xs
xsm
sm
md
lg

กระบือบาล ตอนที่ 7

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


กระบือบาล  ตอนที่ 7 

อรอนงค์ที่เกริกไกรเป็นห่วง เดินมากับชาญณรงค์ในตลาด โดยมีสมคิดคอยประกบ อรอนงค์มีท่าทีอึดอัด รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองถูกลักพาตัวชอบกล

“เป็นอะไรจ๊ะหนูอร...ไม่อยากออกมาเดินเที่ยวเหรอจ๊ะ” ชาญณรงค์สังเกตเห็น
“เอ่อ...ที่ผู้พันบอกว่าจะมีเรื่องคุยกับอร...เรื่องอะไรเหรอคะ” อรอนงค์ตัดสินใจถาม
“อย่าเรียกว่าคุยกันเลยครับ...เรียกว่าทำความรู้จักกันมากกว่า” สมคิดเสนอหน้า
“ไอ้คิด” ชาญณรงค์ปราม
“ครับนาย” สมคิดยังไม่รู้ตัว
“ฉันพูดเองได้เว้ย” ชาญณรงค์บอกสมคิดหน้าเจื่อน ชาญณรงค์หัรไปพูดกับอรอนงค์ “ก็อย่างที่ไอ้คิดมันว่าละจ้ะ..เอางี้ดีมั้ย...เรื่องแรกเลยนะ...ต่อไปไม่ต้องเรียกว่าผู้พันแล้ว...เรียกพี่ได้เลย”
อรอนงค์อึ้ง “พี่เหรอคะ..?”
“ใช่...แต่ถ้ารู้สึกไม่สนิทพอ...หนูอรเรียกน้องก็ได้...พี่ไม่ถือ”
อรอนงค์ยิ้มเจื่อน
“ส่วนเรื่องที่สอง...พี่อยากจะมอบของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้กับหนูอรเพื่อเป็นรับขวัญในการเดินทางมาที่บ้านหนองระบือนี่”
ว่าแล้วชาญณรงค์ก็หยิบกล่องแหวนออกมา ก่อนจะเปิดให้อรอนงค์เห็น แล้วจับมืออรอนงค์ใส่แหวนลงไปในมือ
“เอ่อ...ไม่ต้องก็ได้ค่ะ”
“โอ๊ย...ไม่เป็นไร...เล็กๆน้อยๆน่า...แต่ที่สำคัญนะ...แหวนนี่เป็นแหวนของภรรยาพี่ที่ตายไปแล้ว”
“ห๊า”
อรอนงค์ตกใจถึงกับทำแหวนหล่น ทุกคนมองตามแหวนที่กลิ้งไปเรื่อยจนไปหล่นจ๋อมตกลงท่อระบายน้ำไป ชาญณรงค์ถึงกับหน้าเจื่อนลง
อรอนงค์ตกใจ รีบพุ่งไปที่ท่อ “ขอโทษนะคะที่หนูซุ่มซ่ามไปหน่อย”
อรอนงค์ทำท่าดึงฝาท่อระบายน้ำขึ้น ชาญณรงค์รีบเข้ามาพูด
“ไม่...ไม่เป็นไรจ้ะ...เมียพี่ป่านนี้คงไปเกิดใหม่แล้ว”
“ไม่ได้หรอกค่ะ...ของสำคัญอย่างนั้น”
อรอนงค์รีบดึงตะแกรงเหล็กสุดแรง โดยมีชาญณรงค์เข้ามาห้าม
“ไม่เป็นไรจ้ะหนูอร”
จังหวะที่อรอนงค์ดึงตะแกรงเหล็กสุดแรงจนหลุดขึ้นมานั้น อรอนงค์ก็เผลอทำตะแกรงเหล็กฟาดหน้าชาญณรงค์เข้าให้อีก...โครม !!
“โอ๊ย”
“อุ้ย...ขอโทษค่ะ”
ชาญณรงค์ถึงกับเซถลาถอยหลังด้วยความมึน ซึ่งด้านหลังเป็นร้านขายมีด และทันใดนั้นสมคิดก็มาดึงชาญณรงค์เอาไว้ได้ทัน
ชาญณรงค์กับสมคิดเป่าปากด้วยความโล่งอก เพราะเกือบไปโดนมีดบนที่วางขายอยู่แทงเอา
“เป็นไรมั้ยคะคุณอา”
ชาญณรงค์กับสมคิดหันไปมองอรอนงค์ เป็นจังหวะเดียวกับที่อรอนงค์พุ่งเข้ามาดูชาญณรงค์ด้วยความเป็นห่วง แต่อรอนงค์ดันไปสะดุดกับตะแกรงเหล็กที่หล่นอยู่ ทำให้อรอนงค์เสียหลักพุ่งไปหาชาญณรงค์
“ว้าย”
ชาญณรงค์โดนอรอนงค์เซล้มเข้ามาจนทำให้ชาญณรงค์ล้มไปที่ร้านขายมีดจนได้ ทุกอย่างนิ่งสนิท
สมคิดรีบเข้ามาดูชาญณรงค์ “นายเป็นอะไรมั้ยครับ”
“แล้วแกว่าเป็นไรมั้ยละ”
ชาญณรงค์หันหลังให้ดู แล้วอรอนงค์กับสมคิดก็ตกใจเมื่อเห็นหลังของชาญณรงค์เต็มไปด้วยมีดอันเล็กปักอยู่เต็มหลัง
“รีบดึงออกซิวะ”
สมคิดรีบเข้าไปช่วยดึงมีดที่หลังของชาญณรงค์ อรอนงค์อาศัยจังหวะนั้นค่อยๆ ถดตัวเดินหนีออกมา
1.

เวลาเดียวกัน เกริกไกรกำลังเดินตามหาอรอนงค์ด้วยความร้อนใจ พลางถามชาวบ้านระหว่างทาง
“เห็นผู้พันมาแถวนี้มั้ย”
ชาวบ้านส่ายหน้า เกริกไกรสีหน้าเครียดมากกว่าเดิม “ผู้พันพาคุณอรไปไหนนะ”
ระหว่างนั้นเสียงของอรอนงค์ดังขึ้น “หมอ...”
เพียงแค่เกริกไกรได้ยินเสียงนั้นก็เหมือนทุกอย่างโล่งขึ้นมาทันที เกริกไกรหันไปก็เห็นอรอนงค์กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามา เกริกไกรรีบเข้าไปหาอรอนงค์
“คุณอร ! คุณอรเป็นไรมั้ยครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ...ทำไมเหรอคะ”
“ก็เมียตาชุกบอกว่าผู้พันพาคุณอรออกไป...ผู้พันเขาพาคุณอรไปไหนมาครับ”
“ก็...เดินเล่นแถวนี้แหละค่ะ
เกริกไกรโล่งอกสุดๆ “คุณอรรู้มั้ยครับว่าผมเป็นห่วงคุณอรมากแค่ไหน”
อรอนงค์ชะงักไปเมื่อเห็นเกริกไกรที่ปกติขี้เล่นแต่คราวนี้เขากลับพูดอย่างจริงจัง
“ต่อไป...คุณอรอย่าไปไหนโดยไม่มีผมนะครับ”
อรอนงค์เขินจัด “คะ...”

ด้านเจนจิราเดินกลับมาที่บ้านพักของเธอ ระหว่างที่กำลังจะเปิดประตูเข้าไปในบ้าน เจนจิราก็ต้องชะงักเมื่อเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งสอดอยู่ใต้ประตู
เจนจิราหยิบมันขึ้นมาอ่าน “พี่ใจเด็ด..!”
เจนจิรายิ้มออกมาด้วยความดีใจ

เจนจิราเดินมาที่มุมหนึ่งของสถานี ก่อนจะมองหาใจเด็ด “หัวหน้า...หัวหน้าอยู่ไหนคะ”
แล้วเจนจิราก็เห็นกระดาษแผ่นหนึ่งติดที่ต้นไม้ เจนจิราเดินเข้าไปอ่าน
“เลี้ยวขวา” เจนจิรายิ้มกรุ่มกริ่มคิดอะไรไปไกลแล้ว
เจนจิราเดินต่อมาตามทาง ก่อนจะเห็นว่าที่พื้นมีหินเรียงกันเป็นลูกศรไปตามทาง เจนจิราอมยิ้มแล้วเดินตามลูกศรไป แล้วพบว่าที่ลานโล่งมีกระดาษแผ่นหนึ่งวางอยู่ เจนจิราเดินเข้าไปหยิบกระดาษขึ้นมาอ่านด้วยใจระทึก
“ที่พี่ต้องทำอย่างนี้เพราะพี่ไม่อยากให้คนอื่นรู้...แต่ถ้าจะพูดกันจริงๆ...คงเป็นเพราะพี่ไม่มั่นใจที่จะพูดกับเราต่อหน้ามากกว่า” เจนจิราเขิน “พี่ใจเด็ดอ่ะ” แล้วอ่านต่อ “พี่อยากจะถามเราว่า...เรารู้สึกยังไงกับพี่”
เจนจิราถึงกับหน้าร้อนวูบขึ้นมาทันที และทันใดนั้นเองก็มีกระดาษห่อหินโยนเข้ามา เจนจิราหยิบขึ้นมาอ่าน
เจนจิราอ่าน “พูดดังๆให้พี่ได้ยินนะ” เจนจิราอมยิ้ม พร้อมกับรวบรวมความกล้า แล้วพูดเสียงดังลั่นแทบเป็นตะโกน “เจนก็ชอบพี่คะ...ได้ยินมั้ยคะ...เจนชอบพี่”
ทันใดนั้นเสียงของสุบินก็ดังขึ้น “เยส...เยส”
เจนจิราสีหน้าเปลี่ยนเมื่อได้ยินเสียงนั้น ก่อนที่เธอจะหันมาเห็นสุบินเดินเข้ามาด้วยสีหน้าแห่งชัยชนะ
“เห็นมั้ย...ในที่สุดฉันก็ทำให้เธอยอมรับได้ซะที”
เจนจิราโกรธจนตัวสั่น นัยน์ตาเริ่มแดง เจนจิราหันหลังจะเดินออกไป สุบินรีบวิ่งมาดักหน้า
“นี่...”
แต่แล้วสุบินก็ต้องอึ้งไปเมื่อเห็นน้ำตาของเจนจิราค่อยๆไหลออกมา
“เอ่อ...คุณ”
เจนจิราหลบสุบินก่อนจะเดินออกไป สุบินมองตามรู้สึกใจหายวูบที่เห็นน้ำตาของเจนจิราครั้งแรก


คืนนั้นทั้งภิรมย์ กับสมหญิงต่างหัวเราะงอหายกับเรื่องผู้พันชาญณรงค์ที่อรอนงค์เล่าให้ฟัง
“ผมว่าคงเป็นเดือนเลยมั้งครับกว่าผู้พันเขาจะหาย” ภิรมย์ว่า
สมหญิงบ่นอุบ “แหม...เสียดายจริงๆ”
“ทำไม...เสียดายที่ผู้พันมางานทำขวัญควายไม่ได้หรือไง”
“เสียดายว่าทำไมไม่หันหน้าเข้า”
แล้วภิรมย์กับสมหญิงก็หัวเราะกันต่อ ขณะที่ทุกคนอมยิ้ม มีเพียงเกริกไกรเท่านั้นที่ดูหน้าตาซีเรียส
“ทำไมทำหน้าอย่างนั้นละหมอ...เป็นห่วงผู้พันเขาหรือไง” ใจเด็ดถามอย่างสงสัย
“สงสัยเว้ย ! ทำไมพักนี้ตาผู้พันถึงได้คอยตามฉันกับคุณอรจังวะ”
สรนุชหันไปพูดกับอรอนงค์ “หรือว่า...ผู้พันเขาจะชอบเธอ”
อรอนงค์ตกใจ “บ้านะนุช...ผู้พันน่ะเป็นพ่อฉันได้เลยนะ”
เกริกไกรเกิดวิตกขึ้นมา “ก็ไม่แน่นะครับ...เดี๋ยวนี้คนมันวิปริต...อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น...คุณอรไม่ต้องกลัวนะครับ...ตราบใดที่เกริกไกรคนนี้อยู่...ผมจะไม่ให้ใครมาทำอะไรคุณอรได้เป็นอันขาด”
ภิรมย์กับสมหญิงส่งเสียงแซว “ฮิ้ว”
“แต่สมหญิงว่าหมอน่ะน่ากลัวกว่าผู้พันอีกนะคะ”
เกริกไกรทำปากขมุบขมิบว่าสมหญิง ระหว่างนั้นใจเด็ดหันไปรอบๆ ก็สงสัย
“แล้วนี่เจนไปไหน”
คำถามของใจเด็ดทำให้สุบินที่นั่งรู้สึกผิดอยู่ถึงกับสะดุ้ง
“เมื่อกี้สมหญิงไปตามแล้ว...แต่คุณเจนแกบอกว่าวันนี้ไม่หิวค่ะ”
ใจเด็ดแปลกใจ “เป็นไรหรือเปล่า”
สรนุชได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกจี๊ดๆ ในใจ จึงพูดประชดออกไปโดยไม่รู้ตัว “ห่วงมากทำไมไม่เดินไปดูละ”
ทุกคนหันขวับมองสรนุชเป็นตาเดียว สรนุชเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอพูดออกไปอย่างที่ใจคิดเลยรีบแก้ตัว
“เอ่อ...ก็คุณเจนแกเป็นกำลังสำคัญของที่นี่ไง...ถ้าเกิดเธอไม่สบายขึ้นมาเดี๋ยวคนที่นี่จะลำบาก”
“นั่นซิคะ...ถ้าคุณเจนแกเกิดไม่สบายขึ้นมาแล้วใครจะลงประกวดเทพีควายล่ะคะ”
สรนุชได้ยินสมหญิงบอก ก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้
ขณะที่ใจเด็ดกำลังจะลุกออกไป “เดี๋ยวฉันมา”
ระหว่างนั้นสรนุชก็พูดสวนขึ้น “พวกเราไง”
ทุกคนหันไปมองสรนุช อรอนงค์กับสุบินเองก็สงสัยว่าสรนุชต้องการอะไรกันแน่
“งานทำขวัญควายครั้งนี้...พวกเราสามคนอยากลงแข่งด้วย”
สุบินกับอรอนงค์ถึงกับอึ้งไปเมื่อได้ยินสรนุชพูดอย่างนั้น ขณะที่ใจเด็ดเองก็มองสรนุชด้วยความแปลกใจ

เวลาต่อมาสรนุชเดินเอาสองมืออุดหูขึ้นมาบนเรือนรับรอง โดยมีอรอนงค์กับสุบินเดินบ่นตามขึ้นมาติดๆ สุบินจับสรนุชนั่ง ก่อนที่ทั้งคู่จะยืนประกบซ้ายขวาแล้วบ่นใส่หูสรนุชกันคนละข้าง
“ยัยนุช...แกใช้อะไรคิดถึงได้ส่งฉันลงแข่งไถนา...ห๊า” สุบินว่า
“ใช่...แล้วทำไมฉันต้องลงประกวดเทพีควายด้วย” อรอนงค์ผสมโรง
“ใช่...ถ้าเป็นนางทัพพีก็ว่าไปอย่าง” สุบินบอก
อรอนงค์เคลิ้มตามโดยไม่ทันคิด “ใช่” แต่พอนึกได้ก็หันมาเม้งสุบิน “นี่...”
สรนุชทนไม่ไหวเลยลุกขึ้น พูดผ่ากลางวง “พวกแกฟังฉันก่อนได้มั้ย”
“พูดมา...ถ้าเหตุผลแกฟังไม่ขึ้นละก็...ฉันจับแกไถนาแทนควายแน่” สุบินฉุนนิดๆ
“ก็ไอ้งานทำขวัญควายนี่มันเป็นงานสำคัญประจำที่นี่ใช่มั้ย” เห็นสุบินกับอรอนงค์พยักหน้ารับสรนุชพูดต่อ “ทุกคนในหมู่บ้านจะต้องมาร่วมกันในพิธีนี้...ถ้าเราลงแข่งก็เท่ากับเราได้ผูกสัมพันธ์กับชาวบ้านไง...ทีนี้พวกแกเข้าใจหรือยัง”
สุบินกับอรอนงค์มองหน้ากันก่อนจะตอบออกมาพร้อมกัน กระแทกเสียงใส่หน้าสรนุช
“ไม่!!!”
สรนุชถึงกับผงะ
“ฉันไม่เห็นว่าไอ้การลงแข่งนั่นมันจะทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับชาวบ้านดีขึ้นตรงไหน...แล้วถ้าเกิดเราชนะขึ้นมา...ชาวบ้านเขายิ่งหมั่นไส้เราเข้าไปใหญ่” สุบินว่า
“นั่นซิ...ฉันว่าเราอยู่เฉยๆ น่ะดีแล้ว...อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลย” อรนองค์ก็ไม่เห็นงามด้วย
เห็นว่าไม่ได้ผลสรนุชครุ่นคิด...ว่าจะเอาไงดี เพราะท่าทางสุบินกับอรอนงค์จะไม่ยอมจริงๆ
“ที่แกสองคนไม่อยากแข่งเพราะไม่มั่นใจว่าจะชนะต่างหาก...” สรนุชพูดใส่หน้าสุบิน “สุบินที่แกพูดว่าแกกลัวว่าถ้าชนะแล้วชาวบ้านจะหมั่นไส้...ฉันว่ามันเป็นคำแก้ตัวของคนที่กลัวแพ้มากกว่า...ส่วนเธอ...อร...” หันมาทางอรอนงค์ “เธอกลัวว่าสาวเมืองกรุงอย่างเธอจะสู้กับสาวชาวบ้านพวกนี้ไม่ได้ใช่มั้ย”
สุบินกับอรอนงค์ถึงกับชะงัก สรนุชเห็นว่าทั้งสองคนเสียจังหวะเลยรีบกระทุ้งดอกสอง ด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ถ้าพวกเธอไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันว่า...พวกเธอก็ต้องลงแข่ง”
สรนุชพูดจบก็เดินไปที่ห้องเลยโดยไม่รอคำตอบ สุบินกับอรอนงค์มองหน้ากันงงๆ
“นุช...ฉันว่ามันไม่ใช่อย่างที่แกว่านะ...นุช”
อรอนงค์เดินตามสรนุชเข้าไปในบ้าน สุบินงงก่อนจะที่จะหันกลับมาเรื่องที่ตัวเองกำลังกลุ้มใจ...นั่นคือเรื่องของเจนจิรานั่นเอง
สุบินสีหน้าเครียดลง มองไปข้างในบ้าน เมื่อเห็นสรนุชกับอรอนงค์เข้าห้องไปแล้ว จึงค่อยๆ เดินย่องลงจากเรือนรับรองไป

เหตุการณ์ที่กรุงเทพฯ เวลาเดียวกันนั้นณวัตเดินออกจากลิฟต์ก่อนจะตรงมาที่ห้อง ระหว่างนั้นณวัตเห็นป้าจอมจุ้นขาเม้าท์ประจำคอนโดเดินสวนมา ณวัตทำหน้าเซ็งก่อนจะทำเป็นเดินก้มหน้าก้มตาหลบ แต่ไม่ได้ผลเมื่อป้าคนนั้นเรียกณวัตเอาไว้
“นังหนูคนนั้นเป็นไงมั่ง”
“คนไหน” ณวัตถามส่งๆ
“ก็คนที่หามส่งโรงบาลวันนั้นไง”
ณวัตชะงักไป ตอบเสียงอ่อยๆ “ก็ไม่เป็นไร”
ณวัตตอบแกนๆ ไปอย่างนั้น แล้วพยายามจะเดินหนี แต่ป้าก็เดินตามไม่ลดละ
“ไม่เป็นไรได้ไง...ก็วันนั้นป้าเห็นว่าแย่เอาการอยู่น้า”
“รู้แล้วจะถามทำไมละป้า”
ณวัตเริ่มหงุดหงิดกับการสอดรู้สอดเห็นของป้า
“เดี๋ยวก่อนซิ” ป้าคนนั้นเรียกไว้
ณวัตชักฉุนหันกลับมาอย่างหงุดหงิด “ป้า!!!”
แต่แล้วณวัตก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นป้ายื่นมือถือของเขาให้
“วันก่อนเราทำหล่นเอาไว้...ป้าจะเรียกแต่ก็ไม่ทัน”
ณวัตงงๆ คาดไม่ถึงว่ามือถือตนจะอยู่ที่คอนโดนี่เอง “เอ่อ...ขอบคุณครับ”
“ไม่เป็นไร...ทีหลังน่ะมีอะไรก็บอกป้าได้” ก่อนจะเดินไปแล้วป้านึกได้ “เออ...วันนั้นเห็นว่ามีคนโทร.เข้ามาตอนที่แม่หนูนั่นช็อกพอดี”
ว่าแล้วป้าก็เดินออกไป ณวัตมองมือถือเอามากดไล่ดูวันเวลาที่มีคนโทร.เข้ามา แล้วณวัตก็เห็นว่าเป็นเบอร์ต่างจังหวัด
“เบอร์ต่างจังหวัด...ใครวะ”

ณวัตเดินกดดูมือถือต่อเนื่องเข้ามาในห้อง แล้วณวัตก็เห็นข้อความเสียงที่ค้างอยู่ในโทรศัพท์ ณวัตรีบกดฟัง
เป็นข้อความเสียงของสรนุช “วัตอยู่กับใคร..!”
ณวัตได้ยินเสียงของสรนุชก็ถึงกับตกตะลึง
ณวัตฟังต่อ “วัตนอกใจนุชใช่มั้ย...นุชจะกลับกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้...เตรียมคำแก้ตัวของวัตไว้ให้ดีก็แล้วกัน...” มีเสียงดังตื๊ด...สิ้นสุดข้อความเสียง
ณวัตวางโทรศัพท์ลงหน้าซีดเผือด

ทางด้านสุบินกำลังเดินหงุดหงิดงุ่นง่านอยู่บริเวณหน้าบ้านพักของเจนจิรา
“จะบอกยังไงวะเรา...เฮ้อ...ไม่น่าเลยกู”
ระหว่างที่สุบินเดินไปเดินมาเพราะไม่รู้จะหาคำแก้ตัวยังไง อยู่ๆ เจนจิราก็เปิดประตูบ้านออกมา ผัวะ !!! ทั้งเจนจิรากับสุบินต่างก็อึ้งกันไป เจนจิราหันหลังกลับเข้าบ้านทันที
สุบินเห็นก็รีบตะโกนเรียก พร้อมกับวิ่งเพื่อให้ทันก่อนที่เจนจิราจะปิดประตู
“คุณเจน...เดี๋ยวก่อนคุณ”
เจนจิราปิดประตูกระแทกใส่หน้าสุบินเต็มแรงเสียงดังปัง! สุบินเคาะประตูเรียก
“คุณเจน...ฟังผมก่อน...” สุบินเสียงเศร้าลง “ผม...ผมขอโทษ”
เจนจิราที่ยืนพิงประตูอยู่ด้านในพูดลอดออกมา
“คุณไม่ต้องขอโทษหรอก...ฉันมันโง่เอง”
สุบินอึ้งไปเมื่อได้ยินเจนจิราพูดอย่างนั้น
“คุณเจน...” สุบินเจ็บใจตัวเอง “...ฮึ่ยย์”

เช้าวันต่อมาสมหญิงกำลังขนหญ้ามาให้ควายที่คอก ในขณะที่เจนจิรานั่งเหม่ออยู่
“อ้าว...คุณเจนเป็นอะไรคะ”
เจนจิราชะงัก เริ่มรู้สึกตัว “อ๋อ...เปล่าหรอกจ้ะ...เมื่อคืนฉันนอนไม่ค่อยหลับน่ะ”
สมหญิงพยักหน้ารับรู้แล้วหันไปสาละวนขนหญ้าลงต่อ เจนจิราเหล่มองสมหญิงก่อนจะตัดสินใจเลียบๆ เคียงๆ ถาม
“สมหญิง...ฉันถามอะไรหน่อยซิ”
“อูย...ถามเยอะๆ ก็ได้ค่ะ...สมหญิงน่ะอยากคุยอยู่แล้ว...วันๆ อยู่กับควายไม่ค่อยได้คุยกับใคร...คุณเจนอยากถามอะไรเหรอคะ”
“คือ...เมื่อคืนฉันดูละคร...แล้ว...พอดี...นางเอกน่ะ...แอบชอบพระเอก...แต่นางเอกไม่รู้ว่าจะบอกยังไง...เพราะกลัวว่าพระเอกจะไม่ชอบ” เจนจิราว่า
สมหญิงพูดพาซื่อ “โง่นะคะเนี่ย”
เจนจิราฟังแล้วถึงกับสะอึก “โง่ยังไงเหรอสมหญิง”
“เอ้า...ไม่รู้ค่ะ...แต่สมหญิงรู้ว่านางเอกละครเนี่ยโง่ทุกคน...คุณเจนไม่สังเกตุเหรอคะว่าพระเอกน่ะเกือบเสร็จนางอิจฉามาเกือบทั้งเรื่อง...แต่พอสุดท้ายนางเอกบรรลุโสดาบันก็เลยลุกมาทวงสิทธิของตัวเองคืน...อูย...ยิ่งพูดยิ่งมันขอระบายหน่อยนะคะ”
“แล้วถ้าเป็นสมหญิง...สมหญิงจะมีวิธีอะไรที่ทำให้พระเอกรู้ว่าชอบเขาอยู่หรือเปล่า” เจนจิราหยั่งเชิง
“จะไปยากอะไรคะ...ตอนแรกก็ต้องเรียกร้องความสนใจก่อน...แล้วเราก็ดูว่าถ้าพระเอกสนใจ...นั่นก็แสดงว่าเขาน่ะมีใจให้เรา” สมหญิงบอกราวกับเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความรัก
เจนจิราครุ่นคิดตามคำพูดของสมหญิง “เรียกร้องความสนใจเหรอ...?”

เจนจิราเดินครุ่นคิดไม่ตกมาตามทางในสถานี “เรียกร้องความสนใจ...แล้วจะทำยังไง”
ระหว่างนั้นเจนจิราก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นใจเด็ดยืนรออยู่
“หัวหน้า...”
“พี่บอกแล้วไง...ถ้าเราอยู่กันสองคน...เรียกพี่เหมือนเดิมก็ได้...เมื่อคืน...พี่ไม่เห็นเรามาทานข้าว...เป็นอะไรหรือเปล่า”
“พี่...เป็นห่วงเจนเหรอคะ”
“ก็ใช่ซิ...แหม...ถ้าเกิดตัวเต็งเทพีกระบือปีนี้เป็นอะไรไปก็แย่น่ะซิ”
เจนจิราชะงักกึก แล้วนึกบางอย่างออก ก่อนที่จะพลั้งปากพูดออกไปไวเท่าความคิด
“แต่ปีนี้เจนว่าเจนจะไม่ลงค่ะ”
ใจเด็ดมีสีหน้าแปลกใจขึ้นมา
“คือ...เจนรู้สึกเบื่อๆ น่ะคะ” เจนจิราบอก
“แต่ว่า...” ใจเด็ดอึ้งๆ
“เจนตัดสินใจแล้วค่ะ...ถ้าพี่ไม่มีอะไรแล้ว...เจนขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”
ว่าแล้วเจนจิราเดินผ่านหน้าใจเด็ดออกไปเลย ใจเด็ดงงว่าเจนจิราเป็นอะไร

ครู่ต่อมาเจนจิราเดินหน้านิ่งมาตามทาง ก่อนจะหันกลับไปมองข้างหลังแล้วเห็นว่าใจเด็ดอยู่ไกลจนมองไม่เห็นแล้ว จึงรีบหลบแว้บเข้าหลังต้นไม้ก่อนจะเป่าปากโล่งอก
“ฟู่..!” เจนจิรา มองไปข้างหลังอีกที “ตอนนี้ก็รอให้พี่ใจเด็ดมาง้อ”
เจนจิราแอบอมยิ้มอย่างมีความหวัง

เกริกไกรตกใจมาก เมื่อรู้ว่าเจนจิราจะไม่ยอมเป็นตัวแทนสถานีลงประกวด
“ยัยเจนไม่ลงประกวด”
ใจเด็ดพยักหน้ารับสีหน้าเครียด
“แล้วแกไม่ถามเหรอว่าทำไมน่ะ” เกริกไกรย้อนถาม
“เห็นบอกว่าเบื่อๆ...ฉันเลยไม่อยากถามอะไรมาก”
“แล้วคราวนี้จะให้ใครลงประกวดแทนละ”
ใจเด็ดครุ่นคิดก่อนจะมองหน้าเกริกไกร
“หมอ...”
เกริกไกรเข้าใจว่าใจเด็ดจะให้ตัวเองลงประกวด “เฮ้ย ! ไอ้บ้า...ทะลึ่งละ...ฉันเป็นผู้ชายทั้งแท่งเว้ย”
“ฉันไม่ได้จะให้หมอลงประกวดซะหน่อย...ฉันแค่จะบอกว่าปีนี้เราก็ไม่ต้องประกวดก็ได้”
“โน...ไม่ได้เลย..เทพีกระบือถือเป็นไม้ตายให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญของควายเพื่อนตายของเราแต่โบราณ”
“ฉันรู้...แต่ถ้าเจนเขาไม่ลงแล้วจะให้ทำไง”
ระหว่างนั้นมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่สรนุชจะเปิดผัวะเข้ามา โดยที่ใจเด็ดยังไม่ได้บอกว่าเชิญ
สรนุชเห็นใจเด็ดกับเกริกไกรหน้าเครียดก็ชะงัก
“อุ้ย...ท่าทางคงคุยเรื่องเครียดกันอยู่...เดี๋ยวฉันมาใหม่ก็ได้ค่ะ”
สรนุชทำท่าจะเดินออกไป ใจเด็ดกับเกริกไกรหันมองหน้ากัน ก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจเรียกสรนุชพร้อมกัน
“คุณนุช” ใจเด็ดกับเกริกไกรประสานเสียง
สรนุชหันมามองสองหนุ่มอย่างงงๆ ว่าเรียกเธอทำไม

ไม่นานหลังจากนั้น ใจเด็ดกับสรนุชก็พากันเดินทางมาที่วัด หลวงพ่อแปลกใจหลังจากรู้เรื่อง
“โยมจะลงประกวดรึ”
สรนุชนั่งฟังอยู่กับใจเด็ด
“เปล่าหรอกค่ะ...คือดิฉันมาเป็นตัวแทนของเพื่อนที่จะลงน่ะค่ะ” สรนุชบอก
“แล้วโยมเจนล่ะ” หลวงพ่อหมายถึงเจนจิรา
“เห็นว่าปีนี้เธอไม่อยากประกวดน่ะครับ...ผมก็เลยมาถามหลวงพ่อก่อนว่าเราสามารถให้คนนอกพื้นที่ประกวดได้หรือเปล่า” ใจเด็ดบอก
“เอ...เรื่องนี้อาตมาก็ไม่ค่อยแน่ใจนะ...แต่คิดว่าน่าจะได้...ขนาดนางสาวไทย...อาตมายังเห็นชาติอื่นมาประกวดได้เลยนี่”
สรนุชกับใจเด็ดมองหลวงพ่ออย่างแปลกใจ หลวงพ่อชะงักรีบเก็กหน้าขรึม
“อะแฮ่ม...อาตมาดูตอนที่ยังเป็นฆารวาสน่ะ”
สรนุชกับใจเด็ดถอนหายใจโล่งอก ระหว่างนั้นเสียงของโชคชัยดังขึ้น
“คุณนุช !
สรนุชกับใจเด็ดหันไปก็เห็นโชคชัยเดินขึ้นมาบนกุฏิ โชคชัยคลานเข่าเข้ามาก่อนจะก้มลงกราบหลวงพ่อ
“เออ...ไปไงมาไงละนายก”
“คือ...ผมไปหาคุณนุชที่สถานีเมื่อเช้า...เห็นหมอบอกว่าคุณนุชมาวัดกับใจเด็ด...ผมก็เลยตามมาน่ะครับ”
“อ๋อ...สรุปว่าไม่ได้มาหาอาตมา” หลวงพ่อแซวเอา
“มาหาหลวงพ่อซิครับ...แต่พอดีผมทราบเรื่องที่คุณนุชจะลงประกวดเทพีกระบือ...ผมก็เลยรีบมา...เผื่อคุณนุชอยากได้คำปรึกษาอะไร”
ใจเด็ดฟังแล้วทำหน้าเซ็งนิดๆ
“ไม่ใช่ค่ะ...ฉันไม่ได้ประกวด...ยัยอรค่ะ...ที่ฉันมานี่เพื่อมาถามหลวงพ่อว่าถ้าไม่ใช่คนที่นี่จะลงประกวดได้มั้ย” สรนุชว่า
“ทำไมจะไม่ได้ละครับ” โชคชัยบอก
สรนุชดีใจสุดขีด “จริงเหรอคะ”
“ครับ...ผมขอยืนยันด้วยเกรียติของนายกอบต.หนองระบือครับ”
สรนุชยิ้มให้โชคชัยด้วยความดีใจ ในขณะที่ใจเด็ดทำหน้าเซ็งเมื่อโดนขโมยซีนไปต่อหน้าต่อตา

เวลาเดียวกัน เจนจิราชะเง้อรอใจเด็ดอยู่ที่หน้าบ้าน
“ทำไมยังไม่มาง้ออีกเนี่ย” เจนจิราคิดไปคิดมา “หรือว่า...พี่ใจเด็ดจะโกรธ”
เจนจิราครุ่นคิดอย่างลังเล
ในขณะที่ใจเด็ดเดินหน้าเครียดมาตามทาง ระหว่างนั้นเสียงของเจนจิราดังขึ้น
“พี่...”
ใจเด็ดหยุดก่อนจะหันไปเห็นเจนจิราเดินเข้ามา
“ว่าไงเจน...”
“คือ...เจนมาคิดๆ ดูแล้วเรื่องที่พูดกับพี่ไปเมื่อเช้าน่ะค่ะ”
ใจเด็ดงง สีหน้าสงสัยว่าเรื่องอะไร
“ก็เรื่องนางเทพีกระบือไงคะ”
ใจเด็ดเพิ่งถึงบางอ้อ
“คือ...เจนว่า...”
“ไม่เป็นไร...ตอนนี้พี่หาคนประกวดแทนเราได้แล้ว” ใจเด็ดบอก
เจนจิราที่กำลังจะบอกว่าเธอยอมประกวดถึงกับอ้าปากค้าง
“เอ่อ...อ๋อ...ดีจังเลยค่ะ...แล้วใครเหรอคะ”
“คุณอรน่ะ...คุณนุชแกให้คุณอรเป็นตัวแทนของสถานีเรา” ใจเด็ดเดินเข้ามาตบไหล่ปลอบใจ “ถ้ารู้สึกว่างานมันหนักก็บอกพี่นะ”
ใจเด็ดผุดยิ้มที่มุมปากให้กับเจนจิราก่อนจะเดินออกไป เจนจิราถึงกับอึ้งที่ทุกอย่างออกมาผิดคาด

พอรู้เรื่องจากสมคิดที่มารายงาน ช่อผกาก็ออกอาการวีนแตกทันควัน
“ไม่จริง ! พี่เด็ดต้องไม่เอานังพวกนั้นลงประกวดแน่”
ชาญณรงค์นอนคว่ำอยู่บนโซฟา โดยมีสมคิดคอยทายาที่หลังบริเวณแผลที่โดนมีดทิ่ม อยู่ไม่ห่าง
“เอ็งได้ยินมาถูกหรือเปล่า...ไอ้คิด” ชาญณรงค์ถามย้ำ
“ยิ่งกว่าถูกอีกนาย...ถ้าผิดจากนี้นิดเดียว...ไอ้คิดให้นายกระทืบสามวันสามคืนเลยจริงๆ” สมคิดการันตี
ช่อผกาได้ยินอย่างนั้นก็ร้องกรี๊ดออกมา “อ๊าย...”
ชาญณรงค์โมโห“เว้ย ! นังผกา...แกจะแหกปากหาอะไร”
“หรือว่าคุณหนูกลัวแพ้ครับ” สมคิดออกความเห็นอีก
“ไอ้คิด...ไอ้เลว...แกคิดว่าความสวยฉันสู้คนอื่นหรือไง”
“ไม่ใช่อย่างนั้น...คือ...ผมกำลังจะบอกว่าคุณหนูไม่ต้องกลัวแพ้หรอกครับ...เพราะยังไงเดี๋ยวนายท่านก็จัดการเหมือนกับปีที่แล้วแน่ๆ” สมคิดว่า
ช่อผกาหูผึ่ง “จัดการ..? จัดการอะไรพ่อ”
“ก็ไม่ได้ทำอะไร...พ่อก็แค่ยืดอายุการผ่อนหนี้ของพวกกรรมการออกไปให้นิดหน่อยเท่านั้นเอง” ชาญณรงค์บอกหน้าตาเฉย
“นี่พ่อกำลังจะบอกว่าที่หนูชนะมาทุกปี เพราะติดสินบนกรรมการพวกนั้นใช่มั้ย”
“เอ่อ...พ่อไม่ได้ว่าอย่างนั้น”
“อ๊าย” ช่อผกาเจ็บใจร้องกรี๊ดออกมา
ชาญณรงค์กับสมคิดต่างพากันเอามือปิดหูแทบไม่ทัน
“ปีนี้พ่อไม่ต้องทำอะไรเลยนะ...หนูจะใช้ความสวยของหนูพิชิตตำแหน่งนางเทพีกระบือมาด้วยความสวยของหนูเอง”
พูดแค่นั้นช่อผกาก็เดินกระทืบเท้าเสียงปึงปังออกไปอย่างหงุดหงิด
“เอาไงดีครับนาย” สมคิดถาม
“จะเอาไง...ก็ทำเหมือนเดิมนั่นแหละ...เรื่องอย่างนี้มันไว้ใจกันได้ที่ไหน...แล้วแกรู้หรือเปล่าว่าไอ้ใจเด็ดมันส่งใครเข้าประกวด”
สีหน้าชาญณรงค์ดูจะเป็นกังวลเอามากๆ

สรนุชกลับมาที่สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ แล้วแจ้งเรื่องที่ไปหารือกับใจเด็ดและหลวงพ่อให้เพื่อนซี้รับรู้ อรอนงค์ตกใจ

“ฉันเนี่ยนะ”
“จะตกใจอะไรคะคุณอร...หรือเธอจะส่งสุบินลงประกวดแทนละ” สรนุชย้อนถาม
“พอเลย...แค่ฉันต้องแข่งไถนา...ชีวิตก็แย่พอแล้ว” สุบินบอก
เห็นสีหน้าอรอนงค์เครียดจัด สรนุชต้องเข้าตบไหล่ปลอบใจ
“เป็นไร...คิดซะว่ามันเป็นงานอย่างนึงซิ...กลับกรุงเทพฯเมื่อไหร่...ฉันจะเขียนรายงานให้เธอได้เป็นหัวหน้าแผนกบัญชีเลยเอ้า”
“ไม่อ่ะ...ฉันทำไม่ได้หรอกนุช” อรอนงค์ปฏิเสธ
“ได้ซิ...ไม่เห็นต้องทำอะไร...เธอก็แค่เดินๆ...แล้วพอกรรมการเขาถามก็แค่พูดว่าเธอเป็นคนรักเด็กกับรักสัตว์มาก....ค่ะ” สรนุชบอกราวกับเป็นกูรูนางงาม
“นี่...มัวแต่พูดเล่นอยู่นั่นแหละ...แกรู้หรือเปล่าว่านางเทพีกระบือต้องทำอะไรบ้าง”
“เอ่อ...ไม่รู้หรอก” สุบินกับอรอนงค์ทำหน้าเซ็ง สรนุชพูดต่อ “จะไปยากอะไร...เราไม่รู้ก็ถามคนรู้ก็สิ้นเรื่อง”
“แล้วแกจะถามใคร” สุบินถาม
ระหว่างนั้นเสียงของโชคชัยดังขึ้น
“คุณนุช...คุณนุชอยู่มั้ยครับ”
ทั้งสามตาโตเหมือนได้คำตอบแล้ว ไม่นานนักโชคชัยก็เดินเข้ามา เห็นสรนุช สุบิน และอรอนงค์นั่งคุยกันอยู่
“อ้าว...อยู่นี่กันเอง” ใชคชัยเห็นสายตาที่ทั้งสามมองมาก็สงสัย “มีอะไรหรือเปล่าครับ”

ด้านใจเด็ดกำลังดูชุดไทยที่เป็นชุดประจำของสถานี โดยมีภิรมย์ และสมหญิงยืนออกความเห็นอยู่ด้วย
“เป็นไง...พวกเราว่าคุณอรจะใส่ชุดนี้ได้มั้ย”
“สบายครับ...คุณอรนะหัวหน้าไม่ใช่นังนี่” ภิรมย์แขวะสมหญิง
“จ้ะ...พ่อหุ่นดี...พ่อสเลนเดอร์” สมหญิงประชดกลับแล้วตบหัวภิรมย์เข้าให้ “นี่...ก่อนว่าคนอื่นดูตัวเองซะก่อน” หันมาพูดกับใจเด็ด “ได้อยู่แล้วหัวหน้า...ถ้าคุณอรใส่ชุดนี้รับรองว่าตำแหน่งเทพีนางกระบือต้องเป็นของสถานีเราอย่างแน่นอน”
ใจเด็ดมองชุดไทยในมือยิ้มออกมาได้

ใจเด็ดเดินถือถุงเสื้อมุ่งหน้ามาที่เรือนรับรอง แต่แล้วใจเด็ดก็ต้องชะงักไปเมื่อได้ยินเสียงคนเดินคุยกันมาตามทาง ก่อนที่จะเห็นว่าเป็นโชคชัย สรนุช และอรอนงค์นั่นเอง
สรนุช โชคชัยและอรอนงค์เดินมาจนเห็นใจเด็ดยืนอยู่ก็หยุดเช่นกัน
“พวกคุณจะไปไหนกัน”
“ฉันกำลังจะพาคุณนุชกับคุณอรไปดูชุดประกวดที่ตลาดน่ะ”
ใจเด็ดได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกหน้าชาไปพร้อมพยายามหลบถุงเสื้อ
สรนุชสังเกตเห็นก็สงสัย “ถุงอะไรน่ะ”
ใจเด็ดพูดไม่ออก “เอ่อ...”
“ไง...เอามาให้พวกฉันหรือเปล่า”
สรนุชจะเข้ามาดูถุงในมือของใจเด็ด แต่ถูกใจเด็ดกระชากกลับอย่างแรง จนทำให้ทุกคนอึ้งไป
“ผมไม่ได้เอามาให้คุณ”
สรนุชไม่เชื่อยี้ปากใส่ด้วยความหมั่นไส้
“คุณใจเด็ดไปด้วยกันมั้ยคะ” อรอนงค์ถาม
“อย่าดีกว่าครับ...ผมมีงานต้องทำอีกมาก...เชิญพวกคุณตามสบายเถอะครับ”
“ชิ...ไปกันดีกว่าคะ” สรนุชหันมาทางโชคชัย
“ครับ” โชคชัยเดินนำสรนุชกับอรอนงค์ไปตามทาง

ขณะที่ใจเด็ดทำท่าว่าจะเดินไปอีกทาง แต่ก็หยุดชะงัก แล้วหันไปมองตามทั้งสามคน พลางมองถุงเสื้อในมือ ด้วยความปวดร้าวลึกๆ ภายในใจ

 อ่านต่อหน้า 2 




 กระบือบาล  ตอนที่ 7 (ต่อ)

ไม่นานหลังจากนั้นโชคชัย กับสรนุชและอรอนงค์ เดินอยู่ในตลาดหนองระบือ

“รับรองครับว่าร้านนี้ต้องถูกใจคุณนุชกับคุณอรแน่นอน”
“แสดงว่าเป็นร้านดังใช่มั้ยคะ” สรนุชยิ้มระรื่น
“ครับ...ร้านนี้เป็นร้านดังที่สุดในหนองระบือเลยทีเดียว”
“ไงอร...คราวนี้เธอไม่ต้องไม่สวยแล้ว...โอเค๊” สรนุชยิ้มให้เพื่อนซี้
ระหว่างนั้นโชคชัยหยุดที่หน้าร้านแห่งหนึ่ง
“ถึงแล้วครับ”
สรนุชกับอรอนงค์ที่ยิ้มอยู่พอหันมองมาที่ร้านก็ถึงกับยิ้มค้าง
เมื่อเห็นว่าเป็นห้องเสื้อแบบโบราณประมาณยุค 60 เห็นจะได้
“เข้าไปดูกันครับ” โชคชัยชวน
สรนุชบอกกับอรอนงค์ “ข้างในอาจจะไม่ใช่อย่างที่เราคิดก็ได้...ไป”
สรนุชพยายามปลอบอรอนงค์ก่อนจะดึงอรอนงค์ตามโชคชัยเข้าไป

สรนุชกับอรอนงค์มองแบบเสื้อผ้าที่อยู่ภายในร้าน ทั้งสองต่างก็ทำหน้าไม่ถูก ระหว่างนั้นป้าเจ้าของร้านเดินออกมา
“สวัสดีจ้ะนายก...มาดูเสื้อหรือไง”
“ครับ...” โชคชัยไหว้ทักทาย
ป้ารีบเดินเข้าไปหาสรนุชทันที
“แหม...สวยจังเลยหนู...” หันมาพูดกับโชคชัย “ตาถึงจริงๆ เลยนะนายก...ไงคะ...จะมาซื้อชุดพาแฟนออกงานเหรอคะ”
คำพูดของป้าเจ้าของร้านทำเอาโชคชัยถึงกับเขิน แต่สรนุชรีบพูดขึ้น
“อุ้ย...ไม่ใช่ค่ะ”
“ไม่ใช่อะไรจ๊ะ...ไม่ใช่แฟนนายกหรอกเหรอ”
“ค่ะ...ไม่ใช่แฟนแล้วก็ไม่ได้ไปออกงาน...คือ...เราจะมาดูชุดที่จะใช้ประกวดเทพีนางกระบือน่ะค่ะ”
“อ้าว...อุ้ย...งั้นโทษนะจ้ะ..” ป้าไปมองอรอนงค์ “ได้...หนูใช่มั้ยที่จะประกวด”
“ค่ะ”
ป้ามองสำรวจสัดส่วน “ได้...เดี๋ยวป้าเอามาให้เลือกนะ”
ป้าเจ้าของร้านเดินออกไป สรนุชกับอรอนงค์มองหน้ากันเจื่อนๆทั้งคู่


เวลาเดียวกันใจเด็ดมองชุดในมือ ก่อนจะเก็บมันลงกล่อง ระหว่างนั้นเกริกไกร ภิรมย์และสมหญิงเปิดประตูเข้ามาในสำนักงานพอดี
“อ้าว...นั่นมันชุดที่จะใช้ประกวดนี่คะหัวหน้า”
“ทำไมเก็บซะละครับ...พวกคุณแกไม่ใส่เหรอครับ” ภิรมย์สงสัย
ใจเด็ดปิดกล่องก่อนจะเก็บมันเข้าตู้ดังเดิม
“นายกเขาอาสาพาคุณอรไปเลือกชุดใหม่น่ะ”
เกริกไกรตกตะลึง “อะไรนะ...แกว่าใครพาคุณอรไปนะ”
ใจเด็ดย้ำ “นายกโชคชัยไง”
“นายกโชคชัย” เกริกไกรสีหน้าเครียด “แกไม่รู้แปลกๆ บ้างหรือไงวะไอ้เด็ด”
“แปลก..? เรื่องอะไร”
“เอ้า...ก็พักนี้นายกเขามาที่สถานีเราบ่อยๆ...ฉันว่านายกเขาต้องติดใจอะไรที่นี่แน่ๆ”
ใจเด็ดนิ่งไปไม่อยากจะบอกว่า ความรู้สึกของเขารู้ว่าโชคชัยชอบสรนุช
“ฉันว่าแกอย่าคิดมากเลย...นายกเขาอาจจะต้องการให้งานทำขวัญควายออกมาดีที่สุดก็ได้”
แม้ว่าปากใจเด็ดจะพูดอย่างนั้นแต่เกริกไกรก็ยังไม่หายกังวล ขณะที่ใจเด็ดเองก็รู้ว่ามันเป็นคำพูดปลอบใจตัวเองนั่นเอง

ด้านสรนุชกับอรอนงค์มองชุดในมือสีหน้าเจื่อนๆ ป้าเจ้าของร้านอธิบายฉอดๆ
“นี่เลย...ชุดนี้ เพชรา เชาวราษฏร์ ตอนที่ดังๆ ชอบใส่ชุดนี้มาก”
“เอ่อ...แต่หนูว่ามันไม่ค่อยเหมาะกับการประกวดเท่าไหร่...ป้ามีชุดใหม่มั้ยคะ” อรอนงค์ท้วง
“เหรอ...งั้นลองชุดนี้”
ป้าบอก ว่าแล้วก็หยิบอีกชุดมาให้สองสาวดู
“นี่...งั้นชุดนี้ต้องเหมาะแน่ๆ...เป็นชุดของสวลี ผกาพันธ์”
สรนุชอึ้งกิมกี่ “เอ่อ...”
“ไง...สวยนะป้าว่า...มันออกแนวปัดโธ่ไง”
อรอนงค์ท้วง “แนวเรทโทมั้งคะ”
“เออ...นั่นแหละ”
“คุณป้ามีแบบว่า...ที่ใหม่ที่สุดในร้านมั้ยคะ” สรนุชถามขึ้น
“ใหม่ที่สุดเหรอ...แน่ใจนะว่าใส่ได้...ชุดนี้มันเปรี้ยวนา”
ว่าแล้วป้าเจ้าของร้านก็หยิบชุดเสื้อเปิดไหล่นิดหน่อยกับกางเกงขายาวออกมา
“นี่เลย...ชุดนี้มนฤดี...ยมาภัย...ใส่ตอนเล่นเรื่องบ้านทรายทอง”
สรนุชกับอรอนงค์ถึงกับเซถลากันไป โชคชัยหน้าเจื่อนรู้ว่าทั้งสองไม่ค่อยชอบนั่นเอง

โชคชัยเดินออกมาจากร้านเสื้อพร้อมกับสรนุชและอรอนงค์
“ถ้าคุณอรไม่ถูกใจเดี๋ยวผมขับรถไปดูจังหวัดใกล้ๆให้ก็ได้นะครับ”
“อุ้ย...ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ...แค่นี้อรก็เกรงใจคุณโชคชัยจะแย่อยู่แล้ว” อรอนงค์เกรงใจ
“เกรงใจอะไรกันครับ...ถ้าถึงวันงานแล้วคุณอรไม่สวย...คุณนุชอาจจะโทษผมได้”
“อ้าว...เห็นนุชเป็นคนอย่างนั้นเหรอคะ”
โชคชัยหัวเราะร่าที่ได้แหย่แซวสรนุช ระหว่างนั้นเสียงของชาญณรงค์ก็ดังขึ้น
“น้องอร”
อรอนงค์สะดุ้งโหยง ก่อนที่จะหันไปเห็นชาญณรงค์ในสภาพไม่เต็มร้อย หัวเป็นแผล หลังเป็นรู เดินเข้ามา
“ผู้พัน”
“ช่างบังเอิญจังนะจ๊ะ...อย่างนี้เขาเรียกว่าบุพเพสันนิวาสแน่ๆ เลย”
สรนุชได้ยินที่ชาญณรงค์พูดก็รู้สึกแปลกใจ
“อ้าว...นายก...” ชาญณรงค์มองทั้งสามคนด้วยความประหลาดใจ “มาทำอะไรกันที่นี่”
“พอดีผมมาเป็นเพื่อนคุณนุชกับคุณอรเลือกชุดประกวดวันงานทำขวัญควายน่ะครับผู้พัน”
ชาญณรงค์ตื่นเต้นออกนอกหน้า “จริงซิ...พี่ลืมไปเลยว่าน้องลงประกวด...ถ้าอย่างนั้น เอ่อ...ไม่ทราบว่าจะว่าอะไรมั้ยครับถ้าผมจะขอโอกาสเลี้ยงฉลองให้กับตำแหน่งเทพีกระบือให้กับน้องอรเขาล่วงหน้า”
ทุกคนได้ยินอย่างนั้นก็ทำหน้าเหวอกันไป

ทางด้านสุบินเดินมาเลียบๆ มองเมียงไปที่คอกก็เห็นเจนจิรากำลังทำงานหน้าตาเคร่งเครียดอยู่
สุบินออกอาการกล้าๆกลัวๆ ไม่รู้ว่าจะพูดยังไง
สุบินตัดสินใจ “เอาวะ”
ว่าแล้วสุบินก็เดินเข้าไปหาเจนจิราที่กำลังทำงานอยู่
“เอ่อ...” สุบินไม่รู้จะพูดว่าไงเลยทักแบบแข็งๆ “หวัดดีครับ”
เจนจิราชะงักก่อนจะหันมาเห็นสุบิน เจนจิราทิ้งคราดในมือก่อนจะเดินหนีไป สุบินรู้อยู่แล้วว่าเจนจิราจะเดินหนีเลยวิ่งไปดักหน้า
“ผมบอกว่าผมขอโทษแล้วไง”
เจนจิราไม่สนใจ เมื่อสุบินมาดักหน้าเธอก็หมุนกลับอีกทาง แต่สุบินก็วิ่งมาดักอีก เจนจิราหันกลับจะเดินหนี สุบินจึงตัดสินใจคว้ามือของเจนจิราเอาไว้
เจนจิราชะงักไปแล้วมองที่มือของสุบินที่จับมือเธอ สุบินเองก็เกิดความรู้สึกแปลกๆ ชั่วแวบหนึ่งขึ้นมาในใจ
“คุณต้องการอะไร...คุณอยากให้ฉันทำในสิ่งที่ใจบอก...ฉันก็ทำแล้ว...แล้วมันเป็นยังไง”
“ผมอยากให้คุณสอนผมไถนา”
เจนจิราอึ้งปนงง “อะไรนะ”
สุบินพูดอย่างนั้นออกไปเพราะต้องการใช้เรื่องการแข่งไถนามาคุยกับเจนจิรา และเพื่อต้องการเปลี่ยนเรื่องเพราะไม่อย่างนั้นเจนจิราอาจจะจมอยู่กับเรื่องเก่าๆ
แต่เจนจิรากลับเข้าใจไปเรื่องอื่น
“ใช่...ฉันมันเป็นควาย...พอใจยัง”
เจนจิราสะบัดมือสุบินออกก่อนจะเดินออกไป สุบินเองก็งงไม่แพ้กัน
“อะไรวะ...บอกให้สอนไถนา...แล้วมันเป็นควายตรงไหน” สุบินเพิ่งนึกออก “เฮ้ย! หรือว่าเธอคิดว่าเราให้เธอเป็นควาย” ยิ่งคิดก็ยิ่งตกใจ “โอ๊ย...! ทำไมมันเป็นอย่างนี้วะ”

เวลาเดียวกันใจเด็ดกับภิรมย์กำลังช่วยกันต้อนลูกควาย ใจเด็ดกระโดดคว้าลูกวัวตัวหนึ่งเอาไว้ได้ ก่อนจะตะโกนเรียกเกริกไกร
“ได้แล้วหมอ”
เกริกไกรยืนเหม่อมองไปทางหน้าสถานี จนใจเด็ดต้องตะโกนเรียกอีกครั้ง
“หมอ”
เกริกไกรเริ่มรู้สึกตัว “มาแล้วๆ”
เกริกไกรรีบพุ่งเข้ามาหาลูกควายที่อยู่วงแขนของใจเด็ดกับภิรมย์พร้อมกับเข็มฉีดยาในมือ
แต่ทันใดนั้นเสียงของภิรมย์ก็ร้องขึ้น
“โอ๊ย”
“เป็นไร” ใจเด็ดสงสัย
ภิรมย์นิ่งไปก่อนจะหงายหลังล้มตึง เห็นเข็มฉีดยาปักอยู่คาคอ
“เฮ้ย ! ภิรมย์...ภิรมย์”
ใจเด็ดหันไปมองเกริกไกร เกริกไกรอึ้งไปได้แต่ยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก

ที่ร้านคาราโอเกะแห่งนั้น เสียงร้องเพลงดังแทรกเข้ามา
“ท่าฉลอม...กับมหาชัย”
เป็นผลงานของชาญณรงค์กำลังยืนร้องเพลงอยู่ภายในห้องคาราโอเกะส่วนตัว โดยมีสรนุช อรอนงค์ และโชคชัยนั่งฟังอยู่อย่างเบื่อๆ
“จะคิดทำไมว่าไกล...เชื่อมความรักไว้ดีกว่า”
ชาญณรงค์ร้องไปก็พยายามส่งสายตามาที่อรอนงค์ อรอนงค์พยายามหลบตา สรนุชมองอาการของผู้พันชาญณรงค์ก็รู้เลาๆ ว่าชาญณรงค์กำลังจีบอรอนงค์
ชาญณรงค์ยังร้องเพลงต่อเนื่อง ก่อนจะเห็นว่าท่าทางคนฟังเบื่อๆ เลยพูดขึ้นกลางเพลง
“ไม่สนุกกันเหรอครับ”
“ผมว่าผู้พันลองเปลี่ยนเป็นเพลงเร็วๆ ดีมั้ยครับ” โชคชัยเชียร์ต่อ
“เพลงเร็ว...อ๋อ...ได้เลย” ว่าแล้วก็ร้องเพลงท่าฉลอมกลายเป็นแร๊พซะงั้น “บอกเพียงซักคำว่าไม่รักจะหักใจลา...ซ่อนตัวตามประสา...จะหนีซ่อนหน้า...ห่างไกล”
ทุกคนอึ้งไป ชาญณรงค์หัวเราะขำอยู่คนเดียว
“ล้อเล่นนิดๆ หน่อยๆ น่ะครับ...เพลงเร็วใช่มั้ย”
ชาญณรงค์หันไปเลือกเพลง สรนุชได้ทีหันไปแหย่อรอนงค์
“ฮัลโหล”
อรอนงค์สะดุ้ง “อะไร”
“เปล่า...ฉันแค่ลองดูว่าเธอได้ยินมั้ย...หรือว่ากำลังอินไปกับเพลง”
“อินอะไรเล่า”
“แหม...ก็ผู้พันเขาอุตส่าห์ร้องเพลงสารภาพรักซะขนาดนี้”
“พูดอะไรนะนุช...” อรอนงค์บอกฉุนๆ
“เอ้า...ก็เล่นส่งสัญญาณความถี่สูงมาให้ซะขนาดนี้...ถ้าไม่ใช่ฉันยอมให้เตะเลย”
ระหว่างนั้นเสียงเพลง “เล่นของสูง” ดังขึ้น ทุกคนหันไปเห็นชาญณรงค์โยกหัวในมาดหนุ่มร็อก
“รู้ว่าเสี่ยง...แต่คงต้องขอลอง”
ทุกคนหน้าเจื่อนลงอีกเพราะเสียงของชาญณรงค์ไม่ได้เข้ากับเพลงเลยแม้แต่น้อย
“รู้ว่าเหนื่อย...ถ้าอยากได้ของที่อยู่สูง...”
ชาญณรงค์ตั้งใจส่งประโยคนั้นให้กับอรอนงค์ ส่วนโชคชัยก็แอบมองสรนุช อินไปกับเพลงท่อนที่ชาญณรงค์ร้องเช่นกัน สรนุชไม่รู้ตัวว่าถูกโชคชัยแอบมองเพราะเอาแต่ขำอรอนงค์ สรนุชนึกสนุก ลุกขึ้น
“อ้าว...จะไปไหนน่ะนุช”
“ห้องน้ำ” สรนุชรีบหันไปชวนโชคชัย “ไปห้องน้ำกันมั้ยคะ...เราจะได้ปล่อยให้ผู้พันเขาเล่นของสูงไป”
“ได้ครับ”
“ฉันไปด้วย” อรอนงค์จะลุกตาม
สรนุชกดไหล่อรอนงค์ให้ลงนั่งเหมือนเดิม “รออยู่นี่แหละ...เดี๋ยวผู้พันเขาปีนขึ้นมาแล้วไม่เจอหรอก สรนุชหันมาพูดกับชาญณรงค์ “ฝากอรด้วยนะคะผู้พัน”
ชาญณรงค์ยิ้มกริ่มที่สรนุชเปิดโอกาส “ได้เลยครับ”
สรนุชแอบอมยิ้มก่อนจะรีบเดินออกไปกับโชคชัย ชาญณรงค์ส่งยิ้มให้อรอนงค์ก่อนจะร้องเพลงเข้าที่ท่อนฮุกดังสุดเสียง
“ได้เกิดมาเจอเธอทั้งที...ไม่ว่ายังไงจะลองดีซักวัน...อยากรักก็ต้องเสี่ยง...ไม่อยากให้เธอเป็นเพียงภาพในความฝัน”
อรอนงค์ทำหน้าเบ๊อยากจะร้องไห้ให้ได้

สรนุชเดินอมยิ้มมาตามทาง ระหว่างนั้นโชคชัยพูดขึ้น
“ขำอะไรเหรอครับ”
“ก็ถ้าผู้พันแกชอบยัยอรจริงๆ คงขำดีพิลึก”
โชคชัยได้ยินอย่างนั้นก็มีสีหน้าเศร้าลง
“เพราะคุณอรแกอยู่สูงเกินกว่าที่คนอย่างผู้พันจะเอื้อมถึงเหรอครับ”
โชคชัยจงใจพูดเปรียบเปรยกับตัวเองเพื่อไม่ให้สรนุชรู้
“ใครบอกละคะ...คนที่สูงน่ะผู้พันต่างหาก”
โชคชัยงง “อะไรสูงเหรอครับ”
“อายุค่ะ”
โชคชัยอมยิ้มตามสรนุช ก่อนจะลองเลียบๆเคียงๆพูดขึ้น
“ถ้ามีคนมาแอบชอบคุณนุช...แล้วเขาต่ำต้อยเหมือนในเพลง...คุณนุชคิดยังไงครับ”
สรนุชฟังแล้วแปลกใจ
โชคชัยรีบทำเป็นไก๋ “เอ่อ...คือผมอยากรู้มุมมองของผู้หญิงน่ะครับ...ถ้าผู้ชายต่ำต้อยกว่า...ผู้หญิงจะรู้สึกยังไง”
“ถ้าเป็นนุช...ความรักก็คือความรักค่ะ...ไม่ได้ขึ้นว่าสูงหรือต่ำ...สำหรับนุช...ขึ้นอยู่ที่ว่าเขาจะทำให้นุชรักเขาได้หรือเปล่า”

พูดจบสรนุชก็เดินต่อ ขณะที่โชคชัยนิ่งและคิดตามคำพูดของสรนุชเหมือนกำลังตัดสินใจบางอย่าง

 อ่านต่อหน้า 3 เวลา 17.00 น. 




เนื่องจากเมื่อวานนี้ (31 มีนาคม) ได้เกิดเหตุกระแสไฟฟ้าขัดข้องตลอดทั้งวัน จึงไม่สามารถอัพตอนต่อของ "กระบือบาล" ในวันและเวลาที่แจ้งไว้ได้ "ทีมละครออนไลน์" จึงขออภัยมา ณทีนี้
 กระบือบาล  ตอนที่ 7 (ต่อ)

ภายในร้านคาราโอเกะขณะนั้น ชาญณรงค์เร่งรุกทำคะแนนต่อ ตักกับข้าวให้อรอนงค์ จนเวลานี้จานอรอนงค์มีกับข้าวล้นเต็มจานไปหมด

“พอเถอะค่ะผู้พัน...นี่ผู้พันจะขุนอรเขาลงประกวดธิดาสุกรเหรอคะ” สรนุชบอก
“แหม...ถ้าคุณอรแกเป็นหมู...ผู้พันคนนี้ก็ขอเป็นรำแล้วกันครับ” ชาญณรงค์ว่า
สรนุชกับอรอนงค์ถึงกับเหล่มองกัน ระหว่างนั้นโชคชัยตักแป้งฟูให้กับสรนุช
“ขอบคุณค่ะคุณโชคชัย...” สรนุชตักเข้าปากเคี้ยวกร้วมๆ “อร่อยจังค่ะ...อะไรเหรอคะ”
“กุ้งฟูน่ะครับ...เมนูโปรดของผมเลยนะครับ”
สรนุชรู้สึกถึงคลื่นบางอย่างที่โชคชัยพยายามส่งมา แต่แล้วสรนุชก็นึกได้
“ห๊า ! เมื่อกี้คุณโชคชัยบอกว่าไอ้ที่นุชกินเข้าไปเมื่อกี้มันอะไรนะคะ”
“กุ้งฟูไงครับ...ทำไมเหรอครับ”
สรนุชสีหน้าตื่นตกใจ

ทางด้านใจเด็ดกับเกริกไกรนั่งอยู่ที่นั่งรอของสถานีอนามัย
ใจเด็ดตบบ่าปลอบใจ “เอาน่า...ภิรมย์ไม่เป็นไรมากหรอกน่า”
“ขอโทษนะเว้ย...ที่ภิรมย์ต้องเป็นอย่างนี้ที่แกต้องเสียเวลามาที่อนามัยนี่...ทั้งหมดมันเป็นเพราะฉัน”
ใจเด็ดมองอย่างรู้ทัน “แกจะห่วงอะไร...คุณอรเขาไปกับนายก...ไม่มีอะไรหรอกน่า”
เกริกไกรชะงักไป “ไอ้ที่ฉันห่วงก็เรื่องนายกนี่แหละ”
ใจเด็ดชักสงสัย
“ไอ้เด็ด...แกว่านายกเขาชอบคุณอรเปล่าวะ”
ใจเด็ดนิ่งไปเพราะรู้ว่าคนที่โชคชัยชอบไม่ใช่อรอนงค์ แต่เป็นสรนุชต่างหาก
“แล้วถ้าชอบละ” ใจเด็ดถามหยั่งเชิง และหมายถึงสรนุช
“บ๊ะ...อย่างนี้ก็ต้องแข่งกันหน่อย”
ใจเด็ดสะท้อนใจ “แข่ง...? หึ...จะเอาอะไรไปสู้กับเขา”
“หัวใจไง...ถึงฉันจะเป็นแค่หมอควายไม่ได้มีอำนาจหน้าตาเหมือนนายก...แต่ฉันเชื่อหัวใจที่เต็มไปด้วยความรักที่ฉันมีให้คุณอรนั่นไม่น้อยไปกว่าใครเว้ย” เกริกไกรบอกด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
ใจเด็ดได้ยินที่เกริกไกรพูดก็คิดถึงตัวเองขึ้นมาทันที
เกริกไกรพยักหน้ารับ ระหว่างนั้นพยาบาลเดินเข้ามาหาใจเด็ดกับเกริกไกร พยาบาลนางนั้นรู้จักใจเด็ดอยู่แล้ว “หัวหน้า...คุณหมอเชิญที่ห้องคะ”
เกริกไกรเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา “เชิญ...? เชิญทำไม..?”
“หมอทำใจดีๆ นะคะ” พยาบาลบอก
“ห๊า ! อย่าบอกนะว่า...ภิรมย์มัน” เกริกไกรตกใจหนัก
“ภิรมย์ไม่เป็นไรค่ะ” พยาบาลว่า
“อ้าว...แล้วจะพูดให้ตกใจทำไมเนี่ย”
“ก็แหม...ก็เพิ่งเห็นหมอควายมือหนึ่งแห่งบ้านหนองระบือพลาดนี่คะ...ไปค่ะหัวหน้า...ตาภิรมย์นั่นตอนนี้คงฟังอะไรไม่รู้เรื่อง”
ใจเด็ดกับเกริกไกรลุกขึ้น แต่ใจเด็ดหันไปกดไหล่เกริกไกรให้นั่งเอาไว้
“แกนั่งนี่แหละ...”
ใจเด็ดตบบ่าเกริกไกรอีกครั้ง เป็นเชิงบอกให้เกริกไกรนั่งสงบสติอารมณ์ก่อน แล้วใจเด็ดเดินออกไป
ภายหลังจากที่ใจเด็ดออกไป เกริกไกรผุดลุกผุดนั่งอย่างร้อนใจ ระหว่างนั้นเกริกไกรได้ยินเสียงคนเดินคุยกันเข้ามา จึงหันไปมองแล้วเกริกไกรก็ต้องอึ้งไปเมื่อเห็นว่าโชคชัยเดินมากับอรอนงค์
“ไม่ต้องห่วงนะครับคุณอร...คุณนุชคงไม่เป็นไร”
“อรต้องเป็นบอกนายกถึงจะถูกค่ะ...ดูท่าทางคุณโชคชัยจะห่วงยัยนุชมากกว่าอรซะอีก”
โชคชัยก้มหน้าเขิน อรอนงค์มองยิ้มให้อย่างรู้ทัน แต่ภาพทั้งหมดที่เกริกไกรเห็นกลับทำให้เขาคิดว่าทั้งสองกำลังจีบกัน
“คุณอร!!!”
โชคชัยกับอรอนงค์หันไปก็เห็นเกริกไกรเดินเข้ามา เกริกไกรรีบดึงมืออรอนงค์ให้มาอยู่ด้านหลังเขา
“คุณอร...คุณอรทำอย่างนี้ได้ยังไง”
อรอนงค์งง
“อ้าว..หมอ” โชคชัยทักทาย
“ไม่ต้องมาอ้าวเลยนายก...มาทำอะไรกันที่นี่” เกริกไกรคิดไปไกล “หรือว่า...นายกพาคุณอรมาตรวจเลือดก่อน...” เกริกไกรเพ้อไปถึงเรื่องแต่งงานโน่น “...หรือไม่ก็...”
เกริกไกรพูดไม่ทันจบคำ ระหว่างนั้นเสียงของชาญณรงค์ดังขึ้น
“อ้าว...มาอยู่กันที่นี่เอง...แล้วคุณนุชเป็นไงบ้างครับ” ชาญณรงค์เพิ่งเห็นเกริกไกร “เฮ้ย ! ไอ้หมอควาย”
“ดีจริงๆ...วันนี้มันเป็นวันอะไรวะเนี่ย” เกริกไกรเพิ่งนึกได้ “เมื่อกี้ผู้พันว่าอะไรนะ...คุณนุชเป็นอะไร”

ลิ้นของสรนุชแข็งคับจุกปาก โดยมีหมอกำลังเอาแท่งเหล็กสำหรับแหย่ช่องปากแตะที่ลิ้น
“รู้สึกมั้ยครับ”
สรนุชพูดแบบลิ้นจุกปาก “ก็บอกว่าไม่รู้สึกไงหมอ”
“แหม...เพิ่งเห็นคนแพ้กุ้งแล้วลิ้นแข็งก็วันนี้แหละ” หมอรีบตัดบท “เดี๋ยวขึ้นไปนอนบนเตียง...แล้วก็ถอดกางเกงออก”
สรนุชลุกขึ้น ก่อนจะนึกได้ก็หันมาโวยวายทั้งที่ลิ้นจุกปาก
“ไอ้บ้า...ไอ้หมอลามก...ไอ้หมอโรคจิต”
หมอฟังไม่ออกแต่พอจับอาการได้ “ต้องฉีดยาที่สะโพก...เข้าใจ...แล้วผมก็ไม่ได้ฉีด...เดี๋ยวจะมีพยาบาลมาฉีดให้”
สรนุชยิ้มแหยๆ

หมอเดินออกมาจากห้องตรวจสรนุชแล้วเดินตรงไป ระหว่างนั้นใจเด็ดเข้ามาที่หน้าห้อง ก่อนจะมองไปที่หน้าห้องตรวจที่มีอยู่สองห้อง
ใจเด็ดมองหาพยาบาล “แล้วก็ไม่บอกว่าห้องไหน” แล้วมองไปที่ห้องตรวจด้วยความลังเล

ใจเด็ดเปิดประตูเข้ามาในห้องเห็นที่เตียงมีม่านปิดเอาไว้รอบด้าน จึงเดินเข้าไปแล้วเปิดม่านออก
“ไง”
แล้วใจเด็ดก็ต้องอึ้งไปเมื่อเห็นเป็นสรนุชนอนอยู่ที่เตียง กางเกงถูกดึงลงมาเล็กน้อยจนเห็นเนื้อที่สะโพกขาวจั๊วะ สรนุชหันมาตามเสียง แล้วสรนุชก็ต้องตาโตตกใจเมื่อเห็นว่าเป็นใจเด็ด
ใจเด็ดกับสรนุชร้องอย่างตกใจพร้อมกัน “เฮ้ย”

ภายหลังจากเกริกไกรได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว แต่ก็ยังทำหน้าสงสัย
“ไอ้เรื่องที่คุณนุชแพ้กุ้งผมรู้...แต่ผมไม่รู้ว่าผู้พันมาทำไม”
“อ้าว...ไอ้นี่...ฉันก็มาเป็นเพื่อนน้องอรของฉันซิวะ” ชาญณรงค์ว่า
ระหว่างนั้นมีเสียงร้องกรี๊ดของสรนุชดังแทรกเข้ามา
“อ๊ายย”
“นุช” อรอนงค์ตกใจ
ทุกคนหันไปทางเสียงสรนุชด้วยความตกใจ

ใจเด็ดวิ่งออกมาจากห้องแทบไม่ทัน โดยมีหมอนปลิวตามมาจนเกือบจะโดนใจเด็ด
“เดี๋ยวก่อนซิคุณ...ฟังผมก่อน”
สรนุชโวยวายลิ้นจุกปาก “ฉันไม่ฟัง...ไอ้บ้า...ไอ้โรคจิต”
ระหว่างนั้นทุกคนวิ่งเข้ามาแล้วสรนุชกำลังตีใจเด็ด ขณะที่ใจเด็ดก็ปัดป้องพัลวัน
โชคชัยรีบเข้ามาขวาง “เกิดอะไรขึ้นเหรอครับคุณนุช”
“เกิดอะไรล่ะคะ...ฉันกำลังถอดกางเกงรอพยาบาลมาฉีดยา...แต่ตานี่มาจากไหนไม่รู้”
เกริกไกรขัดจังหวะขึ้น “เอ่อคุณนุชครับ...ผมว่าถ้าคุณนุชพูดลำบาก...อธิบายเป็นภาพก็ได้นะครับ”
สรนุชขัดใจก่อนจะทำท่าให้ทุกคนดู ใจเด็ดรำคาญเลยเข้ามาอธิบายกับทุกคนแทน
“มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด...ผมไม่ได้มีเจตนาจะเข้าไปดูก้นคุณเลย”
สรนุชอาย “อ๊าย...ไอ้บ้า”
สรนุชจะวิ่งเข้าไปตีใจเด็ด โชคชัยต้องรีบเข้ามาห้าม
“อ้าว...คุณจะโกรธอะไร...ถ้าก้นคุณน่าดูก็ว่าไปอย่าง”
ฟังที่ใจเด็ดบอก สรนุชถึงกับอึ้งโกรธจนตัวสั่นก่อนจะระเบิดขึ้น “อ๊าย”
สรนุชพุ่งเข้าไปจะไปหาใจเด็ดอีก อรอนงค์ต้องรีบเข้ามาห้ามสรนุช โชคชัยรีบเข้ามาพูดกับใจเด็ด
“ฉันว่านายกลับไปก่อนเถอะ...แล้วเดี๋ยวฉันจะพาคุณนุชไปส่งเอง”
ใจเด็ดมองสรนุชแล้วส่ายหน้า
สรนุชยิ่งโมโห “ส่ายหน้าทำไม...ห๊า”
ใจเด็ดเดินออกไป ทำให้เกริกไกรถึงกับเหวอ
“อ้าว...ไอ้เด็ด...แล้ว...แล้วคุณอรละ”
“ไม่เป็นไรครับหมอ...เดี๋ยวผมไปส่งคุณอรให้เอง”
“นายกไม่ต้องเลย...ยังไงผมก็จะพาคุณอร กละ...” หันไปทางอรอนงค์ “อ้าว...เฮ้ย”
เกริกไกรพูดไม่ทันจบก็โดนใจเด็ดดึงคอเสื้อออกไป คนไข้คนอื่นๆ ถึงกับตะลึงมองสภาพอนามัยเวลานั้นที่มีแต่ความวุ่นวายไปกันหมด

ตกเวลากลางคืนใจเด็ดนั่งรออยู่ที่หน้าเรือนรับรอง ใจเด็ดมองนาฬิกาข้อมืออย่างรอคอย ในขณะที่เกริกไกรเดินไปเดินมางุ่นง่านนั่งไม่ติดที่
“ฉันว่าแกไม่ต้องห่วงหรอกน่า...มีคุณนุชไปด้วยไม่น่าจะมีอะไร”
“ไม่มีอะไรแล้วทำไมยังไม่กลับ...ไปลองชุดอะไรค่ำมืดป่านนี้” เกริกไกรคิดมากเข้าไปอีก “หรือว่า...จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกนั้น”
ใจเด็ดได้ยินอย่างนั้นก็ฉุกคิดขึ้นมาเหมือนกัน
“ไม่หรอกมั้ง...ถ้ามีอะไรจริงป่านนี้คงมีใครมาบอกอะไรแล้วละ”
“แต่ฉันไม่อยากนั่งรอเฉยๆ อย่างนี้” เกริกไกรโวยวายไม่เลิก
“จะไปไหนวะหมอ”
“ออกไปตาม”
เกริกไกรหุนหันจะเดินออกไป ใจเด็ดรีบเดินมาห้าม แต่แล้วทั้งสองก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นสรนุชกับอรอนงค์เดินเข้ามา
สรนุชเดินกะเผลกๆ เพราะโดนฉีดยาที่สะโพกนั่นเอง ทั้งสองสาวเองก็ชะงักไปเมื่อเห็นใจเด็ดกับเกริกไกรเดินเข้ามา
“คุณอร ! เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
เกริกไกรรีบเข้ามาดูอรอนงค์ด้วยความเป็นห่วง ในขณะที่ใจเด็ดมองสรนุชนิ่งๆ โดยไม่แสดงอาการใดๆ ให้เห็น
“นายกเขาไม่ได้ทำอะไรคุณอรใช่มั้ยครับ”
“เขาจะทำอรทำไมคะ...คุณโชคชัยน่ะเป็นคนดีนะคะหมอ”
ใจเด็ดกับเกริกไกรที่ได้ยินอย่างนั้นก็อึ้งไป เกริกไกรหน้าตึงด้วยความหึง ก่อนจะเดินออกไปเลย ทุกคนมองตามงงๆ ว่าเกริกไกรเป็นอะไร
ใจเด็ดพูดกับอรอนงค์ “หมอเขาห่วงคุณนะครับ...ผมว่าคุณอรตามไปดูไอ้หมอมันหน่อยเถอะครับ”
อรอนงค์รู้สึกผิดหน้าเศร้าลง “หมอ...”
พออรอนงค์เดินตามเกริกไกรออกไป ใจเด็ดหันมามองสรนุชแล้วเหล่มองลงไปที่สะโพก
“ไม่ต้องมองเลย...ห้ามพูดเรื่องก้นฉันให้ใครฟัง...ได้ยินมั้ย”
ใจเด็ดไม่ตอบโต้เอาแต่ยิ้มเยาะ
“ถ้าฉันได้ยินเรื่องก้นของฉันออกจากปากคนอื่น...ฉันจะถือว่ามันมาจากนาย...ไม่ซิ...นายต้องลบความทรงจำเรื่องก้นฉันออกไปจากหัวสมองนายเลย...เข้าใจ๋”
“นี่คุณเห็นผมเป็นคนยังไง...ถึงได้...”
ใจเด็ดพูดไม่ทันจบสรนุชก็สวนขึ้น “คนยังไง...ก็ลามก...คิดต่ำ...ใจดำ...ส่ำส่อน...อันหลังนี้ฉันเติมเพื่อความคล้องจอง”
“ใช่ซิ...ใครจะไปดีเท่านายกของคุณเล่า” ใจเด็ดประชดส่ง ตามแรงหึงหวงในใจ
“อ๋อ...แน่นอน...คุณโชคชัยน่ะทั้งสุภาพทั้งใจดี...นายน่ะ...เทียบเขาไม่ได้หรอกย่ะ”
ใจเด็ดได้ยินอย่างนั้นก็ของขึ้นอารมณ์หึงพุ่งปรี๊ด “ถ้าคุณไม่มีอะไรผมขอตัวไปพักผ่อนก่อน...พรุ่งนี้มีงานต้องทำอีกเยอะคงไม่มีเวลามานั่งฟังอาการบ้าผู้ชายของคุณหรอก”
ใจเด็ดพูดในอารมณ์ประชดและหึงหวงโยไม่รู้ตัวเพราะไม่พอใจที่ทั้งวันสรนุชหายไปกับโชคชัย ใจเด็ดเดินหน้าตึงออกไป สรนุชถึงกับงงว่าใจเด็ดเป็นอะไร
“ห๊า ! นี่นายว่าฉันอีกแล้วนะ...หึ”

ใจเด็ดเดินหนีมาตามทาง ระหว่างนั้นสรนุชเดินกะเผลกตามมา
“นี่...เดี๋ยวก่อน”
ใจเด็ดชะงัก หันไปมอง เห็นสรนุชกะเผลกเข้ามา ใจเด็ดทำหน้าเซ็งก่อนจะหันไปเดินต่อ สรนุชกัดฟันวิ่งมาขวางเอาไว้ ทั้งคู่เปิดฉากทะเลาะกันก่อนนอน
“นี่...เมื่อกี้ที่นายพูด...มันหมายความว่าไง”
“ก็หมายความอย่างที่ผมพูดนั่นแหละ”
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะตีความว่า...นายกำลังอิจฉา”
ใจเด็ดชะงักเพราะคิดว่าสรนุชหมายถึงเขากำลังอิจฉาโชคชัย
“ผมน่ะนะอิจฉา”
“แล้วถ้าไม่ใช่...นายโกรธฉันเรื่องอะไร”
ว่าพลางสรนุชเดินเข้าไปในระยะประชิดใจเด็ดเพื่อคาดคั้น ใบหน้าของสรนุชเวลานี้ชิดใกล้กับหน้าของใจเด็ดจนลมหายใจแทบราดรดกัน ใจเด็ดนิ่งไปเพราะไม่เคยได้มองสรนุชได้ใกล้แค่นี้มาก่อน
ใจเด็ดชะงัก ก่อนจะรีบผละตัวออกแล้วเดินผ่านหน้าสรนุชออกไป
“นี่...นายใจเด็ด...นายใจเด็ด”
สรนุชยี้ปากตามอย่างหมั่นไส้

ทางด้านเกริกไกรยืนสะกดกลั้นอารมณ์อยู่ที่มุมหนึ่งในสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ ระหว่างนั้นเสียงของอรอนงค์ดังขึ้น
“หมอ...”
เกริกไกรยืนนิ่ง...อารมณ์อยู่ในโหมดงอนๆ อรอนงค์ค่อยๆ เดินเข้ามาด้วยความรู้สึกผิด
“ขอโทษค่ะ...ต่อไปฉันจะไม่ทำให้หมอเป็นห่วงอีกแล้ว”
เกริกไกรได้ยินอย่างนั้นก็หันมาแล้วเห็นอรอนงค์สีหน้าเศร้าด้วยความรู้สึกผิด
“คุณอร...ผมไม่ได้โกรธคุณอร...แต่ผมเป็นห่วง”
เกริกไกรรวบรวมความกล้าแล้วถามออกไป “คุณอรชอบนายกโชคชัยหรือเปล่า”
อรอนงค์งงหนัก “หือ...?”
“ก็วันนี้คุณอรหายไปกับนายกเขาทั้งวัน...แล้วจะให้ผมคิดยังไง”
ลึกๆ ในใจอรอนงค์รู้สึกดี ที่เกริกไกรเป็นห่วงและรู้ว่าเกริกไกรรู้สึกยังไงกับเธอ
“หมอแน่ใจเหรอคะว่าถ้าฉันบอกไปแล้วหมอจะรับได้”
เกริกไกรได้ยินอย่างนั้นก็หัวใจแทบสลาย “ไม่...หรือว่าคุณอร”
อรอนงค์สีหน้าจริงจัง “ฟังฉันดีๆ นะคะ...ฉัน...ไม่ได้ชอบคุณโชคชัย”
เกริกไกรงง ปนอึ้ง “เมื่อกี้คุณอรว่าอะไรนะครับ”
“ฉันบอกว่า...ฉันไม่ได้ชอบคุณโชคชัย”
เกริกไกรถึงกับกระโดดตัวลอย แล้วมาจับมืออรอนงค์ด้วยความดีใจ
“จริงนะครับ”
อรอนงค์พยักหน้า พร้อมกับสงสัย “แล้วทำไมหมอต้องดีใจขนาดนั้นด้วยคะ”
“นี่คุณอรไม่รู้เหรอครับว่าทำไมผมถึงดีใจ”
อรอนงค์ส่ายหน้าทำตาแบ๊วใสซื่อ
“ช่างมันเถอะครับ”
เกริกไกรยิ้มอย่างมีความสุขล้นใจ แต่อรอนงค์กลับสงสัยว่าเกริกไกรยิ้มเพราะอะไร

เวลาเดียวกันสุบินนั่งครุ่นคิดอยู่บนเรือนรับรอง ระหว่างนั้นสรนุชเดินเข้ามาก่อนจะลงนั่งแหมะข้างสุบิน
“เฮ้อ...ผู้หญิงนะผู้หญิง”
“เฮ้อ...ผู้ชายนะผู้ชาย”
แล้วสองคนก็ต้องชะงักมองหน้ากัน
“ผู้หญิงอะไรของนาย...ใคร” สรนุชสงสัย
สุบินชะงัก อึ้งไป “เอ่อ...ก็...ก็แกไง...เป็นไร...ฉันเห็นตั้งแต่กลับมาก็เอาแต่บ่นไม่หยุด...หรือว่ามันจะเกี่ยวกับผู้ชายที่แกบ่นเมื่อกี้”
“เอ่อ...ฉันก็บ่นรวมๆ นั่นแหละ...ผู้ชายอะไรไม่มีเหตุผล” สรนุชพูดบ่ายเบี่ยง
“แล้วผู้ชายที่แกว่าน่ะใคร”
“เอ่อ...เปล่า...ไม่มีอะไร”
“เหอะ..ถึงแกไม่บอกฉันก็รู้ว่าแกหมายถึงใคร”
สรนุชสะดุ้งโหยงเพราะคิดว่าสุบินรู้ว่าเธอบ่นถึงใจเด็ด
“นายณวัตนั่นแหละซิ” สุบินโพล่งขึ้น
“ห๊า” เห็นสุบินมองงงๆ สรนุชเลยต้องตามน้ำ “ใช่”
“ทำไม...หมอนั่นทำกับเธอไว้ขนาดนั้นยังจะรักมันอยู่อีกเหรอ” สุบินฉุน
“เอ่อ...” สรนุชอึกอัก อ้อมแอ้มตอบไปเพราะไม่อยากให้สุบินสงสัย “ใช่”
“เยส” สุบินดีใจผุดลุกขึ้นยืน
“ดีใจอะไรของแก” สรนุชงง
“เอ้า...ก็ฉันเจอควายที่จะเอาไปแข่งไถนาแล้วไง”
สรนุชดีใจไปด้วย “เหรอ...ควายที่ไหน”
“จะควายที่ไหนละ...ก็แกไง” สุบินบอก
“ไอ้สุบิน” สรนุชโมโหนัก
“ถ้าขืนแกยังรักหมอนั่นต่อ...แกได้ถูกทุกคนประณามว่าเป็นควายจริงๆ แน่...อย่าหาว่าฉันไม่เตือนก็แล้วกัน”
ว่าแล้วสุบินก็วิ่งจู๊ดออกไป สรนุชโมโหหนักขึ้น
“บ้าเอ๊ย ! แล้วใครบอกว่าฉันคิดถึงณวัต...” สรนุชนึกขึ้นได้ “เอ่อ...แล้วฉันก็ไม่ได้คิดถึงนายด้วย...นายใจเด็ด”

เช้าวันต่อมาที่บ้านผู้พันชาญณรงค์ สมคิดกำลังรดน้ำต้นไม้ร้องเพลงอารมณ์ดี ระหว่างนั้นช่อผกาเดินออกมาในชุดออกกำลังกาย
“อ้าว...คุณหนูจะไปไหนครับ”
“ใส่ชุดอย่างนี้จะไปเผาญาติแกมั้ง” สมคิดสะดุ้ง “ถ้าพ่อตื่นแล้วบอกด้วยว่าฉันออกไปวิ่งแถวนี้”
“อ๋อ...นายท่านตื่นนานแล้วครับ”
“พ่อเนี่ยนะ” ช่อผกาประหลาดใจ
“ครับ...นายท่านบอกว่าอยากไปใส่บาตร...เผื่อผลบุญจะช่วยส่งให้ความรักของท่านสมหวัง”
ช่อผกาได้ยินอย่างนั้นชะงักสงสัย
“แต่เชื่อมั้ยครับว่าแค่นายท่านคิดจะไปใส่บาตรเท่านั้นแหละ...เดินออกจากบ้านปุ้บ...หมางี้หอนไปทั้งตำบล...สงสัยจะแซ่ซ้องสรรเสริญนายท่าน”
“ไอ้คิด...เมื่อกี้แกบอกว่าใครมีความรักนะ”
“ก็นายท่านไงครับ...อ้าว...นี่คุณหนูไม่ทราบเหรอครับว่า ตอนนี้นายท่านกำลังพบรักใหม่กับคุณอรอนงค์” สมคิดบอกอย่างภูมิใจ
“อรอนงค์...! ไอ้พวกกองถ่ายนั่นน่ะนะ” ช่อผกางง
“ครับ...แล้วอีกไม่กี่วันก็จะพ่วงด้วยตำแหน่งนางเทพีกระบือคนใหม่ด้วย”
“ไอ้คิด...เอาสายยางมาให้ฉันซิ” ช่อผกาสั่ง
สมคิดยื่นให้อย่างงงๆ “คุณหนูจะช่วยผมรดน้ำต้นไม้เหรอครับ”
“จะล้างปากเสียๆ ของแกต่างหาก”
สมคิดตกใจรีบกระโดดหนีรีบวิ่งออกไปก่อนที่โดนช่อผกาฉีดน้ำใส่เต็มหน้า ช่อผกาทิ้งสายยางลงกับพื้นอย่างหงุดหงิด
“พ่อนะพ่อ...เห็นคนอื่นดีกว่าลูกตัวเองได้ไง” ช่อผกาใช้ความคิด “ไม่ได้..! ยังไงฉันก็ไม่ยอมเสียตำแหน่งเทพีควายให้ใคร”


ไม่นานหลังจากนั้นช่อผกาก็พาตัวเองมาเดินฉุยฉายอยู่ในตลาดหนองระบือ
“อยากรู้จริงๆ ว่าพวกแกมีวิธีอะไรมาชนะฉัน...หึ...คอยดูเถอะ...ฉันจะกว้านซื้อครีมบำรุงผิวทุกยี่ห้อมาให้หมดตลาดเลย”
ระหว่างนั้นภิรมย์กับสมหญิงเดินเข้ามาบริเวณนั้นพอดี ช่อผการีบหลบ
“โห...ซื้อขนาดนี้มันไม่เยอะเกินไปหรือไงวะ” เสียงภิรมย์บ่นอย่างหงุดหงิด
“เยอะอะไรเล่า...หัวหน้าบอกว่ายิ่งเยอะยิ่งดี...รับรองว่าไอ้สูตรที่หัวหน้าให้มา...ตำแหน่งชนะเลิศปีนี้ต้องเป็นของพวกเราแน่นอน”
ภิรมย์กับสมหญิงพูดแล้วก็เดินออกไป
ช่อผกาที่แอบอยู่ก็รีบเก็บข้อมูล
“สูตร? ตำแหน่ง..?” ช่อผกานิ่งคิด “หรือว่าจะเป็นสูตรลับครีมบำรุงผิวตัวใหม่....” ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ “พี่เด็ดนะพี่เด็ด...มีสูตรลับก็ไม่บอก”
ช่อผกามองสมหญิงกับภิรมย์
“ฉันจะต้องรู้ให้ได้ว่าสูตรลับนั้นมันคืออะไร”

ครู่ต่อมาสมหญิงกับภิรมย์กำลังยืนซื้อของอยู่ที่ร้านเครื่องมือเกษตร เห็นช่อผกาแอบย่องเข้ามาฟังอยู่ใกล้ๆ
“เอ้า...ได้แล้ว...รำละเอียด...มันเส้นแห้ง...ใบมันสำปะหลัง...แล้วก็...กำมะถัน”
“นี่ค่ะ” สมหญิงยื่นเงินให้กับเฮียเจ้าของร้าน
“นี่สูตรของหัวหน้าหรือไง” เฮียเจ้าของร้านถาม
สมหญิงออกอาการหลุกหลิกเหมือนกลัวว่าความลับจะรั่วไหล “สูตรอะไรเฮีย...ไม่ใช่...ไอ้พวกนี้ฉันซื้อเอาไป...เอาไป...เอาไปให้พวกคนกรุงเทพฯกินน่ะ”
ช่อผกาได้ยินอย่างนั้นก็หูผึ่ง
“กิน..?” เฮียเจ้าของร้านงง
“เอ่อ...ทาตัวด้วย” สมหญิงบอก
“ทาตัวด้วย...เออเว้ย...คนกรุงเทพฯ นี่ก็ทำอะไรแปลกๆ” เฮียเจ้าของร้านงง
“เอ้า...ไม่แปลกแล้วจะผิวพรรณดีอย่างนั้นเหรอเฮีย” สมหญิงรีบตัดบท “เอ่อ...พวกฉันไปก่อนนะ...ออกมานานเดี๋ยวหัวหน้าแกว่าเอา”
สมหญิงรีบดึงภิรมย์ออกมา เฮียมองตามส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ ระหว่างที่เฮียกำลังจะเดินเข้าร้าน เสียงของช่อผกาก็ดังขึ้น
“เฮีย...”
เฮียหันมาก็เห็นช่อผกาเดินเข้ามา “อ้าว....ว่าไงผกามาซื้ออาหารหมาหรือไง”
“เฮียช่วยจัดของที่พวกนั้นเพิ่งซื้อไปให้ฉันอีกชุดซิ”
ว่าพลางช่อผกาหรี่ตาร้ายเจ้าเล่ห์
เวลาเดียวกัน สรนุชเดินมา เห็นโชคชัยนั่งรออยู่
“สวัสดีค่ะคุณโชคชัย ไปไหนมาแต่เช้าคะ”
“ก็ตระเวนตามรายชื่อคนและควายที่จะส่งลงแข่งขันไถนากันน่ะครับ” โชคชัยอ้าง
“แล้วได้ครบหมดหรือยังล่ะคะ”
“ยังเลยครับ แต่พรุ่งนี้มะรืนก็ยังทัน วันนี้ผมตั้งใจว่าเอ่อ..จะพาคุณสรนุชไปหาซื้อ ชุดให้คุณอรใส่ลงประกวดเทพีหนองระบือให้ได้เสียก่อนน่ะครับ แล้วอาการของคุณนุชเป็นยังไงบ้างครับ” โชคชัยหันมาทางสรนุช
“เอ่อ...ก็หายดีแล้วล่ะค่ะ”
สรนุชยิ้มรับความห่วงใย แต่จู่ๆ เสียงของใจเด็ดแหลมเข้ามาขัดอารมณ์เสียก่อน
“สมกับเป็นนายกอบต.ขวัญใจประชาชนจริงจริ๊ง งานหลวงงานราษฎร์ก็ห่วงใยใส่ใจไม่ว่างเว้นเลยนะครับนายก!”
สรนุชยิ้มค้าง เหล่มอง...เห็นใจเด็ดเดินฉีกยิ้มเข้ามา
“เฮ้ย...พูดอะไรอย่างงั้นใจเด็ด เรื่องของคุณสรนุช ฉันไม่ได้เห็นเป็นเรื่องงานเลย มันเป็นเรื่องของมิตรภาพต่างหาก”
“โธ่นายก...มัวแต่มาห่วงเรื่องมิตรภาพจะทำให้เสียงานเสียการเอานะ ผมไม่อยากได้ยินใครเอาไปพูดเสียๆ หายๆ ว่านายกมัวแต่เอาเวลาราชการมาเอาใจคนแถวนี้ จริงมั้ยครับคุณสรนุช”
สรนุชกัดฟันกรอดหันไปมองใจเด็ดที่ทำเป็นตีหน้าถามจริงๆ จังๆ
“แต่คุณสรนุชนยังหาชุดให้คุณอรไม่ได้”
“เรื่องนั้น อย่าห่วงเลยนายกผมกำลังจะพาคุณสรนุชไปหาครูสีดาอยู่พอดี”
สรนุชงง “ไปหาครูสีดา”
ใจเด็ดพยักหน้า “อื้อ...ผมว่าไปขอผ้าครูสีดาสักชิ้นมาตัดชุดเลยดีกว่า เอะอะมัวแต่ให้นายกพาไปหาอยู่....เดี๋ยวจะไม่ทัน”
สรนุชเม้มปาก...โดนกัดเข้าอีกแผล โชคชัยผิดหวังแต่ก็ฝืนยิ้ม
“จะเอาอย่างงั้นเหรอครับคุณสรนุช”
“เอ่อ...ก็ยัยอรลงประกวดในนามของสถานีนี้นี่ค่ะ” สรนุชกัดฟันตอบ “หัวหน้าสถานีเค้าว่ายังไง ก็ต้องว่าตามเค้าน่ะค่ะ”
“งั้นเรารีบไปกันเถอะคุณสรนุช ขอบคุณนายกมากนะครับ ที่เป็นธุระให้”
“เอ่อ...จะไปเลยเหรอครับ งั้นไว้เจอกันนะครับคุณสรนุช”
ใจเด็ดแอบสะใจที่แยกสองคนนี้ออกได้ รีบเดินนำไปที่รถ
“ไปก่อนนะคะคุณโชคชัย”

สรนุชเดินไปขึ้นรถที่ใจเด็ดเปิดประตูรออยู่ แล้วใจเด็ดก็ขับรถออกไป โชคชัยได้แต่ยืนเคว้ง ทั้งสามคนไม่รู้ตัวว่าในอีกมุมหนึ่ง เจนจิรายืนดูเหตุการณ์ทั้งหมด และรับรู้ถึงความรู้สึกที่โชคชัยมีต่อสรนุช

ส่วนช่อผกาหิ้วถุงพะรุงพะรังกลับมาบ้าน สีหน้าดีอกดีใจยกใหญ่ เห็นผู้พันชาญณรงค์กำลังนั่งฟังเพลงรักของสุเทพ วงศ์กำแหงอยู่...ทำมือราวกับไวทยากร ใบหน้าฝันหวานถึงอรอนงค์เคลิ้มๆอยู่ ช่อผกาปรี่เข้าไปตบที่บ่า
“ฉันรู้แล้วพ่อ!”
“เฮ้ย!” ผู้พันชราตกกะใจแทบหงายหลัง
“โธ่ อีผกา โผล่เข้ามาไม่ให้สุ้มให้เสียง ฉันจะช็อกตาย”
“ฉันรู้แล้วล่ะพ่อ ว่าเคล็ดลับความงามของพวกมันอยู่ที่ไหน..ฮิๆ”
ชาญณรงค์ยังฉุนไม่หาย “ระริกระรี้เหลือเกิน พวกมัน...พวกไหนวะ”
“จะพวกไหนซะอีกล่ะ ก็นังอรอนงค์คู่แข่งคนสำคัญของฉันนั่นไงพ่อ”
ชาญณรงค์ชะงัก “หา” รีบหรี่เสียงวิทยุ “หนูอรอนงค์น่ะเหรอ! ไหนๆ แกรีบบอกมาซิว่าหนูอรอนงค์ทำยังไงถึงได้งามผุดผ่องต้องใจฉันขนาดนี้”
ช่อผกาเท้าเอวอย่างหงุดหงิด “ว่าแต่ฉัน พ่อระริกระรี้ยิ่งกว่าฉันอีก นี่...เคล็ดลับก็อยู่นี่ไง”
ช่อผกาเทข้าวของในถุงลงบนโต๊ะ ทำเอาชาญณรงค์ถึงกับตกตะลึง
ชาญณรงค์หยิบมาดู “รำข้าว...มันเส้น...ใบกระถิน...กำมะถัน” งงหนัก “นี่มันเคล็ดลับอะไรของแก”
“ก็ไอ้นี่แหละที่ทำให้นังผู้หญิงกรุงเทพมันขาวจั๊วะน่าเจี๊ยะกัน เพราะว่ามันใช้ทั้งกินทั้งถูทั้งทา” ช่อผกาพูดอย่างภาคภูมิใจ
“เฮ้ย...ทาก็พอไหว แต่จะกินด้วยเหรอ! แกจะบ้าเหรอนังผกา”
“อุ้ย...ขี้เกียจอธิบายแล้ว เหนื่อย”
“เอ๊ะ...นังลูกคนนี้”
ช่อผกายืนแหกปาก “ไอ้คิดอยู่ไหน” ช่อผกาตะโกนลั่น “สมคิด... ไอ้สมคิด”
ไม่นานนักสมคิดก็วิ่งพรวดพราดเข้ามา “จ๋า อยู่นี่ครับ คุณผกามีอะไรให้รับใช้ครับพ้ม”
“ไปเลย แกเอาไอ้ของพวกนี้ไปใส่น้ำต้มให้ฉันที”
“หา....ต้ม...ต้มไปทำไมครับพ้ม”
“โอ๊ย...ทั้งเจ้านายทั้งลูกน้องเหมือนกันเลย มีแต่ถามๆๆๆๆๆ ฉันสั่งยังไงแกก็ไปทำอย่างงั้นเถอะน่า ยังอีก จะไปหรือไม่ไปหา”
“ปะ...ไปแล้วคร๊าบ”
“แล้วก็รีบทำให้มันเร็วๆ ล่ะ ความงามของฉันพร้อมจะปะทุออกมาแล้ว”
“เฮ้อ...”

ผู้พันชาญณรงค์ทอดถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย พลางกุมขมับอย่างเก๊กซิม

อ่านต่อหน้า 4 เวลา 12.00 น.




 กระบือบาล  ตอนที่ 7 (ต่อ)

ในเวลาเดียวกันใจเด็ดกำลังขับรถพาสรนุชตรงไปยังบ้านครูสีดา ซึ่งการได้อยู่ด้วยกันตามลำพังครั้งนี้ สรนุชรู้สึกอายจนไม่กล้ามองหน้าใจเด็ด เพราะเรื่องที่อนามัยเมื่อวานนี้

“ตั้งแต่โตมาจนหมาเลียก้นไม่ถึงนี่ ไม่เคยเล๊ย จะให้ใครเห็นก้น แต่กลับมาเสียท่าให้ตากระบือบาลนี่ เห็นเข้าจนได้ อับอายขายหน้าที่สุด มันน่าเขกหัวตัวเองนัก นี่ๆ”
สรนุชคิดในใจพลางใช้หมัดเขกหัวตัวเองเบาๆ ใจเด็ดเหล่มองแล้วหัวเราะออกมา
“ฮ่ะๆๆๆ”
สรนุชร้อนตัว รีบหันมาโวยใส่ “ทะลึ่ง หยาบคายที่สุด คุณมีสิทธิ์อะไรมานึกถึงบั้นท้ายของฉัน”
ทำเอาใจเด็ดเขินไปด้วย
“หา...บั้น...บั้นท้ายอะไร ผมไม่ได้คิดเรื่องนั้นซะหน่อย ผมหัวเราะที่อยู่ๆ คุณก็เขกหัวตัวเองต่างหาก คุณน่ะคิดเอาเองตลอด”
สรนุชเถียงไม่ออก เลยพาล “ฮึ่ย... คิดผิดจริงๆ เลยที่ให้คุณพามา ฉันน่าจะมากับคุณโชคชัยมากกว่า ไม่รู้ว่าเค้าจะโกรธฉันรึป่าวเนี่ย”
ใจเด็ดหมั่นไส้ปนหึง “นี่คุณคิดว่าผมอยากจะพาคุณมามากนักเหรอ หา”
สรนุชค้อนขวับ ฉุนปนน้อยใจ “งั้นคุณไปแย่งคุณโชคชัยพาฉันมาทำไมล่ะ”
ใจเด็ดเลียนเสียงสรนุช “ไปแย่งคุณโชคชัย หึ นี่คุณคงคิดว่าตัวเองสวยมากล่ะสิ”
สรนุชอ้าปากค้าง “นี่นาย…”
ใจเด็ดสวนออกมา “ขอโทษเถอะครับ ผมเกรงใจนายกเค้า ไหนจะงานราชการ ไหนจะต้องเตรียมงานทำขวัญควายอีก ภาระเยอะแยะมากมาย ผมก็เลยต้องช่วยแบ่งเบาภาระเค้ามา”
“นะ...นายว่าฉันเป็นภาระเหรอ คิดว่าตัวเองเป็นใคร มาว่าฉันอย่างงี้”
สรนุชฉุนมาก หันรีหันขวาง คว้าของที่อยู่หลังเบาะปาใส่ใจเด็ด แต่จังหวะนั้นใจเด็ดดันเบรกเอี๊ยด
“ว้าย”
สรนุชไม่ทันระวังหัวทิ่มไป ยันตัวขึ้นมาได้ก็โวยใส่ “ตาบ้า...แกล้งฉันเหรอ”
แต่ใจเด็ดเปิดประตูลงไปแล้ว
“อ้าว...ไปไหนแล้วล่ะ”

ใจเด็ดยืนมองบางสิ่งอยู่นอกรถ สรนุชลงจากรถตามลงมาโวย
“นี่นายจะทำอะไรของนาย จอดรถลงมาทำไม”
“เราไม่ควรไปมือเปล่า”
สรนุชชะงักมองตามใจเด็ด เห็นเพิงแผงขายผลหมากรากไม้อาหารพื้นเมืองเรียงรายอยู่ที่ริมถนนฝั่งตรงข้าม
สรนุชปิ๊งไอเดีย “ถูกของนาย จะไปขอความช่วยเหลือจากเค้า ก็ควรจะมีอะไรติดไม้ติดมือไป” สรนุชแอบพูดเบาๆ “คนทั้งตำบลจะได้เห็นว่าฉันมีน้ำใจ ฮิ... เริด”
ใจเด็ดหันมามองสรนุช “พึมพำอะไรของคุณอยู่คนเดียว”
สรนุช แก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ “เอ่อ...ฉันก็พูดปลุกใจตัวเองของฉันไปเรื่อย ให้มันเร้าใจเล่นน่ะ”
“คุณนี่เป็นเอามากนะ นี่คงลืมไปมั้งว่ามากับผม ไม่ได้มากับนายกโชคชัย ไม่จำเป็นต้องมาเร้าใจผมหรอก”
ใจเด็ดกัดฟันกรอดแล้วเดินไป สรนุชยืนเจ็บใจ
“อี๋ย์...ปากหรืออีโต้เนี่ย! นี่นายใจเด็ด...หัดรอผู้หญิงด้วยซิ”
สรนุชรีบเดินตามไป พอเห็นของกินขายเรียงราย อารมณ์ขาช้อปก็มา
“ฮู้ว...น่าซื้อทั้งนั้นเลย”
ใจเด็ดหยุดเดินหันมามอง เห็นสรนุชกำลังยืนจดๆ จ้องๆ อยู่ที่แผงขายแตงโม
สรนุชหยิบขึ้นมาลูกหนึ่ง “แตงโมสวยๆ โลเท่าไหร่จ๊ะป้า”
“30 จ้า” คนขายบอก
“โอ้โห...ลูกนึงไม่ปาเข้าไปเป็นร้อยเหรอ โลละ15 ไม่ได้เหรอป้า”
ใจเด็ดถึงกับยืนเท้าสะเอว เชื่อเลย ต่อราคาครึ่งๆ ขนาดนี้
“นะจ๊ะป้า เศรษฐกิจแบบนี้ โลละ15ก็พอ ถือว่าช่วยเหลือผู้บริโภค นะๆๆ”
“ไม่แพงหรอกหนู แตงโมของป้าไม่ใช้ยาฆ่าแมลงนะ” ป้าคนขายบอก
สรนุชงงๆ “ไม่ใช้ก็ดีแล้วนี่ป้า เดี๋ยวนี้ใครเค้าก็ซื้อพืชผักที่ปลอดสารพิษกินกันทั้งนั้น แต่เอ๊ะ...แล้วมันเกี่ยวอะไรกับแตงโมถูกแตงโมแพงล่ะจ๊ะ”
“สวนที่ฉีดยามันก็ได้ผลผลิตเยอะ แต่ต้นทุนสูงเพราะต้องซื้อยาฆ่าแมลง สวนของป้าไม่ฉีดยาได้ผลผลิตน้อยแต่ต้นทุนต่ำกว่า สุดท้ายก็ขายโลละ 30 เท่ากันล่ะหนู”
ใจเด็ดเดินเข้ามาถามยิ้มๆ “ทีนี้คุณอยากจะกินแตงโมแบบไหนล่ะ”
สรนุชเหลือบตามองค้อนใจเด็ด แล้วก็หันไปยิ้มบอกคนขาย
“เอ่อ...งั้น 30 ก็ 30 ค่ะ”
ใจเด็ดหัวเราะขำ สรนุชหันมาค้อนปะหลับปะเหลือก โยนแตงโมในมือใส่
“ขำนักเหรอ”
“เฮ้ยๆๆ” ใจเด็ดพุ่งตัวรับไว้แทบไม่ทัน

เหตุการณ์ที่สถานี เจนจิราเดินมาส่งโชคชัยที่รถ ในใจครุ่นคิดเรื่องใจเด็ดกับสรนุชตลอดเวลา
“ขอบคุณมากคุณเจน ผมจะรีบเอารายชื่อพวกนี้ไปให้ทางคณะกรรมการดูแลการ แข่งขัน ปีนี้มีกลุ่มของคุณสรนุชมาร่วมงานแบบนี้ ประเพณีทำขวัญควายของเราต้องสนุกมากเลยครับ”
เจนจิราจับจ้องแววตาของโชคชัยเวลาที่พูดถึงสรนุชมันช่างมีความสุขจนปิดไม่อยู่ เจนจิราตัดสินใจ
“ผมไปก่อนนะครับคุณเจน”
“จะไม่รอคุณสรนุชกลับมาก่อนเหรอคะ” เจนจิราเอ่ยขึ้น
โชคชัยยิ้มเขิน “เอ่อ...ไม่ดีกว่าครับ เธอคงจะไปนาน ไปนะครับ”
เจนจิราตัดสินใจเด็ดขาดทันที “เดี๋ยวค่ะนายกโชคชัย”
สุบินเดินมาได้ยินเข้ามาพอดี หลบเข้าหลังต้นไม้แอบฟัง
“มีอะไรครับคุณเจน”
“เสร็จจากงานทำขวัญควายแล้ว คุณสรนุชอาจจะกลับกรุงเทพฯไปเลย แล้วก็ไม่กลับมาที่นี่อีกก็ได้ ถ้านายกชอบคุณสรนุชจริงๆ ก็ไม่ควรจะลังเลอะไรอีก เพราะเวลาที่เธอจะอยู่ที่นี่เหลืออีกไม่มากแล้ว เจนจะเอาใจช่วยนายกค่ะ”
โชคชัยได้แรงหนุนก็ฮึดขึ้นมาเชียว ยิ้มกว้างอย่างดีใจ
“ขอบคุณมากครับคุณเจน” โชคชัยสดใสขึ้นมาทันที “ผมไปก่อนนะครับ”
โชคชัยเดินไปแล้ว เจนจิรามองตามแล้วพ่นลมหายใจด้วยความโล่งอกที่ตัดสินใจพูดออกไปได้ เจนจิราหันมาเจอสุบินที่ยืนมองอยู่ จึงรีบเดินหนี สุบินยิ้มอย่างรู้ทันแล้วเดินตามออกไป
เจนจิราเดินหนีสุบินมาด้วยความหงุดหงิด สุบินเดินตามมาซักต่อ
“อย่างงี้เค้าเรียกยืมมือฆ่าใช่มั้ยเนี่ย”
เจนจิราหยุดแล้วหันไปพูดเหมือนไม่รู้เรื่อง “เอ่อ...นายพูดเรื่องอะไรของนาย”
“ก็ที่คุณยุให้อบต.โชคชัยจีบเพื่อนผมเมื่อกี้นี้ไง คิดจะใช้คุณโชคชัยช่วยกันยัยนุช ออกจากหัวหน้าใจเด็ดของคุณ ว้าว...พิษรักแรงหึงนี่มันช่างมีอานุภาพทำให้คนทำได้ทุกอย่างจริงจริ๊ง”
“นี่หยุดนะ! ถ้านายไม่เลิกปากมากเรื่องนี้ ฉันจะควักลิ้นนายออกมาให้นกเอี้ยงบนหลังควายมันกินซะ”
เจนจิรากระทืบเท้าสุบินอย่างแรง แล้วเดินหนีไปอย่างฉุนๆ
“เคยปากหมายิ่งกว่านี้อีก ระดับพระเอกก็ต่อยฉันมาแล้ว ขู่แค่นี้นึกว่าคนอย่างฉันจะกลัวเหรอ อีโธ่ ซี๊ด...”
สุบินยืนร้องโอดโอย

ส่วนทางสรนุชกำลังสนุกกับการเลือกซื้อผลไม้ ซื้อไม่อั้น จนใจเด็ดที่ยืนถือถุงอยู่ข้างๆ ชักหน้าซีด
“นี่คุณ...ผมว่าแค่นี้ก็พอแล้วนะ...คุณ...จะซื้อไปถึงไหน...คุณ”
แต่ดูเหมือนสรนุชไม่สนใจ ชี้ดะ “เอานั่นโลนึงค่ะ...นั่นด้วย”
ใจเด็ดเหงื่อตก หันหลังแอบควักกระเป๋าเงินขึ้นมาเปิดดู เห็นเงินในกระเป๋าเหลือไม่ถึง 300 บาท
สรนุชหันมาเห็น ชะเง้อเหล่มองข้ามไหล่ใจเด็ด เห็นเปิดกระเป๋า ก็รู้ทันทีว่าใจเด็ดกำลังฝืด ทำเป็นไม่มอง แกล้งถามขึ้น
“จะซื้ออะไรอีกมั้ยคุณ”
ใจเด็ดรีบเก็บกระเป๋าหันมา “เอ่อ...ไม่ล่ะ ซื้อขนาดนี้เค้าไม่เรียกว่าเอาไปฝากแล้วล่ะคุณ เค้าเรียกว่าเอาไปถมที่”
สรนุชแอบประชด “ชิ ปากดี เดี๋ยวรู้กัน”
ลุงคนขายเอาถุงผลไม้มายื่นให้
“เอ่อ...เท่าไหร่ครับลุง?”
“ไม่ต้อง ฉันจ่ายเอง นี่ค่ะลุง”
สรนุชควักเงินในกระเป๋า ส่งแบงค์พันให้ แต่ใจเด็ดจับแขนไว้
“ผมให้คุณจ่ายไม่ได้หรอก”
“ทำไมจะไม่ได้ ฉันรู้นะ เงินคุณหมดเกลี้ยงแล้ว”
ใจเด็ดอึ้งไป สรนุชยื่นเงินให้คนขาย ขณะที่ใจเด็ดรู้สึกอายอย่างบอกไม่ถูกที่ต้องให้ผู้หญิงมาจ่ายให้
“เอ่อ...รีบไปกันเถอะ”
ใจเด็ดรีบเดินดุ่ยๆไป สรนุชยืนเคาะเงินทอนมอง
“ฉันรู้ความลับนายอีกข้อนึงแล้ว...งานหนัก เงินเดือนน้อย ไม่ค่อยมีกิน นี่น่ะเหรอชีวิตสัตวบาลผู้รักควาย เฮ้อ...”
สรนุชส่ายหน้า นึกเห็นใจขึ้นมาเหมือนกัน ก่อนจะรีบเดินตามไป

ที่สถานีเวลาเดียวกัน เกริกไกรพาอรอนงค์ซึ่งอยู่ในชุดวอร์มออกกำลังกาย มาที่ลานออกกำลังที่เกริกไกร ใจเด็ด ภิรมย์ทำขึ้นเองเพื่อใช้เป็นที่ออกกำลังยามว่าง เอาต้นไม้มาทำเป็นบาร์โหน ที่นอนยกเวท อรอนงค์ยืนกวาดตามองไปรอบๆ อย่างชักหวาด
“เรื่องความสวยของคุณอรผมไม่ห่วงเลยครับ ในปฐพีนี่นี้ ไม่มีหญิงใดจะงามเท่าคุณอรอีกแล้ว แต่ผมห่วงเรื่องความอึดและพละกำลังของคุณมากกว่า”
“แค่เดินไปเดินมายิ้มให้กรรมการชมโฉม จิ๊บๆ มาก อรไม่เหนื่อยหรอกค่ะ”
“ใครบอกล่ะครับว่าแค่นั้น การประกวดเทพีหนองระบือที่นี่ไม่ใช่แค่เดินโชว์โฉมอย่างเดียว ยังต้องทำอย่างอื่นด้วย”
“อืม...ไม่ร้องเพลงไทยเดิม รำไทย ก็ต้องเล่นดนตรีไทยใช่มั้ยคะ”
“ทำแค่นั้นมันเบาไปครับ อย่างปีที่แล้วเค้าให้สาวผู้เข้าประกวดแบกกระสอบข้าวสารเข้ายุ้งฉางกัน”
“หา! ให้ผู้หญิงเนี่ยนะแบกกระสอบข้าวสาร” อรอนงค์อึ้ง
“คร๊าบผม ไม่งั้นเค้าจะเรียกเทพีหนองระบือเหรอครับ”
“อึ๋ย! ละ...ละ แล้วปีนี้ล่ะคะ”
“เค้าไม่บอกล่วงหน้าหรอกครับ จะให้ไปช็อกในวันประกวดเลยทีเดียว”
อรอนงค์หน้าแหย “อี๋ย์ หวังว่า...คงไม่ให้แบกกระสอบข้าวสารอีกนะคะ”
“มันก็ไม่แน่หรอกครับคุณอร ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอยบ่อยๆ”
“ฮึๆๆๆ ประกวดนางงามหรือกรรมกรกันเนี่ย”
อรอนงค์ทำหน้าอยากจะร้องไห้ เกริกไกรตบมือป้าบๆ ปลุกขวัญ
“มา! เรามาเริ่มด้วยการซิตอัพกันก่อน คุณอรนอนลงครับ ผมจับขาให้”
อรอนงค์จำเป็นต้องนอนลงทำซิตอัพ
“10 ครั้งนะครับ เริ่มเลย หนึ่ง...อึ้บบบ...สอง...อึ้บบบ”
อรอนงค์ยกตัวขึ้นมา เกริกไกรยื่นหน้าไปทำจมูดซูดดมความหอมหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข

ใจเด็ดขับรถเข้ามาจอด สีหน้าที่เบิกบานเมื่อครู่กลับดูเครียด พอจะคว้าถุงลงจากรถ แต่สรนุชจับแขนไว้
“เดี๋ยว! เป็นอะไร บึ้งตึงไม่พูดไม่จามาตลอดทาง ฉันอึดอัดนะ”
“เปล่า”
ใจเด็ดจะลงอีก แต่สรนุชดึงไว้อีก
“คุยกันให้รู้เรื่องก่อนสิ ฉันไม่ชอบมีอะไรคาใจ นายโกรธฉันเหรอ?ที่จ่ายค่าผลไม้ให้”
ใจเด็ดถอนหายใจ “ผมไม่ได้โกรธ แค่...รู้สึกไม่สบายใจ”
“โธ่...เรื่องแค่นี้เอง นายมีนายก็จ่าย นายไม่มีฉันก็จ่าย เท่านี้เอง คิดมากทำไม”
“คุณเป็นแขกของสถานี มาช่วยถ่ายสารคดีอนุรักษ์ควายให้เราฟรีๆ แถมยังอุตส่าห์เสียสละตัวเองช่วยงานประเพณีทำขวัญควายในครั้งนี้ด้วย ผมควรรับรองพวกคุณให้ดีๆ แต่นี่กลับมาให้คุณช่วยจ่ายเงินอีก”
สีหน้าใจเด็ดดูเสียใจเอามากๆ ทำเอาสรนุชอึ้งไปเลย รู้สึกผิดแว้บๆขึ้นมา
สรนุชฝืนหัวเราะ “แหม...นายก็ ฉันไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยอะไรเลยนะ แต่ถ้านายไม่สบายใจละก็ ไว้ค่อยเบิกงบของราชการมาจ่ายค่าแรงฉันทีหลังก็ได้ ฉันจะช่วยรับไว้”
“ทางราชการไม่มีงบอะไรให้หรอกครับ มีแค่เงินเดือนให้”
“พูดเป็นเล่นน่า เห็นมีศูนย์วิจงวิจัย ห้องแล็บ ควายเป็นร้อยๆตัวที่สถานี ถ้าไม่มีงบประมาณให้ แล้วนายจะเอาเงินที่ไหนมาบริหารล่ะ”
ใจเด็ดเงียบ ทำเอาสรนุชเข้าใจทันที “อย่าบอกนะว่า...นายควักทุนของตัวเอง”
ใจเด็ดได้แต่หันมายิ้มแทนคำตอบ สรนุชรู้สึกเห็นใจ
“รีบเข้าไปหาครูสีดากันเถอะครับ”
ใจเด็ดหิ้วถุงข้าวของลงจากรถ สรนุชมองตามแล้วบ่นกับตัวเอง
“มันก็แค่ควาย นายจะมาทุ่มเทอะไรกับมันนักหนา...นายใจเด็ด”
สรนุชคว้าถุงข้าวของที่เหลือลงจากรถ แล้วเดินตามหลังใจเด็ดเข้าบ้านไป

เวลาต่อมาครูสีดาหิ้วถุงข้าวของเดินนำใจเด็ดและสรนุชเข้ามาในบ้าน สรนุชแปลกใจเห็นชาวบ้านกำลังช่วยกันทำพวงมะโหด
“อ้าวทุกคน...หัวหน้าใจเด็ดกับคุณสรนุชซื้อของมาให้กินเพียบเลย ม่วนอีหลี”
ทุกคนหันมาเฮกันใหญ่
“นี่...ชาวบ้านเค้าทำงานฝีมืออะไรกันอยู่เหรอคะ ข้าวของเต็มไปหมดเลย”
“ครูสีดารับหน้าที่เป็นฝ่ายตกแต่งสถานที่ในงานทำขวัญควายน่ะ ก็เลยเกณฑ์ชาวบ้านมาช่วยกันทำ”
“อ๋อเหรอ น่าสนุกจังเลย ครูสีดาคะ ฉันขอช่วยด้วยคนนะคะ” สรนุชอาสา
“อย่าเลยน่า” ครูสีดาห้าม
“ทำไมคะ” สรนุชสงสัย
“เดี๋ยวเหนื่อย” ครูสีดาบอก
“อุ้ย ไม่เหนื่อยหรอกค่า นะคะให้ฉันช่วย ฉันชอบ” สรนุชไม่ยอมง่ายๆ
“ชอบ แล้วทำเป็นเหรอคุณน่ะ?” ใจเด็ดถาม
“ทำไม่เป็นย่ะ ก็ให้ชาวบ้านช่วยสอนฉันซี”
ครูสีดาประกาศ “ทุกคนฟังทางนี้ วันนี้นอกจากจะซื้อเสบียงมาให้พวกเราแล้ว คุณสรนุชจะมาช่วยงานพวกเราด้วย แต่เธอทำอะไรไม่เป็นเลย” เสียงผู้คนฮือฮา สรนุชยิ้มแหย “ใครจะช่วยสอนเธอบ้าง ยกมือขึ้น”
ชาวบ้านและเด็กๆ ต่างเต็มอกเต็มใจยกมือกันใหญ่
“มีคนอยากสอนเยอะแยะเลย ยืนเฉยทำไมล่ะ เข้าไปซีคุณ”
สรนุชหันมายิ้มให้ใจเด็ดแล้วเดินเข้าไปหากลุ่มชาวบ้าน นั่งลงให้ชาวบ้านสอนให้ทำ ใจเด็ดยืนยิ้มกอดอกมองสรนุชท่ามกลางชาวบ้าน เห็นมุมที่น่ารักของสรนุช
“แฮ่ม!”
ครูสีดากระแอมใส่หู ใจเด็ดสะดุ้ง “อะไรครู?”
“ฮั่นแน่...มองตาไม่กระพริบเลยน๊า คิดไรอยู่”
ใจเด็ดทำหน้าเก้อ
“เปล๊า! เอ่อ...ที่คุณสรนุชมาหาครูวันนี้ เธออยากได้ผ้าสักชิ้นไปตัดชุดให้คุณอรอนงค์ใส่เข้าประกวดเทพีหนองระบือนะครับ”
“ไม่มีปัญหา ไว้ครูจะเลือกให้แล้วเอาไปให้ที่สถานีนะ จะเลือกผืนที่สวยที่ซู๊ดเลย” ครูสีดาบอกยิ้มๆ

เวลานั้นหม้อต้มรำข้าว มันเส้น ใบกระถิน กำมะถันที่วางอยู่กลางโต๊ะ ควันกำลังกรุ่นๆ ผู้พันชาญณรงค์ ช่อผกา สมคิดกำลังมองจ้องลงไปในหม้อ ชาญณรงค์หยิบทัพพีตักขึ้นมาดู
“ทำไมมันเละๆยังกับข้าวหมูอย่างงี้ กลิ่นก็...” กลิ่นฉุนเข้าจมูกชาญณรงค์จนต้องเบ้หน้า “อื้อหือ..อยากจะสำรอกอาหารเมื่อเช้าออกมา”
“คุณผกาแน่ใจแล้วเหรอว่าจะกินไอ้เนี่ย” สมคิดถามอย่างไม่แน่ใจ
“ทำไม...หรือว่าแกอยากแย่งฉันกินห่ะ”
“อู๊ย...เอาเงินฟาดหัวผม ผมยังไม่แย่งเลยครับ” สมคิดบอก
“ถืออยู่นั่นแหละพ่อ เอามานี่ ฉันจะกิน”
ช่อผกาแย่งทัพพีไปตักใส่ชาม แล้วใช้ช้อนตักจะเข้าปาก ชาญณรงค์ยกมือขึ้นเบรก
“เดี๊ยว”
ช่อผกาอ้าปากค้างเบรกเอี๊ยดหัวทิ่ม ชะงักมือ
“อะไรอีกล่ะพ่อ ถามจริงๆ เถอะ พ่อไม่อยากจะเห็นฉันสวยหรือไง”
“เอ่อ...อันที่จริงแกก็สวยใช้ได้อยู่แล้วนะ”
“ใช้ไปเผาป่าน่ะเหรอครับ?” สมคิดเสนอหน้า
ช่อผกาเขวี้ยงพัดใส่หน้า “ไอ้บ้า...ไอ้สมคิด...แกจะไปไหนก็ไป พาพ่อฉันไปด้วยอยู่ก็ขัดขวางการทำสวยของฉัน ไป๊!”
“ไม่ต้องไล่หรอกเว้ย ฉันจะออกไปหาทางทำให้น้องอรรักฉันอยู่พอดี เชิญแกทั้งกินทั้งพอกไอ้ข้าวหมูนี่ตามสบายเถอะ ไปเว้ยไอ้คิด”
ผู้พันชาญณรงค์เดินออกไปกับสมคิด ช่อผกาค้อนแล้วเอาช้อนเข้าปากหมับ แล้วก็ค้างอยู่อย่างนั้นอย่างพะอืดพะอมกว่าจะกลืนลงท้องได้
“ทำไมรสชาติมันยังกับกินปลักควาย” ช่อผกาจะอ้วกออกมา แต่รีบห้ามตัวเอง “ไม่ได้ๆ อ้วกไม่ได้ เพื่อเอาชนะนังพวกนั้นเราต้องทำได้” แล้วตักเข้าปากอีก “กินอย่างเดียวไม่พอ ต้องทาตัวด้วย
ช่อผกาตักข้าวต้มสูตรสวยสยองใส่ฝ่ามือตัวเองขยี้ๆ แล้วโปะเข้าที่หน้าตัวเองจนดำเละ ช่อผกากัดฟันทั้งกินทั้งทาอย่างพะอืดพะอมด้วยสีหน้ามุ่งมั่นมาดหมาย

ทางฝ่ายเจนจิรากำลังดึงควายสองตัวมายังแปลงนา เพื่อฝึกซ้อมไถนา สุบินรีบวิ่งเข้ามา
“โอ้โห...คนเดียวล่อ 2 ตัวเลยเหรอ มาๆ...ผมช่วย”
“อย่ายุ่ง! นี่ไม่ใช่เวลาเล่น ฉันกำลังฝึกซ้อมควายให้ไถนาอยู่”
สุบินขำ “ซ้อมควายไถนา! ทำไมต้องซ้อม”
“ก็ซ้อมไว้ลงแข่งไถนาในงานทำขวัญควายไง นายไม่รู้เหรอ”
“หึ ถามแปลก...ถ้ารู้แล้วจะถามให้เจ็บคอเหรอ”
“เดี๋ยวนายนั่นแหละจะเจ็บตัว ถอย! อย่าขวางทางควาย”
“ไม่ถอย! เอาซี...ถ้าคุณไม่ยอมให้ผมช่วย ผมก็จะขวางมันอยู่อย่างงี้”
“นายนี่มันดื้อด้าน จะจุ้นจ้านกับฉันไปถึงไหนนะ”
สุบินทำหน้าอ้อนวอน ขอความเห็นใจ
“ให้ผมช่วยเถอะนะ...นะ...สองหัวดีกว่าหัวเดียวนะ ผมรับปากว่าจะเย็บปากให้สนิท จะช่วยคุณฝึกไอ้ทุย 2 ตัวนี่ไถนาอย่างเดียวไม่พูดมาก”
เจนจิราถอนใจอย่างระอา “แล้วอย่ามาบ่นก็แล้วกัน! อ่ะ...ส่งคันไถนั่นมาสิ”
สุบินหยิบคันไถส่งให้เจนจิราใส่ควาย
“เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ เพิ่งเคยเห็นคันไถจริงๆ จะๆ กะตาวันนี้แหละ”
“หึ พวกคนกรุงอย่างพวกนาย วันๆ คงเห็นแต่พวกรถซิ่ง พวกโค กระบือคงไม่เคยอยู่ในสายตา”
“ฮ่ะๆๆๆ ใครบอกคุณ ที่กรุงเทพฯ น่ะ มีโคให้ดูเยอะกว่าที่บ้านนอกนี้ซะอีก”
“โคอะไร”
“โคโยตี้”
เจนจิราค้อนควับ สุบินขำก๊าก
“บาปหนาจริงพวกนายเนี่ย มั่วผู้หญิงไม่เลือก”
“ใครบอกไม่เลือก เลือกแต่สวยๆ ทั้งน้านเลย ฮ่ะๆ ใครจะเหมือนคู๊ณ...”
เจนจิรามองตาเขียว สุบินรีบอุดปาก
“ลืมไป! ไม่พูดแล้วไม่พูด ไหน ทำไงต่อไปล่ะ”
เจนจิราสอนวิธีจับคันไถและคุมควายให้ไถนาตามวิธีจริงที่ถูกต้อง

พวงมะโหดในมือสรนุชที่ทำเสร็จแล้ว ถูกโชว์ให้ใจเด็ดดู
“เป็นไงคุณ...ฝีมือฉันใช้ได้มั้ย”
ใจเด็ดยิ้ม “อืม...สวยดีนี่ คุณนี่ก็มีฝีมือด้านศิลปะเหมือนกันนะ”
“ก็แหงอยู่แล้ว ช่วยถือไว้ก่อน ฉันจะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก”
สรนุชส่งให้ใจเด็ดถือ แล้วล้วงกล้องจากกระเป๋าเป้ออกมาถ่ายเก็บไว้ โดยถ่ายติดใจเด็ดไปด้วย
“เดี๋ยวๆ เมื่อกี้ไม่ชัด ขออีกรูปนึง”
ใจเด็ดถือพวงมะโหด ลืมตัวยิ้มให้กล้อง
ในขณะที่สรนุชกำลังถ่ายรูปกับใจเด็ดอยู่นั้น พวกชาวบ้านก็กำลังจับกลุ่มซุบซิบกับครูสีดา มองมาที่ทั้งสองคน

ส่วนอรอนงค์กำลังยักย้ายส่ายสะโพกเล่นฮูล่าฮูปให้เกริกไกรดู
“เป็นไงคะ บอกแล้วว่าฉันน่ะเป็นเซียนฮูลาฮูป ให้เล่นทั้งวันก็ยังได้”
เกริกไกรนั่งมองอย่างเพลิดเพลินใจ
“หมอคะ...หมอ”
เกริกไกรสะดุ้ง “เอ่อครับ...ว่าไงครับ”
“แน่ใจเหรอคะว่าจะให้ฉันเล่นฮูลาฮูปโชว์ให้กรรมการดูบนเวที” อรอนงค์สงสัย
“แน่ใจสิครับ ถ้าเป็นผม ผมให้มงกุฎคุณอรตั้งแต่เห็นปลีน่องแล้วล่ะครับ แต่สำหรับกรรมการ แค่สวยอย่างเดียวยังไม่ประทับใจหรอกครับ ต้องมีความสามารถพิเศษอย่างอื่นด้วย”
“งั้นฉันไม่ขอเลือกฮูลาฮูปดีกว่าค่ะ มีอย่างอื่นอีกมั้ยคะ?” อรอนงค์ถาม
“มีอีกอย่างนึงครับ สีซอให้ควายฟังครับ แอ่นแอ๊น”
เกริกไกรหันไปคว้าซอออกมายื่นให้ ด้วยท่าเว่อร์ๆ ชวนขำ
“สีซอเหรอคะ”
“ไม่ยากหรอกครับ ตอนเด็กๆ แม่ผมเป็นลิเก พ่อผมเป็นตลก”
“แล้วคุณก็เลยสีซอเป็น”
“ไม่เกี่ยวหรอกครับ ย่าผมสอนให้” อรอนงค์ฟังแล้วเซ็ง เกริกไกรพูดต่อ “มาครับ...ผมจะสอนให้เอง”
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณไม่ต้องสอนหรอกค่ะ เดี๋ยวฉันเล่นเอง”
“คุณจะเล่นได้เหรอครับ สีซอนี่ มันไม่ใช่ง่ายๆ นะ”
อรอนงค์ไม่ตอบ ยกมือไหว้ซอ แล้วก็เริ่มสีซอ...เป็นเพลงเพราะมาก เกริกไกรอึ้ง
“ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ ผมฝันไปใช่มั้ยเนี่ย หรือว่าคุณเป็นนางฟ้าลงมาจากสวรรค์”
“ฉันไม่ใช่นางฟงนางฟ้าที่ไหนหรอกค่ะ สมัยเรียนฉันเคยอยู่ชมรมดนตรีไทยน่ะค่ะ”
เกริกไกรจ๋อยไป “แล้วก็ไม่บอกตั้งแต่ทีแรก”
อรอนงค์ตั้งใจสีซอต่อ เกริกไกรนั่งมองประทับใจ

เหตุการณ์ที่บ้านครูสีดา ใจเด็ดกับสรนุชช่วยกันพับและตัดกระดาษสีต่างๆ โดยไม่รู้ว่าที่ข้างหลัง ครูสีดากับชาวบ้านแอบโผล่ออกมามอง ยิ้มหัวกันไปมา
จังหวะหนึ่งใจเด็ดใช้หลังมือเช็ดเหงื่อ ทำให้เศษกระดาษเลอะติดที่หน้าโดยไม่รู้ตัว
สรนุชเห็นก็ขำ จึงเอากระดาษป้ายไปที่หน้าใจเด็ดอีกด้าน เป็นหนวดแมวคู่กัน แล้วชี้หน้าใจเด็ดพลางหัวเราะ
ใจเด็ดแกล้งสรนุชคืนบ้าง ทั้งสองยิ้มให้กัน แล้วต่างคนต่างก็แอบรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ

เวลาเดียวกันสมคิดเปิดประตูให้ชาญณรงค์ลงจากรถ
“มหา...มหาเหม็นอยู่มั้ย?”
มหาเหม็นอยู่บนเรือนรู้สึกงง “ใครวะ?”
“ผู้พันมาหา” สมคิดตะโกนบอก
มหาเหม็นโผล่หน้าออกมาต้อนรับ
“อ้าวหวัดดีผู้พัน...ไปไหนมาล่ะเนี่ย”
“ฉันเจอนางฟ้าเนื้อคู่ฉันแล้ว” ชาญณรงค์บอก
“โฮ้ว...เป็นข่าวดีจริงๆ”
“ข่าวร้ายก็คือ เธอยังไม่มีใจให้ฉัน” ชาญณรงค์หน้าเศร้า
“ผู้พันก็พยายามจีบหน่อยซิ เงินทองยศตำแหน่งก็มีล้นเหลือผู้หญิงที่ไหนจะไม่สน” มหาเหม็นอวยส่ง
“ฉันใจร้อนเว้ยมหา ขืนรอให้เจ้าหล่อนสนใจ มันจะแห้งเหี่ยวตาย แบบว่า...อยากได้มันเร็วๆ แล้วมหานั่นแหละที่ต้องเป็นคนช่วยฉัน”
“แต่ตอนนี้ฉันไม่ว่าง ผู้พันไปหาคนช่วยที่อื่นเถอะ” มหาเหม็นทำเป็นเล่นตัว
“ถ้ามหาไม่ช่วยฉันก็ไม่เป็นไร ไอ้เงินก็ที่ยังติดฉันทั้งต้นทั้งดอกนะต้องจ่ายมาเดี๋ยวนี้” ชาญณรงค์ว่า
“งั้นฉันช่วยผู้พันดีกว่านะ แหมเราคนกันเอง ผู้พันจะให้ฉันช่วยยังไงก็บอกมาเลย”
“ผู้พันจะให้มหาทำพิธีลงนะหน้าทอง” สมคิดบอก
“เฮ้ย! ผู้ชายที่ไหนเค้าลงนะหน้าทองกันวะ” มหาเหม็นย๊วะ
“แล้วมหามีวิธีไหนอีกล่ะ ที่มันจะรวดเร็ว ทันใจฉันน่ะ” ชาญณรงค์ถาม
มหาเหม็นหัวเราะหึๆ “มีซี หึๆๆ”
“วิธีไหน” ชาญณรงค์สงสัย

เวลาต่อมามหาเหม็นก้มลงไหว้แท่นบูชา แล้วหยิบขวดบรรจุน้ำขวดเล็กขวดหนึ่งมายื่นให้ผู้พัน
“น้ำมันพราย”
ทำเอาทั้งผู้พันชาญณรงค์และสมคิดตาลุก
“น้ำมันพราย”
“มีขวดนี้ขวดเดียว ผู้หญิงในหมู่บ้านคงเรียงแถวมาเป็นเมียฉันหัวกระไดบ้านไม่แห้ง”
สมคิดยื่นมือไปจะรับ แต่ถูกผู้พันใช้ไม้ตะพดตีมือเสียก่อน สมคิดร้องลั่น
“จ๊าก”
“แต่สำหรับฉัน หนูอรอนงค์คนเดียวในดวงใจเท่านั้น ใช้ยังไงเหรอหมอ”
“เหยาะไปที่มือหยดเดียว เล็งให้เหมาะ แค่ดีดหรือป้ายใส่เท่านั้น ผู้หญิงคนนั้นก็จะหลงจะรักผู้พันจนหัวปักหัวปำ” มหาเหม็นสำทับ

“ฮ่ะๆๆๆๆ ไปเว้ยไอ้คิด รีบไปหาหนูอรอนงค์กัน”

ผู้พันสูงวัยหัวเราอย่างชอบอกชอบใจ วาดฝันไปไกลลิบ

 อ่านต่อตอนที่ 8 เวลา 17.00 น. 



แม่ยายที่รัก ตอนที่ 7
แม่ยายที่รัก ตอนที่ 7
หลังจากได้พูดระบดระบายเรื่องคาใจทั้งหมด มัทรีก็ร้องไห้ออกมา เธอมองมายังผู้เป็นแม่ด้วยความเจ็บปวด “แม่รักตัวเอง แม่โกหกมัทเพื่อหนีอดีตของตัวเอง” ติรกาแทบทรุดเมื่อถูกลูกต่อว่า พุทราเห็นจึงรีบเข้าไปประคอง “แม่ขอโทษนะมัท แม่ไม่ได้ตั้งใจ” ติรกาเอ่ย “แม่ไม่ได้ตั้งใจ แต่แม่ก็ฆ่ามัททั้งเป็น” มัทรีตัดพ้อ “ถ้าแม่เค้ารักตัวเอง มัทคงไม่มีเลือดเนื้อมายืนต่อว่าแม่อย่างนี้หรอก” เตือนใจบอกหลาน “ยายรู้แต่ไม่เคยบอกมัท” มัทรีหันไปต่อว่าเตือนใจ “ความจริงบางอย่างที่ทำให้คนฟังเสียใจ...คนพูดยิ่งเจ็บปวดมากกว่านะมัทรี” เตือนใจพูด “ขึ้นอยู่กับคนพูด..ว่าเลือกที่จะพูดตอนไหน” มัทรีสวนขึ้น
กำลังโหลดความคิดเห็น...