xs
xsm
sm
md
lg

ต้มยำลำซิ่ง ตอนที่ 19

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ต้มยำลำซิ่ง ตอนที่ 19 (ต่อ)


รุ้งระวีนั่งอยู่ลำพังในห้อง กดเอวตัวเองเพราะความหิว
 
“โอย หิว เมื่อกี้ไม่น่าหยิ่งเลยเรา”
ขณะเดียวกันนั้นมีเสียงกุกกักอยู่ที่หน้าต่าง
“ใครน่ะ”
เมื่อไปดูที่หน้าต่าง พบว่าเป็นส้มป่อย
“ส้ม”
“ค่ะพี่รุ้ง ส้มเอง”
“ส้ม ช่วยพี่หนีออกไปที”
“ส้มทำไม่ได้ค่ะ ส้มไม่มีกุญแจ”
“งั้นไปตามใครมาก็ได้ มาช่วยพี่”
“ไม่ได้ค่ะ นายสั่งไว้”
“โธ่ แล้วจะขังพี่ไว้อย่างนี้เหรอ”
“พี่รุ้งทนไปก่อนนะคะ อีกแค่วันสองวันเอง นี่ค่ะ ส้มเอาของกินมาให้พี่ นี่ค่ะข้าวเหนียวไก่ย่าง”
ส้มป่อยส่งอาหารที่ใส่กล่องอย่างดี พร้อมด้วยช้อนส้อมและขวดน้ำให้ รุ้งระวีรับมา
“กำลังหิวเลย”
“น้ำแจ่ว ฝีมือป้าแสงนะคะพี่รุ้ง รับรองอร่อยเด็ด”
แสงหล้าแอบอยู่มุมหนึ่งของกระท่อมมองรุ้งระวีที่เริ่มกินข้าวเหนียว
“ป้าแสงนี่เป็นใคร ได้ยินชื่อหลายหนแล้วไม่เคยเห็นหน้าเสียที”
“ป้าแสงเป็นคนครัวคนใหม่ค่ะ เป็นแฟนคลับพี่รุ้งด้วย”
แสงหล้าแอบฟังอยู่ ใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ไม่อยากให้ส้มป่อยพูดมากไปกว่านี้
“ป้าแสงก็มาด้วยค่ะ หลบมุมอยู่”
รุ้งระวีกินไก่ย่าง
“อืมม์ ไก่ย่างอร่อยจริงๆ น้ำแจ่วก็เด็ด ไปเรียกป้ามาหน่อย พี่จะขอบคุณ”
“ค่ะ”
ส้มป่อยกลับมาหาแสงหล้า
“ป้า ไปหาพี่รุ้งเร็ว พี่รุ้งอยากเจอ”
“ไม่ได้หรอกส้ม เรารีบกลับเถอะ ป้ากลัวคุณทูนจับได้”
“นายกลับไปแล้ว ไม่มาหรอกน่า ไปทักพี่รุ้งก่อนนะ”
“ไม่ได้ นี่ป้าได้ยินเสียงรถน่ะ เหมือนจะมีคนมา ป้าว่าคุณทูนแน่ๆเลย”
“ว้าย จริงเหรอป้า งั้นเผ่น”
ส้มป่อย วิ่งนำไปที่จักรยานที่ซ่อนไว้ แสงหล้าโล่งอก นั่งจักรยานซ้อนท้ายจากไป

หนานและคูนแว่บออกมาจากร้าน ไม่รู้ว่า อินทรและมะปรางตามมา หนานถอนใจ
“เกือบไปแล้วนะแก”
“นั่นซี”
อินทรที่แอบตามาถามขึ้น
“เกือบอะไรครับพี่หนาน พี่คูน”
ทั้งสองสะดุ้ง หนานอึกอัก
“ไม่มีอะไร”
อินทรมองหน้า
“ต้องมีแน่ๆ หน้าตามีพิรุธแบบนี้ ผมสงสัยตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว พี่สองคนเอารถตู้ไปไหนกับพี่ทูน หายไปตั้งแต่เย็น”
คูนนิ่งไปนิดก่อนจะโกหก
“คือเราไปหาอะไรกินที่นอกเมืองน่ะ”
มะปรางไม่เชื่อ
“ไม่ใช่หรอก ไปคอนเสิร์ตพี่รุ้ง แล้วลักพาตัวพี่รุ้งมาใช่ไหมคะ”
หนานหลบตาก่อนจะปฏิเสธเสียงแข็ง
“โธ่คิดได้ ลักพาตัว ทำไม่เป็น”
“ชุดเสื้อคลุมที่พี่รุ้งทิ้งไว้ มีรอยกระชากค่ะ แสดงว่าต้องมีคนบังคับพี่รุ้งออกมาแน่ๆ อีกอย่างตรงที่พี่รุ้งออกมาที่ลานจอดรถ กล้องวงจรปิดตรงนั้น มีคนเอาผ้าไปปิดไว้”
อินทรจ้องหน้าคาดคั้น
“ตกลงทำเป็นแน่ๆ มืออาชีพเสียด้วย มีอะไรจะแก้ตัวไหม”
หนานและคูนมองหน้ากัน เกือบจะหลุดปากบอกความจริง แต่ทันใดนั้นมีเสียงเอะอะของทูนอินทร์ดังมาจากในร้าน คูนรีบบอก
“นายมาแล้ว”
ทั้งสี่กลับเข้าร้านไป เห็นทูนอินทร์กำลังเอะอะกับจี่หอย
“เจ๊ไปเอามาจากไหน ลักพาตัวยายลูกครึ่งน่ะเหรอ ผมจะไปลักพาตัวมาทำไม”
หนานและคูนยิ้มออก จี่หอยมองหน้าทูนอินทร์
“ไม่รู้เหรอคะ คุณอาจจะแค้นยายรุ้ง จนลักพาตัวไปเก็บไว้ที่เซฟเฮาส์สักแห่งก็ได้”
“เจ๊ดูละครน้ำเน่ามากเกินไปแล้วละครับ ถ้าผมจะลักพาตัวยายลูกครึ่ง โน่น ผมเอาไปปล่อยเกาะร้างโน่น ไม่มาเอามาเข้าบ้านผมให้เสื่อมเสียเกียรติหรอก”
“คุณทูน นี่คุณเกลียดโกรธอะไรยายรุ้งนักหนานะ”
“เจ๊ยังไม่รู้ความจริงใช่ไหม”
จี่หอยงงๆ
“ความจริงอะไรคะ”
“ยายรุ้งกับเจ้าอิทธิขโมยเพลงของผมไปร้อง”
จี่หอยตะลึง
“อกแตก ! เพลงอะไรคะ”
ทูนอินทร์หัวเสียจนไม่อยากพูด เมธเลยตอบแทน
“เพลง ต้มยำลำเพลินน่ะ ที่จริงแล้วคือเพลง ต้มยำลำซิ่ง ของทูน”
“ลมชัก เรื่องจริงเหรอคะเนี่ย”
จี่หอยกับมะปรางมองหน้ากัน
“คุณทรก็ไม่บอกปรางเลย”
“บอกใครไม่ได้หรอกครับ เพราะเรากำลังจะยื่นเรื่องฟ้องศาลอยู่”
ทูนอินทร์ยิ้มมุมปากเหยียดๆ
“ไงล่ะ สมควรจะให้ผมเกลียดยายนี่เข้าไส้ไหม ที่มาทำแสนดีกับผมก็เพราะจะขโมยเพลงของผมนั่นแหละ ยายฟ้าใสว่าร้ายเล้ว ยายลูกครึ่งนี่ร้ายกว่า”
จี่หอยไม่เชื่อว่ารุ้งระวีจะเป็นคนทำเอง
“คุณทูนคะ หอยขอเอาชื่อเสียง และคุณค่าของตัวเองเป็นประกัน เรื่องนี้รุ้งไม่รู้ไม่เห็นอะไรด้วยเลยจริงๆนะคะ”
มะปรางยืนยันอีกคน
“ปรางยืนยันด้วยคนค่ะ พี่รุ้งเคยถามคุณอิทธิว่าเป็นเพลงของใคร พี่รุ้งไม่รู้จริงๆค่ะ”
ทุกคนมองหน้ากัน ทูนอินทร์เจื่อนๆไป
ทูนอินทร์ขับรถมาจอดหน้ากระท่อม รุ้งระวีนอนเคลิ้มๆอยู่ที่โซฟา ได้ยินเสียงรถ รีบลุกพรวดขึ้น มองไปรอบห้องเห็นกล่องอาหารและน้ำดื่มยังวางที่โต๊ะ เธอรีบเก็บใส่ถุง หยิบส้อมมาซ่อนไว้ใต้โซฟา แล้วเอาถุงใส่อาหารไปแอบซุกไว้ในห้องน้ำ จากนั้นยีผมให้ยุ่งไปทั้งหัว
ทูนอินทร์ไขกุญแจเข้ามาถือถุงอาหารมาด้วย เขาเข้ามาในห้องพบว่ารุ้งระวีนอนหลับตากุมท้องอยู่ ผมยุ่งปิดหน้าปิดตา ทูนอินทร์ตกใจเล็กน้อย เดินมาดู
“โอย เจ็บท้อง โอย”
“รุ้ง”
ทูนอินทร์ลงนั่งดูอาการ รุ้งระวีครวญคราง
“โอย”
“เป็นอะไรรึเปล่า ฉันเอาของกินมาให้แล้ว”
“ไม่กิน เจ็บท้อง จะอาเจียน”
“ลุกนั่งไหวไหม”
ทูนอินทร์ค่อยๆประคองเธอลุกนั่ง รุ้งระวีครางอย่างเจ็บปวด
“ฉันเป็นโรคกระเพาะ กินอาหารผิดเวลาจะเป็นอย่างนี้ทุกครั้ง ต้องทานยาถึงจะหาย”
“งั้นรอก่อน เดี่ยวฉันไปเอามามาให้”
เขาลุกจะออกจากห้อง เธอแอบยิ้ม ทูนอินทร์เดินมาหยุดที่ประตูแล้วได้กลิ่นอะไรบางอย่าง
“เอ๊ะ เดี๋ยว อะไรน่ะ”
“อะไรเหรอคะ”
ทูนอินทร์เดินกลับมาหาแล้วลงนั่งข้างๆ เธอรีบทำป่วยแต่ตัวเริ่มเกร็ง ทูนอินทร์ยื่นหน้ามาใกล้แล้วทำท่าเหมือนอาทรเต็มที
“รุ้ง เจ็บท้องมากไหมครับ”
“มากค่ะ ช่วยด้วยค่ะคุณทูน”
ทูนอินทร์สูดดมกลิ่นเต็มที่ลุกพรวดขึ้นชี้หน้า
“ยายขี้โกง”
รุ้งระวีทำเป็นระทวย
“ขี้โกงอะไรคะ”
“กลิ่นไก่ย่างออกมาจากปากหึ่งเลย ไปเอาไก่ย่างที่ไหนมากิน”
“คุณทูน ไก่ย่างที่ไหนคะ ฉันยังไม่ได้ทานอะไรเลย”
“ยายโกหก นอกจากกลิ่นไก่ย่างแล้ว กลิ่นน้ำแจ่วก็หึ่งเหมือนกัน”
“ฉันเจ็บจะตายอยู่แล้ว คุณยังจะหาเรื่องฉันอีกเหรอ”
“เธอต้องซ่อนของกินไว้แน่ๆ อยู่ที่ไหน”
ทูนอินทร์สูดดมฟุดฟิดเดินไปที่ห้องน้ำ เปิดประตูออก รุ้งระวีหน้าเสียสักครู่เขาก็หยิบถุงอาหารออกมา
“นี่ไง”
รุ้งระวีเปลี่ยนท่าทีเป็นเชิ่ดทันที
“ใครเอามาให้”
“สมุนฉันเยอะ ไม่ต้องรู้หรอก”
“ไม่ต้องบอกฉันก็พอรู้ เสแสร้งเก่งนักนะ ทำสำออยเนียนมาก ฉันเกือบเชื่อแล้ว”
“ช่วยไม่ได้ ฉันต้องทำเพื่อความอยู่รอด”
“อ้อ ก็เลยใช้วิชามาร หลอกขโมยเพลงของฉันไปอย่างหน้าไม่อาย”
รุ้งระวีชักฉุน
“นี่คุณ อย่าเหมารวมซี มันไม่เกี่ยวกัน บอกแล้วเรื่องเพลงของคุณฉันไม่รู้เห็นด้วย”
“เข้าใจเนียนนะ เธอบอกเจ๊หอยกับมะปรางแบบนี้ด้วยใช่ไหม ทำเป็นไม่รู้ว่าใครเป็นคนแต่ง จนสองคนนั่นเชื่อว่าเธอใสซื่อบริสุทธิ์จริงๆ”
“คุณนี่มันพาลแท้ๆเลยนะ ไม่ฟังเหตุผลอะไรเลย โกรธที่ถูกขโมยเพลงไป แต่กลับมาพาลใส่ฉันเอ้า อยากเชื่อก็ตามใจว่าฉันขโมยฉันไม่แก้ตัวอะไรแล้ว”
“เพราะแก้ตัวไม่ขึ้นไง ยายขี้โกง”
รุ้งระวีสวนทันควัน
“เพราะนายไม่ฟังเหตุหลต่างหาก นายงี่เง่า”
ทูนอินทร์ฮึดฮัดเพราะความโกรธ คว้าถุงอาหารและไก่ย่างไป
“จะเอาไปไหน ฉันยังกินไม่อิ่ม”
“ไม่ต้องกิน ฉันพาเธอมาทรมาน ไม่ใช่มาปิกนิก”
ทูนอินทร์ออกจากกระท่อม แล้วล็อคไว้ รุ้งระวีวิ่งมาที่ประตูทุบอย่างแรง
“ทุเรศ งี่เง่า เสียแรงที่ฉันเคย...”
รุ้งระวีเศร้าสลดลง หน้าแนบประตู ทูนอินทร์ฟังอยู่นอกประตู หน้าใกล้ประตูเช่นกัน
“เคยอะไร”
“เคยรักและไว้ใจคุณ”
ทูนอินทร์นิ่งอึ้งไปแล้วรีบผละไปทันที รุ้งระวีพิงประตูทอดถอนใจ

จี่หอยกับมะปราง ฟังเดโมเพลงต้มยำลำซิ่ง อยู่ในห้องทำงาน อินทรนั่งอยู่ด้วย จี่หอยหน้าตื่น
“ลมชัก นี่มันเพลงเดียวกันเลยนี่คะ”
“ถึงว่าไงครับว่าเพลงเราถูกก็อปไปทั้งดุ้น”
มะปรางเข้าใจได้ทันที
“งั้นซี คุณทูนถึงโกรธขนาดนี้”
“แต่จริงๆนะ รุ้งไม่เกี่ยวข้องกันการขโมยเพลงแน่นอน ยืนยันและฟันธง”
อินทรถอนใจ
“ผมก็คิดอย่างนั้นละครับ พี่รุ้งไม่ใช่คนแบบยายฟ้าใส”
มะปรางกังวลใจ
“แล้วจะทำยังไงให้คุณทูนเชื่อว่ารุ้งไม่ได้เป็นคนขโมยละคะ”
“ตอนนี้ไม่มีทางหรอกครับ อคติเต็มๆแบบนั้น”
จี่หอยหน้าเครียดเป็นห่วงรุ้งระวี
“แล้วจะเอายังไงเรื่องรุ้ง ตามหาตัวได้ที่ไหน”
“ผมจะลองสืบดูครับ แต่ผมชักทะแม่ง ว่าพี่รุ้งคงอยู่ไม่ไกลจากที่นี่”
มะปรางรีบถามอย่างร้อนใจ
“แล้วอยู่ที่ไหนคะ”
อินทรนิ่งคิด
“อาจจะมีการลักพาตัวเกิดขึ้นจริงๆก็ได้”
มะปรางและจี่หอย มองหน้ากันอย่างมีความหวังขึ้นมา

ส้มป่อยแบมือให้ทูนอินทร์ใช้ไม้บรรทัดตีมือ โดยมีแสงหล้ายืนมองอยู่อย่างเสียวว่าจะโดนบ้าง ส้มป่อยสะอึกสะอื้น
“ไม่ต้องร้อง อะไรที่สั่งไม่เคยทำ แต่ชอบทำไอ้ที่ไม่ได้สั่ง”
ทูนอินทร์ตีอีกสองที ส้มป่อยกุมมือแล้วถูกกันด้วยความเจ็บ
“บอกมา ทำไมถึงเอาของกินไปให้ยายลูกครึ่ง”
“ส้มไม่ได้ทำเองนะคะ ป้าแสงค่ะ ป้าแสงเขายุยงส้ม”
แสงหล้าหน้าเหวอ
“อ้าว”
“ทำไมป้า ทำไมไปยุยงยายส้ม”
“เออ” แสงหล้าค้อนส้มป่อย “ก็คุณรุ้งเขาน่าสงสารนี่คะ คุณให้เขาอดอาหารทั้งครึ่งค่อนวัน ป้าก็เลยเอาอาหารไปให้”
“ไม่ต้องยุ่งเลยนะป้า ผมจับแม่นั่นมาเพื่อให้ยอมรับสารภาพว่าขโมยเพลงผมไป ถ้าไม่ยอมรับผมจะทรมานเสียให้เข็ด แล้วอดข้าวแค่มื้อเดียวไม่ถึงกับตายหรอก”
“คุณทูนคะ คุณรุ้งไม่ได้ขโมยเพลงคุณหรอกค่ะ”
ทูนอินทร์มองแสงหล้า
“ป้ารู้ได้ยังไง”
“รู้ค่ะ คนดีอย่างคุณรุ้งไม่เคยโกงใคร อีกอย่างคุณรุ้งไม่ทำกับคนที่เขารักแบบนี้แน่นอน”
แสงหล้าพูดจี้ใจดำ ทูนอินทร์สะเทือนใจวูบขึ้นมา
“ป้าอย่าพูดคำนี้อีกนะ ยายนั่นไม่ได้รักผม”
“รุ้งรักคุณค่ะ”
ทูนอินทร์ส่งสายตาดุ
“ป้า”
แสงหล้าหลบตาลงต่ำ ไม่เถียงอีก
“ป้าเป็นแค่แฟนคลับจะไปรู้อะไร ต่อไปนี้ห้ามไปช่วยเหลืออะไรยายลูกครึ่งอีก ไม่งั้นผมไล่ป้าออกจริง ๆ”
แสงหล้าถอนใจ ทูนอินทร์ออกจากห้องไป ส้มป่อยเช็ดน้ำตาสูดจมูก แสงหล้าเข้าไปปลอบ
“ส้ม เจ็บมากไหม”
ส้มป่อยเลิกสำออยทันที
“เจ็บเจิบอะไรกันล่ะป้า แค่แสบๆ คันๆ”
“อ้าว ก็เห็นร้องไห้เหมือนจะเป็นจะตาย”
“แอ็คติ้งค่ะป้า ยิ่งร้องนายทูนยิ่งตีเบา ฮิฮิ”
“ดีนะ มาโทษป้าคนเดียว”
“แหม ไม่โทษป้า หนูก็โดนตีตาย ป้าคะ หนูไหว้ค่ะ”
“ไหว้ทำไมส้ม”
“ป้ากล้าหาญมากค่ะ ที่พูดกับนายทูนแบบนั้น แล้วที่ป้ายืนยันว่าพี่รุ้งเป็นคนดีเหมือนกับป้ารู้จักพี่รุ้งมาแต่อ้อนแต่ออกอย่างนั้น”
“ก็ทำนองนั้นละส้ม”
แสงหล้ายิ้มเศร้าๆ แล้วแยกไป
“ป้าแสงขา ป้าไม่ได้แปลกแค่ใบหน้าและโหนกแก้มเท่านั้น แต่นิสัยยังแปลกอีกด้วย ป้าทำให้หนูชักกลัวแล้วนะคะ ไหว้อีกทีค่ะ” ส้มป่อยมองแสงอย่างฉงนงงงัน

ทูนอินทร์เดินออกมาหน้าบ้าน ครุ่นคิดถึงสิ่งที่แสงหล้าพูด เขาเดินมาที่รถถอนใจแล้วตัดสินใจกลับไปในบ้าน ป้าแป๋วเดินมาหน้าห้องครัว ได้ยินเสียงกุกกัก
“ใครน่ะ”
ป้าแป๋วเข้าไปในห้องครัวพบว่าทูนอินทร์ กำลังเลือกอาหารแห้งจากตู้ใส่ถุง
“อุ๊ย นายคะ ทำอะไร”
ทูนอินทร์สะดุ้งนิดๆ
“อ๋อ เปล่า จะเอาของพวกนี้ไปบริจาคน่ะ”
ป้าแป๋วแปลกใจ
“บริจาคใครคะ”
“เด็กยากไร้ ป้าไม่ต้องบอกใครนะ”
“ค่ะ ค่ะ”
ทูนอินทร์รีบออกจากครัวไปทันที ป้าแป๋วครุ่นคิด
“แถวนี้มีเด็กยากไร้ที่ไหนหว่า”

ทูนอินทร์เปิดประตูเข้ามาพร้อมถุงอาหารแห้งพบว่ารุ้งระวีนั่งซึมมองไปนอกหน้าต่าง เขาวางถุงอาหารลงตรงหน้า เธอมองอย่างหมดอาลัย
“อะไรน่ะ”
“ฉันสงสาร เลยเอาของกินมาให้”
“เอากลับไปเถอะ ฉันกินไม่ลงแล้ว”
“เมื่อชั่วโมงที่แล้วบอกว่ายังกินไม่อิ่ม ตอนนี้กินอะไรไม่ลงขึ้นมาเสียแล้ว ผู้หญิงนะผู้หญิง เปลี่ยนใจได้วันละร้อยหน มารยาสาไถยจริงๆ”
รุ้งระวีจับท้องหน้าเศร้า
“ฉันไม่ได้มารยา ที่ฉันกินไม่ลงเพราะ...”
รุ้งระวีนิ่งไป ทูนอินทร์มองหน้า
“อะไร”
“ฉันยังไม่ได้ถ่ายทุกข์”
ทูนอินทร์หน้าเหวอไป
“อ้าว ห้องน้ำก็มี ทำไมไม่เข้า”
“เข้าไปดูซี กดน้ำไม่ได้”
ทูนอินทร์มองอย่างไม่ไว้ใจนักก่อนที่จะเข้าห้องน้ำ รุ้งระวีค่อยๆเอื้อมมือไปหยิบส้อมที่ซ่อนไว้ ทูนเข้ามาในห้องน้ำ แล้วลองกดชักโครกดู พบว่าน้ำไหลเป็นปรกติ
“น้ำไหลเป็นปรกติ”
รุ้งระวีผลักทูนอินทร์กระเด็นไปติดผนัง
“โอ๊ย”
รุ้งระวีเอาส้อมขู่ที่คอ
“หลอกกันอีกแล้วใช่ไหม”
“ใช่ ต้องมารยานี่แหละนายถึงจะเชื่อฉัน”
“ยอมรับแล้วซี ที่ผ่านมามารยาทั้งนั้น”
“แล้วแต่จะคิด เอากุญแจมาให้ฉัน อยู่ไหน”
“อยู่ในที่ลับ”
“ที่ลับอะไร”
“ในกางเกง อยากได้ก็ต้องล้วงเอา”
ทูนอินทร์ชี้มั่วๆไปที่เป้ากางเกง รุ้งระวีสะดุ้ง
“บ้าแล้ว เอากุญแจไปใส่เป้ากางเกงเหรอแล้วมันไม่ครูด อุ๊ย ไม่พูด อุบาทว์”
ทูนอินทร์เซ็งเลย
“ฉันหมายถึงอยู่ในกระเป๋ากางเกง”
รุ้งระวีจับที่กระเป๋ากางเกง พบว่ามีกุญแจใส่อยู่จริง
“หยิบออกมา”
“ล้วงเองไม่ดีกว่าเหรอ”
“อย่ามาทุเรศกับฉัน หยิบออกมา ไม่งั้นจิ้มเป้ามิดส้อมเลยนะ”
ทูนอินทร์สะดุ้ง หยิบกุญแจออกมาแต่โดยดี รุ้งระวีรับกุญแจมายิ้มย่ามใจ
“ทีนี้ถึงเวลาที่นายจะถูกขังบ้างละนะ”
รุ้งระวีออกมาจากห้องน้ำ แล้วปิดประตูห้องล็อกไว้ทันที ทูนเขย่าประตูแต่เปิดไม่ออก
“ขอให้มีความสุขกับกลิ่นส้วมนะนายงี่เง่า”
รุ้งระวีวิ่งออกจากห้องทันที

รุ้งระวีออกมาจากกระท่อม จะวิ่งออกถนนแล้งชะงัก
“ไปตามถนนไม่ได้ นายทูนขับรถตามมาแน่ๆ”
รุ้งระวีตัดสินใจวิ่งไปตามทางเลียบลำธาร ทูนเขย่าประตู แล้วทำหน้าเบื่อๆ
“เขย่าทำไมวะ กุญแจสำรองเราก็มี”
ทูนอินทร์หยิบกุญแจสำรองจากอีกกระเป๋าออกมาไขออกอย่างง่ายดาย แล้วรีบมาที่รถขับออกไปตามารุ้งระวีทันที
ครู่หนึ่ง อินทรและมะปรางขับรถมาจอดหน้ากระท่อม อินทรลงจากรถตะโกนเรียก
“พี่ทูน พี่ทูนครับ”
ประตูกระท่อมเปิดอยู่ ทั้งสองเข้าในกระท่อม เห็นถุงของแห้งวางอยู่ รวมทั้งถุงใส่เศษอาหารที่ทูนปัดกระจาย มะปรางเปิดถุงออกดูพบไก่ย่างและน้ำจิ้มแจ่ว และขวดน้ำที่เหลือ
“พี่ทูนครับ” อินทรเข้าไปดูในห้องน้ำ “ไม่อยู่ครับ”
“แต่มีเศษอาหารในกล่อง แสดงว่าต้องพาใครมาด้วยแน่ ๆ อุ๊ย”
มะปรางเห็นอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่หลังโซฟา เดินไปหยิบขึ้นมา พบว่าเป็นบรา อินทรมองอย่างสงสัย
“ของพี่รุ้งรึเปล่า”
มะปรางมั่นใจ
“พี่รุ้งใส่ยี่ห้อนี้แหละค่ะ”
“พี่ทูนนะพี่ทูน ก่อเรื่องอีกแล้ว ออกไปดูรอบๆดีกว่าครับ”
ทั้งสองออกจากกระท่อม

รุ้งระวีวิ่งเลียบลำธารมาเรื่อยๆ จนเหนื่อยหยุดหอบ แล้ววิ่งต่อไปอีกครู่นึงจึงตัดสินใจนั่งพักที่ตอไม้
“คงไม่ตามมาแล้วมั้ง เฮ้อ หิวน้ำจัง น่าจะหยิบขวดน้ำติดมาด้วย”
ทันใดนั้นมีมือยื่นขวดน้ำเข้ามาให้
“หยิบเผื่อมาให้แล้ว”
“ว้าย”
รุ้งระวีลุกพรวด มองทูนอินทร์ที่ยืนยิ้มกวนอยู่ตรงหน้า
“นายมาได้ยังไง”
“ขับรถมา ไม่ต้องวิ่งให้เหนื่อย รถจอดอยู่ถนนซอยด้านโน้นน่ะ”
“อย่าเข้ามาใกล้ฉันนะ ไม่งั้นร้องลั่นป่าเลย”
“ป่านี้มันที่ดินฉัน ลึกเข้าไปอีกหลายไร่ ร้องไปก็มีแต่ลิงกับชะนีเท่านั้นที่ได้ยิน”
รุ้งระวีหน้าเสียรีบเปลี่ยนมาขอร้องเขา
“ปล่อยฉันไปเถอะ ฉันไม่เอาเรื่องนายหรอก”
“เธอเอาเรื่องฉันไม่ได้อยู่แล้ว ฉันนี่แหละที่จะต้องเอาเรื่องเธอ ที่เธอคิดหนีแบบนี้ ฉันจะทรมานเธอให้หนักกว่าเดิมอีก คราวนี้จะให้อดข้าวอดน้ำสามวันสามคืน น้ำท่าไม่ต้องอาบ ถ่ายทุกข์ก็ไม่ต้องถ่ายให้อั้นเอาไว้จนกลิ่นระเหยออกมาทางผิวหนัง ดีไม๊”
“ฉันไม่นึกเลยนะว่านายจะวิปริตถึงขนาดนี้ เขาเรียกพวกวิปริตซาดิสม์”
ทูนอินทร์หัวเราะร่า
“ฮ่าฮ่า ใช่แล้ว”
ทูนอินทร์ทำหน้าหื่น เดินเข้ามาใกล้ รุ้งระวีถอยกรูดไปปะทะกับต้นไม้ เขาเอาแขนเท้ากับต้นไม้ล็อกเธอไว้
“ฉันนี่แหละวิปริตตัวพ่อ กลับไปนี่ ฉันจะให้เธอเล่นหนังเป็นนางเอก”
“หนังบ้าอะไร”
“หนังเอวีแบบญี่ปุ่นไง ชื่อว่า คลิป รุ้งระวีอิไต ฉันจะจับเธอแก้ผ้ามัดไว้แล้วชักรอกให้ลอยอยู่กลางอากาศ ให้ร้อง อิไต อิไต อิไต ได้อารมณ์ชะมัด”
รุ้งระวีมองเขาอย่างทุเรศเต็มที
“งั้นระงับอารมณ์สักหน่อยเถอะนะ”
รุ้งระวียกเข่ากระแทกหว่างขา ทูนอินทร์ตาเหลือกร้องลั่น เอามือกุม
“โอ๊ย!”
เธอผลักเขาเซไป แล้วตัดสินใจวิ่งข้ามลำธารไปทันที ทูนอินทร์พยายามตะโกนห้าม
“รุ้ง อย่าไป หินมันลื่น อูย เจ็บ”
รุ้งระวีไม่ฟังวิ่งไปบนลำธาร ฝ่าน้ำที่ค่อนข้างเชี่ยวไป ทูนอินทร์วิ่งขาถ่างรีบตามไป
“รุ้ง กลับมา”
รุ้งระวีพยายามฝ่าน้ำเชี่ยวข้ามลำธาร หินลื่นจนเซ หันมองเห็นเขาตามมาใกล้จะถึงตัว เธอเหยียบหินอีกก้อนแล้วเสียหลักร้องหวีดตกตู้มไปในน้ำ
“รุ้ง”
ทูนอินทร์ตกใจรีบกระโจนตามไป รุ้งระวีจะจมน้ำ ทูนอินทร์เข้าถึงตัวรวบร่างเธอไว้ได้
“จับตัวผมไว้แน่น ๆ”
“ปล่อยฉัน”
“อย่าทำเก่งไปเลยน่า เกือบจมน้ำแล้วรู้ไหม”
เขากอดเธอไว้แล้วลากมาที่ตลิ่ง ขณะเดียวกันนั้นเสียงอินทรดังมาแต่ไกล
“พี่ทูนครับ พี่ทูน”
รุ้งระวีได้ยินรีบตะโกนตอบ
“คุณทร”
ทูนอินทร์ตะปบปากของเธอไว้แน่น
“อย่าส่งเสียงนะ”
เขารีบพาเธอไปหลบอยู่มุมขอนไม้ริมตลิ่ง อินทรและมะปรางเดินผ่านมาอยู่เหนือหัว
“พี่ทูน”
“คงไม่อยู่แถวนี้หรอกค่ะ ไปหาด้านนู้นดีกว่า”
อินทรและมะปรางเดินกลับไปที่กระท่อม
“อย่าร้องนะ”
ทูนอินทร์ปล่อยมือ เธอรีบผละจากเขาทันที
“อย่ามาแตะต้องตัวฉัน”
“ไม่ได้อยากแตะหรอก แต่เห็นกำลังจมน้ำ เลยเข้ามาช่วย ไม่อยากให้มาจมน้ำตายในไร่ของฉัน ขึ้นมาก่อน”
ทูนอินทร์ดึงขึ้นฝั่ง แต่เธอเซลื่นเขารวบร่างไว้ได้ ทั้งสองมองหน้ากันครู่หนึ่ง ก่อนที่รุ้งระวีจะผละออก
“ไม่ปล่อยให้ฉันตายไปเลยล่ะ จะได้หายแค้น”
“มันเร็วไป ต้องทรมานเธอก่อน ให้สมกับที่เธอทำกับฉันแสบสันต์ ถามจริงๆเถอะ ไปปรึกษายายฟ้าใสมารึเปล่า ถึงได้แอบมาขโมยเพลงฉัน ลีลาเดียวกับยายฟ้าใสทุกเม็ดเลย”
รุ้งระวีมองหน้า
“ทุกเม็ดยังไง”
“ยายฟ้าใสคงบอกเธอ ว่าฉันเก็บโน้ตเพลงกับเนื้อเพลงไว้ในห้องทำงาน นอกจากที่เก็บไว้ในคอม มันหายไปทั้งหมด”
รุ้งระวีครุ่นคิด
“คุณรู้ไหมว่าหายไปวันไหน”
“ไม่ต้องมาแกล้งถาม ก็วันที่เธอทะเลาะกับฉัน เธอแกล้งเป็นลมในห้องทำงานแล้วจังหวะที่ฉันออกไปหยิบผ้าเย็นมาให้ นั่นแหละเธอแอบขโมยเพลงของฉันไป ใช่ไหม”
รุ้งระวีนึกได้
“ฉันนึกออกแล้ว นายคำกับนายเดช สองคนนั่นต้องเป็นคนขโมยเพลงของคุณแน่ๆ”
“ก็ใช่ เธอเอาโน้ตเพลงทั้งหมดส่งให้พวกมันไง”
รุ้งระวีจ้องหน้า
“นี่ ฟังก่อน ตอนที่คุณชกต่อยกับนายอิทธิอยู่หน้าร้าน จังหวะที่กำลังชุลมุนกันอยู่ ฉันสังเกตเห็น คำและเดชพยักหน้ากันแล้วแว่บออกจากกลุ่มทันที”
ทูนอินทร์นิ่งไปกับข้อมูลใหม่ของเธอ
“ฉันสงสัยตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า ทำไมนายคำกับนายเดชแยกตัวไป ทั้งๆที่น่าจะอยู่ช่วยนายตัวเอง”
“เจ้าสองตัวแอบเข้าไปในห้องทำงานงั้นเหรอ”
“ถูกต้อง”
ทูนอินทร์นิ่งไป
“แสดงว่านาย อิทธิวางแผนมาอย่างดี ให้คุณกับฉันมาเจอกัน อย่างนั้นซี วันนั้นอยู่ดีๆยายแจงอยากมากินร้านต้มแซ่บของคุณไม่มีปี่มีขลุ่ย ฉันก็ต้องจำใจมาด้วย แล้วถึงได้เกิดเรื่องทะเลาะกับคุณ แผนนายอิทธิแยบยลมาก”
ทูนอินทร์ฟังอย่างคล้อยตาม แต่เขายังไม่ปักใจเชื่อ
“ไม่ต้องเลย ไม่ต้องมาโยนความผิดให้คนอื่น เธอนั่นแหละขโมย”
รุ้งระวีหงุดหงิดมาก
“นี่คุณ ฉันสงสัยแล้วละว่าฉันกำลังพูดกับคนหรือควาย”
ทูนอินทร์สะดุ้ง
“ว่าฉันเป็นควายเหรอ”
“ใช่ พูดอะไรก็ไม่ฟังสักอย่าง คิดอยู่อย่างเดียวว่าฉันเป็นขโมย ทรยศคุณ หักหลังคุณ”
“ก็มันจริง”
รุ้งระวีถอนใจอย่างเบื่อหน่าย
“ตามใจ แต่ฉันขอสงสัยบ้างก็แล้วกัน ไอ้เพลง ต้มยำลำซิ่ง แสนรักแสนหวงของคุณเนี่ย มันมีจริงรึเปล่า แล้วเพราะอย่างที่คุณมาอวดอ้างสรรพคุณไว้ไหม”
ทูนอิทร์ชักฉุน
“อ้อ หาว่าฉันสร้างเรื่องขึ้นมางั้นซิ”
“กล่าวหาฉันได้ ฉันก็กล่าวหาคุณได้”
“งั้นกลับกระท่อมกันเลย คืนนี้ฉันจะเอาทั้งเนื้อเพลง โน้ตเพลง มาให้ เธอดู ไป”
ทูนอินทร์กระชากร่างเธอเดินเลียบลำธารไป
“เจ็บนะ เบาๆซี”
“ไม่เบา เพราะฉันมันควาย ควายไม่ทำอะไรเบาๆอยู่แล้ว”
ทูนอินทร์ทำเสียงเข้ม

เย็นนั้น รถของทูนอินทร์แล่นมาจอดหน้าบ้านอินสรวง เขาเข้าบ้านไปในบ้าน คำรณแอบซุ่มส่องกล้องมองอยู่ แต่ไม่เห็นอะไรผิดสังเกต ทูนอินทร์เข้ามาในโถงบ้านพบอินทร มะปราง จี่หอย รออยู่ แสงหล้าและส้มป่อยแอบมองดูอยู่มุมหนึ่ง ทูนอินทร์ไม่ค่อยพอใจถามเสียงกร้าว
“อ้าว เจ๊หอย ยังไม่กลับอีกเหรอครับ”
“ยังกลับไม่ได้ค่ะ รอให้คุณเคลียร์เรื่องนี้ก่อน”
จี่หอยหยิบบราของรุ้งระวีขึ้นมาชู ส้มป่อยและแสงหล้าใจคอไม่สู้ดี ทูนอินทร์มองงงๆ
“อ้าว ยกทรง จะให้ผมเคลียร์อะไรไม่ทราบ”
“มันตกอยู่ที่กระท่อมคุณ บรานี่ยี่ห้อและไซส์เดียวกับที่รุ้งใส่ค่ะ หอยยืนยันว่าเป็นของรุ้งระวีแน่นอน คุณลักพาตัวรุ้งระวีมาซ่อนไว้ที่นี่ใช่ไหม ยอมรับมาดีๆดีกว่า”
“ครับ ผมยอมรับ”
จี่หอยดีใจ
“คุณยอมรับแล้ว งั้นรุ้งอยู่ที่ไหนคะ”
“ยอมรับว่าผมพาผู้หญิงมานอนด้วยที่กระท่อม แต่เสียใจครับ ผู้หญิงบาร์ในเมืองน่ะ ไม่ใช่คุณรุ้งของเจ๊”
อินทร มะปราง จี่หอย เจื่อนไป ทูนอินทร์แกล้งยิ้มลามก ขณะที่ส้มป่อยกับแสงหล้าพากันลุ้น

ต้มยำลำซิ่ง ตอนที่ 23.1

จี่หอยมองหน้าทูนอินทร์ ถามอย่างคาดคั้น
“คุณจะบอกว่าบรานี่ไม่ใช่ของรุ้งงั้นเหรอ ทำไมทั้งไซส์ทั้งยี่ห้อเป็นของรุ้งล่ะ”
ทูนอินทร์ยิ้มกวน
“ผมก็เลือกซื้อให้น้องเขาใส่เองแหละ เอาเหมือนยายลูกครึ่งมากที่สุด เพื่อที่ผมจะได้ปู้ยี่ปู้ยำ”
อินทรรีบห้าม
“พี่ครับ พอเถอะ ไม่ต้องพูดแล้ว”
“อ้าว ฉันกำลังอธิบายให้เจ๊หอยรู้ไง ว่าฉันหิ้วผู้หญิงมาแล้วเลียนแบบยายลูกครึ่งยังไงบ้าง”
“พอครับพี่พอ”
จี่หอยไม่อยากจะเชื่อ มะปรางยังงงๆ ทูนอินทร์ยิ้มให้
“หายสงสัยยังครับเจ๊”
“สงสัยว่าปู้ยี่ปู้ เอ๊ย ไม่สงสัยอะไรแล้ว ปรางกลับ”
มะปรางจะแย้ง
“พี่หอยคะ แต่...”
“ไม่มีแต่แล้ว กลับ”
จี่หอยดึงมะปรางออกไป อินทรมองหน้าพี่ชาย ก่อนจะออกไปส่งจี่หอยและมะปราง ทูนอินทร์หันมามองส้มป่อยและแสงหล้าตาขวางทั้งสองสะดุ้ง
“ไม่ได้หลุดปากนะ”
“ไม่ค่ะ นาย รูดซิบปากเงียบ”
“ดี คืนนี้เตรียมอาหารให้หน่อย ฉันจะไปกินกับยายลูกครึ่งสองต่อสอง”
“ค่ะ”
แสงหล้าและส้มป่อยหลบไปทันที

จี่หอยและมะปรางมาที่รถ อินทรตามมา จี่หอยหันไปถาม
“คุณทูนผีเข้ารึไงคะคุณทร เปลี่ยนจากเทพบุตรเป็นซาตานไปเลย”
มะปรางยังติดใจสงสัย
“แล้วที่ซื้อบราแบบพี่รุ้งมาให้ใส่ หมายความว่ายังไงคะ”
จี่หอยถอนใจ
“หนูซื่อจริงๆยายปราง แล้วจะอธิบายทีหลัง ไปนะคะคุณทร ถ้าคุณทูนยังเป็นแบบนี้ หอยคงไม่กล้ากลับมาที่นี่อีกแล้วละค่ะ กลัวโดนก็อปปี้ยกทรง”
จี่หอยขึ้นรถ อินทรยิ้มให้มะปราง
“เจอกันที่กรุงเทพครับ”
“คุณทร เรื่องพี่ทูนยังน่าสงสัยอยู่นะคะ”
“ครับ ไม่ต้องห่วง ผมจะสืบดู”
มะปรางขึ้นรถ จี่หอยขับรถออกไป คำรณลดกล้องลง หงุดหงิดที่ไม่เห็นอะไรผิดสังเกตก่อนจะหลบไป

ดำรงนอนใส่เสื้อคลุมอยู่บนเตียง ฟ้าใสนอนซบอกอยู่
“ป๋าขา เมื่อไหร่ป๋าจะให้ฟ้าเปิดอัลบั้มใหม่ละคะ เพลงฮิตของฟ้าขาดช่วงมานานแล้วละคะ”
ดำรงส่ายหน้า
“ชุดที่แล้ว เพลงไม่ค่อยติดตลาด ป๋ายังไม่อยากเสี่ยงกับชุดใหม่”
“แหม เด็กใหม่หน้าตาดีเกิดขึ้นทุกวัน ฟ้ากลัวถูกแย่งตำแหน่งน่ะ”
“เด็กใหม่ที่ว่าคือใครเหรอ”
“ก็อย่างนังรุ้งนั่นไง มันออกเพลงต้มยำลำเพลินออกมา ก็ฮิตอีกแล้ว ฮิตติดกันสามเพลงแล้วนะคะ มันต้องมาแย่งตำแหน่งจากฟ้าแน่ๆเลย”
“ใจเย็นๆของใหม่คนก็เห่อชั่วครู่ชั่วยาม ยังไงรุ้งระวีก็แย่งความเป็นราชินีลูกทุ่งไปจากฟ้าไม่ได้หรอก”
“แล้วตกลงป๋าจะให้ฟ้าออกชุดใหม่ไหมคะ”
“รอไปก่อน เดี๋ยวนี้ทำเพลงใหม่ใจร้อนไม่ได้ มันต้องครบเครื่องทั้งคนแต่งเพลง โปรดิวซ์ ทั้งแนวเพลง เนื้อร้องสารพัด”
ฟ้าใสถอนใจเบื่อหน่าย
“ถ้ามัวแต่รออยู่อย่างนี้ นังรุ้งมันก็กลายเป็นขวัญใจลูกทุ่งคนใหม่แทนฟ้าพอดี”
ฟ้าใสลุกจากเตียง เข้าห้องน้ำ เธอพิงร่างกับประตูครุ่นคิดจะตัดสินใจบางอย่าง หยิบมือถือขึ้นกดทันที
“คุณอิทธิเหรอคะ ฟ้าพูดค่ะ มีเรื่องจะปรึกษา มาหาฟ้าที่คอนโดได้ไหม สักเที่ยงคืนก็ได้ ทำไมดึก ก็แหม ตอนนั้นไม่มีใครเข้าออกแล้วนี่คะ กำลังปลอดคน เชิญนะคะ”
ฟ้าใสกดวางสายยิ้มหยันกับตัวเอง

ค่ำนั้น รุ้งระวีหลับอยู่ในห้อง ลืมตาขึ้นเพราะได้ยินเสียงเพลงเบาๆ และแสงไฟวูบวาบอยู่นอกกระท่อม เธอเดินไปแนบหูที่ประตูแต่ประตูเปิดเข้ามาพอดี เธอรีบถอยออก ทูนอินทร์แต่งตัวใหม่แล้วยืนอยู่หน้าประตู
“มีอะไรข้างนอกน่ะ”
“ออกมาดูซี”
รุ้งระวีก้าวออกจากกระท่อม เธอต้องประหลาดใจมากเมื่อเลี้ยวออกมาที่นอกกระท่อมเห็นที่ริมลำธารจัดโต๊ะอาหารอย่างดีเครื่องดื่มอย่างพิเศษ มีไอแพ็ดรุ่นใหม่วางอยู่ด้วย เปิดเพลงบรรเลง ต้มยำลำซิ่ง คลอเป็นบรรยากาศ
“เกิดเพี้ยนอะไรขึ้นมา มาจัดดินเนอร์ให้ฉันเสียหรูแบบนี้”
“อยากให้เธอได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศคลาสสิคไง”
ทูนอินทร์เลื่อนเก้าอี้ให้
“เชิญ”
เธอลงนั่ง เขานั่งตรงข้ามแล้วเริ่มกินอาหาร แต่รุ้งระวียังไม่กิน
“ไม่กินล่ะ อย่ามาเล่นละครเป็นนางเอกอยู่เลย”
“ทำไมต้องให้ฉันดื่มด่ำ กับบรรยากาศคลาสสิคอะไรของนาย”
“ได้ยินเพลงไหม”
“เพลงต้มยำลำเพลินไง”
ทูนอินทร์ทุบโต๊ะเปรี้ยง
“ไม่ใช่ มันคือ ต้มยำลำซิ่ง ของฉัน”
รุ้งระวีอึ้งไป เพราะเหมือนกันอย่างไม่เพี้ยนใดๆ
“ฉันแต่งเพลงนี้ท่ามกลางบรรยากาศสวยงามแบบนี้แหละ ตอนกลางวันฉันจะแต่งที่เพิงแสงจันทร์ พอตกกลางคืนก็จะแวะมาฟังเสียงธารน้ำไหลที่นี่ จนได้เป็นเพลงนี้ขึ้นมา”
รุ้งระวีดูจอภาพ เป็นเนื้อร้องมีท่อนชายและหญิง
“นั่นเนื้อร้องเหรอ”
“ใช่ ดูซะ เนื้อร้อง ต้มยำลำซิ่ง เทียบกับเพลงของเธอ ว่ามันเหมือนกันแค่ไหน”
รุ้งระวีรับมาดู หน้าสลดหดหู่เพราะ อิทธิขโมยมาอย่างหน้าด้านๆ

ฟ้าใสดูตัวเองในกระจก ใส่ชุดกรุยกรายโชว์เนินอก ผมยาวสลวยเซ็กซี่ ฉีดน้ำหอมตามจุดชีพจร ทันใดนั้นกริ่งประตูดังขึ้น เธอไปเปิดประตู อิทธิยืนอยู่มองอย่างงงๆ
“เชิญค่ะ”
อิทธิเข้ามาในห้อง
“เอ มีอะไรครับ เรียกผมมาทำไมดึกดื่นป่านนี้”
“ฉันอยากปรึกษาน่ะค่ะ”
“เรื่องอะไรครับ”
“ถ้าฉันอยากเข้าสังกัด อิทธิซาวนด์ของคุณ คุณจะรังเกียจไหม”
ฟ้าใสยิ้มยั่วยวน อิทธิอึ้งไป

รุ้งระวีอ่านเนื้อเพลง ที่เป็นส่วนของตนในเพลงต้มยำลำซิ่ง ทูนอินทร์มองหน้า
“ว่ายังไง ยอมสารภาพได้รึยังว่า เธอกับเจ้าอิทธิร่วมมือกันหลอกฉัน ขโมยผลงานของฉันไป”
รุ้งระวีหน้าสลดลง
“คุณเขียนเพลงนี้ให้ฉันเหรอ”
“ใช่ หวังว่าเธอจะได้ร้องกับฉัน เราจะเปิดค่ายเพลง ด้วยเพลงต้มยำลำซิ่ง เพลงนี้ เพลงที่เราจะร้องคู่กัน แล้วเธอก็ทำลายทุกอย่างด้วยการขโมยมันไปเป็นเพลงของตัวเอง จิตใจเธอมันทำด้วยอะไร”
รุ้งระวีน้ำตารื้น
“แล้วรู้ไหม กว่าที่ฉันจะเขียนเพลงนี้ออกมาได้มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพลงแต่ละเพลงที่แต่งออกมา ฉันต้องไปให้ครูเพลงตรวจทานทั้งเนื้อร้องทั้งทำนอง เพลงทุกเพลงมีครูทั้งนั้น เธอขโมยไปก็เท่ากับเธอกำลังลบหลู่ครูเพลงไปด้วย”
รุ้งระวีน้ำตาไหลเป็นทาง ทูนอินทร์พูดเสียงเครือ
“จะบอกให้นะ เมื่อก่อนเธออาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้ฉัน เป็นจุดหมายปลายทางในชีวิตฉัน แต่ตอนนี้ ไม่มีเธอที่ยืนอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว”
รุ้งระวีเสียใจ
“ฉันไม่มีตัวตนสำหรับคุณแล้วหรือ”
ทูนอินทร์อึ้งไป เบือนหน้าไปทางอื่นไม่อยากเห็นน้ำตา เดี๋ยวใจอ่อน
“คุณคิดว่าฉันเป็นคนเลวแบบเดียวกับฟ้าใสงั้นเหรอ”
“ใช่ ฉันถึงลักพาตัวเธอมาซักฟอกที่นี่ไง”
“ไม่หรอก คุณลักพาตัวฉันมา เพราะคุณรู้ว่าฉันไม่ใช่คนแบบฟ้าใสต่างหาก”
“เธอพูดอะไรของเธอ”
“ถ้าคุณแน่ใจว่าฉันขโมยเพลงของคุณเหมือนฟ้าใส คุณจะไม่สนใจฉันอีกเลย คุณจะปล่อยฉันไปเหมือนครั้งที่คุณทำกับฟ้าใส”
ทูนอินทร์มองหยัน
“อ้อ คิดว่าที่ฉันลักตัวเธอมา เพราะฉันยังมีใจให้เธองั้นซี”
“ถูกต้อง”
“นี่ อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย ตอนนี้แม้แต่หน้าเธอฉันก็ไม่อยากมอง”
ทูนอินทร์เบือนหน้าไปทางอื่น รุ้งระวีลุกขึ้นเดินตรงมาที่เขา
“ไม่จริงหรอก ฉันยังอยู่ในใจคุณเสมอ”
รุ้งระวีเข้ามากอดหลังเขาซบหน้ากับแผ่นหลัง ทูนอินทร์สะดุ้ง ยิ่งสับสนอลหม่าน เพราะสิ่งที่เธอพูดเป็นความรู้สึกแท้ๆ ของตนทั้งนั้น เขาตัดสินใจรีบผละออกไป
“หยุดได้แล้วบทอ้อนของเธอน่ะ ฉันไม่หลงคารมเธอหรอก”
ทูนอินทร์แยกไปที่ลำธาร รุ้งระวีถอนใจรีบตามไป
“ฉันพูดจากใจจริง ไม่ได้เสแสร้งอะไรทั้งนั้น ฉันเข้าใจความเจ็บปวดของคุณดี คุณเสียของรักไปถึงสองอย่างทั้งเพลง ทั้งฉัน”
“พูดไม่รู้ฟัง บอกแล้วว่าฉันหมดรักเธอไปนานแล้ว”
“รับคำขอโทษฉันเถอะนะคะ ที่ฉันหลงชื่อนาย อิทธิอย่างโง่เง่าที่สุด ฉันทำร้ายคุณ กล่าวหาว่าคุณหลอกฉัน ทั้งๆที่คุณทุ่มเททุกอย่างเพื่อฉัน โกรธฉันเถอะค่ะ โกรธให้สมกับความเขลาของฉัน แต่ขออย่างเดียว อย่าบอกว่าคุณไม่รักฉัน” เธอกอดหลังเขาสะอื้นเบาๆ “แค่อ่านเนื้อร้อง ต้มยำลำซิ่งที่คุณแต่งให้ฉันร้อง ฉันก็รู้แล้วว่าคุณรักฉันมากแค่ไหน”
“เคยรักต่างหาก”
“งั้นยกโทษให้ฉัน และรักฉันเหมือนเดิมได้ไหม”
ทูนอินทร์สับสนไปหมด รุ้งระวีจับไหล่ของเขาให้หันมามองเธอ ทูนอินทร์อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด มองตาเธอที่เต็มไปด้วยน้ำตา
“รู้ไหม ตลอดเวลาที่เราห่างกัน ไม่มีวันไหนชั่วโมงไหนที่ฉันไม่คิดถึงคุณ”
“โกหก”
“เรื่องจริง”
“พิสูจน์”
รุ้งระวีจูบประทับริมฝีปากนิ่งนานดูดดื่ม เขานิ่งงันไป สักครู่เธอก็ถอนริมฝีปากออก
“เชื่อรึยังว่ารัก”
“รุ้ง”
“ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว”
รุ้งระวียิ้มทั้งน้ำตาแล้วจูบเขาอีกครั้ง ทูนอินทร์รวบร่างมากอดไว้แนบแน่น

อ่านต่อหน้า 2







ต้มยำลำซิ่ง ตอนที่ 19 (ต่อ)


ฟ้าใสและ อิทธินั่งดื่มอยู่ด้วยกัน
 
“ให้ผมตั้งตัวหน่อย มันเรื่องอะไรอยู่ดีๆ ก็อยากย้ายค่ายมาอยู่กับผม”
“เสี่ยเขาไม่เห็นค่าของฉันแล้วค่ะ”
“ยังไง”
“เขาไม่ให้ฉันออกเพลงใหม่ กลัวขายไม่ออก”
“เธอก็เลยจะลาออก มันไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ อีกอย่าง ผมไปดึงศิลปินอันดับหนึ่งของค่ายเสี่ยดำรงมา มันจะหมางใจกันเปล่าๆ”
“คุณอิท ถ้าฉันเป็นคนตัดสินใจเองละคะ ฉันจะลาออกจากเสี่ยดำรง แล้วเว้นวรรคไปสักพัก จากนั้นถึงเข้าสังกัดคุณ อย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นการแย่งตัวกันหรอก”
“เฮ้อ ไม่ดีกว่า ผมไม่อยากเสี่ยง ดึกแล้ว ผมกลับละ แค่มาหาคุณที่พักดึกๆ ดื่นๆแบบนี้ มันก็เป็นข่าวได้แล้วนะ”
อิทธิลุกจะออกจากห้อง
“อีกอย่างตอนนี้รุ้งหนีไปยังตามตัวไม่เจอ ผมปวดหัวพอแล้ว อย่าให้ผมต้องปวด หัวเรื่องอื่นอีกเลย”
ฟ้าใสลุกตามไป
“คุณอิทคะ เดี๋ยวซี”
ฟ้าใสสลัดเสื้อคลุมบางเบาออกจากร่าง อิทธิหันมามองตะลึงงันกับความสวย ฟ้าใสเดินมาหาแล้วสวมกอด
“นังรุ้งน่ะปล่อยให้หนีไปเถอะค่ะ เพราะฉันยินดีเป็นตัวแทนของมัน”
ฟ้าใสจูบเคลียร์ที่ซอกคอ อิทธิเคลิ้มตามมือค่อยๆ ลูบไล้แผ่นหลังของเธอ อิทธิอุ้มร่างฟ้าใสที่หัวเราะพึงพอใจเข้าห้องนอนไป

อินทรเอะอะกับแสงหล้า และส้มป่อยที่โถงบ้าน
“พี่ทูนไปไหน”
ส้มป่อยส่ายหัว
“ไม่ทราบค่ะนายทร”
อินทรถอนใจ
“เดี๋ยวนี้พี่ฉันทำตัวแปลกขึ้นทุกที”
ส้มป่อยแปลกใจ
“แปลกยังไงเหรอคะ”
“ก็ที่เอาเรากับป้าแสงมาอยู่ที่บ้านนี่ไง บอกมาซิทั้งสองคนมาทำอะไรที่นี่ ทั้งๆที่งานที่ร้านต้มแซ่บก็วุ่นจนต้องจ้างคนเพิ่ม”
แสงหล้าอึกอัก
“เออคือว่า...เรา”
ส้มป่อยรีบพูดเลี่ยงไป
“คืออย่างนี้ค่ะนายทร ช่วงนี้นายทูนพาผู้หญิงมาค้างด้วยไม่ซ้ำหน้า หนูกับป้าแสงต้องคอยต้อนรับค่ะ ทั้งเสื้อผ้า อาหาร เครื่องนุ่งห่มยารักษาโรค อุ๊ย ยาไม่เกี่ยว”
อินทรแปลกใจ
“มาค้างที่กระท่อมน่ะเหรอ”
“ใช่ค่ะ”
“แสดงว่าคืนนี้ก็ต้องอยู่ที่กระท่อม”
“แม่นเลยค่ะ”
“แล้วทำไมตอนแรกบอกว่าไม่รู้พี่ทูนอยู่ไหน”
ส้มป่อยอึ้งไปพูดไม่ออก อินทรสงสัย
“ฉันจะไปดูที่กระท่อมเดี๋ยวนี้”
ส้มป่อยและแสงหล้าโพล่งออกมาพร้อมกัน
“อย่าไปค่ะ”
แสงหล้ารีบโกหก
“ตอนนี้คุณทูนอาจจะเข้าเมืองค่ะ จะกลับมาก็ดึกๆ”
อินทรมองทั้งคู่อย่างจับผิด

จ๊ะจ๋าถือชุดหรูที่ใส่ในพลาสติคสองสามตัว แบกตัวเอียงมาเคาะประตูห้องฟ้าใส
“พี่ฟ้าขา พี่ฟ้า”
ไม่มีใครตอบรับ เธอจึงหยิบกุญแจออกมาไขเข้าห้องไป แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นเสื้อคลุมของฟ้าใสกองอยู่ที่พื้น หันไปเอาชุดที่ถือมาแขวนไว้ที่มุมห้อง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงหัวเราะแว่วมาจากห้องนอน จ๊ะจ๋าค่อย ๆ เดินเข้าไปแอบดู พอมองเข้าไปเธอก็ตะลึงงัน เพราะภาพที่เห็นคือฟ้าใสนอนซบอกอิทธิอยู่บนเตียง ท่าทางสุขสมกันทั้งคู่
“ตกลงจะรับฟ้าเข้าสังกัดคุณได้รึยังคะ”
“ถ้าคุณทำตามแผนที่บอก ผมยอมรับว่าเป็นข้อเสนอที่น่าสนมาก”
ฟ้าใสหัวเราะระรื่น จ๊ะจ๋ารีบหลบออกมาใจเต้นไม่เป็นส่ำ เธอออกจากห้องลงลิฟท์มานั่งหลบมุมอยู่ที่โถงคอนโด สักครู่อิทธิออกมาจากลิฟท์โดยใส่แว่นบังใบหน้าแล้วเดินผ่านโถงไปอย่างเร็ว จ๊ะจ๋ารีบหลบมองตามไป อิทธิจะเดินไปที่รถแต่มือถือดังขึ้นเสียก่อน เขามองเบอร์ก่อนจะกดรับสาย
“ว่าไงนายคำ ได้เรื่องไหม”
“เฝ้าดูอยู่ครับ แต่ยังไม่ได้หลักฐานอะไร นอกจาก”
“อะไร”
“ไอ้ทูนมันเข้าออกจากบ้านมันวันละหลายครั้ง แต่ที่ร้านอาหารก็ไม่ได้ไป ผมคิดว่ามันอาจซ่อนตัวคุณรุ้งอยู่ในไร่มันก็ได้นะครับ”
“งั้นต้องบุกแล้วว่ะ แกรออยู่ที่นั่น ฉันจะไปสมทบแต่เช้าเลย”
“ได้ครับนาย”
อิทธิกดวางสาย

จ๊ะจ๋าเคาะประตูห้อง ฟ้าใสเปิดประตูหน้าเครียด จ๊ะจ๋ายิ้มแย้มเหมือนไม่รู้เห็นอะไร
“สวัสดีค่ะพี่ฟ้า”
“มาเสียดึกเชียว”
ฟ้าใสเดินนำเข้ามาในห้อง จ๊ะจ๋าตาม
“ค่ะ จ๋าเอายากับเครื่องประดับมาให้พี่ฟ้าครบตามที่สั่งเลย”
“เพิ่งมาถึงเหรอ”
“ค่ะ เพิ่งมาถึง”
“แล้ว ชุดที่ฉันจะใส่พรุ่งนี้ล่ะ เอามารึเปล่า”
“เออ คือ”
จ๊ะจ๋าเหลือบมองไปที่ชุดที่ลืมแขวนทิ้งไว้
“จ๋ายังไม่ได้เอามา”
“เหรอ แล้วใครเอาชุดมาแขวนไว้ตรงนั้นล่ะ ผีรึไง”
“คือว่า จ๋าเอามาเอง”
ฟ้าใสมองหน้า
“ยายจ๋า ยังไงกันแน่ เอามาหรือไม่ได้เอามา โกหกฉันเหรอ”
“เปล่าค่ะ”
“งั้นอธิบายมาตามจริง”
“คือจ๋านึกว่าพี่ฟ้าไม่อยู่ในห้อง เคาะประตูอยู่ตั้งนานไม่มีเสียงตอบก็เลย”
ฟ้าใสไม่พอใจสวนทันที
“ถือวิสาสะเข้ามาเอง”
“ค่ะ”
ฟ้าใสฟาดฝ่ามือเข้าเต็มหน้า จ๊ะจ๋าเซล้มไป
“พี่ฟ้า อย่าทำโทษจ๋าเลยค่ะ จ๋าไม่ได้ตั้งใจ”
“แต่ก็ตั้งใจตอแหลใส่ฉัน บอกมา แกเห็นอะไรบ้าง”
ฟ้าใสจิกผมจนจ๊ะจ๋าหน้าแหงน
“เห็น เห็นคุณอิทธิอยู่บนเตียงกับพี่ฟ้า”
“อีเลว”
ฟ้าใสกระชากขึ้นมา แล้วตบอีกสองฉาด จ๊ะจ๋าฟุบไปเลือดซึมที่ริมฝีปาก ฟ้าใสจิกผมขึ้นอีก จ๊ะจ๋าหน้าแดงช้ำไปทั้งหน้า
“เห็นอะไร ได้ยินอะไรอีก”
“ไม่ได้ยินค่ะ ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น จ๋าตกใจ เลยรีบออกจากห้องไป”
“จริงนะ”
“จริงค่ะ”
“แกรู้ใช่ไหม ว่าแกต้องทำเป็นหูหนวกตาบอด ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น”
จ๊ะจ๋าสะอื้น
“รู้ค่ะ”
“ลุกขึ้นมา”
ฟ้าใสกระชากร่างจ๊ะจ๋าลุกขึ้น แล้วเปลี่ยนท่าทีเป็นยิ้มหยัน จัดผมให้เข้าทรงเหมือนแคร์เสียเต็มประดา
“เรื่องของฉันกับคุณอิท เป็นเรื่องลับของเราสองคน แกต้องเก็บความลับไว้กับตัวให้ดีที่สุด”
“ค่ะ”
“พรุ่งไปนี้ไปบริษัท แต่งหน้าเยอะๆ ซ่อนรอยฟกช้ำให้แนบเนียน อย่าให้ใครสงสัย แล้วถ้ามีใครถามขึ้นมา ก็บอกว่าแกล้มฟาดไปเอง”
“ค่ะ”
“กลับไปได้แล้ว ไป๊”
ฟ้าใสผลักเซไป จ๊ะจ๋าเดินไปหยิบกระเป๋าแล้วออกจากห้องไปทั้งที่ยังสะอื้น พอออกจากห้องมาได้เธอก็ยืนร้องไห้อยู่พักใหญ่ก่อนจะหยิบมือถือขึ้น

อินทรดูเวลา ส้มป่อยและแสงหล้ายังเฝ้าอยู่
“นี่ก็ดึกมากแล้ว พี่ทูนน่าจะกลับแล้ว ฉันจะไปดูพี่ทูนว่าหิ้วผู้หญิงมาจริงรึเปล่าหรือเป็นแค่ข้ออ้าง”
ส้มป่อยกับแสงหล้า มองหน้ากันไม่รู้จะแก้สถานการณ์ยังไงดี อินทรกำลังจะออกจากโถง มือถือของเขาดังขึ้นเสียก่อน
“จ๋า ว่าไงครับ”
จ๊ะจ๋าเดินมาหน้าลิฟท์ พูดไปสะอื้นไป
“คุณทร ช่วยด้วยค่ะ”
“มีอะไรครับจ๋า”
“คุณอยู่ที่ไหน”
“ผมอยู่ที่ไร่อินสรวง”
“ฉันอยากพบคุณ ฉันทนไม่ไหวแล้ว พี่ฟ้าตบตีฉันอีกแล้ว”
“เอาอย่างนี้ ผมจะเข้ากรุงเทพเดี๋ยวนี้ คุณไปหามะปราง ให้มะปรางพาคุณไปบ้านพี่เมธ ผมจะตามไปที่นั่น”
“ค่ะ ขอบคุณค่ะคุณทร”
อินทรกดวางสายจะออกจากโถงบ้าน ส้มป่อยรีบถาม
“ตกลงจะไปไหนคะนายทร”
“จะเข้ากรุงเทพเดี๋ยวนี้เลย”
อินทรออกไป ส้มป่อยถอนใจหันมาหาแสงหล้า
“รอดตัวแล้วค่ะ ป้าแสง”
“อยากไปที่กระท่อมจังเลย อยากรู้ว่าคุณทูนกับหนูรุ้งปรับความเข้าใจกันแล้วหรือยัง แอบไปดูกันไหมส้ม”
ส้มป่อยยกมือห้าม
“สต็อป อิท อย่าค่ะป้า เพราะถูกจับได้ขึ้นมา คนโดนตีคือหนูค่ะ ไม่ใช่ป้าหนูคือคนที่เจ็บ เจ็บครั้งใดก็ไม่เท่าเจ็บเพราะทำให้นายผิดหวัง”
แสงหล้าส่ายหน้าแยกไป ส้มป่อยยังเพ้อ
“ไม้เรียวของนายทูน มันยิ่งกว่าน้ำกรดราดรดมาบนใจส้ม อ้าว ป้าไปไหนแล้วล่ะ”

เช้าวันใหม่ ทูนอินทร์ลืมตาขึ้นมองรุ้งระวี ที่ยังนอนหลับซบอกอยู่ เขาค่อยๆขยับตัวลุกขึ้นจากที่นอนออกไปนอกกระท่อม แล้วเดินเลียบริมลำธารด้วยจิตใจที่เปี่ยมล้นด้วยความสุข ทูนอินทร์สูดลมเข้าปอดลึกๆ ยิ้มกับตัวเองที่ได้ความรักและคนรักของเขาคืนมา
ส้มป่อย แสงหล้า ป้าแป๋วกำลังเตรียมอาหารในห้องครัว ทูนอินทร์ฮัมเพลงเข้ามา ทั้งสามหยุดกิจกรรม ทูนอินทร์หน้ายิ้มระรื่น
“ทำอะไรกันครับ กลิ่นกับข้าวหอมจัง”
“หลายอย่างค่ะ ชุดอาหารเช้าก็มีนะคะ กับข้าวต้มก็มี” ป้าแป๋วบอก
“งั้นจัดของเช้าให้ผมชุดใหญ่ ทานสองคน ใส่รถไว้ จะเอาไปทานที่กระท่อม”
แสงหล้าและส้มป่อยหันมายิ้มให้กัน ทูนอินทร์ฮัมเพลงต่อออกจากห้องครัว แสงหล้ารีบตาม
“คุณทูนคะ ตกลงคุณกับรุ้งว่ายังไงกันแล้ว”
“ไม่ว่าอะไรหรอกป้า แต่ป้าแม่นจังนะที่ว่า รุ้งเขารักผมน่ะ ขอบใจนะครับ”
ทูนอินทร์หอมแก้มหนึ่งฟอด แสงหล้าสะดุ้งเฮือก
“เลิฟยู คั่ก คั่ก”
ทูนอินทร์แยกไป แสงหล้าอมยิ้มอายม้วน

ทูนอินทร์เปิดประตูกระท่อมเข้ามาพร้อมอาหารเช้าถาดใหญ่ เสียงรุ้งระวีอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ เขาวางอาหารลงบนโต๊ะ แล้วเตรียมจัดอย่างกระตือรือล้น แต่ทำไม่ค่อยเป็น เขาหันไปหยิบดอกไม้ที่วางอยู่ในถาดมาเสียบในแจกัน เสียบเข้าเสียบออกไม่ถูกใจ
รุ้งระวีออกมาจากห้องน้ำพอดี เขาหันไปมองเห็นเธออยู่ในชุดยาวสีอ่อนเบาผมสยาย น่ารักน่าเอ็นดู แดดเช้าที่ส่องจากเบื้องหลัง ทำให้ผมสะท้อนแสงแดดเป็นเงาคลื่นงดงาม เธอยิ้มให้เขา ทูนอินทร์มองอย่างปลื้มแล้วทั้งคู่ก็พูดออกมาพร้อมกันว่า
“หอมจัง”
ทั้งสองหัวเราะ
“ฉันหอมอาหารเช้า คุณหอมอะไรคะ”
“หอมรุ้งน่ะซี”
ทูนอินทร์เข้าไปกอด หอมที่ผมเบาๆ
“วันนี้คุณสวยกว่าทุกวันเลย”
“ขอบคุณค่ะ ขอให้พูดแบบนี้ทุกวันนะคะ”
“ได้ครับ จะพูดทุกวัน วันละสามเวลาก่อนอาหาร”
“งั้นก็พูดแล้ว กินเลยดีกว่า หอมหมูทอดจังค่ะ”
ทั้งสองลงนั่งกินอาหารกัน
“ป้าแสงทำกับข้าวเก่งมาก ทำให้รุ้งเป็นพิเศษเลยนะ”
“วันนี้พาฉันไปกลับบ้านอินสรวงนะ อยากเห็นหน้าป้าแสงคนนี้เต็มทีแล้ว ไม่เคยเจอเสียที เห็นบอกว่าเป็นแฟนคลับฉันด้วย”
“ครับ แกร้องเพลงคุณได้ทุกเพลงเลย ได้ยินแกร้องในครัวบ่อยๆ สงสัยจะเป็นนักร้องเก่า ร้องเพลงเพราะมาก”
“เหรอคะ”
รุ้งระวีนิ่งไป เธอคิดไปถึงแม่ แต่คงไม่ใช่หรอก ทูนอินทร์จ้องหน้า
“รุ้ง. เรามาเริ่มต้นใหม่นะ”
“ไม่ค่ะ”
“ทำไมล่ะครับ”
“เราไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ เพราะเท่าที่ผ่านมา ความรักของเรางดงามอยู่แล้ว”
ทูนอินทร์ยิ้ม ทั้งสองชนแก้วกัน

อินทรนั่งดูหน้าของจ๊ะจ๋าที่ระบมทั้งสองข้าง ขณะที่มะปรางนั่งอยู่ด้วย
“จ๋า ทำไมคุณยังทนยายมารร้ายนี่อยู่ได้ ให้มันตบตีเอาแบบนี้”
“แล้วจะให้ฉันทำยังไง”
มะปรางมองเพื่อนอย่างเป็นห่วง
“ก็ลาออกซีจ๋า ไปทนรับใช้มันอยู่ทำไม”
อินทรมองจ๊ะจ๋าอย่างสงสัย
“เดี๋ยว จ๋ายังไม่ได้บอกเลยว่ามันทำร้ายจ๋าทำไม”
จ๊ะจ๋าหน้าสลด
“ฉันไม่กล้าพูด พี่ฟ้าขู่ไว้”
“พูดมาเถอะครับ บางทีเราอาจจะช่วยจ๋าได้”
“บอกมาเถอะจ๋า แกต้องกล้าที่จะต่อกรกับนางมารร้ายแล้วนะ ไม่งั้นแกก็หลุดจากอำนาจมันไม่ได้ แล้วเมื่อไหร่ความฝันของแกจะเป็นจริง” มะปรางแนะ
จ๊ะจ๋าหน้าเศร้า
“ความฝันของฉัน...คือ...”
มะปรางมองให้กำลังใจ
“ความฝันที่แกจะออกมาเป็นศิลปินค่ายคุณทรไง”
จ๊ะจ๋าพยักหน้า แล้วรวบรวมความกล้า เริ่มเล่าออกมา
“เมื่อคืนฉันเข้าไปที่ห้องพี่ฟ้า แล้วฉันก็เห็น”

ป้าแป๋วเก็บผักสวนครัวหน้าบ้าน รถของอิทธิแล่นพรวดเข้ามา คำรณ คม เดช ลงจากรถอย่างมาดเหี้ยม อิทธิตามมา ป้าแป๋วตกใจ
“พวกคุณเป็นใคร มีธุระอะไร”
แสงหล้าและส้มป่อยอยู่ในครัว กำลังเตรียมอาหาร ส้มป่อยแอบหยิบของทานเล่นเข้าปากหมับๆ
“มื้อเที่ยงให้หนูรุ้งทาน ป้าจะทำอ่อมไก่ให้สุดฝีมือเชียว รุ้งต้องติดใจฝีมือป้าแน่ ๆ เอ้า หนูส้ม อย่าทานหมด เดี๋ยวไม่เหลือถึงนาย”
“มันอร่อยนี่คะป้า”
“เดี๋ยวอ้วนนะ ไม่ได้เป็นดาราพอดี”
“อุ๊ย เลิกทานเลยค่ะ”
ทันใดนั้นเสียงเอะอะของป้าแป๋วดังมาจากหน้าบ้าน ส้มตกใจ
“อุ๊ย ป้าแป๋ว”
ทั้งสองออกมาดู

ป้าแป๋วเอะอะไล่กลุ่มอิทธิ
“พวกแกเข้ามาไม่ได้นะ ไอ้ถ่อย อย่ามาทำนักเลงแถวนี้”
อิทธิไม่พอใจหันไปสั่งลูกน้อง
“จับนังแก่นี่ไว้”
คำรณเข้าจับร่างป้าแป๋ว
“เฮ้ย ปล่อยข้า ปล่อยโว้ย”
ส้มป่อยและแสงหล้าวิ่งมาจากครัวพอดี แสงหล้าเห็นคำรณรีบดึงส้มป่อยหลบวูบ
“หนูส้มอย่าออกไป”
อิทธิ คมและเดชเข้าบ้านไป
“พวกมันมาตามรุ้งแน่ๆ รีบโทรหาคุณทูนก่อน”
“ได้ ได้ อุ๊ย ไม่ได้แล้ว”
“ทำไม”
“หนูไม่ได้เอามือถือมา ต้องเข้าไปโทรในบ้าน”
“เข้าไปไม่ได้ พวกมันกำลังค้นบ้านอยู่ ใช้ของป้าก่อนละกัน”
แสงหล้าไม่อยากใช้เบอร์ตัวเอง แต่จำเป็น หยิบมือถือแล้วกดเบอร์ทันที คำรณยังยึดร่างป้าแป๋วไว้แน่น
“ปล่อยข้านะโว้ย ยายแสง นังส้ม มาช่วยข้าที”
“บอกให้เงียบ”
“ยายแสง ส้ม หายหัวไปไหนกันหมด”
“เดี๋ยวตบปาก บอกให้เงียบไง” คำรณนึกได้ “เอ๊ะ เมื่อกี้แกเรียกใครนะ”
“ก็เรียกยายแสง กับนังส้มน่ะซี”
คำรณหยิบมีดออกมาขู่
“บอกมาก่อน ยายแสงที่ว่าเป็นใครมาจากไหน”
ป้าแป๋วตาปริบๆ มองมีดอย่างสยอง

มือถือของทูนอินทร์วางอยู่บนเบาะในรถที่จอดอยู่หน้ากระท่อม เสียงสัญญาณดังแต่คนในกระท่อมไม่ได้ยิน
แสงหล้ายืนรอรับสายอย่างร้อนใจ มองป้าแป๋วถูกคำรณคุมตัวอยู่ที่หน้าบ้านอย่างกังวลใจ
“ส้ม คุณทูนไม่รับสายน่ะ”
“เอาไงดีล่ะป้า”
ขณะเดียวกันนั้น อิทธิ คม เดช ออกมาจากบ้าน อิทธิหันไปตวาดถามป้าแป๋ว
“นังแก่ บอกมา ไอ้ทูนมันอยู่ไหน”
“ไม่รู้ ไม่ต้องมาถามข้า”
“ไม่บอก เจ็บตัวนะ”
คำรณบีบปาก เอามีดจ่อ
“จะบอกรึเปล่า”
ป้าแป๋วตื่นกลัว
“บอกแล้ว บอกแล้ว อยู่ที่กระท่อมริมลำธาร”
“อยู่ที่ไหน”
“ไปตามถนนเข้าไร่นี่แหละ แป๊บเดียวก็ถึง”
อิทธิหันไปสั่งสมุน
“พวกเราไป”
คำรณนึกได้
“เดี๋ยวครับนาย ในบ้านไม่มีใครเลยเหรอครับ”
“ไม่มี”
คำรณหันมาตวาดป้าแป๋ว
“ไหนแกบอกว่ายายแสงอยู่ในบ้านไง”
“เมื่อกี้มันอยู่นี่หว่า ไม่รู้โว้ย มันคงตามนายทูนไปที่กระท่อมนั่นแหละ”
“เฮ้ย อย่าเสียเวลารีบไปเถอะ”
ทั้งหมดขึ้นรถ คำรณยังมองไปรอบบ้านอย่างระแวดระวัง แสงหล้าหลบอยู่กับส้มป่อย แอบมองอยู่ใจเต้นระทึก คำรณตามขึ้นรถไป ส้มและแสงหล้าวิ่งมาหาป้าแป๋ว
“ป้าแป๋ว”
“อ้าว พวกแกอยู่เหรอ ข้าเรียกปากแทบฉีก ทำไมไม่ออกมาช่วยกัน”
“ไม่กล้าค่ะป้า ออกมาก็ตายหมู่”
ป้าแป๋วค้อน
“อ้อ ให้ข้าตายคนเดียว”
“ใช่ค่ะ”
แสงหล้าร้อนใจ
“เอายังไงดีละพี่แป๋ว”
“โทรเรียกนายที่ร้านมาเร็ว พวกมันกำลังไปทำร้ายคุณทูนที่กระท่อม” ป้าแป๋วบอกอย่างกังวล

ทูนอินทร์และรุ้งยังนั่งทานกันอยู่ เสียงรถแว่วมา
“มีคนมา”
ทูนอินทร์ลุกไปมองที่หน้าต่าง รุ้งระวีตามมาดูเห็นรถ อิทธิแล่นมาแต่ไกล
“นายอิทธิ”
รถ อิทธิแล่นมาเทียบรถของทูนอินทร์ ทั้งหมดก้าวลงจากรถ คำรณ คม เดช อาวุธครบมือเข้ามาที่ประตู ถีบโครมเข้าไป แต่ทูนอินทร์และรุ้งระวีอันตรธานไปเสียแล้ว เหลือแต่อาหารเช้าที่เห็นว่าจัดไว้ทานสองคน อิทธิเริ่มหัวเสีย คำรณ คม เดช ค้นทั่วห้อง
ขณะเดียวกัน ทูนอินทร์พารุ้งระวีวิ่งออกมาที่ริมลำธาร
“เดี๋ยวค่ะ ทำไมเราต้องหนีด้วย”
“ผมให้คุณเจอมันไม่ได้หรอก มันต้องบังคับคุณให้กลับไปกับมันแน่ๆ”
“แล้วถ้าฉันยืนยันไม่กลับ”
“ตำรวจไงครับที่จะทำให้คุณกลับ อย่าลืมว่าผมลักพาตัวคุณมา”
“จริงซี งั้นไปต่อค่ะ”
ทั้งสองวิ่งต่อไป ทูนอินทร์พารุ้งระวีวิ่งมาถึงเพิงตายาย รุ้งระวีหอบเหนื่อย
“คุณพักที่นี่ก่อน”
“แล้วคุณล่ะ”
“เป็นหน้าที่ผมที่ต้องไปทวงความยุติธรรมคืน”
รุ้งระวีรีบห้ามอย่างเป็นห่วง
“พวกมันหลายคนนะคะ อย่าไปเลย”
“ไม่ต้องห่วง พระเอกไม่ตายตอนจบหรอกครับ”
ทูนอินทร์ยิ้ม แล้วย้อนกลับไปทางเดิม
อิทธิกับพวก ค้นหารอบๆชายป่าแถวกระท่อม คมเข้ามาบอก
“ไม่เจอตัวเลยครับนาย”
“มันต้องพารุ้งมาซ่อนที่นี่แน่ๆ มีเสื้อผ้าผู้หญิงอยู่ด้วย”
ทูนอินทร์เดินตรงมา
“ว่าไงไอ้หัวขโมย”
ทั้งหมดหันขวับมา อาวุธในมือพร้อม อิทธิมองหยัน
“อ้อ แสดงตัวแล้วเหรอวะ แกนั่นแหละไอ้ขโมย แกลักพาตัวรุ้งมาซ่อนไว้ที่นี่ใช่ไหม”
“รุ้งไหน ไม่รู้จักว่ะ”
“อย่ามากวน เห็นอยู่ชัดๆ ว่าแกอยู่กับผู้หญิง”
“ใช่ ผู้หญิงของฉัน มาค้างชั่วคืน ตอนนี้กลับไปแล้ว พกเงินไปเต็มกระเป๋า”
“อย่ามาสร้างเรื่อง ส่งตัวรุ้งคืนมา แล้วฉันจะไม่เอาเรื่องแกถึงตำรวจ”
ทูนอินทร์ยิ้มกวน
“ค้นดูซี หาเจอก็เอาไปเลย”
อิทธิหันไปสั่งสมุน
“ค้นดูให้ทั่วอีกที ในป่าที่มันเดินออกมาด้วย”
คมกับเดชแยกไปค้น เหลือคำรณที่ยังยืนอยู่กับอิทธิ ทูนอินทร์เดินกลับไปที่รถตัวเองแล้วแอบหยิบปืนพกในลิ้นชักคอนโซลหน้าใส่เสื้อแจ็คเก็ตเดินกลับมา อิทธิมองหน้า
“แกพารุ้งหนีมาแบบนี้ แกรู้ไหมฉันเสียหายเรื่องคอนเสิร์ตไปกี่ล้าน”
“อืมม์ เห็นใจ เห็นใจ แต่มันก็คงจะเทียบไม่ได้กับมูลค่าของเพลงต้มยำลำซิ่ง ของฉันที่แกขโมยไปเป็นเพลง ต้มยำลำเพลินของแก มูลค่ามันหลายล้านเชียวนะ”
อิทธิฟังแล้วหัวเราะร่าออกมา คำรณหัวเราะตาม
“พูดอะไรของแกวะ ใครขโมยเพลงแก ต้มยำลำซิ่ง ที่ไหนไม่เคยได้ยิน”
“เอาละ งั้นช่วยตอบที ถ้าคำตอบเป็นที่พอใจ ฉันจะสมนาคุณให้แกอย่างงามไอ้เพลง ต้มยำลำเพลิน ของแกเนี่ย ตกลงมันเป็นเพลงของใครกันแน่ ใครแต่งแล้วสังกัดไหนมิทราบ”
อิทธิมองกวนๆ
“แกจะรู้ไปทำไม”
“น่า ช่วยตอบให้หายข้องใจหน่อยเถอะ”
“คนแต่งไม่เปิดเผยนาม มันอาจจะชื่อไอ้กระบือ ก็ได้ ไง พอใจไหม”
ทูนอินทร์ยิ้มเหยียด
“แสดงว่านายกระบือคนนี้ แต่งเพลงได้เพราะมาก ฉันถามคำถามแกอีกข้อแกเข้าไปขโมยเพลงของฉันมาได้ยังไง”
อิทธิไม่พอใจ
“ไอ้บ้า ฉันบอกแล้วว่าฉันไม่ได้ขโมยเพลงของแก”
“แต่ฉันแน่ใจว่าแกขโมย เพราะมีคนเห็นสมุนแกแอบเข้าไปในห้องทำงานของฉัน วันที่แกแกล้งทำเป็นมีเรื่องมีราวกับฉันที่หน้าร้าน”
อิทธิสบตาคำรณเจื่อนไปนิดหน่อย ทูนอินทร์มองหน้า คำรณนิ่งไป

คมกับเดชเดินสำรวจมาใกล้เพิงตายาย เห็นเพิงอยู่ไกลๆ
“เฮ้ย เพิงนั่น ไปสำรวจดูหน่อย”
ทั้งสองวิ่งไปที่เพิงทันที รุ้งระวีหลบอยู่ มองเห็นทั้งสองวิ่งมา เธอรีบหลบเข้าหลังกองฟืนใต้ถุนเพิง ทางด้านทูนอินทร์ เดินตรงมาหา คำรณยังจ่อปืนมาที่ทูน
“แล้ว .คนที่เห็นเขาบอกว่าหนึ่งในนั้นคือแก นายคำ”
“ผมไม่รู้เรื่อง อย่ามากล่าวหากันชุ่ยๆ”
อิทธิชักฉุน
“ไอ้คนที่เห็นน่ะ มันเป็นใครวะ”
“รุ้งไง รุ้งบอกฉันเองว่าเห็นไอ้คำ กับไอ้เดช สมุนแกหลบไปตอนมีเรื่อง มันผิดวิสัยลูกน้องนี่หว่า นายโดนชกแทนที่จะอยู่ช่วย กลับหลบหายไปซะงั้น อย่างนี้เขาเรียกลูกน้องชั้นเลว”
“โธ่ ไอ้...”
คำรณจะเอากระบอกปืนฟาดหน้า ทูนอินทร์พุ่งหมัดเข้าท้องน้อย แล้วปัดปืนในมือกระเด็นไป ก่อนจะหมุนตัวเข้าล็อคคอคำรณไว้อย่างอยู่หมัด
“ปล่อยกู”
คำรณหยุดดิ้นไปทันที เมื่อถูกปืนจ่อเข้าที่คอ อิทธิอึ้งตะลึงทำอะไรไม่ถูก
“เฮ้ย ไอ้คำมันไม่รู้เรื่อง แกปล่อยมันดีกว่า”
“ไอ้นี่แหละรู้เรื่องดีสุด ใช่ไหมวะ บอกมาดีๆดีกว่านะ วันนั้นแกแอบเข้าไปในห้องทำงานฉันใช่ไหม”
“กูไม่รู้เรื่อง ไม่ต้องมาถามกู”

คมและเดชเข้ามาในเพิง รุ้งระวีมุดอยู่ใต้ถุน พยายามนิ่งที่สุด
“ไม่มีน่ะพี่” เดชบอก
“ค้นดูให้ทั่ว ใต้ถุนน่ะ ก้มลงไปดู”
รุ้งระวีกลั้นใจ เห็นเท้าเดชลงมาจากเพิง
ทางด้านทูนอินทร์ยังขู่คำรณต่อ
“บอกความจริงมา ถ้าไม่อยากเจ็บตัว”
“คนอย่างกูไม่กลัวความเจ็บหรอกโว้ย”
“ได้เลย อย่าร้องนะเพื่อน”
ทูนอินทร์ยิงเข้าที่ขาของคำรณแบบเฉียด ๆเลือดไหลพุ่ง เสียงปืนลั่นไปทั้งป่า
“อ๊าก!”
อิทธิกระโดดฟุบไปที่พื้น กุมหัวแสดงความขี้ขลาดออกมาเห็นๆ

เดชกำลังก้มลงมาดูใต้เพิง รุ้งระวีแนบตัวกับกองฟืนหลับตาปี๋ ในมือเตรียมขอนไม้ขนาดย่อมไว้รับมือ เสียงปืนลั่นป่า คมตะโกนลั่น
“เฮ้ย ได้เสียกันแล้วโว้ย ไป”
คมและเดชกระโดดจากเพิง ตรงไปทางเดิม รุ้งระวีถอนใจโล่งอก แต่ยังกังวลว่าใครยิงใคร ขณะเดียวกัน ทูนอินทร์ยังล็อกคอคำรณอยู่
“มึงจะพูดไหม”
คำรณชักกลัว
“นาย เอาไง”
อิทธิพูดไม่ออก
“ถ้าไม่พูด คราวนี้ข้าไม่ยิงเฉียดๆ แต่จะเจาะกลางเป้าเอ็ง เอาให้เอ็งหมดเผ่าพันธุ์ไปเลย”
ขาดคำเขาก็ลดปืนลงที่เป้า คำรณตัวสั่นตื่นกลัวสุดๆ
“พูดแล้ว พูดแล้ว เออ กูเข้าไปในห้องทำงานเอ็งจริงๆ”
ทูนอินทร์ตวาด
“เข้าไปทำอะไร”
“ขโมยเพลงทั้งหมดของเอ็งออกมา ทั้งในลิ้นชัก ทั้งในคอม”
ทูนอินทร์ยิ้มพอใจ
“ดีมาก แล้วงานนี้รุ้งรู้เห็นการขโมยด้วยรึเปล่า”
อิทธิรีบตะโกนบอก
“ไอ้คำ ไม่ต้องพูดนะโว้ย”
ทูนอินทร์ยิงเฉียดหัวไป อิทธิร้องลั่น ฟุบลงกับพื้นอีก ทูนอินทร์กระชับปืน แล้ตะคอก
“พูดมา”
คำรณระล่ำระลักบอก
“คุณรุ้งไม่รู้เห็นอะไรทั้งนั้น”
“เอาละ ถามอีกข้อ พวกแกหลอกรุ้งเรื่องแม่ใช่ไหม ที่ว่าตายไปแล้ว”
“ใช่”
“เอาละ ทุกอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว แผนพวกแกนี่มันชั่วเกินมนุษย์จริงๆ”
คมและเดชวิ่งมา จ่อปืนเข้าที่ทูนอินทร์ คมสั่งเสียงเหี้ยม
“ทิ้งปืนนะโว้ย”
อิทธิได้ทีรีบสั่ง
“ยิงมันเลย ยิงมัน”
ทันใดนั้นมีเสียงดังมาจากเบื้องหลัง
“ถ้ายิง พวกแกก็โดนเหมือนกัน”
ทั้งหมดหันไปมอง ก็พบว่า เมธ หนาน คูน ถือปืนขู่มาทางกลุ่มอิทธิ ทูนอินทร์ผลักร่างคำรณเซไปคมกับเดช ลดปืนลง หนานกับคูนเข้าปลดอาวุธทั้งสอง ทูนอินทร์เดินมาหา อิทธิ
“ยอมรับว่ะ ว่าวิธีการยุแยงให้ฉันกับรุ้งเข้าใจผิดของแก มันแยบยลมาก แต่วิธีเล่นลับหลังอย่างนี้ บ้านฉันเขาเรียกว่า ไม่แมน ไม่ลูกผู้ชาย สรุปคือ หน้าตัวเมียนั่นเอง”
อิทธิมองหน้า
“แต่แกก็โง่ เชื่อที่ฉันหลอกแกจนได้”
ทูนอินทร์ยิ้มเหยียด
“ฉันยอมโง่ว่ะ เพราะฉันโง่เพื่อคนที่ฉันรัก แมนกว่าแกเยอะ และนี่เป็นการทวงคืนค่าโง่ที่ฉันเสียไป”
ทูนอินทร์ฟาดด้ามปืนเข้าเต็มหน้า อิทธิเซไปเลือดกบปาก
“โอ๊ย!”
“นี่เป็นการทวงครั้งแรกเท่านั้น ยังจะมีครั้งต่อไปและต่อไป”
เมธเล็งปืนใส่แล้วตวาดไล่
“กลับไปได้แล้ว”
ทั้งหมดขึ้นรถ เดชรีบขับหนีตายออกไป เมธหันมาถาม
“ทูน รุ้งอยู่ไหน”
ทูนอินทร์อึ้งไป
“พี่เมธทราบเรื่องแล้ว”
“เจ้าหนาน เจ้าคูน สารภาพหมดแล้ว”
ทูนอินทร์มองไปที่หนานและคูน หนานหน้าจ๋อยบอกเสียงอ่อย
“จำเป็นต้องบอกครับนาย”
“นั่นไง เดินมาแล้ว” ทูนอินทร์บอก
รุ้งระวีเดินตรงมา เมธหน้าเสีย
“รุ้ง พี่ขอโทษ นายทูนมันทำเกินกว่าเหตุจริง ๆ ที่ลักพาตัวรุ้งมาแบบนี้”
รุ้งระวียิ้มแย้ม
“รุ้งยินดีค่ะ เพราะการลักพาตัวครั้งนี้ ทำให้รุ้งพ้นข้อกล่าวหาทั้งหมด ใช่ไหมคะคุณทูน”
“ผู้ร้ายสารภาพแล้วครับ”
ทั้งสองยิ้มให้กัน เมธ หนาน คูน ยิ้มตาม คูนถอนใจ
“โฮ่ย โล่งอกครับนาย”
หนานยิ้มกว้างสบายใจ
“เราก้าวข้ามมาแล้วครับ”
เมธงงๆ
“ก้าวข้ามอะไร”
“ข้ามลูกกรงคุกไงครับ”
หนาน กับคูน ยิ้มให้กันอย่างสบายใจ

อิทธินั่งพักอยู่ในห้องทำแผลของโรงพยาบาล ปากและจมูกมีผ้าก็อซปิดอยู่ เลือดซึมๆ คำรณพันแผลที่ต้นขา คมและเดชดูแลอยู่ อิทธิเจ็บใจ
“แค้นโว้ย จ้างคนมาสอยมันดีกว่า”
คำรณสายตาคลั่งแค้น
“ผมจะเป็นคนสอยมันเองครับ คราวนี้จะเอาถึงตาย”
“แล้วเอาไงวะ หารุ้งไม่เจอแบบนี้”
“ผมว่าเรากลับกรุงเทพ ไปตั้งหลักก่อนดีกว่าครับ” คมแนะ
“เสียเที่ยวว่ะคราวนี้” อิทธิบ่นอุบ
คำรณหน้านิ่งสายตาเยือกเย็น
“ไม่เสียเที่ยวหรอกครับนาย เพราะผมคิดว่าผมจะตามรอยนังแสงหล้ามาเจอแล้ว”
อิทธิงงๆ
“ที่ไหนวะ”
“มันป้วนเปี้ยนอยู่แถวบ้านนายทูนจริงๆน่ะครับ ผมจะลองเฝ้าดูอยู่”
“ดี ได้ข่าวยังไงบอกด้วย นังแม่มันนี่แหละ จะทำให้รุ้งยอมตามฉันทุกอย่าง”
อิทธิเต็มไปด้วยความแค้น

เย็นนั้น ส้มป่อยออกมาจากห้องนอนรุ้งระวี เมธ ทูนอินทร์ และแสงหล้ารออยู่นอกห้อง ทูนอินทร์ถามทันที
“เป็นยังไง”
“พี่รุ้งอาบน้ำเรียบร้อยค่ะ ท่าทางจะเหนื่อยจัด เลยทานยานอนหลับ หลับสนิทไปเลย”
เมธมองหน้าทูนอินทร์
“นายไปทรมานทรกรรมอะไรเขาไว้วะ ถึงได้เพลียขนาดนี้”
“ทรมานอะไรล่ะพี่ ผมปรับความเข้าใจกับเขาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว”
ส้มป่อยฟ้องทันที
“แต่ก่อนหน้านั้น ให้อดอาหารตั้งครึ่งวัน”
เมธถอนใจ
“นายทูน คราวนี้นายทำเกินกว่าเหตุจริงๆนะ งานนี้นายต้องขอโทษรุ้งระวีเขาเป็นเรื่องเป็นราว ขอโทษรวมไปถึงเจ๊หอยกับมะปรางด้วย”
“ครับ”
เมธกับทูนอินทร์แยกไป ส้มป่อยหัวเราะคิกคักตามไป แสงหล้าจะตามมองเข้าไปในห้องเห็นปลอดคนแล้วแอบเข้าไป
แสงหล้าเดินเข้าไปที่เตียงเห็นรุ้งระวีนอนหลับสนิทอยู่ เธอมองลูกสาวอย่างแสนรัก ตัดสินใจเข้าไปนั่งข้างเตียงลูบผมให้แล้วร้องเพลงกล่อมลูกเบาๆ
“โอม...เอย...อีนางลูกแม่นี่เอย คนดีของแม่นี่เอย เอ เอ่ เอ้ มือไกวเปล แม่นี้จิเห่เพลงกล่อม”
รุ้งระวีขยับร่าง แสงหล้าหยุดร้องไป รุ้งระวีขยับร่างมากอดไว้ แสงหล้ายิ้มแล้วร้องต่อ
“ว่าขวัญเอยขวัญมา อย่าร้องไห้งอแง ผีบ้านผีเรือนปกปักดูแลลูกแม่หลับให้สบาย”
แสงหล้าสะอื้นเบาๆแล้วอย่างที่ไม่คาดคิด รุ้งระวีลืมตาขึ้น มองแม่ด้วยสายตามัวๆ แล้วค่อยๆชัดขึ้น แสงหล้ายังไม่ทันรู้ตัว
“แม่!”
แสงหล้าตะลึงทำอะไรไม่ถูก
 
อ่านต่อหน้า 3








ต้มยำลำซิ่ง ตอนที่ 19 ต่อ


รุ้งระวีที่นอนซมเพราะเป็นไข้ มองแม่ด้วยสายตามัวๆ แล้วค่อยๆ ชัดขึ้น แสงหล้ายังไม่ทันรู้ตัว
 
“แม่ !”
แสงหล้าตะลึงทำอะไรไม่ถูก รุ้งระวีมองหน้าแสงหล้าแต่แล้วก็หลับตาลงอีกครั้งเพราะฤทธิ์ยานอนหลับ แสงหล้าถอนใจโล่งอกจัดให้รุ้งระวีนอนอย่างสบายแล้วจูบที่หน้าผากลูกสาวก่อนจะออกจากห้องไป
ช่วงเวลาเดียวกันนั้น จี่หอยหน้าตื่นฟังเรื่องของฟ้าใสจากปากคำของจ๊ะจ๋า
“อกแตก หา นังฟ้าต่ำมันขึ้นเตียงกับคุณอิทเหรอ”
มะปรางรีบเตือน
“พี่หอยเบาๆ”
“ไม่เบาแล้ว เรื่องอย่างนี้มันต้องประจาน”
จ๊ะจ๋าหน้าเสีย
“ประจานไม่ได้นะคะพี่ พี่ฟ้าเล่นงานจ๋าไม่ได้ผุดได้เกิดเลย”
“แล้วตอนนี้เธอได้ผุดได้เกิดกับเขาแล้วเหรอยะ นังฟ้าต่ำมันกดเธอจมดินโผล่มาแค่จมูกกับปาก รู้ตัวรึเปล่า”
จ๊ะจ๋าก้มหน้าอยากจะร้องไห้ อินทรครุ่นคิด
“แต่ถึงยังไงตอนนี้เราก็มีแต้มต่อแล้วนะครับพี่หอย ผมอยากจะเอาเรื่องยายฟ้าใสอยากย้ายค่ายไปต่อรองกับเสี่ยดำรง”
ทุกคนตกใจ จี่หอยมองหน้าอินทร อย่างไม่เข้าใจ
“เพื่ออะไร”
“แลกกับอิสรภาพของจ๋าไงครับ”
จ๊ะจ๋าตกใจรีบขัด
“เป็นไปไม่ได้ค่ะคุณทร อย่าให้เรื่องถึงเสี่ยเลย”
มะปรางเห็นด้วยกับอินทร
“จ๋า มันก็เป็นวิธีที่ดีนะ บอกแล้วไงแกต้องลุกขึ้นมาสู้แล้ว”
จี่หอยนิ่งคิด
“เจ๊ว่าอาจจะมีทางนะ แต่ไม่ใช่เข้าหาเสี่ยดำรงโดยตรง”
อินทรสงสัย
“ยังไงครับ”
“เจ๊เฉลาไง ยายเจ๊นี่เกลียดนังฟ้าต่ำอย่างกะกิ้งกือไส้เดือน อาจจะช่วยหาทางให้เราได้”
จ๊ะจ๋าตาโตเห็นดีด้วยกับจี่หอย
“จริงด้วยค่ะ เข้าทางเจ๊เหลา แกเป็นคนยุติธรรมพอสมควร”
มือถือจี่หอยดังขึ้น จี่หอยกดรับสาย
“ว่าไงคะพี่เมธ อะไรนะ ลมชัก กรี๊ด จริงเหรอ ค่ะ ค่ะ พรุ่งนี้หอยจะรีบไปเลย”
จี่หอยกดวางสายแล้วร้องไห้โฮจะขาดใจ อินทร มะปราง จ๊ะจ๋า หน้าตื่นตกใจคิดว่าเกิดเรื่องร้ายแน่ๆ
“พี่หอยเป็นอะไรคะ” มะปรางถามหน้าตื่น
อินทรตกใจ
“ใครตายเหรอครับพี่”
จ๊ะจ๋าแปลกใจ
“น้ำท่วมกรุงเทพรอบสองเหรอคะ”
จี่หอยยิ้มกว้าง
“เปล่า ร้องไห้ดีใจ เจอรุ้งแล้ว”
ทั้งสามเอ๋อกันไป

เมธเลิกสายจากจี่หอย เดินมาสมทบกับทูนอินทร์ที่กำลังเถียงกับส้มป่อยอยู่ ส้มป่อยประสานมือ หน้าเชิ่ดเหมือนนางเอกพูดดราม่าเชิงตัดพ้อ
“หนูโฟนคอลหานายแล้วนะคะ จะเตือนเรื่องนายอิทธิบุกบ้าน แต่นายไม่แม้แต่รับสายส้ม”
ทูนอินทร์ไม่เชื่อ
“อย่ามาโกหกนะยายส้ม โทรหาฉันแล้วทำไมฉันไม่ได้ยิน”
“ตอนนั้นนายคงกำลังวุ่นวายอยู่กับพี่รุ้งละมังคะ เลยไม่สนใจโฟนคอลของส้มแม้แต่นิด”
ส้มป่อยหน้าเชิ่ดหยิ่ง ทูนอินทร์เดินมาข้างหลังแล้วดีดหลังหู
“โอ๊ย! เจ็บ”
“ดี เลิกเล่นละครซักที ทำท่าอย่างกะชมพู่ผสมญาญ่า ไปได้แล้ว ไม่ต้องมาลอยหน้าอยู่แถวนี้”
ส้มป่อยเก๊กสวยใหม่
“นายลองเช็คดูนะคะ สองโมงเช้า ส้มโทรแน่ๆฮึ ไปลอยหน้าในครัวก็ได้ ชมพู่ผสมญาญ่า สวยไม่ได้ครึ่งของส้มหรอก”
ส้มป่อยเดินเชิ่ดไป เมธเดินมาหาทูนอินทร์
“ฉันบอกเจ๊หอยเรื่องรุ้งแล้ว แกจะมาหารุ้งพรุ่งนี้”
“ครับพี่”
“แล้วจะเอายังไงต่อ จะให้รุ้งอยู่ที่นี่ต่อไปงั้นเหรอ”
“ผมไม่ให้รุ้งกลับไปหาเจ้าอิทธิหรอกครับ รุ้งเองก็ตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่ที่นี่กับผม”
“อย่าลืมว่าเขายังมีสัญญากับนาย อิทธิอยู่นะ ถ้าไม่กลับไปเคลียร์ เรื่องมันจะวุ่นวายตามมาทีหลัง”
“ผมจะเคลียร์กับเจ้าอิทธิเอง แต่ตอนนี้ผมอยากให้รุ้งอยู่ที่นี่ไปก่อน”
“ตามใจนาย”
ทูนอินทร์หยิบมือถือขึ้นมาดู
“ขอพิสูจน์ยายส้มเสียหน่อยว่าโกหกรึเปล่า”
เมธงงๆ
“อะไรเหรอ”
“ยายส้มบอกว่าโทรหาผมเมื่อเช้า แต่ผมไม่ได้รับ”
ทูนอินทร์ดูเบอร์ แล้วงงไปเลย
“เอ๊ะ อะไรเนี่ย”
เมธแปลกใจ
“ยายส้มโกหกเหรอ”
“ไม่มีเบอร์ยายส้มครับ แต่ นี่มันเบอร์”
“ใคร”
“เบอร์แม่แสงหล้าครับ”
เมธและทูนอินทร์พากันอึ้งไป

เช้าวันใหม่ จี่หอยนำทีมมาหารุ้งระวี
“ดีใจสุด ๆ นึกว่ารุ้งหนีข้ามประเทศไปแล้ว”
“จะหนีข้ามประเทศไปไหนละเจ๊” หนานแหย่
จี่หอยค้อน
“ข้ามโขงไปมั้ง ไม่ต้องมาพูดดีเลยนะ พี่นั่นแหละตัวการลักพาตัวรุ้ง”
“เราถูกบังคับนะเจ๊ ถ้าเราไม่ทำเราก็โดนเตะ” คูนบอกเสียงอ่อย
จี่หอยค้อนอีกขวับ
“กลัวโดนเตะ แต่ยอมติดตาราง คิดได้นะ”
เมธหันไปถามรุ้งระวี
“แล้วจากนี้ รุ้งจะทำยังไง”
รุ้งระวีแค้นๆ
“นาย อิทธิทำกับรุ้งไว้เจ็บแสบมาก งานนี้รุ้งต้องเอาคืนทุกเม็ด รุ้งจะเลิกสัญญาแล้วกลับมาอยู่ในสังกัดรุ้งกินน้ำทันทีค่ะ”
จี่หอยรีบบอก
“งั้นพี่ตามมาด้วยนะ ไม่อยากทำงานให้คนโกงอีกแล้ว”
“ปรางมาด้วยค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”
อินทรยิ้มรับหวานเยิ้ม
“ยินดีต้อนรับครับปราง”
หนานส่งเสียงแซว
“แหม ชวนมะปรางคนเดียวเลยนะ พี่ทร”
คูนยิ้มๆแล้วพูดแหย่
“สงสัยไม่ได้เชิญมาร่วมค่ายอย่างเดียวแล้วละ อย่างนี้ต้องเชิญมาร่วมหัวใจเดียวกันด้วย”
มะปรางกับอินทรอายม้วน เมธยิ้มกว้างอย่างยินดี
“เอาเป็นว่ารุ้งกินน้ำ คือบ้านของพวกเรา บ้านนี้ยินดีต้อนรับทุกคนครับ”
ทุกคนเฮ แล้วรุ้ก็นึกขึ้นได้
“เอ แล้วตอนนี้คุณทูนอยู่ที่ไหนคะ”
อินทรยิ้มๆ
“เห็นว่ากำลังท่องสุนทรพจน์อยู่ครับ”
เมธ หนาน คูนยิ้มให้กันแต่รุ้งระวี จี่หอย มะปรางไม่เข้าใจ

ทูนอินทร์นั่งอยู่ลำพัง รุ้งระวีเดินมาข้างหลัง โดยที่เขาไม่ทันสังเกตกำลังฝึกคำพูดทำเสียงพระเอก
“รุ้งครับ เพื่อเป็นการไถ่โทษความผิดทั้งหมดของผม ผมขอประกาศให้ทุกคนรู้ร่วมกันว่า ผมรักรุ้ง และไม่มีวันรักใครอื่น นอกจากรุ้งคนเดียว และนี่คือสิ่งยืนยันความรักของผม”
ทูนอินทร์หยิบกล่องแหวนออกมาเปิดออกแล้วคุกเข่าลง ยื่นกล่องแหวนออกไป รุ้งระวีมองอย่างงง ๆเพราะเขาเล่นเองเออเอง
“ตอนนี้ทุกคนก็จะฮือฮา ปรบมือ ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว รุ้งครับแต่งงานกับผมนะครับ แล้วรุ้งก็หยิบแหวนออกมา เราก็จะ” ทูนอินทร์ลุกขึ้น “สวมแหวนให้รุ้ง” เขาทำท่าสวม “ทุกคนก็จะเชียร์ให้เราจูบรุ้งเราก็จะเขินหน่อยๆ รุ้งจะเอียงอาย แต่แล้วเราก็จะ”
ทูนอินทร์ทำท่ารวบร่างรุ้งระวีมากอดจูบ โดยใช้มือโอบร่างตัวเองเล่นคนเดียวจนรุ้งระวีทนไม่ไหวหัวเราะออกมา เขาสะดุ้งหันมามอง
“รุ้ง”
“เล่นคนเดียวก็ได้นะคะ”
ทูนอินทร์รีบเก็บกล่องแหวนไว้ข้างหลัง
“ไม่ต้องซ่อนค่ะ เอาออกมาเถอะ”
“โธ่ ผมกะว่าจะเซอร์ไพรส์คุณตอนมื้อเที่ยงวันนี้ ต่อหน้าทุกคน”
“ไม่ดีหรอกค่ะ ฉันว่าสวมแหวนให้กันน่ะ ต้องสองต่อสองเท่านั้น”
“จริงเหรอครับ”
รุ้งระวีเดินมาหา
“พร้อมแล้วค่ะ”
“ตรงนี้เลยเหรอครับ”
“เพิงแสงจันทร์คือที่ๆทำให้เรารักกันไม่ใช่เหรอคะ”
“ใช่ครับ แต่ผมไม่นึกว่ารุ้งจะให้เกียรติเพิงกระจอกๆ ของผมขนาดนี้”
“ที่ๆทำให้เรารักกันย่อมมีเกียรติเสมอ และเพิงแสงจันทร์ในวันนี้ไม่เคยงดงามเท่านี้มาก่อนเลย”
ทูนอินทร์ยิ้มปลื้ม ดึงแหวนออกมาจากกล่อง จับนิ้วงามของรุ้งระวีขึ้นมาแล้วบรรจงสวมแหวนให้อย่างทะนุถนอม
“แหวนวงนี้เป็นพยานยืนยันว่าเราจะรักกันตลอดไปนะรุ้ง”
“ค่ะ”
“ดีใจเหลือเกินที่ได้ต้อนรับรุ้งกลับบ้านอีกครั้ง”
ทุนอินทร์ดึงรุ้งระวีมากอด กลางขุนเขาสวยงามตรงหน้า

เย็นนั้น ทูนอินทร์ขวนทุกคนมากินเลี้ยง ที่ระเบียงบ้าน เบื้องหน้าเป็นทิวเขาสวยงาม เมธเล่นกีตาร์เพลงโปรดทุกคนร้องตาม จี่หอย อินทร หนาน คูนลุกขึ้นมาเต้นตามจังหวะเป็นที่ครึกครื้น ส้มป่อยและป้าแป๋วยกอาหารเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ ส้มป่อยกระโดดเข้ามาร่วมเต้นด้วย จี่หอยนึกได้ยกมือให้หยุดเต้น
“เดี๋ยวค่ะ ว่าที่บ่าวสาวยังไม่ได้เล่าเลยว่าไปแอบสวม ให้กันตั้งแต่เมื่อไหร่”
คูนมองยิ้มๆ
“สวมอะไรเจ๊หอย เขาเหรอ”
จี่หอยค้อน
“เขาควายน่ะมันพี่หนาน หอยหมายถึงสวมแหวนค่ะ”
ทูนอินทร์ยิ้มแย้มบอก
“สวมให้เมื่อช่วงบ่ายนี่แหละครับ แต่ตอนนี้เย็นแล้วยังไม่ถอด แสดงว่ารับรักจริงๆ”
ทุกคนกิ๊วก๊าว อินทรหันไปแหย่รุ้งระวี
“พี่รุ้งพูดบ้างครับ”
“พูดได้แต่ว่า เป็นการลักพาตัวที่โรแมนติคที่สุดเลยค่ะ”
ทุกคนกิ๊วก๊าวอีกรุ้งระวีสบตาทูนอินทร์
“แหม นึกว่าจะทรมานอะไรมากมาย ประเภทล่ามโซ่ หรือใช้แส้โบย ที่ไหนได้ ให้อดอาหารแค่มื้อเดียว จากนั้นก็เลี้ยงดูอย่างนี้”
จี่หอยยังสงสัยไม่เลิก
“เดี๋ยว...เดี๋ยว แล้วตอนที่คืนดีน่ะ คืนดีกันยังไง”
มะปรางก็สงสัย
“ใช่ค่ะ ปรับความเข้าใจกันยังไงคะ”
ทูนอินทร์และรุ้งระวีเกิดอาการเขิน แสงหล้าแอบดูอยู่ที่นอกเฉลียงบ้านยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ทูนอินทร์เขินหน้าแดง
“ก็ ไม่รู้เหมือนกัน แต่เปิดให้รุ้งเขาดูนิดเดียว เขาก็เข้าใจผมได้อย่างทะลุปรุโปร่ง”
ทั้งหมดหน้าตื่นร้องเอะอะ จี่หอยอยากรู้มาก
“ดูอะไรคะ”
หนานสงสัย
“เปิดอะไร”
คูนมองหน้าเจ้านายอยากรู้มาก
“เห็นอะไรกันเหรอ”
ทูนอินทร์ส่ายหน้าเซ็งๆ
“ม่ายช่าย เปิดไอแพ็ดให้เขาดูเนื้อเพลงต้มยำลำซิ่งน่ะ”
ทุกคนร้องออกมาพร้อมกัน
“อ๋อ”
รุ้งระวีพยักหน้ารับ
“ค่ะ เพลง ต้มยำลำซิ่ง นี่แหละ ที่ทำให้รุ้งรู้ว่าคุณทูนตั้งใจจะให้รุ้งร้องเพลงนี้มากแค่ไหน เราเข้าใจกันได้ก็เพราะเพลงนี้ละค่ะ”
เมธยิ้มให้ทูนอินทร์
“สมเป็นนักแต่งเพลงมือหนึ่ง ใช้เพลงคืนดีกับคนรักได้”
รุ้งระวีจ้องตาเขา
“เพราะฉะนั้น คุณจะต้องทำตามที่คุณตั้งใจไว้”
ทูนอินทร์จ้องตอบ
“อะไรเหรอครับ”
“สอนรุ้งร้องเพลงนี้คู่กับคุณ และเราจะทำให้เพลงนี้เป็นเพลงฮิตเพลงแรกของค่าย รุ้งกินน้ำ ของเราค่ะ”
ทูนอินทร์ยิ้มดีใจ
“จะสอนให้สุดฝีมือเลย”
ทุกคนเฮลั่น อินทรชูแก้ว
“งั้น ชนแก้วกันหน่อยครับ”
ทุกคนชนแก้ว เมธเกากีตาร์ ร้องเพลงคึกคัก ทุกคนออกมาแดนซ์กระจายกันอีกหน ส้มป่อยกินกับแกล้มและเต้นไปด้วยเหลือบมองมานอกห้องเห็นแสงหล้าแอบอยู่ ส้มป่อยแยกตัวมาหา
“ป้าแสง มาหลบอยู่ทำไม ไปฉลองกันเร็ว”
“ไม่เอาละ ป้าอยู่ตรงนี้ดีแล้ว นี่ส้ม คุณทูนเขาให้แหวนรุ้งจริงๆนะ”
“ก็จริงน่ะซีคะ เขาหมั้นหมายกันแล้ว จะไปดูฤกษ์ดูยามกันพรุ่งนี้แล้วด้วย”
แสงหล้าถอนใจอย่างโล่งใจ
“เฮ้อ รุ้งของป้า ในที่สุดก็มีความสุขกับคนรักเสียที”
“ป้า ออกไปเร็ว พี่รุ้งเขาอยากเจอ”
“ไม่กล้าหรอกส้ม เราไปสนุกเถอะ เดี๋ยวป้าไปทำยำเพิ่ม”
“ป้าน่ะ ไม่เข้าใจเลยจริงๆงั้นไปละ”
ส้มป่อยแยกไป แสงหล้ายังแอบดูรุ้งระวีที่กำลังสนุกสนานอยู่กับทูนอินทร์และทุกคน เธอยิ้มละไมแล้วค่อยๆสลดลง
“รุ้ง ถ้ารุ้งมีความสุขแล้ว ก็คงหมดภาระของแม่แล้วละ แม่ก็คงไปตามทางของแม่”
แสงหล้าหน้าเศร้า ก่อนจะลงเรือนไป
วันรุ่งขึ้น ทั้งสามอยู่ในห้องอัดเสียง รุ้งระวียืนอยู่กับแสตนด์วางโน้ตเพลงกำลังวอร์มเสียงด้วยการร้องตามเสียงอิเล็คโทนที่พี่เมธเล่นอยู่ สักครู่ทูนอินทร์ลุกจากหน้าคอมพิวเตอร์เดินมาคุยกับรุ้งระวี
“ผมกับพี่เมธปรึกษากันแล้ว เมื่อรุ้งมาเปิดตัวค่ายเพลงของเรา เราไม่อยากให้รุ้งเป็นแค่นักร้องแอลเอที่รักในเพลงลูกทุ่งไทย แต่เราอยากสร้างรุ้งให้เป็นนักร้องลูกทุ่งที่อนุรักษ์เพลงไทยด้วย”
“ยังไงคะ”
“เพลงในอัลบั้มใหม่ รุ้งและผมอาจจะร้องลูกทุ่งในแบบฉบับของครูเพลงดังๆเช่นครูไพบูลย์ ครูแก้ว ที่เป็นบรมครู สร้างวัฒนธรรมเพลงลูกทุ่งเป็นมรดกตกทอดมาถึงพวกเราทุกวันนี้”
เมธเดินเข้ามา
“ใช่ สมัยนี้เพลงลูกทุ่งกลายพันธุ์ไปเสียเยอะ เพราะถูกฝรั่ง เกาหลีเข้ามาปนเปื้อนไปหมด พี่ก็เลยอยากทำเพลงแนวอนุรักษ์ให้รุ้งได้ร้องสักชุดนึง”
รุ้งระวียิ้มยินดี
“ดีใจมากค่ะ ขอบคุณค่ะพี่เมธที่ให้โอกาส แต่ คงยากแน่ๆเลย”
ทูนอินทร์ยิ้มให้กำลังใจ
“ไม่ยากหรอกครับ สำหรับความสามารถของรุ้ง”
“แล้วรุ้งจะเริ่มจากอะไรก่อนดีละคะ”
“ต้องฟังให้คุ้นหูก่อน แล้วก็จะรู้ท่วงทำนองลักษณะการเอื้อน การทอดเสียงต่างๆ” เมธแนะ
“ค่ะ”
รุ้งระวีตื่นเต้นยินดี หันไปยิ้มกับทูนอินทร์

เมธ ทูนอินทร์และรุ้งระวีนั่งกันอยู่ที่เพิงแสงจันทร์
“เสน่ห์ของเพลงลูกทุ่ง นอกจากความงามของเนื้อร้องและทำนอง มันคือการเอื้อน”
เมธร้องนำเป็นตัวอย่าง รุ้งระวีร้องตาม ทูนอินทร์นั่งฟังอย่างชื่นชม รุ้งระวีฝึกการร้องโดยใช้ลูกคอ เมธร้องไกด์ให้ฟัง รุ้งระวีร้องตาม เมธฟังอย่างพอใจ
“นั่นแหละ ดีมาก นี่คือสิ่งที่รุ้งยังขาดอยู่ เพราะรุ้งร้องจากการเลียนแบบนักร้องรุ่นพี่ เรายังไม่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง นี่แหละที่รุ้งจะต้องหาต้นแบบของเราให้เจอ”
รุ้งระวียิ้มรับ
“ค่ะ แต่มันยากนะคะ”
“นายทูนคงช่วยรุ้งได้”
ทูนอินทร์ยิ้มให้กำลังใจรุ้งระวี

ขณะที่หม้อต้มยำกำลังเดือดปุดๆ ทูนอินทร์ใส่เนื้อปลาลงไป รุ้งระวีใส่ผัก ทูนอินทร์เริ่มร้องเพลง
“เด้อ นางเด้อ เด้อ นางเด้อ”
รุ้งระวีร้องรับ
“เด้อ อ้ายเดอ เด้อ อายเดอ”
ทูนอินทร์ตักต้มยำให้รุ้งระวีชิม เธอตักให้เขาชิมบ้าง แล้วร้องเพลงกันต่อ
“เศร้าทำไม ม่วนใจงามๆ”
“ปรุงรสชาติชีวิต ให้แซ่บจี๊ดๆ ในทุกยาม แซ่บคือกินต้มยำ”
“อ่ะม่วนคือฟังลำซิ่ง”
ทั้งสองร้องเพลงด้วยกันอย่างสนุกสนาน

ฟ้าใสทานอาหารกับจ๊ะจ๋าในร้านอาหารหรู ค่อนข้างเงียบไม่มีผู้คน จ๊ะจ๋าสีหน้าสลด
“นี่ ออกมากินข้าวกับฉันทำหน้าให้มันดีหน่อย ฝืนใจนักรึไง”
จ๊ะจ๋าฝืนยิ้ม
“เปล่าค่ะ”
ฟ้าใสมองออกไปนอกร้าน
“นังจ๋า ดูนั่น”
จ๊ะจ๋ามองตามไปเห็นเฉลากำลังอุ้มหมาเดินผ่านหน้าร้านไป...
เฉลาอุ้มหมาบาบาร่าเดินมาหน้าร้านทำผม มือหนึ่งถือกรงกระเป๋ามาด้วย เปิ้ลซึ่งเป็นพนักงานของร้านรีบออกมาต้อนรับ ฟ้าใสใส่แว่นอำพรางหน้าออกมาดูพร้อมจ๊ะจ๋า
“สวัสดีค่ะ คุณเฉลา พาน้องบาบาร่ามาด้วย น่ารักจัง” เปิ้ลไหว้เฉลาอย่างนอบน้อม
“นี่ พาเข้าไปในร้านไม่ได้เหรอ”
“ต้องขอนะคะคุณพี่ เพราะวันนี้แขกเต็มร้านเลย บางคนแพ้ขนสุนัขค่ะ อีกอย่างถ้าเกิดเห่าขึ้นมา ลูกค้าจะบ่นหนูแย่เลยนะคะ”
“ก็ได้ งั้นก็ใส่กระเป๋าไว้หน้าร้านนี่ก่อน แต่เธอต้องดูแลอย่างดีนะ”
“ไม่ต้องห่วงค่ะ”
เฉลาเข้าร้านไป เปิ้ลรับน้องหมามา แล้วใส่กระเป๋าไว้ก่อนจะบ่นอุบ
“เฮ้อ ปรนนิบัติไฮซ้อไม่พอ ต้องมาดูแลหมาไฮซิ้มอีก เบื่อ อย่าร้องนะมึงนังบาบาร่า ร้องฉันจะบีบปากแกจริงๆ”
หมาหน้ามึนๆ เปิ้ลเข้าร้านไป ฟ้าใสมองน้องหมาอย่างชิงชัง
“อ้อ พานังหมา ลูกมันมาเที่ยว”
“เถ้าเกเนี้ยแกรักน้องหมานี่คะ”
“รักเริกอะไรกัน กลุ่มไฮซ้อของนังนี่มันเลี้ยงหมาแพงๆ ไว้ประดับบารมีแข่งกัน ไม่เห็นเหรอ งานวันประกวดหมาไฮโซน่ะ มันเอาเพชรไปใส่ให้ลูกมันกันทุกคน คนยังไม่มีจะกิน แต่ให้หมากินดีอยู่ดีกว่าคนเสียอีก”
“คนเขารักสัตว์นี่คะ คนไม่รักสัตว์คงไม่เข้าใจหรอก ยิ่งไม่รักแม้แต่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันยิ่งไม่เข้าใจใหญ่”
ฟ้าใสหันขวับมามองหน้าจ๊ะจ๋า
“แกว่าใคร”
“เปล่าค่ะ”
“เดี๋ยวนี้ปากดี ไม่ต้องไปเข้าข้างมันนะ งานนี้แกต้องช่วยฉัน”
“พี่ฟ้าจะทำอะไร”
“แก้แค้นนังแก่ไง มันเคยแย่งเพชรฉันไปใส่ให้ลูกมัน งานนี้ฉันจะทำให้นังแก่มันช็อคไปเลย”
ฟ้าใสยิ้มหยัน จ๊ะจ๋าหวาดหวั่น

จี่หอยและมะปรางกำลังคุยกันอยู่ อินทรนั่งครุ่นคิดอยู่มุมหนึ่ง
“เรื่องรุ้งอยู่ที่บ้านอินสรวง อย่าเพิ่งบอกใครนะปราง เดี๋ยวรู้ถึงคุณอิทธิ รุ้งจะลำบาก ตอนนี้ทำไม่รู้ไม่เห็นไปก่อน” จี่หอยกำชับ
“ค่ะ”
อินทรตัดสินใจเดินมาหาจี่หอย ท่าทางเป็นทางการ
“พี่หอยครับ ผมมีเรื่องสำคัญจะปรึกษาพี่หอย”
“ว่ามาซีฮะ”
“ในฐานะที่พี่หอยเป็นผู้ใหญ่ และเป็นผู้ปกครองที่ผมนับถือ ผมขอ”
“ขออะไร”
อินทรเขิน
“ขอความรักครับ”
ของในมือจี่หอยร่วงไปทันที มะปรางอึ้งไป
“ขอความรักจากพี่” จี่หอยถามย้ำ
“ใช่ครับ อนุญาตผมนะครับพี่”
“ละ แล้วนึกยังไง มาขอความรักเอาตอนนี้”
“มันถึงเวลาแล้ว เพราะความรักมันสุกงอมเต็มที”
“เหมือนมวลน้ำก้อนใหญ่กำลังปะทะบิ๊คแบ็คเลยใช่ไหม”
“ใช่ครับ”
“บิ๊คแบ็คกำลังจะทะลายเต็มที ทั้งๆที่มีเสียงแว่วว่า เอาอยู่ เอาอยู่”
“เอาไม่อยู่แล้วครับ”
“งั้นขึ้นชั้นบนเลย ตรงไหนก็ได้ ริมระเบียงก็ดีนะ”
จี่หอยคว้ามืออินทรจะพาขึ้นชั้นบน อินทรรั้งไว้
“เดี๋ยวครับพี่ ขึ้นข้างบนทำไม”
“อ้าว ไปช่วยกันทะลายบิ๊คแบ็คของพี่ไง”
อินทรถอนใจ
“เข้าใจผิดแล้วครับ”
“เอ๊ะ ยังไง ก็ขอความรักจากพี่ไม่ใช่เหรอ”
“ขอความรักจากมะปราง จากพี่ต่างหากล่ะครับ”
มะปรางโล่งอก จี่หอยหน้าเหวอ
“คุณทร แล้วทำไมไม่พูดให้จบความ พี่หอยนึกว่า ”
“นั่นซีคะ ปรางก็นึกว่าคุณทรเปลี่ยนรสนิยม”
อินทรเขินเกาหัวแกรก
“มันตื่นเต้นน่ะครับ นะครับ ผมขอแต่งงานกับ มะปรางครับ”
มะปรางตะลึง
“คุณทร”
“ถ้าปรางไม่รังเกียจผู้ชายที่ไม่มีอะไรอย่างผม”
มะปรางก้มหน้าอาย จี่หอยมองๆ
“ยายปรางว่าไง”
มะปรางหันไปถามจี่หอยอย่างเขินๆ
“พี่หอยเห็นชอบด้วยรึเปล่าคะ”
“คิดก่อน รวย หล่อ ล่ำ ร้องเพลงเพราะ ไม่เจ้าชู้ เอาเถอะปราง ชาตินี้แกคงหาแบบนี้ไม่ได้แล้วละ”
มะปรางหันมายิ้มเขิน
“งั้นก็ ตกลงค่ะคุณทร”
“ดีใจจังเลย”
อินทรเข้ากอดมะปราง จี่หอยกระแอมเตือน
“อะแฮ่ม”
อินทรปล่อยร่างมะปราง
“ขอบคุณครับพี่หอย”
อินทรเข้ากอด จี่หอยทำเคลิ้ม
“จูบแก้ม จูบ”
อินทรหอมแก้ม จี่หอยตาปรือครางกระเส่า เสียงมือถืออินทรดังขึ้น เขารีบปล่อยร่างจี่หอยแล้วกดรับสาย จี่หอยเสียดาย
“ว่าไงครับ จ๋า”
จ๊ะจ๋ายืนอยู่กับกลุ่มวินมอเตอร์ไซค์ กำลังระล่ำระลักพูดสาย
“คุณทรคะ พี่ฟ้าทำเรื่องอีกแล้ว”
“เรื่องอะไร”
“พี่ฟ้าจะแก้แค้นเจ๊เฉลา แล้วให้ฉันเป็นคนจัดการด้วยค่ะ”
“จ๋าอยู่ที่ไหน”
“ฉันอยู่พุทธมณฑลนี่เอง ที่เดอะไซเคิล”
“ไม่ไกล งั้นผมไปหาเดี๋ยวนี้”
“ขอบคุณค่ะ”
จ๊ะจ๋าเลิกสาย หันไปทางกลุ่มวิน
“เอาไงน้อง จะให้จัดการหมาจริงๆเหรอ”
จ๊ะจ๋ายิ้มแหยๆ
“ค่ะ แต่พี่คะ อย่าให้น้องหมาเป็นอะไรนะคะ”
“ไม่ต้องห่วง” กลุ่มวินยืนยัน

เฉลานั่งทำผมอยู่ในร้าน คุยกับช่างอยู่ ไม่ได้มองออกมา วินมอเตอร์ไซค์ที่เปลี่ยนชุดแล้ว ใส่แว่นดำเดินเข้ามาที่กรงหมา ดูลาดเลาในร้าน ไม่เห็นใครมองมาก็เปิดกรง อุ้มหมาออกมาแล้วรีบเผ่นไป เปิ้ลเดินออกมา นอกร้านพอดีจะเอาขนมให้หมาเห็นกรงเปิดอยู่ก็ตกใจ
“ว้าย นังบาบาร่า แกหายไปไหนแล้ว ว้ายตายแล้ว”
เปิ้ลรีบกลับเข้าร้าน
“คุณพี่คะ”
“มีอะไร”
“น้องบาร์บ หลุดออกจากกรงค่ะ”
“อะไรนะ” เฉลาตกใจรีบออกมาหน้าร้าน “น้องบาร์บ ลูกฉัน ลูกฉันไปไหน ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าให้ดูให้ดี”
“ขอโทษค่ะ”
เฉลารีบวิ่งหา ทั้งๆ ที่ผมยังมีกิ๊ปเต็มหัว เปิ้ลวิ่งตาม
น้องหมาวิ่งหน้าตื่นอยู่ที่ลานจอดรถ รถบางคันกำลังแล่นเข้าออก บีบแตรกันสนั่นเมื่อเห็นหมา ฟ้าใสนั่งหน้าเหี้ยมอยู่ในรถ จ๊ะจ๋านั่งอยู่ข้างๆ มองเห็นน้องหมากำลังวิ่งอยู่กลางถนน ฟ้าใสยิ้มอย่างพึงใจ จ๊ะจ๋ามองฟ้าใสอย่างกลัวๆในสิ่งที่จะเกิดตามมา
เฉลาวิ่งหาตามร้าน เปิ้ลตามมา
“ลูกฉัน บาร์บ หนูไหนลูก บาร์บ”
เปิ้ลช่วยหา
“น้องบาร์บขา อยู่ไหนคะ”
“ถ้าลูกฉันเป็นอะไร ฉันเล่นงานเธอจริงๆนะ”
เสียงรถบีบแตรกันสนั่นดังมาจากลานจอด เปิ้ลตกใจ
“อุ๊ย สงสัยจะอยู่ที่ลานจอดรถค่ะ”
“ว้าย! รถ”
เฉลากรีดร้องลั่น วิ่งไปที่ลานจอดรถทันที น้องหมาวิ่งหน้าตื่นมากลางลาน รถแล่นอ้อมกันไป ฟ้าใสและจ๊ะจ๋ามองมาที่น้องหมา
“นังแก่ แกเตรียมรับวิญญาณลูกแกไปได้เลย”
ฟ้าใสทะยานขับรถออกไปอย่างเร็ว พุ่งตรงไปที่น้องหมา จ๊ะจ๋าตกใจ
“พี่ฟ้าอย่า”
รถจะเข้าทับน้องหมา จ๊ะจ๋าดันพวงมาลัยจนรถแฉลบเบี่ยงไป ฟ้าใสโมโห
“นังจ๋า แกทำอะไร”
“พี่จะฆ่าน้องหมาไม่ได้ค่ะ”
จ๊ะจ๋าพูดได้เท่านั้นก็วิ่งลงจากรถ น้องหมาวิ่งกระเจิงไปหลบอยู่มุมหนึ่ง จ๊ะจ๋าวิ่งตามไปอุ้มน้องหมามา ฟ้าใสแล่นตรงเข้ามาทำท่าจะชน จ๊ะจ๋ากรีดร้องลั่น แล้วหลบวูบล้มไปกับพื้นทั้งหมาทั้งคน ฟ้าใสแล่นรถทะยานไป
เฉลาและเปิ้ลวิ่งมาที่ลานจอดรถ จังหวะที่ฟ้าใสแล่นผ่านมา เกือบเฉี่ยวเข้ากับร่างของเฉลา เปิ้ลและเฉลากรีดร้องเซล้มกันไป ฟ้าใสแสยะยิ้ม เปิ้ลโกรธมากโวยวายลั่น
“ต๊าย ขับรถประสาอะไรเนี่ย”
เปิ้ลประคองเฉลาลุกขึ้น เฉลายังมองตามรถนั้นอย่างคุ้น
“คุณพี่เป็นอะไรรึเปล่าคะ”
“ไม่เป็นไร นั่นมันรถนัง...”
“รถใครคะ”
ทันใดนั้นเสียงน้องหมาเห่าอยู่ไม่ไกล หันขวับไปตามเสียง
“ลูกแม่”
ทั้งสองวิ่งเข้าไปที่ลานจอดเห็นจ๊ะจ๋ากอดน้องหมาตัวสั่นเทาอยู่ ทั้งสองมาจากด้านหลังน้องหมาเห่าตลอด จ๊ะจ๋าพยามปลอบ
“ไม่ต้องกลัวแล้วนะ ไม่เป็นไรแล้ว”
เฉลาเข้ามา
“น้องบาร์บ เธอ นั่นหมาฉันรึเปล่า”
จ๊ะจ๋าหันไป
“อ้าว ยายจ๋า”
เฉลารับน้องหมามากอดไว้
“ลูกแม่เป็นยังไงบ้างลูก หลุดออกมาจากกรงได้ยังไงเนี่ย”
เฉลาเอะใจ มองจ๊ะจ๋านิ่ง จ๊ะจ๋าหน้าซีดไม่กล้าสบสายตา
“แล้วเธอมาทำอะไรที่นี่”
“คือ”
เฉลาเสียงเครียด
“เธอทำอะไรลูกฉัน เธอเป็นคนปล่อยออกมาจากกรงใช่ไหม”
จ๊ะจ๋าพูดไม่ออก เฉลาส่งหมาไปให้เปิ้ลอุ้ม จับไหล่ของจ๊ะจ๋าเขย่าอย่างแรง
“พูดมา เมื่อกี้ฉันเห็นรถของนังฟ้าใส แกร่วมมือกับมันทำร้ายลูกฉันใช่ไหม”
“หนูเปล่าค่ะ”
“อย่ามาโกหก สารภาพมาซะดีๆ”
จ๊ะจ๋าร้องไห้โฮ
“ไม่ต้องมาร้อง พูดมา ฉันบอกให้พูดไง”
ขณะเดียวกันนั้น รถของอินทรแล่นมาจอด อินทรและมะปรางรีบลงจากรถเข้ามาสมทบ
“เรื่องอะไรกันครับ จำเป็นยังไง”
เฉลามองหน้าอินทรอย่างไม่พอใจ มะปรางดึงจ๊ะจ๋าที่ร้องไห้สะอึกสะอื้น ไปกอดไว้ เฉลามองหน้าอินทรอย่างไม่พอใจ
“นายเป็นใคร อย่ามายุ่งได้ไหม นี่เรื่องของฉันกับนังจ๋า”
“จ๋าเป็นเพื่อนผม ยังไงก็ต้องยุ่งครับ”
“ยายนี่ร่วมมือกับนังฟ้าใส จะฆ่าหมาฉัน”
“จ๋าถูกยายฟ้าใสบังคับครับ”
มะปรางรีบช่วยยืนยันอีกคน
“ค่ะ จ๋าโทรมาหาเราเมื่อกี้บอกว่าถูกบังคับจริงๆ”
เฉลามองหนุ่มสาวทั้งสามอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง อินทรหันไปมองหน้าจ๊ะจ๋า
“จ๋า ถึงเวลาแล้วที่เธอต้องพูดความจริงทุกอย่าง”
เฉลาแปลกใจ
“ความจริงอะไร”
“เรื่องนี้ต้องคุยกันยาวครับ ผมมีเรื่องจะขอร้องเจ๊ด้วย”
เฉลามองทั้งสามอย่างไม่วางใจนัก

รุ้งระวีและทูนอินทร์นั่งกินของว่างอยู่ด้วยกัน รุ้งระวีอ่านหนังสือพิมพ์ที่ยังลงข่าวเรื่องของตน
“นี่ค่ะ เล่มนี้บอกว่ารุ้งระวียังหายตัวลึกลับ ลือหึ่งว่าแอบไปเมืองนอก เพื่อทำแท้ง ใครนะที่ให้ข่าว”
“แล้วจะแก้ข่าวไหมครับ หรือจะเลยตามเลย”
“เอาไงดีละคะ ตอนนี้คุณเป็นเหมือนผู้จัดการส่วนตัวของฉันแล้วนี่”
“เป็นผม จะเลยตามเลย แล้วจะออกมายอมรับหลังจากนี้สักครึ่งปี”
“ยอมรับว่าอะไรคะ”
“ยอมรับว่าท้องจริงน่ะซีครับ กับนายทูนคนนี้”
“บ้า คุณนี่”
รุ้งระวีทุบไหล่ทูนอินทร์ ทั้งสองหัวเราะกันอย่างรักใคร่ แสงหล้าแอบดูอย่างปลื้มใจ
“วันนี้แม่จะทำอาหารให้ลูกทานเป็นมื้อสุดท้ายแล้ว”
แสงหล้าหลบไป

ทั้งหมดเข้ามานั่งคุยกันในร้านอาหาร อินทร มะปราง จ๊ะจ๋า นั่งอยู่ตรงหน้าเฉลาที่หน้าเครียดอุ้มน้องหมาอยู่
“อะไรนะ นังฟ้าใสนอนกับนายอิทธิ เพื่อหวังจะย้ายค่าย”
จ๊ะจ๋าพยักหน้า
“ค่ะ”
เฉลาเหล่มอง
“แน่ใจนะที่เล่ามาทั้งหมดเป็นเรื่องจริง”
“จริงทุกอย่างค่ะ จ๋าเห็นกับตาตัวเอง”
เฉลาหันไปถามอินทร
“แล้วที่ว่ามีเรื่องจะขอร้องฉัน เรื่องอะไร”
“ผมจะขอให้เจ๊ช่วยพูดกับเสี่ยดำรง ผมจะขอตัวจ๋ามาอยู่สังกัดค่ายเพลงของผม”
เฉลาครุ่นคิด

รุ้งระวีออกมาเดินเล่นที่เฉลียงบ้านกับทูนอินทร์
“ทูนคะ เราจะจัดการเรื่องนาย อิทธิยังไงดี ฉันยังมีสัญญาทาสอยู่”
“ทนายผมกำลังหาทางอยู่ ผมจะเล่นงานมันทั้งเรื่องลิขสิทธิ์เพลงที่ถูกขโมย ทั้งเรื่องที่มันหลอกลวงคุณทั้งหมด”
รุ้งระวีวิตกกังวล
“เราต้องไม่แพ้นะคะทูน”
ทูนอินทร์ดึงมากอด
“รับรองครับ”
ทันใดนั้นมีเสียงเพลงแว่วมาจากในครัว รุ้งระวีแปลกใจ
“ใครร้องเพลงคะ”
“ท่าจะป้าแสงน่ะครับ บอกแล้วว่าแกเป็นนักร้องเก่า”
“ทำไมเสียงคุ้นหูจัง เหมือน...”
“เหมือนใครครับ”
“เดี๋ยวนะคะ”
รุ้งระวีนิ่งฟังแล้วอุทานออกมาเบาๆ
“แม่”
รุ้งระวีผละไปทันที ทูนอินทร์มองตามก่อนจะตามไป
แสงหล้ากำลังทำครัวอยู่ ฮัมเพลงของรุ้งระวีเบาๆ รุ้งระวีเข้ามามองอย่างคุ้นในน้ำเสียงโดยที่แสงหล้ายังไม่รู้ตัว รุ้งระวีก้าวเข้ามาในห้องครัว
“ป้าแสงคะ”
แสงหล้าชะงักตะลึงนิ่งไปไม่กล้าหันไปมอง รุ้งระวีพยายามมองแต่เห็นแค่เสี้ยวหน้า
“ร้องเพลงเพราะจัง เพลงอะไรคะ”
ทูนอินทร์เดินข้ามโถงมาหน้าห้องครัว
“รุ้งมีอะไรเหรอ”
รุ้งระวีหันไปมองเดินพ้นประตูครัวมาหาเขาจังหวะนี้ แสงหล้ารีบหลบออกจากครัวไปทันที รุ้งระวีกระซิบบอก
“ทูนคะ เสียงป้าคนนี้เหมือน”
“เหมือนใครครับ”
“เหมือนแม่มากเลย ตอนที่แม่ร้องเพลงกล่อมลูกให้ฉันฟังทางมือถือ คือเสียงนี้แหละ”
ทั้งสองรีบกลับเข้าไปในห้องครัวทันที แต่แสงหล้าอันตรธานไปเสียแล้ว
แสงหล้ารีบหลบออกมาที่สวนหลังบ้าน แล้วแอบอยู่หลังพุ่มไม้ ทูนอินทร์และรุ้งระวีตามออกมา
“ป้าแสงครับ ป้าแสง เอ ไปไหนแล้ว”
“ทำไมต้องหลบหน้าฉันด้วยละคะ”
“แสดงว่ารุ้งยังไม่เคยเจอหน้าป้าแสงเลยเหรอครับ”
“ไม่เคยเลยค่ะ”
“เอ ผมเข้าใจว่าเคยเจอกันแล้วเสียอีก”
“เป็นไปได้ไหมว่าป้าแสง คือแม่แสงหล้า”
“รุ้ง เป็นไปไม่ได้หรอกครับ แม่แสงหล้าจะกล้าเข้ามาอยู่ในบ้านผมได้ยังไง”
“แต่เสียงคล้ายเหลือเกิน”
“เสียงอาจจะคล้ายกันก็ได้นี่ครับ”
“นั่นซี”
“ขึ้นบ้านเถอะ”
ทูนอินทร์โอบขึ้นบ้านไป รุ้งระวียังอ้อยอิ่งอยู่ที่ระเบียง แสงหล้าหลบอยู่หลังพุ่มไม้ น้ำตารื้นมองลูกสาวที่ระเบียง
“งั้นอยู่ใกล้ลูกเกินไปแล้ว ถ้าไอ้คำรณมันรู้เข้า มันต้องทำร้ายลูกแน่ๆ แม่อยู่กับลูกไม่ได้แล้วละ แม่ลานะรุ้งระวี ขอให้มีความสุข แล้วเราคงได้พบกันอีก”
 
อ่านต่อตอนอวสาน พรุ่งนี้



กำลังโหลดความคิดเห็น...