xs
xsm
sm
md
lg

กระบือบาล ตอนที่ 18 จบบริบูรณ์

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


กระบือบาล ตอนที่ 18 อวสาน

ขณะที่เจนจิรานั่งเหม่ออยู่ที่หน้าต่างห้องนอนในบ้านพัก ระหว่างนั้นมีเสียงคนเดินขึ้นมาบนเรือน เจนจิราดีใจนึกว่าใจเด็ดกลับมาง้อ

“พี่เด็ด”
เจนจิรารีบเข็นรถไปที่ประตู แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นสรนุชเดินเข้ามาพร้อมถาดอาหาร
“ฉันเอง”
“เธอมาทำไม”
“ฉันเอานี่” สรนุชวางถาดอาหารลงบนโต๊ะ “มาให้”
“ฉันไม่หิว”
สรนุชมองเจนจิราก่อนจะเดินเข้ามาหา
“เราไม่สามารถเป็นเพื่อนกันได้เหรอ” สรนุชเอ่ยขึ้น
“เธอทำอย่างนี้ทำไม” เจนจิราถาม
“ฉันไม่อยากเราเป็นอย่างนี้”
สรนุชมองเจนจิราด้วยความจริงใจ เจนจิรามองสรนุชก่อนจะตัดสินใจพูดในสิ่งที่คิดเอาไว้
“ถ้าเธออยากเป็นเพื่อนกับฉันจริงๆ...เธอก็ต้องเลิกยุ่งกับพี่เด็ด”
สรนุชชะงักไป
“ฉันคิดว่า...ฉันคงขอเธอไม่เยอะเกินไปใช่มั้ย”
“เจน...ฉันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขานะ”
“ทำไมจะไม่เกี่ยว...ฉันเป็นแบบนี้จะมีใครมาสนใจฉัน”
เจนจิราสบตาสรนุชก่อนจะพูดอย่างจริงจัง
“เธอไม่มีพี่เด็ด...เธอก็สามารถมีชีวิตต่อไปได้...แต่ฉัน...ฉันไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปถ้าไม่มีเขา”
สรนุชอึ้งไป

คืนนั้น ใจเด็ดกลับเข้าห้องอย่างเหนื่อยล้า แล้วก็มองไปที่เสื้อของสรนุช ที่เขาวางไว้บนโต๊ะ
ใจเด็ดตัดสินใจหยิบมาแล้วเดินออกไปจากห้อง

ใจเด็ดเดินถือเสื้อตรงมากำลังจะไปเรือนรับรอง แต่แล้วระหว่างที่ถึงทางแยก สรนุชก็เดินมาจากอีกทาง เพิ่มมาจากบ้านพักเจนจิราพอดี
ใจเด็ดกับสรนุชชะงักไปเมื่อได้พบกัน
“ผมกำลังจะไปหาคุณพอดี”
สรนุชฝืนยิ้มให้ใจเด็ด ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “มีอะไรเหรอ”
“วันนั้นที่ผมนัดคุณไปที่ริมน้ำ”
“ตายจริง...ฉันลืมสนิทเลย...อย่าบอกนะว่านายไป”
สรนุชเล่นละครทำเป็นไม่ได้ไป ใจเด็ดรู้สึกว่าสรนุชแปลกไป
“แล้วนายมีอะไรหรือเปล่า...พูดกับฉันตอนนี้ก็ได้นะ”
ใจเด็ดค่อยๆ ยื่นเสื้อตัวนั้นให้สรนุช
“ผมเอาเสื้อมาคืนคุณ” สรนุชรับไป “ผมเย็บซ่อมให้แล้ว”
สรนุชแอบผิดหวัง “นายนัดฉันไปริมน้ำเพื่อคืนเสื้อให้ฉันแค่นั้นใช่มั้ย”
ใจเด็ดพูดไม่ออกเพราะความอายจุกอก “เอ่อ”
สรนุชเข้าใจว่าไม่มีอะไรจริงๆ “ขอบคุณนะ...ก็ดี...จะได้ตัดสินใจง่ายหน่อย”
“ตัดสินใจ..? ตัดสินใจอะไรเหรอครับ” ใจเด็ดฉงน
“อ๋อ...ไม่มีอะไรหรอกค่ะ...คือ...พรุ่งนี้ฉันต้องกลับกรุงเทพฯแล้ว” สรนุชตัดสินบอกออกไป
ใจเด็ดอึ้งไป “เอ่อ...ผมนึกว่าคุณจะอยู่นานกว่านี้”
“อย่าเลยค่ะ...อยู่ไปฉันก็ไม่ได้ทำอะไร...คุณเองก็ต้องดูแลเจน...แล้วอีกอย่าง...ฉันว่างงานมานาน...คงต้องกลับไปหางานทำแล้ว”
ใจเด็ดนิ่งงันไปเพราะไม่ทันตั้งตัว ความเงียบเข้ามาทำให้บรรยากาศอึดอัด สรนุชเลยแกล้งหาวหวอดใหญ่
“กี่ทุ่มแล้วเนี่ย” เข้าไปจับข้อมือใจเด็ดขึ้นดู “โห สองทุ่มแล้ว ฉันไปก่อนนะ...ยังไม่ได้เก็บของเลย”
พูดจบสรนุชก็ยิ้มให้แล้วเดินออกไปเลย ใจเด็ดยืนช็อคพูดอะไรไม่ออก
สรนุชจากที่ยิ้มตอนจากมา พอหันหลังให้ใจเด็ด สีหน้าและแววตาของเธอก็เปลี่ยนเป็นความเศร้าทันที

สุบินกับอรอนงค์กำลังรอคอยสรนุชด้วยความเป็นห่วง
“บิน...แกไม่ไปดูนุชมันหน่อยเหรอ...เกิดคุณเจนเขาบ้าเลือดทำร้ายนุชละ”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงต้องยอม...ในเมื่อนุชมันเลือกที่จะทำอย่างนี้นี่หว่า”
“บ้าหรือไงไอ้บิน”
“ไม่บ้าเว้ย...แกไม่ได้ยินหรือไงว่านุชมันจะใช้ความดีชนะความอิจฉาริษยาของคุณเจน...แล้วถ้าเราไปตอนนี้...ก็เท่ากับไปขัดโอกาสที่มันจะทำความดีนะเว้ย”
อรอนงค์นิ่งไป ระหว่างนั้นสรนุชเดินขึ้นมาบนเรือนรับรอง สุบินกับอรอนงค์เห็นก็รีบเข้ามาดูด้วยความเป็นห่วง
“เป็นไรหรือเปล่านุช..คุณเจนทำอะไรเธอหรือเปล่า” อรอนงค์เป็นห่วงนัก
สรนุชพยายามข่มความเสียใจเอาไว้ “ฉันเข้าไปเก็บกระเป๋าก่อนนะ”
“เก็บกระเป๋า? เก็บทำไม” สุบินแปลกใจ
“พรุ่งนี้ฉันจะกลับกรุงเทพฯ”
สรนุชพูดจบก็เดินออกไปแล้วเข้าห้องทันที สุบินกับอรอนงค์งง
“อะไรของมันวะ”

สรนุชออกมายืนพิงประตูห้องก่อนจะทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง คิดถึงคำพูดของเจนจิรา ตอนที่เจนจิราขอใจเด็ดกับเธอ สรนุชปล่อยโฮออกมาอย่างคนที่ยอมแพ้

เช้าวันต่อมาสรนุช อรอนงค์และสุบินกำลังช่วยกันขนกระเป๋าขึ้นรถ โดยมีใจเด็ด เกริกไกรมารอส่ง
“คุณอรจะกลับจริงๆ เหรอครับ” เกริกไกรออดอ้อนจนนาทีสุดท้าย
“เอาไว้อรมาเที่ยวใหม่นะคะหมอ”
เกริกไกรหน้าสลด สุบินเดินเข้าไปหาใจเด็ด “ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะครับ”
“ผมเองก็เหมือนกัน...ถ้าไม่ได้คุณสุบินในการเรียกร้องครั้งนั้น...ผมก็คงไม่มีวันนี้”
“คุณใจเด็ดรอดูผลงานผมแล้วกัน”
ใจเด็ดยิ้มยินดี แล้วใจเด็ดกับสุบินก็จับมือกัน ซึ้งน้ำใจกันและกัน
พอสุบินจากไป ใจเด็ดก็หันไปสบตากับสรนุช ใจเด็ดเดินเข้ามาหา
“โชคดีนะครับ”
“นายเองก็เหมือนกัน”
สองคนนิ่งงัน เงียบกันไปเหมือนไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้ว ระหว่างนั้นสุบินตะโกนมา
“ไป...นุช...เดี๋ยวค่ำพอดี”
สรนุชหันไปมองสุบินกับอรอนงค์ที่ขึ้นรถเรียบร้อย แล้วหันไปมองใจเด็ดอีกครั้ง ใจเด็ดยิ้มมุมปากให้เล็กน้อย
สรนุชหันหลังเดินขึ้นรถไป รถสรนุชเคลื่อนตัวออก เกริกไกรตะโกนตามจะเป็นจะตาย
“คิดถึงผมบ้างนะครับคุณอร...แล้วผมจะลงไปหาคุณอรนะครับ”
เกริกไกรวิ่งตามไปได้สักระยะก่อนจะเดินกลับมาหาใจเด็ดที่ยืนอยู่ที่เดิม
“ไง...แกพูดอะไรกับคุณนุชวะ”
“ก็ขอให้โชคดี”
“เฮ้ย! แค่นั้นเนี่ยนะ”
ใจเด็ดนิ่งไป เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมไม่สารภาพรักออกไป

มุมหนึ่งไม่ไกลจากหน้าสถานี เจนจิรานั่งอยู่บนวีลแชร์สีหน้าโล่งอกสบายใจ เมื่อเห็นสรนุชกลับกรุงเทพฯ ไป
“ขอบใจมาก...ฉันจะไม่ทำให้ความหวังดีของเธอเสียเปล่า”

รถของสรนุชแล่นมาตามทาง มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ
สรนุชนั่งเงียบๆ อยู่ในรถ น้ำตาซึมออกมา สุบินทำหน้าที่คนขับ มองผ่านกระจกมองหลัง แล้วหันมองหน้าอรอนงค์ สองคนแอบมองสรนุชด้วยความสงสาร

ใจเด็ดยกไม้มาแล้วโยนลงไปรวมที่กองไม้ เกริกไกรตามเข้ามา
“ไอ้เด็ด...เรื่องอะไรวะ”
ใจเด็ดปาดเหงื่อแล้วหันมา “เรื่องอะไร”
“ทำไมอยู่ๆ คุณนุชถึงได้กลับกรุงเทพฯ...แกทำอะไรให้คุณนุชเขาโกรธหรือเปล่า”
“เปล่า...ฉันไม่ได้พูดอะไรเลย...เขาก็บอกว่าเขาจะกลับกรุงเทพฯ แล้ว”
“แล้วแกจะปล่อยให้คุณนุชไปอย่างนี้เหรอวะ...แกยังไม่ได้บอกความในใจแกเลยนะเว้ย”
“ไม่มีประโยชน์แล้วละหมอ” ใจเด็ดบอกปลงๆ
“ไอ้เด็ด...ฉันไม่ได้แช่งนะ ถ้าคุณนุชเกิดอุบัติเหตุเป็นอะไรไป หรือแกอาจจะโดนงูกัดน้ำร้อนลวกเป็นอะไรไป แกไม่เสียใจเหรอวะที่ไม่ได้พูดให้คุณนุชรู้”
ใจเด็ดนิ่งไป ระหว่างนั้นเกริกไกรยื่นกุญแจรถให้ ใจเด็ดมองกุญแจรถสับสนว่าจะเอาไงดี

รถของสรนุชแล่นมาตามทางอย่างเอื่อยๆ สรนุชมองสุบินที่ขับรถอยู่อย่างกับเต่าคลานด้วยความแปลกใจ
“แกขับรออะไรบิน”
“เปล่า...ไม่ได้รออะไร...แค่ขับช้าๆ มันปลอดภัยดี” สุบินปด
อรอนงค์รีบเสริมทันที “ใช่...แหม...รู้สึกปลอดภัยจัง”
“แต่ฉันอยากไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด...ถ้าแกยังขับอยู่เท่านี้...ฉันจะลงไปขับเอง”
สุบินกับอรอนงค์เหล่มองหน้ากัน ก่อนจะตัดสินใจเหยียบคันเร่งเต็มแรง รถของสรนุชพุ่งฉิวออกไป
ถนนโล่งตลอดสาย รถใจเด็ดขับแล่นเข้ามา บนถนนเส้นเดียวกับที่สรนุชเพิ่งขับรถผ่านไป
ในที่สุดใจเด็ดตัดสินใจจอดรถ เพราะคิดว่าตามสรนุชไม่ทันแล้วแน่ๆ
“คุณนุช...”
ใจเด็ดเสียใจที่ไม่ได้บอกความในใจ

เวลาผ่านไป จากบ่ายคล้อยเป็นค่ำแล้ว
สรนุชเดินเข้ามาในบ้านอย่างหมดอาลัยตายอยาก สุบินกับอรอนงค์เดินตามติดคอยดูแลไม่ห่าง
สุบินนุช...แน่ใจนะว่าไม่อยากให้เราอยู่เป็นเพื่อน
-สรนุชได้แต่พยักหน้า ไม่พูดไม่จา ระหว่างนั้นสรยุทธ์กับเลิศหล้าก็เดินออกมาเห็น
สรยุทธ์ดีใจ “อ้าว...กลับมาแล้วเหรอ”
เลิศหล้ามองเห็นสรนุชสีหน้าเศร้าก็แปลกใจ “ลูก...ไปทำอะไรมา”
เลิศหล้าพูดไม่ทันจบ สรนุชก็โผเข้ากอดแม่ไว้แน่นก่อนจะร้องไห้ออกมา สรยุทธ์กับเลิศหล้าตกใจที่เห็นสรนุชร้องไห้
“เป็นอะไรลูก...บอกแม่ซิ…”
“แม่..” สรนุชพูดไม่ออก
“ใครทำอะไรลูกบอกแม่ซิ..หรือว่า...สุบิน...ทำอะไร”
“ผม..ปะเปล่านะครับ...ผมไม่ได้ทำ”
“แล้วทำไม...ยายหนูเอาแต่ร้องไห้อย่างนี้”
“คุณก็...ใจเย็นๆ ซิ” นายพลสรยุทธ์ปรามภรรยา
“นี่คุณ...ลูกเป็นอย่างนี้แล้วยังมาใจเย็นอะไรอีก..ว่าไงอรบอกมาว่ามีอะไร”
สุบินกับอรอนงค์มองสรนุชที่เอาแต่ร้องไห้ แต่ก็ลำบากใจไม่รู้จะบอกกับเลิศหล้าและสรยุทธ์ยังไง

คืนนั้นภายในห้องนอน สรนุชนั่งกอดหมอนอยู่บนเตียง น้ำตาค่อยๆ ไหลออกมาจากสองตา ระหว่างนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“แม่เข้าไปได้มั้ยลูก”
สรนุชรีบปาดน้ำตาทันที “ค่ะ”
เลิศหล้าเปิดประตูเข้ามาในห้อง เห็นสรนุชนั่งอยู่บนเตียง ดูสภาพก็รู้ว่าสรนุชเพิ่งผ่านการร้องไห้อย่างหนัก เลิศหล้าลงนั่งข้างๆแล้วดึงสรนุชเข้ามากอด
“ลูกแม่...รักเขามากเหรอ”
สรนุชเงียบ
เลิศหล้ารู้คำตอบแล้ว มองอย่างเข้าใจ สงสารจนแทบจะร้องไห้ออกมากับลูก แต่ก็ต้องทนฝืนเก็บน้ำตาเอาไว้
“แม่ไม่รู้หรอกนะว่าเกิดอะไรระหว่างลูกกับใจเด็ด...รู้แต่ว่า ถ้าวันนี้ลูกอยากจะระบายมันออกมาลูกก็ทำเถอะ แม่อยู่นี่แล้ว”
สรนุชซุกตัวซบอยู่ที่ไหล่เลิศหล้าน้ำตาเอ่อล้น กอดแม่แน่นเข้าไปอีก
“หนูทำถูกแล้วใช่มั้ยคะ...ถ้าหนูกับเขารักกัน...จะต้องมีอีกคนที่เสียใจ”
“ลูกก็เลยเลือกให้ตัวเองเป็นฝ่ายเสียใจ”
สรนุชพยักหน้า
เลิศหล้ากอดลูกสาวแน่น “ไม่เป็นไรนะ...ความรักจะมีทางออกของมันเอง...เชื่อแม่ซิ”
เลิศหล้าได้แต่มองสรนุชอย่างสงสาร รับรู้ว่าหัวใจลูกสาวคงจะแตกสลายไปแล้ว

ส่วนใจเด็ดกำลังทำคอกใหม่กับพวกคนงานอย่างหนัก ระหว่างนั้นเกริกไกรเดินเข้ามา
“ไอ้เด็ด...ขอฉันคุยด้วยหน่อย”
“เอาไว้ก่อนได้มั้ยหมอ...ฉันอยากทำคอกนี้ให้เสร็จวันนี้”
ใจเด็ดแบกไม้เดินต่อ ระหว่างนั้นเห็นเจนจิราเข็นวีลแชร์เข้ามาสองหนุ่มไม่เห็น เกริกไกรเดินตามใจเด็ดเข้ามาแล้วพูดทันที
“คุณนุชจะไปเมืองนอก”
ใจเด็ดที่ทำงานอยู่ถึงกับชะงักไป “ไปเมืองนอก..?”
“ใช่...อรเขาบอกกับฉันว่าคุณนุชจะไปเรียนปริญญาโทที่นั่น...อย่างน้อยก็สองปี”
ใจเด็ดอึ้งปนช็อค
“ไอ้เด็ด...ถ้าแกรีบไปตอนนี้ยังทัน”
“แล้วคุณจะนุชจะเดินทางเมื่อไหร่”
“พรุ่งนี้”
ใจเด็ดใจหายวาบ เจนจิราได้ยิน ก็ยิ้มอย่างสบายใจออกมาเข็นวีลแชร์เข้าไปหาใจเด็ด
“พี่เด็ด...อ้าว..หมอ”
ใจเด็ดกับเกริกไกรหันมา เห็นเจนจิราต่างก็เงียบไว้ก่อน โดยไม่รู้ว่าเจนจิราได้ยินเต็มสองหู
“คุยอะไรกันอยู่เหรอคะ”
“ไม่มีอะไรหรอกเจน...ฉันมาถามเรื่องจำนวนควายที่จะขอไปใหม่น่ะ”
“ว่าไงเจน” ใจเด็ดหันไปถามเจนจิรา
“ได้เวลาฝึกเดินของเจนแล้วค่ะ...แต่ถ้าพี่เด็ดไม่ว่างก็ไม่เป็นไรนะคะ”
ใจเด็ดข่มความรู้สึกที่อยากไปหาสรนุชเอาไว้ ก่อนจะหันมาบอกเจนจิรา
“ไปซิ”
เกริกไกรงง “ไอ้เด็ด..!”
“เดี๋ยวค่อยคุยกันนะหมอ”
ใจเด็ดเข็นเจนจิราออกไป เกริกไกรมองตามด้วยความกังวล

ค่ำวันนั้น...สรนุชอยู่ในห้องกำลังนั่งร้องไห้อย่างหนัก สรนุชปล่อยให้น้ำตารินไหลออกมาระบายความอัดอั้น ก่อนที่จะมองตั๋วเครื่องบินในมือด้วยความเสียใจ

อ่านต่อหน้า 2




กระบือบาล ตอนที่ 18 อวสาน (ต่อ)

สุบินกับอรอนงค์กำลังชนแก้ว ร้องเย้กันลั่น ฉลองที่สุบินได้กำกับละครเรื่องใหม่ ท่ามกลางบรรยากาศกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนอันสวยงาม แต่แล้วสุบินกับอรอนงค์ ก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นสรนุชเอาแต่นั่งซึมกะทือ ไม่ยินดียินร้าย

“แกไม่ดีใจกับฉันหน่อยเหรอวะ...โปรเจ็คท์ฉันผ่านแล้วนะเว้ย”
สรนุชยิ้มเจื่อน “ดีใจด้วยนะ”
“โห...ไม่จริงใจไม่ต้องพูดก็ได้...อ้ะๆ..งั้นดีใจกับอรที่ได้งานใหม่ก็ได้...เย้”
“อืม...ดีใจด้วย”
สุบินเห็นสรนุชทำท่าซังกะตายก็ทนไม่ได้
“เฮ้ย! อะไรของแกวะ...ถ้าแกจะไปอเมริกาแล้วมานั่งหน้าเศร้าอย่างนี้...ฉันว่าอย่าไปดีกว่า”
อรอนงค์เอ็ดเอา “บิน...แกก็ต้องเข้าใจนุชหน่อย”
“ไม่เข้าใจเว้ย”
สุบินยกแก้วกระดกเซ็งเป็ด อรอนงค์หันไปบอกกับสรนุช
“ฉันบอกหมอไปแล้วว่าแกเดินทางพรุ่งนี้...ฉันว่าคุณใจเด็ดต้องมาส่งแกแน่นอน”
“แล้วไง...ฉันไม่อยากหวังอะไรอีกแล้ว”
“แล้วทำไมแกไม่โทร.ไปหาเขาเองล่ะ...เคยได้ยินเพลงนี้มั้ย...ถ้าหากรักนี้...ไม่บอกไม่พูดไม่กล่าว...แล้วเขาจะรู้ว่ารักหรือเปล่า” สุบินร้องเพลงออกมา
“อย่าเลย...ฉันว่าปล่อยให้มันเป็นอย่างนี้น่ะดีแล้ว...ปล่อยให้เวลาทำให้ทุกอย่าง...ค่อยๆ จางหายไป”
อรอนงค์ถามขึ้น “แล้วถ้าพรุ่งนี้เขามาล่ะ...แกยังจะไปอยู่หรือเปล่า”
สรนุชเงียบ แต่แววตาแอบมีความหวัง

เวลาเดียวกัน ใจเด็ดนั่งอยู่ที่ริมระเบียงบ้านพัก เกริกไกรเดินออกมาจากห้อง มองใจเด็ดอย่างเห็นใจ
“คิดอะไรมากวะ”
ใจเด็ดหันไปมองเกริกไกรที่กำลังเดินเข้ามา
“หมอ...ฉันควรทำยังไงดีวะ”
“อะไรวะ...เรื่องอื่นให้น่าปวดหัวกว่านี้เยอะแยะแกยังคิดออก...เรื่องแค่นี้แกคิดไม่ออกหรือไง”
“ก็ฉันไม่รู้จริงๆ นี่หว่า...ว่าฉันควรไปส่งนุชเขาหรือเปล่า”
“โอเค...เอาอย่างนี้นะ แกตัดคำว่าควรออก...แล้วให้เหลือแต่ความรู้สึกแก ว่าแกอยากไปเห็นหน้าคุณนุชเขามั้ย” เกริกไกรแนะ
ใจเด็ดพยักหน้า
“ก็แค่เนี้ย...อยากไปก็ไป” ตบบ่าให้กำลังใจ “ไอ้เด็ด...นี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะที่แกจะได้เจอกับคุณนุช ตัดทุกอย่างที่แกคิดออกให้หมด...แล้วเหลือแต่หัวใจของแก” ตบบ่าอีก “รีบนอนละ...เดี๋ยวพรุ่งนี้ขับรถไม่ไหว”
เกริกไกรตบบ่าให้กำลังใจใจเด็ดก่อนจะเดินเข้าบ้านไป
ใจเด็ดเหม่อมองไปบนท้องฟ้าด้วยแววตามุ่งมั่น

เช้าวันต่อมาใจเด็ดแต่งตัวหล่ออยู่หน้ากระจกด้วยสีหน้าสดชื่น ก่อนที่จะคว้ากุญแจรถแล้วเดินออกไป

ขณะที่ใจเด็ดกำลังเดินลงจากบ้านพัก ก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นเจนจิรานั่งวีลแชร์ดักอยู่
“พี่เด็ดจะไปไหนคะ”
“เอ่อ...”
“พี่จะไปส่งคุณนุชใช่มั้ย”
เจนจิราคาดคั้น ใจเด็ดพยักหน้ารับนิ่งๆ
“อย่าไปได้มั้ยคะ”
“เจน...พี่ขอวันเดียว...แล้วพี่จะรีบกลับ”
เจนจิราพยายามดึงแขนใจเด็ดรั้งไว้ “ไม่...เจนไม่ให้พี่ไป วันนี้มันก็เป็นแค่อีกหนึ่งวัน พอผ่านไปแล้ว...มันก็ไม่มีอะไรสำคัญอีก”
ใจเด็ดแกะมือเจนจิราออก ขยับตัวออกห่าง “แต่พี่จำเป็นต้องไป”
ใจเด็ดพูดแล้วก็เดินออกไป
“พี่เด็ด...พี่เด็ด”
เจนจิราพยายามร้องเรียก แต่ไม่เป็นผล เจนจิราหันไปเห็นกล่องเครื่องมือวางอยู่ที่ใต้ถุน ใจเด็ดกำลังเดินห่างออกไป แต่แล้วเสียงของเจนจิราก็ดังขึ้น
“ถ้าพี่เด็ดไป...พี่จะไม่ได้เห็นเจนอีก”
ใจเด็ดแปลกใจ หันกลับมา แล้วต้องชะงักไปเมื่อเห็นเจนจิราถือไขควงทำท่าจะแทงขาตัวเอง
“เจน...จะทำอะไร”
“เจนเสียขาข้างนี้ได้...แต่เจนเสียพี่เด็ดไม่ได้”
ทันใดนั้นเจนจิราก็แทงไขควงลงไปที่ขาตัวเอง
พร้อมกับกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด “อ๊าย”
“เจน” ใจเด็ดตกใจ รีบวิ่งเข้ามาดูเจนจิราที่ขามีเหลือไหลโชก
“พี่เด็ดอย่าไปนะคะ”
ใจเด็ดกัดฟัน กล้ำกลืน พยักหน้าอย่างเจ็บปวด
เจนจิรายิ้มออกมาอย่างดีใจ แม้จะเจ็บขาแทบขาดใจก็ตาม

ตอนสายวันเดียวกันสรนุชอยู่ในชุดพร้อมออกเดินทาง ยืนอยู่ที่ระเบียง มองออกไปที่หน้าบ้านเป็นระยะ รอคอยใจเด็ด
สรนุชก้มลงมองมือถือ แต่ก็ไม่มีสายจากใจเด็ดเข้ามา ระหว่างนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น เลิศหล้าเปิดประตูเดินเข้ามา
“ไปลูก...ได้เวลาแล้ว”
“เดี๋ยวหนูตามลงไปคะ”
เลิศหล้าพยักหน้าก่อนจะออกจากห้องไป สรนุชมองมือถืออีกครั้งก่อนจะปิดเครื่อง เดินมาเก็บใส่ลิ้นชัก
สรนุชเดินออกจากห้อง เห็นเสื้อกระบือบาลที่ใจเด็ดให้วางไว้อยู่บนเตียง
เจนจิรานอนอยู่บนเตียงมีผ้าพันแผลอยู่ที่ขา ใจเด็ดนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ หมอเอาผ้าห่มมาปิดที่ขาของเจนจิรา
“ดีนะที่ไม่โดนเส้นประสาท...ไม่อย่างนั้นไอ้ที่ว่าต้องใช้เวลา...อาจจะหมดหวังเลยก็ได้”
“เจนไม่ระวังเองค่ะ”
“ไม่ได้...ช่วงนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ...ทั้งทางกายแล้วก็ทางใจ”
“ครับ...ต่อไปผมจะระวังให้มากกว่านี้”
หมอพยักหน้าก่อนจะเดินออกจากห้องไป เจนจิรามองใจเด็ดเพื่อสำรวจความรู้สึก เจนจิราเจ็บแปลบในใจเมื่อใจเด็ดไม่ยอมสบตาเธอ
“พี่เด็ดโกรธเจนเหรอคะ”
“เปล่าหรอก”
เจนจิราเอื้อมมือมาจับมือของใจเด็ด แต่ใจเด็ดกลับชักมือหนี
“เดี๋ยวพี่มานะ”
ใจเด็ดผุดลุกขึ้น หายออกไปจากห้อง เจนจิรามองตามรู้สึกเสียใจที่ทำอย่างนี้ แต่ก็จำเป็นต้องทำ

ใจเด็ดพิงประตูหลับตาลง รู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ไปส่งสรนุช อึดใจต่อมาใจเด็ดหันไปทางระเบียง เดินไปที่ระเบียง แล้วมองขึ้นไปบนท้องฟ้า
“โชคดีนะครับ”


หนึ่งเดือนผ่านไป
ภาพสะพานโกลเด้นเกต ซานฟรานซิสโก ปรากฏขึ้นในจอคอมพ์ฯที่โต๊ะทำงานของอรอนงค์ ในบริษัทใจจอมคอนสตรัคชั่น อรอนงค์อยู่ในชุดทำงานเลขา และกำลังนั่งเคาะแป้นดูรูปอยู่
“นุช...แกอยู่ส่วนไหนของซานฟรานนะ” อรอนงค์พึมพำกับตัวเอง
ระหว่างนั้นเสียงของเกริกไกรดังขึ้น
“เรื่องนั้นผมไม่ทราบครับ...ผมรู้อย่างเดียวว่าคุณอรอยู่ในใจผมเท่านั้น”
อรอนงค์หันมาก็เห็นเกริกไกรถือชะลอมยิ้มแป้นอยู่
“หมอ! หมอมาได้ยังไง”
“ระยะทางแค่หนองระบือกับกรุงเทพฯ...มันไม่เกินไปกับความคิดถึงของผมหรอกครับ” เกริกไกรหวานได้อีก
“หมออ่ะ...เอาจริงๆ...หมอมาทำไมคะ”
เกริกไกรลงนั่งสีหน้าเครียด
“ก็กะจะมาถามคุณอรเรื่องคุณนุชน่ะครับ...คุณนุชไม่ติดต่อมาเลยเหรอครับ”
“ไม่เลยค่ะ...อีเมลล์ซักฉบับก็ไม่มี”
“คุณอรว่าคุณนุชจะกลับมามั้ยครับ”
“กลับซิคะ...นี่มันบ้านเกิดเมืองนอนนะ”
“ผมน่ะกลัวไอ้เด็ดมันจะตรอมใจรอคุณนุชไม่ไหวน่ะซิ”
“เชื่ออรซิคะ...ยังไงนุชก็ต้องกลับมา”
เกริกไกรยิ้มรับคำอรอนงค์
นกโบยบินออกจากกรง เจนจิราถือกรงนกนั้นอยู่ โดยมีใจเด็ดยืนอยู่ข้างหลังวีลแชร์
“เป็นนกนี่ดีเหมือนกันนะคะ...ถ้าพี่เด็ดมีปีก...พี่เด็ดอยากบินไปไหนคะ”
แวบหนึ่งใจเด็ดอยากจะตอบว่าเขาอยากจะบินไปหาสรนุช
“เดี๋ยวพี่เอากรงนกไปคืนเขาก่อนนะ”

ใจเด็ดกำลังจะหันหลังเดินไป แล้วเจอกับหลวงพี่เดินเข้ามาพอดี
“ดีแล้วทำบุญทำทาน” หลวงพี่ทักทาย
ใจเด็ดกับเจนจิรายกมือไหว้หลวงพี่
“เป็นยังไงบ้างโยมเจน...ดีขึ้นหรือยัง”
“ก็ดีขึ้นค่ะ...แต่ว่ายังเดินไม่ได้”
“หมั่นทำบุญเยอะๆ นะ...บางทีมันอาจจะเป็นกรรมเก่าที่เราต้องเป็นอย่างนี้”
“ค่ะ...แต่เจนว่าน่าจะเป็นกรรมของพี่เด็ดมากกว่าที่ต้องมาดูแลเจนอย่างนี้”
ใจเด็ดชะงักไป
“ผมขอตัวไปคืนกรงนกก่อนนะครับ”
ใจเด็ดยกมือไหว้หลวงพี่ก่อนจะเดินออกไป
เจนจิรามองตาม รับรู้ได้ว่าใจเด็ดซึมเศร้าลงตั้งแต่สรนุชจากไป

ใจเด็ดประคองเจนจิราลงบนเบาะที่รถ เจนจิราเอ่ยขึ้น “เราเข้าไปเที่ยวในเมืองกันมั้ยคะ”
ใจเด็ดที่กำลังจะเก็บวิลแชร์ของเจนจิราก็ชะงักไป
“พี่นัดนายกเอาไว้...วันหลังนะเจน”
“ค่ะ”
ใจเด็ดปิดประตูให้เจนจิรา หันไปเก็บวีลแชร์ขึ้นกระบะ ก่อนจะถอนหายใจเรียกพลังฮึดแล้วเดินไปขึ้นรถ

โชคชัยกำลังยืนดูคนงานขนขี้ควายใส่กระสอบปุ๋ยแล้วยกขึ้นรถ ระหว่างนั้นใจเด็ดเดินเข้ามา
“โทษทีครับนายก...ใกล้เสร็จหรือยังครับ”
โชคชัยหันไปก็เห็นใจเด็ดเดินเข้ามา
“เหลือเท่าที่เห็นแหละ”
“ถ้าไม่พอยังไง...บอกได้เลยนะครับ...ผมไม่อยากให้ชาวบ้านเสียเงินไปกับไอ้พวกปุ๋ยเคมีพวกนั้น”
“ฉันต้องขอบใจนายแทนชาวบ้านทุกคนด้วย...ตั้งแต่หันมาใช้ปุ๋ยขี้ควายนี่...เห็นหลายคนบอกว่าค่อยมีเก็บหน่อย...แล้วอีกอย่าง...สุขภาพก็แข็งแรงขึ้นไม่เหมือนกับตอนที่ใช้ปุ๋ยเคมี”
“ถ้าอย่างนั้นเชิญนายกตามสบายเลยนะครับ”
ใจเด็ดกำลังจะเดินออกไป โชคชัยตัดสินใจถามขึ้น “คุณนุชไม่ติดมาเลยเหรอ”
ใจเด็ดชะงักนิดหนึ่ง แล้วส่ายหน้าแทนคำตอบ
“นายต้องเข้มแข็งไว้นะ...ฉันเชื่อว่า...ไม่ว่าคุณนุชจะอยู่ที่ไหน...เธอก็ยังมีแต่นาย”
“ขอบคุณมากนายก”
“นายไม่คิดจะตามคุณนุชไปเหรอ”
“ถ้าเมื่อไหร่ที่ถ้าเมื่อไหร่ที่เจนกลับมาเดินได้อีกครั้ง...วันนั้น...ผมจะไปจากที่นี่...ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้...ผมจะหาเธอให้เธอ”
ใจเด็ดพูดด้วยแววตามุ่งมั่นจริงจัง โชคชัยยืนมองให้กำลังใจ

รถวีลแชร์ของเจนจิราตั้งอยู่กลางห้อง แต่ไม่เห็นร่างเจนจิรานั่งอยู่
เจนจิรานั่งครุ่นคิดอยู่บนเตียง ก่อนที่เธอจะค่อยๆ ลุกขึ้น แล้วเดินไปแอบมองใจเด็ดที่หน้าต่างได้เอง
“เจนขอโทษคะ...เจนไม่อยากโกหก...แต่เจนไม่อยากเสียพี่เด็ดไปอีกแล้ว”
ที่แท้เจนจิราเดินได้เป็นปกติแล้ว!!

เท้าของเจนจิรากำลังย่างก้าวช้าๆ ที่สนามหญ้า เจนจิรากำลังฝึกเดิน โดยมีใจเด็ดคอยประคองอยู่ตรงหน้า
“ดีมาก...ดีมาก”
ใจเด็ดก็หยุดเดินก่อนจะค่อยๆ ปล่อยมือ
เจนจิราแสร้งทำเป็นกลัว “พี่เด็ด”
“ไม่เป็นไร...ลองก้าวมาหาพี่ช้าๆ นะ”
“ไม่...เจนกลัว”
“พี่อยู่ตรงนี้...ไม่ต้องกลัวอะไรนะ”
ใจเด็ดค่อยๆ ถอยห่างมีมือที่ยื่นออกไปเผื่อเวลาเจนจิราล้มลง
เจนจิราแกล้งทำเป็น ค่อยๆ ก้าวออกไปช้าๆ ใจเด็ดเห็นอย่างนั้นก็ดีใจ
“ดีมาก...อย่างนั้นแหละเจน”
ใจเด็ดถอยห่างออกไปอีก เจนจิราทำทีเป็นหวาดกลัว
“พี่เด็ดอย่าทิ้งเจนซิ”
“พี่อยู่ตรงนี้...พี่ไม่ได้ทิ้งเจนไปไหน”
“สัญญานะคะ”
“พี่สัญญา”
เจนจิราค่อยๆ ก้าวเท้าไปหาใจเด็ดอีก ทีละก้าว...ทีละก้าว...ใจเด็ดเห็นเจนจิราเดินได้ก็ดีใจเป็นที่สุด
เจนจิราก็เดินเข้ามาใจเด็ดจนก้าวสุดท้าย แต่เจนจิราแสร้งทรงตัวไม่อยู่โผเข้าไปหาใจเด็ด
“ดีมากเจน...เจนเดินได้แล้ว”
เจนจิรากอดใจเด็ดด้วยความดีใจ “เจนเดินได้แล้วจริงๆ ด้วย”
เจนจิรายันตัวออกมาก่อนจะพูดสิ่งที่ทำให้ใจเด็ดอึ้ง
“เราแต่งงานกันนะคะพี่เด็ด”
“อะไรนะ”
“เจนเคยคิดว่า...ถ้าเจนเดินได้...เจนอยากใส่ชุดเจ้าสาว...แล้วเดินเข้าไปในโบสถ์ที่มีพี่เด็ดรออยู่...พี่เด็ด...เจนเดินได้แล้วค่ะ”
“แต่ว่า...”
“ทำไมคะ...พี่เด็ดจะทิ้งเจนเหรอคะ...พี่เด็ดสัญญากับเจนแล้วนะคะว่าจะไม่ทิ้งเจน”
ใจเด็ดอึ้งไป เจนจิราเดินเข้ามาหาใจเด็ด
“พี่เด็ด...พี่เด็ดอาจจะไม่รู้...ตลอดเวลาที่ผ่านมา...ความรู้สึกของเจนไม่เคยเปลี่ยน...เจนยังรักพี่เด็ดเหมือนวันแรกที่เจนรัก”
เจนจิราเดินเข้าไปจับมือใจเด็ดขึ้นมา “พี่เด็ด...เราแต่งงานกันเถอะค่ะ”
ใจเด็ดค่อยๆ กุมมือของเจนจิราไว้ เจนจิรายิ้มดีใจ
“ไม่ใช่เจนคนเดียวหรอกที่รู้สึกเหมือนเดิม...พี่เองก็เหมือนกัน...พี่ยังรักเจนเหมือนน้องสาวคนนึงเท่านั้น”
ทันทีที่ใจเด็ดพูดออกมา เจนจิราก็ค่อยๆ หมดสติล้มลงทันที

เจนจิรานอนอยู่บนเตียงในบ้านพัก มีสมหญิงคอยดูแล ระหว่างนั้นสมหญิงหันมาถามใจเด็ด
“คุณเจนเป็นอะไรเหรอคะ...ก็เห็นดีขึ้นมาตั้งนานแล้ว...ไม่น่าจะมาเป็นอะไรตอนนี้”
ใจเด็ดได้แต่นิ่งไป
“ถ้าเจนฟื้นแล้วช่วยเรียกฉันด้วยแล้วกัน”
ใจเด็ดเดินออกไป สมหญิงงง ก่อนจะหันมาดูแลเจนจิราต่อ

ต้นไม้อธิษฐานอันศักดิ์สิทธิ์ยังคงยืนตระหง่านอยู่ ใจเด็ดยืนถือลูกยางตั้งจิตอธิษฐาน
“ขอให้เจนกลับมาเดินเหมือนเดิมด้วยครับ”
แล้วใจเด็ดขว้างลูกยางออกไป แล้วมองตามลูกยาง
“ถ้าเจนกลับมาเดินได้เมื่อไหร่...ฉันจะรีบไปหาเธอนะ”
ใจเด็ดมองตามลูกยางไม่ละสายตา


ภายในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ในซานฟรานซิสโก ลูกแบดมินตันลอยละลิ่วมาตกที่ม้านั่ง มือของใครคนหนึ่งเอื้อมมาหยิบขึ้นมา เป็นสรนุชนั่นเองที่นั่งอยู่ในสวนสาธารณะแห่งนั้น
สรนุชมองลูกแบดมินตันนั้นแล้วนึกไปถึงลูกยางที่เคยอธิษฐาน เด็กสาวฝรั่งเข้ามา
“ขอคืนได้มั้ยคะ”
“ของหนูเหรอ”
เด็กพยักหน้า
สรนุชยื่นลูกแบดคืนให้กับเด็กสาว ก่อนจะทอดสายตาแสนเศร้าสร้อยมองออกไปเบื้องหน้า

ด้านใจเด็ดกลับมาจากวัด กำลังเดินครุ่นคิดถึงสิ่งที่เจนจิราบอก ระหว่างนั้นสมหญิงวิ่งกระหืดกระหอบหน้าตาตื่นเข้ามา
“หัวหน้าคะ...หัวหน้า”
“มีอะไรสมหญิง”
“คุณเจนค่ะ”
“ทำไม...เจนทำไม”
“คุณเจนหายไปค่ะ”
ใจเด็ดอึ้งไป

แล้วอึดใจต่อมาสองคนก็วิ่งมาตามทางในสถานี
“สมหญิงแค่ไปเอาข้าวมา...กะว่าจะมานั่งกินเฝ้าคุณเจน...แต่พอมาถึง...ก็ไม่เห็นคุณเจนแล้วค่ะ”
ใจเด็ดมองไปรอบๆ “เดี๋ยวสมหญิงไปบอกทุกคนให้ช่วยกันตามหาแล้วกัน”
“ค่ะ” สมหญิงรับคำก่อนจะวิ่งออกไป
ใจเด็ดกำลังคิดอยู่ว่าเจนจิราจะไปที่ไหน แต่แล้วภิรมย์ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาอีกคน
“หัวหน้าครับ...แย่แล้วครับ”
“มีอะไร”

ร่างของเจนจิรานอนหมดสติอยู่ที่พื้นห้องภายในสำนักงาน มีเม็ดยาหล่นเกลื่อนไปหมด ใกล้ๆ เห็นกระเป๋าพยาบาลที่ถูกรื้อค้น
ใจเด็ดกับภิรมย์รีบวิ่งเข้ามา
“นั่นครับหัวหน้า”
ใจเด็ดตกใจ รีบวิ่งเข้าไปหา “เจน...เจน”

ทุกคนรู้ทันทีว่าเจนจิรากินยาฆ่าตัวตาย ใจเด็ดรีบอุ้มร่างของเจนจิราออกไปทันที

อ่านต่อหน้า 3




กระบือบาล ตอนที่ 18 อวสาน (ต่อ)

เวลาผ่านไป ใจเด็ดเดินกระวนกระวายอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ระหว่างนั้นหมอเดินเดินออกมา ใจเด็ดรีบปรี่เข้าไปหาทันที

“เจนปลอดภัยมั้ยหมอ”
“หมอล้างท้องให้เรียบร้อยแล้ว...ให้เธอนอนพักก่อนแล้วกัน”
“ขอบคุณครับหมอ”
“หัวหน้า...หมอไม่รู้นะว่าเกิดอะไรขึ้น...คุณเจนถึงได้คิดฆ่าตัวตาย...แต่หมอขอย้ำอีกครั้งนะ...ว่าถ้าจิตใจของเธอเกิดการกระทบกระเทือนอีก...บางที...เธอจะเดินไม่ได้อีกตลอดชีวิต”
ใจเด็ดได้ยินอย่างนั้นก็อึ้งไป

เจนจิรานอนพักฟื้นอยู่ภายในห้อง ใจเด็ดยืนอยู่ริมหน้าต่างเหมือนกำลังตัดสินใจบางอย่าง เจนจิราค่อยๆ ได้สติรู้สึกตัว
เจนจิรามองไปรอบๆ จนเห็นใจเด็ดยืนอยู่ “พี่...เด็ด”
ใจเด็ดที่กำลังตัดสินใจบางอย่าง พอได้ยินเสียงเจนจิราก็หันมาทันที
“เจน” ใจเด็ดรีบเข้ามาดูเจนจิรา
“เจน..ทำไมทำโง่ๆ อย่างนี้”
เจนจิราน้ำตาเอ่อ จนใจเด็ดรู้สึกใจเสีย
“แล้วจะให้เจนอยู่ทำไมคะ เจนรู้ว่าพี่เด็ดไม่ได้รักเจน พี่เด็ดอยากไปหาคุณนุช แต่พี่เด็ดไปไม่ได้เพราะต้องคอยดูแลเจน”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะเจน”
“เจนยอมค่ะ เจนอยากเห็นพี่เด็ดมีความสุข ถ้าไม่มีเจนซักคน พี่เด็ดจะได้ไปตามหาคุณนุช”
ใจเด็ดสะเทือนใจกับการเสียสละของเจนจิรา ใจเด็ดค่อยๆ เอื้อมมือไปจับมือเจนจิรากุมเอาไว้แน่น
“ถ้าเจนหายดีแล้ว...เราแต่งงานกันนะ”
เจนจิราอึ้ง นิ่งงันไป แทบไม่เชื่อหูตัวเอง

บรรยากาศกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนสวยงามยิ่งนัก แต่นอกจากสุบินจะไม่ดื่ม่ดำกับค่ำคืนแสนสวย ดูเหมือนสุบินจะตกใจเอามากๆ หลังฟังเรื่องราวจากเกริกไกรจบ
“แต่งงาน”
เกริกไกรกับอรอนงค์นั่งคู่กัน ทั้งสามนั่งอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
“ใช่”
“คุณใจเด็ดกับคุณเจนเนี่ยนะ” สุบินไม่อยากเชื่อ
“เออ...แกจะตกใจอะไรนักหนาเนี่ย” อรอนงค์เซ็ง
สุบินต้องยกแก้วขึ้นกระดก ดับอาการตกใจ
“อย่าว่าคุณสุบินเลยครับคุณอร...ครั้งแรกที่ผมได้ยินจากไอ้เด็ดผมเองก็ไม่อยากเชื่อหูตัวเองเหมือนกัน”
“แต่จริงๆ แล้ว...มันก็ไม่ได้เกินความคาดหมายของฉันซักเท่าไหร่” สุบินว่า
“หมายความว่าไง”
“เอ้า...ก็รักแท้แพ้ใกล้ชิดไง”
เกริกไกรครุ่นคิด “แต่ผมไม่แน่ใจว่าใจเด็ดจะรักเจนเขาจริงๆ”
อรอนงค์งง “ถ้าไม่รักแล้วจะแต่งทำไมคะ”
“พรุ่งนี้ผมจะกลับหนองระบือ...ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าไอ้เด็ดมันรู้สึกยังไง”
เกริกไกรสงสัย ขณะที่สุบินกับอรอนงค์พูดไม่ออกเหมือนกัน

เช้าวันต่อมา ใจเด็ดกำลังเอาหญ้าให้ควายกินอยู่ที่คอกตามปกติ ระหว่างนั้นเกริกไกรเดินเข้ามา
“ไอ้เด็ด”
ใจเด็ดชะงักหันไปมองเกริกไกร “อ้าว...ไอ้หมอกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“แกไม่ต้องชวนฉันคุยเรื่องอื่นเลย แกก็รู้ว่าเรื่องเดียวที่ทำให้ฉันขับรถกลับมานี่คือเรื่องอะไร”
ใจเด็ดรู้ทันที แต่เสชวนคุยเรื่องอื่น “ไง...เที่ยวกรุงเทพฯสนุกมั้ย”
ใจเด็ดหันไปทำงานต่อเหมือนต้องการจะหลบตาเกริกไกร แต่เกริกไกรเดินเข้ามาขวางงานของใจเด็ด
“ไอ้เด็ด...แกจะแต่งงานกับเจนจริงๆเหรอวะ”
ใจเด็ดไม่พูดอะไร ยิ้มน้อยๆ ให้เกริกไกร
“แล้วคุณนุชละ...แกรักคุณนุชไม่ใช่เหรอ”
ใจเด็ดหน้าเศร้าลง “นี่เป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วไอ้หมอ...ฉันตัดสินใจแล้ว”
ใจเด็ดพูดแล้วก็หันไปทำงานต่อด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่ดูออกว่าเศร้าใจหนัก
เกริกไกรมองใจเด็ดด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ เพราะรู้ว่าใจเด็ดไม่ได้รักเจนจิรา
สองหนุ่มไม่รู้ว่าเจนจิราแอบยืนมองอยู่ และได้ยินที่ใจเด็ดคุยกับเกริกไกรทั้งหมด

วันเวลาผ่านไป
ในที่สุดงานแต่งของใจเด็ดกับเจนจิราก็จัดขึ้นในวันหนึ่ง วันนั้นใจเด็ดอยู่ในห้องแต่งตัวเจ้าบ่าวที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้ และแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เกริกไกรอยู่ด้วยเห็นสีหน้าใจเด็ดยังดูอมทุกข์ก็อยากจะพูดอะไรกับเพื่อน
เกริกไกรเข้าไปยืนด้านหลังใจเด็ด มองเพื่อนในกระจก
“ไอ้เด็ด...แกรู้มั้ย...ว่างานแต่งของแกวันเนี้ยเป็นงานแต่งในฝันของฉันเลยนะเว้ย”
ใจเด็ดมองหน้าเพื่อน...ไม่เข้าใจความหมาย
เกริกไกรพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“งานเล็กๆ จัดริมสระน้ำ...แขกก็มีเฉพาะคนสนิทที่รู้ใจจริงๆ นึกแล้วฉันก็อิจฉาแกว่ะ”
“แกอยากพูดอะไรวะไอ้หมอ”
“ไม่ว่างานนี้มันจะเป็นงานในฝันของฉันแค่ไหนก็ตาม...แต่สิ่งสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่งาน...มันอยู่ที่คนที่เราจะใช้ชีวิตด้วย..ตั้งแต่เราก้าวออกจากห้องนี่ไป”
ใจเด็ดมองหน้าเพื่อน สีหน้าขรึมๆ ไปเล็กน้อย
“ฉันอยากให้แกคิดให้ดีๆ”
ใจเด็ดนิ่งไป “ฉันคิดดีแล้ว”
เกริกไกรถอนหายใจที่ไม่อาจเปลี่ยนใจใจเด็ดได้
“อยากอยู่คนเดียวซักพักมั้ย”
ใจเด็ดพยักหน้า
“งั้นเดี๋ยวฉันออกไปรอข้างนอกก่อน”
เกริกไกรค่อยผละออกไปจากห้อง ใจเด็ดนิ่งไปคิดทบทวนในสิ่งที่เกริกไกรพูด
“คุณนุช...ผมขอโทษ”

เกริกไกรเดินออกมาตามทางเดิน ระหว่างนั้นเสียงเจนจิราในชุดเจ้าสาวดังขึ้น
“หมอ”
“เจน...เอ่อ...จะไปไหนเหรอ”
“เจนอยากเจอพี่เด็ดน่ะค่ะ”
เกริกไกรรู้ว่าใจเด็ดอยากทบทวนตัวเอง เสี้ยววินาทีอาจจะทำให้ใจเด็ดคิดได้ เกริกไกรจึงพยายามห้ามเจนจิรา
“เอ่อ...แต่ว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวเขาห้ามพบกันก่อนแต่งนะเจน...เขาถือ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ...เจนอยากเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยจริงๆ...ขอตัวก่อนนะคะ”
เจนจิราพูดจบก็เดินออกไปเลย
เกริกไกรพยายามเรียก “เจน...เจน”
เกริกไกรมองตามด้วยความเป็นห่วง
ภายในห้องแต่งตัวว่างเปล่าไม่เห็นร่างใจเด็ด ด้านนอกมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงเรียกของเจนจิรา
“พี่เด็ด...เจนเข้าไปได้มั้ยคะ...พี่เด็ด”
เจนจิราเปิดประตูเข้ามาด้วยความสงสัย เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับของใจเด็ด
แต่แล้วเจนจิราก็ต้องตกใจเมื่อเห็นร่างของใจเด็ดนอนหมดสติอยู่กับพื้น
“พี่เด็ด...พี่เด็ด”

ร่างของใจเด็ดถูกนำส่งโรงพยาบาล และเวลานั้นแพทย์และพยาบาลทีมผ่าตัดเข็นตรงเข้าห้องผ่าตัดอย่างเร่งด่วน
ภาพเอ๊กซเรย์สมองอยู่ตรงหน้าหมอเจ้าของไข้ ที่กำลังดูก่อนผ่าตัด เห็นเป็นเลือดคั่งอยู่ภายในหลายจุด ใจเด็ดนอนอยู่บนเตียงมีเครื่องช่วยหายใจมากมาย แล้วหมอก็ใส่ถุงมือถือสว่านพร้อมผ่าตัดสมอง

ใจจอม หทัย สุบิน อรอนงค์ เจนจิรา และใจเพชร รออยู่หน้าห้องผ่าตัดด้วยความกระวนกระวายหทัยร้องไห้จะเป็นจะตาย โดยมีใจเพชรคอยปลอบ
“ใจเย็นๆ นะครับแม่...ใจเด็ดต้องไม่เป็นไร”
“ใจเด็ดลูกแม่...ทำไมถึงได้เป็นอย่างนี้”
สุบิน อรอนงค์ เกริกไกรและเจนจิรานั่งอยู่ใกล้ๆ จู่ๆ สุบินบ่นขึ้น
“ที่คุณใจเด็ดเป็นอย่างนี้...อาจจะเครียดเพราะต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักก็ได้”
เจนจิราได้ยินอย่างนั้นก็สะอึกทันที
“บิน...แกพูดอะไรของแก...นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดเรื่องนี้นะ”
“เอ้า...หรือไม่จริง” สุบินยังไม่หยุด
“นายอยากจะพูดอะไรก็พูดไป แต่รู้ไว้ด้วย ที่พี่เด็ดเป็นอย่างนี้ ฉันเป็นคนที่เสียใจที่สุด” เจนจิราบอกเสียงกร้าว
ทุกคนนิ่งไป หทัยเข้ามาหาใจจอม
“คุณ...คุณทำอะไรซักอย่างซิ...คุณหาหมอที่เก่งที่สุดมารักษาลูกเราซิ”
“จะให้ผมทำยังไง...ตอนนี้ใจเด็ดมันเป็นไรเราก็ไม่รู้”
“แล้วนี่คุณจะทนเห็นลูกเป็นอย่างนี้เหรอไง”
“ผมเองก็รักคุณไม่น้อยไปกว่าคุณนะ” หทัยฟังแล้วชะงักไป “เอ่อ...ผมขอโทษ...ตอนนี้คุณอย่าเพิ่งคิดอะไรในแง่ร้ายอย่างนั้นซิ...รอหมอก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ทุกคนได้แต่สวดภาวนาขออย่าให้ใจเด็ดเป็นอะไร

เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว ทุกคนยืนรออยู่หน้าห้องกระวนกระวาย นาฬิกาที่ผนังหมุนไปเรื่อยๆท่ามกลางความร้อนใจของทุกคน
นาฬิกาหมุนจากกลางวันเป็นกลางคืน และแล้วไฟหน้าห้องผ่าตัดก็ดับลง ใจจอม และหทัยยังรอด้วยความกระวนกระวาย
ระหว่างนั้นหมอเดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน ทุกคนรีบกรูกันเข้ามาหาหมอ
“เป็นยังไงบ้างครับหมอ...ลูกผมปลอดภัยมั้ยครับ” ใจจอมรีบถามอย่างร้อนใจ
“การผ่าตัดเอาเลือดคั่งที่สมองออกประสบผลสำเร็จ...แต่”
“แต่อะไรคะ” เจนจิราถามทันที
“แต่หมอบอกไม่ได้ว่าคนไข้จะฟื้นเมื่อไหร่”
“หมายความว่าไงหมอ...ลูกผมจะเป็นเจ้าชายนิทราหรือไง”
“หมอบอกไม่ได้จริงๆ มันขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและจิตใจของคนไข้”
“ไม่...ไม่จริง!” หทัยใจสลายเข้าไปกระชากหมอ “หมอต้องรักษาลูกฉันให้ได้นะ...ใช้เงินเท่าไหร่ฉันก็ยอม”
ใจจอมเข้ามาห้าม “คุณ...คุณ...หมอเขาทำเต็มที่แล้ว”
“ใจเด็ด...ใจเด็ดลูกแม่”
หทัยถึงกับเป็นลมล้มลง ทุกคนต้องรีบเข้ามาช่วยดู เจนจิราช็อคจนพูดอะไรไม่ออก

โชคชัยเศร้าไปหลังจากได้รับฟังข่าวอาการใจเด็ดจากเกริกไกร
“ตั้งแต่งานขวัญควายเหรอหมอ”
“ใช่ครับ...หลังจากที่ใจเด็ดโดนทำร้ายคราวนั้น...ก็มีอาการปวดหัวมาตลอด”
“แล้วทำไมไม่ไปหาหมอละครับ”
“นายกก็รู้ว่าไอ้เด็ดมันห่วงตัวเองที่ไหน...มันห่วงแต่ชาวบ้าน...ควาย”
เกริกไกรพูดไปแล้วก็ยิ่งเป็นห่วงใจเด็ด
“แล้วก็ไม่รู้ว่าจะฟื้นเมื่อไหร่”
เกริกไกรพยักหน้าเศร้าๆ
ระหว่างนั้นโชคชัยเหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“หมอ...ผมอยากให้หมอลองบางอย่าง...บางทีอาจจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นก็ได้”
เกริกไกรสงสัยว่าวิธีอะไร

ใจเด็ดยังนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง เจนจิรานั่งอยู่ข้างกายไม่ยอมห่าง เจนจิราบีบมือใจเด็ดเพื่อกระตุ้นสัมผัส
“พี่เด็ด...ทำไมพี่เด็ดไม่ตื่นมาคุยกับเจนเหมือนแต่ก่อนคะ”
เครื่องวัดคลื่นสมองเดินเรียบไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ
ระหว่างนั้นเกริกไกรกับอรอนงค์เปิดประตูเข้ามาในห้อง
“เจน...อยู่เฝ้าไอ้เด็ดตลอดเลยเหรอ”
“ค่ะ...พี่เด็ดทำเพื่อเจนมามากแล้ว”
เกริกไกรเดินเข้ามาหาใจเด็ด
“หมอจะทำอะไร”
“แค่อยากลองพูดบางอย่างกับคุณใจเด็ดน่ะค่ะ”
เกริกไกรเข้ามาจับมือใจเด็ดเอาไว้
“ไอ้เด็ด...แกได้ยินฉันมั้ย...ฉันรู้ว่าแกเหนื่อยจนไม่อยากกลับมา แต่แกยอมแพ้แล้วเหรอ แกไม่อยากเจอคุณนุชอีกครั้งหรือไง”
“หมอ...หมอจะทำอะไร...หมอพูดไปพี่เด็ดก็ไม่ได้ยินหรอก”
เกริกไกรไม่สนใจยังคงพูดต่อ “แกเป็นคนพูดเองไม่ใช่เหรอ...ว่าแกจะตามหาคุณนุช...แกยังตายตอนนี้ไม่ได้...แกยังไม่ได้บอกรักคุณนุชนะไอ้เด็ด”
เจนจิราทนฟังไม่ได้แล้ว “หมอ”
เจนจิราจะห้ามเกริกไกร แต่แล้วเจนจิราก็ต้องตะลึง เมื่อเห็นสัญญาณการเต้นของหัวใจใจเด็ดถี่ขึ้นตามจังหวะเต้นของหัวใจที่เต้นแรงขึ้นๆๆๆ

3 ปีต่อมา
สรนุชเดินเข้ามาในเนิร์สเซอรี่แห่งหนึ่ง เด็กวิ่งเล่นไปทั่วบ่งบอกว่าเป็นเวลาเลิกเรียนแล้ว สรนุชเดินเข้ามาหาครู
“สวัสดีคะ...มารับปูเป้น่ะค่ะ”
“ปูเป้เหรอคะ...เอ” คุณครูมองหา “นั่นไงคะ”
สรนุชมองไปก็เห็นปูเป้กำลังรังแกเด็กชายคนหนึ่งอยู่
“ก็เธออยากเป็นควาย...ก็ต้องให้เราขี่ซิ” เด็กหญิงปูเป้ว่า
“ควายเขาใช้ไถนา..ไม่ได้ให้คนขี่” เด็กชายใจแก้วเถียง
สรนุชเข้ามามองด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นปูเป้จะขี่เด็กชายคนหนึ่งให้ได้
“ทำอะไรน่ะปูเป้”
ปูเป้หันมาเห็นสรนุชก็ดีใจ “แม่นุช..!” วิ่งเข้ามาอย่างดีใจ “ปูเป้กำลังจะขี่ควายค่ะ”
สรนุชเอ็ดเอา “ปูเป้! เรียกเพื่อนอย่างนั้นได้ยังไง”
ใจแก้วเอ่ยขึ้น “เราไม่ได้เป็นควาย...แต่เราเป็นกระบือบาล...ผู้พิทักษ์ควาย”
สรนุชได้ยินอย่างนั้นก็แปลกใจขึ้นมาทันที
“อะไรนะ...เมื่อกี้หนูบอกว่าหนูอยากเป็นอะไรนะครับ”
“กระบือบาลครับ...ผมอยากเป็นกระบือบาลเหมือนพ่อผม...เพื่อนควายจะได้ไม่ตกงาน”
สรนุชอึ้งไป ระหว่างนั้นเสียงคุณครูดังเข้ามา “ใจแก้ว...คุณพ่อมารับแล้วค่ะ”
ใจแก้วได้ยินอย่างนั้นก็วิ่งออกไป สรนุชมองตามแล้วสรนุชก็อึ้งไป
เห็นใจแก้ววิ่งเข้าไปหาใจเด็ด ใจเด็ดอุ้มใจแก้วขึ้นมา สรนุชถึงกับยืนตะลึงตาค้าง
ใจเด็ดเองก็หันมาเห็นสรนุชพอดี ใจเด็ดเองก็ชะงักค้างไปเช่นกัน
ปูเป้มองสรนุชงงว่าสรนุชเป็นอะไร “แม่นุช...ปูเป้อยากกลับบ้านแล้ว”
ใจเด็ดได้ยินที่ปูเป้เรียกสรนุชว่าแม่ ก็ถึงกับจุกคอพูดอะไรไม่ออก
“เอ่อ...สวัสดีครับ”
“สวัสดีค่ะ”
“กลับมานานแล้วเหรอครับ”
“ค่ะ”
ระหว่างนั้นใจแก้วที่ใจเด็ดอุ้มอยู่ก็ถามขึ้น
“พ่อรู้จักน้าคนนี้ด้วยเหรอ”
สรนุชได้ยินใจแก้วเรียกใจเด็ดอย่างนั้นก็อึ้งไปเหมือนกัน
ปูเป้กระตุกแขนสรนุช “ปูเป้อยากกลับบ้าน”
“จ้ะๆ...ไปแล้วจ้ะ” หันมาพูดกับใจเด็ด “เอ่อ...ไปก่อนนะคะ”
“ครับ”
สรนุชจูงมือปูเป้เดินออกไป ใจเด็ดมองตามสีหน้าหมอง รู้สึกผิดหวังขึ้นมาทันที

ค่ำคืนนั้นภายในงานแต่งงาน บนเวทีประดับประดาด้วยดอกไม้ล้อมรอบตัวหนังสือบอกชัดว่าเป็นพิธีวิวาห์ของเกริกไกรกับอรอนงค์ แขกเหรื่อภายในงานต่างมากันอย่างพร้อมเพรียงหนาตา
เกริกไกรในชุดเจ้าบ่าวยืนชะเง้อมองบางอย่างร้อนใจ ระหว่างนั้นภิรมย์ในชุดสูทกับสมหญิงในชุดราตรีเดินเข้ามา
“กลัวไม่ได้แต่งเหรอหมอ” ภิรมย์แซว
“อะไรของแกภิรมย์”
“ไม่ต้องกลัวหรอกหมอ...แหม...จัดงานใหญ่ซะขนาดนี้...คุณอรไม่หนีไปกลางงานหรอกค่ะ”สมหญิงเอามั่ง
“พวกแกสองคนพอเลย...ฉันไม่ได้มองหาคุณอร...ฉันมองหาเพื่อนเจ้าบ่าวของฉันเว้ย”
ภิรมย์กับสมหญิงได้ยินอย่างนั้นก็แปลกใจเหมือนกัน
“นั่นซิคะ...ป่านนี้แล้วทำไมยังไม่มาอีก”
ระหว่างนั้นสุบินเดินหน้าเลิกลักเข้ามา
“นี่ๆ...เห็นลูกสาวผมมั้ย”
“เมื่อกี้สมหญิงเห็นอยู่ข้างนอกน่ะค่ะ”
“ข้างนอก...โห...งั้นเดี๋ยวผมมาคุยด้วยนะหมอ”

สุบินรีบออกไปจากงานเลี้ยง เกริกไกรและทุกคนชะเง้อมองไปที่ประตูเหมือนรอคอยใครบางคน

อ่านต่อหน้า 4




กระบือบาล ตอนที่ 18 อวสาน (ต่อ)

ใจเด็ดอยู่ในชุดทักซิโด้สุดหล่อเดินเข้ามาบริเวณหน้างาน และกำลังจะเดินไปลงชื่อร่วมแสดงความยินดีบ่าวสาว  ระหว่างนั้นเด็กหญิงคนหนึ่งวิ่งมาชนจนล้มลง ใจเด็ดรีบเข้าไปดูเด็กหญิงคนนั้นที่ล้มอยู่

“เป็นไรมั้ยครับ”
แต่แล้วใจเด็ดก็ต้องอึ้งไปเมื่อเด็กหญิงคนนั้นคือปูเป้นั่นเอง
สุบินออกมามองหาลูกสาวก่อนจะเห็นว่าล้มอยู่กับใจเด็ด
“ปูเป้” สุบินรีบวิ่งเข้ามาที่ปูเป้ ใจเด็ดหันมาพอดี
“คุณใจเด็ด...ผมนึกว่าคุณจะไม่มาซะแล้ว...ปูเป้...หวัดคุณอาใจเด็ดเร็ว”
ปูเป้ยกมือสวัสดี ใจเด็ดอึ้งไป
“ลูกสาวน่ะครับ...เป็นไงครับ...เหมือนพิมพ์เลยมั้ยครับ”
“เอ่อ...คุณสุบิน...คุณสุบินแต่งงานกับนุชเหรอครับ”
“อะไรนะครับ” สุบินได้ยินไม่ชัด
“คุณสุบินกับคุณนุชแต่งงานกันเหรอครับ”
“ไอ๊หยา...นี่คุณใจเด็ดจะหางานให้ผมหรือไง...เกิดแฟนผมได้ยินเข้า...รับรอง”
ใจเด็ดแปลกใจ “แฟน..? ปูเป้ไม่ใช่ลูกคุณสุบินกับคุณนุชเหรอครับ”
“เฮ้ย! คิดได้ยังไงเนี่ยคุณใจเด็ด...ผมกับไอ้นุชเนี่ยนะ”
“ก็เมื่อตอนเย็นผมเห็นคุณนุชแกไปรับปูเป้ที่โรงเรียน” ใจเด็ดว่า
“อ๋อ...พอดีแม่เขาไม่ว่างน่ะครับ...ผมก็เลยวานให้ยัยนุชไปรับให้หน่อย”
ใจเด็ดได้ยินอย่างนั้นก็เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ทันที

สรนุชกำลังช่วยอรอนงค์แต่งตัวอยู่ภายในห้องของโรงแรม
“ขอบใจนะที่แกอุตส่าห์กลับมาจากอเมริกาเพื่อมางานฉันโดยเฉพาะ”
“แกเป็นเพื่อนรักฉัน...ฉันจะไม่มาได้ยังไง”
อรอนงค์หันมาแล้วจับมือสรนุชเอาไว้ “ขอบใจจริงๆ นะ”
“อะไร...อย่าขี้แยซิ...เดี๋ยวก็ไม่สวยหรอก”
อรอนงค์รีบปาดน้ำตา “อือ...แล้วแกเจอคุณใจเด็ดหรือยัง”
สรนุชได้ยินอย่างนั้นก็คอแข็งขึ้นมาทันที “เจอแล้ว...แต่ไม่ใช่ในงานนะ”
อรอนงค์แปลกใจ “แล้วเจอที่ไหน”
“ที่โรงเรียน...เขาไปรับลูกเขา”
“ลูก...? คุณใจเด็ดจะมีลูกได้ยังไง...แฟนยังไม่มีเลยนะนุช”
“แกไม่ต้องมาหลอกฉัน...ฉันได้ยินเต็มสองหู...เด็กคนนั้นเรียกเขาว่าพ่อ”
“ใคร...เด็กที่ไหน”
“ก็เด็กที่ชื่อใจแก้วไง”
อรอนงค์ได้ยินอย่างนั้นก็ถึงบางอ้อ
“โธ่...หนูใจแก้วน่ะเหรอ...ใช่ลูกของคุณใจเด็ดซะเมื่อไหร่...หนูใจแก้วเป็นลูกของคุณใจเพชรพี่ชายคุณใจเด็ดต่างหาก”
สรนุชอึ้ง ดีใจแต่ยังเก็บอาการ “จริงเหรอ”
“จริงซิ...รู้มั้ยว่าตลอดที่แกอยู่ที่ซานฟราน...ฉันไม่เคยเห็นคุณใจเด็ดเขาคบใครเลยนะ” สรนุชอึ้งๆไป “นุช...ฉันว่าคุณใจเด็ดเขายังรอแกนะ” อรอนงค์จบสวย
สรนุชได้ยินอย่างนั้นก็แอบดีใจ

เกริกไกรยืนอยู่บนเวทีกับอรอนงค์ กำลังให้พิธีกรสัมภาษณ์ ใจเด็ดกับสรนุชยืนเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวอยู่คนละมุม
“ถ้าจะถามว่าผมประทับใจตรงไหนของเจ้าสาวของผม...ผมคงตอบได้แค่ว่า...ไม่มีอะไรที่ผมไม่ประทับใจต่างหากครับ”
เสียงวี้ดวิ่ว ฮิ้ว ว้ายดังข้างล่างเวที
สรนุชแอบมองใจเด็ดที่ยืนอยู่ข้างๆ เกริกไกร ใจเด็ดค่อยๆ หันมองมาที่สรนุช แต่สรนุชรีบหันหน้าหนี
ใจเด็ดตัดสินใจตะโกนถามขึ้น
ใจเด็ดทำไมคุณไม่บอกว่าปูเป้เป็นลูกของสุบินเขา
สรนุชไม่ได้ยิน “อะไรนะ”
ใจเด็ดพูดเสียงดังขึ้น “ทำไมคุณไม่บอกว่าปูเป้เป็นลูกของสุบิน”
เสียงดังของใจเด็ดทำให้พิธีกรที่กำลังจะถามคำถามต่อไปถึงกับชะงัก
“เพื่อนเจ้าบ่าวมีอะไรหรือเปล่าครับ”
ใจเด็ดบอก “ไม่มีครับ”
พิธีกรหันมาถามเกริกไกรต่อ “แล้วหมอคิดว่าจะมีน้องเลยหรือเปล่าครับ”
ระหว่างนั้นสรนุชอาศัยจังหวะที่เสียงพิธีกรกลบก็ตะโกนกลับไปหาใจเด็ด
“แล้วทำไมฉันต้องบอก”
เกริกไกรได้ยินสรนุชถาม เลยเผลอพูดตอบไม่รู้ตัว “แล้วทำไมฉันต้องบอก” แต่พอนึกได้ก็ชะงักรีบหันมาขอโทษแขก “เอ่อ...ขอโทษครับ”
เกริกไกรหันมองไปทางสรนุชสลับกับมองไปทางใจเด็ด เห็นทั้งสองก้มหน้างุด
เกริกไกรพูดต่อ “คือ...เรื่องอย่างนี้คงต้องถามเจ้าสาวด้วย...แต่ถ้าถามผม...ผมพร้อมตั้งแต่เจอกันวันแรกแล้วครับ”
ขาดคำเสียงวี้ดว้าย สลับกับเสียงหัวเราะก็ดังครืนไปทั่วทั้งงาน อรอนงค์ตีแขนเกริกไกรอย่างเขินอาย
ระหว่างนั้นเสียงแขกส่งเสียงเชียร์ขึ้นมาพร้อมๆ กัน “จูบ...จูบ...จูบ”
เกริกไกรกับอรอนงค์ค่อยๆ หอมแก้มกันท่ามกลางเสียงตบมืออย่างดีใจของแขกเหรื่อภายในงาน
สรนุชหัวเสียเดินลงจากเวทีไป ใจเด็ดรีบลงจากเวทีตามสรนุชไป

สรนุชเดินหนีลงมาจนมาถึงหน้าเวที ใจเด็ดรีบตามมาแล้วดึงแขนสรนุชเอาไว้
“เดี๋ยวก่อน...คุณโกรธผมเรื่องอะไร”
“นายน่าจะรู้นะ”
“คุณโกรธที่ผมไม่ไปส่งคุณที่สนามบินใช่มั้ย”
“ฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะทำอย่างนั้น...ฉันรู้ว่านายต้องดูแลเจนเขา”
“เรื่องนั้นผมยอมรับ...แต่คุณรู้มั้ยทำไมผมต้องดูแลเธอ”
ระหว่างที่ใจเด็ดกำลังจะบอกเหตุผล อยู่ๆ พิธีกรก็ประกาศขึ้น
“และแล้วก็ถึงเวลาสำคัญ...เรามาดูกันนะครับว่า...ใครจะเป็นเจ้าสาวคนต่อไป”
ทันทีที่ประกาศอย่างนั้นแขกผู้หญิงต่างก็วิ่งกรูกันมาข้างหน้าเวที จนเบียดให้ใจเด็ดกับสรนุชแยกออกจากกัน
“โอ๊ย”
“คุณนุช...ฟังผมก่อน”
ใจเด็ดกับสรนุชต่างก็ต้องแยกกันอีก เพราะบรรดาเพื่อนเจ้าสาวที่ต้องการมารับช่อดอกไม้ เพราะบนเวที อรอนงค์กำลังจะโยนช่อดอกไม้ หนึ่ง...สอง...ซ่ำ
ช่อดอกไม้ถูกโยนมาที่หน้าเวที สาวๆ ต่างรุมยื้อแย่งกัน ใจเด็ดหันมองหาสรนุช ปรากฏว่าไม่เห็นสรนุชอยู่ตรงนั้นแล้ว
สรนุชนั่งอยู่หน้างานกำลังดูเท้าตัวเองที่โดนเหยียบอยู่
“โอ๊ย ! บ้าจริง...อยากแต่งงานอะไรกันนักหนาเนี่ย”
ระหว่างนั้นใจเด็ดวิ่งตามออกมา ก่อนจะมองเห็นสรนุชนั่งอยู่ ใจเด็ดจะเข้าไปหา แต่แล้วก็มีแขกคนหนึ่งเข้ามาทักทายพอดี เป็นข้าราชการของกรมปศุสัตว์นั่นเอง
“ใจเด็ด”
ใจเด็ดชะงัก
“ใจเด็ดหรือเปล่าเนี่ย”
“สวัสดีครับท่าน” ใจเด็ดคุยไปตาก็เหลือบสรนุชไป
“ผมได้ยินเรื่องของคุณแล้ว...ปาฏิหารย์จริงๆ ที่คุณกลับมาได้...ผมสามารถบรรจุคุณใหม่ได้นะ...เอามั้ย” แขกผู้ใหญ่คนนั้นบอก
ใจเด็ดไม่ได้สนใจฟังนัก เหลือบมองไปที่สรนุช แต่ก็ต้องอึ้งไปเมื่อไม่เห็นสรนุชอยู่ตรงนั้นแล้ว
“เอ่อ...ขอตัวก่อนนะครับท่าน”
ใจเด็ดไม่รอคำตอบจากแขก วิ่งตรงเข้าไปสรนุชเคยนั่ง ใจเด็ดกวาดตามองไปรอบๆ แล้วคิดได้ว่าสรนุชต้องไปที่ลิฟต์แน่นอน
ใจเด็ดวิ่งตามมาที่ลิฟต์ก่อนจะรีบกดเรียกท่าทีร้อนร้นใจ “เร็วซิ”
ลิฟต์มาถึงใจเด็ดรีบก้าวเข้าไปในลิฟต์ทันที


ใจเด็ดวิ่งมาที่ลานจอดรถ ระหว่างนั้นเห็นรถคันหนึ่งวิ่งเข้ามา ใจเด็ดรีบวิ่งเข้าไปขวาง รถคันนั้นเบรกเอี๊ยด! จนเกือบชน ใจเด็ดวิ่งเข้ามาเพราะคิดว่าเป็นรถสรนุช
“นุช...ฟังผมก่อน”
คนขับเปิดกระจกลงมาด่า “เป็นบ้าอะไรวะ”
“เอ่อ...ขอโทษครับ”
ใจเด็ดหลีกทางให้รถคันนั้นขับออกไป ใจเด็ดมองไปรอบๆที่นิ่งสนิท เสียใจที่ไม่เห็นสรนุชแล้ว

สรนุชเดินออกมาจากห้องน้ำที่อยู่ฝั่งตรงข้ามลิฟต์ สรนุชหยุดยืนมองเข้าไปในงานเหมือนต้องการรอใจเด็ด แต่แล้วสรนุชก็ตัดใจกดเรียกลิฟต์ สายตายังจับจ้องไปที่หน้างาน หวังว่าใจเด็ดจะออกมาตาม
แต่แล้วเสียงลิฟต์ก็ดังขึ้นก่อนจะเห็นประตูลิฟต์เปิดออก สรนุชตัดใจก้าวเข้าไป
ไม่นานลิฟต์ปิดประตูลง พร้อมๆ กับที่ลิฟต์อีกตัวที่อยู่ด้านข้างลงมาถึง
ประตูลิฟต์เปิดออก ใจเด็ดก้าวออกมาด้วยสีหน้าที่หมดหวัง

หลายวันต่อมารถยนต์ของสรนุชแล่นอยู่บนถนนหลวง สรนุชขับรถไปคุยโทรศัพท์ไป
“ไม่เป็นไรหรอก...วันนั้นฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายน่ะ...เออ...อร...ฉันใกล้จะถึงแล้ว...เดี๋ยวค่อยคุยกันนะ”
สรนุชกดวางสายจากอรอนงค์ แล้วกดโทร.ออกอีกเบอร์
“สวัสดีค่ะ..ดิฉันสรนุชที่ติดต่อมาขอข้อมูลทำวิทยานิพนธ์น่ะค่ะ...ค่ะ...ตอนนี้ดิฉันอยู่บนถนน 345แล้วค่ะ...ค่ะ...ค่ะ...จำได้ค่ะ ขอบคุณค่ะ”
สรนุชวางสายก่อนขับรถมุ่งหน้าสู่จุดหมาย โดยไม่รู้ว่า...บางอย่างที่เธอตามหารอคอยอยู่

ไม่นานต่อมา สรนุชเดินเข้ามาในมูร่าห์ฟาร์ม ฟาร์มควายพันธุ์นมแห่งแรกของประเทศไทย พร้อมกับยกมือไหว้ผู้จัดการที่รออยู่แล้ว
“เชิญครับเชิญ...มาลำบากมั้ยครับ”
“ไม่เลยค่ะ...ที่นี่กว้างจริงๆ นะคะ”
“ครับ...ท่านอยากให้ควายอยู่ในบรรยากาศที่ดีน่ะครับ..ผมจะบอกให้ว่าวันนี้คุณโชคดีมาก”
“ทำไมเหรอคะ”
“เอ้า...ก็ท่านอยู่ไงครับ...ผมเรียนกับท่านไว้แล้ว...ท่านบอกว่าท่านอยากให้ข้อมูลกับคุณด้วยตัวเอง”
สรนุชดีใจ “ขนาดนั้นเลยเหรอคะ”
“ท่านเป็นคนอย่างนี้แหละครับ...ถ้ารู้ว่าใครชอบควายละก็...ถึงไหนถึงกัน...คุณเดินดูรอบๆ ก่อนแล้วกัน...เดี๋ยวผมไปตามท่านก่อน”
“ขอบคุณค่ะ”
สรนุชเหลียวมองไปทางคอกควาย

สรนุชเดินเล่นจนมาถึงคอกควายพันธุ์นม รู้สึกตื่นตาตื่นใจเมื่อเห็นควายพันธุ์นม สรนุชเดินเข้ามาก่อนจะเห็นชายคนหนึ่งกำลังรีดนมควายอยู่
“โทษนะคะ...ควายนี่พันธุ์อะไรเหรอคะ”
ชายคนนั้นลุกขึ้นแล้วหันมา สรนุชถึงกับอึ้ง ตะลึงทันที เมื่อชายคนนั้นคือใจเด็ดนั่นเอง
“นาย”
ใจเด็ดอึ้งไปเหมือนกัน “คุณ ! เอ่อ...คุณมาทำอะไรที่นี่”
“ฉันต่างหากต้องถามนาย...นายมาทำอะไรที่นี่...หรือว่านายทำงานที่นี่”
“ผมอยู่ได้ทุกที่ที่มีควาย...คุณก็น่าจะรู้นี่” ใจเด็ดตอบไม่ตรงคำถาม
“แล้วพ่อนายไม่ว่าหรือไง...งานบริษัทใหญ่โตไม่ทำ...มาเป็นลูกจ้างรีดนมควายที่นี่น่ะ”
ใจเด็ดอึ้ง “ลูกจ้าง?”
ระหว่างนั้นเสียงของผู้จัดการดังขึ้น “โธ่ท่านมาอยู่นี่เอง”
สรนุชหันไปก็เห็นผู้จัดการเดินเข้ามาถึงพอดี
“แหม...ให้ผมเดินหาซะทั่ว”
สรนุชนึกว่าตัวเองโดนว่า “ขอโทษค่ะ...ท่านมาแล้วเหรอคะ”
“อะไรคุณ...ก็นี่ไงครับ...ท่านใจเด็ด...เจ้าของมูร่าห์ฟาร์ม...ฟาร์มควายนมแห่งแรกในประเทศไทย”
ฟังแล้วสรนุชถึงกับอึ้ง หันไปมองจ้องใจเด็ดอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
“ผมบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกผมว่าท่าน” ใจเด็ดหันไปเอ็ดลูกน้อง
“ครับท่าน” ใจเด็ดเซ็งโครตๆ “เอ่อ...ถ้าอย่างนั้น...”
“จะไปทำอะไรก็ทำเถอะ...เดี๋ยวผมจัดการต่อเอง”
ผู้จัดการเดินออกไป ใจเด็ดหันมามองสรนุช
“คุณคือคนที่จะมาสัมภาษณ์ผมเหรอ”
สรนุชยังงงอยู่ ไม่คิดว่าพรมลิขิตจะทำให้เธอได้เจอกับใจเด็ดอีกครั้ง

ใจเด็ดพาสรนุชเดินมาตามคอกควาย
“ทำไมคุณเลือกที่จะทำวิทยานิพนธ์เรื่องควาย”
“เอ่อ...ฉันแค่คิดว่าถ้าจะต้องการให้ควายเป็นที่นิยม...มันน่าจะทำให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจ...มากกว่าจะให้มันอยู่แต่สถานี”
“ผมเองก็คิดอย่างนั้น...ผมก็เลยขอเงินพ่อก้อนนึงมาเปิดฟาร์มที่นี่” มองจ้องสรนุช “ขอบคุณที่คุณยังคิดถึงมันน่ะครับ”
สรนุชวางตัวไม่ถูก
“นี่ฉันมาสัมภาษณ์นาย...ไม่ใช่ให้นายมาสัมภาษณ์ฉัน”
ใจเด็ดอมยิ้ม สรนุชหยิบเครื่องอัดเสียงออกจากกระเป๋า “ไม่ว่ากันนะ”
“ตามสบายครับ”
สรนุชกดอัดเครื่องอัดเสียงก่อนจะวางมันเอาไว้ แล้วหยิบสมุดปากกาขึ้นมาจดด้วย
“ควายที่นี่เป็นควายพันธุ์อะไร...ทำไมหน้าตามันแปลกๆ”
“ควายมูร่าห์หรือควายแม่น้ำครับ...ส่วนควายที่คุณเห็นที่สถานีเรียกว่าควายปลัก”
“แล้วนาย...เอ่อ...แล้วคุณเปิดฟาร์มนี่มานานหรือยังคะ”
“ปีกว่าๆ แล้วครับ”
สรนุชท่าทางอึ้งๆไป
“แล้วเจนละ...คุณไม่ได้แต่งงานกับเธอเหรอ”
“ผมคิดกับเจนเหมือนน้องสาวคนหนึ่งของผมเท่านั้น”
“น้องสาว? แล้วทำไมนายฟื้นขึ้นมาปีกว่าแล้วไม่คิดจะตามหาฉันหรือไง” สรนุชตัดพ้อ
“คุณนุชฟังผมก่อน”
ใจเด็ดกำลังจะอธิบาย ระหว่างนั้นผู้จัดการเข้ามาตาม
“ท่านครับ...นายใหญ่โทร.มาจากกรุงเทพฯครับ” ผู้จัดการบอก
“บอกพ่อว่าเดี๋ยวฉันโทร.กลับ”
“ผมบอกว่าท่านติดงานอยู่แต่นายใหญ่ก็ยังจะคุยกับท่านให้ได้ครับ”
ใจเด็ดพยักหน้าให้ ผู้จัดการเดินออกไป ใจเด็ดหันมาบอกกับสรนุช “เดี๋ยวผมมานะ...คุณรออยู่ตรงนี้นะ”
ใจเด็ดรีบวิ่งออกไป สรนุชมองตาม ทั้งน้อยใจและเคืองนิดๆ
“ออกคำสั่ง...ออกคำสั่งตลอด...ทำไมฉันต้องเป็นฝ่ายรอ...นายรู้มั้ยว่าการรอคอยใครบางคนมันทรมานแค่ไหน...รู้มั้ยว่าฉันทรมานแค่ไหน”
สรนุชนิ่งไป รู้สึกความอดทนมาถึงที่สุดแล้ว “ฉันแค่อยากได้ยินคำว่า “รัก” จากนายเท่านั้น”
สรนุชพูดเสร็จก็ลุกออกไปอย่างเซื่องซึม เดินเหมือนคนอกหักมาตามทาง

ใจเด็ดรีบวิ่งกลับมาที่เดิม ใจเด็ดแปลกใจเมื่อไม่เห็นสรนุชอยู่ตรงนั้นแล้ว ขณะกำลังจะวิ่งออกไปตามสรนุชนั้นใจเด็ดก็เหลือบไปเห็นที่อัดเสียงของสรนุชวางอยู่ ใจเด็ดเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมาดู แล้วก็เห็นว่ามันยังบันทึกเสียงอยู่ ใจเด็ดกดรีเพลย์กรอกลับ แล้วกดฟัง

สรนุชเดินกลับมาจนถึงรถ ขณะกำลังจับประตูรถจะเปิด ระหว่างนั้นเสียงใจเด็ดดังขึ้น
“คุณนุช”
สรนุชหันไปเห็นใจเด็ดวิ่งเข้ามา “มีอะไร”
“คุณลืมของ” ใจเด็ดส่งที่อัดเสียงให้กับสรนุช
“ขอบคุณ...แค่นี้ใช่มั้ย”
สรนุชหันหลังจะหนีไป แต่แล้วใจเด็ดก็เอ่ยขึ้น “ไปเดินเล่นกันมั้ยครับ”
สรนุชหันมาด้วยความแปลกใจ

ที่มูร่าห์ฟาร์ม ครู่ต่อมาร่างของสรนุชโขยกเขยกอยู่ไปมา ที่แท้สรนุชกำลังขี่ควาย โดยมีใจเด็ดเป็นคนจูง
“นี่...นายคิดว่าทำอย่างนี้มันโรแมนติกมากหรือไง”
ใจเด็ดหันมองสรนุชแล้วอมยิ้ม
“ยิ้มอะไร”
“ผมว่าคุณขี่ควายอย่างนี้มันดูน่ารักดีน่ะครับ”
“ถ้านายไม่มีอะไรแล้ว...ฉันจะลงเดี๋ยวนี้”
“เดี๋ยวซิครับ”
ใจเด็ดขยับเชือกให้ควายหยุด ก่อนจะเดินไปปีนขึ้นไปขี่อีกคน
“จะทำอะไรน่ะ”
แทนคำตอบใจเด็ดโอบเอวสรนุชเอาไว้ แล้วกระซิบข้างหู “ขอบคุณนะครับ”
สรนุชชะงัก “เอ่อ...เรื่องอะไร”
“ก็ที่คุณทำให้ผม...มีชีวิตกลับมาอีกครั้ง”
สรนุชรู้สึกอบอุ่นนักในอ้อมกอดของใจเด็ด แต่แล้วระหว่างนั้นเจ้าควายคู่ใจดันเดินเสียหลัก
ใจเด็ดกับสรนุชที่กำลังซึ้งเลยสะดุดกึกกันไป “เว้ย”
ใจเด็ดกับสรนุชไถลหล่นลงจากหลังควายลงมานอนอยู่ที่พื้นหญ้า
ทั้งสองนอนมองท้องฟ้าด้วยกันก่อนที่ทั้งคู่จะหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข ระหว่างนั้นอยู่ๆ ใจเด็ดก็พูดขึ้น เป็นคำที่สรนุชรอคอยมานานแสนนาน
“ผมรักคุณ”
สรนุชหยุดหัวเราะแล้วหันมามอง ใจเด็ดชันตัวขึ้นสบตาสรนุช ค่อยๆ โน้มตัวลงทำท่าจะจูบ แต่แล้วสรนุชก็รีบลุกขึ้น
“อะไร...คิดว่าฉันเป็นผู้หญิงประเภทไหน...คิดจะจูบก็จูบง่ายๆ หรือไง”
สรนุชจะเดินหนี แต่ใจเด็ดคว้ามือเอาไว้ สรนุชชะงักแล้วหันมาสบตากับใจเด็ด
“คุณให้ชีวิตใหม่กับผม...แล้วคุณจะทำลายมันด้วยการเดินจากผมไปอีกเหรอครับ”
ใจเด็ดเดินเข้ามาหาสรนุช
“ชีวิตและหัวใจของผมเป็นของคุณแล้ว...ผมอยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับคุณ...คุณนุชครับ”
“คะ” สองคนประสานตา
“ผมรักคุณ”

ใจเด็ดพูดจบแล้วจึงก้มลงจุมพิตสรนุชอย่างแผ่วเบาด้วยความรักล้นใจ ต่อหน้าต่อตาเจ้าควายคู่ใจที่ส่งเสียงร้องมอออกมา เหมือนอยากแสดงความยินดีกับใจเด็ดและสรนุชหวานใจของหนุ่มกระบือบาลของพวกมัน

จบบริบูรณ์



กำลังโหลดความคิดเห็น...