xs
xsm
sm
md
lg

กระบือบาล ตอนที่ 16

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


กระบือบาล ตอนที่ 16

ใจเด็ดเดินเข้าลิฟท์เป็นคนสุดท้าย เห็นผู้คนในลิฟท์แออัดกันแน่น ด้านสรนุชพอตั้งสติได้ก็รีบวิ่งแล่นมาที่ลิฟต์

“เดี๋ยวก่อน”
แต่ไม่ทันแล้ว ประตูลิฟต์ปิดลงแล้วก่อน ระหว่างนั้นพนักงานประชาสัมพันธ์วิ่งเข้ามา
“คุณคะ...ยังไม่ได้แลกบัตรค่ะ”
ภายในลิฟต์ ใจเด็ดขยับไปกดชั้น 12 แต่ต้องชะงักค้างอยู่ในท่าจิ้ม เมื่อลิฟท์ดันดังขึ้นเพราะน้ำหนักเกิน ประตูเปิดออกเอง ใจเด็ดหันไปมองคนอื่นๆ ทุกคนรีบเมินหน้าหนี บ้างก้มทำโน่นทำนี่
“เอ่อ...เดี๋ยวผมออกไปเองครับคุณใจเด็ด” มีพนักงานคนหนึ่งบอก
“ไม่เป็นไร...ผมออกง่ายกว่า”
ใจเด็ดเดินออกไป ในขณะที่สรนุชกำลังหาบัตรประชาชนเพื่อแลกกับพีอาร์
จังหวะที่ใจเด็ดก้าวออกมาจากลิฟต์ ก็ต้องชะงักค้างเมื่อเห็นสรนุชยืนอยู่ สรนุชเองที่กำลังควานหาบัตรก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนมองมา สรนุชหันไปมอง สรนุชเต้นแรงเมื่อเห็นใจเด็ดยืนอยู่
“นาย”
“คุณมาทำอะไรที่นี่” ใจเด็ดฉงน
“ฉัน...”
จู่ๆ พีอาร์ก็ขัดจังหวะขึ้น อย่างไม่รู้กาลเทศะ “ขอบัตรด้วยคะ”
สรนุชหันไปต่อว่า “นี่...อย่าเพิ่งได้มั้ย”
สรนุชหันมามองใจเด็ด แอบใจหายเมื่อเห็นสีหน้าใจเด็ดโกรธอยู่ แล้วใจเด็ดก็เดินผ่านสรนุชออกไป
“เดี๋ยวก่อนซิ”
สรนุชจะเดินตาม แต่แล้วพีอาร์ก็รั้งตัวเอาไว้อีก “ขอบัตรด้วยค่ะ”
สรนุชตัดปัญหาเลยยื่นกระเป๋าสะพายให้ทั้งใบเลย “เอาไปเลย”
สรนุชยื่นกระเป๋าสะพายให้ แล้วรีบวิ่งตามใจเด็ดไป

ใจเด็ดเดินอ้อมมาที่ลิฟต์ขนของที่อยู่ในซอกหลืบของอาคาร ประตูลิฟต์เปิดออกใจเด็ดก้าวเข้าไปในลิฟต์กดเลขชั้น 12
แต่แล้วระหว่างที่ประตูลิฟต์กำลังจะปิด สรนุชก็พุ่งเข้ามาเอาตัวเข้าขวาง ถูกประตูชนหนีบทั้งตัวจนประตูเด้งเปิดออกอีกครั้ง
“ทำบ้าอะไรของคุณเนี่ย” ใจเด็ดตวาดสรนุช
“ฉันต้องคุยกับนาย”
“แต่ผมไม่อยากคุยกับคุณ”
ใจเด็ดผลักสรนุชให้ออกจากลิฟต์ แต่สรนุชขืนตัวเอาไว้
“ออกไปซิ”
“ไม่”
แล้วทันใดนั้นก็เอื้อมมือไปกดปิดลิฟต์ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งกับลิฟต์ ลิฟต์ปิดก่อนจะเลื่อนขึ้นข้างบน
สรนุชยิ้มอย่างผู้มีชัยก่อนจะลุกขึ้นมาหาใจเด็ด
“คุณต้องการอะไรอีก...ทำให้ผมต้องอยู่ในสารรูปนี้แล้วคุณยังไม่พอใจอีกเหรอ”
สรนุชเหล่มองตั้งแต่หัวจดเท้า ก่อนจะหลุดปากรำพึงออกมา “แต่ฉันว่ามันก็หล่อดีนะ” นึกขึ้นได้ก็ชะงักไปรีบแก้เก้อ “เอ่อ...ฉันจะมาขอโทษนาย”
“เรื่องอะไร...เรื่องที่คุณฆ่าควายผม แล้วก็ไปร้องเรียนให้ผมโดนสอบวินัย แล้วก็ที่สถานีถูกยุบน่ะเหรอ”
สรนุชโพล่งขึ้น “ฉันโดนพวกคาบาตี้หลอกใช้”
“อะไรนะ”
“ฉันโดนพวกนั้นหลอกใช้มาตลอด...นายต้องเชื่อฉันนะ”
สรนุชสบตาใจเด็ดเพื่อแสดงความจริงใจ
“ผมเชื่อคุณ” ใจเด็ดบอก
สรนุชดีใจมากมาย “จริงเหรอ”
ใจเด็ดพูดต่อ “ผมเชื่อคุณก็บ้าแล้ว..!” สรนุชถึงกับอึ้ง “คุณจะมาไม้ไหนอีก...พอเถอะ...ผมเหนื่อยที่จะฟังคุณอีกแล้ว”
ว่าแล้วใจเด็ดก็กดไปที่เลขชั้น 10
“คุณลงชั้นนี้แล้วกัน...แล้วไปไหนก็ไป...ผมไม่อยากเจอหน้าคุณอีก”
ลิฟต์จอดที่ชั้น 10 พอดี สรนุชรีบเอามือไปกดปุ่ม “ปิด”
“นายช่วยฟังฉันพูดหน่อยได้มั้ย”
“ไม่”
แล้วใจเด็ดกับสรนุชก็ต่างคนต่างกดปุ่ม “ปิด” กับ “เปิด” สลับไปมา เห็นประตูลิฟต์เลื่อนเข้าเลื่อนออกอยู่นั่น ทันใดนั้นลิฟต์ก็กระตุก กระชากอย่างแรงดังฉึ่ง! ก่อนจะเห็นไฟติดๆ ดับๆ แล้วสว่างขึ้นอีกครั้ง
ใจเด็ดกับสรนุชมองไปรอบๆ
“เป็นอะไร” สรนุชสงสัย
ใจเด็ดไม่ตอบเพราะเหมือนจะรู้ว่าลิฟต์ขัดข้อง ใจเด็ดเข้ามากดปุ่มที่ลิฟต์แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไร
“คุณทำอะไรเห็นมั้ย”
“ทำไม...อย่าบอกนะว่าลิฟต์ค้าง”
“ใช่...คุณทำลิฟต์ค้าง” ใจเด็ดกระแทกเสียงใส่
สรนุชตกใจรีบเข้าไปกดสปีกเกอร์โฟน
“นี่...มีใครได้ยินมั้ย...ช่วยฉันด้วย...ฉันติดอยู่ในลิฟต์”
ใจเด็ดเอามือปิดหูด้วยความหนวกหูด้วยความเซ็ง สรนุชยังโวยวายไม่เลิก

จู่ๆ ใจจอมทุบโต๊ะอาหารด้วยความโมโห
“ช่วยไม่ได้! หมายความว่าไง”
เวลานั้นใจจอมกำลังนั่งคุยกับบุญเลิศ ผู้ช่วยรมต.
“ผมบอกท่านไปแล้วว่าหัวหน้าสถานีคือลูกชายคุณใจจอม...แต่ตอนนี้อยู่ในขั้นพิจารณาบทลงโทษว่า...จะไล่ออกจากราชการหรือย้ายถาวรให้เข้ามาช่วยงานที่กรมปศุสัตว์”
“ไล่ออกเหรอ ! ลูกชายผมไม่ได้ทำอะไรผิด” ใจจอมของขึ้น
“แต่หลักฐานทุกอย่างมันชัดยิ่งกว่าชัดอีกนะครับคุณใจจอม...เฮ้อ...ถ้าท่านช่วยได้ก็คงช่วยไปแล้ว”
ใจจอมนิ่งไปรู้ได้ทันทีว่าต้องมีแรงอีกด้านที่ทำให้ผลออกมาเป็นอย่างนี้
“ตอนนั้นคุณบุญเลิศบอกว่ามีคนร้องเรียนให้ยุบสถานีใช่มั้ยครับ” บุญเลิศพยักหน้า “ผมอยากรู้ว่ามันเป็นใคร”
ใจจอมหน้าเครียดเอาเรื่องทีเดียว

ด้านใจเด็ดยืนพิงผนังลิฟต์อยู่ ขณะที่สรนุชยังตะโกนเรียกผ่านสปีกเกอร์โฟนไม่หยุด
“นี่...มีใครได้ยินฉันมั้ย...นี่”
ใจเด็ดเห็นอย่างนั้นก็สุดจะทน เข้ามาจับมือของสรนุชที่กำลังทุบสปีกเกอร์โฟนออก
“พอได้แล้ว...นั่งเฉยๆ รอคนมาช่วยเถอะ”
“แล้วถ้าไม่มีใครมาละ”
“มาแน่....แต่อาจจะช้าหน่อย...ตอนนี้เขาคงช่วยคนที่อยู่ในลิฟต์โดยสารก่อน”
“อ้าว...ไมทำอย่างนั้นละ”
“ก็เพราะเขาคงไม่คิดว่ามีใครทำอะไรบ้าๆ จนลิฟต์เสียอย่างนี้ไง”
สรนุชชะงักแล้วเหล่มองใจเด็ดที่พูดอย่างนั้น
“นายไม่เชื่อฉันว่าฉันโดนพวกคาบาตี้หลอกใช่มั้ย...ต้องให้ฉันทำยังไงนายถึงจะเชื่อ”
จู่ๆ ใจเด็ดถอดเสื้อสูทออก สรนุชเห็นก็ตกใจถอยกรูด
“นายจะทำอะไร”
ใจเด็ดเหล่มองสรนุชที่หวงตัวสุดฤทธิ์ “ถอดเสื้อซิ”
สรนุชยิ่งตกใจ “เฮ้ย”
“นี่...เลิกคิดอกุศลกับผมได้แล้ว ที่ผมให้คุณถอดเสื้อก็เพราะมันร้อน แล้วพอคุณร้อนก็ต้องใช้ออกซิเจนเยอะ”
สรนุชชะงัก ได้ยินเสียงหน้าตัวเองแตกดังเพล้ง !

ระหว่างนั้นใจจอมเดินเข้ามาบริเวณตึก แล้วต้องแปลกใจเมื่อเห็นความโกลาหล รปภ.กำลังช่วยกันงัดลิฟต์ เห็นพนักงานกลุ่มหนึ่งเหงื่อแตกถูกช่วยออกมา ใจจอมเดินเข้ามาถามรปภ.
“เกิดอะไรขึ้น”
“เอ่อ...ลิฟต์ขัดข้องครับ...ตอนนี้เรากำลังเร่งช่วยพนักงานที่ติดอยู่ในลิฟต์ออกมาน่ะครับ”
“ขัดข้อง? ร้อยวันพันปีไม่เห็นจะเป็นอะไร..ทำไมอยู่ๆถึงได้เป็นอย่างนี้”
“ไม่ทราบครับ เอ...หรือว่าเราไม่ได้จ่ายค่าไฟครับ” รปภ.ดันปากเปราะ
ใจจอมมองหน้ารปภ.ที่พาซื่อสมมติฐานไปเรื่อย ใจจอมหงุดหงิดจะเดินออกไป
“ท่านจะไปไหนครับ”
“ไปจ่ายค่าไฟ” ใจจอมว่า
รปภ.เริ่มรู้ตัวเลยทำหน้าแหย “แหม...ผมก็นึกว่าท่านจะเดินขึ้น”
“ทำไม...แกหาว่าฉันแก่จนเดินขึ้นไม่ได้หรือไง”
“เปล่าครับท่าน”
ใจจอมตีความสายตาที่มองมา “แล้วมองอย่างนั้นทำไม...ไม่เชื่อหรือไงว่าฉันเดินไหว...แกคอยดู...ฉันจะเดินขึ้นบันไดให้ถึงก่อนพวกแกซ่อมลิฟต์เสร็จอีก”
ใจจอมเดินออกไปอย่างหงุดหงิด รปภ.หน้าเจื่อนไป

สรนุชเริ่มอึดอัด “เมื่อไหร่ไฟจะมาเนี่ย”
ใจเด็ดมองสรนุชเซ็งๆ “ใช่...ไอ้ที่อยากให้มาก็ไม่มา...ทีไอ้ที่ไม่อยากให้มาก็ดันมา”
สรนุชหันขวับมองใจเด็ดทันที
สรนุชทั้งร้อนทั้งหายใจไม่ออกก็เลยหงุดหงิด “ทำไม...เจอฉันมันแย่มากหรือไง”
“ขนาดนี้แล้วยังไม่รู้อีกหรือไง...ลิฟต์ที่นี่ไม่เคยเสีย”
“อ๋อ...นี่จะว่าฉันเป็นตัวซวยใช่มั้ย ก็ถ้าคุณไม่กดไปกดมาๆ อย่างนี้ มันก็คงไม่เสียหรอก”
สรนุชทำท่ากดปุ่ม”ปิด” กับ “เปิด” กระแทกอย่างมีอารมณ์
“คุณๆ...กดอย่างนั้นเดี๋ยวลิฟต์ก็ได้ร่วงหรอก”
“ทำไม...ก็ฉันจะกดๆๆ...มีอะไรมั้ย”
ทันใดนั้นไฟในลิฟต์ก็ดับพรึ่บ! สรนุชร้องออกมาอย่างตกใจ
“ว้าย”
แต่ไม่นาน...ไฟก็สว่างขึ้นอีกครั้ง สรนุชเข้าไปกอดใจเด็ดด้วยความกลัว พอทุกอย่างปกติสรนุชก็กระเถิบห่างใจเด็ดทันที
“ไง...เชื่อผมหรือยัง”
สรนุชเงียบ จ๋อยสนิท
ใจเด็ดไม่อยากพูดด้วยเลยลุกไปกดปุ่มสปีกเกอร์โฟน
“มีใครอยู่มั้ย”
“นายจะกดทำไม...เดี๋ยวลิฟต์ก็ร่วงหรอก”
แล้วสรนุชก็ชะงักไปเพราะหน้ามืดซวนเซจะล้ม
ใจเด็ดเหล่มอง “เป็นไรหรือเปล่าคุณ”
“ไม่เป็นไร”
ระหว่างนั้นสรนุชเกิดรู้สึกบางอย่างขึ้นมาภายในร่างกาย เหมือนมีบางอย่างทะลุจุดเดือด
“อุ้บส์”
“เป็นไร”
สรนุชเริ่มหน้าซีดเหงื่อแตก “เอ่อ...ฉันปวดท้อง”
“นี่คุณไม่ต้องมาทำเป็นโน่นเป็นนี่เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นหรอกนะ”
สรนุชปวดจนไม่อยากพูดด้วย
ระหว่างนั้นมีเสียงของรปภ.ดังลอดผ่านประตูลิฟต์เข้ามา
“มีคนอยู่ข้างในมั้ยครับ”
ใจเด็ดกับสรนุชดีใจ ใจเด็ดตะโกนบอก “มีครับ...มีสองคนครับ”
“รอแป๊ปนึงนะครับ”
ใจเด็ดหันมามองสรนุช แล้วต้องแปลกใจเมื่อเห็นสรนุชเริ่มนอนขด หน้าซีด เหงื่อแตก
“เลิกเล่นละครได้แล้วคุณ...มีคนมาช่วยแล้ว”
สรนุชปวดท้อง จุกจนไม่อยากพูดด้วย “โอ๊ย....”
ใจเด็ดเริ่มคิดว่าสรนุชคงปวดจริง “เป็นไรหรือเปล่าคุณ...อดทนไว้ก่อนนะ...เขากำลังช่วยเราแล้ว”
สรนุชปวดท้องจนนอนขดงอเป็นกุ้ง ใจเด็ดสีหน้าเครียดด้วยความเป็นห่วงสรนุชขึ้นมาทันที

รปภ.งัดแล้วถ่างประตูลิฟต์ออกจนสำเร็จ เห็นใจเด็ดกำลังดูแลสรนุชที่นอนขดอยู่
“เป็นไรหรือเปล่าครับ” รปภ.ถาม
ใจเด็ดสะกิดเรียกสรนุช
“คุณ...คุณ...ออกไปได้แล้ว”
“ฉันลุกไม่ไหว”
สรนุชกลั้นใจบอก ใจเด็ดเห็นท่าไม่ดีเลยตัดสินใจช้อนร่างของสรนุชขึ้นมาเดินออกจากลิฟต์ไป

ระหว่างนั้นพนักงานออฟฟิศสาวคนหนึ่งกำลังชะโงกมองไปที่ห้องใจเด็ด พนักงานสาวอีกคนเดินเข้ามามองอย่างสงสัย จากนั้นสองสาวก็เม้าท์มอยเรื่องใจเด็ด
“มองอะไรยะ”
“ก็คุณใจเด็ดน่ะดิ...ไม่เห็นมาซะที”
“มาไม่มาแล้วมันเกี่ยวอะไรกับหล่อน...ถึงคุณใจเด็ดจะมา เขาก็ไม่มองหล่อนหรอก นี่...มันต้องฉัน”
พนักงานนางนั้นทำท่าเดินแบบให้ดู แต่แล้วทั้งสองสาวก็ต้องอึ้งไปเมื่อใจเด็ดอุ้มสรนุชเดินผ่านหน้าไป

ใจเด็ดอุ้มร่างของสรนุชวางลงบนโซฟาภายในห้องทำงาน
“ตกลงคุณเป็นอะไรกันแน่”
“ฉันไม่เป็นไร”
“ไม่เป็นไรแล้วทำไมตัวงออย่างนั้นละ”
สรนุชอายมาก “ก็บอกว่าไม่เป็นไรไง”
“ถ้าคุณไม่บอก...ผมจะเรียกหมอเดี๋ยวนี้แหละ”
ใจเด็ดจะเดินไปที่โทรศัพท์ สรนุชเลยโพล่งออกมา “ฉันเป็นวันนั้นของเดือน”
สรนุชหน้าชา แต่ใจเด็ดกลับลงมานั่งข้างๆ สรนุชงงเมื่อเห็นใจเด็ดเอามือถูกัน
“ทำอะไร”
“เงียบๆ น่า...ผมจะทำให้คุณหายปวดเอง”
แล้วใจเด็ดก็เอามือที่ถูกจนร้อนได้ทีมาแตะที่ท้องของสรนุช สรนุชถึงกับอึ้งไป
“ผมเคยเห็นพ่อผมทำให้แม่ผม ตอนที่ท่านเป็นอย่างนี้เหมือนกัน”
สรนุชมองใจเด็ดเคลิ้มคล้อยไปเลย ก่อนที่จะชะงักกึกหลุดจากภวังค์
“ไม่ต้องหรอก...ฉันมียาแก้ปวดอยู่”
“งั้นเดี๋ยวผมไปเอาน้ำมาให้แล้วกัน”
“เอ่อ...แต่ฉันอยากให้นายช่วยอย่างอื่นมากกว่า” สรนุชอ้อมแอ้มออกมา
ใจเด็ดสงสัยว่าสรนุชจะให้ช่วยอะไร

ไม่นานหลังจากนั้นใจเด็ดก็กำลังยืนงงกับผ้าอนามัยที่หลายยี่ห้อหลากสรรพคุณบนชั้นวางของในร้านสะดวกซื้อ
“แล้วจะรู้มั้ยว่าใช้แบบไหน”
ใจเด็ดหน้าเครียดเหมือนตอนที่ควายตายก็ไม่ปาน

ใจเด็ดยืนรออยู่หน้าห้องน้ำหญิง ถือถุงร้านสะดวกซื้อที่มีผ้าอนามัยอยู่เต็ม พนักงานหญิงเดินออกจากห้องน้ำ ต่างก็มองใจเด็ดแปลกๆ
ใจเด็ดพยายามทำหน้านิ่งแต่ก็หลบตาด้วยความอาย ระหว่างนั้นสรนุชออกมาจากห้องน้ำ
“ซื้อมาทำไมตั้งเยอะแยะ”
“เรียบร้อยแล้วใช่มั้ย”
สรนุชพยักหน้า อ้าปากจะพูดขอบคุณ “ขอบ...”
สรนุชพูดยังไม่ทันจบใจเด็ดก็พูดสวนขึ้น “งั้นก็กลับไปได้แล้ว”
ใจเด็ดเดินหนีไปทันที สรนุชอึ้งแต่ไม่ยอมแพ้
ใจเด็ดเดินถือถุงผ้าอนามัยติดมือมาตามทาง สรนุชรีบวิ่งมาดักหน้า
“นี่...เราต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยกันหยุดพวกนั้นนะ”
ใจเด็ดมองเหยียด ก่อนจะพูดขึ้นอย่างทะนง “ผมทำคนเดียวได้”
พูดจบใจเด็ดก็เดินหลบสรนุชออกไป
สรนุชตะโกนไล่หลัง “คนเดียว...นายจะทำอะไร...ตอนนี้นายยังจะโดนไล่ออกหรือเปล่าไม่รู้...นี่”
เสียงโวยวายของสรนุชทำให้รปภ.วิ่งเข้ามา “ขอโทษครับ...มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“ช่วยพาผู้หญิงคนนี้ออกไปด้วย”
สรนุชอึ้งไปกับคำพูดและท่าทีหมางเมินชัดเจนของใจเด็ด กลั้นใจถามไป
“ฉันเป็นคนแปลกหน้าสำหรับนายแล้วใช่มั้ย”
ใจเด็ดกำลังจะเดินไป แต่หยุดชะงัก แล้วเดินกลับมาหาสรนุช สรนุชแอบดีใจ แต่ทว่าใจเด็ดกลับยื่นถุงผ้าอนามัยใส่มือสรนุช
“อ๋อ...เป็นเซลล์ขายผ้าอนามัย...ไอ้พวกข้างล่างปล่อยให้ขึ้นมาก่อความวุ่นวายได้ไงเนี่ย...ไปๆ”
รปภ.จะเข้ามาดึงแขนสรนุช แต่สรนุชไม่ยอมให้จับตัว “ฉันกลับเองได้”
สรนุชเดินออกไปด้วยความเสียใจ ใจเด็ดมองตามพยายามใจแข็งเข้าไว้

ใจเด็ดเข้ามาในห้องก่อนจะปิดประตูโครมด้วยความหงุดหงิด
“เข็มแข็งไว้...อย่าไปเชื่อคำพูดของเธออีก”
ใจเด็ดพยายามต่อสู้กับความรู้สึกตัวเองอย่างหนัก ใจหนึ่งก็ดีใจที่เห็นสรนุช อีกใจก็เจ็บจนขยาด

สรนุชยืนซึมอยู่ที่หน้าลิฟต์ ระหว่างนั้นใจจอมเดินออกมาจากบันไดหนีไฟ ผมกระเซิง เหงื่อแตกเต็มตัว
สรนุชกำลังเสียใจไม่หายจึงไม่สนใจใจจอม แต่ใจจอมมองสรนุชคลับคล้ายคลับคลา ใจจอมพยายามนึกว่าเคยเจอสรนุชที่ไหน แล้วก็นึกออก
จำได้ว่าสรนุชเอากระเช้าดอกไม้มาให้ในงานวันเกิด
“เธอมาทำอะไรที่นี่” ใจจอมร้องถาม
สรนุชกำลังจะกดปิดลิฟต์ก็เหลียวมามองใจจอมด้วยความสงสัย
“ไอ้สมพลมันใช้เธอมาดูลูกชายฉันหรือไงว่าเป็นยังไง”
สรนุชก้าวออกจากลิฟต์เข้ามาหาใจจอม “ไม่ใช่ค่ะ...คือฉัน”
ใจจอมไม่สนใจ บอกเสียงกร้าว “ฝากไปบอกมันด้วย...ว่าคนเป็นพ่ออย่างฉันจะไม่นิ่งดูดาย...ให้คนอย่างมันมารังแกลูกชายฉันได้”
ใจจอมพูดจบก็เดินออกไป สรนุชถึงกับเซ็ง “อะไรเนี่ย...ทั้งพ่อทั้งลูกเลย”
แต่แล้วสรนุชก็เหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้

ขณะที่ใจจอมเดินมาตามทางกำลังตรงไปที่ห้องทำงาน ระหว่างนั้นสรนุชวิ่งตามเข้ามา
“ท่านคะ...เดี๋ยวก่อนค่ะ”
ใจจอมชะงักก่อนจะหันไปเห็นสรนุชวิ่งเข้ามา
“ฉันว่าฉันพูดรู้เรื่องแล้วนะ...เธอรีบออกไปก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจดีกว่า”
สรนุชพูดขึ้นอย่างจริงจัง “ฉันมาที่นี่เพื่อช่วยใจเด็ดค่ะ”
ใจจอมยิ่งงงหนัก “อะไรนะ”
“ฉันรู้ว่าใครเป็นคนทำ แล้วก็ใส่ร้ายใจเด็ดเขาค่ะ”

ใจจอมถึงกับอึ้งไปมองสรนุชอย่างสนใจขึ้นมา

อ่านต่อหน้า 2




กระบือบาล ตอนที่ 16 (ต่อ)

ที่หนองระบือเวลาเดียวกัน ในขณะที่ปองศักดิ์กำลังโซ้ยกินส้มตำอย่างเอร็ดอร่อยอยู่นั้น สุบินเดินเข้ามาในร้านมองไปเห็นสมอปองก็รีบเดินเข้ามา

สุบินลงนั่ง “เป็นไงมั่ง”
“อร่อยดีพี่...แต่ว่าเผ็ดไปหน่อย”
สุบินไม่ขำด้วย ก่อนจะรีบถามอย่างร้อนใจ
“ไม่ใช่เว้ย...ฉันหมายถึงเรื่องคุณใจเด็ดที่ให้แกไปอ่านน่ะเป็นไง”
“อ๋อ...”
ว่าแล้วปองศักดิ์ก็หยิบปึกกระดาษส่งคืนให้สุบิน
“หมายความว่าไง”
“หัวหน้าผมบอกว่าทำข่าวดาราเลิกกัน ยังน่าสนใจกว่าน่ะพี่”
“อะไรนะ! เฮ้ย หัวหน้าแกบ้าป่ะเนี่ย...เรื่องดีขนาดนี้ไม่เห็นหรือไง”
ปองศักดิ์ไม่รู้จะทำยังไง “พี่...หัวหน้าผมพูดอย่างนั้น...ผมก็ไม่รู้จะบอกยังไงอีก”
“ไอ้ปอง...ฉันขอร้อง...นี่เป็นทางเดียวที่จะช่วยคนคนนึงได้นะเว้ย”
ปองศักดิ์หน้าเครียดก่อนจะพูดกับสุบินจริงจังเช่นกัน
“ขอโทษจริงๆ พี่”
สุบินอึ้งไป เจอทางตันอีกครั้ง

สุบิน ภิรมย์ และสมหญิงนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ที่หน้าสำนักงานสถานี
“แล้วคราวนี้เราจะทำยังไงดีละคะคุณสุบิน”
สุบินคิดไปคิดมาครู่หนึ่ง แล้วก็ลุกขึ้นพูดเสียงดัง
“ประเทศไทยมีหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวซะเมื่อไหร่” สุบินจะเดินออกไป
ภิรมย์สงสัย “คุณสุบินจะไปไหนครับ”
“เข้ากรุงเทพฯ...ในเมื่อไอ้ฉบับนี้มันไม่สนใจ...แต่ฉันว่ามันต้องมีสักเล่มที่สนใจซิวะ”
“คุณสุบินไม่รอหมอมาก่อนเหรอคะ...บางที่หมออาจจะมีข่าวดีก็ได้นะคะ” สมหญิงท้วง
ระหว่างนั้นเกริกไกรเดินเข้ามาพอดี
ภิรมย์เห็นก่อนใคร “หมอ”
ภิรมย์รีบวิ่งไปหาเกริกไกร สุบินกับสมหญิงรีบวิ่งตามเข้ามาอยากรู้
“เป็นไงบ้างครับ...ทางปศุสัตว์เขาว่าไง” ภิรมย์ถามท่าทีร้อนใจ
“ใจเด็ดอาจจะโดนไล่ออก”
ทุกคนได้ยินที่เกริกไกรบอกก็อึ้งกันไป
“ไล่ออก ! ได้ยังไงคะ...หัวหน้าไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย”
“ใช่ครับ” ภิรมย์ว่า
“เรื่องนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน...บางทีไอ้พวกคาบาตี้มันจะมีเส้นสายอยู่ในนั้นก็ได้” เกริกไกรบอก
สุบินของขึ้นแล้ว “หือ...ชักเกินไปแล้ว...แล้วหมอรู้มั้ยครับว่าเขาจะส่งใครมาแทนคุณใจเด็ด”
“คงไม่มีใครมา”
ทุกคนงง สุบินประหลาดใจ
“หมายความว่าไงหมอ”
เกริกไกรพูดชัดๆ “เขาจะยุบสถานีนี้”
สามคนทั้งงงทั้งอึ้งทั้งตกใจ
“ได้ยังไงครับ...สถานีนี้ผิดอะไร” สุบินโวย
“หมอ...แล้วเราจะทำยังไง...หัวหน้าก็ไม่อยู่...สถานีก็จะโดนยุบ...ไอ้พวกคาบาตี้มันจะจองล้างจองผลาญเราไปถึงไหน” ภิรมย์ฮึดฮัด
“หมอจะยอมให้เขายุบสถานีจริงๆ เหรอคะ”
เกริกไกรสีหน้าเครียด เอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง
“ในเมื่อพวกนั้นทำให้เราเป็นหมาจนตรอก...เราก็ไม่มีทางอื่นนอกจากลุกขึ้นสู้”
ทุกคนมองเกริกไกรด้วยความสงสัยว่าเกริกไกรจะสู้ยังไง

ไม่นานต่อมา เกริกไกร สุบิน ภิรมย์ และสมหญิงเดินมาตามทางในหมู่บ้าน เกริกไกรพยักหน้าให้ภิรมย์กับสมหญิง ทั้งสองพยักหน้าตอบก่อนจะเดินแยกออกไป
พอภิรมย์กับสมหญิงแยกออกไป สุบินก็ถามย้ำความแน่ใจกับเกริกไกร
“หมอจะใช้วิธีนี้จริงๆ เหรอ”
“มันเป็นทางเดียวที่จะทำให้ทุกคนหันมาฟังเราบ้าง”
สุบินพยักหน้าก่อนจะเดินแยกออกไปเช่นกัน เกริกไกรหันมาด้วยแววตามุ่งมั่น
ชาวบ้านที่รับรู้เรื่องต่างตอบรับกันอย่างดี
“พรุ่งนี้เหรอ”
ชาวบ้านอีกคนรับคำทันที “ได้เลย...รอเวลานี้มานานแล้ว”
“พวกเราจะเรียกร้องทุกอย่างที่เสียไปคืนมา” อีกคนว่า
“ใช่...ทุกคนเอายังไง...ฉันก็เอาด้วย”
เกริกไกรและเหล่ากระบือบาลต่างสีหน้ามุ่งมั่น

คืนนั้นชาญณรงค์นั่งกินข้าวกับลูกสาว ช่อผกาหน้าหงิกหน้างอ
“ทานซิ...อะไร...กับไอ้แค่ผู้ชายจนๆ คนนึงมันจะตรอมใจอะไรนักหนาห๊ะ...นังผกา”
“พี่เด็ดไม่ใช่ผู้ชายคนนึงนะพ่อ...พ่อน่ะมองจากฐานะ...แต่หนูน่ะมองจากหัวใจ”
สมคิดที่ยืนรับใช้อยู่ก็สอดขึ้น
“แหม...ถ้าอย่างนั้นผมก็มีสิทธิ์ซิครับ...ผมทั้งใจดี...แถมจ๊นจน”
ชาญณรงค์ตวาด “ไอ้คิด”
“ครับคุณพ่อ”
ชาญณรงค์ตบกะโหลกเข้าให้ “นี่แน่ะคุณพ่อ...ฟุ้งซ่านมากก็ไปวิ่งรอบสนามไป”
“เอ่อ”
“ปฏิบัติ”
สมคิดตะเบ๊ก่อนจะรีบวิ่งออกไป ชาญณรงค์หันมาอบรมสั่งสอนช่อผกาต่อ
“พ่อณวัตดีๆ ทำไมแกไม่ชอบห๊ะ...รู้มั้ยว่าพ่อวัตนี่เขาจะทำให้เรารวย”
“ให้มันได้เงินก่อนเถอะพ่อแล้วค่อยว่าเขาดี” ช่อผกาหยัน
“อะไรของแก”
“เอ้า...เขาหลอกชาวบ้านได้...แล้วทำไมเขาจะหลอกเราไม่ได้”
“ก็ลองดูซิ...ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ...คิดว่าพ่อจะยอมหรือไง”
ช่อผกาหน้าหงิกก่อนจะลุกเดินออกไป
“ไม่กินข้าวหรือไง” ช่อผกาไม่ยอมพูดด้วย ชาญณรงค์กลับมากังวลใจสิ่งที่ช่อผกาบอก “สงสัยต้องรีบขอเงินมาเก็บไว้ให้อุ่นใจก็ดีเหมือนกันเว้ย”

เช้าวันต่อมา คนขับรถเปิดประตูรถตู้รออยู่หน้าคาบาตี้ สุรินทร์ ณวัตมาส่งสมพลที่หน้าบริษัทโดยมีพนักงานมายืนส่งเต็มหน้าออฟฟิศ
“พ่อจะไม่อยู่ดูความสำเร็จก่อนเหรอครับ” ณวัตว่ายิ้มๆ
“เฮ้ย ! พูดอะไรอย่างนั้น...ตอนนี้มีแกอยู่พ่อก็สบายใจแล้ว” ณวัตยิ้มร่า “อีกอย่าง...พ่อไม่ค่อยสบายที่ให้หนูนุชกับเพื่อนเขากลับไปก่อน”
“ทำไมละครับพ่อ”
“แกก็รู้ว่าเรื่องนี้เราจะพลาดไม่ได้...ฉันกลัวว่าสองคนนั้นจะทำเรื่องยุ่งอะไรขึ้นมาอีก” สมพลว่า
ชิดชัยเดินเข้ามาพอดี “สวัสดีครับท่าน...แหม...คิดว่าจะมาไม่ทันลาท่านซะอีก”
“เออ...ฝากทางนี้ด้วยแล้วกัน”
“ไม่ต้องห่วงครับท่าน...รับรองครับว่าผมจะทำงานถวายชีวิตให้กับคาบาตี้อย่างแน่นอน...แล้วก็ผมมีของขวัญเล็กๆ น้อยที่จะมอบให้กับท่านก่อนจะเดินทางด้วยครับ”
ชิดชัยตบมือเป็นสัญญาณ ระหว่างนั้นเสียงเพลงก็กระหึ่มขึ้น พร้อมกับมีโคโยตี้ออกมาเต้นโยกย้ายส่ายสะโพกกันสุดเหวี่ยง
สมพลทำหน้าเจื่อนก่อนจะเดินขึ้นรถตู้ รถตู้ขับออกไป ชิดชัยยิ่งเชียร์อัพโคโยตี้
“เอ้า...แรงๆ”

สรนุชกำลังรดน้ำต้นไม้ มีอรอนงค์ยืนแปลกใจอยู่ข้างๆ
“คุณใจเด็ดเขาไม่ฟังแกเลยเหรอ”
“ขนาดหน้าฉัน...เขายังไม่อยากจะมองเลย” ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น
“เฮ้อ...แต่ก็อย่างว่าแหละเนอะ...เขาคิดว่าเธอเป็นคนทำให้เขาสูญเสียทุกอย่าง...เป็นฉันก็คงจะโกรธเหมือนกัน...แล้วนี่แกจะลาออกจริงๆ เหรอ”
“เขาทำกับฉันขนาดนั้น...แกยังจะให้ฉันกลับไปทำอีกหรือไง ขนาดไปยื่นใบลาออก ฉันยังไม่อยากจะไปเลย”
“แต่ถ้าแกยังอยู่...บางทีแกอาจจะช่วยคุณใจเด็ดได้มากกว่านี้นะ”
สรนุชสงสัยในคำพูดของอรอนงค์ “ช่วยยังไง?”
“เอ้า...ก็ทำตัวเป็นไส้ศึก อย่างไอ้เรื่องโรงงานนั่นน่ะ แกว่าไม่แปลกเหรอ ทำไมคุณสมพลกับคุณวัตดูรีบร้อนจะทำยังไงชอบกล”
สรนุชคิดตามข้อสังเกตของอรอนงค์
“วันนี้แกจะไปลาออกใช่มั้ย” อรอนงค์พยักหน้ารับ “งั้นแกช่วยทำอะไรให้ฉันอย่างซิ”
อรอนงค์สงสัยว่าให้ทำอะไร

สมพลกลับจากหนองระบือแล้ว เดินเข้ามาในบริษัทคาบาตี้ สำนักงานใหญ่กรุงเทพฯ มีเลขาและพนักงานคอยต้อนรับ
“สวัสดีค่ะท่าน”
สมพลเดินต่อไม่สนใจ ก่อนจะหยุดนึกขึ้นมาได้ “หนูสรนุชมาทำงานมั้ย”
“ไม่เห็นนะคะ...เห็นแต่คุณอรน่ะค่ะ”
สมพลชักสีหน้า อย่างสงสัย “แล้วตอนนี้อยู่ไหน”
สมพลรีบถามเพราะเหมือนจะได้กลิ่นอะไรไม่ชอบมาพากล

อรอนงค์เปิดประตูเข้ามาในห้องเก็บเอกสารการเงิน ไล่ดูตามแฟ้มต่างๆ จนไปเจอกับแฟ้ม งบประมาณการปี 2555
อรอนงค์หยิบออกมาเปิดดู ด้วยสีหน้าสงสัย “ไม่มี...ทำไมไม่มีงบสร้างโรงงานละ”
ระหว่างนั้นมีเสียงทักทายรับดังมาจากด้านนอก
“สวัสดีค่ะ” / “สวัสดีครับ”
อรอนงค์ชะงักไปก่อนจะมองออกไปนอกห้อง เห็นสมพละกำลังเดินเข้ามา อรอนงค์ตกใจ


สมพลเดินก้าวฉับๆ มาตามทาง มุ่งตรงเข้าไปเปิดห้องเก็บเอกสารการเงินและบัญชี แต่ทว่าสมพลก็พบแต่ความว่างเปล่าไม่มีใครอยู่ในนั้น
สมพลหันไปถามพนักงานคนอื่นๆ “อรอนงค์อยู่ไหน”
อรอนงค์มุดออกมาอีกทาง ก้มตัวย่อต่ำไปตามโต๊ะ พอพนักงานเห็นสมพลโวยวายก็รีบเข้ามาดู อรอนงค์ฉวยจังหวะนั้นค่อยๆ มุดหนีออกไปโดยไม่มีใครเห็น
พนักงานเข้ามาหาสมพล “เมื่อกี้ยังอยู่ในห้องเลยนี่คะ”
สมพลแปลกใจหันมองไปที่ชั้นวางเอกสาร เห็นแฟ้มหนึ่งถูกวางทิ้งเอาไว้เหมือนเร่งรีบ
สมพลเดินเข้าไปดู แล้วก็หรี่ตาครุ่นคิดทันที เมื่อพบว่าแฟ้มนั้นเป็นแฟ้มงบประมาณ

สรนุชอยู่ที่บ้าน พอฟังอรอนงค์พูดจบสรนุชก็เอ่ยขึ้นมาอย่างแปลกใจ
“ไม่มีงบการก่อสร้างโรงงานเหรอ”
อรอนงค์พยักหน้า “ใช่”
“แกดูดีหรือยัง...บางทีมันอาจจะอยู่ในแฟ้มอื่นก็ได้”
“ฉันเป็นนักบัญชีนะแก...เรื่องอย่างนี้มันเป็นเรื่องที่ต้องเปิดเผย”
“ถ้าไม่เปิดเผยก็แสดงว่า...พวกนั้นกำลังปกปิดบางอย่าง” สรนุชหาเหตุผล
“ฉันก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน...นุช...ฉันว่าเราน่าจะทำเรื่องนี้ให้มีการตรวจสอบนะ”
“ไม่...มันเสี่ยงเกินไป”
“แต่มันเป็นโอกาสเดียวที่เราอาจจะมีหลักฐานช่วยคุณใจเด็ดนะ”
สรนุชนิ่งไป ใช้ความคิดอย่างหนัก
“ฉันมีคนที่จะทำเรื่องนี้แทนเรา”
อรอนงค์สงสัยว่าใคร...?

พิภพเดินเข้ามาในห้องน้ำ ก่อนจะตรงไปที่โถปัสสาวะแล้วรีบทำธุระทันที
ระหว่างนั้นมีแม่บ้านใส่หมวกก้มหน้าก้มตาเดินเข้ามา พิภพถึงกับสะดุ้ง
“ออกไปก่อน” พิภพพูดเสร็จก็หันไปปล่อยอารมณ์กับสิ่งที่ทำอยู่
พอเสร็จธุระแล้วหันมาพิภพก็ต้องตกใจเมื่อเห็นแม่บ้านคนนั้นยืนอยู่
“เฮ้ย! จะบ้าหรือไง...ฉันบอกให้ออกไปไง”
“ถ้าคุณรู้ว่าฉันมาพบคุณเรื่องอะไร...คุณคงไม่ไล่ฉันหรอก”
พิภพทำหน้าสงสัย แล้วพิภพก็ต้องตกใจยิ่งขึ้น เมื่อเห็นแม่บ้านคนนั้นก็คือสรนุช
“เฮ้ย! ทำบ้าอะไรของเธอ” พิภพมองจ้องหน้า “หรือว่า...สมพลเขาเห็นว่าเธอขายรถไถไม่ได้ก็เลยลดตำแหน่งให้เธอมาเป็นแม่บ้านหรือไง”
“คุณรู้เรื่องการสร้างโรงงานที่หนองระบือหรือเปล่า”
“ผู้บริหารระดับสูงอย่างฉันไม่รู้ได้ยังไง...ทำไม”
“ฉันรู้ว่าคุณเป็นผู้บริหารระดับสูง...แต่ก็คงไม่สูงกว่าคุณสมพล”
พิภพชักจะหงุดหงิด “เธอจะพูดอะไรก็พูดมาเลย”
“ฉันแค่อยากจะรู้ว่าคุณรู้เห็นกับการซื้อที่ดินที่หนองระบือที่แพงกว่าราคาประเมินหรือเปล่าเท่านั้นเอง”
“อะไรนะ...ฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
สรนุชทำท่าเหมือนเสื่อมศรัทธา “อ้าวเหรอ...งั้นก็...ไม่มีอะไรแล้วค่ะ...เชิญคุณพิภพทำธุระต่อแล้วกันค่ะ”
สรนุชพูดเสร็จก็รีบเดินออกจากห้องน้ำไปทันที ปล่อยให้พิภพค้างคาใจอยู่อย่างนั้น
“หนองระบือเหรอ”

เวลานั้นอรอนงค์นั่งรออยู่บนรถอย่างกระวนกระวาย ระหว่างนั้นสรนุชเปิดประตูแล้วขึ้นมาบนรถ
“เป็นไงนุช...มีใครจับได้หรือเปล่า”
“หึ...เธอจำหน้าแม่บ้านที่นี่ได้หรือเปล่าละ” อรอนงค์ย้อนถาม
อรอนงค์ส่ายหน้า
“ไม่มีใครเขาสนใจแม่บ้านหรอก”
“แล้วอีตาพิภพนั่นว่าไง”
สรนุชสีหน้าเครียดลง ก่อนจะเอ่ยออกมา
“แกคิดว่าคนที่เป็นคู่ปรับคุณสมพลอย่างนั้นรู้เรื่องจะเป็นยังไงละ”

ใจเด็ดทำงานอยู่จนค่ำ พอเดินเข้ามาในห้องทำงาน แล้วใจเด็ดก็ต้องแปลกใจเมื่อพบกับช่อดอกไม้วางอยู่บนโต๊ะ
ใจเด็ดหยิบขึ้นมาดูแล้วก็เห็นการ์ดเขียนด้วยลายมือ “ขอโทษสำหรับทุกสิ่ง”
ใจเด็ดอ่านเสียงขึ้นจมูกก่อนจะโยนช่อดอกไม้ลงถังขยะทันที ระหว่างนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เชิญครับ”
พนักงานหญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา ใจเด็ดมองด้วยความแปลกใจ
“มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“เอ่อ...เห็นดอกไม้ของฉันมั้ยคะ”
ใจเด็ดแปลกใจ ก่อนจะเหล่มองที่ถังขยะ
“ไม่เห็นครับ...ทำไมเหรอครับ”
“อ๋อ...เปล่าคะ...พอดีแฟนส่งมาง้อ...ไม่รู้ว่าแมสเซนเจอร์ส่งผิดหรือเปล่า”
ใจเด็ดมองไปที่ถังขยะ ก่อนจะหยิบดอกไม้ขึ้นมาแล้วส่งให้
“อันนี้หรือเปล่า”
พนักงานรับมาหยิบการ์ดมาดู “ค่ะๆ...ฉันจำลายมือได้...ขอบคุณที่เก็บไว้ให้นะคะ” แล้วรีบออกไปทันที

ใจเด็ดนึกถึงสรนุชขึ้นมา อย่างช้ำชอกใจ

อ่านต่อหน้า 3




กระบือบาล ตอนที่ 16 (ต่อ)

เช้าวันต่อมา ลำโพงทุกตัวภายในสถานีกำลังส่งเสียงเพลงกระบือบาลปลุกเร้าอารมณ์กระหึ่ม โดยที่หน้าเสาธงเช้านั้น สุบิน ภิรมย์ สมหญิงและคนงาน ยืนตั้งแถวกันอยู่อย่างพร้อมเพรียง
เกริกไกรยืนอยู่บนเวทีของเสาธงสายตามุ่งมั่นยิ่งนัก

“วันนี้จะเป็นวันที่พวกเราทวงความถูกต้องของเราคืนใช่มั้ย”
สุบิน ภิรมย์ สมหญิงและเหล่าคนงานต่างประสานเสียงร้องขานรับขึ้นพร้อมๆกัน
“ใช่”
เกริกไกรพูดต่อ “เราจะไม่ยอมแพ้ให้ความอยุติธรรมใช่มั้ย”
“ใช่”
“พระเจ้าตากเคยทุบหม้อยังไง...วันนี้เราก็จะทำเหมือนกัน...ไม่ชนะเราจะไม่กลับมาที่นี่อีก”
ทุกคนส่งเสียงโห่ร้องยาวนานเหมือนกำลังจะไปออกศึก

เวลาต่อมาเกริกไกรเดินมาตามถนนเพียงลำพัง สวมชุดคาวบอยมาดอย่างเท่ ไม่นานสุบินก็เดินออกมาพร้อมกับเห็นชาวบ้านจูงควายออกมาด้วย
ภิรมย์เดินออกมาอีกซอยพร้อมกับควายเช่นกัน เช่นเดียวกับสมหญิง
ชาวบ้านต่างทยอยเดินออกจากซอกซอยพร้อมกับจูงควายของตัวเองมาสมทบกับขบวน จากคนและควายไม่กี่หยิบมือ จนกลายเป็นฝูงชนและฝูงควายเต็มท้องถนน

เสียงของสมคิดดังแทรกอย่างตื่นตกใจ
“นาย...นายครับ...ตื่นเร็วนาย” สมคิดกำลังทุบประตูห้องนอนของชาญณรงค์อย่างร้อนใจ
ชาญณรงค์เปิดประตูออกมาในชุดนอนลายน่ารัก...ผิดวัย
“อะไรของเอ็ง...ไอ้คิด”
“แย่แล้วนาย...ผมว่านายไปดูเองดีกว่าครับ”
ชาญณรงค์สีหน้าเครียดขึ้นมาด้วยความสงสัย

เวลาเดียวกันเสียงโทรศัพท์มือถือของณวัตดังลั่นห้อง ณวัตค่อยๆ เอื้อมมือมาหยิบ กดตัดสายทิ้งแล้วนอนต่อ
แต่ไม่นานโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก ณวัตถึงกับลุกขึ้นอย่างหงุดหงิดมองนาฬิกา
“ใครวะ” มองเบอร์ แล้วกดรับ “เฮ้ย...ไม่รู้หรือไงว่านี่มันแค่เก้าโมง” ณวัตฟัง แต่แล้วก็ต้องตกใจ “อะไรนะ...ม็อบควาย”
ณวัตอึ้งไปด้วยความตกใจ

โชคชัยกำลังเดินขึ้นมาบนศาลากลางจังหวัด รปภ.เห็นก็ลุกขึ้นทำความเคารพ
“สวัสดีครับ”
“สวัสดีครับ...ผู้ว่าอยู่มั้ย” โชคชัยถาม
“ไม่อยู่ครับ...เห็นบอกว่าไปออกรอบน่ะครับ”
โชคชัยพยักหน้ารับทราบ ระหว่างนั้นเหมือนหูแว่วได้ยินเสียงบางอย่าง
“ได้ยินเสียงอะไรมั้ย”
“นั่นซิครับ”
รปภ.มองออกไป แล้วต้องตกใจ บางอย่างที่อยู่ด้านหลังโชคชัย
“เฮ้ย”
“อะไร”
โชคชัยสงสัย จึงเหลียวมองตามไป แล้วก็ต้องตกใจเช่นเดียวกับรปภ. เมื่อเห็นเกริกไกรกำลังนำม็อบควายเข้ามาที่หน้าประตูศาลากลางจังหวัด

เกริกไกรเดินเข้ามาที่หน้าประตู สุบิน ภิรมย์ สมหญิงและขบวนชาวบ้านกับควายเดินตามมา ระหว่างนั้นโชคชัยเดินออกมาจากประตู เกริกไกรยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุด
“นี่มันอะไรกันหมอ” โชคชัยถาม
“พวกเรามาทวงความยุติธรรมให้กับควาย...ให้กับใจเด็ด...ให้กับสถานีของเรา”
เสียงทุกคนโห่ร้องขานรับดังขึ้น โชคชัยสีหน้าเครียดขึ้นมาทันที
“หมอ...หมอทำอย่างนี้ไม่ถูกนะ”
สุบินเดินเข้ามา “แล้วที่พวกคาบาตี้มันถูกใช่มั้ยครับ...ถ้าถูก...พวกเราจะได้หาเรื่องใส่ร้ายคนอื่น...ยึดที่นาชาวบ้าน”
โชคชัยอึ้ง ถึงกับพูดไม่ออก
เกริกไกรเสริมต่อ “ที่พวกเราต้องรวมตัวกัน เพราะพวกเราเป็นเพียงชาวบ้านตัวเล็กๆ ที่เสียงมันอาจจะเบาเกินไปจนทางการไม่ได้ยิน”
โชคชัยทักท้วงทันที “หมอ...หมอทำอย่างนี้เรื่องมันจะไปกันใหญ่นะหมอ...ทำไมไม่ให้กระบวนทางกฎหมายจัดการ...ทำอย่างนี้มันจะไม่จบนะ”
เกริกไกรไม่สนบอกให้โชคชัยออกไป “นายก...นายกเลิกทำตามหน้าที่ซะทีได้มั้ย” โชคชัยชะงักนานๆ เกริกไกรจะพูดอะไรตรงๆ “ผมรู้ว่านายกรู้ว่าอะไรเป็นอะไร...นายกรู้ว่าพวกคาบาตี้มันทำไม่ถูก”
ว่าพลางเกริกไกรเดินเข้ามาจ้องหน้าโชคชัยแล้วพูดอย่างจริงจัง
“เลิกทำตามหน้าที่...แล้วทำตามความรู้สึกตัวเอง...ความรู้สึกของคนหนองระบือ”
โชคชัยชะงักไปเหมือนคำพูดของเกริกไกรแทงเข้าไปในหัวใจ
เกริกไกรเดินผ่านโชคชัยไปต่อ ตามด้วยขบวนของชาวบ้าน โชคชัยได้แต่ยืนนิ่งสำรวจความรู้สึกตัวเอง

ชาญณรงค์โผล่ออกมาจากต้นไม้ข้างทางพร้อมกับสมคิด ทั้งสองมองเขม้นเข้าไปที่ศาลากลาง
สมคิดเห็นม็อบควายก็กลัว
“ไปเถอะครับนาย”
“ไปไหน...อยู่ดูดิว่ามันจะทำอะไร”
“โห...ถ้าเกิดพวกนั้นเห็นเรา...รับรองว่ากระดูกก็ไม่เหลือนะนาย” สมคิดเตือน
“บ๊ะ...ไอ้นี่...มากับฉันจะกลัวอะไร...” มองเข้าไปต่อ “ก็ลองดูซิ...จะได้รู้ฤทธิ์ทหารเก่าว่าเป็นยังไง”
ระหว่างนั้นเสียงหนึ่งดังขึ้นทางด้านหลังชาญณรงค์
“ผู้พัน”
ชาญณรงค์ตกใจ กระเด้งหนีทันที “เฮ้ย”
ชาญณรงค์ตั้งสติได้จึงเห็นว่าที่แท้เป็นณวัตนั่นเอง
“ตกใจอะไรครับ”
ชาญณรงค์อ้ำอึ้งยังผวาอยู่
“อ้าว...ไหนนายบอกว่าไม่กลัวไงครับ” สมคิดพูดพาซื่อ
“ไอ้นี่...เขาไม่ได้เรียกว่ากลัว...เขาเรียกว่าระวังตัวไว้ก่อนเว้ย...” ชาญณรงค์หันมาทางณวัต “คุณวัตดูนั่นซิครับ”
“ผมเห็นแล้ว...ผู้พันรู้มั้ยว่าไอ้พวกควายนั่นเรียกร้องอะไร”
“จะอะไรซะอีก...ก็คงเป็นเรื่องที่นาพวกมันมั้งครับ...หึ...ไม่ต้องกลัวหรอกคุณวัต...เราทำถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง...ต่อให้เอาควายมาทั้งประเทศ...พวกมันก็ไม่ได้สิ่งที่มันต้องการหรอก”
“ผู้พันแน่ใจนะว่าไมมีปัญหาอะไร” ณวัตไม่วางใจ
“แน่นอนครับ”
แม้ว่าชาญณรงค์จะรับปากและให้คำมั่น แต่ณวัตดูท่าจะไม่ค่อยสบายใจนัก

ใจเด็ดเดินมาที่ห้องใจจอมดูท่าทางร้อนใจ ระหว่างนั้นเห็นเลขาเดินถือกาแฟเข้ามา
“คุณพ่ออยู่มั้ยครับ”
“ไม่อยู่ค่ะ...ท่านมีนัดน่ะค่ะ”
ใจเด็ดงง “นัด?”
“ค่ะ...แต่ท่านไม่ได้บอกดิฉันนะคะว่านัดกับใคร”
ใจเด็ดพยักหน้า เลขาจึงเดินถือกาแฟออกไป
ใจเด็ดนึกได้ เรียกเลขาเอาไว้ “พ่อไม่อยู่แล้วเอากาแฟไปให้ใครครับ”
“แขกท่านน่ะค่ะ” เลขาค้อมหัวให้แล้วเดินไป
ใจเด็ดทำหน้าสงสัย
“หรือว่าจะเป็นท่านรัฐมนตรี”
ใจเด็ดคิดได้อย่างนั้น สีหน้าตื่นเต้นขึ้นมาทันที

ภายในห้องทำงานของใจจอม..ใครคนหนึ่งค่อยๆ ไล่สายตาไปตามโต๊ะก่อนจะมาหยุดที่กรอบรูปครอบครัวที่วางอยู่ มือใครคนนั้นยื่นเข้ามาก่อนจะยกกรอบรูปนั่นขึ้นดู ที่แท้เป็นสรนุชนั่นเอง
สรนุชมองดูภาพใจเด็ดตอนเด็กที่ร่าเริงแจ่มใส่เหมือนเด็กปกติทั่วไป
“ครอบครัวก็อบอุ่น...ทำไมชอบทำตัวเหมือนเด็กมีปัญหาจังนายนี่”
ระหว่างนั้นใจเด็ดเปิดประตูเข้ามาในห้อง
“สวัสดีครั...” แต่แล้วตกใจเมื่อเห็นเป็นสรนุช “คุณ”
สรนุชเองก็ตกใจเช่นเดียวกันเมื่อเห็นใจเด็ด จากนั้นสองคนก็เปิดฉากปะทะคารมกันอีก..จนได้
“คุณมายุ่งอะไรกับโต๊ะทำงานพ่อผม”
“เปล่า...ก็ฉันไม่มีอะไรทำ...ฉันก็เดินดูอะไรไปเรื่อย”
“ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่น...เชิญคุณกลับไปได้แล้ว”
“นายไม่มีสิทธิ์ไล่ฉัน...ฉันนัดกับพ่อคุณเอาไว้...ไม่ใช่นาย”
สรนุชยื่นหน้ากวนใส่ ยิ่งทำให้ใจเด็ดสงสัย “แล้วคุณนัดพ่อผมทำไม”
“นายนี่ฟังภาษาไทยไม่ออกหรือไง...ฉันบอกว่าฉันนัดพ่อนาย...ฉันก็ต้องคุยธุระกับพ่อนาย...เพราะฉะนั้นฉันจะคุยเรื่องอะไร...นายไม่เกี่ยว”
สรนุชเดินออกมาลงนั่งที่โซฟาเหมือนต้องการยั่วโมโหใจเด็ด
“พวกคาบาตี้ส่งคุณมาสืบข้อมูลพ่อผมใช่มั้ย”
“ห๊า”
“ก็เมื่อกี้ผมเห็นคุณดูอะไรบนโต๊ะพ่อผมไง”
สรนุชงงที่ใจเด็ดคิดว่าการที่เธอดูรูปเป็นการแอบสืบข้อมูล “ไม่ใช่นะ”
ใจเด็ดไม่ฟังเสียง ดึงแขนสรนุชให้ลุกขึ้น
“มานี่” ใจเด็ดกระชากสรนุชออกไปจากห้องใจจอม สรนุชร้องโวยวายขัดขืน

ใจเด็ดดึงลากสรนุชเข้ามาในห้องตัวเอง
“ฉันบอกให้ปล่อยไง”
ใจเด็ดไม่ยอมปล่อย สรนุชเลยยกแขนใจเด็ดขึ้นมากัด
“โอ๊ย”
ใจเด็ดเจ็บแปล๊บ ทำให้ต้องปล่อยมือ สรนุชรีบวิ่งไปที่ประตู ใจเด็ดวิ่งตามมาขวางเอาไว้
“จะไปไหน”
“นี่! จะเกินไปแล้วนะ...ให้ฉันออกไปจากห้องเดี๋ยวนี้”
“คิดจะหนีหรือไง”
“ทำไมฉันต้องหนี”
“ก็ถูกผมจับได้ไง...ผมจะให้คุณรอพ่อผมอยู่ในนี้จนกว่าพ่อผมจะมา...ถ้าพ่อผมบอกว่าไม่ได้นัดคุณไว้ละก็...”
ใจเด็ดหยุดคำพูดไว้แค่นั้นให้สรนุชคิดต่อเอาเอง สรนุชเองก็จ้องหน้าใจเด็ดไม่กลัวเช่นกัน

ที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัด
เกริกไกรยืนอยู่บนเกวียนกำลังพูดออกไมค์อย่างเมามันส์และมุ่งมั่น ขณะที่กองทัพกระบือบาลเต็มไปด้วยธงของกระบือบาลและป้ายเรียกร้อง
“พวกเราต้องการใจเด็ด”
“สถานีไม่ผิด...ยุบทำไม”
“คาบาตี้ออกไป”
ขณะที่ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ในศาลากลางต่างออกมายืนดูด้วยความสนใจ แปลกใจ ตระหนก
“พวกเรามาที่นี่ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์...ขอให้ท่านผู้ว่าฯ...ออกมารับข้อเสนอของเรา...แล้วเราจะเลิกการชุมนุม”” เกริกไกรจัดให้
ระหว่างนั้นอีกมุม ปองศักดิ์ขับมอเตอร์ไซค์เข้ามา แต่ตกใจเมื่อเห็นม็อบควายจำนวนมาก
“เฮ้ย ! ข่าวใหญ่ละมึงทีนี้”
ปองศักดิ์เหลือบไปเห็นสุบินกำลังยืนตะโกนเย้วๆ อยู่ข้างหน้า ขณะที่เกริกไกรกำลังพูดต่อ
“ถ้าหากท่านไม่ออกมารับข้อเสนอของเรา...เราจะปักหลักชุมนุมอยู่ที่นี่...ไม่ชนะไม่เลิก”
ทุกคนส่งเสียงร้องเฮ สุบินก็เช่นกัน ระหว่างนั้นปองศักดิ์มุดออกมาจากฝูงชนก่อนจะเข้ามาสะกิดสุบิน
“พี่...พี่บิน”
สุบินหันมาเห็น “อ้าว...ไง”
“ไงอะไรละพี่...จะก่อม็อบทำไมไม่บอกล่ะ”
“เอ้า...ก็แกบอกเองไม่ใช่เหรอว่าไม่มีใครเขาสนใจเรื่องควาย...แล้วจะบอกแกทำไม” สุบินประชดส่ง
“ถ้าควายมันกินหญ้าของมันก็ว่าไปอย่าง...แต่พี่เล่นพามาเป็นกองทัพควายอย่างนี้รับรองว่า...ต้องเป็นข่าวใหญ่แน่ๆ เลยพี่”
สุบิน ภิรมย์ สมหญิงมองหน้ากันเหมือนได้แนวร่วมเพิ่มขึ้น
สุบินรู้ว่าตอนนี้เป็นต่อ “แล้ว”
ปองศักดิ์เป็นผู้สื่อข่าวภูมิภาคของทีวีช่อง 7 สี อีกด้วย “จะแล้วยังไงละพี่...พี่เตรียมออกข่าวภาคเที่ยงได้เลย”
สุบินยิ้มออกมาได้ ในที่สุดก็ได้เป็นข่าว

สรนุชนั่งกระสับกระส่ายอยู่ในห้องของใจเด็ด สรนุชเหล่มองใจเด็ดที่กำลังนั่งทำงาน สรนุชลุกขึ้นจะเดินออกไป
“ไปไหน”
“ห้องน้ำ...ไปไม่ได้หรือไง”
ใจเด็ดส่ายหน้า
“อะไร...ไปห้องน้ำก็ไม่ได้หรือไง”
ใจเด็ดลุกเดินเข้ามาหา “คุณมันพิษสงรอบตัวนี่...ถ้าเกิดผมปล่อยให้คุณออกไปเดินเพ่นพ่าน...แล้วเป็นเรื่องขึ้นมา...ผมไม่อยากไปอธิบายกับพ่อผม”
สรนุชโมโห “เชิญบ้าอำนาจอยู่ในนี้ไปคนเดียวก็แล้วกัน”
สรนุชจะเดินออกไป ใจเด็ดวิ่งเข้ามาคว้าข้อมือหมับเข้าให้
“ทำอะไร...ปล่อยนะ”
“ผมบอกแล้วไงว่าคุณจะไปไหนไม่ได้”
สรนุชกับใจเด็ดต่างก็ยื้อยุดกัน จังหวะหนึ่งใจเด็ดดันร่างสรนุชไปพิงกับผนัง จับสองแขนของสรนุชเอาไว้ ใจเด็ดจ้องถลึงใส่สรนุช
“บ้า ! ปล่อยฉันนะ”
“ทำไม...คุณชอบผู้ชายเลวๆไม่ใช่เหรอ...เป็นไง...ผมเลวเท่าแฟนเท่าหรือยัง”
ใจเด็ดกำลังจะซุกหน้าเข้าไปหาใบหน้าสรนุช แต่แล้วเสียงมือถือของสรนุชก็ดังขัดขึ้นก่อน ใจเด็ดชะงักก่อนจะถอนหน้าแล้วปล่อยมือออก
สรนุชมองใจเด็ดอย่างแค้นเคืองก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาแล้วรับสาย
“ว่าไงอร”

อรอนงค์กำลังยืนอยู่ในร้านกาแฟ เบื้องหน้ามีโทรทัศน์กำลังเปิดแช่ภาพอยู่
“นุช...แกอยู่ไหน”
สรนุชชะงักเหล่มองใจเด็ด “เอ่อ...อยู่บ้าน”
ใจเด็ดได้ยินอย่างนั้นก็ทำปากแต่ไม่มีเสียงใส่สรนุช “โกหก”
สรนุชกัดฟันกรอดๆ แล้วถามอรอนงค์ “ทำไม”
“แกรีบเปิดทีวีดูข่าวเดี๋ยวนี้เลย”
“มีอะไร”
อรอนงค์กำลังดูข่าวภาคเที่ยงอยู่
“หมอเกริกไกรกับพวกที่สถานี...เอาควายไปปิดศาลากลางจังหวัด”

สรนุชตกใจ “อะไรนะ...เออ...ขอบใจมากอร”
สรนุชวางสาย ใจเด็ดรีบเข้ามากัดต่อ
“อยู่บ้าน..? โกหกจนคล่องปากเลยนะคุณ”
สรนุชเดินเข้ามาที่โต๊ะใจเด็ดก่อนจะมองหาบางอย่าง
“หาอะไร”
สรนุชเจอรีโมทรีบหยิบขึ้นมากดเปิดทันที ภาพข่าวก็ปรากฏขึ้น...ใจเด็ดมองด้วยความสนใจ
ปองศักดิ์ยืนรายงานข่าว
“ขณะนี้ที่ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ มืดฟ้ามัวดินไปด้วยกองทัพควายจากชาวบ้าน...ที่พาพวกมันมาประท้วงเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับหัวหน้าสถานีและชาวบ้านที่ถูกกลุ่มนายทุนเข้ามายึดที่นาทำกิน”
กล้องตัดแล้วแพนไปที่เกริกไกรกำลังยืนปราศรัยอยู่บนเกวียนกลางฝูงชนและควาย
ใจเด็ดกับสรนุชเห็นภาพนั้นก็อึ้งไป
“ไอ้หมอ”

เกริกไกรกำลังยืนปราศรัยอยู่บนเกวียนที่ศาลากลางจังหวัด ท่ามกลางชาวบ้าน เหล่ากระบือบาล และควาย อย่างมุ่งมั่น
“แถลงการณ์ของพวกเราชาวหนองระบือ...หนึ่ง...เอาผิดกับบริษัทคาบาตี้...ที่เข้ามายึดที่นาทำกินของพวกเราอย่างผิดกฏหมาย...สอง...ให้สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ดำรงอยู่ต่อไป...โดยหัวหน้าสถานีต้องไปใจเด็ดคนเดิม”
สุบิน ภิรมย์ สมหญิงและกลุ่มชาวบ้านที่จูงควายอยู่ ต่างโห่ร้องกึกก้อง
ปองศักดิ์กำลังรายงานอยู่ข้างเกวียนของเกริกไกร
“นั่นคือข้อเรียกร้องของพวกที่เรียกตัวเองว่ากระบือบาล...พวกเขาต้องการให้ผู้ว่ามารับข้อเสนอของพวกเขา...ไม่เช่นนั้น...พวกเขาจะปักหลักสู้อยู่ตรงนี้ไปจนกว่าข้อเรียกร้องของเขาจะได้ตามที่ร้องขอ”

ใจเด็ดถึงกับอึ้งไปเมื่อเห็นภาพการต่อสู้ของทุกคนในทีวี
“ทุกคน”
ใจเด็ดยืนนิ่งก่อนจะตัดสินใจเดินออกไปจากห้อง สรนุชเห็นอย่างนั้นก็เข้ามาขวาง
“นายจะไปไหน”
“คุณก็เห็นแล้วนี่...ว่าทุกคนกำลังสู้อยู่...แล้วคุณจะให้ผมนั่งดูอยู่เฉยๆ อย่างนั้นเหรอ”
ใจเด็ดจะเดินหนีไปต่อ แต่สรนุชก็เข้ามาขวางไว้อีก
“นายไปไม่ได้นะ”
“ทำไม...ทำไมผมจะไปไม่ได้...หลีกไป”
สรนุชวิ่งเข้ามาเอาตัวบังขวางประตูไว้ “ฉันไม่ยอมให้นายไป”
ใจเด็ดโกรธขึ้นมา “อ๋อ...ที่แท้ไอ้พวกคาบาตี้ก็ส่งคุณมาขวางผมเอาไว้นี่เอง”
ใจเด็ดเข้ามาจับร่างสรนุชมั่น ก่อนจะเหวี่ยงออกไปเต็มแรง
ร่างของสรนุชลอยไปตามแรงเหวี่ยงของใจเด็ด ลงไปล้มกองกับพื้น ใจเด็ดกำลังจะออกจากห้อง แต่แล้วสรนุชก็ตะโกนขึ้น
“ถ้านายไป...การต่อสู้ของทุกคนก็จะสูญเปล่า”
ใจเด็ดชะงักมือที่กำลังจับลูกบิด หันมามองสรนุชที่ยันตัวลุกเดินเข้ามาหาเขา
“คุณพูดอะไร”
“ถ้านายไป...การเรียกร้องของชาวบ้านครั้งนี้จะไม่บริสุทธิ์...คิดดูซิ...ว่าถ้าหน่วยงานของนายเห็นว่านายไปประท้วงด้วยจะเป็นยังไง”
ใจเด็ดนิ่งไป ฟังเหตุผลสรนุชมากขึ้น
“พวกเขาต้องคิดว่านายไม่พอใจกับคำตัดสิน...เลยนำชาวบ้านออกมาประท้วง...ฉันรู้ว่านายเจ็บปวด...แต่ถ้านายอยากให้พวกเขาชนะ...นายต้องอยู่ที่นี่”

ใจเด็ดยืนนิ่งงัน จำนนต่อเหตุผลของสรนุช ใจเด็ดกำหมัดแน่นอย่างคับแค้นใจที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้

อ่านต่อหน้า 4




กระบือบาล ตอนที่ 16 (ต่อ)

บรรยากาศการชุมนุมประท้วงของเหล่ากระบือบาลยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่โชคชัยยืนดูเหตุการณ์อยู่ด้วยความหนักใจ ระหว่างนั้นชาญณรงค์เดินเข้ามาพร้อมกับสมคิด

“นายกไม่คิดจะทำอะไรหน่อยเหรอ”
โชคชัยหันมองชาญณรงค์ “ผู้พัน...”
“ถ้านายกไม่คิดจะทำอะไร...ผมคงต้องพึ่งหน่วยงานให้มาจัดการไอ้ควายสกปรกพวกนี้...แล้วก็เจ้าหน้าที่บางคนที่รู้เห็นเป็นใจด้วย”
“ถ้าผู้พันจะร้องเรียนผมอีกก็เชิญครับ การที่ผมไม่ทำอะไรเพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะชุมนุม”
“แล้วไอ้ข้อเรียกร้องละ...นายกไม่ได้ยินหรือไงว่าพวกนั้นเรียกร้องให้ผมคืนที่นา...แล้วอย่างนี้มันถูกเหรอ...พวกมากลากไป...โธ่ประเทศไทย...พอไม่ชอบใจก็พาคนออกมาชุมนุม”
“เรื่องนี้คงต้องถามผู้พันเอง...ว่าผู้พันได้ที่นาชาวบ้านมาอย่างถูกต้องหรือเปล่า...ถ้าผู้พันกับพวกคาบาตี้ทำถูก...ก็คงไม่ต้องกลัวอะไร”
โชคชัยพูดจบก็จะเดินออกไป ชาญณรงค์เรียกไว้
“เดี๋ยวซินายก...ยังคุยกันไม่จบเลย”
“แต่กับผม มันจบแล้ว ผมขอตัวไปอำนวยความสะดวกให้กับชาวบ้านก่อนนะครับ”
โชคชัยเดินออกไป ชาญณรงค์มองตามอย่างเจ็บใจ
“เอาเข้าไป...บ้านนี้เมืองนี้มันเป็นอะไรไปหมด” แล้วชาญณรงค์ก็มองไปรอบๆ “แล้วคุณวัตละ”
“นั่นซิครับ...ไม่เห็นเลย” สมคิดบอก
“ฮึ่ยย์...พอมีปัญหาก็หายหัวกันหมด”
ชาญณรงค์มองไปที่ม็อบควายสีหน้าเครียดหนักกว่าเดิม

ณวัตเดินคุยโทรศัพท์อย่างกระวนกระวายภายในห้องที่โรงแรม
“พ่อไม่มาเห็นเองจะรู้ได้ยังไง...ตอนนี้พวกมันเต็มเมืองไปหมดแล้ว”
สมพลกำลังดูข่าวการชุมนุมประท้วงของควายอยู่ในห้องทำงาน
“แล้วแกจะกลัวอะไร...พวกนั้นมันอยากทำอะไรก็ให้มันทำไป...แกคิดว่าท่านรัฐมนตรีจะฟังเสียงควายหรือฟังบริษัทรถไถที่ใหญ่ที่สุดในประเทศนี้ละ”
สมพลมองภาพข่าวการประท้วงอย่างไม่ยี่หระ

บ่ายวันนั้นแสงแดดเริ่มแรงมากขึ้นเป็นลำดับ แผดเผาไปทั่วหน้าลานศาลากลางแห่งนั้นซึ่งไม่มีร่มไม้ร่มเงา และยังเต็มไปด้วยชาวบ้านกับฝูงควาย
เวลานั้นสุบินที่กำลังพูดผ่านโทรโข่งอยู่
“แม้ว่าผม...จะไม่ใช่คนที่นี่...และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับสถานีแห่งนี้...แต่สิ่งที่ผมเห็นก็คือการเสียสละของคุณใจเด็ด”
เกริกไกรยืนอยู่กับภิรมย์ สมหญิง โดยมีปองศักดิ์คอยยืนทำข่าวอยู่ข้างๆ เกริกไกรมองไปที่ชาวบ้านและฝูงควายที่เริ่มกระสับกระส่ายด้วยความร้อน
“หมอ...แดดแรงอย่างนี้...เจ้าพวกนี้จะทนไม่ได้เอานะหมอ”
“ฉันรู้แล้ว”
ปองศักดิ์สงสัย “มีอะไรเหรอครับ”
“ควายเป็นสัตว์ที่ไม่ชอบความร้อนที่สุด...ปกติแล้วเวลานี้พวกชาวนาจะต้องพามันไปแช่ในปลักเพื่อลดความร้อน” เกริกไกรบอก
“โห...เพิ่งรู้นะครับเนี่ย...ถ้าอย่างนั้น...เกิดผู้ว่าฯ แกไม่ออกมารับข้อเรียกร้องของเรา...เจ้าควายพวกนี้ไม่กลายเป็นควายแดดเดียวไปเหรอครับ” สมปองว่า
เกริกไกรนิ่งอย่างใช้ความคิดอย่างหนักว่าจะแก้ปัญหานี้ยังไง
“ภิรมย์...ไปบอกชาวบ้านให้ช่วยกันหาบ่อน้ำแล้วตักน้ำมาราดควายก่อน”
“ครับ”
ภิรมย์กับสมหญิงรีบวิ่งออกไป เกริกไกรมองควายที่ยืนงุ่นง่านกลางแดดร้อนด้วยความเป็นห่วง

ใจเด็ดกำลังโทรศัพท์ปลายสายคือสถานีบำรุงพันธ์สัตว์ หนองระบือ ด้วยท่าทางร้อนใจ สรนุชจับจ้องไปที่ใจเด็ดตลอดเวลา
ใจเด็ดกระแทกหู “ไม่มีใครอยู่หรือไง”
“ก็ออกไปประท้วงอย่างนั้นจะมีใครอยู่ละ”
ใจเด็ดหงุดหงิดมากขึ้น เดินไปที่ประตู สรนุชรีบวิ่งไปขวางประตูเอาไว้อีก
“นายไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร...เชื่อฉันซิ”
“ผมไม่สน”
ใจเด็ดจับร่างสรนุชให้พ้นจากประตู ขณะที่ใจเด็ดจะเปิดประตู เป็นจังหวะที่ใจจอมเปิดประตูเข้ามาพอดี
“พ่อ”
ใจจอมเห็นสรนุชก็แปลกใจ “อ้าว...หนูมาแล้วเหรอ”
ใจเด็ดไม่รอให้ใจจอมคุยกับสรนุช และไม่สงสัยเรื่องที่สรนุชนัดกับใจจอมเอาไว้ด้วยเพราะตอนนี้ใจเด็ดร้อนใจยิ่งกว่าไฟ
“ท่านรัฐมนตรีว่าไงมั่งครับพ่อ”
“จะว่ายังไง....แกบอกให้พวกแกมาก่อม็อบเหรอ” ใจจอมบอก น้ำเสียงหนักใจ
“เปล่าครับ...พวกชาวบ้านเขารวมตัวขึ้นมาเอง...ทำไมเหรอครับ”
“ฉันยังไม่ได้คุยกับท่านรัฐมนตรีหรอกนะ...คุณบุญเลิศแกห้ามพ่อไว้ก่อน เพราะไม่รู้ว่าท่านรัฐมนตรีเห็นข่าวเรื่องม็อบควายแล้วจะรู้สึกยังไง”
“แต่เราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรนี่คะ...ชาวบ้านเขามาเรียกร้องด้วยความบริสุทธิ์” สรนุชท้วง
“ไม่มีใครสนหรอก...เขาสนแค่ว่ามันทำให้เขาเสียชื่อเสียงน่ะ”
ใจเด็ดได้ยินอย่างนั้นก็ปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที ใจจอมหันมามอง แต่ใจเด็ดก็พยายามฝืนความเจ็บเอาไว้
“เดี๋ยวฉันจะลองดูอีกที”
ใจจอมพูดเสร็จก็เดินออกไป สรนุชสีหน้าเครียดหันมองใจเด็ดอยากจะช่วยเขา
“ฉันว่า...”
ใจเด็ดพยายามข่มความเจ็บปวด “ออกไป”
“เอ่อ...”
“ออกไป”
ใจเด็ดพูดพร้อมกับผลักสรนุชออกไปก่อนจะรีบปิดประตูทันที
ที่ด้านนอก...สรนุชพยายามเคาะประตูเรียก
“นี่...”
แต่แล้วสรนุชก็ชะงักมือค้างเอาไว้ไม่เคาะต่อ เพราะรู้ว่าใจเด็ดอยากอยู่คนเดียว สรนุชหันมองไปทางห้องใจจอมก่อนจะรีบเดินออกไปทันที
ใจเด็ดทรุดตัวอยู่หน้าประตู อาการปวดหัวกำเริบหนัก

รถยนต์คันหรูขับเข้ามาจอดที่ด้านหลัง ผู้ว่าฯในชุดออกรอบตีกอล์ฟก้าวลงจากรถ คนขับรีบเข้ามาสะพายถุงกอล์ฟตามมา ผู้ช่วยฯ ผู้ว่าฯ รีบวิ่งเข้ามารายงาน
“คุณก็รู้นี่ว่าผมกำลังตีกอล์ฟกับท่านสส. เรื่องแค่นี้จัดการเองไม่ได้หรือไง” ผู้ว่าฯออกอาการฉุนขาด
“พวกเขาอยากให้ท่านไปรับข้อเสนอของพวกเขาน่ะครับ” ผู้ช่วยฯ รายงาน
“ฮึ่ยย์...พวกบ้านี่...คิดว่าตัวเองเป็นใคร”
“เอ่อ...ผมว่าท่านแค่ไปรับข้อเสนอชาวบ้าน...พวกเขาก็น่าจะพอใจแล้วนะครับ”
“ไม่จำเป็น” ผู้ว่าฯพูดเสียงกร้าวด้วยความโมโหสุดขีด

สุบินกำลังพูดกับชาวบ้านอย่างได้อารมณ์
“ผืนแผ่นดินหนองระบือนี้...พ่อแม่พี่น้องของเราได้ต่อสู้มาเท่าไหร่กว่าจะที่จะกลายมาเป็นของเราในวันนี้...เพราะฉะนั้น...เราจะไม่ยอมให้พวกคาบาตี้มายึดที่นาของเราไปอย่างนี้ใช่มั้ยพี่น้อง”
เสียงตอบรับของชาวบ้านเริ่มเบาบางลง เพราะความร้อนที่แผดแรงขึ้น เกริกไกรมองไปที่ชาวบ้านและควายด้วยความเป็นห่วง ระหว่างนั้นภิรมย์กับสมหญิงวิ่งเข้ามา
“เป็นไง...มีน้ำใกล้แถวนี้บ้างมั้ย”
“ไม่มีเลยหมอ...เอาไงดีคะ...ถ้าจะให้ควายเดินไปหาแหล่งน้ำเลยก็คงไม่ไหว”
“แต่ถ้าให้ยืนอยู่ตรงนี้ก็ตายเหมือนกัน” ภิรมย์กังวลหนัก
เกริกไกรครุ่นคิดก่อนจะเดินเข้าไปหาสุบิน
“ขอผมพูดกับชาวบ้านหน่อยครับ”
สุบินกระโดดลงจากเกวียน เกริกไกรปีนขึ้นไปพูดแทน
“พี่น้อง...ผมรู้ว่าการเรียกร้องของเราตอนนี้สำคัญกับพวกเราทุกคน...แต่ควายของพวกเราก็สำคัญเหมือนกัน...ตอนนี้...สิ่งที่ผมอยากให้พี่น้องทำก็คือ...ช่วยกันหาน้ำแล้วเอามาราดควายของเราก่อน”
แต่แล้วเกริกไกรก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นรถน้ำคันนึงขับเข้ามาใกล้บริเวณชุมนุม
“ไอ้รถบ้านั่นมาทำอะไรวะ” สุบินสงสัย
สิ้นสุดคำถามของสุบิน เสียงของผู้ว่าก็ดังขึ้น
“รถที่ทุกคนเห็นคือรถน้ำแรงดันสูง”
ทุกคนหันขวับไปทางผู้ว่าฯ ก็เห็นผู้ว่าฯกำลังพูดผ่านไมค์อยู่
“แล้วท่านเอามาทำอะไร” สุบินตะโกนถาม
“นี่เป็นมาตรการขั้นเบาที่สุด...ขอให้ทุกคนสลายการชุมนุมซะ...ไม่เช่นนั้น...เราจะดำเนินการจากเบาไปหาหนัก” ผู้ว่าฯ ตะโกนบอกผ่านไมค์ออกมา
มีเสียงโห่ร้องจากชาวบ้านดังขึ้นอย่างไม่พอใจ
“พวกเราไม่ได้ทำผิด...พวกเรามาชุมนุมตามสิทธิที่เรามี...ผู้ว่าฯจะทำอย่างนี้กับเราไม่ได้” สุบินตะโกน
เสียงชาวบ้านร้องเชียร์ขึ้น
“พวกเราแค่อยากให้ท่านฟังข้อเรียกร้องของเราเท่านั้น”
“จะไม่มีการต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น...ขอให้ทุกคนสลายการชุมนุมเดี๋ยวนี้”
“พวกเราจะไม่ไปไหน! ไม่ชนะไม่เลิก”
สุบินตะโกนท้าทายผู้ว่าฯ ชาวบ้านเชียร์สุบินเสียงดัง ผู้ว่าฯโมโหก่อนจะหันไปพยักหน้าให้กับคนที่คุมรถน้ำ แล้วทันใดนั้นก็เห็นพนักงานขึ้นไปบนรถน้ำก่อนจะเปิดน้ำฉีดใส่ชาวบ้านและควาย
เสียงกรีดร้องวี้ดว้ายตกใจ พร้อมกับชาวบ้านแตกกระเจิง สถานการณ์เต็มไปด้วยความวุ่นวาย
ผู้ว่าฯสบถออกมา “ดูซิว่า ไม่ชนะไม่เลิกจริงมั้ย”

ใจจอมอยู่ในชุดทำงาน ลงรถเดินมาที่หน้าบ้าน คนขับรถเดินถือกระเป๋าเอกสารตามมาทางด้านหลัง
“เอากระเป๋ามาให้ฉันแล้วไปพักไป”
คนขับรถรับทราบ ก่อนจะยื่นกระเป๋าให้กับใจจอมแล้วเดินออกไป ใจจอมมองเข้าไปในบ้านแล้วหยุดลงนั่งที่บันได หทัยเดินออกมา เห็นใจจอมนั่งอยู่ก็แปลกใจ
“ทำไมไม่เข้าบ้านคะคุณ”
ใจจอมหันมามอง “ผมอยากนั่งพักนิดหน่อย”
หทัยรู้ว่าสามีเป็นอะไร จึงเดินลงมานั่งข้างๆ “ไม่สบายใจเรื่องอะไรคะ”
“ผมไม่อยากตอบคำถามคุณว่าทำไมผมช่วยลูกไม่ได้” ใจจอมหน้าหมองนัก
หทัยจับมือใจจอมให้กำลังใจ “คุณได้ทำหน้าที่พ่อ...ได้ทำหน้าที่สามีที่ดีที่สุดแล้ว”
ใจจอมรำพัน “แต่ผมช่วยลูกไม่ได้”
“ฉันเชื่อว่า...ความดีของลูก...จะช่วยลูกของเราค่ะ”
หทัยยิ้มให้กำลังใจใจจอมอีกครั้งเพื่อไม่ให้รู้สึกผิด

ใจเด็ดกินยาแก้ปวด ระหว่างนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น ใจเด็ดรีบเก็บยาขณะที่ใจเพชรเปิดประตูเข้ามา
ใจเพชรเห็นอาการใจเด็ดก็รู้ว่าใจเด็ดไม่สบายใจเรื่องข่าวม็อบควาย
“แกโกรธพ่อที่ช่วยแกไม่ได้เหรอ”
“เปล่าครับ...ผมรู้ว่าพ่อช่วยผมเต็มที่แล้ว...แต่ผมโกรธตัวเอง”
ใจเพชรสงสัย
“ทุกคนที่หนองระบือต้องมาเจ็บตัวเพราะผม”
ใจเพชรถอนหายใจ มองใจเด็ดอยากจะปลอบแต่ไม่รู้จะพูดอะไร

สรยุทธ์กำลังโทรศัพท์คุยกับสมพล ขณะที่เลิศหล้ากำลังนั่งดูข่าวที่ปองศักดิ์รายงานเรื่องม็อบควาย
“ไม่ต้องห่วงหรอกคุณสมพล...ยังไงผมก็ไม่ยอมให้พวกนั้นเอากฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายได้หรอก
เลิศหล้ามองภาพในข่าวเห็นปองศักดิ์รายงานข่าวในสภาพเปียกซกไปทั้งตัว
“ตอนนี้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งให้มีการสลายการชุมนุมแล้วครับ...ท่านผู้ชมจะเห็นได้จากทางด้านหลังของผมที่ชาวบ้านต่างถูกน้ำแรงดันสูงกระจัดกระจายไปทั่ว”

สรนุชวิ่งเข้ามาในบ้านเห็นสรยุทธ์ดูข่าวดู สรนุชเห็นข่าวอยู่ก็อึ้งไป สรยุทธ์เห็นสรนุชก็กระซิบบอกสมพล
“เดี๋ยวค่อยคุยกัน”
สรนุชรีบวิ่งเข้ามาหาสรยุทธ์ “พ่อคะ...พ่อต้องช่วยหนูนะคะ...พ่อไม่เห็นเหรอคะว่าเกิดอะไรขึ้น”
“เห็น..! สิ่งที่พ่อเห็นก็คือ..พวกนั้นทำผิดกฎหมาย...เอาคนเอาชาวบ้านมากดดันรัฐได้ยังไง” สรยุทธ์ว่า
“แต่เขากำลังเรียกร้องความเป็นธรรมนะคะ...พ่อคะ”
“พอได้แล้ว...สมพลเขาเล่าให้ฟังแล้วว่า แกไปหลงผู้ชายคนที่หัวหน้าไอ้พวกกระบือบาลนั่น”
“พ่อคะ...พ่อก็รู้ว่าหนูรักคาบาตี้มากแค่ไหน...ถ้าหนูไม่รู้ความจริงว่าทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องยึดที่ชาวบ้าน...เรื่องก่อความวุ่นวาย...รวมถึงเรื่องฆ่าควายว่าเป็นฝีมือของพวกคาบาตี้...พ่อคิดว่าหนูจะมาขอร้องพ่ออย่างนี้เหรอคะ”
สรยุทธ์นิ่งไปเริ่มฟังเหตุผลสรนุช เลิศหล้ารีบเข้ามาเสริม
“ฟังความรอบด้านหน่อยก็ดีนะคะคุณ”
สรยุทธ์หันมองภาพข่าวที่ชาวบ้านถูกสลายการชุมนุมด้วยสีหน้าเครียด
“คาบาตี้ไม่ใช่บริษัทที่ดีอย่างที่พ่อคิด...ตอนนี้คนที่จะช่วยชาวบ้านได้...มีพ่อเพียงคนเดียว...ช่วยพวกเขาด้วยนะคะ”
สรนุชอยากจะร้องไห้ ทนไม่ได้แล้วกับภาพการสลายการชุมนุม สรยุทธ์มองไปสีหน้าเครียดหนักกับการตัดสินใจในครั้งนี้

เกริกไกร สุบิน ภิรมย์ สมหญิงกำลังช่วยกันคุมฝูงชนท่ามกลางสายน้ำที่ถูกฉีดระดมเข้ามา
“อย่าหนี...ทุกคนอย่าหนี...นอนลง” สุบินตะโกนก้อง
เกริกไกร ภิรมย์ สมหญิงต่างวิ่งเข้ามาเอาตัวบังน้ำให้กับควาย
“ดูควาย...ดูควายด้วย” เกริกไกรร้องบอก
ผู้ว่าฯยืนอยู่บนชั้นสอง มองดูภาพการสลายม็อบอย่างไม่รู้สึกสะท้าน โชคชัยวิ่งขึ้นมาแล้วตรงเข้ามาหาผู้ว่าฯทันที
“พอเถอะครับท่าน...พวกเขาแค่อยากคุยกับท่าน...ทำไมท่านต้องทำอย่างนี้ด้วย”
“สั่งสอนผมเหรอ” หันไปตะโกนสั่งการ “เอ้า...ไปเอาน้ำมาเพิ่มอีก”
“ท่านครับ...ท่านเป็นพ่อเมือง...ท่านไม่สงสารชาวบ้านเหรอครับ”
ผู้ว่าฯฉุนกึกถูกสอนงาน “ถ้าคุณยังพูดอีก...ผมจะสั่งปลดคุณเดี๋ยวนี้”
ระหว่างนั้นเสียงมือถือดังขึ้น ผู้ว่าฯกดรับสาย
“นั่นใคร!” นิ่งฟังอย่างอึ้งๆ “สวัสดีครับท่าน...มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ” ผู้ว่าฯ เขม้นมองไปที่การชุมนุม “เอ่อ...ได้ครับ...ผมจะดำเนินการทันทีเลยครับ”
ผู้ว่าฯวางสายไป โชคชัยที่ยืนอยู่ก็ตกใจในคำพูดของผู้ว่าฯ
“ดำเนินการอะไรครับ...จะรุนแรงกว่านี้เหรอครับท่าน”
ผู้ว่าฯคว้าไมค์มาตะโกนก้อง “หยุดดด”
โชคชัยได้ยินอย่างนั้นก็อึ้งไป รถน้ำหยุดตามคำสั่ง เหล่ากระบือบาลและชาวบ้านต่างเปียกปอนสะบักสะบอมเปรอะเปื้อนตามๆ กัน
ทุกคนมองผู้ว่าฯเป็นตาเดียวด้วยความแปลกใจ

สรนุชรอพ่ออย่างกระวนกระวายนั่งไม่ติดที่ จนคุณหญิงเลิศหล้าต้องเข้ามาปลอบ
“ใจเย็นน่าลูก..พ่อต้องช่วยได้แน่”
ระหว่างนั้นสรยุทธ์เดินเข้ามา สรนุชถามขึ้นทันที
“ผู้ใหญ่ท่านว่าไงมั้งคะพ่อ”
“เรียบร้อยแล้ว...ท่านรัฐมนตรีสั่งให้ทุกคนหยุดดำเนินการทุกอย่างก่อนที่สืบหาข้อเท็จจริงให้มากกว่านี้”
สรนุชยิ้มออกมาได้ก่อนจะโผเข้ากอดสรยุทธ์
“ขอบคุณค่ะพ่อ”
สรยุทธ์ลูบหัวลูกสาวเอ็นดู “เปลี่ยนเป็นเงินเดือนได้มั้ย”
“เงินเดือนอะไรคะ
“ก็ตอนนี้พ่อลาออกจากที่ปรึกษาของคาบาตี้แล้ว...ใครจะเป็นคนเลี้ยงพ่อนา...”
“ขอบคุณค่ะ...ขอบคุณคะพ่อ”

สรนุชยิ้มออกมาอีก ซาบซึ้งนักกับสิ่งที่พ่อตัดสินใจเพื่อตัวเอง ชาวบ้าน และเหล่ากระบือบาล

อ่านต่อตอนที่ 17



ลิขิตฟ้าชะตาดิน ตอนที่ 16
ลิขิตฟ้าชะตาดิน ตอนที่ 16
ค่ำคืนนั้นในขณะที่บัญชาเตรียมตัวนอน ขยับเอนตัว ดารากานต์กำลังเติมน้ำร้อนใส่กระติก รีบวางมือ มาช่วยประคอง ดารากานต์กังวล จนห้ามใจไม่ไหว “นายหัวคะ ชั้นกลุ้มใจจัง” “เรื่องอะไร” “จ้างอายุสมควรที่จะแต่งงานได้แล้วนะคะ ขืนปล่อยให้โสดลอยชายไปแบบนี้ เดี๋ยวจะไปคว้าผู้หญิงที่ไม่คู่ควรเข้า รู้สึกว่า..มีสาวๆ มารุมตอมกันเกรียว” “เช่น..ลูกสาวนายเด่นน่ะเหรอ” “ก็ด้วย…” “อ้อ..ดวงยิหวา ไม่ดีพอสำหรับจ้าง..แต่ถ้าสำหรับน้องดิน..คุณยอมรับได้” บัญชาประชด “ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ พี่น้องไม่ควรมองผู้หญิงคนเดียวกันไม่ใช่หรือคะ แล้วก็..ยังมีคนอื่นอีก” “คุณก็เลยคิดจะคลุมถุงชน..งั้นเหรอ”
กำลังโหลดความคิดเห็น...