ้เตดี”
“ก็คราวที่ไอ้เตมันมาเจ็บที่โรงพยาบาลเดียวกับยัยดาวไง”
“สงสัยผมคงต้องไปเคารพมันซักหน่อย”
“ฉันมีรางวัลให้นาย”
“ไม่เป็นไรครับ”
“เฮ่ย ไม่ได้ ครั้งนี้นับว่านายมีความดีความชอบ ...ฉันจะยกเจนจิราให้นาย” พอลสะดุ้งเฮือก “ทำไม ดีใจจนสะดุ้งเลยเรอะ”
“ผมคงรับไม่ได้ครับ ผมมีปรายดาวแล้ว”
“แต่ยัยดาวมันหนีไป เอายัยเจนไปก่อนเถอะน่าไม่ต้องแต่งงานแต่งการอะไร เอาแค่ต่างคนต่างสนุก”
“ไม่ได้ครับ ผมถือ”
“ฉันก็ถือเหมือนกัน ฉันให้อะไรใคร คนๆ นั้นก็ต้องรับ”
เดนนิสบอกเสียงเข้มขึ้น
ปรกเดือนกลับเข้าห้องแล้วรีบโทรศัพท์หาปรายดาวทันที
“คะ...พี่เดือน”
“ทำไมเสียงอู้อี้ยังงั้นล่ะ ร้องไห้หรือเปล่า”
“ดาวแพ้อากาศนิดหน่อยค่ะ อยู่ที่นี่กลางคืนค่อนข้างเย็น”
“พี่นึกว่าดาวร้องไห้เรื่องผู้กองเตชิตเสียอีก”
“ฮึ” ปรายดาวทำท่าจะพูดแล้วเงียบไป
“ดาวรู้เรื่องแล้วใช่ไหม เรื่องที่ผู้กองเตชิต เอ้อ...”
“ทราบแล้วค่ะ”
ปรกเดือนถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ค่อยยังชั่ว พี่นึกว่าดาวอาจจะ... ร้องไห้”
“อ๋อ ...ไม่หรอกค่ะ อย่าพูดเรื่องนี้เลย พี่ดาวกับหลานสบายดีนะคะ”
“จ้ะ แล้วดาวล่ะ”
“ก็โอเค ค่ะ ดาวต้องไปแล้วแค่นี้ก่อนนะคะ”
ปรายดาวปิดโทรศัพท์แล้วเดินออกไป
ค่ำวันนั้นพอลมาร่วมงานศพเตชิตที่วัด พอลเดินเข้ามาแล้วนั่งอยู่แถวหลังสุด แววตาพอลเป็นประกายด้วยความไม่พอใจแว่บหนึ่งเมื่อเห็นธากรณ์นั่งติดศรีตรัง แล้วยื่นหน้าเข้าไปกระซิบกระซาบกับศรีตรังโดยศรีตรังฟังอย่างตั้งใจ ช่วงไหนไม่ชัดก็เอียงหูเข้าไปใกล้
ศรีตรังได้ยินเสียงฝากข้อความเข้ามาจึงหยิบมือถือขึ้นมาเปิดดู ที่หน้าจอปรากฏข้อความว่า “ไม่ต้องใกล้กันนักก็ได้ เกรงใจพระบ้าง” แต่ไม่ปรากฏชื่อคนส่ง ศรีตรังชะงักหันขวับมามองแต่บริเวณที่เธอหันไปมองกับว่างเปล่า
“อะไรหรือคะ น้องศรี” ธากรณ์ถามอย่างแปลกใจ
“เดี๋ยวมาค่ะ” ศรีตรังบอกแล้วลุกขึ้น
“น้องศรีจะไปไหน”
“ศรีเพิ่งนึกได้ว่าลืมของไว้ที่รถ”
ศรีตรังเดินออกไปเงียบ โดยธากรณ์มองตามด้วยความเป็นห่วง
ศรีตรังเดินออกมาด้านนอกแล้วเหลียวมองหาแต่ไม่เห็นใคร
“คนบ้า”
ศรีตรังหันหลังกลับ ทันใดนั้นมีเสียงปืนดังสนั่นขึ้น พร้อมๆ กับพอลพุ่งตัวเข้ากอดศรีตรังไว้แล้วกลิ้งหลบไปด้วยกัน เจ็งซึ่งยิงพลาดรีบอาศัยความมืดหนีไป พอลยังคงกอดศรีตรังซึ่งตัวสั่นด้วยความตกใจแน่น
ผู้คนที่นั่งฟังพระสวดรีบวิ่งมาดูศรีตรัง
“เป็นไงบ้าง”
พอลก้มถามเสียงอ่อนโยน ศรีตรังรู้สึกตัว ผลักพอลออกไป
“เกิดอะไรขึ้น” เสนาถาม
“มีคนลอบยิงคุณศรีตรังครับ ไปทางโน้นแล้ว”
“ไป จ่าธง”
“ครับ”
เสนากับธงรีบตามคนร้านไป ธากรณ์เข้ามาจับมือศรีตรังไว้
“กลับบ้านเถอะ”
“ไม่ค่ะ ศรีจะฟังสวดให้จบก่อน”
ศรีตรังเดินย้อนกลับไปที่ศาลา ธากรณ์มองพอลแล้วตามศรีตรังไปตามด้วยตรีทศ เหลือพงษ์ศักดิ์ และสมที่ไม่ได้ตามไป
“ขอบคุณมากนะครับ” พงษ์ศักดิ์บอกกับพอล
“ไม่เป็นไร เผอิญผมจะมาฟังสวดเตชิตเหมือนกัน”
“ด้วยความเคารพ งั้นเชิญเลยครับ”
“ฤกษ์ไม่ดีแล้ว คงกลับดีกว่า สวัสดีครับ”
พอลก้มหัวให้พงษ์ศักดิ์กับสมแล้วเดินออกไป
เมื่อฟังพระสวดเสร็จแล้วศรีตรังจึงกลับบ้าน ทุกคนลงจากรถศรีตรังยกมือไหว้เสนาและธงที่ขับรถตามมาส่ง
“ขอบคุณผู้กำกับกับจ่ามากนะคะ”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ เป็นหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อยู่แล้ว”
“ด้วยความเคารพ แล้วคืนนี้มันจะไม่กลับมาทำร้าย นายศรีตรังอีกหรือครับ”
“ผมจะให้จ่าธงประสานกับตำรวจท้องที่มาคอยดูแลครับ”
“ต้องขอบคุณมาก ไอ้ครั้นจะเรียกคนงานมา มันก็ดึกไป”
“อีกอย่าง เราก็ไว้ใจไม่ค่อยได้ คนงานบางคนก็ไม่เคยเห็นหน้า”
“อ๋อ ไม่ต้องเป็นห่วงครับ จ่าธงจะคอยดูแลความปลอดภัยให้เอง”
“ศรีปวดศรีษะ ขอตัวขึ้นไปก่อนนะคะ”
“เชิญครับ”
ศรีตรังยกมือไหว้แล้วเดินเข้าบ้าน ขณะที่ทุกคนยังคุยกันต่อ
ศรีตรังกลับเข้าห้องแล้วต้องชะงักเมื่อเห็นพอลรอออยู่ศรีตรังเบิกตากว้าง แล้วอ้าปากจะร้อง
พอลรีบคว้าตัวศรีตรังไว้ แล้วอุดปากแน่น ศรีตรังพยายามดิ้นเต็มที่
“อย่าร้อง ผมมาดี ไม่ได้มาร้าย”
ศรีตรังส่ายหน้าไม่เชื่อ ทั้งสองต่อสู้กันไป พอลกอดศรีตรังแล้วอุดปากศรีตรังไว้แน่น
“จะอยู่กันอย่างนี้ทั้งคืนเอามั้ย” ศรีตรังส่ายหน้า “งั้นผมจะปล่อยคุณ แต่อย่าออกฤทธิ์อีก”
ศรีตรังรีบพยักหน้า “แหม...ไม่ค่อยอยากจะเชื่อเลย” ศรีตรังพยักหน้าแข็งขัน “เอาละนะ”
พอลค่อยๆ ปล่อย ศรีตรังหันขวับไปเอาเรื่องทันที พอลซึ่งระวังตัวอยู่แล้ว รีบคว้าแขนไว้
“อยากจะลองดีใช่ไหม”
“เข้ามาในห้องฉันได้ยังไง”
“ก็ไม่เห็นยากนี่”
“ฉันจะแจ้งความ”
“ไม่อายเขาหรือไง ผู้ชายเข้ามาหาถึงในห้อง”
“งั้นก็เอาซิ จะทำอะไรก็ทำ จะฆ่าจะแกงก็เชิญเลย เมื่อกี้ก็ส่ง Message ตามฉันออกไปให้คนยิงทีนึงแล้ว”
“อะไรนะ”
“ไม่ต้องมาตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง ในเมื่อหลอกฉันได้แล้ว กลับเปลี่ยนใจเป็นช่วยเหลือทำไมไม่ยิงให้ตายคาที่ไปเสียเลยล่ะ หรือว่ามีแผนอะไรอีก”
“คุณพูดเรื่องอะไร”
ศรีตรังสะบัดเต็มแรง แล้วหยิบมือถือกดให้ดูข้อความ
“ไม่ใช่ผมแน่ ถ้าเป็นผมจริงต้องมีชื่อหรือเบอร์เหมือนที่เคยโทรถึงคุณทุกครั้ง”
“ถ้าไม่ใช่คุณแล้วจะใคร”
พอลนิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าช้าๆ
“คิดว่าพอจะรู้แล้ว” พอลเดินไปที่ประตู แล้วหันกลับมา “จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ผมไม่เคยคิดทำร้ายคุณ ...”
พอลเปิดประตูเดินออกไป ศรีตรังเปิดประตูตามออกไปแต่พอลหายไปแล้ว

“ไปทางไหนเร็วจัง หรือว่าจะเป็นผี”

 อ่านต่อหน้า 2





 ปางเสน่หา  ตอนที่ 18 อวสาน (ต่อ)  

เช้าวันรุ่งขึ้นขณะที่เดนนิสกำลังนั่งกินอาหารเช้าอยู่ แจ๋วก็เดินเข้ามาหา

“คุณพอลมาพบค่ะ”
“ไปเชิญเขาเข้ามา”
“ค่ะ”
แจ๋วเดินออกไป เดนนิสกินต่อด้วยท่าทางสบายๆ ไม่มีอะไรผิดปกติ พอลเดินนำหน้าแจ๋วเข้ามา
“นั่งซิ พอล แจ๋ว ไปจัดมาให้คุณพอลที่นึงซิ”
“ไม่ต้องครับ ผมไม่หิว” เดนนิสพยักหน้ากับแจ๋วให้ออกไป “เมื่อคืนเสี่ยสั่งให้คนไปฆ่าศรีตรังหรือครับ”
“ถ้าใช่ล่ะ”
“ผมเคยเป็นเพื่อนกับเขา เสี่ยอย่าทำร้ายเขาเลยครับ ศรีตรังเป็นคนทำมาหากินธรรมดา ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร”
“ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร แต่เป็นกับนาย”
“เสี่ย”
“นายรักผู้หญิงคนนั้น แต่มันเป็นเพื่อนกับเตชิต”
“เตชิตตายแล้ว”
“ฉันจะกำจัดนังเจนจิรา มันก็ช่วยเอาไว้” พอลอึ้งไป “มันร่วมมือกับตำรวจให้ที่อยู่กับศัตรูของฉัน”
“แต่เสี่ยก็ให้อภัยเจนจิราแล้ว”
“ท้ายที่สุด มันกำลังจะแย่งนายไปจากปรายดาวซึ่งเป็นน้องเมียของฉันซึ่งถือเป็นการหักหน้ากันอย่างแรง แล้วฉันก็กำลังสงสัยว่ามันให้ที่ซ่อนเด็กโง่ปรายดาวนั่นหรือเปล่า แค่นี้ยังเป็นเหตุผลไม่เพียงพอที่
ฉันจะฆ่ามันอีกเรอะ”
“เสี่ยไม่มีหลักฐาน อีกอย่าง ผมจะแต่งงานกับดาวทันทีที่ตามตัวพบขออย่างเดียว เสี่ยอย่าให้ใครไปยุ่งกับศรีตรัง”
“ถ้านายจัดการส่งของล็อตใหญ่ต้นเดือนหน้าสำเร็จ ฉันอาจจะมีคำตอบให้”
“ผมจะไม่ทำให้เสี่ยผิดหวังแน่”
สีหน้าพอลหนักแน่น เดนนิสสบตาอย่างพอใจ
เจนจิราเดินเข้ามาในห้องรับแขกบ้านปรกเดือนตามด้วยแจ๋วซึ่งมีสีหน้าอึดอัดผะอืดผะอม
ปรกเดือนเงยหน้ามองแล้วชะงักเมื่อเห็นเจนจิรา เจนจิรารีบส่งยิ้มหวานให้ปรกเดือน
“ไม่ต้องแนะนำตัว คุณปรกเดือนก็คงรู้จักฉันนะคะ”
ปรกเดือนพยายามระงับอารมณ์
“มาที่นี่ทำไม”
“มาหาเสี่ยค่ะ แล้วก็ไม่ได้ปั้นจิ้มปั้นเจ๋อเสนอหน้ามาเองนะคะ เสี่ยเป็นคนอนุญาต”
“แต่ฉันไม่อนุญาต เพราะนี่เป็นบ้านของฉัน ในโฉนดมีชื่อฉันเป็นเจ้าของบ้าน”
เจนจิรากรีดเสียงหัวเราะ
“เจนเห็นโฉนดแล้วละค่ะ ชื่อเจ้าของบ้านคือสุมาลี จันทร์แรม ไม่ใช่ ปรกเดือน นาคะปัญญา”
ปรกเดือนชะงัก หน้าซีด แจ๋วเห็นท่าไม่ดีรีบออกไป “เป็นไงคะ เจนน่ะรู้ลึก รู้จริง รู้ดี แถมยังรู้อีกต่อไปด้วยว่าปรกเดือนน่ะตายไปตั้งนานแล้ว” ปรกเดือนมือสั่นปากสั่น “เพราะฉะนั้น ถ้าคุณอ้างตัวว่าคือปรกเดือน แล้วใครล่ะคือ สุมาลี สุมาลี สวมชื่อ ปรกเดือน หรือ ปรกเดือนสวมชื่อสุมาลีกันแน่ แต่ไม่ว่าจะยังไง มันก็ผิดกฏหมายทั้งนั้น”
“ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้”
“เจนจะรอถามเสี่ยค่ะ ว่าจะให้เจนออกไปหรือเปล่า”
“เจนจิราทำงานให้ฉัน”
เสียงเดนนิสดังขึ้น สองสาวหันไปมอง เจนจิรายิ้มแย้มกับเดนนิส เดนนิสและพอลเดินออกมา
“สวัสดีค่ะ เสี่ยขา สวัสดีค่ะพอล”
ปรกเดือนเม้มปากแล้วเดินกลับขึ้นบ้านไปด้วยน้ำตากลบตา
“ฉันบอกให้ไปรอที่บ้านโน้น ไม่ใช่บ้านนี้” เดนนิสดุเจนจิรา เจนจิราแกล้งทำเป็นตกใจ
“ตายจริง งั้นเจนคงฟังผิดไป ต้องกราบขอโทษเสี่ยด้วยนะคะ...สบายดีหรือคะพอล”
เจนจิราหันไปทักพอลแต่พอลเดินออกไปเงียบๆ เดนนิสตบหน้าเจนจิราทันที
“อย่าสู่รู้”
“โอ๊ย เสี่ยตบเจนทำไมค่ะ”
“สั่งสอนไง ถึงเธอจะทำงานให้ฉันสำเร็จ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะตีตนเสมอเมียฉัน หรือฉันได้”
“เจนไม่ใช่ทาสนะคะ แล้วตอนนี้เจนก็รู้ตื้นลึกหนาบางของครอบครัวเสี่ยหมด ถ้าเสี่ยบีบคั้นเจนมากๆ เจนก็อาจจะเอาข้อมูลพวกนี้ไปให้ตำรวจได้”
เจนจิรายิ้มหวานขณะที่เดนนิสค่อยๆ ยิ้มโหดๆ ออกมา
เดนนิสเดินเข้ามาในห้องทำงานแล้วทุบโต๊ะปัง
“นังเจนจิรา ยังไม่ทันไรก็ออกลายซะแล้ว...ปากก็ว่ารักใคร่บูชา ...หน็อยแน่ะ”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเดนนิสหยิบขึ้นมาดู แล้วทำหน้าขัดใจเมื่อเห็นชื่อ
“ว่าไง”
“ตกลงเสี่ยไม่อยู่บ้านหลังใหญ่นั่นแล้วใช่มั้ยคะ” เจนจิราถามมาตามสาย
“เธอจะทำไม”
“เจนขอเถอะค่ะ”
“อะไรนะ”
“แหม เสี่ยได้ยินชัดอยู่แล้ว เจนขอบ้านหลังใหญ่ของเสี่ยแล้วก็เงินซัก 20 ล้าน เพื่อเป็นหลักประกันในอนาคตถ้าเกิดเผื่อเสี่ยไม่เลี้ยงเจน...”
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น เธอถึงได้กลายเป็นคนหน้าเลือดในเวลาชั่วข้ามคืน”
“เพราะเจนมาใคร่ครวญครุ่นคิดดูแล้วว่า เสี่ยไม่ได้รักเจนจริงจัง พูดง่ายๆ คือ เอาไว้ใช้งานเท่านั้น เสี่ยเคยจะฆ่าเจน จึงช่วยไม่ได้ที่เจนจะเชื่อว่าเสี่ยอาจจะยังมีความคิดอย่างนั้นอยู่”
“แล้วที่ทำอย่างนี้ไม่กลัวว่า ฉันจะฆ่าเธอเร็วยิ่งขึ้นเรอะ”
“คิดซิคะ เจนก็เลยพิมพ์เรื่องราวทั้งหมดฝากแบ๊งค์ไว้ แล้วทำพินัยกรรมให้นายตำรวจท่านนึง ถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นกับเจน จดหมายน้อยฉบับนั้นจะถึงตำรวจทันที”
“ฉลาดมาก ตกลง...พรุ่งนี้เธอมาพบฉัน ฉันจะให้ตามที่เธอขอ แต่แค่ไหนแค่นั้นนะ ห้ามเรียกร้องอีก เพราะฉันจะไม่ให้อะไรเลย เป็นไงเป็นกัน”
“แหม เจนไม่ได้โลภขนาดนั้นหรอกค่ะ แค่ไหนแค่นั้น”
“แค่ไหนแค่นั้น” เดนนิสปิดโทรศัพท์ แล้วกดใหม่ “เจ็ง ฉันมีงานให้แกทำ คราวนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด”
เจนจิรากลับคอนโดพร้อมกับข้าวของที่แวะซื้อที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง แต่พอเปิดประตูห้องเข้ามาเจนจิราก็ต้องตกใจถุงข้าวของตกลงกระจายเมื่อเห็นข้าวของภายในห้องถูกรื้อค้นกระจาย เจนจิรารีบหันหลังจะเดินออกไป เจ็งกระโจนมาคว้าตัวไว้ เจนจิราจะร้องก็ร้องไม่ออกเมื่อมือสวมถุงมือของเจ็งบีบคอจนเจนจิราตัวอ่อนขาดใจตาย เจ็งปล่อยเจนจิราลง เจนจิรานอนขาดใจตายท่ามกลางข้าวของกระจัดกระจาย
ขณะนั้นเดนนิสนั่งดูทีวีอยู่ในห้องทำงานด้วยสีหน้าสงบ จนกระทั่งมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ
“ใคร”
“เดือนเองค่ะ”
“เข้ามา” ประตูเปิดออก ปรกเดือนเดินเข้ามา “ยังไม่นอนอีกหรือ”
“เดือนขอคุยเรื่องเจนจิราหน่อยค่ะ เดือนใช้เวลาคิดทั้งวัน แล้วก็สรุปได้ว่า เดือนหมดความอดทนกับเรื่องผู้หญิงคนนี้แล้ว”
“เดือนก็ไม่ต้องทน”
“เสี่ยพูดง่ายๆ อย่างนี้เองหรือคะ เสี่ยจะให้เดือนทำเป็นทองไม่รู้ร้อนปล่อยให้เขามาเยาะเย้ยถากถาง ...”
“เขาจะไม่มาเยาะเย้ยถากถาง หรือแม้แต่เหยียบเข้ามาในบ้านนี้อีกต่อไป” เดนนิสขัดขึ้น
“เสี่ยจะแน่ใจได้ยังไงคะ”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เดนนิสยกมือห้ามไม่ให้ปรกเดือนพูดขณะที่ตัวเองรับโทรศัพท์
“ว่าไง...ดีมาก...ดีมาก” เดนนิสปิดโทรศัพท์แล้วยิ้มกับปรกเดือน “เมื่อกี้เธอถามว่า ฉันแน่ใจได้ยังไงใช่ไหม เอาเป็นว่าฉันแน่ใจก็แล้วกัน” เดนนิสลุกขึ้นเดินมาโอบไหล่ปรกเดือน “ไปนอนได้แล้ว และก็ทำใจให้สบาย”
เดนนิสพูดพลาง พาปรกเดือนมาที่ประตูแล้วเปิดให้ เดนนิสจูบหน้าผากปรกเดือนแล้วปิดประตู
วันรุ่งขึ้นปรกเดือนนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ แล้วเธอก็ต้องตกใจจนหนังสือพิมพ์ตกจากมือเมื่อเห็นข่าวเจนจิรา
“ เจนจิรา”
ปรกเดือนหันมามองแจ๋ว
“ใจหายนะคะ ตอนแจ๋วอ่านพาดหัวข่าวยังแทบช็อค”
“เสี่ยอยู่ที่ไหน”
“ในห้องทำงานค่ะ”
ปรกเดือนหยิบหนังสือพิมพ์แล้วเดินออกไป
ปรกเดือนเปิดประตูห้องทำงานเดนนิสเข้ามาโดยไม่ได้เคาะ เดนนิสนั่งเล่นคอมฯอยู่เงยหน้ามองปรกเดือนอย่างอารมณ์ดี
“มีอะไรหรือ ...”
ปรกเดือนยื่นหนังสือพิมพ์ให้ เดนนิสมองแต่ไม่ได้ยื่นมือมารับ
“ทำไม”
“เจนจิราถูกฆ่าตายเมื่อคืน”
“ขอให้ไปสู่ที่ชอบ ที่ชอบ”
“เสี่ยเป็นคนทำใช่ไหมคะ”
“อ้าว ไหงโยนคุกมาให้แต่เช้าล่ะ เมื่อคืนฉันอยู่บ้านตลอด ไม่ได้ไปไหน”
“เสี่ยไม่จำเป็นต้องลงมือเอง แค่ออกคำสั่งเท่านั้น”
“เอ๊ะ เธอนี่ยังไงกันแน่ ตอนเจนอยู่เธอก็กลุ้มใจ พอเจนตาย เธอก็กลุ้มใจอีก”
“จะไม่ให้กลุ้มได้ยังไง ในเมื่อ ...”
เดนนิสผุดลุกขึ้น แล้วตวาดทันที
“หยุด” ปรกเดือนสะดุ้งเฮือก “จะไปทำอะไรก็ไป แล้วเราจะไม่พูดเรื่องนี้กันอีก” ปรกเดือนเดินแกมวิ่งร้องไห้ออกไป “ผู้หญิงนี่เอาใจลำบาก”
ที่บ้านศรีตรัง ขณะนั้นศรีตรังและทุกคนต่างกำลังอ่านหนังสือพิมพ์ และวางลงแทบจะพร้อมๆ กัน
“ด้วยความเคารพ ขอให้คุณเจนจิราจงไปสู่สุคติ”
“น่าสงสารเธอนะคะ ยังสาวยังสวย”
“เขาเรียกว่า มีแฟนผิดคิดจนตัวตาย”
“ไม่รู้ว่านายพอลเกี่ยวข้องด้วยหรือเปล่า รู้สึกแกจะเป็นมือขวาของเสี่ยเดนนิสด้วย”
ศรีตรังลุกเดินออกไปเงียบๆ
“ด้วยความเคารพ...นายศรีตรังคงเห็นใจลูกผู้หญิงด้วยกัน “
ศรีตรังกลับเข้าห้องแล้วทรุดตัวลงนั่ง ศรีตรังยกมือลูบหน้าแล้วถอนใจยาวเมื่อนึกถึงคำพูดของตรีทศ
“ไม่รู้ว่านายพอลนั่นจะเกี่ยวข้องด้วยหรือเปล่า”
ศรีตรังเบือนหน้าไปมองโทรศัพท์อย่างชั่งใจก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบมา แต่แล้วก็วางไว้อย่างเดิม
ที่บ้านจุรี ปรายดาวปิดโทรศัพท์แล้วถอนใจเฮือกขณะนั้นเตชิตยืนอยู่มุมหนึ่ง ปรายดาวทรุดตัวลงนั่งพิงประตู สีหน้าแววตาเหมือนจะทบทวนเรื่องที่ผ่านมาอย่างเศร้าๆ
“คือยังไงก็ขอให้ดวงวิญญาณคุณเจนจิราจงไปสู่สุคติ”
ปรายดาวยกมือขึ้นพนม เตชิตมองภาพนั้นอย่างเอ็นดู
พอลมาหาเดนนิสที่บ้านปรกเดือน
“นั่งซิ” เดนนิสบอกเมื่อพอลเดินเข้ามา
“ขอบคุณครับ”
“นายอยู่กับฉันมากี่ปีแล้วพอล”
“5 ปีกว่าแล้วครับ”
เดนนิสพยักหน้า แล้วมองเลยออกไปนอกหน้าต่าง
“ฆ่าคนมากี่คนแล้ว”
“ผมไม่เคยนับ”
เดนนิสเบือนหน้ากลับมามองพอล
“เคยคิดจะเลิกมั้ย”
“ไม่”
เดนนิสกับพอลเงียบกันไปครู่หนึ่ง
“วันมะรืนนี้ นายเตรียมพร้อมหรือยัง”
“ประสานงานคนของเราไว้แล้ว รอว่าเสี่ยจะยืนยันสถานที่และเวลาตามที่คุยกันไว้หรือเปล่า”
“คอนเฟิร์ม 2 ทุ่ม ที่บ้านสวนของปรกเดือนนั่นแหละ”
“ครับ ผมจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย แล้วคราวนี้ จะไปเองหรือว่าให้ไอ้เจ็งไป”
“ลูกค้ารายใหญ่อย่างนี้ ฉันจะไว้ใจใครได้ ฉันต้องดูแลเองอยู่แล้วแต่ก็จะเอาไอ้เจ็งไปด้วย ไอ้นี่มันใจถึงดี” เดนนิสถอนใจยาว “2-3 วันนี้ทำไมมันรู้สึกแปลกๆ ก็ไม่รู้”
พอลลอบมองท่าทีของเดนนิสอย่างครุ่นคิด
ธากรณ์กับเตชิตมาหาศรีตรังที่บ้าน ศรีตรังเดินมาวางน้ำอัดลมตรงหน้าคนทั้งคู่
“เชื่อจ่าธงได้แค่ไหนวะ”
“เชื่อได้แน่นอน คนอย่างจ่าธงไม่มีวันหลอกเราไปเชือดแน่”
“ส่งของที่ไหน”
“สุโขทัย”
“ทำไมต้องสุโขทัย” ธากรณ์ถามอย่างแปลกใจ
“เพราะเป็นบ้านเดิมของปรกเดือน“
“แล้ว... เอ้อ...จ่าธงบอกหรือเปล่าว่าใครจะไปบ้าง”
“แกจะถามว่าไอ้พอลไปหรือเปล่าก็บอกมาเถอะ” ธากรณ์มองศรีตรังอย่างพยายามสังเกตเต็มที่ แต่ศรีตรังนิ่ง “มีเรอะไม่ไป มันนั่นแหละตัวดีเลย”
“ฉันจะไปด้วย” ศรีตรังตัดสินใจบอกออกมา
“เฮ้ย แกเป็นผู้หญิง อย่ายุ่งเลย”
“อ้าว ไอ้เต”
“พี่ก็คิดเหมือนไอ้เตนั่นแหละครับ มันอันตรายเกินไป” ธากรณ์บอก
“แล้วแกกับพี่กรณ์จะทำยังไง ถ้าเจอพวกมันกำลังส่งของกันจริงๆ”
“นั่นสิ แกจะขอกำลังตำรวจที่ไหน ผู้กำกับเสนาแกก็ไม่เอา” ธากรณ์หันมาถามเตชิต
“บอกตรงๆ ว่าถึงตอนนี้ ฉันก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าผู้กำกับเป็นพวกไหนถ้าเกิดบอกแก แล้วแกดันเป็นพวกเดียวกับไอ้เดนิสจริงๆ มีหวังได้ไปเกิดใหม่”
“ถ้าไม่มีตัวช่วยยังงี้ แกต้องวางแผนดีๆ นะเว้ย”
“ไม่ต้องห่วงน่า ยังมีจ่าธงอีกคน ว่าแต่แกเถอะ ห้ามบอกไอ้พอลนะ”
“จะบ้าเรอะ หน้ายังไม่อยากจะมอง แล้วเขาก็ไม่ได้มาที่นี่ตั้งนานแล้วด้วยถึงมาก็ไม่ต้อนรับ แกนั่นแหละ ไอ้เต ห้ามเผลอบอกปรายดาวเด็ดขาด”
“รู้น่า”
“รู้น่า รู้น่า ฉันเห็นแกแอบมองเขาตาละห้อยบ่อยๆ”
“นึกออกแล้ว กลุ่มลุงสมไง” ธากรณ์บอก
“เฮ่ย เอาคนแก่ไปเป็นภาระมากกว่า ตกลงเอาตามแผนที่ตกลงกันนี่แหละ” เตชิตสรุป
เมื่อถึงวันนัด เตชิตและพวกจอดรถอยู่แถวคอนโดของพอลโดยไม่ให้เป็นที่สังเกต ทั้งหมดนั่งกันเงียบ แล้วมองไปทางบริเวณทางออก
“สงสัยเขาคงไม่เกี่ยวมั้ง” ศรีตรังบอก
“โน่นไง ไม่เกี่ยวกับผีอะไรล่ะ ตรงเวลาเป๊ะ ตามไปเลยจ่าธง” เตชิตบอกเมื่อเห็นรถพอลขับออกมา
“ครับผม”
ธงขับรถตามพอลไป
ขณะนั้นปรกเดือนโทรหาปรายดาวและพูดสั่งเสียจนปรายดาวผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ
“เดือน พี่เดือนจะไปไหน ทำไมพี่เดือนต้องพูดอย่างนั้นด้วย”
ปรกเดือนพยายามกลั้นน้ำตา ขณะขับรถ
“ไม่มีอะไร พี่ขอให้ดาวดูแลตัวเองให้ดีก็เท่านั้นแหละ”
“แต่เมื่อกี้พี่เดือนจะไม่อยู่”
“แค่นี้นะดาว ไม่ต้องเป็นห่วงพี่ พี่รักดาวมาก”
ปรกเดือนปิดโทรศัพท์กลั้นน้ำตาเต็มที่ ปรายดาวสีหน้าตระหนกวุ่นวายใจและพยายามกดโทรศัพท์หาปรกเดือนแต่ติดต่อไม่ได้จึงโทรหาพอล แต่พอลก็ติดต่อไม่ได้เหมือนกันมีเพียงสัญญาณให้ฝากข้อความ
“พี่พอลก็ไม่รับโทรศัพท์”
พอลขับรถเข้าไปในปั๊มน้ำมัน รถกลุ่มเตชิตแล่นตามมาจอดข้างนอก พอลลงจากรถไปเข้าห้องน้ำ
“ทำไมมันแวะบ่อยจังวะ ตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯ มานี่ 6-7 ครั้งได้แล้วมั้ง” เตชิตบ่น
“สงสัยท่อรั่วว่ะ”
กลุ่มของเตชิตรอพอลอย่างจดจ่อ แต่ทุกอย่างในปั๊มเป็นปกติรถเข้าออกอีกหลายคัน แต่รถพอลยังอยู่ที่เดิม
“เฮ้ย มันนานผิดสังเกตแล้วนะเว้ย”
“ผมลงไปดูเองครับ”
ธงเปิดประตูเดินแกมวิ่งลงไปที่ปั๊มน้ำมัน แล้วเลยไปที่ห้องน้ำ ธงรีบเข้าไปดูในห้องน้ำแต่ภายในห้องน้ำว่างเปล่า ธงรีบเปิดประตูทุกห้องในแต่ละห้องไม่ปรากฏว่ามีใคร ธงรีบวิ่งหน้าตาตื่นกลับมาหาเตชิต
“มันไปแล้วครับ”
“ไอ้บ้าเอ๊ย”
ธงขึ้นรถ แล้วรีบขับออกไป
“เอาไงดีวะ มันรู้ตัวหนีไปแล้ว” ธากรณ์ถามขึ้นมา
“ต้องใช้แผน 2 ไอ้กรณ์ แผนที่”
ธากรณ์รีบควักกระดาษที่เขียนแผนที่คร่าวๆ ออกมา
“เฮ้ย ช้าๆ หน่อยจ่าธง ถึงจะมีแผนที่ แต่เราก็ไม่ชำนาญเส้นทาง”
ธากรณ์บอก ธงขับรถไปโดยมีเตชิตและธากรณ์คอยมองทาง
ธงขับรถมาจนพระอาทิตย์ตกดิน จึงจอดรถที่ร้านอาหารข้างทาง
“ผู้กองกับคุณธากรณ์จะทานอะไรครับ” ธงหันไปถาม
“อะไรก็ได้ที่ง่ายที่สุด เร็วที่สุด อร่อยที่สุด” ธากรร์บอก
“เฮ้ย เดี๋ยวก่อน” เตชิตรีบบอกเมื่อเห็นลูกน้องเดนนิสเดินออกจากร้านอาหารมาขึ้นรถ
“อะไรของแกวะ”
“ไม่ต้องกินแล้ว ขับรถตามไอ้นั่นไปมันเป็นลูกน้องไอ้เดน”
“ใครวะ”
“เดนนิสไง เรียกสั้นๆ” ลูกน้องเดนนิสขับออกไป ธงขับตาม “อย่าให้มันรู้ตัวล่ะ”
“ไม่ต้องเป็นห่วงครับผู้กอง”
“ห่วงซิวะ ปล่อยไอ้พอลหลุดไปคนนึงแล้ว”
รถปิ๊กอัพของลูกน้องเดนนิสขับเลี้ยวเข้าไปในซอยเล็กๆ ซอยหนึ่ง
“เอาไงต่อไปครับผู้กอง” ธงถามขณะจอดรถอยู่ปากซอย
“สละเรือ”
ธงขับรถเลยซอยไปจอดหลบไว้ จากนั้นทั้งสามคนก็ลงจากรถแล้วเดินย้อนเข้าไปในซอย
บรรยากาศในซอยเงียบสงบเพราะเป็นซอยส่วนบุคคล เตชิต ธากรณ์ ธงเดินอย่างระมัดระวังเข้ามา
จนเตชิตทำสัญญาณให้หยุด แล้วหลบข้างทางชี้ไปข้างหน้าจึงเห็นตึกเก่าๆ อยู่ตรงหน้า มีเสียงเครื่องยนตร์ดังมาจากข้างหลัง ทั้งสามก้มหัวหลบจนพุ่มไม้บังมิด แล้วมองออกไปเห็นขบวนรถแล่นผ่าน
เตชิต ธากรณ์ ธงค่อยๆ ลัดเลาะไปเรื่อยๆ จนกระทั่งใกล้ตึกซึ่งไม่มีคนอยู่ เตชิตทำสัญญาณให้หลบดีๆ เพราะที่ตึกมีชายฉกรรจ์หลายคนซึ่งมากับรถลงมายืนจังก้าพร้อมอาวุธครบมือ
“กล้องแกถ่ายจากตรงนี้ได้หรือเปล่าวะ” เตชิตถามธากรณ์
“ใกล้กว่านี้หน่อยได้แน่ แต่ลองดูตรงนี้ก่อนก็ได้”
ธากรณ์ปรับเลนส์กล้องไปเรื่อยๆ แล้วส่งให้เตชิตดู ภาพจากกล้องชัดเจน
“แจ๋วเลยว่ะ”
“ขอดูบ้าง” ธากรณ์เลื่อนรูปไปเรื่อยๆ แล้วหยุดชะงัก “ดูนั่น”
ธากรณ์บอกเมื่อเห็นพอลนั่งอย่างสบายบนระเบียงชั้นบน

“ไอ้พอล วันนี้แกเสร็จแน่”

 อ่านต่อหน้า 3 





 ปางเสน่หา  ตอนที่ 18 อวสาน (ต่อ)  


เดนนิสกำลังทักทายกับแอนโตนิโอ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โดยมีลูกน้องของทั้งสองฝ่ายล้อมรอบคุมเชิง

“ยินดีที่ได้พบกับเสียที มิสเตอร์แอนโตนิโอ”
“เช่นกัน มิสเตอร์หยาง”
“เรียกผมเดนนิสดีกว่า เราคนกันเอง ! ผมได้ยินชื่อคุณมานานแล้ว! เป็นเกียรติที่ได้พบกันเสียที”
“คุณต่างหากที่ให้เกียรติผม ! ผมเคยติดต่อคุณแล้วครั้งหนึ่งตอนคุณอยู่อเมริกาคุณอาจจำไม่ได้”
“ผมจำได้...” เดนนิสบอก
จังหวะนั้นพอลเดินลงมาพอดี
“พอล! มารู้จักมิสเตอร์ แอนโตนิโอซิ ! พอลเป็นเหมือนน้องชายของผม” เดนนิสแนะนำ
พอลจับมือแอนโตนิโอที่ยื่นมาอย่างสุภาพ
“เป็นเกียรติที่ได้รู้จักครับ”
“เช่นกัน... ผมได้รับข้อมูลเบื้องต้นของคุณแล้ว ข้อเสนอของคุณดีมาก แต่...” แอนโตนิโอทอดระยะ
เดนนิสและกลุ่มลูกน้องนิ่งไป โดยเฉพาะเดนิสเริ่มเป็นกังวล
ทว่าแอนโตนิโอยิ้มออกมา “ต้องขอทดลอง สินค้าก่อน”
เดนนิสและคนอื่นๆ ยิ้มออก

เวลาเดียวกันนั้นศรีตรังเปิดประตูรถตามลงไป
“ขอโทษด้วยนะ ไอ้เต ! ขี้เกียจรอว่ะ”
แล้วศรีตรังก็ตามเข้าไปในซอย

แอนโตนิโอแตะผงสีขาวชิม แล้วนิ่งไป เพื่อรอจังหวะให้ลิ้นได้ซึมซับรสชาติ กลุ่มของเดนนิสลุ้นไปตามๆ กัน
“อึ้ม....ม....โอเค” แอนโตนิโอเอ่ยขึ้น
เดนิสยิ้มกว้าง โล่งอก เช่นเดียวกับแอนโตนิโอ
“นี่เป็นค่ามัดจำ” แอนโตนิโอหันไปพยักหน้าให้ลูกน้อง
ลูกน้องตัวสูงใหญ่ยกกระเป๋ามาวางตรงหน้า แล้วเปิดให้ดู ภายในกระเป๋าเป็นธนบัตรใบละพันวางอยู่เต็มอย่างเป็นระเบียบ
เดนนิสหยิบมาปึกหนึ่ง ตรวจดู แล้ววางลงอย่างพอใจ แล้วหันไปพยักหน้ากับเจ็ง
เจ็งยกกระเป๋าเอกสารมาวาง แล้วเปิดให้เห็นถุงยา
ทั้ง 2 ฝ่ายจับมือกัน อย่างพออกพอใจ บรรยากาศชื่นมื่น และทำท่าจะจบลงด้วยดี ระหว่างนั้นพอลค่อยๆ หลบออกไปโดยไม่ทันมีใครสังเกต
“หวังว่าเราคงได้ทำธุรกิจร่วมกันอีก”
“แน่นอน”
ระหว่างนั้นเองก็มีเสียงดังขึ้น เป็นเสียงของผู้กำกับฯเสนา
“เจ้าหน้าที่ล้อมไว้หมดแล้ว ! วางอาวุธให้หมด”
ทุกคนหน้าซีดตกใจ แอนโตนิโอและเดนนิส ชักปืนพกออกมา
“ตำรวจรู้ได้ไง”
เดนนิสชะเง้อดูทางหน้าต่าง เห็นกำลังตำรวจจำนวนมากพอสมควร กำลังเคลื่อนเข้ามายังตึก
มีเสียงปืนดังโต้ตอบกันภายนอก
เจ็งหันหาพอล “คุณพอล .... อ้าว! คุณพอลไปไหน”
ทุกคนทั้งหลบทั้งต่อสู้
“เฮ้ย ! คุ้มกันให้หน่อย ฉันจะพาเสี่ยออกไป ทางนี้ครับเสี่ย” เจ็งตะโกน
เดนนิสคว้ากระเป๋าเงิน ตามเจ็งออกไป
ไม่นานนัก กำลังตำนรวจ เริ่มบุกเข้ามาภายในอาคาร ผู้กำกับฯเสนานำตำรวจเข้ามา โดยเตชิตและธากรณ์ ตามเข้ามาด้วย ทั้ง 2 ฝ่ายยิงต่อสู้กันอย่างดุเดือด บ้างล้มตายบ้าง ที่เหลือถูกจับได้หมด รวมทั้งแอนโตนิโอ



ทางด้านเจ็งพาเดนิสออกมา แต่ถูกตำรวจล้อมและจะเข้าคุมอยู่
“เสี่ยไปก่อน ... ผมจะคุ้มกันให้” เจ็งบอก
เจ็งยิงต่อสู้ ขณะเดนนิสอาศัยความชำนาญพื้นที่ของบ้านปรกเดือน และความมืดลัดเลาะออกไป
ในที่สุดเจ็งก็ถูกยิง ล้มลงไปกองกับพื้นตายคาที่

เดนนิสเดินลัดเลาะมาเรื่อยๆ ระหว่างนั้นก็มีเสียงเรียกขึ้น
“เดนนิส”
เดนนิสหยุดชะงัก หันไปทางทิศที่มาของเสียง เห็นปรกเดือนก้าวมาจากเงามืดของต้นไม้ใหญ่ สีหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก
เดนนิสแปลกใจ แต่ก็โล่งใจ “ปรกเดือน” เหน็บปืนที่เอว แล้วเดินมาคว้าข้อมือ “เร็วเข้า... เราต้องรีบไป”
ปรกเดือนกลับแข็งขืนตัวไว้ “ไปไหนคะ”
“ก็ไปให้พ้นจากที่นี่น่ะซิ ไม่ได้ยินเสียงปืนเรอะ ตำรวจมันกำลังมา! หนีเร็ว”
สีหน้าปรกเดือนยังคงราบเรียบไม่ยินดียินร้าย “หนีแบบเสี่ยไม่พ้นหรอกค่ะ หนีแบบเดือนดีกว่า”
“ปรกเดือน นี่ไม่ใช่เวลามาโยกโย้นะ” เดนนิสเริ่มฉุน จึงไม่ฉุกใจคิด
ปรกเดือนยกปืนที่ถือไขว้หลังไว้ออกมา แล้วจ่อหน้าเดนนิส
“เดือน! อย่า อย่าทำอะไรบ้าๆ” เดนนิสตกใจ
“คุณเคยบอกเดือนตอนที่ขอร้องให้เลิกอาชีพนี้ว่า หนทางของเรามีแต่เดินต่อกับตาย เดือนไม่อยากเดินต่อไปแล้ว เพราะยิ่งเดินก็ยิ่งเหนื่อย ยิ่งเดินคุณก็ ยิ่งทำลายชีวิตคนระหว่างทางอีกมากมาย เดือนไม่อยากให้คุณทำบาปไปมากกว่านี้ เราไปอยู่ด้วยกัน 3 คน พ่อแม่ลูกเถอะนะคะ”
ปรกเดือนขยับไกปืน
เดนนิสผงะร้องลั่น “อย่า”
“เดือนรักคุณ” ปรกเดือนเหนี่ยวไกปืน เปรี้ยง
ลูกกระสุนฝ่าอากาศเข้าตรงแสกหน้าเดนนิสพอดิบพอดี
เดนนิสสะอึก เบิกตาโพลงค่อยๆ ทรุดตัวลง กระเป๋าบรรจุเงินเริ่มตกลงจากมือ กระแทกเปิดออกเห็นเงินจำนวนมาก ซึ่งสุดท้ายเขาไปก็เอาไปด้วยไม่ได้
ปรกเดือนทรุดตัวลง แล้วจ่อปืนมาที่ท้อง
“เดือนรักคุณ เราไปอยู่ด้วยกันนะคะ”
สีหน้าปรกเดือนยังดูเลื่อนลอยปืนยังคงจ่ออยู่ที่ท้อง ในขณะที่เดนนิสคว่ำหน้าลงสิ้นใจตายคาที่
ปรกเดือนขยับตัวยกมือลูบผมเดนนิสอย่างรักใคร่
“คุณไม่เคยนิ่งฟังเดือนดีอย่างนี้เลย เราจะไปอยู่ด้วยกัน มีพ่อ มีแม่ มีลูก”
ปรกเดือนจะยกปืนเหนี่ยวไก ระหว่างนั้นก็มีเสียงร้องห้ามดังลั่น
“อย่า”
และก่อนที่เสียงปืนจะดังขึ้น เป็นศรีตรังที่พุ่งตัวเข้าแย่งปืน
“ปล่อยฉัน! ฉันจะไปอยู่กับครอบครัว ! ปล่อย”
“ใจเย็นๆ คุณปรกเดือน ! อย่าทำอย่างนี้”
ทั้งคู่แย่งกันไปมา จังหวะหนึ่งก็มีเสียงปืนดังขึ้น ก่อนจะเห็นศรีตรังค่อยๆ แกะปืนออกจากมือปรกเดือน ดูคล้ายๆ ปรกเดือนถูกศรีตรังยิง!

ปรายดาวกรี๊ดตกใจตื่นขึ้น จากฝันร้าย ปรายดาวร้องไห้จนตัวสั่น “พี่เดือน! พี่เดือน”
เสียงจุรีเคาะประตู
“คุณดาว ... คุณดาวคะ เปิดประตูให้ป้าหน่อยค่ะ”
ปรายดาวค่อยๆ ลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู พอประตูเปิดออกปรายดาวโผเข้าไปกอดจุรีแน่น
“ป้าจุขา”
จุรีกอดปลอบ “ฝันร้ายหรือคะ คุณดาว ไม่มีอะไรแล้วนะคะ คุณดาวตื่นแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว”
จุรีลูบหลังปลอบโยนปรายดาวซึ่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่อย่างนั้น

เวลานั้นพอลค่อยๆ ช้อนตัวปรกเดือนขึ้น เตชิต และทุกๆ คนยืนมอง รวมทั้งศรีตรัง ผู้กำกับฯเสนาเข้ามาพร้อมตำรวจ และเปลหาม
ตำรวจวางเปลลง ยกร่างไร้วิญญาณของเดนนิสขึ้นเอาผ้าปิดคลุมแล้วแบกไป ตามด้วยผู้กำกับฯเสนา
เตชิดกอดคอศรีตรังให้เดินตามพร้อมกับธากรณ์

บรรยากาศรายรอบสถานีตำรวจ เช้าวันนี้ดูคึกคัก ภายในเตชิตเดินเข้ามา แล้วทำความเคารพผู้กำกับฯเสนา สีหน้าท่าทางเตชิดดูเจื่อนๆ
“นั่งซิ”
เตชิตรับคำเสียงเบา “ขอบคุณครับ”
เตชิตค่อยๆ หย่อนก้นลงนั่ง
ผู้กำกับฯเสนา เอนหลังพิงพนักแล้วมองเตชิตเต็มตา “ได้นอนบ้างหรือยัง”
“ก็ ... ดูเหมือนจะยังเลยครับ”
“แล้วดูเหมือนนายจะสงสัยว่าฉันกับพอลเป็นพวกเดียวกับเดนิสด้วย” ผู้กำกับฯ เสนาถาม
เตชิตยิ้มแห้งๆ “หรือครับ ...เอ้อ!” เตชิตก้มลงไหว้อย่างสวย “ผมต้องขอประทานโทษผู้กำกับอย่างสุดซึ้งครับ”
“ฉันจะลงโทษนายยังไงดี ที่ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา”
“ผมยอมรับผิดทุกอย่าง”
จู่ๆ ผู้กำกับฯเสนา ลุกพรวดขึ้น เตชิตสะดุ้งเฮือกลุกตาม
ผู้กำกับฯเสนา หน้าตาดุ “คราวนี้ยกให้”
เตชิตงง “ครับ”
“ไม่อยากจะเอาเรื่องเพราะนายไม่ได้ทำภารกิจล้มเหลว”
เตชิตยิ้มปลื้ม “แถมยังช่วยให้ดำเนินไปด้วยดีอีกครับ”
ผู้กำกับฯเสนานิ่วหน้า
“ขอประทานโทษครับ” เตชิตจ๋อย
“ส่วนรูปที่เพื่อนนายถ่ายไว้ ฉันจะยึดไว้เป็นหลักฐาน”
“ด้วยความยินดีและเต็มใจอย่างยิ่งครับท่าน ... เอ้อ.... ผมต้องขอประทานโทษอีกครั้ง”
“นายควรจะไปขอโทษพอลด้วย” ผู้กำกับฯเสนากำชับ
เตชิตทำหน้าไม่อยากจะขอโทษนัก

ในขณะที่จ่าธงกำลังเล่าเหตุการณ์ให้เพื่อนตำรวจฟังอยู่ที่หน้าห้องผู้กำกับนั้น พอลเดินเข้ามา ตำรวจคนอื่นทำหน้าเจื่อนๆ
“ผมนี่เป็นคนวางแผนทั้งหมด เรียกว่าเป็นมันส์สมองเลยละ!” จ่าธงคุยโว
ตำรวจแยกย้ายไปทีละคน 2 คน
“อ้าว ! ไปไหนล่ะ ! ไม่ฟังต่อเรอะ”
“ผู้กำกับอยู่หรือเปล่า”
“อ้อ! ยังเหลืออีกคนนึง”
จ่าธงหันกลับมา แล้วต้องสะดุ้ง
“ ผู้กองพอล”
พอลตบไหล่จ่าธงเบาๆ “เก่งมากนี่ มันส์สมอง”
แล้วพอลก็เดินเลยไปห้องผู้กำกับฯเสนา

ครู่ต่อมาเสียงเคาะประตูเบาๆ
“เข้ามา”
ประตูเปิดออก พอลเดินเข้ามา ทำความเคารพผู้กำกับฯเสนา
เตชิตหันไปดู ทั้งคู่สบสายตากัน แล้วเตชิตหันกลับ
“กำลังเล่าให้เตชิตฟังว่า แผนลับของเราคือ ทำให้เดนนิสชะล่าใจว่า สามารถแทรกซึมเข้ามาใน สนช. และควบคุมเอาไว้ได้ .... รอโอกาส ที่จะตลบหลังมันอีกที .... มันคิดว่ามันรู้ความเป็นไปของเราทุกอย่าง โดยไม่ได้ระแวงว่าเรานั่นแหละรู้ความเคลื่อนไหวของมัน ... พอลคือ สายของเราที่ส่งเข้าไปอยู่กับเดนนิส”
เตชิตหันไปมองอีก พอลก้มศรีษะให้นิดๆ ผู้กำกับฯเล่าต่อ
“ความจริงพอลก็ไม่เชิงเป็นสายให้เรานัก เขาเป็นคนที่ทางการสหรัฐส่งมา ปฏิบัติภารกิจลับร่วมกับเรา! ธุรกิจมืดของเดนนิส หยาง ในอเมริกาเข้มแข็งมาก ทางนั้นเขาอยากจะโค่นล้มทำลายให้สิ้นซาก แต่มันก็ฉลาดเป็นกรด จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน เพราะตัวมันอยู่ทางนี้ แต่มีตัวแทนที่โน่น ตอนที่มันขยาย อำนาจเข้ามาในเอเชียโดยเลือกประเทศไทยเป็นฐาน ทางการสหรัฐก็เลยเลือก สายลับที่เป็นคนไทย เพื่อแทรกซึมเข้าไปในองค์กรของมัน”
เตชิตเหลือบมองดูพอลอีกแว่บหนึ่ง
“ซึ่งพอลก็คือคนที่ถูกเลือก เขาเริ่มภารกิจตั้งแต่ยังอยู่ในอเมริกาจนติดตามมัน เข้ามาในเมืองไทย และนี่เป็นสาเหตุที่แท้จริงที่ผมต้องกันคุณออกจากคดีนี้ เพราะเราจะเสี่ยงให้พอลพลาดไม่ได้ ! ไม่งั้นทุกอย่างจบ!”
“ปกติเดนนิส หยาง จะไม่ออกหน้าเอง แต่แอนโตนิโอเป็นลูกค้ารายใหญ่ มันก็เลยจำเป็นต้องมาดูแล ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ที่มันออกหน้าเอง...ไม่นึกว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายด้วย” พอลเล่าเสริม
“เป็นอันว่า พวกคุณเข้าใจกันแล้วนะ”
ทั้ง 2 คนนิ่งกันไป
“อ้าว นิ่ง นิ่งกันหมด เตชิต พอล!”
“ครับ”2 คนประสานเสียง
ผู้กำกับฯเสนาพยักหน้าให้กับทั้ง 2 คน เตชิตกับพอล จำใจยื่นมือออกจับกัน

ไม่นานหลังจากนั้นเตชิตและพอลเดินออกมา บรรดาตำรวจในบริเวณนั้น และจ่าธง ต่างทำความเคารพ โดยเฉพาะจ่าธงหน้าตาแป้นแร้นให้ ทั้ง 2 ต่างคนต่างเดินออกมาจากสถานี โดยไม่พูดไม่จากัน แล้วทำท่าจะแยกย้ายกันไป
ในที่สุดเตชิตก็ตัดสินใจเรียกไว้ “เดี๋ยว...”
พอลหยุดเดิน แล้วหันกลับมา
“จะกลับอเมริกาเลยหรือเปล่า”
“ฉันยังมีธุระต้องสะสาง .. คงใช้เวลาสักระยะ”
“เรื่องศรีตรัง...”
“ต้องขอแสดงความยินดี จะแต่งเมื่อไหร่ก็บอกด้วย ถึงไม่อยู่ ก็จะส่งการ์ดมาอวยพร”
“ศรีตรังกับฉันไม่ได้มีอะไรกัน”
พอลซึ่งกำลังเดินแยกไปขึ้นรถ ชะงัก หันกลับมา
“ตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว สงสัยเคมีจะไม่เข้ากัน เลยเป็นได้แค่เพื่อนที่สนิทกันที่สุด” เตชิตย้ำคำ
พอลยังคงยืนนิ่ง
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีผู้ชายดีๆ ทุกสาขาอาชีพมาติดพัน แต่ศรีมันก็ไม่ยอม ลงเอยกับใครเลย! ... พอฉันยุ มันก็ยืนยันว่ามันจะขึ้นคาน แต่ฉันคิดว่า มีผู้ชายคนเดียวที่จะสอยมันลงมาจากคานได้ นั่นคือ ผู้ชายที่ชื่อ เพชร หาญรณรงค์”
เตชิตเน้นคำตรงประโยคหลัง !
“ฉันชื่อ พอล” พูดจบพอลเดินตรงไปที่รถ
เตชิตฉุนขาด “ไอ้หน้าโง่”
ทุกคนในบริเวณนั้นชะงัก
“ฉันจะบอกไอ้ศรีให้มันกรวดน้ำคว่ำขันกับไอ้ผู้ชายหน้าโง่ ที่ชื่อ ไอ้เพชร หาญรณรงค์!”
พอลขบกราม แน่น
“อ๊ะ .... อ๊ะ! แกไม่ต้องเดือดร้อน เพราะแกชื่อไอ้บ้าพอล ไม่ใช่ไอ้โง่เพชร!”

เตชิตพูดจบก็เดินไปขึ้นรถ แล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว

อ่านต่อหน้า 4





 ปางเสน่หา  ตอนที่ 18 อวสาน (ต่อ)  

เวลาผ่านไป...พอลมารับปรายดาว และเวลานี้กำลังเปิดประตูให้ปรายดาวเข้าไปนั่งในรถ ส่วนตัวเองอ้อมมานั่งที่คนขับ

“อยากไปไหนต่อหรือเปล่า”
“ไม่ค่ะ ... ดาวอยากกลับบ้าน”
พอลยิ้มให้ “ตกลง...พี่จะพาดาวกลับบ้าน”
ปรายดาวคาดเข็มขัด
“นั่งหลับไปก็ได้ เพราะกว่าจะถึงก็คงใกล้ค่ำ”
ปรายดาวหันมามองพอลงงๆ ในขณะที่พอลขับรถออกไปด้วยสีหน้าแจ่มใส

ไม่านานนักทั้งคู่ก็มาปรากฎตัวที่บริเวณรีสอร์ทสุขศรีตรังซึ่งใกล้จะสร้างเสร็จแล้ว พอลขับรถตามมอเตอร์ไซค์สมมาจอดที่บริเวณออฟฟิศ
ศรีตรังเงยหน้ามองรับรู้ ในขณะที่ 2 คน ก้าวตามสมเข้ามา
“ด้วยความเคารพ ! ออฟฟิศใหม่ครับ”
“น่าสบายจัง” ปรายดาวว่า
ศรีตรังพยายามบังคับกรอบสายตาตนให้มองอยู่แค่ปรายดาว ขณะสมกลับออกไป
“เชิญค่ะ ...”ศรีตรังหยิบมาลัยดอกมะลิคล้องคอปรายดาวฃ
ปรายดาวยกมาลัยขึ้นมาดม “หอมจัง”
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือคะ” ศรีตรังถาม
“ก็ค่อยๆเข้ารูปเข้ารอยบ้างแล้วละค่ะ”
“ไหนพวงมาลัยของผมล่ะ” พอลทวง
ศรีตรังทำหูทวนลม เดินมาจูงปรายดาวไปนั่งคุย
“อะลัดตั๊ดต๊า กลับมากันแล้ว” จุรีหยิบพวงมาลัยคล้องให้พอล “ยินดีต้อนรับค่ะ”
พอลยกขึ้นมาดม “ก็ยังดี”
“อะไรยังดีคะ” จุรีสงสัย
“ก็ยังดีที่มีคนเต็มใจต้อนรับผมไงครับ” พอลประชด
“นี่พี่พอลเป็นคนพามานะคะ ดาวนึกว่าจะพากลับบ้าน แต่พี่พอลพามาที่นี่” ปรายดาวประหลาดใจ
“ก็ระยะหลังๆ ดาวอยู่ที่นี่จนเหมือนบ้านไม่ใช่หรือ” พอลว่า
“ก็นั่นซีคะ”
“ตกลงคุณดาวจะยังทำงานที่นี่ต่อมั้ยคะ” ศรีตรังถาม
“ก็อยากนะคะ ... แต่เผอิญมีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย”
สีหน้าปรายดาวเศร้าลง
ศรีตรังเข้ามาจับแขนปรายดาวอ่อนโยน “เสียใจด้วยนะคะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เรื่องมันผ่านไปแล้ว ตอนนี้พี่เดือนไม่มีใคร ดาวคงต้องอยู่กรุงเทพฯ เพื่อจะได้ไปเยี่ยมพี่เดือนทุกวัน .. อีกไม่เท่าไหร่ก็คงจะคลอด แล้วด้วย”
“ศรีเข้าใจค่ะ ว่าแต่คืนนี้คุณดาวต้องพักที่นี่นะคะ รับรองว่าจะบริการอย่างดีเยี่ยมเลย”
ปรายดาวหันไปถามพอล “ตกลงมั้ยคะ พี่พอล”
“ตามใจดาวซิ! คุณศรีตรังชวนดาว ไม่ได้ชวนพี่นี่”
“งั้นตกลงค่ะ”
“งั้นป้าจุพาคุณดาวไปที่บ้านตัวอย่างเลยนะคะ”
“ค่ะ ... เชิญค่ะ .... คุณดาว” จุรีบอก
“แล้วพี่พอลล่ะคะ” ปรายดาวสงสัย
“เจ้าของเขาไม่ชวน พี่พักโรงแรมข้างนอกก็ได้” พอลยังเล่นบทท่านขุนประชดไม่เลิก
“อะลัตตั๊ดต๊า ! จะไปทำไมให้เปลืองเงินคะ ... ไปพักบ้านลุงสมแน่ะคะ แกเปิดฟรีอยู่แล้ว”
พอลหันมามองศรีตรังเป็นเชิงถามความเห็น ศรีตรังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

ครู่ต่อมาคนงานพาพอลมาที่บ้านสมซึ่งเจ้าของบ้านยืนรออยู่ คนงานขี่มอ’ไซค์ ออกไป
“ด้วยความเคารพ ! สวัสดีอีกครั้งครับ ... นายศรีตรังโทร.มาบอกแล้ว”
“ผมควรจะไปพักที่โรงแรม” พอลยังเล่นแง่
“ไม่ได้ ! เอ๊ย ไม่ต้องครับ คืนนี้ผมต้องไปนอนบ้านคุณพงษ์ครับ ... แกทำท่าว่าจะเป็นลมชัก นี่ก็เพิ่งไปหาหมอมา ต้องมีคนอยู่เป็นเพื่อน ... บ้านนี้เลยว่าง...แล้วเสื้อผ้า”
“อ๋อ ... ผมมีติดรถเป็นประจำครับ”
“งั้นก็ดีเลย ... เชิญตามสบายรับ ... นี่กุญแจ”
“ขอบคุณครับ”
สมออกไป ... พอลมองตามแล้วเดินเข้ามาดูในบ้าน

จุรีพาปรายดาวมาที่บ้านตัวอย่างของรีสอร์ท พนักงานต้อนรับสาวสวยเปิดประตูรับทั้ง 2 คน พร้อมยกมือไหว้ปรายดาว
“ยินดีต้อนรับค่ะ”
“ขอบคุณค่ะ ... “ ปรายดาวหันมาทางจุรี “ความจริงให้ดาวนอนที่บ้านป้าจุอย่างเดิมก็ได้”
“คุณดาวเป็นแขกค่ะ ... ต้องต้อนรับให้ดีที่สุด”
พนักงานรินน้ำหวานสีสวยมาส่งให้ปรายดาว
“น้ำหวานชื่นใจค่ะ”
ปรายดาวพึมพำขอบใจ แล้วรับมาดื่ม
“ชื่นใจจัง”
“เสื้อผ้าคุณดาวยังอยู่ที่บ้านป้า เดี๋ยวป้าไปเอามาให้นะคะ”
“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”
จุรีเดินออกไป ปรายดาวเดินมาที่เตียงแล้วชะงัก เมื่อมองเห็นรูปเตชิตวางอยู่
“เอ๊ะ...นี่รูป”
“ขอโทษค่ะ ผู้กองเตชิตเป็นเพื่อนนายศรีตรัง แกเพิ่งถูกรถชนตายเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเอง ศพก็เพิ่งเผา”
ปรายดาวเซผงะ เหมือนจะเป็นลม
“คุณ...คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
“ฉัน...ฉันอยากคุยกับคุณศรีตรัง”


ศรีตรังเล่าเรื่องให้ปรายดาวฟังด้วยใบหน้าเศร้า
“ไอ้เตมันไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน ศรีก็เลยเป็นธุระจัดการ ทุกอย่างให้ค่ะ .... ที่ไม่ได้บอกใครก็เพราะรู้ว่า ไม่ค่อยมีคนชอบมัน! …มันอาภัพรักค่ะ”
“แล้วพวกเพื่อนตำรวจ...”
“อ๋อ! ก็พอมีมาบ้างค่ะ ... แต่ ...” ศรีตรังลดเสียงลง “คุณดาวอย่าบอก คุณพอลนะคะเพราะเตมันบอกว่าเกลียดกันเข้ากระดูกดำเลย! ตอนที่มันอยู่ด้วย ศรีถึงไม่พูดอะไรไงคะ”
ปรายดาวน้ำตาคลอ
“คุณดาวร้องไห้หรือคะ ... นี่ถ้ามัน ... เอ๊ย! วิญญาณมันรู้ ดีใจตายเลย”
“ทำไมถึงได้เอารูปเขาไว้ที่นั่นคะ”
“อ๋อ ! มันรักบ้านตัวอย่างนั้นมากค่ะ เห็นบอกว่า สร้างในที่ที่มันเคยมีความรักความหลัง มาพักที่นี่ทีไร ก็จะไปนอนที่นั่นทุกที ... ศรีเวทนามัน ก็เลยเอารูปวางไว้ที่นั่น ... เดี๋ยวจะให้คนงานเก็บมานะคะ”
ปรายดาวรีบห้ามทันที
“อุ๊ย ! ไม่ต้องค่ะ ! เอาไว้อย่างนั้นแหละค่ะ....ดีแล้ว ... เอ้อ...ขอบคุณค่ะ ที่เล่าให้ฟัง”
ปรายดาวขยับจะเดินออกไป
ศรีตรังรีบตามมา “คุณดาวไม่กลัวนะคะ”
“ไม่ค่ะ”
ปรายดาวขึ้นจักรยานถีบออกไป
ศรีตรังมองตาม ทำหน้าหน่าย “ไอ้เตเอ๊ย ! ฉันไม่น่าผิดศีลไปด้วยกับแกเล้ย”

ปรายดาวเดินเข้ามาภายในบ้านด้วยสีหน้าเศร้าหมอง น้ำตาที่กลั้นเอาไว้ไหลพราก ปรายดาวเดินมาทิ้งตัวลงเตียง ร้องไห้จนหลับไป

ศรีตรังโทรศัพท์กระซิบกระซาบ
“ไอ้เต ! ระวังให้ดีนะเว้ย ! เขาพาคู่หมั้นมาด้วย เดี๋ยวอีจับได้ละก็คุกยกโขลงเลยนะเว้ย ! ฉันไม่น่าหลวมตัวเล้ย ! ให้ตายซิ ! เออ...เออ”

บรรยากาศกลางดึกคืนนั้นโดยรอบของไร่ยิ่งดูวังเวง เสียงลมพัด เสียงหมาหอน เสียงสารพัดสัตว์ ที่ร้องดังแทรกตัวขึ้นกลางความเงียบ ปรายดาวนอนหลับอยู่บนเตียง
“เสียงหวาน .... เสียงหวาน ... เสียงหวาน” เสียงเรียกนั้นดังใกล้เข้ามาทุกที
ปรายดาวค่อยๆ ลืมตาขึ้น เห็นเตชิตยืนอยู่ตรงหน้าดูเลือนราง
“คุณ ... คุณเตชิต”
เตชิตจับแขนปรายดาวให้ยืนขึ้น แล้วก้มลงกระซิบ
“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”
ปรายดาวเงยหน้าขึ้นพูดแบบอยู่ในความฝัน “อยู่กับฉัน ... อย่าไปไหนนะคะ”
เตชิตก้มลงจูบ “ผมไม่มีวันไปไหนทั้งนั้น”
เตชิตช้อนตัวปรายดาววางบนเตียง แล้วนอนกอด ปรายดาวหลับตาลง
“ผมจะอยู่กับคุณตลอดไป เสียงหวาน”
ปรายดาวซุกตัวในอ้อมแขนเตชิตอย่างเป็นสุข
“อย่าไปไหนนะคะ .... อย่าไป”
“จุ๊ .... นอนหลับให้สนิท .... ผมจะอยู่กับคุณตลอดไป”
ปรายดาวยิ้มอย่างเป็นสุข และฝันดี

ส่วนพอลหลับตาเท่าไหร่ก็ไม่หลับด้วยความหงุดหงิด เหตุการณ์ตอนบ่าย ซึ่งศรีตรังทำเหมือนพอลไม่มีตัวตน ผุดเข้ามาในห้วงความคิด ในที่สุดพอลลุกขึ้น แล้วเดินออกไปจากห้องไป

พอลโหนตัวเข้ามาทางหน้าต่างชั้น 2 อย่างว่องไว และชำนาญ เดินด้วยฝีเท้าเบาๆ มาที่หน้าห้อง และใช้วัสดุแหลมๆปลดล็อคประตูเข้าไป

พอลก้าวเข้ามา แล้วค่อยๆ ผลักประตูปิดอย่างแผ่วเบา เขาเดินมาถึงหน้าเตียง ย่อตัวลงนั่งบนส้นเท้าแล้วมองหน้าศรีตรัง ซึ่งกำลังหลับสบาย ศรีตรังหายใจสม่ำเสมอ พอลยื่นหน้าเข้าไปจ้องใกล้ๆ
จังหวะนั้นเปลือกตาศรีตรังขยุกขยิกแล้วลืมขึ้น ตกใจร้องลั่น
“ช่วยด้วย !” ศรีตรังกระโดดทีเดียวไปนั่งชิดผนัง “นี่! เห็นห้องฉันเป็นยังไง ถึงได้เข้านอกออกในไม่มีเกรงใจกันเลย”
“พี่อยากคุยกับเธอ”
“อะไรนะ ... เมื่อกี้เรียกตัวเองว่าพี่เรอะ ขอโทษ ! เราเป็นพี่น้องกันมาตั้งแต่ชาติปางไหนมิทราบ”
พอลลุกขึ้น และชักหงุเดหงิด “เราจะพูดดีๆ กันสักครั้งได้มั้ย”
“ไม่ได้ ! มีอะไรเอาไว้พูดกันพรุ่งนี้ ออกไปซิ ! บอกให้ออกไป”
พอลหงุดหงิด แล้วเดินอ้อมไปหา ศรีตรังรีบหลบไปอีกมุม แล้วขยับวิ่งไปที่ปืนยาวซึ่งแขวนอยู่ แต่พอลไวกว่า คว้าตัวศรีไว้ทัน ก่อนถึงปืนนิดเดียว
ศรีตรังดิ้นเต็มที่ “บอกให้ปล่อย ปล่อย”
“เอ้า ! ดิ้นไป ถ้าไม่หยุดโดนจูบด้วย”
ศรีตรังหยุดกึกทันที
“ดีมาก ! รู้จักอยู่นิ่งๆ เสียบ้าง”
พอลค่อยๆ คลายตัวศรีตรังออก
พอเป็นอิสระศรีตรังรีบพุ่งไปที่ประตูแล้วร้องลั่น “ช่วยด้วย”
พอลตามไปคว้าตัวไว้ทันก่อนประตูจะเปิด ศรีตรังดิ้นรน และตะโกนร้อง “ช่วยด้วย ! ช่วย ...”
พอลก้มลงจูบทันที ศรีตรังนิ่งงัน น้ำตาไหลพรากด้วยความคับแค้นใจ
พอลตกใจแล้วเงยหน้าขึ้น “พี่ขอโทษ”
“ข่มขืนแล้วก็ฆ่าฉันด้วยนะ ! ไม่อย่างนั้นจะฉันจะฆ่าแก” ศรีตรังกร้าว
พอลตกใจ “ศรีตรัง ! พี่ไม่มีวันทำอย่างนั้น”
“แล้วที่ทำอยู่นี่เรียกว่าอะไรล่ะ”
พอลปล่อยศรีตรังทันที ศรีตรังคว้าปืนทันทีเหมือนกัน
“ศรีตรัง ... อย่าเข้าใจพี่ผิด ... ตอนนี้พี่สามารถเปิดเผยตัวเองได้แล้ว”
“ฉันไม่อยากรู้”
“ศรีตรัง”
“เลิกเรียกชื่อฉันได้แล้ว ... และแกก็ออกไปเสียที ไม่งั้นฉันยิงไส้แตกแน่ ! ออกไป”
พอล ชู 2 มือขึ้น “โอเค พี่ยอมแพ้! พี่ขอโทษทุกอย่าง แล้วก็สัญญาว่าจะไม่มาให้เห็นหน้าอีก ! แต่อย่าทำเหมือนเป็นศัตรูกันได้ไหม”
“ปัญญาอ่อนรึไง ! ถึงไม่เข้าใจที่ฉันพูด ! ฉันไล่แกได้ยินมั้ย ออกไป แล้วอย่ามาให้เห็นหน้าอีก”
พอลถอนใจยาว เปิดประตูออกไปเงียบๆ ศรีตรังมองตามแค้นเคืองใจ

พอลเดินกลับมาเรื่อยๆ แล้วหยุดชะงักเมื่อมีเงาไหววูบอยู่ข้างหน้า พอลรีบสะกดรอยตามไป ร่างนั้นเดินเข้าไปในกระท่อมหลังหนึ่ง พอลมองอย่างใคร่ครวญครุ่นคิด

รุ่งเช้าปรายดาวยกมือลูบหน้า นั่งทบทวนความฝัน เหตุการณ์เมื่อคืนผุดเข้ามาในห้วงความคิด
“ทำไมเหมือนจริงเหลือเกิน”
ปรายดาวเดินมึนๆ ไปเข้าห้องน้ำ
พอลถีบจักรยานมา แล้วลงมาเคาะประตู
“ดาว ! ดาว”
ปรายดาวล้างหน้า แปรงฟันเสร็จ กำลังแปรงผมแบบมึนๆ
“ดาว ดาว”
ปรายดาวรวบผมลวกๆ แล้วเดินมาเปิดประตู
“อะไรคะ พี่พอล”
“มานี่”
พอลดึงแขนปรายดาวให้ตามไป โดยที่ปรายดาวยังดูเหมือนคนสะลึมสะลือ

พอลจูงแขนปรายดาวมาจนถึงกระท่อม แล้วถีบประตูเข้าไป เห็นทั้งเตชิต และศรีตรัง ที่กำลังหัวเราะดู ที.วี วงจรเปิดในห้องปรายดาว สะดุ้งเฮือก
ปรายดาวมองเตชิตหายมึนทันที “นี่มันอะไรกัน ... คุณ ...คุณไม่ได้ตาย ... แล้วเมื่อคืน”
ปรายดาวโกรธจัดตบหน้าเตชิต และเดินแกมวิ่งไปอย่างรวดเร็ว
เตชิตรีบตามไป “เสียงหวาน ! ฟังผมก่อน ! เสียงหวาน”
เตชิตรีบตามปรายดาว ศรีตรังตามมั่ง พอลคว้าแขนไว้ทันที
“จะไปไหน มานี่”
“โอ๊ย ! ปล่อยนะ”
“รู้ตัวหรือเปล่าว่าทำอะไรลงไป”
“ไม่รู้ ! โอ๊ย”
พอลกระชากให้ตามไป ศรีตรังร้องโวยวายตลอดทาง

ปรายดาวเดินเข้าประตูบ้านมาและปิดลง เตชิตตามมาหวุดหวิดจะทันอยู่แล้วเชียว
เตชิตเคาะประตูเรียก “เสียงหวาน ! เปิดประตูหน่อย ! เสียงหวาน”
ปรายดาวยืนร้องไห้ด้วยความแค้นใจ และเสียใจ
“เสียงหวานครับ ... กรุณาเปิดประตูหน่อยครับ”
“ไป๊ ไปให้พ้น”
“เสียงหวาน คุณจะโกรธ จะเกลียดอะไรผมก็ไม่ว่า แต่ฟังผมอธิบายหน่อยได้ไหม”
“ไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ! คนโกหก ! หลอกลวง ! ฉันเกลียดคุณ”
เตชิตพยายามเรียกอยู่ข้างนอก มีเสียงปรายดาวร้องไห้สะอึกสะอื้นดังลอดมาจากข้างใน

ทางด้านพอลลากแขนศรีถูลู่ถูกังเข้ามา แล้วเหวี่ยงไปบนโซฟา
“โอ๊ย”
“ทีใครทีมัน ! สารภาพมาซะดี ๆ”
“สารภาพบ้าบออะไร ฉันไม่รู้เรื่อง”
“เธอร่วมมือกับไอ้เตแอบสอดแนมห้องดาว”
“ฉันเปล่า”
“จับได้คาหนังคาเขายังปฏิเสธอีก”
ศรีตรังทำหน้าไม่รู้สำนึก “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วยล่ะ”
“ทุกอย่างที่เกี่ยวกับดาว จะต้องเกี่ยวกับผม”
“ก็เรื่องของคุณ”
พอลคว้าตัวศรีตรังมากอดด้วยความขวาง และหมั่นเขี้ยวกับสีหน้าไม่สำนึก แถมอวดดีนั้น
ศรีตรังทุบตีพอลระรัวเต็มที่ “ปล่อยฉันนะ ! คนอะไร ! ไล่ให้ไปแล้วยังไม่ไปอีก”
“จะบอกไม่บอก”
“อย่ามาขู่ คุณจะเกี่ยวกับใคร ใครจะเกี่ยวกับคุณ ฉันไม่รับรู้ ฉันรับรู้แต่ว่านี่เป็นรีสอร์ทของฉัน”
“ผมไม่เถียง ! คุณจะทำอะไรกับใครก็ได้ ... แต่ไม่ใช่ดาว”
ศรีตรังฟังแล้วน้อยใจเต็มที “ปล่อยฉัน ! รักกันมากใช่ไหม รักกันมากนักก็ไปหาเขาซิ ! ไปอยู่กับเขา ! ไป๊”
พอลยิ้ม “ฟังดูเหมือนหึงนะเนี่ย”
ศรีตรังโวยลั่น “จะบ้าเรอะ ฉันจะหึงทำไม เราไม่ได้เป็นอะไรกันซักหน่อย ! ปล่อย”
“ปล่อยไม่ได้ ! แล้วพี่จะไม่ปล่อยเธอไปไหนอีกแล้ว ! ศรีตรัง”
ศรีตรังชะงัก อ่อนลง เงยหน้ามอง พอลสบตาด้วยความรักท่วมท้นหัวใจ

ส่วนเตชิตลงนั่งอ้อนวอนดาว “เสียงหวานครับ”
“ฉันไม่ได้ชื่อเสียงหวาน” ปรายดาวตวาดแว้ด
“เอ้า ! เสียงแปร๋นก็ได้”
ของอย่างใดอย่างหนึ่งถูกปาออกมาจากประตู เฉียดหัวเตชิตหวุดหวิด แล้วรีบปิด
“ฉันไม่ใช่ช้างนะ จะได้มาว่าเสียงแปร๋น”
“เสียงหวาน ... ถ้าคุณไม่เปิดประตูให้ผมเข้าไปก็ไม่เป็นไร ...ถ้ารังเกียจผมมากขนาดนี้..ก็เข้าใจอีกเหมือนกัน เพราะผมสู้แฟนของคุณไม่ได้ หน้าผมไม่ขาวซีดเหมือนเขา”
ปรายดาวเม้มปาก
“ผมเพียงแค่อยากจะบอกว่า ทุกอย่างที่ทำลงไป ผมขอโทษ หรือจะให้ กราบก็ยังได้ แล้วผมจะไม่มารบกวนคุณอีก ...ผมกำลังกราบนะครับ” เตชิตอ้อนสุดชีวิต
ปรายดาวค่อยๆ แง้มประตูดู เห็นเตชิตก้มลงกราบจริงๆ
เตชิตเงยหน้าขึ้น มือยังพนม “ผมไปละนะครับ”
เตชิตลุกขึ้น ทำก้มหน้าก้มตาเดินจากไปหงอยๆ เตชิตหันมาอีก
“ขอให้คุณโชคดี ... ถ้าจะมีลูกก็ขอให้หัวปี ท้ายปี”
มีเสียงเปิดประตูออกมาทันทีด้วยความโกรธจัด
“นั่นแน่ ! ออกมาแล้ว”
ปรายดาวไม่ทันทำอะไร เตชิตช้อนตัวหญิงสาวขึ้นทันที “ได้ตัวแล้ว”
ปรายดาวดิ้นรนขัดขืน “ปล่อยนะ ! บอกให้ปล่อย”
“จะให้ปล่อยที่ไหนดี”
เตชิตอุ้มปรายดาวเข้าไปในบ้าน

ทางด้านพอลจับ 2 มือศรีตรังกอบกุมไว้แน่น “พี่รักเธอนะศรีตรัง รักมาตลอด 10 ปี ไม่เคยเปลี่ยน”
“โอ๊ย ... เชื่อตายละ ขนาดพาแฟนมาฮันนีมูน ยังจะมาหลอกเราอีก”
“ปรายดาวไม่ได้รักพี่ ...ดาวรักเตชิต แล้วเตชิตก็รักดาว เธอก็รู้”
“ไม่”
“พี่ขอโทษที่ปฏิเสธเธอมาตลอดเพราะคิดว่าพี่ไม่คู่ควรกับเธอ คุณพ่อพี่พัวพันค้ายาเสพติด ใครที่ไหนจะมายินดีให้ลูกสาวแต่งงานกับลูกพ่อค้ายานรก”
ศรีตรังสีหน้าอ่อนลงทันที
“พ่อถูกอำนาจเงินของเดนนิสเข้าครอบงำ คอยช่วยเหลือให้รอดพ้นจากการตรวจสอบ และอำนวยความสะดวกให้ธุรกิจมืดของมัน แต่พอพ่อพี่ถูกตั้งกรรมการสอบ มันก็เลยฆ่าครอบครัวพี่ทุกคน เพื่อไม่ให้เรื่องสาวไปถึง ตัวมันได้”
คราวนี้ศรีตรังเป็นฝ่ายจับมือพอลบีบเบาๆ อย่างปลอบโยน
“พี่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าพ่อเป็นอาชญากรในคราบตำรวจ ท่านเร่งพี่ให้ไปเมืองนอกเพื่อให้พ้นอิทธิพลของเดนิส ! แต่ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะมันส่งคนไปฆ่าพี่ที่โน่น”
“ตายจริง” ศรีตรังตกใจ
“เพื่อนสนิทของคุณพ่อช่วยพี่ไว้ ท่านเป็นสายลับซี.ไอ.เอ ! แล้วก็ท่านนี่แหละที่ชักนำให้พี่ไปเป็นสายลับ ! ....หลังจากมันขยายอิทธิเข้ามาในเมืองไทย พี่ก็เลยถูกส่งเข้ามาปฏิบัติภารกิจลับนี้”
ศรีตรังยิ้มบางๆให้ “พี่ก็ทำสำเร็จแล้ว”
“แต่ก็ต้องแลกกับชีวิตคนบริสุทธิ์มากมายเพื่อทำให้มันเชื่อใจพี่ ..พี่เป็นคนบาป”
“มันผ่านไปแล้วค่ะ พี่เพชร ...
พอลโอบศรีตรังไว้
“พี่ผิดต่อปรายดาว เพราะพี่ใช้เธอเป็นสะพานเชื่อมเพื่อเข้าถึงตัวเดนนิส จนเธอต้องประสบเคราะห์ร้ายหลับไป 2 ปีกว่า”
ศรีตรังพิงอกพอลอย่างมีความสุข “แต่ตอนนี้เธอฟื้นแล้ว ... เธอกำลังจะเริ่ม ชีวิตใหม่กับเตชิต มันเป็นคนดีแล้วก็มีอนาคต ... ศรียืนยันได้”
“แต่พี่เป็นคนไม่ดี” พอลทำหน้าเจ้าเล่ห์เล็กๆ
“ทุกคนต้องเคยทำผิด สำคัญอยู่ที่ว่า เมื่อรู้ตัวแล้วแก้ไขหรือเปล่า ... ยิ่งพี่เพชร มีความจำเป็นต้องทำ”
“งั้นก็แปลว่า ศรียกโทษให้พี่แล้ว”
ศรีตรังชะงัก “อะไรน่ะคะ”
พอลรวบรัดต่อ “อีกไม่เท่าไหร่ พี่ต้องกลับอเมริกา เรารีบแต่งงานแล้วไปด้วยกันเลยนะ”
“ไม่”
“พี่รอมาตั้ง 10 ปีแล้ว อย่าให้ต้องรอต่อไปเลย”
“พี่เพชรแน่ใจนะคะ”
“แน่ใจมาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้วแน่ะ”
“งั้นก็ตกลงค่ะ”
พอลก้มลงจูบศรีตรัง อย่างมีความสุข เป็นสุขที่ทั้งคู่รอคอยมานานกว่าสิบปี

ทางด้านปรายดาวยังคงแกล้งทำหน้าบึ้งใส่เตชิต
“เสียงหวาน” เตชิตอ้อนต่อ
“ปรายดาวต่างหาก”
“แต่สำหรับผม คุณคือเสียงหวาน”
“มั่ว”
เตชิตก้มลงหอมปรายดาว และกอดอ่อนโยน
“เอ๊ะ ! ดาวไม่ชอบคนฉวยโอกาส โดยเฉพาะอย่างเมื่อคืน”
เตชิตทำหน้าเหวอ “เมื่อคืนทำไม”
ปรายดาวทุบเตชิตเอา “นี่แน่ะ นี่แน่ะ” พูดสีหน้าจริงจังขึ้น “ทำไมดาวรู้สึกเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่นคะ”
เตชิตทำเป็นกระแอมเล็กๆ “เขาเรียกว่าเคลิ้มๆ”
“แล้วทำไมถึงเคลิ้มๆ คะ”
“ก็ในน้ำหวานที่คุณดื่ม มันมียากล่อมประสาทนิดหน่อย”
เหตุการณ์ตอนที่พนักงานส่งน้ำหวานให้ ผุดเข้ามาในห้วงความคิดปรายดาวแว่บหนึ่ง
ปรายดาวสะดุ้งเฮือก “ฮ้า ! นี่คุณวางยาฉันเหรอ”
“นิ้ด ....ด....เดียว ! ไม่มีอันตรายหรอก ! แค่เป็นส่วนหนึ่งของแผน”
“คุณนี่ร้ายกาจจริงๆ เลย ! หลอกฉันตลอด เดี๋ยวเรื่องโน้น เรื่องนี้ เดี๋ยวเตโช เดี๋ยวเตชิต! ต่อไปฉันจะไว้ใจคุณได้ยังไง”
“ผมขอโทษ แต่ตอนนั้นมันจำเป็น แต่ผมสัญญาว่า ต่อไปจะไม่มีอีกแล้ว ผมจะพูดความจริงทุกอย่างโดยเฉพาะ ผมรักคุณ”
ปรายดาวแอบอมยิ้ม
“เราเสียเวลากันมาตั้งหลายเดือน โดยเฉพาะคุณ ที่เสียเวลารอผมอยู่ที่นี่ตั้ง 2 ปี เราอย่าผลาญเวลาของเราเล่นอีกเลยนะ ยกโทษให้ผม แล้วเรามาเริ่มต้นกัน สักที ... เวลามันไม่รอท่าใครอยู่แล้ว”
“ค่ะ .... คุณเตชิต”

ปรายดาวเอียงหน้าซบอกแกร่งของเตชิตอย่างมีความสุข

จบบริบูรณ์
ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านมาโดยตลอด การอันใดที่ทำให้แฟนๆ ขุ่นเคืองใจ ทีมงานละครออนไลน์ ขออภัยมาณ ที่นี้
โปรดติดตามอ่าน "กระบือบาล"




กำลังโหลดความคิดเห็น...