xs
xsm
sm
md
lg

อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 23

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


แจ้งเพื่อทราบ
ติดตามอ่านอสูรน้อยฯจบบริบูรณ์เวลา 7.00 น. (วันอาทิตย์ที่4ก.พ.)

อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว  ตอนที่ 23 อวสาน

อสูรในร่างสดับอยู่ภายในห้องพิธีกรรม นั่งอยู่ในสภาพไม่สวมเสื้อกำลังหลับตาทำสมาธิใช้พลังซ่อมแซมร่างกายที่บาดเจ็บจากการต่อสู้ ร่างกายด้านหนึ่งเป็นรอยไหม้จากรังสีพระพุทธคุณ อาการหนักหนาสาหัสเอาการ

พริบตาเท่านั้นรอยไหม้ทั้งหลายค่อยๆ จางลง และหายไปจนหมด อสูรสดับลืมตาขึ้น ฟื้นตัว พลังคืนมาแล้ว คั่งแค้น
“นังเด็กแนนนี่ แกจะเป็นแม่มดหรือไม่ก็ตาม แต่แกไม่ใช่มนุษย์แน่ นังแก่นั่นอีกคน ถึงฉันจะไม่ได้กลิ่นแก แต่แกต้องเป็นแม่มดแน่ๆ” อสูรร้ายนั่งคิดตรึกตรอง “ แต่หากคนละพงศ์พันธุ์กัน มันมาเป็นยายหลานกับนังเด็กแนนนี่ได้ยังไง”
สดับคิดนิ่งในมาดอสูรใหญ่ผู้น่าเกรงขาม อยู่ต่ออีกนิด แล้วส่งส่งพลังจิตเรียกอยู่ในใจ ขณะที่ยังคงลืมตา
“ดารกา...”

เวลาเดียวกัน ดารกากับเพื่อนนักศึกษาแพทย์ กำลังคร่ำเคร่งทำข้อสอบ อยู่ในห้องสอบ มีอาจารย์คุมสอบเดินตรวจตราไปมา สักครู่เสียงสดับดังแว่วลอยมา
“ดารกา... ดารกา”
ดารกาชะงักไปนิดหนึ่ง แล้วหันไปทำข้อสอบต่อ

ในห้องพระทาฮิร่าลุกนั่งได้แล้ว แต่ยังดูอิดโรยอยู่มาก แนนนี่กำลังฝนสมุนไพรชิกเก้นอยู่ใกล้ๆ และข้างๆ มีย่ามเล็กใส่สมุนไพร อยู่ด้วย
“เจ้าคนที่สู้กับเราเป็นอสูรเหรอจ๊ะยาย”
“ยายคิดว่าอย่างนั้น”
“แล้วมันรู้มั้ยว่ายายเป็นแม่มด”
“น่าจะแค่สงสัย เพราะยายใช้มนต์พรางกลิ่น”
แนนนี่หน้าขรึมลง “มันต้องตามล่าเราอีกแน่เลยจ้ะยาย”
“ยายถึงต้องรีบหายป่วย พาแนนนี่ไปอยู่บ้านยาย ที่นั่นยายใช้มนต์พรางไว้ ไม่มีใครรู้ว่าบ้านของยายอยู่ที่ไหน” ทาฮิร่าบอกท่าทีจริงจัง
“ยายอยู่ที่นี่ไม่ได้เหรอจ๊ะ ใช้มนต์พรางที่นี่ไว้”
“ที่นี่ไม่ใช่ของยายจ้ะ เป็นของคุณแม่ปัทมน ยายพรางไม่ได้”
แนนนี่พยักหน้าเข้าใจ
“เฮ้อ อสูรทำเอาพลัดที่นา คาที่อยู่กันไปโม้ดดดด เวรก๊ำ...เวรกรรม” ชิกเก้นบ่นพึมพำ

ธานีกับรัดเกล้าเดินเข้าตึก ทั้งคู่อยู่ในชุดทำงาน ธานีถือตะกร้าผลไม้เล็กๆ มีผลไม้สีสวยน่าทาน จะมาเยี่ยมทาฮิร่า ธานีกับรัดเกล้าตรงไปที่ปัทมน ผาดกับพร ทำงานประจำอยู่แถวๆนั้น
ธานีนั่งลงแล้วเอ่ยถาม “คุณยายกับแนนนี่เป็นยังไงบ้างครับ”
ปัทมนนั่งนิ่ง คิดคำพูดที่จะไม่ต้องโกหก
“พี่ภวัตบอกว่าคราวนี้คุณยายป่วยมาก เกล้าห่วง อยากเยี่ยมค่ะอาปัท เยี่ยมแนนนี่ด้วย” รัดเกล้าว่า
ผาด กับพรพยายามจะฟังว่าปัทมนจะพูดอะไรมั้ย เพราะรู้แค่ว่าทาฮิร่าป่วย แต่ไม่เห็นสภาพ สองคนรู้ว่าถูกปิดบัง
“อารับศีล อาขอไม่โกหกนะหนูเกล้า แนนนี่เดี๋ยวอาเรียกลงมาคุยได้ แต่คุณยายอาขอไม่ให้รบกวนท่านจ้ะ ขอไม่พูดอะไรมากกว่านี้ แล้วก็ไม่ต้องถามด้วยว่าคุณยายเป็นอย่างนี้เพราะอะไร”
ธานียิ้มๆ ให้แม่ “ผมกำลังจะถามอยู่พอดีเลยครับ คุณแม่เล่นดักคอซะนี่”
“งั้นเกล้าฝากผลไม้เยี่ยมคุณยายนะคะ”
“ขอบใจจ้ะ”
“ขอบใจผมด้วยครับคุณแม่ นี่หุ้นกันคนละครึ่ง”
ปัทมนกับรัดเกล้าพูดขึ้นพร้อมกัน “หูย... งก”
ทั้งสามคนหัวเราะกัน
ธานีพูดแซวกับรัดเกล้า “พี่ว่าผลไม้นี่เสร็จยายแนนนี่หมดแน่”
แนนนี่โผล่เข้ามาแล้วแกล้งจาม “ฮ้าด...เช่ยย...โดนพี่ชายนินทาอีกและ” มองไปที่ผลไม้ “ฮะ ฮ้า ของชอบทั้งนั้นเลย”
“นั่นไง พูดผิดซะที่ไหน” ธานีว่า
“น้าผาดพี่พรขา ช่วยทำให้แนนนี่หน่อยค่า”
“ได้ค่ะ” ผาดกับพรรับคำพร้อมกัน
“ไหน มาดูซิแนนนี่ ไปสู้กับโจรมา ฟกช้ำดำเขียวตรงไหนบ้าง”
รัดเกล้าถามจากที่ได้รู้จากพี่ชาย แนนนี่มานั่งใกล้รัดเกล้า ดูแขนดูขากันไป
ปัทมนแอบพึมพำขำๆ แต่ไม่มาก “โจรเหรอ”

เวลาเดียวกันจักรวาล และอิงอร นั่งอยู่ในห้องรับแขก โป่งกำลังคุยเว่อร์สุดๆ ออกท่ากำลังภายใน
“อาจารย์แนนนี่สู้ ผัวะๆๆ โจรทำอะไรไม่ได้เลย เก่งสุดๆ”
“โป่งอยู่ด้วยเหรอ” อิงอรถาม
“เปล่าครับ โทรคุยกับ ’จารย์แนนนี่นิดหน่อย แล้วผสมจินตนาการของโป่งเองล้วนๆ แฮ่...”
จักรวาลทั้งขำทั้งระอา “เฮ้อ...อุตส่าห์ฟัง ถ้าจะเอาดีทางเขียนนิยายบอกนะ แกมีแวว”
“รุ่งเลย” โป่งภูมิใจ
“รุ่งริ่งมั้งนะ” อิงอรว่า
ภวัตเดินเข้ามาพอดี “ไม่เห็นป้าบานเย็นอีกแล้ว”
โป่งจะตอบแต่ไม่ทันภวัตตอบเอง “ไปเยี่ยมญาติต่างจังหวัด ฉันเปิดเทปตอบให้”
“แป่วครับ โป่งแป่ว”
“ขอน้ำเย็นแก้วนึง”
“ทันทีครับผม” โป่งเดินไป
“เราไปเยี่ยมคุณยายกันหน่อยมั้ยลูก”
“คุณยายขอร้องครับ ของดเยี่ยม”
“อายุปูนนั้นแล้ว...เป็นอนุสาวรีย์ได้แล้ว ไม่ยอมเข้าโรงพยาบาล อาอิงว่าจะเด้ดสะมอเร่เอาง่ายๆนะคะ”
“ไม่หรอกครับ คุณยายแข็งแรงมาก ยังอยู่ได้อีกหลายพันปี” ภวัตหลุดปาก
“ฮะ อะไรนะคะ”
ภวัตรู้ว่าหลุดไปแล้ว ชิ่งเลย “ผมไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ”
“แล้วเดี๋ยวมาเล่าต่อนะคะ อาอิงจะฝากถามคุณยาย ทำไงให้อายุยืนสักหมื่นปีอะค่ะ”

อสูรสดับนั่งเข้าสมาธิปรับพลังให้เข้าที่และให้สูงขึ้น ดารกาเข้ามา อสูรสดับพูดทั้งที่ยังหลับตา ทำไมเพิ่งมา
“ลูกติดสอบค่ะ”
สดับลืมตาขึ้นมา กลายเป็นตาอสูรร้ายๆ แล้วค่อยๆ คืนเป็นสีตาปกติ
“วันนี้พ่อสู้กับนังเด็กแนนนี่แล้วก็ยายของมัน”
ดารกาหยุดกึกเลย
“ทั้งนังแนนนี่ทั้งยายมันฝีมือร้ายกาจทั้งคู่ นังแนนนี่พลังมันยังไม่อยู่ตัว แต่หากพลังมันสมบูรณ์เมื่อไหร่ มันคือคนที่เจ้าต้องระวังที่สุด”
ดารกาตาลุกวาววับด้วยความถือดีและชิงชังแนนนี่ “ลูกไม่มีวันยอมแพ้มันแน่”
“พ่ออยากรู้ว่านังแนนนี่กับยายมันสัมพันธ์กันได้ยังไง”
ดารกางงๆ
“พ่ออยากรู้ที่มาที่ไปของยายหลานคู่นี้ พ่อว่ามันไม่น่าจะใช่ยายหลานกันจริงๆ”
ดารกาเริ่มเล่าเรื่องแนนนี่และทาฮิร่า

แนนนี่ประคองทาฮิร่าเข้ามาในบ้านบนโลกมนุษย์ ที่ไม่ใครรู้ว่าอยู่ไหน
“ค่อยๆ เดินนะจ๊ะยาย”
“เดี๋ยวกระเทือนตับไตไส้พุงแล้วจะไม่ได้เจอรักแท้” ชิกเก้นร้องเป็นเพลงซะงั้น “รักแท้
คืออะไร ตับไตไส้พุง...”
“ฉันไม่ใช่กระสือนะเจ้าชิกเก้น จะได้มารักกันด้วยตับไตไส้พุงน่ะ”
“ถึงพริกถึงขิงของยุคเจ๊น่ะมันเชยยยยแร้วววว ยุคนี้เขาถึงตับไตไส้พุงกัน ให้รู้ซะมั่งว่าเด็กแนวเขาเป็นยังไง”
“ไม่ต้องมาเกรียน” ทาฮิร่าสวนขึ้น
แนนนี่ชอบใจมาก “ฮ้า ยาย แนวกะเขาเหมือนกัน”
“พูดไปน่ะรู้เหรอ เกรียนแปลว่าไร” ชิกเก้นแซวต่อ
“ไม่รู้ แต่จะให้แกรู้ว่าถึงฉันจะอายุสามพันปี แต่ก็ไม่มีตกเทรนด์”
“อูย อินเทรนด์จริง ไรจริง”
“ฮ่าๆๆๆๆ ให้มันรู้ซะมั่งพี่ชิกเก้น ว่าเล่นอยู่กะใคร” แนนนี่ชอบใจ
จังหวะนั้นเสียงบาบาร่าส่งกระแสจิตเรียก “ทาฮิร่า ทาฮิร่า”
“เดี๋ยวยายมานะ ไปคุยกับเพื่อนหน่อย” ทาฮิร่าขอตัว
“แนนนี่ไม่อยากให้ยายไปเลยอะค่ะ อยากให้พักผ่อนมากๆ”
“ยายไม่เป็นไรหรอก หากตอนสู้กันยายรอดมาได้ ตอนนี้ยิ่งสบายมาก”
ทาฮิร่าจะหายตัว หายไปได้ครึ่งล่างครึ่งเดียว
“นั่นๆ แล้วทำมาคุย” ชิกเก้นทั้งขำทั้งหน่ายนายหญิง
“แนนนี่” ทาฮิร่าขอแรง
แนนดีดนิ้วเปาะ ร่างทาฮิร่าอีกครึ่งจึงหายไป

บาบาร่าคอยอยู่ในที่ลับตา สักครู่สะดุ้งมอง “ว้าย”
เพราะมีแค่ท่อนล่างของทาฮิร่าปรากฏขึ้นมา
“เล่นอะไรยัยทาฮิร่า
ร่างทาฮิร่าครึ่งบนปรากฏคนละที่กับครึ่งล่าง
“อ้าว”
บาบาร่าชักเอือมระอา “นี่ ท่อนล่างอยู่นี่”
ร่างท่อนบนทาลอยมาเชื่อมกับท่อนล่าง ทาฮิร่าสำรวจร่องรอยให้แน่ใจ
“รู้สึกว่าตัวเองเป็นกระสือยังไงไม่รู้” ทาฮิร่าบ่น
“ไม่ต้องไม่รู้ละ เห็นจะๆกับสองตาฉันนี่เลย เป็นแม่มดมีสกุลไม่ชอบ จะไปเป็นกระสือแน่ะ”
“เยอะไปเปล่าเนี่ยเธอ”
ทำเป็นเสียงเข้ม แต่บาบาร่าก็เป็นห่วงจริง “เธอหายไปไหนมา...” ทอดระยะ
ทาฮิร่าเหล่ยิ้มๆ ว่าเพื่อนเลิฟจะว่าไงต่อ
ในที่สุดบาบาร่าก็หลุดปาก แต่ยังเก๊กหน้าขรึม “...ฉันเป็นห่วง”
ทาฮิร่าดีใจ “ขอบใจ ฉันมีเรื่องเล่าให้เธอฟังเยอะเลย”
สีหน้าบาบาร่ากระตือรือร้นมาก “เล่ามา อย่าให้ตกหล่นแม้แต่ฉากเดียวนะ”
“ฉันไปสู้กับอสูรมา”
บาบาร่าร้องดังลั่น “หา”
ทาฮิร่าอุดหูแทบไม่ทัน

เวลาเดียวกัน ดารกาก็เล่าเรื่องแนนนี่กับยายจบแล้ว
“ลูกทราบเรื่องแนนนี่กับยายจากคุณแม่ปัทมนแค่นี้”
อสูรสดับรู้สึกว่าเรื่องของแนนนี่ไม่ค่อยสมจริง แต่คิดว่าดารกาจะโกหก
“แนนนี่เป็นเด็กกำพร้างั้นเหรอ... ดูแล้วไม่น่าจะใช่ มันมีพลังขนาดนั้น มันต้องมีที่มาที่ไปแน่นอน เจ้ารู้อะไรเพิ่มแล้วรีบบอกพ่อ แล้วการจับตัวแนนนี่ยังไม่เลิกล้ม เจ้าอย่ามัวเฉื่อยชา” อสูรสั่ง
“ค่ะ”

ปีเตอร์พูดมือถือกับแนนนี่ มีของเยี่ยมอยู่ใกล้ๆ
“แนนนี่ไม่อยู่บ้านคุณแม่ปัทมนแล้วแล้วไม่บอกปีเตอร์ด้วย ปีเตอร์ไปเยี่ยมเก้อเลย” ปีเตอร์บ่น
แนนนี่นอนคุยมือถือ ชิกเก้นอยู่ใกล้ๆ
“โทษที แนนนี่มัวแต่ห่วงยายจนลืมไป”
“ปีเตอร์ผู้ถูกลืมตลอดปีตลอดชาติ น้อยใจนะ”
“โอ๋ๆๆๆๆ ถึงแนนนี่จะลืมบ้างไรบ้าง แนนนี่ก็รักปีเตอร์นะ”
ปีเตอร์ตาโต “จริงเหรอ งั้นปีเตอร์ขอแต่งงานทางมือถือนี่เลยนะ แล้วไปขอเป็นทางการอีกที”
“นายปีเตอร์!”
“จ๋า...”

ส่วนภวัตพยายามกดมือถือหาแนนนี่ กดมานานแล้วแต่สายไม่ว่าง
ภวัตบ่นๆ หงุดหงิดนิดๆ “คุยกับใครอยู่นะ สายไม่ว่างเลย”
ภวัตกดเรียกซ้ำอีก

แนนนี่กับปีเตอร์เม้าท์มอยคุยมือถือกันต่อ
“แนนนี่เคยบอกว่าไง”
“แต่วันนี้แนนนี่พูดเรื่องรักก่อนนะ ปีเตอร์แค่พูดต่อจากแนนนี่อะ ปีเตอร์ผิดตรงไหน”
“แนนนี่หมายถึงปีเตอร์เป็นเพื่อนรัก อย่ามาแกล้งไม่เข้าใจ”
“งั้นปีเตอร์จะรอวันที่เพื่อนรักเปลี่ยนเป็นรักเพื่อนก็แล้วกัน”
“กระโถน กระโถน จะอ้วกแล้ว”
“จริงใจอะ จะอ้วกใส่กันเลยเหรอ”
“ไม่อ้วกแล้วก็ได้”
“แนนนี่ไม่ออกมาทานไอติมกันหน่อยเหรอ”
“ไม่ละ คราวที่แล้วขัดคำสั่งยายออกไปแล้วเป็นไงล่ะ แนนนี่ทำให้ยายบาดเจ็บแทบตาย รู้สึกผิดไปจนตายเลย”
“งั้นก็คิดถึงมากๆนะแนนนี่ แนนนี่ช่วยคิดถึงปีเตอร์ด้วยนะ”
“อยู่แล้ว บายนะ”
แนนนี่กดตัดสายปุ๊บเสียงเรียกเข้าปั๊บ แนนนี่ดูหน้าจอ ดีใจสุดๆ กระโดดลุกขึ้นนั่ง
“พี่ภวัต”
“เวรก๊ำ...เวรกรรม รถไฟสองขบวนแล่นสวนกันทุกวัน จะมีชนกันมั้ยเนี่ย” ชิกเก้นแซว

ภวัตใส่อารมณ์ทันที “แนนนี่คุยโทรศัพท์นานจัง”
“แนนนี่คุยกับปีเตอร์แป๊บเดียวเอง”
ภวัตเบาเสียงลงไปหน่อย ออกจะหึงๆ “ปีเตอร์อีกแล้ว”
แนนนี่รีบเปลี่ยนเรื่อง “พี่ภวัตคิดถึงแนนนี่ใช่เปล่าคะ ถึงโทรมา”
ภวัตเขินๆ เพราะ คิดถึงจริง “ก็...”
“ต้องบอกก่อนว่าพี่ภวัตคิดถึงแนนนี่ ไม่งั้นแนนนี่จะปิดเครื่องไปเลย”
ภวัตเขิน แต่ในที่สุดก็ตอบ “จ้ะ พี่คิดถึงแนนนี่”
“เย้”
“แนนนี่...ไม่อยากทานไอติมบ้างเหรอ”
แนนนี่ตอบทันที “อยากค่ะ ไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ” หายวับไปเลย
“ดูดู๊ ดูเธอทำ สองมาตรฐานจริงๆ ปีเตอร์เอ๊ย...แม้ใครจะเปลี่ยนชื่อแห้วเป็นชื่ออะไรอีกร้อยชื่อ มันก็ยังคือแห้วววววว..นั่นเอง” ปีเตอร์พึมพำ

ทางด้านสองแม่มดแห่งเมืองเวทย์ นั่งขรึมนิ่ง ทาฮิร่าเล่าเรื่องสู้กับอสูรจบแล้ว
ทาฮิร่าจะพูด แต่บาบาร่าขัดขึ้นก่อน “อย่า อย่าพูดถึงคุณน้องดาว่าเป็นอสูร”
“เธอก็อย่าพูดว่าแนนนี่เป็นอสูร”
“จะพูด มีอะไรป่ะ”
ทาฮิร่าอิดหนาระอาใจ
“ไม่ใช่ว่ายัยแนนนี่หลานเธอสู้กับอสูรแล้วจะหมายความว่าแนนนี่ไม่เป็นอสูร” บาบาร่าดื้อแพ่ง
“ฉันเหนื่อย ไม่อยากเถียงกับเธอ”
บาบาร่าไม่สนใจ “แนนนี่อายุยังไม่ครบ 22 อาจยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นอสูร”
“เธออย่าลืมใช้มนต์พรางกลิ่นก็แล้วกัน ไม่งั้นอสูรตามเจอแน่”
ทาฮิร่าหายตัว คราวนี้ท่อนบนไปก่อน ท่อนล่างยังอยู่
“จะหนีความจริงงั้นเหรอยัยทาฮิร่า งั้นท่อนล่างนี่ไม่ต้องเอาไปก็แล้วกัน”
บาบาร่าขยับจะว่าคาถา ร่างท่อนบนของทาฮิร่าปรากฏขึ้นไม่ไกลกับท่อนล่าง แต่คราวนี้ดันไม่ต่อกันซะงั้น
ท่อนบนมือหนึ่งจับกระโปรงของท่อนล่าง อีกมือดีดนิ้ว ท่อนบนหิ้วท่อนล่างหายไปด้วยกัน
บาบาร่ายัวะ ว่าคาถาไม่ทัน “ยัยทาฮิร่านะยัยทาฮิร่า ยัยคนไม่ยอมรับความจริง”

แนนนี่ไปแล้ว ชิกเก้นเดินเหงามากมาย ไปมาอยู่ตัวเดียว
“ไปกันหมดทั้งยายทั้งหลาน ไม่มีใครเห็นใจแมวเล้ยยยยย เวรก๊ำ...เวรกรรม” หันมาเห็น ตกใจตัวลอย ขนตั้ง “แว้ก”
ทาฮิร่าเข้ามา ร่างยังแยกเป็นสองท่อน ท่อนบนหิ้วท่อนล่าง
“จะเป็นแม่มดหรือจะเป็นผี รีบต่อคืนให้ไวเลยคุณย้าย แมวกลัว”
ทาฮิร่าเอา ท่อนล่างมาต่อ เช็กดูให้สนิทดี
“ยามป่วยไข้เวทมนตร์มันก็กะพร่องกะแพร่งมั่งสิ” เริ่มรู้สึกว่าเงียบมาก มองหารอบๆ
ชิกเก้นรู้ตัว เริ่มสยอง “งานเข้าแว้วว”
ทาฮิร่าหน้าเข้ม อย่างเอาเรื่อง “แนนนี่อยู่ไหน”
“แมวจะรู้มั้ยเนี่ย”

ภวัตและแนนนี่กำลังกินไอติมสำเร็จรูปถ้วยกระดาษที่ขายในร้านสะดวกซื้อ อยู่ในบ้านภวัต เสียงมือถือแนนดังขึ้น แนนนี่หันมองตกใจมาก
“ตายแล้ว ยายโทรมา”
“พี่รับให้มั้ย พี่เป็นคนชวนแนนนี่ออกมา พี่ควรโดนคุณยายว่า”
“ไม่เป็นไรค่ะ แนนนี่รับเอง” พลางกดรับ “ยายจ๋า...”
“กลับบ้านเดี๋ยวนี้ แนนนี่”
“จ้ะยาย” เสียงฝั่งทาปิดมือถือ แนนนี่ปิดตาม “แนนนี่ต้องกลับแล้วค่ะ”
“พี่ไปส่ง”
“ไม่ได้ค่ะ ยายสั่งไม่ให้ใครไปถึงบ้านยาย”
“ไปส่งใกล้ที่สุดก็ได้” ภวัตอ้ออล้อ เพราะห่วงยิ่งนัก
“ก็ไม่ได้ค่ะ”
แนนนี่ทำท่าจะหายตัว เริ่มจะว่าคาถา
ภวัตรีบทักท้วงหาเรื่องถ่วงเวลา “อย่าผิดสัญญา”
แนนนี่นึกได้ ไม่อยากให้ภวัตโกรธ หยุดทันควัน สะบัดมือออกไปจะล้างเวทมนตร์

ทันใดนั้นบุษบาเดินเข้ามาในบ้าน ในรัศมีที่แนนสะบัดมือพอดี พลังของแนนนี่ส่วนหนึ่งซึ่งไม่น้อย ซัดบุษบาเซไปกระแทกข้าวของแถวนั้นอย่างแรง
“อ๊าย” บุษตกใจ
แนนนี่ตกใจ ภวัตก็ตกใจ ประกอบกับจุดที่แนนนี่ยืนเป็นจุดที่สามารถเห็นบุษบาได้ก่อน ภวัตเลยคิดว่าแนนนี่แกล้งบุษอีกแล้ว ภวัตหันมองแนนนี่อย่างตำหนิ แนนนี่จ๋อยสุดๆ
“อีกแล้วนะแนนนี่ นิสัยเอาแต่ใจ ชอบแกล้งคนไม่มีทางสู้นี่ ตกลงว่าเลิกไม่ได้ใช่มั้ย”
บุษบาเข้ามากอดแขนอ้อนภวัต รู้ว่าเป็นต่อ เสแสร้งมากขึ้น
“ภวัต...อย่าดุแนนนี่เลยค่ะ แกคงไม่ได้ตั้งใจน่ะ”
แนนนี่ชักเริ่มเดือด “แนนนี่ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ คุณป้าไม่ต้องมาแอ๊บเอาความดีความชอบหรอก ยัยคุณป้าจอมปลอม”
บุษบายังแอ๊บเป็นคนดีต่อ “พูดจาไม่น่ารักเลย ฉันเป็นผู้ใหญ่กว่าเธอนะควรให้เกียรติฉันบ้าง”
“ผู้ใหญ่ไก่เขี่ยน่ะสิ ชิ”
ภวัตทำเสียงดุ “แนนนี่ ขอโทษคุณบุษเดี๋ยวนี้”
“พี่ภวัตอ้ะ เห็นว่าแนนนี่รัก แล้วขู่แนนนี่งั้นเหรอ”
ภวัต เจอแนนนี่บอกรักใส่หน้า ชักไปไม่ค่อยเป็น “พี่ไม่ได้ขู่ แนนนี่ก้าวร้าวคุณบุษ แนนนี่ต้องขอโทษ”
บุษบาแอบทำหน้าเย้ยแนนนี่
“แนนนี่ไม่ขอโทษยัยคุณป้านี่ แต่แนนนี่ขอโทษพี่ภวัต ที่แนนนี่ผิดสัญญา”
ภวัตนิ่ง ชักจะใจอ่อน บุษบาสังเกตก็ดูรู้
“ภวัตคะ...อย่าบังคับเขาเลยค่ะ หากเขาไม่รู้ตัวว่าเขาผิด คำขอโทษก็ไม่มีความหมาย”
แนนนี่ยัวะ เน้นทีละคำ “ฉัน-ไม่-ผิด”
บุษบาแอบทำหน้าใส่แนนนี่ไม่ให้ภวัตเห็น แนนนี่ฉวยมือภวัต สะบัดอีกมือใส่บุษบา จนบุษบานั่งลงบนเก้าอี้ใกล้ๆ เพราะโดนเวทมนต์
“นั่งอยู่นี่ละ”
ภวัตโกรธ รู้ว่าแนนใช้คาถาอีกแล้ว “แนนนี่!”
บุษบาบิดตัวไปมาจะลุก ลุกไม่ได้ แอ๊บหลุด “อ๊าย...นังเด็กผี นังมารร้าย ภวัตช่วยบุษด้วยค่ะ”
แนนนี่พูดกับบุษบา “รอตามคิวย่ะ ให้นั่งน่ะบุญแค่ไหนแล้ว” ยิ้มยั่ว “หรืออยากจะเอาหัวลงเดินแทนเท้า ฮื้อม์”
“อ๊ายยย... นังบ้า แกมันบ้า”
“คลายมนต์คุณบุษเดี๋ยวนี้นะแนนนี่” ภวัตสั่ง
“ก็บอกแล้วไงคะว่ารอตามคิว” ลากภวัตมา “พี่ภวัตมากับแนนนี่”
แนนนี่ดึงภวัตเดินฉับๆไปแบบคนปกติ

แนนนี่ลากภวัตเข้ามาอีกห้อง ภวัตหน้าขรึม กะว่าจะดุแนนนี่แรงๆ แนนดึงภวัตมาหยุดที่มุมหนึ่ง
ภวัตจะเริ่มดุ “แนนนี่...” แต่อ้าปากค้าง
“อย่าเพิ่งดุแนนนี่ค่ะพี่ภวัต”
ภวัตนิ่งมองว่าแนนจะมาไม้ไหน
แนนท่าทางเรียบร้อยแบบกุลสตรี พาภวัตไปนั่ง แล้วคุกเข่าก้มกราบภวัตที่ตัก ภวัตอึ้งไป
แนนนี่จริงใจมาก “แนนนี่กราบขอโทษพี่ภวัตค่ะที่แนนนี่ผิดสัญญาจะใช้คาถาหายตัว”
แนนนี่สบตาภวัต หน้าใสตาใสแป๋ว จริงใจมาก ภวัตอึ้ง ใจอ่อนไปแล้ว
“แต่ที่พลังแนนนี่ไปโดนคุณบุษบา แนนนี่ไม่เจตนาจริงๆค่ะ แนนนี่แค่จะหยุดคาถา แล้วคุณบุษบาเข้ามาพอดี”
แนนนี่มองภวัต หน้าตาแป๋วสวยใสยิ่งนัก ภวัตใจละลาย
“แนนนี่ไม่โกหกนะคะ พี่ภวัตจะยังโกรธแนนนี่อยู่อีกหรือเปล่าคะ”
ภวัตคอแห้งผาก อึกอัก จนต้องกระแอมกระไอ ดุไปแล้วโดยที่เขาไม่มีความผิด
“ทีหลังเราก็อย่าแรงให้มันมากนักก็แล้วกัน ยังไงคุณบุษก็เป็นเพื่อนพี่”
แนนดีใจ “แปลว่าพี่ภวัตไม่โกรธแนนนี่แล้ว”
ภวัตยิ้ม พยักหน้านิดๆ แนนนี่ลุกขึ้นกระโดดโลดเต้น
“เย้ รักพี่ภวัตที่สุดในโลก”
ภวัตเก้อ ทำหน้าไม่ถูก
แนนนี่สงบลงรีบพูดประจบ
“วันนี้แนนนี่ขออนุญาตหายตัวได้มั้ยคะ ยังไงพี่ภวัตก็ไปส่งแนนนี่ไม่ได้อยู่แล้ว แล้วยังมีคุณบุษาคอยอยู่อีกคน”
“เจ้าเล่ห์นักนะเรา”
“นะคะ...นะค้า... ครั้งนี้ครั้งเดียว” ทำเสียงเล็กเสียงน้อยน่ารัก “จริงจริ๊ง”
“พี่มีทางปฏิเสธเหรอ”
“เย้ ขอบคุณค่ะ” พูดจบก็หายตัวไปเลย
ภวัตยิ้มน้อยๆอย่างระอา แต่ก็รักเธอ

ทาฮิร่ายืนหน้าเคร่งอยู่ แนนนี่นั่งคุกเข่าก้มหน้า ชิกเก้นนั่งหมอบอยู่ข้างๆ อย่างเรียบร้อย ทั้งแนนนี่ทั้งชิกเก้น โดนดุมาได้แล้วระยะหนึ่ง
“แนนนี่ก็รู้ว่าอันตรายมันร้ายแรงขนาดไหน” หันมาเล่นงานบ่าว “เจ้านี่ก็แก่แล้วแก่เลย จะห้ามน้องบ้างก็ไม่มี”
“แมวโดนอย่างไม่ยุติธรรม หลานคุณเธอน้อยซะที่ไหน” ชิกเก้นแอบบ่น
“บ่นอะไร”
“เมี้ยวววว แป๊วววว”
ทาฮิร่าพูดจริงจังกับแนนนี่
“อย่าทำอะไรโดยตั้งอยู่ในความประมาทนะแนนนี่ จำไว้ให้ขึ้นใจ ประมาทเมื่อไหร่ หายนะเมื่อนั้น”
“ค่ะคุณยาย แนนนี่ขอโทษที่ไม่เชื่อฟังยายค่ะ แต่แนนนี่อยากเจอพี่ภวัต แนนนี่คิดถึง”
แนนนี่มองยาย ตาวิบๆ ลองหยั่งดู แนนนี่พูดเสียงอ่อนและอ้อนสุดขีด
“แนนนี่ขออนุญาตให้พี่ภวัตมาที่นี่บ้างได้มั้ยคะยาย”
ทาฮิร่าทอดเสียงอ้อนอ่อนหวานน่ารัก ทาฮิร่านั่งลงอย่างระอาแกมเอ็นดู รู้ว่ายังไงก็ต้องยอมแนนนี่
แนนนี่ลุ้นแอบ “เยส” กับยาย มั่วหน้าตาเฉย “ขอบคุณนะคะยาย”
“ยัง ยังไม่ได้อนุญาต”
“แนนนี่เห็นตายายก็รู้ใจแล้วค่ะ ดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ”
“เฮ้อ... ฟ้าดินให้ฉันแพ้เด็กคนนี้ได้ยังไงนะ”
แนนนี่ถลาเข้ากอดหอมแก้มทาฮิร่า
“แต่ชิกเก้นคือผู้แพ้ที่แท้จริง เป็นแมวหัวเน่า ไม่มีใครสนใจ เวรก๊ำ...เวรกรรม” ชิกเก้นงอน
“โอ๋ๆๆ แนนนี่ไงจะ รักชิกเก้นชั่วฟ้าดินสลายเลย”
“จริงอะ”
แนนนี่จูบชิกเก้น ชิกเก้นหันมายิ้มกว้างสุดจะภูมิใจ
ดารกาออกมาจากห้อง เดินไปได้หน่อย มาลีเข้ามา มองลูกด้วยความรักใคร่ ดารกาไม่ค่อยอยากพูดด้วย เพราะเริ่มเป็นอสูรมากขึ้น จิตใจแข็งกระด้างเย็นชาขึ้น ตลอดเวลาที่มาลีพูดด้วย ดาจะหลบเลี่ยงตลอดและเย็นชากับแม่
มาลีพูดเสียงเบา กลัวสดับได้ยิน “ลูก ลูกสบายดีมั้ย”
“สบายดี”
มาลีออกอาการเกรงๆ รู้สึกเหมือนมีพลังแปลกๆออกมาจากลูกสาว “แล้ว...แล้วมีใคร...เอ่อ...ตามทำอะไรลูกมั้ยจ๊ะ”
ดารกาสะดุดใจที่มีใครจะทำอะไร หยุดเดิน “เรียกฉัน...เรียกหนูว่าดารกา อย่าเรียกลูก”
“จ้ะ จ้ะ เดี๋ยวพ่อหนูได้ยิน”
“แล้วใครจะทำอะไรหนู”
“เอ่อ..ปละ...เปล่า ก็แค่ถามดู” มาลีปฏิเสธพัลวัน
“รู้อะไรก็บอกมา” ดารกาคาดคั้น
มาลีเริ่มรู้สึกกลัวลูก “มะ...ไม่...ไม่มีจ้ะ”
ดารกามองมาลี ตาดุ มาลียิ่งรู้สึกหวาดหวั่น
ในที่สุดมาลีก็หลุดพูดเพราะความกลัว “มี..มีคนบอกแม่ว่าหนูตกอยู่ในอันตราย”
ดารกาสนใจฟัง
มาลีต่อ “...เขาให้แม่หาหนังสือ...” คิดชื่อพราะเป็นคำที่ไม่คุ้นปากตัวเอง “หนังสือพิฆาตอสูร”
ดารกาตาลุกโพลง เหมือนคนปกติโกรธ พยายามบังคับหน้าไม่ให้เป็นอสูร มาลีกลัวขึ้นมาอีก
ดารกาถามเสียงเข้ม “ใคร”
มาลีออกอาการลนลาน “แม่...แม่ไม่รู้จักจ้ะ”
ดารกาฉุนเริ่มคาดคั้นคุกคาม “แน่ใจนะว่าไม่รู้จัก”
มาลีกลัวจนตัวสั่น “ไม่รู้จักจริงๆ จ้ะ”
ดารกาดุมากขึ้น “ไม่เชื่อ”
มาลีกลัว
รหว่างนั้นมีเสียงสดับดังขึ้นดุลั่น “มาลี”
มาลีหันมอง แล้วรีบไปที่สดับ ดารกายืนนิ่ง หันหลังให้สดับ หน้าตาโหดร้าย

สดับยืนหน้าถมึงทึงเอาเรื่อง มาลีเข้ามาใกล้ๆ สดับจิกผมเหวี่ยงมาลีกระเด็นไป แล้วเดินไปที่ดารกา
“นังมาลีมากวนใจอะไรลูก”
“เปล่าค่ะ แค่ถามทุกข์สุข”
สดับมองดารกาอย่างชั่งใจ ไม่เชื่อที่พูด
“หนูขอร้องพ่ออย่าทำอะไรแม่ อย่างน้อย...เขาก็ยังมีประโยชน์ต่องานของเรา” ดารกาเน้คำว่าเรา
อสูรสดับหัวเราะด้วยความพอใจเป็นอย่างมาก “ความเป็นอสูรของเจ้าเติบโตเร็วมาก”
ดารกาไหว้ลาสดับแล้วเดินออกไป สดับมองตามอย่างพึงพอใจ
สดับพูดกับตัวเอง “ดารกา เจ้านี่แหละจะล้างเผ่าพันธุ์แม่มดจนสูญสิ้น”

มาลีกำลังทำกับข้าวในอาการกลัวสดับเล่นงาน สักครู่สดับเดินช้าๆเข้ามาหยุดยืนมองมาลีด้วยสายตาดุดันข่มขู่ มาลีกลัวลนลานไปหมด
สดับมองไม่พูดไม่จา มาลีกลัวมาก จะร้องไห้อยู่แล้ว สดับมอง หยันๆ แล้วเดินออกไป มาลีหมดแรง ทรุดลงนั่ง เบ้ปากร้องไห้แบบเด็กๆ

ดารกาถือคัมภีร์พิฆาตอสูร มองหน้าดุอย่างเกลียดชัง สักครู่วางลงในถาดโลหะของใช้ในห้องดารกาจ้องคัมภีร์เขม็ง ส่งพลังทำลาย ทันใดนั้นคัมภีร์ก็มีไฟลุกพึ่บท่วม ไฟไหม้คัมภีร์ทั้งเล่ม ดารกาจ้องมองคัมภีร์ที่ไฟลุกท่วม แต่ยังคงรูปเดิม สักครู่ไฟเริ่มรา
ดารกาจ้องเขม็ง เพิ่มแรงพลัง คัมภีร์มีไฟลุกโชนขึ้นมาอีก แต่คัมภีร์ยังคงรูปดังเดิม และพอไฟราและดับไป คัมภีร์ยังปกติเหมือนดิม
ดารกาโกรธหนัก
“มนต์แม่มดมันจะแน่แค่ไหน รอพลังฉันสมบูรณ์กว่านี้ก่อน แกไม่รอดมือฉันแน่”
ดารกาโยนคัมภีร์ไป คัมภีร์ฝังร่างลงในพื้นผิวผนังห้อง ดารกาครุ่นคิดในใจ
“ต้องเป็นนังคุณยายของนังแนนนี่แน่ๆ ที่ไปใช้แม่หาคัมภีร์”

สีหน้าแววตาดารกาดุดัน อย่างอาฆาตมาดร้าย

อ่านต่อหน้า 2 เวลา 22.00 น.





แจ้งเพื่อทราบ
ติดตามอ่านอสูรน้อยฯจบบริบูรณ์เวลา 7.00 น. (วันอาทิตย์ที่4ก.พ.)

อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว  ตอนที่ 23 อวสาน (ต่อ)

เช้าวันต่อมา สมาชิกทุกคนยกเว้นดารกา รวมตัวอยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว ผาดกับพรช่วยกันเสิร์ฟข้าวต้มเครื่อง แต่ยังไม่ลงมือทาน สักครู่ดารกาก็เดินเข้ามา หน้าตาผ่องใส แต่งตัวสวยมาก

“อ้าว พี่เกล้า พักนี้มาทานข้าวที่นี่บ่อยนะคะ”
รัดเกล้าแทบสำลักน้ำที่ดื่มอยู่ หน้าเฝื่อนไป เหมือนโดนเขาว่าเป็นนัยบ้านตัวไม่มีข้าวกินหรือไง
รัดเกล้าพยายามยิ้มให้ปกติไว้ “ เอ่อ...”
ธานีรู้สึกไม่ค่อยชอบใจนัก แต่ไม่มาก เพราะรักน้อง และสงสาร จึงแค่ยิ้มๆ
“เกล้าเป็นคนพิเศษของพี่นะจ๊ะน้องดา พี่จะขอพาเกล้ามาทำความคุ้นเคยกับบ้านเรานะจ๊ะ”
ดารกาปั้นหน้ายิ้มสดใส “ยินดีด้วยนะคะ”
“ขอบใจจ้ะ”
“อะ ลงมือจ้ะ เดี๋ยวจะไปทำงานไปเรียนสายกัน”
ดารกาทานอาหารเงียบๆ หน้าตาบ่งบอกว่าคิดอะไรอยู่ และคิดจะหาที่อยู่ของทาฮิร่ากับแนนนี่
“แนนนี่กับคุณยายไปไหนคะคุณแม่”
รัดเกล้าสะดุดใจ แต่ไม่ให้ใครเห็น ฟังอย่างสนใจ รัดเกล้าเริ่มจับตามอง หลังเคยเห็นความร้ายและความแปลกๆของดารกามาแล้วหลายครั้ง
ดารกามองปัทมนนิ่ง คล้ายๆ คาดคั้น แต่ทำหน้าตาบริสุทธิ์มาก
ปัทมนซ่อนอาการอึกอัก คิดคำตอบที่จะไม่โกหก
“คุณยายมีบ้านใหม่ เลยขอพาแนนนี่ไปพักด้วยสักพักจ้ะ”
ดารกาถามรุกคืบ “บ้านคุณยายอยู่ที่ไหนคะ”
มือของปัทมนที่ถือช้อนดูเกร็งมาก แต่ก็หันมายิ้มแย้ม
“คุณยายยังไม่ได้บอกจ้ะ”
ดารกาซ่อนสายตาผิดหวัง ธานีไม่รู้เรื่องอะไรกับเขา
“ถ้าน้องดาอยากไปเยี่ยมคุณยาย ไว้พี่ถามให้ก็ได้จ้ะ พี่ก็อยากไปเยี่ยมคุณยายกับแนนนี่เหมือนกัน”
ปัทมนตกใจสะดุ้งหน่อยๆ แต่ยังรักษากิริยา รัดเกล้าซ่อนอาการแบบอยากจะบีบคอธานี
“ขอบคุณค่ะ พี่ธานีอย่าลืมนะคะ” ดารกาบอกยิ้มๆ
“ไม่ลืมจ้ะ”
ปัทมนและรัดเกล้า กระอักกระอ่วนกันทั้งคู่
ดารกาทานอาหารในท่าทีเรียบร้อย แต่สีหน้าร้ายกาจ แววตาบ่งบอกความพอใจ

รัดเกล้ากับธานี เดินเคียงกันสองคนออกจากตึกมาด้วยกัน ธานีรู้สึกสบายๆ รัดเกล้าหน้าขรึม คิดเรื่องดารกา เดินพูดกันไป
“พี่ธานีคะ...”
ธานีแซวเล่น “คะ”
“ไม่ต้องยุ่งเรื่องหาบ้านคุณยายได้มั้ยคะ”
“ทำไมล่ะ” ธานีสงสัย
“คุณยายเคยบอกพี่ภวัตว่าอยากพักเงียบๆ จนกว่าจะหายป่วย ไม่อยากให้ใครรบกวน”
“ก็ไว้หลังคุณยายหายป่วยก็ได้นี่ ค่อยไปกัน”
“ไม่ว่าก่อนว่าหลังก็ไม่...ได้มั้ยคะ” รัดเกล้าซีเรียส
“ขอเหตุผล”
“ไม่มีเหตุผล”
ธานีแซวเล่นๆ “งั้นก็ไม่ได้”
รัดเกล้าหวานขึ้นมา “งั้นก็ถือว่าเกล้าขอร้อง...นะคะ”
“โอย...ใจละลาย”
“แล้วจะได้มั้ยล่ะคะ”
“สาวอ้อนหวานๆ อย่างนี้ก็ต้องได้อยู่แล้ว”
รัดเกล้าดีใจมากๆ “ขอบคุณค่ะ”
“แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน”
รัดเกล้าหุบปาก “อะไรอีกล่ะคะ”
“เกล้าต้องรับแหวนแทนใจจากพี่”
รัดเกล้าเขิน ทุบธานี
“อย่างนี้ถือว่าตอบรับแล้ว เดี๋ยวไปเลือกแหวนกันเลย”
รัดเกล้ายิ่งเขิน ทุบธานีใหญ่ “นี่ๆๆๆ”
ธานีหัวเราะอย่างมีความสุข

ภวัตขับรถมาตามถนนใหญ่นอกเมือง มีแนนนี่นั่งคู่มาด้วย เพียงสักครู่แนนนี่ก็ชี้ซอยให้ภวัตเลี้ยว เมื่อภวัตเลี้ยวรถเข้าซอย บุษบาชักสีหน้าหงุดหงิดขับรถสะกดรอยตามรถของภวัตมาในระยะห่างพอควร รถของบุษบายังอยู่ที่ถนนใหญ่
“นังแนนนี่ แกนี่มันจอมฉกจริงๆ นี่มารยาถาไถยล่อลวงพี่ภวัตมาทำมิดีมิร้ายละสิ ดีนะที่ฉันรู้ทัน”
รถของภวัติเลี้ยวเข้าซอยบ้านของทาฮิร่า
เพียงครู่เดียวรถภวัตค่อยๆหายแล่นหายไปในกำแพงอากาศ ขณะที่บรรยากาศรายล้อมทางธรรมชาติยังอยู่ครบถ้วน บุษบามาทันเห็นรถของภวัตค่อยๆหายไปก็ตาเหลือกตกใจ บุษบาช็อก หมดสติอยู่ตรงนั้น
ภวัตยังขับรถด้วยสีตายิ้มแย้มแจ่มใสสบายใจ แนนนี่ค่อยๆแอบมองกระจกข้างรถแบบไม่ให้มีพิรุธ กระจกสะท้อนเห็นรถของบุษบาจอดนิ่งอยู่ที่ถนนใหญ่ แนนนี่อมยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
แนนนี่พูดในใจ แบบขำๆตามประสาเด็กชอบใจที่แอบฝืนคำสั่งแล้วผู้ใหญ่ไม่รู้
“แนนนี่ขอโทษนะคะพี่ภวัต แนนนี่ผิดสัญญาอีกแล้ว แต่ยายห้ามพาใครอื่นมาบ้านยายนี่นา...คริคริ หลับให้สบายนะคะคุณบุษบานารีศรีสมร...คริคริคริ”
“เย้” แนนนี่ดีใจส่งเสียงดังลั่น
ภวัตพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี “อะไรตกใจหมด จู่ๆก็ร้องขึ้นมา”
“แนนนี่ดีใจ ใกล้ถึงบ้านยายแล้วค่ะ”
ภวัตมองแล้วยิ้มๆผสมระอา
“ลูกเล่นเยอะจริงๆ เรานี่”
บุษบายังหลับอยู่ในรถ ชาวบ้านค่อยๆ เดินเข้ามาดูทีละคนสองคน

ทาฮิรากำลังทำทอดขนมปังหน้าทูน่าอันเล็กๆพอคำ ชิกเก้นได้กลิ่นพูดขึ้น
“ฮื้อฮือ ปลาทูน่านี่...ฮ้อม...โดนใจชิกเก้นจริงๆ คุณยายสอนชิกเก้นทำบ้างสิ”
“หนังหน้าอย่างแกน่ะเหรอจะทำอาหาร ข้าวคลุกปลาทูฉันยังต้องคลุกให้แกทุกวันเลย”
“แป่ว! อีกแล้วชิกเก้น...เวรก๊ำ...เวรกรรม”
ภวัตกับแนนนี่เข้ามาในบ้านพอดี
“ยู้ฮู...มาแล้วจ๊ะยายจ๋า”
“เชิญจ้ะพ่อภวัต ฉันกำลังทอดขนมปังหน้าทูน่าให้ทานจ้ะ”
“ขอบคุณครับ หอมมากเลยครับคุณยาย อย่างนี้ต้องอร่อยแน่ๆ”
ทาฮิร่ายิ้มปลื้มมากกับคำชม
“คอนเฟิร์ม” ชิกเก้นบอก
“แนนนี่ เอาน้ำใบอิซูล่าผสมหัวทินซี่กับเปลือกอูรูญ่าให้พ่อภวัตดื่มก่อนสิ”
แนนนี่เลิกคิ้วน่ารักๆเป็นเชิงถามภวัตว่าเอามั้ย ภวัตฟังดูส่วนผสมแล้วรู้สึกว่าไม่น่าจะเป็นของกินได้
“แปลกมากไปไหมครับคุณยาย ผมขอน้ำธรรมดาดีกว่าครับ”
“นั่นสูตรยาอายุวัฒนะฉบับย่อนะพ่อภวัต”
“น้ำธรรมดาก็เป็นยาอายุวัฒนะครับ”
ทาฮิร่ายังอารมณ์ดี
“ตามใจ งั้นแนนนี่เอาน้ำจากแอ่งยอดเขามุชุมุชุผสมสาหร่ายสกัดมิชิมิชิให้สิ”
แนนนี่เลิกคิ้วเป็นเชิงถามอีกว่าเอามั้ย
“เอ่อ...ผมว่าผมรอทานขนมปังหน้าทูน่าแล้วกันครับ”
แนนนี่แอบขำ
“ทูน่านี่จับมาเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อนจากทะเลวูตะวัตตะของเมืองเวทมนต์”
ภวัตขำและพูดเบาๆกับตัวเอง
“ว่าแล้ว...จะกินดีมั้ยนี่”
แนนนี่กระซิบบอก
“แม่มดหูทิพย์นะคะพี่ภวัต”
ภวัตเงียบไป แนนนี่แอบคิกคักชอบใจหลอกภวัตได้ ภวัตเมื่อรู้ว่าถูกหลอก จึงเคาะศีรษะแนนนี่เบาๆ

บนถนนสายเดิม บุษบาค่อยๆรู้สึกตัว มองผ่านกระจกในรถ เห็นชาวบ้านมุงดูรอบๆเพราะคิดว่าบุษบาไม่สบาย แต่บุษบากลับยัวะและรังเกียจ ทุบกระจกไล่ชาวบ้านให้ถอยออกไป
“ออกไป มามุงอะไรเนี่ย จะปล้นฉันเหรอ”
บุษบาขับรถพุ่งออกไป ชาวบ้านแตกกระจายไปคนละทาง
“คนอะไรนี่ สวยซะเปล่า ไอ้เรานึกว่าไม่สบาย จะมาช่วยแท้ๆ” ผู้หญิงชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้น

ปัทมนกำลังอ่านนิตยสารในระดับไฮแฟชั่นอยู่ภายในบ้าน ธานีเดินเข้ามา ผาด-พรเอาน้ำเย็นมาให้ รับกระเป๋า-เสื้อนอกไป ปัทมนยิ้มให้ ลุกมาดูแลลูกด้วยการถอดเน็กไทให้
“เหนื่อยมั้ยจ๊ะ”
“ไม่เลยครับ” ธานีหอมแก้มแม่แล้วบอก
“ชื่นใจจัง ผู้หญิงอะไรแก้มหอมตลอด”
ปัทหัวเราะเบาๆอย่างมีความสุขมาก
“มีแฟ้มเอกสารสี่ห้าแฟ้มในรถด้วยนะพร” ธานีบอก
“ค่ะ” พรรับคำแล้วเดินไป
ดารกาเข้ามาไหว้ปัทมนและธานี
“น้องดา วันนี้กลับเร็วจังลูก”
“วันนี้ไม่เข้าแล็บค่ะ”
ดารกาหันไปพูดกับธานี
“บ้านคุณยายล่ะคะพี่ธานี”
ธานีอึ้งไปนิด นึกถึงที่รัดเกล้าขอ ปัทมนสีหน้าขรึมลง วิตกนิดๆแต่รู้ว่าดารกาไม่ประสงค์ดีแน่ ธานีเปลี่ยนทำให้เป็นเรื่องขำ
“โอ๊ย น้องดาจ๋า บอกปุ๊บได้ปั๊บก็ไม่ใช่พี่ธานีสิ”
ดารกาซ่อนหน้าผิดหวังอย่างไม่พอใจ
“จอมเฉื่อยมาตั้งแต่เด็ก” ปัทมนบอก
“อ้าว คุณแม่ครับ ไม่เข้าข้างกันเลย”
ธานีพูดกับดารกาอย่าง เอาใจ
“พี่ขอโทษจริงๆจ้ะ วันนี่พี่งานเยอะจนลืมไปเลย”
ดารกาไม่พอใจ พยายามเก็บความรู้สึก แต่ไม่มิด
“น้องดาจะรอค่ะ พี่ธานีอย่าลืมน้องดาบ่อยๆก็แล้วกันค่ะ”
ดารกาเดินไปแล้ว ปัทกับธานีได้แต่มองตาม ปัทมนหน้ากังวลอย่างชัดเจน
“ขาเป็นอะไรของเขา พักนี้หงุดหงิดง่ายจัง”
ปัทมนพยายามทำให้เป็นเรื่องปกติ
“ธานีเป็นผู้ชายอาจไม่ค่อยเข้าใจน้อง ไว้แม่ดูแลน้องเองจ้ะ”
“ครับ จริงครับ”

ภายในห้องพระ ปัทมนกำลังไหว้พระ
“ขอให้กุศลผลบุญที่ลูกเพียรทำมาทั้งหมด และคุณงามความดีที่ลูกพึงมีปกป้องคุ้มครองลูกทุกคนของลูกให้ปลอดจากภยันตรายทั้งหลายด้วยเถิด”

ภายในห้องของดารกาในช่วงเวลาเดียวกัน ดารกากำลังลือกเสื้อผ้าเพื่อจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อ ดารการู้สึกเหมือนมีอะไรเย็นมาไล้ผิวกาย ดารการู้สึกสบายใจจากความเยือกเย็นนั้น ที่แท้ความเย็นนั้นมาจากแรงอธิษฐานของปัทมนนั่นเอง
“เย็นสบายดีจัง มาจากไหนนี่ แอร์ก็ยังไม่ได้เปิดเลย”
ดารการู้สึกว่าเย็นขึ้นๆ จนเย็นเกินไป และเริ่มไม่ชอบและโกรธ
“ลมอะไรนี่ มาจากขั้วโลกหรือไง เย็นจนเลือดจะเป็นน้ำแข็งอยู่แล้ว”
ดารกาเดินพรวดๆไปหยิบผ้าเช็ดตัวมาห่อตัวกันหนาว แล้วเดินเข้าห้องน้ำไป

มาลีเดินเบามากๆ มุ่งไปที่ห้องพิธีกรรม
“พักนี้ไม่ยอมออกไปไหนเลยนะพี่ดับ ฉันจะหาคัมภีร์พิฆาตอสูรมาช่วยลูกดารกาได้ไงเนี่ย”

ภายในห้องพิธีกรรม อสูรสดับนั่งหลับตาทำสมาธิเรียกพลังสมบูรณ์ชุดสุดท้ายของอสูร เสียงฟ้าครั่นครืนดังมาแต่ไกลๆ มาลีถึงกับชะงัก มองออกไปนอกบ้าน เห็นฟ้าแลบอยู่ที่ขอบฟ้าไกลๆ
“หน้าร้อนแท้ๆ ฝนดันจะตก อากาศนี่มันวิปริตขึ้นทุกวัน”
มาลีจรดฝีเท้าเงียบกริบไปต่อไป
ภายในห้องอสูรสดับยังบำเพ็ญเพียร เสียงฟ้าครั่นครืนแรงขึ้นๆ ถี่ขึ้นและดังลั่นราวกับฟ้าจะถล่ม ร่างของอสูรสดับ เริ่มมีแสงสีชั่วร้ายวิ่งวนเป็นเกลียวรอบตัว อสูรสดับผุดพรวดขึ้นจากนั่ง หัวเราะสนั่นลั่นโลก เสียงก้องวนไปมามาลีตกใจฟ้าผ่าเสียหลักล้มลงและค่อยๆยันกายลุกขึ้น แล้วมาลีก็ช็อกสุดๆกับภาพที่เห็นตรงหน้า
อสูรสดับกำลังดันตัวเองออกมาจากร่างสดับ ศีรษะของสดับแยกออกมีหัวอสุรกายแท้ๆ หน้าเป็นสัตว์ปิศาจไม่ใช่หน้าสดับอย่างที่เคยเห็น ผิวกายอย่างสัตว์เลื้อยคลานที่น่าเกลียดๆ สีผิวไม่เหมือนผิวมนุษย์ เอาน่าเกลียดน่าขยะแขยงมากๆ บนหัวมีเขาสองข้าง ตาแดงโรจน์ ฟันแหลมทั้งปาก มีเขี้ยวแบบสัตว์ร้าย ขาอย่างกับขาสัตว์ มีหางแกว่งไกว ปลายหางเป็นลูกศร อสุรกายหัวเราะก้อง
ร่างสดับเป็นรอยแยกลงไปถึงเอวตามแรงดันของอสุรกาย เมื่ออสุรกายผุดออกมาเต็มตัวก็ไปยืนที่หน้าโต๊ะพิธีกรรม
มาลีช็อกค้าง ที่เห็นร่างสดับตัวจริง ค่อยๆ แฟบลงๆ แบบตุ๊กตายางโดนปล่อยลมทีละน้อย มาลีกรีดร้องลั่น
“อ๊ายยยย...แกเป็นตัวอะไรนี่”
มาลีกลัวสุดๆ แต่ยังคลานเร็วพรวดพราดไปที่ร่างแบนแฟบของสดับ
“อ๊าย... พี่ดับ พี่ดับ แกทำอะไรผัวฉัน เอาผัวฉันคืนมานะ”
อสุรกายเดินเข้าหามาลีอย่างประสงค์ร้าย อสุรกายคว้าคอมาลี มาลีตกใจจนเป็นลมคามือ อสุรกายเขย่าคอมาลีจน มาลีค่อยๆฟื้นและรู้สึกตัว มาลีกรี๊ดไม่ออกได้แต่ไอค่อกแค่ก
“อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าแกจะเข้ามาหาอะไร แกมันทรยศได้แม้แต่กับลูกในไส้ แกจะฆ่าลูก” อสุรกายว่า
มาลีดิ้นส่ายหน้าปฏิเสธ พยายามจะพูด แต่เสียงไม่ออก เพราะอสูรยังบีบคอแน่นมาก มาลีหน้าเขียวหน้าแดง กำลังขาดอากาศหายใจ
“คัมภีร์พิฆาตอสูรไม่ได้อยู่ที่นี่ และแกก็ไม่ต้องเสียเวลาหาต่อไปแกแล้ว”
อสูรบีบคอมาลีแน่นเข้าไปอีก
“เพราะแกกำลังจะตาย”
อสูรเหวี่ยงมาลีอย่างแรงไปกระแทกผนังห้อง ร่างของมาลีกระเด้งมานอนฟุบแน่นิ่งข้างร่างสดับตัวจริง

ภายในบ้าน ทาฮิร่าสะดุ้งเฮือกรับรู้กระแสร้ายบางอย่าง ขณะที่ทุกคนยังคงกินขนมปังหน้าทูน่าอย่างเอร็ดอร่อย
“ยายไปธุระเดี๋ยวนะ” ทาฮิร่าพูดสีหน้าเครียด
-ทาฮิร่าหายตัวไป
“คุณยายเครียดจัง” ภวัตพูดขึ้น
“คงเรื่องไม่ดีแหละค่ะ แนนนี่ก็รู้สึกว่ามีพลังอะไรแปลกๆ แต่แนนนี่ยังไม่เก่ง แยกไม่ได้ว่าพลังอะไร” แนนนี่ว่า

ทาฮิร่าปรากฏขึ้นในห้องพิธีกรรม ขณะนั้นอสูรไม่อยู่ที่นั่นแล้ว ทาฮิร่ามองไป ตกใจที่เห็นมาลีฟุบอยู่ ทาฮิร่าพรวดเข้าไป และรีบประคองมาลีหงายหน้ามา ทาฮิร่ามองร่างสดับที่แบนแฟบอยู่ก็รู้ได้ในทันที
“อสูรบำเพ็ญเพียรสำเร็จแล้ว” ทาฮิร่าพูดขึ้นอย่างวิตก แล้วมองมาลีที่ยังหายใจรวยรินแบบใกล้ตายเต็มที
“ช่...ว...ย...ดา..รกา...ด้วย... ช่...ว...ย...ดา...ร...กา... ฉั...น...ขอ...อ..โหสิ ...กรรม..ดา..ร...กา...ที่...ทิ้ง...แก...”
มาลีหมดลมหายใจ ตาค้าง ทาฮิร่ามองมาลีอย่างสังเวชใจและปิดตาให้มาลี
“ขอให้เธอไปสู่สุคตินะมาลี อย่างน้อยเธอก็พิสูจน์แล้วว่าเธอรักลูก ฉันจะจัดงานศพให้เธอและ
สามีเธอเอง สำหรับดารกา ฉันอยากช่วย แต่ฉันไม่ทราบจะช่วยสำเร็จหรือเปล่า”
ทาฮิร่าค่อยๆ วางร่างมาลีลง แล้วหันไปกวาดมือว่าคาถาใส่ร่างสดับ ร่างสดับจากที่แฟบค่อยๆพองขึ้นๆ จนเป็นร่างปกติ

เวลาต่อมา ภวัตเดินเข้าบ้านตัวเอง แล้วชะงักที่ห็นว่าบุษบานั่งหน้าเอาเรื่องรออยู่ บุษบาลุกขึ้นแหวขึ้นทันที
“ภวัตไปไหนมาคะ”
ภวัตเริ่มไม่ค่อยพอใจ แต่เก็บไว้
“ไปธุระครับ”
“ธุระที่มียัยเด็กแนนนี่ไปด้วยน่ะหรือคะ ธุระอะไรคะ”
“บุษตามผมไปขนาดนั้น บุษก็น่าจะทราบแล้วสิครับว่าผมไปไหน จะถามผมทำไมอีก”
“บุษจะให้ผู้ร้ายปากแข็งบอกบุษเองสิคะ”
“หากบุษหมายถึงผม ผมไม่ตอบครับ”
“แต่ภวัตต้องตอบ เราเป็นอะไรกันภวัตลืมแล้วหรือคะ”
“ไม่ลืมครับว่าเราเป็นเพื่อนกัน”
บุษบาผิดคาด โกรธจี๊ดขึ้นมาทันที แต่พยายามเก็บอาการ
“เราเป็นคนรักกันนะคะ บุษรักภวัต”
ภวัตเสียงจริงจัง
“คนมีใจให้กันจริงไม่ล่วงล้ำสิทธิกันขนาดนี้หรอกครับ ผมมีสิทธิส่วนตัวของผมนะครับ บุษช่วยนึกถึงด้วย”
บุษบาอึ้งไปทันทีที่รู้ว่าภวัตเอาจริง เสียงจึงอ่อนลง
“ภวัตอย่าเพิ่งโกรธบุษสิคะ บุษทนไม่ได้ที่ภวัตไปกับยัยเด็กแนนนี่ตัวร้ายนั่น ภวัตก็ทราบว่าเขาจ้องแย่งภวัตจากบุษเอาเป็นเอาตายเลย”
“ผมไปธุระคือไปธุระครับ ไม่ได้ไปทำอะไรเสียหายกับแนนนี่ หากบุษคิดอย่างนั้นก็ขอความกรุณาเลิกคิดด้วย”
“แต่บุษทนไม่ได้นี่คะ”
“แล้วผมล่ะครับ ใจคอบุษจะให้ผมทนภาวะหึงหวงนี่ไปตลอดชีวิตเลยหรือครับ”
บุษบาหายบูดทันใดกับคำว่าตลอดชีวิต ทั้งที่ความจริงๆภวัตไม่ได้หมายความอะไรลึกซึ้งขนาดที่บุษบาคิด
“ตลอดชีวิต...แสดงว่าภวัตยังมั่นคงกับบุษ จะแต่งงานกับบุษ”
ภวัตจะชี้แจง แต่บุษบาพูดต่อจนภวัตหาช่องแทรกไม่ได้
“ขอบคุณนะคะภวัต บุษขอโทษที่อารมณ์เสียใส่ภวัต ต่อไปบุษจะระวังให้มากค่ะ เพื่อชีวิตคู่ของเรา”
“บุษ”
บุษบาเดินไปหอมแก้มภวัต
“บุษไปนะคะ”
บุษบาหัวใจพองโต ขณะที่ภวัตนั่งลงอย่างเซ็งๆ กับตัวเอง
“ทำไมพูดไม่ออกสักทีว้า...”

ในบ้านของทาฮิร่า แนนนี่กับชิกเก้นยังคงกินขนมปังหน้าทูน่ากันอย่างอร่อย ทาฮิร่าหายตัวเข้ามาสีหน้านิ่งๆ
“พ่อภวัตของยายกลับไปแล้วค่ะ”
ทาฮิร่ารับทราบพลางเดินไป
“ยายไปไหนมาเหรอจ๊ะ”
ทาฮิร่าไม่ตอบ
“นิ่งๆไม่พูดไม่จาแบบนี้แปลว่ามีเรื่อง” ชิกเก้นพูดขึ้น
ทาฮิร่าเขม่น หันมาตวาดชิกเก้น
“ไม่ต้องแปล ฉันกำลังใช้ความคิด”
ทาฮิร่าเพิ่งสังเกตเห็นว่าแนนนี่ไม่สวมสร้อย ทำให้ทาฮิร่ายิ่งวิตกไปใหญ่
“สร้อยคอไปไหนแนนนี่”
“แนนนี่ขอโทษที่ไม่ได้บอกยายค่ะ แนนนี่คิดว่าคงขาดหล่นวันที่สู้กับอสูรค่ะ”

อสูรสดับหัวเราะดังก้อง ยกมือที่ถือสร้อยของแนนนี่ขึ้นมามองอย่างสมใจ
“สร้อยเส้นนี้จะพาฉันไปหาแก นังแม่มด”

ทาฮิร่าวิตกแล้วบอกว่า
“เราต้องย้ายกลับไปอยู่บ้านคุณปัทมน”
แนนสงบเสงี่ยม ตามสัญชาติญาณรู้ว่าต้องมีเรื่อง
“ค่ะยาย”
ชิกเก้นแอบพึมพำออกมา
“ชาติที่แล้วของแม่มดมีมั้ยนะ ชิกเก้นว่าพวกเราต้องเคยเป็นยิปซีมาก่อนแน่ๆ”

ทุกคนกำลังเดินเข้าตึก โดยชิกเก้นเดินนำมาก่อน ผาด-พรออกมาช่วยกันหิ้วกระเป๋า แนนนี่เดินเข้าไปกอดแม่
“คิดถึงคุณแม่ที่สุดในโลก”
“แม่ก็คิดถึงแนนนี่ ที่สุดในโลกจ้ะ”
ทาฮิร่าขำๆ ขณะเอ่ยขึ้น “เด็กสุดโต่ง ไม่มีทางสายกลาง”
“เรื่องดีๆ ต้องสุดโต่งค่ะ” แนนนี่ว่า
ทาฮิร่ามองค้อนอย่างเอ็นดู

แนนนี่เดินลั้นลาจะขึ้นไปที่ห้อง ประจวบเหมาะกับดารกาเดินออกมาประจันหน้าแนนนี่ ดารกายิ้มน้อยๆแบบสมใจ แต่สายตาดุเข้ม
“กลับมาแล้วเหรอ”

แนนนี่จ้องดารกาหน้านิ่งอย่างมีมาด ไม่กลัว แต่ไม่ได้ท้าทาย ทั้งสองคนจ้องกันไปมา

อ่านต่อหน้า 3





แจ้งเพื่อทราบ
ติดตามอ่านอสูรน้อยฯจบบริบูรณ์เวลา 7.00 น. (วันอาทิตย์ที่4ก.พ.)

อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว  ตอนที่ 23 อวสาน (ต่อ)

ช่วงเช้าวันนั้นภวัตกำลังนั่งอ่านแฟ้มคนไข้ เสียงเคาะประตูเบาๆ แล้วบุษบาเดินเข้ามา สีหน้าแววตาเศร้าหมอง ภวัตเงยหน้ามอง แต่บุษบาชิงพูดขึ้นก่อน

“ภวัต ... พอมีเวลาให้บุษสักนิดนึงไหมคะ”
ภวัตเหลือบดูนาฬิกา “อย่าให้เกินครึ่งชั่วโมงนะครับ”
บุษบาเดินมานั่ง ทำเป็นอัดอั้นตันใจครู่หนึ่ง
“ภวัต...บุษพอมีความหมายสำหรับคุณบ้างแม้ซักน้อยนิดมั้ยคะ”
“บุษเป็นเพื่อนผม ... เพื่อนย่อมมีความหมายสำหรับเพื่อนเสมอ” ภวัตพูดเสียงอ่อนโยน
บุษบากระตือรือร้นขึ้นมาทันที “ความรักที่เริ่มต้นจากความเป็นเพื่อน จะเป็นความรักที่เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจกัน...เป็นความผูกพันที่มั่นคง บุษเชื่ออย่างนั้นค่ะ”
“บุษ” ภวัตอึ้งเจอรุกอีกครั้ง
บุษบาถอนใจโล่งอก “ในเมื่อเรามีใจตรงกันอย่างนี้ก็ไม่จำเป็นจะต้องรออะไรต่อไปแล้ว ... บุษต้องการคู่คิดที่คอยให้คำแนะนำ ...คำปรึกษา ...เพราะตอนนี้พี่ไชยก็เปลี่ยนสภาพจากหมอเป็นคนไข้ไปเรียบร้อย ...บุษขอเวลาสองเดือน สำหรับบินไป ตัดชุดแต่งงาน”
“เดี๋ยวครับ ... เดี๋ยว”
“สองเดือนนานไปหรือคะงั้นเดือนเดียวก็ได้ ถึงจะค่อนข้างขลุกขลัก แต่บุษ...”
“ผมยังไม่มีแผนจะแต่งงานกับใครครับ” ภวัตโพล่งออกมา
บุษบาอึ้ง
“และสำหรับผม...เพื่อนก็คือเพื่อน...คงไม่มีทางจะพัฒนาเป็นอย่างอื่นได้”
“ภวัต!”
“คุณเป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อมทุกอย่าง วันนึง คุณจะต้องพบคนที่ดีพร้อมเท่าเทียมกัน”
บุษบาผุดลุกขึ้นทันที “ไม่ต้องมาอ้างโน่นอ้างนี่ จะบอกว่าคุณต้องการ เขี่ยบุษทิ้งเหมือนเขี่ยรองเท้าเก่าๆคู่หนึ่งก็ว่ามาเลย ใช่สิ บุษมันเก่าไปแล้วนี่”
“ไปกันใหญ่แล้ว เราไม่ได้มีอะรกัน ผมจะไปเขี่ยคุณทิ้งได้ยังไง”
“หมายความว่า คุณจะไม่ยอมแต่งงานกับบุษ”
“ถึงจะแต่งก็ไปไม่รอดหรอกครับ ... เพราะ ...”
ภวัตพูดไม่ทันจบบุษบาก็พูดสวนขึ้น “โธ่เอ๊ย...ที่แท้ก็กลัวว่าจะไปไม่รอดนี่เอง...ไม่เป็นไรค่ะ เราแต่งงานกันไปก่อน เรื่องรอดหรือไม่รอดเอาไว้ไปว่ากันทีหลัง”
ภวัตสุดจะทนกับเรื่องนี้ตัดสินใจตัดบท “ผมไม่ได้รักคุณ”
บุษบาเบิกตากว้างตกตะลึงมองภวัต

บุษบากลับมาห้อง น้ำตาไหลพรากสีหน้าคั่งแค้น “ไม่รัก เป็นไปไม่ได้ที่ภวัตจะไม่รักฉัน”
บุษบาเดินกลับไปกลับมาอย่างพลุ่งพล่าน
“เขาต้องรักฉันซิ ผู้หญิงเพอร์เฟ็คท์ขนาดนี้จะหาที่ไหนได้ง่ายๆ...มันต้องมีมือที่ 3 แน่!…แล้วเผลอๆ อาจจะมีมือที่ 4 ด้วย นังดารกา ... นังแนนนี่” นัยน์ตาบุษเป็นประกายสีหน้ามาดหมาย
ดารกาอยู่ที่หอพักกำลังนั่งกอดเข่า ดวงตาทอดมองออกไปข้างหน้าเหมือนตกอยู่ในภวังค์ มีเสียงโทรศัพท์สายในหอพักดังขึ้น ดารกาปล่อยให้ดังครู่หนึ่ง แล้วหยิบขึ้นรับ
“สวัสดีค่ะ...” ชะงัก “ใครนะคะ”
สีหน้าและแววตาของดารกาเป็นประกายกร้าวขึ้น

ไม่นานหลังจากนั้นบุษบาก็พาตัวเองมายืนรอดารกาอยู่ที่ห้องพัก... และยิ้มนิดๆ
“พี่บุษทราบได้ยังไงคะว่า น้องดาอยู่ที่นี่”
“ก็ไม่ได้ลึกลับอะไรนี่จ๊ะ พี่บุษมีเรื่องจะคุยกับน้องดา พี่ขึ้นไปบนห้องน้องดาได้ไหม”
“พี่บุษไม่กลัวหรือคะ ข้างบนเคยมีเพื่อนน้องดากระโดดตึกตาย”
“ถ้ากลัวก็ไม่มาน่ะซิ”
“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญค่ะ” ดารกาเดินนำบุษบาไป

ครู่ต่อมาบุษบามองโดยรอบห้อง “...น่าสบายนี่”
“พี่บุษคงไม่ได้จะมาชมห้องน้องดาใช่มั้ยคะ”
บุษบาทรุดตัวลงนั่ง แล้วมองดารกาหัวจรดเท้า “น้องดาจัดว่าเป็นคนสวยคนนึง”
ดารกายิ้มนิดๆ
“รู้มั้ยว่าภวัตเขาบอกกับพี่ว่าเขาเป็นห่วงน้องดามาก”
“หรือคะ”
“เพราะพอเขาแต่งงานกับพี่บุษแล้ว ก็คงต้องย้ายไปอยู่ด้วยกัน น้องดาอยู่ทางนี้คงไม่มีคนติวให้เหมือนเคย”
ดารกาสะดุ้ง “แต่งงาน พี่ พี่ภวัตจะแต่งงานหรือคะ”
“อ้าว! พี่ภวัตยังไม่ได้บอกน้องดาอีกหรือจ้ะ ... อ้อ ! แต่คงจะรอให้ได้ฤกษ์แน่นอนเสียก่อน ! ตายจริง น้องดาเป็นอะไรน่ะ หน้าซีดเลย”
“เปล่าค่ะ ... แต่พอดีน้องดาจะต้องดูหนังสือสอบ ... พี่บุษกลับไปก่อนดีไหมคะ แล้ววันหลังค่อยคุยกัน”
บุษบาไม่สนยังใส่ต่อ “คนเราน่ะนะ ต้องรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว อย่าหวังสูงจนเกินศักดิ์ ... มีกำเนิดต่ำต้อยก็อย่าทะเยอทะยาน ....ถ้าตกลงมาจะเจ็บฟรี” น้ำเสียงเยาะเย้ย หมิ่นและหยามหยัน
ดารกากำมือแน่น “พอที”
“ต๊าย ! ขอโทษ....พี่บุษลืมไปว่า น้องดาเป็นลูกแม่ค้าขายปลา !...โชคดีที่เขาเอามาทิ้งหน้าบ้านเศรษฐีแต่ก็นั่นแหละนะ กาก็คือกา ต่อให้เอาขนนกยูงมาแซมให้ตาย มันก็ยังเป็นกาอยู่นั่นเอง”
บุษบาพูดพลางเดินไปที่ประตู ดารกาหันหลัง ดวงตาดารกาเริ่มเขียวเรืองๆ โกรธจัด แต่พยายามระงับไว้
“เฮ้อ ! น่าเวทนา ทางเดียวที่จะช่วยไม่ให้ตกลงมาชักกระตุกจุกแอ็คๆ ก็คือ เตือนตัวเองอยู่เสมอว่าเป็นใคร”
ใบหน้าดารกาใกล้เปลี่ยนเป็นอสูรเข้าไปอีก
“เป็นลูกแม่ค้าขายปลาก็น่าจะได้กับลูกพ่อค้าขายหมู ... รวยนะนั่นน่ะ” บุษบาพูดขณะจับลูกบิดประตู
“เป็นชาวตลาดก็อยู่กับชาวตลาด อย่าเผยอสะเออะเสนอหน้ามาอยู่กับไฮโซฯ เด็ดขาด... มันเหม็นคาวปลา”
ดารกาแสยะปาก เขี้ยวงอกหันกลับมา จังหวะเดียวกับที่บุษบาเปิดประตูออกไปพอดี ดารกาคำรามลั่น
บุษชะงักเมื่อได้ยินเสียงคำรามราวกับสัตว์ที่บาดเจ็บ เดินกลับมาเอาหูแนบประตู แล้วหัวเราะ
“เสียงเหมือนปลาถูกทุบหัวมั้ง” บุษบาเดินนวยนาดไป

จัดการดารกาจบ บุษบาก็ขับรถเข้ามาจอดหน้าบ้านปัทมน เพื่อปิดจ๊อบมารหัวใจ ขณะที่พรเปิดประตูแล้วเดินมา
“คุณแนนนี่อยู่ไหน พร”
“อยู่บนห้องค่ะ เดี๋ยวพรจะขึ้นไปตามลงมาให้”
“ฉันจะรออยู่ในสวนนะ”
“ค่ะ” พรเดินเข้าไปในบ้าน
“บาดเจ็บสาหัสไปหนึ่ง เหลืออีกหนึ่ง” บุษบาเดินอ้อมไปหลังบ้าน

แนนนี่ประหลาดใจนักที่ได้ยินจากพรมาใครมาขอพบ
“ยัยบุษบาน่ะหรือคะมาขอพบแนนนี่ โอ๊ย! ดินจะถล่ม ฟ้าจะทลาย แล้วให้ไปพบในสวนด้วย”
“ค่ะ”
“สงสัยแกจะคิดว่าแนนนี่เป็นพี่ภวัต”
แนนนี่เดินออกมา โดยพรอมยิ้มตามไปด้วย

บุษนั่งกรีดกรายดูแหวนที่นิ้ว ขณะที่แนนนี่เดินเข้ามาทักทายกวนๆ
“เป็นหิดหรือคะ”
บุษบานิ่วหน้าทันใด แล้วปรับเป็นยิ้มเย้ยนิดๆ “ดูแหวนวงใหม่ 10 กะรัตค่ะ กำลังคิดอยู่ว่าแหวนหมั้นจะเอายังไงดี จะให้เท่านี้หรือว่าใหญ่กว่านี้นิดหน่อย”
“ถามความเห็นแนนนี่หรือเปล่าคะ”
“เออ! ก็ดีเหมือนกัน เพราะคนที่จะเป็นเจ้าบ่าวของพี่น่ะสนิทกับแนนนี่ม้าก ...ก...มาก”
แนนนี่เลิกคิ้วเป็นเชิงถาม
“คุณภวัตไงจ๊ะ” บุษบาลอยหน้าตอบ
“มั่วเว่อร์ พี่ภวัตไม่ตาถั่วขนาดนั้นหรอก ผู้หญิงสวยแต่รูปจูบแล้วเหม็นแบบเจ๊นี่ รับรองว่าไม่อยู่ในสายตาพี่ภวัต”
บุษบาเยาะแกมเย้ย “แล้วใครล่ะที่อยู่ ! เธองั้นเรอะ”
“ก็ไม่แน่เหมือนกันนะเจ๊ ระหว่างยายแก่เหนียงยานอย่างเจ๊ กับสาวน้อยวัยใสอย่างฉัน ผู้ชายร้อยทั้งร้อยเลือกฉันชัวร์”
“นังเด็กนรก!”
“นังผู้ใหญ่อเวจี” แนนนี่ไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย
“นังเด็กกำพร้า ! พ่อแม่ไม่สั่งสอน”
“แล้วพ่อแม่ของเจ๊ล่ะ ได้ข่าวว่ารีบตายหนีความอับอายขายหน้าที่ลูกสาวชอบไล่ตื้อผู้ชาย เหมือนกันไม่ใช่เรอะ”
บุษบากรี๊ด แนนนี่แกล้งกรี๊ดล้อเลียน
“แกมันร้ายเหมือนนังแม่มด”
แนนนี่ลอยหน้าต่อปาก “อ๊อ...อ ! ก็ฉันเป็นแม่มดนี่ จะให้ร้ายแบบนังอิจฉาอย่างเจ๊ ได้ไง อ้อ!...ในฐานะที่คุ้นเคยกันมา ถ้าเจ๊หาแฟนไม่ได้ก็บอก ...ยังมีปีเตอร์อีกคน”
“อร้ายย” บุษบากรี๊ดแค้นสุดๆ ในขณะที่แนนนี่รีบอุดหู

โดนตอกกลับขนาดนั้น บุษบาจึงพุ่งไปฟ้องภวัตที่บ้านทันที และภวัตกำลังส่งทิชชูให้บุษบาซึ่งกำลังร้องห่มร้องไห้
“ภวัต .... ตั้งแต่เป็นตัวเป็นตนมา บุษไม่เคยเห็นเด็กที่ไหนหยาบคาย ร้ายกาจเหมือนนัง ... เอ๊ย! น้องแนนนี่มาก่อนเลย ... คำนึงก็ว่าบุษเหนียงยาน สองคำก็ว่าเป็นผู้ใหญ่อเวจี”
“เหลวไหลใหญ่แล้ว” ภวัตฉุนแนนนี่
บุษบารีบยุส่ง “แค่นั้นยังไม่พอค่ะ เขาบอกว่าภวัตหลงรักเขาหัวปักหัวปำจนสองตาไม่มีแลใครอีก”
“แนนนี่” ภวัตพึมพำ
“เขาด่าว่าบุษฉอดๆ จนบุษเถียงไม่ทันเลยค่ะ”
“แล้วคุณมีธุระอะไรกับแนนนี่หรือ”
บุษบาอึกอักไปสักครู่หนึ่งเพราะคิดหาข้อแก้ตัวไม่ทัน “เอ้อ ...คือ...อ๋อ! บุษซื้อมะยงชิดไปฝากคุณอาปัทน่ะค่ะ แค่ถามนิดเดียว ว่าคุณแม่อยู่หรือเปล่า เขาก็ใส่บุษเป็นชุด จะเกรงใจว่าบุษเป็นรุ่นพี่บ้างก็ไม่มี... ที่มาเล่าเนี่ย บุษไม่ได้ต้องการให้ภวัตไปดุไปว่าอะไรน้อง แต่อย่างน้อยก็ให้รับรู้บ้างว่า น้องไม่ได้ใสซื่ออย่างที่เห็น”
บุษบาเช็ดน้ำหูน้ำตา ในขณะที่ภวัตสีหน้าเคร่งเครียด

เวลาเดียวกันโป่งยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ริมรั้ว แนนนี่ชะเง้อมอง แล้วกวักมือเรียก
“โป่ง โป่ง มาหา จารย์หน่อย”
“เดี๋ยวไปปิดน้ำก่อนนะ จารย์”
“ไม่ต้อง จารย์ปิดให้เอง” แนนนี่ว่าคาถา น้ำหยุดไหลทันที
“เออ! กลอันนี้ก็ดีนะ จารย์” โป่งเดินมาเกาะรั้ว
“ยัยเจ๊บุษบา กำลังฟ้องพี่ภวัตอยู่ใช่ไหม”
“โอ๊ย ! บ่อน้ำตาแตกเลยละ เมื่อกี้โป่งเดินผ่านหน้าตึก ยังต้องว่ายข้ามน้ำตาแกมาเลย”
“หน็อยแน่ะ ไม่รู้จักแนนนี่เสียแล้ว โป่งไปเถอะ จารย์จะไปรอจัดการยัยบุษบา”
“ครับ” โป่งเดินไป
ในขณะที่แนนนี่หน้าตาถมึงทึง

ครู่ต่อมาบุษบาเดินนวยนาดเข้ามาบ้านแนนนี่ซึ่งจอดรถไว้ “เฮ้อ! ร้องไห้เสียเหนื่อยเลย”
เสียงแนนนี่เรียกดังขึ้น “ยัยบุษแบน”
บุษบาชะงัก หันกลับมา เห็นแนนนี่ยืนมองมาด้วยท่าทางเอาเรื่อง

ภวัตเดินเข้ามาในห้องตะโกนเรียกอย่างฉุนๆ “แนนนี่ ! ออกมาเดี๋ยวนี้”
ภวัตเรียกหลายครั้ง แต่ทุกอย่างเงียบสงบ ภวัตเดินไปที่หน้าต่าง แล้วนิ่วหน้า เห็นแนนนี่กำลังยืนปะทะคารมกับบุษบา ภวัตเพ่งมองหน้าเคร่ง

แนนนี่ท้าวสะเอวเข้ามาใกล้ “เธอฟ้องอะไรพี่ภวัต”
“ก็ไปถามเขาเองซิ แต่รับรองว่าฉันละเลงภาพเธอซะเละไม่มีชิ้นดี ต่อไปนี้ภวัตก็จะเลิกใส่ใจเธอ เธอจะกลายเป็นหมาหัวเน่า โธ่เอ๊ย ! ขนาดพ่อแม่แท้ๆ เขายังไม่ต้องการ แล้วใครที่ไหนเขาจะต้องการเธอ”
แนนนี่โกรธจนมือไม้สั่น
จังหวะนั้นบุษบามองเห็นภวัตเดินเข้ามาช้าๆ เชื่อว่าพอจะไม่ได้ยิน และเห็นตัวเองถนัด
บุษบาจึงยั่วต่อเบาเสียงลงไม่ให้ภวัตได้ยินคำด่า “ลูกเต้าเหล่าใครก็ไม่รู้ คุณอาปัท เอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม อาจจะเป็นลูกฆาตกรโหดที่ไหนสักคนก็ได้...อาจจะมีเลือดชั่ว”
แนนนี่โกรธจัด
“เอาเลยซิ อยากตบฉันก็ตบเลย นังปีศาจร้าย”
แนนนี่นัยน์ตาลุกวาว “พูดออกมาอีก อัม..อัลลูอัล ...อิวาอิรัล ...แปลเป็นภาษาไทยว่า ปากเน่าปากหนอน”
มีหนอนหลุดร่วงออกมาจากบุษบา ทันควัน บุษบาร้องกรี๊ด ... ยิ่งร้องหนอนยิ่งออกมา
“เห็นหรือยัง ยัยบุษแบน ฉันไม่ต้องตบแกให้เสียมือเลยสักนิด”
“พอที ! แนนนี่” ภวัตตะโกนบอกเสียงขุ่นเขียว
แนนนี่สะดุ้ง แล้วหันขวับมามอง “พี่ภวัต”
“บอกให้หยุดเดี๋ยวนี้”
แนนนี่ว่าคาถา หนอนหายไปทันที บุษบาทรุดตัวลงไปร้องห่มร้องไห้เหมือนคนเสียสติ
ภวัตประคองบุษขึ้นมาอย่างอ่อนโยน แนนนี่มองอย่างเจ็บปวด
“ภวัต! หนอน”
“ไม่มีอะไรแล้ว ... ผมจะพาไปส่งบ้าน ...ขอกุญแจรถด้วย”
บุษบาส่งกระเป๋าให้ ...เอนตัวซบภวัตอย่างหมดแรง แนนนี่เม้มปากด้วยความน้อยใจ และเจ็บใจ
“พี่ภวัต ! มันด่าแนนนี่”
“แต่ที่ฉันเห็นมันไม่ใช่อย่างนั้น”
“ฉัน…พี่ภวัตเรียกตัวเองว่าฉันกับแนนนี่”
“ภวัต ... บุษไม่ไหวแล้ว บุษอยากกลับบ้าน” บุษบาอ้อนทันที
ภวัตประคองบุษขึ้นรถ แล้วตัวเองเข้านั่งที่คนขับ แนนนี่มองตามด้วยความช้ำอกช้ำใจ จังหวะหนึ่งบุษบาเบือนหน้ามามองเย้ยหยัน ขณะที่ภวัตคาดเข็มขัดให้ แนนนี่กำมือแน่น บุษบาเอนตัวซบไหล่ภวัต นัยน์ตาบุษมองแนนนี่เยาะหยัน ขณะที่รถแล่นผ่านไป (Slow)
แนนนี่มองตามน้ำตาไหลพราก

ทาฮิร่ากอดแนนนี่ แล้วลูบหลังอย่างปลอบโยน ขณะที่แนนนี่ร้องไห้สะอึกสะอื้น
“พวกมนุษย์มันก็เป็นยังงี้แหละหลาน โดยเฉพาะมนุษย์ผู้ชาย โง่ขมโข่ง อ่อนแอและโลเลเป็นไม้หลักปักขี้เลน”
“แทนที่จะพูดให้ดี นางกลับพูดให้เขาตีกันเวรก๊ำ..เวรกรรม” ชิกเก้นบ่นงึมงำ
“แกบ่นอะไรของแกฮึ ชิคเก้น”
“ก็แค่ปรับทุกข์น่ะ คุณย้าย..เบื่อเหลือเกินพวกคนบ้าห้าร้อยจำพวก กับพวกคนดีร้อยจำพวกนี่ ไปดีกว่า”
ชิกเก้นกระโดดออกไป
“ไปซะได้ก็ดี หลังๆ นี่มันชักจะขโมยซีนบ่อยไปแล้ว”
ตลอดเวลาที่นายบ่าวแขวะกันไปมา แนนนี่ยังคงร้องไห้อยู่อย่างนั้น
“คุณยายขา ... แนนนี่มีแต่ความจริงใจและซื่อตรง แต่ทำไมพี่ภวัตไม่เคยมองเห็น”
“ไม่ใช่มองไม่เห็นจ้ะ แต่เขามองข้าม”

ทาฮิร่าแวะมาหารือกับปัทมนเรื่องแนนนี่ ปัทมนมองทาฮิร่าอย่างอ่อนโยน
“คุณยายไม่ผิดหรอกค่ะ คุณยายทำหรือพูดอะไรไปก็เพื่อปกป้องหลานเท่านั้น”
“ปกไปปกมา หลานไปอยู่กินกับมนุษย์หมด จะว่าไปก็จริงของไอ้ชิกเก้นมันเหมือนกัน”
“มันเป็นเรื่องบุพเพสันนิวาสน่ะคะ .. คู่ของใครก็คู่ของเขา ...ไม่มีใครสามารถไปแยกเขาจากกันได้” ปัทมนว่า
“ยายก็ว่าจะเลิกยุ่ง แต่มันก็อดไม่ได้สักที .... เพราะใจมันคิดอย่างนี้ก็เลยปลอบใครไม่ค่อยเป็น...คงต้องอาศัยหนูนั่นแหละ” คุณยาย...ขอร้อง
“ถ้าแนนนี่มาขอคำแนะนำ หนูก็จะลองพูดกับเขาดู”
“ขอบใจนะ ยายเลือกแม่ให้แนนนี่ไม่ผิดจริงๆ”
ปัทมนไหว้ “หนูก็ต้องขอบคุณคุณยายที่พาลูกสาวแสนจะน่ารักมาให้หนู”
ทาฮิร่าชอบอกชอบใจ “ขอบใจกันไปก็ขอบใจกันมา”

ด้านภวัตพยุงบุษบาเข้ามานั่งภายในห้องรับแขก บุษบายังคงยึดมือภวัตไว้แน่น
“เด็กคนนี้น่ากลัวเหลือเกิน ... บุษว่าคุณอยู่ที่นั่นอาจจะไม่ปลอดภัย เอาอย่างนี้มั้ยคะ คุณย้ายมาอยู่ที่นี่...มาทั้งครอบครัวก็ได้”
“ขอบคุณมาก แต่คงไม่มีอะไรหรอกครับ ผมอยู่บ้านนั้นมาตั้งแต่เกิด”
“แต่บุษเป็นห่วงคุณค่ะ นังเด็กผีนั่นมันจ้องคุณตาเป็นมัน วันนึงมันต้องเอาคุณไปอยู่ด้วยแน่ๆ”
ภวัตนิ่งไป บุษบารีบเปลี่ยนเรื่อง “ไหนๆ ก็มาแล้ว ... ภวัตจะขึ้นไปเยี่ยมพี่ไชยหน่อยมั้ยคะ”
“ครับ”
“เชิญค่ะ” บุษบาเดินเกาะแขนภวัตขึ้นข้างบนไป

ไชยอยู่ในห้องกำลังนั่งค้นข้อมูลทางเน็ต ในขณะที่มีเสียงเคาะประตูเบาๆ
“ใคร”
“ภวัตมาเยี่ยมพี่ไชยค่ะ” บุษบาตะโกนเข้ามา
“เข้ามาเลย”
ประตูเปิดออก ภวัตและบุษเดินเข้ามา ภวัตไหว้ไชย ... ไชยรับไหว้
“บุษออกไปก่อน ... พี่อยากคุยกับภวัตตามลำพัง”
“ได้ค่ะ”
บุษบาขยิบตาเป็นสัญญาณให้พี่ชายเรื่องแต่งงาน ไชยมัวแต่สนใจจะคุยกับภวัต บุษบาจำใจเดินออกไปเซ็งๆ
ภวัตมองไชยอย่างแปลกใจ “ท่าทางหมอดีขึ้นมากเลยนะครับ”
“ผมไม่ได้เป็นบ้าอย่างที่คนอื่นเข้าใจ แต่ก็ต้องปล่อยข่าวให้ดูว่าเหมือนมากก็เพราะ ผมไม่ต้องการให้มันรู้”
ภวัตงง“ใครครับ”
“นังดารกา” ไชยโพล่งขึ้นมาทันที
“หมอ” ภวัตอึ้ง
“มันไม่ใช่มนุษย์ ผมขอยืนยันว่ามันไม่ใช่มนุษย์ มันเป็นปีศาจร้ายที่แฝงตัวอยู่ในร่างมนุษย์ คุณอยู่ใกล้ๆกับมัน สนิทสนมกับมัน ลองสังเกตให้ดีซิ”
ภวัตอึ้งไป สีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด
“ผมน่ะอยากให้มันเป็นมนุษย์จะตาย ผู้หญิงสวยขนาดนั้นใครก็ชอบ ผมเองก็เคยจะจริงจังด้วย แต่ว่า...”ไชยส่ายหน้า “มันเล่นงานผมจนสยอง เชื่อเถอะ มันเป็นปีศาจร้ายจริงๆ”

ภวัตกลับมาบ้านเจอรัดเกล้ากำลังนั่งดูที.วี. อยู่ ภวัตทิ้งตัวลงนั่ง ... สีหน้าแววตาดูสับสนกับอะไรบางอย่าง
“เป็นอะไรไปคะ”
ภวัตหันมาจะอ้าปากตอบ
“ห้ามตอบว่าเปล่า เพราะท่าทางของพี่ภวัตบอกว่ามีอะไรแน่”
ภวัตถอนใจยาวอย่างหนักใจ “ระยะหลังๆ มานี่เกล้าเคยเห็นน้องดาทำอะไรแปลกๆ มั้ย”
รัดเกล้าชะงัก “ทำไมพี่ภวัตถึงถามขึ้นมา”
“ตอบมาเถอะน่า”
“ก็มีเรื่องที่ระยะหลังๆ น้องดาหวงผมมาก จำได้มั้ยคะที่พี่ธานีเคยลูบผมแล้วเกล้าก็เคย ถามเรื่องที่คาดผม”
สองพี่น้องนึกถึงเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นมา
“เกล้ายังจำได้เลยว่า น้องดาแทบจะเปลี่ยนเป็นคนละคนเลย ..แต่หลังจากนั้นแกก็มาขอโทษ” รัดเกล้าเว้นระยะไปนิดจึงพูดต่อ “พี่ภวัตว่า น้องดาเป็นเด็กเก็บกดมั้ยคะ”
ภวัตโยกหัวน้องสาวอย่างเอ็นดู “วิเคราะห์เก่งเหมือนกันนี่”
รัดเกล้าสีหน้าจริงจังขึ้น “แต่ถ้าคิดให้ดี เกล้าว่าน้องดาไม่น่าจะเป็น เพราะครอบครัวก็รักใคร่กลมเกลียวกันดี คุณอาปัทกับพี่ธานีก็เป็นคนยุติธรรม จะมีก็ยัยแนนนี่ที่เกเรชอบหาเรื่อง แต่ก็ไม่น่าจะร้ายแรงขนาดทำให้น้องดากลายเป็นคนเก็บกด”
“ก็อาจจะมีเรื่องอื่นที่เราไม่รู้” ภวัตลุกขึ้นยืน “พี่จะขึ้นไปอาบน้ำละ เหนียวตัวเต็มที”
ภวัตเดินขึ้นไปข้างบน ขณะที่รัดเกล้ายังใช้ความคิดต่อ

ภวัตเดินเข้ามาในห้อง ทั้งแนนนี่ ทาฮีร่าและชิกเก้น ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน ต่างคนต่างตะลึง
“คุณยาย” แนนนี่อุทาน
“แนนนี่” ทาฮิร่าอึ้ง
ชิกเก้นเอามั่ง “คุณยาย ! แนนนี่
“จะให้ผมเข้าใจว่า ต่างคนต่างมาใช่มั้ยคะ”
“ใช่” ทั้งสามตอบพร้อมกัน
“ถ้าอย่างนั้น ขอเชิญกลับไปให้หมด เชิญครับ” ภวัตสับสนกับเรื่องในวันนี้ กลายเป็นฉุนไปหมด
“แต่แนนนี่อยากจะขอโทษและชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นกับพี่ภวัต” แนนนี่หน้าเศร้า
“ฉันก็มีเรื่องที่จะทำความเข้าใจกับเธอ” ทาฮิร่าพูดเป็นทางการ
“ส่วนชิกเก้น...”
ชิก้เก้นพูดไม่ทันจบภวัตรีบตัดบท “ผมยังไม่อยากรับฟังใครทั้งนั้น”
“เวรก๊ำ...เวรกรรม”
แนนนี่มองทาฮิร่า และชิกเก้นหน้าตาอ้อนวอน “คุณยายขา...ชิกเก้น...ได้โปรด”
ทาฮิร่าและชิกเก้นมองสายตาวิงวอนของแนนนี่ แล้วหันมาสบตากัน หายแวบไป
แนนนี่ค่อยๆ เบือนหน้ามามองภวัตตาละห้อย ภวัตเมินมองไปอีกทางกลัวว่าตัวเองจะใจอ่อน

2 นายบ่าว ปรากฏตัวในห้องแนนนี่ แล้วทาฮิร่ารีบไปที่หน้าต่างเพื่อดูความเป็นไปทันที
“ทำอะไรน่ะ หา” ชิกเก้นทัก
“สังเกตการณ์” ทาฮิร่าบอก
“เขาเรียกว่า แอบดู”
“สังเกตการณ์” ทาฮิร่าโต้
“แอบดู” ชิกเก้นเถียง

ส่วนเหตุการณ์ที่สองนายบ่าว แอบสังเกตการณ์ดูนั้น แนนนี่หันมามองพอดี ขณะที่ทาฮิร่ากำลังชะเง้อชะแง้ แนนนี่ว่าคาถา บริเวณนั้นกลายเป็นกำแพง
ทาฮิร่าถอนใจเฮือกใหญ่ หันมา
“เป็นไงล่ะ”
“เซ็งแมว” ทาฮิร่าหน้าเนือยๆ
“เค้ามีแต่เซ็งเป็ด”
“แต่ฉันเซ็งแมว”

ด้านแนนนี่เดินมากราบที่แขนภวัต
“พี่ภวัต... แนนนี่กราบขอโทษ ต่อไปแนนนี่จะไม่ผิดสัญญากับพี่ภวัตอีกแล้วแนนนี่จะอดทน อดกลั้น ... แนนนี่จะ ...”
ภวัตหันมามอง ... สีหน้าเย็นชา “การกระทำสำคัญกว่าคำพูด ! เธอผิดสัญญากับพี่ เพราะฉะนั้นเราไม่มีอะไรที่จะต้องพูดกันอีกแล้ว”
แนนนี่น้ำตาไหลพราก “พี่ภวัต...แนนนี่ขอโอกาสอีกสักครั้ง ... ครั้งเดียวจริงๆ แนนนี่จะอดทนอดกลั้น ต่อให้คุณบุษบาจิกผมตบแนนนี่ แนนนี่จะนิ่งเฉย จะก้มหน้าก้มตาถูกตบโดยไม่ตอบโต้แม้แต่นิดเดียว”
“ถ้าบุษบาทำขนาดนั้น พี่มั่นใจว่า เธอต้องสาปเขาให้เป็นหนอนไปเลย”
“ไม่ค่ะ”
“เธอจะพูด จะสัญญ่งสัญญาอะไรก็ได้ แต่บอกตามตรงว่า พี่หมดความเชื่อถือในตัวเธอแล้ว พี่เสียใจและผิดหวัง”
แนนนี่กอดภวัตร้องไห้สะอึกสะอื้น “แนนนี่จะเป็นเด็กดี แนนนี่จะไม่ใช้คาถา แนนนี่สำนึกตัวแล้ว”
ทว่าภวัตจับแขนแนนนี่ดึงออกจากตัวอย่างเย็นชา เช่นเดียวกับสีหน้าบึ้งตึง
“กลับไปได้ แล้วไม่ต้องมาที่นี่อีก! เราไม่มีเรื่องที่จะพูดกันอีกต่อไป”
แนนนี่เม้มปาก ตัดสินใจวางไพ่ตาย
“งั้นแนนนี่ จะคบกับปีเตอร์! อาจจะรับหมั้นแล้วแต่งงาน”
“เชิญ!”
แนนนี่ไร้เรี่ยวแรง ร่างซวนเซ มองแทบช็อก
“อยากจะคบกับปีเตอร์ หรือใครสักกี่คนก็เป็นเรื่องของเธอ! เธอเป็นแม่มดนี่จะใช้เวทมนตร์เรียกผู้ชายให้มาหลงรักแบบพระสังข์ใช้มนต์เรียกเนื้อเรียกปลาก็ได้! จะทำอะไรก็ตามใจ พี่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเธออีก” ภวัตประชด
“พี่ภวัต...พี่ภวัตเกลียดแนนนี่แล้ว...” แนนนี่ร้องไห้เหมือนใจจะขาด
“รู้แล้ว...ก็รีบไป”
แนนนี่มองภวัตอย่างเศร้าโศกเสียใจ
“ถึงพี่ภวัตจะโกรธจะเกลียดแนนนี่ขนาดไหน...แนนนี่ก็จะรักพี่ภวัตตลอดไป”
ภวัตยิ้มเยาะ “มุกนี้ของเธอมันใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วละ”
แนนนี่ทรุดลงไปราวกับเจ็บปวดแสนสาหัส ภวัตเดินออกไปอย่างไม่สนใจ

ทางด้านปัทมนกำลังไหว้พระ
“ลูกเหนื่อยหัวใจเหลือเกินแล้ว ใกล้วันเกิดของดารกาเข้ามาทุกที ขอพระพุทธคุณช่วยปกป้องคุ้มครองดารกาด้วยเถิด”
มีเสียงเรียกดังขึ้นมา “คุณแม่ขา” น้ำเสียงสั่นเครือเหมือนคนร้องไห้
ปัทมนหันมามอง แนนนี่ปรากฏตัวขึ้น น้ำตาเปียกชุ่มทั่วใบหน้า
“แนนนี่ เป็นอะไรลูก ทำไมถึงได้ร้องไห้มากมายขนาดนี้”
“พี่ภวัตเกลียดแนนนี่ เขาไม่มีวันให้อภัยแนนนี่อีกแล้ว”
แนนนี่สะอึกสะอื้นตัวโยน เหมือนใจจะขาด
“ไหน มันเรื่องอะไรกัน เล่าให้แม่ฟังซิลูก”
“แนนนี่ทำผิด แนนนี่เป็นคนเลว”
ปัทมนกอดลูกสาวไว้แน่นด้วยความสงสารและเวทนาสุดๆ

ภวัตยืนเหม่อออกไปข้างหน้า ภาพแนนนี่ร้องไห้ เหมือนใจจะขาดโผล่ขึ้นในความคิด
“ถึงพี่ภวัตจะโกรธจะเกลียดแนนนี่ขนาดไหน แนนนี่ก็จะรักพี่ภวัตตลอดไป”
“มุกนี้ของเธอมันใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วละ”
แนนนี่ทรุดลงไปราวกับเจ็บปวดแสนสาหัส พอภาพเหล่านั้นเลือนหายไป ภวัตสีหน้าแววตาเจ็บปวด
“พี่เองก็เจ็บปวดไม่น้อยกว่าแนนนี่”

“ไม่เป็นไร แนนนี่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม่ก็ยังอยู่นะลูกนะ แนนนี่เจ็บปวดแค่ไหน แม่ยิ่งเจ็บปวดมากกว่าแนนนี่หลายเท่านัก” ปัทมนปลอบแนนนี่
“แนนนี่จะทำยังไงดีคะ” แนนนี่ถามขึ้น
“ร้องไห้เสียให้พอ แล้วตั้งต้นชีวิตใหม่...มาสวดมนตร์ไหว้พระกับแม่จิตใจจะได้สงบเย็นลง แล้วพี่ภวัตเขาก็จะเห็นเอง”
“ไม่มีวันที่เขาจะให้อภัยแนนนี่อีกแล้ว แนนนี่รู้ดี”
“แม่ก็จะไม่รับรองว่าเขาจะให้อภัยแนนนี่หรือไม่ แต่แนนนี่ต้องปรับปรุงตัวเองนะลูกนะ ไม่ใช่เพื่อใคร ...แต่เพื่อตัวของลูกเอง และชาวนครเวทมนตร์ของลูก”
แนนนี่ชะงัก “แม่หมายความว่ายังไงคะ”
“แล้วลูกก็จะเข้าใจจ้ะ” ปัทมนลูบหลังแนนนี่อย่างอ่อนโยน
จังหวะนั้นมีเสียงเคาะประตูเบาๆ
“ใครจ๊ะ”
“ผาดค่ะ ... คุณดากลับมาบ้านค่ะ”
ปัทมนลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู
“ไปทำอาหารอร่อยๆ ที่คุณดาชอบเตรียมไว้น่ะจ๊ะ”
“ค่ะ” ผาดเดอนออกไป
ปัทมนหันกลับมา “แนนนี่”
ทว่าแนนนี่หายไปแล้ว
“ไปไหนอีกล่ะ”
ปัทมนถอนหายใจเบาๆ แล้วเดินออกไป)

เวลาต่อมาดารกากำลังยืนอยู่หน้ากระจก เอาผ้าคาดผมออก เห็นเขาขึ้นเด่นชัด ดารกาค่อยๆ แสยะยิ้มออกมา เห็น 2 เขี้ยวแหลมเด่นชัด
“รออีกไม่นาน .... ข้าก็จะยิ่งใหญ่เกินใคร”
มีเสียงเคาะประตูเบาๆ
“น้องดา ... เปิดประตูให้แม่หน่อยซิลูก”
ดารกาบึ้งเหมือนไม่พอใจที่ถูกรบกวน


ดารกาคาดผมดังเดิม เขาหดกลับเข้าไป ดารกามองสำรวจความเรียบร้อยแล้วเดินไปเปิดประตู
“น้องดา ...จะกลับมาไม่โทร. บอกแม่ก่อนล่ะลูก แม่จะได้ให้สุเทพขับรถไปรับ”
ดารกาสีหน้าขรึมเฉย “น้องดากลับเองสะดวกกว่าค่ะ”
“หิวมั้ยลูก ... แม่ให้ผาดเขาเตรียม...”
“ไม่หิวค่ะ” ดารกาสวนออกมา
ปัทมนอึ้งไป
“ถ้าคุณแม่ไม่มีอะไรแล้ว น้องดาขอท่องหนังสือนะคะ”
ปัทมนดึงรั้งดารกาเข้ามากอด แล้วน้ำตาซึม “น้องดา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอให้จำไว้เสมอว่า แม่รักน้องดามากนะลูก รักมากขนาดชีวิตนี้ แม่ก็สละให้น้องได้”
ระหว่างนั้นสีหน้าดารกา บริเวณรอบดวงตามีน้ำชื้นขึ้นมา และแววตาอ่อนลง
จู่ๆ เสียงสดับดังขึ้นในความคิด “ความรักไม่ว่าชนิดไหนจะทำให้เจ้าอ่อนแอ ...เจ้าจะรักใครไม่ได้”
ดวงตา และใบหน้าดารกา กลับมาแข็งกระด้างตามเดิม ผละออกจากอ้อมกอดแม่
“ขอโทษนะคะ”
ดารกาหันหลังให้ ปัทมนต้องเบิกตาโพลง เมื่อมองเห็นหาง ที่ปลายเป็นลูกศรตวัด ปัทมนรีบพุ่งไปที่ประตูทันที ดารกาเดินกลับไปที่เตียง แล้วทรุดตัวลงนั่ง หางตวัดมาอยู่ข้างๆ ตัว

ดารกาก้มลงมอง นัยน์ตาเป็นประกายวาววับสงสัยครามครัน  “เห็นหรือเปล่า” ยิ้มเยือกเย็นอย่างไม่พอใจและเป็นกังวลออกมา

ปัทมนรีบก้าวเข้ามาในห้องพระ แล้วปิดประตู เดินมาทรุดตัวก้มลงกราบพระ
“ขออำนาจพรพุทธคุณและผลบุญกุศลที่ลูกเคยทำมา จงช่วยปกป้องคุ้มครองดารกาจากปีศาจร้ายด้วยเถิด”
ปัทมนก้มกราบ 3 ครั้ง
ดารกาคาใจเดินออกมาเพื่อจะตรงมายังห้องปัทมนดูท่าที  แต่ในระหว่างทางจะต้องผ่านห้องพระก่อน ดารกาหยุดชะงัก รัศมีรุ่งเรืองส่องผ่านลอดประตูออกมา แสงนั้นเจิดจ้าจนดารกาต้องยกแขนขึ้นป้องหน้า

ในที่สุด ดารกาต้องล่าถอยกลับไป

อ่านต่อจบบริบูรณ์ เวลา 7.00 น.





แจ้งเพื่อทราบ
ติดตามอ่านอสูรน้อยฯจบบริบูรณ์เวลา 7.00 น. (วันอาทิตย์ที่4ก.พ.)

อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว  ตอนที่ 23 อวสาน (ต่อ)

ที่นครเวทมนตร์ แนนนี่ถือไม้กวาดเดินมาเรื่อยเปื่อย และเดินมาจนถึงอาคารเรียนภายในโรงเรียนเวทมนตร์ แนนนี่มองเข้าไปเห็นท่านผู้นำกำลังอบรมและให้โอวาทนักเรียนที่เรียนจบหลักสูตร

“ในที่สุดพวกเจ้าก็สามารถเรียนจบหลักสูตรแม่มดพ่อมดแล้ว ข้าขอแสดงความยินดี”
แนนนี่ฟังด้วยสีหน้าสดใสมากขึ้น
“เวทมนตร์คือดาบ 2 คม ใช้ในทางที่ดีก็จะเกิดประโยชน์ ถ้าใช้ในทางชั่ว ก็จะเกิดผลร้ายอย่างที่ไม่คาดคิด...เวทมนตร์มีคุณอนันต์และมีโทษมหันต์ ...
แนนนี่ฟังโอวาทท่านผู้นำแม่มดอย่างเพลินเพริด
จนไม่รู้ตัวว่า จังหวะนั้น มีใครคนหนึ่งกำลังเดินใกล้เข้ามาทุกที
“เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องมีคุณธรรมเพื่อควบคุมเวทมนตร์”
“ช่างกล้านัก...อสูรน้อย”
แนนนี่สะดุ้งเฮือกหันขวับมา เห็นบาบาร่ายืนมองด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย พร้อมกับไทเกอร์
“อาจารย์บาบาร่า”
“ทุกคน! อสูรน้อยอยู่ที่นี่” บาบาร่าตะโกนสุดเสียง
แนนนี่รีบวิ่งหนี เหล่าพ่อมดแม่มด ทุกคนไล่ตาม แล้วจับตัวแนนนี่ได้ในที่สุด หลังจากชุลมุนวุ่นวายครู่หนึ่ง

เย็นวันเดียวกันที่เมืองมนุษย์ ปัทมนเดินเข้ามาภายในห้องอาหาร โดยที่ผาดและพรกำลังช่วยกันจัดโต๊ะ
“อ้าว ! ยังไม่ลงมากันอีกหรือ” ปัทมนถาม
“ยังเลยค่ะ นี่ผาดกำลังจะให้พรขึ้นไปดู”
ธานีเดินเข้ามาพอดี “อะไรกันหรือครับ คุณแม่”
“น้องๆ ยังไม่ลงมาทานข้าวน่ะลูก”
“พรจะขึ้นไปตาม” พรอาสา
“ไม่ต้อง ฉันขึ้นไปเอง” ปัทมนห้าม
“ผมดีกว่าครับ .. คุณแม่”
“ไม่ได้จ้ะ”
ปัทมนรีบลุกเดินไป ทั้งสามคนมองตามอย่างแปลกใจ

ปัทมนเดินมาหน้าประตูห้องแนนนี่ เคาะเรียกเบาๆ “แนนนี่ ... แนนนี่”
“ไม่อยู่ครับ” เสียงชิกเก้นดังลอดออกมา
ปัทมนเปิดประตูเข้าไป
“แนนนี่ไปไหนล่ะ”
“อ้าว ! ไม่ได้อยู่กับคุณแม่หรือครับ”
“เปล่านี่ แม่ก็นึกว่าอยู่ในห้อง”
“อาจจะไปหาคุณยายก็ได้ เดี๋ยวชิคเก้นไปตามให้”
“ไปดูให้หน่อยเถอะจ้ะ ขอบใจมากนะ ชิกเก้น”
“ไม่เป็นไรครับ เวรก๊ำ ... เวรกรรม” ชิกเก้นหายตัวไป

จากนั้นปัทมนเดินมาหน้าประตูห้อง ยืนรวบรวมสมาธิครู่หนึ่งแล้วจึงเคาะประตู
“น้องดา...น้องดา”
“น้องดาไม่หิวค่ะ” เสียงดารกาบอก
“งั้นเดี๋ยวแม่จะเอาขึ้นมาให้ลูกนะ”
“ไม่ต้องค่ะ! เดี๋ยวถ้าหิวน้องดาจะลงไปเอง”
“ตามใจลูก”
ปัทมนเดินออกไป โดยไม่วายหันไปมองอีกครั้งด้วยความกังวล

ชิกเก้นมาโผล่ที่เซฟเฮ้าส์นายหญิงตามคำขอร้องของปัทมน
“เปล๊า ! แนนนี่ไม่ได้มาที่นี่ ฉันก็นึกว่าอยู่กับคุณแม่ปัทมาเค้า” ทาฮิร่าบอกชิกเก้น
“คุณแม่ปัทมาก็นึกว่าอยู่กับคุณยายเหมือนกัน เวรก๊ำ ...เวรกรรม”
“ฉันรู้แล้ว ต้องอยู่กับหมอภวิต นี่คงแอบไปดีกันละซี้”

ทาฮิร่าหายตัวไป ชิกเก้นตามติด มาโผล่ในห้องภวัต
“แนนนี่ไม่ได้มาที่นี่ครับ หรือถ้ามา ผมคงจะไล่กลับไปแล้ว”
“หน็อยแน่ ! บังอาจไล่หลานฉันเรอะ” ทาฮิร่าฉุนจัด
“เขายังไม่ได้ไล่ คุณยาย แนนนี่ไม่ได้มา เขาจะไล่ได้ไง เวรก๊ำ...เวรกรรม”
ภวัตชักเป็นห่วง “แนนนี่ไม่ได้อยู่ที่บ้านหรือครับ”
“ก็ถ้าอยู่ ฉันจะเสด็จมาตามทีนี้มั้ยล่ะยะ เวรก๊ำ ....เวรกรรม”
“คุณย้าย ! นั่นมันของชิคเก้นพูดนะ” ชิกเก้นโวยวาย
“ฉันจะพูดบ้าง มี’ไรมั้ย แกไม่ได้จดลิขสิทธิ์ไอ้นี่”
ทาฮีร่าหายไป ชิกเก้นหายตาม

สมาชิกบ้านภวัตเตรียมตัวทานข้าวเย็น โป่งยกถาดอาหารมาเสิร์ฟ แต่ละจานเป็นไข่เจียวโปะข้าว
จักรวาล และรัดเกล้ามองจาน แล้วเงยหน้ามองโป่ง
“คือ ... คุณแม่บ้านบานเย็นเค้าไม่อยู่ครับ โป่งก็เลยทำอาหารตามมีตามเกิด”
เสียงภวัตถามขึ้นขณะเดินเข้ามา “ใครไม่อยู่นะ”
“ป้าบานเย็นค่ะ”
“จะไปไหนทำไมไม่บอกไม่กล่าว” จักรวาลบ่นอุบ
“โอ๊ย ! แกไปกลับเร็วมากครับ เดี๋ยวแวบไปเดี๋ยวแวบมาเหมือนคุณยายทาฮีร่ากับอาจารย์แนนนี่ไม่มีผิดเลย”
คนอื่นเฉยๆ แต่ภวัตชะงัก “ป้าบานเย็นน่ะเรอะ”
“ครับ”
“ไปดูที่ห้องซิว่า เสื้อผ้ายังอยู่หรือเปล่า”
“ครับผม” โป่งเดินออกไป
ภวัตนิ่งคิด...ภาพบาบาร่าตอนเจอกันในเมืองแม่มดผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ในขณะที่ภาพแม่บ้านบานเย็นซ้อนเข้ามาอีกที
“ใช่แล้ว”
“อะไรใช่” รัดเกล้ากับจักรวาลประสานเสียง
ภวัตลุกขึ้น “เดี๋ยวผมมานะครับ” เดินขึ้นบนบ้านไป

โป่งเปิดประตูเข้ามา เสื้อผ้าข้าวของบาบาร่าอยู่เหมือนเดิม
“เสื้อผ้าก็ยังอยู่นี่”
ทันทีทันใดของทั้งหมดหายวับ
“เฮ้ย” โป่งตกใจร้องลั่น

โป่งวิ่งเข้ามาในห้องอาหารหน้าตาตื่น
“หายวับไปกับตาเลยครับ”
“อะไรของแก” จักรวาลสงสัย
“เสื้อผ้าข้าวของคุณบานเย็นครับ หายวับไปกับตา”
“โป่งนี่ยิ่งนับวันยิ่งเพี้ยนนะ คุณพ่อขา...เกล้าว่าเราไปหาอะไรทานข้างนอกดีกว่าค่ะ”
“แล้วข้าวไข่เจียวนี่ละลูก...ไหนๆโป่งมันก็อุตส่าห์ทำมาแล้ว...จะทิ้งก็เสียดาย...กินเข้าไปเถอะลูก แล้วภวัตล่ะ”
“โป่งไปตามมั้ยครับ”
“ไม่ต้อง เดี๋ยวเขาก็ลงมาเอง”
จักรวาลตักกินข้าวไข่เจียว
“ก็อร่อยเหมือนกันนี่”

ภวัตเข้ามาในห้องเรยกหาทาฮิร่าทันที “คุณยาย! คุณยายครับ”
เงียบ ...ภวัตพยายามเรียกแต่ก็เงียบอีก
“ทีเวลาเรียกไม่มา พอไม่เรียกกลับมา”
ขาดคำร่างทาฮิร่าก็ปรากฏตัวขึ้น
“นินทาอะไรฉันยะ พ่อภวิต”
“ผมจำได้แล้วครับ” ภวัตโพล่งออกมา
“หือ”
“ป้าบานเย็นแม่บ้านผมครับ หน้าเหมือนแม่มดที่เมืองเวทมนตร์เปี๊ยบเลยแล้วตอนนี้แกก็หายไปแล้วด้วย ... ผมไปเจอแกพยายามจับอสูรที่นั่น”
“คนที่มีขนตาพะเยิ่บพะยั่บใช่มั้ย”
“ใช่ครับ”
“บาบาร่า” พูดจบทาฮิร่าก็หายตัวไป
“คุณยาย” ภวัตเรียกไว้
ปัทมนกำลังร้องห่มร้องไห้อยู่กับทาฮิร่า
“คุณยาย ! ให้หนูไปด้วยคนนะคะ หนูจะไปยืนยันว่าแนนนี่ไม่ใช่อสูรแน่นอน”
“คุณแม่พูดเหมือนรู้ว่าใครเป็นอสูร” ชิกเก้นแปลกใจ
ปัทมนสะดุ้ง “เปล่า แม่ไม่รู้ ไม่รู้ซักหน่อย”
“หนูรออยู่ที่นี่ ยายจะรีบไปช่วยแนนนี่”
ทาฮิร่าหายวับไป
“คุณยาย บอกแนนนี่ด้วยนะคะว่า แม่เป็นห่วงสุดหัวใจ”
“ถ้านางไม่บอก ชิกเก้นจะบอกให้ห้เองครับ...คุณแม่” ชิกเก้นหายตัวไป

ปัทมนเดินออกมาจากห้อง แล้วเช็ดน้ำตา มีเสียงดารกาถามขึ้นมาจากข้างหน้า
“เกิดอะไรขึ้นหรือคะ คุณแม่”
ปัทสะดุ้งเฮือก แล้วหันขวับไปมอง ดารกายืนอยู่มุมหนึ่ง
ปัทมนพึมพำ “น้องดา”
ดารกายิ้มใสซื่อ “คุณแม่ร้องไห้ทำไม”
“เอ้อ!” ปัทมนมองไปที่บริเวณด่นหลังของดารกา แต่ไม่ปรากฏมีหาง
“เรื่องเกี่ยวกับแนนนี่ใช่ไหมคะ” ดารกาดักคอ
ปัทมนอึกอัก
“คุณแม่ออกมาจากห้องแนนนี่ น้องดาก็เลยเดาเอาว่าต้องเกี่ยวกับแนนนี่”
ปัทมนจำใจต้องพยักหน้ารับ “จ้ะ”
“แนนนี่เป็นอะไรคะ” ดารกาคาดคั้น
“แก ... แกหายไป”
“ตายจริง ...” ดารกาเว้นไปนิดจึงพูดต่อ “จะหายไปไหนได้ คุณแม่ลองติดต่อไปที่ปีเตอร์หรือยังคะ”
ปัทมนสีหน้ามีความหวังขึ้น “จริงซิ แนนนี่อาจจะงอนไปหาปีเตอร์ก็ได้ แม่อาจจะคิดมากไปเอง”
“น้องดาโทร. ให้ก็ได้ค่ะ”
ดารกเดินมาโอบเอวแม่ ปัทมนเกิดความตื้นตันขึ้นมา
“น้องดา ... แม่รักน้องดามากนะลูกนะ”
ดารกายิ้มให้ “น้องดาทราบค่ะ”
สองแม่ลูกเดินลงไปด้วยกัน

ครู่ต่อมาปีเตอร์อยู่ที่คอนโด กำลังรับโทรศัพท์ด้วยความตกใจ
“แนนนี่ไม่ได้มาที่นี่ครับ ปีเตอร์ไม่เจอแนนนี่มาตั้งหลายวันแล้ว เดี๋ยวปีเตอร์จะไปที่บ้านคุณแม่นะครับ ห่วงแนนนี่มากเลย”
ไวเท่าความคิดปีเตอร์พุ่งไปหยิบกุญแจรถรีบเดินออกไป

ช่วงค่ำวันนั้น ทุกคนมารวมอยู่ในห้องรับแขกบ้านปัทมน ปีเตอร์เดินเข้ามาสมทบ ด้วยหน้าตาวิตกกังวลเว่อร์ๆ
“ปีเตอร์มาแล้วครับ”
“เขารอคุณแนนนี่กันครับ ไม่ใช่คุณปีเตอร์”
จักรวาลเอ็ดเอา “ไอ้โป่ง”
โป่งหน้าเจื่อนไป
“เดี๋ยวปีเตอร์จะลงประกาศหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ใครพบแนนนี่ปีเตอร์จะให้ 10 ล้าน” เรื่องเวอร์ต้องนายเปอร์ตี้เท่านั้น ดารกาเหลือบมองเยาะๆ
“คุณจักร ! งั้นเราไปกันเถอะ ค่ะ” อิงอรเอ่ยชวน
“ไปไหนครับ” จักรวาลงง
“ตามหาแนนนี่ไงคะ ตั้ง 10 ล้าน”
ภวัตเดินขึ้นไปข้างบนขณะที่ทุกคนพูดปรึกษากัน ดารกาเดินตามไป

ดารการีบเดินตามภวัตขึ้นมา
“พี่ภวัต”
ภวัตหยุดเดิน หันกลับมา
“พี่ภวัตช่วยแนนนี่ไม่ได้หรอกค่ะ”
“ทำไมน้องดาถึงได้มั่นใจนัก”
“เพราะมันไม่ใช่เรื่องของมนุษย์”
“พี่เชื่อในพลังแห่งความรัก ... พี่เชื่อว่าความรักจะเอาชนะ ทุกสิ่งทุกอย่างได้”
“พี่ภวัต หมายความว่าพี่ภวัตรักแนนนี่”
“ใช่! แล้วยิ่งรู้สึกรุนแรงขึ้นเมื่อแนนนี่หายไป พี่ทำให้แนนนี่ผิดหวังและเสียใจ”
ภวัตจับลูกบิดประตู
“แล้วถ้าน้องดาหายไปล่ะคะ”
“พี่ก็คงเป็นห่วงน้องดา ต้องพยายามตามหาน้องดาเหมือนกัน”
“แต่ไม่ใช่ด้วยความรัก”
“ด้วยความรักเหมือนกัน แต่เป็นความรักของพี่ชายที่มีต่อน้องสาว”
ภวัตเปิดประตูห้องเข้าไป ดารกากำมือแน่น
ภาพอสูรร้ายตัวพ่อปรากฏขึ้นลางๆ
“อย่าใจอ่อน ดารกา”
“พี่ภวัตรักคนอื่น” ดารกาพูดกับอสูร
“ฆ่ามันสิ ฆ่าให้หายแค้น ฆ่ามัน”
สีหน้าดารกาเกรี้ยวกราดนัยน์ตาเป็นสีเขียว น่ากลัว ขณะจับลูกบิดประตู

ภวัตเดินมาทรุดตัวลงนั่งบนเตียงแนนนี่ ภวัตมองไปโดยรอบ ด้วยสีหน้าแววตาเจ็บปวด จนมาหยุดที่รูปแนนนี่ หยิบมาดู “แนนนี่ อย่าเป็นอะไรไปนะ รอให้พี่บอกรักแนนนี่ก่อน ทุกครั้งแนนนี่จะเป็นคนบังคับให้พี่พูด ถ้าแนนนี่กลับมาได้ พี่จะบอกรักแนนนี่โดยที่ไม่ต้องบังคับเลย”
ภวัตพูดพร่ำออกมาด้วยสีหน้าแววตาเจ็บปวด

ที่ด้านนอกดารกา กำลังต่อสู้กับความรู้สึก 2 อย่าง ซึ่งห้ำหั่นกันอยู่ภายใน
มือดารกาจะเปิด ไม่เปิด ดารกา และอสูรร้ายจอมทำลายล้าง ต่อสู้กัน
“เข้าไปฆ่ามัน ดารกา มันจะได้เสริมพลังให้เจ้าเมื่ออายุครบ 22 ปี ฆ่ามัน”
ดูไม่ออกว่าดารกาจะเปิดหรือไม่เปิด
และที่สุดเหมือว่าจะเปิดเข้าไป จู่ๆ แสงสว่างรุ่งเรืองจากห้องพระกระจายออกมา อสูรร้ายร้องลั่น แล้วหายไปด้วยความหวาดกลัว ส่วนดารกาหมดสติลง ธานีขึ้นมาตามพอดี
“น้องดา ! น้องดาเป็นอะไร”
ธานีอุ้มดาเดินลงไป

ที่นครเวทมนตร์ ดวงดาวใหญ่น้อยบนท้องฟ้านครเวทมนตร์
- รับตัวปราสาทสวยงามตั้งอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์กระจ่าง (ยังไม่ 15 ค่ำดี)
- รับภาพภายในคุกแนนนี่นั่งกอดเข่าพิงผนัง สีหน้าแววตาดูว้าเหว่
แนนยายจ๋า ... คุณแม่ ..... พี่ภวัต ชาตินี้เราคงไม่ได้พบกันอีกแล้ว
มีเสียงไขกุญแจประตู แนนนี่รีบลุกขึ้นทันที ประตูเปิดออก ผู้นำแม่มด และบริวารเดินเข้ามาพร้อมด้วยบาบาร่า
“จะยอมรับหรือยังว่าเป็นอสูร” ท่านผู้นำถาม
“แนนนี่เป็นแม่มด แล้วจะให้ยอมรับว่าเป็นอสูรได้ยังไงเจ้าคะ”
“มุสา ปากแข็ง เจ้านั่นแหละเป็นอสูร แล้วข้าเป็นผู้จับเจ้าได้” บาบาร่าขึ้นเสียง
“บาบาร่า” ผู้นำแม่มดเรียกเป็นเชิงเตือน
“เจ้าค่ะ” บาบาร่าเสียงอ่อย เจ้าค่ะ
“อสูรน้อย บอกมา ว่าใครเป็นผู้เลี้ยงดูเจ้า”
บาบาร่ารีบตอบ “ก็ทา...”
แนนนี่มองหน้าบาบาร่า “คนที่เลี้ยงดูกับคนที่รู้แล้วไม่บอกใคร เพราะต้องการความดีความชอบคนเดียว ... ใครจะผิดมากกว่ากันเจ้าคะ ท่านผู้นำ”
บาบาร่าอึ้งไป
“ผิดทั้ง 2 คนนั่นแหละ พวกมันเป็นใคร”
บาบาร่าทำทีเป็นกระแอมกระไอส่งสัญญาณไม่ให้แนนนี่พูด
“แนนนี่บอกได้แต่ว่าแนนนี่ไม่ใช่อสูร”
“ปากแข็งนัก” ผู้นำแม่มดเว้นนิด “มะรืนนี้พระจันทร์เต็มดวง ... เราจะกำจัดเจ้า”
พูดจบท่าผู้นำเดินออกไป ทุกคนตาม บาบาร่าหันมามองแว่บหนึ่งก่อนประตูจะปิด แนนนี่พยายามใช้คาถาเพื่อจะพังประตูออกไป คาถาหายตัว แต่ก็ไม่สำเร็จ แนนนี่เอนตัวพิงผนัง แล้วค่อยๆ เลื่อนลงมานั่งร้องไห้

เวลาเดียวกันทาฮิร่ายืนเหม่อมองออกไปที่ภายนอก เห็นยอดหอคอยสูงเสียดฟ้า
“จะเอายังไงดีครับ คุณยาย”
“ฉันก็อับจนปัญญาเหมือนกัน”
มีเสียงเคาะประตูเบาๆ
“ใครมา”
“พนันได้เลยว่าป้าขนตาปลิว เวรก๊ำ .. เวรกรรม”
ทาฮิร่าทำมือ ประตูเปิดออก บาบาร่าและไทเกอร์เดินเข้ามา หน้าตาระรื่น
“นั่นไง” ชิกเก้นบอก
“ฉันมีข่าวดีมาบอกจ้ะ วันมะรืนนี้อสูรแนนนี่จะถูกกำจัดแล้ว”
“บาบาร่า เธอต้องช่วยแนนนี่ แนนนี่ไม่ใช่อสูร”
“ถ้าแนนนี่ไม่ใช่อสูรแล้วใครจะเป็น”
“ฉันก็ไม่รู้...อาจจะเป็น...”
“อย่าเอ่ยชื่อดารกาเด็ดขาด เด็กสาวคนนั้นบริสุทธิ์ใสซื่อราวกับน้ำค้าง”
“มันอาจจะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้น และก่อนจะกล่าวหาใคร เราต้องหาหลักฐานพิสูจน์ก่อน”
“นางก็พูดจาไม่ไร้สาระเป็นเหมือนกัน” ชิกเก้นว่า
“เขาพิสูจน์แล้ว” บาบาร่าบอก
“ยังไง” ทาฮิร่าสงสัย
“เออน่า ! เอาเป็นว่าพิสูจน์แล้วละกัน แล้วเธอกับไอ้ชิกเก้นก็ไม่ควรเข้ามาขัดขวางกระบวนการยุติธรรม”
“ได้ยินแล้วใช่มั้ย ชิกเก้น” ไทเกอร์พูดขู่
“ไปล่ะ จันทราสวัสดิ์”
บาบาร่าและไทเกอร์เดินออกไป

ดึกมากแล้ว ปัทมนชำเลืองดูดารกาซึ่งนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง แล้วค่อยๆ ลุกขึ้น หันมาทางผาด
“ผาดคอยดูน้องดาไว้นะ ฉันจะไปสวดมนตร์”
“ค่ะ”
ปัทมนเดินออกไป ดารกาหรี่ตามองตาม

พระพุทธรูปองค์ประธานในห้องพระส่องแสงดูสว่างเรืองรอง ประตูเปิดออก ปัทเดินมาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าลง แล้วก้มกราบ ปัทมนเงยหน้ามองพระพุทธรูป ด้วยสีหน้าแววตาที่ทุกข์หนัก
ผาดเอนตัวลงนอน
“น้าผาด”
“คุณดาไม่ได้หลับหรอกหรือคะ”
“น้องดาไม่เคยหลับหรอก ขอถามอะไรหน่อย ทำไมคุณแม่ถึงได้ชอบสวดมนตร์นัก”
“เพราะสวดแล้วสบายใจมั้งคะ อำนาจพระพุทธคุณจะปกป้องคุ้มครองคุณดา แล้วก็ทุกคนจากสิ่งชั่วร้าย”
ดารกาผุดยิ้มเยือกเย็นออกมาขณะถาม “แล้วถ้าน้องดาเป็นสิ่งชั่วร้ายเสียเองล่ะ”
ผาดสะดุ้ง “ฮื้อ ! … คุณดาละก็”
ดารกาลงนอน...ดวงตาจับจ้องมองเพดานขณะพูด “สิ่งชั่วร้ายอาจจะแฝงอยู่ทุกๆ ที่ โดยที่เราไม่รู้ตัว”
ผาดชำเลืองมองด้วยสีหน้าแววตาไม่ไว้ใจ
“น้าผาดกลัวน้องดาหรือจ้ะ”
“เปล่า เปล่านี่คะ คุณดาเป็นคนดี น้าผาดจะต้องกลัวทำไม”
ดารกาหัวเราะเสียงเย็น แล้วพลิกตัวหันหลังให้
ผาดมองเห็น แล้วเบิกตากว้าง ยกมืออุดปากไม่ให้มีเสียงหลุดออกมา เมื่อเห็นหางโผล่ออกมา กำลังแกว่งไกว ไปมา
ผาดขยี้ตาแล้วมองใหม่ ถอนใจอย่างโล่งอก เมื่อทุกอย่างกลับเป็นปกติ
“สงสัยจะตาฝาด”

ที่ด้านล่างพรยกข้าวต้มมาเสิร์ฟให้สมาชิกที่รวมตัวกันอยู่
“โอ๊ย ! เกล้ากินไม่ลงหรอก” รัดเกล้าเอ่ยขึ้น
“นิดหน่อยก็ยังดีนะคะ” พรคะยั้นคะยอ
“ทำไมป่านนี้ยังไม่มีใครติดต่อมาเลย” ปีเตอร์บ่น
“นายคิดว่าใครจะติดต่อมาล่ะ” ธานีถามกลับ
“ปีเตอร์คิดว่าน่าจะเป็นโจรเรียกค่าไถ่ มันเรียกเท่าไหร่ ปีเตอร์จะจ่ายให้หมด”
“เงินไม่ใช่คำตอบเสมอไปหรอกโดยเฉพาะในกรณีนี้” ภวัตว่า
“กลับไปเถอะปีเตอร์ ดึกแล้ว” รัดเกล้าเอ่ยขึ้น
“ปีเตอร์เป็นห่วงแนนนี่ ถึงกลับไปปีเตอร์ก็คงนอนไม่หลับ”
“งั้นก็ตามใจ” รัดเกล้าหันมาทางภวัต “เกล้าจะขึ้นไปสวดมนตร์กับคุณอาปัทดีกว่า”
“ดีแล้วลูก” จักรวาลบอก
รัดเกล้าเดินขึ้นไป
พรหันมามองอิงอรซึ่งนอนหลับสนิทตลอด “พรปลุกให้กลับไปนอนบ้านดีไหมคะ”
“ไม่ต้องหรอก ปล่อยให้แกนอนให้สบายเถอะ อุตส่าห์มีน้ำใจมาอยู่เป็นเพื่อน” ธานีบอก
ภวัตลุกขึ้น เดินออกไปข้างนอก ทุกคนมองตามอย่างเข้าใจความรู้สึก
ทางด้านปัทมนกับรัดเกล้า กำลังนั่งสวดมนตร์อยู่ด้วยกัน

ส่วนที่นครเวทมนตร์เวลาเดียวกัน ทาฮิร่ากับชิกเก้นขี่ไม้กวาดมาร่อนลงตรงด้านบนหอคอยที่คุมขังแนนนี่!!

ยังมีต่อ***อ่านต่อตอนจบบริบูรณ์ ในเวลา 7.00 น.




อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 22
อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 22
ดารกาเดินกลับเข้ามาในห้อง หยุดยืนอยู่ตรงกลางห้องด้วยสีหน้าหงุดหงิด “ใคร ! ใครบังอาจหลอกข้า” ดารกาหันไปทางกระจก เห็นเงากระจกสะท้อนกลับมาเป็นอสูรสดับ “พ่อบอกแล้วว่าได้กลิ่นแม่มด” “หมายความว่ามีแม่มดมาเพ่นพ่านอยู่ที่นี่” ดารกาอึ้ง “ลูกก็ต้องพอจะเดาออกแล้วว่ามันเป็นใคร...และไม่ได้มีตนเดียว พวกมันพากันเข้าเมืองมนุษย์เพื่อตามหาลูก” ภาพอสูรเลือนหายกลายเป็นเงาดารกาสะท้อนออกมา สีหน้าดูถมึงทึงน่ากลัว ภวัตนั่งดูอินเตอร์เน็ต เกี่ยวกับข่าวสารความเคลื่อนไหวทางการแพทย์ แนนนี่ปรากฏตัวขึ้น นั่งบนโต๊ะทำงานภวัต ภวัตกำลังเพลินๆ ตกใจจนแทบตกเก้าอี้ “แนนนี่” “สวัสดียามดึกค่ะ พี่ภวัต” ภวัตยังมีท่าทีลังเล “นี่เธอหายแล้วหรือ” “ด้วยฤทธิ์ยาของคุณยายค่ะ คุณยายได้ปรุงยาโดยใช้หนอนกระสือ 10 ตัว.....”
กำลังโหลดความคิดเห็น...