xs
xsm
sm
md
lg

ขุนศึก ตอนที่ ๑

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ละครเรื่องนี้ สร้างขึ้นโดยอิงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ โดยใช้เหตุการณ์และปีพุทธศักราช ในพระนิพนธ์ “ไทยรบพม่า” ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นหลักในการอ้างอิง ซึ่งตัวละครบางตัว เป็นบุคคลที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ โดยทางคณะผู้จัดทำ มิได้เจตนาล่วงเกินแต่ประการใด แต่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้ได้อรรถรสในการรับชมละคร หากมีความผิดพลาดประการใด ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

ขุนศึก ตอนที่ ๑

อาณาเขตของกรุงหงสาวดีในปี พ.ศ.๒๑๑๒ กว้างใหญ่ไพศาล ประกอบด้วยเมือง หงสาวดี เมาะตะมะ พสิม ตองอู แปร อังวะ ยะไข่ เชียงใหม่ พิษณุโลก กรุงศรีอยุธยา ฯลฯ

ในวันอาทิตย์ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะเส็ง พุทธศักราช ๒๑๑๒ กรุงศรีอยุธยา ได้สูญเสียเอกราชให้แก่กองทัพของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง คนไทยต้องตกอยู่ใต้อำนาจของกรุงหงสาวดีนานนับสิบปี
จนกระทั่ง... ในปีพุทธศักราช ๒๑๒๔ พระเจ้าบุเรงนองเสด็จสวรรคต พระมหาอุปราชามังไชยสิงห์ ขึ้นครองราชย์สืบต่อ ทรงพระนามว่า พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง สถานการณ์ของกรุงศรีอยุธยากับหงสาวดียิ่งตึงเครียดหนักขึ้น เมื่อพระเจ้านันทบุเรงทรงระแวงว่าคนไทยจะก่อการกบฏ เพราะสมเด็จพระนเรศวร มหาอุปราชกรุงศรีอยุธยาทรงพระปรีชาสามารถ และเก่งกาจในการศึกสงครามยิ่งนัก

ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๑๒๗ กรุงอังวะแข็งเมือง พระเจ้านันทบุเรงสบโอกาสจึงมีรับสั่งให้สมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพขึ้นไปปราบ และได้เตรียมแผนลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรไว้ที่เมืองแครง

รอบค่ายทหารของสมเด็จพระนเรศวรในเวลากลางคืนที่เมืองแครง มีทหารเดินรักษาเวรยามอย่างเข้มงวด แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีลูกดอกอาบยาพิษพุ่งเข้าปักคอทหารไทยคนหนึ่ง ทหารผู้นั้นไม่ทันได้ร้องซักแอะ ก็ล้มลงขาดใจตายทันที เพื่อนทหารอีกคนเห็นเพื่อนตายไปต่อหน้าต่อตาก็ตกใจ แต่ไม่ทันจะทำอะไร ก็ถูกมือสังหารของหงสาซึ่งสวมใส่ชุดรัดกุม โพกผ้าปิดบังใบหน้า ลอบมาแทงด้านหลัง ขาดใจตายไปอีกคน เหล่ามือสังหารอีก 5-6 คนกรูกันออกมา แล้วลอบเข้าไปในกระโจมหลังที่มีธงปักอยู่ กระโจมหลังนั้นมีขนาดใหญ่โตกว่ากระโจมอื่นโดยรอบ ซึ่งเป็นกระโจมที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวร มือสังหารวิ่งฝ่าเข้าไปอย่างแผ่วเบาเพื่อลอบสังหารพระองค์ในทันที
พวกมือสังหารบุกเข้าไป เห็นแท่นพระบรรทมซึ่งมีมุ้งกางคลุมอยู่ ภายในมุ้งหลังนั้น มีคนนอนหลับสนิทอยู่ มือสังหารคนหนึ่งตลบมุ้งเปิดขึ้น แล้วฟันดาบลงไปทันที แต่ผู้ที่นอนอยู่นั้น ไวกว่า พลิกตัวเอาปืนยิงสวน จนมือสังหารกระเด็นออกไปตายคาที่ เหล่ามือสังหารที่เหลือตกใจ ผู้ที่อยู่บนเตียงนั้นลุกขึ้นยืน … ที่แท้เป็น “พระราชมนู” ที่ปลอมตัวมานอนแทน
ทันใดนั้นทหารจำนวนมากซึ่งถืออาวุธครบมือ กรูกันเข้ามาในกระโจม
“วางอาวุธเสีย แล้วกูจะไว้ชีวิตพวกมึง” พระราชมนูบอกด้วยน้ำเสียงเข้มเด็ดขาด
เหล่าพวกมือสังหารไม่ฟังเสียง กรูกันเข้าไป ทั้งสองฝ่ายสู้กันอย่างดุเดือด มือสังหาร 2-3 คนหลุดรอดออกมาจากกระโจมได้ แต่ “สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ” ยืนประทับรออยู่ก่อน ทั้งสองพระองค์แวดล้อมไปด้วยเหล่าทหารหาญทั้งขุนรามเดชะ พันอิน และทหารอีกมากมาย
มือสังหารไม่ยอมแพ้ ตรงเข้าต่อสู้อย่างดุเดือด ขุนรามเดชะ พันอิน ชักดาบออกเข้าร่วมกับพวกทหารจะจับเป็นมือสังหารให้ได้ มือสังหารคนหนึ่ง แหวกวงล้อมของเหล่าทหารออกมาได้ ตรงเข้าหาสมเด็จพระนเรศวร เงื้อดาบขึ้นฟันสุดแรงหมายจะปลงพระชนม์ให้ได้ แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงชักดาบออก แล้วฟันสวนกลับทันที
ดาบของสมเด็จพระนเรศวร ฟันใส่ดาบของมือสังหารจนสะเก็ดไฟแลบปลาบ ดาบของมือสังหารหักสะบั้นลง พร้อมกับที่มือสังหารถูกฟันตายคาที่ทันทีอยู่ตรงนั้น
มือสังหารอีกคนถูกล้อมจับได้ แต่ทันใดนั้น มือสังหารคนนั้นก็ชักดาบปาดคอตัวเองตาย มือสังหารคนอื่นๆที่ยังเหลือก็ชิงปาดคอตัวเองตายตามกันจนหมด

พระราชมนูคุกเข่าถวายบังคมรายงานสมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ
“ พวกมือสังหารปลิดชีพตัวเอง ไม่เหลือรอดซักคนพระพุทธเจ้าข้า”
พระเอกาทศรถตรัสด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เป็นไปตามคำเตือนของพระยาเกียรติ พระยาราม แลมหาเถระคันฉ่องทุกประการ ย่อมประจักษ์แจ้งแล้ว ว่าพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงหมายจะลอบปลงพระชนม์สมเด็จพี่”
สมเด็จพระนเรศวรตรัสด้วยน้ำเสียงโกรธจัด
“เรายกทัพมาตีกรุงอังวะโดยสัตย์ พระเจ้าหงสาวดีกลับประพฤติพาลต่อเรา”
พระองค์ทรงปาดาบในมือปักพื้นดินอย่างแรง

ในวันต่อมายามกลางวัน สมเด็จพระนเรศวรทรงประทับยืนอยู่ในพลับพลากลางแจ้ง ในพระหัตถ์ถือสุวรรณภิงคาร โดยสมเด็จพระเอกาทศรถประทับนั่งอยู่บนแท่นซึ่งต่ำกว่าสมเด็จพระนเรศวรเล็กน้อย โดยมีพระราชมนู ขุนรามเดชะ พันอิน และทหารทุกคนหมอบกราบอยู่กับพื้น ทรงประกาศก้องด้วยเสียงอันดัง
“ขอปวงเทพยดาฟ้าดินจงเป็นพยาน ตั้งแต่นี้ต่อไป กรุงอโยธยาขาดไมตรีกับกรุงหงสาวดี มิได้เป็นสุวรรณปัถพีเดียวกันประดุจดังแต่ก่อน ขาดจากกันแต่วันนี้สืบไปเท่ากัลปวสาน”
หลังประกาศทรงหลั่งอุทกธาราจากสุวรรณภิงคารลงสู่พื้นดิน เพื่อประกาศอิสรภาพ
สิ้นคำประกาศอิสรภาพ เหล่าทหารก็ส่งเสียงไชโยโห่ร้อง“ทรงพระเจริญๆๆ” ดังก้องไปทั่วบริเวณจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น
สมเด็จพระเอกาทศรถยิ้มบางๆบนพระพักตร์ พระราชมนู ขุนรามเดชะ ต่างร่วมโห่ร้องถวายพระพรกันดังลั่นเหมือนพวกทหาร ในขณะที่พันอินน้ำตาคลอด้วยความปลาบปลื้มใจ
สมเด็จพระนเรศวรทรงประทับยืนอย่างองอาจ ไม่ได้หวาดหวั่นแม้แต่น้อย แม้จะต้องทำศึกกับหงสาวดี ที่มีกองทัพใหญ่กว่าไทยนับสิบเท่า
เสียงโห่ร้อง “ทรงพระเจริญ” ยังดังก้องต่อไป

ยามเช้าที่ร้านตีเหล็กของนายมั่น … เสมากำลังกระหน่ำใช้ค้อนกระหน่ำตีลงบนเหล็กแดง ด้วยเลือดลมอันพลุ่งพล่าน ทว่าสีหน้าปลาบปลื้ม ฮึกเหิมหลังจากได้ยินมั่น และพันอินคุยกันถึงเรื่องที่สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพ
“ได้ยินท่านพันอินเล่าแล้ว ฉันปลาบปลื้มจนน้ำตาพาลจะไหล ต่อไปจะได้เป็นไท ไม่ต้องเจ็บใจที่เป็นเมืองออก (หมายถึง เมืองสวามิภักดิ์) หงสาอีก” มั่นบอกอย่างปลื้มใจ
พันอินสีหน้ายิ้มแย้มแล้วบอก
“ที่ฉันเล่า มันยังน้อยกว่าความจริงอีกพี่มั่น ตอนที่พระองค์ท่านยกทัพกลับ สุรกรรมาแม่ทัพหงสา ยกทัพตามมาทันที่แม่น้ำสะโตง พระองค์ทรงพระแสงปืนต้นถูกสุรกรรมาตายซบคอช้าง พี่มั่นตรองดูเถิด แม่น้ำสะโตงกว้างใหญ่เพียงไร ถ้าไม่ใช่เพราะบุญญาธิการกับพระปรีชาแล้ว จะทำได้รึ”
เสมาได้ยินคำสนทนานั้นก็ยิ่งฮึกเหิม กระหน่ำตีเหล็กแบบไม่ยั้งมือ
มั่นได้ยินเสียงตีเหล็กแปลกไปก็เอะใจหันกลับไปดู
“อุบ๋า เสมาเอ๋ย กระหน่ำตีเยี่ยงนี้ ประเดี๋ยวก็หักดอก”
เสมาดูเหล็กในมือ ยิ้มแหยๆพลางบอก
“หักแล้วจ้ะ”
เสมาพูดแล้วก็โยนเหล็กหักทิ้งลงไปในถังน้ำ แล้วเดินเข้ามาร่วมกลุ่มพูดคุย
“ฉันได้ยินพระคุณคุยกับพ่อ เลยฮึกเหิมจนลืมตัว ตีเสียเหล็กหักเลย”
พันอินยิ้มอย่างเข้าใจความรู้สึกของเสมา สีหน้าของเสมาเคร่งขรึมลงอย่างจริงจัง
“ฉันอยากไปได้ยิน ได้เห็นกับตาว่า สายน้ำรดลงแผ่นดินเมืองแครงแบ่งประเทศเป็นเช่นไร พระคุณเอ๋ย หัวใจอ้ายเสมานี้คับแค้นมานานนักหนา พอได้รู้ว่าไม่ต้องเป็นเมืองออกเมืองขึ้นอีกก็อดฮึกเหิมไม่ได้”
พันอินพยักหน้าอย่างพอใจ หันไปพูดกับมั่น
“อ้ายหนุ่มนี่เป็นใครกันพี่มั่น ฉันไม่เคยเห็นหน้าค่าตา”
“อ้ายเสมา ลูกชายฉันเอง ส่งไปอยู่กับพระครูขุนวัดพุทไธสวรรย์แต่เล็ก เพิ่งจะกลับมา” มั่นบอก
“อ้อ ศิษย์ท่านพระครู งั้นก็คงได้เรียนวิชาติดตัวมาบ้างสิท่า” พันอินถามขึ้น
“ขอรับ ได้หัดดาบสองมือมาหลายปี หมายมั่นจะเป็นทหารได้ออกศึกสักครั้ง แม้ตายก็ไม่เสียดายเลยขอรับ” เสมาบอก
พันอินได้ฟังแล้วก็หัวเราะชอบใจ
“ได้เป็นแน่หลานเอ๋ย อีกไม่ช้าหงสาต้องยกทัพมาหักหาญแน่ ถ้าสมัครใจจริงก็จะฝากให้สมใจ”
“ถ้ากระนั้น ฉันขอยกอ้ายเสมาให้เป็นลูกท่านพันแล้ว ต่อไปจะเป็นลูกศึกลูกเมืองประการใดก็ตามแต่ ขออุปการะไปเถิด” มั่นพูดด้วยความดีใจ
“ได้ซีพี่มั่น ฉันชอบใจอ้ายลูกคนนี้อยู่แล้ว ทั้งรูปร่าง น้ำใจ สำนักเรียน ก็ได้ลักษณะพร้อม ภายหน้าต้องได้เป็นขุนศึกขุนพลเป็นแน่” พันอินพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
เสมาดีใจสุดๆ ก้มลงกราบเท้าพันอินแล้วพูดด้วยสีหน้าแววตาส่อประกายความมุ่งมั่น
“ขอบพระคุณขอรับ พระคุณพ่อนี้ล้นพ้นแล้ว แต่นี้อ้ายเสมาจะได้เป็นทหารฉลองคุณชาติคุณเมืองสมใจเสียที”

ในเวลาต่อมาเสมาเดินหอบดาบ มีด จอบ เสียม ฯลฯ ที่ตนกับพ่อตีได้เพื่อจะเอาไปขายกลับมาบ้านด้วยความดีอกดีใจจะได้เป็นทหาร ขณะนั้นเอง เสมาก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเดินหันหลังดูโน่นดูนี่ อยู่ที่หน้าเรือนของตน เสมาคิดว่าเป็นจำเรียง ผู้เป็นน้องสาวจึงพูดออกไป
“จำเรียง เอ็งกลับมาแล้วรึ พี่มีเรื่องจะเล่า”
เรไรหันกลับมาหาเสมา เขาถึงกับตะลึงในความสวยสง่าของเรไรจนตาค้าง
“ฉันไม่ใช่จำเรียงดอกจ้ะ จำเรียงกับแม่เอาส้มสูกลูกไม้ให้ฉันอยู่ ฉันก็เลยมาเดินรอ” เรไรพูดพลางยิ้มหวาน
เสมารีบตั้งสติทันทีแล้วบอก
“ถ้ากระนั้น เชิญแม่หญิงนั่งรอก่อนเถอะจ้ะ”
เสมายกขอนไม้ท่อนหนึ่งซึ่งวางไว้หน้าเรือนมาให้เรไร แล้วใช้ผ้าขาวม้าปัดฝุ่น เอาอกเอาใจอย่างดี เรไรเห็นเสมากุลีกุจอ ก็เลยนั่งลงที่ขอนไม้นั้น เสมาใช้ผ้าบังแดดให้เรไร
ขณะนั้นเอง บุญเรือน จำเรียง เดินถือชะลอมใส่ผลไม้เดินเข้ามา พอเห็นเสมายืนยิ้มแย้มอยู่กับเรไรก็ตกใจ บุญเรือนตวาดแว๊ดขึ้นทันที
“เสมา นี่เอ็งทำกระไร ล่วงเกินท่านรึ”
“ท่าน...” เสมาตกใจมองบุญเรือนด้วยสีหน้างงๆ
จำเรียงแสดงสีหน้าไม่พอใจ
“นี่ท่านหญิงเรไร นายของข้า พี่ประพฤติหยาบคายกระไรไปบ้าง กราบขมาโทษท่านประเดี๋ยวนี้เลย”
เสมาตกใจ จะก้มลงกราบจริงๆ เรไรตกใจ รีบห้ามเสมาทันที
“อุ๊ย อย่าจ้ะอย่า อย่าคุกเข่า”
เรไรหันไปพูดกับจำเรียง
“พี่ชายจำเรียงไม่ได้ทำอันใดผิดดอกจ้ะ เพียงแต่ยกขอนไม้ให้ฉันนั่งเท่านั้นเอง”
“งั้นก็แล้วไปเถิดเจ้าค่ะ อ้ายลูกคนนี้มันล้นวางใจไม่ค่อยได้” บุญเรือนพูด
“ไปกันเถอะจ้ะแม่หญิงเรไร ประเดี๋ยวฉันไปส่งที่ท่าน้ำ” จำเรียงบอกเรไร
เรไรหันมายิ้มให้เสมาเป็นเชิงลา ก่อนจะเดินนำบุญเรือน จำเรียงที่ถือชะลอมผลไม้ตามไป
เสมามองตามเรไร ความสวยและใจดีของเรไร จนทำให้เสมาอดเคลิ้มไม่ได้ได้แต่พึมพำเรียกชื่อ “แม่หญิงเรไร”

ในยามบ่าย ขันซึ่งมีหน้าที่ฝึกสอนทหารใหม่ในบ้านของขุนรามเดชะกำลังฝึกซ้อมดาบกับทหารใหม่ 3 คนอยู่อย่างดุเดือด แม้จะเป็นสามรุมหนึ่ง แต่ขันก็ใช้ฝีมือที่เหนือกว่าเอาชนะได้อย่างสบาย จนพวกทหารใหม่กระเด็นกระดอนกันไปคนละทาง ขันโยนดาบที่ใช้ซ้อมให้ลูกน้องรับไป
“พวกเอ็งซ้อมกันต่อไปก่อนประเดี๋ยวข้าจะทดสอบฝีมือพวกเอ็งอีกที”
ขณะนั้นเอง ขันเหลือบไปเห็นทาสชายพายเรือให้เรไรมาถึงท่าน้ำ พิณและทาสคนอื่นๆรีบช่วยเรไรขึ้นจากเรือ และช่วยกันขนของที่เอามาเต็มเรือ เรไรกำลังจะเดินขึ้นเรือน แต่ขันรีบเดินไปขวางไว้ก่อน
“ ฉันดีใจเหลือเกินที่แม่หญิงกลับมาจากในวังแล้ว ไม่ได้พบหน้าแม่หญิงเสียหลายวัน ดูแม่หญิงงดงามจับตานัก” ขันพูดพลางยิ้มกรุ้มกริ่ม
แม้ว่าเรไรจะไม่ชอบขัน แต่ก็รักษามารยาทไว้
“ขอบน้ำใจหัวหมู่ ฉันขอตัวไปกราบพ่อกับแม่ก่อน”
เรไรจะเดินเลี่ยงไป แต่ขันรีบดักขวางหน้าไว้ก่อน
“แม่หญิง อย่าเพิ่งไป”
ลำภูผู้เป็นแม่มองเห็นเรไรจากบนเรือนก็ดีอกดีใจ
“แม่เรไร แม่เรไรกลับมาแล้ว”
ขุนรามเดชะรีบเดินออกมาจากข้างใน ดีใจได้เจอลูกสาว เรไรได้โอกาส เลยรีบเดินขึ้นเรือนไปทันที แล้วก้มลงกราบพ่อแม่ พ่อแม่ก็เข้าไปกอดด้วยความดีอกดีใจ ขันมองตามเรไร ด้วยสายตามุ่งมั่น อยากเอาชนะใจเรไรให้ได้

หน้าบ้านของเสมาในตอนหัวค่ำวันเดียวกัน มั่นกับบุญเรือนกำลังเถียงกันอยู่ บุญเรือนพูดด้วยน้ำเสียงโมโห
“พี่ก็รู้ว่าฉันไม่อยากให้อ้ายเสมาเป็นทหาร”
“อยากหรือไม่ หากมีศึกมาประชิดพระนคร ก็ต้องเป็นอยู่ดี” มั่นบอก
“เราเป็นช่างตีเหล็ก ตีอาวุธให้บ้านเมือง จะถูกเกณฑ์ไปรบได้อย่างไรกัน ญาติพี่น้องทั้งฝ่ายฉันฝ่ายพี่ ก็ล้วนล้มหายตายจากไปเพราะศึกสงคราม แล้วพี่ยังจะส่งลูกชายเราไปตายอีกรึ”
“แม่บุญเรือน ฟังฉันก่อน”
บุญเรือนไม่ยอมฟังสวนขึ้นทันควัน
“จะต้องฟังกระไรอีก พี่ลืมความหลังไม่ได้ เลยจะให้อ้ายเสมาทำแทน ใช่หรือไม่ล่ะ”
มั่นสีหน้าสลดลง เพราะสิ่งที่บุญเรือนพูดนั้นแทงใจตัวเองเต็มๆ

เช้าวันรุ่งขึ้น ภายในบ้านขุนรามเดชะ เสมาก้มลงกราบขุนรามเดชะกับพื้นเรือนโดยมีพันอินนั่งยิ้มแย้มอยู่ใกล้ๆขุนรามเดชะ ในขณะที่ขันนั่งพับเพียบอยู่กับพื้นด้วยสีหน้าบึ้งตึง ขุนรามเดชะยิ้มรับแล้วมองเสมาอย่างพิจารณา
“จำเริญสุขเถิด รูปร่างกำยำทะมัดทะแมงสมเป็นทหาร เห็นว่าหลานชายเป็นศิษย์สำนักพุทไธสวรรย์รึ”
“ขอรับ ข้าพระเจ้ารับใช้ท่านพระครูขุนอยู่หลายปี พอจะได้เศษวิชามาคุ้มหัวบ้างขอรับ” เสมาตอบ
สีหน้าของขันที่นั่งอยู่ด้วยในแววตาเต็มไปด้วยความริษยาอย่างเต็มเปี่ยม
“วิชาของวัดพุทไธสวรรย์นับถือกันว่าเป็นเลิศในแผ่นดิน แม้จะเรียนรู้เพียงผิวเผินก็พอแก่การเอาตัวรอดแล้ว เสียแต่ว่าศิษย์สำนักนี้มีน้อยนัก แลมิใคร่มีใจรับราชการ น่าเสียดาย” ขุนรามเดชะพูดขึ้น
“ลูกของฉันคนนี้ ฝึกปรือดาบสองมือมาด้วยนาท่านขุน กำลังเป็นที่ต้องการในกองทัพมิใช่รึ” พันอินบอก
“จริงรึพี่พันอิน เหมาะแล้ว” ขุนรามเดชะว่าแล้วก็หันไปพูดกับขัน
“พ่อหมู่ขัน พ่อก็ชำนาญในดาบสองมือหาตัวจับยากอยู่ วานทดสอบฝีมือพ่อเสมาซักหน่อยเถิด”
ขันมองเหล่มาทางเสมาแล้วพูดขึ้น
“ขอรับท่านอา แต่ข้าพระเจ้ามิได้เป็นศิษย์สำนักพุทไธสวรรย์ เกรงว่าจะสู้ไม่ได้ ต้องอับอายนะขอรับ”
“ถ่อมตัวไปแล้วหัวหมู่ ฝีมือดาบพ่อ แม่ทัพนายกองทั้งปวงก็ยกเป็นครู มิฉะนั้น จะได้เป็นครูฝึกของขุนรามเดชะดอกรึ” พันอินพูดพลางหัวเราะ
ขันแสดงท่าทีหยิ่งผยอง ข่มเสมาด้วยแววตาในทันที
ขณะนั้นเอง เรไรเพิ่งกลับจากทำบุญที่วัดและเดินขึ้นเรือนพร้อมด้วยพิณและเหล่าข้าทาสมาพอดี
“แม่เรไรมาพอดี มาลูก มาไหว้ท่านลุงพันอินท่านเสีย” ขุนรามเดชะบอก
เรไรเข้าไปนั่งคุกเข่าไหว้พันอิน
“ไหว้พระเถอะ” พันอินพูดแล้วก็หันไปแนะนำ
“นี่พ่อเสมา ลูกบุญธรรมของลุง รู้จักกันไว้เสียสิแม่เรไร”
เรไรหันไปมองเสมา ทั้งคู่ต่างชะงักเล็กน้อย เพราะต่างคนต่างจำกันได้ เรไรไหว้เสมาและยิ้มบางที่ริมฝีปาก
“ฉันไหว้จ้ะ”
เสมาดีใจที่ได้เจอเรไรอีก เสมามองเรไรอย่างไม่วางตาจนเรไรขวยเขิน ต้องหลบสายตาไป ขันเหลือบมองคนทั้งคู่อย่างจับสังเกตด้วยสีหน้าแววตาแอบริษยาหึงหวง

บริเวณลานฝึกดาบหน้าเรือนขุนรามเดชะในเวลาต่อมา ขันดึงดาบสองมือที่ใช้ซ้อมออกมาเพื่อเตรียมจะประลองกับเสมา โดยมีขุนรามเดชะ พันอินนั่งเป็นประธาน ขณะที่สมบุญ และพวกทหารใหม่ ตลอดจนพวกทาสชายที่สนใจก็ล้อมวงเข้ามาดูการประลอง ส่วนเรไร พิณ และบรรดาทาสหญิง ต่างยืนดูกันอยู่บนเรือน
เสมาหยิบดาบซ้อมขึ้นมา เตรียมจะประลองฝีมือกับขัน ขันใช้ดาบชี้ไปที่หน้าของเสมา
“มาเถิดพ่อ ขอให้ฉันได้ดูเพลงดาบพุทไธสวรรย์ ของพ่อซักหน่อยเถิด ว่าจะล้ำเลิศเพียงไร”
“ฉันขอขมานายหมู่ด้วยจ้ะ” เสมาพูดพลางคุกเข่าไหว้ขันอย่างอ่อนน้อม
จากนั้นเสมาก็ลุกขึ้น กระชับดาบเตรียมประลองฝีมือกับขัน ขันควงดาบสองมือแล้วค่อยๆขยับเข้าหาเสมาตามชั้นเชิงเพลงดาบของตน พอได้ระยะ ขันก็บุกจู่โจมทันที เสมาตั้งรับ ขันรุกหนักจนเสมาถอยร่น ท่ามกลางเสียงเชียร์ของฝ่ายขันที่ดังขึ้น เมื่อทั้งคู่ประมือกันได้ซักพัก ขันเริ่มย่ามใจ ไม่เห็นเสมาอยู่ในสายตา
เรไรมองเสมาด้วยความเป็นห่วง ขันร่ายเพลงดาบเข้าฟันอีก แต่คราวนี้เสมาฟันสวน ปะดาบกันไม่กี่ครั้ง ขันก็ถอยร่นไม่เป็นกระบวน หน้าซีดเผือด ไม่คิดว่าเสมาจะฝีมือร้ายกาจขนาดนี้ เพราะในช่วงแรกเสมาอยากดูเพลงดาบของขันจึงเน้นตั้งรับเพียงอย่างเดียว แต่พออ่านทางได้ก็ลุยกลับ ทั้งฝีมือ พละกำลัง เสมากินขาด
ขันเจ็บใจ ใช้ไม้ตายเพลงดาบเข้าฟันเสมาชุดใหญ่ แต่เสมาคุมเกมได้หมด ตั้งรับอย่างใจเย็น แล้วรุกกลับจนขันสู้ไม่ได้ เมื่อเจอเสมาโหมฟันหนักๆเข้าก็ทำท่าจะแย่ แต่ทันใดนั้น เสมาก็พลิกเอาตัวบังสายตาคนอื่นไว้ แล้วใช้ดาบมือซ้ายกดดาบของขันไว้ ก่อนจะใช้สันของดาบมือขวา ฟันกระแทกลงที่ดาบของขันจนดาบตนและขันหักพร้อมกัน ขันตกใจหน้าซีดเผือด รู้ว่าเสมาเจตนาออมมือเพื่อไม่ให้ตนเสียหน้า เสมาคุกเข่าลงไหว้ขัน
“ขอนายหมู่จงอภัย อย่าถือแก่ฉันเลย”
พวกทหารใหม่ส่งเสียงโห่ร้องปรบมือเสียงดัง คนที่ไม่รู้ คิดว่าดาบบังเอิญหักเท่ากับฝีมือของทั้งคู่เสมอกัน เรไรยิ้มดีใจที่เสมาไม่แพ้แก่ขัน แม้แต่พันอินก็พลอยปลื้มใจกับฝีมือของเสมาไปด้วย มีแต่ขุนรามเดชะที่รู้ว่าเสมาอ่อยให้เลยยิ่งพอใจเสมามากขึ้น ที่เก่งแล้วยังมีน้ำใจ ไม่หักหน้าคนอื่น ขันสงบสติอารมณ์แล้วบอก
“ยืนขึ้นเถิด”
เสมายืนขึ้น แล้วเดินตามขันไปหาพันอินกับขุนรามเดชะ ขันคุกเข่าพนมมือหน้าขุนรามเดชะ แล้วเหล่สายตามาทางเสมา
“พระคุณจะได้ทหารดีไว้รับใช้ราชการขอรับ ทั้งไหวพริบแลฝีมือก็นับว่าเจนชำนาญอยู่ เรี่ยวแรงยิ่งดีมากขอรับ”
ขุนรามเดชะหัวเราะชอบใจแล้วหันไปทางเสมา
“ดีแล้วๆ ต่อไปเราก็มาเป็นทหารขององค์สมเด็จพระนเรศด้วยกันเถิดนะ หลานเอ๋ย”
เสมาดีใจสุดๆ ที่ได้ยินดังนั้นจึงก้มลงกราบขุนรามเดชะ
“ขอบพระคุณขอรับ ข้าพระเจ้าจะตั้งใจรับราชการ ไม่ให้เสื่อมเสียมาถึงพ่อพันอินแลพระคุณเลยขอรับ”
ทั้งพันอินและขุนรามเดชะหัวเราะชอบใจ ขันก้มหน้าแต่แอบขบกรามจนขึ้นสัน แอบเขม่นอยู่ลึกๆ เรไร ยืนมองเสมาด้วยสายตาชื่นชม เพิ่งพบกันไม่นาน ก็เห็นข้อดีของเสมาหลายอย่างซะแล้ว

ในเวลาต่อมา เมื่อเวลาบ่าย เสมาวิ่งดีอกดีใจที่ได้เป็นทหารเข้ามาในตลาด เจอใครก็ทักทายตลอดทาง
“น้าๆ ฉันได้เป็นทหารแล้ว...ลุงผัน ฉันเป็นทหารแล้วจ้ะ เฮ้ย ไอ้แดง ข้าเป็นทหารแล้ว อยู่กองอาสาหกเหล่าด้วยเว้ย”
เสมาวิ่งทักคนโน้น บอกคนนี้มาตลอดทาง ทุกคนก็ยิ้มแย้มดีใจด้วย..จนถึงหน้าแผงขายเหล็ก และมีดพร้า จอบเสียมของเอื้อยแตง
“เอื้อยแตง พี่...”
เอื้อยแตงพูดสวนขึ้นทันที
“ได้เป็นทหารแล้ว ฉันไม่ได้หูหนวกนาพี่เสมา พี่เล่นบอกคนแต่หัวตลาด กว่าจะมาถึงฉัน เป็นคนที่ร้อยได้แล้วกระมัง”
เสมาเสียอารมณ์ทันที
“เอ็งนี่ชอบขัดคอข้าเสียเรื่อย แต่เล็กจนโต ไม่เบื่อบ้างรึ”
แต้มเดินแบกเศษเหล็กเข้ามาพอดี เสมารีบเข้าไปช่วย
“ฉันช่วยจ้ะลุง”
“เออ ขอบน้ำใจโว้ย” แต้มบอก
เสมาแบกเศษเหล็กไปเก็บ แล้วรีบอวดต่อ
“ลุงแต้ม ฉันได้...”
“เป็นทหารแล้ว” แต้มพูดสวนขึ้น
เสมาเก้อไปเล็กน้อย แต้ม และเอื้อยแตง ยิ้มขำๆ
“เอ็งได้เป็นทหาร ข้าก็ดีใจแก่เอ็งด้วยอ้ายเสมาเอ๋ย คงสมใจพ่อเอ็งล่ะคราวนี้ อุตส่าห์ฝากฝังเอ็งให้วัดพุทไธสวรรย์แต่เล็กแต่น้อย แต่กะแม่เอ็ง มีหวังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟล่ะคราวนี้” แต้มพูดขึ้น
เสมาทำสีหน้าแปลกใจ
“ทำไมล่ะจ๊ะลุงแต้ม ทำไมแม่ต้องโกรธด้วย”

ในเวลาเย็นวันเดียวกัน บริเวณชานบ้านเสมา บุญเรือนกระแทกชามข้าวลงพื้นบ้านด้วยความโมโห ขณะที่ทุกคนภายในบ้านล้อมวงกินข้าวกันอยู่
“ข้ากินไม่ลงแล้ว ใครอยากกินก็กินไป”
บุญเรือนก้าวเดินฉับๆลงเรือนไปทันที
“แม่ รอประเดี๋ยวสิจ๊ะ” จำเรียงร้องเรียก
จำเรียงรีบล้างมือในขัน แล้วตามแม่ไปอีกคน เสมามองตามอย่างไม่เข้าใจ
“นี่มันกระไรกันน่ะพ่อ ฉันได้เป็นทหาร แม่ควรจะดีใจมากกว่าโกรธเกรี้ยวถึงเพียงนี้”
มั่นสีหน้าเคร่งเครียด หนักใจกับเรื่องนี้

เวลาต่อมา ภายในห้องพระ เสมากับมั่น ก้มกราบพระพุทธรูปบนโต๊ะหมู่บูชาอยู่ หลังกราบเสร็จ เสมาหันไปคุยกับมั่น
“ปู่ของฉัน เป็นถึงออกขุนเชียวรึพ่อ”
มั่นพยักหน้ารับแล้วบอก
“ขุนชำนะพลแสน ทหารกล้าของพระเจ้าอยู่หัวในบรมโกศท่าน”
แล้วมั่นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดต่อ
“เสียดาย พอปู่ของเอ็งสิ้น บ้านช่องก็ถูกข้าศึกมันทำลาย ญาติพี่น้องก็แตกกระสานซ่านเซ็น ข้าเองก็มีวิชาติดตัวแค่การตีเหล็กเลยหมดปัญญาที่จะกอบกู้ศักดิ์ศรีของปู่เอ็ง ก็ได้แต่หวังพึ่งเอ็งนี่แหละ เสมาเอ๋ย”
“มิน่า พ่อถึงฝากฝังให้ฉันไปอยู่ที่วัดพุทไธสวรรย์แต่เล็ก เพราะพ่ออยากให้ฉันมีวิชาติดตัว เป็นทหารกล้าเหมือนปู่นี่เอง”
“แต่แม่เอ็ง เค้าไม่อยากให้เอ็งเป็นทหาร เพราะญาติพี่น้องเค้าตายในสงครามจนหมด ทำให้แม่เอ็งต้องระหกระเหินลำบากลำบนอยู่หลายปี เค้าก็เลยกลัวว่าเอ็งจะมีอันเป็นไปอีกคน”
เสมาพยักหน้ารับช้าๆ รู้สึกเห็นใจแม่มาก

บุญเรือนกำลังตำหมากอยู่ที่ศาลาริมคลอง เสมาเดินเจี๋ยมเจี้ยมเข้ามาหาแม่
“แม่จ๊ะ พ่อเล่าเรื่องปู่ให้ฉันฟังแล้ว ฉัน...”
“เอ็งกระไรรึอ้ายเสมา รึว่าเอ็งรู้เรื่องแล้วก็ไม่อยากเป็นทหารอีก” บุญเรือนพูดสวนขึ้นด้วยสีหน้าตาบึ้งตึง
เสมาหน้าจ๋อยไปทันที
“พุทโธ่แม่จ๋า แม่ก็รู้ว่าฉันอยากเป็นทหารฉลองคุณเมืองมาแต่เล็กแต่น้อยแล้ว มาบัดนี้ได้เป็นสมใจ แม่จะให้ฉันเลิกได้อย่างไรกันล่ะจ๊ะ”
“เลือดพ่อเอ็งมันแรงนัก เออ เอ็งอยากไปเป็นกระไรก็เป็นไป อย่างมากข้าก็แค่เผาศพเอ็งอีกคน” บุญเรือนพูดด้วยความเจ็บใจ
“แม่...”
“ ไปซิ ข้าไม่อยากเห็นหน้าเอ็ง” บุญเรือนดุสวนขึ้นอีกแล้วเบือนหน้ามองไปทางอื่น
เสมาพูดไม่ออก ได้แต่เดินจ๋อยๆกลับไป บุญเรือนน้ำตาคลอเบ้าด้วยความคับแค้น เจ็บใจด้วยความเป็นห่วงลูก แต่ลูกดื้อ ไม่ฟังตนเอาเสียเลย

เวลาหัวค่ำ ขันยังฝึกซ้อมดาบสองมือระบายอารมณ์อยู่กับพวกทาสชายอยู่ที่ลานกว้างหน้าเรือนด้วยความหงุดหงิด เจ็บใจที่พ่ายแพ้แก่เสมา ดวงแขยืนมองพี่ชายอยู่บนเรือน ในขณะที่อำพันแม่ของขันกำลังตรวจบัญชีของลูกหนี้ เพราะอำพันมีอาชีพออกดอกเบี้ยเงินกู้จนมีทางบ้านมีฐานะร่ำรวยกว่าขุนรามเดชะมาก
“มืดค่ำแล้ว พี่ขันยังไม่หยุดซ้อมมืออีก ไม่รู้ไปโกรธใครมาสิจ๊ะแม่” ดวงแขพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“ช่างพ่อขันเถิดดวงแข ประเดี๋ยวเหนื่อยก็หยุดเอง” อำพันพูดแล้วก็หันไปพูดกับลูกหนี้รายหนึ่ง
“ที่ฉันตรวจทานดู พ่อชดยังมิได้ใช้หนี้สินเก่าเลยมิใช่รึ แล้วจะมาเอาใหม่ได้เช่นไร”
“ข้าพระเจ้ามีความจำเป็นจริงๆขอรับแม่นาย เมตตาซักครั้งเถิดขอรับ”
“จำเป็นที่ต้องเล่นถั่วเล่นโปน่ะรึ พ่อชด อย่าเห็นว่าฉันอยู่แต่บนเรือน แล้วจะไม่รู้กระไรเลย ฉันคงให้พ่อชดเพิ่มไม่ได้ดอก”
ลูกหนี้มีสีหน้าไม่พอใจ แต่ไม่กล้าทำอะไรได้แต่คลานหลบออกมา
“วันพรุ่ง ลูกนัดกับแม่หญิงเรไรไปทำบุญที่วัดใต้ หวังว่าพี่ขันจะไปด้วย จะได้สนิทสนมกับแม่หญิงเรไรไว้ แต่ดูท่าจะคลาดกันอีกแล้วกระมัง” ดวงแขพูดพลางมองออกไปนอกเรือน
อำพันยิ้มบางๆแล้วว่า
“พลาดมื้อนี้ก็ยังมีมื้อหน้า หากพ่อขันออกศึกได้ยศศักดิ์เมื่อใด มีรึ ออกขุนรามเดชะจะรังเกียจ ลูกอย่างกังวลไปเลย”
ดวงแขหนักใจที่พี่ชายตัวเองไม่ได้อย่างใจเลย

เช้าวันต่อมา … เรไรยืนรออยู่ที่ศาลาริมน้ำ โดยมีพิณและบรรดาข้าทาสถือข้าวของเตรียมไปทำบุญ ดวงแขพร้อมบรรดาข้าทาสเดินถือของทำบุญเดินมาหาเรไรแล้วยิ้มทักทาย
“รอนานหรือไม่จ๊ะเรไร”
“ไม่ดอกจ้ะ ฉันเองก็เพิ่งมาถึง”
“ความจริง ฉันจะออกมาแต่รุ่งสางแล้ว แต่รอพี่ขันเลยไม่ได้มา พี่ขันก็มัวแต่เมาตื่นไม่ไหว ก็คงจะมีแต่เรานี่ล่ะจ้ะ ที่ได้ทำบุญทำทานกัน” ดวงแขพูดอย่างเซ็งๆ
เรไรยิ้มดีใจ เพราะในใจไม่อยากเจอขันอยู่แล้ว
“ไม่เป็นไรดอกจ้ะ แค่แม่ดวงแขไปเป็นเพื่อน ฉันก็ดีใจมากแล้ว”
เรไรลงเรือของตนที่เตรียมไว้ ในขณะที่ดวงแขก็ลงเรือของตนอีกลำเช่นกัน พวกข้าทาสต่างช่วยกันพายเรือทั้งสองลำออกไป

เสมา และเอื้อยแตงช่วยกันพายเรือบรรทุกเศษเหล็กมาเต็มลำเรือ
“เอ็งนี่โลภมากแท้เอื้อยแตง ดูทีรึ ขนเหล็กมามากมายปานนี้ พายยังแทบพายไม่ไหว ขึ้นบกแล้ว จะขนไปได้อย่างไรกัน”
“ขนรอบเดียวไม่ได้ก็ขนหลายรอบซี แค่นี้คิดไม่ออกรึ”
“แล้วเอ็งเคยช่วยข้าขนรึ ข้าขนคนเดียวทุกที” เสมาพูดอย่างเซ็งๆ
เอื้อยแตงยิ้มขำๆแล้วว่า
“เอาน่า เหล็กพวกนี้พี่เอาไปตีเป็นมีดพร้าได้กำไรก็แบ่งกัน จะบ่นไปใย”
เสมาเซ็งๆที่โดนเอื้อยแตงหลอกเอาเปรียบอีกแล้ว ขณะนั้นเรือของดวงแข และเรไร กำลังพายมาพอดี
บริเวณริมตลิ่ง ลูกหนี้ของอำพันพาโจร 5-6 คนมาซุ่มอยู่ พอเรือของดวงแข และเรไรผ่านมาก็รีบใช้ผ้าคลุมหน้าตาปิดบัง แล้วดำน้ำลงไปทันที ทันใดนั้น ลูกหนี้กับพวกโจรก็โผล่ขึ้นมาที่กราบเรือของดวงแข แล้วช่วยกันโยกเรือเพื่อจะคว่ำเรือของดวงแขให้ได้ ดวงแขตกใจ กรีดเสียงร้องลั่น พวกทาสก็พยายามใช้พายตีพวกโจร ส่วนเรือของเรไรได้พายนำเรือของดวงแขไปซักระยะหนึ่งแล้ว เรไรได้ยินเสียงกรีดร้องของดวงแขก็หันกลับไปเห็นเหตุการณ์ที่เรือของดวงแขกำลังชุลมุนอยู่ เรไรตกใจรีบตะโกนร้องลั่น
“ช่วยด้วย ช่วยด้วยจ้ะ โจรดักปล้น ช่วยด้วย”
พวกโจรช่วยกันโยกเรือดวงแขอย่างแรง จนในที่สุดดวงแขก็เสียหลักพลัดตกน้ำ เรไรกรีดร้องด้วยความตกใจและเป็นห่วงเพื่อนสุดๆ
“ดวงแข”
เสมา เอื้อยแตงพายเรือมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี
“โจรปล้นกลางวันแสกๆ เอาไงดีพี่เสมา” เอื้อยแตงร้องขึ้นด้วยความตกใจ
“ช่วยคนก่อน ค่อยว่ากัน”

เสมากระโจนลงน้ำไปทันที ดวงแขว่ายน้ำไม่เป็น พยายามตะเกียกตะกายช่วยเหลือตัวเองแต่ก็ไม่ไหว ในที่สุดก็จมหายไป

อ่านต่อหน้า ๒

......................................................................................................

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับขุนศึก

๑.สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ ที่ ๒ แห่งราชวงศ์สุโขทัย พระราชสมภพเมื่อปีพุทธศักราช ๒๐๙๘ ที่พระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก พระองค์ได้กอบกู้เอกราชของชาติไทย และได้ทรงทำศึกสงครามจนสามารถแผ่ขยายอาณาเขตได้อย่างกว้างใหญ่ไพศาล เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๑๔๘ รวมพระชนมายุ ๕๐ พรรษา

๒.สมเด็จพระเอกาทศรถทรงเป็นพระอนุชาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หลังจากทรงขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาทำศึกสงครามมาตลอด จึงทรงหันมาเน้นด้านการปกครองบ้านเมืองแทน ส่งผลให้กรุงศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรืองทั้งทางเศรษฐกิจการค้า และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในรัชสมัยมีการหล่อปืนใหญ่ออกไปขายให้กับญี่ปุ่นทำรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ





ขุนศึก ตอนที่ ๑ (ต่อ)

เสมาโผล่ขึ้นมากลางคลอง พยายามมองหาดวงแขที่ตกน้ำแต่ก็ไม่เจอ เรไรซึ่งอยู่บนเรืออีกลำ เห็นชายฉกรรจ์ที่พยายามจะเข้าไปช่วยคือเสมาก็ร้องเรียกด้วยความประหลาดใจปนดีใจ

“เสมา”
แต่เสมาไม่ทันสังเกตเห็นเรไร รีบดำน้ำลงไปใหม่ จนในที่สุดก็พาดวงแขขึ้นมาจากน้ำจนได้ เสมาพาดวงแขว่ายเข้าหาฝั่ง เรไรชะเง้อมองตามด้วยความโล่งอกที่เสมาช่วยดวงแขขึ้นมาได้ เสมาพยายามเขย่าตัวดวงแขให้รู้สึกตัว
“แม่หญิงๆ”
ดวงแขสำลักน้ำก่อนที่จะค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น ดวงแขเห็นเสมากำลังยิ้มให้ตน
“แม่หญิง ฟื้นแล้ว”
ดวงแขตกใจรีบกระเถิบหนีด้วยความเขินอายที่ฟื้นขึ้นมาท่ามกลางอ้อมอกของชายหนุ่ม เสมาแปลกใจกับท่าทีของดวงแข
“เป็นกระไรไปแม่หญิง”
ดวงแขเขินอาย อึกๆอักๆ พูดอะไรไม่ออก ทันใดนั้นเอง ลูกหนี้กับพวกโจรที่ใช้ผ้าคลุมปิดบังหน้าตา ก็ขึ้นมาบนฝั่งเพื่อจับตัวดวงแข
“ไม่ใช่เรื่องของเอ็ง ไสหัวไป” ลูกหนี้พูดตะคอกใส่เสมา
“รอประเดี๋ยวนะแม่หญิง”
“ระวังตัวด้วย” ดวงแขพูดด้วยความเป็นห่วง
เสมายิ้มรับ ก่อนจะลุกขึ้นตั้งการ์ดมวยไทยเตรียมสู้เต็มที่ พวกโจรกรูกันเข้ามาล้อมตัวเสมาไว้ เสมาตั้งการ์ดอย่างรัดกุม คอยจับตาดูพวกโจรแต่ละคน ไม่เปิดช่องให้รุมง่ายๆ
เรไรซึ่งยังอยู่บนเรือ มองมาที่เสมาด้วยสีหน้าตกใจปนเป็นห่วง
โจรคนหนึ่งพุ่งเข้าหาเสมา เสมาสวนด้วยแม่ไม้มวยไทย ประเคนหมัดเท้าเข่าศอกกลับไป โจรคนอื่นๆก็เข้ามารุมทันที แต่เสมาก็อาศัยชั้นเชิงที่เหนือกว่า เตะต่อย แทงเข่า ฟันศอก จนพวกโจรกระเด็นกระดอน บาดเจ็บกันไป
ลูกหนี้ชักมีดสั้นออกมา แล้วเข้าจ้วงแทงเสมาทันที แต่เจอเสมาจับล็อกจนมีดหลุด เสมาเก็บมีดไว้ได้ แล้วต่อยลูกหนี้จนสลบเหมือดคาหมัด
โจรอีกคนจะเข้าแทงเสมาทางด้านหลัง แต่เสมาใช้มีดที่แย่งมาได้ปาสวนกลับไป มีดปักมือโจรจนทะลุเลือดสาด โจรส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด พวกโจรที่เหลือหวาดกลัว เตลิดเปิดเปิงหนีกันไปจนหมด
เรไรสั่งทาสให้พายเรือกลับเข้าฝั่ง
“เข้าฝั่งไปรับแม่หญิงดวงแขก่อน”
ฝ่ายดวงแขรีบเข้าไปหาลูกหนี้ที่สลบอยู่แล้วดึงผ้าปิดหน้าออกเพื่อจะดูหน้าตา
“อ้ายชด” ดวงแขร้องขึ้นด้วยความตกใจ
“แม่หญิงรู้จักรึ” เสมาถาม
ดวงแขพยักหน้ารับแล้วบอก
“จ้ะ เป็นลูกหนี้ของแม่ฉันเอง”
เอื้อยแตงพายเรือมาถึง แล้วรีบลงจากเรือเข้าไปหาเสมาด้วยความเป็นห่วง
“เป็นกระไรบ้างพี่เสมา”
“ไม่มีกระไรแล้ว โดนข้าต่อยสลบไปหนึ่งคน ที่เหลือก็หนีกันไปหมด แต่มีสาหัสเพราะโดนมีดอยู่คน”
“งั้นเรารีบไปกันเถิดพี่เสมา ประเดี๋ยวพวกกรมเมืองมา ฉวยหาว่าเราเป็นพวกโจรขึ้นมา จะเดือดร้อน” เอื้อยแตงบอก
“ไม่ต้องกลัวดอกจ้ะ ฉันจะเป็นพยานให้”
“ถึงกระนั้นก็ไม่เอาดอกจ้ะแม่ พวกฉันเป็นคนค้าขาย ไม่ชอบมีความ กับผู้ใด รีบไปเถิดจ้ะพี่เสมา” เอื้อยแตงพูดพลางดึงแขนเสมา
เสมาโดนเอื้อยแตงลากไปเลยไม่ทันเห็นเรือของเรไรที่กำลังพายเข้าฝั่งมา เสมารีบตามเอื้อยแตงไปลงเรือ แล้วช่วยกันพายเรือออกไป ดวงแขปลาบปลื้มน้ำใจของเสมาได้แต่มองตาม แอบเสียดายที่เสมาจากไปโดยที่ไม่รู้ว่าเป็นใครอยู่ที่ไหน ดวงแขได้แต่พึมพำเรียกชื่อที่ได้ยินเอื้อยแตงเรียกอย่างปลาบปลื้ม
“เสมา”
เรไรได้แต่มองตามเสมาและเอื้อยแตงไปด้วยสีหน้าขรึมๆลงเล็กน้อยเพราะคิดว่าทั้งคู่เป็นคู่รักกัน

บ่ายวันเดียวกัน บนเรือนที่บ้านของขัน อำพันกำลังดุขันด้วยน้ำเสียงไม่พอใจโดยมีดวงแขอยู่ใกล้ๆ
“ถ้าพ่อขันไปกับน้อง ไม่มัวแต่เมาสุรายาดอง น้องก็คงไม่ถูกทำร้ายดอก”
“แม่จะตำหนิลูกฝ่ายเดียวก็ไม่ถูกนะขอรับ ใครจะคิดว่าอ้ายชดมันจะกล้า กลางวันแสกๆแท้ๆ” ขันพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“แต่ถึงกระนั้น การทำบุญวันนี้ก็มาจากการที่พี่ขันอยากใกล้ชิดแม่เรไรไม่ใช่รึ พอน้องนัดแม่เรไรให้ได้ พี่ขันกลับทำเสียเสียเอง” ดวงแขพูดขึ้น
ขันถึงกับหน้าเสีย อึกๆอักๆเถียงไม่ออก
“น้องพูดถูกแล้ว แม่ขอลงโทษพ่อขันให้ไปช่วยกรมเมืองตามจับอ้ายพวกที่เหลือ มาลงโทษตามอาญาบ้านเมือง แล้วต่อไปก็ห้ามไม่ให้พ่อขัน เมาสุราจนเสียงานเสียการเช่นนี้อีก”
“ขอรับ” ขันถึงกับหน้าจ๋อยก่อนจะเบือนหน้าไปอีกทางตามวิสัยคนพาลบ่นพึมพำ“เพราะมึงคนเดียว อ้ายเสมา”

หัวค่ำคืนนั้น ภายในห้องนอน ดวงแขกำลังนั่งหวีผมพลางคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นไป...
ภาพของเสมากำลังยิ้มให้ตนผ่านเข้ามาในภวังค์
“แม่หญิง ฟื้นแล้ว”
ดวงแขตกใจ กระเถิบหนีด้วยความเขินอายที่ฟื้นขึ้นมาท่ามกลางอ้อมอกของชายหนุ่ม
“เป็นกระไรไปแม่หญิง”
ดวงแขเขินอาย อึกๆอักๆ พูดอะไรไม่ออก
ถึงตอนนี้ … ดวงแขก็มีสีหน้าเขินอายขึ้นมาอีก ทั้งที่ยังหวีผมอยู่อย่างแผ่วเบา พลางรำพึงกับตัวเองว่า “ฉันจะมีโชคได้เจอพ่อเสมาอีกหรือไม่”
สีหน้าของดวงแขซึมไปเล็กน้อยเมื่อคิดว่าจะไม่ได้เจอกับเสมาอีก สีหน้าก็เศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด

ตอนเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น … เรไรกำลังเอื้อมมือออกไปเก็บดอกจำปีบนต้นจำปีที่ขึ้นอยู่ติดกับเรือนของขุนรามเดชะเพื่อใส่ขันเงินใบเล็กๆ จำปีดอกใหญ่ดอกหนึ่ง เผลอลื่นหลุดมือจากมือของเรไร จำปีดอกนั้นค่อยๆตกลงมาอย่างช้าๆ สู่มือคู่หนึ่งที่ประคองรับดอกจำปีเอาไว้
เสมาเอื้อมมือไปรับจำปีดอกที่ร่วงหล่นลงมา เสมาหยิบดอกจำปีนั้นขึ้นมาดม สูดกลิ่นหอมเย็นอย่างช้าๆ รอยยิ้มบางเจือบนใบหน้า
“หอมนักหนาแม่หญิง”
เรไรมีท่าทีเขินอายที่เสมาเอาดอกจำปีของตนมาดมกลิ่น เสมามองไปยังเรไรซึ่งอยู่บนเรือนด้วยสายตาหวานเชื่อม
“พอปลิดจากขั้วก็พลัดมือ เหมาะแก่มือที่คอยรับ อย่าขอคืนเลย ขอต่อให้เสมาเถิด”
เรไรขวยเขินแต่รีบวางท่าแล้วพูดว่า
“อยากได้ก็ให้ บนต้นยังมีอีกมาก อยากได้ก็เชิญขึ้นเถิด”
เสมายิ้มกรุ้มกริ่มพลางว่า
“พอแล้วแม่หญิงเรไร แต่ดอกเดียวเท่านี้ก็พอดม ที่เหลือไว้ประดับต้นหอมทั่วไปดีกว่า”
“พิลึก มีธุระกระไรหรือ เสมา”
“พระคุณสั่งให้มารับเครื่องทหารวันนี้ แต่มาเร็วไปสักหน่อย พอเห็นประตูเรือนเปิดอยู่เลยเข้ามา ก็เลยรับดอกจำปีพลัดมือได้”
เรไรแกล้งทำหน้าบึ้ง
“พูดเองเล่าความเอง ไม่ได้ความเลย แต่เอาเถิด เมื่อมาหาพ่อก็ขอเชิญบนเรือน พ่อไปราชการแต่เช้ามืด สักครู่คงกลับ”
“ขอบน้ำใจแม่หญิงจ้ะ” เสมายิ้มดีใจ
เรไรปั้นหน้านิ่งเดินเชิ่ดนำเข้าข้างในไปก่อน แต่คล้อยหลังก็แอบอมยิ้มปลื้มอยู่ในที เสมารีบตามขึ้นเรือนไปทันที

เสมาเดินขึ้นเรือนมาหาเรไร
“เสมารออยู่ที่นี่สักครู่ ฉันจะไปบอกบ่าวไพร่ให้ยกของมาต้อนรับ”
“ไม่ต้องดอกแม่หญิง แต่ได้ขึ้นเรือนมาพูดจากับแม่หญิง แม้เพียงครู่ อ้ายเสมาก็เหมือนได้อิ่มทิพย์แล้ว”
เสมายิ้มกริ้มกริ่ม เรไรทิ้งค้อนใส่เบาๆ
“พิกลหนักขึ้นทุกที”
เสมามองเรไรด้วยสายตากระลิ้มกระเหลี่ย ขณะนั้นเอง ขันถือห่อผ้าใส่เครื่องแบบทหารของเสมาขึ้นมาบนเรือน พอเห็นเสมายืนมองเรไรด้วยสายตากรุ้มกริ่ม ก็หึงหวงขึ้นมาทันที
“มารอนานแล้วรึเสมา” ขันแกล้งพูดขัดขึ้น
เสมาตกใจ รีบเดินเข้าไปหาขันทันที
“ฉันไหว้จ้ะนายหมู่ ฉันเพิ่งมาได้สักครู่นี่เองจ้ะ”
ขันส่งห่อผ้าให้เสมา
“นี่เครื่องทหารของเอ็ง อาขุนรามเกรงเอ็งจะรอนาน เลยให้ข้าล่วงหน้าเอามาให้ก่อน”
เสมาดีใจจนออกนอกหน้าพลางยกมือไหว้ขอบคุณขันแล้วรีบรีบห่อผ้ามา
“ขอบพระคุณจ้ะนายหมู่”
“เอ็งเป็นทหารแล้ว ข้าก็จะเตือนเอาไว้ จะกระทำการใดก็ต้องทำโดยสุจริต อย่าทะนงในฝีมือยกตนข่มท่าน หรือป้อยอประจบเอาใจแต่ผู้มีอำนาจ”
ขันชายตามองเสมากับเรไรด้วยความหมั่นไส้
“ฝีมือจะดีเพียงใดก็ต้องสำแดงในการศึก หาใช่อวดโอ่ต่อหน้าสตรีไม่” ขันพูดต่อ
แม้เสมาจะรู้สึกทะแม่งๆ แต่ยังมองโลกในแง่ดี
“ขอบพระคุณนายหมู่ที่เมตตาจ้ะ แต่ฉันไม่เคยประพฤติเช่นนั้นเลย ยิ่งการอวดโอ่ฝีมือ ฉันยิ่งไม่เคย”
“จริงรึ ข้าเห็นเอ็งชอบโอ่ว่าเป็นศิษย์วัดพุทไธสวรรย์ อ้ายเสมาเอ๋ย พระครูขุนวัดพุทไธสวรรย์ ก็ใช่ว่าจะเลิศเหนือกว่าทุกผู้คน ผู้อื่นเหนือกว่านี้ยังมีอีกมาก เขาจะยิ้มเยาะเอาได้ เมื่อได้ยินความนี้”
เสมาหน้าตึงขึ้นมาทันที ไม่พอใจที่ขันมาดูถูกอาจารย์ ขณะนั้นเอง เสียงบุญเรือน แม่ของเสมาก็ดังขึ้น
“แม่หญิงเรไรเจ้าคะ แม่หญิงเรไร”
เรไรเดินไปตามเสียงมองเห็นบุญเรือน จำเรียง ยืนรออยู่หน้าเรือน
“จำเรียง แม่ป้า จะกลับเข้าวังแล้วหรือจ๊ะ เชิญขึ้นเรือนมาคุยกันก่อน ฉันมีของอยากจะฝากไปให้แม่บัวเผื่อนสักหน่อย”
จำเรียงกับบุญเรือนเดินขึ้นเรือนมา พอเห็นเสมาอยู่บนเรือนด้วยก็แปลกใจ
“อ้าว อ้ายเสมา เอ็งมาทำกระไรที่นี่”
“ฉันมารับเครื่องทหารจ้ะแม่”
บุญเรือนหน้าตึงทิ้งค้อนให้ลูกชายเล็กน้อย
“จำเรียง แม่ป้าจ๊ะ นี่พี่หมู่ขัน ครูฝึกทหารกองอาสาของพ่อจ้ะ พี่หมู่ขัน นี่ป้าบุญเรือนกับจำเรียง แม่แล้วก็น้องของเสมา จำเรียงยังเป็นข้าหลวงในวังเดียวกับฉันด้วยจ้ะ”
ขันยกมือไหว้บุญเรือน
“ฉันไหว้จ้ะแม่ป้า”
ขันส่งสายตาเหล่มาทางเสมาแล้วพลางว่า
“มิยักรู้ ว่าเสมาจะมีน้องสาวงามถึงเพียงนี้”
ขันหันไปมองจำเรียงด้วยสายตากรุ้มกริ่ม เสมาหน้าตึงขึ้นมาทันทีด้วยความไม่ค่อยพอใจนัก ขณะที่จำเรียงมีท่าทีเขินอาย ฝ่ายบุญเรือนก็ชำเลืองมองลูกสาวแล้วยิ้มๆ พลางคิดว่า ถ้ามีคนอย่างหมู่ขันมาชอบลูกสาวก็ถือว่าไม่เลวทีเดียว

เวลาต่อมา เสมากำลังลองใส่เครื่องแบบทหารอยู่หลังบ้าน สมบุญค่อยๆย่องเข้ามาหาเสมาทางด้านหลัง เสมาจะหันกลับไปจะชกสมบุญตามสัญชาตญาณ สมบุญตกใจกลัวรีบยกมือไหว้ทันที
“อย่าทำฉันจ้ะ”
“มาไม่ให้สุ้มให้เสียง เกือบไปแล้วอ้ายน้องชาย แล้วนี่มีกระไรรึ”
“ฉันอยากจะมาเตือนพี่ชายจ้ะ”
“เรื่องกระไร”
สมบุญหันมองซ้ายขวาก่อนจะพูด
“เรื่องอ้ายหมู่ขันน่ะสิ เมื่อวันก่อน พี่ทดสอบฝีมือกับหัวหมู่ เค้าผูกใจเจ็บพี่นักหนา ถึงกับบอกว่าเสือสองตัวมิควรอยู่ถ้ำเดียวกัน ฉันชอบในฝีมือพี่นักเลยแอบมาเตือนจ้ะ”
เสมาหายแปลกใจกับท่าทีของขันในทันที
“มิน่าเล่า ขอบน้ำใจมากอ้ายน้องชาย เอ็งชื่อกระไรรึ”
“สมบุญจ้ะ พ่อฉันตายเมื่อคราวศึก ฉันก็เลยต้องมาเป็นทาสของขุนรามเดชะท่าน”
“ข้าชื่อเสมา นับแต่นี้เราสองมาเป็นเพื่อนร่วมตายกันเถิด หากมีโอกาส ข้าจะสอนเพลงดาบให้แก่เอ็ง เอ็งจะได้ใช้ออกศึกสร้างความชอบไถ่ถอนตัวเองให้เป็นไท”
“ขอบพระคุณมากจ้ะ” สมบุญดีใจสุดๆ จะก้มกราบ เสมาดึงไว้
“ไม่ต้องกราบข้า จำไม่ได้รึ ต่อแต่นี้เราเป็นเพื่อนร่วมตายกันแล้ว”
เสมาตบบ่าสมบุญ สมบุญดีอกดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกับเสมา และจะได้เป็นศิษย์เรียนเพลงดาบอีกต่างหาก

เสมาเดินหอบห่อผ้ากลับขึ้นเรือนมา เห็นบุญเรือน จำเรียง ขัน กำลังคุยกันยิ้มแย้มแจ่มใส บุญเรือนหัวเราะชอบใจ
“พ่อขันนี่ก็ปากหวานนัก ยกยอกันเสีย ป้ากับจำเรียงแทบนั่งไม่ติดพื้น”
“ยกยอที่ไหนกันจ๊ะแม่ป้า อันแม่จำเรียงนี้ ไม่ว่าจะ ผิวพรรณเอย ถ้อยคำวาจาหรือกิริยาอื่นใดเล่า ก็จำเริญหูจำเริญตานัก จึงสมควรแต่จะเป็นข้าหลวงแม่หญิง หรือสมควรแก่ผู้มีศักดิ์เสียจริงๆ” ขันพูดพลางยิ้มประจบแล้วมองจำเรียงด้วยสายตาเจ้าชู้
จำเรียงทำท่าเขินอาย
“นายหมู่ชมจำเรียงเกินจริงเสียแล้ว ฉันเป็นเพียงเสมอทาสใช้บนพระตำหนักแก่เหล่าข้าหลวงเท่านั้น ไฉนจักมากล่าวสรรเสริญไปถึงกระนั้นเล่า”
“อันความดีของคนนั้น หาอยู่ที่ศักดิ์แลตระกูลดอก หากขึ้นอยู่กับวาสนาต่างหาก ยิ่งประพฤติตัวดีแลมีรูปร่างเป็นสมบัติดังนี้แล้ว ถึงจะต่ำตระกูล ก็เหมือนหนึ่งมีวาสนาคอยตามจะช่วย ขอแม่จำเรียงจงเชื่อพี่เถิด” ขันพูดแล้วก็จับปลายสไบของจำเรียงขึ้นมาจูบ จำเรียงถึงกับเขินอายสุดๆ
เสมาฉุนขาดทันที ที่ขันทำกับน้องตนแบบนี้ เลยโยนห่อผ้าลงไปกลางวง เล่นเอาขัน บุญเรือน จำเรียงตกใจ
“อูวะ นี่มันกระไรกัน” ขันน้ำเสียงโมโห
แต่เสมายิ่งโมโหมากกว่า
“ก็แล้วนายหมู่ทำกระไร น้องข้าไม่ใช่ร้านค้าศาลาน้ำ นายหมู่จึงควรจะเย้าหยอก บ๊ะ ต่อหน้าแม่ข้าเสียอีกด้วยซ้ำ ยังชะล่าเล่น ข้าทนไม่ไหวแล้ว”
“หยุดปากประเดี๋ยวนี้นะเสมา ไปก้าวล่วงนายหมู่ได้อย่างไร ขอขมานายหมู่ประเดี๋ยวนี้” บุญเรือนโมโหขึ้นอีกคน
“แม่จะให้ฉันขอขมาอ้ายคนที่ข่มเหงน้ำใจฉันรึ งั้นแม่ฆ่าอ้ายเสมาให้ตายเสียดีกว่า”
เรไรได้ยินเสียงเอะอะจึงรีบเดินออกมาจากข้างในพร้อมพิณ โดยพิณถือโถใส่ของกินที่เรไรจะฝากไปให้บัวเผื่อน
“มีกระไรกันรึ เสียงดังอึงไปถึงข้างใน” เรไรพูดด้วยน้ำเสียงตกใจ
ขันสบโอกาสรีบฟ้องทันที
“ก็อ้ายเสมาน่ะสิแม่หญิง ทำโอหังถึงบนเรือนแม่หญิง”
“โอหังรึ นายหมู่สัพยอกน้องข้า หากเป็นน้องหญิงของนายหมู่แล้ว ข้าสัพยอกเช่นนี้มั่งจะว่ากระไร” เสมาว่า
“มากไปล่ะเหวยอ้ายเสมา นี่มึงคงจะทะนงตนว่ามีฝีมือกระมัง ถึงได้กล้ากับกูเพียงนี้ มา ไอ้เสมา กูก็เชื่อในดาบของกูเช่นกัน ถ้ามึงจริงก็เข้ามา” ขันบอก
จำเรียงหันไปดุและดึงแขนเสมาไว้
“ยังจะยืนอยู่อีก ไปให้พ้นเสียเร็วๆ มาหาเรื่องเดือดร้อนบนเรือนเจ้าเรือนขุน น้ำหน้าพี่จะสู้เค้าได้รึ”
เสมาโมโหมากที่น้องสาวเข้าข้างคนอื่น สะบัดแขนจนจำเรียงเซออกไป แล้วหันไปพูดกับขัน
“สู้ไม่ได้ก็ตายซีวะ เมื่อนายหมู่ท้า อ้ายเสมาก็รับคำท้า”
เสมาและขันจ้องหน้ากันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ไม่มีใครยอมใคร

สมบุญ และบรรดาทาสชาย ต่างกรูกันออกมาเมื่อรู้ว่าจะมีการประลองของขันกับเสมา ขณะที่เรไร บุญเรือน จำเรียง พิณ และบรรดาทาสหญิง ต่างออกมาดูที่บนเรือนอย่างใจจดใจจ่อ
กลางลานฝึก เสมากำลังโกรธ เลยโถมเข้าฟันขันแบบไม่ยั้ง ขันรู้ฝีมือเสมาดี เลยตั้งรับไว้ก่อน แต่เสมาฝีมือเหนือกว่าเยอะ ถึงขันจะตั้งรับเหนียวแน่นยังไงก็ไม่ไหว เจอไม้ตายเข้าไปติดๆกันหลายที ขันก็รับไม่ไหว ถึงกับผงะเซถอยออกไป ขันเหลือบไปเห็นแอ่งน้ำขัง เลยวางอุบาย แกล้งถอยแล้วล่อเสมาไปที่แอ่งน้ำขัง เสมาตามฟาดฟันไปโดยไม่รู้ว่าเป็นกลอุบาย พอถึงแอ่งน้ำขัง ขันก็พลิกตัวหลบออกมา เสมาเหยียบไปที่แอ่งน้ำขัง เลยลื่นเสียหลัก

เรไรตกใจที่เห็นเสมาเสียหลัก แต่ยังแอบเอาใจช่วยเสมาอยู่ จำเรียงแอบชำเลืองมองพฤติกรรมของเรไรเล็กน้อย
ขันฉวยโอกาส โผเข้าฟาดฟันเสมาทันที เสมากำลังเสียหลักเลยตั้งรับอย่างลำบาก ขันได้ใจตะลุยรุกไล่ไม่ยั้ง กะเผด็จศึกให้ได้ แต่พริบตาเดียว ขณะที่ขันกำลังได้เปรียบ เสมาก็พลิกดาบแทงสวนออกไปทันที ปลายดาบจ่อที่คอหอยขัน ถ้าเสมาไม่ยั้งมือไว้ คอหอยขันคงทะลุไปแล้ว ขันตกใจหน้าซีดเผือดที่พ่ายแพ้ต่อเสมาอีกครั้ง
ขณะนั้นเอง เสียงขุนรามเดชะดังตวาดขึ้น
“หยุดประเดี๋ยวนี้ อ้ายเสมา”
ทุกคนหันไปเห็นขุนรามเดชะยืนหน้าตาถมึงทึงอยู่

ขุนรามเดชะยืนหน้าเคร่งเครียดอยู่ โดยมีเสมา เรไร ขัน บุญเรือน จำเรียงนั่งพับเพียบอยู่กับพื้น
“แม่บุญเรือน แม่จำเรียง จะเข้าวังมิใช่รึ”
“เจ้าค่ะ”
บุญเรือน จำเรียงไหว้ลาขุนรามเดชะก่อนจะลงจากเรือนไป
“แม่เรไร ลูกเข้าห้องไปดูแลแม่ของลูกเถิด”
เรไรเหลือบสายตามองเสมาด้วยความเป็นห่วง
“แต่พ่อจ๊ะ...”
“แม่เรไร”
เรไรไม่กล้าขัดพ่อจึงจำใจลุกเดินเข้าข้างในไป ขุนรามเดชะหันมามองเสมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“อ้ายเสมา ประพฤติของเอ็งนี้ ผิดนักหนา พ่อขันเป็นนายหมู่ทหาร จะผิดถูกประการใดก็ควรนิ่ง เฉยเสีย หาบังควรตอบโต้กันเองเช่นนี้ไม่”
เสมาพนมมือ
“พระคุณเมตตาฟังข้าพระเจ้าก่อนเถิดขอรับ นายหมู่ประพฤติไม่บังควร หยอกล้อน้องข้าพระเจ้าต่อหน้าแม่ ข่มเหงน้ำใจกันนัก หากพระคุณไม่เชื่อ ให้คนไปตามแม่กับน้องข้าพระเจ้ามายืนยันก็ได้ขอรับ”
“ไม่ต้องดอก เรื่องอื่นถูกผิดอย่างไรไม่เกี่ยวกับข้า แต่ทหารในบังคับของข้าต้องไม่ต่อสู้กันเอง แล้วยิ่งเอ็งเป็นลูกหมู่ เป็นลูกน้องพ่อขัน ยิ่งหาควรสู้กับนายตัวเองไม่”
“ข้าพระเจ้าไม่รู้วิถีทหาร หากเป็นนายแล้ว จะกระทำบัดสี ย่ำยีผู้เป็นลูกหมู่อย่างไรก็ได้งั้นรึขอรับ”
“อ้ายเสมา นี่มึงกล้าย้อนกูรึ”
ขันได้ทีรีบโหมเพลิงใส่มันที
“อาขุนได้ยินกับหูแล้ว อ้ายเสมามันวาจายอกย้อน ไม่รู้จักเด็ก รู้จักผู้ใหญ่ ข้าพระเจ้าถึงอดโทสะไว้ไม่ได้”
“ข้าพระเจ้าไม่ได้ยอกย้อน แต่การกระทำเยี่ยงนี้ ข้าพระเจ้าเห็นว่าไม่เป็นธรรม จึงได้ถามพระคุณดู”
“จองหองเกินตัวนักไอ้เสมา หากเป็นยามศึก กูจะสั่งตัดหัวมึงเสีย มีใครอยู่บ้าง ขึ้นมาบนเรือนกูที” ขุนรามเดชะตะโกนลั่น
สมบุญกับทาสชายอีกคน รีบขึ้นมาบนเรือนทันที สมบุญนั่งพับเพียบพนมมือ รับคำสั่ง
“กุมตัวอ้ายเสมาไป โบยขามันด้วยเชือกหนังสิบสองที แล้วจำกรวนไว้ที่เรือนแถวท้ายหอนั่งกู”
สมบุญหน้าเสียที่รู้ว่าเสมาโดนโทษ แต่ขันยิ้มเยาะสาแก่ใจสุดๆ
เสมาคับแค้นใจ ไม่คิดว่าขุนรามเดชะจะไม่เป็นธรรมขนาดนี้
“พระคุณมีบุญคุณกับข้าพระเจ้า หากพระคุณจะลงโทษอ้ายเสมาก็เชิญเถิด อย่าว่าแต่สิบสองทีเลย แม้ซักร้อยหนึ่ง อ้ายเสมาก็จะนิ่งให้เฆี่ยน ถือเสียว่าอ้ายเสมาไม่รู้ ก็จะซื้อรู้ไว้สักหน”
“โอหังนักนะมึง” ขุนรามเดชะพูดด้วยความโมโหแล้วหันไปพูดกับสมบุญ
“ยังไม่รีบเอามันไปอีก”
สมบุญกลัวขุนรามเดชะ เลยต้องรีบเอาตัวเสมาไป แต่เสมาลุกขึ้นยืน แล้วเดินนำสมบุญกับทาสชายลงเรือนไป

เสมานอนราบกับพื้น สมบุญถือเชือกหนังมา พวกทาสชาย-หญิงมามุงดูกันเต็มไปหมด สมบุญยกมือไหว้เสมา
“ฉันขอขมานะจ๊ะ”
“ข้ายกให้ เอ็งทำตามคำสั่งเถิดอ้ายสมบุญ”
สมบุญยังไม่ทันลงมือ ขันก็เดินเข้ามาซะก่อน
“เอามาให้ข้าอ้ายสมบุญ”
สมบุญละล้าละลัง ขันเลยดึงเชือกหนังจากมือสมบุญมา
“เชิญเถิดนายหมู่ อ้ายเสมาผิดแล้วก็ยอมทั้งเจ็บทั้งอาย หวดให้แตกทุกแผลเถิด”
ขันยิ่งหมั่นไส้สุดๆ หวดเสมาอย่างเต็มที่แบบไม่ยั้งมือ เสมาขบกรามแน่นไม่ร้องสักแอะ สมบุญและพวกทาส ต่างพากันหลบตาไม่กล้ามอง ฝ่ายเรไรยืนแอบมองเสมาถูกเฆี่ยนอยู่ที่หน้าต่างห้องนอนตน เรไรสงสารเสมาจับใจแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้

สมบุญกับทาสชายอีกคน กำลังช่วยกันตีตรวนให้เสมา แล้วขังไว้ในกรง ขาของเสมาเต็มไปด้วยแผลสดเต็มไปหมด สมบุญหันไปบอกทาสชาย
“ข้าจะดูกรวนให้ดีเสียก่อน เอ็งกลับไปก่อนเถิด”
ทาสชายเดินเลี่ยงออกมา
สมบุญแอบหยิบขวดยายื่นให้เสมา
“ยาใส่แผลจ้ะพี่ รีบทาเสียเถิด”
เสมารับยามาแล้วบอก
“ขอบน้ำใจเอ็งมากอ้ายน้อง”
เสมาเปิดขวดเทยาใส่แผลสดที่ขาทนแสบสุดๆด้วยการขบกรามแน่น
“อ้ายหมู่ขัน มันเสียหน้าที่แพ้พี่ เลยฉวยโอกาสล้างแค้นตีเสียไม่ยั้งมือเลย”
“ข้ามันโง่เขลาเอง ไม่คิดว่าพระคุณออกขุนท่าน จะเข้าข้างอ้ายหมู่ขัน ถึงเพียงนี้”
“พ่ออ้ายขันเป็นเพื่อนแก้วเกลอเก่ากันมากับท่านขุน แถมบ้านอ้ายขันก็มั่งมีมากมาย ท่านขุนก็เลยเกรงใจอ้ายขันนัก”
เสมาพยักหน้ารับ
“มิน่าเล่า เอาเถิดถือว่าข้าโง่เองจะโทษใคร หากอ้ายขันมันไม่ระรานข้าอีก ก็ให้ยุติแต่เพียงนี้ แต่ถ้ามันยังประพฤติพาลข่มเหงข้า ครั้งหน้า ข้าจะให้มันเจ็บยิ่งกว่าที่ข้าได้รับ” เสมาพูดด้วยแววตามุ่งมั่น

ยามค่ำคืนนั้น เสมากำลังนั่งสมาธิอยู่ในกรงขัง ขณะนั้นเอง เสมาก็ได้ยินเสียงคนเปิดประตูเดินเข้ามา
“ใครเว้ย จะมาเอากรวนมั่งเรอะ” เสมาตวาดขณะที่ยังหลับตาอยู่
เสียงหัวเราะคิกๆคักๆของผู้หญิงดังขึ้น เสมาลืมตาขึ้น
“ถามว่าใคร เออแน่ะ กลับมาหัวเราะอีก”
พิณเดินถือตะเกียง พร้อมกับตะกร้าใส่อาหาร และกระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำเข้ามาหาเสมา เรไรเดินตามมาด้วยแต่เสมายังไม่เห็น พิณยิ้มขำๆ
“คงโมโหหิวข้าวกระมังยะ วันนี้ยังไม่ได้กินมิใช่รึ”
พิณหยิบข้าวห่อใบบัวออกมาและยื่นให้เสมา
“เอามาพึ่งนี้ปะไร ฉันกินกรวนก็อิ่มแล้ว”
พิณหัวเราะ หันไปพูดกับเรไร
“พ่อเสมาคงจะเคืองเรา ไม่กินข้าวแล้วกระมังเจ้าคะ แม่หญิง”
เรไรเดินยิ้มขำๆออกมาหาเสมา ทันทีเสมาเห็นหน้าเรไรก็ดีใจสุดๆ
“แม่หญิงเรไร”
“รับอาหารเสียเถิดเสมา ประเดี๋ยวเย็นแล้วจะเสียรส”
“จ้ะๆ” เสมากระตือรือร้น รับข้าวห่อใบบัวมาเปิดออกทานอย่างเอร็ดอร่อย
เรไร และพิณมองเสมาแล้วก็ยิ้มขำๆ เสมารีบทานข้าวเร็วไปหน่อยจนข้าวติดคอ เรไรหัวเราะแล้วยื่นกระบอกใส่น้ำให้เสมา เสมารีบรับมาดื่ม
“น้ำฝนรึแม่หญิง แหม เย็นอร่อยจริงๆ”
“กำลังหิว กระไรก็อร่อยทั้งนั้น” พิณว่า แล้วหันไปพูดกับเรไร
“บ่าวขอออกไปเฝ้าข้างนอกก่อนนะเจ้าคะ อ้ายสมบุญมันดูแต่ด้านหน้า ผิว่าอ้ายพวกที่อยู่ท้ายสวนมันตื่นก่อน อ้ายสมบุญจะไม่รู้ตัว”
เรไรพยักหน้ารับ
พิณเดินออกไป เสมาถึงกับหน้าเสียและรู้สึกผิด
“แม่หญิงต้องพลอยเสี่ยงภัยเพราะเสมาแท้ๆ แต่อย่าวิตกเลย หากพลาดไป เสมาจะขอรับผิดแต่คนเดียว มิซัดทอดให้เป็นที่หมองแก่แม่หญิงซักนิด”
เรไรยิ้มบางๆที่ริมฝีปาก
“ขอบน้ำใจเสมาแล้ว แต่ฉันเป็นคนลอบมาหาเสมา มิใช่เสมาจะหนีออกมาหาฉัน ถึงเสมาจะรับผิด ก็หาประโยชน์อันใดไม่”
เสมาหน้าจ๋อยไปทันที
“จริงของแม่หญิง อ้ายเสมานี้โง่เขลานัก แย่แล้ว... ดอกจำปี”
เสมารีบไปค้นเสื้อของตนที่ถูกถอดทิ้งอยู่ในกรง แล้วหยิบเอาดอกจำปีที่เก็บไว้ออกมา แต่ดอกจำปีก็ถูกทับจนบี้แบนหมด เสมารู้สึกเสียดาย
“ดอกจำปีของแม่หญิง โธ่ อุตส่าห์ซ่อนไว้ดม บ๋า แบนเลย”
เรไรอึ้งไปครู่นึง ก่อนจะยิ้มเอียงอายที่เสมาเก็บดอกจำปีเอาไว้ เมื่อเรไรตั้งสติได้ จึงแกล้งทำเป็นเฉยเมย
“จะเก็บไว้บูชาสิ่งไรกันเล่าเสมา หรือจะแกล้งเก็บไว้เสนออวดว่าเป็นคนช่างเก็บ”
“อ้ายเสมารักดอกไม้หอม แลก็ขอแม่หญิงแล้ว เผอิญลืมเก็บใส่กระเป๋าตอนรบกับนายหมู่เสียดายนัก”
เรไรยิ้มเขินอาย เป็นจังหวะเดียวกับสมบุญวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
“แม่หญิงขอรับ มีคนมาทางนี้แล้ว ตอนนี้แม่พิณกำลังรับหน้าอยู่ รีบไปเถิดขอรับ”
“แม่หญิงไปเถิด ประเดี๋ยวจะพลอยมีผิดไปด้วย” เสมาบอกด้วยความเป็นห่วง

เรไรรีบเก็บของลงตะกร้า แล้วตามสมบุญออกไป เสมาได้แต่มองตามด้วยความห่วงใยและยังคงกำดอกจำปีดอกนั้นไว้แนบอก

อ่านต่อหน้า ๓
.....................................................................................................

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับขุนศึก

๓.สมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงเป็นพระราชบิดาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ ครั้งสงครามช้างเผือก พระองค์ได้ทำการปกป้องเมืองพิษณุโลก แต่ไม่สามารถต้านทานกองทัพของพระเจ้าบุเรงนองได้ จนต้องยอมอ่อนน้อม และถวายสมเด็จพระนเรศวรให้เป็นตัวประกันที่กรุงหงสาวดี หลังจากที่เสียกรุงศรีอยุธยา พระเจ้า บุเรงนองได้ทรงตั้งพระมหาธรรมราชา ขึ้นเป็นกษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยาสืบต่อไป พระองค์จึงทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์สุโขทัย

๔.พระเจ้าบุเรงนอง พระมหากษัตริย์องค์ที่สามแห่งราชวงศ์ตองอู นอกจากพระปรีชาสามารถด้านการทหารแล้ว ยังทรงเป็นนักปกครองที่เก่งกาจ พระองค์สามารถยึดครองอาณาจักรต่างๆในลุ่มแม่น้ำอิรวดีและแม่น้ำโขงไว้ได้จนหมด รวมถึงกรุงศรีอยุธยาด้วย จนทำให้พระองค์ได้รับพระฉายาว่า “พระเจ้าชนะสิบทิศ”





ขุนศึก ตอนที่ ๑ (ต่อ)

ในเวลาต่อมาเรไรเปิดประตูกลับเข้ามาในห้องนอนด้วยสีหน้ายิ้มกริ่ม เรไรเดินมานั่งที่เตียง หยิบผ้าห่มขึ้นมากอดไว้แนบอก ยิ่งคิดถึงเสมาก็ยิ่งรู้สึกวาบหวามใจ ได้แต่อมยิ้มเอียงอายอยู่ไปมา

และในเวลาเดียวกัน เสมาอยู่คนเดียวในเรือนกักขัง ก็เอาแต่คิดถึงเรไรเช่นกัน นอนพลิกตัวไปมาพยายามจะข่มตาหลับแต่ก็ไม่หลับ ภาพเรไรลอยอยู่ในหัวตลอดเวลา เสมากระสับกระส่าย ทนความอยากเห็นหน้า อยากได้ยินเสียงเรไรไม่ไหวจึงลุกขึ้นนั่ง แล้วมองปลอกเหล็กที่ล่ามแขนขาตนไว้ เสมาใช้กำลังข้อ ง้างปลอกเหล็กที่พันธนาการตนออกได้สำเร็จ
เสมาย่องหลบออกมาทางหน้าเรือนขัง เวรยามกำลังผลัดเวรเปลี่ยนกะกันพอดี เสมาฉวยจังหวะหลบออกมา ไม่ทันคาดคิด ยามคนหนึ่งหันขวับมองมา เสมารีบหลบหมอบนิ่งอยู่กับพื้น รอจังหวะก่อนจะหมอบคลานกับพื้นหลบหนีไปได้

เรไรเพิ่งจะล้มตัวลงนอน พลันมีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น เรไรตกใจเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่า ดึกป่านนี้แล้วจะมีคนมาเคาะประตูอีก
“ใครรึ” เรไรถามออกไป
เงียบไม่มีเสียงตอบจนเรไรรู้สึกแปลกใจ
“ฉันถามว่าใคร”
เงียบ...ไม่มีเสียงตอบเช่นเคย เรไรเห็นว่าผิดปกติ เลยเดินไปประตูอย่างระมัดระวัง แต่พอเปิดออก เรไรเห็นเสมายืนอยู่หน้าประตูก็ตกใจมาก
“เสมา”
“อย่าอึงไปแม่หญิง เสมาไม่อยากหลังขาด” เสมารีบห้ามทันที
เรไรตั้งสติได้ก็สีหน้าบึ้งตึงขึ้นทันที
“ง้างกรวนหนีออกมาเช่นนี้ ยังจะกลัวหลังขาดอีกรึ”
เสมาถึงกับหน้าจ๋อยไป กลัวเรไรโกรธ
“มีกระไรก็ว่ามา”
เสมายิ้มรับพลางว่า
“เมตตาอีกครั้งเถิดแม่หญิงเอ๋ย จะเป็นหมากหรือยาสูบก็ได้ รับอาหารแล้วก็นึกอยากสูบหรือเคี้ยวหมากจริงๆ”
เรไรมองเสมาด้วยสายตาจับผิด เสมารีบหลบสายตา รู้ว่าโกหกไม่เนียนแต่หาข้ออ้างอย่างอื่นไม่ได้
“ไปรอที่หอนั่งเถิด ฉันจะไปหาให้”
“ขอบน้ำใจนักแม่หญิง”
เสมารีบเดินเลี่ยงไปด้วยความดีใจ เรไรมองตามแล้วก็ยิ้มขำๆ พอจะรู้ทันเหมือนกันแต่เป็นผู้หญิงก็เลยไม่พูดออกจากปาก
เวลาต่อมา เสมาย่องหลบมาทางหอนั่ง ซึ่งหอนั่ง คือส่วนที่ต่อจากเรือนใหญ่สำหรับใช้เป็นที่นั่งเล่น ปกติจะเปิดโล่งประมาณชานเรือน โดยอาศัยความมืดพลางตัว ไม่คาดคิดบ่าวไพร่หญิง 2 คนเดินกลับขึ้นเรือนมาพอดี เสมาเลี่ยงหลบไปที่หลังเสา รอดสายตาอย่างหวุดหวิด เสมาค่อยๆเลื่อนตัวช้าๆรอบเสาให้เป็นมุมบังทางสายตาสาวบ่าวที่เดินกลับเข้าไปด้านใน เสมาเป่าปากโล่งอกที่พ้นมาได้

เรไรยิ้มแย้มเดินถือพานเล็กๆ ใส่หมากพลูกับยาสูบ พร้อมกับชุดไฟจะออกมาจากห้องนอน พอเปิดประตูออกมาเจอเข้ากับพิณพอดี เรไรตกใจสุดตัวรีบซ่อนของไว้ด้านหลัง
“แม่หญิงออกมาทำไมเจ้าคะ”
“แล้วพิณล่ะออกมาทำไม”
“บ่าวได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินก็เลยออกมาดูน่ะเจ้าค่ะ”
“แล้วมีผู้ใดหรือไม่ล่ะ” เรไรพูดด้วยสีหน้าหวั่นๆ)
“ไม่มีเจ้าค่ะ”
เรไรโล่งอก
“เช่นนั้นก็กลับไปนอนเถิด”
“เจ้าค่ะ”
พิณเดินล่าถอยออกไป เรไรทำเป็นปิดประตูแต่แอบแง้มมองตามพิณไป

เสมานั่งแอบรออยู่ที่หอนั่งอย่างร้อนใจคอยชะเง้อชะแง้มองหาเรไรอยู่ไปมา กลัวสาวเจ้าจะไม่ออกมาชั่วอึดใจเดียว เรไรเดินถือพานเล็กๆ ใส่หมากพลูกับยาสูบด้วยท่าทางระแวดระวังเล็กน้อย พร้อมกับชุดไฟและหินตีไฟมาให้เสมา
“ทางนี้แม่หญิง”
เรไรรีบเดินมาหาเสมาแต่เว้นระยะห่างอย่างวางตัว
“”แม่หญิงอย่าวิตกเลย เสมาจะไม่ทำให้แม่หญิงมัวหมองดอก”
เสมาเอื้อมไปหยิบหมากพลูกับหินตีไฟขึ้นมา แต่แกล้งทำหล่นลงกับพื้น
“อ้ายเสมานี้ช่างชั่วแท้”
เสมาก้มลงควานหาหมากพลูกับหินตีไฟในความมืด เรไรก้มลงควานช่วยหา
“ฉันช่วย”
“ ได้หรือยังแม่หญิง” เสมาพูดขณะที่ยังควานหา
“ยังเลย คงจะกระเด็นไกล”
ทั้งคู่ช่วยกันหาอยู่ครู่นึง เสมายิ้มเจ้าเล่ห์แกล้งคลำถูกมือของเรไร เรไรชะงักมองหน้าเสมา เสมาก็สบตากลับ ต่างคนต่างมองกันนิ่ง เสมายังกุมมือของเรไรไว้ไม่ยอมปล่อย
เรไรตั้งสติได้ก็เขินอายประสาหญิง
“ ไม่ปล่อยมือแล้ว ฉันจะช่วยเสมาควานหาได้อย่างไร”
เสมาเสียดายสุดๆ แต่ก็ต้องยอมปล่อยมือ เรไรช่วยควานหาต่อ เสมายิ้มๆ แล้ววางหมากพลูกับหินไฟ ที่ตนหาเจอตั้งนานแล้วไว้ใกล้ๆเรไร เมื่อเรไรควานหาจนเจอก็ดีใจ แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้
“เจอแล้ว... เอ๊ะ เหตุใดตกมาวางคู่กัน คาดว่าคงมีคนประสงค์สนุก หรือแกล้งวางไว้ให้ฉันหาเสียแล้วกระมัง” เรไรจ้องหน้าเสมา
เสมาถึงกับหน้าเสีย กลัวเรไรโกรธ
“ฟังคำก่อนเถิดนะแม่หญิง อย่าเพิ่งถือเคืองแก่ข้าเลย ข้าพระเจ้านี้ต้องขังทั้งปวดเมื่อยเป็นที่ยิ่ง เมื่อได้เมตตาจากแม่ ได้หมากแล้วต้องเร่งกลับก็อาลัยนัก จึงใคร่จะยืดเพลาพักพอสบาย ไปอีกเพียงครู่หนึ่ง”
เรไรยิ้มเยาะอย่างรู้ทัน
“อ้อ เพียงประสงค์เท่านั้นก็จะบอกกันเสียแต่โดยตรงมิได้หรือ เจ้าเล่ห์นักหนา แต่เพียงการเท่านี้ก็ต้องวางหมากกล แล้วยังจะมีกลใดอีกเล่า”
“สิ้นกลแล้วแม่ อ้ายเสมายอมแพ้ปัญญาแม่หญิง จงอภัยเถิด เมตตาพอให้พักได้สบาย อีกสักครู่เดียวก็จะต้องเข้ากรวนแล้ว”
เรไรทิ้งค้อน ไม่พูดด้วยแต่ก็ไม่ออกปากไล่ เสมาเอาหมากขึ้นมาเคี้ยวแล้วมองเรไรด้วยสายตากรุ้มกริ่ม
เรไรชำเลืองมองเสมา แม้จะเห็นไม่ชัดในความมืด แต่ก็รู้ว่าเสมามองตน เรไรก็ยิ่งเขินอาย ไม่กล้าสู้สายต เสมาเคี้ยวหมากไป มองเรไรด้วยสายตารักใคร่เสน่หา

เช้าวันต่อมา บริเวณโถงบ้าน ขุนรามเดชะกำลังคุยกับพันอินอยู่
“พี่พันอินอย่าวิตกไปเลย ที่ฉันสั่งขังอ้ายเสมา ก็เพราะอยากจะเตือนสติ หาไม่แล้วยามออกรบ เกิดกระด้างกระเดื่องขึ้นมาจะเสียการงานศึกหมด”
พันอินถึงกับโล่งอก
“ได้ยินออกขุนพูดเช่นนี้ ฉันก็ค่อยคลายใจ อ้ายลูกฉันคนนี้ยังหนุ่มแน่น เลือดร้อนไปบ้าง ขอออกขุนอย่าถือโทษโกรธเลย”
“ถ้าฉันถือโทษ คงจะปลดมันออกจากทหารแล้ว ไม่เพียงแค่สั่งขังดอก เออ พี่พันอิน พี่พอจะทราบข่าวทางหงสาหรือไม่ว่าจะยกทัพมาเมื่อใด”
“ไม่เกินแล้งนี้มีศึกแน่ ออกขุนเตรียมทหารไว้เถิด”
“เร็วปานนั้นเลยรึ เมื่อวานพ่อขันก็เพิ่งได้รับคำสั่งให้ย้ายหน้าที่ ฉันกำลังขาดแคลนครูฝึกอยู่เชียว” ขุนรามเดชะพูดอย่างหนักใจ
สมบุญพาเสมาขึ้นเรือนมา ทั้งคู่มานั่งพับเพียบกับพื้นพนมมือไหว้ขุนรามเดชะ
“บ่าวพาพี่เสมามาแล้วขอรับ ท่านขุน”
ขุนรามเดชะฉุกคิดขึ้นแล้วปั้นยิ้มก่อนจะคุยกับเสมา
“ เป็นกระไรบ้างอ้ายเสมา นอนคุกแล้วรู้สึกเช่นไรล่ะ”
“สบายดีขอรับพระคุณ”
“สบายดีรึ กระนั้นที่ข้าลงโทษเอ็ง เอ็งก็ไม่ถือโกรธงั้นซี”
“พระคุณมีบุญคุณกับอ้ายเสมานัก อ้ายเสมาจะกล้าโกรธเคืองพระคุณได้อย่างไรกันขอรับ”
ขุนรามเดชะยิ้มอย่างพอใจ
“จริงดั่งปากก็ดีนัก เพราะข้าจะมอบหมายหน้าที่ครูฝึกทหารใหม่ให้เอ็ง ขอเอ็งจงตั้งใจทำเถิด”
เสมาและสมบุญดีอกดีใจ ที่นอกจากไม่โดนโทษแล้ว ยังได้เป็นครูฝึกอีก
“ขอบพระคุณมากขอรับ เอ่อ แล้วหัวหมู่ขันเล่าขอรับ เหตุใดไม่ได้เป็นครูฝึก หรือจะให้ข้าพระเจ้าเป็นครูฝึกคู่กัน”
“เปล่าดอก พ่อขันเค้าได้ย้ายหน้าที่ ตำแหน่งครูฝึกเลยว่างลง ลูกก็ตั้งใจทำให้ดีเถิด ตำแหน่งนี้สำคัญนัก” พันอินพูดขึ้น
“ขอรับพ่อพันอิน อ้ายเสมาจะไม่ทำให้พ่อพันอินกับพระคุณผิดหวังเลยขอรับ” เสมาพูดพลางยกมือพนมไว้กลางอกยิ้มกว้างด้วยความปลาบปลื้มใจก่อนจะก้มกราบ ที่ข้างโถง เรไรแอบฟังอยู่ก็พลอยยิ้ปลาบปลื้มดีใจไปกับความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของเสมา

พระเจ้านันทบุเรงกำลังเดินผ่านเหล่าขุนนาง นางกำนัลที่หมอบกราบอยู่กับพื้นในบริเวณท้องพระโรงเมืองหงสาวดี ทรงดูมีอำนาจบารมี น่าเกรงขาม โดยมีพระมหาอุปราชามังกะยอชวาเดินตามหลังอยู่ พระเจ้านันทบุเรงขึ้นนั่งประทับบนบัลลังก์
“เสร็จศึกอังวะ ก็ต้องมากำราบไทยอีกเป็นเพราะเจ้าขาดความรอบคอบ ใช้คนไม่ระวังโดยแท้มังกะยอชวา หาไม่แล้ว องค์สมเด็จพระนเรศ คงสิ้นพระชนม์ตามแผนการของพ่อเสียนานแล้ว” พระเจ้านันทบุเรงพูดอย่างไม่พอใจ
พระมหาอุปราชายกมือขึ้นพนม
“ลูกขอรับผิดทุกประการที่ไว้ใจอ้ายพระยาเกียรติพระยารามมากไป ขอให้ลูกได้ทำศึกแก้ตัวซักครั้งเถิด ลูกจะกรีธาทัพเหมือนครั้งสมเด็จปู่ เหยียบแผ่นดินกรุงอโยธยาให้ราบเป็นหน้ากลองให้จงได้”
“หงสามีไพร่พลมากกว่าอโยธยานับสิบเท่า เหตุใดต้องจัดทัพกษัตริย์ไปต่อตีให้เสื่อมพระเกียรติเล่า”
พระเจ้านันทบุเรงหันไปสั่งขุนนาง
“สั่งการลงไป ให้ สมเด็จอาพระยาพสิม แลพระเจ้าเชียงใหม่ราชอนุชาแห่งเราจงกรีธาทัพบุกกรุงอโยธยาเป็นสองทาง ยึดอโยธยากลับมาเป็นเมืองขึ้นแก่หงสาดุจดังกาลก่อน”


พระเจ้านันทบุเรงทรงประมาทว่าไทยอ่อนแอ มีกำลังทัพน้อยกว่าหงสาวดีมาก จึงรับสั่งให้พระยาพสิมผู้ครองเมืองพสิมที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของไทย และเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสมเด็จพระเจ้าอา ยกทัพสามหมื่นเข้าตีกรุงศรีอยุธยาทางด่านพระเจดีย์สามองค์”
จากเมืองพสิม กองทัพตรงเข้าด่านพระเจดีย์สามองค์ตามแผนการโจมตี
และการนี้ให้พระเจ้าเชียงใหม่ มังนรธาช่อ ซึ่งเป็นพระราชอนุชา ยกทัพพลหนึ่งแสน บุกเข้าตีพร้อมกัน
กองทัพหนึ่งแสนกำลังพลของพระเจ้าเชียงใหม่เคลื่อนทัพจากเชียงใหม่ มุ่งตรงเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา
ดูเหมือนเลือดสีแดงฉานต้องหลั่งชโลมแผ่นดินอโยธยาอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

เสมากำลังคุมทหารใหม่ฝึกฝนอยู่นานร่วมสองเดือน โดยมีอาวุธฝึกฝนหลายอย่างทั้งดาบโล่ กระบี่ กระบอง ทวน ดาบสองมือ ฯลฯ ขุนรามเดชะเดินคุยกับพระยาพิชัยสงครามซึ่งเป็นเจ้านายของตน โดยมีทหารของพระยาพิชัยสงครามสะพายดาบเดินตามหลังมาด้วย
พระยาพิชัยพูดด้วยสีหน้าเครียดกับขุนรามเดชะ
“คนอยากเป็นทหารมีมาก แต่ที่พอใช้สอยออกศึกได้มีน้อยนัก หากถึงวันทดสอบทวนฝีมือแล้ว ได้ทหารมีฝีมือไม่ครบตามจำนวน ข้าคงมีหวังหัวขาดเป็นแน่”
ขุนรามเดชะยกมือไหว้แล้วว่า
“อย่ากังวลไปเลยขอรับพระคุณ สองเดือนเศษมานี่ ข้าพระเจ้าเร่งฝึกซ้อมอย่างหนัก ต้องได้ทันตามกำหนดแน่ขอรับ” ว่าแล้วขุนรามเดชะก็หันไปตะโกนเรียกเสมา
“อ้ายเสมา”
เสมาเดินเข้ามาหาแล้วไหว้ขุนรามเดชะกับพระยาพิชัยสงคราม
“พระคุณมีกระไรจะใช้อ้ายเสมารึขอรับ”
“ท่านเจ้าคุณ ต้องการดูฝีมือทหารใหม่ เอ็งหาคนมาซ้อมให้ท่านดูทีซิ”
“ขอรับ”
เสมาหันไปตะโกนบอก
“พวกเอ็งหยุดซ้อมประเดี๋ยวก่อน”
พวกทหารทุกคนพากันหยุดซ้อม
“อ้ายสมบุญ เอ็งซ้อมดาบให้ออกญาท่านดู...”
พระยาพิชัยสงครามพูดสวนขึ้น
“ช้าก่อน ซ้อมกันเองจะเห็นฝีมือชัดเจนได้อย่างไรเล่า”
ว่าแล้วพระยาพิชัยสงครามหันไปสั่งทหารที่เดินตามตน
“หมื่นหาญ เอ็งช่วยทดสอบทวนฝีมือให้ข้าดูที”
“ขอรับท่านเจ้าคุณ”
ทหารของพระยาพิชัยสงครามคนหนึ่งชักดาบสองมือที่สะพายอยู่ออกมา สมบุญเดินถือดาบสองมือเข้าไปหา แล้วคุกเข่าไหว้ขอขมา ก่อนจะหยิบดาบลุกขึ้นเตรียมสู้ทันที ทั้งคู่เข้าต่อสู้กันอย่างดุเดือด ต่างฝ่ายต่างผลัดกับรุกผลัดกันรับอย่างสูสี แม้ว่าสมบุญจะด้อยประสบการณ์ แต่เพลงดาบที่เสมาสอนเหนือกว่า ทำให้คู่คี่ก้ำกึ่งกันมาก ขุนรามเดชะและพระยาพิชัยสงคราม เห็นทหารใหม่สู้กับทหารเจนศึกได้อย่างสูสี ก็ยิ้มอย่างพอใจ ฝ่ายเสมาเห็นสมบุญผู้เป็นทั้งเพื่อน ทั้งน้อง ทั้งลูกศิษย์มีฝีมือก้าวหน้าขนาดนี้ก็ยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ

ผ่านเวลาไปสักพัก สมบุญกำลังคุยโขมงด้วยความดีใจและภูมิใจให้เสมาฟัง ทั้งคู่เดินคุยมาทางหลังเรือน
“นี่ขนาดข้าฝึกดาบได้สองเดือนเองนะพี่ หากฝึกซักสองปี มีหวังได้เป็นทหารเอกไปแล้ว”
เสมาถึงกับขำ
“ถ้าเอ็งเป็นทหารเอก ข้ามิเป็นแม่ทัพไปแล้วรึ ฝีมือเอ็งก็แค่พอเข้าขั้น ยังห่างชั้นอีกมากนัก ไม่ต้องอื่นใด แค่หัวหมู่ขัน เอ็งก็สู้เขาไม่ได้แล้ว”
สมบุญทำสีหน้าเซ็ง
“พี่เสมาช่างค่อนว่าข้านัก”
เสมาเดินผ่านมาที่ใต้ห้องนอนของเรไร แล้วหยุดมองขึ้นไปที่ห้องนอนพลางคิดถึงเรไรอย่างจับใจ เพราะไม่ได้เจอกันนานถึงสองเดือนแล้ว สมบุญมองตามสายตาเสมา และยิ้มอย่างรู้ทันก่อนจะกระแอมเป็นเชิงแซว
“แม่หญิงเรไรไม่ได้ออกจากวังมาสองเดือนแล้วนะพี่เสมา ช่างเหมือนนานแรมปีเทียว”
เสมาแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
“แล้วเอ็งมาบอกข้าทำไมรึ จู่ๆก็พูดมาไม่มีปี่มีขลุ่ย พิกล”
สมบุญขำเย้าๆแบบคนรู้ทัน เสมารีบเดินเลี่ยงไปด้วยความเขิน ปล่อยให้สมบุญยิ้มเยาะตามหลัง

ยามบ่ายของวันหนึ่ง เรไรกำลังนั่งร้อยมาลัยอยู่ในตำหนักในวังที่เต็มไปด้วยบรรยากาศดูวิจิตรสวยงามขณะนั้น เรไรหยิบดอกจำปีขึ้นมาจะร้อยเข้าในพวงมาลัย พอเห็นดอกจำปี ก็นึกถึงเสมาขึ้นมาทันที แล้วยิ้มบางๆที่ใบหน้า ขณะนั้น ดวงแข และบัวเผื่อนก็เดินคุยกันมาอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส เรไรเห็นเข้าก็รีบร้อยดอกจำปีลงพวงมาลัยทันทีทำไม่รู้ไม่ชี้
“หน้าตาผ่องใสมีสง่าราศีเจียวนะ แม่เรไรเพื่อนฉัน เห็นทีจะมีลาภลอยเสียแล้วแม่เอ๋ย” บัวเผื่อนพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“นี่คิดจะเอาดีทางหมอดูแล้วรึแม่บัวเผื่อน เหตุใดจู่ๆมาทำนายทายทักฉันกันจ๊ะ”
“ถึงจะไม่ใช่หมอดู ฉันก็รู้ว่าแม่ต้องมีลาภแน่ จริงหรือไม่จ๊ะ แม่ดวงแข” บัวเผื่อนหันไปพูดกับดวงแข
ดวงแขยิ้มบางๆ แล้วนั่งลงใกล้ๆเรไร ก่อนจะหยิบกำไลทองลวดลายสวยงามออกมาให้เรไร
“นี่กระไรกันแม่ดวงแข” เรไรพูดอย่างแปลกใจ
“พี่ขันฝากมาให้จ้ะ พอดีที่บ้านฉันได้ทองเนื้อดีมา แม่ก็เลยให้ช่างทำเครื่องประดับหลายชิ้น พี่ขันนึกถึงเรไร ก็เลยฝากฉันมาให้จ้ะ”
เรไรหยิบกำไลขึ้นมาดูก่อนจะวางลงที่เดิม
“ฝากขอบน้ำใจแม่ป้ากับพี่หมู่ขันด้วยนะจ๊ะ แต่ฉันคงรับไว้ไม่ได้ดอกจ้ะ เพราะฉันไม่อยากถูกติฉินนินทา”
ดวงแขหน้าเจื่อนไปทันที
“ติฉินนินทาเรื่องกระไรกัน ฉันไม่เห็นจะมีกระไรไม่ดีเลย”
เรไรยิ้มบางๆพลางบอก
“ว่างๆ แม่ดวงแขลองไปที่ท้ายตำหนักดูเถิดจ้ะแล้วจะเข้าใจเอง” ก่อนที่เรไรจะหันไปยิ้มแซวบัวเผื่อน “หรือไม่ก็ถามแม่บัวเผื่อนดู ในตำหนักนี้ไม่มีกระไรที่แม่บัวเผื่อนไม่รู้ดอก”
บัวเผื่อนทิ้งค้อนที่โดนเรไรเหน็บ แต่ก็ไม่เถียง ในขณะที่ดวงแขมีสีหน้าแปลกใจ ไม่เข้าใจว่ามีอะไรกันแน่

เวลาเย็นวันเดียวกัน บริเวณท้ายตำหนัก ขันกำลังใส่กำไลเงินให้จำเรียง จำเรียงเห็นขันจับข้อมือตน ใส่กำไลให้ก็ทำเป็นเอียงอาย แต่ขันยิ้มกรุ้มกริ่ม
“กำไลเงินนี้พี่ให้เจ้า หากแม่จำเรียงยังระลึกถึงพี่ก็ขอให้ใส่ไว้”
จากนั้นขันก็ตีหน้าเศร้าพลางพูดต่อว่า
“แต่หากไม่อาลัยในตัวพี่แล้วก็จงถอดออกเถิด”
“พี่ขัน พูดอะไรเช่นนั้นกันจ๊ะ ฉัน...” จำเรียงพูดด้วยท่าทางเขินอาย
ทันใดนั้น จำเรียงก็ชะงักเมื่อเห็นดวงแขเดินหน้าเครียดเข้ามา ขันเห็นจำเรียงชะงักไปก็เลยหันไปมองตาม เห็นน้องสาวเดินเข้ามาก็หน้าเสีย
“เอ่อ พี่ขันจ๊ะ ฉันกลับเข้าตำหนักก่อนนะจ๊ะ” จำเรียงบอก
“เชิญเถิดจ้ะ แม่จำเรียง”
จำเรียงรีบเดินเลี่ยงไปทันที ดวงแขพูดขึ้นด้วยสีหน้าเครียด
“มิน่าเล่า แม่เรไรถึงได้บอกว่ากลัวคนติฉินนินทา พี่ขันทำเช่นนี้เอง หากเรไรยังรับของพี่ขันอีก มิเท่ากับว่าแย่งผู้ชายกับจำเรียงดอกรึ”
“จำเรียงจะเปรียบกับแม่หญิงเรไรได้อย่างไรกัน เกิดเป็นชาย จะมีสักกี่คนที่มีเมียเดียว น้องก็รู้”
“น้องรู้ แต่เรไรจะยอมหรือไม่ก็สุดปัญญาน้องจะคาดเดาได้” ดวงแขพูดแล้วก็หยิบกำไลทองคืนให้ขัน เมื่อขันเห็นว่าเรไรไม่รับไมตรีก็โมโหขึ้นมาทันที
“นี่แม่หญิงเรไรไม่ยอมรับรึ คงมิใช่เพราะพี่มีจำเรียงดอกกระมัง แต่เพราะแม่หญิงเรไรสมัครใจกับอ้ายช่างเหล็กนั่นมากกว่า เสียทีเป็นลูกชาติลูกตระกูล ไม่รักศักดิ์ศรี”
ขันเดินหงุดหงิดเลี่ยงไป ดวงแขมองตามแล้วก็ส่ายหน้าอ่อนใจกับนิสัยพี่ชาย

ตอนหัวค่ำที่ท้องพระโรงอยุธยา พระมหาธรรมราชา พระนเรศวร พระเอกาทศรถ และเหล่าขุนนาง กำลังประชุมเครียดกันอยู่ ที่กลางห้องมีแบบจำลองภูมิประเทศ แสดงการเดินทัพของทัพพสิม และ เชียงใหม่ โดยมีธงเล็กๆสีต่างๆปักอยู่แทนกองทัพพสิม ทัพเชียงใหม่ และทัพไทย
ขุนนางคนหนึ่งพนมมือแล้วว่า
“ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า กองเสือหมอบแมวเซา แจ้งมาว่าเมืองพสิมกับเมืองเชียงใหม่ มีการเรียกระดมไพร่พล คาดว่าคงมีการแต่งทัพเข้ามาบุกอโยธยาเป็นแน่พระพุทธเจ้าข้า”
พระเอกาทศรถมองที่แบบจำลองด้วยสีหน้าเคร่งเครียดแล้วตรัสว่า
“หงสาคงคิดจะบุกตีทั้งทางบกและทางเหนือพร้อมกันเพื่อให้เราพะว้าพะวัง แต่หากมิใช่มีแค่สองทัพ อโยธยาก็จะยิ่งคับขัน”
พระนเรศวรตรัสว่า
“จะมาสักกี่ทัพ เมื่อเราประกาศอิสรภาพแล้วก็ต้องสู้กันจนกว่าจะสิ้นไทย ที่จะกลับไปเป็นเมืองขึ้นหงสาวดีอีก เห็นทีจะไม่มี”
พระมหาธรรมราชาตรัสว่า
“องค์ดำตรัสถูกแล้ว หากคราวนี้เราแพ้ ไทยจะมิมีแผ่นดินให้หยัดยืนอีกต่อไป มิสู้ตายเสียดีกว่า” ตรัสแล้ว พระมหาธรรมราชาหันไปสั่งขุนนาง
“สั่งการลงไป งานพระราชพิธีลอยพระประทีปแลกระทงโคมไฟปีนี้ ให้จัดเอิกเกริกกว่าทุกปี เฉลิมฉลองกันให้ทั่วทั้งพระนครแลหัวเมืองเพื่อเรียกขวัญกำลังใจให้ไพร่ฟ้าก่อนรับศึกหงสา”

เตาไฟกำลังลุกโชนด้วยความร้อนแรง ขณะที่มั่นกำลังตีเหล็กที่ถูกเผาไฟจนร้อน ค้อนกระหน่ำตีลงไป ด้วยสายตาที่มุ่งมั่นและมีสมาธิ
ที่วัดพุทไธสวรรย์ พระครูขุนกำลังทำพิธีปลุกเสกดาบคู่หนึ่ง ซึ่งยังเป็นดาบที่ไม่มีฝักและไม่มีด้ามจับ พระครูขุนหลับตาบริกรรมคาถา รายล้อมด้วยบรรยากาศที่ดูขลัง มีพลัง
มั่นกระหน่ำตีเหล็กจนเริ่มกลายเป็นรูปดาบ
พระครูขุนบริกรรมคาถา พร้อมกับขมวดสายสิญจน์ แล้วเอาสายสิญจน์ใส่ลงไปในด้ามจับของดาบ
มั่นเอาดาบที่ตีเสร็จจุ่มลงในน้ำว่านเพื่อให้เหล็กคงทนจนควันขึ้นโขมง ครั้นหยิบดาบนั้นขึ้นมาดูก็เห็นความคมกริบเป็นประกายแวววาว
พระครูขุนหยิบดาบคู่หนึ่ง ที่ปลุกเสกประกบด้ามจับเรียบร้อยขึ้นมาดู ก่อนจะเป่าน้ำมนต์ออกจากปาก เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ใช้อีกครั้ง

เช้าวันใหม่ เสมากำลังก้มกราบพระครูขุน โดยมีมั่นนั่งพับเพียบอยู่ใกล้ๆ พระครูขุนหยิบดาบพร้อมฝักคู่หนึ่ง ยื่นให้เสมารับไป
“ดาบคู่นี้ พ่อเอ็งเค้าตั้งใจตีให้เอ็งไว้ใช้ออกศึก ข้าก็ทำพิธีปลุกเสกให้แล้ว ให้ชื่อมันว่า “ดาบแสนศึกพ่าย” เอ็งจงใช้มันฉลองคุณบ้านเมืองสืบไปเถิด”
เสมาไหว้จบที่ศีรษะก่อนจะรับดาบมาด้วยความดีใจสุดๆ
“ดาบแสนศึกพ่าย ชื่อเป็นมงคลนักขอรับหลวงพ่อ”
มั่นยิ้มบางๆแล้วบอกกับเสมา
“ข้าไม่มีวิชาความรู้ แลสมบัติพัสถานกระไรจะให้เอ็ง มีแต่ดาบคู่นี้เท่านั้น หวังว่ามันจะช่วยคุ้มครองเอ็งให้ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง เสมาเอ๋ย”
เสมาหันไปกราบพ่อ
“ขอบพระคุณมากจ้ะพ่อ แต่ถึงไม่มีดาบ พรของพ่อก็เป็นมงคลกับเสมามากกว่าสิ่งใดแล้ว”
มั่น และพระครูขุน ยิ้มด้วยความปลื้มใจที่เสมาอ่อนน้อม กตัญญู
ขณะนั้นเอง ชาวบ้านคนหนึ่งก็วิ่งปึงปังหน้าตาตื่นเข้ามาหาพระครูขุน
“หลวงตา หลวงตาขอรับ”
“กระไรของเอ็งวะ วิ่งโครมครามประเดี๋ยวกุฏิข้าก็พังดอก”
ชายชาวบ้านพนมมือแล้วว่า
“ขออภัยเถิดขอรับ แต่เพลานี้ อ้ายพวกนักเลงดีจากบ้านเหนือกับบ้านใต้ มันกำลังตีกันในวัดขอรับ หลวงตารีบไปห้ามเถิดขอรับ”
มั่นได้ยินแล้วก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“กระไรกัน ช่างไม่กลัวนรกกินกบาลเสียบ้างเลย นี่มันในวัดนาโว้ย ยังกล้าตีรันฟันแทงกันอีกรึ”
เสมาก็มีสีหน้าไม่พอใจเดินถือดาบแสนศึกพ่ายออกจากุฏิไปทันทีจนพระครูขุนและมั่นตกใจ
“อ้าย เสมา” มั่นร้องเรียกแล้วรีบตามออกไป

พระครูขุนและชายชาวบ้านลุกเดินตามออกไปติดๆ

อ่านต่อหน้า 3
...............................................................................................

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับขุนศึก

๕. คำว่าออก ที่เติมหน้าบรรดาศักดิ์ เช่น ออกยา ออกขุน ออกหลวง คือ คำแสดงอาวุโสในบรรดาศักดิ์นั้นๆแต่ยังไม่ได้เลื่อนไปยังบรรดาศักดิ์ที่สูงกว่า เช่น ผู้ที่เป็นพระยามานานยังไม่ได้เป็นเจ้าพระยา ก็จะเรียกว่า ออกยา

๖. วัดพุทไธสวรรย์ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอู่ทอง เมื่อปี พุทธศักราช ๑๘๙๖   ศาสตร์การต่อสู้ของวัดพุทไธสวรรย์ เป็นที่เลื่องลืออย่างมาก โดยวัดพุทไธสวรรย์เป็นพระอารามหลวงสำคัญในสมัยอยุธยา มีโบราณสถานและโบราณวัตถุที่สำคัญมากมาย ตกทอดจนถึงปัจจุบัน





ขุนศึก ตอนที่ ๑ (ต่อ)

บริเวณลานวัด นักเลงทั้งสองกลุ่มกำลังตีกันอย่างดุเดือดโดยมีหอก กระบอง มีด ขวาน ฯลฯ เป็นอาวุธทั้งสองฝ่ายสู้กันอย่างไม่มีใครยอมใครจนลานวัดวุ่นวายไปหมด นักเลงคนหนึ่ง ควงขวานเข้าไล่ถล่มคู่อริ จนฝ่ายตรงข้ามแตกกระเจิงไป

ขณะกำลังจะซ้ำกะเอาให้ตาย เสมาก็โผล่เข้ามากระโดดถีบนักเลงคนนั้นจนกระเด็นไป เสมาพูดขึ้นด้วยความไม่พอใจ
“บ้านเมืองกำลังมีศึก แทนที่พวกเอ็งจะเป็นทหารฉลองคุณชาติ กลับตีกันเองเช่นนี้ ไม่ละอายบ้างรึ”
“แล้วมันเรื่องกระไรของเอ็งวะ” นักเลงคนหนึ่งตะคอกใส่เสมา
เสมาชักดาบแสนศึกพ่ายออกจากฝัก ตั้งท่าดาบสองมือเตรียมพร้อม ฝ่ายพวกนักเลงทั้งสองฝ่ายโกรธจัดจึงเลิกทะเลาะหันมารุมเสมาแทน เสมาควงดาบสองมือออกไล่ฟาดฟันกับดาบคมกริบ ทั้งหอก กระบอง โดนฟันขาดกระเด็น ไม่คณามือเสมาแม้แต่น้อย เสมาทั้งเตะ ต่อยจนพวกนักเลงสลบเหมือดไปหลายคน ที่เหลือก็หวาดกลัววิ่งหนีไปจนหมด พระครูขุนและมั่นเห็นเสมาไล่พวกนักเลงไปได้ และดาบที่ตีขึ้นมา ก็คมกริบเป็นยอดอาวุธก็ภูมิใจ เสมามองดาบแสนศึกพ่ายในมือของตน แล้วยิ้มพอใจ ทั้งแข็งแกร่ง คมกริบ เป็นยอดดาบที่หาได้ยากยิ่ง

เวลาต่อมา เสมาเดินถือดาบคู่ “แสนศึกพ่าย” พลางดูชื่นชมไปมาด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องภูมิใจกับอาวุธคู่กาย โดยมีมั่นเดินคุยมาด้วย มั่นพูดขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“พ่อมีเรื่องอยากจะเตือนเอ็งไว้สักข้อ”
เสมาหยุดเดินทันที หันไปมองหน้าพ่อ สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยที่พ่อดูเคร่งเครียดและถอนใจ
“ธรรมดา คนเราจะรุ่งเรืองได้ นอกจากฝีมือตนแลความซื่อสัตย์แล้ว ความกตัญญูรู้คุณก็สำคัญ คนเนรคุณมันไม่เจริญดอก เสมาเอ๋ย”
“พ่อหมายความว่ากระไร ฉันไปเนรคุณใครรึ”
“เอ็งคิดหมายปองแม่หญิงเรไร บุตรสาวออกขุนรามเดชะอยู่มิใช่หรือ”
“พ่อ”

บุญเรือนกำลังด่าเสมาลั่นอยู่บนเรือนโดยมีจำเรียงอยู่ใกล้ๆ
“ข้านี่ล่ะโว้ยที่ฟ้องพ่อเอ็ง คนเรากินบนเรือนอย่าขี้รดบนหลังคา ออกขุนท่านเมตตาเอ็งให้เป็นครูฝึก ควรรึ ที่เอ็งจะคิดชั่วกับลูกท่าน”
“เรื่องฉันมีใจให้แม่หญิงเรไร ฉันไม่เถียง แต่จะเรียกว่าคิดชั่วได้อย่างไรกันแม่ หรือแม่เห็นว่าเรื่องชอบพอกันเป็นความชั่วเสียแล้ว”
“พี่ใฝ่สูงจนเกินศักดิ์ มันไม่งาม หากออกขุนรามรู้เรื่องขึ้นมา พ่อกับแม่จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย” จำเรียงบอก
เสมาชักโมโห
“ข้าไม่ได้ทำบัดสีจะเดือดร้อนถึงพ่อแม่ได้เช่นไร แล้วทีเอ็งล่ะ นังจำเรียง เอ็งมีใจให้อ้ายหมู่ขัน อย่านึกว่าข้าไม่รู้ แล้วเยี่ยงนี้เรียกว่าใฝ่สูงจนเกินศักดิ์หรือไม่วะ”
“หยุดประเดี๋ยวนี้นะอ้ายเสมา เอ็งอย่ามาพาลพาโลใส่น้อง เกิดเป็นหญิง ดีชั่วก็อยู่ที่ชาย จำเรียงมันมีคนอย่างหัวหมู่มาชอบพอต้องถือว่าเป็นวาสนา ไม่เหมือนเอ็งที่เหิมเกริมคิดชั่วกับลูกท่าน” บุญเรือนตวาดใส่ทันที
“ทีฉันเรียกว่าคิดชั่ว แต่ทีนังจำเรียงแม่บอกว่ามีวาสนา พิโธ่พิถัง อ้ายขันมันไม่ชอบนังจำเรียงจริงดอก ที่มันเกี้ยวอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะคิดจะล้างแค้นเอาคืนฉันเท่านั้นเอง”
“แม่ พี่เสมาเอาใหญ่แล้ว ตัวเองผิดก็ไม่ยอมรับผิด แล้วยังพาลว่าร้ายฉันกับหัวหมู่อีก”
“ไป มึงไปให้พ้นหน้ากูประเดี๋ยวนี้เลยอ้ายเสมา ไป”
เสมาได้แต่ถอนใจก่อนจะเดินเลี่ยงไป

บ่ายวันเดียวกัน ที่ตำหนักใน บัวเผื่อนและนางข้าหลวงกลุ่มหนึ่งกำลังสุมหัวนินทา หัวเราะกันคิกๆคักๆพร้อมกับปั้นแป้งดินสอพองไว้ทาไปด้วย เรไรเดินเข้ามาในตำหนัก พวกนางข้าหลวงกลุ่มหนึ่งที่เดินสวนกับเรไรได้แต่ยิ้มขำๆ จนเรไรแปลกใจ เดินเข้าไปหาบัวเผื่อนทันที บัวเผื่อนถึงกับหน้าเสียรีบก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ นางข้าหลวงที่จับกลุ่มนินทาอยู่กับบัวเผื่อน เห็นท่าทีบัวเผื่อนเปลี่ยนไป ก็หันไปมองด้านหลัง พอเห็นเรไรก็วงแตก รีบแยกย้ายกันไปทันที
“เกิดกระไรขึ้นรึแม่บัวเผื่อน เหตุใดทุกคนเห็นฉันแล้วต้องทำพิกลด้วย”
บัวเผื่อนตีหน้าตายแล้วพูดขึ้น
“ฉันไม่รู้ดอกแม่เรไร”
“แม่ไม่รู้ แล้วใครรู้ ทั่วทั้งอโยธยามีสักกี่เรื่องที่รอดพ้นสายตาแลฝีปากของแม่บัวเผื่อนเพื่อนฉันไปได้”
“แม่เรไรค่อนฉัน เหมือนฉันเป็นหญิงช่างนินทา พวกฉันแค่คุยกัน เรื่องที่แม่จะทิ้งวังไปอยู่ตลาดเท่านั้นดอก”
“ทิ้งวังไปอยู่ตลาดกระไร” เรไรพูดขึ้นอย่างงงๆ
“ก็ถ้าแม่เรไรมิได้คิดจะเปลี่ยนจากสาวชาววัง ไปเป็นแม่ค้าขายเหล็กแล้วจะมีใจให้ช่างตีเหล็กชื่อเสมาเพื่อกระไรเล่า”
เรไรตกใจมาก ไม่คิดว่าจะถูกนินทาขนาดนี้ บัวเผื่อนเห็นสีหน้าเรไรก็ยิ้มอย่างสะใจ
“แม่เรไรจ๊ะ แม่อยากจะนั่งตลาดหรือเร่มีด เร่ดาบขายกันล่ะจ๊ะ”
ถึงเรไรจะโมโห แต่ปั้นยิ้มตอบไปว่า
“ขายมีดซิดีนัก จะได้เฉือนฝีปากนางช่างพูดทิ้งเสีย”
พูดแล้ว เรไรก็เดินเชิ่ดจากไป บัวเผื่อนไม่พอใจ มองตามแล้วทิ้งค้อนด้วยความเจ็บใจ

ยามบ่ายต่อมา เรไรกำลังคุยกับดวงแขด้วยความโมโห
“ถ้าฉันรู้ว่าใครกุเรื่องนี้ขึ้น ฉันจะฟ้องเสด็จ เอาเรื่องให้ถึงที่สุดจริงๆเทียว”
ดวงแขหน้าเสียทันที
“ใจเย็นๆก่อนเถิดจ้ะแม่เรไร ยิ่งร้อนรนไป คนจะยิ่งคิดว่าเป็นเรื่องจริงนะ”
“มุสาทั้งนั้น แม่ดวงแขก็รู้ ว่าฉันไม่เคยทำตัวให้เสียชาติ เสียตระกูล พี่ชายแม่ดวงแขเฝ้าตามเกี้ยวฉันอยู่นานปี มีรึไม่ที่ฉันจะวางตัวไม่งามให้คนติฉินนินทา แต่นี่... อยากเห็นหน้าพวกผีเปรตปากเท่ารูเข็มนัก”
“คงไม่นานดอกจ้ะ แม่เรไรต้องรู้แน่ว่าใครคิดร้ายกับแม่เรไร เอ่อ วันนี้แม่เรไรได้กลับบ้านมิใช่รึ รีบไปเถิดจ้ะ หากโพล้เพล้แล้วจะเดินทางลำบาก” ดวงแขรีบตัดบททันที
เรไรทอดถอนใจแต่พยายามคุมอารมณ์
“ฉันฝากแม่ดวงแขหาตัวคนที่ใส่ร้ายฉันด้วยเถิด กลับมาเมื่อใด จะได้ชำระความกัน”
“จ้ะ ได้จ้ะ”
เรไรเดินเลี่ยงไป ดวงแขสีหน้าบึ้งตึงทันทีแล้วพึมพำว่า
“ พี่ขันนะพี่ขัน มันน่านักเทียว”

ภายในบ้านขุนรามเดชะเมื่อยามเย็น เสมากำลังคุมสมบุญกับพวกทหารใหม่ฝึกซ้อมเพลงอาวุธอยู่ พวกทาสพายเรือพาเรไรกลับมา พิณกับพวกทาสอีกกลุ่มรีบไปช่วยขนของลงจากเรือ เรไรลงจากเรือแล้วจะเดินขึ้นเรือน เสมาดีใจมาก รีบเดินเข้าไปหา
“แม่หญิงเรไร เที่ยวนี้ไปอยู่วังเสียนานเลยนะขอรับ”
เรไรทิ้งค้อนแล้วเดินขึ้นเรือนไปโดยไม่พูดกับเสมา เสมามองตามด้วยความประหลาดใจไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

เสมากำลังคุยกับพิณอยู่หลังเรือน โดยมีสมบุญอยู่ใกล้ๆ เสมาถึงกับหน้าเสียที่รู้เรื่องทั้งหมด
“เรื่องมันร้ายแรงถึงเพียงนี้เชียวรึ”
“ใช่สิยะ ทั่วทั้งตำหนักโจษเรื่องนี้กันให้ทั่ว จนแม่หญิงไม่มีหน้าจะพบผู้ใดแล้ว โชคยังดีที่ท่านขุนท่านยังไม่รู้ความ มิเช่นนั้น แม่หญิงต้องโดนลงหวายเป็นแน่”
“ แต่ข้าไม่เคยทำให้แม่หญิงมัวหมองเลยนะ เอ็งก็รู้ ว่าหลังจากที่ข้าออกจากรวนแล้ว ข้าก็ไม่เคยได้เห็นหน้าแม่หญิงอีก”
“ข้ารู้ แต่คนอื่นมันจะเชื่อรึ”
“จริงของแม่พิณนะพี่เสมา เรื่องดีมันไม่โจษ เรื่องโจษขานมันมักจะไม่ดี ข้าว่า พี่อย่าพบหน้าแม่หญิงเรไรอีกเลย หากรู้ถึงหูท่านขุน พี่คงไม่แคล้วต้องกรวนอีก แม่หญิงเรไรก็ต้องมาพลอยรับโทษทัณฑ์ไปด้วย”
แม้ว่าเสมาจะห่วงเรไรเพียงใด แต่จะให้ตัดใจง่ายๆก็ยากที่จะทำใจ

ตอนหัวค่ำคืนนั้น เรไรอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เดินเข้ามาในห้องนอน พอมาที่เตียงก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นดอกจำปีดอกหนึ่งวางอยู่ที่หมอนของตน
“พิณ...พิณ”
พิณรีบวิ่งเข้ามาในห้องทันทีและรีบคุกเข่าทันที
“แม่หญิงมีสิ่งใดจะใช้นังพิณรึเจ้าคะ”
“เมื่อครู่ตอนฉันอาบน้ำ มีใครเข้ามาจัดเตียงให้ฉันบ้าง”
“ไม่มีนี่เจ้าคะ ไม่มีใครเข้ามาเลย หากแม่หญิงไม่เรียกใช้ ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าเข้าห้องแม่หญิงดอกเจ้าค่ะ”
เรไรมองไปรอบๆ เห็นหน้าต่างห้องเปิดอยู่ก็มั่นใจแล้วว่าเป็นฝีมือเสมาแน่ๆ

บรรยากาศยามเช้าของบ้านขุนรามเดชะในวันรุ่งขึ้น ภายในสวน เรไรกำลังเก็บดอกมะลิเพื่อเอาไปร้อยพวงมาลัยบูชาพระ เสมาเดินออกมาหาเรไร
“แม่หญิง”
เรไรเห็นเสมาก็สะบัดหน้าจะเดินไปทางอื่น เสมารีบวิ่งมาขวางหน้าไว้แล้วพูดขึ้นด้วยความร้อนใจ
“รอประเดี๋ยวเถิดแม่หญิง ฟังเสมาพูดก่อน”
เรไรส่งตาดุด้วยสีหน้าเย็นชา
“ฉันไม่มีกระไรจะพูดกับคนเหิมเกริมลอบขึ้นห้องนอนฉันดอก”
เสมายิ้มดีใจ
“แม่หญิงยังจำดอกจำปีของเสมาได้ ถึงตาย เสมาก็ดีใจแล้ว”
เรไรทิ้งค้อน ไม่พูดด้วย เสมาหน้าจ๋อยทันที
“อ้ายเสมารู้หมดแล้วว่าแม่หญิงต้องมัวหมองด้วยเหตุใด เลยอยากจะกราบขมาแม่หญิงสักครั้ง ขอแม่หญิงอภัยให้เสมาเถิด”
“ไม่ต้องขอขมาดอก แค่อยู่ห่างฉันไว้จะได้ไม่ต้องมีใครนินทาให้เสื่อมเสียอีก ฉันก็พอใจแล้ว”
“เสมารู้ว่าเกิดมาเป็นช่างตีเหล็กต่ำต้อย แค่คิดก็ทำให้แม่หญิงเสื่อมเสียแล้ว หากเลือกเกิดได้ เสมาก็อยากเกิดในตระกูลสูง จะได้เป็นหน้าเป็นตาแก่แม่หญิง” เสมาพูดด้วยความน้อยใจ
เรไรหน้าเสีย เริ่มรู้สึกว่าทำเกินไป และไม่ใช่ความผิดของเสมาที่เกิดมาแย่กว่าตน เสมานิ่งขรึมๆซึมๆ ก่อนจะตัดใจเดินเลี่ยงไป
“ไม่มีผู้ใดเลือกเกิดได้ดอกเสมา” เรไรพูดตามหลัง
เสมาชะงักหยุดกึกแล้วหันกลับไปฟังเรไร
“แต่หากมีสติปัญญาแลความเพียร ก็จะสร้างศักดิ์ฐานะแก่ตนเองได้ไม่ใช่รึ จะกลัวไปใยว่าสู้ผู้อื่นไม่ได้”
เสมาฟังแล้วก็ดีใจมาก เพราะรู้ว่าเรไรให้โอกาสแม้จะไม่พูดตรงๆ
“คำสอนของแม่หญิง อ้ายเสมาจะจำไว้ขึ้นใจ หากไม่ตายเสียก่อน ศักดิ์ฐานะใดที่เสมาได้มี ก็จะเอามากองต่อหน้าแม่หญิงให้จงได้”
เรไรทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
“ฉันไม่อยากได้ของๆใคร พ่อเสมาจะกระทำสิ่งใดก็ทำเพื่อตัวเองเถิด ไม่ต้องเผื่อแผ่ถึงฉันดอก”
พูดแล้วเรไรก็เบือนหน้าจะเดินไปแต่เสมารีบตามมาตื้อ
“ประเดี๋ยวแม่หญิง เสมามีเรื่องจะขอแม่หญิงสักข้อ”
เรไรหันมองที่เสมาแล้วปั้นหน้าปนรำคาญเล็กน้อย เสมาทำสีหน้าออดอ้อน
“อีกไม่นาน เสมาจะไปศึก งานกระทงโคมไฟปีนี้ แม่หญิงเมตตาลอยกระทงของแม่หญิงมาให้เสมาเก็บ ไว้เป็นมงคลสักหน่อยเถิด”
“กระทงโคมไฟมีมากมายนัก จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นกระทงของฉัน”
“ทุกปี บรรดาชาววังมักลอยกระทงโคมไฟที่หน้าวัดพุทไธสวรรย์ เสมาจะดักรออยู่ที่นั่น ส่วนข้อที่จะแยกแยะว่ากระทงใดเป็นของแม่หญิงได้นั้น ขอปัญญาแม่หญิงช่วยเสมาสักครั้งเถิด”
เสมามองเรไรพร้อมยิ้มให้อย่างมีความหวัง
“พูดเอาแต่ได้” เรไรพูดด้วยสีหน้าบึ้งตึง
เรไรค้อนใส่แล้วเดินจากไปด้วยสีหน้าครุ่นคิดตลอดเวลาว่าจะทำยังไงดี ฝ่ายเสมามองตามเรไรไปอย่างคาดหวัง

ยามสายในวันเดียวกัน ขันกำลังคุยกับดวงแขด้วยความดีอกดีใจ
“จริงรึดวงแข ลอยกระทงโคมไฟปีนี้ แม่หญิงเรไรจะใส่สไบแดงจริงรึ” ขันพูดขึ้นด้วยความดีใจ
“จริงสิพี่ขัน ฉันกับจำเรียงเข้าขบวนของพระสนมใส่สไบสีชมพู แม่เรไรอยู่ขบวนสมเด็จพระเจ้าหลานเธอใส่สไบสีแดง พี่ขันคอยหมายตาดูให้ดีก็แล้วกัน”
“คืนนี้แหละ อ้ายขันจะได้ลอยกระทงโคมไฟคู่กับแม่หญิงเรไร สมใจเสียที” ขันพูดพลางกระหยิ่มยิ้มย่อง
“พี่ขัน ฉันขอเถิดนะ พี่เลิกให้ร้ายแม่เรไรเสียทีเถิด รู้หรือไม่ว่าแม่เรไรถูกนินทาไปทั่วทั้งวังแล้ว”
“พี่ทำไปก็เพื่อไม่ให้อ้ายเสมามันอาจเอื้อมถึงตัวแม่หญิงต่างหาก เป็นแค่ช่างตีเหล็กไม่เจียมกะลาหัว”
“แต่พี่ทำเกินไปนัก”
“เอาเถิด พี่จะไม่ทำอีกพอใจรึไม่ล่ะ พี่ไปล่ะนะต้องไปแต่งตัวรับงานลอยกระทงโคมไฟคืนนี้ก่อน” ขันรีบพูดตัดบทแล้วเดินเลี่ยงไปอย่างดีใจ
ดวงแขมองตามพี่ชายด้วยความอ่อนใจ

บ่ายวันนั้น กระทงของเรไร ตกแต่งเป็นรูปราสาทราชวังสวยงามโดยใช้ดอกจำปีร้อยต่อกันทำใบเสมาของปราสาท ตัวปราสาทแกะสลักจากพืชผักผลไม้ เรไรมองกระทงด้วยความพึงพอใจ บัวเผื่อนเดินถือกระทงที่ทำด้วยดอกบัวเข้ามาหาเรไร ทันทีที่บัวเผื่อนห็นกระทงของเรไรเข้าก็พูดว่า
“ตายแล้ว ฉันนึกว่ากระทงฉันงามที่สุดแล้วเชียว ที่แท้ยังงามไม่ถึงครึ่งกระทงของแม่เรไรเพื่อนฉัน”
เรไรยิ้มรับด้วยความภาคภูมิใจ บัวเผื่อนนั่งลงข้างๆเรไรแล้วดูกระทงด้วยความชอบใจ
“ช่างคิดช่างประดิดประดอยนักเชียว ขนาดใบเสมายังใช้ดอกจำปีมาทำ”
เรไรหน้าเจื่อนไปเพราะคิดว่า บัวเผื่อนจับได้เรื่องเสมา
“เอ่อ ฉันเหนียวตัวนัก จะไปอาบน้ำอาบท่าให้คลายร้อนสักหน่อย ประเดี๋ยวค่อยคุยกันเถิดนะจ๊ะแม่บัวเผื่อน” เรไรรีบตัดบท
เรไรถือกระทงของตนเดินเลี่ยงไปทันที บัวเผื่อนมองตามด้วยความแปลกใจ
“พิลึก จู่ๆก็ลุกไปเสียเฉยๆ ยังกะมีลับลมคมในกระไรซ่อนอยู่”
บัวเผื่อนมองตามเรไรด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น

เย็นวันนั้น เสมาแต่งตัวดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วเดินลงจากเรือนของตนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เพื่อจะไปรอเก็บกระทงของเรไร แต่เสมาก็หน้าเจื่อนไปทันที เมื่อเห็นเอื้อยแตงและสมบุญยืนถือกระทงรออยู่หน้าเรือนคนละมุม เอื้อยแตงเหล่ๆมองสมบุญ แบบไม่ค่อยให้ความเป็นมิตรนัก
เอื้อยแตงยิ้มแย้ม เข้าไปดึงแขนเสมา
“พี่เสมา ฉันตั้งใจจะมาชวนพี่ไปลอยกระทงโคมไฟอยู่เชียว ไปกับฉันนะจ๊ะ”
เสมาหน้าเสียรีบดึงมือเอื้อยแตงออกแล้ว่า
“น่าเกลียดจริงเอื้อยแตง เอ็งเป็นสาวเป็นแส้แล้ว มาจับมือถือแขนผู้ชายได้อย่างไรวะ”
“จะเป็นกระไรไป เราโตมาด้วยกันแท้ๆ ตอนเด็กๆฉันยังเคยเห็นพี่แก้ผ้าอาบน้ำอยู่เลย” เอื้อยแตงโวยวาย
“นังเอื้อยแตง พูดจาบัดสี ข้าจะฟ้องอาแต้มให้ตีเอ็ง” เสมาตกใจไม่คิดว่าจะได้ยิน เอื้อยแตงทำเป็นลอยหน้าลอยตาไม่แคร์ เสมาเซ็ง ไม่รู้จะทำยังไง หันไปพูดกับสมบุญ
“แล้วเอ็งมาทำกระไรวะอ้ายสมบุญ”
สมบุญยิ้มหน้าบาน พลางมองเหล่เอื้อยแตง ยิ้มทะเล้น
“ฉันจะมาชวนพี่ไปเที่ยวงานลอยกระทงโคมไฟด้วยกันจ้ะ ไม่คิดว่าพี่จะมีคนสวยที่เคยเห็นพี่แก้ผ้าอาบน้ำมาชวนตัดหน้าเสียแล้ว”
เอื้อยแตงเหล่สมบุญกลับแบบไม่ค่อยพอใจ
“อ้ายนี่ใครกันน่ะพี่เสมา”
“ชื่ออ้ายสมบุญ เป็นเพื่อนแลลูกศิษย์ของข้าเอง”
“ลูกศิษย์รึ งั้นก็ต้องไปออกศึกสิ ท่าทางล้นๆเกินๆ จะไม่ถูกพวกพม่ารามัญฟันตายดอกรึ”
สมบุญถึงกับสะดุ้งแล้วเหวอไป
“อ้าว แม่เอื้อยแตง จะออกศึกอีกไม่กี่วัน ไฉนแช่งกันได้ลงคอ”
เอื้อยแตงเชิ่ดใส่ เสมาได้แต่ถอนใจ
“ไม่ทันไรก็ปะฝีปากกันเสียแล้ว เอ้า พวกเอ็งจะไปงานลอยกระทงโคมไฟกันไม่ใช่รึ ชักช้า ข้าไม่รอนะโว้ย”

เสมาเดินนำไป เอื้อยแตงมองสมบุญตาขวางๆ ก่อนจะเดินตามไป สมบุญรีบตามไปติดๆ

อ่านต่อตอนที่ ๒
.......................................................................................................

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับขุนศึก

๗. พระราชพิธีลอยพระประทีป เป็นหนึ่งในพระราชพิธีประจำเดือนสิบสอง ตรงกับวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนสิบสองของทุกปี โดยเชื่อกันว่าเป็นพิธีที่จัดขึ้นเพื่อขอขมาแม่พระคงคา และบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที โดยจะจัดทำกระทงขึ้น เป็นรูปร่างคล้ายดอกบัว แล้วปักธูปเทียนลงในกระทง จากนั้นก็เอาไปลอยในแม่น้ำ ซึ่งชาวบ้านมักจะเรียกกันติดปากว่า “ลอยกระทง” นั่นเอง

๘. ใบเสมาคือเครื่องหมายปักเขตสำหรับการที่พระสงฆ์จะทำพิธีกรรมทางพุทธศาสนา โดยใบเสมามีหลายรูปแบบ บางแบบทำจากหินแกะสลักไว้อย่างงดงาม โดยใบเสมาที่ขุดค้นพบบางอัน มีอายุนับพันปีทีเดียว




กำลังโหลดความคิดเห็น...