xs
xsm
sm
md
lg

ขุนศึก ตอนที่ ๒

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ขุนศึก ตอนที่ ๒

ในช่วงหัวค่ำที่ริมแม่น้ำ ชาวบ้านเตรียมตัวกันเพื่อมาลอยกระทง บรรยากาศของคืนเพ็ญเดือนสิบสองครึกครื้น มีการเล่นสักวา เล่นเพลงยาวของหนุ่มสาวอย่างสนุกสนาน ยังมีของกินห่อใบตองขายเต็มไปหมด ชาวบ้านก็เดินเลือกกินเลือกซื้อกันอย่างมีความสุข

ดวงแขในชุดสไบสีชมพู กำลังเดินตรวจงานอยู่ โดยมีหญิงรับใช้คอยเดินตาม
“เสร็จพระราชพิธีลอยพระประทีปแล้ว เจ้านายทุกพระองค์จะขึ้นฝั่งที่ประตูหน้า เจ้าไปกำชับกำชาอีกรอบ อย่าให้มีผิดพลาดเชียว” ดวงแขสั่ง
“เจ้าค่ะแม่หญิง” หญิงรับใช้รับคำแล้วเดินเลี่ยงไป
ดวงแขเดินดูงาน การละเล่น ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เอื้อยแตงและสมบุญเดินนำเสมามา ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส มีแต่เสมาที่สีหน้าเซ็งๆ ตั้งใจจะมารับกระทงเรไร แต่ไม่รู้จะปลีกตัวยังไง เอื้อยแตงตื่นเต้น“งานปีนี้เอิกเกริกกว่าทุกปีเลย พี่เสมาดูสิ”
เสมาไม่ได้สนใจ มองไปทางแม่น้ำ เพื่อหาเรไร
“ของกินเต็มไปหมด ท่าทางน่าอร่อยทั้งนั้นเลย พี่เสมาอยาก กินกระไร ประเดี๋ยวฉันไปหามาให้” สมบุญน้ำเสียงตื่นเต้นบ้าง
“ข้าไม่หิว เอ็งไปเถิด”
“ตะกละตะกราม มาเที่ยวทั้งที ต้องไปดูเค้าเล่นสักวาสิ ถึงจะสนุก” เอื้อยแตงบอก
“คนออกโข จะไปเบียดกันทำกระไร หาของอร่อยกินดีกว่า”
เอื้อยแตงมองสมบุญตาเขียวปั้ด ไม่พอใจที่มาขัดคอจนเสมาต้องรีบห้ามทัพ
“เอ็งสองคนเลิกเถียงกันเสียที ข้าหิวแล้ว”
“ประเดี๋ยวฉันไปซื้อมาให้เอง พี่รออยู่ตรงนี้เถิด”
เอื้อยแตงทิ้งค้อนใส่สมบุญแล้วเดินเลี่ยงไป
“รอฉันก่อนแม่เอื้อยแตง ฉันก็หิว”
เอื้อยแตงรีบเดินหนีไปอย่างเร็วด้วยความรำคาญ สมบุญรีบตามไปอีกคน เสมาถอนใจ ส่ายหน้า แล้วเดินดูงานไปเรื่อย จังหวะนั้นเอง ดวงแขก็หันกลับมาแล้วอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มดีใจที่ได้เจอเสมาอีกครั้ง เสมาจำดวงแขได้เหมือนกันจึงยิ้มทักทาย
“แม่หญิงนั่นเอง เป็นกระไรบ้าง สบายดีรึ”
“สบายดีจ้ะ ไม่นึกเลย ว่าจะได้เจอพ่อที่นี่ เรื่องคราวก่อนฉันยังไม่ได้ขอบพระคุณเลย”
“ไม่เป็นไรดอกแม่หญิง แม่หญิงปลอดภัยฉันก็ดีใจแล้ว”
ขณะนั้นเอง ยินเสียงฆ้องดังขึ้น ก่อนจะดังต่อๆกันมา จนได้ยินไปทั่วเป็นการบอกฤกษ์การลอยกระทงดวงแขหน้าเจื่อนไปเพราะอยากคุยกับเสมามากกว่านี้
“ได้ฤกษ์ลอยกระทงโคมไฟแล้ว ฉันมีหน้าที่ต้องดูแลขบวนเสด็จฝ่ายใน คงต้องไปก่อน เอ่อ ฉันชื่อ ดวงแขนะจ๊ะ บ้านอยู่ท้ายคลองวัดกลาง ถ้าพ่อมีกระไรให้ฉันช่วย ก็ไปหาฉันได้นะจ๊ะ ฉันอยากตอบแทนบุญคุณจริงๆ”
ดวงแขจะเดินเลี่ยงไป แต่เสมารีบเรียกไว้
“ประเดี๋ยวจ้ะ แม่หญิงเป็นสาวชาววังรึ พอจะรู้หรือไม่ว่าขบวนใดเป็นขบวนสมเด็จพระเจ้าหลานเธอท่าน”
“ขบวนสมเด็จท่าน หากเป็นข้าหลวงนางในก็จะใส่สไบแดงทุกคน พ่อถามเช่นนี้ จะดักเจอใครรึ”
“เปล่า เปล่าดอกจ้ะ เอ่อ แม่หญิงจะไปที่ท่าน้ำใช่หรือไม่ ให้ฉันไปด้วยคนนะ”

ดวงแข เดินนำไปและเสมาเดินตามหลัง ดวงแขแอบปลื้มๆ แต่ไม่พูดอะไรมากด้วยความเป็นผู้หญิง จำเรียงเดินคุยยิ้มแย้มมากับนางข้าหลวงกลุ่มหนึ่งซึ่งห่มสไบสีชมพู จำเรียงเห็นเสมาเดินตามดวงแขมาก็หน้าเสีย รีบเข้าไปดุพี่ทันที
“พี่เสมา เดินตามแม่หญิงดวงแขมาต้องการกระไร”
“เป็นกระไรของเอ็งนังจำเรียง ทำยังกะข้าจะไปฆ่าใคร ข้าแค่จะไปที่ท่าน้ำหน้าวัดพุทไธสวรรย์ เป็นทางเดียวกับแม่หญิงดวงแข ก็เลยร่วมทางกันมาเท่านั้น”
“จริงรึเจ้าคะแม่หญิง”
“ใช่จ้ะ”
“เห็นหรือไม่นังจำเรียง ยังไม่ทันถามไถ่ก็ดุด่าข้า ข้าเป็นพี่เอ็งแท้ๆ”
“ก็พี่เป็นคนดื้อรั้น แล้วก็มีเรื่องผิดใจกับพี่หมู่ขันด้วย ฉันก็เกรงว่าพี่จะมาพาลพาโลลงกับแม่หญิงดวงแขน่ะซี”
“เอ็งยิ่งพูดยิ่งวกวน ข้าผิดใจกับหมู่ขัน แล้วเหตุใดข้าต้องพาลกับแม่หญิงด้วยเล่า”
“นี่พี่ไม่รู้รึ” จำเรียงมองหน้าเสมาด้วยความแปลกใจ
“ฉันเป็นน้องสาวพี่ขันจ้ะ” ดวงแขบอก
“ที่แท้เป็นเช่นนี้ แม่หญิงวางใจเถิด อ้ายเสมาผิดใจกับหมู่ขันก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่หากพาลพาโลมาที่แม่หญิงแล้ว ก็หาใช่วิสัยชายชาติทหารไม่...ขอบน้ำใจที่ให้ข้าร่วมทางมา”
เสมาก้มหน้าเดินเลี่ยงไป จำเรียงค้อนตามพี่ชายไปเล็กน้อย

ดวงแขแอบชะเง้อมองตาม อมยิ้มด้วยความชื่นชม ที่เสมาสมเป็นลูกผู้ชาย

เรไร เดินถือกระทงมากับบัวเผื่อนและนางข้าหลวงคนอื่นๆซึ่งห่มสไบสีแดง ต่างคนต่างพูดคุยกันอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส ขณะนั้นเอง ขันก็เดินถือกระทงของตนเข้ามาหาเรไรแล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม
“แม่หญิงเรไร”
เรไรชะงัก หน้าเจื่อนทันทีที่เห็นหมู่ขัน
บัวเผื่อนยิ้มแซวๆแล้วว่า
“ดูท่าพวกเราคงต้องไปคอยแม่เรไรที่เรือเสียแล้วกระมัง ...ได้ฤกษ์ลอยกระทงโคมไฟแล้ว ขอเชิญหัวหมู่เถิดจ้ะ”
“ขอบน้ำใจจ้ะ แม่หญิงบัวเผื่อน”
บัวเผื่อนกับพวกข้าหลวงเดินเลี่ยงไป ปล่อยให้ขันอยู่กับเรไรสองคน ขันมองไปที่กระทงของเรไร
“นั่นกระทงของแม่หญิงรึ ช่างวิจิตรประณีตนัก มิรู้ว่ากระทงโคมไฟของฉัน จะได้มีวาสนาได้ลอยคู่กับกระทงของแม่หรือหาไม่”
“ได้สิจ๊ะหัวหมู่”
ขันดีใจมาก ไม่คิดว่าเรไรจะยอมง่ายๆแบบนี้
“ถ้าหัวหมู่ขึ้นเรือมากับพวกฉันได้ เราก็คงได้ลอยกระทงร่วมกัน”
ขันหน้าเสียทันที
“เรือของฝ่ายใน ฉันจะขึ้นได้อย่างไรกัน ได้โดนตัดหัวตามกฎปะไร แม่หญิงลอยกระทงโคมไฟกับฉันที่นี่ไม่ได้รึ”
“ไม่ได้ดอกจ้ะ ฉันตั้งใจไว้แล้ว ว่าจะไปลอยกลางแม่น้ำ”
“ทำไมล่ะ ไม่ได้มีกฎห้ามไม่ใช่รึว่าต้องลอยกลางแม่น้ำเท่านั้น เหตุใด แม่หญิง...”
ขันมองไปที่กระทงของเรไรอย่างสำรวจก็ชะงัก ฉุกคิดขึ้นและโมโหมาก
“อ้อ มิน่าเล่าถึงได้ทำกระทงรูปนี้ ใบเสมาบนกระทงนั่น สื่อถึงผู้ใดกันรึแม่หญิง”
เรไรหน้าเสีย ไม่คิดว่าขันจะเดาถูก
“เสียที เป็นบุตรขุนน้ำขุนนาง กลับใฝ่ใจด้วยอ้ายช่างเหล็กสกุลต่ำ ช่างไม่รักศักดิ์ศรีเสียบ้างเลย อยากให้ออกขุนรามเดชะมาเห็นนัก”
เรไรชักโมโหเหมือนกัน
“หัวหมู่ก็ไปบอกพ่อฉันเถิด ฉันหากลัวไม่ ฉันไม่ได้ทำเรื่องบัดสี เรื่องจะกลัวคำเท็จเป็นไม่มี หรือจะยันกันต่อหน้านายของหัวหมู่ก็ได้ จะได้รู้กันไปว่าชายชาติทหาร พอเกี้ยวพาราสีผู้หญิงไม่ได้ แล้วเป็นเยี่ยงไร”
ขันอึ้ง พอเรไรเอาจริงก็ไม่กล้า เรไรจ้องหน้าขันแล้วสะบัดหน้าเดินเลี่ยงไป ขันขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจสุดๆ
“อ้ายเสมา”

กระทงมากมายนับพันใบ ลอยมาตามแม่น้ำเป็นสาย แสงไฟระยิบระยับจากกระทงดูสวยงามจับใจ บรรยากาศภายในงาน ชาวบ้านต่างพากันมาลอยกระทง พูดคุยกันยิ้มแย้มแจ่มใส ทั้งลอยเป็นคู่ เป็นครอบครัว

เสมา ยืนชะเง้อคอยมองหาเรไรตลอดเวลา อยู่ที่ท่าน้ำหน้าวัดพุทไธสวรรย์ ขณะนั้นเอง เรือลำใหญ่ที่เรไร บัวเผื่อนกับพวกนางข้างหลวงก็พายมาถึง เสมาเห็นทุกคนใส่สไบแดงก็มั่นใจว่าเป็นเรือเรไรแน่ แม้จะเห็นเรไรไม่ถนัดก็ตาม เสมากล่าวอธิษฐานในใจ
“แม่พระคงคาอันศักดิ์สิทธิ์จงเป็นพยาน หากข้าพระเจ้าอ้ายเสมา มีวาสนาได้เป็นขุนศึกขุนพล คู่ควรกับแม่หญิงเรไรแล้วไซร้ ขอให้ข้าพระเจ้าเก็บกระทงโคมไฟของแม่หญิงได้ด้วยเถิด”
เรไรมองหาเสมาอยู่บนเรือ แต่ก็เห็นไม่ถนัดนัก
“มองหาใครอยู่รึแม่เรไร” บัวเผื่อนถาม
เรไรปั้นยิ้มกลบเกลื่อน
“เปล่าดอกจ้ะ ฉันเห็นว่างานคืนนี้สวยนัก ก็เลยดูให้เพลินตาไปน่ะจ้ะ”
“รีบลอยกระทงโคมไฟกันเถิด ประเดี๋ยวจะเลยฤกษ์”
บัวเผื่อน และพวกนางข้าหลวงต่างเอากระทงขึ้นจบเหนือหัวเพื่อขออภัยแม่พระคงคาและบูชาลอยพระพุทธบาทใต้บาดาล ตามความเชื่อของการลอยกระทง
เรไรแอบหยิบหมากพลู ยาสูบ ออกจากชายพก ใส่ลงในกระทงของตน แล้วจบหัวอธิษฐานก่อนจะลอยกระทงลงแม่น้ำ พยายามสังเกตแสงไฟจากธูปเทียนบนกระทงของตน ว่าจะลอยไปถึงฝั่งให้เสมาเก็บได้รึเปล่า
เสมายืนรออยู่ที่ท่าน้ำ คอยสังเกตกระทงโคมไฟแต่ละใบอย่างละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทันใดนั้นเอง เสมาก็เห็นกระทงใบที่ใช้ดอกจำปีทำเป็นใบเสมา เสมารู้ได้ในทันทีว่าเป็นของเรไรแน่เสมายิ้มดีใจ
“ช่างคิดนักแม่หญิง”
เสมารอจนกระทงลอยมาใกล้ก็ก้มลงเก็บ ก่อนจะหยิบหมากพลูและยาสูบที่เรไรใส่ไว้ในกระทงขึ้นมา เสมาเอาหมากพลูและยาสูบขึ้นมาแนบอก ก่อนจะเก็บไว้อย่างดี แล้วชูกระทงของเรไรขึ้นจบเหนือหัวเพื่ออธิษฐานร่วมกับเรไรในกระทงเดียวกัน เรไรเห็นเสมาชูกระทงของตนขึ้นก็ยิ้มปลื้มใจ ที่เสมาเดาความหมายของตนออก และเก็บกระทงได้จริงๆ สมกับความตั้งใจของตน เสมาลอยกระทงของเรไรตามแม่น้ำไป แล้วลุกขึ้นยืนมองไปทางเรไร

แม้ทั้งคู่แม้จะมองเห็นหน้ากันไม่ชัด แต่ก็รับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ไม่ต่างกัน

ผ่านไปจนถึงเช้าวันหนึ่งทุกพระองค์อันมี พระมหาธรรมราชา สมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเอกาทศรถกำลังประชุมเครียดกันอยู่ที่ท้องพระโรงกรุงศรีอยุธยาพร้อมด้วยเหล่าขุนนาง เสนา อำมาตย์ ที่กลางห้องมีแบบจำลองภูมิประเทศ แสดงการเดินทัพของทัพพสิม และ เชียงใหม่ โดยมีธงเล็กๆสีต่างๆปักอยู่แทนกองทัพพสิม ทัพเชียงใหม่ และทัพไทย
“พระเจ้านันทบุเรง ส่งทัพพระยาพสิมแลพระเจ้าเชียงใหม่ บุกตีเราเป็นสองทางดังคาดจริงๆ ทัพสามหมื่นของพระยาพสิมก็ว่าหนักแล้ว แต่พลหนึ่งแสนของเชียงใหม่ยิ่งหนักกว่า เห็นควรที่เราจะใช้ชัยภูมิของพระนคร ตั้งรับข้าศึกเหมือนดังที่ผ่านมา” พระมหาธรรมราชาตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
สมเด็จพระเอกาทศรถไหว้บังคมตรัสว่า
“ขอเดชะสมเด็จพ่อ ลูกเห็นว่าศึกนี้มิบังควรใช้ชัยภูมิของเราตั้งรับดังที่ผ่านมา แต่ชอบที่จะยกทัพไปรับศึกนอกพระนครพระพุทธเจ้าข้า”
สมเด็จพระนเรศวรพนมมือบังคมพระมหาธรรมราชาแล้วตรัสว่า
“ลูกเห็นด้วยกับองค์ขาว พระยาพสิมแม้จะเจนศึก แต่พระอุปนิสัยชอบดูแคลนคนแลนิยมเอาหน้า ย่อมกระทำการประมาทได้โดยง่าย ส่วนพระเจ้าเชียงใหม่แม้จะทรงเป็นนักปกครองที่สามารถแต่หาใช่นักรบที่เก่งกาจไม่ ถึงจะมีพลเรือนแสน ก็ไม่น่าวิตกพระพุทธเจ้าข้า”

ภาพเขียนของทหารไทย ทหารพม่ารบกัน มีทั้งใช้อาวุธต่อสู้ ใช้ปืนยิง ใช้ปืนใหญ่ ปีนค่าย ฯลฯ ปรากฏขึ้นพร้อมเสียงผู้บรรยาย
“เหตุการณ์ได้เป็นไปตามที่สมเด็จพระนเรศวรทรงคาดการณ์ไว้ กองทัพของพระยาพสิมมาถึงก่อนกองทัพของพระเจ้าเชียงใหม่และบุกเข้าตีเมืองสุพรรณบุรีทันที แต่ถูกพระยาจักรีต้านทานเอาไว้ได้ ทำให้สูญเสียไพร่พลมากมาย ก่อนจะถูกทัพของพระพิชัยสงครามและเจ้าพระยาสุโขทัยตามตีจนพ่ายแพ้กลับไป”

เช้าสายในวันหนึ่งภายในบ้านขุนรามเดชะ สมบุญหาวปากกว้างแล้วจะล้มตัวลงนอนหนุนขอนไม้เล็กๆ แต่ไม่ทันจะล้มตัวลงนอน ก็มีมือข้างหนึ่งดึงขอนไม้ออกมาจนสมบุญหัวกระแทกกับพื้น
“ใครวะ” สมบุญเสียงเขียวด้วยความโมโห
สมบุญลุกขึ้นจะเอาเรื่องแต่ปรากฏว่าคนที่ดึงขอนไม้ออกคือเสมานั่นเอง สมบุญถึงกับหน้าสลดลงทันที “พี่เสมา”
เสมาหน้าเครียดแล้วพูดขึ้น
“เพลานี้เอ็งต้องฝึกซ้อมดาบไม่ใช่รึอ้ายสมบุญ เหตุใดมานอนขี้เกียจสันหลังยาวอยู่นี่”
“พิโธ่ พี่เสมา ทัพพม่าโดนทัพของออกยาจักรีตีแตกพ่ายไปแล้วจะให้ฉันซ้อมดาบไปเพื่อกระไร ฉันตั้งใจจะออกศึกรบกับพวกมันให้หายแค้นเสียหน่อย อดกัน” สมบุญพูดด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ
“ถึงไม่มีศึกเอ็งก็ต้องฝึกซ้อม หากอยู่ในความประมาทถึงคราวออกศึกจริง มิไปให้ข้าศึกมันฟันเล่นดอกหรือวะ”
ขณะนั้นเองก็มีเสียงตีเกาะเคาะไม้ดังขึ้นเพื่อเรียกระดมพล เสมา สมบุญรีบไปตามเสียงเรียกทันทีเหมือนกับทหารคนอื่นๆ บริเวณจุดนัดหมาย ขุนรามเดชะกำลังยืนหน้าเครียดโดยมีทหารคนหนึ่งกำลังตีเกาะเคาะไม้อยู่ ขุนรามเดชะรอจนทุกคนมาครบจึงพูดด้วยเสียงดังลั่น)
“บัดเดี๋ยวนี้ ทัพของพระยาพสิมได้แตกพ่ายไปแล้ว แต่ทัพของพระเจ้าเชียงใหม่กำลังบุกลงมาแต่หัวเมืองฝ่ายเหนือเป็นทีของพวกเอ็งทุกคนแล้ว ที่จะได้ออกรบรับทัพพระเจ้าเชียงใหม่ หากแม้นไล่ทัพข้าศึกกลับไปไม่ได้ พวกเอ็งกับข้าก็จงเอาแผ่นดินกลบหน้าแทนเถิด”
เหล่าทหารส่งเสียงเฮลั่น พร้อมทำศึก สมบุญก็เฮลั่นที่ได้ออกรบสมใจ ในขณะที่เสมายิ้มรับอย่างฮึกเหิม ในที่สุดเวลาแสดงฝีมือก็มาถึงเสียที

ในเวลาต่อมา เสมากลับไปที่บ้านเพื่อก้มลงกราบเท้าพ่อมั่น โดยมีจำเรียงอยู่ใกล้ๆบริเวณนั้นด้วย มั่นพูดด้วยความภูมิใจ
“ขอให้เอ็งแคล้วคลาดปลอดภัย ภยันตรายใดๆก็อย่ากล้ำกรายเอ็งได้นะ เสมาลูกพ่อ”
“ขอบพระคุณจ้ะพ่อ”
จำเรียงสีหน้ายิ้มแย้มพลางว่า
“พรุ่งนี้พี่ก็จะไปทัพแล้ว ฉันเตรียมของให้พี่ไม่ทัน แต่ขอให้พี่โชคดีมีชัยมียศศักดิ์สมใจพี่เถิดนะ”
“ขอบน้ำใจเอ็งจำเรียง แต่ยศศักดิ์ของข้าหากมีก็เพื่อคนอื่นหาใช่เพื่อตัวข้าเองไม่ ตัวข้าขอเพียงได้ออกศึกฉลองคุณบ้านเมืองก็เป็นที่สุดแล้ว”
เสมาชะเง้อเข้าไปในเรือนมองหาบุญเรือนแต่ก็ไม่เห็นแม่ออกมา
“เอ็งเข้าไปหาแม่เค้าเถิด เค้ารอเอ็งอยู่” มั่นพูดขึ้น
“จ้ะพ่อ”
เสมาเดินเข้าไปด้านในเห็นแม่นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ เสมาถึงกับหน้าเสียคลานเข้าไปจะกราบเท้าแม่ แต่บุญเรือนเบี่ยงตัวออก
“ฉันรู้ว่าแม่ไม่อยากให้ฉันเป็นทหาร แต่พรุ่งนี้ฉันต้องไปศึกแล้ว ขอพรแม่เพื่อเป็นมงคลแก่ฉันสักหน่อยเถิด”
บุญเรือนร้องไห้สะอึกสะอื้นหนักขึ้น
“พรข้าจะเป็นมงคลแก่ใครได้ ในเมื่อตัวข้าเองยังไม่ได้ในสิ่งที่ข้าหวังเลย ข้าไม่อยากให้ลูกเป็นทหาร ลูกข้าก็เป็น เยี่ยงนี้ยังมีหน้าให้พรใครได้อีก”
เสมารู้สึกผิดที่ทำให้แม่เสียใจ
“ฉันขอขมาโทษจ้ะแม่”
บุญเรือนยังเบือนหน้าร้องไห้ เสมาหน้าซึมๆ กำลังจะเดินเลี่ยงออกไป บุญเรือนอดไม่ได้ที่จะหันมองลูกชาย
“เสมา เอ็งต้องปลอดภัยกลับมาหาข้านะ” บุญเรือนพูดแล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น
เสมาดีใจมาก เดินกลับไปกราบเท้าแม่
“ขอบพระคุณจ้ะแม่”
เสมากอดแม่ด้วยความรัก บุญเรือนก็ลูบหัวลูกชายด้วยความรักและห่วงใยสุดๆ

หัวค่ำวันเดียวกัน ขันกำลังซ้อมดาบกับลูกน้องสองสามคนคนที่รุมตนอยู่อย่างดุดัน ขันเอาชนะลูกน้องทั้งสามจนดาบกระเด็นจากมือด้วยท่วงท่ารุนแรงและเหนือชั้น สายตาของขันเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
“ศึกนี้แหละอ้ายเสมา ข้าจะหักเอ็งให้ยับ มิให้เอ็งไปสู้หน้าแม่หญิงเรไรได้อีก”
ดวงแขซึ่งแอบดูอยู่มุมหนึ่งด้วยความไม่สบายใจมากขึ้นทุกทีที่เห็นขันกับเสมาเกลียดชังกันหนัก

ลานกว้างหน้าพระราชวัง กองทัพไทยเตรียมเคลื่อนพลโดยมีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงมากมายมารอส่ง ข้างทางมีแท่นพิธียกพื้นสูงขึ้น บนแท่นนั้นมีพระภิกษุหลายรูปกำลังสวดมนต์อวยชัยให้พร และพรมน้ำมนต์ให้เหล่าทหาร ทหารบางคนก็คุกเข่ารับน้ำมนต์จากพระ บางคนก็เข้าไปกอดพ่อแม่ลูกเมียที่มาส่ง ฯลฯ
ขุนรามเดชะขี่ม้ามากับเหล่าทหาร เรไรที่มารอส่งพ่อ พอเห็นขุนรามเดชะมาก็ยกมือไหว้ ขุนรามเดชะยิ้มรับ ฝ่ายเสมาสะพายดาบคู่มือเดิมาพร้อมกับขันและเหล่าทหารในกองทัพ
เสมาและขันมองเหล่กัน ต่างคนต่างไม่ชอบหน้ากันชัดเจน
ฝ่ายดวงแขที่มาส่งขัน พอเห็นท่าทีของขันและเสมาที่เขม่นใส่กันก็ยิ่งไม่สบายใจ
เอื้อยแตงมาส่งเสมายืนโบกไม้โบกมือให้
“พี่เสมาๆ ฉันอยู่นี่ พี่เสมา”
เสมาไม่ได้ยินเพราะคนเยอะเลยไม่ได้หันไปดูเอื้อยแตง แต่สมบุญเห็นเอื้อยแตงเลยโบกมือให้ เอื้อยแตงเท้าสะเอวหน้าบึ้งตึงไม่พอใจใส่ สมบุญหน้าจ๋อยไปด้วยความกลัวเอื้อยแตงจึงไม่กล้าเล่นอีก จำเรียงเดินผ่านมาทางด้านหลังของเอื้อยแตงเพื่อไปยังจุดที่ขันมองเห็นตนได้ถนัด จำเรียงโบกไม้โบกมือให้ขัน
“พี่ขัน พี่ขันจ๊ะ พี่ขัน”
ขันโบกมือให้จำเรียง แล้วหันไปมองเย้ยเสมา เสมาหน้าบึ้งตึงเจ็บใจน้องที่ไม่มาส่งตนแถมยังโบกมือให้ศัตรูอย่างขันอีก
เสมากวาดตามองไปที่เรไร ส่งยิ้มให้ เรไรมองมาทางเสมา แล้วส่งยิ้มให้เช่นกัน แม้จะแสดงออกมากไม่ได้ แต่ทั้งคู่ก็รู้ว่าอีกฝ่ายรู้สึกยังไง
ขันเหล่มองเรไรกับเสมา ก็ยิ่งริษยาจับใจ ขบกรามจนขึ้นสัน

เวลากลางคืน ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ทหารพม่าของพระเจ้าเชียงใหม่ กำลังไล่ฆ่าชาวบ้านอย่างทารุณ พวกชาวบ้านผู้ชายพยายามสู้ ด้วยการใช้ดาบบ้าง ใช้ไม้บ้าง และอาวุธเท่าที่พอหาได้สู้เข้าต่อสู้แต่ทั้งฝีมือและจำนวนคนรองจากฝ่ายพม่ามากเลยโดนไล่ฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ไม่เว้นแม้แต่เด็กหรือผู้หญิง เสียงชาวบ้านที่ถูกฆ่าร้องดังโหยหวน จนกระทั่งเงียบหายไป ไม่เหลือแม้แต่ชีวิตเดียว
ทหารพม่าแบ่งชั้นยศกันตามสีของผ้าโพกหัว ไชกะยอสู นันทะกะยอสูขี่ม้าออกมา ทั้งสองคนเป็นระดับแม่ทัพ ใช้ผ้าโพกหัวสีนึง นายกองใช้สีนึง ทหารทั่วไปใช้อีกสีนึง
ไชกะยอสูมองไปรอบๆด้วยความพอใจพลางว่า
“ทัพอโยธยาใกล้เข้ามาแล้ว จงกวาดเสบียงแลของมีค่าทั้งหมดไปไว้ที่ค่ายประเดี๋ยวนี้”
“จงเผาหมู่บ้านนี้เสียให้สิ้นด้วย เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าผู้ที่กำแหงต่อกรกับทัพพระเจ้าหงสาแลพระเจ้าเชียงใหม่จะมีจุดจบเช่นไร” นันทะกะยอสูว่า
พวกทหารโห่ร้องด้วยความฮึกเหิมเสียงดังลั่น ก่อนจะเริ่มวางเพลิงเผาหมู่บ้าน เปลวไฟพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสีแดงฉาน ดูน่าสะพรึงกลัว

ค่ายทหารที่บางเกี่ยวหญ้าของพระราชมนู ทหารเอกของสมเด็จพระนเรศวรในเช้าวันหนึ่ง มีทหารเดินเวรยามแข็งขัน มีระเบียบวินัย เสมากำลังนั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้ ที่คอเสมามีถุงผ้าใส่หมาก ใส่ดอกจำปีของเรไรห้อยอยู่ ข้างๆตัวเสมามีดาบคู่มืออยู่ เสมาลูบคลำถุงผ้าที่คอ คิดถึงเรื่องเรไรเพื่อเป็นกำลังใจตลอดเวลา
สมบุญเดินหน้าหงิกเข้ามาหาเสมา พอเห็นเสมานั่งเหม่อคลำถุงผ้าก็ยิ่งเซ็งหนัก
“พี่เสมา”
เสมาตกใจรีบเก็บถุงผ้าลงในคอเสื้อทันที
“มีกระไรวะ”
“พวกอ้ายหมู่ขัน มันหัวร่อเยาะเย้ยเราอีกแล้ว ฉันแค้นใจมันนัก” สมบุญเสียงหงุดหงิด
เสมาลุกขึ้นปลอบใจด้วยการตบบ่าสมบุญเบาๆ
“หากมันพาลนักเราก็เลี่ยงเสีย สิ้นราชการงานศึกเมื่อใดค่อยพูดกัน จะว่าไป ข้ารึก็ถูกมันเฆี่ยนมันโบย แล้วยังเสวยโซ่เสียอีกก็ควรจะให้ขันเยาะเย้ยเอาล่ะ ช่างหัวมันปะไร”
“แต่มันว่าพี่เป็นอ้ายเจ้าชู้ขาลาย ซักวันหลังจะลายตาม แล้วยังพาดพิงถึงแม่หญิงเรไร หาว่าแม่หญิงประพฤติให้เชิงแก่พี่ไม่เห็นแก่หน้าท่านขุนแลชาติตระกูลเชียวนาพี่”
เสมาของขึ้นทันที เมื่อได้ยินว่าขันกระทบถึงเรไร
“อ้ายขัน”
เสมาเดินลิ่วไปด้วยความแค้น สมบุญตกใจรีบตามไปทันที

ขันกับพวกลูกน้องกำลังนั่งพักผ่อน พูดคุยเล่นกันสนุกสนานหลังจากออกเวร เสมาเดินมาแล้วเหลือบเห็นไหใส่น้ำใบหนึ่งวางอยู่ข้างกระโจม เลยหยิบขึ้นทุ่มเหวี่ยงไปกลางวงของขันทันที พวกขันตกใจ แตกกระเจิงทันที เสมาพูดด้วยน้ำเสียงโมโหมาก
“ใครวะจะซื้อดาบกู อย่าดีแต่ต้องขับต้องล้อลับหลังซีวะ ใครไม่พอใจอ้ายเสมา ก็ออกรับมาสักหน่อยเถิดให้สมเป็นชายชาติทหารด้วยกัน”
พวกขันกลัว ไม่กล้าซักคน ขันแค้นมากที่โดนเสมาหยามถึงที่
“มึงท้าใครวะเสมา จู่ๆปราดเข้ามาท้ามาพาลเยี่ยงนี้ โอหังเกินไปแล้ว”
“ท้าใครงั้นรึ คนอย่างอ้ายเสมาถ้าลงท้าแล้วก็ท้าทั้งนั้น หรือนายหมู่จะเอา”
“มึง”
ขันชักดาบออกจากฝักทันที เสมาและสมบุญก็ชักดาบเตรียมลุยบ้าง พวกลูกน้องหมู่ขันก็ชักดาบเตรียมรุมเช่นกัน แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงขุนรามเดชะตวาดดังลั่นขึ้น
“หยุดประเดี๋ยวนี้”
ขุนรามเดชะเดินหน้าตาถมึงทึงเข้ามาและพูดเสียงดังด้วยบันดาลโทสะ
“เพลานี้เป็นราชการงานศึก มันผู้ใดหันคมดาบเข้าหาพวกเดียวกัน กูจะตัดหัวให้สิ้น”
ทั้งฝ่ายเสมาและขันหน้าเสียไปตามๆกัน ทุกคนเก็บดาบเข้าฝัก ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าเสี่ยงกับอาญาศึกนี้
“พวกข้าศึกมันยกทัพมารุกราน พวกมึงไม่ไปสู้กับพวกมันกลับหันมาสู้กันเอง ยังมียางอายหรือไม่วะ”
เสมาไหว้ขุนรามเดชะอย่างสำนึกผิด
“ข้าพระเจ้าสำนึกแล้ว ขอขมาพระคุณด้วยเถิด แต่นี้ข้าพระเจ้าจะไม่กระทำเช่นนี้อีกขอรับ”
เช่นเดียวกับขันที่ยกมือไหว้แล้วว่า
“ข้าพระเจ้าด้วยขอรับ ขอท่านอาให้อภัยด้วยเถิดขอรับ”
ขุรรามเดชะพยักหน้ารับ
“สำนึกได้ก็ดี ท่านแม่ทัพมีราชการศึกจะแจ้ง พ่อขัน อ้ายเสมาตามข้ามา”
ขุนรามเดชะเดินนำเสมากับขันไป

ภายในเวลาต่อมา ภายในกระโจมของพระราชมนู แผนที่ชัยภูมิแถบบางเกี่ยวหญ้าถูกกางวางอยู่บนโต๊ะ พระราชมนูผู้เป็นแม่ทัพ ขุนรามเดชะ เสมา ขัน และทหารคนอื่นกำลังร่วมประชุมกันอยู่ พระราชมนูดูแผนที่บนโต๊ะอย่างเคร่งเครียดแล้วว่า
“ทัพหน้าของพระเจ้าเชียงใหม่มีกำลังพลหมื่นห้า นำโดยไชกะยอสูแลนันทะกะยอสูสองขุนพล ข้างเรามีเพียงสามพันหากปะทะตรงคงไม่พ้นความพ่ายแพ้เป็นแน่”
“เช่นนั้น เราชอบที่จะแต่งทัพเป็นกองโจร คอยดักตีทัพพวกมัน แล้วใช้ความชำนาญชัยภูมิ ล่าถอยอย่างรวดเร็ว” ขุนรามเดชะเสนอความเห็น
พระราชมนูยิ้มพอใจ
“คำออกขุนต้องใจข้าพระเจ้านัก พวกข้าศึกมันส่งทหารออกปล้นสะดม บ้านใดขัดขืนมันก็ฆ่าแล้วเผาจนสิ้น บ้านใดยอมแพ้มันก็กวาดต้อนไปเป็นเชลย ควรแล้วที่เราจะลอบโจมตี ให้มันหวาดหวั่นเป็นการแก้คืนบ้าง”
เสมาได้โอกาสยกมือไหว้พระราชมนูแล้วว่า
“ข้าพระเจ้าอ้ายเสมา ขออาสาคุมทัพออกดักตีพวกมันเองขอรับ”
ขันกลัวเสมาได้ความชอบจึงรีบไหว้บ้างแล้วกล่าวว่า
“ข้าพระเจ้านายหมู่ขันขออาสาด้วยขอรับ ในกองของข้าพระเจ้ามีคนบางเกี่ยวหญ้าอยู่ไม่น้อย จัดเจนชัยภูมิย่อมใช้สอยได้ดีกว่าขอรับ”
พระราชมนูตบเข่าฉาดอย่างถูกใจ ก่อนจะหันไปพูดกับขุนรามเดชะ
“อุบ๋า มิทันไรก็แย่งกันออกศึกเสียแล้ว ทหารกู ออกขุนท่านเห็นควรว่าอย่างไร”
ขุนรามเดชะหน้าเครียดจำต้องรายงานตามความจริง
“อ้ายสองคนนี้ มีเรื่องผิดใจกันมาแต่ก่อนจึงชิงดีชิงเด่นกัน ข้าพระเจ้ากลัวจะเสียการขอรับ”
“อาญาทัพของสมเด็จเจ้าฟ้าวังหน้าท่านเด็ดขาดนัก ข้าพระเจ้าเชื่อว่ามันไม่กล้า” พระราชมนูพูดแล้วหันไปพูดกับเสมาและขัน
“ข้าจะให้ทหารพวกเอ็งคนละร้อย ยกไปกระทำการดูให้รู้ฝีมือกัน”
ทั้งเสมากับขันยกมือไหว้ขึ้นพร้อมกันแล้วว่า
“ขอบพระคุณขอรับ ท่านแม่ทัพ”

เสมาและขันหันไปเหล่มองกันอย่างท้าทาย ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมใคร

เวลายามบ่าย ทหารพม่ากำลังกวาดต้อนชาวบ้านที่จับมาได้เพื่อเอาไปเป็นข้าทาส พวกชาวบ้านถูกทารุณ เฆี่ยนตีต้องรีบเดินด้วยความหวาดกลัว ทันใดนั้นเอง เสมา สมบุญ ก็คุมทหารที่ซุ่มอยู่ข้างทางเข้าโจมตีทันที โดยที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ทันตั้งตัว ขันก็คุมทหารอีกกองหนึ่งเข้าตีขนาบทางด้านหลัง พวกพม่าตกใจ เลยถูกตีทั้งหน้าหลังจนยับเยินไปหมด

ชาวบ้านเห็นทหารมาช่วยก็รีบวิ่งหนีทันที ชาวบ้านบางคนแย่งอาวุธจากทหารพม่ามาก็ไล่ฆ่าพวกพม่าเป็นการแก้แค้น ทั้งเสมาและขันเข้าฟาดฟันทหารพม่าจนล้มตายเป็นใบไม้ร่วง
“ช้าไปนานายหมู่ หากทัพหนุนของพวกมันมาทัน เราจะลำบาก” เสมาบอก
ขันไม่สบอารมณ์แล้วว่า
“มึงไม่ต้องมาสอนกู เอาตัวเองให้รอดก่อนเถิดอ้ายเสมา”
เสมาควงดาบเข้าฟาดฟันทหารพม่า พริบตาเดียว ตายไปสี่ห้าคนอย่างง่ายดาย ขันยิ่งเห็นก็ยิ่งแค้น รีบตะลุยรุกไล่เข้าฆ่าฟันพวกพม่าไม่ยั้ง พวกเสมาและขันร่วมมือกันไล่ตีพวกพม่าจนแตกพ่ายยับเยิน

ทัพของพระราชมนู กำลังเลี้ยงฉลองในค่ำคืนนั้นอย่างมีความสุขที่ดักตีทัพครั้งแรกก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ลานกว้างที่ตั้งค่ายมีการก่อไฟย่างเนื้อ ร้องรำทำเพลงกันเต็มที่ สมบุญส่งเสียงเฮฮาดังลั่นกว่าใคร
ขุนรามเดชะกำลังคุยกับเสมาอย่างเบิกบานยิ้มแย้มแจ่มใส รามเดชะหัวเราะแล้วตบบ่าเสมา
“สำคัญ เอ็งมันสำคัญนักอ้ายเสมา คุมทหารออกศึกครั้งแรกไม่เสียเลือดไพร่พลแม้แต่หยดเดียว ข้ารบมาจนแก่ยังไม่เคยเห็น”
“ขอบพระคุณขอรับ”
ที่มุมหนึ่ง ขันยืนแอบมองเสมาสนิทสนมกับขุนรามเดชะด้วยความริษยาจับใจ ลูกน้องขันคนหนึ่งเดินเข้ามาหาขัน
“หัวหมู่ขอรับ ทำแผลให้พวกเราสิ้นแล้วขอรับ ไม่มีใครตาย แต่เจ็บสิบสี่คนขอรับ”

ขันไม่ตอบแต่มองเสมาด้วยแววตาอาฆาต ขบกรามแน่นอย่างแค้นจับใจ

อ่านต่อหน้า ๒
.....................................................................................................................................

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับขุนศึก

๙. หอนั่ง คือเรือนส่วนที่เอาไว้ต้อนรับแขกเหรื่อของเรือนไทยในสมัยโบราณ มักเปิดโล่งทั้งสี่ด้าน โดยมากมักจะปลูกอยู่กลางชาน หากเปรียบกับบ้านในสมัยนี้ หอนั่งก็เหมือนกับห้องรับแขกนั่นเอง

๑๐. พังภูผา เป็นชื่อกลศึกกลหนึ่ง ตามตำราพิชัยสงครามของไทย มีไว้ใช้ต่อสู้กับศัตรูที่มีกำลังมากกว่าฝ่ายเราเป็นจำนวนมาก




ขุนศึก ตอนที่ ๒ (ต่อ)

ในยามเช้าวันต่อมาที่บ้านของขุนรามเดชะ เรไรเดินขึ้นเรือนมา โดยมีทาสหญิงถือพานใส่ดอกไม้ตามมาด้วย พอขึ้นมาถึงเรือนก็เห็นลำภูกำลังนั่งคุยกับอำพันอยู่ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เรไรเข้าไปนั่งพับเพียบ ไหว้อำพัน

“ฉันไหว้จ้ะแม่ป้า”
อำพันรับไหว้สีหน้ายิ้มแย้ม
“จำเริญสุขเถิดแม่เรไรหลานป้า แม่เรไรนับวันจะยิ่งงาม ดูท่าจะไม่ผิดแม่ลำภูตอนรุ่นๆ เลยกระมัง” อำพันพูดพลางเชยคางเรไรขึ้นดู
เรไรยิ้มอายๆที่ถูกชมต่อหน้า ลำภูยิ้มภูมิใจในตัวลูก
“เห็นทีจะงามกว่าฉันเสียอีกจ้ะพี่อำพัน เรื่องงานบ้านงานเรือนก็ไม่มีที่ติ กลับมาเรือนที ฉันเบาแรงไปได้โข”
“เป็นบุญของแม่ลำภูจริงเทียว ที่มีลูกเช่นแม่เรไร ไม่รู้ว่าฉัน จะมีวาสนาได้ลูกสาวงามพร้อมเช่นนี้เพิ่มขึ้นอีกสักคนหรือไม่”
ลำภูยิ้มๆ ชอบใจที่อำพันทาบทามเพราะลำภูชอบบ้านอำพันอยู่แล้ว เรไรถึงกับหน้าเสียทันทีที่อำพันพูดทำนองทาบทามให้ขัน เพราะเรไรไม่ชอบขัน

บ่ายวันเดียวกัน ที่ศาลาท่าน้ำ เรไรกำลังคุยกับแม่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ลูกรักนับถือแม่ป้าอำพัน แต่ก็มิอาจทำใจรักใคร่ชอบพอพี่หมู่ขันได้ดอกจ้ะแม่”
ลำภูได้ยินดังนั้นก็ไม่พอใจ
“ ทำไมรึ พ่อขันมีกระไรไม่ดี แม่เรไรถึงชอบพอไม่ได้”
เรไรถอนใจ ตัดสินใจพูดกับแม่
“แม่จำจำเรียงได้หรือไม่จ๊ะ”
ลำภูคิดทบทวนก่อนพูด
“นางข้าหลวงที่มีหน้าที่รับใช้ลูกในตำหนักน่ะรึ”
“คนนั้นล่ะจ้ะ จำเรียงเป็นน้องเสมา ครูฝึกทหารของพ่อ พี่หมู่ขันมีทีท่าชอบพอแลเกี้ยวจำเรียงจนออกนอกหน้า โจษกันไปทั้งฝ่ายใน แล้วแม่ยังจะให้ลูกรับรักพี่หมู่ขันอีกหรือจ๊ะ”
ลำภูถึงกับหน้าเสีย
“ไม่จริงกระมัง แม่จำเรียงแม้จะสะสวย แต่ศักดิ์ตระกูลแลฐานะ มิสมกับพ่อขันแม้แต่น้อย แล้วพ่อขันจะไปชอบพอได้อย่างไรกัน”
“หากแม่ไม่เชื่อ แม่ไปถวายเพลกับลูกที่วัดซีจ๊ะ แล้วแม่จะได้ถามกับจำเรียงเอง”
ลำภูมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ถ้าขันทำจริงก็ทำใจลำบาก ขณะที่เรไรก็มีความหวังว่า ถ้าแม่รู้ความจริงแล้วจะไม่บังคับใจตน

เวลาต่อมา ภายในวัด จำเรียงยืนเขินอายถือถาดใส่ดอกไม้ที่จะเอาไปถวายพระ โดยมีเรไร ลำภูยืนอยู่ใกล้ๆ ข้อมือของจำเรียงใส่กำไลเงินที่ขันให้อยู่ด้วย
“แม่นายไปฟังมาจากผู้ใดกันจ๊ะ”
เรไร และลำภูเหล่มองกันนิดนึง ลำภูปั้นยิ้มแล้วหลอกถามต่อ
“ฉันก็ชาววังเก่า ย่อมมีคนพูดมาเข้าหูบ้าง แล้วพ่อขันก็ใช่อื่นไกล เห็นมาแต่เล็กแต่น้อยเหมือนหลานในไส้ หากจะเป็นฝั่งเป็นฝาฉันก็มีแต่จะยินดีด้วย”
“ม่ถึงขนาดนั้นดอกจ้ะแม่นาย พี่หมู่ขันห่วงแต่เรื่องงานศึกไม่ได้คิดไกลถึงเพียงนั้นดอกจ้ะ”
“กระไรกันจำเรียง กำไลที่สวมอยู่ ไม่ใช่พี่หมู่ขันให้เป็นของหมั้นหมายดอกรึ” เรไรว่า
จำเรียงยิ่งอายหนักกว่าเดิม
ไอุ๊ย ไม่ใช่ดอกแม่หญิง พี่หมู่ขันให้กำไลนี้ไว้ดูต่างหน้า ตอนพี่หมู่ไปงานศึกเท่านั้นหาใช่ของหมั้นหมายไม่จ้ะไ
เรไรยิ้มพอใจที่หลอกถามได้ตามแผน ลำภูพอรู้ความจริงก็หน้าเครียดขึ้นมาทันที

ช่วงบ่ายแก่ๆ บริเวณท้องทุ่งที่บางเกี่ยวหญ้า บรรดาทหารพม่ากำลังคุมช้าง-ม้าจำนวนมาก กินหญ้ากินน้ำอยู่ ทหารพม่าไม่ได้มีท่าทีระวังป้องกันภัยแม้แต่น้อย พูดคุยเล่นกันไปเรื่อย ที่มุมหนึ่ง สมบุญซุ่มดูเพื่อสืบเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวของพวกพม่าอย่างละเอียดเพื่อเอากลับไปรายงาน

เย็นวันนั้น ภายในค่ายพระราชมนู … สมบุญคุกเข่ารายงาน
“จริงหรือวะ อ้ายพวกข้าศึกมันคุมช้างม้ามากินหญ้ากินน้ำกันหละหลวมอย่างนั้นเชียว” พระราชมนูพูดขึ้น
ภายในกระโจม พระราชมนูและทุกคนกำลังประชุมวางแผนอยู่
“จริงขอรับ ข้าพระเจ้าเห็นมากับตา พวกมันไม่ได้ระวังป้องกันเลยขอรับ”
ขันกระหยิ่มยิ้มย่องแล้วพนมมือ
“อ้ายพวกนี้ไม่รู้จักเข็ดหลาบ ท่านแม่ทัพขอรับ ข้าพระเจ้าขออาสา นำทัพออกปล้นพวกมันอีกขอรับ”
พระราชมนูยิ้มๆแต่นิ่งไม่พูดอะไร ขุนรามเดชะส่ายหน้ายิ้มๆ
“พ่อขันยังอ่อนในเชิงศึกนัก ที่อ้ายข้าศึกมันทำเยี่ยงนี้ด้วยหวังจะล่อให้เราออกปล้นอีก แล้วซุ่มโจมตีเราต่างหากเล่า”
ขันหน้าเสียที่อาสาผิดจังหวะเลยกลายเป็นหน้าแตกไป
“แต่ข้าก็ยังจะจัดทหารออกปล้นมันอยู่ดี มีใครจะอาสาบ้าง” พระราชมนูพูดขึ้น
เสมาพนมมือแล้วว่า
“ข้าพระเจ้าขอรับ”
“เอ็งอีกแล้วรึอ้ายเสมา เมื่อครู่ออกขุนท่านเพิ่งบอกว่าเป็นอุบายข้าศึกแล้วเอ็งไม่สงสัยรึ ว่าเหตุใดข้ายังจะแต่งทหารออกปล้นอีก”
“ไม่สงสัยขอรับ ท่านแม่ทัพคงหมายซ้อนกล รอพวกมันออกจากที่ซุ่มแล้วตีตลบหลัง ใช่หรือไม่ขอรับ”
พระราชมนูหัวเราะชอบใจแล้วว่า
“เออ เอ็งพูดถูก แล้วเอ็งรู้หรือไม่ว่าคนที่อาสาเป็นทัพล่อต้องตาย”
“รู้ขอรับ แต่ข้าพระเจ้าจะเข้าชิงช้างชิงม้าที่อ้ายข้าศึกเอามาเป็นของล่อ แล้วใช้กำลังช้างม้าลุยให้ถึงค่ายเสีย”
พระราชมนูหันไปพูดกับขุนรามเดชะ
“คนของออกขุนคนนี้มีปัญญาไม่แพ้ฝีมือดอก ต้องเอามันไว้ใช้ต่อไป”
ขุนรามเดชะยิ้มหน้าบานที่ได้หน้าเต็มๆ ขันเหล่มองด้วยสายตาเขม่น
“แต่กลศึกครานี้ จัดทหารให้เอ็งได้ไม่เกินห้าร้อย แต่อ้ายข้าศึกมีเรือนพันเรือนหมื่น ผิทัพข้าแลทัพของท่านแม่ทัพเข้ามิทันศึก เอ็งจะมิพาพลไปตายเสียหมดรึ” ขุนรามเดชะว่า
“ไม่ดอกขอรับ หากพวกมันมีทัพซุ่มมากกว่าหนึ่งทัพคงจะยกแล่นตามไป ข้าพระเจ้าจึงจะรบล่อแต่ใกล้ป่า พอหลีกหลบคอยทัพของพระคุณได้ตามกลศึก “พังภูผา” ขอรับ”
พระราชมนูตบเข่าฉาดอย่างถูกใจ
“ชนะแน่แล้วออกขุน ข้าพระเจ้าเชื่อนักว่าชนะ”
ขุนรามเดชะยิ้มพอใจ งานนี้ได้หน้าต่อหน้าแม่ทัพแถมมีหวังชนะศึกอีกต่างหาก ขันแอบมองเสมาด้วยสายตาริษยาอย่างเต็มเปี่ยม

ตอนหัวค่ำ เรไรและลำภูกำลังปักเย็บผ้าพร้อมคุยกันไปอยู่ในห้องนอนของลำภู ตอนหนึ่งลำภูถึงกับหยุดเย็บปักแล้วคุยกับลูกสาวด้วยสีหน้าเครียด
“ชายมีหลายเมีย หาใช่เรื่องแปลกอันใดไม่ สำคัญที่เค้ายกย่องลูกเป็นเมียเอกก็พอ”
“ตั้งแต่ลูกรู้ความ เรือนของเรามิเคยมีเรื่องร้อนใจเหมือนเรือนอื่นก็เพราะพ่อมีแม่เพียงคนเดียวไม่เคยมีเมียอื่น ใช่หรือไม่เจ้าคะ” เรไรพูดหน้าเครียดเหมือนกัน
ลำภูถึงกับอึกอักไปเล็กน้อย
“แม่เคยได้ยินพ่อของลูกบอกว่าพ่อขันกับอ้ายเสมาไม่ถูกกันไม่ใช่รึ พ่อขันอาจจะแกล้งเกี้ยวแม่จำเรียงเพื่อเย้ยอ้ายเสมามันไม่ได้คิดจริงจังอันใดก็ได้”
“เช่นนั้นยิ่งไม่ถูก ไม่ชอบพี่แล้วพาลพาโลเอากับน้องจะนับถือเป็นชายชาติทหารได้อย่างไรกัน”
ลำภูหน้าเสียเถียงไม่ออกได้แต่ถอนหายใจ
“แม่จนแก่คารมลูกแล้วแม่เรไร เอาเถิดลูกไม่ชอบพอพ่อขัน แม่ก็จะไม่บังคับใจ แต่หวังว่าลูกจะได้คู่ดีกว่าพ่อขัน มิใช่ได้เพียงแค่ช่างตีเหล็กหน้าตลาด”
เรไรร้องเรียก “แม่” ด้วยตกใจเพราะคิดไม่ถึงว่าแม่จะรู้เรื่องนี้
ลำภูหน้าขรึมลง
“แม่อยากให้ลูกรับรักพ่อขันเสียก็ด้วยกลัวเหตุนี้ ลูกคงไม่ลืมกระมังว่าตนเองมีชาติมีตระกูลอย่างไร”
“ลูกไม่ลืมดอกจ้ะแม่ แม่วางใจเถิด ลูกไม่เคยตกปากรับคำใดกับเสมาหรือทำกระไรให้มัวหมองมาถึงพ่อแม่ จะมีก็แต่เสมาที่สัญญากับลูกว่าจะแสวงหายศศักดิ์ให้เสมอด้วยหน้าตาลูกให้จงได้”
ลำภูยิ้มหยันเล็กน้อยแล้วว่า
“ได้เช่นนั้นก็ดี แต่ข้อที่จะแสวงหายศศักดิ์ให้เสมอด้วยลูกนั้น เห็นทีจะคุยโวเสียมากกว่ากระมัง เพราะแม่ยังไม่เคยเห็นทหารเลวคนใด จำเริญขึ้นเป็นถึงขุนศึกขุนพลมาก่อนเลย”
เรไรสีหน้าเคร่งเครียดหนักใจที่แม่ไม่ชอบเสมา ความรักของเรไรกับเสมาท่าจะมีแต่อุปสรรคเสียแล้ว

เสมากำลังเดินกลับไปที่กระโจมของตนเมื่อตอนหัวค่ำ สมบุญรีบวิ่งตามเสมามาดักหน้าเสมาไว้
“พี่เสมาๆ ประเดี๋ยวก่อนพี่”
“มีกระไรวะ”
“เมื่อครู่ ตอนอยู่หน้าท่านแม่ทัพ พี่พูดถึงกลศึกพังภูผา มันคือกระไรรึ ข้าอยากรู้” สมบุญถามขึ้นด้วยความอยากรู้
เสมาแกล้งตีหน้าตายแล้วว่า
“เอ็งจะอยากรู้ไปทำไมรึ เค้าสั่ง เอ็งก็ทำตามเพียงนี้ก็ดีแล้ว”
“พิโธ่ พี่เสมา”
“ข้าเย้าเล่น เอ็งอยากรู้ข้าก็จะบอก กลศึกพังภูผา เป็นหนึ่งตำรับพิชัยสงครามมาแต่โบราณ”
เสมายิ้มขำ แล้วเดินนำไปพร้อมพูดเป็นกลอน - - ผิว์รบไหวให้ช้างม้าโรมรุม กลุ้มกันหักอย่าคลา...


เสมาเรียนรู้กลศึกพังภูผา เมื่อ 3 ปีก่อน วันนั้น เสมานั่งคุกเข่าอยู่ในโบสถ์วัดพุทไธสวรรย์ อ่านพิชัยสงครามจากใบลานต่อหน้าพระครูขุน
“อย่าช้าเร่งรุมตีศึกแล่นหนีตามค่อย ให้ยับย่อยพลายพลัด ตัดเอาหัวโห่เล่น เต้นเริงรำสำแดงหาญให้ศึกคร้านคร้ามกลัว ระรั้วระเสิดสังกลศึกอันนี้ชื่อว่าพังภูผา”
“กลศึกพังภูผานี้สำคัญนัก หากใช้เหมาะควรแก่เพลา แม้นพลน้อยก็อาจชนะทัพหมื่น เอ็งต้องจำให้ขึ้นใจนาอ้ายเสมา” พระครูขุนว่า
“ขอรับ อ้ายเสมาจะจำไว้ มิเพียงแต่กลศึกพังภูผา แม้นกลศึกอื่นแลข้อความในตำรับพิชัยสงคราม อ้ายเสมาก็จักจำให้ขึ้นใจแลศึกษาให้แตกฉานขอรับ”
พระครูขุนพยักหน้าพอใจ
“ดีแล้ว ฝีมือดาบอาจให้เอ็งเป็นยอดขุนศึกได้ แต่ความรู้ในตำรับพิชัยสงคราม อาจให้เอ็งเป็นแม่ทัพคุมพลเรือนแสนได้จำไว้นะอ้ายเสมา”
เสมาพนมมือรับจดจำทุกสิ่งที่พระครูสอนได้จนหมด

ผ่านห้วงความทรงจำเมื่อ 3 ปีก่อนกลับมายังปัจจุบัน เสมากำลังยืนคุยกับสมบุญอยู่
“เนื้อความมีเพียงเท่านี้อยู่ที่คนใช้จะแตกฉานเพียงใด เอ็งเข้าใจหรือไม่อ้ายสมบุญ”
สมบุญหน้าเหวอ
“ไม่เข้าใจเลยจ้ะพี่เสมา พี่ท่องกลอนให้ฉันฟังอีกหน ได้หรือไม่จ๊ะ ฉันจำไม่ได้”
“ข้าสั่ง เอ็งก็ทำเถิด อย่าคิดให้เกินปัญญาเลย เหนื่อยทั้งเอ็งทั้งข้าเสียเปล่า”
เสมาเดินเลี่ยงไปด้วยความเซ็ง
“ประเดี๋ยวพี่เสมา ข้าไม่ปัญญาทึบเพียงนั้นดอก แต่คิดเชื่องช้าไปหน่อย พี่เสมา”
สมบุญรีบตามเสมาไป

ยามเช้าวันรุ่งขึ้นที่บริเวณท้องทุ่งกว้างสุดลูกหูลูกตา เสมา ขัน สมบุญ และเหล่าทหารกำลังนั่งยองๆอยู่กับพื้น เสมาใช้ไม้ขีดเขียนกับพื้น เป็นแผนที่คร่าวๆเพื่อวางแผนรบ
“ข้าจักเข้าตีปลายป่าโน้นก่อน แล้วนายหมู่จึงยกเข้าต้อนฝูงม้ามันข้างเบื้องซ้าย แลหากว่าจะมีศึกที่ซุ่มทัพออกมา ก็จงยกเข้าไปช่วยกัน หากทัพข้าศึกมันหนุนมาเพิ่ม เราค่อยชิงช้างม้าแลใช้กลศึกพังภูผา หลบหลีกจนกว่าทัพหลวงของท่านแม่ทัพจะมาถึง” เสมาว่า
“งั้นเอ็งเอาพลไปสักหนึ่งร้อยเถิด ที่เหลืออีกสี่ร้อยข้าจะคุมไว้เอง” ขันบอก
“ท่านแม่ทัพให้สิทธิขาดพี่เสมาคุมพล หัวหมู่ขอตามมาเองแล้วจะมาเลือกกะเกณฑ์ตามใจเยี่ยงนี้จะถูกรึ” สมบุญพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ
“ข้าเห็นครูเอ็งเก่งกล้าเกินผู้คน พลเพียงร้อยน่าจะพอ มาตอนนี้กลับกลัวขึ้นมารึ ถึงต้องมีพลให้มากไว้” ขันยิ้มเยาะ
สมบุญโมโหจะเอาเรื่อง แต่เสมารีบจับบ่าไว้ไม่ให้มีเรื่อง เสมาจ้องหน้าขันแบบเอาเรื่อง
“เพลานี้เป็นยามศึก หากนายหมู่อยากประชันกับข้า เราก็มาหาผลแพ้ชนะกันด้วยหัวข้าศึกเป็นไร”
“มึงท้ากูรึอ้ายเสมา ได้ มึงท้า กูก็รับ”
“ถ้ากระนั้นเราแบ่งพลคนละกึ่งหนึ่ง ข้าจะเป็นตัวล่อ นายหมู่ทำตามแผนการเถิด เสร็จศึก แล้วค่อยมานับหัวข้าศึกกัน”
เสมา สมบุญ และทหารอีกกลุ่มหนึ่งแยกตัวออกไป ขันมองตามแล้วยิ้มร้ายๆ อย่างมีแผน

ในเวลาต่อมา ทหารพม่าจำนวนหนึ่ง คุมช้าง-ม้าออกมากินหญ้ากินน้ำตามชายป่า เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทันใดนั้น ทัพของพวกเสมาก็โห่ร้องบุกเข้าโจมตีทันที พวกทหารพม่าไม่ได้สู้รบ รีบวิ่งหนีเอาตัวรอดทันทีเช่นกัน ปล่อยช้าง-ม้า จำนวนมากทิ้งเอาไว้ให้พวกเสมา สมบุญมองเหตุการณ์อย่างงงๆ
“กระไรวะ ไม่ทันได้ปะดาบก็หนีแล้ว”
ขาดคำ เสียงโห่ร้องของทหารพม่าที่ล้อมอยู่ก็ดังกึกก้องขึ้น ทหารพม่าโบกธงถืออาวุธล้อมเข้ามาเต็มไปหมด เสมากระชับดาบสองมือเตรียมสู้ตายแล้วตะโกนลั่น
“เป็นดังคำท่านแม่ทัพแล้ว พวกเอ็งอย่าอาลัยแก่ชีวิต จงสู้ตายกับพวกมัน เพื่อเปิดทางให้ทัพหลวงเถิด”
พวกทหารโห่ร้องดังกึกก้อง แล้วเข้าตะลุมบอน ฟาดฟันกับกองทัพพม่าที่โอบล้อมเข้ามาทันที

ขันกับเหล่าทหารอีกกลุ่มกำลังซุ่มดูเสมากับเหล่าทหารไทยสู้รบกับพวกทหารพม่าที่กรูล้อมกันเข้ามาอย่างดุเดือด ลูกน้องของขันคนหนึ่งกล่าวว่า
“พวกมันออกมาแล้ว เรารีบตีตลบหลังมันเถิดขอรับนายหมู่”
ขันยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วบอก
“ตีแน่ แต่ยังไม่ใช่ประเดี๋ยวนี้ดอกวะ อ้ายเสมามันทะนงในฝีมือมันนัก กูจักให้มันสำแดงให้สิ้นฝีมือมันก่อน”
“แล้วหากอ้ายเสมากับไพร่พลมันตายหมดเล่าขอรับ เรามิผิดอาญาทัพ ต้องโทษตัดหัวไปด้วยหรือขอรับ” ลูกน้องพูดด้วยความตกใจ
“เอ็งไม่ได้ยินที่ท่านแม่ทัพบอกดอกรึ แผนศึกครานี้ จำต้องมีตัวล่อเสี่ยงตาย อ้ายเสมามันอาสาเอง หากตายขึ้นมาจะโทษใครได้เล่าวะ”
“แต่...”
“หรือมึงอยากตายประเดี๋ยวนี้ ทัพนี้กูเป็นคนสั่ง หากใครบังอาจขัดคำกู กูจะตัดหัวให้สิ้น” ขันตะคอกลูกน้องแล้วเอาด้ามดาบชี้หน้า
ลูกน้องหน้าจ๋อยไม่กล้าพูดอีก ทหารอื่นก็พลอยกลัว ไม่กล้ากับขันแม้จะรู้ว่าผิดก็ตาม ขันมองไปที่การต่อสู้ของเสมา แล้วยิ้มร้ายๆ มั่นใจว่าเสมาไม่รอดแน่

เสมา สมบุญ และเหล่าทหารต่างสู้ตายกับพวกพม่า แต่ทัพข้าศึกมีมากกว่าเยอะ ยิ่งสู้ก็ยิ่งแย่เข้าไปทุกที สมบุญฟันข้าศึกตายไปแล้วรีบหันไปพูดกับเสมาอย่างเหนื่อยหอบ
“ข้าศึกมากนักเหลือกำลังแล้วพี่เสมา “
“อ้ายหมู่ขันมันยกมาช่วยแล้วหรือไม่”
“ไม่เลยพี่ มันควรจะยกมาแต่เบื้องซ้าย แต่นานโขแล้วก็ยังไม่เห็นพลมัน อ้ายขันคงคิดแกล้งให้เราตายด้วยน้ำมือข้าศึกเสียแล้ว”
“อ้ายขัน หัวใจมึงมันชั่วนัก” เสมาพูดด้วยความแค้นใจแล้วตะโกนบอก
“พวกมึง ตามกูมา”
เสมาร้องลั่นแล้ววิ่งเข้าหาข้าศึก โดยหมายตาไว้ที่ช้าง กะจะยึดเอาช้างเป็นพาหนะสู้ศึก ฝ่ายข้าศึกจำนวนมากกรูกันเข้ามาหมายจะฆ่าเสมา เสมาใช้ไม้ตายเพลงดาบสองมือ ฟาดฟันข้าศึกร่วงพรูเป็นใบไม้ร่วง เปิดทางให้พวกลูกน้อง
สมบุญเห็นเสมาทะลวงฟันเปิดทางก็ดีใจ ตะโกนลั่น
“ตามพี่เสมาไป”
สมบุญและเหล่าทหารโห่ร้อง วิ่งตามหลังพวกเสมาไป ไล่ฆ่าพวกข้าศึก เสมาวิ่งจนถึงช้าง ก็คาบดาบเล่มหนึ่งไว้ อีกเล่มไว้ในมือ แล้วปีนขึ้นบนตัวช้าง จนสามารถขี่คอบังคับช้างได้ แล้วตะโกนลั่น
“พวกมึง เร่งชิงช้างม้าไว้เป็นกำลัง แล้วตามกูมา”
เสมาไสช้างเข้าหาทหารพม่า จนทหารพม่าปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด สมบุญและพวกทหารรีบทำตามที่เสมาบอก ต่างเข้าแย่งชิงช้าง-ม้า ไว้เป็นพาหนะเข้าต่อสู้

ขันกับบรรดาทหารยังคงซุ่มดูอยู่ไม่ยอมออกไปช่วยเสมา
“มึงไม่รอดแน่แล้ว อ้ายเสมา” ขันพูดพลางยิ้มอย่างสะใจ
ขาดคำ มีลูกธนูดอกหนึ่งยิงมาปักคอทหารคนหนึ่ง ทหารคนนั้นร้องด้วยความเจ็บปวดเพียงคำเดียว ก็ล้มลงขาดใจตายต่อหน้าหมู่ขัน ขันตกใจมาก พอหันไปมองดู ก็พบว่าตนถูกทหารพม่ากลุ่มใหญ่ล้อมไว้หมดแล้ว ขันและพวกทหารต่างตกใจลุกขึ้นชักอาวุธออกมาเตรียมสู้ด้วยความหวาดหวั่นที่ตกอยู่ในวงล้อมข้าศึกแบบนี้
“มีทัพซุ่มมากกว่าหนึ่งจริงๆ พวกมันล้อมเราไว้แล้ว จะทำอย่างไรดีขอรับนายหมู่” ทหารคนหนึ่งพูดกับขัน
“พวกมึงอย่ากลัวตีฝ่าออกไปให้ได้ ใครถอยแม้แต่ก้าวเดียวกูจะตัดหัวมันเสีย” ขันพูดพร้อมกับกัดฟันสู้
ขันร้องลั่นแล้วพุ่งเข้าหาทัพข้าศึกทันที พวกทหารเห็นขันไม่กลัว ก็มีกำลังใจมากขึ้น รีบวิ่งตามขันไปทหารพม่าโห่ร้องแล้วกรูกันออกมารุมพวกขันทันที
นันทะกะยอสูแม่ทัพพม่า ขี่ม้ายืนอยู่แล้วชี้ไปที่พวกขันแล้วสั่งการ
“ฆ่าพวกมันให้หมด อย่าให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว”
พวกขันสู้ตาย ตะลุมบอนอยู่กลางกองทัพของฝ่ายตรงข้ามอย่างดุเดือด

เสมาขี่ช้างเข้าตะลุยจนทัพพม่าปั่นป่วนไปหมด พวกสมบุญยึดช้าง ม้าตัวอื่นได้ ก็ไล่ป่วนกองทัพพม่าจนวุ่นวายไปเช่นกัน
“อ้ายพวกข้าศึก มันวุ่นวายสิ้นแล้ว เรารีบหนีกันเถิดพี่เสมา”
“เอ็งหนีไปตามชายป่าล่อให้พวกมันแล่นตาม จักได้เปิดทางให้ทัพหลวงตีตลบหลังพวกมัน”
“จ้ะพี่เสมา”
สมบุญตะโกนสั่ง
“เฮ้ย รีบทะลวงออกไป ตามกูกับพี่เสมามา”
เสมาชะงัก เมื่อหันไปมองแล้วเห็นทัพของขันกำลังถูกพม่ารุมตีอยู่
“อ้ายสมบุญ นั่นทัพอ้ายหมู่ขันใช่หรือไม่”
สมบุญมองตามที่เสมาชี้ให้ดูแล้วยิ้มขึ้นอย่างสะใจ
“ไม่ผิดแล้วพี่ อ้ายหมู่ขันถูกล้อมอยู่โน่นแล้ว”
เสมานิ่งคิดอยู่ครู่นึงแล้วตัดสินใจ
“เอ็งรีบพาพวกเราไป แล้วทำตามแผนศึกอย่าให้เสียการ ข้าจะไปช่วยอ้ายหมู่ขันก่อน”
“พี่จะช่วยมันทำกระไร ปล่อยเสียให้สะใจหละดี มันอยากแกล้งนิ่งจะปล่อยพวกเราให้ตายโหง ฮ๊ะ อ้ายหมู่สิกลับจะตายเสียเพราะบาปมัน”
“ช่างเถิดวะ ถึงอย่างไรก็ไทยด้วยกัน หากมันตายจะกระทบการศึกเสียเปล่า เอ็งทำตามที่ข้าบอกเถิด อ้ายสมบุญ”
เสมาไสช้างไปช่วยขันทันที สมบุญมองตามด้วยความเจ็บใจ... ไม่น่าช่วยมันเลย

กองทัพพม่าอีกกลุ่มหนึ่งของไชกะยอสู ตั้งทัพไว้รอหนุนเสริมอยู่ ทหารพม่าคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามารายงาน
“ท่านแม่ทัพขอรับ บัดเดี๋ยวนี้ทัพของท่านนันทะกะยอสู ได้เข้ารบด้วยทัพอโยธยาแล้วขอรับ”
“พวกมันกินเหยื่อล่อง่ายดายปานนี้ คราครั้งนี้ แม้ทัพมันไม่แตกยับก็ต้องไม่กล้าแต่งกองโจรมาปล้นชิงพวกเราอีกเป็นแน่ ทัพพวกมันมีพลเท่าใด”
“คะเนด้วยตา ไม่น่าเกินห้าร้อยขอรับ”
ไชกะยอสูตกใจแล้วฉุกคิดขึ้น
“พวกมันมาปล้นชิงช้างม้า เหตุใดจัดทัพมาน้อยนัก ...แย่ล่ะ รีบกลับเข้าค่ายประเดี๋ยวนี้”
ขาดคำที่ด้านหลังของทัพพม่าก็มีทัพไทยโผล่ออกมา นำโดยพระราชมนูกับขุนรามเดชะ ทัพไทยส่งเสียโห่ร้องดังกึกก้อง พวกพม่าตกใจที่ศัตรูมาจากทางด้านหลังจนระส่ำระสายไปหมด ขุนรามเดชะตะโกนลั่น ชี้ดาบไปข้างหน้า
“ฆ่ามัน ใครตัดหัวแม่ทัพมันได้ จะได้บำเหน็จถึงขนาด”
ทัพไทยวิ่งตะลุยเข้าใส่ทัพพม่า เปิดฉากรบกันทันที แม้ทัพไทยจะน้อยกว่าแต่บุกแบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้ทัพพม่าแตกพ่ายไม่เป็นขบวนอย่างง่ายดาย

มุมหนึ่งในบริเวณชายป่า ขันใช้ดาบสองมือของตนฟาดฟันใส่ข้าศึกอย่างไม่คิดชีวิต แต่เนื่องจากข้าศึกมีเป็นจำนวนมาก แม้จะฆ่าไปคนหรือสองคน คนใหม่ก็เข้ามาจนขันเริ่มอ่อนแรง ขันเหลือบไปเห็นทหารของตนถูกฆ่า คนแล้วคนเล่าจนล้มตายไปเกินครึ่ง ขันโกรธจัด ฮึดสู้ จับดาบขึ้นตะลุยฆ่าพวกพม่าอย่างดุเดือด
นันทะกะยอสูดูการรบอยู่แล้วชี้ไปที่ขันและหันไปพูดกับลูกน้อง
“อ้ายคนนี้ฝีมือมันดีนัก ขนาดนายกองนายหมู่ในทัพเรา ยังทำร้ายมันมิได้ เสียดายที่ต้องฆ่ามันทิ้งเสีย ...เหวย พวกเอ็งจงรุมฆ่าอ้ายทหารกรุงศรีคนนี้เสีย ข้าจะให้ทองหนึ่งชั่งเป็นรางวัล”
พวกทหารพม่าหันมามองขันเป็นตาเดียว ก่อนจะพุ่งเข้ารุมจากทุกทิศทุกทาง ขันต้องรับศึกหนักกว่าเดิม ไม้ตายเพลงดาบมีเท่าไหร่ ก็ขนออกมาสู้จนหมด แต่ยิ่งสู้ก็ยิ่งแย่ จนตั้งรับไม่อยู่ ถูกถีบจนล้มคว่ำกับพื้น ทหารพม่าคนหนึ่งเงื้อหอกจะแทง ขันตกใจ คิดว่าไม่รอดแน่
ทันใดนั้น เสมาก็ไสช้างบุกเข้ามา เสียงช้างร้องดังสะท้านไปทั่ว บรรดาข้าศึกแตกหนีช้างอลหม่านไปหมด ขันฉวยโอกาสที่ทหารพม่าชะงัก ปัดหอกที่จะแทงตนออก แล้วเสียบดาบฆ่าทหารพม่าคนนั้นทิ้งซะ
“อ้ายเสมา”
เสมาตะโกนสั่งพวกทหาร
“พวกเอ็งตามข้ามา เราจะฝ่าทัพพวกมัน”
พวกทหารได้ยินเสมาสั่งการก็ตั้งสติได้ รีบวิ่งตามเสมาที่เหมือนเป็นด่านหน้าที่ต่อสู้กับพวกข้าศึก พวกมือธนูของทหารพม่า ขึ้นสายธนูแล้วระดมยิงใส่เสมาทันที เสมาควงดาบสองมือคอยป้องกัน ลูกธนูมากมายแต่กลับไม่ถูกเสมาแม้แต่ดอกเดียว
นันทะกะยอสูเจ็บใจ ชักปืนพกที่เอวออกมา แล้วยิงใส่เสมาทันที ลูกกระสุนเฉี่ยวเสมาไปนิดเดียว เสมาเห็นฝ่ายตรงข้ามมีปืน ขืนอยู่บนหลังช้างเท่ากับเป็นเป้าจึงกระโดดลงแล้วควงดาบสองมือไล่ฆ่าพวกทหารพม่าต่อ เสมาบุกตะลุยไปจนถึงตัวขัน ทั้งคู่หันหลังชนกันต่อสู้กับทหารพม่าอย่างดุเดือด
“ไหนเล่าหัวข้าศึก หรือลืมคำท้าเสียแล้ว”
“ข้าได้จนนับไม่ไหวแล้ว”
เสมาพูดแล้วก็ชี้ไปที่นันทะกะยอสูแล้วว่า
“ขาดแต่หัวแม่ทัพพวกมัน ข้าจะไปตัดโยนมาให้นายหมู่กราบประเดี๋ยวนี้”
“ชะ อ้ายเสมา คุยโตไปแล้วเอ็ง”
“นายหมู่ไม่เชื่อก็คอยดูเถิด ขอเพียงนายหมู่ไม่ฟันข้าข้างหลัง เรื่องแต่เพียงนี้หาเกินกำลังอ้ายเสมาไม่”
เสมาบุกตะลุยไปที่นันทะกะยอสูทันที พวกทหารพม่าดาหน้าออกมาสู้ แต่ก็โดนเสมาฟาดฟันล้มระเนระนาดไปหมด ฝ่ายขันก็ต้องสู้กับทหารที่รุมเข้ามาสุดฝีมือ เพื่อป้องกันตัวเอง เสมาบุกคืบเข้าไปเรื่อยๆ นายกองพม่าคนหนึ่งยืนอยู่ใกล้กับนันทะกะยอสู ถือดาบโล่ออกมา แล้ววิ่งเข้าใส่เสมาทันที
เสมาฟันดาบเข้าใส่นายกอง นายกองใช้โล่รับแล้วฟันดาบใส่ขาเสมา แต่เสมากระโดดตีลังกาข้ามหัวนายกองหลบดาบไปได้ แล้วใช้ดาบอีกมือหนึ่งฟันสวนกลับไปถูกนายกองตายคาที่
ทันใดนั้น นันทะกะยอสูก็ยิงปืนใส่เสมาทันที เสมาเหลือบเห็น เลยม้วนตัวหลบไปได้ชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด นันทะกะยอสูกลัวพลางตะโกนลั่น
“คุ้มกันกู คุ้มกันกูประเดี๋ยวนี้”
พวกทหารพม่ารีบกรูกันเข้ามาสู้กับเสมา และกันนันทะกะยอสูออกมาทันที ทหารพม่าคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหารายงานด้วยสีหน้าตื่น
“ท่านแม่ทัพ ทัพของท่านไชกะยอสูถูกตีตลบหลัง แตกพ่าย ไปแล้วขอรับ ทัพหลวงของพวกมัน กำลังมุ่งมาทางนี้แล้วขอรับ”
“ถอยทัพ ถอยทัพประเดี๋ยวนี้ ถอย”
พวกทหารพม่าตกใจเริ่มสู้พลาง ถอยพลาง เสมาสู้กับพวกที่เข้ามารุม จนไม่ทันสังเกตเห็นขัน ขันเข้ามาที่ศพของนายกองที่ถูกเสมาฆ่า แล้วหยิบผ้าโพกหัวของนายกองเก็บกลับไป พร้อมกับยิ้มเจ้าเล่ห์ปล่อยให้เสมาสู้ต่อไปโดยไม่รู้ว่าตนแย่งความชอบไปแล้ว

ศึกครั้งนี้ทัพไทยเอาชนะทัพของพระเจ้าเชียงใหม่ ซึ่งนำโดยนันทะกะยอสู และไชกะยอสูลงได้อย่างงดงาม แม้จะมีกำลังทัพน้อยกว่าคู่ต่อสู้มากมายนัก
กองทัพของพระราชมนูที่มีเพียงสามพัน สามารถตีทัพหน้าของพระเจ้าเชียงใหม่ที่มีกำลังถึงหนึ่งหมื่นห้าพันคน แตกพ่ายลงได้อย่างงดงาม ทำให้ทัพหลวงของพระเจ้าเชียงใหม่ที่มีกำลังพลถึงหนึ่งแสนไม่กล้าบุกคืบหน้าเข้ามาอีก
สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ ยกกองทัพออกมาปกป้องบ้านเมือง โดยที่ทัพพระเจ้าเชียงใหม่ ได้ถอยหนีกลับไปจนหมด
ทั้งนี้พระเจ้าเชียงใหม่มังนรธาช่อ ทรงเห็นว่าทัพไทยกำลังฮึกเหิม หากทำการรบตอนนี้ อาจจะพ่ายแพ้ได้ จึงทรงยกทัพกลับเชียงใหม่ไปในที่สุด นับว่าเป็นชัยชนะครั้งแรกที่มีต่อผู้รุกราน หลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครงเป็นต้นมา

เวลาผ่านมาจนถึงเช้าวันหนึ่ง ที่เสมากลับมาบ้าน เสมาก้มลงกราบแทบเท้ามั่นและบุญเรือน ทั้งคู่ลูบหัวเสมาด้วยความรักที่เสมากลับจากศึกมาอย่างปลอดภัย
“ฉันกราบพ่อกับแม่จ้ะ พระคุณของพ่อกับแม่คุ้มครองฉันโดยแท้ เสร็จศึกคราวนี้ ฉันถึงได้เลื่อนขึ้นเป็นหัวหมู่แล้ว”
บุญเรือนน้ำตาคลอด้วยความดีใจ
“เอ็งจะได้เป็นกระไร ก็ไม่เท่ากับเอ็งปลอดภัยกลับมาดอกวะ อ้ายเสมา”
มั่นตบบ่าลูกด้วยความภูมิใจพลางว่า
“แม่เอ็งพูดถูกแล้ว แค่เอ็งได้เป็นทหารออกศึกไม่ให้เสียชาติเสียตระกูลเหมือนที่พ่อทำผิดไว้ พ่อก็ปลาบปลื้มเหลือเกินแล้ว”
“แต่หากฉันไม่ตายเสียก่อน อาจจะได้เป็นหัวพันหัวหมื่น หรือมีวาสนาได้เป็นถึงขุนเหมือนปู่ก็ได้นะจ๊ะพ่อ”
จำเรียงแต่งตัวสวยเดินยิ้มขำๆเข้าบ้านมา
“กระไรกันพี่เสมา เพิ่งได้เป็นหัวหมู่ชั่วครู่ชั่วยาม ก็เพ้ออยากเป็นขุนแล้วรึ พูดให้เห็นเป็นขำ ดูลุงพันอินเถิด ฉันเห็นเป็นหัวพันมานับสิบปียังไม่ได้ขึ้นเป็นหมื่นเลย”
เสมาไม่ค่อยพอใจที่น้องขัดคอ
“เพิ่งปะหน้ากัน ก็ขัดข้าเลยนะนังจำเรียง แล้วนั่นเอ็งไปที่ใดมารึ แต่งตัวเสียสวยเชียว”
จำเรียงยิ้มภูมิใจ แล้วนั่งลงใกล้ๆแม่
“ฉันก็ไปเยี่ยมเยือนพี่หมู่... เอ่อ พี่พันฤทธิ์รณรบมาน่ะซี”
“ใครรึ พันฤทธิ์รณรบ” เสมาถามด้วยความแปลกใจ)
บุญเรือนยิ้มแย้มทันทีแล้วว่า
“ก็พ่อหมู่ขันน่ะซี ไปศึกมาคราวนี้ทำความชอบไว้มากนัก จึงได้เลื่อนขึ้นเป็นพันฤทธิ์รณรบ”

เสมาชะงักไป สีหน้าประหลาดใจมาก นึกไม่ถึงเพราะขันทำผลงานน้อยกว่าตนตั้งเยอะ ทำไมได้ตำแหน่งสูงกว่าตนได้

อ่านต่อหน้า ๓
......................................................................................................

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับขุนศึก

๑๑. บรรดาศักดิ์ คือระดับชั้น หรือยศของขุนนางไทยในสมัยโบราณ มี 9 ระดับ คือ นาย พัน หมื่น ขุน หลวง พระ พระยา เจ้าพระยา และ สมเด็จเจ้าพระยา

๑๒. ศักดินา เป็นเครื่องกำหนดความสูงต่ำและรายได้ ของข้าราชการในสมัยโบราณ โดยข้าราชการที่มีบรรดาศักดิ์เท่ากัน อาจจะมีศักดินาไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความสำคัญของตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นหลัก โดยข้าราชการ จะมีศักดินาได้สูงสุดคือ หนึ่งหมื่นไร่




ขุนศึก ตอนที่ ๒ (ต่อ)

ขันสวมใส่เครื่องแบบกำลังคุยโม้ให้ดวงแข และอำพันฟังเสียยกใหญ่

“ศึกครานี้ ฉันตัดหัวนายกองข้าศึกเสียหลายคน ยังไม่รวมพวกทหารเลวอีกได้ผ้าโพกหัวของพวกมันมายืนยัน จึงได้ความชอบเลื่อนขึ้นเป็นหัวพัน มีศักดินาถึงสองร้อยไร่” ขันพูดพลางกระหยิ่มยิ้มย่อง
“เก่งจริงพ่อขัน หากพ่อของลูกยังอยู่ ต้องดีใจนักหนาที่ลูกมีความชอบถึงเพียงนี้”
ดวงแขยิ้มแย้มดีใจกับพี่ชาย
“นั่นซีพี่ขัน พี่ออกศึกไม่กี่คราก็ได้เป็นหัวพันมีศักดินา วันหน้าต้องกินตำแหน่งถึงออกหลวงไม่ต่างจากพ่อเป็นแน่”
“พี่หมายสูงกว่านั้นเสียอีกดวงแขเอ๋ย สักวันพี่จะเป็นพระยา นำศักดิ์แลความมั่งมีมาสู่เจ้ากับแม่ให้จงได้” ขันพูดพลางหัวเราะชอบใจ
อำพัน และดวงแข ยิ้มแย้มดีใจกับขันด้วยขันเข้าไปหาแม่แล้วเริ่มพูดจาประจบ
“แม่จ๋า ลูกได้เป็นที่พันฤทธิ์รณรบแล้ว กาลภายหน้าย่อมต้องได้ดียิ่งขึ้น เรื่องที่ลูกเคยขอแม่ไว้ให้แม่ไปสู่ขอแม่หญิงเรไรให้ลูก แม่คิดเห็นว่าเยี่ยงไรจ๊ะ”
อำพันและดวงแขหน้าเจื่อนไปทันทีและดูอึกอักอยู่ทันทีไม่รู้จะตอบขันยังไง เพราะขันเป็นฝ่ายก่อเรื่องไว้ ขันจับอาการได้ จึงมีสีหน้าติดใจสงสัยมาก


ในเวลาต่อมาที่ศาลาริมน้ำ ขันใช้มือทุบเข้าที่เสาของศาลาด้วยความโมโห
“ชายมีเมียหลายคน หาใช่เรื่องพิกลกระไร จะถือเป็นข้อรังเกียจเดียดฉันท์ได้เยี่ยงไร”
“หากพี่ตกแต่งแม่เรไรแล้วค่อยมีเมียอื่นก็หาพิกลไม่ แต่นี่พี่กลับเกี้ยวแม่จำเรียงคู่กันไปแล้วจะให้แม่เพื่อนน้องสู้หน้าใครได้”
“ทำไมรึ พี่เกี้ยวนังจำเรียงมันผิดในที่ใด แม่ดวงแขลองบอกพี่มาดูทีรึ”
“แม้จำเรียงจะได้ชื่อว่าเป็นข้าหลวง แต่แท้จริงก็มีศักดิ์เสมอด้วยบ่าวไพร่รับใช้พวกน้องเพียงนั้น แล้วพี่ขันจะให้แม่เรไรได้ชื่อว่าลดตัวลงไปแข่งกับบ่าวไพร่กระนั้นรึ เป็นน้องน้องก็ไม่ทำ”
“ถึงกระนั้นแม่หญิงเรไรก็ต้องเป็นเมียเอก พี่จะยกหญิงอื่นใดขึ้นมาเทียมหน้าเทียมตาได้เล่า เหตุใดไม่มองข้อนี้บ้าง”
“ยกเป็นเมียเอก แต่มาทีหลังเมียรองน่ะรึ พี่ขันเคยเห็นธรรมเนียมเช่นนี้ที่เรือนใดบ้างเล่า”
ขันหน้าเสียแม้เถียงไม่ออกแต่ไม่ยอมแพ้
“แม่ดวงแขไม่ต้องช่วยแก้ต่างแทนเพื่อนดอก พี่จะบอกให้ว่า แม่หญิงเรไรยกเรื่องนังจำเรียงมาเป็นข้ออ้างเท่านั้น แท้จริง คือแม่หญิงมีใจใฝ่อ้ายช่างเหล็กต่างหาก เสียดายนักที่กลของพี่ไม่เป็นผล ไม่เช่นนั้น อ้ายเสมาเป็นผีเฝ้าทุ่งบางเกี่ยวหญ้าไปเสียแล้ว”
ดวงแขตกใจมาก
“นี่พี่ขันคิดร้ายเสมาในศึกครานี้รึ บุญนักหนาที่เสมาไม่ตาย” ดวงแขพูดแล้วก็ถอนใจ
“นี่แม่ดวงแขก็ยืนข้างอ้ายช่างเหล็กมันอีกคนรึ”
ดวงแขเริ่มหน้าเสียเพราะมีใจให้เสมาแต่ไม่กล้าบอกใครจึงรีบแก้ตัว
“มิใช่ดอก น้องห่วงพี่ขันต่างหาก หากความนี้รู้ถึงผู้อื่น พี่ขันมิต้องโทษถึงตายรึ”
ทาสหญิงของดวงแขพายเรือมาจอดเทียบที่บันไดของศาลา ดวงแขได้โอกาสจึงรีบพูดตัดบท
“น้องต้องไปเลือกผ้าผ่อนท่อนสไบแล้ว เรื่องแม่เรไรเอาไว้คุยกันวันหลังเถิดจ้ะ”
ดวงแขรีบเลี่ยงลงเรือนำไป ขันขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจและแค้นเสมา

บรรยากาศตลาดยามบ่าย มีคนเดินไม่มากนัก วัยกลางคนนางหนึ่งซึ่งเป็นทาสในเรือนของขุนรามเดชะ กำลังเดินตามหาเรไรอย่างร้อนใจ ทาสนางนั้นเดินเรื่อยมาทางท้ายตลาดจึงเห็นว่า เสมาและเรไรแอบมาคุยกันในมุมปลอดคนที่ท้ายตลาดอยู่ นางรีบหลบที่มุมหนึ่งแอบมองอยู่
“ผ้าโพกหัวของพวกพม่ารามัญเป็นตัวบอกตำแหน่งแลชั้นยศ หากผู้ใดได้ผ้าโพกหัวไปยืนยันก็เหมือนได้หัวข้าศึกไป พ่อยังบ่นเสียดายนักที่เสมาไม่ได้เก็บผ้าไปแม้แต่ผืนเดียว ต่างกับพ่อขันพันฤทธิ์ที่ได้ผ้าโพกหัวไปมากโข ล้วนเป็นชั้นนายหมู่นายกองทั้งสิ้น จึงได้ตำแหน่งหัวพันเป็นบำเหน็จศึกครานี้” เรไรบอก
“มิน่าเล่า อ้ายขันจึงได้ความชอบมากกว่า ช่างโง่เขลานักอ้ายเสมาเอ๋ย ธรรมเนียมเพียงนี้ยังไม่รู้ ยังคิดจะแสวงหาความชอบให้คนเค้าเยาะเอา” เสมาพูดด้วยความเซ็ง
เรไรยิ้มบางเพื่อปลอบใจ
“อย่าโทษว่าตัวเองเลยผิดครานี้ถือเป็นค่าครูเถิด จะว่าไปออกศึกคราแรกได้เลื่อนเป็นนายหมู่ ก็ถือว่าดีหนักหนาแล้ว”
“ดีแล้ว แต่หาทันใจเสมาไม่”
“ทำไมรึ” เรไรถามด้วยความสงสัย
เสมายิ้มกรุ้มกริ่มแล้วบอก
“เพราะเสมาอยากเป็นหัวพันหัวหมื่นเพื่อคู่ควรด้วยแม่หญิงโดยเร็ว จะได้มีวาสนาเห็นหน้าแม่หญิงทุกเมื่อเชื่อวัน”
เสมาส่งสายตาหวานเชื่อม เรไรหลบสายตาด้วยความเขินอาย
“แม่หญิงรู้หรือไม่ ไปศึกครานี้เสมาทุกข์นักที่ไม่ได้เห็นหน้าแม่หญิง”
เสมาหยิบถุงผ้าที่ห้อยคอออกมาแล้วพูดต่อไป
“มีเพียงหมากคำกับดอกจำปีที่แม่หญิงให้ไว้ดูต่างหน้าให้คลายคิดถึงเพียงนั้นW
เรไรดูถุงผ้าอย่างปลาบปลื้มซาบซึ้งใจที่สุด เสมาจับตามองเรไรด้วยสายตากรุ้มกริ่มตลอดเวลา ยิ่งเรไรอายก็ยิ่งดูสวยมากขึ้นไปอีก ทาสนางนั้นจับตามองทั้งคู่อย่างเก็บข้อมูลทุกอริยาบท

ในเวลาต่อมา เสมาเดินมาที่ท่าเรือ เพื่อจะข้ามฟากกลับ บริเวณนั้นมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมารอเรืออยู่ก่อนแล้ว ทาสของขุนรามเดชะยังคงสะกดรอยตามเสมามาห่างๆ ขณะนั้นเองทาสของดวงแขพายเรือพาดวงแขมาถึงท่าน้ำพอดี เสมาเห็นดวงแขก็ยิ้มทักทาย
“แม่หญิงดวงแข”
ดวงแขยิ้มดีใจทักทายตอบ
“หัวหมู่นี่เอง สบายดีรึ”
“สบายดีขอรับ ขอบน้ำใจแม่หญิงนัก นี่แม่หญิงรู้เรื่องที่เสมาได้เลื่อนยศแล้วรึ”
“ฟังมาจากพี่ขันแล้ว ฉันดีใจกับนายหมู่ด้วย”
ดวงแขจะขึ้นจากเรือ แต่เรือโคลง ดวงแขเลยเซจะล้มแต่เสมารีบเข้าไปจับแขนไว้ แล้วดึงเข้ามากอดไม่ให้ดวงแขพลัดตกน้ำ ดวงแขในอ้อมกอดเสมาก็อึ้งไป ทั้งอาย ทั้งมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ทาสในเรือนของรามเดชะเห็นเต็มๆ รีบมองด้วยความสนใจ เก็บรายละเอียดทุกเม็ดอย่างเคย เสมาเห็นดวงแขปลอดภัยแล้ว ก็ปล่อยตัวออก แต่ดวงแขก็เขินอายไม่กล้าสบตา
“แม่หญิงเป็นกระไรหรือไม่”
ดวงแขอายจนไม่กล้าสบตาเสมา ได้แต่บอกว่า
“ไม่ดอกจ้ะ”
เสมาไม่คิดอะไรเข้าไปช่วยพวกทาสของดวงแขผูกเรือ ดวงแขแอบเหล่มองเสมา นับวันก็ยิ่งพึงพอใจในตัวเสมามากขึ้นทุกที

เย็นวันเดียวกัน ภายในเรือนของขุนรามเดชะ ลำภูถึงกับตกใจที่ได้รับรายงานอย่างละเอียดจากทาสที่ส่งไปติดตามเรื่องของเสมากับเรไร โดยมีขุนรามเดชะกำลังนั่งเคี้ยวหมากอยู่ใกล้ๆ
“กลางวันแสกๆ ยังกล้าทำบัดสีเพียงนั้นเชียวรึ”
“เจ้าค่ะ บ่าวเห็นมากับตา”
“เอ็งไปได้แล้ว แล้วจำไว้อย่าให้เรื่องนี้หลุดจากปากเอ็ง เป็นอันขาด” ลำภูพูดพลางส่งแววตาดุปรามทาสนางนั้น
“เจ้าค่ะ บ่าวจะไม่พูดกับใครเลยเจ้าค่ะ”
หลังจากทาสรีบล่าถอยออกไปแล้ว ขุนรามเดชะก็กระโถนบ้วนน้ำหมากแล้วพูดขึ้น
“อ้ายเสมามันจะรักชอบกับแม่ดวงแขหรือไม่ก็หาใช่โกงการกระไรของเราไม่ เหตุใดแม่ลำภูต้องเดือดร้อนใจไปด้วยเล่า”
“พูดไปท่านขุนก็หาเข้าใจไม่ อ้ายเสมามันตระกูลต่ำคิดเผยอเยี่ยงนี้ มีแต่แม่ดวงแขจะมัวหมองไปกับมัน”
“ตระกูลมันต่ำจริงแต่ฝีมือดาบมันเป็นเลิศ ยากจะหาใครเปรียบกับมัน ปัญญาแลน้ำใจมันก็ดีอยู่ หากอ้ายเสมาได้สังกัดมูลนายที่ดี ไม่แน่ว่า สิบ ยี่สิบปีข้างหน้า อาจจะได้กินตำแหน่งถึงขุนเชียวนา”
ลำภูได้ยินคำพูดของขุนรามเดชะก็ยิ่งหงุดหงิดหนักชึ้น
“นี่ท่านขุนยืนข้างมันรึ งั้นถามหน่อยเถิด หากมิใช่แม่ดวงแขแต่เป็นแม่เรไรลูกเรา ท่านขุนยังจะเห็นดีด้วยหรือไม่”
ขุนรามเดชะตกใจมากที่รู้เรื่องเรไรกับเสมา

ภายในบ้านรามเดชะตอนหัวค่ำ ทนายของขุนรามเดชะซึ่งทำหน้าที่เหมือนเลขาฯแทนเจ้านายเปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานแล้วเข้าไปนั่งคุกเข่าคุยกับขุนรามเดชะ ทนายพนมมือแล้วว่า
“ท่านขุนเรียกกระผมมามีกระไรจะใช้สอยหรือขอรับ”
ขุนรามเดชะสีหน้าเครียดพลางถาม
“รายนามทหารที่จะขึ้นสังกัดมูลนาย เอ็งส่งให้ท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่แล้วหรือไม่”
“ยังขอรับ กระผมกะว่าจะส่งพรึ่งนี้ขอรับ”
“ดีแล้ว เอ็งจงคัดชื่ออ้ายเสมาออก ไม่ต้องส่งมันขึ้นสังกัดมูลนาย”
ทนายตกใจ
“หากไม่มีมูลนายสังกัด อ้ายเสมาก็จักมีแต่บรรดาศักดิ์ แต่หามีศักดินาไม่ เป็นเพียงทหารอาสาได้เบี้ยหวัดแต่ยามศึกสงครามนะขอรับ”
“ถูกแล้ว กับอ้ายคนอกตัญญู กินบนเรือนขี้รดบนหลังคาเช่นมัน ควรแก่การใช้ออกศึกจนตาย แต่หาควรให้สินทรัพย์แลความมั่งมีแก่มันไม่”

เช้าวันต่อมา เรไรและดวงแขเพิ่งใส่บาตรเสร็จยามเช้า ต่างถือถาดกับขันตักข้าวเดินคุยกันมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เสมายืนดักรออยู่ที่ประตูท้ายวัง พอเห็นเรไรก็รีบเข้ามาหาทันที
“แม่หญิง”
เรไรเหล่มองดวงแขด้วยความเขินก่อนจะเข้าไปหาเสมา
“มาทำกระไรที่นี่”
ดวงแข เบือนหน้าไปทางอื่นด้วยความไม่พอใจแอบหึงหวงเสมากับเรไร แต่ไม่กล้าแสดงออกมาก
“ฉันทราบมาว่า แม่หญิงมักมาตักบาตรที่ท้ายวังทุกเช้าเลยมาดักรอ หวังจะได้เห็นแม่หญิงแม้เพียงสักอึดใจก็ยังดี”
“ก็ได้เห็นแล้วนี่ เหตุใดยังไม่ไป”
“ขอให้เสมาได้อยู่...” เสมาพูดพลางยิ้มกรุ้มกริ่ม
ทันใดนั้น ทั้งคู่ก็ได้ยินเสียงขันที่ตวาดขึ้นด้วยความแค้นดังขึ้น
“อ้ายเสมา”
ทั้งเสมาและเรไรหันมองตามเสียง เห็นขันยืนถือดาบและชักดาบออกด้วยความโกรธ
“วันนี้ไม่มึงก็กู ต้องตายกันไปข้าง”
ขันฟันดาบใส่เสมาทันที เสมามือเปล่าเลยรีบกระโดดหลบ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของเรไรและดวงแข
“นี่หรือวะพันฤทธิ์รณรบ ฟันคนมือเปล่าไร้อาวุธ เอาเถิดอ้ายขัน แม้นกูจะมือเปล่า แต่หากกูหนีสักก้าว อย่านับถือกูว่าเป็นชายเลย” เสมาว่า
เสมาตั้งการ์ดมวยจะสู้
“มึง”
ขันและเสมาปะฝีมือกันได้เพียงนิด ขณะขันจะรุกต่อแต่ดวงแขรีบเข้าไปจับแขนขันไว้ ไม่ให้ทำร้ายเสมาด้วยความห่วงทั้งขันและเสมา
“อย่านะพี่ขัน นี่มันเรื่องกระไรกัน เหตุใดต้องฆ่าแกงกันด้วย”
“ปล่อยพี่ แม่ดวงแข อ้ายเสมามันหยามพี่ พี่จะฆ่ามันเสีย”
“กูรึหยามมึง กูไปหยามมึงตั้งแต่เมื่อใด”
“ก็เมื่อบ่ายวาน ที่ท่าน้ำมึงแตะเนื้อต้องตัวน้องกูต่อหน้าผู้คน”
เรไรชะงักไปด้วยความตกใจปนผิดหวัง
“มึงจงใจใช่หรือไม่อ้ายเสมา เหตุเพราะมึงแค้นที่กูเกี้ยวนังจำเรียงน้องมึง มึงเลยจะหยามกูกลับ”
เรไรหน้าบึ้งตึงมองเสมาด้วยความหึงหวง เสมาเห็นสายตาเรไรก็หน้าเสีย พูดอะไรไม่ถูก ในขณะที่ ดวงแขก็หน้าเสียไปเหมือนกัน ไม่คิดว่าเรื่องเมื่อวานจะเป็นเรื่องขึ้นมาได้ ดวงแขร้อนใจสุดๆจึงรีบแก้ตัว
“ผิดแล้วพี่ขัน ฉันกับเสมาไม่ได้ทำเช่นนั้น”
“จะผิดได้อย่างไรกัน อ้ายพวกบ่าวไพร่มันโจษกันทั่วเรือน”
“ถ้าพี่เชื่อคำบ่าวมากกว่าเชื่อน้องก็ตามใจเถิด แต่หากพี่กับเสมาต้องวิวาทกันเพราะฉัน ฉันจะไปฆ่าตัวตายประเดี๋ยวนี้”
ดวงแขปล่อยขัน แล้วรีบเดินเลี่ยงไปทันที ขันร้องเรียกก่อนจะหันไปพูดกับเสมา
“แม่ดวงแข...มึงกับกู จักต้องได้เห็นดีกัน”
ขันรีบเก็บดาบแล้วตามดวงแขไปด้วยสีหน้าเครียดแค้น ชิงชัง
“แม่หญิง ฉันไม่ได้...” เสมาพูดกับเรไร
เรไรพูดสวนขึ้นด้วยสีหน้าเย็นชา
“เมื่อบ่ายวานเพิ่งลาจากกัน ก็ไปแตะเนื้อต้องตัวหญิงอื่นแล้ว ช่างรวดเร็วดีแท้”
เรไรเดินกลับเข้าวังไป เสมาหน้าเสีย ได้แต่มองตามไม่รู้จะอธิบายยังไง

ขันโหมกระหน่ำฟันดาบใส่ลูกน้องอย่างเกรี้ยวกราดเพราะยังอยู่ในอาการโกรธจัดอยู่ ลูกน้องขันเอาแต่ตั้งรับ แต่ก็ทนแรงไม่ไหว ดาบหลุดกระเด็น ล้มกลิ้งล้มหงาย หลบดาบของขันกันจ้าล่ะหวั่นด้วยความหวาดกลัว ขันปาดาบทิ้งลงพื้นด้วยความหงุดหงิด
“พี่ขันขอรับ” ลูกน้องขันพูดขึ้น ขันหันมาจ้องหน้าด้วยสายตาดุดัน
“เอ่อ พี่พันฤทธิ์ ข้า...ข้าเห็นว่าหากพี่แค้นอ้ายเสมามัน เหตุใดเราไม่ล้างแค้นเล่าขอรับ แม้นสู้ฝีมือไม่ได้ แต่หากพวกเราดักทำร้ายมันแล กลุ้มรุม ย่อมปลิดชีพเสี้ยนหนามพี่ได้ไม่ยากเย็น”
“นึกว่าข้าไม่คิดข้อนี้รึ แต่อ้ายเสมามันได้พระราชทานยศทหารแล้ว หากมันตายก็ต้องมีการไต่สวนทวนความ อ้ายเสมาไม่มีอริอื่นใดนอกจากข้า แล้วมีรึที่ข้าจะพ้นผิดได้”
ลูกน้องอีกคนฉุกคิดขึ้นแล้วว่า
“เยี่ยงนั้นพี่พันฤทธิ์ก็ท้าอ้ายเสมาสู้ซีขอรับ หากเป็นการท้าสู้กัน แม้นตายก็เอาผิดไม่ได้นะขอรับ”
ขันโมโห ถีบลูกน้องกระเด็นไป
“มึงเยาะกูรึ กูแพ้เชิงดาบมันมามึงก็เห็นอยู่ ยังจะให้กูไปท้ามันสู้อีกรึ”
“มิได้ขอรับ ข้าไม่ได้เยาะพี่พันเลยขอรับ แต่ข้าเห็นว่าฝีมือเชิงดาบฝึกปรือกันได้ อ้ายเสมาเพียงแต่ได้กราบอาจารย์ดีเลยมีเชิงดาบเหนือกว่าพี่ แต่หากพี่ได้อาจารย์ดีบ้างต้องชนะมันได้แน่ขอรับ”
ขันนิ่งคิดตามเห็นด้วยกับที่ลูกน้องพูดเหมือนกัน

บรรยากาศภายในตลาดตอนสาย แผงขายเหล็กขายมีดของแต้ม เสมากำลังคัดเลือกเศษเหล็กที่จะไปตีหาเงินใช้อยู่ เสมาคัดด้วยสีหน้าเซ็งๆเพราะเพิ่งมีปัญหากับเรไรมา แต้มเดินถือถุงใส่เงินมาแล้วยื่นให้เสมา
“ค่ามีดของเอ็ง รับไปเถิด”
“ขอบพระคุณจ้ะลุง” เสมายกมือไหว้แล้วรับถุงใส่เงินมา
“อุบ๋า มีนายหมู่มาไหว้ขอบพระคุณข้าเสียด้วย วาสนาอ้ายแต้มแท้”
“ฉันจะเป็นนายหมู่หรือมียศศักดิ์สูงยิ่งขึ้นไป ฉันก็ยังเป็นอ้ายเสมาลูกพ่อมั่นช่างตีเหล็กเหมือนเดิมแหละจ้ะลุง”
“ดีแล้วอ้ายเสมา คนดีจริงต้องไม่เป็นวัวลืมตีนเอ็งคิดได้เยี่ยงนี้ก็มีแต่จะจำเริญยิ่งขึ้นไป”
เอื้อยแตงเดินถือกระจาดเปล่ากลับมาที่แผงแล้วหยิบถุงใส่เงินยื่นให้แต้ม
“ขายหมดแล้วพ่อ ฉันเอาไปเพิ่มนะ”
เอื้อยแตงหยิบมีด หัวจอบเสียมใส่กระจาดเพื่อเอาไปเร่ขายต่อโดยไม่สนใจเสมาแม้แต่น้อย
“เอื้อยแตง มิได้ปะหน้าเสียหลายวัน สบายดีรึ”
เสมายิ้มทักทาย เอื้อยแตงไม่ตอบทำสีหน้าเย็นชาแล้วเดินหอบกระจาดเลี่ยงไป เสมางงๆ จึงหันไปถามแต้ม
“ลุงแต้มจ๊ะ เอื้อยแตงมันเคืองกระไรฉันรึ ไม่ยอมพูดกับฉันซักคำ”
“ข้าไม่รู้ดอก นังนี่ยิ่งโตยิ่งพิกล ข้าไม่อยากยุ่งกับมัน”
เสมามองตามเอื้อยแตงไปด้วยความกังวล ไม่รู้ว่าเอื้อยแตงโกรธตนเรื่องอะไร

เสมาเดินตามมาหาเอื้อยแตงที่กำลังเร่ขายของอยู่ตามแผงขายของต่างๆ
“เอื้อยแตง” เสมาร้องเรียก
เอื้อยแตงไม่ยอมพูดด้วย หันไปขายของต่อ เสมาเข้ามาขวางหน้าเอื้อยแตง เอื้อยแตงก็หันไปทางอื่น เสมาก็ขวางหน้าอีก จนเอื้อยแตงรำคาญ
“เกะกะจริงเชียว งานการไม่มีทำรึหัวหมู่”
“มี แต่ข้าอยากรู้ว่าเอ็งเคืองข้าด้วยเรื่องใด”
เอื้อยแตงตีหน้าตายพูดจาแดกดัน
“ฉันจะไปกล้ามีเรื่องเคืองหัวหมู่ได้อย่างไรกันเล่า”
“แล้วเหตุใดเอ็งไม่พูดกับข้า”
“ฉันจะพูดหรือไม่ก็หาสำคัญไม่ เพราะฉันก็แค่นางเอื้อยแตงแม่ค้าขายเหล็ก หาใช่บุตรีขุนรามเดชะไม่ พี่จะทุกข์ร้อนไปไย”
“นี่เอ็งรู้เรื่องแม่หญิงด้วยรึ”
ขณะนั้นเอง สมบุญก็เดินถือกระจาดใส่มีด ใส่หัวจอบเสียมเข้ามาหาเอื้อยแตงด้วยสีหน้าเซ็งๆ
“แม่เอื้อยแตง ฉันขายพร้าได้สองเล่มแล้ว ขอฉัน...”
เสมานึกไม่ถึงที่เห็นสมบุญที่นี่
“อ้ายสมบุญ เอ็งมาทำกระไรที่นี่”
สมบุญอึกๆอักๆเพราะเป็นคนเอาเรื่องเสมามานินทากับเอื้อยแตง เอื้อยแตงเดินงอนๆเลี่ยงไป
“เอ็งเองรึอ้ายสมบุญ เอ็งเอาเรื่องข้ากับแม่หญิงมาเล่าให้ เอื้อยแตงมันฟังใช่หรือไม่”
สมบุญกลัวโดนด่ารีบยกมือไหว้
“ฉันผิดไปแล้วจ้ะพี่เสมา ฉันเจอแม่เอื้อยแตงโดยบังเอิญ แม่เอื้อยถามฉันว่าเหตุใดพี่กลับจากศึกแล้วยังไม่มา ฉัน ก็เลย.....”
“เอ็งก็เลยขายข้าใช่หรือไม่วะ ปากเอ็งนี่มันน่าเฉือนทิ้งนัก” เสมาพูดพลางหยิบมีดในกระจาดขึ้นมาขมขู่
สมบุญรีบฉากหลบไปตั้งหลัก
“อย่าพี่ อย่าทำข้าเลย ข้าผิดไปแล้ว”
เสมาจะไล่เอาเรื่องสมบุญ แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเอื้อยแตงกรีดร้องดังขึ้น ทั้งเสมาและสมบุญตกใจ รีบวิ่งไปตามเสียงทันที

ลูกน้องพุฒกำลังจับมือถือแขนลวนลามเอื้อยแตงอยู่ในร้านเหล้า โดยมีพุฒนั่งดื่มเหล้าแล้วหัวเราะชอบใจ
“ปล่อยกู ปล่อยกูประเดี๋ยวนี้” เอื้อยแตงโวยวาย
ลูกน้องคนหนึ่งอยู่ในอาการเมามายหัวเราะร่วนพลางว่า
“มาเถิด มาดื่มสุราเป็นเพื่อนพวกพี่”
เอื้อยแตงดิ้นเต็มที่พูดเสียงดัง
“กูไม่กิน ปล่อยกู ช่วยด้วย”
ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วยเพราะเห็นว่าพวกพุฒเป็นทหาร
“พยศเยี่ยงนี้ ถูกใจข้านัก ไอ้เรือง ถ้ามึงรักกูจริง มึงต้องลากอีนังนี่มานั่งกินกับกูให้ได้” พุฒว่า
“ได้ซีพี่พันจบ”
ลูกน้องพุฒพยายามลากเอื้อยแตงไปที่แคร่ในร้านเหล้า แต่เอื้อยแตงขืนตัวไว้ไม่ยอมไป -ทันใดนั้น เสมากก็โดดตัวลอย ถีบลูกน้องพุฒจนกระเด็นไปที่แคร่ของพุฒ จอกเหล้า ไหเหล้าล้มระเนระนาด พวกพุฒตกใจ แต่พอตั้งสติได้ก็ชักดาบออกมาจะเอาเรื่องเพราะพุฒเป็นคนชำนาญกระบี่ เอื้อยแตงรีบหลบหลังเสมาด้วยความกลัว
“พี่เสมา ช่วยฉันด้วย”
“มึงเป็นใครวะ กล้าทำร้ายทหารหลวงเชียวรึ” พุฒพูดขึ้น
“กูก็ทหารหลวงเช่นกัน พวกมึงสังกัดกรมกองใด หากกล้าจริงก็บอกมา” เสมาถาม
“ลวนลามหญิงกลางวันแสกๆ ต่อหน้าคนทั้งตลาด พวกมึงยังกล้าอวดอ้างเป็นทหารหลวงอีกรึ ถุย เป็นชายยังไม่ควรเลย” สมบุญว่า
พวกลูกน้องพุฒที่กำลังเมาจะเข้าไปเอาเรื่อง แต่พุฒรีบห้ามไว้ เพราะหากมีเรื่องกับทหารด้วยกันกลางตลาดคงไม่ดีแน่ พุฒหันไปจ้องหน้าเสมา
“มึงชื่อเสมารึอ้ายน้องชาย กู พันจบรณรงค์ วันหน้าคงได้เห็นฝีมือกัน”
พุฒเก็บกระบี่เข้าฝักแล้วเดินเลี่ยงออกจากร้านไป พวกลูกน้องพุฒเก็บดาบแล้วเดินตามไป แต่พุฒยังไม่วายหันมองเสมา และสมบุญด้วยสายตาอาฆาต เสมาจ้องกลับแบบไม่กลัวเพราะเขาเกลียดคนอย่างพุฒมากกว่าขันด้วยซ้ำ

เวลาต่อมา พุฒกำลังเดินคุยกับลูกน้องมาอย่างหัวเสีย
“เหตุใดพี่พันจบไม่เอาเลือดปากมันออกเสียบ้าง มีแค่สองคนแต่ทำโอหังนัก”
“เอ็งไม่ได้ยินรึว่ามันอวดตัวเป็นทหารหลวง หากมีเรื่องวิวาทก็ต้องถูกไต่สวนทวนความ แล้วมีรึที่เราจะพ้นผิด เอาเถิดรู้ชื่อรู้หน้ามันแล้วต้องให้มันได้เห็นดีสักวัน”
ขณะนั้นเอง ขันก็เดินคุยกับลูกน้องตัวเองผ่านมา และพูดขึ้นด้วยความหงุดหงิด
“ทั่วกรุงอโยธยา ไม่มีสำนักใดสู้สำนักครูข้าได้เลยหรือวะ หามายันบ่าย ยังไม่มีสักสำนัก”
ขันและพุฒหันไปเจอหน้ากันพอดี พุฒยิ้มทักทายและเดินเข้าไปหา
“นึกว่าใคร ที่แท้ก็เกลอเก่าพ่อขัน อ้อ มิใช่ซิ พันฤทธิ์รณรบ ต่างหาก”
ขันหัวเราะชอบใจ
“นี่พ่อพุฒรู้แล้วรึ พ่อพุฒก็ได้เป็นหัวพันเช่นกันนี่นา”
“ฉันได้เป็นพันจบรณรงค์ เหมาะแท้ ราชทินนามเราสองคนกลับ คล้องจองกัน พันฤทธิ์รณรบ พันจบรณรงค์”
ขันและพุฒหัวเราะชอบใจ...ขันไปกอดคอพุฒอย่างสนิทสนม
“แล้วนี่พันจบเกลอฉันมาทำกระไร คงไม่ใช่มาจีบแม่เค้าสาวๆ ดอกนะ” ขันถาม
“อย่าให้ฉันพูดมากเลย เมื่อครู่ฉันเจออ้ายคนพาลมันอวดดีหากไม่ใช่เห็นว่าเป็นทหารเช่นกัน คงได้ประมือกันไปแล้ว”
“เป็นทหารรึ ชื่อกระไร”
“มันว่ามันชื่ออ้ายเสมา”
“อ้ายเสมา มิน่าเล่า”
ขันพูดด้วยน้ำเสียงเคียดแค้นจนพุฒเอะใจ
“พันฤทธิ์รู้จักรึ อ้ายเสมาเป็นใครกัน เล่าให้ฉันฟังได้หรือไม่”

ขันขบกรามแน่น ด้วยความเกลียดชังเสมาสุดๆ

อ่านต่อหน้า ๔

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับขุนศึก

๑๓. การสังกัดมูลนายในสมัยโบราณ กำหนดให้ผู้ที่จะรับราชการ ต้องมีสังกัดขึ้นตรงกับข้าราชการคนใดคนหนึ่ง ซึ่งเรียกกันว่า “มูลนาย” ถ้าไม่มีสังกัดมูลนาย ก็จะไม่ได้รับประโยชน์จากราชการ เช่น ไม่ได้รับศักดินา หรือเบี้ยหวัดเงินปี

๑๔. อาณาจักรอยุธยาเป็นอาณาจักรของชนชาติไทยในอดีต ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๑๘๙๓ ถึงปีพุทธศักราช ๒๓๑๐  มีเมืองหลวงคือ “กรุงศรีอยุธยา” เป็นอาณาจักรที่เจริญรุ่งเรือง และมั่งคั่งที่สุดในภูมิภาคสุวรรณภูมิ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการค้าในระดับนานาชาติ ทั้งชาติในเอเชียและชาติในยุโรป




ขุนศึก ตอนที่ ๒ (ต่อ)

บัวเผื่อนกับนางข้าหลวง ๒-๓ คนกำลังเดินถือพานใส่ดอกไม้ผ่านมา พุฒซึ่งกำลังดักรอบัวเผื่อนอยู่ พอเห็นบัวเผื่อนก็รีบเข้าไปหาทันที พุฒแกล้งทำจมูกฟุดฟิด

“นี่กลิ่นดอกไม้กระไรกัน ช่างหอมหวนยวนใจนัก ชะแม่ทั้งหลายบอกได้หรือไม่”
บัวเผื่อนยิ้มอายๆ ส่วนนางข้างหลวงคนอื่นก็อมยิ้ม รู้ว่าพุฒหาเรื่องมาจีบแน่ๆ
“คงเป็นดอกไม้ในพานนี่กระมัง พันจบดูเอาเองเถิดว่าเป็นดอกกระไร”
“ดอกไม้ในพานนี้ฉันรู้จัก แต่กลิ่นหอมนี้ฉันหารู้ไม่”
พุฒแกล้งดมกลิ่นมาจนถึงตัวบัวเผื่อน
“อ้อ ฉันรู้แล้ว ที่แท้ก็เป็นกลิ่นหอมของดอกบัวเผื่อนนี่เอง”
บัวเผื่อนเขินอายหนักกว่าเดิม พวกนางข้าหลวงก็พากันหัวเราะคิกๆคักๆ ตื่นเต้นที่มีหนุ่มหล่ออย่างพุฒเข้ามาจีบบัวเผื่อน
บัวเผื่อนเขินอายหันไปสั่งนางข้าหลวง
“กลับเข้าตำหนักไปก่อนเถิด ประเดี๋ยวฉันตามไป”
พวกนางข้าหลวงยิ้มๆ แล้วเดินเลี่ยงไป บัวเผื่อนกระเง้ากระงอด
“พันจบหายไปเสียนาน วันนี้ว่างรึ ถึงมาตำหนักนี้ได้”
“ที่จริงแล้ว ฉันไปหาหมอให้ท่านเจียดยาให้ แต่ทนอยากเห็นหน้าแม่บัวเผื่อนไม่ไหว เลยแวะมาหา”
บัวเผื่อนเขินแต่รีบแสดงความเป็นห่วงกลบเขิน
“พันจบไม่สบายรึ เป็นกระไร”
“มิได้ป่วยไข้อันใดดอก เพียงแต่เมื่อสายฉันไปเที่ยวตลาด แลเห็นคนลวนลามหญิงชาวบ้านต่อหน้า มิหนำซ้ำยังเป็นทหารหลวง ฉันทนมิได้เลยมีเรื่องกัน” พุฒพูดอ้อนแล้วปั้นหน้าบึ้งตึงเล่าความเท็จ
“ตายจริง เป็นทหารหลวงแต่กลับลวนลามหญิงกลางวันแสกๆ เชียวรึ เป็นใครกันพันจบรู้หรือไม่”
พุฒยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนปั้นหน้าเครียด
“มันโอหังนัก ถึงกับประกาศนามกลางตลาดว่ามันชื่อ อ้ายเสมา ศิษย์วัดพุทไธสวรรย์”
บัวเผื่อนตาเบิกโพลงหูผึ่งคันปากอยากโพนทะนา

บัวเผื่อนกำลังจีบปากจีบคอเล่าน้ำลายแตกฟองให้เรไร ดวงแข และข้าหลวงคนอื่นๆฟังตอนหัวค่ำ โดยเรไร ดวงแข และข้าหลวงคนอื่นก็นั่งพับผ้า อบผ้าเพื่อให้มีกลิ่นหอม ฯลฯ ทุกคนฟังบัวเผื่อนเล่าไปด้วยความสนอกสนใจ
“มิใช่แค่ลวนลาม ยังยื้อแย่งแม่เอื้อยแตงกับชายอื่นเสียด้วย ดูดู๋ พ่อหัวหมู่เสมา นึกว่าทองแท้”
เรไรหึงหวงไม่พอใจจนออกนอกหน้า ดวงแขหน้าตาบึ้งตึงไม่พอใจเหมือนกันแต่คุมอารมณ์ได้ดีกว่าเรไร
“แม่เอื้อยแตงนี่งามมากนักรึ ถึงกับทำให้ชายต้องวิวาทกันได้” ดวงแขถาม
“งามซี มีชายหมายปองกันทั้งตลาด ละแวกนั้นไม่มีใครเทียม”
เรไรทนไม่ไหวลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าบึ้งตึงแล้วเดินออกจากห้องไปเลย บัวเผื่อนมองตามเรไรแล้วยิ้มเยาะด้วยความสะใจที่ได้แกล้งเรไร ก่อนจะหันมาพูดกับดวงแข
“ดูแม่เรไรซีแม่ดวงแข ทนฟังมิได้จนต้องออกไปเสียแล้ว”
ดวงแขหมั่นไส้ ปั้นยิ้มแต่แอบแขวะ
“ก็แม่บัวเผื่อนพูดเสียเป็นจริงเป็นจัง ราวกับเห็นด้วยตาตัวเอง ใครจะอดทนไหวเล่า”
บัวเผื่อนหัวเราะชอบใจยังไม่รู้ตัวว่าโดนแขวะ
“อุ๊ย ฉันก็เพียงพูดตามที่พันจบเล่าให้ฟังเท่านั้นดอก”
ดวงแขเริ่มเอะใจแล้วถาม
“พันจบ พันจบรณรงค์ พี่พุฒน่ะรึ”
“แม่ดวงแขรู้จักด้วยรึ”
ดวงแขยิ้มเล็กน้อย เพราะรู้นิสัยพุฒดีเลยมั่นใจว่า เสมาไม่ได้เป็นอย่างที่บัวเผื่อนเล่าแน่
“รู้จัก พี่พุฒเป็นเกลอกับพี่ขันมาแต่เล็กแต่น้อย แต่ฉันไม่ได้ปะหน้าเสียหลายปี หากฉันรู้ว่าความนี้มาจากพี่พุฒ ฉันคงสวดมนต์แล้วนอนเสียนานแล้ว ไม่ทนฟังดอก”
ดวงแขลุกขึ้นเดินเลี่ยงไป พวกนางข้าหลวงก็ขำๆที่บัวเผื่อนโดนแขวะ บัวเผื่อนหันไปถลึงตาใส่พวกนางข้าหลวงจนเงียบไป แล้วมองตามดวงแขไปด้วยความไม่พอใจที่ขัดคอตน

บริเวณท่าน้ำในวัง เรไรกำลังใส่บาตรให้พระภิกษุที่พายเรือมา พอใส่บาตรเสร็จ พระให้ศีลให้พร เด็กวัดก็พายเรือจากไป เรไรกำลังจะเก็บของ เสมาก็พายเรือเข้ามาหา
“แม่หญิง”
เรไรมองเสมาด้วยสายตาเย็นชา เสมารีบพายเรือเข้าไปใกล้ เรไรรีบเก็บของเสร็จจะลุกหนี เสมาตกใจเลยรีบคว้ามือไว้ เรไรสะบัดมือออกด้วยความโมโห
“อยากลองหวายรึ รู้หรือไม่แตะเนื้อต้องตัวนางข้าหลวงฝ่ายใน มีโทษใด”
“ขอขมาเถิดแม่หญิง ข้าพระเจ้าไม่ได้หมายให้แม่หญิงมัวหมองเลย หากแต่เห็นแม่หญิงกำลังจะไป อารามร้อนใจเลยคว้ามือไว้”
“เหตุใดต้องร้อนใจ เราหามีเรื่องต้องพูดคุยกันไม่”
“พิโธ่แม่หญิง ฟังคำเสมาสักหน่อยเถิด เสมาไม่เคยล่วงเกินแม่หญิงดวงแขแม้แต่น้อยเป็นความสัตย์ แม้นคิดก็ยังไม่เคย อ้ายขันมันใส่ความข้าพระเจ้าโดยแท้”
เรไรปั้นยิ้มประชด
“กระนั้นรึ แล้วมาบอกฉันทำกระไร เหตุใดไม่ไปบอกแม่เอื้อยแตงเล่า”
เสมาตกใจปนงงๆที่เรไรเอ่ยชื่อ
“เอื้อยแตง แม่หญิงรู้จักเอื้อยแตงได้อย่างไร แล้วเหตุใด ข้าพระเจ้าต้องไปบอกเอื้อยแตงด้วย”
“อย่ามาแสร้งทำไม่รู้เรื่องเลย ฉันหาใช่คนเขลาไม่”
“ข้าพระเจ้าไม่ได้แสร้งสาบานได้”
เรไรค้อนแล้วบอก
“คนสาบานให้ผู้อื่นเค้าเชื่อนั้น ย่อมแสดงว่าโกหก”
“ข้าพระเจ้ามิได้โกหก”
“เป็นชายมิใช่รึ ถ้าเป็นชายต้องโกหก”
“ข้าพระเจ้าเป็นชายแลไม่โกหกจริงๆ”
“ที่พูดว่าไม่โกหกนี่แหละ กำลังโกหกฉันอยู่”
เรไรสะบัดหน้าแล้วเดินลิ่วๆหนีไป ปล่อยให้เสมามองตามด้วยความอ่อนใจ ไม่คิดว่าเวลาเรไรพาลแล้วจะพูดไม่รู้เรื่องได้ขนาดนี้ เสมาได้แต่ถอนใจ
“ผู้หญิง ช่างหยั่งใจยากนัก ดั่งเดินดับคบ ให้ตามรอยโดยแท้”

ยามสายในวันเดียวกัน ขันและพุฒเดินคุยกันมาที่บริเวณบ้านอาจารย์บ่าย ขันยิ้มอย่างพอใจ
“แผนการพันจบวิเศษแท้ ยืมปากแม่บัวเผื่อน แม่หญิงเรไรต้องชังน้ำหน้าอ้ายเสมาเป็นแน่”
พุฒหัวเราะชอบใจ
“ที่ฉันเกี้ยวแม่บัวเผื่อนไว้ก็เพื่อจะร้อยไว้ใช้หาไม่แล้ว หญิงที่ปากคอเลาะร้ายเยี่ยงแม่บัวเผื่อน แค่อยู่ใกล้ก็ระอาแล้ว ใครจะทนเกี้ยวอยู่ไหว”
ทั้งคู่เดินมาถึงลานหน้าเรือนอาจารย์บ่าย ลูกศิษย์บ่ายมากมายหลายคนกำลังฝึกซ้อมอยู่ ทั้งกระบี่กระบอง ดาบ มวยไทย ฯลฯ จนแน่นลานหน้าเรือนอาจารย์บ่ายเต็มไปหมด ขันดูฝีมือแต่ละคนแล้วก็ยิ้มพอใจ แสดงให้เห็นว่า อาจารย์บ่ายเก่งจริง ลูกศิษย์ถึงเก่งแบบนี้
“ครูบ่ายท่านเป็นกองอาทมาตเก่า รุ่นราวคราวเดียวกับพระครูขุนแห่งวัดพุทไธสวรรย์ พระครูของอ้ายเสมามัน หากพันฤทธิ์อยากกราบอาจารย์ดีไว้เรียนวิชา ก็หามีใครเหมาะควรเท่าครูของฉันคนนี้ไม่”
“ขอบน้ำใจพันจบยิ่งนักที่หาครูดีให้ฉัน ฉันจักเรียนวิชาดาบสองมือให้แก่กล้า ล้างอายอ้ายเสมามันให้จงได้”
ขณะนั้นเอง ขันก็เหลือบไปเห็นขุนรามเดชะเดินคุยกับอาจารย์บ่ายลงจากเรือนมา
“นั่นออกขุนรามเดชะ เหตุใดมาอยู่ที่เรือนครูบ่ายท่านได้
“พันฤทธิ์ไม่รู้รึ ว่าขุนรามเดชะเป็นลูกศิษย์ของครูบ่ายท่านเฉกกัน”
ขันมีท่าทีแปลกใจ ก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมา เพราะถ้าตนเป็นลูกศิษย์อาจารย์บ่ายก็เท่ากับเป็นศิษย์ผู้น้องของขุนรามเพิ่มความใกล้ชิดเข้าไปอีก

เวลาต่อมา ขันและพุฒกำลังเดินคุยกับขุนรามเดชะมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
“บังเอิญดีแท้ พ่อขันกลายเป็นศิษย์สำนักเดียวกับอาเสียได้”
ขันยิ้มประจบประแจงทันที
“เป็นบุญของข้าพระเจ้าเหลือเกินขอรับ ที่ได้ร่วมสำนักเดียวกับท่านอา ข้าพระเจ้าจักได้มีฝีมือเก่งกาจเช่นท่านอา”
“หากนับแต่ดาบสองมือ อาสู้พ่อขันไม่ได้ดอก เอ่อ แต่ที่พ่อขันใฝ่รู้ คิดฝึกปรือเพิ่มนั้นดีนัก อันคนเรานั้นหากทะนงว่าเลิศกว่าผู้อื่นแล้วย่อมมีแต่หยุดนิ่งแลถดถอยเป็นธรรมดา”
“ข้าพระเจ้าหรือขอรับจักกล้าทะนง ในเมื่อพ่ายแพ้ในเชิงดาบผู้อื่น จนอดสูเยี่ยงทุกวันนี้”
“แพ้ชนะหาสำคัญไม่ พันฤทธิ์มีศีลมีธรรมเทวดาฟ้าดินย่อมต้องเห็น อ้ายคนเนรคุณตะหาก แม้นจะมีฝีมือเชิงดาบสูงเพียงใด ก็หาความจำเริญไม่” พุฒรีบพูดเสริม
ขันแกล้งทำเป็นหนักใจแล้วว่า
“พันจบอย่ากล่าวเช่นนี้ต่อหน้าท่านอาเลย กระไรเสียอ้ายเสมาก็ได้ชื่อว่าเป็นทหารในสังกัดท่านอา”
พุฒปั้นหน้าเครียดแล้วเหล่ไปที่ขุนรามเดชะ
“ไม่กล่าวไม่ได้ดอก ออกขุนท่านจักได้รู้ ว่าอ้ายคนที่ท่านเมตตาค้ำชู ลับหลังมันกระทำการอกตัญญูเพียงใด”
ขุนรามเดชะเหมือนโดนจี้ใจดำ หน้าบึ้งตึงโกรธเสมาขึ้นมาทันที
“มิต้องกล่าวดอก อารู้ว่าอ้ายเสมามันทำกระไรไว้บ้าง”
ขุนรามเดชะเดินหน้าบึ้งตึงเลี่ยงไปด้วยความเจ็บใจเสมา ขัน และพุฒหันไปยิ้มให้กัน ยังไม่ทันยุเท่าไหร่ ขุนรามเดชะก็ของขึ้นซะแล้ว

บ่ายวันเดียวกัน เสมากำลังตีเหล็กอยู่ โดยมีบุญเรือน จำเรียงยืนด่าอยู่ ในขณะที่มั่นยืนหน้าเครียดอยู่ใกล้ๆ เสมาพูดไปตีเหล็กไปอย่างอ่อนใจ
“เชื่อฉันบ้างเถิดแม่ ฉันไม่เคยทำเจ้าชู้ถึงเพียงนั้น จะให้ไปสาบานที่ใดก็ได้”
“เอ็งไม่ต้องมาสบถสาบาน อ้ายผู้ร้ายปากแข็ง ไม่มีไฟจะมีควันรึ คราวแม่หญิงเรไรก็ครั้งหนึ่งแล้ว นี่ยังมีแม่หญิงดวงแข แลนังเอื้อยแตงอีก”
“เอื้อยแตงนั้นช่างเถิด แต่แม่หญิงทั้งสองมียศแลศักดิ์สูง หากมีการกล่าวโทษกัน มิใช่แต่พี่คนเดียว แม้นแต่พ่อแม่แลตัวฉัน ก็ต้องพลอยเดือดร้อนไปกับพี่ด้วย” จำเรียงว่า
“เอ็งมันก็เชื่อแต่คำอ้ายขัน เหตุใดไม่เชื่อข้าที่เป็นพี่เอ็งบ้าง ข้าไม่เคยทำเจ้าชู้ แม้แต่แม่หญิงเรไร ข้าก็คิดแต่จะสร้างยศศักดิ์ตัวเองให้เทียมนาง ไม่เคยคิดดึงแม่หญิงลงมาต่ำ หรือใช้แม่หญิงเป็นสะพานเพื่อแสวงหาลาภยศเลย”
“ถึงกระนั้นก็ไม่ควร เพราะเอ็งอยู่ในฐานะเสมอข้ารับใช้ ขุนรามเดชะท่าน แลท่านเมตตารับเอ็งเข้าเป็นทหารยิ่งไม่บังควรคิดเกินเลยกับลูกท่าน” มั่นบอก
“พ่อ แล้วมันเป็นความชั่วของฉันรึที่เกิดมาในสกุลต่ำกว่าแม่หญิงเรไร แลเกิดมาต่ำแล้ว แม้นจะมีความเพียรเท่าใด ก็ต้องต่ำตลอดไปเลยรึ หากเป็นเช่นนั้นแล้วจะพากเพียรเรียนวิชาไปเพื่อกระไร”
“อ้ายเสมา พ่อแม่เตือนเอ็ง เอ็งยังจะเถียงอีกรึ แล้วยังยกเรื่องสกุลมาพูดอีก หรือเอ็งจะโทษว่าไม่ควรเกิดเป็นลูกพวกข้าก็ว่ามา” บุญเรือนพูดด้วยความโมโห
เสมาอ่อนใจที่ใครๆก็รุมด่า ไม่เข้าใจตนแม้แต่น้อยจึงหยุดตีเหล็กลุกเดินหนีไปอย่างหัวเสีย
“ดูทำท่าทางซิแม่ คงทะนงว่าเป็นถึงหัวหมู่” จำเรียงพูดด้วยความหมั่นไส้

เย็นวันนั้น เสมากำลังก้มลงกราบพันอิน อยู่ที่ชานเรือนบ้านของพันอิน
“ฉันขอมาพึ่งใบบุญพ่อพันอินสักสามสี่วันเถิดจ้ะ บ้านฉันร้อนเหลือเกิน ทั้งพ่อ แม่ แลนังจำเรียงได้แต่กร่นด่าฉันจนอยู่ไม่ได้แล้วจ้ะ”
พันอินหัวเราะแล้วพยักหน้า
“เออๆ พ่อพอจะรู้เรื่องนี้ เอ็งยังหนุ่มยังแน่นย่อมมีเกินเลยไปบ้าง พ่อแม่เอ็งเค้าเป็นชาวบ้าน ธรรมดาย่อมกลัวขุนน้ำขุนนาง เอาไว้ให้เย็นลงกันทั้งสองฝ่ายแล้วค่อยกลับไปเถิด”
เสมายกมือไหว้
“ขอบพระคุณพ่อพันอินจ้ะ”
“ไม่เป็นไรดอก”
พันอินหันไปตะโกนเรียกศรีเมือง
“ศรีเมือง ศรีเมืองเอ๊ย”
ศรีเมืองเด็กสาวสวย น่ารักเดินออกมาจากข้างใน ศรีเมืองเดินเข้ามาแล้วนั่งพับเพียบลง
“พ่อมีกระไรจ๊ะ”
“นี่พี่เสมา เป็นลูกบุญธรรมพ่ออีกคน … นี่ศรีเมืองเป็นลูกบุญธรรมของพ่อเอง เลี้ยงมาแต่เล็กแต่น้อย”
ศรีเมืองหันไปมองหน้าเสมา พอเห็นเสมาครั้งแรกก็ตกหลุมรักทันที ศรีเมืองเขินอายแล้วตั้งสติยกมือไหว้เสมา
“ฉันไหว้จ้ะ พี่เสมา”
“จำเริญสุขเถิด แม่ศรีเมือง” เสมายิ้มรับไหว้
“พี่เสมาเค้าจะมาอยู่เรือนเราสักสามสี่วัน ลูกจงจัดห้องหับแลสำรับคาวหวานให้พี่เค้าด้วย”
“จ้ะพ่อ”
ศรีเมืองลุกขึ้นจะเดินเลี่ยงไปตามที่พันอินสั่ง แต่เดินไปได้เล็กน้อยก็อดเหลียวมองเสมาไม่ได้ เห็นเสมาคุยกับพันอินด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสก็ยิ้มเขินๆ ยิ่งรู้ว่าเสมาจะมาอยู่เรือนตนก็ยิ่งแอบดีใจ

ในเวลาค่ำ เรไรเดินมาตามทางเดิน เพื่อจะกลับเข้าห้องนอน แต่พอมาถึงหน้าห้องนอนก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นดวงแขยืนรออยู่หน้าห้อง ดวงแขเห็นเรไรก็ยิ้มทักทาย
“แม่เรไร”
“แม่ดวงแขมีกระไรรึ ถึงได้มารอฉันที่หน้าห้อง”
“แต่เกิดเรื่องเสมากับพี่ขันที่ท้ายวัง ฉันกับแม่เรไรยังไม่ได้พูดกันเลย แม่เรไรเชื่อฉันเถิดเสมาไม่ได้เกี้ยวพาราสี...”
“ชายคนนั้นจะเกี้ยวใครก็หาเกี่ยวกับฉันไม่ แล้วชายที่อยู่ใกล้หญิงใดก็ทำเจ้าชู้กับหญิงนั้น ฉันไม่อยากได้ยินชื่ออีก ขอแม่ดวงแขอย่าเอ่ยให้ฉันฟังอีกเลย” เรไรพูดสวนขึ้นทันที
ดวงแขหน้าขรึมลงแล้วว่า
“หากแม่เรไรประสงค์เช่นนั้น ก็ตามใจเถิด”
เรไรเดินหน้าตาบึ้งตึงเปิดประตูเข้าห้องนอนไป ดวงแขมองตามแล้วยิ้มตามหลัง
“หูเบานักฟังความข้างเดียวก็หลงโกรธ ชายใดจะทนได้เล่า”
ดวงแขยิ้มเจ้าเล่ห์ เมื่อเรไรไม่อยากฟังก็ไม่พูดอะไรมาก เพราะฝ่ายได้ประโยชน์คือดวงแขเอง

บรรยากาศภายในตลาดยามเช้า มีคนซื้อของมากมาย คึกคัก ที่แผงขายเหล็กของเอื้อยแตง เสมาขายของได้ก็เก็บเบี้ยเก็บหอยใส่ถุงไว้ แต่ทันใดนั้น เอื้อยแตงก็เดินมาจากทางด้านหลัง แล้วดึงถุงเงินจากมือเสมาไป
“กระไรวะนังเอื้อยแตง ไม่ทันไรก็เอาเบี้ยไปอีกแล้ว รอเต็มถุงก่อนซี กลัวข้าโกงรึ”
“ไม่กลัว แต่ฉันชอบพกเบี้ยพกอัฐติดตัว พี่จะทำกระไรรึ”
“นังเอื้อย...”
“อย่าวุ่นวายได้หรือไม่พี่เสมา วันนี้พี่ขายของแลกเบี้ยฉันก็เสมอด้วยพี่เป็นบ่าว ฉันเป็นนาย หากพี่ปากมากนัก ฉันจะไม่ให้เบี้ยแม้แต่น้อย”
เสมาเซ็งสุดๆ ก้มหน้าก้มตาจัดของในร้านพร้อมกับบ่นพึมพำไปเรื่อย ในขณะที่เอื้อยแตงยิ้มๆ สะใจเล็กๆที่ได้แกล้งแสมา ขณะนั้นเอง ศรีเมืองก็เดินมาหาเสมา พร้อมข้าวห่อใบบัวและกระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำ
“พี่เสมา ฉันเอาข้าวเอาน้ำมาส่งจ้ะ”
“เหตุใดมาเร็วนักล่ะศรีเมือง ยังเช้าอยู่ ห่างยามเที่ยงอีกนานนัก”
ศรีเมืองอึกอักเพราะใจจริงอยากเห็นหน้าเสมา
“เอ่อ...”
เอื้อยแตงเห็นแล้วหมั่นไส้เลยดึงห่อข้าวมาเลย
“หากพี่ไม่หิว ฉันกินเอง”
เสมาดึงห่อข้าวกลับ
“ล้นนักนังเอื้อยแตง ของเอ็งก็มี เหตุใดมาแย่งของข้า”
เอื้อยแตงทิ้งค้อนด้วยความหมั่นไส้เสมา ในขณะที่ศรีเมืองแอบมองแล้วยิ้ม ดีใจที่ได้เจอได้คุยกับเสมา
ขณะนั้นเอง เสมาก็เหลือบไปเห็นเรไรซึ่งห่มสไบเขียวมากับนางข้าหลวงกลุ่มหนึ่ง กำลังเดินเลือกซื้อของกันอยู่
“แม่หญิงเรไร” เสมาร้องเรียก
เอื้อยแตงหูผึ่งมองตามเสมาทันที
“คนไหนรึ ใช่คนห่มสไบเขียวหรือไม่พี่เสมา”
เสมาไม่ตอบแต่เดินตามเรไรไปทันที
“แม่หญิงเรไรนี่ใครกันหรือจ๊ะ” ศรีเมืองถามขณะที่สายตามองตามเสมาไป
“ก็หญิงที่พี่เสมาหมายปองอยู่น่ะซี สวยเพียงนี้นี่เอง มิน่าเล่า”

ศรีเมืองถึงกับจ๋อยไปทันทีที่รู้ว่าเสมามีผู้หญิงที่รักอยู่แล้ว ได้แต่มองตามเสมาด้วยสายตาเศร้าๆ

อ่านต่อตอนที่ ๓ พรุ่งนี้

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับขุนศึก

๑๕. กองอาทมาต เป็นกองทหารหน่วยหนึ่งในสมัยโบราณ ซึ่งต้องทำหน้าที่หลายอย่าง ทั้งจู่โจม สอดแนม หรือเป็นกองหน้าเข้าต่อสู้ ผู้ที่จะเป็นทหารหน่วยนี้ได้จึงมีน้อยมาก เพราะต้องชำนาญศาสตร์การต่อสู้หลายแขนง ทั้งมือเปล่า อาวุธสั้น อาวุธยาว ตลอดจนเวทย์มนต์คาถาต่างๆ

๑๖. ตะพุ่นหญ้าช้าง คือคนหลวงที่ถูกเกณฑ์ให้เกี่ยวหญ้าเลี้ยงช้าง หรือไพร่ที่หาหญ้าให้ช้างกิน เนื่องจากช้างหลวงมีจำนวนมาก จึงต้องมี “กรมตะพุ่น” คอยหาหญ้าให้เพียงพอกับความต้องการของช้าง



ขุนศึก ตอนที่ ๑
ขุนศึก ตอนที่ ๑
อาณาเขตของกรุงหงสาวดีในปี พ.ศ.๒๑๑๒ กว้างใหญ่ไพศาล ประกอบด้วยเมือง หงสาวดี เมาะตะมะ พสิม ตองอู แปร อังวะ ยะไข่ เชียงใหม่ พิษณุโลก กรุงศรีอยุธยา ฯลฯ ในวันอาทิตย์ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะเส็ง พุทธศักราช ๒๑๑๒ กรุงศรีอยุธยา ได้สูญเสียเอกราชให้แก่กองทัพของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง คนไทยต้องตกอยู่ใต้อำนาจของกรุงหงสาวดีนานนับสิบปี จนกระทั่ง... ในปีพุทธศักราช ๒๑๒๔ พระเจ้าบุเรงนองเสด็จสวรรคต พระมหาอุปราชามังไชยสิงห์ ขึ้นครองราชย์สืบต่อ ทรงพระนามว่า พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง สถานการณ์ของกรุงศรีอยุธยากับหงสาวดียิ่งตึงเครียดหนักขึ้น เมื่อพระเจ้านันทบุเรงทรงระแวงว่าคนไทยจะก่อการกบฏ เพราะสมเด็จพระนเรศวร มหาอุปราชกรุงศรีอยุธยาทรงพระปรีชาสามารถ และเก่งกาจในการศึกสงครามยิ่งนัก
กำลังโหลดความคิดเห็น...