xs
xsm
sm
md
lg

ขุนศึก ตอนที่ ๙

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ขุนศึก ตอนที่ ๙

เสมาลอบเข้ามาในสวนบ้านขุนรามเดชะตอนเย็น ขณะกำลังชะเง้อมองดักรอเรไรกลับมา จู่ๆก็มีมือข้างหนึ่งเอื้อมมาจับไหล่เสมา เสมาตกใจหันกลับไปจะเอาเรื่อง ปรากฏว่าคนที่จับไหล่ตนเป็นสมบุญนั่นเอง โดยมีสินยืนอยู่ใกล้ๆ สมบุญยิ้มๆแล้วเอ่ยขึ้น

“ฉันนึกแล้วว่าพี่ต้องไม่ยอมหมางใจกับแม่หญิงเรไรเช่นนี้ อย่างไรเสีย ต้องหาทางมางอนง้อกันเป็นแน่”
“ข้าไม่ได้งอนง้อ เพียงแต่ข้าหาเข้าใจไม่ ว่าเหตุใดแม่หญิงจึงคิดว่าข้าชั่วเช่นนั้นจึงจำต้องพูดคุยกันให้แจ่มแจ้ง”
“พิโธ่พิถัง ช่างแตกต่างกับงอนง้อเสียเหลือเกิน จริงหรือไม่วะอ้ายสมบุญ” สินยิ้มแซว
สมบุญอมยิ้มไม่พูดอะไร แต่เสมาหน้าเจื่อนไป ยิ่งพูดยิ่งเข้าตัวเถียงไม่ออก ขณะนั้นเองสมบุญก็เหลือบเห็นเรือของเรไรมาจอดเทียบท่าพอดี
“แม่หญิงเรไรกลับมาแล้ว” สมบุญบอก
เสมาและสินรีบหันไปมองตาม
เรไร ลำภูและพิณ ลงจากเรือโดยมีขันลงตามมาส่ง สินตกใจแล้วพูดขึ้น
“อ้ายขันนี่พี่เสมา นี่พอออกจากคุกก็ตามไปรับแม่หญิงเรไรเลยรึ”
เสมา พอเห็นขันคอยเอาอกเอาใจเรไรก็หน้าบึ้งตึงหึงหวงขึ้นมาทันทีฃ

บนเรือน เรไรกอดกับขุนรามเดชะด้วยความดีใจสุดๆที่พ่อปลอดภัย โดยมีขันกับลำภูอยู่ใกล้ๆ และมีพิณคอยรับใช้
“ลูกดีใจเหลือเกินแล้ว ที่ได้พบหน้าพ่อท่านอีก พ่อรักของลูก”
ขุนรามเดชะลูบหัวเรไรด้วยความเอ็นดู รักใคร่
“พ่อก็ดีใจ เสียแต่คืนนี้ต้องไปศึกทวาย ตะนาวศรีแก้ตัว จึงไม่ได้อยู่กับเจ้าแลแม่เจ้านานกว่านี้”
“ศึกทวาย ตะนาวศรีเพียงนี้ ไม่นานก็ได้กลับขอรับท่านอา ยิ่งไม่มีอ้ายเสมาคอยให้ร้ายด้วยแล้ว หาต้องกังวลกระไรไม่” ขันใส่ไฟทันที
ขุนรามเดชะหน้าเจื่อนไป ยังไงก็รู้สึกไม่ดีที่ปล่อยให้เสมามีมลทินเช่นนี้
“หากไม่ได้ฟังจากปากหมื่นชาญ ฉันคงไม่เชื่อว่าคนที่เคยเกื้อหนุนมาอย่างอ้ายเสมา จะล้างคุณกันเช่นนี้” ลำภูว่า
พิณสงสัยแล้วถามขึ้น
“แต่บ่าวแคลงใจเหลือเกินเจ้าค่ะได้ยินว่ามีแม่ทัพนายกองต้องโทษมากนัก แล้วขุนศึกไชยชาญจะใส่ไคล้ปรักปรำทั้งหมดเลยหรือเจ้าคะ”
ขันตาเขียวใส่พิณ ลำภูตวาดแว๊ดทันที
“เอ็งยังจะแก้ต่างแทนมันอีกรึนังพิณ แม่ทัพนายกองอื่นอาจจักผิดจริง แต่คนชำนาญศึกเช่นท่านขุนจะผิดอาญาได้เช่นไร ถ้ามิใช่อ้ายเสมามันจงใจปรักปรำท่านขุนให้ได้ชั่ว”
“การเป็นเช่นนั้นจริงใช่หรือไม่เจ้าคะพ่อท่าน”
ขุนรามหันไปสบตาขัน ขันใช้สายตาแกมบังคับเพื่อให้ขุนรามตอบ รามเดชะถอนใจหนักๆขึ้นทีหนึ่ง
“การมันผ่านไปแล้ว อย่ารื้อฟื้นอีกเลย พ่อไปเตรียมการเพื่อไปศึกทวาย ตะนาวศรี จักควรกว่า”
ขุนรามเดชะเดินเลี่ยงไป ขันปั้นยิ้มแล้วว่า
“ท่านอาคงละอาฆาต ไม่อยากให้เป็นเวรกรรมกันสืบไป ดีแล้วขอรับ เอ่ยถึงชื่ออ้ายเสมา ก็รังแต่จักเป็นเสนียดปาก”
เรไรพอเห็นพ่อพูดแบบนี้ ก็ยิ่งเชื่อสนิทใจว่าเสมาทำเลวต่อขุนรามเดชะจริง

เรไรเดินมาส่งขันถึงหน้าบ้านในเวลาต่อมา
“เพิ่งได้เหยียบดินนอกคุกไม่ทันข้ามวัน ก็ต้องไปศึกเสียอีกแล้ว มิรู้ว่าศึกนี้จะล้างอายแก้ผิดหรือได้โทษเพิ่มกันแน่” ขันพูดกับเรไร
“หมื่นชาญอย่ากล่าวท้อแท้ให้เสียน้ำใจเลย จะออกศึกรบพุ่งแล้ว จักไม่เป็นมงคลเสีย” เรไรว่า
ขันถอนใจแล้วว่า
“อันกล้าหาญในหัวใจนั้นมีอยู่ แต่หากแม้นแม่หญิงจักเมตตาบ้าง ข้าพระเจ้าก็เชื่อหนักหนาว่าจะชำนะศึกได้ดีเมื่อกลับมาเป็นอันแน่”
เรไรรู้ว่าขันวกกลับมาตัดพ้อก็อึดอัดใจ ขันรุกต่อด้วยการจับมือเรไรไว้แล้วมองด้วยตาละห้อย
“ตอบสักคำเถิดแม่เรไรเอ๋ย ตอบแต่สักคำหนึ่งแล้ว แม้ข้าพระเจ้าจักไปสิ้นชีพเสียกลางศึกก็ยังเป็นกุศลแก่หัวใจ”
เรไรเห็นขันจับมือแม้จะไม่สบายใจนัก แต่ความรู้สึกดีๆที่ได้จากขันก็ช่วยให้ใจไม่อ้างว้างและว้าเหว่จนเกินไปนัก เรไรจึงใจอ่อนยอมให้ขับจับมือไว้
“แล้วหมื่นชาญจะให้ฉันตอบเช่นไรเล่า”
“ตอบว่ารอฉันสิแม่ สองเรานี้จักได้ร่วมเรือนรักใคร่กัน แม้เสร็จศึกทวายแลตะนาวศรีแล้ว ข้าพระเจ้าจักตบแต่งแม่หญิง แม่หญิงรับปากเถิด” ขันว่า
เรไรเครียดหนักถ้าเป็นเมื่อก่อนคงปฏิเสธไปแล้ว แต่ตอนนี้ เรไรเพิ่งแตกหักกับเสมาจึงสับสนจนไม่รู้จะพูดยังไงดี
เสมา สิน และสมบุญซึ่งแอบดูอยู่ สินโกรธแทนเสมาแล้วว่า
“เหตุใดแม่หญิงไม่ปัดป้อง ทำเช่นนี้มันงามแล้วรึ”
สมบุญรีบสะกิดสินไม่ให้พูดมาก กลัวเสมาโมโหมากไปกว่านี้
เสมาเห็นขันจับมือเรไร ยิ่งเรไรไม่ปัดป้องก็ยิ่งหึงหวงจับใจ เสมาขบกรามแน่น กำมือเกร็ง สายตาเต็มไปด้วยความเจ็บช้ำอย่างที่สุด

เรไรเปิดประตูกลับเข้ามาในห้องนอนเมื่อตอนหัวค่ำ พอเรไรปิดประตู เสมาซึ่งแอบรออยู่ในห้องก็ดึงเรไรเข้ามากอดทันที เรไรตกใจมาก แต่พอเห็นว่าเป็นเสมาก็โมโหขึ้นมาทันที
“ปล่อยประเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นฉันจะร้องให้อึงเรือน”
“ร้องหรือ เสมาสู้ทนนั่งคอยแต่เมื่อเย็น แล้วแม่หญิงตอบแทนกันเช่นนี้รึ แม่หญิงสิ้นรักเสมาแล้วหรือไร” เสมาเข้าปลุกปล้ำและจูบหอมแก้มเรไรทันที
เรไรดิ้นรนไม่ยอมง่ายๆก่อนจะผลักเสมาออกไปจนได้ เรไรทั้งรักทั้งแค้นพลางกล่าวว่า
“รักหรือ เจ้าร้อยหัวใจ ฉันได้ทุกข์ยากลำบากนักทั้งอับอายขายหน้าเพราะใครเล่า แล้วมันกลับทุรยศเช่นนี้จะคบกันอีกสืบไปได้รึ”
ที่หน้าห้องลำภูเดินผ่านมาก็ได้ยินเสียงเสมาดังออกมาจากห้องเรไรเลยรีบเอาหูแนบประตูเพื่อฟังเสียงทันทีกะว่าถ้าเสมาทำอะไร ตนจะได้ช่วยเรไรทัน
“ทุรยศเรื่องกระไร ข้อที่ข้าพระเจ้าคุมทหารจับพระคุณน่ะรึ ข้าพระเจ้าทำตามรับสั่ง แม่หญิงจะถือโทษได้เช่นไร”
เรไรแค้นสุดๆแล้วว่า
“อย่ามาอ้างรับสั่งให้มัวหมอง เรื่องที่ออกขุนท่านใช้เล่ห์ปรักปรำพ่อท่านจนได้โทษ แล้วลักแหวนของพ่อท่านมาเอาหน้า นึกว่าจะปิดมิดรึ”
“มุสา ผู้ใดกันที่เอาเรื่องมุสาเช่นนี้มาบอกแม่หญิง..ไป เราไปถามพระคุณกันต่อหน้าจะได้รู้ว่าเป็นเช่นไร”
“ยังจะเสแสร้งอีกรึ พ่อท่านไปศึกแล้วก็แจ้งอยู่ จะไปไต่ถามผู้ใด เอาเถิด หากท่านขุนเห็นว่ามุสา กระนั้นฉันขอถามอีกข้อ ตอนที่ท่านขุนขึ้นเรือนพาน้องสาวหนีนั้น ได้มักใหญ่ใฝ่สูงเข้าห้องข่มเหงแม่ดวงแขด้วยใช่หรือไม่”
เสมาหน้าเสีย อึกๆอักๆ แต่ไม่รู้ว่าเรไรรู้เรื่องนี้ได้ยังไง เรไรยิ้มเยาะ
“เหตุใดไม่ตอบเล่า หรือว่าสิ้นคำพูดเสียแล้ว”
“เสมาผิดไปแล้วด้วยคะนองใจดอกแม่หญิง แลหากแม่หญิงอภัยสักครา ก็จักให้สัญญาว่าจะเลิกประพฤติเช่นนี้อีก”
“อย่าเลยขุนศึก เพราะฉันได้อธิษฐานใจแล้วว่าจะไม่คบหากับท่านอีก หากผิดคำก็ขอให้ชาติหน้าอย่าได้เกิดในตระกูลมนุษย์เลย”
“เหตุใดพูดสาหัสเช่นนี้ แม่ลืมรักเราแล้วรึ หรือแม่หญิงมีอื่นแล้ว จึงอยากลืมเสมาเสีย” เสมาพูดอย่างน้อยใจปนหึงหวง
“ดูถูกกันเกินนักแล้วเสมา ไสหัวไปประเดี๋ยวนี้เทียว แล้วอย่ามาเหยียบอีก”
“คำก็ไล่ สองคำก็ไล่ เอาเถิด อ้ายเสมานี้มันไพร่ผู้ต่ำก็จักขอลาไปก่อน ขอให้แม่หญิงเรไรจงอยู่คอยผู้มีศักดิ์เสมอกันเถิด แม้เสร็จศึกตะนาวศรีแล้ว ก็คงจักได้ออกเรือนทันหัวใจแม่ดอก”
เรไรโมโหสุดขีดที่เสมาดูถูกจึงตบหน้าเสมาเข้าเต็มๆ เสมาหันมาจ้องเรไรด้วยสายตาแข็งกร้าว น้อยใจ ช้ำใจ เรไรก็จ้องเสมากลับด้วยน้ำตาคลอเบ้า
ทันใดนั้นเอง ลำภูก็เปิดประตูเข้ามา เสมาและเรไรตกใจหน้าเสียไม่คิดว่าลำภูจะรู้เห็นเรื่องทั้งหมด
“กลับไปเสียเถิดขุนศึก เจ้าทำร้ายลูกฉันมามากแล้ว นับแต่นี้ ขอให้อโหสิกรรมต่อกันอย่าได้พบเจอกันอีกเลย” ลำภูพูดด้วยสีหน้าบึ้งตึง
เสมาสูดลมหายใจลึกๆ ไม่ให้ร้องไห้อีก
“เมื่อพระคุณประสงค์เช่นนั้น ข้าพระเจ้าก็จักขอลาไปไม่ให้พระคุณแลแม่หญิงเรไรขุ่นเคืองอีก”
เสมาเดินออกจากประตูห้องไป เรไรปล่อยโฮโผเข้ากอดลำภู
ลำภูได้แต่กอดเรไรไว้เป็นการปลอบโยน แม้จะสงสารแต่ก็ดีใจที่เรไรเลิกกับเสมาเสียได้

เสมากลับมาที่กระท่อมของสมบุญ
เสมายกไหเหล้าขึ้นดื่ม ท่ามกลางความตกใจของสินและสมบุญ เสมายิ่งเมาก็ยิ่งคิดถึงเรไร พอคิดถึงก็เจ็บปวดจนดื่มเหล้าต่ออีก จนสมบุญเห็นท่าไม่ดีจึงรีบดึงไหเหล้าไว้
“พอเถิดพี่เสมา อย่ากินเหล้าอีกเลย”
สินทำหน้าเสียดายเหล้าสุดๆ
“นั่นซีพี่ เหลือให้ฉันกินบ้างเถิด”
“อ้ายบ้าสิน เพลานี้เอ็งยังจะห่วงเหล้าอีกรึ” สมบุญพูดแล้วก็หันไปพูดกับเสมา
“พี่เสมา พี่กินเหล้าเช่นนี้ ได้เมาตายกันพอดี เลิกกินเถิดพี่”
เสมาเสียงเมามาก
“ก็ให้มันตายไปเลยซีวะ ข้าจะอยู่ไปเพื่อกระไรหญิงที่ข้ารักก็เปลี่ยนน้ำใจเป็นอื่นไปแล้ว ถึงกับยอมไม่เกิดเป็นมนุษย์ ไม่ขอพบหน้าข้าอีก ดูถูกกันถึงเพียงนี้ ก็ควรแล้วที่อ้ายเสมาจะตายไปเสีย”
เสมายกไหเหล้าขึ้นดื่มอีก
ขณะนั้นเอง เอื้อยแตงก็เดินถือตะเกียงหน้าตาตื่นเข้ามาหา
“พี่เสมาๆ”
สินดีใจรีบเข้าไปหาเอื้อยแตงฉีกยิ้มหวาน
“แม่เอื้อยแตง”
สินไม่ทันจะเอ่ยปากพูดหวาน เอื้อยแตงก็ผลักหน้าสินออกไป แล้วรีบเข้าไปหาเสมาทันที
“ยังมีกะใจกินเหล้าอีกรึพี่เสมา” เอื้อยแตงดึงไหเหล้าออกมาจากมือเสมา
“กระไรของเอ็งวะนังเอื้อยแตง เอาเหล้าข้ามา” เสมาจะแย่งเอาเหล้าคืนจนเอื้อยแตงชักโมโห
“จำเรียงถูกอ้ายขันพาตำรวจมาจับไปแล้ว แม่พี่ตกใจจนเป็นลมเป็นแล้งไป รู้เช่นนี้แล้ว ยังจะกินเหล้าอีกหรือไม่”
เสมาตกใจมาก ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องขึ้นขนาดนี้

ตำรวจพาตัวจำเรียงเข้ามาคุกหลวง โดยมีขัน และพุฒ ตามหลังมา
“เอ็งคิดไม่ถึงกระมังนังจำเรียง พวกข้าจะไปศึกคืนนี้แล้วยังพาตำรวจไปจับเอ็งมาได้” พุฒยิ้มเยาะ
จำเรียงมองขันและพุฒด้วยสายตาเกลียดชัง
“หัวใจคดเยี่ยงหัวหมื่นทั้งสอง ผู้ใดตามทันก็คงเลวดุจกัน”
ขันชี้หน้าจำเรียง
“เหิมเกริมไปเถิดนังจำเรียง เอ็งเป็นทาสหนีนายเงิน อย่าหวังว่าจะพ้นผิดไปได้ แม้แต่อ้ายเสมาก็ไม่มีทางช่วยเอ็งไปจากคุกหลวงได้ดอก”
ตำรวจเปิดประตูคุกแล้วพาจำเรียงเข้าไปไว้ในคุก ก่อนจะล่ามโซ่ตีตรวนจำเรียง ขันและพุฒมองด้วยความสะใจ

หมายเหตุ ตำรวจในสมัยก่อนเป็นหน่วยงานหนึ่ง ดูแลเฉพาะเขตเมืองแต่งตัวเหมือนทหารแต่อาจจะคนละสี

บุญเรือนนอนร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความห่วงจำเรียง เอื้อยแตงพยายามจะป้อนอาหารให้ บุญเรือนก็ไม่กิน เสมาและมั่นได้แต่มองด้วยความเป็นห่วง
“แม่ป้ากินข้าวกินปลาสักหน่อยเถิด ได้ไข้หนักเช่นนี้ ไม่กินกระไรเลยจะยิ่งแย่ไปนา”
“ข้ากินกระไรไม่ลงดอก ห่วงจำเรียงมันเหลือเกิน” บุญเรือนพูดพลางสะอึกสะอื้น
มั่นสงสารจับใจแล้วว่า
“ข้าเป็นพ่อ ข้าก็ห่วงมันเช่นกัน แต่เอ็งต้องฝืนใจกินเสียบ้างแม่บุญเรือน ได้ไข้คราก่อน เอ็งก็เป็นหนักนัก กว่าจะหายก็แรมปี ครานี้ถ้าเอ็งไม่กินข้าวกินปลาอีกแล้วจะหายได้เช่นไร”
เสมาพยายามให้กำลังใจแม่
“ถูกแล้วแม่รักของเสมา แม่สู้อุตส่าห์รักษาตัวเถิด ฉันสัญญาว่าจักช่วยจำเรียงให้จงได้ ฉันช่วยมาหลายคราแล้ว แม่ก็เห็นไม่ใช่รึ”
บุญเรือนพยักหน้าทั้งน้ำตา
“เอ็งอย่าปดแม่นะเสมา เอ็งต้องช่วยน้องให้ได้นะ”
บุญเรือนพยุงตัวลุกขึ้นนั่งโดยมั่นเข้าไปช่วยพยุง เอื้อยแตงก็รีบป้อนข้าวให้บุญเรือนทันที คอยพยาบาลเต็มที่ เสมามีสีหน้าเคร่งเครียด รู้ว่างานนี้ยากมากที่จะช่วยจำเรียง แต่ก็ต้องหลอกแม่ไปก่อน

เสมา สิน และสมบุญ มาคุยกับจำเรียงที่ติดคุกอยู่
“ครานี้คงยากที่จะช่วยฉันได้ อ้ายหมื่นชาญ หมื่นทรง มันเจ้าเล่ห์นัก รู้ตัวว่าต้องไปศึกนานเดือน จึงแจ้งตำรวจให้จับฉันมาขังในคุกหลวง ด้วยเกรงว่าหากขังที่อื่น พี่จะตามไปช่วยฉันเช่นทุกคราได้”
สมบุญห่วงจำเรียงจนขาดสติ
“คุกหลวงแล้วกระไร ฉันเองก็อยากลองปล้นคุกหลวงสักคราเช่นกัน”
“เอ็งจะได้โดนบั่นคอปะไร ต่อให้พี่เสมาเลิศฝีมือเพียงใด เพียงแค่สามคนก็ปล้นคุกหลวงไม่ได้ดอกโว้ย” สินว่า
สมบุญมองจำเรียงด้วยความสงสาร
“เป็นเพราะฉันประมาทโดยแท้ เห็นว่าอ้ายขันต้องโทษ จึงให้แม่จำเรียงกลับมา หาไม่ก็คงไม่โดนจับตัวเช่นนี้”
“อย่าโทษตนเองเลย หมื่นชาญรู้แล้วว่าฉันซ่อนอยู่ที่หัวเมือง ถึงไม่กลับอโยธยาก็ต้องหนีไปที่อื่นอยู่ดี”
เสมาถอนใจหนัก
“การมาถึงขั้นนี้แล้ว คงหนีอีกหาได้ไม่ มีแต่ต้องหาเงินมาไถ่ตัวออกไปเท่านั้น”
“ไถ่ตัวรึ หากมีคงไถ่ตัวแต่แรกแล้ว จะรอถึงป่านฉะนี้ไยกัน”
สมบุญสบตามองกับจำเรียงด้วยความห่วงใย เสมามีสีหน้านิ่งเครียดไปอย่างใช้ความคิด

บริเวณศาลาท่าน้ำบ้านขัน เสมากำลังคุยกับดวงแขด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“จะให้ช่วยจำเรียง แต่หามีเงินมาไถ่ตัวไม่ เช่นนี้ก็ไม่ต่างจากการคดโกงกันเลยนะเจ้าคะ ท่านขุน”
“ข้าพระเจ้ารู้ว่าทำเช่นนี้นั้นผิดนัก แต่ข้าพระเจ้าสัญญาว่าจะหามาให้จนครบ ขอแต่เพียงช่วยจำเรียงออกมาก่อนเถิด ด้วยแม่ข้าพระเจ้าห่วงจำเรียงจนได้ไข้ จึงอยากขอเมตตาแม่หญิงสักครา”
“ออกขุนก็รู้ ว่าพี่ขันเป็นนายเงิน ฉันจะทำกระไรได้ แลนับแต่จำเรียงหนีไป ก็ไม่เคยส่งดอกเบี้ย ดอกทบต้นเสียจนมากกว่าเดิมนัก แล้วออกขุนจะหามาใช้ได้รึ”
“เสมาจึงต้องขอเมตตาจากแม่หญิงนี่กระไรเล่า แม่หญิงก็แจ้งอยู่ ว่าข้าพระเจ้าหาได้คิดคดโกงไม่ หากแต่หมื่นชาญคิดย่ำยีจำเรียงข้าพระเจ้าจึงต้องพาหนี แม่หญิงโปรดช่วยข้าพระเจ้าสักคราเถิด”
ดวงแขแสร้งบีบน้ำตา เบือนหน้าไปทางอื่น เสมามองด้วยความแปลกใจ
“แม่หญิงเป็นกระไรไป”
“ฉันสงสารตัวเองนัก ขุนศึกท่านขอให้ฉันเมตตา แล้วท่านเล่าเคยเมตตาฉันบ้างรึ รู้หรือไม่ ว่าฉันทุกข์เพราะท่านมามากแล้ว”
“ข้าพระเจ้าทำชั่วกระไร จึงเป็นเหตุให้แม่หญิงได้ทุกข์”
“หาใช่เรื่องกระทำชั่ว แต่เป็นด้วยฉันน้อยใจนัก คราใดที่ขุนท่านมีทุกข์ท่านนึกถึงฉัน แต่ยามสุขท่านกลับคิดถึงแต่ผู้อื่น แลฉันเองจะปรับทุกข์กับผู้ใดก็มิได้ ด้วยเป็นหญิงแต่แอบพึงใจให้ชายก่อน”
เสมาชะงักไป ดวงแข ปั้นน้ำตารื้นจนท่วมตา
“ตรองดูเถิด ว่าฉันจักทุกข์เพียงใด”
เสมาคิดตาม เริ่มจะเข้าใจว่าดวงแขแอบบอกเป็นนัยๆว่ามีใจให้ตน
ดวงแขสบตาเสมา บีบน้ำตาร่วงผล๋อยให้เสมาได้เห็น เสมารู้สึกผิดระคนใจอ่อนที่ได้เห็นน้ำตาดวงแข
ดวงแขแสร้งลุกหนีทั้งน้ำตา เพียงคล้อยหลังก็เห็นอมยิ้มอย่างพึงพอใจภายใต้คราบน้ำตาที่ได้เผยความในใจให้เสมารู้ หลังจากทำให้เสมา กับเรไรทะเลาะกันได้สำเร็จ

ภายในท้องพระโรงเมืองหงสาวดียามบ่าย พระเจ้านันทบุเรง ทรงยืนตกตะลึง หลังจากทราบข่าวพระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์ ในท้องพระโรงนั้นยังมีพระเจ้าเชียงใหม่นั่งอยู่ใกล้ๆ ในขณะที่ขุนนาง แม่ทัพนายกองที่ไปศึกกับพระมหาอุปราชาพากันคุกเข่าเข้าเฝ้าด้วยสีหน้าหวาดกลัว
พระเจ้านันทบุเรง ทรงตัวสั่น เซ ก่อนจะทรุดลง พระเจ้าเชียงใหม่รีบเข้าไปประคองให้นั่งประทับที่บัลลังก์ทันที
“ระวัง สมเด็จพี่”
พระเจ้านันทบุเรงน้ำตาคลอเบ้า เสียใจที่สุดกับการตายของพระมหาอุปราชา หันไปมองพวกขุนนางที่ไปศึกด้วยความโกรธแค้น
“ทหาร เอาพวกมันไปประหารให้หมด”
พวกขุนนาง นายทหารต่างตกใจ หวาดกลัวสุดๆ
“ช้าก่อนสมเด็จพี่ ขอทรงพระเมตตาละเว้นโทษตายให้เหล่าแม่ทัพนายกองด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า”
“พวกมันไม่ปกป้องพระมหาอุปราชา ปล่อยให้ลูกข้าต้องตาย แลยังปกปิดไว้นานวันจนพ่ายแพ้กลับมา เห็นจวนตัวแล้วจึงมาบอก เช่นนี้ยังไม่ควรประหารพวกมันอีกรึ”
“พระมหาอุปราชากระทำยุทธหัตถีกับองค์พระนเรศ แม้จะพ่ายแพ้จนสวรรคตแต่ก็ถือเป็นเกียรติสูงสุดของนักรบแล้ว หาควรตำหนิเหล่าผู้ตามเสด็จไม่ แลหากประหารเสียสิ้นหงสาก็จะอ่อนแอลงอีกพระพุทธเจ้าข้า”
“แล้วเจ้าจะให้พี่ทำเช่นไร”
“อโยธยาชำนะศึก ย่อมมีใจฮึกเหิม ดีร้ายคงบุกตีทวายแลตะนาวศรีคืนไปเป็นแน่ ขอให้เหล่าทหารที่พ่ายศึก กระทำการแก้ตัวไปป้องกันทวายแลตะนาวศรีเถิดพระพุทธเจ้าข้า”
พระเจ้านันทบุเรงชี้หน้าพวกขุนนาง แม่ทัพ
“พวกเอ็งได้ยินแล้วหรือไม่ รีบไปให้พ้นหน้าประเดี๋ยวนี้”
ขุนนางพร้อมกันถวายบังคม
“รับด้วยเกล้าพระพุทธเจ้าข้า”
พระเจ้าเชียงใหม่ มีสีหน้าเคร่งเครียดหนักที่หงสาวดีตกต่ำลงเรื่อยๆ ยากที่จะมีใครช่วยได้แล้ว

เจ็ดแปดวันผ่านไป ในท้องพระโรงกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรกำลังอ่านจดหมายจากพระเจ้าเชียงใหม่ ด้วยพระพักตร์ยิ้มแย้มแจ่มใส โดยสมเด็จพระเอกาทศรถประทับนั่งอยู่ใกล้ๆ
“พระเจ้าเชียงใหม่มีสาส์นมาขอสวามิภักดิ์ ย่อมประจักษ์แล้วว่า อำนาจของหงสาวดีใกล้จะหมดสิ้นลงทุกที”
“สิ้นพระมหาอุปราชา ก็ดั่งพระกรขวาของพระเจ้าหงสาวดีขาดลง อีกไม่ช้านาน หงสาวดีย่อมต้องวุ่นวายด้วยการชิงอำนาจเป็นแน่”
“ถึงเพลานั้น พี่จะยกทัพบุกตีหงสาเพื่อยึดมาเป็นประเทศราชให้จงได้ จักได้เป็นการแก้คืนคราเสียกรุง แลเป็นพระเกียรติยศสืบไป ดังเช่นพระเจ้าชำนะสิบทิศ”
“ควรแล้วพระพุทธเจ้าข้า... เอ่อ สมเด็จพี่ น้องได้ทำบาญชีความชอบเหล่าทหารคราศึกยุทธหัตถีเสร็จแล้ว ขอสมเด็จพี่ทรงตรวจทานด้วยพระพุทธเจ้าข้า”
“มิต้องดอก น้องทำตามที่เห็นควรเถิด แม่ทัพนายกองที่มีผิดก็ลงโทษแลให้รบแก้ตัวแล้ว ผู้ที่มีความชอบ ก็ควรจะได้บำเหน็จเสียที”

ศรีเมืองยื่นถุงใส่เงินให้เสมารับไปแล้วกล่าวว่า
“พ่อท่านไปศึก ฉันเองก็มีเงินไม่มาก ละอายใจเหลือเกินที่ช่วยพี่ได้เท่านี้”
“ยามยากเช่นนี้ น้ำใจศรีเมืองเจ้ามีค่ามากกว่าเงินทองโขนัก พี่สัญญาว่าจะหามาใช้คืนเจ้าให้จงได้”
“ไม่เป็นกระไรดอก พี่เสมามีเมื่อใดค่อยใช้ก็ได้ เอ่อ แล้วอาการแม่ป้าบุญเรือนเล่าเป็นกระไรบ้าง”

เสมาสีหน้าเครียดหนัก
“แม่ท่านทรุดลงเร็วนัก เพียงไม่ถึงสิบวันที่จำเรียงถูกจับ แต่แรกยังพอปลอบโยนกันได้ นานไปยังช่วยจำเรียงไม่ได้ แม่ท่านก็ยิ่งตรอมใจ”
“แล้วจะทำเช่นใด หนี้สินพอกพูนกว่าเดิมโขนัก ของเดิมยังหามาใช้ไม่ได้ แล้วของใหม่จะหามาใช้ได้อย่างไร”
เสมาพยายามคิดหาทางออก

ในห้องนอนบุญเรือน...เสมากำลังคุยกับเอื้อยแตงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เอื้อยแตงพูดไปก็เช็ดตัวให้บุญเรือนที่อาการทรุดหนัก นอนไข้ขึ้นไม่ได้สติ
“ต่อหน้าข้าศึกเรือนหมื่นเรือนแสน ข้าไม่เคยหนักใจเช่นนี้เลย หาเงินหาอัฐยังยากกว่าออกศึกมากนัก” เสมาพูดขึ้น
“แล้วแม่หญิงดวงแขกระไรนั่นเล่า ไม่ยอมเราให้ทยอยชดใช้หนี้เลยรึ”
“แม่หญิงดวงแขไม่ใช่นายเงิน ก็คงช่วยได้เพียงเท่านี้”
เสมาลองจับตัวบุญเรือนดู ตัวร้อนเป็นไฟไข้ขึ้นสูง
“ไข้แม่ไม่ลดเลย หรือจะลองเปลี่ยนยาดู”
“ยากระไรก็ไม่ได้ผลดอก หากแม่ป้ายังตรอมใจเช่นนี้ แต่ก็น่าตรอมใจอยู่ดอก ถูกอ้ายขันจับไป ยังพอช่วยได้ แต่ถูกตำรวจจับไปไว้คุกหลวง นอกเสียจากจะมีพระบรมราชโองการเท่านั้น ไม่เช่นนั้นอย่าหวังว่าจะออกมาได้เลย”
พอเอื้อยแตงพูดเช่นนี้ เสมาก็ฉุกคิดขึ้นมาทันทีถึงเรื่องพระบรมราชโองการ

ทหารคนหนึ่ง เดินออกมาหาเสมาที่ยืนกระวนกระวายอยู่ที่หน้าวังแล้วพูดว่า
“ออกญาเดโชต้องถวายคำปรึกษาราชการ มิรู้ว่าเมื่อใดจะเสร็จสิ้น ท่านขุนศึกไชยชาญกลับไปก่อนเถิด”
“ฉันมีเรื่องร้อนใจนัก อยากจะให้ท่านออกญานำฉันเข้าเฝ้า หากออกญาเดโชติดราชการ พอจะให้ฉันพบออกญาท่านอื่นได้หรือไม่”
“ส่วนมากไปศึกทวาย ตะนาวศรี ที่อยู่ก็เข้าถวายคำปรึกษาจนสิ้น หากท่านขุนอยากพบบรรดาท้าวพระยา ก็คงต้องรอจนสิ้นราชการหล่ะ”
ทหารเดินเลี่ยงไป เสมากลับมานั่งรออยู่ริมกำแพงวัง
พระอาทิตย์ แผดแสงแรง อากาศร้อนจัด เสมาร้อนจนเหงื่อไหลโทรมกายแต่ก็อดทนรอต่อไป เงาต้นไม้ ค่อยๆเคลื่อนจากสาย ไปเที่ยง บ่าย จนถึงเย็น เสมายังคงนั่งรออยู่ที่เดิม พอทหารคนเดิมออกมาจากวัง เสมาก็รีบเข้าไปหาทันที
“ขุนศึกไชยชาญ ท่านยังรออยู่อีกรึ”
“บรรดาท้าวพระยาสิ้นราชการแล้วหรือไม่ ฉันพอจะพบท่านเจ้าคุณท่านใดได้บ้างเล่าพ่อ”
“วันนี้คงไม่ได้ดอก เพราะข้อราชการมีมากนัก คงต้องค้างคืนในวังเสียแล้ว ท่านขุนมาวันพรึ่งเถิด หรือไม่ก็ไปหาบรรดาเจ้าคุณผู้ใหญ่ที่เรือนเองเถิด”
พูดแล้วทหารก็เดินเลี่ยงไป เสมาเดินคอตกกลับไปด้วยสีหน้าซึมๆ
สิน และสมบุญ รีบเดินเข้ามาหาเสมา
“เป็นกระไรบ้างพี่เสมา ได้เข้าเฝ้าหรือไม่” สมบุญถาม
เสมาส่ายหน้าช้าๆ
“ข้าเป็นเพียงทหารอาสาต้องมีออกญาผู้ใหญ่นำเข้าเฝ้า เสียดายที่วันนี้มีข้อราชการมากนัก หามีออกญาท่านใดว่างไม่ แล้วพวกเอ็งเล่า หยิบยืมเงินผู้ใดได้บ้างหรือไม่”
“เพราะเป็นทหารอาสาเช่นกันจึงไม่มีผู้ใดให้หยิบยืม ด้วยเกรงว่าเราจะไม่มีเงินไปใช้คืน” สมบุญว่า
เสมาถอนใจยาวออกมาอย่างหนักใจ
“อ้ายพวกนี้ หากมีศักดินาร่ำรวยขึ้นมาเมื่อใดจะกลับไปเย้ยพวกมันให้จงได้” สินพูดอย่างเจ็บใจ
หรือว่า เสมาจะอับจนหนทางแล้วจริงๆ

บนเรือนบ้านขัน ดวงแขกำลังนั่งทำบัญชีให้แม่ จดดอกเบี้ย เงินต้นที่ปล่อยกู้ ฯลฯ อำพันเดินออกมาจากข้างในเข้ามาหาดวงแขที่สีหน้ายิ้มแย้มอยู่
“แม่ท่านมาพอดี ลูกทำบาญชีลูกหนี้แลดอกเบี้ยเสร็จพอดี แม่ตรวจทานก่อนเจ้าค่ะ”
อำพันนั่งลง รับบัญชีจากดวงแขมาดู ยิ้มพอใจ
“แม่ดวงแขละเอียดกว่าแม่เสียอีก แม่ไม่ต้องตรวจทานก็ได้”
ดวงแขยิ้มรับ อำพันอ่านบัญชีคร่าวๆต่อจนเจอบัญชีของจำเรียงเข้า สีหน้าของอำพันก็ไม่สบายใจพลางพูดว่า
“หนี้สินที่แม่จำเรียงติดค้างพ่อขัน แม่อยากยกให้เสียจริง จะได้คลายความบาดหมางของพ่อขันกับขุนศึกไปได้บ้าง แม่ดวงแขเห็นเช่นไร”
ดวงแขชะงักไปเล็กน้อย ก่อนปั้นหน้าขึงขัง
“ไม่บังควรเจ้าค่ะ อย่างไรต้องไต่ถามพี่ขันก่อน หากทำไปโดยพี่ขันไม่เต็มใจ อาจบาดหมางกันยิ่งขึ้นกว่าเดิม”
“แต่เพลานี้แม่จำเรียงอยู่ในคุกหลวง แล้วจะปล่อยทิ้งให้ลำบากเช่นนี้รึ”
“ลูกกับจำเรียงเป็นเพื่อนร่วมตำหนักกันมาก่อน แม้จะติดคุก ลูกก็ไม่ปล่อยทิ้งให้จำเรียงได้ยากลำบากเกินไปดอกเจ้าค่ะ แม่ท่านอย่ากังวลเลย”
“ถ้ากระนั้นก็แล้วแต่แม่ดวงแขเถิด แม่ไว้ใจแม่ดวงแขยิ่งกว่าผู้ใด หากแม่ดวงแขเห็นควรเช่นนี้ ก็คงไม่ผิดพลาดดอก”
อำพันยิ้มบางๆ ให้ดวงแขแล้วคืนบัญชีให้ลูกก่อนเดินเลี่ยงไป
ดวงแขพูดพึมพำ
“หากช่วยเสียแต่ตอนนี้ แล้วจะเป็นบุญเป็นคุณกับขุนศึกในภายหน้าได้อย่างไรเจ้าคะแม่ท่าน”
ดวงแขแสยะยิ้มร้าย อย่างมีแผนการ

อ่านต่อหน้า ๒





ขุนศึก ตอนที่ ๙ (ต่อ)

เมื่อตอนหัวค่ำ เสมาเดินหน้าเครียดขึ้นเรือนมาก็เห็นเอื้อยแตง ศรีเมืองและมั่นกำลังพูดคุยกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสผิดปกติ ทั้งที่ควรจะเคร่งเครียดเพราะบุญเรือนป่วย

“แม่ศรีเมือง มานานแล้วรึ” เสมาถาม
“สักพักแล้วจ้ะ ฉันมาเยี่ยมแม่ป้า แลมายินดีกับหลวงโจมจัตุรงค์ด้วย”
เสมาแปลกใจจึงถามขึ้น
“หลวงโจมจัตุรงค์ ผู้ใดกันรึ”
เอื้อยแตงยิ้มขำๆแล้วว่า
“ยังไม่รู้อีกรึ ก็ลองไปส่องกระจกดูซี จักได้รู้ว่าผู้ใดเป็นหลวงโจมจัตุรงค์”
เสมาคิดตามอยู่อึดใจ
“เช่นนี้เป็นว่า...”
มั่นหัวเราะแล้วบอก
“ไม่ผิดดอก พระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงปูนบำเหน็จคราศึกยุทธหัตถี เอ็งได้เลื่อนจากขุนศึกไชยชาญ เป็นหลวงโจมจัตุรงค์แล้ว”
“แต่ที่น่ายินดียิ่งกว่า คือหลวงโจมท่านยังได้เงินบำเหน็จมากโขอยู่ทั้งค่าไถ่ตัวจำเรียง แลค่าหมอค่ายาของแม่ป้า คงหาลำบากไม่แล้ว” เอื้อยแตงว่า
เสมายิ้มกว้างอย่างดีใจสุดๆ ขณะที่ตนเองกำลังมืดแปดด้านก็ได้เงินก้อนนี้มาช่วยไว้พอดี

เสมาเป็นคนวางถุงใส่เงินถุงหนึ่งลงกับพื้นต่อหน้าดวงแขด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ผิดกับดวงแขที่สีหน้าเคร่งเครียดบอกบุญไม่รับ
“แม่หญิงลองตรวจนับดูก่อนเถิดว่าทั้งต้นแลดอกครบถ้วนหรือไม่”
“ไม่ต้องนับดอก ฉันเชื่อใจขุนศึก เอ่อ หลวงโจมท่าน” ดวงแขบอกด้วยสีหน้าบึ้งตึง
“เช่นนั้นเป็นว่า จำเรียงออกจากคุกได้แล้ว ใช่หรือไม่แม่หญิง”
“ฉันหาใช่นายเงินจำเรียงไม่ คงต้องรอพี่ขันเสร็จศึกก่อน จึงจะปล่อยได้ หลวงโจมท่านไปเรียนแม่ป้าบุญเรือนตามนี้ก่อนเถิด อย่างน้อยคงพอจะคลายกังวลได้บ้างว่าจำเรียงปลอดภัยแล้ว เพียงแต่ยังออกมาไม่ได้เท่านั้น”
เสมาพยักหน้าอย่างซึมๆ
“เอาเถิด รอแค่เสร็จศึกไม่นานกระไรนักดอก”
เสมาเดินผิดหวังกลับไป ดวงแขพึมพำด้วยสีหน้าหงุดหงิด
“เสียการที่วางไว้หมด”

เสมาวิ่งขึ้นเรือนมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสอารมณ์ดีร้องเรียกแม่
“แม่ แม่รักของเสมา...”
พอเสมาวิ่งเข้าไปในห้องนอนของบุญเรือนก็ชะงักไปทันที เมื่อเห็นพ่อนั่งร้องไห้กุมมือแม่ที่นอนหายใจรวยริน ใกล้จะถึงวาระสุดท้ายของชีวิตแล้ว เสมารีบเข้าไปหาแม่ทันที มั่นเห็นเสมามาก็พยายามสะกดอารมณ์ ซับน้ำตาออก บุญเรือนหันไปมองเสมาด้วยท่าทางและแววตาอ่อนเพลีย พยายามจะพูดแต่ไม่มีเสียงออกมา
“แม่อย่าเพิ่งพูดกระไรเลย ฉันจะไปตามหมอมาประเดี๋ยวนี้”
“ช้าไปแล้วเสมาเอ๋ย ตั้งใจฟังคำสั่งเสียของแม่เจ้าเถิด” มั่นพูดน้ำตาท่วมตา
เสมาน้ำตาคลอ เมื่อรู้ว่าแม่กำลังจะตายในอีกไม่ช้า เสมาจับขาแม่บีบไว้เบาๆ
“แม่อย่าเพิ่งเป็นกระไรไป ฉันไถ่ตัวจำเรียงได้แล้ว รอแต่เพียงอ้ายหมื่นชาญกลับจากศึก จำเรียงจะได้กลับมาอยู่กับแม่ แม่อดทนรออีกเพียงอึดใจ”
บุญเรือนพอรู้ว่าเสมาไถ่ตัวจำเรียงได้ก็โล่งอก ยิ้มบางๆออกมา ก่อนจะรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายพูดออกมา
“ดูแลพ่อกับน้องด้วย อย่าทิ้งน้อง”
“แม่อย่าห่วงเลย เว้นแต่ฉันจะตายไม่เช่นนั้นฉันหายอมให้ผู้ใดมาทำร้ายพ่อกับจำเรียงได้เป็นอันขาด” เสมาพูดน้ำตาคลอ
บุญเรือนยิ้มรับอย่างหมดห่วง ก่อนจะหลับตาลงขาดใจตายไป
“แม่ไ เสมากอดร่างแม่เอาไว้
มั่นมองหน้าอำพันเป็นครั้งสุดท้ายแล้วพูดเสียงสั่นตาแดงกล่ำ
“ไปสู่สุคติเถิดนะแม่บุญเรือน”
มั่นหันไปพูดกับเสมา
“กราบลาแม่เสียเถิดเสมา”
เสมาขยับตัวออกจากศพแม่อย่างสะกดกลั้นอารมณ์ แม้จะพยายามช่วยน้องเต็มที่ แต่ก็ช้าไปก้าวหนึ่ง ในที่สุดบุญเรือนก็ทนตรอมใจไม่ไหว ตายไปจนได้ เสมาดูเข้มแข็งมากไม่ร้องไห้จนฟูมฟายมีเพียงน้ำตาไหลที่ซึมออกมาตลอด เสมาก้มกราบเท้าแม่บุญเรือนเป็นครั้งสุดท้าย มั่นเลื่อนมือข้างหนึ่งมาตบหัวลูกชายเบาๆเป็นการปลอบใจ

ศรีเมืองบอกเรื่องการเสียชีวิตของบุญเรือนกับเรไรที่ชานบ้านขุนรามเดชะ โดยมีบุญเรือนมาด้วย เรไรตกใจ คิดไม่ถึง
“จริงรึแม่ศรีเมือง”
“ไม่ผิดดอกจ้ะ แม่เอื้อยแตงมาบอกฉันเอง ว่าแม่ป้าบุญเรือนเพิ่งสิ้นใจไปเมื่อสายนี้”
“ไม่น่าเลย แม่ป้าบุญเรือนรักจำเรียงนัก คงเห็นว่าครานี้ จำเรียงถูกขังคุก สิ้นหวังที่จักช่วยได้ เลยตรอมใจจนตายเป็นแน่”
“เห็นทีจะไม่ผิด เออ แล้วนี่แม่เรไรจะไปงานศพแม่ป้าบุญเรือนหรือไม่” บัวเผื่อนถาม
“เหตุใดถามเช่นนี้เล่าแม่บัวเผื่อน คนรู้จักมักคุ้นกันมานานปี มาด่วนตายไปเช่นนี้ จะไม่ไปงานศพได้กระไร” เรไรพูดขึ้นด้วยความแปลกใจ
“ก็ฉันเห็นแม่เรไร ลั่นปากตัดเป็นตัดตายกับหลวงโจมจัตุรงค์แล้ว เลยนึกว่าแม่ลำบากยากใจที่จะไป แต่หากแม่เรไรทำตามที่ลั่นปากก็คงไม่ถือสาที่จะมีหญิงอื่นมาออกหน้าคู่กับหลวงโจมกระมัง” บัวเผื่อนพูดพลางเหล่มองไปที่ศรีเมืองที่หน้าเจื่อนลงที่โดนบัวเผื่อนแขวะเข้าให้
“ปากแม่บัวเผื่อนเป็นหนึ่งในฝ่ายในจริงแท้ ไม่ต้องพูดดักคอฉันดอก ฉันเกลียดหลวงโจมเหมือนจะตายไม่มีวันที่จะดีด้วยอีก แต่แม่ป้าบุญเรือนดีกับฉันมาก ถึงอย่างไรฉันก็ต้องไป ... แล้วนี่ จำเรียงรู้ข่าวแม่แล้วหรือไม่” เรไรชักเสียงไม่พอใจก่อนจะถามศรีเมือง
“คงรู้แล้วกระมังจ๊ะ ฉันสงสารจำเรียงนักไม่เพียงแต่โดนจำคุก แม้แต่ยามที่แม่สิ้นใจก็ยังไม่ได้อยู่ดูใจเลย”
เรไรเองก็มีสีหน้าซึมๆไป อดเห็นใจจำเรียงไม่ได้เช่นกัน

ในเวลาเดียวกัน จำเรียงนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่คนเดียวในคุก พลางพนมมือขึ้น
“แม่ของลูก วิญญาณแม่อยู่ที่แห่งใด ลูกนี้อกตัญญูนัก ลมหายใจสุดท้ายของแม่ยังไม่ไปอยู่ให้เห็นหน้า
ให้อภัยลูกด้วยเถิด”
จำเรียงก้มลงกราบกับพื้นในคุกเพื่อเป็นการกราบลาแม่เป็นครั้งสุดท้าย พร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวสั่นเทา

ภายในห้องนอนของดวงแขในบ้านขันตอนกลางคืน ดวงแขนอนหลับอยู่บนเตียง ลมแรงพัดเข้าหน้าต่างจนม่านปลิวสะบัด ดวงแขตื่นเพราะความหนาว ลุกจากเตียงเดินมาปิดหน้าต่าง พอมาถึงหน้าต่าง ต้องผงะ ร้องลั่นเมื่อเห็นวิญญาณบุญเรือนปรากฏชัดลอยอยู่เต็มหน้าต่าง ดวงแขร้องลั่น ตกใจสุดขีด ผงะถอยออกมาตามสัญชาติญาณ
บุญเรือนจ้องมองดวงแข แล้วพูดเสียงเย็นชา
“เพราะแม่หญิงกลั่นแกล้ง ไม่ยอมปล่อยตัวจำเรียง ฉันถึงต้องตาย เพราะแม่หญิง...เพราะแม่หญิง”
ดวงแขกลัวจับใจถอยร่นหนี ยกมือไหว้ด้วยความกลัว
“ไม่ใช่ฉันเพราะพี่ขัน พี่ขันจับตัวจำเรียงมาต่างหาก แม่ป้าตายแล้วอย่ามาหลอกฉันให้เป็นบาปติดตัวอีกเลย”
ดวงแขตัดสินใจจะวิ่งหนีออกจากห้องนอน ทันใดนั้นประตูห้องก็เปิดโพล่งเข้ามาอย่างแรง ดวงแขร้องกรี๊ดลั่น พร้อมกับตกใจตื่นขึ้นมา ดวงแขมองไปรอบๆด้วยความหวาดกลัว แม้จะรู้ว่าตนฝันไปก็ยังดึงผ้าห่มมากระชับแน่น เพราะตนมีส่วนทำให้บุญเรือนตรอมใจตาย จนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลา

เช้าวันรุ่งขึ้น ตำรวจปล่อยตัวจำเรียงออกจากคุก โดยมีเสมา สิน สมบุญ และดวงแขมายืนรอรับ จำเรียงรีบโผเข้าไปกอดเสมาร้องไห้ทันที
“พี่เสมา”
เสมากอดน้องไว้ด้วยความดีใจที่ช่วยน้องออกจากคุกได้สำเร็จ
“หมดทุกข์หมดโศกเสียทีนะแม่จำเรียง กลับไปก็รดน้ำมนต์ล้างอัปมงคลเสีย ภายหน้าจะได้จำเริญสุขยิ่งขึ้นไป” สมบุญว่า
“ประเดี๋ยวเอ็งไปไหว้ศพแม่ก่อน แล้วค่อยไปทำบุญให้แม่ที่วัด” เสมาบอก
จำเรียงเช็ดน้ำตา
“จ้ะ พี่เสมา”
สินเหล่ๆดวงแขแล้วพูดลอยๆ
“ประหลาดแท้ ทีแรกว่าต้องรอหมื่นชาญเสร็จศึกจึงจะปล่อยได้ จู่ๆก็ปล่อยแม่จำเรียงออกจากคุกเสียเช่นนั้น”
ดวงแขไม่พอใจที่สินจับผิด
“เพราะฉันสงสารจำเรียง กลัวจะไม่ได้ไหว้ศพแม่ดอกจึงทำเช่นนี้ มิรู้ว่าพี่หมื่นชาญกลับมา จะผิดใจกันเพียงใด” ดวงแขพูดแก้ตัวแล้วทิ้งค้อนใส่สิน
สินเบ้ปากใส่ลอยหน้าลอยตาทำไม่รู้ไม่ชี้
“ต้องขอบน้ำใจแม่หญิงดวงแขนัก หากแม่หญิงประสงค์จะช่วงใช้กระไรอ้ายเสมาก็บอกเถิด อ้ายเสมาพร้อมจะช่วยแม่หญิงทุกเมื่อ” เสมาว่า
ดวงแขยิ้มรับ แม้จะไม่ถึงกับตรงเป้าหมายที่วางไว้ แต่สายสัมพันธ์ของดวงแขกับเสมาน่าจะถือว่าพอใช้ได้
“รีบกลับกันเถิดพี่เสมา จะได้ไปจุดธูปบอกแม่ป้าบุญเรือน แม่ป้าจะได้หมดห่วงที่จำเรียงพ้นเคราะห์เสียได้”
พวกเสมาทยอยกันเดินกลับไป ดวงแขอยู่คนเดียวมองไปรอบๆก็ชักเครียด กลัวผีบุญเรือนขึ้นมาอีก เลยรีบเดินตามเสมาไปทันที

เสมา ศรีเมือง บัวเผื่อน เอื้อยแตง จำเรียง สิน สมบุญ มั่น แต้มนั่งรวมกันอยู่กลุ่มหนึ่ง ห่างออกมาเป็นกลุ่มของ เรไร ดวงแข และบัวเผื่อน ทั้งหมดกำลังนั่งพนมมือฟังพระสวดมนต์อย่างตั้งใจ เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้บุญเรือน
เสมา จำเรียง สิน สมบุญ เอื้อยแตง และศรีเมืองกำลังช่วยกันถวายเพลให้พระ หลังจากที่ฟังสวดจบ
เอื้อยแตง กับ ศรีเมืองช่วยเสมาถวายเพลด้วยท่าทางสนิทสนม ในขณะที่สมบุญก็ช่วยจำเรียงด้วยท่าทางสนิทสนมเช่นกัน
สินเหล่มองเอื้อยแตงเป็นพักๆ แต่เอื้อยแตงไม่สน สินก็ได้แต่ถวายเพลคนเดียว ด้วยสีหน้าบึ้งตึง
ทางกลุ่มแม่หญิง บัวเผื่อนยิ้มขึ้นก่อนจะแกล้งยุแยง
“ดูแม่ศรีเมืองกับแม่เอื้อยแตงซี ขนาบซ้ายขวาหลวงโจมเชียว ดูท่าจะสมัครสมานสามัคคีกันดีเช่นนี้ ต้องถือว่าหลวงโจมโชคดีนัก”
เรไรมองเสมาเขม็งหึงหวงจับใจ แต่จะโกรธก็ไม่ได้เพราะเลิกกันแล้วเลยพาลกับบัวเผื่อนแทน
“หินลับมีดที่เรือนฉันขาดอยู่ ขอหยิบยืมปากแม่บัวเผื่อนไปลับแทนได้หรือไม่”
บัวเผื่อนหน้าบึ้งตึงไม่พอใจที่โดนย้อน
“แทงใจรึ ไหนแม่เรไรออกปากตัดขาดหลวงโจมแล้ว ฉันเย้าเล่นเพียงเท่านี้ เหตุใดต้องเคืองกันด้วยเล่า”
เรไรหงุดหงิดหนักที่บัวเผื่อนแขวะไม่เลิก เลยสะบัดหน้าลุกขึ้นแล้วเดินเลี่ยงไป บัวเผื่อนมองตามแล้วยิ้มเย้ย สะใจเล็กๆที่ปั่นหัวคนโน้นทีคนนี้ที โดยที่ไม่สังเกตเลยว่า ดวงแขกำลังจ้องเสมา เอื้อยแตง และ ศรีเมืองตาเขม็ง แววตาไม่พอใจมาก หึงหวงหนักกว่าเรไรเสียอีก

เรไรกำลังเอาข้าวที่เหลือจากการถวายเพล ให้เป็นอาหารปลาเพื่อเป็นทานอยู่ เสมาเดินเข้ามาหาเรไรแล้วพูดลอยๆขึ้น
“เห็นแม่น้ำแล้ว ก็ให้นึกถึงวันลอยโคมเดือนสิบสองนัก”
เรไรเหล่มองเสมาแต่ไม่พูดอะไร
“ครานั้น มีชายเสมอพลแลตระกูลก็ตีเหล็กขาย มาเอื้อมรักแม่หญิงชาววัง แม้แต่ดอกจำปีที่แม่ให้ไว้ก็ยังเก็บไว้จนแห้งนานปานนี้ แต่คนให้กลับลืมไปเสียแล้ว”
เรไรหน้าบึ้งตึงแล้วว่า
“ ความหลังเช่นนี้ ควรลืมเสียนานแล้ว ด้วยชายมันหลายหัวใจ ซ้ำยังเนรคุณคิดร้ายกับผู้มีคุณเสียอีก”
“หูเบา”
“ฉันได้ยินจากปากพ่อท่าน ยังหาว่าหูเบาอีกรึ ไม่เพียงแต่หลายหัวใจ ยังร้อยลิ้นเสียด้วย”
“ชายหลายหัวใจรึ แล้วหญิงที่เคยให้สัตย์ว่าจักรัก ไม่ขอมีผู้ใดอื่นอีก แต่กลับไปจับมือถือแขนด้วยชายอื่นเล่า ควรเรียกว่าหญิงสองใจหรือไม่”
เรไรโกรธมากตวัดมือตบหน้าเสมาทันที แต่คราวนี้เสมาไม่ยอม จับมือเรไรเอาไว้ไม่ยอมให้ตบ ต่างฝ่ายต่างยื้อยุดฉุดกระชาก มองกันด้วยสายตาแข็งกร้าวไม่มีใครยอมใคร แต่เรไรแพ้แรงชาย เสียหลักซบตัวแนบกับอกเสมา
เรไรรีบผละตัวออกแล้วกระชากมือดึงออกมาอย่างแรงที่ถูกหยามเกียรติเกินไป เรไรจ้องหน้าเสมาด้วยความโกรธ ก่อนจะหยิบขันใส่ข้าวเดินจากไปอย่างโมโหโทโส เสมาก็มองตามด้วยสายตาแข็งกร้าว ต่างฝ่ายต่างถือทิฐิไม่มีใครยอมใคร
ดวงแขยิ้มสะใจแอบดูเสมากับเรไรอยู่ ที่ทั้งคู่ไม่สามารถกลับไปคืนดีกันได้ตามแผนที่วางไว้
ทันใดนั้นเอง เสียงศรีเมืองดังขึ้น
“ยิ้มกระไรรึ แม่หญิงดวงแข”
ดวงแขตกใจหันไปมองตามเสียงเห็นศรีเมืองที่มองดวงแขอย่างจับผิด จนดวงแขเริ่มกระอักกระอ่วนใจเลยพาลใส่กลบเกลื่อน
“มาไม่ให้สุ้มให้เสียงตกอกตกใจหมด อยู่วังมานานปีกิริยาไม่ได้ดีขึ้นเลยเทียวแม่ศรีเมือง”
ดวงแขสะบัดหน้าเดินเลี่ยงไป ศรีเมืองมองตามด้วยสีหน้าเคร่งขรึมที่มั่นใจกับท่าทีบางอย่างของดวงแข

ดวงแขเดินหนีมา แต่ศรีเมืองก็เดินตามทุกฝีก้าวจนดวงแขชักหงุดหงิด
“นี่แม่จะเอากระไรจากฉันรึแม่ศรีเมือง ถึงได้เดินตามราวกับฉันเป็นนักโทษอาญาแผ่นดินเช่นนี้”
ศรีเมืองมองดวงแขนิ่งแล้วถามตรงๆ
“แม่หญิงดวงแข ชอบพอพี่เสมาอยู่รึ”
ดวงแขตกใจมาก คิดไม่ถึงว่าศรีเมืองจะรู้ เลยแกล้งโกรธกลบเกลื่อน
“เอากระไรมาพูด อย่าพูดพล่อยๆให้ฉันมีมลทินเช่นนี้”
“อย่าปิดเลยแม่หญิง ฉันแอบเห็นหลายคราแล้ว เพลาที่พี่เสมาสนิทสนมกับหญิงอื่น แม่หญิงมีทีท่าไม่พอใจนัก แต่คราที่พี่เสมามีปากเสียงกับแม่หญิงเรไร แม่หญิงกลับพึงใจแล้วจะให้ฉันเข้าใจว่ากระไร”
ดวงแขจ้องศรีเมืองเขม็งไม่พอใจที่ศรีเมืองรู้มากขนาดนี้
ศรีเมืองถอนใจแล้วว่า
“ถึงแม่หญิงจักชอบพอพี่เสมาก็หาใช่เรื่องผิดกระไรไม่ เว้นแต่แม่หญิงจะยุยงให้พี่เสมากับแม่หญิงเรไรผิดใจกัน”
พูดไม่ทันจบ ดวงแขก็คว้าข้อมือศรีเมืองขึ้นทันที พร้อมกับจ้องศรีเมืองตาเขียวด้วยความโกรธ
“คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใดกันถึงได้พูดกับฉันเช่นนี้ ในวังศักดิ์ฉันก็เหนือกว่ามากนัก นอกวังเจ้าก็แค่ลูกบุญธรรมของท่านพันอิน หากเกิดกระไรขึ้น จะมีผู้ใดออกหน้าช่วยคนเช่นเจ้า”
“นี่แม่หญิงดวงแขขู่ฉันรึ”
“ขู่หรือไม่ ลองดูก็จะรู้เอง หากไม่เชื่อก็ไปบอกแม่เรไรซี แม่เรไรกับฉันโตมาด้วยกัน ฉันก็อยากรู้นัก ว่าจะเชื่อคำฉันหรือคำหญิงที่ชอบพอชายเดียวกันอย่างเจ้า”
ดวงแขปล่อยมือศรีเมืองพร้อมกับจ้องหน้าด้วยแววตาแข็งกร้าว ก่อนจะเดินเลี่ยงไป ศรีเมืองมองตามด้วยความกริ่งเกรง

ฝ่ายกองทัพกรุงศรีอยุธยาที่ยกไปตีเมืองทวายและตะนาวศรี เพื่อเป็นการแก้ตัว ได้รบพุ่งกับกองทัพหงสาวดีที่ยกมาป้องกันอย่างดุเดือด ในที่สุดก็สามารถเอาชนะ ยึดเมืองทวายและตะนาวศรีกลับคืนมาได้สำเร็จ นับเป็นครั้งแรก ที่กรุงศรีอยุธยาสามารถยึดเมืองที่เสียไป คืนมาจากหงสาวดีได้
สองสามเดือนผ่านมาในเวลาบ่าย สมเด็จพระนเรศวรกำลังเดินคุยกับสมเด็จพระพระเอกาทศรถด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ภายในวัง
“นับเป็นข่าวดียิ่ง ในที่สุดก็ได้ทวายแลตะนาวศรีกลับมาเป็นสุวรรณปฐพีเดียวกับอโยธยาอีกครั้ง”
“ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่าเมืองทวาย ควรให้ชาวทวายปกครองกันเอง แต่เมืองตะนาวศรีควรแต่งตั้งคนขึ้น ปกครองเพื่อความสงบเรียบร้อย มิทราบว่าสมเด็จพี่เห็นควรเช่นไรพระพุทธเจ้าข้า”
“ควรแล้ว เมืองตะนาวศรีนั้นให้เจ้าศรีไสยณรงค์ปกครองเถิด มันติดตามพี่มานานเหมือนเจ้าราชมนู ควรได้บำเหน็จเสียบ้าง”
“รับด้วยเกล้าพระพุทธเจ้าข้า อีกประการแต่เดิมเราต้องรับศึกหงสาบ่อยครั้ง จึงต้องเกณฑ์ผู้คนจากหัวเมืองฝ่ายเหนือลงมาเป็นอันมาก เป็นเหตุให้หัวเมืองฝ่ายเหนืออ่อนแอ มาบัดนี้ เชียงใหม่ก็สวามิภักดิ์แล้ว จึงควรที่จะฟื้นฟูหัวเมืองฝ่ายเหนือให้เข้มแข็งดังเก่าพระพุทธเจ้าข้า”
“น้องกล่าวถูกแล้ว มิเพียงแต่ฟื้นฟูหัวเมืองเหนือ แม้แต่การค้าขายแลการทำไร่ไถนา ก็ต้องทำให้จำเริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น อโยธยาจักต้องไม่เข้มแข็งแต่กองทัพ แต่ต้องมั่งคั่งแลอุดมสมบูรณ์ ให้ไพร่ฟ้าทุกผู้ได้อยู่เย็นเป็นสุข”

รามเดชะได้เลื่อนขั้นเป็นหลวงรามเดชะ พันอินเป็นขุนพิมานมงคลกำลังเดินกลับขึ้นมาบนเรือน เรไรและลำภูรีบเข้าไปต้อนรับด้วยความยินดีทันที เรไรคุกเข่าลงกราบขุนรามเดชะกับพันอิน
“ลูกดีใจนัก ที่พ่อท่านกับท่านอาพันอินกลับจากศึกโดยปลอดภัย ลูกกับแม่ท่านเฝ้าเป็นห่วงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน”
รามเดชะประคองเรไรลุกขึ้น
“พ่อก็คิดถึงเจ้ากับแม่เช่นกัน แต่ขอติเสียหน่อยเถิดแม่เรไร “
ขุนรามเดชะมองไปทางพันอินแล้วพูดกับเรไรต่อ
“ไม่เห็นชุดยศของขุนพิมานมงคลดอกรึ กระไรกัน ยังเรียกพันอินอยู่ได้”
พันอินหัวเราะชอบใจ
“อย่าเย้ากันเล่นเลยหลวงรามเดชะ ฉันเป็นหัวพันอยู่นับสิบปี จนผู้คนเรียกกันติดปาก จู่ได้เลื่อนข้ามขั้นเป็นขุนเช่นนี้ ผู้ใดเล่าจักนึกถึง”
เรไร และลำภูดีใจมากที่ขุนรามเดชะกับพันอินได้เลื่อนยศ
“ นี่พี่ท่านได้เป็นหลวงรามเดชะรึ เป็นวาสนานัก เอ่อ แล้วพ่อขันเล่า ได้เลื่อนยศหรือไม่” ลำภูถาม
ขุนรามเดชะยิ้มแย้มแล้วว่า
“ ได้ซี พ่อขันได้เลื่อนเป็นขุนณรงค์วิชิต ส่วนเกลอเค้า พ่อพุฒได้เป็นขุนวิเศษสรไกร”

ลำภูยิ้มพอใจก่อนจะหันไปพูดกับเรไร
“เห็นหรือไม่แม่เรไร พ่อขันก็รุ่งเรืองขึ้นมาเช่นกัน ถึงแม้อ้ายเสมาจะได้เป็นหลวงโจมจัตุรงค์ ก็ใช่ว่าจะหนีกันมากมายกระไร”
“แม่ท่านอย่าเอ่ยชื่อนี้อีกเลย ลูกได้ลั่นวาจาแล้วว่าจะไม่คืนดีกับชายเช่นนี้อีก ไม่ว่าจะได้ยศถาบรรดาศักดิ์ใด ก็หาเกี่ยวข้องกับลูกไม่”
พันอินอดแอบดีใจไม่ได้ที่รู้ว่าเสมาได้ขึ้นเป็นถึงหลวง ขุนรามเดชะหน้าเครียดขึ้นมา เพราะระแวงว่าเสมาจะกลับมาแก้แค้น
“นี่อ้ายเสมาก็ได้เป็นหลวงรึ อ้ายนี่วาสนามันดีนัก แม้ไม่มีผู้ใดอุ้มชู ก็ยังมาได้ถึงเพียงนี้”
พันอินแอบภูมิใจแต่เห็นว่า ทุกคนเครียดกันไปหมด เลยเปลี่ยนเรื่องคุย
“เพิ่งสิ้นศึกกลับมา เรื่องกระไรไม่สบายใจก็อย่าพูดถึงเลย พูดถึงที่ดินที่หลวงรามได้เป็นบำเหน็จศึกเถิดว่าจะทำประการใดดี”
“ที่ดินที่ใดรึท่านขุนพิมาน”
“ที่ดินย่านสัมพณี พ่ออยู่หัวท่านมีรับสั่งให้เวนคืน เป็นบำเหน็จศึกแก่หลวงราม ก็เป็นร้อยไร่อยู่นาแม่ลำภู”
ขุนรามเดชะมีสีหน้ากระหยิ่มดีใจ ในขณะที่ลำภูดีอกดีใจจนออกนอกหน้า

ในเวลาเย็น ชาวบ้านในแถบสัมพณีจับกลุ่มคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เพราะถูกเวนคืนที่ดิน และไม่รู้จะเป็นยังไงต่อไป แต้มนั่งหงอยๆอยู่หน้าเรือนของตน กลุ้มใจไม่รู้จะไปอยู่ไหน เอื้อยแตงเดินลงจากเรือนเข้ามาหาพ่อ
“กับข้าวเสร็จแล้ว กินข้าวเถิดพ่อ”
“เอ็งยังกินลงคออีกรึนังเอื้อยแตง อีกไม่กี่วัน เรือนเราก็ต้องถูกเวนคืน ให้ขุนน้ำขุนนางผู้ใดก็ไม่รู้ เป็นบำเหน็จศึกแล้ว”
“มันเป็นประเพณีมาแต่โบราณ มิใช่เราเท่านั้นดอกพ่อที่โดนเวนคืนที่ดิน แต่ที่นาเราก็ยังมีจะกลัวกระไรเล่า”
“แต่ที่ซุกหัวนอนไม่มีโว้ย”
เอื้อยแตงยิ้มเจ้าเล่ห์พลางว่า
“แล้วถ้าฉันหาที่ซุกหัวนอนให้พ่อได้ พ่อคงไม่บ่นกระไรแล้วใช่หรือไม่”
แต้มมองลูกสาวด้วยสายตางงๆ ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ในขณะที่เอื้อยแตงยิ้มเจ้าเล่ห์กะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสกับตัวเอง

ในบ้านเสมา แต้มยกขันน้ำขึ้นดื่มแล้ววางลงพร้อมพูด
“การก็เป็นเช่นนี้หล่ะพี่มั่น ฉันกับนังเอื้อยแตงจึงต้องมาขออาศัยพี่อยู่ พี่คงไม่รังเกียจนา”
แต้มกับเอื้อยแตงกำลังคุยกับมั่นและเสมา โดยมีจำเรียง สิน และสมบุญอยู่ใกล้ๆ
“จะรังเกียจรังงอนได้กระไร คราแม่บุญเรือนได้ไข้ก็อาศัยเอื้อยแตงมันเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงดูแล แล้วยามที่พ่อแต้มลำบาก หากฉันรังเกียจก็ใจคับแคบเกินไปหล่ะ” มั่นว่า
แต้มและเอื้อยแตงยิ้มพอใจ
“ดีนักที่เป็นเพลานี้ หากเป็นเมื่อเดือนสองเดือนก่อน ฉันยังห่วงว่าจักแคบเกินไป แต่พี่เสมาต่อเรือนออกไปใหม่กว้างขวางโขอยู่ อาแต้มกับแม่เอื้อยแตง เลือกอยู่ตามใจเถิด” จำเรียงพูดขึ้น
“ขอบน้ำใจนักแม่จำเรียง ฉันไม่กวนนานนักดอก หากหาที่ดินปลูกเรือนใหม่ได้เมื่อใดฉันก็จะไป” เอื้อยแตงบอก
“จักต้องไปทำกระไรวะเอื้อยแตงอยู่เลยก็ได้ ข้าไม่ค่อยได้กลับเรือนดอก จะได้ฝากฝังเอ็งให้ช่วยดูแลพ่อกับจำเรียงด้วย” เสมาว่า
เอื้อยแตงยิ้มดีใจที่เสมาพูดแบบนี้เป็นจังหวะดีที่เอื้อยแตงจะได้มีโอกาสใกล้ชิดเสมามากขึ้นอีก
สินมองเหล่เอื้อยแตงด้วยความหึงหวงจึงพูดแขวะขึ้น
“ได้ยินเช่นนี้คงถูกใจล่ะซีแม่เอื้อยแตง”
เอื้อยแตงค้อนใส่
“พ่อ ฉันไปดูห้องหับก่อน รำคาญหมาแถวนี้เหลือ เห่าหอนไม่หยุดหย่อน”
เอื้อยแตงเดินหน้าหงิกเข้าข้างในไป เสมาได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ เพราะชินกับนิสัยของเอื้อยแตง
“ดูพูดจาเข้าซีนังเอื้อย” แต้มว่า
“ไม่เป็นกระไรหรอกพ่อแต้ม เข้าไปดูห้องหับด้านในกันเถิด” มั่นบอก
มั่นพาแต้มเข้าไปดูห้องนอน สมบุญยิ้มขำกับคำพูดของเอื้อยแตง
“ เอ็งเป็นหมาไปแล้วโว้ยอ้ายสิน”
สินหันมาจ้องหน้าสมบุญตาแข็งด้วยความโกรธจัดจนสมบุญหน้าเสียไม่คิดว่าเพื่อนจะโกรธขนาดนี้
จำเรียงหยิกแขนสมบุญเบาๆ ตำหนิที่กระเซ้าเพื่อนแรงไป สินหันไปมองตามเอื้อยแตง ด้วยสีหน้าตาบึ้งตึงหึงหวงเต็มที่

ภายในห้องนอนของเอื้อยแตงในบ้านของเสมา เอื้อยแตงเดินไปเปิดหน้าต่าง แล้วมองสำรวจห้องนอนด้วยความความพอใจ สินเดินหน้าหงิกเข้ามาในห้อง พอเอื้อยแตงหันกลับมาเจอสินก้เกิดความรำคาญทันที
“ เอ็งจะตามมาเห่ากระไรอีก ข้ารำคาญเกินทนแล้ว”
“ใช่ซี คำพูดข้ามันก็แค่เสียงหมาเห่า ไหนเลยแม่เอื้อยแตงจะอยากฟังเหมือนคำพูดของพี่เสมาเล่า”
เอื้อยแตงหงุดหงิดจะเดินหนีออกจากห้อง แต่สินขวางหน้าเอาไว้ก่อน
“ถึงพี่เสมาจักผิดใจกับแม่หญิงเรไร แม่เอื้อยก็อย่านึกเลยว่าพี่เสมาจะใยดีในตัวแม่ เพราะพี่เสมาเห็นแม่เอื้อยแตงเป็นเพียงน้องสาวเท่านั้นดอก แม้นจักวางหมากจนได้มาอยู่ชายคาเดียวกันก็หาเป็นผลไม่”
“มันเรื่องของข้า เอ็งเลิกสอดเสียทีอ้ายสิน”
“ข้าไม่เข้าใจ เหตุใดแม่เอื้อยถึงไม่มองคนที่มีใจให้แม่ แต่กลับเฝ้าฝันใฝ่ถึงแต่คนที่ไม่มีใจให้เช่นนี้”
“ก็แล้วเหตุใด เอ็งไม่มองหญิงอื่นบ้างเล่า ข้ากับเอ็งมันก็ไม่ได้ต่างกันดอก”
เอื้อยแตงผลักอกสิน แล้วเดินออกจากห้องไป สินมองตามด้วยความเจ็บใจ แต่ที่เอื้อยแตงยอกย้อนมาแบบนี้ก็เถียงไม่ออกเหมือนกัน

สมบุญถือตะเกียงเดินตามหลังสินอยู่บนหนทางเดินเมื่อตอนหัวค่ำ สินเดินนำลิ่วหน้าบึ้งตึงด้วยความหงุดหงิด
“เฮ้ยๆรอข้าบ้างโว้ยอ้ายสิน เอ็งเดินเร็วเช่นนี้มองทางเห็นรึ ประเดี๋ยวก็โดนงูเงี้ยวเขี้ยวขอกัดเอาดอก” สมบุญบอก
สินกำลังอัดอั้นเดินกลับเข้ามาหาสมบุญ จ้องหน้าเหมือนจะเอาเรื่อง แล้วพาลตะคอกใส่
“หุบปากเสียทีได้หรือไม่”
“กระไรของเอ็งวะ”
“ข้ากับเอ็งได้พระราชทานบำเหน็จศึก มีมูลนายสังกัดมีศักดินาเป็นร้อยไร่ ไม่ใช่ทหารอาสาดังก่อน แม้พี่เสมาจะเป็นถึงหลวง แต่ก็หามีเงินทองเท่าเอ็งกับข้าไม่ แล้วเหตุใด แม่เอื้อยแตงจึงไม่ชายตามองข้าบ้าง”
สมบุญถอนใจตบบ่าสินปลอบใจ
“นึกว่ากระไร เรื่องเช่นนี้ก็แล้วแต่บุพเพ ข้าก็ตอบเอ็งไม่ได้ดอก เอ็งก็อย่าฝืนนักเลย มองหญิงอื่นบ้างเถิด หากเอ็งพึงใจหญิงใดก็บอกข้า ข้าจะช่วยเอ็งเอง”
สินโมโหปัดมือสมบุญออกแล้วชี้หน้า
“หากเอ็งเห็นข้าเป็นเกลอ อย่าพูดเช่นนี้อีก หาไม่แล้วข้าจักเอาเลือดปากเอ็งออก”
สินเดินหนีไปด้วยความโมโห สมบุญเซ็งสุดๆ พูดพลางถอนใจส่ายหน้า
“อ้ายบ้าสิน บ้าขึ้นทุกวัน ก็คนมันไม่ชอบจักให้ฝืนใจได้กระไรวะ”

ภายในบ้าน พันอินกับศรีเมืองกำลังทานข้าวในสำรับกันอยู่ กินไปพลางคุยกันไปพลาง ศรีเมืองพูดขึ้นด้วยความไม่สบายใจ
“แม่เอื้อยแตงย้ายไปอยู่เรือนพี่เสมาจริงหรือจ๊ะพ่อ”
พันอินพยักหน้ารับ
“เรือนอ้ายแต้มถูกเวนคืนให้เป็นบำเหน็จศึก อ้ายแต้มกับเอื้อยแตงจึงต้องย้ายไปอยู่เรือนพี่มั่น ครานี้ คงสมใจอ้ายแต้มเป็นแน่” พันอินยิ้มขำ
“สมใจเรื่องกระไรหรือจ๊ะ”
“ก็อ้ายแต้ม มันอยากได้เสมาเป็นเขยน่ะซี ได้ไปอยู่เรือนเดียวกันเช่นนี้ก็ดั่งน้ำตาลใกล้มด มีรึที่เสมามันจักอดใจได้”
“เหตุใดลูกไม่เคยรู้เลย”
“ก็แต่ก่อน อ้ายแต้มมันรังเกียจที่เสมายากจนหาได้อยากยกเอื้อยแตงให้ไม่ แต่เพลานี้เสมามันรุ่งเรืองเป็นถึงหลวงโจมจัตุรงค์แล้ว แม้ไม่มีศักดินาแต่ก็มีหน้ามีตานัก อ้ายแต้มถึงได้คลายรังเกียจอยากได้เป็นเขยไงเล่า”
“แล้วพ่อท่านรู้ได้เช่นไรจ๊ะ” ศรีเมืองถาม
“ก็อ้ายแต้มมันเที่ยวพูดไปทั่วตลาด เช้านี้ผู้ใดไปเดินตลาดเป็นต้องโจษเรื่องนี้กันทั่ว คนเยี่ยงอ้ายแต้ม เอาแต่ได้ แต่คิดการสั้นนักเที่ยวโจษจนอึง คนที่มีมลทินก็มีแต่เอื้อยแตงเท่านั้น”
พันอินกินข้าวต่อไป ในขณะที่ศรีเมืองเคร่งขรึมไปไม่สบายใจกับเรื่องนี้เลย
 
อ่านต่อหน้า ๓





ขุนศึก ตอนที่ ๙ (ต่อ) 


ครัวในตำหนัก บรรดาข้าหลวงและแม่ครัวต่างช่วยกันทำอาหาร เรไรกำลังใช้ทัพพีไม้คนแกงด้วยท่าทางและดวงตาเหม่อลอย บัวเผื่อนเดินเข้ามาในครัวพอดี ขณะนั้นเอง บัวเผื่อนทำจมูกฟุดฟิดเพราะได้กลิ่นเหม็นไหม้ บัวเผื่อนมองหาที่มาของกลิ่นไหม้จนรู้ว่ามาจากแกงที่เรไรกำลังคนอยู่นั่นเอง บัวเผื่อนเดินเข้ามาดู พอเห็นแกงไหม้ก็ตกใจร้องขึ้น
 
“ตายแล้วแม่เรไร ไหม้หมดแล้ว”
เรไรตกใจรู้สึกตัวจึงรีบใช้ผ้ายกหม้อแกงลงจากเตาทันที
“ปล่อยแกงไหม้ถึงเพียงนี้เชียว นี่เกิดกระไรขึ้นรึแม่เรไร”
เรไรหน้าจ๋อยไปแล้วบอก
“อภัยให้ฉันเถิด ฉันจะรีบปรุงใหม่ประเดี๋ยวนี้”
บัวเผื่อนมองอย่างจับผิดจึงแกล้งพูดแหย่
“คงไม่ใช่ฟังเรื่องหลวงโจมกับนังแม่ค้าเอื้อยแตงมา จนเผลอเหม่อลอยกระมังแม่เรไร”
เรไรหน้าเสียเพราะบัวเผื่อนพูดแทงใจดำเลยพาลโกรธ
“ต้องให้ฉันพูดสักกี่รอบว่าฉันเกลียดชายชั่วเช่นนั้นเหมือนจะตาย หากแม่บัวเผื่อนพร่ำไม่หยุดเช่นนี้ ก็เลิกพูดคุยกันเถิด”
เรไรเดินเลี่ยงไปด้วยความหงุดหงิด บัวเผื่อนชายหางตามองตามแล้วแอบยิ้มเยาะสมน้ำหน้า
“ยังตัดใจไม่ได้แท้ๆ แต่ปากแข็งนัก”

หมายเหตุแกงสมัยอยุธยาไม่เหมือนแกงสมัยนี้ เพราะตอนนั้นยังไม่มีพริก เนื่องจากพริกเป็นพืชที่นำเข้ามาสมัยสมเด็จพระนารายณ์

ดวงแขยืนกำมือแน่นตรงหน้าชานเรือน สายตาเต็มไปด้วยความโกรธเกลียดเต็มเปี่ยมที่รู้ว่าเอื้อยแตงจะย้ายเข้าไปอยู่ในเรือนเสมา ขันเดินออกมาหาดวงแขด้วยสีหน้าบึ้งตึงโดยมีพุฒตามหลังมา
“แม่ดวงแข” ขันเรียก
ดวงแขสะดุ้งเล็กน้อย หันมองกลับไป ขันพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ
“น้องปล่อยตัวนังจำเรียงไปทำกระไรกัน รู้หรือไม่ว่าพี่ต้องเสียกำลังแลความคิดไปเท่าใด กว่าจะจับตัวมันได้”
“พี่ขันไปศึกหารู้กระไรไม่ แม่ของจำเรียงตายแล้วทั้งหนี้สินก็ชดใช้หมดสิ้น แล้วฉันจะถ่วงเอาจำเรียงไว้ในคุกได้อีกรึ”
“ก็แค่รอพี่สิ้นศึกกลับมาเท่านั้น จะยากเย็นกระไรนัก พี่เฝ้ารอมานานหวังจะได้นังจำเรียงเป็นเมีย เย้ยอ้ายเสมามัน แต่น้องทำเช่นนี้ มิเท่ากับพี่เสียแรงเปล่ามานานปีรึ”
ดวงแขฟังแล้วก็ยิ่งหงุดหงิด
“แม่เรไรอยู่ปลายมือแล้ว พี่ยังสนใจดอกหญ้าริมทางอีก เพราะพี่มักง่ายเช่นนี้ ถึงชำนะใจแม่เรไรไม่ได้เสียที”
ดวงแขสะบัดหน้าเดินหนีไป ขันโวยวายเสียงดังตามหลัง
“นี่น้องกล้าว่าพี่ถึงเพียงนี้เชียวรึ แม่ดวงแข”
“อย่าเพิ่งโกรธเลยขุนณรงค์ แม่ดวงแขคงไปพื้นเสียเรื่องอื่นมากระมัง ไว้ใจเย็นลงก่อนแล้วค่อยพูดจากันเถิด” พุฒว่า
ขันหงุดหงิดเจ็บใจ พุฒมองตามดวงแขแล้วสะแหยะยิ้มอย่างรู้ทัน พอจะรู้ว่าดวงแขโกรธเรื่องอะไร

ดวงแขเดินหงุดหงิดอยู่ในสวนพาลดึงดอกไม้ใบหญ้ามาขยำทิ้งเพื่อระบายอารมณ์ พุฒเดินตามหลังดวงแขมาติดๆ พุฒยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนพูดขึ้น
“โกรธเคืองผู้ใดมารึแม่หญิงดวงแข หรือได้ยินเรื่องเล่าใดในตลาด แม่หญิงจึงขุ่นเคืองถึงเพียงนี้”
ดวงแขโมโหหันกลับมาเล่นงานพุฒทันที
“มีกระไรก็พูดมาตามตรงเลยเถิดขุนวิเศษ ฉันไม่ชอบอ้อมค้อม”
“แม่หญิงก็แจ้งอยู่ว่าฉันคิดเช่นใดกับแม่หญิง ที่แม่หญิงพึงใจอ้ายเสมาฉันก็รู้ แต่อย่างไรเสียก็ไม่สำเร็จดอกด้วยขุนณรงค์หายอมรับอ้ายเสมาเป็นน้องเขยไม่”
“แล้วต้องยอมรับขุนวิเศษแทนกระนั้นรึ”
คำพูดของดวงแขเล่นเอาพุฒชะงักไป แต่ยังใจดีสู้เสืออยู่
“เราพูดกันแต่โดยดีเถิดแม่หญิง ฉันรักชอบแม่หญิงด้วยใจจริง ทั้งยศศักดิ์เราสองก็เสมอกัน แล้วแม่หญิงจะทนยากลำบากเพราะอ้ายเสมาไปเพื่อกระไร”
ดวงแขเชิ่ดใส่ รู้ว่าพุฒพูดถูก แต่ก็ไม่ยอมแพ้
“เอาเถิด ถึงอ้ายเสมารักชอบแม่หญิงเช่นกัน แต่ก็คงไม่มีแม่หญิงคนเดียวดอก เท่าที่เห็นกับตาเพลานี้ก็มีนังเอื้อยแตงแลแม่ศรีเมือง แล้วที่ลับตาจะอีกกี่คนกันเล่า” พุฒพูดขำหางเสียงหยัน
ดวงแขจี้ใจดำจึงหึงหวงเสมาขึ้นมาอีก แต่ยังไม่ยอมแพ้พุฒ
“ขึ้นชื่อว่าชายก็เป็นเช่นนี้ทั้งนั้น ขุนวิเศษเองก็มีเมียทาสอยู่ที่เรือนโขอยู่ มิใช่ฉันไม่รู้”
“แต่ฉันก็ไม่ยกผู้ใดขึ้นเทียมแม่หญิงเป็นแน่ แต่อ้ายเสมามันเป็นไพร่ต่ำสกุล ได้คนเช่นนังเอื้อยแตงเป็นเมียก็สมกันแล้ว ยิ่งอีกไม่กี่วันต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน คงไม่แคล้ว...” พุฒพูดแหย่
ดวงแขได้ฟังคำยุก็ยิ่งเจ็บแค้นใจ
“แล้วแม่หญิงดวงแขจะทนเป็นน้อยนังเอื้อยแตงได้หรือไม่หล่ะ”
ดวงแขแค้นแต่ฝืนปั้นยิ้มหวานใส่พุฒ
“ฉันฟังขุนวิเศษพูดก็เห็นจริงตามนั้น แต่ข้อที่ว่าขุนท่านรักฉันจริง ฉันยังไม่ใคร่เชื่อถือน้ำคำนัก”
พุฒดีใจมากที่ดวงแขเริ่มคล้อยตาม
“แล้วแม่หญิงต้องให้ฉันทำเช่นใดจึงจะเชื่อถือเล่า”
ดวงแขยิ้มเจ้าเล่ห์อยู่ในที ก่อนจะมองหน้าพุฒด้วยสายตามีแผนการ

ในเวลาเย็น เอื้อยแตงกำลังเก็บแผงขายเหล็ก มีด ดาบ จอบ เสียมของตน เพื่อจะกลับบ้าน ชาวบ้านหญิงคนหนึ่ง เดินเข้ามาในแผงของเอื้อยแตง
“จะเก็บของแล้วรึแม่”
เอื้อยแตงยิ้มแย้มเชิญชวนแล้วว่า
“เลือกซื้อก่อนได้จ้ะแม่น้า”
หญิงคนนั้นลองเลือกดูอยู่ซักพักแล้วบอก
“มีเพียงเท่านี้รึ ยังไม่ได้ที่ถูกใจเลย”
“มีอีกจ้ะ ประเดี๋ยวฉันเอามาให้ดู”
ทันทีที่เอื้อยแตงหันกลับไปหยิบของที่เก็บแล้วออกมาให้ลูกค้าดูใหม่ หญิงคนนั้นฉวยโอกาสถอดแหวนมีค่าที่นิ้วออกมาซ่อนไว้ที่กองเหล็กของเอื้อยแตงก่อนจะรีบเดินหนีไป เมื่อเอื้อยแตงหันกลับมาแต่ก็ไม่เจอหญิง คนนั้นเสียแล้ว
“อ้าว กระไรกันหายไปเสียแล้ว”
ขณะที่เอื้อยแตงกำลังมองหาหญองคนนั้นก็มีชายสองสามคนเดินเข้ามาในร้าน ชายคนหนึ่งชี้ไปที่แผงขายเหล็กของเอื้อยแตง
“นี่ล่ะพี่ ฉันตามนังแดงมาติดๆ เห็นมันอยู่ที่นี่ คุยกับแม่คนนี้หล่ะ”
ชายอีกคนจ้องเอื้อยแตงด้วยหน้าตาดุดันพลางว่า
“แม่น้องสาว คุยกระไรกับนังแดง แล้วแหวนข้าอยู่ที่ใด”
“ผู้ใดกันนังแดง แล้วแหวนกระไรข้าหารู้เรื่องด้วยไม่”
ชายคนที่สองมองเอื้อยแตงด้วยสายตาไม่ไว้ใจ ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้ลูกน้อง พวกลูกน้องเข้าไปรื้อของในแผงเหล็กของเอื้อยแตงทันที เอื้อยแตงตกใจ
“หยุดประเดี๋ยวนี้ พวกเอ็งทำกระไร หยุด ข้าบอกให้หยุดไงเล่า”
ชายคนแรกค้นเจอแหวนที่ซ่อนเอาไว้แล้วเอาแหวนมาคืนให้ชายคนแรก
“เจอแหวนแล้วพี่”
เอื้อยแตงตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ข้าไม่รู้กระไรด้วย”
พุฒซึ่งแอบดูอยู่ยิ้มสะใจที่วางแผนเล่นงานเอื้อยแตงได้สำเร็จ

เวลากลางคืน ตำรวจกำลังไขประตูคุกให้เอื้อยแตงออกมาโดยมีสิน และแต้มยืนรออยู่
“เป็นกระไรบ้างนังเอื้อยแตง โชคดีนักที่อ้ายสินเสียเบี้ยปรับให้ หาไม่แล้วเอ็งต้องนอนคุกอีกหลายคืนเชียว”
เอื้อยแตงหงุดหงิดที่ได้ยินเช่นนั้น แต่หันไปพูดตามมรรยาทกับสิน
“ข้าขอบน้ำใจเอ็งอ้ายสิน”
สินยิ้มปลื้มใจ
“ไม่เป็นกระไรดอก เพื่อแม่เอื้อยแตงเรื่องเพียงนี้ถือว่าเล็กน้อยนัก”
เอื้อยแตงแอบเหยียดปากเซ็งๆ
“แล้วเหตุใดแม่เอื้อยแตงถึงถูกจับเพราะลักขโมยได้เล่า” สินถาม
เอื้อยแตงพาลใส่ทันที
“จะไปรู้รึ ข้าก็อยากรู้นักว่าผู้ใดมันใส่ความเล่นงานให้ข้า หากรู้ จะให้มันลิ้มรสโซ่กรวนดูบ้าง”
เอื้อยแตงมองไปรอบๆแล้วถาม
“พี่เสมาเล่า”
สินหน้าบึ้งตึงทันที ที่เอื้อยแตงถามถึงเสมา
“อ้ายเสมามันเป็นนายเวนคืนนี้ วันพรึ่งก็ต้องเข้าเฝ้าอีก อ้ายนี่พอเดือดร้อนไม่เคยเห็นหัว แล้วต่อไป จะรับมันเป็นเขยได้เช่นไร”
สินผงะหน้าเสียไปทันที
“พ่อยังไม่หยุดพูดเช่นนี้อีกรึ พ่อเที่ยวไปโจษให้อึงไปทั้งตลาดจนฉันไม่มีหน้าไปขายของแล้ว”
“อุบ๋า มาโทษข้าได้กระไรวะนังเอื้อย แล้วที่เอ็งวางแผนไปขออยู่เรือนอ้ายเสมา ไม่ใช่คิดจะเสนอตัวให้มันดอกรึ”
เอื้อยแตงเหล่มองสินทั้งโกรธทั้งอายเลยรีบเดินหนีฉับๆ ไปด้วยความโมโห แต้มเดินบ่นตามหลังไปอีกคนเหลือแต่สินที่มีสีหน้าเซ็งๆ ไม่ว่าจะทำยังไง เอื้อยแตงก็ไม่เคยสนใจสักที

ยามสาย ในท้องพระโรง.... เสมา พระราชมนู และบรรดาขุนนางทุกคน กำลังหมอบกราบเข้าเฝ้าพระนเรศวร และ พระเอกาทศรถอยู่
“บัดนี้เมืองทวาย มะริด ตะนาวศรี ก็ได้กลับมาอยู่กับอโยธยาอีกครา เหลือแต่เมืองละแวก ที่กระทำการหยามหมิ่นเรามาครั้งแล้วครั้งเล่า เราจึงเห็นควรให้ยกทัพไปปราบเมืองละแวกเสีย เพื่อที่ภายหน้าจะได้มิต้องกังวลอีก” สมเด็จพระนเรศวรตรัสขึ้น
เสมาและขุนนางทุกคนถวายบังคมพร้อมกัน
“ควรแล้ว พระพุทธเจ้าข้า”
“พระราชมนู”
พระราชมนูคลานเข่าออกมาถวายบังคม
“พระพุทธเจ้าข้า”
“เจ้าจงเป็นทัพหน้านำไพร่พลบุกเข้าตีเมืองละแวก”
“รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า”
พระเอกาทศรถตรัสเรียก
“หลวงโจมจัตุรงค์”
เสมาคลานเข่าออกมาถวายบังคม
“พระพุทธเจ้าข้า”
“เจ้าเป็นรองแม่ทัพ ช่วยพระราชมนูกระทำการศึก เรากับพระพุทธเจ้าอยู่หัวจะยกทัพหลวงตามไป อย่าให้ผิดพลาดเป็นอันขาด”
“รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า”

เพลาต่อมา สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถทรงประทับยืนคุยกับพระราชมนูที่นั่งคุกเข่าอยู่
“เอ็งกับเจ้าศรีไสยณรงค์ติดตามข้ามานานนัก บัดนี้เจ้าศรีไสยณรงค์ก็ได้เป็นเจ้าเมืองตะนาวศรีแล้ว เหลือแต่เอ็ง ยังเป็นคุณพระอยู่เช่นเดิม ศึกละแวกครานี้ข้าจึงให้เอ็งสำแดงฝีมือให้เต็มที่ อย่าให้ข้าต้องผิดหวังเทียว” สมเด็จพระนเรศวรตรัส
พระราชมนูถวายบังคมยิ้มแย้ม
“เป็นพระคุณอย่างหาที่สุดมิได้พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าจะกระทำศึกสุดฝีมือหากแพ้ก็ขอให้ตัดหัวข้าพระพุทธเจ้าเถิด”
“เอ็งอย่าปากพล่อย เรื่องฝีมือแลกลศึก เอ็งนับได้ว่าเป็นหนึ่งในอโยธยา แต่น้ำใจเอ็งหุนหันพลันแล่นนักต้องระวังให้จงดี”
“รับด้วยเกล้าพระพุทธเจ้าข้า”
“ไปได้แล้ว”
พระราชมนูถวายบังคมลา ก่อนจะคลานเข่าแล้วลุกขึ้นเดินเลี่ยงไป
พระเอกาทศรถแย้มพระสรวลอย่างมีมีเลศนัยเหมือนรู้ทันพระเชษฐาธิราช
พระนเรศวรผินพระพักตร์ไปยังสมเด็จพระเอกาทศรถ
“เจ้ายิ้มอันใด”
“ตำแหน่งเจ้าพระยามหาเสนาบดี สมุหพระกลาโหมว่างมานานนัก เสร็จศึกละแวกครานี้ คงมีผู้ได้ขึ้นเป็นแน่” สมเด็จพระเอกาทศรถกล่าว
“จะหาผู้ใดรู้ใจพี่เท่าน้องเป็นไม่มี เจ้าราชมนูมันสัตย์ซื่อไว้ใจได้ พี่ถึงอยากสนับสนุน เอ่อ แต่ที่น้องจะใช้สอยเจ้าหลวงโจมจัตุรงค์ แน่ใจรึ”
“สมเด็จพี่เห็นไม่ควรรึพระพุทธเจ้าข้า”
“ไม่ใช่ไม่ควร แต่พี่ไม่แน่ใจนัก พี่เห็นฝีมือแลความกล้าของมันมาหลายครา นับว่าหาได้ยากยิ่งโดยเฉพาะดาบสองมือ ทอดตาดูทั่วแผ่นดินจะหาผู้เสมอด้วยยังยากนัก แต่กลับไม่มีขุนนางผู้ใหญ่คนใดใช้สอย เพราะปากต่อปากว่ามันเป็นคนอกตัญญู กินบนเรือนขี้รดบนหลังคา”
“ข้าพระพุทธเจ้าก็ได้ยินมาเช่นกัน แต่คราศึกยุทธหัตถี เห็นหลวงโจมผู้นี้ถวายกตัญญูแล้ว จึงไม่อยากเชื่อเสียงลือนัก ข้าพระพุทธเจ้าจึงอยากลองใจดูซักครา พระพุทธเจ้าข้า”
“ควรแล้วที่น้องรอบคอบ หากไม่เป็นจริงอโยธยาจะได้มีขุนนางผู้ใหญ่ ช่วยราชการสืบไป”

ดวงแขกำลังคุยกับพุฒด้วยสีหน้าหงุดหงิด
“ไหนขุนวิเศษบอกว่าต้องจำคุกเสียหลายคืน กระไรกัน ไม่กี่ชั่วยามก็ออกมาแล้ว”
“ฉันคาดผิดไป ไม่คิดว่านังเอื้อยแตงจักมีเงินมาเสียเบี้ยปรับ แต่แม่หญิงไม่ต้องทุกข์ใจไป คราหน้านังเอื้อยแตงไม่รอดแน่” พุฒเอื้อมมือไปจับมือดวงแข ดวงแขกระชากมือออก
“ที่นี่เป็นเรือนฉัน ทำกระไรเกรงใจกันบ้างเถิดขุนวิเศษ”
“ไม่ใช่ฉันไม่เกรงใจแต่มันสุดหักห้ามใจแล้ว ฉันสู้อุตส่าห์ทำทุกอย่างที่แม่หญิงสั่ง แล้วแม่หญิงดวงแขจะไม่เมตตาฉันบ้างเชียวรึ” พุฒพูดเสียงออดอ้อน
ดวงแขตีหน้าตาย
“ฉันน่ะรึสั่งขุนวิเศษ พ่อเป็นถึงขุนพลขุนศึก หญิงเยี่ยงฉันจะสั่งกระไรพ่อได้”
พุฒสีหน้าบึ้งตึงชักไม่พอใจ
“แล้วเรื่องที่แม่หญิงให้ฉันใส่ความนังเอื้อยแตงจนต้องโทษจำคุกเล่า แม่หญิงลืมแล้วรึ”
“ขุนวิเศษเอากระไรมาพูด ฉันเพียงแต่ปรารภว่า แม่เอื้อยแตงทำกิริยาจองหอง ขัดหูขัดตาฉันหลายคราแล้ว ขุนวิเศษก็เสนอขึ้นมาเองว่าจักหาเรื่องใส่ความจนได้โทษ ฉันหาได้สั่งไม่”
พุฒโมโหที่ถูกหลอก
“แม่หญิงดวงแข...”
“มีผู้ใดอยู่บ้าง ขุนวิเศษสรไกรจะกลับแล้ว ช่วยไปส่งขุนท่านหน่อยเถิด” ดวงแขพูดเสียงดัง
พุฒจ้องดวงแขด้วยความเจ็บใจ ก่อนจะเดินลงจากเรือนไปอย่างหัวเสีย ดวงแขยิ้มหยันตามหลังไป แม้พุฒจะเจ้าเล่ห์ แต่ยังไงซะดวงแขก็ทะนงว่าฉลาดกว่าอยู่ดี

ขันและพุฒกำลังกินเหล้าไปคุยไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ที่แคร่หน้าบ้านพุฒตอนหัวค่ำ
“ฉันอยากออกเรือนกับแม่หญิงเรไรใจจะขาด แต่ท่านอาเห็นว่าคลาดกันมาหลายครา จึงจะให้หมั้นไว้ก่อน ต่อได้ฤกษ์แล้วค่อยแต่ง ถ้ากระนั้นแล้วก็รอฤกษ์แต่งเสียทีเดียวเลย”
“ขุนณรงค์ท่านยังไม่รู้ ว่าอ้ายเสมาได้เป็นรองแม่ทัพของพระราชมนูในศึกละแวกครานี้ มิรู้ว่าสิ้นศึกจะได้เลื่อนเป็นถึงคุณพระหรือไม่ เช่นนี้แล้วท่านยังวางใจอีกรึ”
ขันตกใจความอิจฉาแล่นขึ้นมาทันที
“อ้ายเสมา มึงนี่เกิดมาเป็นมารผจญกูโดยแท้”
“ถึงจะแค่หมั้น แต่ขุนณรงค์ก็ควรทำพิธีเสียก่อน เผื่อว่าอ้ายเสมารุ่งเรืองขึ้นจนมีมูลนายสังกัด หลวงรามเดชะคิดจะเปลี่ยนใจก็หาทำได้ไม่”
“ขอบน้ำใจขุนวิเศษนัก วันพรึ่งฉันจะไปเรียนให้ท่านอาทราบ”
“ถ้าขุนท่านได้หมั้นแล้ว คงไม่ลืมเรื่องแม่หญิงดวงแข ที่รับปากเกลอแก้วไว้หล่ะ” พุฒพูดพลางยิ้มแย้มมีความหวัง
ขันหน้าเจื่อนไปเพราะ ใจจริงก็ไม่อยากได้พุฒเป็นน้องเขย
“เรื่องนั้น...”
พุฒพูดดักคอขึ้นทันที
“ไม่ใช่ฉันไม่รู้ว่า แม่หญิงดวงแขพึงใจอ้ายเสมาไม่น้อย หากอ้ายเสมาขาดกับแม่หญิงเรไรแล้ว ไม่คิดรึ ว่ามันจะหันมาหาน้องสาวขุนท่าน”
ขันขบกรามแน่น ถึงพุฒจะไม่ดีแต่ขันเกลียดเสมามากกว่า
“ถ้ากระนั้น สิ้นงานหมั้นฉันเมื่อใด ขุนวิเศษก็เตรียมออกเรือนกับแม่ดวงแขเถิด ถึงแม่ดวงแขไม่ยอม ฉันกับแม่ท่านก็จักช่วยกันบังคับให้จงได้ ดีกว่าต้องมัวหมองไปร่วมสกุลกับอ้ายไพร่ชั้นต่ำเช่นมัน”
พุฒยิ้มสะใจที่ยุแยงขันสำเร็จมั่นใจว่า คราวนี้ดวงแขไม่พ้นมือแน่

บ้านรามเดชะตอนเช้า เรไรกำลังนั่งสีหน้าตกใจ ขณะสนทนากับรามเดชะ ลำภูและขัน
“ใจจริงพ่อกับแม่อยากให้แต่งเลยเสียด้วยซ้ำ แต่เห็นว่ามีเหตุหลายคราให้เสียฤกษ์ จึงไม่กล้าผลีผลาม เพียงแต่ให้หมั้นกันไว้ก่อน” ลำภูว่า
เรไรอึกอัก ถึงแม้จะไม่มีเสมาก็ไม่ชอบขันอยู่ดี
“มีกระไรรึแม่หญิง หรือแม่หญิงไม่อยากหมั้นกับข้าพระเจ้า” ขันถาม
ขุนรามเดชะหน้าบึ้งตึงแล้วว่า
“ เจ้าเอ่ยปากตัดขาดกับอ้ายเสมาแล้ว คงไม่คืนคำดอกนะแม่เรไร”
“ลูกตัดขาดแล้วจริงๆ พ่อท่านวางใจเถิดเจ้าค่ะ เพียงแต่...”
ขุนรามเดชะพูดสวนแบบมัดมือชก
“ถ้ากระนั้นก็หมั้นกับขุนณรงค์เสียเถิด พ่อไม่เห็นผู้ใดจะรักมั่นกับลูกเท่าขุนณรงค์แล้ว”
ขันไหว้ขุนรามเดชะด้วยความดีใจ
“ขอบพระคุณขอรับท่านอา ข้าพระเจ้าจะเร่งหาฤกษ์มาให้เร็วที่สุดขอรับ”
ขัน ขุนรามเดชะและลำภูยิ้มแย้มแจ่มใสที่ทุกอย่างตกลงกันได้ราบรื่น ไม่มีปัญหาอีก ขณะที่เรไรมีสีหน้าซึมเศร้าลงทันที เพราะไม่สามารถทำใจให้รักขันได้
ยามสาย...บรรยากาศในคลอง ดูสงบร่มเย็น ทาสของเรไร กำลังพายเรือให้เรไร ศรีเมือง และพิณ นั่งเพื่อไปทำบุญ โดยมีทาสขันพายเรือให้ขันนั่งตามหลังมา เรไรชำลืองมองเรือของขันที่ตามหลังมา แล้วถอนใจเซ็งๆ จนพิณอดหัวเราะไม่ได้
“เหตุใดทำสีหน้าเช่นนั้นเล่าเจ้าคะแม่หญิง ประเดี๋ยวว่าที่คู่หมั้นจะน้อยใจเอานะเจ้าคะ”
“ปากมากนักนะพิณ หากมีกรวนใส่ปากฉันจะหามาใส่ให้เสียเลย” เรไรพูดดุปราม
พิณจ๋อยไปนิดนึงแต่ก็อดหัวเราะคิกๆคักๆไม่ได้
“หากแม่หญิงไม่อยากหมั้น เหตุใดจึงรับปากเล่าจ๊ะ”
เรไรหน้าจ๋อยลงแล้วบอก
“แล้วฉันจะหาข้ออ้างกระไรเล่า ในเมื่อฉันตัดขาดจากเสมาแล้ว แล้วฉันก็ทำให้พ่อกับแม่ท่านเสียใจหนักหนามาหลายคราจึงควรทำให้ท่านสบายใจเสียบ้าง”
ศรีเมืองหันไปมองขัน ก่อนจะคุยกับเรไรต่อ
“แล้วแม่หญิงจักมีสุขหรือจ๊ะ เพราะแม่หญิงมิได้พึงใจในขุนณรงค์แล... อย่าหาว่าฉันปากพล่อยเลยนะจ๊ะ แต่ฉันว่าขุนณรงค์ก็หาได้วางใจในตัวแม่หญิงเท่าใดนัก มิเช่นนั้นจะเพียรเฝ้าติดตามกระทั่งมาทำบุญก็ไม่เว้นเช่นนี้หรือจ๊ะ”
เรไรหันไปมองที่เรือของขันที่พายตามหลังมา ขันส่งยิ้มให้เรไร เรไรเบือนหน้ากลับมา ด้วยหน้าตาท้อแท้แต่หาทางแก้ไขไม่ได้แล้ว

เรือของเรไรและขัน เข้ามาจอดเทียบท่า ขณะนั้นเอง เรือของเสมากับเอื้อยแตงก็พายเข้ามาจอดเทียบท่าใกล้ๆกัน เสมาส่งยิ้มให้เรไร แต่เรไรเห็นเสมามากับเอื้อยแตงก็โมโหหึงทันที
ขันเหล่มองเสมากับเรไรสลับกันไปมาก็ยิ่งระแวง
“นึกว่าผู้ใด ที่แท้หลวงโจมจัตุรงค์พาหญิงคนรักมาทำบุญนี่เอง”
ขันพูดขึ้น เสมามองขันด้วยสายตาไม่พอใจ แต่เอื้อยแตงกลับอมยิ้มเขินๆ ศรีเมืองแอบหลบสายตาทำเป็นไม่เห็นซะทั้งที่ในใจกลับเต้นระรัว เรไรแกล้งยั่วโมโหแล้วปั้นยิ้มหวานให้ขัน
“เรารีบไปทำบุญของเรากันเถิดจ้ะพี่ขุนณรงค์ เสร็จแล้ว ฉันกับแม่ศรีเมืองจะได้กลับเข้าวัง” ว่าแล้วเรไรก็ทิ้งค้อนไปทางเสมา
ขันยิ้มแย้มรีบกุลีกุจอลงจากเรือแล้วยื่นมือให้เรไรจับ เรไรจับมือขันเพื่อพยุงตัวลงจากเรือแล้วเดินตามขันเข้าวัดไป เสมามองตามด้วยสายตาหึงหวงจับใจ ศรีเมืองแอบเหล่มองไปทางเสมาและเอื้อยแตง...เอื้อยแตงเหลือบตามามองทางศรีเมืองพอดี ศรีเมืองหลบตาแล้วก้มหน้าขึ้นจากเรือไปอีกคน เอื้อยแตงอดที่จะยิ้มแย้มมีความสุขออกมาไม่ได้เหมือนฝันที่เป็นจริง

บริเวณหอฉันภายในวัด ชาวบ้านกำลังถวายเพลให้พระภิกษุ ศรีเมือง พิณ และเอื้อยแตงกำลังช่วยกันประเคนอาหารถวายเพล พร้อมกับพูดคุยไปด้วยโดยมีเสมาคอยช่วยหยิบจับข้าวของให้ ในขณะที่ เรไรก็ถวายเพลอยู่ใกล้ๆ โดยมีขันคอยช่วย
เอื้อยแตงยิ้มแย้มคุยกับศรีเมือง
“พักนี้ฉันเคราะห์ร้ายนัก จู่ๆก็ถูกจับให้ต้องเสียเบี้ยปรับ แลมะรืนพี่เสมาก็ต้องไปศึกละแวกแล้ว จึงพร้อมใจกันมาทำบุญสะเดาะเคราะห์เสีย”
ศรีเมืองยิ้มๆ แอบสบายใจขึ้นหน่อย
“มิน่าเล่าจึงมาด้วยกัน ดีแล้วหล่ะจ้ะ คุณพระคุณเจ้าท่านจักได้คุ้มครอง”
เสมาชำเลืองมองไปทางขันกับเรไรตลอดเวลา เห็นทั้งคู่สนิทสนม ช่วยกันถวายเพล ก็ทำให้เสมายิ่งหึงหวงหนักขึ้น เรไรหยิบขันใบใหญ่ใส่ข้าวสวยขึ้นมาเพื่อจะตักข้าวถวายพระ ขันเลี่ยงไปหยิบกระจาดใส่ผลไม้ เพื่อเตรียมจะถวายพระ
เสมาได้โอกาส ก็ลุกขึ้นมานั่งคุกเข่าใกล้ๆเรไร แล้วใช้มือประคองขันใส่ข้าวไว้เสมาแกล้งตีหน้าตาย
“ให้ฉันช่วยเถิดแม่หญิง”
เสมาจับทัพพีร่วมกันกับเรไรแล้วตักข้าวถวายพระด้วยกัน ท่ามกลางความตกใจของทุกคน รวมทั้งเรไรด้วย ขันเห็นแล้วก็โมโหมาก
“เอ็งทำกระไรของเอ็งอ้ายเสมา”
เสมาทำไม่รู้ไม่ชี้แล้วบอก
“ฉันเห็นขันใส่ข้าวใหญ่นัก เกรงว่าแม่หญิงจักถือไม่ไหวจึงเข้ามาช่วยให้แม่หญิงตักข้าวถวายพระ มันผิดกระไรรึขุนณรงค์”
“แต่เอ็งจับทัพพีร่วมกับแม่หญิงเสมือนหนึ่งทำบุญตอนออกเรือน เอ็งมีเจตนากระไรกันแน่”
เสมาแกล้งทำเป็นตกใจ
“จริงรึ ฉันขอขมาเถิดขุนณรงค์ อ้ายเสมานี้เป็นช่างตีเหล็กต่ำสกุล มิรู้ธรรมเนียม ขุนณรงค์กับแม่หญิงอย่าถือโทษฉันเลย”
ขันลุกขึ้นจะเอาเรื่องเสมา
“มึงไม่ต้องมาเสแสร้ง...”
พิณกลัว รีบพนมมือไหว้ขัน
“ท่านขุนเจ้าคะ ที่นี่ในวัดนะเจ้าคะ ต่อหน้าพระสงฆ์องค์เจ้า อย่ามีเรื่องกันเลยเจ้าค่ะ”
ขันหน้าเสียที่ทุกคนมองมาเป็นตาเดียวกัน แถมพระยังมีท่าทางตื่นตกใจ เล่นเอาขันทำอะไรไม่ถูก เสมายิ้มเยาะอย่างสะใจที่เล่นงานขันได้ เรไรหันมาจ้องหน้าเสมาด้วยสายตาถมึงทึง โกรธจัดที่เสมาเป็นฝ่ายหาเรื่องก่อนแบบนี้ เรไรลุกขึ้นด้วยความอับอายปนไม่พอใจ สะบัดหน้าเดินหนีไป ขันรีบเดินตามเรไรไปทันที เสมาได้แต่มองตามด้วยความไม่พอใจ หึงหวงเรไร

ขันรีบเดินเข้ามาหาเรไรที่สีหน้าบึ้งตึงหงุดหงิดออกมา
“แม่หญิงเรไรไม่ต้องโกรธเคืองไปดอก แค้นที่อ้ายเสมาหมิ่นเกียรตินี้ข้าพระเจ้าจะชำระให้”
“ขุนณรงค์ท่านจะทำกระไรรึ”
“ข้าพระเจ้าจะให้คนจอดเรือซุ่มไว้ พออ้ายเสมาพายเรือพ้นเขตวัดเมื่อใดก็จะดำน้ำมาล่มเรือมันเสีย ถึงบนบกมันจักร้ายกาจแต่ในน้ำ อ้ายเสมาไม่พ้นมือข้าพระเจ้าเป็นแน่”
เรไรไม่พอใจและไม่ชอบนิสัยขัน
“เยี่ยงนั้นจักต่างจากโจรเช่นไรกัน เหตุใด ขุนท่านจึงคิดแต่กลั่นแกล้งลอบทำร้ายกันเช่นนี้ มันใช่วิสัยของชายชาติทหารรึ”
“นี่แม่หญิงกลับโกรธเคืองข้าพระเจ้า ทั้งที่ข้าพระเจ้าคิดการเพื่อกู้หน้าให้แม่หญิงโดยแท้... ชะรอยแม่หญิงคงยังเห็นอ้ายเสมาดีกว่าข้าพระเจ้าอยู่กระมัง จึงห่วงมันแล้วพาลมาเคืองข้าพระเจ้าเช่นนี้”
เรไรโมโหขณะจะเถียงก็เหลือบเห็นเสมาเดินตามออกมา เรไรฉุกคิดขึ้น ปั้นยิ้มหวาน กะแกล้งให้เสมาหึงหวงจึงจับมือขันขึ้นมาแล้วว่า
“พูดกระไรเช่นนั้นเล่าพี่ขุน ฉันจักเห็นชายร้อยหัวใจเช่นนั้นดีกว่าคนมั่นคงในรักเช่นพี่ขุนได้อย่างไร”
เสมาเห็นเรไรจับมือขัน พูดจาอ่อนหวานก็หึงหวงจับใจ ฝ่ายขันก็ดีใจมากที่เห็นเรไรดีกับตน
“แม่หญิงพูดจริงรึ ข้าพระเจ้าดีใจเหลือที่แม่หญิงเห็นความดีเช่นนี้”
“ใช่ฉันจักใจยักษ์ใจมารไม่เห็นความดีของพี่ขุน แต่ด้วยเมื่อก่อนฉันหลงผิดคิดชั่ว จึงแยกไม่ออกว่ากระไรทอง กระไรดิน ขอพี่ขุนให้อภัยฉันเถิด” เรไรพูดแล้วก็เหล่มองไปทางเสมา
เสมามีสีหน้าเจ็บใจและหึงหวง พลางบ่นพึมพำ
“ในวัดในวามาจับไม้จับมือพลอดรัก ไม่อายบ้างหรือไรวะ”
ฝ่ายขันดีใจมากบอกกับเรไรว่า
“ไหนเลยข้าพระเจ้าจะถือโทษโกรธแม่หญิงได้ ขอเพียงแม่หญิงเข้าใจว่า หัวใจรักของข้าพระเจ้ามีแต่แม่หญิงเท่านั้น ข้าพระเจ้าก็มีสุขแล้ว”
ขันจะดึงตัวเรไรเข้ามากอด เรไรตกใจไม่คิดว่าขันจะลามปามถึงขนาดนี้
เสมาทนเห็นภาพบาดตาไม่ไหวเลยพุ่งเข้าไปกระชากตัวขันออกมา แล้วชกเข้าเต็มหน้าขัน เรไรตกใจมากเพราะนึกไม่ถึง เสมาจะเข้าไปซ้ำด้วยความแค้น แต่พอขันตั้งหลักได้ก็สวนกลับ จะทั้งขัน ทั้งเสมา เลือดกบปากด้วยกันทั้งคู่ ชกต่อยกับอุตลุด เรไรร้องลั่น
“ช่วยด้วย มีผู้ใดอยู่บ้างช่วยด้วย”
เอื้อยแตง ศรีเมืองและพิณ วิ่งตามเสียงเรไรออกมา พอเห็นเสมากับขันกำลังชกต่อยกันก็ตกใจ รีบเข้าไปช่วยห้ามทันที เรไร และพิณ ช่วยกันจับขันไว้ ในขณะที่เอื้อยแตงและศรีเมืองช่วยกันจับเสมา แล้วพยายามแยกทั้งคู่ออกมา
แม้จะแยกทั้งคู่ออกจากกันได้ แต่ทั้งเสมา และขันก็ยังจ้องกันเขม็งด้วยสายตาเกลียดชังโกรธแค้นสุดจะบรรยาย

สมบุญส่ายหน้าอย่างระอายืนมองเสมาที่เมากลิ้งหลับไม่ได้สติอยู่บนพื้น ในขณะที่สินนั่งกอดไหเหล้าเมาหลับอยู่ใกล้ๆ
“พอพลาดหวังก็กินเหล้าไม่เหลือลายยอดขุนศึกเลยพี่กู”
“แม่เอื้อยแตง เหตุใดใจร้ายนัก แม่เอื้อยแตง” สินเมาละเมอโวยลั่น
สมบุญเซ็งสุดๆ
“อ้ายนี่ก็อีกคนเลยกอดคอกันกินเหล้าเสียเลย เวรของมึงแท้อ้ายสมบุญเอ๋ย”
สมบุญเข้าไปหิ้วปีกเสมาให้ไปนอนในกระท่อมอย่างทุลักทุเล หิ้วไปก็บ่นไป ในขณะที่เสมาเมาไม่ได้สติ ได้แต่ละเมอบ่นถึงเรไรตลอดเวลา
 
อ่านต่อหน้า ๔





ขุนศึก ตอนที่ ๙ (ต่อ)
  

ในตำหนักภายในวังเมื่อเวลาเย็น บัวเผื่อนกำลังหัวเราะคิกๆคักๆ ในขณะที่เรไร และศรีเมืองยืนหน้าเครียดอยู่ใกล้ๆ เรไรยังหงุดหงิดอยู่

“สาแก่ใจนักรึแม่บัวเผื่อน จึงหัวร่อไม่หยุดเช่นนี้”
“อย่าเคืองฉันเลย ฉันเพียงแต่ไม่เคยเห็นชีวิตรักผู้ใดจะโลดโผนเช่นแม่มาก่อน ทั้งงานแต่งล้มมาแล้วหลายครา ชายที่ปักใจหนักหนาก็เลิกร้าง ทั้งยังมีเหตุชกต่อยกับชายใหม่ในวัดเสียอีก มิรู้แม่เพื่อนฉันทำบุญมาด้วยกระไรกัน”
ศรีเมืองเหลืออดพูดขึ้น
“ แม่หญิงบัวเผื่อนถามเช่นนี้ เพราะอยากจะทำบุญเช่นเดียวกับแม่หญิงเรไรหรือเจ้าคะ จักได้มีชายมารุมรักไม่ต้องถูกทิ้งให้ร้างคู่โรยราอยู่เช่นนี้”
บัวเผื่อนขำค้างเพราะโดนศรีเมืองจี้ใจดำ
“ปากคอเลาะร้ายขึ้นมากนะแม่ศรีเมือง คอยดูเถิด อย่าให้ถึงคราวแม่บ้างก็แล้วกัน”
บัวเผื่อนทิ้งค้อนแล้วเดินเลี่ยงไปด้วยความโมโห ศรีเมืองถอนใจ
“แม่หญิงบัวเผื่อนนี่พิกลนัก มิรู้อยู่พวกใดกันแน่”
“แม่บัวเผื่อนไม่อยู่พวกใดดอก ฝ่ายใดมีคุณก็เข้าฝ่ายนั้น แต่หากไม่มีคุณก็ค่อนแคะนินทาให้เพลินปาก ถ้าทนรำคาญได้ก็ไม่กระไรนักดอก “ เรไรว่า
ศรีเมืองได้แต่ถอนใจส่ายหน้า ไม่ชอบคนนิสัยเช่นนี้เลย
“แต่แม่บัวเผื่อนก็พูดถูก ฉันทำให้ชายชกต่อยกันในวัดนับว่าเป็นหญิงเสื่อมเสียได้ชั่วนัก” เรไรพูดขึ้น
“แม่หญิงก็ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นถึงเพียงนี้ไม่ใช่หรือเจ้าคะ อย่าโทษตัวเองอีกเลย”
“แม่ไม่เข้าใจดอกแม่ศรีเมือง ชายจักหลายใจเพียงใดก็ไม่มีผู้ใดว่า แต่หากหญิงมีสองใจ มันช่างน่ารังเกียจเดียดฉันท์ยิ่งนัก”
เรไรหน้าตาหม่นหมองเดินนำออกไป ศรีเมืองได้แต่มองตามเรไรไปด้วยสีหน้าแววตาเห็นใจและเข้าใจ ถึงแม้จะแอบหมายปองผู้ชายคนเดียวกันอยู่ก็เถอะ
สมบุญกำลังก่อไฟให้ความอบอุ่นอยู่หน้ากระท่อมตอนหัวค่ำ โดยมีสินเมาหลับอยู่บนแคร่ เอื้อยแตง และจำเรียงเดินคุยกันมาถึงหน้ากระท่อม สมบุญเห็นจำเรียงมาก็ดีใจ รีบเข้าไปหา
“แม่จำเรียง”
“พี่เสมาอยู่หรือไม่” จำเรียงยิ้มรับก่อนถาม
“เมาหลับอยู่ข้างในจ้ะ กินเหล้าตั้งแต่บ่ายแต่คอไม่แข็งกระไร ป่านฉะนี้ยังไม่ตื่นเลย”
“ฉันฟังจากแม่เอื้อยแล้ว ให้เป็นห่วงพี่เสมานัก แต่เมาหลับเช่นนี้”
จำเรียงหันไปพูดกับเอื้อยแตง
“แล้วเราจะพากลับกันได้ไหวรึแม่เอื้อย”
“ถ้ากระนั้นก็ให้นอนเสียที่นี่เถิด ฝากด้วยนะพันเทพ”
“ไม่ต้องห่วงดอกจ้ะ นี่ฉันก็กะจะไปหาไม้มาเผาไฟเพิ่ม จักได้นอนอุ่นไม่เหน็บหนาวกลางดึก” สมบุญว่า
“ถ้ากระนั้นให้ฉันช่วยแล้วกัน”
“ขอบน้ำใจแม่นัก” สมบุญมองจำเรียงด้วยสายตากรุ้มกริ่ม
จำเรียงเขินอายหลบตาสมบุญแล้วรีบเดินนำไป สมบุญปรี่เดินตามประกบไปติดๆ เอื้อยแตงมองตามทั้งคู่ แล้วยิ้มๆ อย่างอ่านท่าทีของทั้งสองที่มีต่อกันออก
เอื้อยแตงเหลือบตามองสินแล้วเหยียดปากใส่ ก่อนจะหันมองไปทางกระท่อม สีหน้าเป็นห่วงเสมา ตัดสินใจเดินเข้าไปดู สินนอนหลับอยู่แต่โดนยุงกัดเจ็บและคันจนต้องสะดุ้งตื่นมาตบยุงอยู่ไปมา สินขยับตัวนั่ง เมาๆ มึนๆ มองเบลอๆ ไปทางกระท่อมเห็นคนเดินเข้าไปแว๊บๆ
เอื้อยแตงเดินมามองเสมาที่เมาหลับอย่างอ่อนใจ
“เพราะหญิงคนเดียวเป็นไปได้ถึงเพียงนี้เชียว”
เอื้อยแตงหยิบผ้ามาห่มให้เสมา เสมาสะลึมสะลือตื่นขึ้น หันเห็นเอื้อยแตงเป็นเรไร
“แม่หญิงเรไร...”
เสมาทั้งรักทั้งแค้น โผขึ้นจับไหล่เอื้อยแตง บีบ เขย่า
“ยังตามมาเยาะฉันอีกรึแม่หญิง รู้หรือไม่ว่า ฉันรักแม่หญิงเพียงใด แล้วเหตุใดทำกับฉันเช่นนี้”
เสมาดึงเอื้อยแตงเข้ามากอดจูบด้วยความแค้นเพราะคิดว่าเป็นเรไร เอื้อยแตงตกใจพยายามผลักเสมาออก
“พี่เสมา อย่าจ้ะ ฉันเอง”
ขณะนั้นเอง สินก็ผลักประตูเข้ามาด้วยท่าทางมึนๆเพราะยังเมาค้างอยู่ สินเห็นเสมากำลังปลุกปล้ำเอื้อยแตงก็หายเมาเป็นปลิดทิ้ง โมโหมาก เข้าไปดึงตัวเอื้อยแตงออก แล้วชกหน้าเสมาเข้าเต็มๆ
สินมองเสมาด้วยความแค้น ในขณะที่เสมาโดนชกเต็มๆจนลุกไม่ขึ้น ท่ามกลางความตกใจของเอื้อยแตง สินขาดสติเพราะฤทธิ์เหล้าจะเข้าไปซ้ำเสมา เอื้อยแตงกระชากสินเอาไว้อย่างแรง
“หยุดประเดี๋ยวนี้อ้ายสิน...ออกไปให้พ้นเชียวนะ”
เอื้อยแตงไม่แยแสสินรีบเข้าไปประคองเสมาที่โดนชกจนปากแตก
“เป็นกระไรบ้างพี่เสมา”
เสมาเหลือบตามองไปที่สินด้วยสีหน้าแววตาไม่สบายใจ สินสายตาเจ็บช้ำปนคับแค้นใจเดินโกรธจัดถีบประตูโครมครามก่อนออกไปจากกระท่อมไป

เอื้อยแตงกำลังคุยกับจำเรียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียดที่บ้านของเสมาในเวลาเช้า
“ฉันนึกว่ามีแต่แม่หญิงสูงศักดิ์คนนั้นเสียอีกที่ทำให้ชายแตกกันได้ แต่นี่กลับเป็นแม่ค้ากลางตลาดเช่นฉัน”
จำเรียงถอนใจสีหน้าเครียด
“ไม่รู้จะว่าเช่นใดแล้ว นอกจากเป็นเวรกรรมโดยแท้ เอ่อ แล้วนี่พี่เสมากับออสิน ยังไม่คืนดีกันอีกรึ”
“ยังดอก เมื่อคืนหากไม่ห้ามไว้ คงชกต่อยกันปางตาย เช้านี้คงดีกันยากนัก”
เสียงแต้มดังขึ้นมา
“ผู้ใดชกต่อยกันวะนังเอื้อยแตง”
มั่น และแต้มเดินออกมาจากข้างในพอดี เอื้อยแตงถึงกับหน้าเสีย พูดอึกอัก
“บอกไปพ่อก็ไม่รู้จักดอก หาใช่เกี่ยวข้องกับเราไม่”
“แล้วนี่เมื่อคืน อ้ายเสมากลับมานอนบ้านหรือไม่จำเรียง” มั่นถาม
“ไม่กลับจ้ะ เช้านี้มีฝึกดาบคงนอนที่วัดพุทไธสวรรย์กระมังจ๊ะ” จำเรียงว่า
มั่นหน้าบึ้งตึงแล้วว่า
“อ้ายนี่ เป็นถึงคุณหลวงแล้ว แต่ยังเที่ยวนอนไม่เป็นที่ช่างไม่สมศักดิ์เอาเสียเลย”
เอื้อยแตงและจำเรียงหันมาเหล่มองกันที่ต้องปิดเรื่องเสมาไว้เพราะไม่อยากให้พ่อไม่สบายใจ

ยามสายที่วัดพุทไธสวรรย์ เหล่าทหารกำลังจับคู่กันฝึกซ้อมเพื่อเตรียมพร้อมจะไปศึก โดยมีเสมา และสมบุญคอยควบคุมฝึกปรืออยู่ สินนั่งหงุดหงิดอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใกล้ๆ เสมาและสมบุญเหลือบตามองกัน ต่างรู้สึกไม่สบายใจที่ต้องอยู่ในสภาพอึดอัดแบบนี้ ทั้งคู่ตัดสินใจเดินเข้าไปหาสิน
สินมองหน้าเสมา สมบุญแล้วหงุดหงิดจึงพาลใส่
“มีกระไรจะมาลงโทษข้าที่ไม่ยอมคุมการฝึกปรือรึ”
สมบุญอ่อนใจกับสิน
“เอ็งก็รู้ว่าเป็นหน้าที่อยู่ แล้วเหตุใดไม่ทำเล่า”
เสมารู้สึกผิดสุดๆ
“หากเอ็งยังเคืองข้า ข้าก็ขอขมาเถิด เมื่อคืนข้าไม่รู้ตัวเลยจะให้ข้าสาบานที่ใดก็ได้”
“ไม่รู้ตัวหรือฉวยโอกาสกันแน่ พี่ก็รู้ว่าข้ารักใคร่ขอบพอแม่เอื้อยแตงมานานนัก แล้วเหตุใดยังทำหักหาญน้ำใจกันถึงเพียงนั้นได้”
สินพูดเสียงดังจนสมบุญตกใจรีบมองไปรอบๆแล้วรีบเตือน
“อ้ายสิน ดังไปแล้ว”
สินจ้องเสมาเขม็ง
“จะกลัวกระไรวะ กล้าทำก็กล้ารับซี เสียแรง ที่ข้านับถือพี่ เป็นทั้งเพื่อนทั้งครู แล้วเหตุใดพี่ทุรยศหักหลังข้าเช่นนี้” สินผลักอกเสมา
เสมาหน้าเครียด
“เอ็งไม่เชื่อข้าก็ตามแต่ใจ แต่ข้าขอยืนยันว่าข้าคิดกับเอื้อยแตงเป็นเช่นน้องสาว แลไม่ได้หักหลังเอ็ง แต่หากเอ็งยังไม่พอใจจะชกหน้าข้าเช่นเมื่อคืนอีกก็ยังได้”
สินจ้องหน้าเสมาเขม็ง กำหมัด ขบกรามแน่น แต่ในที่สุดก็ยอมเดินเลี่ยงไป เสมาก็กลุ้มใจสุดๆ ไม่รู้จะอธิบายให้สินเข้าใจได้อย่างไร
ทหารคนหนึ่งขณะกำลังฝึกซ้อมอยู่ สายตาก็จับมาที่เสมา สิน และสมบุญอย่างไม่วางตาพร้อมเก็บรายละเอียดทุกอย่าง

ขันกำลังคุยกับพุฒอยู่ด้วยสีหน้าพึงพอใจ ขณะที่ขันพูดดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น แต่ขันยิ้มเจ้าเล่ห์
“จริงรึขุนวิเศษ อ้ายสินมันแตกคอกับอ้ายเสมาแล้วรึ”
“ไม่ผิดดอก ฉันวางคนไว้เป็นทหารสังกัดอ้ายเสมา ก็เพื่อให้มันคอยสืบข่าวให้ฉัน เห็นว่าอ้ายสินโกรธที่อ้ายเสมาล่วงเกินนังเอื้อยแตง คงยากจักมองหน้ากันติดแล้ว”
“อ้ายเจ้าชู้ขาลาย ฉันนึกแล้วเทียวว่า สักวันต้องเป็นเช่นนี้ แล้วเพลานี้อ้ายสินอยู่ที่ใดรึ”
“ผีสุราเช่นมัน ก็คงสิงอยู่ที่ร้านเหล้านั่นหล่ะ ขุนณรงค์มีกระไรรึ” พุฒถามอย่างแปลกใจ
“ในเมื่อเชื้อไฟมันปะทุแล้ว เหตุใดเราไม่โหมกระพือเสียหน่อยเล่าขุนวิเศษ”
พุฒคิดตามแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ คิดออกทันทีว่าขันต้องการอะไร ก่อนที่ทั้งคู่จะหัวเราะสอดประสานกันดังออกมา

ในเวลาเย็น สินเดินกอดไหเหล้า เมาโซซัดโซเซมากลางตลาด เดินเห็นใครผ่านไปผ่านมาก็ตาขวางไปหมด ชาวบ้านไม่มีใครอยากเดินใกล้ต่างเดินเลี่ยงๆออกไปจนหมด
ขณะนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงขันดังขึ้น
“เมาเหล้าเพราะหญิงไม่รัก หรือเพราะแค้นที่โดนหักหลังกันเล่า”
สินหันกลับไปจ้องหน้าขันและพุฒแบบเอาเรื่อง
“อย่ามองเราเช่นนั้นซี พันทิพศักดิ์ ฉันสองคนมาดี”
“เยี่ยงเอ็งสองคน มีดีด้วยหรือวะ”
“ค่อยพูดค่อยจากันเถิด ฉันกับขุนณรงค์รู้เรื่องหมดแล้ว ที่มาก็เพราะเห็นใจคนหัวอกเดียวกัน” พุฒว่า
“ข้าน่ะรึ หัวอกเดียวกับพวกเอ็ง”
“แล้วไม่ใช่รึ ฉันกับแม่หญิงเรไรรักกันมาก่อน อ้ายเสมาก็มาแย่งไป เช่นเดียวกับพันทิพท่านที่ถูกอ้ายเสมาแย่งแม่เอื้อยแตงไปอย่างไรเล่า” ขันว่า
สินขบกรามแน่น เพราะขันไปจี้ใจดำจนไฟแค้นคุขึ้นมาอีก ขันเดินเข้าไปโอบบ่าสิน
“ฉันแค้นจนใคร่อยากฆ่าอ้ายเสมาเสีย ท่านไม่คิดเช่นเดียวกับฉันรึ”
สินอึ้งไป แม้จะโกรธเสมาอยู่มาก แต่ก็ไม่เคยคิดถึงกับฆ่าแกงกัน
“อย่ามัวยืนคุยเช่นนี้เลย พวกเราไปหาที่นั่งกินสุราคุยปรับทุกข์ใจกันเถิด” ขันตรงเข้าไปกอดคอสิน
ขัน กับพุฒ พาสินที่เดินเมาๆจากไปกะยุงแยงให้สินแตกหักกับเสมาถึงขั้นฆ่ากันได้ยิ่งดี
ขันและพุฒหันมายิ้มสะแหยะให้กัน

เอื้อยแตงนั่งรอเสมาอยู่ที่หน้าบ้านตอนหัวค่ำ ชะเง้อคอยมองตลอดเวลา ขณะนั้นเอง สินก็เดินเมาเข้ามาหา เอื้อยแตงเห็นสินเมามากก็เข้าไปพยุง
“นี่เมาถึงเพียงนี้เชียวรึอ้ายสิน”
“แม่เอื้อยแตง นี่ฉันเมาจนหลงมาถึงเรือนแม่เชียวรึ”
“อ้ายนี่ เมาจนไม่รู้ความ ใช่เรือนข้ากระไรเล่าที่นี่เป็นเรือนพี่เสมาต่างหาก”
สินเมามากกระชากแขนเอื้อยแตง
“แล้วแม่เอื้อยมาทำกระไรที่เรือนพี่เสมา นี่ถึงขั้นมาหากันถึงเรือนเชียวรึ”
เอื้อยแตงผลักสินออก
“เอ็งอย่ามาปากพล่อยอ้ายสิน ข้าไปมาที่เรือนนี้แต่เล็กแต่น้อย แลอีกไม่นานข้าก็จะย้ายมาอยู่ที่นี่แล้ว เอ็งต่างหาก กลับเรือนอ้ายสมบุญไปเสียที เมาเจียนไม่เป็นผู้เป็นคนเสียแล้ว”
“ไล่ฉันกลับ เพื่อจะมีสุขกับพี่เสมาสองคนหล่ะซี ฉันรู้ดีว่า แม่เอื้อยวางแผนย้ายมาอยู่ที่เรือนนี้เพื่อจะเสนอตัวให้พี่เสมา ฉันไม่คิดเลยว่าแม่เอื้อยจะไร้ยางอายเพียงนี้”
เอื้อยแตงแค้นสุดๆ ตบหน้าสินทันที เอื้อยแตงแค้นจนน้ำตาคลอ
“อ้ายปากชั่ว เออ ข้าชอบพอพี่เสมา แต่พี่เสมาหาได้ชอบข้าไม่ แต่ข้าก็ไม่เคยคิดเสนอตัวให้ผู้ใดทั้งสิ้น ข้าเพียงแต่อยากอยู่ใกล้คนที่ข้ารักเท่านั้น หัวใจชั่วเช่นเอ็ง ไม่มีวันเข้าใจดอก”
เอื้อยแตงเดินขึ้นเรือนไปด้วยความแค้นใจ สินได้แต่มองตามด้วยความเสียใจหายเมาเป็นปลิดทิ้ง ก่อนจะตบหน้าตัวเองซ้ำอีกหลายทีเป็นการลงโทษที่พูดจาไม่ดีทำให้เอื้อยแตงต้องเสียใจ

วัดพุทไธสวรรย์ในยามเช้า เสมาสวมชุดทหารสะพายดาบคู่มือ และห่อผ้า เตรียมจะไปศึกละแวก
แต่พอเดินออกมาจากวัด ก็เห็นดวงแขยืนรอตนอยู่ เสมาเดินเข้ามาหาดวงแขแล้วยิ้มทักทาย
“มาทำบุญแต่เช้าเชียว แม่หญิงดวงแข”
“ฉันไม่ได้มาทำบุญดอก แต่มาหาหลวงโจมต่างหาก”
“มีกระไรรึแม่หญิง”
ดวงแขหยิบถุงผ้าเล็กๆขึ้นมายื่นให้เสมา
“ข้างในนี้ เป็นสร้อยพระของพ่อฉันช่วยคุ้มภัยในยามศึก ฉันอยากให้หลวงโจมติดตัวไว้”
“ของมีค่าเช่นนี้ ฉันคงรับไว้ไม่ได้ดอก” เสมาพูดอย่างเกรงใจ
ดวงแขน้อยใจ ตัดใจเผยความในอย่างที่ตั้งใจ
“หรือหลวงโจมยังไม่รู้ว่าฉันคิดกับหลวงโจมเช่นใด”
เสมาชะงักไปมองหน้าดวงแข เห็นดวงแขพูดทั้งน้ำตาคลอด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
“หากหลวงโจมไม่รับไว้ ฉันจะได้รู้ว่าท่านรังเกียจฉัน”
“หามิได้แม่หญิง ไหนเลยเสมาจักกล้ารังเกียจแม่หญิงเล่า”
เสมารับถุงผ้ามา ดวงแขยิ้มดีใจ
“ฉันขอบน้ำใจแม่หญิงนัก แลจักเก็บสร้อยพระนี้ไว้เป็นมงคลแก่ตัวไม่ให้ห่างกายเลยเทียว แต่อย่างไรเสีย ข้าพระเจ้าก็เป็นแค่ช่างตีเหล็กต่ำสกุลหาคู่ควรกับแม่หญิงไม่”
“ฉันไม่ใช่แม่เรไร แลแม่ฉันก็ไม่ได้ถือยศถือศักดิ์เช่นนั้น ขอแต่เพียงออกหลวงดีกับฉันบ้าง ฉันก็พึงพอใจนักแล้ว”
ดวงแขหลบสายตาไปด้วยความขวยเขิน เสมาหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาเพราะเรื่องเรไรก็ยังตัดใจไม่ได้ แถมมีเรื่องดวงแขเข้ามาให้หนักใจอีก


จบตอนที่ ๙

อ่านต่อตอนที่ ๑o พรุ่งนี้




กำลังโหลดความคิดเห็น...