xs
xsm
sm
md
lg

แววมยุรา ตอนที่ 9

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


แววมยุรา ตอนที่ 9 
แจ๊คใส่หน้ากากกันแก๊ส ชุดเกราะ Earphone อุดหูอันใหญ่กำลังไลน์สายจากกล่องเหล็กจากหน้าประตูห้องลับไปยังจุดที่จะจุดชนวนระเบิด
“งานนี้มันต้องจบที่อาวุธหนัก !” แจ๊คบอก
แจ๊คทำสีหน้ามีความหวังว่างานนี้ต้องเปิดประตูได้แล้วเริ่มนับถอยหลัง
“5...4...3…2…1…”
แจ๊คจะกดระเบิดทั้งๆ ที่เหงื่อแตกเต็มหน้า เขาหลับตาปี๋
เสียงเพิ่มพงษ์ดังลั่นร้าน “ใครเอาประทัดมาเล่นแถวนี้เนี่ย...!!”
แจ๊คได้ยินเสียงเพิ่มพงษ์จึงลืมตาขึ้น แล้วเขาก็เห็นว่าสยุมภูว์กับเพิ่มพงษ์ยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องลับ เพิ่มพงษ์มองตามสายไฟที่ไลน์ไปจนถึงที่กดชนวนจึงเห็นแจ๊คในชุดกู้ระเบิดยืนยิ้มให้
“ไอ้แจ๊ค...นี่มันอะไร” เพิ่มพงษ์ถาม
“ก็แจ๊คอยากรู้ว่ามีอะไรในห้อง ก็เลยจะ..”
“จะใช้ประทัดเนี่ยนะ...ประตูห้องนิรภัยนะเว้ย ไม่ใช่ประตูห้องน้ำ ใช้ประทัดกิ๊กก๊อกอย่างนี้มันคงเปิดได้หรอก”
“ใครบอกประทัด นี่มันระเบิดนะน้า” แจ๊คบอก
เพิ่มพงษ์ดูกล่องระเบิด “ไหนดูซิ...”
“เฮ้ย..!!! อย่านะน้า..เดี๋ยวมันระเบิด”
แจ๊คกระโดดหนีไปหาที่ซ่อน เพิ่มพงษ์แงะกล่องแต่แงะไม่ออกเลยวางไว้ที่พื้นแล้วจะกระทืบ
สยุมภูว์ทัก “น้า..เอาจริงอ่ะ..เดี๋ยวมันตู้มต้ามขึ้นมาจะทำไงเนี่ย”
“ไม่ต้องกลัวหรอกไอ้สยุมภูว์ น้าน่ะผ่านมาทุกสมรภูมิแล้ว แค่กล่องระเบิดหลอกเด็กเนี่ยทำอะไรน้าไม่ได้หรอก ดูนะ...”
เพิ่มพงษ์จะกระทืบกล่อง แจ๊คหลับตาปี๋จับตาดูอยู่ห่างๆ
แจ๊คร้องลั่น “อ๊ากซ์...”
“ยัง !!!” เพิ่มพงษ์บอก
“ก็มันลุ้นน่ะ”
เพิ่มพงษ์ไม่ให้แจ๊คตั้งตัว เขากระทืบกล่องทันที แจ๊คร้องสุดเสียงแล้วหลับตาปี๋
“อร๊ายย!!!...”
แจ๊คค่อยๆลืมตาขึ้น พอเห็นว่าเพิ่มพงษ์ยืนขาเดียวต่อหน้า เขาก็ตกใจ
“ขา...น้าเพิ่ม..ขาหาย...น้า....”
เพิ่มพงษ์เอากล่องระเบิดตบกบาลแจ๊คแล้วยืนสองขาตามปกติ ก่อนนจะโยนกล่องเหล็กบุบบู้บี้ที่บรรจุไฟฉายสองเอสองก้อนต่อสายไฟให้แจ๊คดู
“โดนแหกตาอีกแล้วไอ้แจ๊คเอ๊ย...นี่มันไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อนนะ ถึงจะมีระเบิดให้คนซื้อมาเล่นง่ายๆ”
แจ๊คงง “เฮ้ย..ทำไมมันเหลือแค่นี้วะ”
เพิ่มพงษ์ขำๆ แล้วเดินเข้าห้องลับไปกับสยุมภูว์ แจ๊คมัวแต่เพ้อกับระเบิดปลอมเลยไม่เห็นว่าสองคนเข้าห้องลับไปได้อย่างไร
“เว้ย..อยากจะระเบิดตัวเองให้มันหายโง่จริง” แจ๊คบ่น
แจ๊คมองไปรอบๆ ก็เห็นว่าทั้งสองหายไปแล้ว แจ๊คกระโดดเกาะประตูตะกายอยากจะเข้าไปด้วย
“น้าเพิ่ม..ขอแจ๊คเข้าไปด้วยเหอะ..นะ...ตัวเอง...นะ”

เวลาบ่ายเศษแล้วๆ แต่ไลลาเพิ่งตื่นลงมากินข้าวเช้า สักพักเอกรินทร์ก็ลากกระเป๋าเดินทางเข้ามา ด้วยท่าทางไม่ใส่ใจไลลา
ไลลาเห็นก็ประหลาดใจ “นายเอก รู้ไหมว่ายัยแป้งเขาเป็นห่วงนายแค่ไหน หายหัวไปไหนมา”
“เป็นห่วง...คุณแป้งเขาจะเป็นห่วงผมทำไม” เอกรินทร์ถาม
“แกไปพักร้อนนะ ไม่ได้ไปเกิดใหม่...ถึงจะได้ลืมว่าแกทำอะไรยัยแป้งไว้”
“ไม่ลืมหรอกครับ..แล้วก็ลืมไม่ลงเลยด้วยว่าเรื่องทั้งหมดมีใครบางคนรู้เห็นเป็นใจ”
“พูดอะไร..เพ้อไปใหญ่แล้วแกน่ะ” ไลลาหยิบโทรศัพท์ “ฉันโทรบอกยัยแป้งดีกว่า ยัยแป้งรู้ต้องดีใจมากแน่ๆ”
“เธอนี่..ตีบทแตกจริงๆ”
ไลลาสงสัย “แกพูดเรื่องอะไร ตีบทแตกอะไร”
เอกรินทร์ยิ้ม “เธอแน่ใจนะว่าไม่ได้รู้เห็นเรื่องที่เกิดขึ้นคืนนั้น”
“ฉันไปเกี่ยวอะไรด้วย เรื่องนั้นน่ะมันเรื่องของแกกับยัยแป้ง”
“ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องบนเตียง แต่เธอกล้าปฏิเสธมั้ยว่าไม่ได้ร่วมมือกับคุณแป้งลากผมจากหน้าบ้านขึ้นมาที่ห้องนอน”ไลลาหน้าเสีย “นั่นไง..!!”
ไลลารู้ตัวว่าถูกจับได้ เอกรินทร์ยิ้มเยาะ


แววกับนิติภูมิมาคุยกันในแกลเลอรี่แห่งหนึ่งที่กำลังแสดงภาพในหัวข้อ “หน้ากาก”
แววประหลาดใจ “อะไรนะคะ!!!...คุณนิติภูมิหมายความว่าคนที่เราเข้าใจว่าเป็นคุณสยุมภูว์แท้จริงแล้วคือคุณนำพล ผู้จัดการไร่..อย่างนั้นเหรอคะ”
“คุณแววไม่เชื่อเหรอครับ” นิติภูมิถาม
“ก็...ถ้าคุณนิติธรยืนยันอย่างนั้น แววก็คงต้องเชื่อล่ะค่ะ”
“จะว่าไป เราสองคนก็เหมือนถูกหลอกอยู่นะครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้านายเราต้องการเล่นสนุกอะไรอยู่”
“คุณสยุมภูว์อาจมีจำเป็นที่ต้องทำอย่างนั้นก็ได้นะคะ”
“จำเป็นที่จะต้องเสแสร้ง ให้คนอื่นแสดงเป็นตัวเองน่ะเหรอครับ”
“ไม่รู้นะคะว่าไปทำให้ใครเจ็บแค้นใจจนต้องหลบๆซ่อนๆอย่างนี้”
นิติภูมิยิ้มร้าย “มันต้องเป็นความเจ็บแค้นแสนสาหัสเลยล่ะครับ...ยิ่งทำตัวลึกลับซับซ้อนอย่างนี้ ผมยิ่งอยากรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่กันแน่”
“ท่าทางคุณนิติภูมิอยากพบคุณสยุมภูว์จังเลยนะคะ”
“แน่นอนครับ..หรือว่าคุณแววไม่อยากรู้ว่าใครคือเจ้านายตัวจริงของเรา” นิติภูมิถาม แววยิ้มแทนคำตอบ “งั้นผมจะถือว่าเรามีเป้าหมายเดียวกันนะครับ”
“ค่ะ...คุณนิติภูมิ”
ไลลาหน้าเจื่อนเมื่อฟังเอกรินทร์พูด
“แกอยากจะเชื่อคนขับรถร้านอาหารนั่นก็เชื่อไป” ไลลาว่า
“แน่นอนครับ ผมเชื่อเต็มประตูเลยล่ะเพราะเขาไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับผม เธออยากจะโทรหาแป้งร่ำก็ได้ ผมจะโทรหาคนขับรถที่ร้านให้มาช่วยยืนยันว่าเธอกับแป้งร่ำช่วยกันลากผมเข้าบ้าน แถมยังรับฝากกุญแจมอร์เตอร์ไซค์ของผมอีกด้วย”
เอกรินทร์หยิบโทรศัพท์ออกมาหาจะกดหาคนขับรถร้านอาหาร
“โทรหาคุณแป้งร่ำสิครับ...จะได้มายืนยันพร้อมกันเลยทีเดียว” เอกรินทร์ท้า
“ไม่ต้อง..!!! แต่ถึงฉันยอมรับว่ารู้เห็นกับเรื่องนี้จริง นายก็ปฏิเสธความรับชอบไม่ได้หรอกนะ”
“ผมบอกว่าจะรับผิดชอบก็ต้องรับผิดชอบครับ...แล้วเธอยอมรับอย่างนี้ก็ดีแล้ว อย่างน้อยผมก็จะได้รู้ว่าคนเมาจนสลบถึงกับต้องให้ผู้หญิงขึ้นห้องถึงสองคน..จะมีอารมณ์ปล้ำใครได้...แถมคนถูกปล้ำก็ยอมเสียด้วย...ผมนี่มันหื่นชะมัดเลยเนอะ”
“นี่..แกจะหลอกให้ชั้นยอมรับใช่มั้ย”
“ผมไม่ได้หลอก..แต่ความจริงต่างหากที่บังคับให้เธอยอมรับ”
“แล้วแกจะเอายังไงกับยัยแป้ง” ไลลาถาม
“ก็เธอยอมรับออกมาเต็มปากอย่างนี้ ผมก็ไม่มีอะไรผูกมัดกับคุณแป้งแล้ว...เธอต่างหากที่ต้องเป็นคนบอกคุณแป้งว่าแผนแตกก่อนที่คุณแป้งจะหน้าแตกยิ่งกว่านี้”
เอกรินทร์ลากกระเป๋าขึ้นห้องไป ไลลามีสีหน้าเจ็บใจก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
“จะบอกยัยแป้งยังไงล่ะเนี่ย”
ไลลาลังเลว่าจะกดโทรศัพท์ดีหรือไม่แล้วเธอก็วางโทรศัพท์ลง

แป้งร่ำเปิดประตูร้านกาแฟเข้ามา ชลธิชากับเริงใจเห็นเข้าก็ตั้งป้อม
“เธอสองคนรู้ใช่ไหมว่าคุณเอกอยู่ที่ไหน” แป้งร่ำถาม
“ขอโทษนะคะคุณ ที่นี่ร้านกาแฟค่ะ ไม่ใช่แผนกแจ้งของหายถึงจะได้ช่วยตาม” เริงใจแขวะ
“ฉันรู้ว่าคุณเอกชอบมาที่นี่...เธอสองคนรู้แต่ปิดบังฉันอยู่ใช่ไหม”
“คุณแป้งคะ” ชลธิชาพูด “ดิฉันก็เป็นห่วงคุณเอกเหมือนกันและเราก็อยากรู้ว่าคุณเอกอยู่ที่ไหน ความจริงคุณน่าจะรู้ดีกว่าเราด้วยซ้ำ”
“คุณไลลาเพื่อนคุณน่ะ น่าจะรู้ดีกว่าพวกเราไม่ใช่เหรอคะ” เริงใจถามกลับ
แป้งร่ำมองทั้งสองคนเหมือนจะจับผิด
“ฉันไม่เชื่อ” แป้งร่ำโพล่งออกมา
“คุณแป้งร่ำคะ เราสองคนก็เป็นแค่เพื่อนคุณเอกนะคะ ไม่ได้เป็นผัวเป็นเมียกันถึงจะได้รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน” ชลธิชาบอก
“ใช่สินะ...เธอสองคนน่ะเป็นได้แค่เพื่อนคุณเอก” แป้งร่ำยอมรับ
เริงใจยิ้มเยาะ “เราทั้งสามคน” เริงใจชี้ที่ตัวเอง ชลธิชา และแป้งร่ำ “เป็นแค่เพื่อน ยังไม่ได้ยกระดับเป็นอย่างอื่น”
แป้งร่ำชูนิ้วส่ายไปมา “เฉพาะคุณสองคนค่ะ เพราะแป้งกับคุณเอกไม่ใช่แค่เพื่อนแล้ว...หวังว่าคงไม่ต้องอธิบายนะคะว่าเราสองคน...”
แป้งร่ำแสดงสีหน้าวาบหวามให้เริงใจกับชลธิชารู้ ทั้งสองมองหน้ากัน
“โอ๊ย...พูดง่ายๆอย่างนี้ ใครก็พูดได้ค่ะ ของแบบนี้ต้องถามเจ้าตัว” เริงใจว่า
“งั้นก็เตรียมใจไว้ด้วยนะคะ เพราะคำตอบของคุณเอกอาจจะทำให้คุณสองคนสะเทือนใจจนถึงขั้นรับไม่ได้เลยล่ะค่ะ” แป้งร่ำมั่นใจ
เสียงโทรศัพท์ของแป้งร่ำดังขึ้น แป้งร่ำรับสาย
“ไลลา..ว่าไงจ้ะ...อะไรนะ...คุณเอกกลับมาแล้ว”
แป้งร่ำยิ้มพร้อมกับปรายตาให้เริงใจกับชลธิชาก่อนจะวางสายลง
“ขอตัวก่อนนะคะ...แฟนแป้งกลับมาแล้ว ว่างเมื่อไรแป้งจะให้คุณเอกมายืนยันเรื่องนี้กับคุณสองคนด้วยตัวเองเลยค่ะ” พูดจบแป้งร่ำก็เดินออกไป
ชลธิชาหน้าเสีย “ถ้ามันเป็นจริงอย่างที่คุณแป้งว่า..”
“เราก็ต้องปลอบใจกันเองน่ะสิ” เริงใจบอก
สองสาวเริ่มหน้าเศร้า

นิติธรคุยโทรศัพท์กับสยุมภูว์ที่อยู่ในห้องทำงานลับ
“สรุปว่าผมมีนัดพบมิสเตอร์เหลียงอีกสองอาทิตย์นะครับ คุณนิติธร” สยุมภูว์บอก
“ครับคุณสยุมภูว์..คุณเหลียงจะมาด้วยเครื่องบินส่วนตัว เลขาคุณเหลียงจะคอนเฟิร์มวันเวลาที่แน่นอนอีกครั้งหนึ่ง”
“มิสเตอร์เหลียงแวะมาครั้งนี้ คงไม่ใช่การกลับมาเยี่ยมบริษัทของเพื่อนเก่าแน่ๆ”
“ผมก็คิดอย่างนั้นล่ะครับ...เท่าที่ผมสืบข่าวจากเพื่อนฝูงที่นั่น มิสเตอร์เหลียงต้องการมาลงทุนเรื่องการเกษตรในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว..ผมคิดว่าท่านคงไม่ไว้ใจที่อื่นเท่าทศพลกรุ๊ปของเรา...และถ้าเป็นอย่างนั้น นี่ก็คงเป็นข่าวดีที่สุดนับตั้งแต่คุณสยุมภูว์กลับมาเลยล่ะครับ” นิติธรบอก
“ผมก็คิดอย่างนั้นล่ะครับคุณนิติธร”
สยุมภูว์ยิ้มพอใจ ก่อนจะวางสายลง
นิติธรวางสายด้วยสีหน้าพอใจเช่นกัน ก่อนจะหันไปคุยกับนิติภูมิที่นั่งอยู่ในห้องด้วย นิติภูมิยกกาแฟขึ้นจิบอย่างอารมณ์ดี
“พ่อมีอะไรจะคุยกับผมหรือเปล่า” นิติภูมิถาม
“ไม่มีอะไรหรอก..แค่อยากจะถามว่าเย็นนี้แกว่างหรือเปล่า อยากจะชวนไปกินช้าวเย็นด้วยกัน”
นิติภูมิวางแก้วกาแฟลง “ถ้าพ่อถามผมเร็วกว่านี้สักชั่วโมงผมอาจจะว่างนะครับ..พอดีเพิ่งนึกออกเมื่อครู่นี้เองว่ามีงานสำคัญรออยู่”
“งานอะไรของแก...” นิติธรถาม
“จะงานอะไรล่ะพ่อ ผมทำงานให้คุณสยุมภูว์ก็ต้องงานของคุณสยุมภูว์สิครับ”
นิติภูมิออกจากห้องไปโดยไม่อธิบายอะไรมากกว่านั้น นิติธรมองตามไปด้วยความสงสัยว่านิติภูมิกำลังทำงานอะไร


แววเดินเข้ามาในร้านกาแฟ ชลธิชากับเริงใจนั่งเซ็งอยู่ที่เคาน์เตอร์
“ลูกค้าก็เต็มร้านนี่นา...ทำไมนั่งหงอยกันอย่างนี้ล่ะ” แววถาม
“ก็ดันไปรู้ในสิ่งที่ไม่อยากจะรู้น่ะสิ” เริงใจตอบ
“ยิ่งพูดยิ่งงง บอกมาตรงๆเลยได้ไหมว่าอะไรทำให้เพื่อนฉันเหงาพร้อมกันได้ทีละสองคนอย่างนี้”
ชลธิชาพูดออกมา “คุณเอกน่ะสิ...”
“เอก...ทำไมเหรอ..เขากลับมาแล้วเหรอ” แววถาม
“ใช่...เขากลับมาแล้ว คงจะทนคิดถึงแฟนเขาไม่ได้น่ะ” เริงใจบอก
“แฟนเขา...ยัยแป้งร่ำน่ะแวว” ชลธิชาเสริม
แววตกใจ “แป้งร่ำ !!”
“ฉันก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน แถมยังจะพาคุณเอกมาเยาะเย้ยอีกต่างหากนะแวว” ชลธิชาเล่า
“ถ้าเขามาเธอจะทำอะไรเขา” แววถาม
“ฉันอยากรู้ว่าเขาไม่ได้เมาใช่ไหม ที่เลือกยัยแป้งเน่าน่ะสิ” เริงใจบอก
“งั้นเธอก็ถามเขาสิ” แววหันไปเห็นเอกรินทร์เดินเข้ามาในร้านพอดี
เอกรินทร์เดินตรงเข้ามาหาสามสาว
“เราสามคนต้องการคำอธิบาย...เอก” แววพูด
“ผมขอน้ำสักแก้วได้ไหมครับ เรื่องนี้เราต้องคุยกันยาว”
เอกรินทร์ถอนใจยาวแล้วเริ่มต้นเล่า....

แป้งร่ำตัดพ้อกับไลลาที่บ้านของไลลา
“ป่านนี้ยัยสองคนนั้นคงจะหัวเราะฉันฟันหักแล้ว” แป้งร่ำเศร้า
“นายเอกเขาคงไม่ซ้ำเติมเธอให้สองคนนั้นฟังหรอก...เขาแมนพอน่า” ไลลาบอก
“เป็นเพราะเธอคนเดียวเลยไลลา ไปยอมสารภาพง่ายๆได้ไง”
“ก็คนเพิ่งตื่นนอน..ยังไม่ได้ตั้งสติฉันก็เลยแก้ตัวไม่ทัน เอาเถอะน่า...ผู้ชายดีๆมีอีกตั้งเยอะแยะ”
“ถ้าเธอคิดว่ามันแทนกันได้ ก็เลิกจีบอีตาคนสวนนั่นสิ หรือไม่ฉันจะแย่งจีบซะเอง ดูซิว่าเธอจะยอมไปหาผู้ชายดีๆคนอื่นไหม”
“อย่าแม้แต่จะคิดนะ..ไม่อย่างนั้นฉันตัดเพื่อนจริงๆด้วย คนของฉัน...ฉันหวง แต่ฉันว่าอย่างเธอน่ะคงไม่ยอมยกธงง่ายๆหรอก ใช่มั้ย” ไลลาถาม
แป้งร่ำนิ่งไปโดยไม่ยอมรับหรือปฏิเสธ

ศักดานั่งรอนิติภูมิอยู่ที่ท่าน้ำร้าง นิติภูมิเดินเข้ามาหาโดยมีซองเอกสารติดมือมาด้วย
“อาการแกดีขึ้นแล้วใช่มั้ย” นิติภูมิถาม
“ดีขึ้นมากแล้วครับ คุณนิติภูมิ แต่จะให้เหมือนเดิมคงต้องรออีกหน่อย”
นิติภูมิยื่นซองเอกสารให้ “งานใหม่ของแก”
ศักดารับซองเอกสารมาแล้วเปิดดู เขาเห็นรูปมิสเตอร์เหลียงที่นิติภูมิพริ้นท์ออกมา
“มิสเตอร์เหลียง เพื่อนไอ้สีหราชจะมาตกลงเรื่องธุรกิจกับไอ้สยุมภูว์ที่กรุงเทพ” นิติภูมิอธิบาย
“คุณนิติภูมิจะใช้มันเป็นตัวชี้เป้าไอ้สยุมภูว์หรือครับ”
นิติภูมิส่ายหน้า “แกคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับทศพลกรุ๊ป ถ้ามันเป็นอะไรไประหว่างการมาเจรจาธุรกิจพันล้านกับไอ้สยุมภูว์..โดยที่ทุกคนเข้าใจว่าเป็นฝีมือของมันเอง”
ศักดาพยักหน้ารับอย่างเข้าใจความต้องการของนิติภูมิ
นิติภูมิยิ้มร้าย “งานนี้สำเร็จเมื่อไร...ชื่อไอ้สยุมภูว์และทศพลกรุ๊ปต้องถูกลบไปตลอดกาลแน่ๆ”

ชลธิชารินน้ำหวานใส่แก้วให้เอกรินทร์อีกรอบ
ชลธิชาพูดด้วยสีหน้าร่าเริงขึ้นมาทันที “โธ่..ถ้าวันนั้นธิชารอคุณเอกกลับบ้าน ก็คงไม่เกิดเรื่องยืดยาวอย่างนี้นะคะ”
“ผมผิดเองล่ะครับ ที่ไม่ประมาณตัวเอง” เอกรินทร์ยอมรับ
“แล้ววันนั้นคุณเอกเป็นอะไรล่ะคะ ถึงได้ดื่มหนักขนาดนั้น” เริงใจถาม
เอกรินทร์มองแววแต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา แววรู้ว่าเป็นเพราะเธอปฏิเสธความรักของเขา
“ก็อย่างที่ผมบอกล่ะครับว่าเครื่องมันติด ก็เลยอยากสนุกต่อ ไม่มีเหตุผลอื่นนอกเหนือจากนี้ครับ”
เอกรินทร์มองแววแต่แววหลบสายตาเอกรินทร์

เอกรินทร์ขี่มอร์เตอร์ไซค์มาส่งแววที่หน้าบ้าน แววก้วลงจากรถ
“ขอบใจนะเอก”
“ไม่เป็นไรหรอก ผมเต็มใจ อะไรที่ทำเพื่อแวว ผมทำให้ได้ทั้งนั้น” เอกรินทร์บอก
“ขอบใจเอกมากนะ ที่เห็นว่าแววมีค่าในสายตาเอก”
“จำคืนนั้นได้ใช่ไหม..ที่เอกบอกว่าจะรอแวว”
“แต่คำตอบของแววยังคงเหมือนเดิม เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเถอะนะ”
เอกรินทร์ยิ้มเศร้า “เอกจะรอ...”
แววกลั้นใจพูด “แต่แววมีคนอื่นแล้ว ตัดใจเสียเถอะเอก เลิกทำให้แววอึดอัดเสียที”
เอกรินทร์นิ่งไปเพราะทำอะไรไม่ถูก
“ไม่ได้โกหกเอกใช่มั้ย...?”
แววส่ายหน้าแทนคำตอบ เอกรินทร์ยิ้มให้แววแล้วสตาร์ทรถออกไป แววมองตาม
“แววขอโทษนะ เอก” แววพูดเบาๆ

เอกรินทร์ขี่มอร์เตอร์ไซค์มาจอดที่ริมแม่น้ำ เขาเหม่อมองทิวทัศน์ตรงหน้าแล้วน้ำตาก็ไหลออกมาเอง

แววเดินกลับเข้ามาในห้องนอน เธอหยิบรูปของสยุมภูว์ที่หลินส่งมาให้ขึ้นมาดูอีกครั้ง แล้วมองไปที่ไอแพดที่สยุมภูว์เคยให้ไว้ เธอรอสัญญาณจากสยุมภูว์ Facetime ของเครื่องเปิดทำงานเอง แล้วใบหน้าของสยุมภูว์ก็ปรากฏขึ้นบนจอ
สยุมภูว์ทัก “สวัสดีแวว”
“ค่ะ..คุณสยุมภูว์”
“คุณรู้แล้วสินะว่าการอยู่ใกล้ นายสยุมภูว์ มันอันตรายแค่ไหน”
“ที่คุณนำพลต้องสวมรอยเป็นคุณเพราะคุณโดนตามล้างแค้นใช่มั้ยคะ”
“มันไม่ใช่เรื่องการล้างแค้น...ผมแน่ใจว่าไม่เคยทำให้ใครเจ็บช้ำน้ำใจขนาดนั้น”
“มันเป็นการเข้าใจผิดเหรอคะ”
“ผมไม่รู้ใจคนที่มันไล่ฆ่าผมเสียด้วยสิ”
แววนิ่งไป สยุมภูว์ถามต่อ
“เรื่องที่ไร่ มันทำให้คุณโกรธที่ผมหลอกคุณหรือเกลียดผมที่ผมทำให้คุณเจ็บตัวหรือเปล่า”
“จะให้แววตอบยังไงล่ะคะ”
“ตอบตามความรู้สึกของคุณสิ”
“ไม่โกรธและไม่เกลียดค่ะ เพราะคุณก็คงไม่ได้อยากให้เกิดเรื่องแบบนั้น”
“แต่ผมเสียใจที่ทำให้คุณตกอยู่ในอันตราย แล้วก็ไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง เอาเป็นว่าต่อไปนี้คุณกับผมจะติดต่อกันผ่านระบบนี้เท่านั้น เราจะได้ปลอดภัยกันทั้งสองฝ่าย..ถ้าคุณยังพร้อมที่จะทำงานกับทศพลกรุ๊ปน่ะ”
“แววพร้อมสำหรับที่นี่ค่ะ คุณสยุมภูว์”
สยุมภูว์ยิ้ม “จากวันนี้งานของคุณจะอยู่ที่ออฟฟิศของทศพลกรุ๊ป คุณนิติธรจะนัดคุยกับคุณเร็วๆนี้ เรามีโปรเจ็คท์ใหม่ที่ต้องลุยไปด้วยกัน..แล้วคงได้เจอกันอีก...” สยุมภูว์พูดเน้น “ที่นี่ นะ...คุณมีอะไรอยากจะถามอีกหรือเปล่า”
“ไม่มีค่ะ..คุณสยุมภูว์” แววตอบ
สยุมภูว์มองหน้าแววชั่วขณะหนึ่งให้แน่ใจแล้วหน้าจอก็ดับมืดลง
แววพูดกับหน้าจอนั้น “คุณไม่ให้ใครปลอมเป็นคุณ แล้วคุณจะปลอมตัวเป็นคนอื่นหรือเปล่าคะ คุณสยุมภูว์”
แววหยิบรูปที่หลินส่งมาให้ขึ้นมาดูอีกครั้งแล้วสีหน้าของแววก็เต็มไปด้วยความสงสัย

แจ๊คนอนรอเพิ่มพงษ์และสยุมภูว์อยู่ที่หน้าห้องลับจนกระทั่งหลับสนิทกรนออกมาเสียงดัง ทั้งสองเปิดประตูออกมาเห็น สยุมภูว์จะปลุกแจ๊คแต่เพิ่มพงษ์ห้ามไว้
เพิ่มพงษ์ตีมือสยุมภูว์ “ปลุกคนหลับเขาว่าบาปนะครับ คุณสยุมภูว์”
“ทำไมผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยน่ะ ศีลห้าข้อไหนครับเนี่ย” สยุมภูว์ถาม
เพิ่มพงษ์นึก “เออ...นั่นดิ แต่เอาเหอะ...ไอ้แจ๊คมันอยากนอนเฝ้าห้องก็ปล่อยมัน เรากลับกันดีกว่าคุณสยุมภูว์”
เพิ่มพงษ์กับสยุมภูว์เดินออกไป สักพักแจ๊คก็ละเมอโวยวายขึ้นมา
“เฮ้ย...ไปด้วยๆ อย่าทิ้งแจ๊ค”
แจ๊คสะดุ้งตื่นมองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นใครนอกจากประตูที่ปิดอยู่
“ฝันอะไรวะเหมือนจริงชะมัด...” แจ๊คยังเห็นประตูปิดอยู่ “ทำงานอะไรกันดึกดื่นนักหนา เฮ้อ..” แจ๊คหาวแล้วทำท่าจะนอนต่อ “นอนต่อดีกว่าเดี๋ยวพี่หยุมภูเขาก็ปลุกเอง...” แจ๊คนึก “เอ๊ะ..หยุมภู...ใครวะ...ตกลงฝันหรือจริงวะเนี่ย”
แจ๊คทำท่าคิดหนัก

ดึกมากแล้วแต่นิติธรก็ยังนั่งทำงานอยู่ นิติภูมิกลับเข้ามาที่คฤหาสน์เห็นนิติธรยังนั่งทำงานอยู่
นิติธรพูดโดยไม่เงยหน้ามองนิติภูมิ “สงสัยงานแกจะเยอะเอาเรื่องสินะ ถึงได้กลับดึกกว่าฉันอีก”
“พ่อถามเพราะอยากรู้จริงๆหรืออยากจับผิดครับ” นิติภูมิสวน
นิติธรวางมือ แล้วมองนิติภูมิ “ฉันเป็นห่วงว่าแกจะทำงานหนักเกินไป”
นิติภูมินิ่งไปสักพัก “ขอบคุณที่เป็นห่วงครับพ่อ”
นิติธรก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ “งั้นก็ไปพักเถอะ”
นิติภูมิมองนิติธรคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเห็นว่านิติธรไม่สนใจเลยเดินจากไป
นิติธรเงยหน้าขึ้นมองตามนิติภูมิแล้วรำพึงออกมา “แกไปทำอะไรให้คุณสยุมภูว์เขาไม่ไว้ใจแกหรือเปล่านะ...ไอ้ภูมิ”

เช้าวันใหม่ วัณณรีกำลังเปิดนิตยสารรับสมัครงานดูอยู่ แววมาช่วยเปิดดู สักพักคำรพก็เข้ามา
“จ๊ะเอ๋..สวัสดียามเช้าครับสาวๆ”
“มาแต่เช้าเลยนะคะคุณคำรพ...แววว่าถ้าเวลาเหลือเยอะขนาดนี้ คุณคำรพไปรำไท้เก้กกับอากงอาม่าที่สวนลุมดีมั้ยคะ” แววกัด
“น้องแววเห็นพี่เคารพเป็นอาแปะขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย สงสัยต้องไปจิ้มโบท็อกซ์สักเข็มสองเข็มแล้ว...หนูวัณ น้องแวว ไปเป็นเพื่อนพี่คำรพหน่อยนะ พี่คำรพกลัวเข็ม”
“วัณไม่ว่างหรอกค่ะต้องหางานทำ” วัณณรีตอบ
“โอ๊ย..จะหาทำมั้ย มาทำงานกับพี่คำรพดีกว่า งานสบายไม่ต้องใช้สมองให้เครียด เดี๋ยวจะแก่เร็วนะหนูวัณของพี่คำรพ”
“อยากฉีดโบท็อกซ์ งั้นแววไปชวนแม่ให้นะคะ แม่คงอยากได้สักเข็มสองเข็ม” แววพูด
เสียงมาลตีดังขึ้น “อุ๊ย..มีใครเรียกแม่หรือเปล่าลูก”
มาลตีออกมาเห็นคำรพก็ทำท่าดีใจ
“คุณคำรพ !!! มาแต่เช้าอย่างนี้ จะชวนมาลตีไปไหนเหรอคะ”
วัณณรีตอบแทน “ไปฉีดโบท็อกซ์ค่ะแม่”
“ตายแล้ว...รู้ใจ ถ้าบอกตั้งแต่เมื่อวาน มาลตีก็คงพร้อมตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ”
มาลตีเข้าไปควงคำรพออกไปทันที คำรพปฏิเสธอะไรไม่ได้
“ไปค่ะคุณคำรพ” มาลตีดึงตัวคำรพไป
คำรพอยากจะปฏิเสธ “แต่ว่า..”
“จะแต่อะไรล่ะคะ แม่หน้าตึงแล้วก็เหมือนลูกแววลูกวัณน่ะค่ะ นะคะๆ”
มาลตีดึงคำรพออกไป วัณณรีกับแววมองตามอย่างขำๆ

แววเดินออกมาที่สวน เธอเห็นว่ามีน้ำฉีดข้ามรั้วเข้ามาในบ้านของเธอ แววก็ยิ้ม
สยุมภูว์เห็นแววโผล่หน้าออกมาเลยหยุดรดน้ำต้นไม้
“ต่อไปนายไม่ต้องรดน้ำต้นไม้เผื่อมาถึงสวนของฉันแล้วนะ” แววบอก
“อ้าว..ทำไมล่ะ คุณจะโละต้นไม้ออกเหรอ...น่าเสียดายนะเนี่ย อุตส่าห์เข้าไปช่วยจัดให้”
“เปล่า..ฉันจะดูแลสวนเอง” แววบอก
“อ้าว..ทำไมล่ะ..” สยุมภูว์ทำเป็นคิดออก “คุณไม่ต้องกลับไปเชียงใหม่แล้วเหรอ”
แววพยักหน้า “ฉันจะได้กลับมาทะเลาะกับนายทุกเช้าเหมือนเดิมแล้ว”
“คุณอยู่ที่นี่แล้วคุณไม่คิดถึงตงตงกับพี่หลินเหรอ”
“เราสัญญากันว่าจะโทรศัพท์คุยกันบ่อยๆ ตงตงเขารับดูแลต้นไม้แทนฉันด้วย เมื่อไรที่มันออกดอกฉันจะกลับไปที่นั่นทันทีเลย”
“แต่คุณบอกเองว่ามันจะไม่ออกดอกแล้วนี่”
“ไม่รู้สิ..ฉันเชื่อว่ามันต้องออกดอกอีก แล้วฉันจะได้กลับไปเห็นมันอีกครั้งหนึ่ง”
แววยิ้มกว้างอย่างมีความหวัง สยุมภูว์เห็นรอยยิ้มของแววแล้วก็อดยิ้มตามไม่ได้ ในใจของเขาภาวนาอยากให้ความฝันของแววเป็นความจริง

อ่านต่อหน้าที่ 2





แววมยุรา ตอนที่ 9 (ต่อ)
แววเข้ามาคุยงานกับนิติธรในห้องทำงานของเขา
“หนูแววเข้าใจภาพรวมของงานแล้วนะ...” นิติธรถาม
“ค่ะ..หน้าที่ของแววคือการดูแลคุณเหลียงตลอดเวลาที่ท่านอยู่ที่กรุงเทพฯ จนกว่าท่านจะกลับ” แววตอบ
“คุณเหลียงเป็นเพื่อนรุ่นน้องของคุณสีหราช ท่านเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่ทำให้เรามีทศพลกรุ๊ปในวันนี้ อันที่จริงมูลค่าทางธุรกิจก็ไม่ได้น้อยไปกว่าความไว้วางใจที่เรามีต่อกันหรอกนะ คุณสยุมภูว์มอบงานดูแลแขกคนสำคัญนี้ให้หนูก็แปลว่าเขาไว้ใจหนูแววมาก”
“แววจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ตั้งแต่วันแรกที่มิสเตอร์เหลียงมาถึงเลยค่ะ คุณนิติธร” แววยืนยัน
“มีปัญหาอะไรหนูติดต่อได้เลยนะ งานนี้เราพลาดไม่ได้”
แววมีสีหน้ามั่นใจกับงานที่ได้รับมอบหมาย

รถเก๋งคันหรูแล่นมาจอดเทียบที่หน้าประตูโรงแรม พนักงานโรงแรมที่หน้าประตูรีบเข้ามาเปิดประตูรถให้ ชายคนหนึ่งในเครื่องแต่งกายภูมิฐานก้าวลงจากรถ
พนักงานทักเป็นภาษาจีน “ยินดีต้อนรับค่ะ..มิสเตอร์เหลียง”
ชายคนนั้นมองหน้าพนักงานด้วยความรู้สึกแปลกๆแล้วขยับไปยืนข้างๆ ประตู ชายวัยกลางคนคนหนึ่งในชุดที่ดูภูมิฐานกว่าก้าวลงมาจากรถ เขามองไปที่พนักงานโรงแรมที่กำลังยืนหน้าเจื่อน แล้วหันไปหาชายที่ขยับไปข้างประตูเมื่อครู่ โดยไม่ต้องบอกชายหนุ่มหยิบสเปรย์ดับกลิ่นปากออกมาจากกระเป๋า แล้วยื่นให้ชายวัยกลางคน ชายวัยกลางคนฉีดสเปรย์ดับกลิ่นปากก่อนพูดคุยกับพนักงานโรงแรม
“ไปเรียกผู้จัดการมาคุยด้วยหน่อย” เหลียงสั่ง พนักงานโรงแรมยืนงง
ชายคนแรกซึ่งเป็นเลขานุการของเหลียงย้ำ “ไม่ได้ยินหรือครับ เจ้านายผมต้องการคุยกับผู้จัดการโรงแรม”
พนักงานโรงแรมยืนทำอะไรไม่ถูก ทันใดนั้นผู้จัดการโรงแรมก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาหา
ผู้จัดการกล่าวด้วยความรู้สึกผิด “ต้องขอโทษนะคะคุณเหลียง พอดีน้องเขาเป็นพนักงานใหม่เลยไม่รู้ว่าใครเป็นใคร”
“บริการอย่างนี้ เดี๋ยวถอนหุ้นเสียเลยดีมั้ย” เหลียงเรียก “คุณเลขา”
เลขายื่นเอกสารให้เหลียง เหลียงตั้งท่าจะเซ็นถอนหุ้น
ผู้จัดการหน้าตาตาตื่น “ว้าย..อย่าเลยนะคะ..เห็นใจเถอะนะคะ ถ้าคุณเหลียงถอนหุ้นเพราะหนู หนูต้องโดนไล่ออก แล้วใครจะเลี้ยงลูกเลี้ยงสามีหนูล่ะคะ”
เหลียงปราม “พอ..พอ..พอ..”
เหลียงพยักหน้าแล้วหันไปหาเลขา โดยไม่ต้องพูดเลขาฯหยิบซองสีแดงที่มีสัญลักษณ์ของบริษัทเหลียงยื่นให้ผจก.หนึ่งซอง เธอทำหน้างงๆก่อนจะรับไป
“ค่าปลอบขวัญ ที่ทำให้ตกใจ” เหลียงบอก
ผู้จัดการรีบโค้งรับแล้วกุลีกุจอพาอาเหลียงเข้าไปในโรงแรมทันที

เพิ่มพงษ์นั่งกินข้าวอยู่กับแจ๊คที่มีหน้าบูดอยู่ที่โต๊ะกินข้าวในร้านต้นไม้
“น้าเพิ่มกับพี่จักรใจร้าย ทิ้งให้แจ๊คนอนตากยุงอยู่ที่นี่ทั้งคืน ไม่ยอมปลุกเลย” แจ๊คบ่น
“ใครบอกไม่ปลุก...ปลุกแล้วโว้ยแต่เอ็งน่ะไม่ตื่น สงสัยจะหลับฝันดี” เพิ่มพงษ์บอก
“โดนยุงกัดลายทั้งตัวอย่างนี้เนี่ยนะ ถ้าแจ๊คเป็นอะไรไป น้าเพิ่มต้องรับผิดชอบ”
“ได้..ข้าจะช่วยจองวัด จัดงานศพให้เอ็ง สวดสักเจ็ดวันพอมั้ย”
“ไม่เอากระเพาะปลานะ แจ๊คไม่ชอบ...แหม อยากจะให้แจ๊คตายๆให้พ้นหน้าอย่างนี้ ไล่แจ๊คออกเลยมะ”
“เออ..น่าจะได้ตั้งนานละ ไป..ไปเก็บเสื้อผ้า เดี๋ยวจะพาไปส่งหมอชิต”
แจ๊คกระโดดเกาะเพิ่มพงษ์แน่น
“แจ๊คไม่ไปไหนทั้งนั้น จนกว่าจะรู้ว่าในห้องลับมีอะไร”
“เอ็งจะไม่เลิกสาระแนใช่ไหม” เพิ่มพงษ์ถาม
“ถูกต้อง...แจ๊คต้องหาวิธีเปิดประตูห้องลับให้ได้”
“เออ..ข้าชักจะเห็นใจเอ็งแล้ว”
แจ๊คตาเป็นประกาย “ห๊า..น้าใจอ่อนแล้วใช่ไหม”
“เห็นแก่ความพยายามสุดขอบฟ้าของเอ็ง น้ายอม...แต่เอ็งอย่าไปบอกไอ้จักรนะเว้ยว่าน้าเป็นคนบอกวิธีเอ็ง สัญญานะ”
“สัญญาๆ” แจ๊คเกาะแขนเกาะขา “แจ๊ครักน้าเพิ่มที่สุดเลย”
เพิ่มพงษ์แอบขำที่หลอกแจ๊คได้สำเร็จ

สยุมภูว์กำลังจัดเรียงต้นไม้เพื่อขายอยู่หน้าร้าน จู่ๆ ไลลาก็ปรากฏตัวขึ้น สยุมภูว์เห็นก็ทักทายแบบกวนๆ
“ติดใจชีวิตชาวสวนเหรอครับ ถึงมาที่นี่ได้”
“ติดใจคนสวนต่างหากค่ะ” ไลลาตอบ
ไลลาฉวยโอกาสขยับเข้าไปใกล้ๆ สยุมภูว์ฉวยกระถางต้นไม้ขึ้นมากัน เมื่อไลลาพยายามจะควงแขนเขาจนไลลาต้องยอมแพ้
“คุณจักรกลับมาก็น่าจะติดต่อไลลาบ้าง ไม่เห็นใจผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่รอคอยการกลับมาของคุณเลยเหรอไงคะ”
สยุมภูว์ตัดบท “อยากได้ต้นไม้อะไรหรือเปล่าครับ ผมจะให้เด็กจัดการให้”
“ต้นที่อยู่ข้างๆ นั่นน่ะค่ะ” ไลลาบอก
สยุมภูว์ไม่รู้ว่าไลลาซ่อนแผนร้ายอยู่จึงวางกระถางต้นไม้ที่อุ้มอยู่ แต่ขณะที่ก้มไปหยิบต้นไม้ที่ไลลาสั่ง ไลลาก็ฉวยโอกาสโอบสยุมภูว์จากด้านหลัง สยุมภูว์สะดุ้งจะปัดมือออกก็ไม่ได้เพราะยิ่งขัดขืนไลลาก็ยิ่งกอดแน่น
“คุณไลลาครับ คุณกอดผมอย่างนี้ ผมทำงานไม่ได้”
“ไม่เป็นไรค่ะ ต้นไม้ต้นเดียวจะยกขึ้นรถเมื่อไรก็ได้ ไลลาไม่รีบ”
“แต่ผมมีงานต้องทำ..”
ไลลาไม่ยอมปล่อยมือ สยุมภูว์เลยวางกระถางแล้วดึงมือไลลาออก ไลลาทำสีหน้าออดอ้อน
“ไลลาน่ารังเกียจมากเหรอคะ”
“ผมยังไม่ได้พูดสักคำเลยนะ”
“แต่สิ่งที่คุณทำกับไลลามันบอกอย่างนั้น อยากไล่ไลลาก็ไล่เลยสิคะ แต่ไลลาก็ไม่ไปหรอก”
ไลลานั่งลงแล้วทำสีหน้าท้าทาย
“ผมเหลืออดแล้วนะ” สยุมภูว์พูด
ไลลาเชิดหน้าทำไม่สนใจ สยุมภูว์ยิ้มๆ แล้วเดินหายไป ไลลามองตาม
“ยอมแพ้แล้วสิ” ไลลาพูด
สักพักสปริงเกอร์ที่ติดอยู่ในร้านก็พ่นน้ำออกมาสาดโดนไลลาไปเต็มๆ ไลลาจะหลบไปทางไหนก็เปียกจนต้องหนีออกไปนอกร้าน สยุมภูว์เดินออกมาดูผลงาน เขาเห็นไลลาหนีไปอยู่หน้าร้าน ไลลาจะเข้าร้านมาก็กลัวตัวเปียก สยุมภูว์จึงทำงานในร้านต่อไปโดยไม่สนใจไลลา ไลลาได้แต่ทำหน้าเจ็บใจ

ชลธิชาเขียนโน๊ตใส่กระดาษสวยๆ แล้วเธอก็อ่านตามที่เขียน
“กาแฟหลังอาหารนะคะ จะได้มีแรงทำงานต่อ”
ชลธิชามีสีหน้าพอใจ แล้วจึงแปะโน้ตไว้ที่กระบอกเก็บความร้อนในตะกร้า เริงใจก็เอาโน๊ตมาแปะที่กระบอกเก็บความร้อนของตัวเองแล้ววางไว้ในตะกร้าคู่กับของชลธิชาด้วย
“จะได้วัดกันไปเลยว่าคุณเอกชอบกาแฟของใคร ใครดี...ใครได้ เย็นนี้รู้กัน” เริงใจบอก
“เราตกลงกันแล้วนะ ไม่ว่าคุณเอกจะเลือกใคร เราต้องยอมรับ” ชลธิชากล่าว
“แน่นอน กลัวที่ไหน” เริงใจยอมรับ
ชลธิชาหยิบตะกร้าบรรจุกาแฟส่งให้เมสเซนเจอร์ที่มารอรับ เมสเซนเจอร์เดินออกไป สองสาวแสดงสีหน้าลุ้นสุดๆ

เหลียงที่อยู่ในห้องพักในโรงแรมห้าดาวเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เลขาฯเข็นรถอาหารเข้ามาเสิร์ฟ แต่เมื่อกำลังจะเปิดฝาครอบอาหาร เหลียงกลับยกมือห้าม
“ท่านยังไม่หิวหรือครับ” เลขาฯ ถาม
เหลียงมองที่ถาดอาหาร “เรามากรุงเทพฯล่วงหน้าแถมยังต้องอยู่ที่นี่กว่าจะกลับ จะให้ฉันกินอาหารโรงแรมไปตลอดเลยหรือไง”
“อาหารที่โรงแรมปลอดภัยกว่านะครับท่าน”
“แต่ไม่ถูกปาก...เข้าใจมั้ย คุณเลขา”
“สายข่าวผมบอกว่าท่านกำลังถูกจับตานะครับ”
“กว่าพวกนั้นจะรู้ว่าเรามาที่นี่เราคงบินกลับเมืองจีนกันแล้ว...ผมอยากกินหูฉลามเยาวราช”
“ครับ..ผมจะให้พนักงานโรงแรมจัดการให้” เลขาฯ รับคำสั่ง
“มันจะได้เรื่องกว่ากินที่ร้านได้ไง คุณเลขา”
“ถ้าอย่างนั้น ขอเวลาสิบนาทีนะครับคุณเหลียง ผมจะให้คนรถเตรียมรถไว้ให้”
“ห้านาทีพอ...ผมใจร้อน”
เหลียงพยักหน้า เลขาเข็นรถอาหารออกไป เหลียงส่ายหน้ากับเลขาที่ดูไม่ได้ดังใจ

รถเก๋งคันหนึ่งเข้ามาจอดเทียบที่หน้าประตูอาคารแห่งหนึ่ง คนขับรถลงมาเปิดประตูให้นิติธรและแววขึ้นไปนั่ง แล้วรถจึงเคลื่อนตัวออกไป แววนั่งอยู่ข้างๆ นิติธรที่เบาะหลัง
“ร้านที่เราจะไปดูเป็นภัตตาคารเก่าแก่ ที่คุณสีหราชกับมิสเตอร์หลียงมาทานข้าวคุยธุรกิจกันบ่อยๆจนสนิทสนมกับเจ้าของร้าน ความจริงผมไม่จำเป็นต้องไปด้วยตัวเองก็ได้นะเพราะคุ้นเคยกันดี แต่ผมอยากจะไปแนะนำหนูแววให้รู้จักกับเจ้าของร้านเขาเสียก่อน เผื่อว่ามีอะไรต้องพูดคุยกันจะได้ไม่ต้องเสียเวลาผ่านผม”
“คุณสยุมภูว์คงจะเคยมาที่ร้านนี้ด้วยสิคะ” แววถาม
“เคยแวะมาตอนเด็กๆพร้อมคุณสีหราชและคุณผู้หญิงนั่นล่ะ พอไปอยู่เมืองนอกก็ไม่ได้แวะมา...หรืออาจจะแวะมาโดยที่เราไม่รู้ก็ได้นะ” นิติธรบอก
“ไม่รู้ว่าคุณสยุมภูว์จะต้องหลบๆซ่อนๆอย่างนี้ไปถึงเมื่อไรนะคะ”
“ไม่ต้องใจร้อนหรอกหนู เมื่อไรที่มิสเตอร์เหลียงนัดพบคุณสยุมภูว์ วันนั้นหนูก็คงได้เจอท่าน”
“หวังว่าคุณสยุมภูว์จะไว้ใจให้แววได้พบสักครั้งนะคะ” แววพูด
นิติธรยิ้มให้แววคล้ายจะปลอบใจ

สยุมภูว์ยืนกอดอกดูแจ๊คกำลังหาทางเข้าห้องลับ เพิ่มพงษ์เดินมาสมทบแล้วหัวเราะขำ
“ไม่นึกว่ามันจะทำจริงๆนะเนี่ย” เพิ่มพงษ์บอกกับสยุมภูว์
แจ๊คกำลังเต้นอินเดียนแดงอยู่หน้าห้องลับ แล้วก็หยุดดูว่าประตูจะเปิดหรือไม่
“แจ๊คเขาคงอยากรู้มากนะครับว่าเราทำอะไรกันอยู่” สยุมภูว์บอก
“เขาจะได้รู้เมื่อผมต้องการตัวช่วยครับ แต่ตอนนี้ผมคนเดียวยัง”เอาอยู่”” เพิ่มพงษ์ยืนยัน
“แล้วเรื่องงานเลี้ยงต้อนรับมิสเตอร์เหลียงล่ะครับ” สยุมภูว์ถาม
“ไฟต์บังคับที่คุณสยุมภูว์ต้องไปรับรองด้วยตัวเองน่ะหรือครับ” เพิ่มพงษ์ยิ้มอย่างมีแผน “ไม่ต้องห่วงครับ.. คุณสยุมภูว์จะได้เจรจาธุรกิจกับมิสเตอร์เหลียงโดยไม่ต้องกังวลเรื่องนี้แม้แต่น้อย”
“หวังว่าจะไม่มีอะไรเซอร์ไพร๊ซ์เกิดขึ้นอีกนะ” สยุมภูว์บอก
สยุมภูว์มองหน้าเพิ่มพงษ์แล้วก็อดกังวลไม่ได้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก

แววกับนิติธรออกมาจากภัตตาคารอาหารจีนในเยาวราช
“คุณนิติธรคะ..นานๆทีแววจะได้มาแถวนี้ แววขอแวะซื้อขนมกลับไปฝากแม่นะคะ”
“ตามสบายเลยนะ ผมจะกลับออฟฟิศก่อน”
“ขอบคุณนะคะ..แววจะรีบซื้อรีบกลับค่ะ”
นิติธรพยักหน้าให้แล้วเดินไปขึ้นรถ รถเคลื่อนออกไป แววออกเดินหาร้านขนม

แววเดินเข้าไปในร้าน “บัวลอยน้ำขิงจักรพรรดิ์-ลูกใหญ่สะใจ”
แววพูดกับแม่ค้า “บัวลอยสามถุงค่ะ”
แม่ค้าทำบัวลอยให้แวว แววไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง เด็กเสิร์ฟเพิ่งเอาถ้วยบัวลอยไปเสิร์ฟให้เหลียงกับเลขาฯที่นั่งรออยู่ที่ดต๊ะไม่ไกลจากแวว
เหลียงพูดเสียงดัง “นี่มันอะไรกัน...จะให้กินบัวลอยแห้งหรือไง ไปเอาน้ำขิงมาเติมให้เต็มถ้วยเดี๋ยวนี้”
เลขาเดินไปหาแม่ค้า แม่ค้าถือกระบวยขู่ทันที
“อยากกินน้ำขิง ทีหลังก็สั่งน้ำขิงอย่างเดียวสิคะคู้ณ ไม่ต้องสั่งบัวลอย”
เลขาส่ายหน้าแล้วหยิบซองแดงขึ้นมาให้แม่ค้า แม่ค้าทำหน้างงๆก่อนจะรับไปเปิดดูแล้วก็ยิ้มออก
“จะเอาอีกกี่ถ้วยดีจ้ะ..จะได้ตักให้ถูก” แม่ค้าถามเสียงอ่อน
แววหมั่นไส้ “บัวลอยของหนูล่ะป้า ได้หรือยัง”
“แป้บนึงนะหนู” แม่ค้าบอก
แววเริ่มไม่พอใจ “อะไรกันป้า ตักของหนูให้เสร็จก่อนได้มั้ย”
เลขาฯ หันมาบอก “เจ้านายผมรอไม่ได้นะคุณ”
“ฉันก็รีบเหมือนกัน ป้าคะ...ตักให้หนูก่อน” แววเถียง
เหลียงตักบัวลอยกินโดยไม่สนใจเลขาฯ ที่กำลังทะเลาะกับแววแต่จู่ๆ บัวลอยก็ติดคอ เหลียงตาเหลือกทำท่าจะขย้อนบัวลอยออกมาแต่ไม่ออก เลขาฯ หันไปเห็นเข้าพอดี
“เจ้านาย..เจ้านายเป็นอะไรครับ”
เหลียงพูดไม่ออกเพราะบัวลอยติดคออยู่ เลขาฯมองถ้วยบัวลอยแล้วก็โวยวายลั่นร้าน
“ยาพิษ…!!! เจ้านาย..บัวลอยใส่ยาพิษ”
“อะไรกัน...พูดอย่างนี้ร้านฉันเสียหายนะ” แม่ค้าฉุน
ลูกค้าที่กินบัวลอยอยู่ต่างพากันตกใจ
“โอ๊ย..ดูสิเนี่ย ลูกค้าฉันตกใจหมดแล้ว” แม่ค้าบอก
“ใครใช้ให้แกทำ..บอกฉันมาเดี๋ยวนี้ บอกมา” เลขาฯ ถาม
เลขาฯ ยังไม่เลิกคากคั้นแม่ค้า ขณะที่เหลียงยังหน้าเขียวเพราะหายใจไม่ออก แววเห็นอาการเหลียงก็รีบเข้าไปช่วยดู เหลียงจับที่คอทำท่าว่าบัวลอยติดคอ แววพยักหน้าว่าเข้าใจ เธอจับเหลียงนั่งคุกเข่าแล้วเอาตัวพาดกับเก้าอี้ เลขาฯ หันมาเห็นจังหวะที่แววจะทุบหลังเหลียงพอดี
“หยุดนะ..จะทำอะไร..แก..แกจะฆ่าเจ้านายฉันเหรอ”
แววไม่สนใจจะอธิบาย เธอทุบหลังเหลียงแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แววจึงตัดสินใจทุบอีกครั้งให้แรงกว่าเดิม เหลียงตาเหลือก บัวลอยทะลักออกจากปาก เลขาฯเห็นก็คิดว่าแววกำลังทำร้ายเหลียง
“เจ้านาย..เจ้านาย..!!” เลขาฯ ตะโกน
เหลียงลุกขึ้นนั่งที่เก้าอี้ด้วยท่าทีเหน็ดเหนื่อยที่รอดชีวิตมาได้แต่ยังพูดไม่ออก
“เป็นไงบ้างคะ..ขอโทษนะคะ.แววมือหนักไปหน่อย” แววถาม
เหลียงส่ายหน้าแทนคำตอบเพราะยังพูดอะไรไม่ออก เลขากดโทรศัพท์
“เจ้านายทำใจดีๆนะครับ..เดี๋ยวผมจะเรียกรถพยาบาลให้ครับ”
“ไม่ต้อง.ยังไม่ตาย” เหลียงบอก
“ถ้าไม่เป็นอะไรแล้ว แววขอตัวนะคะ”
แววขอถุงบัวลอยจากแม่ค้า ก่อนแววจะออกไป เหลียงมองเลขาฯ เลขาฯ รู้หน้าที่จึงรีบเรียกแวว
“เดี๋ยวครับ..คุณ”
แววหันกลับมา “คะ..”
เหลียงยิ้มให้แวว

แป้งร่ำนั่งรอไลลาเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังจากถ่ายแบบเสร็จ ไลลาเดินออกมาทั้งที่ยังไม่ได้ล้างหน้า
“นี่มันกลียุคของพวกผู้หญิงมั่นๆอย่างพวกเราชัดๆ ถึงได้เจอแต่ผู้ชายเล่นตัว เรื่องมากยิ่งกว่าผู้หญิงอีก” ไลลาบ่น
“แต่คู่แข่งของเธอไปทำงานในป่าในดงที่เชียงใหม่แล้ว เธอจะต้องกังวลอะไรอีกล่ะ ตื๊อไปเรื่อย เดี๋ยวนายนั่นก็ใจอ่อนเองล่ะ” แป้งร่ำบอก
ไลลาสวนขึ้นมาทันที “ไม่ต้องมาสอนหรอกย่ะ..เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ ฉันไม่ตามไปเป็นเพื่อนหล่อนบนคานนะยะ”
แป้งร่ำเคือง “ขอบใจมากนะยะ..ที่ทำให้ฉันรู้ว่าหล่อนพร้อมจะทิ้งฉันได้ตลอดเวลา”
“เรื่องแบบนี้ ฉันถือคติตัวใครตัวมันย่ะ”
ไลลาเดินออกไปอย่างไม่แคร์ แป้งร่ำนั่งเศร้าเมื่อถูกไลลาทิ้งขว้าง
แป้งร่ำตะโกนตามไป “ยัยเพื่อนบ้า..เสียเวลาคบเป็นเพี่อนจริงๆ”

เหลียงรับซองแดงมาจากเลขาฯ แล้วยื่นให้แววที่ยังอยู่ที่ร้านขายบัวลอย แววทำหน้างงๆ
“อะไรกันคะ”
“เจ้านายผมอยากจะตอบแทนที่คุณช่วยชีวิตท่านไว้น่ะครับ” เลขาฯ อธิบาย
แววมองที่ซอง “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ..ขอตัวก่อนนะคะ แววต้องรีบกลับไปทำงาน”
แววเดินออกไปจากร้าน เหลียงมองตาม
“หยิ่งทะนง..ใจเด็ดจริงๆ” เหลียงพูดกับเลขา “ตามเด็กคนนั้นไป ผมอยากรู้ว่าเขาทำงานที่ไหน”
เลขาพยักหน้าแล้วเดินนำไปที่รถ

แววลงจากรถแท็กซี่ที่หน้าบริษัททศพลกรุ๊ปแล้วเดินเข้าบริษัทไป สักพักรถของเหลียงก็เข้ามาจอดแล้วกระจกรถก็ถูกเลื่อนลง เหลียงมองตามแววเข้าไป
เหลียงยิ้มแล้วพูดกับเลขาฯ “ทศพลกรุ๊ปนี่เอง”
นิติภูมิขับรถกลับเข้ามาในบริษัท เขาเห็นรถหรูคันหนึ่งจะสวนออกไปตรงทางเข้า นิติภูมิหันไปเห็น
เหลียงที่กำลังเลื่อนกระจกรถลงพอดี
นิติภูมิถึงกับตะลึง “มิสเตอร์เหลียง” นิติภูมิร้อนใจ “มาตั้งแต่เมื่อไร”
นิติภูมิรีบหยิบโทรศัพท์มากดถ่ายรูปรถจากด้านหลังเอาไว้ แล้วส่งภาพนั้นให้ศักดาทันที

นิติภูมิเข้ามาในห้องทำงาน แล้วเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น
นิติภูมิกดรับ “ได้ความว่าไง ศักดา”
“ผมทราบโรงแรมที่มันพักแล้วครับ”ศักดาบอก
“ดีมาก..งั้นแกก็จับตาดูมันไว้ ฉันจะสืบจากทางนี้ว่ามันเข้ามาคุยกับไอ้สยุมภูว์แล้วหรือยัง” “ครับคุณนิติภูมิ” ศักดาตัดสายไป
นิติภูมินิ่งคิดสักพักก่อนจะออกไปจากห้องทำงาน

แววนั่งทำงานที่โต๊ะ สักพักแม่บ้านก็เอากาแฟเข้ามาเสิร์ฟ
“ขอบคุณค่ะป้า” แววนิ่งคิด “แววไม่ได้สั่งนี่คะ”
เสียงนิติภูมิดังขึ้น “ผมสั่งมาให้เองครับ”
นิติภูมิปรากฏตัวขึ้น แววยิ้มรับ
“ขอบคุณค่ะ”
“เป็นไงบ้างครับ..พ่อผมใช้งานคุณหนักหรือเปล่า” นิติภูมิถาม
แววส่ายหน้า “สบายๆค่ะ..มีอะไรจะใช้แววหรือเปล่าคะ”
“ผมไม่กล้าใช้เลขาเจ้านายหรอกครับ”
แววยิ้ม “ถ้าคุณนิติภูมิมีอะไรที่แววช่วยได้ก็บอกได้เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ”
“แล้วคุณแววไม่ต้องเตรียมงานต้อนรับมิสเตอร์เหลียงเหรอครับ”
“เท่าที่ทราบ คุณนิติธรยังไม่ได้คอนเฟิร์มเรื่องวันเวลาที่คุณเหลียงจะมาเลยนี่คะ”
นิติภูมินิ่งคิด “งั้นเหรอครับ”
“ค่ะ” แววเห็นสีหน้านิติภูมิก็สงสัย “มีอะไรหรือเปล่าคะ”
นิติภูมิยิ้มกลบเกลื่อน “ไม่มีครับ”
กล้องตัวเล็กที่ซ่อนในเครื่องใช้สำนักงานชิ้นหนึ่งบนโต๊ะทำงานของแววจับสีหน้าของนิติภูมิเอาไว้ตลอด

ใบหน้าของนิติภูมิปรากฏอยู่ที่หน้าจอมอร์นิเตอร์ในห้องทำงานลับ
“เย็นนี้คุณแววต้องรีบกลับบ้านหรือเปล่าครับ” นิติภูมิถามแวว
“แววนัดกับเพื่อนไว้ค่ะ...ร้านกาแฟที่คุณนิติภูมิเคยแวะไปส่งแววไงคะ”
“แล้ววันนี้อยากจะให้ผมไปส่งมั้ยครับ” นิติภูมิถาม
แววยิ้มยินดี นิติภูมิยิ้มกว้าง ก่อนที่เขาจะเดินออกไปจากโต๊ะทำงานของแวว
สยุมภูว์ที่นั่งดูอยู่ทำหน้าเหมือนสงสัยอะไรบางอย่างก่อนจะกดคีย์บอร์ด ภาพในจอถอยกลับไปหยุดที่สีหน้าสงสัยของนิติภูมิอีกครั้ง
“คุณเพิ่มพงษ์คิดว่าเขาสงสัยอะไรอยู่หรือครับ” สยุมภูว์ถามความเห็น
เพิ่มพงษ์ย้อนภาพไปก่อนหน้านั้นทันที
“แล้วคุณแววไม่ต้องเตรียมงานต้อนรับมิสเตอร์เหลียงเหรอครับ” นิติภูมิถาม
“เท่าที่ทราบ คุณนิติธรยังไม่ได้คอนเฟิร์มเรื่องวันเวลาที่คุณเหลียงจะมาเลยนี่คะ” แววตอบ
นิติภูมินิ่งคิด “งั้นเหรอครับ”
เพิ่มพงษ์หยุดภาพที่หน้านิติภูมิ
“เขาสงสัยคุณแววน่ะสิครับ คงคิดว่าโดนปิดบังอะไรอยู่” เพิ่มพงษ์บอก
“แปลว่าเขารู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับคุณเหลียง..ที่ไม่ตรงกับคำตอบของแวว” สยุมภูว์สรุป
“ก็เป็นไปได้ครับ”
“คุณเพิ่มพงษ์คิดว่าเขารู้อะไรมาครับ” สยุมภูว์ถาม
สีหน้าของสยุมภูว์เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้

เอกรินทร์หิ้วตะกร้าเดินเข้ามาหาชลธิชากับเริงใจที่รอเอกรินทร์อยู่ที่ร้านด้วยความตื่นเต้น ทั้งสองรับตะกร้ามา แล้วหยิบกระบอกใส่กาแฟของตัวเองมาถือไว้
“ขอบคุณมากนะครับสำหรับกาแฟอร่อยๆ” เอกรินทร์กล่าว
“คุณเอกทานกาแฟของธิชาหมดเลยใช่ไหมคะ”
“ครับ”
ชลธิชาเหล่มองเริงใจด้วยสายตากระหยิ่มยิ้มย่อง
“กาแฟคุณเริงก็อร่อยนะครับ คนที่ออฟฟิศชมกันใหญ่” เอกรินทร์บอก
“เป็นไง..ก็หมดเหมือนกันล่ะ” เริงใจอวด
“แต่คุณเอกทานกาแฟของฉัน” ชลธิชาคุย
“ผมก็ได้ชิมกาแฟของทั้งสองคนละครับ”
“เห็นมั้ย...” เริงใจเหล่ตามองชลธิชาแบบเยาะๆเป็นการเอาคืน
แววเดินเข้ามาในร้าน เอกรินทร์เห็นก็ยิ้มให้ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เลิกงานแล้วเหรอแวว” ชลธิชาถาม
“ใช่...ฉันขออะไรสดชื่นๆหน่อยได้มั้ย” แววบอก
“น้ำผลไม้นะ” ชลธิชาเห็นนิติภูมิเดินตามแววเข้ามาจึงถาม “สองแก้วหรือเปล่า”
เอกรินทร์เห็นนิติภูมิมานั่งข้างแวว
ชลธิชากับเริงใจเห็นท่าทางเย็นชาของเอกรินทร์ที่มีต่อนิติภูมิอย่างเห็นได้ชัดก็รู้ทันทีว่าเอกรินทร์หึงแวว
“เธอจัดเผื่อคุณเอกด้วยนะธิชา ท่าทางต้องการเครื่องดื่มดับร้อนแก้วโตๆเลยล่ะ” เริงใจบอก
ชลธิชาโชว์แก้วใบโตให้เริงใจดูเป็นเชิงถามว่าพอไหม เริงใจพยักหน้ารับ แววเห็นท่าทีของเอกรินทร์ แต่ก็ทำเป็นไม่สนใจ เอกรินทร์เห็นแววไม่ใส่ใจเขาก็ยิ่งช้ำ

ทุกคนเดินออกมาที่หน้าร้านกาแฟ เริงใจกับชลธิชาเดินตามมาหลังสุด เอกรินทร์จะเข้าไปชวนแววกลับบ้าน แต่นิติภูมิที่อยู่ใกล้กว่าเอ่ยปากขึ้นก่อน
“เดี๋ยวผมไปส่งนะครับ”
“ขอบคุณค่ะคุณนิติภูมิ” แววบอก
เอกรินทร์ชะงักและจ๋อยไป ชลธิชากับเริงใจเห็นท่าทางของเอกรินทร์ก็สะกิดกันดู
เริงใจพูดเบาๆ กับชลธิชา “คุณเอกของฉัน โดนอีกดอกแล้วล่ะเธอ”
“เมื่อกี้ตอนอยู่ในร้านก็นั่งคอตกตลอดเลย” ชลธิชาบอก
“ใช่...ยิ่งยัยแววทำท่าเหมือนจะตกลงปลงใจกับคุณนิติภูมิ คุณเอกก็ยิ่งช้ำ”
“เธอว่าแววจงใจทำให้คุณเอกเห็นหรือเปล่า” ชลธิชาถาม
“ใครจะไปรู้ล่ะ..ฉันว่าเรานัดคุยเปิดอกกับยัยแววดีกว่าจะได้หายคาใจ” เริงใจเสนอ
เอกรินทร์ยืนดูแววขึ้นรถไปกับนิติภูมิ เขามองตามไปแบบหงอยๆโดยมีสองสาวยืนเป็นกำลังใจให้เอกรินทร์อยู่ห่างๆ

แววมองเอกรินทร์ผ่านกระจกมองข้างรถแล้วมีสีหน้าหม่นลง นิติภูมิที่แอบมองแววอยู่สังเกตเห็น
“เมื่อกี้คุณยังดูแฮปปี้อยู่เลย หนักใจเรื่องงานหรือเปล่าครับ” นิติภูมิถาม
“มีคุณนิติธรคอยแนะนำ หนักกว่านี้ก็รับได้ค่ะ...คุณโชคดีนะคะที่มีพ่อเก่งๆ คอยให้คำแนะนำ”
นิติภูมิหน้านิ่งไม่ยินดียินร้ายคำพูดของแวว แววสังเกตเห็นเลยนิ่งเงียบไปเพราะไม่อยากพูดเรื่องในครอบครัวของนิติภูมิ
“ขอบคุณที่พาผมมาแนะนำตัวกับเพื่อนคุณนะครับ” นิติภูมิเอ่ยขึ้น
“ค่ะ..แต่ถ้าเพื่อนแววทำตัวเป็นกันเองเกินไปจนคุณอึดอัด แววก็ขอโทษด้วยนะคะ”
“แต่คุณเอกรินทร์เขาไม่ค่อยอยากจะเป็นกันเองกับผมเท่าไรนะครับ”
“อ๋อ...ค่ะ เอกเขาก็เป็นของเขาอย่างนั้น” แววบอก
“โล่งอก..นึกว่าเขาไม่พอใจที่เห็นผมมากับคุณเสียอีก”
แววอึกอัก “ไม่หรอกค่ะ เอกกับแววไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเพื่อนค่ะ”
“เพราะคุณมีนายคนสวนอยู่แล้วหรือเปล่าครับ” นิติภูมิถามลองใจ
“โอ๊ย...นายจักรน่ะเหรอคะ ตานั่นก็แค่เพื่อนชวนทะเลาะน่ะค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น ผมก็ยังมีสิทธิ์สิครับ”
แววถึงกับตะลึง เธอหันไปมองนิติภูมิ นิติภูมิยิ้มให้ แววไม่รู้จะทำหน้าอย่างไร
“ขอโทษครับ” นิติภูมิพูด
แววยังทำอะไรไม่ถูก “ค่ะ...คุณนิติภูมิ แต่แววคิดว่าตอนนี้ตัวเองยังไม่พร้อมสำหรับ
เรื่องอื่นนอกจากเรื่องงานน่ะค่ะ”
“ผมเข้าใจครับ”
นิติภูมิยิ้มให้แวว แววนั่งนิ่งและไม่กล้าคุยกับนิติภูมิอีก
 
อ่านต่อหน้าที่ 3




แววมยุรา ตอนที่ 9 (ต่อ)
สยุมภูว์มายืนรอแววกลับบ้าน เมื่อเห็นรถนิติภูมิแล่นมาจอดหน้าบ้านแววเขาก็มองไม่วางตา นิติภูมิเปิดประตูลงมาส่งแวว
“ขอบคุณมากนะคะคุณนิติภูมิ ขับรถกลับบ้านดีดีนะคะ” แววบอก
“พรุ่งนี้เจอกันที่ออฟฟิศนะครับ”
นิติภูมิกลับขึ้นรถ แววยืนส่งจนกระทั่งรถของนิติภูมิขับพ้นออกไป แล้วเธอก็มีสีหน้าหนักใจ
เสียงสยุมภูว์ดังขึ้น “เพื่อนร่วมงานทำคะแนน รุกหนักอย่างนี้ คุณเอกรินทร์ของผมคงแย่เลยสิ”
แววหันไปเห็นสยุมภูว์ “ใครถามความเห็นไม่ทราบ”
“งั้นผมเชียร์ห่างๆก็ได้...ผมเอาใจช่วยให้คุณเลือกถูกคนก็แล้วกัน” สยุมภูว์บอก
“เลือกผิดเลือกถูกอะไรกันยะ สองคนนั้นก็แค่เพื่อนฉัน”
“ผมเป็นผู้ชายนะคุณ ทำไมจะไม่รู้ว่าเขาคิดกับคุณเกินเพื่อนแน่ๆ” สยุมภูว์บอก
“ถ้าฉันไม่ยอมรับซะอย่าง ก็เป็นได้แค่เพื่อนเท่านั้นล่ะ”
“ทำใจแข็งไปให้ตลอดรอดฝั่งแล้วกัน”
“ตกลงว่านายมารอทะเลาะกับฉันใช่มั้ย ฉันเข้าบ้านล่ะนะ เสียเวลา”
“ถึงผมบอกว่ามารอเพราะเป็นห่วง คุณก็คงไม่เชื่อหรอกมั้ง”
แววมองสยุมภูว์แล้วขำจนสยุมภูว์เสียความมั่นใจ
สยุมภูว์ถาม “ขำอะไร”
“ก็ฉันตลก...เวลานายพยายามทำอะไรซึ้งๆ นี่นา...มันไม่เข้ากับนายเลยรู้มั้ย”
“อ๋อ...ชอบแบบโหดๆ ตบจูบๆ ใช่มั้ยเดี๋ยวผมจัดให้”
พูดจบสยุมภูว์ก็ทำท่าจะปีนรั้วบ้านแววเข้ามา แววถอย
“นายจะทำอะไรน่ะ” แววถาม สยุมภูว์ยังค้างอยู่บนรั้ว “อย่าข้ามมานะ”
“แน่จริงอย่าหนีเข้าบ้านนะ” สยุมภูว์บอก

สยุมภูว์เสียหลักร่วงลงมาจากรั้วตกลงไปที่พื้นสนามบ้านของแวว แววตกใจวิ่งเข้ามาดูก็เห็นสยุมภูว์นอนร้องโอดโอย
“นาย...เป็นอะไรหรือเปล่า” แววถาม
สยุมภูว์ทำหน้าเหมือนจุกมากจนพูดอะไรไม่ออก แววไม่รู้จะทำยังไง
“ต้องไปหาหมอหรือเปล่า” แววถาม “ฉันเรียกรถพยาบาลให้”
สยุมภูว์ส่ายหน้าแทนคำตอบ แววเข้าไปดูใกล้ๆ สยุมภูว์จะฉวยโอกาสดึงแววเข้ามาหา แต่แววรู้ทันชูไม้ที่คว้ามาได้โชว์ให้สยุมภูว์ดู สยุมภูว์กระเด้งขึ้นมาทันทีเพราะกลัวโดนแววหวด
“อย่ามาตลก...เดี๋ยวนายจะจุกกว่านี้” แววขู่
“ว้า...ไม่สำเร็จ” สยุมภูว์ผิดหวัง
“ทีหลังก็หามุกใหม่นะ..ไป..กลับไปเลย”
สยุมภูว์ลุกขึ้นอย่างว่าง่ายแล้วทำท่าจะปีนรั้วกลับไปเหมือนเดิม
แววชี้ไปที่ประตู “ประตูอยู่ทางนั้น...ปีนเข้าปีนออกเดี๋ยวรั้วบ้านฉันพังพอดี”
สยุมภูว์เดินไปที่ประตูอย่างว่าง่ายแล้วยิ้มให้แววแบบกวนๆ “ได้ทะเลาะกับคุณก่อนนอน คืนนี้ผมต้องหลับฝันดีแน่ๆ”
“เชิญเถอะย่ะ...อีตาบ้า”
สยุมภูว์เดินกลับเข้าบ้านไป แววมองตามอย่างมีความหมายก่อนจะเดินกลับเข้าบ้านของเธอไป

แววเข้ามาในห้องนอน เธอหยิบรูปที่หลินส่งมาให้ขึ้นมาดูอีกครั้งด้วยสีหน้าครุ่นคิด
แววนึกถึงสีหน้าของสยุมภูว์ในจอไอแพดที่เธอเคยเห็น สยุมภูว์มีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความจริงจัง
แวววางรูปลง
“ถ้าคุณสยุมภูว์เขาจะปลอมตัวเป็นคนอื่น”
แววนึกถึงนายจักรที่เต็มไปด้วยความทะเล้นและบ้า
แววถอนใจ
“เขาจะหลุด บ้า เพี้ยนๆ อย่างนายหรือเปล่านะ”
แววเหม่อมองออกไปที่บ้านสยุมภูว์ที่ยังเปิดไฟสว่างอยู่

สยุมภูว์ยืนยิ้มดูรูปบนผนังที่แววเพ้นท์ให้ซึ่งแขวนอยู่ในห้องนอนของเขา
ทันใดนั้นเสียงเพิ่มพงษ์ก็ดังขึ้น “ขอโทษที่เข้ามาขัดจังหวะครับ คุณสยุมภูว์”
“ครับ...คุณเพิ่มพงษ์”
“คุณเหลียงยังไม่คอนเฟิร์มวัน-เวลาที่แน่นอนกับทางเราเลยครับ ไม่รู้ว่ายังไม่พร้อมเรื่องอะไร”
“เศรษฐีอย่างคุณเหลียงจะเล่นตัวยังไงก็ได้ครับ พรุ่งนี้อาจจะโทรมาบอกว่าไม่สะดวกจะเจอกันแล้วเราก็ไม่มีสิทธิ์จะโกรธเสียด้วย แต่ผมไม่ได้ติดใจเรื่องนั้น”
“ยังคาใจเรื่องที่นิติภูมิคุยกับแววเมื่อตอนบ่ายอยู่หรือครับ”
สยุมภูว์พยักหน้า “ถ้าเขาต้องการคำยืนยันเรื่องนี้จากแวว ก็แปลว่าเขาต้องรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับคุณเหลียงมาแน่ๆ”
เพิ่มพงษ์นิ่งคิด “คุณสยุมภูว์ต้องการให้ผมตามคุณนิติภูมิใช่มั้ยครับ”
สยุมภูว์พยักหน้ารับ

แจ๊คยืนเอาหูแนบประตูห้องนอนของสยุมภูว์อยู่
แล้วแจ๊คก็ผละออกมาจากประตู “สยุมภูว์” แจ๊คคิด “น้าเพิ่มคุยกับ..หยุมภู...เฮ้ย...!!!”
แจ๊คนึกถึงเหตุการณ์ในคืนที่เขานอนอยู่หน้าห้องทำงานลับ...
“... ทำงานอะไรกันดึกดื่นนักหนา เฮ้อ..”แจ๊คหาวแล้วทำท่าจะนอนต่อ “นอนต่อดีกว่าเดี๋ยวพี่หยุมภูเขาก็ปลุกเอง...” แจ๊คนึกออก “เอ๊ะ..หยุมภู...ใครวะ...ตกลงฝันหรือจริงวะเนี่ย”
แจ๊คนึกถึงเหตุการณ์คืนนั้นแล้วเขาก็ทำหน้าสงสัย
“หยุมภู...นี่มันห้องนอนพี่จักร..หรือว่าน้าเพิ่มชวนใครมาบ้านโดยไม่ยอมบอกเรา” แจ๊คตัดสินใจเคาะประตูเรียก “น้าเพิ่ม..คุยกับใครน่ะ...น้าเพิ่ม...”
เพิ่มพงษ์กับสยุมภูว์เปิดประตูออกมา แจ๊คพยายามมองเข้าไปในห้องแต่ก็ไม่เห็นใครอยู่นอกจากสองคนนี้
“อยู่กันสองคน..แล้วน้าเพิ่มเรียกใครคุณหยุมภู...” แจ๊คถาม
“นี่เอ็งแอบฟังข้าเหรอไอ้แจ๊ค” เพิ่มพงษ์ถามกลับ
“นั่นแน่...ไม่ต้องนอกเรื่องเลยน้า ตอบมาก่อนว่าใครคือหยุมภู” แจ๊คถามย้ำ
เพิ่มพงษ์กับสยุมภูว์มองหน้ากันเหมือนจนมุม แจ๊คยิ้มเหมือนถือไพ่เหนือกว่า
“แก้ตัวไม่ได้ก็บอกความจริงมาเหอะ น้า” แจ๊ควางท่า
เพิ่มพงษ์ชูโทรศัพท์มือถือให้แจ๊คดู
“แอบฟังเขาคุยโทรศัพท์...ยังไม่สำนึก” เพิ่มพงษ์เงื้อมือจะตบกบาลแจ๊ค
แจ๊คถึงกับเหวอไป “คุยโทรศัพท์”
“ก็ใช่สิ..น้าเพิ่มคุยกับไอ้หยุมภูเพื่อนพี่ มันจะให้ไปช่วยจัดสวนที่บ้านมัน ความลับอะไรกันล่ะแจ๊ค”สยุมภูว์บอก
เพิ่มพงษ์เห็นแจ๊คหน้ามึนก็ยิ่งพูด “อ้าวๆๆ..ไปไม่ถูกเลย...ไป.ไป..แกมาทางไหนกลับไปทางนั้นเลย”
แจ๊คเดินเกาหัวออกไป เพิ่มพงษ์มองตามแล้วหันมามองสยุมภูว์ก่อนจะทำท่าโล่งอก

แป้งร่ำเดินตามเพื่อนเข้าไปในบาร์ แต่ยังไม่ทันได้เข้าไปชายคนหนึ่งก็เดินสวนออกมาชนแป้งร่ำจนเกือบล้ม
“ว๊าย..ตาบ้านี่”
แป้งร่ำหันขวับไปดู จังหวะเดียวกับที่ชายคนนั้นหยุดเดินแล้วหันหน้ามาหาแป้งร่ำพอดี
“คุณเอก !” แป้งร่ำดีใจ
เอกรินทร์อยู่ในสภาพมึนสุดๆ เขามองแป้งร่ำแต่จำไม่ได้ว่าแป้งร่ำคือใคร เขาหันหลังเดินเซออกไปที่ลานจอดรถ แป้งร่ำมองตามด้วยความเป็นห่วง
เอกรินทร์เดินออกมามองหารถของตัวเองแต่ยังหาไม่เจอ แป้งร่ำเดินตามมาเรียกไว้
“คุณเอกคะ..คุณเอก”
เอกรินทร์หันมาตามเสียงเรียก แป้งร่ำรีบตรงไปหาเอกรินทร์
“คุณเอกเมาอย่างนี้..”
เอกรินทร์ไม่รอให้แป้งร่ำพูดจบ เขาจับตัวแป้งร่ำเข้ามาจูบปากโดยที่แป้งร่ำยังไม่ทันได้ตั้งตัว แป้งร่ำตะลึงแต่ก็ไม่ได้ดึงดัน เอกรินทร์ถอนปากออกมาแล้วยิ้มให้แป้งร่ำก่อนจะหมดสติล้มลงไปต่อหน้าเธอ แป้งร่ำยิ้มแบบมีแผนในใจ เธอมองเอกรินทร์ที่นอนไม่ได้สติอยู่ที่พื้นแล้วพูดกับตัวเอง
“แค่เริ่มต้น..ฟ้าก็เป็นใจขนาดนี้แล้ว”


เช้าวันใหม่ โรสถือกระจกให้มาลตีส่องหน้าที่เพิ่งไปฉีดโบท็อกซ์มา
“เป็นไงนังโรส หน้าฉันเด้งดึ๋งตึงเปรี้ยะ ทันตาเห็นเลยใช่มั้ย” มาลตีถาม
“ตึงเป็นก้นเด็กเลยค่ะ ริ้วรงริ้วรอยหายแว้บยังใช้ยางลบลบออกเลย” โรสชม
“โอ้ว..มหัศจรรย์ความงาม เสกได้ดั่งใจ..ชั้นเห็นหน้าตัวเองตอนนี้แล้วนึกถึงตอนอายุ 18 ที่ยังเป็นสาวสะพรั่ง”
“ชาตินี้โรสจะมีโอกาสโดนสักเข็มมั้ยเนี่ย”
“ของอย่างนี้มันต้องพึ่งบุญวาสนาอย่างเดียวเท่านั้นยัยโรส ไหว้พระทุกเช้าแกก็อธิษฐานขอให้เจอผู้ชายใจดีพาไปฉีดสักเข็ม”
“คุณคำรพใจป้ำอย่างนี้ คุณมาลตีก็ปล่อยๆคุณวัณไปเถอะค่า...เชื่อคุณแววมากๆ เดี๋ยวคุณวัณพายาจกมาเป็นลูกเขย แล้วใครจะพาคุณมาลตีไปฉีดโบท็อกซ์ละคะ” โรสบอก
มาลตีตีแขนโรส “ถึงฉันจะปลื้มคุณคำรพเรื่องนี้ แต่ฉันก็ไม่แลกลูกสาวฉันกับโบท็อกซ์แค่ไม่กี่เข็มหรอกย่ะ”
“อ้าว..อยู่ๆก็ไม่กลัวแก่ขึ้นมาซะอย่างนั้น”
คำรพนั่งอยู่ในรถที่จอดอยู่ที่หน้าบ้านของแวว สักพักเขาจึงหยิบขวดยาเล็กๆ ออกมาเปิดแล้วดมดู
“ไร้สี ไร้กลิ่น”
คำรพยิ้มกริ่มแล้วหาที่ซ่อนขวดยาในรถ
“ตอนนี้ก็แค่พาหนูวัณออกมาให้ได้” คำรพทำหน้าจินตนาการ “โอย ไม่อยากคิดเลย..ฝันที่เป็นจริงของเรา สวรรค์ชั้นเจ็ดเห็นอยู่ลางๆแล้วเว้ย”
คำรพเปิดประตูลงจากรถเข้าบ้านแววไป

เลขาฯ หยิบหนังสือพิมพ์มาให้เหลียงที่นั่งรออาหารเช้าอยู่บนเตียงในห้องพักสุดหรูของเขา
“วันนี้เจ้านายอยากไปชิมอาหารร้านไหนเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ” เลขาฯถาม
เหลียงนิ่งคิด “คุณเลขาแน่ใจไหมล่ะว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก เหมือนเมื่อวานนี้”
“ครับ...ผมจะรอบคอบให้มากกว่านี้”
“คุณคิดว่าถ้าเรานัดแวว ออกมาทานกาแฟด้วยกัน แววจะออกมามั้ย” เหลียงถามความเห็น
“ผมว่าคุณสยุมภูว์น่าจะช่วยเราได้นะครับ”
เหลียงส่ายหน้า “ผมขอเล่นตัวอีกสักวันสองวันเถอะน่า”
“ถ้าอย่างนั้น..ผมจะลองพยายามดูครับ”
“อย่าทำให้เขารู้สึกว่าเราตามตอแยล่ะ เดี๋ยวแววจะตกใจ...ผมแค่ต้องการจะตอบแทนที่แววช่วยชีวิตผมเท่านั้น”
เลขาฯ พยักหน้ารับแล้วผละออกไป

เอกรินทร์นอนอยู่บนเตียง สักพักเขาจึงค่อยๆลืมตามองไปรอบๆห้องแล้วผวาลุกขึ้นมานั่ง เขาก้มดูตัวเองให้แน่ใจว่าเสื้อผ้ายังอยู่ในสภาพเดิม เอกรินทร์ลุกขึ้นไปเปิดประตูห้องน้ำ เปิดประตูตู้เสื้อผ้าให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ด้วยแน่ๆ เมื่อไม่เห็นว่ามีใครซ่อนอยู่ เขาก็ทำหน้าโล่งอก
แต่เมื่อปิดประตูตู้เสื้อผ้าเอกรินทร์ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูห้อง เขาทำหน้าลุ้นๆขณะเปิดประตู แต่เมื่อเห็นไลลายืนยิ้มให้ก็โล่งอก
“ผิดหวังหรือไง..คิดว่าจะเป็นยัยแป้งล่ะสิ” ไลลาถาม
“เมื่อคืนผมกลับมาได้ยังไง”
“ยัยแป้งพามาส่ง”
เอกรินทร์ชะงักไป ไลลายิ้มๆ
“ไม่ได้อำผมใช่ไหม”
ไลลาเน้นเสียง “จริง”
“โอ๊ย...ซวยแล้วไง !”
“นี่..มันไม่ได้เป็นอย่างที่แกคิดหรอกน่า..ยัยแป้งพามาส่งแล้วก็กลับไป ไม่งั้น..เสื้อผ้าแกไม่อยู่ครบอย่างนี้หรอก”
เอกรินทร์นิ่งคิดตาม เขามองดูเสื้อผ้าที่ยังอยู่ครบแล้วถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

ซองสีแดงซองหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะทำงานของแวว แววหยิบขึ้นมาดู เธอเห็นว่าในซองนั้นเป็นสร้อยเส้นเล็กๆคล้องจี้หยกจึงหยิบออกมาดู
แววถอนใจอย่างแรง “แล้วจะเอาไปคืนยังไงล่ะเนี่ย”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่โต๊ะแวว แววรับโทรศัพท์
“สวัสดีครับคุณแวว” เลขาฯ ของเหลียงพูด
แววแปลกใจ “คะ..”
“คุณเห็นสร้อยหยกแล้วใช่ไหม”
“ค่ะ...แต่แววรับไว้ไม่ได้หรอกนะคะ แววขอเอาไปคืนได้ไหมคะ”
“ถ้าผมจะรบกวนคุณแววให้เอามาคืนเจ้านายผมด้วยตัวเองล่ะครับ”
แววตัดสินใจ “ค่ะ..ก็ได้ค่ะ...ที่ไหนคะ”
เสียงเลขาบอกสถานที่ แววจดใส่กระดาษโน๊ตที่แปะไว้ที่หน้าคอมพิวเตอร์

สยุมภูว์นั่งอยู่ในห้องทำงานลับ เขากดคีย์บอร์ดเพื่อซูมไปที่ซองสีแดงที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานแวว เขาเห็นโลโก้บริษัทเหลียงชัดเจน สยุมภูว์ทำหน้าแปลกใจ
“มาได้ยังไงนะ”
“มีอะไรหรือครับคุณสยุมภูว์” เพิ่มพงษ์ถาม
สยุมภูว์ชี้ให้ดูโลโก้บริษัทเหลียง “ไม่คุ้นเลยหรือครับ”
“คุณแววติดต่อกับคุณเหลียงอยู่หรือครับ”
สยุมภูว์นิ่งไปสักพักอย่างใช้ความคิด

วัณณรีแต่งตัวสวยลงมาหาคำรพที่นั่งรออยู่ที่ห้องรับแขก
“ความจริงคุณคำรพไม่ต้องเดือดร้อนไปส่งยัยวัณก็ได้นะคะ ยัยวัณมันนั่งรถแท็กซี่ไปเองได้” มาลตีบอก
“ไปรถแท็กซี่มันอันตรายนะครับ คุณมาลตี..ถ้าเกิดมันพาไปทำมิดีมิร้ายจะทำไง ไปกับคนกันเองอย่างผมดีกว่า” คำรพรีบบอก
โรสพูดลอยๆ “อู้ย..โรสว่าคนกันเองนี่แหละค่ะ ที่คุณวัณควรจะระวัง”
คำรพมองโรสแบบเคืองๆ โรสลอยหน้าลอยตาไม่สนใจ
“วัณไปนะแม่..ไม่อยากจะไปสายตั้งแต่สัมภาษณ์งาน” วัณณรีพูด
วัณณรีกำลังจะเดินออกไปพ้นประตูบ้าน มาลตีเรียกไว้
“เดี๋ยวก่อน” มาลตีดูนาฬิกา “เอาล่ะ..”
วัณณรีกำลังจะก้าวขาขวาข้ามธรณีประตู
“หยู้ดดด...ขาซ้าย..ก้าวขาซ้ายออกยัยวัณ” มาลตีสั่ง
วัณณรีสลับขาตามคำสั่ง มาลตียิ้มพอใจ
“โชคดีนะลูกแม่”
วัณณรียิ้มแล้วเดินออกไป คำรพแทบจะประคอง มาลตีมองตามแล้วก็ยิ้มๆ
“ทำไมคุณมาลตีกล้าให้คุณวัณไปกับคุณคำรพสองต่อสองล่ะคะ” โรสถาม
“ยัยวัณมันมียันต์ดี” มาลตีบอก
“หื่นอย่างคุณคำรพน่ะ ยันต์อะไรก็เอาไม่อยู่หรอกค่ะ” โรสว่า
“ก็ให้มันรู้กันไปว่าเขามียันต์กันกระสุนได้” มาลตีพูดกับโรส “แกน่ะ รู้จักยัยวัณน้อยไป ลูกสาวฉันน่ะลูกตำรวจนะยะ”
มาลตียิ้มให้โรสอย่างมั่นใจในความสามารถของลูกสาวตัวเอง

ภาพขณะถ่ายทำรายการของเอกรินทร์ปรากฏอยู่ที่หน้าจอมอนิเตอร์ของทีมงานรายการ
“วันนี้รายการของเราก็พาคุณผู้ชมมาเปิดห้องดูโรงแรมน้องใหม่ล่าสุด...โรงแรม...”
เอกรินทร์หยุดพูด
“โรงแรม...โรงแรมอะไรนะ..” เอกรินทร์นึก “เดี๋ยวนะ..พี่ขอสคริปท์หน่อยสิ”
ทีมงานส่งสคริปท์ให้ เอกรินทร์รับไปอ่านอีกครั้ง ทีมงานมองหน้ากัน
“พี่เอกพักก่อนก็ได้นะคะ เรายังมีเวลา” ทีมงานคนหนึ่งบอก
“ไม่เป็นไร..พี่ติดตรงนี้อีกนิดเดียวเอง” เอกรินทร์ปัด
“พี่เอกเป็นอะไรหรือเปล่าคะเนี่ย วันนี้ผิดฟอร์มไปเลย”
เอกรินทร์พูดอย่างรู้สึกผิด “โทษทีนะ”
เอกรินทร์ผละออกมาจากหน้ากล้องแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจะกดโทรศัพท์หาแป้งร่ำแต่ก็ยังลังเล

เริงใจและชลธิชาปรากฏตัวขึ้นที่โรงแรม ชลธิชาถือตะกร้าขนมกับกาแฟมาด้วย ทั้งสองมองหากองถ่ายรายการของเอกรินทร์
“ฉันว่าแค่ส่งกาแฟไปให้ที่ออฟฟิศก็พอแล้วนะ ไม่เห็นต้องตามมาให้กำลังใจถึงกองเลย” ชลธิชาบอก
“ไม่สังเกตบ้างหรือไงว่าสถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้วน่ะ” เริงใจว่า
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่เราต้องมาเสิร์ฟกาแฟที่กองถ่ายด้วย”
“ก็ตั้งแต่ยัยแววเทใจให้คุณนิติภูมิ คุณเอกเขาก็หงอยไปเลย...ฉันว่าเราน่าจะมาให้กำลังใจเขาบ้าง...ในระยะประชิด”
ชลธิชากังวล “เขาจะไม่คิดว่าเรายุ่งเรื่องของเขามากเกินไปเหรอ”
“ถ้ากลัวมากนักก็เอาตะกร้ามา ฉันไปปรนนิบัติคุณเอกคนเดียวก็ได้”
เริงใจจะดึงตะกร้าไปจากมือชลธิชา ชลธิชาไม่ยอม เริงใจทำหน้ารู้ทัน
“ก็..” ชลธิชาอาย “ไหนๆก็มาด้วยกันแล้ว ฉันไปเป็นเพื่อนเธอด้วยก็ได้”
“หืมม์...กลัวฉันจะฉกไปต่อหน้าต่อตาล่ะสิ” เริงใจรู้ทันเพื่อน
“ใครบอก ฉันจะไปช่วยปลอบใจเธอต่างหาก เผื่อโดนคุณเอกตะเพิดออกมา”
ฌริงใจทำหน้ารู้ทันชลธิชา แล้ว๗฿.เดินนำหน้าไป ชลธิชารีบหิ้วตะกร้าเดินตาม


แววเก็บข้าวของบนโต๊ะทำงานเตรียมตัวจะออกไปหาเหลียง แววหยิบสร้อยใส่ซอง นิติภูมิเข้ามาแววกำลังเตรียมตัวและเห็นสร้อยเส้นนั้นพอดี
“มีคนซื้อสร้อยให้คุณ ตัดหน้าผมแล้วหรือครับเนี่ย” นิติภูมิเอ่ยขึ้น
แววอึกอัก “เปล่าค่ะ.. แววเห็นขายอยู่ในเว็บก็เลยสั่งซื้อมา”
“อ๋อ...ครับ ผมจะมาชวนคุณแววไปทานข้าวกลางวันด้วยน่ะครับ”
แววลังเล “พอดีแววนัดยัยวัณไว้น่ะค่ะ วันนี้ยัยวัณออกมาสัมภาษณ์งาน แววก็เลยชวนมากินข้าวด้วยกัน”
“เสียดายจังครับ”
แววเตรียมตัวจะออกไป “แววขอตัวนะคะ”
แววเดินออกไป นิติภูมิมองตามด้วยสีหน้าสงสัยอะไรบางอย่าง นิติภูมิเห็นกระดาษที่จดที่อยู่โรงแรมของเหลียงอยู่ที่โต๊ะแวว เขามองอย่างสงสัยแล้วหยิบกระดาษแผ่นนั้นติดมือมาด้วย

เอกรินทร์รับกาแฟจากชลธิชาไปจิบแล้ววางแก้วลง ขณะที่เริงใจจิ้มผลไม้จากกล่องยื่นให้ เอกรินทร์รับไปกิน เริงใจยิ้มหน้าบาน
“เกรงใจจังครับ คุณสองคนอุตส่าห์ทิ้งร้านมาถึงที่นี่ เดี๋ยวลูกค้าหนุ่มๆเขาก็โกรธผมแย่สิครับ”
“นานๆจะได้มาดูแลคุณเอกอย่างนี้ ใครจะว่าก็ช่างเถอะค่ะ” เริงใจบอก
“ตอนแรกธิชาก็ไม่กล้ามาหรอกนะคะ กลัวว่าเราสองคนจะมารบกวนการทำงานของคุณเอก แต่ยัยเริงสิคะ..รบเร้าจะมาให้ได้” ชลธิชาพูด
“ย่ะ..แม่คนดี แล้วเมื่อกี้ใครวิ่งหน้าเริ่ดมาหาคุณเอกก่อนยะ” เริงใจหักหน้า
“ก็ชั้นเป็นห่วงคุณเอกนี่นา...คิดว่าคุณเอกต้องการกาแฟ มัวแต่รอเธอ คุณเอกก็ไม่มีสติสตังค์ทำงานพอดี” ชลธิชาอธิบาย
เริงใจแกล้งฟ้อง “ดูไว้นะคะคุณเอกขา...เพื่อนเริงคนนี้น่ะร๊าย..ร้าย”
“ถ้าไม่ติดว่าผมต้องถ่ายรายการต่อ ผมคงนั่งฟังคุณสองคนทะเลาะกันจนเพลินเลยล่ะครับ”
“เชิญคุณเอกไปทำงานต่อดีกว่าค่ะ เราสองคนจะนั่งเป็นกำลังใจให้ตรงนี้” ชลธิชาบอก
“งั้น..ผมขอตัวก่อนนะครับ”
พูดจบเอกรินทร์ลุกออกไป ทั้งสองมองตาม
ชลธิชาพูดด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย แตกต่างจากตอนที่เอกรินทร์ยังอยู่ “เธอว่าเขาดีขึ้นมั้ยเริง”
“ใครจะไปรู้ล่ะ..ที่เห็นเขายิ้มแต่ลึกๆแล้วเขาอาจจะยังเศร้า ทำใจไม่ได้ก็ได้..ยังไงเราก็ทำเท่าที่ทำได้แล้วกันนะธิชา”
“อืมม์...เราสองคนก็เป็นได้แค่เพื่อนนี่เนอะ” ชลธิชาย้ำ
เอกรินทร์ไปยืนที่หน้ากล้อง แล้วเขาตัดสินใจกดข้อความขอบคุณไปหาแป้งร่ำ

แป้งร่ำกำลังนั่งให้ช่างทำผมเตรียมเข้าฉากถ่ายแบบ เธอได้ยินสัญญาณเตือนข้อความจากมือถือ แป้งร่ำหยิบมาอ่านแล้วเห็นว่าเป็นเมสเสจจากเอกรินทร์
แป้งร่ำอ่านข้อความ “ขอบคุณเรื่องเมื่อคืนนะครับ” แป้งร่ำบอกตัวเอง “เรื่องดีๆกำลังจะเกิดขึ้นแล้วสินะ..ชั้นไม่ได้คิดผิดจริงๆด้วย”
แป้งร่ำยิ้มกว้างเมื่อทุกอย่างกำลังเป็นไปตามแผน

ณ ร้านอาหารหรู แววเลื่อนซองใส่สร้อยให้เลขาฯ เหลียงที่นั่งอยู่ตรงข้าม เหลียงยิ้มๆ
“เก็บไว้เถอะครับคุณแวว ถือเสียว่าเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณจากเจ้านายผม”
“แค่เชิญมาทานกาแฟแววก็รู้สึกเป็นเกียรติแล้วค่ะ” แววบอก
“ถ้าเราทำให้คุณรำคาญก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ” เลขาพูด
“ไม่เป็นไรค่ะ”
ศักดากำลังคุยโทรศัพท์กับนิติภูมิอยู่ที่มุมหนึ่งในร้านนั้น
“แววมาพบมิสเตอร์เหลียงครับคุณนิติภูมิ”
นิติภูมินิ่งคิด “เป็นอย่างที่ฉันคิดไม่มีผิด ฉันคิดอยู่แล้วว่าไอ้สยุมภูว์ต้องแอบทำอะไรบางอย่างอยู่แน่ ๆ”
นิติภูมิคิดหนักเพราะไม่รู้ว่าสยุมภูว์จะมาไม้ไหน
เหลียงยังคงนั่งคุยกับแววอยู่ที่โต๊ะ
“ขอโทษนะคะ...แววคุยกับคุณมาตั้งนาน ยังไม่ทราบชื่อคุณเลย” แววเอ่ยขึ้น
“คุณอยากรู้จริงๆเหรอ” เหลียงถาม
“ถ้าไม่สะดวก..ก็ไม่เป็นไรค่ะ” แววดูนาฬิกา “แววคงต้องรีบกลับไปทำงานแล้ว ขอตัวก่อนนะคะ”
แววลุกขึ้น เหลียงกับเลขาฯ ลุกตาม แววยกมือไหว้แล้วจะเดินออกไป
“บอกคุณสยุมภูว์ด้วยนะว่า พรุ่งนี้เขามีนัดกินข้าวกับผมที่เยาวราช” เหลียงพูดขึ้น
แววชะงักแล้วหันกลับมามอง “คุณรู้จักคุณสยุมภูว์ด้วยหรือคะ”
“ผมเห็นเขามาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะ” เหลียงบอก แววยิ่งสงสัย Wหวังว่าเขาจะจำได้นะว่ามิสเตอร์เหลียงชอบไปกินติ่มซำร้านไหน”
แววตะลึงไปเมื่อได้ยินชื่อมิสเตอร์เหลียง เหลียงยิ้มให้แววอย่างเอ็นดู

สยุมภูว์รับโทรศัพท์จากนิติธร
“เลิกเล่นตัวเสียทีนะครับ แขกวีไอพีของเรา” สยุมภูว์บอก
“ครับ..คุณสยุมภูว์..แล้วที่สำคัญกว่านั้น คือ มิสเตอร์เหลียงนัดพบคุณผ่านหนูแวว” นิติธรเล่า
สยุมภูว์ประหลาดใจสุดๆ “แวว...เป็นไปได้ยังไง !!”
สยุมภูว์นิ่งไปเพราะตกตะลึงไม่หาย
 
อ่านต่อหน้าที่ 4




แววมยุรา ตอนที่ 9 (ต่อ)

นิติภูมิฟังแผนของศักดาอยู่ที่ท่าน้ำร้าง
“แกแน่ใจเหรอว่าจะจับมิสเตอร์เหลียงได้ง่ายๆ อย่างที่แกคิด” นิติภูมิถามย้ำ
“มันมีลูกน้องแค่คนเดียว ผมรับมือได้สบายครับ” ศักดาบอก
“งั้นแกก็มีเวลาถึงก่อนค่ำพรุ่งนี้ เพราะคุยกับไอ้สยุมภูว์เสร็จเมื่อไร สองคนนั้นก็จะกลับเมืองจีนเลย”
“มันจะได้กลับบ้านเก่าทั้งสองคน..แล้วทุกคนจะเข้าใจว่าเป็นฝีมือของไอ้สยุมภูว์อีกด้วย”
นิติภูมิยิ้มอย่างมั่นใจในแผนการของเขาแล้วเอ่ยออกมา
“งานนี้ทศพลกรุ๊ปเละแน่ๆ แล้วไอ้สยุมภูว์ก็จะได้เข้าไปดูความหายนะของบริษัทมันในคุก ได้ตายทั้งเป็นแน่ๆไอ้สยุมภูว์”

สยุมภูว์กำลังออนไลน์คุยกับแววผ่านหน้าจอไอแพด
“พรุ่งนี้คุณไปพบมิสเตอร์เหลียงกับผมด้วยนะ” สยุมภูว์บอก
แววแปลกใจ “อะไรนะคะ”


สยุมภูว์นั่งคุยกับแววผ่านไอแพดอยู่ในห้องทำงานลับของเขา
“นี่...แววจะได้เจอคุณจริงๆหรือคะเนี่ย” แววถามย้ำ
“มันเป็นความต้องการของมิสเตอร์เหลียง แต่ผมก็อดเป็นห่วงคุณไม่ได้หรอกนะ” สยุมภูว์บอก
แววนิ่งไปสักพัก “คุณสยุมภูว์เป็นห่วงแวว”
สยุมภูว์รู้ตัวว่าหลุดปากออกไปเลยพูดแก้เก้อ “ก็ใช่น่ะสิ มีเจ้านายคนไหนบ้างที่ไม่ห่วงลูกน้อง ถ้าเกิดพวกนั้นมันคิดจะฉวยโอกาสทำอะไรผมขึ้นมาแล้วคุณโดนลูกหลงเป็นอะไรไป ผมจะหาเลขาเก่งๆอย่างคุณได้ที่ไหนอีก”
“แววไม่ได้เก่งหรอกค่ะ เรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นเพราะความบังเอิญเท่านั้น”
สยุมภูว์ยิ้ม “จะบังเอิญหรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็เป็นความดีความชอบของคุณที่ทำให้มิสเตอร์เหลียงยอมคุยกับเรา”
“แต่ถ้าแววไปแล้วทำให้คุณสยุมภูว์เป็นกังวล แววไม่ไปจะดีกว่านะคะ”
“แล้วถ้าคุณเหลียงเล่นตัวไม่ยอมคุยกับผมเพราะไม่เห็นคุณไปด้วยล่ะ”
“แววไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอกค่ะ”
“คุณไม่อยากเจอผมหรือเปล่า” สยุมภูว์ถาม
“ไม่ใช่นะคะ..แววไม่ได้คิดอย่างนั้น แววเข้าใจความจำเป็นของคุณต่างหาก”
“ผมยืนยันว่าคุณต้องปลอดภัย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” สยุมภูว์บอก แววนิ่งไป “หรือว่าคุณไม่มั่นใจว่าผมจะดูแลคุณได้”
แววส่ายหน้า “ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ”
“แล้วคุณนิ่งไปทำไม…เป็นอะไรหรือเปล่า”
แววรีบปฏิเสธ “ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ...คุณสยุมภูว์มีอะไรจะเพิ่มเติมเรื่องนัดหมายวันพรุ่งนี้หรือเปล่าคะ”
“ไม่มีแล้วล่ะ...” พูดจบสยุมภูว์ก็เงียบไปบ้าง
“คุณสยุมภูว์เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
“เป็นห่วงผมเหรอ”
สยุมภูว์เห็นแววอึกอักพูดอะไรไม่ออก เขาจึงยิ้มออกมา แววเห็นรอยยิ้มนั้นผ่านหน้าจอ
แววรีบเปลี่ยนเรื่องทันที “ถ้าไม่มีอะไร แววขอไปทำงานต่อนะคะ”
สยุมภูว์ยิ้ม “ตามสบาย”
สยุมภูว์ยิ้มให้แววก่อนจะออฟไลน์ไป แววโล่งอก
แววนิ่งคิด “รอยยิ้มแบบนี้” แววตบหน้าตัวเองเบาๆ “นี่ฉันเป็นอะไรไปเนี่ย”
สยุมภูว์เปิดกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่ที่โต๊ะทำงานของแวว เขาเห็นแววสีหน้าคิดหนัก สยุมภูว์ยิ้มออกมาแล้วรำพึงกับตัวเอง
“คิดยังไงกับนายสยุมภูว์อยู่นะ”

ที่ร้านต้นไม้ แจ๊คกำลังขุดดินจากก้นหลุมโกยออกมา สักพักเขาก็โยนพลั่วขึ้นมาบนปากหลุมแล้วตะกายตัวขึ้นมาในสภาพเหงื่อโทรมกาย เสื้อผ้าหน้าตามอมแมม
แจ๊คคลี่แผนที่ออกมาดู “ใกล้แล้ว ไอ้แจ๊คเอ๊ย.. “
แจ๊คกระโดดขึ้นมาบนปากหลุม เขามองไปรอบๆ แล้วยกแผ่นไม้มาพรางปากหลุมไว้
“คืนนี้แหละ..ความจริงจะต้องเปิดเผย โลกจะต้องตะลึง สะเทือนเลื่อนลั่นกับแผนการลึกล้ำของแจ๊ค”
แจ๊คยิ้มกริ่มให้กับแผนตัวเอง


แจ๊คเดินออกมาที่หน้าร้านต้นไม้ เพิ่มพงษ์เห็นแจ๊คเนื้อตัวมอมแมมก็สงสัย
“เอ็งไปคลุกดินคลุกโคลนที่ไหนมา ไอ้แจ๊ค”
แจ๊คก้มมองตัวเองแล้วเพิ่งนึกออก
แจ๊คพยายามซ่อนพิรุธ “ก็น้าใช้ให้แจ๊คยกนั่น ยกนี่ ตัวมันก็เลอะเทอะอย่างนี้ล่ะ”
“ตั้งแต่เช้ามานี่ ข้ายังไม่ได้สั่งให้เอ็งทำอะไรเลย”
แจ๊คพยายามหาข้ออ้าง “โธ่..น้าเพิ่ม ลูกน้องดีๆอย่างแจ๊ค ไม่ต้องรอให้เจ้านายสั่งหรอก จริงมั้ยล่ะ”
เพิ่มพงษ์เห็นท่าทางของแจ๊คน่าสงสัยก็พยายามจะจับผิด แจ๊คพยายามกลบเกลื่อนไม่แสดงพิรุธสยุมภูว์เดินเข้ามาหาทั้งสองคน
สยุมภูว์พูดกับเพิ่มพงษ์ “ไปกันหรือยังน้าเพิ่ม เดี๋ยวลูกค้ารอ”
“ข้าก็ว่าจะเข้าไปตามเอ็งอยู่เนี่ย” เพิ่มพงษ์บอก
“งั้นก็ไปกันเถอะน้าเพิ่ม” สยุมภูว์ชวน
สยุมภูว์เดินนำเพิ่มพงษ์ออกไป เพิ่มพงษ์ยังอดสงสัยแจ๊คไม่ได้
“ไม่รีบไปล่ะน้า” แจ๊คถาม
“เอ็งนี่..ทำตัวน่าสงสัยนะ”
แจ๊คทำสีหน้าร่าเริงเกินเหตุเพื่อกลบเกลื่อน “แจ๊คก็ลั้นลาร่าเริงอย่างนี้มีแต่ไหนแต่ไร น่าสงสัยตรงไหนเนี่ย”
“สงสัยโลกร้อน อากาศเปลี่ยน คนมันถึงเพี้ยนกันง่ายๆอย่างนี้” เพิ่มพงษ์บ่น
เพิ่มพงษ์ตัดสินใจออกไปเหมือนไม่ติดใจอะไร แจ๊คมองตามแล้วยิ้มกริ่มที่ตบตาเพิ่มพงษ์ได้สำเร็จ

ชลธิชากับเริงใจกลับมาที่ร้าน ทั้งสองดูเหน็ดเหนื่อยแต่มีความสุขอยู่ในที
“เธอว่าคุณเอกเขาดูแฮปปี้ขึ้นบ้างไหม เริง”
“แฮปปี้หรือเปล่าไม่รู้ แต่ฉันน่ะไม่แฮ้ปปี้..จะเอาอกเอาใจหนุ่มๆสักคนทำไมต้องเหนื่อยขนาดนี้นะ”
“อ้าว...พรุ่งนี้ฉันว่าจะชวนไปอีก ยังไงล่ะเนี่ย”
“ไม่รู้ล่ะ..แล้วแต่อารมณ์ ถ้ายังไม่หายเหนื่อยก็ไม่ไป เธออยากไปทำคะแนนก็ตามสบายนะ” เริงใจปัด
“บ้าเหรอ..ใครจะกล้าไปคนเดียวล่ะ”
“ยังจะกลัวอะไรอีกยะ...ทีมงานคุณเอกเขาออกจะแฮปปี้ที่มีกาแฟ มีขนมอร่อยเสิร์ฟ ฉันว่าถ้าเธอไม่ไป เดี๋ยวก็คงมีคนโทรมาตามที่ร้านแน่ๆ”
“เธอไม่ไป..ฉันก็ไม่ไป...เดี๋ยวจะหาว่าฉันไม่แฟร์” ชลธิชาบอก
“ยอมยกให้วันนึงก็ได้..เพราะยังไงฉันก็เป็นต่อ กับคุณเอกน่ะ..เมื่อไรฉันก็ต่อติด”
พูดจบเริงใจก็ทำหน้าเยาะเย้ย ชลธิชาหมั่นไส้เพื่อนแล้วก้มหน้าก้มตาเคลียร์ของในตะกร้า
“เธอว่าคุณเอกทำงานเยอะขนาดนี้ เป็นเพราะไม่อยากฟุ้งซ่านเรื่องที่ถูกยัยแววปฏิเสธหรือเปล่า...เริง”
ชลธิชารอคำตอบแต่เริงใจเงียบไป ชลธิชาจึงหันไปมอง เธอจึงเห็นว่าเริงใจนอนหลับสนิทคาโซฟาไปแล้ว
“อ้าว...อันปลั๊กไปแล้ว...พรุ่งนี้ฉันจะชวนหล่อนไปเหนื่อยอีกดีมั้ยเนี่ย”
ชลธิชาเริ่มลังเลใจ

แป้งร่ำเดินตามประชาสัมพันธ์ของโรงแรมไปที่กองถ่าย
“ขอโทษทีนะคะที่ให้รอ ทางโน้นเขาเริ่มงานช้า กว่างานจะเสร็จก็เลยยิ่งเลทไปใหญ่” แป้งร่ำพูด
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ทางนี้ก็เพิ่งจะพักเบรคเสร็จ คุณเอกคงกำลังเตรียมถ่ายกันอยู่” ประชาสัมพันธ์ของโรงแรมบอก
แป้งร่ำชะงัก “คุณเอก..พี่หมายถึง...”
เอกรินทร์เดินออกมาจากห้องเห็นพีอาร์โรงแรมพอดีแต่เขายังไม่เห็นแป้งร่ำ
“นางแบบมาแล้วเหรอครับ” เอกรินทร์เอ่ยถาม
“ค่ะ..คุณเอก..นี่ไงคะ..คุณแป้งร่ำ”
เอกรินทร์เห็นแป้งร่ำ ทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง แป้งร่ำดีใจแต่ก็ออกอาการไม่เต็มที่
ประชาสัมพันธ์แกล้งกระซิบกับเอกรินทร์ “เป็นไงคะ...ผู้จัดการเลือกเอง สวย เฟิร์มแอนด์เฮ้ลท์ตี้เลยใช่ไหมคะ”
เอกรินทร์ยิ้มให้พีอาร์ “ผมพร้อมแล้วนะครับ”
แป้งร่ำมองเอกรินทร์เพลินจนไม่ทันได้ยิน
ประชาสัมพันธ์แตะแขนแป้งร่ำ “คุณแป้งคะ”
แป้งร่ำรู้สึกตัว “คะ”
“พร้อมแล้วใช่มั้ยคะ..งั้นไปเตรียมตัวข้างในเลยนะคะ ครูรออยู่แล้ว”
เอกรินทร์เปิดประตูให้ แป้งร่ำเดินยิ้มเข้าไปพร้อมกับประชาสัมพันธ์โรงแรม เอกรินทร์ทำสีหน้าที่ยากจะอธิบาย

เพิ่มพงษ์ที่นั่งอยู่กับสยุมภูว์ในรถมีสีหน้าเป็นกังวล
“คุณสยุมภูว์แน่ใจนะครับว่าพรุ่งนี้จะเปิดตัวกับคุณแวว”
“เรามีทางเลือกอื่นเหรอครับ” สยุมภูว์ถามกลับ
“ถ้าคุณอธิบายเหตุผลที่แท้จริงให้คุณเหลียงฟัง ท่านก็คงพอจะเข้าใจนะครับ”
“ผมว่าคุณเหลียงคงอยากคุยเรื่องธุรกิจมากกว่ามั้งครับ ท่านคงไม่นั่งเจ็ตส่วนตัวมาฟังเรื่องบู๊ๆของผมแน่ๆ”
“ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าคุณแววรู้ว่าคุณเป็นคนเดียวกับนายสยุมภูว์ แววจะทำหน้ายังไง” เพิ่มพงษ์กังวลใจ
“ผมหวังว่าแววจะไม่เกลียดผมมากไปกว่านี้นะ”
“จะกลัวอะไรล่ะครับ ถ้าผู้หญิงเกลียด เราก็แค่ตามง้อ ผมว่าคุณแววคงไม่ใจแข็งขนาดจะไม่ฟังอะไรมั้งครับ”
“ขอให้มันง่ายอย่างนั้นเถอะ” สยุมภูว์ค่อนแคะ “พอเป็นเรื่องอย่างนี้ กลายเป็นคนโลกในแง่ดีขึ้นมาได้เลยนะคุณเพิ่มพงษ์”
“คนเรามันก็ต้องมีโลกสีชมพูกันบ้างสิครับ” เพิ่มพงษ์หยอด
สยุมภูว์ยิ้มขำ แต่สีหน้าของเขาก็แสดงความหวั่นใจออกมาอย่างชัดเจน

แววนั่งคุยกับนิติธรเรื่องการเตรียมการต้อนรับอาเหลียงอยู่ในห้องทำงานของนิติธร
“เลขามิสเตอร์เหลียงคอนเฟิร์มเวลาและสถานที่นัดหมายเรียบร้อยแล้วนะคะ” แววรายงาน
“หนูคงตื่นเต้นสินะที่จะได้เจอคุณสยุมภูว์เสียที” นิติธรถาม
“ค่ะ..”
“นับจากวันพรุ่งนี้ คุณสยุมภูว์คงคิดจะกลับไปอยู่ที่บ้านทศพลเสียที ถึงวันนั้นเมื่อไร ผมคงสบายใจขึ้นเยอะเลยล่ะ”
“อยากรู้จังนะคะ ว่าคุณสยุมภูว์หายไปอยู่ที่ไหน แล้วใครสักกี่คนที่รู้จักคุณสยุมภูว์โดยไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร”
“หนูแววดูจะใจร้อนอยากเจอคุณสยุมภูว์มากเลยนะ”
แววเพิ่งรู้ตัว “จริงหรือคะ คุณนิติธร”
“แววตาหนูน่ะโกหกใครไม่ได้หรอกนะ”
นิติธรยิ้มให้ แววรู้สึกเก้อที่เพิ่งรู้ตัว


คำรพหยิบขวดยาที่ซ่อนไว้ออกมาแล้วเอาหลอดจุ่มลงไปแล้วดึงออก ก่อนจะเอาหลอดมาเก็บไว้ในถุงเครื่องดื่มเหมือนเดิม คำรพยิ้มเจ้าเล่ห์
“ไม่เสร็จวันนี้แล้วจะเสร็จวันไหน...เห็นสวรรค์มารำไรแล้วเว้ย”
สักพักวัณณรีเปิดประตูรถเข้ามานั่งประจำที่
“รอนานไหมคะ” วัณณรีถาม
“นานแค่ไหนก็รอได้จ้ะ” คำรพตอบ
คำรพหยิบขวดเครื่องดื่มขึ้นมาให้วัณณรี
“พี่คำรพซื้อมาฝาก เห็นน้องวัณชอบยี่ห้อนี้”
วัณณรีรับขวดไป เธอเห็นว่าขวดยังไม่ได้เปิด เธอจึงเปิดขวดแล้วจิ้มหลอดที่ถูกป้ายยาลงไปโดยไม่รู้
“พี่คำรพว่าเราไปทานมื้อเย็นกันก่อนมั้ย” คำรพชวน
“ไม่ดีกว่าค่ะ วัณอยากกลับบ้าน ตระเวนสัมภาษณ์งานมาทั้งวันเหนื่อยจนไม่อยากกินอะไรแล้ว”
“โถ..แม่ทูนหัวของพี่ มาเป็นเลขาพี่ให้รู้แล้วรู้รอดก็ไม่ต้องมาเหนื่อยสัมภาษณ์งานอย่างนี้หรอก”
“พูดคำนี้อีกคำ วัณลงจากรถจริงๆ ด้วย”
“ไม่พูดก็ไม่พูด”
“กลับบ้านเถอะค่ะ”
“จ้ะ..” คำรพแอบยิ้มอย่างร่าเริงเกินเหตุ “กลับก็กลับ..กลับทางไหนดีน้า”
วัณณรีเห็นคำรพแอบยิ้มอย่างมีเลศนัยก็เริ่มรู้สึกไม่ไว้ใจคำรพ แล้วเธอก็ดูดน้ำต่อ คำรพออกรถไป

แป้งร่ำกำลังทำท่าโยคะอย่างสวยงามตามที่ครูสอน เอกรินทร์นั่งดูแป้งร่ำผ่านจอมอร์นิเตอร์ จังหวะหนึ่งแป้งร่ำส่งสายตามาทางกล้องแล้วยิ้มให้ เอกรินทร์เผลอยิ้มตอบกับมอร์นิเตอร์ก่อนจะรู้ตัวจึงรีบหุบยิ้ม
เอกรินทร์พูดกับทีมงาน “โอเค..อยู่แล้วล่ะ” แล้วเขาก็หันไปพูดกับพีอาร์ “พี่ต้องการถ่ายอะไรเพิ่มมั้ยครับ”
“เพอร์เฟ็คท์แล้วล่ะค่ะคุณเอก..แค่นี้พี่ก็รู้แล้วว่างานต้องออกมาเริ่ดแน่ๆ” พีอาร์ตอบ
ทีมงานตะโกนบอกทุกคน “โอเคค่ะ..ทุกคน วันนี้เรียบร้อยแล้วนะคะ ขอบคุณมากค่ะ”
พีอาร์รีบเข้าไปคุยกับแป้งร่ำ เอกรินทร์อดที่จะมองแป้งร่ำไม่ได้

รถของคำรพแล่นเข้ามาจอดที่โรงแรมแห่งหนึ่ง วัณณรีนั่งตาเยิ้มและมองคำรพเหมือนจะกลืนกิน
วัณณรีพูดอ้อน “ป๋าขา..พาวัณมาที่นี่ทำไมคะ”
“ก็หนูวัณไม่สบาย ป๋าก็พาหนูมาโรงพยาบาลไงคะ”
“ไม่เอา..วัณกลัวหมอ”
“ไม่ให้หมอรักษา แล้วจะให้ใครรักษา”
วัณทำตาเยิ้มใส่คำรพแทนคำตอบ
“คนไข้อาการหนักอย่างนี้ คุณหมอต้องรีบรักษาซะแล้วสิ” คำรพบอก
วัณณรีตะกายไปที่เบาะหลัง คำรพเปิดประตูรถจะตามไปนัวเนีย แต่ขณะกำลังจะเปิดประตูเข้าไป เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น
คำรพหยิบโทรศัพท์ออกมารับ “โอย...ใครวะเนี่ย”
คำรพเห็นชื่อมาลตีปรากฏที่หน้าจอ
“ยัยแก่เอ๊ย...เสียจังหวะหมด” คำรพรับโทรศัพท์ “ครับ คุณแม่”
“น้องดีกว่ามั้ยคะคุณคำรพ ยัยวัณอยู่กับคุณหรือเปล่าคะเนี่ย โทรไปไม่ยอมรับสาย” มาลตีบอก
“ไม่อยู่กับผมแล้วจะอยู่กับใครล่ะครับคุณมาลตี..หนูวัณลองเสื้ออยู่น่ะครับเลยไม่ได้รับโทรศัพท์ ช้อปปิ้งเสร็จแล้วผมจะให้หนูวัณโทรกลับนะครับ”
วัณณรีโผล่หน้าออกมาจากรถแล้วพูดเสียงดัง
“คุณหมอขา..คนไข้รออยู่นะคะ”
“นั่นเสียง ยัยวัณณรีนี่คะ” มาลตีถาม
คำรพรีบเดินหลบไปบริเวณกระโปรงท้ายรถ “หูฝาดไปแล้วครับคุณมาลตี”
วัณณรีออกมาตามคำรพ เธอดึงโทรศัพท์ออกมาจากมือคำรพ แล้วพูดใส่โทรศัพท์
“ตู้ดด..” วัณณรีกดสายทิ้งแล้วส่งสายตายั่วยวนให้คำรพ “คุณหมอขา...คนไข้จะแย่แล้วค่ะ”
“หมอพร้อมแล้วจ้ะ”
คำรพตามวัณณรีเข้าไปในรถทันที

มาลตีถือโทรศัพท์แล้วทำหน้าสงสัย
“เสียงสัญญาณมันคุ้นๆนะ”
มาลตีพยายามกดโทรศัพท์หาคำรพอีกครั้ง
“อ้าว...ทีนี้เลยไม่ติดทั้งสองคน...มันชักจะยังไงแล้วสิเนี่ย”
มาลตีมีสีหน้าเป็นห่วง

เอกรินทร์พาแป้งร่ำเดินตรงมาที่ลานจอดรถของโรงแรมที่เขาจอดรถมอร์เตอร์ไซค์เอาไว้
“ขอบคุณนะคะคุณเอก อุตส่าห์จะไปส่งแป้งที่งาน” แป้งร่ำบอก
“ไม่เป็นไรครับ ถ้าคุณนั่งแท็กซี่ไปจากนี่..ไปไม่ทันแน่ๆ รถติดอย่างนี้”
“วันก่อนแป้งพาคุณไปส่ง วันนี้คุณไปส่งแป้ง...หายกันนะคะ”
“ที่ผมจะไปส่งคุณ ไม่ใช่เพราะอยากตอบแทนให้หายๆกันไปนะ ผมไปส่งคุณในฐานะที่เรา...”
แป้งร่ำมองหน้าเอกรินทร์อย่างลุ้นๆ และรอคำตอบว่าเอกรินทร์จะพูดอะไร
ที่มุมหนึ่งไม่ไกลจากบริเวณนั้น คำรพเปิดประตูแล้วรีบผลุนผลันออกมาจากรถ
“หนูวัณจะเล่นอะไรเนี่ย..เอาปืนผาหน้าไม้มาเล่นอย่างนี้ เดี๋ยวมันลั่นโป้งป้างขึ้นมา ก็ได้เข้าโรงพยาบาลกันจริงๆหรอก เก็บก่อนเถอะนะ..หมอจะได้ตรวจคนไข้เสียที” คำรพเจรจา
เอกรินทร์มองตามเสียงไป เขาเห็นวัณณรีถือปืนเดินออกมาจากรถในสภาพตาเยิ้ม
“โหย..หมออ่ะ หมอโดนยิงหมอก็รักษาตัวเองดิ ไม่เก่งจริงนี่นา” วัณณรีพูด
“ไม่เอาน่า..เล่นอย่างอื่นดีกว่านะ หนูวัณ อย่างนี้ไม่สนุกเลย”
วัณณรีส่ายหน้าไม่ยอม เอกรินทร์เดินเข้ามาหาวัณณรี แต่คำรพยังไม่เห็นว่าเอกรินทร์เดินเข้ามาหา
“วัณ...มาทำอะไรที่นี่” เอกรินทร์ถาม
วัณณรีตอบทั้งที่ยังตาเยิ้ม “วัณไม่สบาย...”
เอกรินทร์พูดกับคำรพ “คุณทำอะไรวัณ”
“ไม่ใช่เรื่องของแก”
เอกรินทร์ไม่สนใจจะเข้าไปดึงวัณณรีออกมา คำรพไม่ยอมให้เอกรินทร์ดึงวัณณรีไป เอกรินทร์ยื้อวัณณรีกับคำรพ คำรพผลักเอกรินทร์ออกแล้วกำลังจะชก
แป้งร่ำตะโกนสวน “หยุดนะ..ยาม..จับไปเลยค่ะ เขาจะหาเรื่องคุณเอก”
“ใครหาเรื่องใครกันแน่ คนจะมีความสุขกันแกจะมาขวางทำไม” คำรพโวย
“แกจะทำอะไรวัณ” เอกรินทร์ถามย้ำ
“ก็จะให้ทำให้ดูมั้ยล่ะ จะได้รู้ว่าจะทำอะไร” คำรพยียวน
เอกรินทร์เหลืออดพุ่งเข้าไปชกคำรพจนหน้าหงาย แป้งร่ำกับยามเข้ามาห้ามแล้วแยกทั้งสองออกจากกัน คำรพฮึดฮัด เอกรินทร์ดึงมือวัณณรีให้เดินออกไป แป้งร่ำเข้ามาดูแลวัณณรี เอกรินทร์ยืนคุมเชิงไม่ให้คำรพเข้ามายุ่งกับวัณณรี

นิติภูมิเดินเข้ามาในคฤหาสน์ทศพล นิติธรคุยกับคนงานในบ้านเสร็จพอดี นิติภูมิเห็นเข้าก็สงสัย
“เรียกคนงานมาทำไมหรือครับ ทำอย่างกับจะมีงานใหญ่”
“ไม่มีอะไรหรอก แค่เรียกมาคุยเรื่องทำความสะอาดบ้านน่ะ” นิติธรบอก
“เขาก็ทำทุกวันอยู่แล้วไม่ใช่หรือครับ”
“พ่อคิดว่าคุณสยุมภูว์อาจจะกลับมาอยู่ที่นี่เร็วๆนี้ เลยต้องเรียกคนงานมาคุยให้ดูแลเป็นพิเศษ”
นิติภูมิยิ้มเยาะ “ดูแลเป็นพิเศษ...ทำอย่างกับนายสยุมภูว์เป็นลูกรักของพ่ออย่างนั้น”
“ถ้าแกคิดอย่างนั้นแล้วสบายใจ มันก็เรื่องของแก..หรือถ้าแกคิดว่าฉันบกพร่องในหน้าที่พ่อ ฉันก็คงต้องยอมรับ..ฉันเลี้ยงแกให้ได้ดีกว่านี้ไม่ได้จริงๆ”
“ผมไม่กล้าว่าพ่อย่างนั้นหรอกครับ พ่อเลี้ยงผมมาดี..แต่ผมมันดีไม่พอ เทียบไมได้กับลูกเจ้านายพ่อ”
พูดจบนิติภูมิก็ไม่ฟังว่านิติธรจะว่าอย่างไรต่อ เขารีบเดินขึ้นห้องไป นิติธรมองตามด้วยสีหน้าผิดหวังในตัวลูก
นิติธรตัดพ้อกับตัวเอง “ฉันเลี้ยงแกได้เท่านี้จริงๆ”

วัณณรีนอนอยู่บนโซฟาในห้องรับแขกที่บ้าน มาลตีคอยดูแล สักพักวัณณรีก็ค่อยๆลืมตาขึ้น
“ยัยวัณ..เป็นไงมั่งลูก” มาลตีถามด้วยความเป็นห่วง
“แม่...วัณกลับมาได้ไง” วัณณรีถาม
“แกไม่รู้ตัวเลยใช่ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
วัณณรีพยายามนึกแต่ก็นึกไม่ออก มาลตีเห็นอาการของวัณณรีก็ยิ่งสงสาร
“เห็นมั้ยคะ คุณมาลตี โรสบอกแล้วว่าคุณคำรพน่ะไว้ใจไม่ได้ ดูสิคะ..โดนมอมยาจนจำอะไรไม่ได้เลย” โรสพูด
วัณณรีแปลกใจ “โดนมอมยาหรือคะ”
มาลตีพยักหน้ารับ “แม่ไม่น่าไว้ใจให้แกออกไปตามลำพังกับอีตานั่นเลย โชคดีนะที่เอกเขาไปเจอเสียก่อน เลยช่วยแกมาได้ ก่อนที่แกจะ...”
โรสพูดต่อ “ยับเยิน”
มาลตีดุ “นังโรส...หุบปาก” มาลตีพูดกับวัณณรี “แม่ขอโทษนะ”
“วัณประมาทเองแม่ แม่อย่าโทษตัวเองงเลย ต่อไปวัณจะระวังตัวเองให้มากกว่านี้”
“ยังจะมีคราวหน้าอีกเหรอคะ คุณวัณ” โรสถาม
“นั่นสิ..ต่อไปแม่จะไม่ให้มันเหยียบเข้าบ้านแล้ว” มาลตีบอก
“แต่วัณจะเอาคืน..ให้รู้เสียบ้างว่าจะทำกับวัณฝ่ายเดียวไมได้”
วัณณรีพูดพร้อมกับทำสีหน้าคิดหนักเพราะกำลังวางแผนจะเอาคืนคำรพ

เอกรินทร์ขี่มอร์เตอร์ไซค์มาจอดที่หน้าสถานที่จัดงาน แป้งร่ำที่ซ้อนอยู่ด้านหลังลงมาจากรถแล้วยื่นหมวกกันน็อคคืนให้ เอกรินทร์รับมา
“แป้งขอตัวก่อนนะคะ”
“ครับ”
แป้งร่ำรีบเดินเข้างานไป เอกรินทร์ออกรถไปโดยไม่ทันเห็นว่าแป้งร่ำหันกลับมามองเขา

แป้งร่ำนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้...

“วันก่อนแป้งพาคุณไปส่ง วันนี้คุณไปส่งแป้ง...หายกันนะคะ”
“ที่ผมจะไปส่งคุณ ไม่ใช่เพราะอยากตอบแทนให้หายๆกันไปนะ ผมไปส่งคุณในฐานะที่เรา... “
แป้งร่ำมองหน้าเอกรินทร์ลุ้นรอคำตอบว่าเอกรินทร์จะพูดอะไร...

แป้งร่ำยิ้มๆอย่างเสียดายเล็กๆ
“โธ่ เลยไม่ได้รู้กันว่าคิดกับเรายังไงกันแน่”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น แป้งร่ำคิดว่าเอกรินทร์โทรมา
“คุณเอกแน่ๆ” แป้งร่ำกดรับโทรศัพท์โดยไม่ได้ดูเบอร์ “คุณเอก..เอ่อ..ค่ะ..พี่ตือ แป้งมาถึงแล้ว จะรีบเข้าไปเดี๋ยวนี้ล่ะคะ
แป้งร่ำรีบจ้ำเข้าไปในงานทันที

เอกรินทร์เข้าบ้านมาเจอไลลานั่งอยู่
“นายเจอยัยแป้งบ้างหรือยัง” ไลลาถาม
“ผมเพิ่งแยกกับคุณแป้งเมื่อครู่นี้เอง ทำไมเหรอครับ”
“ตกลงว่านายกับยัยแป้งเข้าใจกันดีแล้วใช่มั้ย”
“ครับ..”
ไลลาเริ่มอยากรู้ “แล้วจะให้อะไรๆมันคืบหน้าไปกว่านี้มั้ย”
“นี่..ห่วงหรือแค่..อยากรู้อยากเห็นครับเนี่ย” เอกรินทร์สวน
“ฉันจะได้เอาใจช่วยไง” ไลลาบอก
“ผมว่าเอาใจช่วยตัวเองก่อนไหมครับ..เรื่องคุณจักรน่ะ ให้รอดก่อนเถอะ”
เอกรินทร์ยิ้มขำแล้วเดินขึ้นห้องพักของตัวเอง
“เรื่องของฉันกับคุณจักร ยังไงมันก็ต้องรอด” ไลลาพูดกับตัวเอง
ไลลามีสีหน้ามั่นใจสุดๆ

จบตอนที่ 9

ติดตามอ่านแววมยุราตอนต่อไป พรุ่งนี้ 



กำลังโหลดความคิดเห็น...