xs
xsm
sm
md
lg

อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 17

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


หมายเหตุ : ตรงตามบทโทรทัศน์ทางช่อง 7 สี มากที่สุด!!!

 อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว  ตอนที่ 17 

เช้าวันต่อมา ดารกากับรัดเกล้ากำลังปิ้งบาร์บีคิว จัดปาร์ตี้เล็กๆ อยู่ในสวนหลังบ้าน

ธานียื่นหน้าเข้ามา “กลิ่นอะไรน๊า....ฮ้อม..... หอม”
ธานีแกล้งยื่นหน้าไปทางแก้มของรัดเกล้า แต่รัดเกล้ารู้ทันเอาที่คีบบาร์บีคิวหนีบจมูกธานี
“หอมมากนักใช่มั้ย นี่แน่ะ”
ธานีร้องลั่น “โอ๊ยยยย ร้อนๆๆๆๆ เล่นอะไรเนี่ย”
“สม! อยากเสนอหน้ามาดีนัก”
รัดเกล้าหันมาพูดกับดารกา “เออ ! แล้วนี่ พี่ภวัตกับแนนนี่ไม่มาร่วมวงด้วยกันเหรอ”
“ดาได้ยินพี่ภวัตดุน้องแนนนี่ เรื่องแกล้งพี่บุษ”
ธานี ยื่นหน้ามาใกล้ๆ รัดเกล้า “แกล้งยังไง”
“เรื่องนั้นดาไม่ทราบ รู้แต่ว่าพี่ภวัตโกรธมาก”
“แนนนี่นิสัยเป็นยังไง... พวกเราก็รู้ๆกันอยู่” รัดเกล้าเบ้ปาก
“ดาสงสารน้อง พยายามเกลี้ยกล่อมพี่ภวัตให้ยกโทษให้แนนนี่ แต่ก็ไม่สำเร็จ ดาผิดเอง”
ดารกาแกล้งทำเป็นจะร้องไห้ออกมา รัดเกล้ารีบปลอบดารกา
“อย่าโทษตัวเองเลย ไม่ใช่ความผิดของน้องดาหรอก เป็นความผิดของยัยแนนนี่ ตัวก่อเรื่องต่างหาก”
“ปกติ สองคนนี้โกรธกัน แป๊บเดียวก็ดีกัน แต่คราวนี้เล่นโกรธกันข้ามวัน หรือว่า..” ธานีชะงักไป แล้วทำตาโต
“หรือว่าอะไร?”
“หรือว่าคราวนี้ ภวัตจะรักคุณบุษด้วยใจจริง ถึงได้ปรี๊ดปรอทแตก โกรธแนนนี่ซะขนาดนั้น”
“มีเหตุผล” รัดเกล้าพยักหน้า

ดารกาฟังแล้วแสลงใจ แต่พยายามเก็บข่ม ระงับอารมณ์เอาไว้ กำที่คีบย่างไว้แน่น แต่แล้วดวงตาของดารกา ก็เรือง
แสง จ้องไปยังเตาบาร์บีคิวเขม็ง พริบตานั้น ที่เตาบาร์บีคิว ก็เกิดไฟลุกพรึ่บขึ้น คล้ายถูกราดรดด้วยน้ำมัน
ความโกรธผสมความเกลียด พลังด้านมืด อสูรร้ายในตัวดารกาก็สำแดงเดช ครั้นพอรู้สึกตัว จึงหันหลัง
กลับ รีบวิ่งออกไป
“เฮ้ย...”รัดเกล้ากับธานีตกใจร้องประสานเสียง
“ไฟ....ไฟไหม้” รัดเกล้าตะโกน
“เอาน้ำมาดับเร็ว” ธานีตั้งสติได้ รีบร้องบอก
รัดเกล้ากลัวลนลาน วิ่งไปคว้าถังน้ำใบใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ
“น้ำๆๆๆๆๆ”
รัดเกล้าสาดน้ำเต็มแรง พอเห็นไฟดับ รัดเกล้าดีใจสุดขีด “ดับแล้ว” แต่ต้องผงะชะงัก “อุ๊ย”
รัดเกล้า มองเห็นธานีโดนน้ำสาดเปียกโชกไปทั้งตัว และมองมาที่รัดเกล้าตาเขียว รัดเกล้าหัวเราะแห้งๆ อายพอๆ
กับขำ สภาพธานี

ไม่นานหลังจากนั้นธานีกำลังใช้ผมขนหนูเช็ดผมที่เปียกน้ำอยู่
“ทำไมจู่ๆ ไฟถึงได้ลุกพึ่บขึ้นมาได้”
รัดเกล้าครุ่นคิดตาม “อืมม...คงเพราะโลกร้อนมั้ง”
“จะบ้าเหรอ...ยัยเกล้า เธอก็พูดไปเรื่อย โลกจะร้อนยังไง ก็ไม่ถึงขั้นทำให้จู่ๆ ไฟก็ลุกแบบนี้หรอก”
รัดเกล้าป้องปากกระซิบกระซาบกับธานี
“พี่ธานีว่าไหม...น้องดาดูแปลกๆไปตอนที่พวกเราพูดถึงพี่ภวัตกับคุณบุษ”
“คิดมากน่า...คงไม่มีอะไรหรอก”
“แต่เกล้าว่า...ต้องมีอะไรแน่ๆ” รัดเกล้าพูดอย่างมั่นใจ
“ผู้หญิงนี่คิดเยอะแบบเธอทุกคนหรือเปล่า คิดเล็กคิดน้อย คิดหยุมหยิม ถามจริงๆเหอะ ไม่เคยรู้สึกรำคาญตัวเองบ้างหรือไง”
รัดเกล้าประชด “เหรออ..ใครจะไปเหมือนผู้ชายอย่างพี่ธานีล่ะคะ คิดน้อยซะจนบางทีก็สิ้นคิด”
ธานีและรัดเกล้าต่างกอดอก สะบัดหน้า เชิดใส่กัน
“เชอะ”ทั้งคู่พูดขึ้นพร้อมกัน
“อ้าว แล้วนี่ น้องดา หายไปไหนแล้ว” ธานีประหลาดใจ

ดารกาที่ธานีถามถึง กำลังเอามือฟาดต้นไม้ อยู่ในสวนรกเรื้อนอกบ้าน เพื่อระบายอารมณ์พุ่งพล่านที่แสนอัดอั้น
ดารกาทุบกำปั้นลงบนต้นไม้สุดแรง อย่างไม่ยั้งมือ
“ฉันเกลียด....เกลียดทุกคนที่คิดแย่งพี่ภวัตไปจากฉัน เกลียดๆๆ โดยเฉพาะแก นังบุษบา สารพัดพิษ”
มือของดารกามีเลือดไหลออกมา หากแต่เลือดที่ไหลออกมานั้นเป็นสีดำคล้ำผิดจากเลือดมนุษย์ทั่วไป
ดารกามองเลือดที่มือตัวเอง แล้วตกใจ
“เลือด...ทำไมเลือดฉัน ถึงได้เป็นสีนี้”
เสียงอสูรสดับดังขึ้นมา
“ก็เพราะเจ้า มีสายเลือดอสูรอยู่ในตัวน่ะสิ”
ดารกาหันหลังขวับ เห็นสดับก้าวออกมาจากสุมทุมพุ่มไม้ใกล้ๆ บริเวณนั้น
“แก...นี่ แกอีกแล้วเหรอ”
“ยิ่งใกล้กำหนด อายุครบ 22 เท่าไหร่ เลือดอสูรในตัวของเจ้าก็จะยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น” อสูรสดับบอกย้ำ
“ไม่จริง” ดารการ้องลั่น
“อย่าหลอกตัวเองอีกต่อไปเลย ยอมรับชาติกำเนิดที่แท้จริงของตัวเองซะเถอะ” อสูรสดับบอก
ดารกาเข่าอ่อนทรุดตัวฮวบลง อย่างหมดแรง ก่อนจะปล่อยโฮออกมา
“นี่ฉันจะต้องเป็นอสูรจริงๆหรือนี่”
“เป็นอสูรไม่ดีตรงไหน... พลังอสูรจะทำให้เจ้าได้ครอบครอง ทุกอย่างตามที่เจ้าปรารถนา...แม้กระทั่ง ชายที่เจ้ารัก”
ดารกามีสีหน้าครุ่นคิด เริ่มคล้อยตามอสูรสดับ
“ยิ่งจิตใจเจ้าจมดิ่งสู่ห้วงความโกรธแค้น อาฆาต ชิงชังมากเท่าไหร่ ฤทธานุภาพของพลังอสูรก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น”
สดับเหลือบไปเห็นดารกานิ่งเหมือนยอมจำนน ก็แสยะยิ้มที่มุมปาก
ดารกากำลังตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต

ภวัตกำลังออกกำลังอยู่กายในฟิตเนส ทั้งเล่นเหวต วิ่งบนลู่วิ่ง ยกน้ำหนัก ฯลฯ
เวลาผ่านไป พอออกกำลังกายเสร็จแล้ว ภวัตตรงมายังตู้ล็อกเกอร์ เพื่อเปลี่ยนผ้าขนหนู ทันทีที่ภวัตเปิดตู้ลอคเกอร์ออก ก็เห็นตุ๊กตารูปเดวิล อสูรน้อยมีเขา แขวนอยู่
ที่ตุ๊กตาตัวนั้นติดป้ายโพส-อิต กำกับมาเป็นคำว่า “ขอโทษ” ที่เขียนด้วยลายมือของแนนนี่
ภวัตดึงโพสอิตออกมาดู แล้วอดยิ้มไม่ได้ ภวัตปิดประตูตู้ล็อกเกอร์ ก็เห็นแนนนี่ยืนอยู่ อย่างเซอร์ไพร้ส
“แนนนี่”ภวัตตกใจ
แนนนี่เสียงอ่อย “แนนนี่จะมาขอโทษพี่ภวัต”
ภวัตแกล้งเก๊ก ตีหน้าขรึม เบือนหน้าไปทางอื่น แนนนี่ปราดเข้าไปง้อ
“พี่ภวัตอย่าโกรธแนนนี่เลยนะคะ แนนนี่ขอโทษจากใจจริง ต่อไปนี้แนนนี่จะไม่ดื้อ ไม่ซน เป็นเด็กดี เชื่อฟังพี่ภวัตทู้กกกก.... อย่าง”
ภวัตแปลกใจ “พูดจริงหรือ”
“จริงค่ะ” แนนนี่ ชูนิ้ว 2 นิ้วแบบลูกเสือสำรอง “ด้วยเกียรติของข้า ข้าขอสัญญาว่า”
ภวัตหลุดยิ้มออกมา “พอๆๆๆ พี่ยอมเชื่ออีกสักหนก็ได้”
“พี่ภวัตหายโกรธแนนนี่แล้วใช่ไหม” แนนนี่ถามย้ำ
“อืมม...” ภวัตยิ้มให้
แนนนี่ตบมือดีใจ แบบเด็กๆ
“เย้...แนนนี่รับปากว่าจะเป็นเด็กดี ไม่แกล้งรังแกใครอีก”
ภวัตขยี้หัวเบาๆ “ดีมาก”
“แต่ของฟรี ย่อมไม่มีในโลก”
“อะไรนะ”
“แนนนี่มีข้อแม้”
ภวัตแปลกใจ “ข้อแม้? ข้อแม้อะไร”
แนนนี่ยิ้มสดใส ไม่ยอมบอก ปล่อยให้ภวัตงงอยู่อย่างนั้น

ภวัตและแนนนี่เดินเล่นกระหนุงกระหนิงในสวนสาธารณะ ที่มีบึงน้ำขนาดใหญ่ตรงกลาง
“นาน น้าน...พี่ภวัตถึงจะพาแนนนี่ ออกมาเปิดหูเปิดตาสักที”
“งานพี่ยุ่ง...ใครจะไปเหมือนเราล่ะ มีเวลาว่างทั้งอาทิตย์หัดเอาเวลาไปท่องหนังสือสอบเหมือนพี่ดาเสียมั่ง”
“มีแต่ท่อง...ท่อง...ท่อง... ไม่เห็นสนุก สู้ไปเที่ยวไม่ได้ สนุกกว่า มีอะไรน่าตื่นเต้นเยอะ”
“พี่ล่ะเชื่อเธอเลย” ภวัตยิ้มอย่างเอ็นดู
“เวลาพี่ภวัตอารมณ์ดี แล้วน่ารัก”
ภวัตเขินหน้าแดง แกล้งเฉไฉ มองไปทางอื่น แนนนนี่มองภวัตแล้วอมยิ้ม

ครู่ต่อมา ภวัตกับแนนนี่นั่งลงบนเก้าอี้ยาว ริมบึงน้ำในสวน
“ในชีวิตของแนนนี่ มีคนที่แนนนี่รักเพียงไม่กี่คน มีคุณยาย..คุณแม่ปัทมน...แล้วก็...พี่ภวัต”
“แล้วแนนนี่อยากให้คนอื่นๆ รักแนนนี่มั้ย” ภวัตสบโอกาส นาทีทอง
“อยากสิคะ แนนนี่อยากให้ทุกคนรักแนนนี่ โดยเฉพาะพี่ภวัต”
“ไม่ยาก ขอเพียงแต่แนนนี่เป็นเด็กดี...เชื่อฟังพี่ และเลิกใช้เวทมนตร์เท่านั้น”
แนนนี่หันขวับ “ทำไมต้องเลิกใช้”
“เพราะแนนนี่ชอบใช้เวทมนต์กลั่นแกล้ง รังแกคนอื่น”
“แนนนี่เคยใช้เวทมนตร์แกล้งใครไม่ทราบ”
“เยอะ...อย่างน้อยก็คุณบุษ” ภวัตติดใจเรื่องบุษบาไม่หาย
“คนไม่ดี บางทีก็สมควรได้รับบทลงโทษ”
แนนนี่ยักไหล่อย่างไม่แคร์ แถมทำหน้าทะเล้น
“ยังมาทำหน้าทะเล้นอีก ไหนแนนนี่ บอกจะเชื่อฟังพี่ไง”
แนนนี่หน้าบึ้ง กอดอกหันไปทางอื่น
“พี่ขอห้ามเด็ดขาด ห้ามใช้เวทมนตร์คาถาไม่ว่ากรณีใดทั้งสิ้นถ้าขืนยังไม่เชื่อ พี่จะไม่พาเธอไปไหนอีก”
ภวัตทำเป็นปั้นปึงใส่
“ก็ได้ค่ะ แนนนี่รับปาก” แนนนี่ตอบน้ำเสียงสะบัด “ไม่ใช้ ก็ไม่ใช้”
ภวัตยิ้มอย่างพอใจ “ดีมาก”
จังหวะนั้นแนนนี่เห็นรถไอติม สั่นกระดิ่งกรุ๋งกริ๋ง แนนนี่หันมาอ้อนภวัต
“แนนนี่อยากกินไอติม”
“งั้นรอตรงนี้ เดี๋ยวพี่ไปซื้อมาให้”
ภวัตวิ่งออกไปซื้อไอติม แนนนี่ยิ้มอย่างสุใจที่ภวัตคอยเอาใจ
มีเสียงดังตูมใหญ่ เหมือนคนตกน้ำดังขึ้น แนนนี่หันไปมองตามเสียง เห็นเด็กหญิงคนหนึ่งตะเกียกตะกายอยู่กลางสระ ใกล้จะจมน้ำ แนนนี่วิ่งเข้ามา
“เด็กจมน้ำ แนนนี่ต้องช่วย”
แนนนี่ยกมือจะร่ายคาถา แต่ชะงัก
“พี่ภวัต ห้ามเราใช้เวทมนตร์”
แนนนี่ตัดสินใจกระโดดตูมลงไปในบึงทันที

ภวัตเดินเข้ามาในจังหวะนี้ สีหน้าร่าเริง พร้อมด้วยถ้วยไอติมสองถ้วย แต่ไม่เห็นแนนนี่ มีแต่วงน้ำกระเพื่อมในบึงใกล้ๆ
“แนนนี่” ภวัตตะโกนเรียก
แนนนี่ทะลึ่งพรวดขึ้นมาพร้อมกับร่างเด็กหญิง
“พี่ภวัต”
“แนนนี่”
ภวัตตกใจ ทิ้งถ้วยไอติมร่วงลงกับพื้น ทั้งแนนนี่และเด็กหญิงกอดกันพยายามตะเกียกตะกาย เพราะว่ายน้ำไม่เป็นทั้งคู่
“ช่วย...ด้วย...แนนนี่ว่ายน้ำไม่เป็น”
ไวเท่าความคิดภวัตกระโดดตูมลงไปช่วยทั้งเด็กผู้หญิงและแนนนี่ลากเข้าฝั่งพร้อมๆกัน

ภวัตช่วยเด็กผู้หญิงและแนนนี่ลากเข้าฝั่งมาทั้งคู่ พ่อแม่ ของเด็กผู้หญิงวิ่งร้องไห้โฮเข้ามากอดลูก ปลอบขวัญ
“ลูกแม่” หญิงผู้เป็นแม่ร้องออกมาอย่างดีใจ
“ขอบคุณมากนะครับ ที่ช่วยชีวิตลูกผมไว้” ฝ่ายพ่อบอก
“ไม่เป็นไรครับ”
พอพ่อกับแม่อุ้มลูกเดินออกไป ภวัตหันมาดูแนนนี่ที่นอนหมดสติอยู่บนพื้นหญ้า
“แนนนี่! เธออย่าเป็นอะไรนะแนนนี่”
ภวัตพยายามเอามือกดลงบนท้องแนนนี่ เพื่อปฐมพยาบาล แต่ก็ไม่เป็นผล
ภวัตตัดสินใจก้มต่ำลงมาอย่างช้าๆ เตรียมจะผายปอดด้วยวิธีเม้าท์ทูเม้าท์!

ดารกาอยู่ในสวนหลังบ้านกำลังนั่งมองอ่างดินเผากลมๆ ที่เลี้ยงปลาหางนกยูงตัวเล็กๆ แหวกว่ายไปมา
ดารกาครุ่นคิดถึงชะตากรรมของตัวเอง
“มันต้องมีวิธีทำลายความเป็นอสูรในตัวฉันได้สิ”
ทันใดนั้น อ่างดินเผาที่เลี้ยงปลาหางนกยูง ก็มีควันพวยพุ่งออกมาดารกา มองอย่างประหลาดใจ
ที่อ่างดินเผาเห็นเป็นภาพของภวัตกำลังจะจูบปากกับแนนนี่อยู่แล้ว ครู่เดียวภาพนั้นก็หายวับไป กลับเป็นอ่างดินเผาตามเดิม
“พี่ภวัต...นังแนนนี่”
ใบหน้าดารกาดูเกรี้ยวกราด และโกรธจัด

ภวัตยื่นหน้าต่ำลงจนปากกำลังจะประกบกับปากของแนนนี่อยู่แล้ว ทันใดนั้น แนนนี่ สำลักน้ำ พ่นพรวดออกมาใส่หน้าภวัตเต็มๆ สายตาแนนนี่จากเบลอๆ พร่ามัว แล้วค่อยปรับชัดขึ้น
“พี่ภวัต”
“ว่ายน้ำไม่เป็น แล้วกระโดดลงไปทำไม”
“แนนนี่จะช่วยเด็ก แต่พี่ภวัตห้ามไม่ให้แนนนี่ใช้เวทมนตร์”
“แต่เธอก็เกือบจมน้ำตาย”
“แค่เห็นเด็กปลอดภัย แนนนี่ก็สุขใจแล้ว”
ภวัตรู้สึกดีต่อความคิดของแนนนี่

ส่วนดารกากำลังยืนโกรธจนตัวสั่น จังหวะนั้นเองคำพูดของอสูรสดับดังก้องขึ้นมาในหัว
“พลังอสูรจะทำให้เจ้าได้ครอบครองทุกอย่างตามที่เจ้าปรารถนา...แม้กระทั่ง ชายที่เจ้ารัก”
ใบหน้าของดารกาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าอสูร
“นังแนนนี่ !! แกคิดจะแย่งพี่ภวัตไปจากฉัน”
อ่างดินเผาหลังบ้านระเบิดบึ้ม !!!! แตกเป็นเสี่ยงๆ ดารกาหายใจถี่ๆ ด้วยความคับแค้นแน่นอก
ดารกาเหลือบไปยังโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะ หยิบขึ้นมา กดเบอร์โทร.ออก ยิ้มอย่างมีเลศนัย

เวลาเดียวกันโทรศัพท์สายภายในบ้านบุษบาดังขึ้น คนใช้วิ่งจะเข้ามารับ บุษบาตัดหน้ามารับสายเอง
“ไม่ต้อง !! ฉันรับเอง”
บุษบารับโทรศัพท์ขึ้นมาคุย
“ฮัลโหล”

ปากของใครคนหนึ่งพูดโทรศัพท์อยู่ เป็นเสียงของแนนนี่พูดนิ่มนวล
“หายขวัญหนีดีฝ่อเรื่องกุ้งเทมปุระ กลายเป็นกุ้งเต้นหรือยังคะ คุณบุษ ฮิๆๆๆ!!!”

บุษบาจำได้ว่าเป็นเสียงแนนนี่ก็โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง
“แก !!! นังแนนนี่ แกมันเป็นพวกแม่มดหมอผีชัดๆฉันจะแจ้งตำรวจจับแก.. ข้อหา...” บุษบาพยายามจะนึก “ข้อหา.... ปล่อยคุณไสยใส่ฉัน”

“เอาเถอะ จะแจ้งจับฉันเข้าคุกเข้าตะรางด้วยข้อหา อะไรก็เชิญ.... ฉันแค่จะโทรมาบอกว่า ตอนนี้ ว่าที่สามีของคุณ กำลังสวีตอยู่กับฉัน... ก็แค่นั้น...” เสียงแนนนี่พูดนิ่มๆ

บุษบาโกรธจนตัวสั่น
“เดี๋ยวก่อน!!! นังแนนนี่ เดี๋ยว!! แน่จริง อย่าเพิ่งวางหูสินังแนนนี่”
เสียงโทรศัพท์คู่สนทนาตัดสายไปแล้ว
“หน็อย!!! นังอสรพิษ !!! กรี๊ดดดดดด”
บุษบาแหกปากกรี๊ดลั่นบ้าน

ที่จริงแล้วคนที่โทร.หาบุษบา คือดารกา ไม่ใช่แนนนี่ และดารกากำลังยืนยิ้มเจ้าเล่ห์ อย่างสะใจ อยู่ในสวนหลังบ้านนั่นเอง
“นังบุษหน้าโง่... ฉันจะใช้แกนี่แหละเป็นเครื่องมือทำลายนังแนนนี่ โดยที่ฉันไม่ต้องเปลืองตัว แค่นั่งกระดิกเท้าบนภู แล้วดูเสือกัดกัน ฮึๆๆๆ สะใจจริงๆ
ใบหน้าดารกาเวลานั้น มีเงาอสูรแฝงอยู่ และเริ่มฉายชัดมากขึ้นเรื่อยๆ

รถยนต์ของบุษบาซิ่งทะยาน ฝ่าถนนในสวนสาธารณะมาด้วยความเร็วสูง บุษบาบีบแตรไล่บรรดาคนขี่จักรยานออกกำลังกาย แตกตื่น คนที่ปั่นจักรยานออกกำลังกาย ต่างต้องหักหลบ เสียหลักลงข้างทาง ด่ากันขรม
“จะรีบซิ่งไปงานทิ้งกระจาดที่ไหน เจ๊”
รถบุษบายังคงวิ่งไปด้วยความเร็วและแรงอยู่อย่างนั้น

และมาเบรกเอี๊ยดหยุดตรงหน้าภวัตและแนนนี่ บุษบาเปิดประตูปรี่เข้ามาหา
“ภวัต”
ภวัตจำเสียงได้ใจหายวาบ “คุณบุษ”
บุษบาบันดาลโทสะปรี่เข้าไปจะหาเรื่องแนนนี่
“นังแนนนี่ แกกล้าดียังไง ให้ท่าทอดสะพานคุณภวัตของฉันยังไม่พอ ยังหน้าด้าน หน้าทน โทร.มาเยาะเย้ยฉันอีก
ฮะ นังงูพิษ”
ภวัตปราดเข้าไปห้าม กั้นทั้งสองออกจากกัน
“บุษ ! ใจเย็นๆ ก่อนสิ มีอะไรค่อยๆ พูดค่อยๆ จากัน”
“พูดให้มันดีๆ หน่อย คุณบุษบาปลาร้าเน่า ใครโทร.ไปหาคุณไม่ทราบ แค่คิด ก็เสียสุขภาพจิตแล้ว” แนนนี่สวนกลับ
“แนนนี่พอได้แล้ว”
“แก....อีนังหน้าหนา หนายิ่งกว่าคอนกรีตเสริมใยเหล็กสัก 7 หุน ลักกินขโมยกิน แล้วยังมาลอยหน้าทำตาใส
รู้ไว้ซะด้วย คุณภวัตน่ะของฉัน”
แนนนี่ลอยหน้าลอยตา “เหรอ...ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ย มีหลักฐานอะไรที่แสดงว่าพี่ภวัตเป็นของคุณ ไหนบอกมาซิ”
บุษบานึกแล้วนึกอีก “คุณภวัตเคยจูบฉัน”
“จูบ”
แนนนี่ตาโต หันไปมองภวัต ลมเพชรหึงออกหู
ภวัตหน้าเหวอ งงเป็นไก่ตาแตก “เฮ้ยย... ตอนไหน”
“ลืมแล้วเหรอคะ ภวัต... ว่าคุณเคยจูบฉันอย่างดูดดื่มกลางค่ำคืนอันเร่าร้อน” บุษบาส่ายหน้ายั่วยวน หันมาพูดกับแนนนี่ “เป็นไงล่ะ อึ้งกิมกี่ไปเลยสิแก”
“ถ้าจูบ หมายถึง การเป็นเจ้าของ งั้นก็คอยดูให้ดีละกัน”
แนนนี่ร่ายคาถาใส่ภวัต
“คอลโลคิสตัส....”
จู่ๆ ร่างภวัตคล้ายถูกแรงบางอย่างลากเข้ามา ให้จูบปากแนนนี่ ทั้งคู่ริมฝีปากชนกัน ตกอยู่ในภวังค์ คล้ายเวลาหยุดหมุนไปชั่วขณะ
“กรี๊ดด บุษทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ขอตบนังผู้หญิงไร้ยาง ล้างน้ำสักฉาด สองฉาดเถอะ”
บุษบาผลักภวัตล้มลงกับพื้น เงื้อมือจะตบแนนนี่ แนนนี่ใช้เวทมนตร์ร่ายคาถา
“อาโลโฮโมร่า”
บุษบาง้างมือค้าง จะตบก็ตบตบไม่ได้ ใช้อีกมือหนึ่งช่วยแต่ไม่ยอมไป
“ทำไม อึ๊บบ ตบ...ไม่ได้”
แนนนี่ยิ้มเยาะเย้ย
“คราวนี้ ถึงทีฉันมั่ง...อะพาเรซีอุม”
ขาดคำร่างบุษบาลอยหวือกระเด็นตกลงไปกลางบึงน้ำ
“คุณบุษ”
บุษบาโผล่ขึ้นมาหน้าเปื้อนโคลนดำปี๋
“กรี๊ดด”
บรรดาไทยมุง ชี้ชวนกันดูบุษบา มองอย่างขำๆ
“อยากตบล้างน้ำนักไม่ใช่เหรอ เลยช่วยสงเคราะห์ให้ลงไปล้างทั้งตัว ฮิๆๆๆๆ”
“แนนนี่”
แนนนี่หันมาเห็นภวัตโกรธจัด ยืนตาเขียวจ้องตัวเองเขม็งอยู่ ก็หยุดหัวเราะ ทำปากจู๋
“กลับบ้านกับพี่เดี๋ยวนี้”
ภวัตลากข้อมือแนนนี่ออกไปด้วยความโกรสุดขีด

ตอนเย็นวันเดียวกันนั้น ภวัตกลับมาถึงก็เอาแต่นั่งหน้าขรึมอยู่ในห้องรับแขก หน้าตาและท่าทางน่ากลัวมากที่สุด เท่าที่แนนนี่เคยเห็นมา และกำลังจ้องแนนนี่เขม็ง
“ชักเอาใหญ่แล้วนะเรา รับปากกับพี่ว่าจะเป็นเด็กดีไม่ทันไร ก็ดีแตกเสียแล้ว”
“แนนนี่ไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย”
“ไม่ได้ทำอะไรผิดงั้นเหรอ... ผิดข้อแรก...เธอจงใจโทรศัพท์ไปยั่วโมโหคุณบุษเขา”
“แนนนี่ไม่ได้ทำ ยัยคุณบุษนั่นกุเรื่องขึ้นมาใส่ร้ายแนนนี่” แนนนี่เถียงคอเป็นเอ็น
“ถือว่า จับไม่ได้คาหนังคาเขา... พี่จะยอมยกประโยชน์ให้แก่จำเลย ผิดข้อที่ 2...เธอใช้เวทมนตร์แกล้งให้คุณบุษตกน้ำ”
“แนนนี่แค่ป้องกันตัวเอง ไม่ให้ถูกยัยนั่นตบ แนนนี่ผิดตรงไหน” แนนนี่แก้ต่างอีก
“ผิดตรงที่เธอฝ่าฝืนข้อห้ามของพี่ และทำรุนแรงเกินกว่าเหตุส่วนผิดข้อสุดท้าย... เธอร่ายเวทมนตร์ให้พี่..” ภวัตเกิดเขินขึ้นมาซะงั้น พูดเสียงแผ่วลง “ให้พี่จูบเธอ....”
“ทีพี่ภวัตยังจูบคุณบุษได้ ก็ต้องจูบแนนนี่ได้ ไม่งั้นก็เท่ากับแนนนี่แพ้ยัยผู้หญิงปากร้าย จอมไซโคนั่น” แนนนี่ไปแบบเอาสีข้างเข้าแถ
“แต่เธอยังเด็กอยู่”
“ใครบอก แนนนี่เป็นสาวแล้วต่างหาก”
“แนนนี่ไม่มีเหตุผล พี่ไม่คุยด้วยแล้ว”
ภวัตลุกขึ้นจะเดินออกไป
“พี่ภวัตอ่ะ!!!” แนนนี่ขยับตัวจะตามไป
“หยุด!!! แล้วไม่ต้องตามพี่มา จนกว่าจะสำนึกผิด ไม่งั้น พี่จะไม่พูดกับเธอ แม้แต่คำเดียว”
ภวัตเดินออกไป ปล่อยให้แนนนี่ยืนอยู่กับที่ แล้วตะโกนเรียกแบบเหวี่ยงวีนสุดขีด
“พี่ภวัต!!! กลับมาเคลียร์กับแนนนี่ให้รู้เรื่องก่อน”

แนนนี่เต้นแร้งเต้นกา กระทืบเท้าปึงปัง อย่างคนที่เอาแต่ใจ

ในมุมลับตาแห่งนั้นดารกาแอบมอง เห็นทุกเหตุหารณ์ จังหวะนั้นกำลังยิ้มเยาะแนนนี่อยู่
“เหวี่ยงออกมาอีกสิ แนนนี่...ยิ่งแกเหวี่ยงมากเท่าไหร่แกก็ยิ่งดูเลวร้ายในสายตาคนอื่นมากขึ้นเท่านั้น ฮึ!!!”

ดารกาแสยะยิ้มออกมาด้วยความสาแก่ใจ

อ่านต่อหน้า 2




หมายเหตุ : ตรงตามบทโทรทัศน์ทางช่อง 7 สี มากที่สุด!!!

 อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว  ตอนที่ 17 (ต่อ) 

 ภวัตนั่งกลุ้มกุมขมับ เครียดหนักเรื่องแนนนี่ อยู่ภายในสวนหย่อมหลังบ้านตัวเอง ธานีกับรัดเกล้านั่งอยู่ด้วยกัน มองด้วยความเป็นห่วง

“ยัยแนนนี่ก็เหลือเกิน...ถูกตามใจซะจนเสียเด็ก พี่ภวัตอย่าไปกลุ้มให้เปลืองสมองเลยค่ะ เปล่าประโยชน์” รัดเกล้าเอ่ยขึ้น
“นิสัยของแนนนี่คงสุดที่จะปฏิสังขรณ์แล้วจริงๆ” ธานีว่า หน้าเครียด
ระหว่างนั้น ดารกายกถาดน้ำกระเจี๊ยบเข้ามาเสิร์ฟ
“น้ำกระเจี๊ยบเย็นๆ มาแล้วค่ะ น้องดาทำเองกับมือเลยนะคะ”
“แหม... น้องดาเนี่ย ช่างเป็นกุลสตรี แม่ศรีเรือนซะจริงๆ” รัดเกล้าชมออกหน้าออกตา
“เป็นที่น่าอิจช้า...น่าอิจฉาของทอมบางคน” ธานีเอ่ยขึ้น เหลือบตามองรัดเกล้า
รัดเกล้าตาลุก ทำท่าปั้นปึ่งใส่ธานีตามปกติของคู่ปรับคู่นี้ รัดเกล้าคิดในใจ แบบเล่นฉันอีกแล้วตานี่ จึงแกล้งทำแก้วกระเจี๊ยบลื่นมือ ลอยสูง พยายามเอามือไล่คว้า แก้วน้ำกระเจี๊ยบราดรดธานีตั้งแต่ศีรษะลงไปทั้งตัว
“ ว้ายๆๆๆๆ” รัดเกล้าแกล้งร้องตกใจที่เห็นน้ำกระเจี๊ยบหกรดธานี แต่แอบหัวเราะอย่างสะใจ
ธานีถูกน้ำกระเจี๊ยบหกรดทั้งตัว บ่นอุบ “เฮ้ยๆๆๆๆๆ หมดเลย หมดกัน”
พอรัดเกล้าจะหนี ธานีดึงหางม้าผมเปียไว้ รัดเกล้าหน้าหงาย
“นึกว่าจะหนีพ้นเหรอยัยทอมแสบ”
“ว้าย” รัดเกล้าถูกดึงหางเปียจนหน้าหงายตกใจร้องลั่น
ธานีลากผม ดึงร่างรัดเกล้าออกไป แต่ก่อนไปธานีหันกลับมามองภวัตกับดารกาแวบหนึ่ง

ดารกาวางแก้วน้ำกระเจี๊ยบตรงหน้าภวัต แต่ภวัตไม่สนใจ
“วันนี้ พี่ภวัตดูเพลียๆ ลองดื่มน้ำกระเจี๊ยบดูสักนิด ช่วยบรรเทาความอ่อนเพลียได้ค่ะ”
ภวัตยังเงียบเหมือนไม่ได้ยินอะไร ดารกาตาวาววับ แต่แอ๊บทำเป็นเรียบร้อยใสซื่อ

อีกมุมไม่ไกลจากบริเวณนั้น ธานีลากรัดเกล้าไปทางห้องน้ำในบ้าน เดินไปพูดไป
“มานี่เลยยัยตัวดี แกล้งฉันแล้วจะชิ่งหนีน่ะไม่มีวันซะละ มาล้างตัวให้ฉันเลย”
รัดเกล้าได้ยินถึงกับตาเหลือก “ห๊ะ”
รัดเกล้ามองธานีซึ่งน้ำกระเจี๊ยบเลอะแทบทั้งตัว ทั่วทั้งเสื้อและกางเกง
“ม้ายยยย...ไม่...ไม่มีทาง”
ธานีมีท่าทีขึงขังจริงจังขึ้น ดึงรัดเกล้าหลบมาแอบดูภวัตกับดารกา
“มานี่ก่อน”
ธานีมองจ้องไปที่ ภวัตกับดารกานั่งอยู่ รัดเกล้ามองตาม

ภวัตยังเอาแต่นิ่งเงียบ จนดารกาถามขึ้น
“เรื่องแนนนี่อีกแล้วใช่ไหมคะ?”
ภวัตนิ่ง
“น้องดาเข้าใจค่ะ ว่าแนนนี่สร้างเรื่องปวดเศียรเวียนเกล้าให้พี่ภวัตไม่หยุดหย่อน แต่ที่จริงแล้วแนนนี่ออกจะน่า
สงสาร” ดารกาเริ่มเล่นบทแสนดีทันที
“น่าสงสารยังไง น่าโมโหล่ะไม่ว่า”
“คนที่เอาแต่ใจ และชอบใช้อารมณ์ แท้จริงแล้วเป็นเพราะเขา ขาดการยอมรับ เพราะความรู้สึกขาดนี่เอง ที่ทำให้เขาพยายามเรียกร้องความสนใจจากคนอื่น ด้วยความไร้เหตุผลของตนเอง”
ธานีกับรัดเกล้าได้ยินที่ทั้งคู่คุยกัน
“ยัยดาเข้าใจแนนนี่ดีขนาดนี้ แนนนี่ยังไม่เห็นความดีของพี่สาวอีก เฮ้อ”
รัดเกล้าเหล่มอง ด้วยท่าทีเขม่น “เป็นพี่ชายประสาอะไรล่ะ มีน้องสาวแค่สองคนแต่ไม่มีปัญญาให้น้องปรองดองกัน”
“หยุด! ไม่งั้นจะไปให้ล้างน้ำกระเจี๊ยบเดี๋ยวนี้เลย” ธานีขู่
“เชอะ รอไปเหอะ หมามีเขา เต่ามีหนวดโน่นแหละ”
ธานี ลากรัดเกล้าไป “งั้นมาเลย”
รัดเกล้าลุกพรวดจะหนีมองไปทางภวัต จะตะโกนให้ช่วย “พี่ภวัต...อุ๊บ”
ธานีรู้ทัน รีบเอามือปิดปากลากกลับที่

ส่วนภวัตยังนั่งนิ่งฟังดารกาแสดงความแสนดี เป็นพี่สาวที่น่ารักของแนนนี่ต่อไป
“น้องดารักน้องแนนนี่คะ และอยากให้ทุกคนรักน้องแนนนี่เหมือนที่น้องดารัก เรามาช่วยกันเติมเต็มสิ่งที่ขาดในใจของน้องแนนนี่กันเถอะนะคะ ถือว่าน้องดาขอร้อง...”
“แต่เรื่องแนนนี่เกเรพี่คงต้องเรียนให้คุณน้าปัทมนทราบ...ไม่อย่างนั้นแนนนี่จะยิ่งได้ใจ นึกอยากจะทำอะไรใครก็ทำ”
สีหน้าภวัตขณะพูดจริงจังและขึงขัง
ดารกาลอบยิ้มนิดๆ ที่มุมปาก ที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน โดยไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในสายตาธานี
ธานีสะดุดตาสีหน้าของดารกา รัดเกล้าอาศัยจังหวะนั้นแอบหนีไป ด้วยหน้าตาระรื่นชอบใจที่หนีได้
รัดเกล้าหันมาส่งจูบให้ธานี พูดเสียงเบา “ไปหละคุณพี่ เชิญแอบฟังเขาให้พอเล้ย... บาย”
ธานีไม่สนใจรัดเกล้าแม้แต่น้อย เพราะมัวฉงนกับสีหน้าของดารกา พึมพำออกมา
“ยัยดา ทำหน้าตาร้ายเป็นด้วยเหรอ ไม่เข้ากับเรื่องดีๆ ที่พูดอยู่เลย”
ธานีฉงน แต่ก็ไม่ติดค้างมากมาย เพราะไม่เคยคิดว่าน้องสาวแสนดีจะร้าย แล้วนึกได้หันหา รัดเกล้าไม่อยู่แล้ว
“อ้าว ยัยทอมแสบเอ๊ย...กลัวต้องอาบน้ำให้ฉันขนาดนี้เลยเหรอ” ธานีหัวเราะขำๆ


ค่ำคืนนั้น แนนนี่กำลังนอนหลับตามีหูฟัง เปิดฟังเพลงดังลั่นระบายอารมณ์ ดารกาเข้าห้องมา หยุดมองในท่ากอดอก
“แนนนี่”
แนนนี่ยังคงนอนกระดิกเท้าท่าเดิม ไม่ได้ยิน
ดารกาเรียกเสียงดังขึ้น “แนนนี่”
แนนนี่ยังคงนอนกระดิกเท้าท่าเดิม เพราะไม่ได้ยิน
ดารกาชักยั๊ว เข้าไปดึงหูฟัง ที่ครอบหูแนนนี่ออก ได้ผลคราวนี้แนนนี่ลุกพรวดขึ้น
“นึกว่าใคร ที่แท้ก็พี่สาวจอมจุ้นจ้านนี่เอง บุกมาถึงห้องแนนนี่ จะเข้ามาค้นอะไรอีกล่ะ”
“เปล่า...พี่แค่มาตาม คุณแม่ให้เธอไปพบที่ห้องพระ”
“พี่ดาไปฟ้องอะไรคุณแม่”
“พี่เปล่านะจ๊ะ...พี่ไม่อยากเอาเรื่องของเธอ ไปรบกวนคุณแม่ให้ท่านไม่สบายใจ”
ดารกายิ้มเหมือนจะปรารถนาดี แต่ที่จริงแล้วสมน้ำหน้ามัน แนนนี่สัมผัสได้ และรู้สึกหวาดระแวงดารกาขึ้นมา

ปัทมนกราบไหว้พระหน้าโต๊ะหมู่บูชา เตรียมสวดมนตร์ก่อนเข้านอน เช่นทุกคืน ควันธูปลอยอ้อยอิ่ง
เสียงเคาะ ก๊อกๆๆๆ ดังขึ้นหน้าประตู
“แม่คะ... แนนนี่เองค่ะ”
“เข้ามาได้”
แนนนี่เปิดประตูเข้ามานั่งในห้องพระ นั่งพับเพียบเรียบร้อย สงบเสงี่ยม
“คุณภวัตเล่าให้แม่ฟัง เรื่องที่ลูกแกล้งหนูบุษ”
“งานเข้าแล้วไง”
“ลูกทำอย่างนั้นจริงหรือเปล่า”
แนนนี่ส่ายหน้าปฏิเสธหงึกๆ
“มุสาต่อหน้าพระ บาปหนักนะ” ปัทมนว่า
แนนนี่เหลือบมองพระ แบบกลัวๆ แล้วเอ่ยขึ้น “ก็นี้ดสสสสส...นึง”
“ไม่ทำได้มั้ย” ปัทมนขอร้อง
“ก็เขาอยากสนิทกับพี่ภวัตทำไม แนนนี่ยอมไม่ได้หรอก หัวเด็ดตีนขาดยังไง แนนนี่ก็ไม่ยอม”
ปัทมนโคลงศีรษะอย่างเหนื่อยใจ “มีสิทธิ์อะไรที่จะไม่ยอม”
“ก็พี่ภวัตเป็นของแนนนี่…แนนนี่เป็นเจ้าของพี่ภวัตจริงๆ นะคะ...คุณแม่”
“เป็นผู้หญิงยิงเรือ น่าอายนะ ที่พูดเหลวไหลอย่างนี้” ปัทมนดุอยู่ในที
แนนนี่หน้ามุ่ย ถูกแม่ดุ
“ภวัตจะเป็นของใคร พี่เค้าเป็นคนเลือก” ปัทมนพูดเสียงจริงจัง
“ห้ามเลือก!!!”
“แนะ! ยังพูดเหลวไหลอีก... แนนนี่... ถ้าแม่ห้าม...ห้ามไม่ให้ลูกทำใครเดือดร้อนอีก... ลูกจะเชื่อแม่มั้ย”
“ค่ะ... แนนนี่จะพยายาม”
ปั่ทดึงร่างแนนนี่เข้ามากอด ปลอบหลังจากที่ดุ
“ลูกจะเป็นใคร จะพิเศษอย่างไรก็ตาม ในสายตาแม่ ลูกก็คือลูก แม่รักและเป็นห่วงลูกของแม่เสมอ”
“แม่ขา... แนนนี่ก็อยากเป็นคนดีให้แม่ชื่นใจ แต่พอเจอสิ่งยั่วยุ แนนนี่จะทนไม่ไหวค่ะแม่”
“ต้องทนให้ไหว ลูกต้องผ่านสิ่งยั่วยุให้ตบะแตกไปให้ได้ แม่เชื่อ...ว่าแนนนี่ต้องทำได้”
“ค่ะ... แนนนี่สัญญาว่าจะต้องทำให้ได้”
ปัทมนหอมแก้มแนนนี่อย่างทะนุถนอม

ประตูห้องพระเปิดแง้มอยู่ดารกาแอบมองผ่านเข้าไปตรงช่องที่เปิดแง้มอยู่ เห็นปัทกอดแนนนี่ด้วยความรัก
สีหน้าแววตาของดารกายิ่งเพิ่มความชิงชังขึ้นในหัวใจ
รังสีอำมหิตแห่งความเกลียดชังแผ่ออกมาจากตัวดารกา แต่สักครู่ดารกาก็รู้สึกปวดแสบปวดร้อนอย่างมาก เหมือนมีไฟเผาผลาญผิวกาย
ดารกาปวดแสบปวดร้อนมากๆ แทบผิวจะพอง “โอ๊ะ อะไรกันนี่ ทำไมปวดแสบปวดร้อน ร้อนอย่างนี้”
จังหวะนั้นดารกามองไปในห้อง เห็นรังสีสีทองเรืองรองสว่างจ้ารอบองค์พระพุทธรูป
ดารกาทรุดตัวนั่งลงกราบพระ ความร้อนที่แผดเผากายหายไปทันที ดารกาเงยหน้าขึ้นมามอง รังสียังเรืองเจิดจรัสรอบองค์พระพุทธรูป ดารกาจ้องที่พระพักตร์พระพุทธรูป สัมผัสได้ถึงความเมตตาในใบหน้านั้น
แวว ตาดารกาเรื่อๆ เหมือนเริ่มรู้สึกผิดชอบชั่วดี ดารกาพึมพำกับตัวเอง
“เมตตาลูกด้วย ลูกอยากมีชีวิตที่ดีเหมือนคนอื่นเขา ลูกไม่ผิดใช่ไหมคะ”
สีพระพักตร์พระพุทธรูป ยังดูเรืองรองไปด้วยแสงทองสว่างจ้า แสงนั้นอ่อนฟุ้งกระจายรู้สึกได้ถึงความมีเมตตาที่แผ่มาถึงดารกา

คืนเดียวกันนั้น บาบาร่ากำลังปรุงยาในหม้อใบใหญ่ที่เดือดปุดๆ ได้ที่ บาบาร่าเอางูพิษตัวเขื่องใส่ลงไปในหม้อ ตามด้วยตะขาบ แมงป่อง แมงมุมพิษ ฯลฯ
ไทเกอร์กระโดดผลุง มาชะโงกหน้าดูใกล้ๆ
“ทำอะไรน่ะ คุณยายบาบาร่า เห็นแล้วน่าเสียวไส้.... อึ๊ยยยย”
“กวนอาหารแมวให้แกกินมั้ง ถามได้....เห็นๆ อยู่ว่าฉันกำลังปรุงน้ำยาสารพัดพิษ”
“โอ ! แม่มดมหาภัยปรุงน้ำยาสารพัดพิษ มันจะออกฤทธิ์ร้ายกาจสักแค่ไหนหนอ” ไทเกอร์ตั้งสมมติฐานแกมประชด
“ถ้าอยากรู้....ฉันจะมอบเกียรติ ให้แกทดลองกิน ประเดิมเป็นตัวแรก เอามั้ย...” บาบาร่าว่า
“No Way !!! ไทเกอร์ขอสละสิทธิ์”
“หากคำพยากรณ์เรื่องอสูรทำลายล้างเมืองเวทมนตร์เป็นจริง อีกไม่กี่ทิวาราตรี ก็จะครบกำหนดตามคำทำนายแล้ว ฉันต้องหาทางตัดไฟ เสียแต่ต้นลม”
สีหน้าแววตาบาบาร่าขณะพูดเป็นประกาย

ดึกสงัดสดับนั่งสวดคาถาพึมพำอยู่หน้าโต๊ะหมู่บูชาภายในบ้าน ออกเสียงสูงๆ ต่ำๆ บรรยากาศวังเวงและน่ากลัว
จู่ๆ ที่ด้านนอก ก็มีลมพายุพัดครืนๆ ฟ้าแลบแปลบปลาบ แต่ไม่มีฝนตก มาลีแอบดูสดับ แล้วแปลกใจ บ่นพึมพำ
“ไอ้นี่ ท่าจะบ้า... นั่งสวดคาถาอะไรของมันทั้งวันทั้งคืน เสียงก็สูงๆต่ำๆ น่ากลัวพิลึก ไม่รู้จะปลุกผีห่าซาตานตนไหนขึ้นมาอีก”
มาลีหันไปเจอใบหน้าอสูรเต็มขั้นยื่นหน้า ออกมาจากด้านข้างของมาลี
อสูรสดับตวาดเสียงเขียว “ปลุกข้านี่แหละ ฮ่าๆๆๆๆ”
“ผี !!!! อ๊าย...”
มาลีกรี๊ดลั่น ตกใจจนช็อก หมดสติไป
ร่างอสูรร้ายหายวับไป มีเพียงร่างของสดับที่ยังคงสวดคาถานั่งนิ่งอยู่อย่างเดิม

เวลาเดียวกันดารกานั่งหวีผม จ้องมองเงาตัวเองหน้ากระจกโต๊ะเครื่องแป้ง
ดารกาพึมพำเบาๆ “ทำไมใครๆถึงได้รุมรักแต่นังแนนนี่ ทั้งๆ ที่ฉันสวยกว่า เก่งกว่า เหนือกว่ามันตั้งหลายขุม”
จู่ๆ ดารกาก็หักหวีดังเป๊าะ แล้วเขวี้ยงลงพื้น ทันใดนั้น หลอดไฟในห้องก็กะพริบ 2-3 ที ก่อนดับวูบลง
ดารกาหันมองอย่างประหลาดใจ
“เหอๆๆๆๆ” เสียงอสูรสดับหัวเราะเย็นยะเยือก นำเสียงยานคาง ดังแว่วมา
ที่กระจกเบื้องหน้าดารกา ปรากฏใบหน้าอสูรลอยออกมา
“เจ้าทำดีมาก ลูกพ่อ”
ดารกางง ไม่สะทกสะท้าน “ฉันทำอะไร”
“พลังอสูรจะกล้าแข็ง ก็ต่อเมื่อเจ้าจมดิ่งสู่ด้านมืดของจิตใจ ความโกรธ เกลียด เคียดแค้น ชิงชัง จะครอบงำชะตากรรมของเจ้าตลอดไป และกลืนกินเจ้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอสูร”
“แกพูดเรื่องอะไร ฉันไม่เข้าใจ”
“อย่าแกล้งโง่นักเลย!!! จงดูสารรูปของเจ้าตอนนี้สิ” อสูรร้ายน้ำเสียงพึงพอใจเป็นอย่างมาก
ดารกามองหน้าตัวเองในกระจก เห็นเงาตัวเอง เริ่มมีรังสีอำมหิตสีดำเปล่งออกมาโดยรอบ
ดารกาตกตะลึง ยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าตนเอง
“เวลานี้ เจ้าเข้าใกล้ความเป็นอสูรเข้าไปทุกที.... ทุกที...รอเวลาที่อสูรน้อยอย่างเจ้า จะกลายเป็นจอมอสูรเท่านั้น ฮ่าๆๆๆ” อสูรร้ายชอบอกชอบใจ
“ฉันไม่อยากเป็นอสูรร้าย ไม่อยากให้พี่ภวัตรังเกียจฉัน”
“ฮ่าๆๆๆ คิดดูให้ดี รอบๆตัวเจ้า มีใครบ้างล่ะที่รักเจ้า” อสูรสดับพูดแทงใจดำ
ดารการ้องไห้โฮออกมา โดนใจอย่างจัง
“ไม่มีเลย...จะมีก็แต่พ่อเพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่ปรารถนาดีต่อเจ้าเสมอมา” อสูรบิ้วท์ดารกาต่อเนื่อง
“แล้ว... ฉันต้องจะทำอย่างไร พี่ภวัตถึงจะหันมามองฉัน รักฉัน...เหมือนที่รักนังแนนนี่” ดารกาบอก
“ยอมรับสายเลือดอสูรของข้า แล้วข้าจะช่วยเจ้า !!! ฮ่าๆๆ”
ดารกาครุ่นคิด เหมือนกำลังตัดสินใจบางอย่าง

บรรยากาศยามเช้าภายในตลาดสดแห่งนั้น เสียงการซื้อขายต่อรองราคา ดังจอกแจกจอแจ ตามปกติเช่นวันก่อนๆ
มาลีอยู่ในสภาพผมบนหัวชี้ตั้งเด่ ฟูไม่เป็นทรง เนื่องจากโดนผีหลอกเมื่อคืน และกำลังนั่งทุบหัวปลาปั๊กๆ ทำปลาตามที่ลูกค้าสั่ง ครู่เดียวมาลีก็ยื่นถุงปลาช่อนส่งให้ลูกค้า
“อ่ะ ของป้า หกสิบ”
ลูกค้ายื่นแบงก์ให้รับถุงปลา แต่อดไม่ได้ที่จะทักเรื่องทรงผม
“ไปทำผมร้านไหนมาจ๊ะ แม่มาลี”
“ทำเทิมที่ไหนกัน ฉันถูกผีหลอก”
ลูกค้าอีกสองคนที่รอรับปลาอยู่ ยกมือทาบอก “ผี” ก่อนจะถามต่อ
“แล้วได้ขอเลขหรือเปล่า ว่างวดนี้ออกอะไร”
“ไม่ทันขอ เป็นลมซะก่อน”
“แหม... อุตส่าห์โดนผีหลอกทั้งที เสียเที่ยวจริงเลย” ลูกค้าบ่น
มาลียกมือท่วมหัว
“สา....ธู้... ! ขอให้ไอ้ผีที่มันหลอกหลอนฉันเมื่อคืน มันตามไปให้เลขเด็ดพวกป้าๆ ถึงที่บ้านคืนนี้ทีเท้อ”
ลูกค้าปากดีสองคนเห็นแล้ว รู้สึกหวาดหวั่น ร้อนๆ หนาวๆ ชวนกันเปิดแนบไปทันที
มาลีเท้าสะเอว เบ้ปากล่ส่ง “อีโธ่..นึกว่าจะแน่ เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกะนังมาลี”

ระหว่างนั้นดารกาใส่แว่นดำพรางใบหน้า เดินเข้ามา มาลีไม่ทันมองเต็มๆ ตา ก็สาธยายขายของยาวเหยียด
“รับปลาอะไรดีคะ ปลาช่อน ปลาดุก ปลาสวายก็มีจะเอาตัวไหน ชี้เลยจ้ะ เดี๋ยวชั้นทุบหัวให้ คุณจะได้ไม่บาป”
ดารกาถอดแว่นดำออก มาลีเงยหน้ามองเห็นดารกา ชัดๆ แล้วตกใจ เพราะคาดไม่ถึง
“คุณหนู”
ดารกายิ้มให้มาลีอย่างอ่อนหวาน

ด้านบาบาร่ายังคงสาละวนอยู่กับการปรุงยามหาสารพัดพิษ และกำลังใช้กระบวยตักน้ำยาสารพัดพิษจากในหม้อกวน ใส่ในจอกเล็กๆ แล้วปิดฝา
“แค่นี้ก็สำเร็จ! หึหึหึ น้ำยาสารพัดพิษเกรดเอ แค่เหยาะใส่อาหารเพียงหยดเดียวเท่านั้น รับรอง..เจ้าอสูรน้อยนั่น ได้
แซบนัวไปถึงชาติหน้า ฮิๆๆๆ” บาบาร่าหัวเราะชอบใจ
“แผนการของคุณยายบาร์ ช่างชั่วช้าสุโค่ยจริงๆ” ไทเกอร์สรรเสริญนายหญิง
“ว่าที่ผู้บริหารดินแดนแห่งเวทมนตร์ ก็ต้องมีวิสัยทัศน์ยาวไกลเป็นของธรรมดา” บาบาร่าคุยโอ่ อวดโอ้สรรพคุณตัวเองต่อ
“แล้วคุณยายจะลงมือเมื่อไหร่ล่ะ แม้วว....” ไทเกอร์เลียอุ้งเท้าตัวเองรอฟังคำตอบ
“วันนี้แหละ”
บาบาร่าผุดยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมาทางใบหน้า

เวลาเดียวกันมาลีเดินนำดารกามาตามทางเดินในชุมชนไปยังบ้านตัว
“แล้วคุณหนูนึกยังไง ถึงได้อยากเจอผัวฉันนักล่ะ”
“ฉันมีเรื่องอยากจะปรึกษาสักหน่อย” ดารกาตอบเสียงเย็น
“โอ๊ย...คนดีๆ น่ะ ไม่มีใครเค้าอยากมีเรื่องกับไอ้สดับมันหรอก เปลืองตัว” มาลีพูดไปตามปาก โดยไม่ทันยั้งคิด
ดารกายั๊วจ้องหน้า “อ้าว ฉันคนไม่ดีงั้นสิ”
“ว้าย เปล่าจ้า...เปล่า ฉันพูดผิดจ้า ฉันผิดเอง” มาลีตบปากตัวเอง “นี่แน่ะๆ”
ดารกาไม่อยากเอาเรื่อง เพราะมีเป้าหมายใหญ่กว่านั้น!

ไม่นานหลังจากนั้น มาลีก็พาดารกามาหยุดที่หน้าห้องทำพิธีของสดับ
“ระยะหลังๆ มานี้ ไอ้สดับ มันเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้องนี้แหละ จะปรึกษาหารืออะไรกับมัน ก็เชิญตามสบายเลยนะ ฉันไปก่อนละ”
มาลีรีบผลุนผลันออกไป
ดารกาเอื้อมมือออกไปจะผลักประตู แต่ไม่ทันที่มือจะสัมผัส ประตูก็เปิดแอ๊ด ออกมาเอง คล้ายจะเชื้อเชิญรอคอยอยู่ ดารกาเดินเข้าไปในห้องนั้น

ดารกากวาดสายตามอง เห็นแต่ข้าวของเครื่องใช้ในการประกอบพิธีกรรม แต่ไม่พบสดับ จังหวะเดียวกันนั้นบรรดาสัตว์ร้ายในโหลดองบนโต๊ะเล็ก พากันกลอกตา เหมือนจับตามองดารกาอยู่
“เหม็นชะมัดยาด มีอะไรตายในห้องเนี่ย !!!”
ทันใดนั้น ประตูปิดปัง !!!
ดารกาหันหลังขวับ เห็นประตูปิดเอง และมีเสียงเรียกขึ้น
“ลูกพ่อ...”
ดารกาหันกลับมา ตกใจที่เห็นสดับ ซึ่งเวลานั้นถูกอสูรแฝงร่าง ยืนอยู่ตรงหน้า
“พ่อนึกแล้ว ว่าเจ้าต้องมา”
“ฉันยอมรับข้อเสนอของแก”

อสูรสดับแสยะยิ้ม ตาลุกวาว

อ่านต่อหน้า 3 เวลา 12.00 น.




หมายเหตุ : ตรงตามบทโทรทัศน์ทางช่อง 7 สี มากที่สุด!!!

 อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว  ตอนที่ 17 (ต่อ) 

บาบาร่าในคราบของแม่บ้านบานเย็นอยู่ในครัว กำลังจัดเรียงลูกชุบสีสวยสด ใส่กระจาดสานเล็กๆ สวยงามก่อนจะหยิบจอกน้ำยาสารพัดพิษมาหยดลงบนลูกชุบ

ใบหน้าบานเย็นบาบาร่า ยิ้มเยื้อนอย่างดีใจสมความมุ่งมาด โป่งเข้าครัวมา
“ว้าวๆๆๆๆ ลูกชุบสีสันน่าทาน ฝีมือคุณแม่บ้านบานเย็นขอโป่งลองชิม สักชิ้น”
โป่งปากว่ามือถึง กำลังจะหยิบเข้าปาก แต่ถูกบาบาร่าตีเผียะที่มืออย่างแรง
“ไม่ได้ อย่าตะกละ”
“แค่ชิ้นเดียวเอง ไม่ได้เหรอ นะๆๆๆ” โป่งทำน้ำเสียงอ้อนสุดชีวิต
“บอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้... ลูกชุบกระจาดนี้ ฉันจัดเตรียมไว้ให้ “คนพิเศษ” โดยเฉพาะ”
“คนพิเศษ...ใครเหรอ” โป่งถามทันที
บาบาร่ายิ้มไม่ยอมตอบ
“เจ้าโป่ง จงมองตาฉัน”
ระหว่างนั้นดวงตาบาบาร่ามีประกายสีวูบวาบเจิดจ้า สะกดจิตโป่ง ให้อยู่ในภวังค์ โป่งมองตาบาบาร่าแล้วสะดุ้งเฮือก ตกอยู่ใต้มนตร์สะกดเรียบร้อยโรงเรียนบาบาร่า
“ฉันมีงานให้แกทำ” บาบาร่าสั่ง
โป่งพูดเสียงยานๆ “ครับ... เจ้านาย”
บานเย็นหรือบาบาร่าเชิดหน้า ยิ้มอย่างมาดมั่นว่าคราวนี้แนนนี่เสร็จแม่มดสามพันปีอย่างนางแน่!!

ทาฮิร่าอยู่กับบ่าวแมวสีนิลกาฬขาเม้าท์ จู่ๆ ก็คันจมูกพร้อมจามฮาดเช้ยออกมาอย่างแรง จนตัวโยกตัวคลอน
“ฮ๊าด...เช้ยยยย”
“จามแรงซะขนาดนี้ คุณยายต้องไปตรวจสุขภาพซะมั่ง ดีไม่ดี เป็นไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่จะได้รักษาทันท่วงที”
“ไอ้ชิกเก้น !!!! ไอ้แมวปากปีจอ วันนี้เป็นอะไรน้อ..จามติดๆ กัน แถมยังกระเหม่นตาขวาถี่ยิบอีกต่างหาก” วันก่อนใช้ศัพท์แสงวัยรุ่น มาวันนี้คุณยายใช้ศัพท์โบ...ราณ กระเหม่น แทนเขม่น เลยทีเดียว
“คุณยายก็ลองเปิดตำราทำนายการกระเหม่นของพวกแม่มดดูสิ”
“เออ... จริงของแก”
ทาฮิร่าร่ายคาถา
“อิมเปริโอ อิมเพอร์วิอัส”

สิ้นเสียงมนตรา ก็ปรากฏตำราเล่มใหญ่ตกลงมา แต่ดันเป็นตำราทำอาหารของเหล่าแม่มดซะงั้น ทาฮิร่าเปิดอ่านไล่ดูหน้าสารบัญ
“วิธีปรุงน้ำสลัดจากหนวดเต่าและเขากระต่ายเคี่ยวน้ำสต๊อกกระดูกมังกรอย่างไรไม่ให้ขมปี๋...นี่มันตำราทำกับข้าวของเหล่าแม่มดนี่"
“นั่นไง !!! ร่ายคาถาทีไรเป็นได้เรื่องทุกที เวรก๊ำ...เวรกรรม”
ทาฮร่านึกแล้วนึกอีก เอ...ที่ถูกต้องมันอะไรหว่า อิม หรือ อุม น๊า อ่ะ ลองดู !! อุมเปริโอ อุมเพอร์วิอัส”
ปรากฏตำรากระเหม่นตกลงมาทันที ทาฮิร่าอ่านทวนชื่อตำราบนหน้าปก
“ตำรากระเหม่นของแม่มดพยากรณ์ ฮ้า !!!! ใช่แล้ว เล่มนี้ ชัวร์ป้าบ”
“ฟลุกแฮะ” ชิกเก้นแปลกใจ
ทาฮิร่าเปิดตำราอ่านคำทำนายดู
“ตาขวากระเหม่นจักมี ศัตรูราวี มุ่งผลาญชีวันวงศ์วาน”
“ฟังดูท่าจะเป็นลางร้ายมากกว่าลางดีนะคุณยาย” ชิกเก้นเป็นกังวล
ทาฮิร่าทวนคำทำนายซ้ำ
“ศัตรูราวี มุ่งผลาญชีวันวงศ์วานวงศ์วาน ฉันมีวงศ์วานว่านเครือซะที่ไหนกัน จะมีก็แต่...แนนนี่! ว้าย! แนนนี่ หลานยายกำลังตกอยู่ในอันตราย”
ทาฮิร่าผุดลุกขึ้นยืนพรวดพราด ใจหายวาบ

เวลาเดียวกันแนนนี่กำลังนั่งแช่เท้าเล่น จุ่มลงไปในบ่อปลาคาร์ป ใบหน้าบอกบุญไม่รับ
“ป่านนี้พี่ภวัตจะหายโกรธแนนนี่หรือยังนะ”
โป่งเดินตัวแข็งทื่อเข้ามา วางกระจาดลูกชุบข้างๆ แนนนี่ โป่งพูดเสียงยาน
“ของคุณแนนนี่…”
“โอ้โห... ลูกชุบน่าทานเชียว ใครฝากมาให้แนนนี่เหรอ”
“คุณภวัต”
แนนนี่ดีใจอย่างเห็นได้ชัด
“พี่ภวัตฝากขนมมาให้แนนนี่ แสดงว่าพี่ภวัตหายโกรธแนนนี่แล้ว... จริงไหมพี่โป่ง”
โป่งพยักหน้าอย่างช้าๆ
“ในที่สุด พี่ภวัตก็โกรธแนนนี่ไม่ลง ต้องส่งขนมลูกชุบมางอนง้อขอคืนดีแนนนี่”
แนนนี่มองลูกชุบในกระจาดอย่างปลื้มใจ นิ้วแนนนี่คีบลูกชุบสีแดงสดในกระจาดออกมา

บาบาร่าซึ่งแอบอยู่หลังพุ่มไม้ ยืนลุ้นระทึกอยู่
“แค่คำเดียวเท่านั้น...ฉันก็จะกลายเป็นผู้กำจัดอสูรร้าย ตามคำทำนายของท่านผู้นำ กินเลยสิ...กินเข้าไปเลย...”
บาบาร่าลุ้นสุดขีด

แนนนี่กำลังจะเอาลูกชุบเข้าปากอยู่แล้วรอมร่อ ทาฮิร่ากับชิกเก้นปรากฏตัวขึ้น
“อย่า” ทาฮิร่าตะโกนก้อง พลางเขวี้ยงไม้กวาดในมือออกไป
ไม้กวาดทาฮิร่า พุ่งไปถูกลูกชุบที่จ่อปากแนนนี่อยู่ จนกระเด็นตกบ่อปลาคาร์พไป

บาบาร่าซึ่งแอบอยู่หลังพุ่มไม้ และยืนลุ้นอยู่ เม้งแตกเจ็บใจที่แผนการไม่สำเร็จ
“ฮึ๊ยยย!!! ยัยทาฮิร่าตัวแสบ หมูเขาจะหาม ดันขว้างไม้กวาดเข้ามาสอด แผนการฉันพังพินาศหมด”
เจ็บใจที่แผนผิดพลาด บาบาร่ารีบหลบฉากไป

ทาฮิร่าเสร็จภารกิจพิทักษ์วงศ์วาน ก็หอบแฮ่กๆๆ เหงื่อแตกพลั่ก รอดไปได้อย่างหวุดหวิด
“อย่างนี้....ที่เมืองแม่มดเรียกว่า รอดตาย เหมือนควายขวิด” ชิกเก้นเอ่ยขึ้น
“คุณยาย...คุณยายทำอะไรคะ หรือว่ายายจะหัดกีฬาพุ่งแหลน”
“เปล่า....แต่มีคนลอบปองร้าย หมายเอาชีวิตแนนนี่”
แนนนี่หัวเราะร่วน “คุณยายคะ เอาอะไรมาพูดขนมลูกชุบนี่ พี่ภวัตก็เป็นคนให้แนนนี่เอง พี่ภวัตไม่มีวันทำร้ายแนนนี่เป็นอันขาด”
ทาฮิร่ายังไม่หายจากอาการช็อก! “ไม่ใช่พ่อภวิต แต่เป็นคนอื่น”
“เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ ใครหน้าไหนจะกล้าทำอันตรายแนนนี่”
จังหวะนั้นทาเอามือโบกตรงหน้าโป่ง เห็นโป่งไม่กะพริบตา ผิดสังเกต
“ตานี่ ท่าจะตกอยู่ภายใต้มนต์สะกดนะคุณยาย” ชิกเก้นก็มองออก
ทาตบมือแรงๆ 1 ครั้งตรงหน้าโป่ง ดึงให้พ้นจากภวังค์
“อ้าว!!! คุณยาย คุณแนนนี่ มาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ ทำไมผมไม่เห็น แล้วผม มาทำอะไรอยู่ตรงนี้ โอย กวน มึน งง !!!” โป่งพูดเป็นต่อยหอยคนเดิมกลับมาเต็มร่างทันที
“ไม่กวนไม่มึนไม่งงหรอก เธอแค่ละเมอ”
โป่ง งงเป็นไก่ตาแตก
“ละเมอ! กลางวันเนี่ยนะคุณยาย”
“เออน่า...บอกว่าละเมอก็ละเมอสิ คนละเมอตอนกลางวันมีออกถมไป จะไปไหน ก็ไป ไป๊”
โป่งเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะเดินหลุดออกไป
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะคุณยาย แนนนี่จับต้นชนปลายไม่ถูก”
“ยายก็ไม่รู้ รู้แต่เพียงว่าหลานยายกำลังตกอยู่ในอันตราย” ทาฮิร่าบอกเสียงจริงจัง
“อันตรายอะไรกันคะ คุณยาย....แนนนี่งงไปหมดแล้ว”
“หันไปดูที่ข้างหลังสิ แนนนี่ แล้วแนนนี่จะถึงบางอ้อ บางกรวย บางระกำ บางแสน พัทยา...” ชิกเก้นว่า
“หยุด” ทาฮิร่าตวาด
“งั่บ” ชิกเก้นหยุดสนิทที่พัทยาพอดี
แนนนี่ หันไปมองเห็นในบ่อปลาคาร์พ กลายเป็นสีแดงฉาน มีควันลอยกรุ่นขึ้นมาจากบ่อ ปลาคาร์พ นอนลอยท้องป่องตายยกบ่อ
แนนนี่เห็นแล้วตกใจทำตาโต “ขนม มีพิษ”
กระจาดลูกชุบสีสวยสด คล้ายถูกน้ำกรดกัดกร่อน ค่อยๆ เปื่อยยุ่ย เน่าเฟะ ต่อหน้าต่อตา
“ใช่...พิษร้ายแรงซะด้วย” ทาฮิร่าว่า
“มีคนคิดร้ายกับแนนนี่ ถึงขั้นเอาให้ตาย...ไม่ใช่พี่ภวัตแน่แต่ใครล่ะ?” แนนนี่รำพัน
“คนที่ปรุงน้ำยาสารพัดพิษชนิดนี้ได้ มีคนเดียวเท่านั้น”
แนนนี่ไม่รู้ แต่ทาฮิร่าคิดถึงหน้าบาบาร่าขึ้นมา แล้วกัดฟันกรอด

เวลาเดียวกัน ดารกานั่งอยู่ตรงข้ามสดับ เบื้องหน้ามีหิ้งประกอบพิธีกรรม สีทึมทึบของห้องนั้นถูกทำให้สว่างไสวด้วยแสงจากเทียนเล่มสีดำที่จุดอยู่เต็มไปหมด ทั้งคู่กำลังประกอบพิธีกรรม
“มนุษย์ทุกคน ต่างก็มี “อสูรในใจ” ด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใคร สามารถหลีกหนีพลังด้านมืดในจิตใจได้
นอกเสียจากจะรู้เท่าทันว่า มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และอะไรที่จะนำไปสู่มัน...”
ใบหน้าของดารกายามนี้ อดประหวั่น ครั่นคร้ามไม่ได้ จึงถามย้ำ
“หากฉันยอมรับความเป็นอสูร แล้วฉันจะเป็นยังไง”
“เจ้าจะมีสภาพภายนอกเหมือนมนุษย์ทั่วไป แต่ที่ต่าง.... ก็คือ... ฤทธานุภาพอันกล้าแข็งในตัวเจ้า...
เจ้าจะได้ครอบครองทุกอย่างที่เจ้าปรารถนาด้วยฤทธานุภาพของเจ้า... ฮึๆๆๆ”
ดารกาครุ่นคิด ในขณะที่ภาพเหตุการณ์ตอนที่ภวัต กำลังจะเมาท์ ทู เมาท์ กับ แนนนี่ โผล่ขึ้นมาในความคิดนั้นแวบหนึ่ง แววตาคู่นั้นเจ็บปวดลึกซึ้ง ดารกากำมือแน่น
“พี่ภวัตจะต้องเป็นของฉัน”
ดารกาตัดสินใจขั้นเด็ดขาด
“ฉันพร้อมแล้ว”
สดับแสยะยิ้มอย่างสมใจ สดับเอามีดหมอ กรีดข้อมือตัวเอง เลือดไหลโกรกลงขันทองเหลืองเก่าคร่ำคร่าที่รองรับอยู่
เลือดสีดำคล้ำ ผสมในน้ำ จนกลายเป็นสีดำสนิท
ระหว่างนั้นอสูรสดับท่องคาถาอสูรกำกับไปด้วย บรรยากาศดูเข้มขลังและน่ากลัว
สดับยื่นขันน้ำให้ดารกา
“กินซะ...เลือดอสูร จะช่วยหล่อหลอมความโกรธ เกลียดเคียดแค้น ชิงชัง ในตัวเจ้า ให้แปรเปลี่ยนเป็นพลังที่ไม่มีผู้ใดต้านทาน..”.
ดารการับขันน้ำมา มองอย่างลังเล ก่อนตัดสินใจยกขึ้นกระดกกิน
สดับ ดวงตาลุกวาวโรจน์ หัวเราะเสียงดังกึกก้อง สะเทือนฟ้าสะท้านดินอย่างผู้ชนะและสมหวัง
ท้องฟ้าภายนอกยามนั้นมืดตึ๊ดตื๋อ ทั้งที่เป็นเวลากลางวันแสกๆ คล้ายฝนจะตกหนัก พายุพัดโหมกระหน่ำอย่างแรง
“ฮ่าๆๆๆๆๆ”อสูรสดับระเบิดเสียงหัวเราะออกมากอย่างน่ากลัวมาก

บาบาร่าอยู่ในห้อง ที่เมืองเวทมนตร์ กำลังนั่งตะไบเล็บ ท่าทีสบายใจเฉิบ ไกเกอร์อยู่ข้างๆ ทาฮิร่าซึ่งพุ่งมาจากเมืองมนุษย์พร้อมกับชิกเก้น ปรากฏกายขึ้นอย่างเดือดดาล
“บาบาร่า ! นี่เธอกำลังทำอะไรของเธอ” บาบาร่าถามทันที
บาบาร่าลอยหน้าลอยตาตอบ “ตะไบเล็บ”
บรรยากาศของสองเจ้านายกำลังมาคุ บ่าวแมวคู่กัดไทเกอร์กับชิกเก้นก็กำลังต่อปากต่อคำกันที่มุมหนึ่งของห้อง
“ถ้าไม่เห็น ก็ตาบอดแล้วล่ะ แม้ว...” ไทเกอร์หมายถึงเรื่องปลาคาร์พตามยกบ่อ
“นิสัย “นายว่า ขี้ข้าพลอย” นี่เป็นเหมือนกันหมด ทั้งคน ทั้งแมว” ชิกเก้นด่าไทเกอร์และบาบาร่าว่า...เลว
“เลิกไขสือ... เธอใช่มั้ย บาบาร่า ที่วางยาพิษหลานฉัน” ทาฮิร่าคาดคั้น
“อย่าปากพล่อย...ทั้งคน ทั้งแมว” บาบาร่าจงใจกระแทกเสียงใส่ชิกเก้นเป็นพิเศษ ชิกเก้นร้อง ‘อุ๋ย’ ก็ได้ “ยาพ้ง ยาพิษอะไร ไม่รู้เรื่อง” สุดท้ายปฏิเสธ
“ก็ไอ้น้ำยาสารพัดพิษสูตรนั้น มีแค่เธอเท่านั้นที่ปรุงมันได้”
บาบาร่าหัวเราะเสียงแหลม “ทาฮิร่า...เพื่อนรัก...เธอคงไม่รู้วิชาปรุงยามหาบัณฑิต ที่เปิดสอนในดินแดนเวทมนตร์
ชั่วเวลา 2 พันปีมานี่ มีแม่มดพ่อมดสำเร็จหลักสูตรเป็นร้อย ใช่ฉันคนเดียวซะที่ไหน ที่ปรุงน้ำยาสารพัดพิษได้”
ทาฮิร่าคิดตามคำพูดบาบาร่า เริ่มเย็นลง แต่ก็ของขึ้นมาอีกเล็กน้อย
“แต่สูตรนั้นมันสูตรของเธอคนเดียว”
บาบาร่าทำไม่รู้ไม่ชี้ ไม่อยากจะต่อความยาวให้เข้าเนื้อ
“อีกอย่าง...ลองคิดดูให้ดี...ตอนนี้ใกล้ครบกำหนด 22 ปี ตามคำพยากรณ์แล้ว ทางดินแดนเวทมนตร์ คงไม่ใจเย็น อยู่เฉยๆ นอนนับจีบสะดือเล่น รอให้อสูรร้าย มันมาทำลายเมืองอันรุ่งเรืองล้ำเลิศของเรา พินาศย่อยยับหรอกนะ”
ทาฮิร่าคล้อยตามบาบาร่ารู้สึกเป็นห่วงแนนนี่ขึ้นมาจับหัวใจ

คล้อยหลังทาฮิร่ากับชิกเก้น บาบาร่าเดินมากับไทเกอร์ที่ระเบียง ด้านนอกปราสาท
“คุณยายบาร์ นี่ดาราตุ๊กตาทองชัดๆ Acting เริ่ด...ปั่นหัวซะจน คุณยายทาฮิร่า จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน
งงเต๊กเป็นไก่ตาแตก” ไทเกอร์สรรเสริญนายหญิง
บาบาร่าเบิ๊ดหัวกระโหลกไทเกอร์ “ฉันเป็นแม่มด ไม่ใช่ไก่ ฮึ !!! ป่านนี้ยัยทาฮิร่าคงมืดมิด 10 ด้าน งมหาตัวการวางยาพิษ นังอสูรน้อย นั่นให้ควั่ก”
“คุณยายบาร์ของไทเกอร์ ร้ายลากไส้ จริงๆ แม้ว....”
บาบาร่ายิ้มย่อง แต่พลันก็หน้าเปลี่ยนสี เมื่อเห็นไปเห็นบางอย่าง
“นะ...นั่น”
“อะไรเหรอคุณยาย”
บาบาร่ามองเห็นแสงสว่างสีแดงฉาน ที่พาดผ่านเป็นทางยาวบนผืนฟ้าสีดำเบื้องหน้านั้น
“ธุมเกตุ ธุมเพลิง” บาบาร่าอุทานออกมา **(อ่านว่า ทุม-เกด-ทุม-เพลิง)
“คืออะไร เหรอ ยาย”
“ลางร้ายบอกเหตุวิบัติ! แม่มดโบราณเขาถือกัน ยามใด เกิดธุมเกตุ ธุมเพลิง ยามนั้นจะเกิดอาเพศขึ้นใน
ดินแดนเรา”
“ดินแดนเวทมนตร์ใกล้ถึงกาลวิบัติแล้วหรือนี่”
บาบาร่ากับไทเกอร์ มองอาเพศบนท้องฟ้า แล้วอดประหวั่นใจไม่ได้

เวลาเดียวกันที่เมืองมนุษย์ แนนนี่กำลังนอนหนุนตักทาฮิร่าอยู่ ท่าทีหงอยเศร้า
“มีใครบางคน มุ่งร้าย จ้องจะทำลายแนนนี่ แต่ตอนนี้ ยายยังมืดแปดด้าน จับมือใครดมไม่ได้ แนนนี่ต้องระวังตัวนะลูก”
แนนนี่หงอยไปถนัดตา
“แนนนี่เกิดมาเป็นอสูร อสูรไม่ดี ก็ต้องมีคนอยากทำลาย” แนนนี่บอก
“แนนนี่... คนเราจะดีหรือเลว ไม่ได้อยู่ที่ชาติกำเนิด ว่าเกิดมาเป็นอะไร แต่อยู่ที่ ความประพฤติ การกระทำ ต่างหาก ที่จะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ดีหรือเลว”
“โห... คำคมคุณยายบาดลึก จี๊ดได้อีก” ชิกเก้นว่า
แนนนี่ลุกขึ้นมานั่ง หน้ามุ่ย
“แต่แนนนี่เป็นเด็กไม่ดี ชอบก่อเรื่องเดือดร้อนให้พี่ภวัต...คุณยาย และคุณแม่ปัทมน ต้องปวดหัวอยู่เสมอ
ตอนนี้ แม้แต่พี่ภวัต ก็ยังปั้นปึง เย็นชา ใส่แนนนี่ ชีวิตของแนนนี่เหมือนต้องคำสาป ให้มีคนชังมากกว่าคน
รัก บางครั้ง...แนนนี่ก็ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร”
ทาฮิร่าดึงหลานเข้ามากอด สงสารหลานจับใจ
“โธ่... หลานยาย ยายสงสารแนนนี่เหลือเกิน ไม่ว่าแนนนี่หลานของยายจะเป็นอะไร อสูร หรือแม่มดตัวน้อยๆ ก็
ตามยายสัญญา... ว่าจะปกป้องหลาน ตราบเท่าที่ยายยังมีลมหายใจอยู่”
“แนนนี่รักยายนะคะ”
แนนนี่โผเข้ากอดยาย น้ำตาซึม
ชิกเก้นยกขาหน้าขึ้นปาดน้ำตาป้อยๆ
“ฟังแล้วซึ้งใจ น้ำตาไหลพราก”
หากมองออกไปนอกหน้าต่างเวลานั้น ท้องฟ้ามืดมิดไปหมด

คืนนั้นดารกานั่งอยู่ในห้อง ไม่ยอมเปิดไฟ มีเพียงแสงจากเทียนที่จุดวอมแวมทั่วห้อง ดารกานั่งหลับตา หน้ากระจกโต๊ะเครื่องแป้ง ฝึกพลังมืดอยู่
ใบหน้าดารกาดูเก็บกด เต็มไปด้วยความเคียดแค้น ชิงชัง จังหวะนั้นเสียงอสูรสดับดังก้องขึ้นในหัว
“หมั่นฝึกปรือพลังอสูรของเจ้า... ด้วยความโกรธ เกลียด เคียดแค้น ชิงชัง...”
ภาพเหตุการณ์ ระหว่างภวัตกับบุษบา ตอนที่คลอเคลียกันต่อหน้าดารกา
ภาพปัทมนแสดงความรักใคร่แนนนี่มากกว่า
และภาพตอนที่ภวัตกระหนุงกระหนิงกับแนนนี่
ดารกาหลับตา เหมือนอย่างไล่ภาพนั้นออกจากหัว ขมวดคิ้ว ร่างเกร็งมากขึ้นเรื่อยๆ กัดฟันตัวสั่น เหงื่อซึม พลังอสูรสีดำแผ่ซ่าน สูบฉีดไปทั่วทั้งร่าง
“ฉันเกลียด...เกลียดทุกคนที่แย่งความรักไปจากฉัน เกลียด…เกลียด !! เกลียด !!” ดารกาเปล่งเสียงคำว่าเกลียดให้หนักแน่นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ดารกาลืมตาโพลงขึ้น เทียนทุกเล่มในห้องดับพึ่บลงพร้อมกัน ทั้งๆ ที่ไม่มีลมสักนิด กระจกที่โต๊ะเครื่องแป้งแตกร้าว
เงาสะท้อนใบหน้าดารกาที่แสยะยิ้มในกระจกเงา ดูบิดเบี้ยว และน่ากลัวมากๆ

ภวัตนุ่งผ้าขนหนูออกมาจากห้องน้ำ เพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ ทาฮิร่ากับชิกเก้นปรากฏตัวขึ้น พร้อมเสียงและคำพูดคุ้นหู
“เกิดเรื่องแล้ว พ่อภวิต”
ภวัตสะดุ้ง “คุณยาย”
ภวัตตกใจจนผ้าขนหนูของภวัตร่วงลงมากองที่พื้น
“เย้ยย” ภวัตตกใจรีบยกผ้าขึ้นมา ปกปิดพัลวัน ชิกเก้นเอาอุ้งเท้าหน้าปิดตา
“เต็มๆ 9 ล้าน พิกเซล ชิกเก้นจะเป็นตากุ้งยิงมั้ยเนี่ย”
ทาฮิร่ายกมือขึ้นปิดตา แต่มองลอดระหว่างนิ้วมือ
“ไอ๊ ย่ะ.... ยายไม่เห็นอะไรทั้งนั้น”
ภวัตอายจน หน้าแดงก่ำ ลนลาน เขิน โกรธจน ทำอะไรไม่ถูก
“กล้วยทอดแล้ว”
ทาฮิร่าปิดตา ผินหน้าไปทางอื่น แล้วยกมือร่ายถาถาใส่ภวัต
“สเปซิอาลิส เรเวลิโอ”
เกิดแสงวาบที่ตัวภวัต

ปรากฏว่าภวัตอยู่ในชุดหางเครื่องชาย เลิศหรูอลังการมาก มีขนนกประดับแพรวพราว ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาด้วยใบหน้าหมดอารมณ์
“จากนายแพทย์หนุ่ม กลายเป็นหางเครื่องวงดนตรีลูกทุ่งซะอย่างนั้น เซ็งเป็ด” ชิกเก้นอิดหนาระอาใจพฤติกรรม
ทาฮิร่าหัวเราะเจื่อนๆ “แหะๆๆๆ... ยายจะเสกชุดนอนให้ เผอิญตกใจไปหน่อย เลยเสกผิดเสกถูก”
“พูดยังกับว่า ตอนสติสตังครบถ้วน จะร่ายคาถาถูกงั้นแหละ”
“ไอ้ชิกเก้น!! ถ้าเงียบซะ ก็ไม่มีใครหาว่าแกเป็นใบ้หรอกนะ” หันมาทางภวัต “ที่จริง พ่อภวิตใส่ชุดนี้ ก็ดูขึ้นดีนะ แฮะๆๆๆ”
ภวัตส่ายหน้า หมดอารมณ์
“คุณยายมาหาผม มีธุระอะไรหรือครับ”
ทาฮิร่ารีบบอกเสียงเครียด “มีคนจะฆ่าแนนนนี่”
ภวัตตกใจ “ฮะ !!!! จริงหรือครับ”
“จริงสิ ไม่อย่างนั้น ยายคงไม่ถ่อสังขาร ทรมานกายาแว้บมาหาพ่อภวิต ดึกๆ ดื่นๆ อย่างนี้”
“คุณยายคิดว่าใครกันครับที่คิดร้ายต่อแนนนี่” ภวัตถาม
ทาฮิร่าส่ายหน้า “ยายไม่รู้”
“บางทีอาจเป็นแผนการของแนนนี่ ที่ต้องการเรียกร้องความสนใจจากคนอื่น”
“เป็นไปไม่ได้!!! ถึงแม้ แนนนี่จะมีปมในใจเรื่องความเป็นอสูรตั้งแต่เด็ก แต่ก็ไม่เคยวางแผนลึกลับซับซ้อน
ซ่อนปม ให้คนอื่นหันมารุมสนใจตัวเองเลยสักครั้ง” ทาฮิร่าเถียงแทนหลานสาวคอเป็นเอ็น
“ถ้าอย่างนั้น แนนนี่ก็กำลังตกอยู่ในอันตราย”
“ยิ่งใกล้ครบกำหนดตามคำพยากรณ์เท่าไหร่ ยายก็ยิ่งหวาดหวั่นใจเท่านั้น ไม่รู้ว่าทางดินแดนเวทมนตร์
จะส่งคนมากำจัดแนนนี่หรือเปล่า”
“คุณยายอย่าเพิ่งคิดลบ ชิกเก้นเคยได้ยินคำพังเพยของพวก มนุษย์ที่ว่า คนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้” ชิกเก้นว่า
“ก็นั่นมันคน แต่แนนนี่ไม่ใช่” ทาฮิร่าหันมาพูดกับภวัต “ยายขอร้องล่ะ ระยะนี้ ฝากดูแลแนนนี่อย่าง
ใกล้ชิด อย่าให้คลาดสายตา สักนาทีเลยนะ พ่อภวิต”
ภวัตทั้งหนักใจ ทั้งเป็นห่วง
“ครับยาย..ผมสัญญา ว่าจะดูแลแนนนี่ให้ดีที่สุด”
ทาฮิร่าค่อยเบาใจลงอีกหน่อย ที่เห็นภวัตรับปากหนักแน่น

เช้าวันใหม่ เสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งเวลา 8.00 น. เอาไว้ดังสนั่นขึ้นในห้อง แนนนี่เอื้อมมือกดปิดเสียง แล้วนอนต่อ อย่างไม่สนใจ
เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางข้างๆ หมอนดังขึ้น แนนนี่งัวเงีย หยิบมารับสาย
“ฮัลโหล”

ปีเตอร์อยู่ในรถสปอร์ต ซึ่งจอดรออยู่หน้าบ้านแนนนี่ เก๊กเสียงหล่อโฮกทักทายแนนนี่
“พยากรณ์อากาศวันนี้ จะมีคนคิดถึงหนักถึงหนักมาก ความห่วงใยกระจายเป็นหย่อมๆ ความห่วงหาอาทร
ครอบคลุมทุกพื้นที่ อรุณสวัสดิ์คร้าบ...คุณแนนนี่”

แนนนี่งัวเงีย พูดสาย ทั้งที่ยังไม่ตื่นนอนดี แนนนี่หาวหวอดๆ ขณะคุยสาย
“โทร.มาเช้าขนาดนี้ ไม่มีเรื่องสำคัญละ รถสปอร์ตคันใหม่โดนปั้นจั่นกระแทกใส่โยนเข้าป่าช้ารถ ณ บัดนาวเลย
นะปีเตอร์” แนนนี่ตั้งท่าจะร่ายมนต์ “อุลัมปา...” ยังไม่จบปีเตอร์ก็พูดแทรกขึ้น
“ปีเตอร์ไม่ห่วงรถหรอก สำหรับแนนนี่รถจะพังกี่คันปีเตอร์ยอมสิ้น ปีเตอร์ยิ่งผลาญสมบัติปะป๊าหม่าม้าปีเตอร์ยิ่งรวย มันเป็นเวรกรรมประจำตระกูลอะ แต่ นี่ 8 โมงแล้วนะแนนนี่”
แนนนี่หันไปมองนาฬิกาปลุก แล้วก็ตกใจ
“8 โมง! ตายแล้ว! วันนี้มีสอบวิชาคณิตนี่น่า”
ปีเตอร์พูดต่อ
“แต่ไม่ต้องห่วงน้าา ตอนนี้ปีเตอร์สตาร์ทรถรออยู่หน้าบ้านแล้ว...”
มองผ่านปีเตอร์ไปที่หน้าต่างห้องชั้นบน เห็นแนนนี่แหวกผ้าม่านที่หน้าต่างห้องมองลงมา ถือมือถือแนบหู
ปีเตอร์ยืนอยู่ข้างรถสปอร์ตสุดหรูคันใหม่ กำลังโบกไม้โบกมือให้แนนนี่

ปีเตอร์ยืนวางมาดเท่ คุยโทรศัพท์อยู่ แต่แหงนหน้าขึ้นไปมองแนนนี่ที่หน้าต่าง
“คุณผู้หญิงพร้อม ลงมาเมื่อไหร่ รถหรูป้ายแดงสุดแรงด้วยเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ จากยุโรปคันนี้
พร้อมจะทะยานไปส่งถึงมหา’ลัยในชั่วพริบตา”

แนนนี่อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำกดวางสายปีเตอร์ ทำหน้ายี้ใส่โทรศัพท์
“ฉันหายตัวไป ไวกว่าย่ะ ชิ !!!! แต่ไม่ได้...พี่ภวัต สั่งห้ามไว้ ไม่ให้แนนนี่ใช้เวทมนตร์พร่ำเพรื่อ
แนนนี่รีบวิ่งจู๊ดเข้าห้องน้ำไปทันที

ชั่วโมงสอบในมหาลัย นักศึกษาทำข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์อย่างเคร่งเครียด ซึ่งครั้งนี้ยากมาก แนนนี่นั่งเขียนคำตอบข้อสอบอย่างสบายใจ
เนื่องเพราะยังไงก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว เลยไม่รู้จะเครียดไปทำไม แนนนี่บ่นออกมาชิลล์ๆ
“ออกข้อสอบอย่างนี้ หนูก็ตกทั้งปีสิคะอาจารย์ ทำไมไม่คิดออกข้อสอบให้หนูสอบผ่านมั่งน้อ”

จู่ๆ ที่โต๊ะของแนนนี่ ก็ค่อยๆ ปรากฏเป็นตัวหนังสือยึกยือภาษาแม่มด ทีละตัวๆ เหมือนกับรอยถูกคัตเตอร์กรีดลงบนโต๊ะ เป็นท่อนที่ 2 ต่อจากท่อนแรกคราวก่อนที่ว่า “อัม ... อิเมกุม .... อัจชี ...อัลวา ... อัยยายุม”
แนนนี่ตาโต “คาถาอสูรพิลาป”
แนนนี่อ่านคาถานั้นเบาๆ
“อะวาดา... เคดาฟ...รา.... เอกซ์เปกโต... พาโตรนุม”
อักษรเริ่มรางเลือน ขณะที่แนนท่องถึงบรรทัดไหน ตัวหนังสือบรรทัดนั้นก็เลือนหายไปจนหายวับ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อาจารย์คุมสอบชะโงกหน้ามาถาม เพื่อจับพิรุธ
“บ่นอะไรของเธอ แนนนี่”
“ปละ...เปล่าค่ะ แนนนี่ แค่ท่องทฤษฎีของ ปีทากอรัส”
อาจารย์เดินออกไป ไม่ค่อยจะปักใจเชื่อนัก
แนนนี่ถอนใจเฮือกใหญ่ รอดตัวไป
“คาถาอสูรพิลาป ยังไม่จบแค่นี้...แต่จะปรากฏอีกทีเมื่อไหร่ ก็ไม่รู้”

สีหน้าแนนนี่ในตอนนี้ครุ่นคิดอย่างหนัก

อ่านต่อหน้า 4 วันนี้ เวลา 18.00 น.




หมายเหตุ : ตรงตามบทโทรทัศน์ทางช่อง 7 สี มากที่สุด!!!

 อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว  ตอนที่ 17 (ต่อ) 

หลังเหตุอาเพศ วันต่อมาท้องฟ้ากลับแจ่มใส เหมือนไม่มีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้น ถนนในซอยทางเข้าบ้านปัทมนแท็กซี่คันหนึ่งแล่นมุ่งตรงเข้ามา ผ่านบ้านผู้คนหลังแล้วหลังเล่า แท็กซี่คันนั้นชะลอความเร็วลง ก่อนจะจอดนิ่งที่หน้าบ้านปัทมน ดารากาเปิดประตูก้าวลงจากแท็กซี่ ไขกุญแจประตูเล็กเข้าบ้าน ในขณะที่แท็กซี่แล่นออกไป

ดารกาเดินเข้ามาในตึกใหญ่ หน้าตาท่าทางดูเปี่ยมไปด้วยพลังมอำนาจ เต็มไปด้วยความมั่นใจ บ้านทั้งหลังเงียบกริบ เนื่องเพราะเป็นช่วงเวลายามบ่าย มีเพียงสองสาวรับใช้ผาดกับพรอยู่ที่บ้าน

ผาดกับพรเดินออกมาอย่างเคยชินเมื่อได้ยินเสียงแท็กซี่วิ่งมาจอดหน้าบ้าน
“หิวมั้ยคะคุณหนู ผาดตั้งของว่างให้นะคะ” ผาดรีบมารับของจากมือดารกาไปถือ ถามอย่างเอาใจ
“ไม่ต้อง คุณแม่ล่ะ” ดารกาพูดไม่มีหางเสียงเหมือนทุกครั้ง แต่ไม่ห้วน
“ไปวิปัสสนาค่ะ” ผาดบอก
“คุณแนนนี่ก็ยังไม่กลับค่ะ คุณธานีก็ยัง…”
พรบอก แต่พูดไม่ทันจบ เพราะหันไปเจอดารกาตวัดตามองพร เป็นเชิงตำหนิว่า...เจ๋อ ใครถาม ไม่ได้อยากรู้ พรยิ้มแหยๆ
“บริการข้อมูลด่วนทันใจ คุณดาจะได้ไม่ต้องเสียเวลาถามอะค่ะ” พรว่า
ดารกาไม่ใส่ใจใดๆ เดินต่อขึ้นข้างบนไป ผาดจะรีบตาม แต่หันมามองพรอย่างกวนๆ บอกเสียงเบา
“จุ้นได้โล่เรื่อยละแก”
“ใครจะเชลียร์ได้โล่เหมือนพี่ล่ะ” พรชักสีหน้าใส่ผาด
ผาดเขกหัวพร
“แรงไปมั้ย นังปากเสีย ไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่”

ดารกาเดินขึ้นมาถึงหน้าห้อง เอื้อมมือไปจับลูกบิดประตูแล้วชะงักกึก รู้สึกถึงพลังบางอย่าง รีบหันมาดึงของจากผาด
“ป้าผาดไปทำงานเถอะ”
“เดี๋ยวป้าผสมน้ำอุ่นให้ค่ะ”
มีเสียงหวีดหวิวชวนขนลุกและบาดแก้วหู ซึ่งเป็นเสียงสัญลักษณ์ของอสูรร้าย แม้ว่าอสูรจะยังไม่มาปรากฏร่าง แต่จะส่งเสียงมาเขย่าขวัญ ดารกาได้ยินเสียงนั้นแจ่มชัด แต่ผาดกลับไม่แสดงว่าได้ยินเสียงอะไรเลย
“ไม่ต้อง” ดารกาบอก
“แช่น้ำอุ่นผ่อนคลาย” ผาดยังพยายามเอาอกเอาใจ
เสียงหวีดหวิวดังมากขึ้น ตาดากระด้างคล้ายๆประสาท
ดารกาเผลอตวาด “บอกว่าไม่ต้อง!”
ผาดตกใจ “ค่ะๆๆ” ผาดรีบออกไป
ดารการีบเข้าห้อง ผาดหันกลับมามองด้วยความประหลาดใจ
“เป็นอะไรเนี่ย ไม่เคยเห็นเป็นอย่างนี้เลย

ดารกาปิดประตูลงช้าและเบา กวาดตามองไปทั่วห้องอย่างหวาดหวั่น และระวังตัว ปิดประตูแล้วดารกายังยืนอยู่ที่เดิม
พยายามใช้ประสาทสัมผัสพิเศษของตัวเองสำรวจว่ามีสิ่งแปลกปลอมในห้องหรือไม่ บรรยากาศวังเวงชวนขนลุก เสียงหวีดหวิวของอสูรร้ายค่อยๆ จางลง เงียบหายไปในที่สุด
ดารกาค่อยๆ มีสีหน้าผ่อนคลายลง แต่ก็ยังไม่สนิทใจ

เสียงสากกระทบครกตำดังโป๊กๆ พรกำลังตำส้มตำ แต่ปากแขวะผาดไป ในท่าทีน้ำลาย
ไหล กับกลิ่นส้มตำที่ถูกโลขกคนอยู่ในครกจนได้ที่
“ไงล่ะ ก็โดนไล่เปิดลงมาเหมือนกั๊น อูย...หอมจัง ครกนี้รับรองแซ่บบบบหลาย
ผาดคงยังจมอยู่ในความคิดติดใจกิริยาที่เปลี่ยนไปของดารกา
“คุณหนูดา ไม่เคยเครียดแบบนี้เลย ฉันเป็นห่วง...” ผาดจะพูดต่อ แต่แล้วก็มีเสียงทักขึ้นมา
“จ๊ะเอ๋”
แนนนี่ไม่ได้มาแค่เสียงกับหน้ายิ้มแป้น แต่ยังมีของฝากเป็นสัตว์ประหลาดทำจากยางโยนดึ๋งเข้ามากลางวงส้มตำ
ผาดกับพร ตกใจร้องลั่นขึ้นพร้อมๆกัน “ว้าย แหกๆ หกๆ ตกๆ หล่น หล่นหมดๆๆๆๆๆ”
ผาดตกใจมากกว่าพร ปัดถาดกระทียม พริก เครื่องเคียงตำส้มตำ แทบหล่นจากโต๊ะ ไล่ตะครุบทัน ปากก็อุทานไป แหก หก ตก หล่นไป
แนนนี่ ขำกลิ้ง จังหวะนั้นมีดสับมะละกอ เล่มโตพอประมาณ ทำท่าจะหล่นในระยะที่ตรงกับเท้าผาดพอดี แนนนี่รีบหมุนตัวกลับแอบใช้มนต์ ตวัดมีดเล่มนั้น กลับไปวางบนโต๊ะ
ผาดและพรเห็นแว้บๆ ว่ามีดลอยขึ้นหันไปมองแนนนี่
แต่แนนนี่ทำเนียนไม่รู้ไม่ชี้ ในที่สุดสองคนก็ไม่แน่ใจในสายตาตัวเอง ต่างคิดนึกไปว่าคงบ้าจี้จนตาฝาดไปเอง ผาดรีบเลื่อนมีดไปอยู่กลางๆโต๊ะ
“อูยยส์ น้าผาดพี่พรของแท้แน่นอน หากไม่แหก ไม่หก ไม่ตก ไม่หล่น เป็นอันว่าตัวปลอม”
“อย่าเล่นอย่างนี้สิคะคุณแนนนี่ น้าจะหัวใจวายตาย” ผาดบ่นอุบ
แนนนี่เก็บตัวยึกยือ หันมาเห็นส้มตำน่ากิน
“โอ๊ย...หอมๆๆๆ ทานด้วยค่ะ เอาปูปลาร้า สองครกเลยนะคะพี่พร”
“จัดให้ค่า...พริกขี้หนูสวนด้วยนะค้า... อร่อยจนปากเจ่อเลยหละค่ะ”
ระหว่างนั้นชิกเก้นแอบย่องมา พูดให้แค่แนนนี่ได้ยิน
“ตะกละ กินทีสองครก แล้วแม่มดอะไรกินส้มตำปูปลาร้า”
“ฉันเป็นอสูร” แนนนี่ตอบกลับเสียงดัง
ผาดกับพรสะดุ้ง เหวอกับคำพูดของแนน อ้าปาก เอ้อ อ้า อยากจะถาม
“และถึงฉันจะเป็นแม่มด ใครห้ามแม่มดกินส้มตำปูปลาร้า ห๊ะ ชิก...” แนนนี่จะต่อด้วย...เก้น แต่เห็นผาดกับพรเหวออยู่ จึงหัวเราะกลบเกลื่อน “แฮ่ะๆ แนนนี่เผลอพูดคนเดียวอีกแล้ว...” ว่าพลางแอบเอามือเขกหัวชิคเก้นไปด้วย ชิกเก้น คลำหัวป้อยๆ แล้วกระโดดผลุงหนีไป
“ตอนนี้อย่าเพิ่งเผลอนะคะ เดี๋ยวพี่พรลืมสูตรส้มตำหมด”
แนนนี่ยิ้มแหยๆ น่ารักๆ ให้

ส่วนในห้องดารกายืนมองเงาตัวเองหน้ากระจกด้วยแววตาคมกริบ หน้าตาหยิ่งทะนง และมั่นใจใน
พลังอสูรของตน
“ในเมื่อฉันได้พลังอสูรมาแล้ว ฉันไม่ต้องพึ่งแกแล้ว ฉันก็ไม่จำเป็นต้องกลัวแก”
เสียงอสูรสดับหัวเราะเย้ยดังขึ้น แล้วอสูรร้ายค่อยๆ ปรากฏขึ้นแทนใบหน้าดารกาในกระจก ดารกาผงะไปหน่อย ยังมีท่าทีกลัวๆ อยู่บ้าง
“นึกแล้วไม่มีผิด อยู่กับมนุษย์นานไปจนติดนิสัยขี้ฉ้อ ทรยศ”
“ฉันยังไม่ได้ทำอะไรอย่างแกว่า”
“แค่คิดก็ถือว่าทำแล้ว”
ดารกาพูดอย่างไม่แคร์ ยืนนิ่งอยู่ คิดว่ายังไงเสียตัวเองก็มีพลัง สดับเดาออกว่าดารกาคิดอะไร
“คิดเหรอว่าฉันจะให้พลังให้แกเก่งกล้า ปีกกล้าขาแข็งมาต่อกรกับฉัน นังเด็กน้อยอ่อนหัด” อสูรสดับหัวเราะน่าเกรงขาม
สีหน้าดารกาไหวแววตาหวั่นระแวง ความมั่นใจเริ่มสั่นคลอน
“แก...แกไม่ได้ให้พลังฉันงั้นเหรอ ก็แกให้ฉันกินเลือดแกไม่ใช่เหรอ หรือว่า...” ดารการหวาดหวั่นมากขึ้น “แกให้ฉันกินอะไร...” ดารกาลืมตัวตวาดเสียงดังลั่นห้อง “แกให้ฉันกินอะไร”
สดับหัวเราะลั่น กระจกสั่นสะเทือน แต่ไม่แตก แล้วจังหวะนั้นเงาสดับก็ลอยหลุดพรวดออกมาจากกระจก ชนิดที่ว่าหากเป็นทีวีสามมิติ คงหงายเงิบตะลึงไปทั้งบาง
ร่างดารกากระเด็นไปเพราะแรงกระแทกจากการที่อสูรหลุดออกมาจากกระจก อสูรสดับมายืนจังก้าหัวเราะลั่นตรงหน้าดารกา
ดารกาถอยหลังกรูดอย่างหวั่นเกรง สัมผัสถึงพลังเร้นที่มองไม่เห็น ว่ารุนแรงยิ่งนัก ดารกาเริ่มกลัว

เวลาเดียวกัน แนนนี่ตั้งท่าจะเดินตัวปลิวออกจากครัว ในมือถือถาดใส่ส้มตำปูปลาร้าสองจาน พร้อมข้าวเหนียวร้อนๆ ขาวหอมฉุยน่าทานจานเล็ก และจานผักสดน่าทานอีกจาน
“ไม่มีใครอยู่บ้านแนนนี่ยอมง้อยัยพี่ดาก็ได้” แนนนี่เสียงเบาลง พูดกับตัวเอง “ยังไงก็ยังดีกว่ากินกับเจ้าแมวปากมาก”
“คุณดาเธอไม่ทานปูปลาร้า คุณแนนนี่ก็ทราบนี่คะ” ผาดบอกเมื่อรู้ว่าอีกจานแนนนี่จะเอาไปให้ดารกา
“ก็ใครว่าแนนนี่จะให้พี่ดาทานล่ะ แนนนี่จะทานคนเดียว ที่ง้อเนี่ยจะให้พี่ดานั่งมอง จะได้ทานยั่วให้น้ำลายติดคอ” แนนนี่หัวเราะกวนใส่ผาด “ห้าห้าห้า”
“จะทำห้องคุณดาเหม็นนะคะ” ผาดว่า
“ดี ชอบ ห้าห้าห้า”
พูดจบแนนนี่ออกไปจากครัว

สายตาดารกาเต็มไปด้วยความหวั่นไหวหวาดกลัว และยังจ้องอสูรซึ่งหัวเราะเย้ยหยันอยู่ แต่แล้วดารกาฮึดปล่อยพลังใส่อสูร พลังของดารกาแรงไม่น้อย กระแทกใส่ของบางอย่างแตก แต่อสูรสดับแค่เสื้อปลิวแบบโดนลมอ่อนๆ พัดใส่
อสูรสดับโกรธจัด ใบหน้าเหี้ยมโหดนั้นหยุดหัวเราะทันใด
ดารกาหน้าเสีย มองมือที่ปล่อยพลัง อย่างหวั่นไหวว่าพลังตัวเองช่างน้อยนิด และทำท่าจะปล่อยพลังใส่สดับอีก
สดับตวัดมือขวับในอากาศใส่ดารกา โดยที่มือไม่โดนตัวดารกาแม้แต่น้อย ร่างดารกาก็ถูกแรงเหวี่ยงลอยหวือขึ้นไปกระแทกเพดานห้องเสียงดังโครม
สดับยังยกมือค้างอยู่ในท่าทีสบายๆ ทว่าดารกาที่ลอยติดค้างอยู่ที่เพดาน เจ็บจนแทบกระอัก พยายามดิ้น แต่มีแรงที่มองไม่เห็นดันตรึงไว้แน่น
“นังลูกเนรคุณ ทรยศกระทั่งพ่อตัวเอง”
“ฉันไม่ใช่ลูกแก แกหลอกลวงฉัน ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ สู้กันแฟร์ๆ สิ”
ดารกาโมโห ยังพยายามดิ้นเพื่อจะให้หลุดจากแรงที่ดันตัวติดเพดาน
อสูรร้ายในร่างสดับหัวเราะลั่น “นี่ละแฟร์แล้ว แต่แกสู้พ่อไม่ได้ต่างหาก ดารกา”
อสูรสดับหัวเราะลั่น ดารกาดิ้นรน ทั้งเจ็บใจ และแค้นใจ

แนนนี่เดินลั้นลาออกมาจากครัว สูดกลิ่นหอมของส้มตำปลาร้าไปด้วย เสียงหัวเราะของสดับแว่วแผ่วๆมา แนนนี่ได้ยินเสียงนั้น ชะงัก นิ่งฟัง แต่เสียงหายไปแล้ว
แนนนี่บ่น เดินต่อ “เดี๋ยวนี้บังอาจปลอมเสียงใครหลอกชั้นเหรอเจ้าชิกเก้น เดี๋ยว...เดี๋ยวก่อน จะเอาน้ำส้มตำปูปลาร้าไปยีหัวซะให้เข็ด”
แนนนี่เดินต่อไปที่บันได จานผักในถาดลื่นนิดหน่อย แนนนี่กลัวหล่น เลี้ยงถาดเลี้ยงตัวดูคล้ายกำลังเล่นกายกรรมเล็กๆ
“เย่ย เฮ่ย เฮ้ยๆๆๆๆ”
ผักหล่นไปหนึ่งชิ้น
แนนนี่เท้าสะเอวมองผัก “เซ็งเลย พี่ผักไม่รักดี”
แนนนี่กระดิกนิ้วเรียก ผักค่อยๆ ลอยขึ้นมาช้าๆ
“ขึ้นมา...ขึ้นมา...ให้ไวนะพี่ ให้ไว ลอยลงถาดนะ ไม่ต้องลงจานแล้ว พี่เลอะฝุ่นแล้ว”
แนนนี่กะว่าได้ระยะผักต้องลอยขึ้นมาตามมนต์ ไม่เรียกต่อ ผักหล่นหวือลงไปแหมะกับพื้น
“อ้าว ซะงั้น”
แล้วแนนนี่ฉุกคิดในใจ มองที่นิ้วตัวเอง
“ไม่เคยพลาดนี่นา” แนนนี่คิดแล้วคิดอีก หาเหตุผล
จังหวะนั้นแนนนี่ก็เหมือนแว้บเข้ามาในสมอง รู้สึกว่ามีพลังอะไรบางอย่างมากระทบตัวจางๆ
“พลัง...ไม่ใช่พลังของยายทาฮิร่า พลังอะไรแปลกๆ มาอยู่ในบ้านเนี่ย” แนนนี่พยายามหาทิศทาง “มาจากไหน”
แนนนี่หน้านิ่งลง มองไปรอบๆ ตัว ตั้งสมาธิจับทิศทางพลัง ทว่าพลังนั้นวูบๆ ขาดๆ หายๆ ไปมา

ส่วนภายในห้องดารกายังคงค้างเติ่งอยู่ที่เพดาน และสดับยังส่งพลังยันไว้
“ในเมื่อแกทำตัวไม่น่าไว้ใจ ฉันจำเป็นต้องควบคุมแก”
“แกจะทำอะไรฉัน”
อสูรสดับพูดเสียงกวน เขย่าประสาท “เดี๋ยวก็รู้”
สดับวนมืออีกข้างในอากาศ ปลอกคอเหล็กปรากฏขึ้นในมือ ดารกามองปลอกคอ พอเดาได้ว่าตัวเองจะถูกจองจำ
ดารกาดิ้นรนจนสุดแรงเกิด “อย่านะ”
สดับหัวเราะเหี้ยมๆ ในลำคอ จับปลอกคอสะบัดกางออก
ดารกาดิ้นสุดแรงจนไปกระแทกฝ้าเพดานแตก เกิดเป็นช่องที่ทำให้ดิ้นหลุดจากแรงดันของอสูรร้าย เพราะอสูรสดับแบ่งความสนใจไปที่ปลอกคอทำให้ดารกาหลุดรอดได้ง่ายขึ้น
ดารกาเหวี่ยงตัวสุดแรง คล้ายในหนังกำลังภายใน จนร่างหลุดลงมาถึงพื้น ใช้พลังสู้กับสดับ ดารกาสู้กับสดับสักครู่ แล้วโดนสดับเหวี่ยงกระแทกประตูเสียงสนั่น

แนนนี่โผล่ขึ้นจากบันได สู่ทางเดินบนชั้นสอง ได้ยินเสียงโครม ชะงักกึก
“เสียงจากห้องพี่ดานี่”
แนนนี่ ยังอยู่ในระยะห่างพอควร รีบเดินแกมวิ่งไป

อสูรในร่างสดับเหวี่ยงมือในอากาศ ดารกาถูกเหวี่ยงไปกระแทกผนังห้อง จุกกระอัก สดับเหวี่ยงปลอกคอ ปลอกคอลอยเคว้งอยู่ในอากาศพุ่งเข้าหาดารกา
ดารกาพยายามหลบปลอกคอเป็นพัลวัน แต่เพราะบาดเจ็บอยู่จากแรงกระแทก ทำให้เคลื่อนไหวไม่สะดวกนัก ในที่สุดปลอกคอสวมเข้าที่คอดารกาได้และล็อกฉับทันที
ดารกาพยายามจะดึงออก แต่ไม่สำเร็จ
“ไอ้เลว” ดารกาสบถ
- สดับหัวเราะลั่น วนนิ้วไปมา
- ภาพใกล้ที่ดารกาปลอกคอค่อยๆซึมหายไปในเนื้อ คอดารกาโล่งไม่มีอะไร
- ดารกาพยายามใช้พลังดึงปลอกคอให้พ้นตัว พลังของดารกาทำให้รอบคอเรืองแสงวาบคล้ายปลอก
คอจะปรากฏออกมาจากเนื้อ
- สดับใช้พลังที่เหนือกว่าสะกดปลอกคอไว้ได้
- ดารกาพยายามอีก แต่คราวนี้ไร้ผล
สดับ(หัวเราะเยาะ) ให้มันรู้ซะมั่งว่าใครเป็นใคร อย่าบังอาจกำแหงกับ
ฉันอีก
ดาไอ้ขี้ขลาด ดีแต่รังแกผู้หญิง
สดับ(โกรธ) สามหาวกับพ่อเรอะ
อสูรสดับจับที่อากาศแบบจับเชือกเหวี่ยงไปรอบตัวเป็นวงกลม ดารกาลอยหวืออยู่ในอากาศไปตามแรงเหวี่ยง
จังหวะนั้นแนนนี่เปิดประตูห้องผลัวะเข้ามา แนนนี่ชะงักกึกกับภาพที่เห็น แล้วสาดส้มตำทั้งถาดใส่อสูรเต็มๆ
อสูรชะงัก แสบหน้าแสบตาด้วยพริก และเหม็น
“เฮ้ย” อสูรสดับแสบตา
ดารการ่วงลงพื้นโครม
“แกทำอะไรพี่ฉัน” เข้าไปประคองกันดารกาไว้
พอสดับหายจากอาการแสบตา ก้มลงดมตัวเอง ดมส้มตำ “อะไรวะเนี่ย เหม็นนรกเลย”
“ตำปูปลาร้า แต่แกเหม็นนรกกว่า” หันมาทางดา “มันทำอะไรพี่ดา”
ดารกาทำทีเป็นอ่อนแอ “ช่วยพี่ด้วย มันจะฆ่าพี่”
สดับแค่นหัวเราะเสียงดังลั่น “พ่อที่ไหนจะฆ่าลูก”
“ใครเป็นลูกแกกันแน่ พี่ดาหรือฉัน แต่นรกอย่างแก มารังแกผู้หญิงถึงในบ้านเขา แค่รู้จักก็ต้องถือว่าเป็นเสนียดชีวิตแล้ว ไม่ต้องนับเป็นพ่อเลย” แนนนี่ด่าว่าโดยไม่รู้ว่าเบื้องหน้าตัวเองคืออสูรร้าย...ตัวพ่อ
“นังปากปูปลาร้า”
อสูรสดับตวัดมือใส่แนนนี่ พลังพุ่งเห็นเป็นลำแสง แนนนี่หลบได้อย่างฉิวเฉียด จังหวะนั้นแนนนี่นอนหมุนตัวกับพื้นในท่าสวยงาม คว้าจานส้มตำมาสู้กับสดับ
ดารกาทำทีมาช่วยรุม แต่ดูออกแนวผลักแนนนี่เนียนๆ เพื่อให้อสูรสดับจัดการ
สองสาวผนึกกำลังสู้กับอสูรกัน
เสียงฟ้าลั่นโครมครืน จากฤทธิ์พลังของอสูรสดับ ทั้งสามสู้กันไปใกล้หน้าต่าง
ขณะที่ภายนอก ที่สะท้อนเห็นเป็นเงาที่กระจกหน้าต่าง เมฆดำจำนวนมหาศาลเคลื่อนอย่างรวดเร็วปิด
ท้องฟ้ากลางวันจนมืดมิดกลายเป็นกลางคืน

สองสาวแม่บ้านงงอ้าปากค้างในท่ากำลังกินส้มตำ ผาดได้สติก่อน
“พายุมาหรือไง จู่ๆ ทำไมมืดยังกับกลางคืน ไปเก็บผ้าเร็วนังพร เดี๋ยวฝนตกเก็บไม่ทัน”

เช่นเดียวกับอิงอรรีบเดินไปที่หน้าต่าง แหงนมองฟ้า ถือแว่นมาด้วย เพราะกำลังทำงานอยู่แล้วแปลกใจที่ท้องฟ้าจู่ๆ ก็มืดมิด
“ปรากฏการณ์ก๊กไหนอีกละเนี่ย ถึงขั้นสลับเวลากลางวันกับกลางคืนได้แล้วเหรอ”
อิงอรเห็นอะไรบางอย่างแว้บๆ จนทำให้ตะลึงตาค้าง แต่ยังไม่ได้ตกใจเพราะเคยชินกับเรื่องพิสดาร
อิงอรสวมแว่น เพ่งมองให้แน่ใจ แล้วตกใจขึ้นมานิดหนึ่ง จากนั้นอิงอรก็รีบวิ่งออกไป

อิงอรวิ่งออกจากตึกมายืนเพ่งมอง แล้วตกใจตะลึง อึ้งสุดๆ กับภาพที่ได้เห็น
“ฮะ !!!” อิงอรแทบช็อก แต่แข็งใจดูต่อ
ภาพที่อิงอรเห็นเป็นอสูรสดับลอยคว้างอยู่ในอากาศ มีดารกาลอยเกาะแขนข้างหนึ่งของอสูรสดับ สู้กันอยู่ โดยมีแนนนี่ลอยตัวขึ้นโฉบชกสดับตรงโน้นตรงนี้ บางจังหวะทั้งดารกาและแนนนี่โดนอสูรสดับเหวี่ยงกระแทก ผนังหน้าต่าง
อิงอรเห็นชัดๆ เต็มสองตาว่าทั้งสามลอยสู้กันอยู่กลางอากาศ
อิงอรเสียงแหบหายไปในลำคอด้วยความกลัว “ชะ...ชะ...ชะ...ช่วยด้วย คนเหาะ”
ร่างอิงอรสั่น ปากมือสั่นจนปัดแว่นหล่น ก้มลงเก็บ
แนนนี่หันเห็นอิงอร กำลังเงยขึ้นจากการเก็บแว่น ลนลานใส่คืนที่หน้า แนนนี่ร่ายมนต์ใส่อิงอร เป็นจังหวะเดียวกับที่อสูรสดับเข้ามาจิกผมแนนนี่ กระชากไป
อิงอรสวมแว่น แข็งใจเพ่งมองอีกที แล้วตะลึงค้างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ภาพที่อิงอรเห็นกลับเป็นนกสามตัว ใหญ่ตัว เล็กสองตัว กำลังจิกตีกัน
“นี่ฉันทำงานหักโหมเกินไปจนเพี้ยนไปแล้วหรือนี่ เห็นนกเป็นคนเหาะไปได้ยังไงนี่”
อิงอรหันขวับ มาเพ่งมองอีกที ก็ยังเป็นนกสามตัวตีกัน อิงอรเลยหันหลังกลับจะเข้าบ้าน พอดีกับที่มนต์ของแนนนี่หมดฤทธิ์
อิงอรหันกลับมาอีก เห็นสดับ แนนนี่ และดารกา ลอยสู้กันอยู่กลางอากาศ อิงอรสั่นศีรษะแรงๆ คิดว่าตาฝาดอีกแล้ว หันกลับเข้าบ้าน
“ไม่เอาแล้ว ต้องไปนอนพักแล้ว เดี๋ยวประสาทเสื่อมมากกว่านี้” เหมือนฉุกคิดอะไรขึ้นได้บางอย่าง “แต่เอ...ทำไมคุณปัทเลี้ยงนกในตึก อันนี้ต้องถาม...ต้องถาม” คิดทบทวนวนเวียนไปมา “เอ๊ะหรือมันอยู่นอกตึกแล้วเราคิดว่าอยู่ในตึก อุ๊ย ไม่เอาแล้ว ไม่คิดๆๆๆๆ”
อิงอรจะหันกลับไปมองอีก แต่เสียงฟ้าสะเทือนเลื่อนลั่นสนั่นไปทั่วบริเวณ อิงอรตัดสินใจวิ่งจู๊ดเข้ากลับเข้าตึกบ้านตัวเองทันที

ทั้งสามยังสู้กันอยู่
“พี่ดารีบหนีไป แนนนี่จะไม่ไหวแล้ว” แนนนี่ร้องบอก
“พี่ก็จะไม่ไหวแล้วเหมือนกัน”
ดารกาหาทางหนี แนนนี่ร่ายมนต์แม่มด
“อูปา...”
ทว่า...อสูรสดับตบมือกลางอากาศ แนนนี่หน้าหัน กระเด็นไป
“โอ๊ย” แนนนี่ลอยตัวขึ้นมาในอากาศอีก พยายามว่ามนต์อีก “อูปา...”
สดับแบ๊กแฮนด์ในอากาศอีกที คราวนี้แนนนี่หน้าหัน ร่วงลงไปกองกับพื้น ดารากาหนีไปรอบๆ ห้อง ไม่ได้คิดจะ ชวยแนนนี่เลย แถมยังแอบลอบมองอย่างสะใจ ทุกครั้งที่แนนนี่ถูกอสูรทำร้าย
แนนนี่สะบักสะบอม แทบไม่ไหวแล้ว แล้วแนนนี่นึกอะไรได้ฉับพลัน
“มีแค่สองบท แต่ต้องลองดู”
แนนนี่ฮึดสู้หันขวับกลับมา ลอยตัวขึ้นในอากาศ ท่องคาถาอสูรพิลาป สองท่อนที่จำจนขึ้นใจ
แนนนี่เริ่มร่ายคาถาท่อนแรก
“อัม ... อิเมกุม .... อัจชี ...อัลวา ... อัยยายุม...”
สดับชะงักกึก รู้สึกได้ว่าพลังอสูรภายในกายปั่นป่วน เหมือนกำลังจะทำร้ายตัวเอง
“คาถาอสูรพิลาป !!”
แนนนี่เห็นอาการของอสูรสดับ ก็ดีใจ คิดว่ามาถูกทางแน่แล้ว
แนนนี่ร่ายคาถาท่อนที่สอง
“อะวาดา... เคดาฟ...รา.... เอกซ์เปกโต... พาโตรนุม”
คราวนี้อสูรสดับปั่นป่วนขึ้นมาอีกนิด แต่ก็ไม่ร้ายแรงมาก แค่กวนใจทำให้รู้สึกรำคาญ

ดารกาซึ่งอยู่ห่างแนนนี่ออกไป เริ่มมีอาการปั่นป่วนในร่างกายแบบเดียวกับอสูรสดับ
ไวเท่าคิดดารกาสำเหนียกชัดว่าอะไรก็ตามแต่ที่แนนนี่ท่องออกมา เป็นอันตรายกับตัวเองเหมือนกัน
ดารกาจึงฉวยโอกาสนั้นวิ่งหนีออกนอกห้องบ่นพึมพำกับตัวเอง
“แกท่องบ้าอะไรของแกนังแนนนี่ ฉันปวดไปหมดแล้ว”

แนนนี่สนใจแต่จะไล่สดับ ไม่ได้ใส่ใจดารกา
แนนท่องคาถาสองบทซ้ำไปมา ไม่มีบทต่อไป อสูรสดับรู้ทันว่าแนนมีคาถาอยู่แค่นั้น แสยะยิ้ม แล้วหัวเราะสะเทือนเลื่อนลั่น พุ่งเข้ากระชากแนนนี่
แนนนี่ต่อต้านไม่ไหวเพราะโดนมาไม่ใช่น้อย
แต่จู่ๆ จังหวะนั้นเอง ปรากฏว่าเหมือนกับอสูรร้ายโดนคลื่นความร้อนอย่างรุนแรง จนที่มือไหม้มีควันลอยขึ้น
“อ๊าก”
แนนนี่เองก็งง

ที่แท้เป็นพลังจากปัทมนซึ่งอยู่ที่วัด และกำลังกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล น้ำที่หยาดเป็นสายต้องแสงกลายเป็นสายสีทอง ปัทมนสวดมนต์กรวดน้ำช่วงท้ายที่อุทิศให้คนที่ตัวเองรัก ออกชื่อ ดารกา แนนนี่ ธานี คนที่รักใคร่ในชีวิต
คำอุทิศของปัทมนเป็นพลังแสงสีทองเจิดจรัส ทำให้อสูรสดับต้องล่าถอย

สดับจะเข้าจัดการแนนนี่อีก คราวนี้มีแสงเจิดจ้าแรงร้อน ส่องวาบสองลำแสงมาจากสองทางอัดร่างอสูรสดับจนกระเด็นทะลุหน้าต่างไป หน้าต่างแตก มีเปลวไฟลุกรอบตัวอสูรร้าย
“อ๊ากกกก” อสูรสดับลอยไป ร้องไป
ร่างอสูรสดับที่มีไฟล้อมรอบ มองดูเหมือนลูกไฟกลมๆ ลอยห่างไปๆ
ท้องฟ้าจากมืดมิด ก็ค่อยๆ สว่างขึ้นดังเดิม
ที่วัดแห่งนั้น ปัทมนยังกรวดน้ำ ส่วนภายในห้องดารกา ที่แท้ลำแสงที่ไม่ใช่สีทองมาจากทาฮิร่านั่นเอง
ทาฮิร่ายืนช็อกกับสภาพของแนนนี่ที่เห็น ในขณะที่แนนนี่พยายามลากสังขารเข้ามาหาทาฮิร่าอย่างดีใจ
“ยะ....ย.....า.....ย...” แนนนี่แทบไม่มีเสียง
ทาฮิร่าน้ำตาปริ่ม ทั้งสงสารและเวทนาจับใจ “แนนนี่”
ทาฮิร่าทิ้งไม้กวาดวางข้าวของ วิ่งไปหาหลานสาว แนนนี่เป็นลมล้มลงในอ้อมกอดของทาฮิร่าพอดี
ทาฮิร่าทรุดลงไปนั่ง แทบขาดใจ
“แนนนี่ ทำไมบ้าบิ่นอย่างนี้ นี่ถ้าไม่มีบุญจากคุณปัทมน แล้วยายมาไม่ทัน หลานจะเป็นยังไง”
ทาฮิร่าน้ำตาไหลริน

ตรงช่องประตูที่แง้มเปิดอยู่นั้น  ดารากามองเข้ามาด้วยสายตาเย็นชา คั่งแค้น และเกลียดชัง
“เมื่อไหร่จะตายๆ กันไปสักที ทั้งยายทั้งหลาน”
ดารกาเอามือจับลำคอตัวเอง บริเวณคอเรืองแสงสีจางๆ ขนาดวงเท่ากับปลอกคอ แต่ยังดีที่ปลอกคอจะไม่โผล่ให้คนทั่วไปได้เห็น ดารกาเจ็บแค้นสุดๆ

“ฉันจะทำยังไงไอ้ปลอกคอบ้าๆ นี่ถึงจะหลุด”

โปรดติดตามอ่านต่อ ตอนที่ 18



กำลังโหลดความคิดเห็น...