xs
sm
md
lg

ปางเสน่หา ตอนที่ 14

เผยแพร่:

 ปางเสน่หา   ตอนที่ 14 

พอจุรีเห็นอ้อยรีบเดินออกไปจึงเรียกไว้

“อ้อย มาเก็บเศษแก้วก่อน” อ้อยไม่หยุดและไม่หันกลับมา “แน่ะ มันฟังซะเมื่อไหร่”
“ผู้กองเตชิตจะมาเมื่อไหร่นะ ศรีตรัง” เจนจิราถามศรีตรัง
“พอลมาหรือเตชิตมาก็ยังไม่น่าสนใจเท่าเดนิสมา เธอว่ามั้ย”
เจนจิราสะอึก ศรีตรังเดินออกไป
ศรีตรังเดินออกมาข้างนอกแล้วก็มีเสียงกระแอมดังขึ้น ศรีตรังหยุดเดินเบือนหน้าไปมองจึงเห็นพอลยืนรออยู่
“มีอะไรก็ว่ามา”
“ก่อนอื่น ต้องขอบคุณที่กรุณามาพบ”
“ฉันมา เพื่อที่คุณจะได้พูดเร็วๆ แล้วก็กลับไปเร็วๆ”
พอลนิ่งไปครู่หนึ่ง
“ผมไม่ได้จะปิดคุณหรือหลอกคุณ เรื่องที่ผมหมั้นกับปรายดาว ...”
“ถ้าเป็นเรื่องนี้ก็กลับไปได้เลย เพราะไม่เกี่ยวกับฉันเลยซักนิด”
“เกี่ยวซิ เพราะก่อนหน้านี้ เรากำลังจะเข้าใจกัน”
“คุณคงเข้าใจผิดอะไรสักอย่าง ... ฉันไม่ได้มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องทำความเข้าใจกับคุณ”
“ความจริง ผมมีอะไรจะบอกคุณตั้งหลายอย่าง”
“แต่ก็ไม่ได้บอกสักอย่าง” พอลทำท่าจะอธิบายต่อ แต่ศรีตรังพูดขัดขึ้นมา “อย่าพูดอะไรอีกเลยค่ะ เพราะพูดแล้วก็ทำไม่ได้”
“ผมสัญญา...” ศรีตรังแค่นหัวเราะ
“อย่าสัญญา ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าจะรักษาสัญญานั้นไว้ได้...” พอลนิ่งไป “ไม่มีอะไรแล้วใช่มั้ยคะ” พอลพยักหน้า ศรีตรังพยายามข่มความน้อยใจ “ถ้าอย่างนั้นก็กลับไปได้ แล้วก็อย่ามาที่นี่อีก... เพราะฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณ ฉันเกลียดคนที่ผิดสัญญาซ้ำแล้วซ้ำอีก...”
ศรีตรังพูดไม่จบ น้ำตาไหลออกมา จึงรีบหันหลังกลับ พอลคว้าข้อมือเธอไว้แล้วดึงศรีตรังมากอดไว้
ศรีตรังพยายามกลั้นน้ำตา แล้วทุบพอล
“ไปให้พ้น...บอกให้ไปให้พ้น”
“ศรีตรัง ผมขอโทษ ผมไม่เคยตั้งใจจะทำร้ายคุณเลย”
“ไป๊ บอกให้ไป”
ศรีตรังหยิกข่วนพอล แต่พอลก็ยังไม่ยอมปล่อย จนกระทั่งมีมือๆ หนึ่งกระชากไหล่พอลให้หันกลับมาแล้วต่อยโครม พอลซวนเซไป ตรีทศต่อยพอลจนหน้าส่ายไปมาศรีตรังเดินแกมวิ่งกลับไป พอลตั้งตัวได้ ต่อยกลับตรีทศจนล้มลงไป
“ไม่รู้เรื่องอะไร...อย่าสอด”
พอลชี้หน้าตรีทศแล้วเดินไป ตรีทศมองตามแล้วยกหลังมือป้ายเลือดมุมปาก
ศรีตรังเดินแกมวิ่งมาถึงหน้าบ้านแล้วขึ้นรถออกไปจุรีออกมาเห็นรีบเรียกไว้
“คุณหนูขา คุณหนู จะไปไหน” ศรีตรังขับรถเลี้ยวออกไปอย่างรวดเร็ว “โธ่เอ๊ย โกรธอะไรใครกันนักกันหนา” พอลเดินแกมวิ่งตรงมา จุรีเห็นหน้าพอลก็สะดุ้ง “อ้าว นั่นหน้าไปกระแทกอะไรมาล่ะคะ”
“ศรีตรังล่ะครับป้า”
“ขับรถออกไปเมื่อกี้นี่เองค่ะ”
“ไปไหนรู้มั้ยครับ”
“โอย...ไม่ทราบเลยค่ะ เรื่องขับรถนี่เดาใจคุณหนูไม่ถูกเลย”
พอลถอนใจแล้วขับรถออกไป เจนจิรารีบวิ่งออกมา
“พอล พอลคะ”
“ไม่ได้ยินหรอกค่ะไปโน่นแล้ว” จุรีบอก
“ก็แล้วทำไมไม่ห้ามไว้”
“โอ๊ะ ไม่ใช่หน้าที่ค่ะ”
จุรีเดินกลับเข้าบ้าน เจนหันซ้ายหันขวาอย่างไม่พอใจ เลยร้องกรี๊ดอยู่ตรงนั้น
จุรีเดินบ่นเข้ามาในบ้านแล้วหยุดชะงักเมื่อเห็นอ้อยถือกระเป๋าเดินทางออกมา
“อ้าว นั่นหอบผ้าหอบผ่อนจะไปไหนแม่อ้อยศรี”
“ไปอยู่ที่อื่น” อ้อยบอกแล้วเดินผ่านจุรีไป
“แกไปทำผิดอะไรมา” อ้อยชะงัก หันกลับมา “ฉันถามว่า แกไปทำผิดคิดร้ายอะไรมา”
“เปล่านี่”
“งั้นจะหนีไปทำไม”
“อ้อยไม่ได้หนี”
“แต่ฉัน...ดูว่าแกหนี” อ้อยถอนใจ “แม่เลี้ยงแกมา ทำไมจะไม่รู้ว่าแกคิดอะไรหรือจะทำอะไร...ไหนบอกมาซิว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถึงได้จะหอบผ้าหอบผ่อนหนีไป”
“ไม่ไปก็ได้” อ้อยตัดบท
“อ้าว”
“อ้อยแค่เบื่อยัยเจนจิรา เลยจะไปอยู่บ้านเพื่อนสักพัก แต่ถ้าแม่ไม่อยากให้ไป อ้อยไม่ไปก็ได้”
อ้อยเดินถือกระเป๋ากลับเข้าไป
“บทมันจะพูดง่าย ก็ง่ายเกินคาดแฮะ”
อ้อยกลับเข้าห้องแล้วโยนกระเป๋าไปบนเตียงก่อนจะทิ้งตัวลงนั่ง
“จริงซิ ถ้าขืนหายไปแบบนี้ มีหวังกลายเป็นผู้ต้องสงสัยแน่นอน เอายังไงดี”
อ้อยเอนตัวลงนอน ดวงตาจ้องมองเพดานอย่างครุ่นคิด อ้อยอยู่ในอิริยาบทนั้นครู่หนึ่งแล้วผุดลุกขึ้น อ้อยเดินไปสำรวจความเรียบร้อยตัวเองและเติมเครื่องสำอางก่อนจะสะพายกระเป๋าเดินออกจากห้องไป
จุรีกำลังเดินถือกาแฟมาทรุดตัวลงนั่งจิบ อ้อยเดินลงมาจุรีอ้าปากจะถาม แต่อ้อยชิงพูดขึ้นก่อน
“ไปซื้อของค่ะ แม่จะเอาอะไรหรือเปล่า”
“เออ ซื้อกาแฟมาก็ดี แล้วไปกับใครล่ะ”
“ไปคนเดียวซิคะ จะไปกับใครล่ะหรือแม่จะไปด้วย”
“ไม่ละ”
อ้อยเดินออกไป
อ้อยมาที่ทัณฑสถานเพื่อขอเยี่ยมศักดิ์สิทธิ์ อ้อยตีหน้าเศร้าบอกศักดิ์สิทธิ์
“ผู้กองเตชิตเขาจะมาสืบในทางลึกอีกครั้ง”
ศักดิ์สิทธิ์มองอ้อยอย่างรู้ทัน
“กลัวจะสาวถึงตัวละซิ”
“ลำพังตัวอ้อยน่ะไม่เท่าไหร่หรอก ห่วงแต่แม่ แล้วก็ ...”
“ใคร” อ้อยส่ายหน้า น้ำตาปริ่ม “ร้องไห้ทำไม เราสัญญากันแล้วว่า อ้อยช่วยศักดิ์...ศักดิ์ก็ช่วยอ้อย”
“รู้...ถึงยังไงอ้อยก็ต้องช่วยศักดิ์สุดชีวิต เพราะศักดิ์เป็น...” อ้อยหยุดชะงักไม่พูดต่อ
“เป็นแฟนอ้อย”
“เป็นพ่อของลูกอ้อย”
ศักดิ์สิทธิ์สะดุ้ง
“อะไรนะ”
มืออ้อยค่อยๆ เลื่อนไปจับมือศักดิ์สิทธิ์
“ทีแรกอ้อยก็ไม่แน่ใจ แต่เมื่อวานอ้อยไปหาหมอ”
“อ้อย ถ้าเป็นเมื่อก่อนศักดิ์จะดีใจที่สุด แต่นี่...นี่ ลูกของเราจะต้องมี พ่อขี้คุก” อ้อยน้ำตาไหล
“แล้วก็แม่ขี้คุกด้วย”
“ไม่มีวัน ศักดิ์จะก้มหน้าก้มตารับกรรมไปคนเดียว ส่วนอ้อยต้องพยายามเลี้ยงลูกของเราให้ดี”
อ้อยโผกอดศักดิ์สิทธิ์
“อ้อยสัญญา สัญญาว่าจะเลี้ยงลูกของเราให้ดีที่สุด”
ศักดิ์สิทธิ์ลูบหลังอ้อยอ่อนโยน อ้อยแอบโล่งใจ
ส่วนที่กรุงเทพปรกเดือนได้นัดเจอกับเตชิต เตชิตนั่งอยู่ในร้านอาหารข้างสถานีตำรวจตามองมาทางหน้าร้านจนกระทั่งปรกเดือนสวมแว่นดำเดินเข้ามา เตชิตลุกขึ้นขยับเก้าอี้ให้ปรกเดือนขณะที่เดินเข้ามานั่ง
“รอนานมั้ยคะ
“ไม่ครับ...คุณปรกเดือนมีอะไร”
“ฉันจะพาดาวไปที่ไร่สุขศรีตรัง แล้วก็ไปสถานที่เกิดเหตุ...”
“เดี๋ยวก่อนครับ”
“ดาวอยากจะไป แล้วฉันก็อยากให้คุณไปด้วย เพราะคุณคือคนที่เห็นดวงวิญญาณแกไปขอความช่วยเหลือ”
“แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันจะดี ...”
“ดิฉันมั่นใจว่ามันจะช่วยได้บ้างค่ะ การเผชิญหน้ากับความจริงอาจทำให้ดาวเป็นปกติเร็วขึ้น”
“ถ้าคุณปรกเดือนมั่นใจอย่างนั้นก็ตกลงครับ”
“ขอบคุณมากค่ะ”
สีหน้าปรกเดือนดูโล่งใจ
เมื่อปรกเดือนกลับมาบ้านเธอจึงบอกกับปรายดาวเรื่องที่จะไปไร่สุขศรีตรัง
“ถ้าพี่เดือนคิดว่าดี ดาวก็จะลองดูค่ะ เราจะไปกันเมื่อไหร่คะ”
“เมื่อดาวคิดว่าตัวเองเข้มแข็งพอ”
“ดาวคิดว่าดาวพร้อมแล้วค่ะ”
“งั้นเดี๋ยวพี่จะโทรบอกคุณเตชิตเลย”
“ค่ะ ... ดีเหมือนกัน ทุกอย่างจะได้จบๆ เสียที”
ปรกเดือนโทรศัพท์หาเตชิต เตชิตรับโทรศัพท์ด้วยสีหน้าพยายามระงับความตื่นเต้น
“ครับ...ผมจะรออยู่ที่บ้าน เอ้อ...คุณปรายดาวเป็นยังไงบ้างครับ”
“ก็ยังซึมๆ เหมือนเดิมค่ะ พรุ่งนี้ 8 โมงเช้าพบกัน”
“ครับ”
เตชิตวางโทรศัพท์ลง สีหน้าแววตามีความหวังขึ้นมา
ค่ำวันนั้นขณะนั่งทานอาหารเดนนิสมีสีหน้ายิ้มแย้มกว่าทุกวัน
“เป็นวันแรกในรอบ 2 ปี ที่เราได้ทานข้าวเย็นพร้อมกัน เสียดายขาดพอลคนเดียว”
“พอลติดธุระหรือคะ”
“ติดหญิงมากกว่า” เดนนิสบอกปรายดาวชะงัก มือกำช้อนแน่น ปรกเดือนมองปรายดาวอย่างเป็นห่วง “ขอโทษ...ฉันอาจจะพูดตรงเกินไป แต่ผู้ชายมันก็เจ้าชู้ทั้งนั้นแหละ พอลน่ะเห็นมันเงียบๆ นิ่งๆ อย่างนั้นก็เอาเรื่องเหมือนกัน” เดนนิสมองปรายดาวแล้วพูดต่อ “ตอนดาวไม่รู้สึกตัว มันก็ควงคนโน้นคนนี้เป็นประจำ”
“เสี่ยค่ะ” ปรกเดือนเรียกเบาๆ เป็นเชิงเตือน
“เฮ่ย เรื่องเล็กน่า น้องสาวเธอจะได้มีภูมิ... เออ พรุ่งนี้ดาวว่างหรือเปล่าฉันจะชวนไปดูรถ ว่าจะซื้อรถใหม่ทำขวัญให้”
“ขอบคุณค่ะ แต่ดาวไม่ว่าง”
เดนนิสชะงักหันมามองปรกเดือน
“จะลากน้องไปไหนอีกล่ะ”
“ดาวเป็นคนชวนพี่เดือนไปเองค่ะ อยากจะไปทำบุญเสี่ยจะไปด้วยมั้ยคะ”
“ไม่ละ เชิญสองคนพี่น้องเถอะ”
ปรกเดือนลอบถอนใจตักอาหารให้เดนนิสอย่างเอาอกเอาใจ
หลังจากทานอาหารเสร็จปรายดาวออกมาเดินเล่นเหมือนพยายามจะทบทวนความทรงจำ งปรกเดือนเดินเข้ามาช้าๆ นัยน์ตามองน้องด้วยความรักและห่วงใย
“เป็นไงจ๊ะ ดีขึ้นบ้างไหม”
“ค่ะ...ดาวรู้สึกว่าเริ่มคุ้นเคยขึ้น”
“มันจะต้องดีขึ้นทุกวันแน่นอน”
ขณะนั้นเดนนิสยืนมองอยู่มุมหนึ่งของระเบียง
“เรื่องที่เสี่ยพูดน่ะจ้ะพี่ไม่อยากให้ดาวคิดมาก”
“ธรรมดาค่ะ ดาวนอนเป็นผักมาตั้ง 2 ปีกว่า จะให้เขามาซื่อสัตย์อยู่โดยที่ไม่รู้อนาคตได้ยังไง...ดาวยังคิดเลยว่า ถ้าหากเขาเกิดไปรักใครเข้าจริงๆ ดาวอาจจะหลีกทางให้ เพราะ...” ปรายดาวนิ่งอึ้ง ไม่พูดต่อ
“เพราะอะไร”
“ดาวคิดไม่ออกอีกแล้วค่ะ... ไม่ทราบซิคะ บางครั้งมันเหมือนจะนึกได้แต่แล้วก็หายวับไป”
“งั้นก็อย่าไปพยายามคิด ปล่อยให้มันออกมาเอง พี่อยากได้ดาวคนเดิมที่ร่าเริงสดใสกลับคืนมา”
“ดาวจะพยายามค่ะ”
ปรกเดือนโอบไหล่ปรายดาวเดินกลับเข้าบ้าน เดนนิสมองตามจนสองพี่น้องหายเข้าไปในบ้าน
เช้าวันรุ่งขึ้นปรกเดือนขับรถมาจอดหน้าย้านเตชิต ปรกเดือนและปรายดาวเปิดประตูรถลงมา
ปรายดาวยกไหว้เตชิตแล้วก้มหน้าไม่กล้าสบตา ปรกเดือนลอบสังเกตท่าทีของทั้งสองคน
“คุณดาว เป็นยังไงบ้างครับ” เตชิตถามอย่างเป็นห่วง
“ดี...ดีค่ะ”
“เชิญครับ .... เดี๋ยวสาย แดดจะร้อน”
เตชิตเปิดประตูรถให้ ปรายดาวเลี่ยงไปขึ้นข้างหลัง ปรกเดือนจึงขึ้นนั่งคู่คนขับ เตชิตขับรถออกไป
ระหว่างทางปรายดาวเอนหลังพิงพนักแล้วหลับตา เตชิตเหลือบมองเป็นระยะๆ จากกระจกหลัง
“เมื่อคืนแกคงนอนไม่ค่อยหลับน่ะค่ะ คงจะพยายามนึกว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับแก”
ปรกเดือนบอก เตชิตพยักหน้าเหลือบมองกระจกอีกครั้งซึ่งปรายดาวดูเหมือนกำลังหลับสนิท
ขณะหลับปรายดาวฝันเห็นตัวเองขับรถหนีมาด้วยความเร็ว ภาพที่เกิดขึ้นดูไม่ปะติดปะต่อตามความคิดที่ยังสับสนของปรายดาว ในที่สุดปรายดาวก็หักรถหลบชนต้นไม้โครม...ปรายดาวร้องกรี๊ดออกมาสุดเสียง ในขณะที่ร่างเหมือนโดนกระแทกอย่างแรง เสียงร้องของปรายดาวทำให้เตชิตและปรกเดือนตกใจ โดยเฉพาะเตชิตถึงกับขับรถเสียหลักเข้าข้างทางและเป็นบริเวณที่ปรายดาวขับรถชนพอดี ที่หน้าหม้อน้ำรถห่างต้นไม้แค่เส้นยาแดงผ่าแปด ปรกเดือนกัยเตชิตรีบเปิดประตูรถลงมา
“ดาว ยัยดาว เป็นอะไรไป”
ปรกเดือนขึ้นไปนั่งด้านหลังคู่กับปรายดาว
“ดาวเจ็บ เจ็บเหลือเกิน” ปรายดาวร้องไห้ท่าทางเหมือนไม่ได้สติ ปรกเดือนจับปรายดาวเขย่าเบาๆ
“ดาว...ดาว...”
ปรายดาวลืมตาขึ้นงงๆ
“พี่เดือน”
ปรายดาวมองหน้าปรกเดือนแล้วเบือนหน้าออกไปมองข้างนอกแล้วเธอก็ต้องสะดุ้ง เมื่อเห็นว่าเป็นบริเวณเดียวกับที่เธอเพิ่งฝันถึง ปรายดาวค่อยๆ เปิดประตูลงไป ปรกเดือนตามลงไปเช่นกัน
ปรกเดือนและเตชิต เดินตามปรายดาวไปช้าๆ ปรายดาวเดินมาหยุดบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุ แล้วหลับตาลงแล้วเธอก็เห็นตอนขับรถชนต้นไม้ ปรายดาวสะดุ้งเฮือกแล้วลืมตาขึ้นน้ำตาไหลพราก
“มันเจ็บมากเหลือเกิน ดาวจำได้ว่ามันเจ็บมากที่สุด”
เตชิตเอื้อมมือมาจับมือปรายดาวไว้ แล้วบีบเบาๆ อย่างอ่อนโยน
“มันผ่านไปแล้วครับ ... ผ่านไปนานแล้วด้วย ... คุณดาวไม่เป็นอะไรแล้ว”
ปรกเดือนตามมายืนอีกข้าง
“ใช่จ้ะ ... ตอนนี้ ดาวกลับมาเป็นเหมือนเดิม ลืมมันเสียเถอะนะ ลืมเสียให้หมด”
ปรายดาวยังคงยืนมองบริเวณนั้นด้วยสายตาเจ็บปวด
เตชิตขับรถต่อมาไร่สุขศรีตรัง
“รออยู่นี่ก่อนนะครับ ผมจะเข้าไปติดต่อก่อน”
เตชิตบอกเมื่อขับรถเข้ามาจอดหน้าบ้านศรีตรัง
“ค่ะ”
ปรายดาวไม่ได้สนใจเตชิตเพราะกำลังมองไปรอบๆ เหมือนจะทบทวนความทรงจำ เตชิตลงจากเดินเข้าไปภายใน
“ไอ้เต หวุดหวิดเชียวนะแก ฉันเพิ่งให้ลุงสมกับคุณทศพาคุณนางเอกเจนจิราไปตรวจไร่ว่า จะปลูกอะไรแทนข้าวโพดดี”
ศรีตรังบอกเมื่อเห็นเตชิตเดินเข้ามา
“เฮ้ย เอาจริงเรอะ”
“ฉันแค่กันนางไปให้พ้นๆ รีสอร์ทที่แกจะพาคุณหนูเผือกเสียงหวาน ไปรื้อฟื้นความหลังกันไง”
“พูดซะยังกับฉันจะมาฮันนี่มูนแน่ะ”
“ก็ไม่แน่ ... แกรีบไปเถอะ ... เดี๋ยวนางจะเบื่อกลับมาเสียก่อน”
“ขอบใจมาก”
“เออ”
เตชิตรีบเดินออกไป
เตชิตเดินออกมาขณะที่ปรายดาวกำลังเดินมองไปโดยรอบโดยมีปรกเดือนเดินตาม
“ดาว ... คุณเตชิตออกมาแล้ว”
ปรกเดือนบอกขณะที่เตชิตเดินตรงมาหา
“พอจะนึกอะไรออกไหมครับ”
“ก็ยังเลือนๆ รางๆ ค่ะ”
“งั้นไปที่รีสอร์ทกันเถอะครับ”
“คุณเตชิตช่วยพายัยดาวไปดูเถอะค่ะ เดือนจะรออยู่ที่นี่”
“ครับ”
“เดินไปก็ได้ค่ะ จะได้ดูอะไรไปด้วย”
“ไกลเหมือนกันนะครับ”
“ค่ะ ดาวเดินไหว”
“งั้นก็เชิญครับ”
ทั้งคู่พากันเดินไป ปรกเดือนมองตามด้วยสีหน้าเป็นกังวล
เตชิตกับปรายดาวเดินมาถึงรีสอร์ทที่ถูกไฟไหม้แต่ฝุ่นผงจากไฟไหม้หายไปกลายเป็นพื้นที่ราบเรียบสะอาดสะอ้าน เตชิตเดินเยื้องไปข้างหลังเล็กน้อย เฝ้าสังเกตุท่าทางของปรายดาว ปรายดาวหยุดเดินมองไปโดยรอบครู่หนึ่งแล้วหันมาเผชิญหน้ากับเตชิต เตชิตชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อท่าทางของปรายดาวดูเปลี่ยนไป
“บอกตรงๆ นะคะ ดาวไม่ทราบว่าทำไมดาวต้องมาเจอกับสถานที่พวกนี้อีก ดาวอยากจะลืมให้หมด”
“ก็คุณเดือนบอกว่า...”
“นั่นแหละค่ะ ดาวไม่เข้าใจพี่เดือน เขาพยายามหว่านล้อมให้ดาวมาเผชิญกับความจริง เขาไม่รู้หรือไงว่าดาวมาเห็นแล้วก็ต้องเจ็บปวด เจ็บปวดจากการกระทำของเขาเอง”
ปรายดาวเหมือนระบายออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจ
“คุณดาว ...”
“พี่เดือนนั่นแหละตัวดี รู้ทั้งรู้ว่าดาวหมั้นกับพี่พอล แต่ก็ยัง ...” ปรายดาวรู้ตัวว่า กำลังพูดอยู่กับคนแปลกหน้า ปรายดาวเช็ดน้ำตา “ขอโทษค่ะ ดาวไม่ควรพูด”
“ถ้ามันจะทำให้คุณสบายใจก็พูดมาเถอะ”
ปรายดาวเดินมาทรุดตัวลงนั่งตรงขอนไม้แล้วหลับตาลง ภาพเหตุการณ์ในอดีตหวนกลับมาในห้วงความคิด เมื่อภาพเลือนหายไปปรายดาวถอนใจยาว
“ดาวมันโง่เอง” เตชิตเดินมานั่งข้างๆ “พี่พอลเขาคงสงสารดาว ถึงได้ยอมหมั้นด้วย เขารักพี่เดือน”
ปรายดาวนิ่งไปอีก
“คุณดาวอาจจะเข้าใจผิด”
“ไม่ผิดหรอกค่ะ ที่พี่ดาวเขาไม่อยากมาด้วยคงเพราะรู้สึกผิดเหมือนกัน”
“อยากไปทำบุญมั้ยครับ”
“ก็ดีเหมือนกันค่ะ” ปรายดาวลุกขึ้นยืน แล้วสูดลมหายใจยาว “ขอบคุณนะคะที่อุตส่าห์ฟัง”
“ไม่เป็นไรครับ”
ทั้งสองคนเดินกลับไป
“ชื่อเตชิตนี่แปลกดีนะคะ ดาวไม่เคยได้ยิน” ปรายดาวชวนคุย
“บางคนเขาก็เรียกผมว่า “เตห่าง”
ปรายดาวหยุดยืนนิ่ง แล้วภาพตอนที่เสียงหวานเรียก“คุณเตห่าง” ก็หวนเข้ามาในห้วงความคิด
“มีอะไรหรือครับ”
“เปล่าค่ะ”
ปรายดาวออกเดินโดยไม่พูดไม่จา เตชิตเดินตามไปเงียบๆ
เตชิตพาปรายดาวกับปรกเดือนมาทำบุญที่วัด เมื่อทำบุญเสร็จทั้งสามคนก็เดินกลับมาที่รถ
“สบายใจขึ้นไหม”
ปรกเดือนถามน้องสาว
“ก็ดีค่ะ”
“อยากไปไหนอีกหรือเปล่า”
“ไม่แล้วค่ะ ดาวอยากกลับบ้าน”
เตชิตเปิดประตูให้สองสาวขึ้นไปนั่ง แล้วขับรถออกไป
ที่ไร่สุขศรีตรังขณะนั้นเจนจิราเดินกลับมาที่รถ ซึ่งตรีทศและสมยืนอยู่
“โอ๊ย ! ร้อน”
สมรีบส่งขวดน้ำให้
“ด้วยความเคารพ นี่ครับน้ำ”
“สะอาดหรือเปล่า”
“ถ้าไม่แน่ใจก็อย่าดื่มเลยครับ”
ตรีทศบอก ระหว่างนั้นมีมือปืนแอบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่และกำลังขยับปืนเล็งมา
“ก็ฉันหิวนี่”
“งั้นคุณก็ต้องตัดสินใจเอง”
เจนจิราหันมาทางตรีทศ แล้วมองตรีทศตั้งแต่หัวจรดเท้า
“นายเป็นใครเนี่ย”
“ด้วยความเคารพ คุณตรีทศเป็นผู้จัดการไร่สุขศรีตรังครับ”
เจนจิราอึ้งไป มือปืนเล็งปืนมาที่เจนจิรา เจนจิราเดินวางท่ามาสั่งคนงาน จังหวะนั้นมือปืนลั่นไกออกไป เจนจิราขยับตัวกลายเป็นคนงานบังไว้กระสุนจึงพุ่งเข้าหาคนงานแทนเจนจิรา คนงานทรุดฮวบลง
ทุกคนเอะอะโวยวาย เจนจิราตกใจสุดๆ ตรีทศกับสมรีบประคองคนงานขึ้นรถ มือปืนรีบไปจากที่นั้นทันที
เมื่อกลับมาบ้านเจนจิรานั่งร้องห่มร้องไห้ด้วยความตระหนกตกใจสุดๆ โดยมีอ้อยอยู่เป็นเพื่อน
“นิ่งเถอะน่า พี่เจน ยังไงก็รอดตายแล้ว”
“ก็ฉันกลัวนี่”
“มันก็น่ากลัวอยู่หรอก”
“ต้องเป็นไอ้เสี่ยเดนนิสแน่ คนอะไรใจร้ายฉันจะบอกให้ตำรวจจับมัน”
“รับรองว่ามันเอาพี่ตายก่อนจะบอกตำรวจ”
“ที่นี่ก็ไม่ปลอดภัยแล้ว ฉันจะไปอยู่ที่ไหนดี”

เจนจิราคร่ำครวญอย่างน่าเวทนา

อ่านต่อหน้า 2
 ปางเสน่หา   ตอนที่ 14 (ต่อ) 

ระหว่างนั้นเดนนิสวางโทรศัพท์ลงอย่างหงุดหงิดเมื่อรู้ว่ามือปืนทำงานพลาด

“นังเจนจิรา แกยังไม่ถึงที่ตายอีกจนได้”
ทางด้านเตชิตเมื่อขับรถกลับกรุงเทพ เตชิตขับรถมาจอดหน้าบ้านตัวเองแล้วลงจากรถ ปรกเดือนกับปรายดาวตามลงมาพร้อมๆ กันก่อนที่เตชิตจะเปิดประตูรถให้
“ขอบคุณมากค่ะ ผู้กอง” ปรกเดือนบอก
“ไม่เป็นไรครับ” ปรายดาวยกมือไหว้เตชิต เตชิตรับไหว้ “ถ้าหากมีอะไรให้ผมช่วย ก็บอกได้เลยนะครับ ผมยินดีและเต็มใจอย่างยิ่ง”
“ขอบคุณอีกครั้งนึงค่ะ”
เสียงโทรศัพท์เตชิตดังขึ้น
“เรากลับกันเถอะดาว” ปรกเดือนบอกน้องสาว
“รอเดี๋ยวได้มั้ยคะ ดาวมีบางอย่างอยากจะคุยกับคุณเตชิต”
ปรกเดือนและเตชิตมีสีหน้าแปลกใจ
“ด้วยความเต็มใจครับ”
“คุณเตชิตรับโทรศัพท์ก่อนเถอะค่ะ” ปรายดาวบอก เตชิตจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับ
“ครับ...ว่าไงศรี ... อะไรนะ...เออ...เออ... ดีแล้ว ...ฉันจะไปเฝ้าให้ พอดีจะได้สืบเรื่องนั้นเลย”
เตชิตพยักเพยิดรับคำแล้วปิดโทรศัพท์หันกลับมา
“เกิดอะไรขึ้นหรือคะ”
“เอ้อ เพื่อนของเพื่อนผมถูกลอบยิง”
“ตายจริง”
“เป็นอะไรมากไหมคะ”
“โชคดีที่มีคนงานมารับเคราะห์แทนครับ”
“โธ่เอ๊ย”
“ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ”
“ขอบคุณมาก ... เมื่อกี้คุณดาวมีอะไรจะพูดกับผม”
“ถ้าไม่รังเกียจ ดาวอยากขอเบอร์โทรศัพท์คุณไว้ เผื่อว่าจะมีอะไรที่ดาวจำได้อีก”
“ต้องบอกว่าผมดีใจมากดีกว่า”
ปรกเดือนแตะแขนปรายดาว
“พี่มีเบอร์คุณเตชิตจ้ะ เดี๋ยวบอกให้...ขอบคุณอีกครั้งนะคะคุณเตชิต”
“ครับ”
“ไปจ้ะ ดาว”
ปรายดาวมองหน้าเตชิตเหมือนมีอะไรอย่างหนึ่ง แต่แล้วก็ตามปรกเดือนไปโดยดี เตชิตมองตามปรายดาวด้วยสีหน้าครุ่นคิด
ปรกเดือนขับรถเข้ามาจอดในบ้าน ก่อนจะลงจากรถปรกเดือนหันมาทางปรายดาวพร้อมกับพูดขึ้นว่า
“พี่ดีใจที่ดาวดูเปิดใจที่จะรับฟังผู้กองเตชิตมากขึ้น”
“น่าแปลกที่ดาวรู้สึกไว้ใจเขามากกว่าใครๆ น่ะค่ะ”
ปรกเดือนชะงัก ปรายดาวประตูรถลงไป ปรกเดือนมองตามด้วยสีหน้าเป็นกังวล
ขณะนั้นเดนนิสนั่งอยู่ในบ้าน เมื่อปรกเดือนเดินเข้ามา เดนนิสมองสำรวจแว่บหนึ่ง
“ไม่ได้ซื้ออะไรมาเลยหรือ”
“อ๋อ ไปไหว้พระค่ะ ไม่ได้ไปช้อปปิ้ง”
“ไหว้พระอะไรกลับป่านนี้”
“ไหว้พระ 9 วัดไงคะ เมื่อกี้เสี่ยไม่ได้ถามดาวหรือคะ”
“ฉันไม่ชอบให้ใครมาย้อน” ปรกเดือนนิ่งไป “น้องสาวเธอเดินขึ้นไปโดยไม่ยอมพูดจาอะไรสักคำช่วยเตือนด้วยก็แล้วกันว่าทุกคนที่อยู่ในบ้านนี้ ต้องเคารพและเห็นความสำคัญของฉัน บางทียัยดาวคงจะหลับไปนานจนลืมข้อนี้แล้วก็ได้”
“ค่ะ”
“แล้วท้องไส้อย่างนี้ไปไหนมาไหนนานๆ ไม่เหนื่อยเรอะ”
“ไม่ค่ะ”
ปรกเดือรอครู่หนึ่ง พอเห็นเดนนิสไม่พูดก็ขยับจะเดินขึ้นบ้าน
“บอกให้ไปเอาออกก็ไม่เอา”
จู่ๆ เดนนิสก็พูดขึ้นมา ปรกเดือนน้ำตารื้นขึ้นมา แล้วรีบเดินขึ้นบันไดไป เดนนิสมองตามอย่างหงุดหงิด
“พี่น้องคู่นี้น่าเบื่อจริงๆ”
ปรกเดือนเดินมาถึงหน้าห้องปรายดาว ปรกเดือนทำท่าจะเดินเลยไปแล้วเปลี่ยนใจเดินมาเคาะประตูห้องปรายดาว
“ดาว ดาว”
เงียบไม่มีเสียงตอบ ปรกเดือนเรียกอีก 2-3 ครั้ง เมื่อไม่มีเสียงตอบอีกปรกเดือนจึงเดินเลยไป
ปรกเดือนเดินกลัยเข้าห้องแล้วโทรศัพท์หาเตชิต ซึ่งขณะนั้นเตชิตเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ
“ถึงบ้านเรียบร้อยแล้วหรือครับ” เตชิตถามมาตามสาย
“ค่ะ เดือนเริ่มกลุ้มใจอีกแล้วละค่ะ ยัยดาวกลับมาทำท่าหมางเมินกับเดือนอีกแล้ว”
“เอ๊ะ ทำไม”
“เดือนก็ไม่ทราบเหมือนกัน แกพูดแปลกๆ ว่า ตอนนี้แกรู้สึกไว้ใจคุณเตชิตมากกว่าใครๆ” นัยน์ตาเตชิตเป็นประกายขึ้นมาอย่างตื้นตันใจ “แต่เดือนก็ยังดีใจนะคะ ที่แกเริ่มรู้สึกไว้ใจใครขึ้นมาสักคน โดยเฉพาะคุณซึ่งคุ้นเคยกับแกเมื่อครั้งยังเป็นวิญญาณ”
“ผมก็ดีใจครับ แต่ระหว่างนี้ผมต้องไปราชการต่างจังหวัด 3-4 วัน ถ้าคุณเดือนมีเรื่องด่วนอะไรก็โทรหาผมได้ตลอดเวลานะครับ ไม่ต้องเกรงใจ ...แล้วก็ฝากดูคุณดาวด้วย “
“ได้ค่ะ แค่นี้ก่อนนะคะ”
เตชิตวางโทรศัพท์ลงแล้วทรุดตัวลงนั่ง มีสัญญาณฝากข้อความดังขึ้น เตชิตหยิบมาเปิดดูข้อความที่ส่งเข้ามา
“ขอบคุณสำหรับความพยายามช่วยเหลือในวันนี้ค่ะ ...ปรายดาว”
เตชิตส่งข้อความกลับไปว่า
“ ด้วยความยินดีและเต็มใจเป็นอย่างยิ่งครับ ...เตห่าง”
เตชิตรอครู่หนึ่ง ไม่มีข้อความใดส่งมาอีกจึงวางลง แล้วเดินไปแต่งตัว
เตชิตมาหาเสนาที่ห้องทำงาน เมื่อเปิดประตูเข้ามาเตชิตก็ทำความเคารพเสนา
“กำลังอยากพบอยู่พอดี เย็นนี้จะไปแล้วใช่ไหม”
“ครับ พอดีศรีตรังพาเจนจิราไปซ่อนตัวที่บ้านญาติที่เชียงใหม่ ผมจะได้ถือโอกาสสืบคดีเกษรินด้วย”
“เผอิญคดีทางนี้ ฉันสังหรณ์ใจก็เลยให้รื้อขึ้นมาใหม่” เตชิตมองเสนาอย่างตั้งอกตั้งใจฟัง “มีคนมือบอนไปตัดสายเบรครถของคุณปรายดาว”
เตชิตถึงกับสะดุ้ง
“อะไรนะครับ”
“มีคนตั้งใจให้เธอตาย”
“ใคร”
“วันนั้นถ้าเบรคไม่มีปัญหา ปรายดาวก็อาจจะไม่ต้องนอนเป็นผักไปตั้ง 2 ปีกว่า”
“คนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”
“ปรกเดือน”
“เป็นไปไม่ได้”
“พอลก็เป็นไปไม่ได้ ยังไงมันก็ไม่ฆ่าปรายดาวแน่” เตชิตอึ้งไป “คนที่น่าสงสัยที่สุดน่าจะเป็นพี่สาวของเธอเอง”
“เดนนิส”
“ก็อาจจะอยู่ในข่ายผู้ต้องสงสัยด้วย แต่น้ำหนักไปตกอยู่ที่ปรกเดือนซึ่งมีข่าวซุบซิบว่ามีความสัมพันธ์กับพอล”
“ผู้กำกับถามมันหรือยังล่ะครับ”
“ยัง! แล้วฉันก็ไม่อยากให้มันรู้ด้วย เพราะมันมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับคนพวกนี้ เพราะฉะนั้นนายเอาไปอีกคดี ฉันให้จ่าธงไปเป็นผู้ช่วย”
“ขอบคุณครับ”
“ไปได้”

เตชิตทำความเคารพ แล้วเดินออกไป เสนามองตามแล้วหยิบแฟ้มอื่นขึ้นมาดู
เตชิตเดินกลับมาที่รถโดยมีธงเดินตามออกมา
“ผู้กองครับ”
“อะไร” เตชิตหันกลับมา ธงเหลียวซ้ายแลขวาแล้วกระซิบ
“อาจจะเป็นไปได้ไหมครับ ที่ผู้กองพอล...”
“ขึ้นรถ”
“ครับผม”
เตชิตและธงขึ้นรถโดยเตชิตเป็นคนขับ ธงจึงกระซิบต่อ
“คืองี้ครับ... อย่างที่เรารู้ๆ กันว่า ...”
“นี่จ่าธงกำลังจะปรักปรำผู้กองพอลเรอะ”
“ก็ผมเคยดูหนังพวก....”
“นั่นมันหนัง แต่นี่ชีวิตจริง”
“ครับผม”
เตชิตขับรถออกไป
เตชิตขับรถมาได้สักก็เปลี่ยนให้ธงเป็นคนขับ ระหว่างนั้นมีเสียงส่งข้อความดังขึ้นที่โทรศัพท์เตชิต เตชิตหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดู “เย็นนี้พี่พอลจะมารับไปทานข้าวเย็นค่ะ...ทีแรกดาวคิดว่าจะไม่ไป แต่พอคิดๆ ดูก็เลยเปลี่ยนใจ เพราะอยากจะรู้ความรู้สึกของตัวเอง และของพี่พอลด้วย”
เตชิตมีสีหน้าขรึมลง แล้วปิดโทรศัพท์ทันที
“แค่นี้ก็ต้องมารายงาน”
เตชิตพึมพำกับตัวเอง ธงสังเกตเห็นจึงแกล้งแซว
“เจ้าหนี้หรือครับ”
“ทะลึ่ง”
“ขอประทานโทษครับ พอดีเห็นผู้กองหน้าบึ้ง ผมก็เลยอยากจะสร้างบรรยากาศ”
“ทำลายบรรยากาศน่ะซิไม่ว่า ขับรถเฉยๆ ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น”
“ครับผม”
ธงขับไป
ธงขับรถพาเตชิตมาไร่สุขศรีตรัง ตรีทศและสมรีบออกมาต้อนรับเตชิตกับธง
“ยินดีต้อนรับครับ ด้วยความเคารพ คุณเตกับ...”
“จ่าธงครับ”
“คุณเตกับจ่าธงรับประทานอาหารมาหรือยังครับ”
“แวะทานระหว่างทางเรียบร้อยแล้วครับ ได้ข่าวว่าป้าจุแกไปกับศรีตรังด้วย”
“ครับ แต่ไม่ต้องเป็นห่วง นายศรีตรังมอบหมายให้อ้อยทำหน้าที่แทนป้าจุทุกอย่าง”
“ด้วยความเคารพ คุณเตกับคุณจ่าพักผ่อนดีกว่า ว่าแต่คุณเตจะนอนกับผมหรือว่า คุณทศดีครับ”
“อ๋อ ไปนอนกับทั้ง 2 คนครับ ผมแมนเต็มร้อย”
ตรีทศหัวเราะขณะที่สมสะดุ้ง
“ด้วยความเคารพ ผมไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น”
“ผู้กองล้อเล่นน่ะครับ ท่านมีอารมณ์ขัน”
“ที่บ้านนี้ไม่มีใครอยู่ ผมกับจ่าธงนอนเฝ้าดีกว่า”
“ดีครับ ผมจะได้เฝ้าทางด้านโน้น ขอตัวละครับ”
เตชิตยิ้ม แล้วพยักหน้า
“ขอบคุณ”
ตรีทศและสมเดินคุยกันออกไป
ขณะนั้นที่บ้านจุรี อ้อยกำลังคุยโทรศัพท์กับจุรีและโวยลั่นอย่างไม่พอใจ
“ไม่กลับ หมายความว่ายังไง แม่ก็รู้ว่าผีนังเกษมันจ้องจะหลอกอ้อย แล้วแม่ก็ยังจะไปค้างที่อื่นอีก อ้อยไม่ยอมหรอก”
อ้อยเดินกลับไปกลับมาฟังเสียงทางโน้น
“โธ่เอ๊ย แค่นี้อ้อยก็รู้แล้วว่า แม่เห็นคนอื่นดีกว่าอ้อย...ไม่รู้ละ... ถ้าแม่ไม่กลับมาคืนนี้ ก็แสดงว่าแม่เกลียดอ้อย อยากให้ผีหักคออ้อยตาย”
อ้อยวางโทรศัพท์ลง อย่างหงุดหงิด เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกอ้อยไม่รับแล้วเดินออกไป
สมและตรีทศคุยกันอยู่หน้าบ้านสม ขณะที่อ้อยถีบจักรยานเข้ามา สองคนหันไปมองอ้อยลงจากจักรยานเดินมาหาแล้วท้าวสะเอว
“จะให้เข้าใจว่าไง” สมกับตรีทศชะงัก มองหน้ากันงง “ไม่ต้องมาทำเป็นงงตามสูตรเลย...ทำไมไม่มีใครบอกอ้อยว่า นายศรีตรังหอบแม่อ้อยไปทำกับข้าวให้กินที่เชียงใหม่...อ้อ คงคิดจะประหยัด ร้านอาหารที่โน่นเขามีกันเยอะแยะ แต่ก็ยั้งจะพาคนแก่ไปทรมานทรกรรม”
“ด้วยความเคารพ”
“ไม่ต้องมาเคารพเคาเริบอ้อย แล้วนี่ถ้าผีนังเกษมันมาหาอ้อยจะทำยังไง”
“ผีที่ไหนจะมาตั้งหน้าตั้งตาหลอกทุกวันๆ”
“ก็ผีนังเกษรินไง ถ้าแม่ไม่กลับมาวันนี้ อ้อยจะมานอนกับพี่” ตรีทศสะดุ้งเฮือก “ขอประกาศไว้ให้รู้โดยทั่วกัน”
อ้อยขึ้นจักรยานถีบออกไป
“เฮ้ย แล้วผมไปเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ”
“ด้วยความเคารพ”
“ว่าไงครับ”
“ไม่ทราบ”
ตรีทศเดินออกไปอย่างหงุดหงิด
วันเดียวกันนั้น เตชิต ธง และพงษ์ศักดิ์มาหาศักดิ์สิทธิ์ที่ทัณฑสถาน ศักดิ์สิทธิ์หันมามอง แววตาผิดปกติไปนิดหนึ่งแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อโดยไม่สนใจ
“ศักดิ์”
ศักดิ์สิทธิ์ลุกขึ้นเผชิญหน้ากับทุกคน
“พ่อคงไม่ได้พาคนพวกนี้มาเยี่ยมผมหรอกใช่ไหม”
“ผู้กองเตชิตมีเรื่องจะสอบถามแก”
“โอ๊ย ผมเบื่อจะตอบแล้ว”
“ถ้าคุณตอบคำถามนี้ของผม รับรองว่าจะไม่มารบกวนคุณอีก”
“งั้นก็ว่ามา ถามแล้วจะได้ไปๆ กันเสียที”
“ใครคือผู้สมรู้ร่วมคิดกับคุณ”
“ให้ตายเถอะ นี่ตำรวจไม่มีคำถามอื่นๆ บ้างหรือไง เจอกี่ครั้งๆ ก็จะถามประมาณเนี้ยะ”
“แกต้องบอกคุณเตชิตเพื่อไถ่บาป วิญญาณของเกษรินจะได้ไปผุดไปเกิดเสียที”
“เฮอะ...ก็ใครเขาห้ามไปผุดไปเกิดล่ะ อยากไปก็ไปซิ ตัวอยากเที่ยวมาหลอกมาหลอนเขาเองแล้วจะไปโทษใคร”
“ตราบใดที่เขายังไม่ได้รับความยุติธรรม ตราบนั้นเขาก็ไม่ไปเกิด”
“แล้วที่ผมต้องมาอยู่อย่างนี้ยังไม่เรียกว่ามันได้รับความยุติธรรมอีกเหรอ...ถ้าคืนนี้นังเกษมันมาหาใครก็ฝากช่วยบอกด้วยว่า พอแล้วอย่าได้คืบจะเอาศอก”
“แล้วคุณจะยอมติดคุกเพื่อคนอื่นหรือไง”
“เอ๊ะ ผู้กองเตชิตนี่พูดไม่รู้ฟัง ผมบอกว่า ผมทำคนเดียว ๆ ยังจะมาซักไซ้หาพระแสงอะไรอีก จะบอกอะไรให้ ถ้าอยากรู้จริงๆ ก็ลองจุดธูปถามนังเกษมันดูเอง มันถูกฆ่า มันก็ต้องรู้ซิว่าใครเป็นคนฆ่า ผมไม่มีเรื่องจะพูดด้วยแล้ว กลับไปเถอะ”
แต่ละคนมองตามศักดิ์สิทธิ์อย่างหนักใจ
ทุกคนกลับมาบ้านศรัตรัง เมื่อมาถึงเตชิตเดินไปหยิบขวดน้ำและแก้วมาวางให้
“ผมต้องขอโทษที่ช่วยผู้กองไม่ได้ เจ้าศักดิ์มันปากแข็งเหลือเกิน” พงษ์ศักดิ์บอก
“นอกจากอ้อยแล้ว ศักดิ์มีเพื่อนสนิท ที่ไหนอีกไหมครับ” เตชิตถาม พงษ์ศักดิ์ชะงัก
“ผู้กองสงสัยอ้อย”
“ก็แค่สงสัยเท่านั้นแหละครับ ยังไม่มีหลักฐานอะไร”
“ถูกสอบปากคำบ่อยๆ เข้า วันนึงก็ต้องหงุดหงิดหลุดออกมาจนได้”
ธงบอกจังหวะนั้นมีเสียงบีบแตรรถอยู่ข้างนอก
“ใครมา”
“ผมออกไปดูเองครับ”
เตชิตพยักหน้า ธงเดินออกไปดูแล้วต้องชะงักเมื่อเห็นเจนจิราลงจากรถรับจ้าง เจนจิราส่งเงินให้คนขับแล้วหันมา
“มาช่วยยกกระเป๋าหน่อยซิ ยืนเบิ่งอยู่ได้”
“ขอประทานโทษ”
“ไม่ต้องขอโทษ เจ้าของบ้านเขาไม่อยู่ วันนี้ฉันใหญ่สุด”
ธงเดินมายกกระเป๋าเสื้อผ้า เจนจิราเดินตรงเข้าไปในบ้าน
“มาเฝ้าบ้านเรอะ”
“ครับผม”
เจนจิราเดินเข้ามาในบ้านแล้วเบิกตากว้างเมื่อเห็นเตชิต
“คุณเตะ เอ๊ย เตชิต”
เจนจิราโผเข้ากอดคอ แล้วหอมแก้มเตชิต เตชิตตกใจแกมเก้อๆ รีบปลดแขนเจนจิราออก
“อายหรือคะ หน้าแดงเลย ...อ้าวคุณพงษ์ก็มา”
“คุณล่ะ กลับมาได้ยังไง แล้วศรีตรัง ... ป้าจุล่ะ”
“ก็หนีกลับซ
กำลังโหลดความคิดเห็น...