xs
xsm
sm
md
lg

ดุจดาวดิน ตอนที่ 12

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ดุจดาวดิน  ตอนที่ 12 

บุญทิ้งโผล่ออกมาจากซอกตึก มองซ้ายมองขวาเมื่อไม่เห็นมีใครตามมาก็เป่าลมหายใจอย่างโล่งอก แล้วจึงค่อยๆ เดินออกมา พอเห็นร้านข้าวแกงก็เอามือลูบท้องด้วยความหิว พลางหยิบกระเป๋าขึ้นมาเปิดดู ในกระเป๋ามีเงินเยอะ
 
ขี้ยาคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลมองเด็กชายตาเป็นประกาย ผุดยิ้มร้ายออกมา สายตาจับจ้องไม่วางตา บุญทิ้งเดินไปสั่งข้าวกับแม่ค้า
“ป้าครับ ผมเอาข้าวราดแกงเขียวหวาน กับไข่ดาวครับ”
แม่ค้าตักแกง บุญทิ้งหยิบเงินจากกระเป๋า ขี้ยาวิ่งมาฉกไป บุญทิ้งตกใจวิ่งตาม
“เอ๊ย...จะเอากระเป๋าไปไหน เอาคืนมา”
แม่ค้ามองตกใจ
“ช่วยด้วย...ช่วยด้วยจ้า โจรมันฉกกระเป๋าเด็กแล้ว”
บุญทิ้งวิ่งไปตามทันขี้ยาที่ในตึก พุ่งตัวไปกอดไว้แล้วแย่งกระเป๋าคืน
“เอากระเป๋าคืนมาไอ้ขโมย”
“ไม่ให้โว้ย ปล่อยมือไอ้เด็กเปรต”
ขี้ยาแย่งกลับแต่ถูกบุญทิ้งกัดมือแล้ววิ่งหนี แต่ดันวิ่งไปชนกับขี้ยาอีกสามคนที่ยืนดักอยู่
บุญทิ้งล้มจ้ำเบ้า ขี้ยาเดินเข้ามาล้อมไว้
“ได้ข่าวว่าเอ็งรวยนี่หว่า ไหนมาแบ่งพวกข้าใช่หน่อยเด๊ะ”
“ไม่ให้ อย่ามายุ่งกับฉัน”
ขี้ยาดึงกระเป๋าไปแล้วหัวเราะครึกครื้น บุญทิ้งวิ่งเข้าไปหาจะเอาคืนแต่ถูกโยนไปมา บุญทิ้งโกรธพุ่งตัวเข้าหาจนล้มไปกับขี้ยา
“เอาคืนมา”
“เฮ้ย เล่นแรงเหรอวะ งั้นเอ็งเจอนี่”
ขี้ยาล้อมบุญทิ้งเข้ามาแล้วรุมกระทืบจนบุญทิ้งหมอบ กลุ่มขี้ยาเดินออกมา
“ถุยนึกว่าแน่ ไอ้เปี๊ยกเอ๊ย”
บุญทิ้งหน้าบวมปูดนอนอยู่บนพื้น ลืมตาขึ้น มองเห็นเหรียญสิบวางอยู่ ก็ค่อยๆคลานมากำไว้แล้วร้องไห้ด้วยความคับแค้นปนเจ็บใจ


เย็นนั้น...กัญญาเดินมาหยุดยืนหน้ามูลนิธิ ยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจเดินเข้าไปด้านใน ปานฟ้าอยู่กับภาคิน เธอเยื่นแจกันให้
“ยินดีด้วยนะคะที่มูลนิธิเปิดได้แล้ว ฟ้าดีใจจริงๆค่ะ”
ภาคินรับมาแล้วมองยิ้มๆ
“ขอบคุณมากๆครับ”
ภาคินมองไปที่มือไม่มีแหวน ก็เงยหน้ามอง ปานฟ้าอมยิ้ม
“ถ้าจะถามเรื่องแหวน ฟ้าก็คงบอกว่า คืนเขาไปแล้วค่ะ”
หญิงสาวอวดนิ้วที่ไม่มีแหวน ยิ้มหวาน ชายหนุ่มดีใจรีบจับที่มือของเธอแล้วดึงมาจูบ
“แน่ใจ”
“แน่ใจที่สุดค่ะ”
“วันนี้ผมมีความสุขที่สุด”
ภาคินกับปานฟ้ามองสบตาซึ้งกัน เขาดึงเธอเข้ามาจะกอดแต่เฟื่องแก้วเปิดเข้ามาพอดี ปานฟ้าตกใจรีบผละออก เฟื่องแก้วมองแต่ก็ไม่พูดอะไร
“คุณภาคินคะ มีคนมาขอพบค่ะ”
“ใครครับ”
กัญญาเดินเข้ามา ภาคินมองอย่างดีใจปนแปลกใจ แล้วทุกคนพากันไปนั่งที่โซฟา รอจนตุลย์มา กัญญาจึงเล่าเรื่องบุญทิ้งอย่างร้อนใจ
“หลังจากบุญทิ้งวิ่งหนีผู้ชายสองคนนั่นไปแล้ว เขาก็หายไปเลย ตามหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ไม่รู้ป่านนี้ไปอยู่ที่ไหน”
ภาคินครุ่นคิดอย่างแปลกใจ
“เขาคงกลัวมาก ก็เลยหนีเตลิดไปเลยหรือเปล่าครับ”
กัญญาส่ายหน้า
“ไม่ใช่หรอกจ้ะ บุญทิ้งเขาไม่ใช่เด็กอย่างนั้น แต่คงกลัวฉันจะมีอันตรายไปด้วย เลยยอมเสี่ยงหนีไปคนเดียวไม่ยอมให้ไปด้วยกัน”
ปานฟ้าหน้าเครียดเป็นกังวล
“ตัวแค่นั้น จะไปคนเดียวได้ยังไง ฟ้าเป็นห่วงจังค่ะ”
ภาคินมองสบตากัญญากับปานฟ้า ตุลย์จับคางอย่างใช้ความคิดเฟื่องแก้วย่นคิ้วสงสัย ตุลย์หันไปถามกัญญา
“แล้วพวกที่ตามมาหน้าตาท่าทางเป็นไงมั่งอ่ะครับ สูงประมาณเท่าไหร่ ลักษณะเด่นยังไงบ้าง”
กัญญานึกๆ
“มองไม่ถนัด มันเร็วมาก แต่...เหมือนพวกมันจงใจมาจับบุญทิ้งให้ได้มากกว่า เพราะตอนที่บุญทิ้งหนีมันก็วิ่งตาม ไม่สนใจฉัน หรือทรัพย์สินอะไรเลย”
“งั้นตอนนี้ บุญทิ้งอาจจะโดนพวกมันจับตัวไปแล้ว”
ภาคินอึ้งนึกห่วงบุญทิ้งมาก ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ


ค่ำนั้น...ภาคินหอบของของกัญญาแล้วเปิดห้องนอนแขกที่ชั้นล่างของมูลนิธิเข้าไป เขาวางของแล้วหยิบหมอนผ้าห่มให้
“ตามสบายนะครับ คุณน้าพักที่นี่ไปก่อน”
กัญญามองซึ้งใจ
“ขอบคุณมาก”
“ไม่เป็นไรครับ จะให้ผมช่วยติดต่อญาติคุณน้าให้มั้ยครับ หรือจะเอาโทรศัพท์มือถือไปใช้ก่อนก็ได้”
“น้าไม่มีญาติที่ไหนหรอกจ้ะ ตัวคนเดียวมานานแล้ว”
ภาคินพยักหน้า
“ขอโทษนะครับ แล้วมีลูกหรือเปล่า”
กัญญาอึ้งพูดไม่ออก มองชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าน้ำตาคลอแววตาโศกเศร้า ภาคินมองกลับอย่างสงสัย
“ลูก...ลูกน้า เขาอยู่ใกล้ ใกล้มาก...แต่…”
“อะไรครับ”
“ใกล้...แต่เหมือนแสนไกล”
กัญญากุมมือเขาน้ำตาไหล ภาคินจับแขนลูบปลอบใจ กัญญาเงยหน้าขึ้นมองแล้วร้องไห้ซบ ภาคินกอดเอาไว้ลูบหลังปลอบใจเบาๆ กัญญายิ่งร้องไห้สะอึกสะอื้น กอดตอบภาคินแน่นอย่างอัดอั้นตันใจ ที่ไม่ได้กอดลูกมานานแสนนาน ปานฟ้ากับเฟื่องแก้วเดินผ่านหน้าห้อง เห็นภาพกอดกันพอดี เฟื่องแก้วมองอย่างนึกไม่ถึง แล้วหันมาเบ้หน้ากับปานฟ้า
“อะไรกันเนี่ย ไม่ยักรู้ว่าคุณภาคินเขาชอบรุ่นเดอะ”
ปานฟ้าอึ้ง มองภาพตรงหน้าอย่างงงๆ แกมแปลกใจ แล้วเดินไป เฟื่องแก้วรีบตามไปอย่างรับไม่ได้ กัญญาได้สติ ผละออก
“ขอโทษนะคะ”
ภาคินปล่อยออกแล้วยิ้มให้
“คุณน้าอยู่ที่นี่ให้สบายใจเถอะครับ อยู่ได้นานเท่าที่ต้องการ ผมยินดี เผื่อจะได้มีเวลาเจอลูก ผมเองก็ไม่มีแม่ มีคุณน้าก็เหมือนมีผู้ใหญ่อีกคนให้เคารพ”
“ขอบคุณมาก...”
กัญญาพยักหน้าทั้งเสียใจทั้งปลาบปลื้ม มองภาคินทั้งน้ำตา


ภาคินเดินตามปานฟ้าออกมา ปานฟ้ายืนเหม่อกอดอกอยู่ด้านนอก ใบหน้ากังวล
“มาอยู่ที่นี่เอง เรื่องบุญทิ้ง คุณฟ้าว่าเราจะเริ่มตามหาจากที่ไหนดี ผมว่าลำพังเด็กตัวเท่านี้ยังไม่น่าจะไปได้ไกลมาก น่าจะกลับไปที่ห้องเช่า ที่เคยอยู่กับน้ากัญญา ผมกับตุลย์ว่าจะไปตะเวณหาแถวๆ นั้นก่อน”
ปานฟ้าหันมามองภาคินนิ่ง เริ่มแคลงใจ แล้วฝืนยิ้ม
“ดีค่ะ”
ภาคินมองหน้า
“ไม่สบายรึเปล่าครับ ทำไมหน้าซีดๆ”
ปานฟ้าฝืนยิ้มทั้งที่หน้าเซียวเต็มที
“ไม่มีอะไรค่ะ ฟ้าสบายดี”
ตุลย์กับเฟื่องแก้วเดินออกมา ตุลย์แกล้งโอบไหล่แต่ถูกตีดังเพี๊ยะ
“โธ่ เจ็บนะคุณแก้ว มือหนักคงเส้นคงวาจริงๆ”
“ก็ใครใช้ให้มาโอบ ฉันเสียหายนะ ไปไกลๆเลย”
ตุลย์อมยิ้ม
“ผมพร้อมรับผิดชอบน้า แต่อย่าเรียกสินสอดแพง ผมไม่รวยนะคร้าบ”
เฟื่องแก้วถลึงตาใส่
“โอ๊ย ยิ่งคุยยิ่งปวดหัว อย่ามายุ่งกับฉัน”
ภาคินหัวเราะ ตุลย์หันมายิ้มแหยๆ
“อะไรๆ ไม่ต้องเลย ไป ไหนๆก็สาวเจ้าก็ใจร้ายตีเราเอาๆ เราไปปฏิบัติภารกิจดีกว่า ออกไปตามหาบุญทิ้งกัน”
ภาคินพยักหน้า ปานฟ้ากับเฟื่องแก้วเดินตามไปส่ง ภาคินนึกได้หันมาพูดกับปานฟ้า
“ยังไงผมฝากน้ากัญญาไว้กับคุณฟ้าด้วยนะครับ”
“ค่ะ”
ปานฟ้ายิ้มฝืด เฟื่องแก้วมองปานฟ้านึกหมั่นไส้พูดแบบกลั้วหัวเราะ
“แหม เค้ามีแต่โครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ ไม่ยักรู้ว่าคุณภาคินจะเปิดโครงการใหม่...บริการฝากแฟนใหม่กับแฟนเก่า”
ตุลย์เห็นด้วย
“เออ จริงด้วย”
ตุลย์กับเฟื่องแก้วหัวเราะชอบใจ ภาคินก็หัวเราะตามอย่างไม่คิดอะไร ปานฟ้าอึ้ง ชักแคลงใจที่ภาคินดูห่วงกัญญา



ปานฟ้าขับรถไป หน้าเคร่งเครียด คิดถึงเรื่องภาคิน แล้วนึกถึงที่โดนปานดาวว่า
‘ฉันบอกแล้วว่า...นายภาคินไม่ได้รักเธอจริง มันก็หวังแต่เงินอย่างเดียว โธ่เอ๊ย คิดว่าตัวเองดูดีมีเสน่ห์นักเหรอไง มันถึงจะรักจริง เรียนออกสูง ไม่น่าโง่เล๊ยะ อย่างแกน่ะถ้าไม่มีเงินจ้างมันก็ไม่มองหน้ามืดตามัว หลงมันอยู่ได้’
ปานฟ้ามองออกไปนอกกระจก ครุ่นคิดอย่างหนัก ขณะเดียวกัน ตุลย์ขับรถไปตามถนน ภาคินที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้ยินเสียงโทรศัพท์ เปิดดูโทรศัพท์เห็นเป็นปานฟ้าก็กดรับ
“เป็นไงบ้างแล้วคะ เจอเบาะแสบ้างหรือยัง”
“ยังไม่เจอเลยครับ แต่ก็คงจะหาไปเรื่อยๆ ลองดูแถบใกล้ๆนี้ก่อนแล้วค่อยขยายไปเรื่อยๆ”
“งั้น...ก็ดูแลตัวเองดีๆด้วยนะคะ ฟ้าเป็นห่วง”
“ขอบคุณมากครับ คุณก็ด้วยนะ งั้น...แค่นี้ก่อนนะครับ”
“เอ่อ เดี๋ยวก่อนค่ะ”
“ครับ คุณฟ้าว่าไงนะครับ”
“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร ฟ้าแค่อยากบอกว่าฟ้าเชื่อใจคุณนะคะ”
ภาคินยิ้มให้โทรศัพท์
“ขอบคุณครับ แล้วเจอกันนะ”
ปานฟ้านั่งเอนหลังในรถ จ้องโทรศัพท์นิ่งนานแล้วบอกเหมือนย้ำกับตัวเอง
“ฟ้าเชื่อใจคุณ...คุณภาคิน”


วันใหม่...บุญทิ้งเดินโซเซหิวโซมองแผงขนม เอามือลูบท้องกลืนน้ำลายมอง เด็กชายมองไปทางขอทานที่สีซอร้องเพลง คนเดินผ่านไปมาโยนเศษเงินให้ บุญทิ้งนึกได้จึงลงนั่งร้องเพลงลิเกเล่าเรื่องชีวิตรันทด ต้องพลัดพรากจากแม่ตั้งแต่เด็ก แถมยังโดนคนตามฆ่า คนสีซอสีให้จังหวะ คนเริ่มมามุงดูอย่างสนใจ ผู้ชมปรบมือชอบใจเอาเงินใส่ขันด้านหน้าให้มากมาย บุญทิ้งยิ้มดีใจก้มลงไหว้ทุกคน และร้องลิเกขอบคุณ
“ขอบคุณพ่อแม่เพื่อพี่น้อง ที่มาฟังผมร้องวันนี้ เงินทองมากมายต่อชีวี ขอให้ทุกท่านสุขีอยู่ร่ำไป ขอบคุณจากใจแด่ทุกท่าน ที่ทำบุญทำทานให้เรานี้ ก่อนจะลาจากไปขอสวัสดี กราบผู้ใหญ่ใจดี ทุกท่านเอย”
บุญทิ้งไหว้แล้วเงยหน้าขึ้นยิ้ม คนดูรอบข้างตบมือให้กำลังใจ ชั่วโมงต่อมา...บุญทิ้งกับคนสีซอเดินมาในซอยแคบๆ คนสีซอแบ่งเงินใส่ถุงพลาสติกเก่าๆให้
“อ่ะนี่ของเอ็งครึ่งนึง เอ็งนี้ตัวนำโชคจริงๆร้องลิเกแป๊บเดี๋ยวได้เงินมาตั้งเยอะ แล้วนี่มาจากไหนล่ะถึงได้มอมแมมอย่างนี้”
“หลงมาจ้ะน้า นี่เดี๋ยวจะเอาเงินไปซื้อข้าว หิวแสบไส้แล้ว”
“เอ้าหลงมางั้นรึ งั้นเอ็งมาอยู่กับข้าไหมล่ะ ช่วยกันทำมาหากินแบบวันนี้ท่าจะดี สนใจไหมไอ้หนู”
บุญทิ้งอ้ำอึ้งเกรงใจ
“จะดีเหรอน้า ผมเกรงใจ เดี๋ยวรบกวนเอา”
“เอ้า มาเกรงอกเกรงใจอะไร คนหลงคนจนมันก็พวกเดียวกัน เอาเป็นว่าถ้าเอ็งยังไม่มีที่ไป ก็อยู่ด้วยกันก่อน ถ้ามีแล้วค่อยไป ง่ายๆ แค่นี้ดีมั้ย”
คนสีซอโอบบุญทิ้งอย่างเอ็นดู พาเดินไปหยุดหน้าห้องพักหลังเล็กๆแคบๆในชุมชนแออัด บุญทิ้งเงยหน้ามอง คนสีซอยิ้มแย้มบอก
“นี่แหละ บ้านเรา”


ก้องภพกับวิมลวรรณ เดินเข้ามาในบ้านหน้าตาบึ้งตึง สายอุษามองอยู่ก็รีบสะกิดให้ทุกคนหันมอง ปานฟ้ายกมือไหว้ แต่วิมลวรรณเชิ่ดใส่
“พวกคุณคงรู้อยู่แล้วว่าที่ฉันมาที่นี่เพราะเรื่องอะไร ยังไงฉันก็ไม่ยอมให้ลูกสาวคุณถอนหมั้นกับตาก้องเด็ดขาดและเพื่อกลบข่าวลือเสียๆหายๆ ฉันก็จะยอมปิดตาข้างนึง แล้วรีบจัดงานแต่งให้เร็วที่สุด”
ปานฟ้ามองสบตา
“ฟ้ายืนยันคำเดิมค่ะ ว่าฟ้าขอถอนหมั้น และจะไม่มีงานแต่งเกิดขึ้น”
วิมลวรรณกับก้องภพโมโหจัดถลึงตาใส่
“น้าไม่ยอม ไอ้ภาคินมันมีอะไรดีกว่าลูกชายน้า ก็แค่ลูกเมียน้อย ลูกของผู้หญิงเลวๆที่แย่งผัวชาวบ้าน ตำแหน่งหน้าที่การงานก็กระจอก เงินทองก็ไม่มี มันหวังเกาะหนูกินชัดๆ ปานฟ้า น้าเตือนด้วยความหวังดีนะ อย่าไปยุ่งกับมันให้เสียราศีดีกว่า”
ปานฟ้าโกรธจัด
“เขาดีหรือไม่ดี ฟ้าตัดสินเองได้ค่ะ อย่างน้อยก็มั่นใจว่าตัวเองมองอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่อคติส่วนตัว แล้วที่ฟ้าขอถอนหมั้น ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคุณภาคินด้วย แต่เป็นเพราะฟ้ารับคุณก้องไม่ได้ต่างหาก”
วิมลวรรณโกรธจนพูดไม่ออก เติมบุญยิ้มพอใจแล้วพูดแทรกขึ้น
“คุณวิมลวรรณ ถ้าเด็กเขาไม่ได้รักกัน ผู้ใหญ่ฝืนไปก็ไม่มีประโยชน์”
ก้องภพพูดแทรกทันที
“ผมรักคุณฟ้าครับ”
เติมบุญมองแล้วส่ายหน้า
“การแต่งงานมันต้องเกิดขึ้นจากความรักของทั้งสองฝ่าย แต่ตอนนี้มีแต่เธอที่รักลูกสาวฉันข้างเดียว ถ้าเป็นอย่างนั้น อยู่กันไปก็ไม่มีความสุข ถอนตัวตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า”
สายอุษามองก้องภพกับปานฟ้าสลับกัน
“เอ่อ เอาเป็นว่าเรื่องแต่งงานเอาไว้ก่อนแต่ไม่ต้องถอนหมั้นดีมั้ยลูก ฟ้าเองจะได้ศึกษาคบหากันดูอีกสักพัก อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจอะไรไปเอง นะลูก คิดดูดีๆเผื่อจะเปลี่ยนใจนะ”
ปานฟ้านิ่งไม่ยอมรับเติมบุญพูดแทน
“คุณอย่าเคี่ยวเข็ญลูกเลย ถ้าคนคบกันแล้วต้องมาพยายามจะรักกันตั้งแต่แรก ให้เหมาะสมกันแค่ไหนก็ไปไม่รอด เห็นใจลูกเถอะอย่าทำร้ายลูกทางอ้อมเลย”
สายอุษานิ่งไป แต่วิมลวรรณหน้าเสียไม่ยอมรับเช่นเดียวกับก้องภพ
“เอาซี้ ถ้าหนูฟ้าไม่ยอมแต่งงานกับตาก้อง ฉันจะเรียกค่าเสียหายที่ทำให้ลูกฉันเสื่อมเสียชื่อเสียง”
เติมบุญยิ้มหยัน
“สุดท้ายก็เรื่องเงิน ไม่มีปัญหาครับ จะเรียกเท่าไหร่ก็เรียกมา ถ้าไม่มากเกินไปนัก ก็จะถือว่าเจียดเงินเลี้ยงข้าว แต่ถ้ามาก คงต้องตกลงกับทนายของผม”
เติมบุญพูดหนักแน่น วิมลวรรณกับก้องภพโกรธจัดได้แต่ฟึดฟัด ปานฟ้ามองสายตาขอบคุณ สายอุษาถอนใจอย่างหนักใจ
วิมลวรรณเดินกระแทกกระทั้น เข้าไปนั่งในรถอย่างโมโห ก้องภพนั่งด้านคนขับ
“ไอ้ภาคินนี่มันตัวมารจริงๆ มันคงคิดจับปานฟ้าให้ได้แน่ๆ ทำไมมันไม่ตายๆไปซะที”
“ไม่เป็นไรแม่ มันอยู่เป็นมารได้อีกไม่นาน”
วิมลวรรณหันมองแววตาตื่น
“จะทำอะไร ระวังหน่อยนะก้อง ตำรวจเดี๋ยวนี้เก่งจะตาย”
“แม่ไม่ต้องห่วง คนอย่างผมทำอะไรไม่เคยทิ้งหลักฐานให้มัดตัวได้ แม่คอยดูแล้วกันว่าไอ้ศัตรูชีวิตเรา มันจะหายไปเมื่อไหร่”
ก้องภพมองสบตาแววตาร้ายกาจ วิมลวรรณอึ้งแต่สุดท้ายก็พยักหน้าอย่างเอาไงเอากัน


เมื่ออยู่กันตามลำพัง สายอุษาแสดงท่าทีโมโหมาก
“ทำไมฟ้าทำแบบนี้ หมั้นกับคนดีๆไม่ชอบ กลับไปเลือกนายภาคินที่มีแต่ตัว แถมยังมีแต่ข่าวไม่ดีทั้งนั้น แม่ถามหน่อยเหอะว่า ฟ้าแน่ใจแล้วเหรอ ว่าเขารักลูกจริง ไม่ได้หวังเงินอย่างที่ใครๆเขาพูดกัน”
ปานฟ้าอึ้ง หน้าเสียนิดๆ
“ไม่ใช่เรื่องคุณภาคินหรอกค่ะ ถึงไม่มีเขาฟ้าก็แต่งกับก้องไม่ได้”
สายอุษาโกรธ
“ทำแบบนี้พ่อแม่เสียหน้าแค่ไหนรู้มั้ย”
เติมบุญถอนใจ
“เราเสียหน้าดีกว่าลูกเสียใจ คิดดูดีๆสิ ยังไม่ทันแต่งงานก็ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ แถมยังลามว่ามาถึงเรา แต่งไปก็ไม่มีความสุขหรอก”
ปานฟ้ามองสายอุษาแววตาเศร้า สายอุษาไม่พอใจสามี
“ดูคุณจะเชียร์ภาคินจริงๆนะ ทำไมคนดีๆที่เท่าเทียมกันไม่เชียร์แต่กลับไปเชียร์คนที่มีแต่ตัว รู้ว่านิสัยพอใช้ได้ ฉันก็ไม่ได้รังเกียจเขาแต่จะให้เอามาเป็นลูกเขย ฉันคงรับไม่ได้ ยายฟ้าเหมาะกับตาก้องมากกว่า”
“ถ้าก้องภพเป็นคนดีและลูกเรารักเขาจริงๆ ทำไมผมจะไม่เชียร์ คุณเองก็เลิกทิฐิ แล้วหันมาพิจารณานายภาคินดีๆ แล้วจะรู้ว่าใครกันแน่ที่ดีจริง มองด้วยใจเป็นธรรม อย่าห่วงแต่หน้าตา หรือฐานะเงินทองเลย”
สายอุษานิ่งไปแต่ยังไม่ยอม
“แต่ถ้าขืนถอนหมั้น มีหวังโดนนินทาทั้งเมือง”
ปานฟ้าฟังอย่างขมขื่น เติมบุญมองหน้าภรรยา
“คุณแคร์คนอื่น มากกว่าความสุขของลูกรึไง”
สายอุษาอึ้งไป
“ฉัน...”
“เราสองคนรักลูกมาก แล้วทำไมถึงจะไม่เชื่อใจเขา ปล่อยให้เขาตัดสินใจเอง การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของชีวิต ให้ลูกเลือกด้วยตัวเขาเองเถอะ อย่าให้ความรักของเรา ทำร้ายให้เขาต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักเลย”
สายอุษาอึ้ง แล้วเชิดหน้าไม่ยอมแพ้
“ไม่ว่ายังไง ชั้นก็ทนไม่ได้ที่จะให้ฟ้าแต่งงานกับคนที่มีแต่ตัว อย่างภาคิน”
สายอุษาบอกเสียงแข็ง เติมบุญฟังอย่างเซ็งๆ เดินออกไปอย่างไม่ชอบใจ โกรธ ปานฟ้ามองทั้งสองหน้าเศร้า ไม่สบายใจที่เรื่องของตัว ทำให้พ่อแม่ทะเลาะกัน


เติมบุญกับปานฟ้าเดินเล่นกันในสวน เติมบุญฉีดน้ำในกระบอกใส่กล้วยไม้ ปานฟ้ากราบที่ไหล่พ่อ
“ฟ้าขอบคุณพ่อมากนะคะที่เข้าข้างฟ้า แต่ฟ้าไม่อยากให้พ่อกับแม่ทะเลาะกันเลย”
เติมบุญวางที่ฉีดลง
“ไม่เป็นไรหรอก ภาคินเขาเป็นคนดี อีกไม่นานแม่เราก็จะรู้”
ปานฟ้านิ่งไปพักนึง
“หวังว่าเขาจะไม่ทำให้เราผิดหวัง...และเป็นคนดีจริงๆ”
เติมบุญลูบหัวปานฟ้าอย่างเอ็นดู
“ไม่หรอก พ่อดูคนไม่ผิด เขาไม่มีวันทำร้ายคนที่เขารักแน่ๆ ส่วนเรื่องแม่...เขากำลังโกรธอยู่ก็ปล่อยเขาไปก่อน เดี๋ยวพอเย็นลงก็คิดได้ ตอนนี้กำลังร้อนอย่าเพิ่งไปยุ่งเลย เดี๋ยวก็ดีเองล่ะ”
ปานฟ้าฟังพยักหน้าเศร้าๆ หน้าตาไม่ค่อยสบายใจนัก


ค่ำนั้น... ขณะที่นั่งทานอาหารด้วยกัน กัญญาคอยตักอาหารให้ภาคินอย่างเอาใจ เฟื่องแก้วมองสบตาตุลย์ทำสัญญาณให้ถาม
“โห คุณน้าทำกับข้าวอร่อยอย่างงี้ ที่บ้านคงติดใจแน่ๆ แล้วตอนนี้ครอบครัวคุณน้าอยู่ที่ไหนเหรอครับ เผื่อผมจะตามไปฝากท้องตอนคุณน้ากลับบ้านแล้ว”
กัญญาอึกอัก
“บ้านอยู่ไกลจ้ะ ตอนนี้อยู่คนเดียว แต่น้ามีลูกชายคนนึง” กัญญามองภาคิน “อายุรุ่นๆคุณ กับคุณกับภาคินนี่แหละ”
เฟื่องแก้วแปลกใจ
“อ่าว แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหนล่ะคะ ทำไมปล่อยให้คุณน้าอยู่คนเดียวไม่มาดูแล”
กัญญาหน้าเศร้า
“เขาไม่รู้หรอกจ้ะว่าน้าอยู่ไหน เพราะตอนนี้เขาอยู่กับพ่อของเขา น้าออกจากบ้านมานานแล้ว”
ตุลย์พยักหน้าเข้าใจ
“อ๋อ คุณน้าเลิกกับพ่อของเด็ก”
กัญญาฟังอย่างขมขื่น ภาคินมองหน้าเห็นใจ และสงสัย
“แล้วลูกชาย เขาไม่ได้ออกตามหาน้าเลยเหรอครับ ถ้าเป็นผม ต่อให้ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ผมก็จะตามหาแม่สุดชีวิตแน่”
กัญญามองเศร้าๆด้วยความรัก
“เขาก็คงตาม...แต่ก็อาจจะมีเรื่องอื่นต้องทำ เลยยังไม่เจอกัน”
“ไม่ไหวเลยนะครับ ที่จริงเรื่องแม่ต้องมาก่อนอย่างอื่นสิ ถ้าผมมีแม่อย่างเขา ผมต้องตามหาแน่ๆ”
ตุลย์แทรกขึ้น
“คุณแม่หรือจะสู้แม่คุณ แม่คุณต่างหากที่มาก่อนอย่างอื่น จริงมั้ยครับคุณแก้ว...แม่คุณทูนหัวของผม”
เฟื่องแก้วค้อนใส่
“ไม่รู้ ใครแม่คุณทูนหัว อย่ามาขี้ตู่นะหมวด เดี๋ยวเจอฝ่ามือพิฆาต”
“จะรอยเล็บรอยรัก ถ้าเป็นของฝากจากคุณแก้ว ผมยอมคร้าบ”
เฟื่องเอามือฟาด ตุลย์หลบไปหัวเราะไป ภาคินหัวเราะตาม กัญญานิ่งมองลูกชายแววตาเศร้าลึก


หลังจากทานอาหาร ตุลย์นั่งอยู่ที่ม้านั่งในสวนกับภาคิน
“ดูเหมือนคุณกับคุณน้าจะสนิทกันมากเลยนะ อย่างกับรู้จักกันมาเป็นสิบๆปี”
“ผมก็แปลกใจตัวเองเหมือนกัน ที่รู้สึกสนิทใจกับคุณน้ามาก ทั้งที่เจอกันได้ไม่นาน จะว่าเป็นเพราะเค้าช่วยชีวิตก็ไม่เชิง ไม่รู้ทำไม”
ตุลย์ยิ้มแหย่
“เอ หรือว่าเพื่อนเราเปลี่ยนสเปคเป็นชอบสาวใหญ่ ลืมสาวน้อยน่ารักไปหมดแล้วน้า”
“จะบ้าเหรอหมวด ผมก็แค่รู้สึกเหมือนว่าเขาเป็นญาติผู้ใหญ่คนนึง อยู่ใกล้ๆแล้วอบอุ่น ยังเคยคิดว่าถ้าแม่ยังอยู่ แม่ก็คงจะน่ารักอบอุ่นเหมือนคุณน้ากัญญา”
ภาคินยิ้มอบอุ่น ใบหน้ายิ้มนิดๆ แต่อมเศร้า ตุลย์มองแล้วยิ้มตาม พยักหน้าเข้าใจ


ปานฟ้า ภูวดลอยู่ด้วยกันในห้อง
“ต่อไปยัยนางฟ้านางสวรรค์เสร็จแน่ คราวนี้แม่โกรธยัยฟ้ามาก หึ สมน้ำหน้ามัน สะใจจริงๆ” ปานฟ้าหัวเราะอย่างสบายใจ
ภูวดลยิ้มร้าย
“เราต้องฉวยโอกาสนี้รวบทุกอย่างมาเป็นของเรา คุณเองก็ต้องหัดเอาใจพ่อแม่คุณบ้าง อย่าทำตัวแบบเมื่อก่อน ถ้าเราขอเป็นคนลงชื่อเซ็นเช็คแทนปานฟ้าได้ ทีนี้ก็สบายไปทั้งชาติ”
ปานดาวหน้าเสีย
“ฉันจะพยายามก็แล้วกันคะ แต่รับประกันไม่ได้หรอกนะ เพราะแม่เชื่อใจยัยฟ้ามาก แต่กับฉันแม่ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่”
ภูวดลตบโต๊ะแววตาก้าวร้าว
“แค่พยายามไม่พอ แต่คุณต้องทำให้ได้” ภูวดลพูดเน้นเสียงทีละคำ “ทำอะไรก็ได้ให้แม่คุณยอมให้คุณเซ็น อย่าให้ถึงมือผม เข้าใจมั้ย”
ปานดาวอึ้ง พยักหน้ารับคำอย่างหวาดกลัว พิมมองอย่างสะใจแล้วไปกระซิบข้างหูพี่ชาย
“ตอนนี้เราเป็นต่อ ฉันก็น่าจะบอกธัญวิทย์ว่า ฉันเป็นแม่ได้แล้วใช่มั้ย”
“อย่าเพิ่งใจร้อน รอให้ทุกอย่างตกอยู่ในมือเราก่อน เรื่องลูกแก จะบอกเมื่อไหร่ก็ไม่มีปัญหาแล้ว”

ภูวดลเจ้าแผนการหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ ผุดยิ้มร้ายกาจออกมา

 อ่านต่อหน้า 2 




ดุจดาวดิน  ตอนที่ 12 (ต่อ) 

พิมกลับมาที่ห้องนอน ก้านซึ่งแอบเข้ามารออยู่แล้วไม่ค่อยพอใจนัก เมื่อได้ฟังเรื่องราวจากปากของพิม

“อยู่มือเรา อยู่ในมือพี่ชายเอ็งคนเดียวไม่ว่า กะฮุบหมดสิท่า ไอ้วิทย์มันคงไม่ได้อะไรหรอก ภูวดลหวังแค่หลอกใช้ เอาลูกเราเป็นตัวหากินเท่านั้น พอจบงานสักแดงก็ไม่ได้แน่ๆ ข้าเห็นมาเยอะแล้ว”
“งั้นทำไงดี ฉันเองก็ทำอะไรมากไม่ค่อยได้ พี่ภูมันวางแผนไว้แล้วขืนไม่ทำตาม โดนมันเล่นงานแน่ นังปานดาวโดนเข้าไปฉาดเดียวยังไม่กล้าหืออีกเลย กลัวสนิท”
ก้านยิ้มร้ายตาวาว
“ไหนๆ ก็เข้ามาบ้านนี้ได้แล้ว ก็ต้องรีบฉกฉวย อะไรก็ได้ให้เร็วที่สุด เอ็งว่า...พวกคนรวยๆมันจะมีเงินจ่ายค่าไถ่เท่าไหร่วะ”
พิมยิ้มรู้ทัน
“แล้วพี่ว่าในบ้านนี้ ใครมันจะค่าตัวสูงสุดล่ะ”


ภาคินกับเติมบุญวิ่งเหยาะๆ คู่กันมาในสวนสาธารณะในตอนเช้าของวันต่อมา เติมบุญหยุดยืน ภาคินหันมามอง
“เหนื่อยหรือเปล่าครับ นั่งพักก่อนมั้ยครับ”
“ไม่เหนื่อยหรอกแต่มีคำถามจะถามเธอ...รักลูกสาวฉันจริงรึเปล่า”
ภาคินอึ้งไปพักหนึ่ง แล้วยิ้มจริงใจ
“ผมรักคุณฟ้าครับ...รักจริง ไม่เคยรักหลอก”
“ดี ยัยฟ้ามันยอมแลกอะไรหลายอย่างเพื่อเธอ ฉันหวังว่าเธอจะไม่ทำให้เขาผิดหวัง รับปากฉันได้มั้ย”
“ผมสัญญาครับ ว่าจะไม่ทำให้คุณฟ้าผิดหวังแน่นอน”
เติมบุญพยักหน้าพอใจ
“ที่ฉันนัดเธอมาก็มีเรื่องคุยแค่นี้แหละ”
เติมบุญบอกยิ้มๆ มองภาคินอย่างมีความรู้สึกที่ดี ภาคินยกมือไหว้ มองด้วยแววตาขอบคุณ
เมื่อแยกจากภาคิน เติมบุญเดินมาจะขึ้นรถ คนรถเตรียมเปิดประตูรอไว้ มีคนเดินคุยกันผ่านมา
“นี่ๆๆ เดี๋ยวฉันจะไปดูพ่อบุญทองลิเกเด็กที่ตลาดนะ เด็กอะไรไม่รู้ช่างน่ารักน่าสงสาร ตัวนิดเดียวแต่เก่งมากๆ”
“อุ๊ยย ฉันไปดูมาแล้ว ร้องลิเกเก๊งเก่ง เสียงหวานเจี๊ยบ นี่ว่าวันนี้ก็จะไป เอ็นดูเด็กมัน”
เติมบุญนิ่วหน้าฟังอย่างเอะใจ ขณะที่ก้านยืนมองมาที่เติมบุญอย่างประสงค์ร้าย

ทางด้านบุญทิ้งยืนร้องรำลิเกโดยมีคนสีซอให้จังหวะ มีคนดูรุมมากมาย เติมบุญอยู่ห่างๆชะเง้อมอง พอเห็นหน้าคุ้นๆก็เขม้นมอง บุญทิ้งหันมาสบตาก็ดีใจ
“บุญทิ้ง”
บุญทิ้งมองเห็นเติมบุญก็ชะงักไป ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างดีใจ
“คุณตา”
เติมบุญเดินแหวกฝูงคนจะมาหาบุญทิ้ง แต่ก้านรีบเข้ามาประกบรัดคอเอามีดจี้เอว
“อย่าขยับไอ้แก่ ไม่งั้นเอ็งไส้ไหลแน่”
ก้านลากเติมบุญออกไป บุญทิ้งมองแล้ววิ่งตามไปทันที คนดูกับคนสีซอมองงงๆว่าเกิดอะไรขึ้น แตกตื่นฮือ...บุญทิ้งวิ่งถึงมุมลับตาคน เห็นก้านกระชาก ผลักเติมบุญให้เข้าไปในตึกแถวเก่าๆ แถวนั้น เติมบุญทำท่าจะไม่ยอม ก้านเลยโปะยาสลบ แล้วประคองเติมบุญที่หมดสติเข้าไปด้านใน บุญทิ้งมองตกใจ คิดหาทางช่วย
“คุณตา”
บุญทิ้งเดินย่องตามก้านอย่างไม่ระวัง ขาเตะปีบสังกะสีเสียงดังลั่น จนก้านหันหลังกลับมามองอย่างคิดสงสัย วางเติมบุญไว้กับพื้นแล้ว ดิ่งมาทางต้นเสียง
“เสียงอะไรวะ...ใครตามมาพ่อจับฆ่าให้หมด”
ก้านมองไปรอบๆไม่พบอะไร รีบกลับไปลากเติมบุญต่อ บุญทิ้งหลบอยู่ในแผ่นสังกะสีเก่าๆโผล่หน้าออกมาอย่างเสียวและหวาดกลัว


พิมมองเติมบุญที่หมดสติอยู่ที่พื้น อย่างเกลียดชังแกมสะใจ ก้านมัดมือเติมบุญอย่างแน่นหนา
“มัดแน่นๆ เลยพี่ ไอ้แก่นี่แสบมาก ทำเป็นผู้ดี ปากมาก ชอบด่าชอบสอนนังพิม เชอะ เป็นไงล่ะ นอนบนพื้นสบายดีมั้ย”
“พูดให้เหนื่อย มันไม่ได้ยินหรอก กว่าจะฟื้นอีกทีก็ โน่น ...กลางคืนไม่นึกว่ามหาเศรษฐีจะมาให้จับได้ง่ายๆ แบบนี้”
“ใครจะคิด ว่ามันมาถึงรังเรา ดวงมันจะโดน”
ก้านยิ้มอย่างผยอง มองเติมบุญอย่างครุ่นคิด
“ได้ไอ้แก่นี่มายิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งอีก นังพิมเอ้ย...เรียกเท่าไรดีวะ”
ก้านและพิมหัวเราะอย่างสะใจ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงแกรกกรากจากข้างนอก ก้านชะงักหันควับไปมองทางเสียง คิ้วขมวดอย่างสงสัย ระแวง ยกมือให้พิมรีบเงียบๆ
บุญทิ้งพยายามจะเขย้อเขย่ง ดูด้านใน แต่ก็ดูได้ยาก เท้าไปเหยียบพลาดจนเกิดเสียง เด็กชายยังไม่ละความพยายามหาทางจะปีนป่าย แต่ขาเหยียบไม่ถึง ทันใดนั้นมีมือมาสะกิดที่ไหล่ บุญทิ้งไม่หันมองแต่ปัดออกอย่างรำคาญ
“เฮ้ย...อย่างเพิ่งยุ่งสิ คนยิ่งลุ้นอยู่”
บุญทิ้งลากปี๊บสังกะสีมาใกล้ แล้วปีบขึ้น แต่ก็ยังมองไม่เห็นด้านในอยู่ดี ขณะเดียวกันนั้นมีมือหนึ่งเลื่อนเก้าอี้ให้
“เอาไอ้นี่สิ...สูงกว่าหน่อย”
บุญทิ้งก้มหน้าหันมองเก้าอี้อย่างลุกรี้ลุกรน ยิ้มอย่างดีใจ แล้วก้าวขึ้นบนเก้าอี้
“เออ...ขอบใจ...”
บุญทิ้งเขย่งตัวจนสุด แต่ก็ยังไม่เห็นด้านในอยู่ดี
“เห็นยังว่ะ...”
“ยังงเลย...อีกนิด”
ก้านรวบขาบุญทิ้งทั้งสองข้าง จนบุญทิ้งตัวลอย บุญทิ้งมองเห็นด้านใน ยิ้มอย่างดีใจ
“เออ...เห็นแล้วๆ”
บุญทิ้งนึกได้ ทำหน้าแปลกใจ หันมามองคนอุ้ม
“เฮ้ย...ปล่อย”
ก้านยิ้มเหี้ยม พิมรีบเอาหมวกไหมพรมใส่หัวแทบไม่ทัน หัวเราะอย่างสะใจ
“นึกว่าใคร รนหาที่ตายแท้ๆไอ้เด็กเปรต โอย...ถูกหวยสองเด้งเลยพี่เอ้ย” พิมกระชากแขนพร้อมตะหวาด “ไป...อยากเห็นนักก็ไปดูข้างใน”
ก้านอุ้มบุญทิ้งตัวลอย พิมเดินตามยิ้มผยอง


ปานดาวโวยวายเสียงดัง
“หมายความว่าไง ที่บอกว่าอยู่ดีๆ คุณพ่อก็หายไป คนทั้งคน จะหายไปได้ยังไง”
สายอุษาเป็นกังวล
“ไปไม่สบาย หกล้มอยู่แถวนั้นรึเปล่า”
ปานฟ้าหน้าเครียด
“ไม่มีค่ะ หมวดตุลย์ให้คนเคลียร์รอบๆ แถวนั้นแล้ว ไม่เจอคุณพ่อเลย”
“คนทั้งคน จะหายไปเฉยๆ ได้ยังไง หรือว่า เกิดอะไรขึ้นกับ...”
สายอุษาหน้าเสีย กังวลภูวดลพูดขึ้น
“นั่นสิ ตรวจกันดีรึเปล่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กนะ”
ปานฟ้ากุมมือแม่ปลอบใจ
“คงไม่เป็นแบบนั้นหรอกคะคุณแม่ ทำใจดีๆไว้ก่อน”
ตุลย์พยามพูดให้บรรยากาศดีขึ้น
“ผมขอกำลังเสริมออกค้นหาแล้ว ให้พวกเขาทำงานก่อน เราคงต้องใจเย็นนิดนึง”
ภาคินถอนใจ พยามปลอบทุกคน
“พวกเราทุกคนมองโลกในแง่ดีไว้ก่อนดีกว่าครับ อีกไม่นานคงได้ข่าวท่าน”
ภูวดลเขม็งมองภาคิน
“แล้วคุณมาเกี่ยวอะไรด้วย...นี่เป็นเรื่องของพวกเราในครอบครัว”
ปานดาวมองภาคินอย่างเหยียดหยัน
“ไม่ทราบมายุ่งในฐานะอะไร...ทำมาเป็นเตือนพวกเรา ถ้าฉันเป็นคุณ ไม่หน้าด้านหน้าทนกลับมาบ้านนี้อีกหรอก”
ภาคินเจื่อนไป ตุลย์มองอย่างไม่ชอบใจนัก
“ทุกคนช่วยกันก็ดีแล้วนี่ครับ ภาคินก็มีข้อมูลด้านคนหายเด็กหายอยู่มาก เชื่อว่าคงช่วยเรื่องนี้ได้”
อนิรุทธิ์ที่นิ่งเงียบอยู่พูดขึ้น
“ผมยังสงสัย คนรถว่า คุณพ่อทำท่าจะขึ้นรถ แล้วเปลี่ยนใจ เดินไปทางตลาด ไปทำไมกัน”
ปานฟ้านึกออก
“คุณพ่อออกไปดูลิเกคณะเด็กที่ดังๆนั้นคะ แล้วหลังจากนั้นก็...”
ปานดาวกับภูวดลแอบมองหน้ากัน พิมชะงักนิดนึง แล้วทำตีหน้าซื่อ ปานดาวหันมาถามเสียงเบา
“ลิเกเด็กเหรอ”
ภูวดลขยิบตาไม่ให้ปานดาวพูดอะไรต่อ ปานดาวเลยเสว่าปานฟ้า
“เธอนั้นแหละะเป็นต้นเหตุ พ่อคงกลุ้มใจเรื่องเธอ เลยหายไปไหนไม่รู้”
ปานฟ้ามองปานดาวอย่างหน่าย หันไปสบตากับภาคินที่ส่งสายตาให้กำลังใจ


เติมบุญและบุญทิ้งถูกมัดมือด้วยเชือก เติมบุญค่อยๆลืมตา ได้สติ หันมองบุญทิ้งด้วยความแปลกใจ
“บุญทิ้ง...นั้นบุญทิ้งใช่ไหม”
“ครับคุณตา”
บุญทิ้งทำท่าจะร้องไห้ เติมบุญยิ้มดีใจ
“เออ ตาดีใจมากที่ได้พบเจ้าอีก แล้วโดนจับมาที่นี่ได้ยังไง”
บุญทิ้งงัวเงียตื่นขึ้น
“ผมเห็นคุณตาโดนจับมา เลยตามมาจะช่วย” เด็กชายยิ้มแห้งๆ “แต่โดนเขาจับตัวมา”
“โธ่เอ๊ยบุญทิ้ง อุตส่าห์จะมาช่วย กลับเดือดร้อนเอง ขอบใจมากนะหลานตา...ไอ้พวกนี้มันจับเรามาทำไม เราต้องหนีให้ได้ พยายามหาทางสิ เอ้า...ช่วยกัน”
บุญทิ้งหันหลังชนหลังกับเติมบุญ แกะเชือกออกจากมือเติมบุญจนได้ เติมบุญยิ้มอย่างภูมิใจ
“บุญทิ้งนี่ฉลาดจริงๆ”
เติมบุญพยายามลุกพยุงตัวเองขึ้น บุญทิ้งเดินไปที่ประตู เอาตัวผลักดันอย่างแรง
“ใส่กลอนไว้จากด้านนอก”
เติมบุญช่วยจับตัวบุญทิ้งที่เขย่งปลายเท้าแทบสุด บนเก้าอี้และรังไม้ที่หนุนจนสูง เพื่อให้บุญทิ้งปีนถึงคานประตู
“ระวังนะ...ค่อยๆวาง บุญทิ้ง”
บุญทิ้งกำลังวางกระป๋องสีบนคานประตู แล้วยิ้มอย่างภูมิใจก่อนจะยกมือไหว้กระป๋องสี
“เจ้าพระคุณ...หล่นในที่เหมาะๆนะ...สาธุ”
บุญทิ้งค่อยๆย่อตัวลงมาโดยมีเติมบุญคอยพยุง เติมบุญชี้ที่หัวตัวเองแล้วยิ้ม
“ไม่สลบก็หัวแตกแน่ แล้วเราค่อยซ้ำเนอะบุญทิ้ง”
สองคนดีใจ เติมบุญโผกอดหลานชาย ขณะเดียวกันนั้นประตูสั่น สองคนมองตากันแล้วพูดพร้อมกัน
“มันมาแล้ว...”
ก้านไขกุญแจจากด้านนอก สองคนกรูกันไปอยู่อีกด้านของห้อง มองกระป๋องสีเป็นตาเดียว บุญทิ้งยกมือท่วมหัว ลุ้นสุดๆ รี่ตามองข้างเดียว เติมบุญอดลุ้นตามไม่ได้ ก้านเปิดประตูเข้ามากระป๋องสีหล่นใส่หัวเขาอย่างจัง
“โอ้ย...”
ก้านเซไปเซมาสักพักก็ล้มคว่ำหน้ากับพื้นขวางหน้าประตูไว้ สองคนยิ้มปรบมือกันเกรียว
“เย้...”
“ตรงเป้ากลางกระหม่อมเป๊ะเลยครับคุณตา”
เติมบุญกอดหลานชาย
“สำเร็จ...ยอดเยี่ยมจริงๆบุญทิ้ง...ไปเร็ว”
สองตาหลาน ละล้าละลังจะออกจากประตู แต่ก้านนอนคว่ำหน้าขวางไว้ เติมบุญก้าวข้ามตัวก้านไป ออกนอกประตูไปก่อน บุญทิ้งก้าวข้ามตามในจังหวะที่ขาบุญทิ้งจะก้าวพ้นมือก้านพลิกขึ้นมาคว้าข้อเท้าไว้ทั้งๆที่ตัวก้านนอนคว่ำหน้าอยู่ บุญทิ้งล้มกับพื้น
“โอ้ย...”
เติมบุญหันมองบุญทิ้ง
“บุญทิ้ง...”

ปานดาวนั่งหน้าเครียด ลุกเดินไปมาอย่างกังวล ภูวดลยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มไม่สนใจ
“ยังสบายใจอยู่อีก นี่ถ้าพ่อไปเจอกับไอ้บุญทิ้งจะทำยังไง ลิเกเด็กนั่น ต้องเป็นมันแน่ๆ เลย”
ภูวดลเลิกคิ้ว ไม่แคร์
“ก็แล้วไง เจอกันก็ไม่ได้รู้สักหน่อยว่ามันเป็นตาหลาน คุณนั่นแหละกังวลเกินไป หยุดเดินได้แล้ว เวียนหัว”
“เออ ก็จริงนะ ถึงเจอ ทั้งสองคนก็ไม่ได้รู้ งั้นฉันต้องห่วงอะไร” ปานดาวยิ้มชอบใจแล้วชะงัก “ว่าแต่ตอนนี้พ่อหายไปไหน”
ปานดาวงงๆ ภูวดลส่ายหน้ายกแก้วดื่มหมดแก้ว

ก้าน กวัดแกว่งมีดในมือไปมา ลูบหัวตัวเองที่บวมปูดอย่างเจ็บปวด เติมบุญใบหน้าเรียบเฉยกอดบุญทิ้งที่หน้าตื่นกลัวไว้
“ไอ้เด็กเปรตเอ้ย...ดีนะที่กบาลข้าโดนตบมาเยอะจนแข็งกว่าเหล็กแค่ไอ้กระป๋องสีโง่ๆของเอ็ง ทำอะไรข้าไม่ได้หรอกโว้ยไป...ไปมัดไอ้แก่นั้นให้ข้าสิ...หรือเอ็งอยากโดนไอ้นี่กระสวกท้อง”
บุญทิ้งจำใจเอาเชือกมามัดมือเติมบุญเสร็จแล้ว ก้านดึงตัวบุญทิ้งมามัดมือ เติมบุญจ้องมองก้านอย่างเยือกเย็น
“ใครใช้เอ็งมา...ไหนบอกมาสิ”
ก้านหยิบกล้องมือถือมาถ่ายรูปเติมบุญ
“ไอ้แก่...เอ็งเงียบดีกว่าถ้าอยากกลับไปในสภาพไม่ขาดไม่เกิน”
ก้านหันไปจะปิดประตู นึกได้หันมาบอกเติมบุญ
“จะบอกอะไรให้” ก้านบุ้ยหน้าใส่บุญทิ้ง “อยากร่ำลาอะไรกับไอ้เด็กเวรนี่ก็ทำซะ เพราะอีกไม่นาน มันจะไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว”
เติมบุญตะโกนถาม
“เด็กนี่ทำอะไรผิด จะทำร้ายเด็กไปทำไม”
ก้านตะโกนตอบ
“มันผิดที่เสือกเกิดมาไง”
ก้านหัวเราะลั่น บุญทิ้งหวาดกลัวมาก

ธัญวิทย์เล่นอยู่หน้าบ้านใกล้ประตูใหญ่ ได้ยินเสียงคนขี่มอเตอร์ไซด์ผ่านมาโยนซองข้ามรั้วมาตกในบ้าน หันไปมอง แล้ววิ่งไปหยิบดู
“ซองอะไรเนี่ย”
ธัญวิทย์เปิดซอง เห็นเป็นรูปเติมบุญถูกมัดอยู่ก็ตกใจ ตะโกนเสียงดัง
“คุณตา...”
ในห้องโถง...สายอุษามองรูปถ่ายเติมบุญโดนมัด ปานฟ้า ปานดาวนั่งขนาบข้างหน้าเครียดตกใจ สายอุษาจะลมจับ
“โอ้ย...เกิดเรื่องแบบนี้ได้ยังไง...เราจะทำยังไงกันดี ลูกฟ้า ลูกดาวป่านนี้คุณพ่อจะเป็นยังไงบ้าง...คุณพระคุณเจ้าช่วยด้วยเถอะ”
ปานดาวเครียด ซักธัญวิทย์
“วิทย์เห็นไหมว่ามันเป็นใคร”
ธัญวิทย์ส่ายหน้า
“ไม่เห็นเลยครับ ผมมองไปอีกทีมันก็ซิ่งมอเตอร์ไซด์หนีไปแล้ว”
ปานฟ้ามือสั่นหยิบมือถือกด ปานดาวรีบถาม
“เธอจะโทรหาใครยัยฟ้า”
“โทรหาหมวดตุลย์สิพี่ดาว...เราต้องพึ่งตำรวจแล้วนะ เหตุการณ์ ร้ายแรงขนาดนี้”
ภูวดลส่งสายตาปรามปานฟ้า ยกมือห้ามไว้
“เดี๋ยว...ใจเย็นๆ อย่าพึ่งรีบทำอะไรทั้งนั้น มีสติหน่อย ถ้าน้องฟ้าโทรบอกตำรวจ แล้วไอ้พวกโจรมันรู้เข้า น้องฟ้าจะรับผิดชอบชีวิตและความปลอดภัยของคุณพ่อได้ไหม”
ปานฟ้าชะงัก มองสายอุษา ปานดาวฉวยมือถือออกจากมือปานฟ้า ส่งตาดุ
“ใช่...ทำอะไรรู้จักคิดบ้างสิ ใครๆก็เป็นห่วงคุณพ่อทั้งนั้นแหละ เอะอะทำอะไรบุ่มบ่ามได้ไง”
อนิรุทธิ์นิ่งคิด
“มันส่งมาแต่รูป คงกะให้พวกเราขวัญกระเจิงก่อน เดี๋ยวมันคงติดต่อมาแน่ รอสักพักนะฟ้า”
ปานฟ้าทำหน้าจะร้องไห้
“แต่คุณพ่อ...”
ทันใดนั้นโทรศัพท์ที่บ้านดังขึ้น ทุกคนหันไปมองโทรศัพท์เป็นตาเดียว ปานฟ้าวิ่งไปรับโทรศัพท์ หน้าเครียดตั้งใจฟัง
“ฮัลโหล...ใช่ ฉันเป็นลูกคุณเติมบุญ นั่นใครพูด...อะไรนะ...ค่าไถ่ ห้าสิบล้าน”
ทุกคนตกใจ
พิมในชุดเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ ใส่หมวกปิดบังใบหน้าใส่แว่นตาดำ เปิดเสียงของก้านใส่โทรศัพท์สาธารณะขู่เรียกค่าไถ่ สักครู่ก็วางโทรศัพท์หันซ้ายหันขวา รีบออกจากตู้โทรศัพท์โดยถือเทปอัดเสียงออกมาเก็บลงกระเป๋าเสื้อเชิ้ต


ภาคิน ปานฟ้าและตุลย์อยู่ในห้องสืบสวน ทุกหน้าเครียด ดูเทปจากกล้องวงจรปิดตรงตู้โทรศัพท์สาธารณะ ตุลย์เพ่งมองอย่างครุ่นคิด
“มันโทรจากตู้นี้แน่ ถ้าเทียบเวลาที่มันโทรเข้าบ้านคุณฟ้าแล้ว” ตุลบ์ชี้ที่จอมอนิเตอร์ “มันต้องเป็นไอ้หมอนี้แน่...ขอภาพสโลว์หน่อยครับ”
ภาพในจอซูมใกล้พิมใส่หมวกและแว่นตาดำ ภาคินพยามมอง
“ทั้งใส่หมวกใส่แว่น จนไม่เห็นหน้า มองไม่ออกเลย”
ปานฟ้าหน้าเสีย
“งั้นเราก็หมดหวังสิคะ”
ตุลย์ครุ่นคิด เพ่งมองที่จอ
“เดี๋ยวนะ...ไหนลองซูมไปที่มือมันสิ”
จอมอนิเตอร์แช่ภาพนิ่งและซูมเข้าไปที่มือ ภาคินแปลกใจ
“มันถืออะไร...เหมือนมือถือ...หรือ...”
ตุลย์ยิ้มอย่างคิดอะไรออก
“ไม่ใช่มือถือ...แต่ผมว่ามันคือเทปอัดเสียง...” ตุลย์ยิ้มมองปานฟ้า “ที่ผมถามคุณฟ้าไงครับ แล้วคุณฟ้าบอกว่า ได้ยินเสียงมันไม่ค่อยถนัด อู้ๆยังไง ไม่รู้...จริงๆแล้วมันไม่ได้มาจากเสียงคนพูดโทรศัพท์จากตู้โดยตรง”
ปานฟ้าไม่เข้าใจ
“มันทำเพื่อปกปิด วางแผนสองชั้นหรือเนี่ย...มันเป็นใครกันแน่...”
“เป็นใครไม่รู้...แต่ที่รู้แน่ๆคือไอ้นี่มันเป็นผู้หญิง ผมนั่งดูเทปนี้หลายรอบแล้ว ลักษณะท่าทางการใช้มือ การเดิน เป็นหญิงชัวร์”
ภาคินคิดนิดนึง
“ถ้างั้นคนร้ายก็ต้องมีอย่างน้อย 2 คน”
ตุลย์ยิ้มพยักหน้าช้าๆ ปานฟ้าร้อนใจ
“แล้วเราจะทำยังไงต่อไปดีคะหมวด...”

เติมบุญกับบุญทิ้งนั่งติดกัน มือโดดมัดไว้ด้านหลังลำตัว พิมใส่เสื้อเชิ้ต หมวกไหมพรมปิดหน้า ปิดปาก นั่งใกล้มัดเชือกให้แน่น บุญทิ้งดิ้นไปมา พิมยกมือจะตบหัว บุญทิ้งเอียงตัวหลบ
“โอ๊ย...”
“ยังไม่ทันตบเลย...สำออยหรอ...จะตายอยู่แล้วยังฤทธิ์มาก...เดี๋ยวบั๊ด”
เติมบุญมองพิมตาขวาง
“จะฆ่าจะแกงไปทำไม เด็กตัวนิดเดียว”
“เงียบไปเลยคุณ...เอ้ย...แกหนะ”
พิมลุกขึ้นจะออกไป บุญทิ้งเรียก
“เดี๋ยว...ผมปวดฉี่”
พิมเกาหัว
“ไอ้นี่เรื่องมากจังโว้ย...ให้มันราดอยู่ตรงนั้นแหละ”
พิมสะบัดตัวออกไปจากห้อง บุญทิ้งครุ่นคิด
“เสียงผู้หญิงคนนี้มันคุ้นๆจังเลย เหมือนเคยได้ยินที่ไหน”
เติมบุญเห็นด้วย
“นั่นสิ...ฉันก็ว่าเคยได้ยินเสียงแบบนี้”
สองคนมองไปทางพิมอย่างครุ่นคิด

ปานฟ้า ภาคิน และตุลย์ ช่วยกันวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ
“จากปากคำพยานแวดล้อมรวมทั้งกล้องวงจรปิดโดยรอบ เราไม่เห็นคุณเติมบุญออกจากบริเวณที่มีคนเห็นครั้งสุดท้ายเลย ผมสันนิษฐานว่าน่าจะถูกจับตัวอยู่ในย่านนั้นหรือไม่ก็ตึกร้างแถวนั้น นี่ผมประสานงานให้หน่วยสืบสวนลงพื้นที่แล้ว อาจได้เบาะแสเร็วๆนี้”
ปานฟ้าหน้าเศร้าเป็นห่วงพ่อมาก
“เพราะฟ้าทำให้คุณพ่อทะเลาะจนคุณแม่ จนท่านไปแถวนั้น ไม่งั้นก็คงไม่มีเรื่องแบบนี้...ฟ้าเป็นต้นเหตุแท้ๆ”
“ไม่หรอก อย่าโทษตัวเอง ไม่ใช่ความผิดของคุณ”
ภาคินกุมมือปานฟ้าอย่างปลอบโยน หญิงสาวอดโน้มเข้าใกล้เขาอย่างเศร้าใจมิได้


ค่ำนั้น...เติมบุญและบุญทิ้งกำลังหลับอยู่ อีกมุมหนึ่งพิมกับก้านคุยกันอย่างไม่ให้สองคนได้ยิน
“พี่จะมัวรอหาพระแสงอะไรอยู่...จัดการไอ้เด็กนั้นคืนนี้สะเลย”
บุญทิ้งสะดุ้งลืมตาโต
“ที่ข้าช้าเพราะยังคิดไม่ออกว่าจะฆ่ามันยังไงดี ไม่ให้เหลือหลักฐาน สาวมาถึงเราสองคน แต่ตอนนี้...” ก้านมองบุญทิ้งด้วยสายตาเหี้ยม “นึกออกแล้ว”
บุญทิ้งผลุดลุกนั่ง หายงัวเงีย ทำให้เติมบุญพลอยตื่นไปด้วย ก้านเดินเข้าไปกระชากตัว บุญทิ้งตกใจ
“เอ้ย...ปล่อยนะ...จะทำอะไรผม”
ก้านยิ้มอย่างเหี้ยม
“เอ็งอยู่ไปก็รกโลก กีดขวางคนอื่นเขา...ไปที่ชอบที่ชอบเถอะว่ะ...มากับข้านี่”
“ไม่ไป...ไม่...ช่วยด้วย...”
เติมบุญเข้าห้าม ลุกขึ้นเอาตัวกันไว้
“อย่า...อย่าทำอะไรเด็กเลย...ฉันขอร้อง”
ก้านพลักเติมบุญจนเซล้ม
“ไอ้แก่...อย่ายุ่ง”
ก้านลาก บุญทิ้งดิ้นสะบัดอย่างสุดฤทธิ์ จนก้านต้องอุ้มแทบหลุดมือ ก้านหันมองพิมตะเบ็งเสียงสั่ง
“มาช่วยจับหน่อยสิวะ เอ็งนี่...”
พิมรุดเข้ามารวบขาบุญทิ้ง ไม่วายโดนบุญทิ้งสะบัดขาเข้าหน้าจนเยินไป
“โอ้ย...ถีบมาได้ไอ้นี่...ไอ้บุญทิ้ง”
บุญทิ้งดิ้นจนหลุดมือก้าน เติมบุญลุกมาได้รีบเข้าขวางอีกครั้ง
“ฉันขอร้องเถอะ...แกอยากได้อะไรบอกมา...เงินใช่ไหมเดี๋ยวฉันจะให้...อย่าทำอะไรเด็กคนนี้เลย”
ก้านตวาด
“มันเรื่องอะไรของแก อย่าแส่”
เติมบุญรีบเบียดเข้าไปขวางก้านไว้ ก้านชักโมโห ออกแรงยื้อ
“ออกไปไอ้แก่...ถ้าไม่อยากเจ็บตัว”
“ไม่...แกอย่าฆ่าเด็กคนนี้เลย...”
ก้านชกท้องเติมบุญแล้วผลักสุดแรง จนหัวเติมบุญไปโขกกับเสา เลือดไหล บุญทิ้งร้องเสียงหลง
“คุณตา...”

บุญทิ้งรีบเข้าไปหาเติมบุญที่พยายามกันไว้ มองก้านอย่างโมโหปนหวาดกลัว

 อ่านต่อหน้า 3  




 ดุจดาวดิน  ตอนที่ 12 (ต่อ) 

ฝ่ามือเติมบุญเปื้อนเลือด บริเวณขมับก็มีเลือดไหลเป็นทาง หน้าตาบ่งบอกว่าเจ็บปวดมาก เติมบูญมองก้านอย่างไม่วางตา และยืนขวางประจันหน้าไม่ให้ถึงตัวบุญทิ้ง พิมคลุมหน้าด้วยไหมพรมเข้ามาช่วยก้าน

“สมน้ำหน้า ซ่าจนได้เลือด แก่แล้วยังไม่เจียมกะลาหัว”
“อย่าทำอะไรบุญทิ้ง”
พิมพูดใส่หน้าอย่างเกลียดชัง
“ที่นี่ไม่ใช่บ้านแก จะได้มาออกคำสั่ง ตอนนี้ฉันเป็นคนสั่ง แกต่างหากที่ต้องฟัง”
พิมเข้าไปกระชากบุญทิ้งออกมาจากเติมบุญ เด็ดชายกอดผู้เป็นตาไว้แน่นอย่างยึดเป็นที่พึ่ง
“มานี่ไอ้เด็กแสบ มือเหนียวนักนะ ปล่อยมือจากตาแก่เดี๋ยวนี้”
“ไม่...คุณตาช่วยด้วย...อย่าให้พวกเขาเอาผมไป...ผมกลัว”
พิมยื้อ เติมบุญรั้ง
“พวกแกยังเป็นคนอยู่ไหม...ทำร้ายเด็กคนนี้ แล้วจะได้อะไร”
“อย่าแส่ ยังเจ็บตัวไม่พอใช่มั้ย อย่านะ...อย่าให้โมโห เดี๋ยวได้ไปนรกพร้อมกันทั้งแก่ทั้งเด็ก”
พิมเข้าไปยื้อตัวบุญทิ้งแรงขึ้น ก้านมองแล้วแสยะยิ้ม
“เบาหน่อยโว้ย...เดี๋ยวแขนขาหลุดไป จะเสียราคา เมื่อกี้เหวี่ยงนิดเดียวยังทำเซจนหัวทิ่ม”
“แก่แล้วยังไม่เจียม”
เติมบุญมองหน้าพิม เหมือนรู้สึกคุ้นๆ กับเสียง กับกริยาแบบนี้ พิมเห็นเติมบุญจ้องมาก็ชักนึกกลัวความลับแตก ทำตวาดใส่
“มองหน้าทำไม อยากโดนใช่มั้ย”
พิมยกมือเหมือนจะตบเติมบุญอย่างเอาเรื่องเต็มที่ แล้วต้องชะงักเพราะได้ยินเสียง วอ.ตำรวจดังขึ้น ก้านจับมือพิมไว้ พิมหันมามองอย่างขัดใจ ก้านจุ๊ปากให้พิมเงียบ คิ้วขมวดหันไปมองทางประตู
ก้านชี้หน้าบุญทิ้งกับเติมบุญ เป็นเชิงขู่ให้เงียบ แล้ว ทั้งสองแอบมองลอดม่านหน้าต่าง ก้านกวาดตามองแล้วกระซิบถาม
“เสียงเหมือน วอ.ตำรวจ”
พิมกระซิบตอบ
“ไม่เหมือนล่ะ ใช่เลย”

ภาคินกับตุลย์ เดินผ่านหน้าตึกแถวที่พวกก้านอยู่ ตุลย์พูดวอ.กับลูกน้อง
“กำลังไปที่เกิดเหตุแล้ว”
ทั้งคู่เดินไปอย่างเร่งรีบ
ก้านกับพิมมองไปนอกหน้าต่าง
“ไอ้หมวดตุลย์...ไอ้ตัวแสบ”
พิมมองภาคินแค้นๆ
“ไอ้ภาคินด้วย มันมาทำไมกันแถวนี้”
ก้านกับพิม ยังคอยมองไปนอกหน้าต่าง อย่างระวังตัว เติมบุญมองพิมอย่างสงสัย
“คุ้นๆ เสียงผู้หญิงคนนี้ แต่นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินที่ไหน”
บุญทิ้งมองพิม สั่นหน้าคิดไม่ออก
“ผมว่าเขาดุเหมือนพี่พิมเลย ผู้ชายคนนั้นก็...เหมือนลุงพ่วง”
“ใครคือลุงพ่วง”
“คนที่เลี้ยงผมมาครับ ลุงพ่วงก็ดุแบบนี้กับพวกเรา แต่...ลุงพ่วง ไม่เคย คิดทำร้ายผม ถึงเขาจะไม่เคยพูดดีๆ ไม่เคยรักผม แต่ตอนที่ผมจะโดนฆ่า เขาก็มาช่วย”
เติมบุญมองไปทางพิมกับก้าน ที่ยังคอยมองไปนอกหน้าต่างอย่างกังวล เติมบุญถอนใจ
“ตาไม่เข้าใจเลย ทำไมไอ้คนสองนี่ถึงคิดจะทำร้ายหนู เพราะอะไรรู้มั้ย”
เติมบุญมองเป็นเชิงถาม บุญทิ้งมองเติมบุญอย่างครุ่นคิด ชั่งใจว่าควรบอกดีไหม บุญทิ้งเอามือเช็ดเลือดที่ขมับให้เติมบุญแล้วเอามาป้ายที่ชายเสื้อตัวเอง เติมบุญมองอย่างซึ้งใจ
“นี่ถ้าทินภัทรยังอยู่ เขาคงดูแลตาเหมือนที่เจ้าทำ”
เติมบุญลูบหัว บุญทิ้งอ้ำอึ้งมองเติมบุญแล้วถามหยั่งเชิง
“คุณตาครับ...แล้ว...ถ้าผมเป็นทินภัทร...จริงๆ...คุณตาจะ...”
“ตาก็คงดีใจที่สุด แต่เสียดายที่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะทิน ภัทรคงตายไปนานแล้ว ตาเลิกหวังแล้ว”
สองคนกอดกัน เติมบุญน้ำตาคลอ ส่วนบุญทิ้งกลั้นน้ำตาไม่อยู่แต่ไม่กล้าบอกความจริง

บริเวณที่รกร้างใกล้ๆ กับตึกแถวเก่า ตำรวจชูเศษผ้าที่เปื้อนเลือด ที่เก็บใส่ถุงซิปไว้ ให้ตุลย์ดู
“เราพบเศษผ้าเปื้อนเลือดที่กองขยะครับ คิดว่าเพิ่งมาทิ้งได้ไม่เกินสองวัน เพราะคราบเลือดดูใหม่มาก คราวที่แล้วที่มาตรวจก็ยังไม่มี”
“รีบส่งไปตรวจด่วน ว่าเลือดนี่เป็นของคุณเติมบุญรึเปล่า”
“ครับหมวด”
ตำรวจพากันเดินไป ภาคินมองตามอย่างกังวลหน้าเครียด
“ถ้าเลือดนั่นเป็นของคุณเติมบุญ”
ตุลย์มองหน้า
“ก็หมายความว่า เราตามมาถูกที่แล้ว และพวกมันก็ยังต้องขังว่าที่พ่อตาคุณไว้แถวนี้แน่...แต่ที่ไหนวะ ทำไมหาไม่เจอสักที”
ภาคินกังวลใจ
“ผมกลัวมันจะทำร้าย”
“ไม่ต้องห่วง มันแค่ต้องการเงินค่าไถ่ ไม่ได้ต้องการฆ่าคนแก่ ฆ่าไปก็ไม่ได้ตัง แล้วมันจะทำไปทำไม ไอ้เลือดเนี่ย อาจจะมีอุบัติเหตุนิดหน่อย หรือไม่ก็ พลั้งมือหนักไปนิด แต่ผมคิดว่าพ่อตาคุณ ยังมีชีวิตอยู่แน่”
ภาคินพยักหน้ารับเห็นด้วย ยังมีความหวัง

สายอุษาและทุกคนในบ้าน ปรึกษากันเครียดๆ ธัญวิทย์วิ่งหน้ามุ่ยเข้ามาหา
“พิม...พิม หายไปไหน ...เหนื่อย อยากอาบน้ำ จะใส่เสื้อการ์ตูนสีแดง หิวข้าวด้วย...หิวมาก...พิม...พิม”
ปานดาวหน้าเครียดเอ็ดให้
“หยุดตะโกนสักที หนวกหู นังพิมมันลากลับบ้าน”
“งั้นแม่อาบน้ำให้วิทย์หน่อย”
“จะบ้าเหรอ โตแล้วนะ อาบเองไม่เป็นเหรอไง อย่าทำเป็นเอ๋อนะ แม่น่ะยุ่งจะตาย แหกตาดูซิ ผู้ใหญ่ยุ่งแค่ไหน”
ภูวดลไอกระแอม เป็นเชิงให้ปานดาวสงบปากคำ
“อีก ไม่กี่วันพิมก็กลับ วิทย์ไปอาบน้ำหาขนมกินเองก่อน เดี๋ยวพ่อพาไปกินข้าวนอกบ้าน”
ภูวดลพูดดีแต่ตาดุ ธัญวิทย์ไม่กล้าอาละวาดต่อ
“ครับ”
ธัญวิทย์เดินขัดใจกลับไปสายอุษาหน้าเครียด
“แม่ว่าให้เงินค่าไถ่ไปเถอะ มันจะได้ยอมปล่อยตัวคุณพ่อสักทีชีวิต คุณพ่อทั้งคน หมดมากกว่านี้แม่ก็ยอม”
อนิรุทธิ์ไม่สบายใจ
“เงินไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกครับ แต่ถ้าให้ไปแล้ว เราจะแน่ใจได้ไงว่ามันจะยอมปล่อยคุณพ่อจริงๆ ไม่ใช่เห็นเราจ่ายง่าย เลยยิ่งเรียกเงิน มากขึ้นอีก”
ปานดาวเห็นด้วย
“เป็นไปได้ ไอ้โจรชั่วพวกนี้ พูดจาเชื่อถือได้ที่ไหน”
ปานฟ้าร้อนใจเป็นห่วงพ่อมาก
“แต่ถ้าเราไม่ให้...คุณพ่อก็อาจจะถูกทำร้าย หรือไม่ก็ถึงขั้น...”
ปานดาวขัดขึ้นอย่างไม่พอใจ
“เธอจะแช่งคุณพ่อหรือไงยัยฟ้า...”
ปานฟ้าจะเถียงแต่สายอุษารีบยกมือห้าม
“พอๆขอร้องเถอะ แค่นี้ยังไม่เครียดพออีกเหรอลูกเอ้ย...ทะเลาะกันไปถึงไหน แม่จะอกแตกตายอยู่แล้ว”
ทุกคนเครียดห่วงเติมบุญ ผิดกับภูวดลที่เฉยเมย

เติมบุญรับผ้าจากมือบุญทิ้ง ไปปิดไว้ที่ขมับ เห็นว่าเลือดหยุดไหลแล้วจึงเล่าต่อ
“ทินภัทรถูกลักพาตัวไปตั้งแต่อายุได้แค่ไม่กี่เดือน ตามหากันทุกทาง แต่ก็ไม่มีวี่แวว ทุกคนเสียใจกันมาก โดยเฉพาะปานเดือนเสียใจจน...เสียสติอย่างที่เห็น”
บุญทิ้งน้ำตาซึมคิดถึงแม่
“โธ่แม่...คงคิดถึงลูกมาก แล้วคุณตาคิดถึงทินภัทรมากไหมครับ”
เติมบุญพยักหน้ารับ
“ฉันเห็นเด็กทุกคนที่มีอายุไล่เลี่ยกันเป็นทินภัทรไปหมด...รวมทั้งเจ้าด้วย...บุญทิ้ง แล้ว...ทำไมถึงอยากรู้เรื่องทินภัทรนัก”
บุญทิ้งร้องไห้สบตาเติมบุญ เหมือนสุดจะกลั้นความในใจไว้ไม่อยู่
“คือว่า...ผม…”
บุญทิ้งสบตาเติมบุญแล้วก็ได้แต่สะอื้น อัดอั้นไม่กล้าบอกความจริงกลัวเติมบุญจะไม่เชื่อ

ภูวดล ลากแขนปานดาวมาจากห้องรับแขก ที่ทุกคนนั่งคุยกันอยู่ ปานดาวตามมาอย่างไม่สู้จะชอบใจนัก
“คุณนี่...อะไรกันนักหนา กำลังคิดหาทางช่วยคุณพ่อกันอยู่ แล้วดึงฉันออกมาทำไม”
ภูวดลมองซ้ายมองขวาจ้องปานดาว
“จะถามเรื่องพินัยกรรม คุยต่อหน้าคนอื่นไง ตกลงพ่อคุณยกสมบัติให้วิทย์หมดแล้วใช่มั้ย”
ปานดาวมองหน้าสงสัย
“มาถามอะไรตอนนี้...คุณคิดอะไรอยู่”
“ก็ตอบมาก่อนสิ”
“เท่าที่รู้...ก็ให้หลานทั้งสองคนนั้นแหละ ให้ยัยฟ้าเป็นคนดูแล”
“แล้วถ้าบุญทิ้งไม่มาปรากฏตัว เพราะมันก็คงไม่รู้หรอกว่าตัวเองคือ หลานก็จะเหลือ...วิทย์คนเดียว”
“แล้วยังไง...”
ภูวดลแสยะยิ้ม
“ถามได้...งั้นก็ให้ไอ้โจร...จัดการไปเถอะ”
ปานดาวฟังตาลุก
“อะ...อะไรนะ...นั่นพ่อฉันนะ”
“ก็แก่แล้ว ยังไงก็...อีกไม่นาน...แล้วทำไมต้องไปยอมเสีย 50 ล้าน ฟรีๆ เอามาเป็นของวิทย์ดีกว่า”
ปานดาวอึ้งพูดอะไรไม่ออก ได้แต่จ้องมองภูวดลนึกไม่ถึงว่า ภูวดลจะคิดอะไรอย่างนี้กับพ่อของเธอ

ภาคินกับตุลย์เดินมาหยุดที่หน้าตึกแถวเก่า ห้องที่พวกก้านอยู่
“แถวนี้เดินวนตั้งหลายรอบแล้วนะ...ไม่เห็นจะมีวี่แววอะไรเลย...ไปดูทางโน่นดีกว่า”
ภาคินเดินนำไปอีกทาง ตุลย์มองไปมองมารอบๆ จะเดินตามภาคินไป แต่รู้สึกมีพิรุธ หยุดเดิน
“เดี๋ยว...”
ตุลย์เดินมาที่หน้าห้องแถวที่พวกพิมอยู่ ตุลย์ลองเอามือแตะที่จับประตูเหล็กเลื่อน มองนิ่งแล้วหันมาถาม
“แถวนี้มีแต่ห้องแถวร้าง แต่ทำไมห้องนี้ ที่จับประตูถึงไม่มีฝุ่นเหมือนห้องอื่น”
ในห้อง...เติมบุญมองบุญทิ้ง ที่อึกอักอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่เหมือนไม่กล้าพอ
“คืออะไร...บอกตาซิ”
“คือ...ไม่มีอะไรครับ”
“มีอะไรก็บอกมาเถอะ ตาว่าเราสองคนต้องเคยสร้างบุญสร้างกรรมร่วมกันมาแน่ ตอนตกที่นั่งลำบากที่สุดในชีวิต ถึงมีเจ้ามาคอยช่วย”
บุญทิ้งก้มหน้านิ่ง
“บอกไป คุณตาก็คง...ไม่เชื่อ คิดว่าผมโกหก”
เติมบุญยิ้ม ลูบหัวบุญทิ้ง
“ตารู้ว่าเจ้าไม่ใช่เด็กนิสัยแบบนั้น พูดมาเถอะ ตาจะเชื่อบุญทิ้ง”
บุญทิ้งยิ้มอย่างชื่นใจ
“ความจริงแล้วผมคือ...คือ...”
ทันใดนั้นพิมคว้าคอเสื้อบุญทิ้งจากด้านหลัง
“ร่ำลากันเสร็จก็ไปได้แล้ว...ไป...ลุก”
บุญทิ้งตกใจ
“ไม่...ไม่ไป...คุณตาช่วยผมด้วยครับ”
ก้านรีบเข้าห้ามเติมบุญที่ฮึดจะสู้
“ไอ้แก่....อยู่เฉยๆ เดี๋ยวโดน”
ก้านยกมือจะชก เติมบุญผงะถอยหลังไปด้วยความกลัว ทันใดนั้นเสียงตุลย์ตะโกนมาจากด้านนอก
“ใครอยู่ข้างใน เปิดประตูเดี๋ยวนี้ นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ”
บุญทิ้งฟังอย่างดีใจ จะร้องเรียกตุลย์ แต่พิมรีบเอามือปิดปาก ก้านเองก็รีบปิดปากเติมบุญ ทั้งคู่ลากเติมบุญและบุญทิ้งให้ถอยห่างจากประตูไปชิดผนังอีกด้านของห้อง พิมเริ่มร้อนรนออกอาการ
“พวกมันบอกตำรวจแน่เลย ท่าความซวยจะมาเยือนแล้ว ทำไงดีพี่”
ก้านหน้าเสีย แต่ยังใจดีสู้เสือบอกพิมเสียงเบาพอได้ยิน
“เงียบสิวะ อุดปากมันไว้ให้แน่น เงียบซะอย่าง มันก็ไม่รู้หรอกว่ามีใครอยู่ในนี้ เดี๋ยวก็ไปเอง”
“ได้ยินมั้ย ใครอยู่ข้างใน ออกมาเดี๋ยวนี้”
ภาคินตะโกนขึ้นบ้าง
“พวกเรามีเรื่องจะถาม”
เติมบุญและบุญทิ้ง มองตากันอย่างมีความหวัง ผิดกับพิมที่เริ่มออกอาการกลัว ส่วนก้านนั่งนิ่งสงบ หน้าเหี้ยมอย่างตายเป็นตาย
ตุลย์เขย่าประตู ทุบประตู แต่ก็ไม่มีใครมาเปิด ภาคินมองๆ
“สงสัยจะไม่มีคนอยู่”
“หรือคราวนี้ สงสัยพลาดหว่า”
ทั้งคู่หันหลังเดินห่างไปจากประตู...พิมตัวสั่น หันรีหันขวาง บุญทิ้งก็ดิ้นพยายามให้หลุด บุญทิ้งอาศัยจังหวะพิมรนราน ถีบเก้าอี้ไม้ที่อยู่ไม่ห่างจนล้ม เสียงดังมาถึงข้างนอก ตุลย์และภาคินหันมองหน้ากัน
“นายได้ยินเหมือนที่ฉันได้ยินไหม”
ตุลย์มองไปที่ห้อง
“ดังมาจากทางนี้”
ตุลย์กับภาคิน มองไปทางห้องแถวเก่าหน้าเครียด รู้ว่ามีคนแอบอยู่ด้านใน

พิมลากและปิดปากบุญทิ้งมาแอบดูที่ม่านหน้าต่าง หันบอกก้านอย่างเริ่มเบาใจ
“ไอ้พวกโง่เอ้ย...นึกว่าจะฉลาด ที่แท้กลับกันไปหมดแล้ว”
ก้านล็อกคอเติมบุญ มาใกล้หน้าต่าง แอบดูนอกห้องด้วยตัวเอง
“แน่ใจ ว่ามันไปกันจริง”
“จริงสิพี่...เอาไอ้ทิ้งไปเลย” พิมมองบุญทิ้งหน้าเหี้ยม “ร้ายนักนะแก คิดว่าใครจะมาช่วยได้หรอไง ฝันไปเถอะ พี่ จัดการมันให้เรียบร้อย”
บุญทิ้งใจหายไม่ผิดจากเติมบุญ
“ฉันบอกแล้วจะเอาเงินเท่าไรบอกมา ขอชีวิตเด็กคนนี้ไว้เถอะจะฆ่าจะแกงกันทำไม”
พิมมองหยัน
“เอาตัวให้รอดก่อนเถอะ โธ่เอ๊ย...ทำเป็นขอชีวิตคนอื่น ไม่ได้เจียมเลย”
ก้านลากบุญทิ้งออกห่างเติมบุญ สองคนพยายามจับมือกันไว้ บุญทิ้งร้องไห้โฮ
“คุณตาครับ ผมยังไม่อยากตาย”
“อยาก ไม่อยาก เอ็งได้ตายแน่” ก้านหันไปสั่งพิม “เดี๋ยวมัดไอ้แก่นั่นเสร็จ แล้วตามขึ้นไปข้างบน จะได้ช่วยส่งวิญญาณมัน”
บุญทิ้งดิ้นรน
“ไม่...ผมไม่ไป ปล่อยผม คุณตาช่วยผมด้วยครับ คุณตา”
ก้านกระชากตัวบุญทิ้ง ปลายนิ้วบุญทิ้งหลุดจากมือเติมบุญ
“บุญทิ้ง...”
“คุณตา...”
ทั้งคู่ได้แต่สบตากันอย่างมีสัญชาติญาณผูกพันกันลึกๆ

บุญทิ้งโดนก้านลากตัวขึ้นมาชั้นบน ด้วยความทุลักทุเลถึงกลางห้อง พิมขึ้นบันไดตามมา ก้านยกมีดขึ้นมาขู่
“ตัวกะเปี๊ยกแค่เนี้ย ฤทธิ์ร้ายนักนะเอ็ง”
“รีบๆเข้าเถอะ รำคาญเด็กเวรนี่เต็มทนแล้ว”
บุญทิ้งหอบเหนื่อย มองซ้ายมองขวา พยายามหาวิธีเอาชีวิตรอด เมื่อนึกออกรีบจับท้องตัวเอง หน้าบิดเบี้ยว
“โอ๊ย...ไม่ไหวแล้ว...ก่อนตายขอเข้าส้วมก่อนได้ไหม จะไหลอยู่แล้ว”
ก้านแสยะยิ้ม
“ที่นี่ไม่ใช่เวทีลิเกนะโว้ย...ไม่ต้องมาตีบท”
บุญทิ้งหรี่ตามองข้างหนึ่ง
“ปวดจริงๆนะ ฆ่าแล้ว อึฉี่ราดเหม็นไปหมด ล้างก็ยากนะ”
พิมจะตบ บุญทิ้งหลบ
“หนอย...เอ็งไม่ต้องมาลีลา จะตาย มิตายแห่ลอยู่แล้ว”
บุญทิ้งยกมือไหว้
“ฆ่าเด็ก บาปหนักจะบอกให้ ผมหาตังให้ได้นะ เต้นก็เก่ง ร้องก็เพราะ ลิเกก็ได้นะ” บุญทิ้งกระแอมไอ ขึ้นเสียงร้องลิเก “จะกล่าวฝ่ายพ่อใจบุญที่ไว้ชีวิต...บุญทิ้งคิด...”
ก้านแสยะยิ้ม
“พอได้แล้ว...ร้องยังไงเอ็งก็ไม่รอด”
บุญทิ้งยิ้ม
“อ๋อ...ไม่ชอบลิเก เต้นก็ได้นะ”
บุญทิ้งทำท่าจะเต้น พิมชักฉุน อยากให้จบๆตะคอกดังลั่น
“ไว้รอไปเต้นในนรกโน่น...จัดการซะทีสิ”
ก้านถือมีดขู่ใกล้ตัวบุญทิ้ง
“ไปที่ชอบที่ชอบเถอะว่ะ”
บุญทิ้งหลับตาปี๋ เสียงลั่น
“รู้นะ...ที่จะฆ่า...เพราะผมคือทินภัทร...ใช่มั้ย”
ก้านและพิม ฟังอย่างตกใจ พิมมองหน้า
“แกรู้ได้ไง...ใครบอก”
บุญทิ้งหน้าเสีย
“จะหนีไปไกล ไม่กลับบ้านนั้นก็ได้”
พิมไม่เชื่อ
“ไอ้โกหก...อย่างแกเหรอจะไม่อยากเป็นลูกหลานเศรษฐี รีบวิ่งแจ้นกลับไปบ้านโน้นไม่ว่า ไม่ต้องเหลี่ยมจัด เอาตัวรอด” พิมมองก้าน “อยู่ไปก็เป็นมารชีวิตลูกฉัน”
“ลูกคุณอยู่ที่ไหน แล้วผมเป็นมารอะไร”
“พี่ก้านรออะไรอยู่...ปล่อยให้มันพูดอยู่ได้ ลงมือเลย”
บุญทิ้งตะลึงงัน...

ประตูห้องถูกตุลย์ถีบเข้ามาอย่างแรง ตุลย์ถือปืนกระชับในมือ สองคนมองไปทั่วแต่ไม่เห็นใคร
ภาคินผิดหวัง
“ไม่เห็นมีใคร”
เสียงเติมบุญกุกกักอยู่ในห้องน้ำ ตุลย์สบตาภาคิน ส่งสัญญาณ ตุลย์เดินไปที่ห้องน้ำ เปิดเข้าไปอย่างระวังตัว เห็นเติมบุญโดนมัดไว้ ภาคินร้องอย่างดีใจ
“คุณเติมบุญ”
ภาคินรีบเอาผ้าที่มัดปากเติมบุญออก เติมบุญรีบบอกอย่างร้อนใจ
“ไปช่วยบุญทิ้งเร็ว”
ชั้นบน...บุญทิ้งพยายามดิ้นสุดชีวิต พิมเอามือปิดปากบุญทิ้งไว้ไม่ให้เสียงดัง
“ช่วยด้วย...”
มือบุญทิ้งป่ายไปมาจนพิมแทบรั้งไว้ไม่อยู่ บุญทิ้งคว้าหมวกไหมพรมที่หัวพิมจนหลุดติดมือ เผยให้เห็นหน้าพิม
“เฮ้ย...พี่พิม...พี่พิมที่อยู่บ้านพี่ฟ้านี่”
พิมตกใจที่ความลับแตก
“เออสิว่ะ...เดี๋ยวแกก็เป็นผี ไปบอกใครไม่ได้แล้ว”
ก้านเข้าใกล้ตัวบุญทิ้ง จับที่เรียวคอบุญทิ้ง
“คอเด็ก...เนื้ออ่อนชะมัด...เอาตรงนี้หละว่ะ”
ทันใด ตุลย์เล็งปืนใส่
“หยุดเดี๋ยวนี้นะทุกคน นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ วางอาวุธแล้วยกมือขึ้น”
ก้านและพิมผงะ หันไปมองต้นเสียง พิมเห็นทั้งคู่ รีบใส่หมวกไหมพรมปิดบังหน้า อีกมือก็จับบุญทิ้งไว้ บุญทิ้งสะบัดอย่างแรง จะวิ่งไปหาภาคิน ก้านคว้าตัวบุญทิ้งไว้ได้ทัน ล็อคคอไว้
“โอ๊ย พี่ภาคิน...ช่วยด้วย...”
“ปล่อยเด็กเดี๋ยวนี้”
ก้านหน้าเหี้ยมเสียงกร้าว
“ถอยออกไป ขืนเข้ามาใกล้ ไอ้เด็กนี่เป็นศพแน่”
ก้านถือมีดชูขึ้น หมุนไปรอบห้อง หาทางขยับไปทางบันไดลงชั้นล่างให้ได้ ตุลย์กับภาคิน หมุนตาม ระมัดระวังตัวยิ่ง ตุลย์เล็งปืนไปที่ก้านและพิมสายตาดุดัน
“ทิ้งมีด แล้วปล่อยตัวเด็กเดี๋ยวนี้ ถ้าเด็กเป็นอะไรไป โทษจะยิ่งหนัก”
พิมที่หลบอยู่หลังก้านกระซิบก้าน
“มันมีปืนนะพี่ ปล่อยไอ้ทิ้ง เอาชีวิตเรารอดก่อนเถอะ ค่อยไปเล่นไอ้แก่ข้างล่าง”
ก้านลังเลมองไปมา เห็นทีว่าใกล้บันไดจะหนีลงชั้นล่างได้ ผลักตัวบุญทิ้งถลาไปหาตุลย์และภาคิน
“อยากได้ก็เอาไป...”
ก้านผลักบุญทิ้งไปทางตุลย์และภาคินที่รอรับอยู่ แล้วรีบวิ่งลงบันไดพร้อมพิม ตุลย์และภาคินเข้าประคองบุญทิ้งไว้ ตุลย์รีบวิ่งตามก้านและพิมลงมา
“ไม่รอดแน่พวกเอ็ง...”
เติมบุญยืนเก้งๆ กังๆ อยู่ พิมวิ่งลงบันไดมากับก้าน เห็นเข้าก็รีบล้อคคอ เติมบุญจะสู้
แต่เห็นพิมมีมีดในมือ เลยไม่กล้า ก้านหยิบปืนที่เก็บไว้ในห่อผ้าวางไว้กับพื้นขึ้นมา
“นึกว่าไม่ต้องใช้แล้ว...”
พิมกับเติมบุญทำหน้าหวาดเสียว
“พี่จะสู้กับตำรวจเหรอ หนีก่อนเถอะ...เอาไอ้แก่นี่ไปด้วย”
“หนีก็ไม่ใช่ไอ้ก้านสิว่ะ มาถึงขั้นนี้แล้ว ตายเป็นตาย”
ก้านล็อคคอเติมบุญ ชูปืนขึ้นขู่ไว้ ตุลย์วิ่งนำหน้าลงมา ภาคินและบุญทิ้งตามลงมาไม่ห่าง ประจันหน้ากับก้าน ตุลย์เล็งปืนไปทางก้านและพิมที่จับตัวเติมบุญไว้
“ปล่อยคุณเติมบุญเดี๋ยวนี้”
“ก็ลองดูสิวะ เอ็งมีปืนข้าก็มี...ตายกันหมดนี่แล้วกัน”
ภาคินเจรจากับก้าน ยกมือห้าม
“ใจเย็น...ค่อยๆพูดกัน...ปล่อยคุณเติมบุญก่อนนะแล้วทางเราจะไม่เอาเรื่อง ทุกคนปลอดภัย เรื่องก็จบ”
เติมบุญรีบเสริม
“ฉันสัญญาจะไม่เอาเรื่อง ปล่อยฉันเถอะ...”
พิมร้อนรน ไม่รู้จะตัดสินใจยังไง
“พี่เอาไงดี จะสู้ตำรวจเหรอ มันบอกให้สัญญา สู้ไปไม่รู้ตายฟรีป่าว”
ก้านสับสนหัวเสีย
“นังโง่เอ้ย...ปล่อยไอ้แก่นี่ไป เอ็งก็ตายฟรีเหมือนกัน”
บุญทิ้งนึกอะไรขึ้นได้ มองหลอกไปด้านหลังก้านตะโกนเสียงดัง
“ระวัง...ตำรวจมา”
ก้านหันไปมองด้านหลัง จังหวะที่ก้านเผลอ ตุลย์ลั่นไกปืนเฉี่ยวหัวไหล่ก้าน จนปืนในมือก้านหล่น ตุลย์จ้องปืนไปทางก้าน เดินเข้าไปหาก้าน เตะปืนก้านไปอีกทางให้พ้นตัว พิมตกใจร้องลั่น
“ยิงผัวฉันทำไม...”
“หยุด...อยู่เฉยๆ”
ก้านยกมือขึ้นแสร้งทำยอมให้จับ
“ผม..ยอมๆแล้วครับ อย่า...อย่ายิง”
เติมบุญรีบวิ่งไปรวมกับภาคินและบุญทิ้ง พิมถอยผงะไปอีกทาง
“มอบตัวแต่แรก ก็ไม่ต้องเจ็บตัว”
ตุลย์ตายใจ เหน็บปืนเข้าสะเอว ก้านฉวยจังหวะนั้น เตะรวบขาตุลย์จนกลิ้งกับพื้น ภาคินจดๆจ้องๆจะเข้าไปช่วยตุลย์ ก้านชกกับตุลย์ชุลมุน ก้านตะโกนบอกพิม
“หยิบปืนสิว่ะ...ยิงมันเลย”
พิมเห็นปืนหล่นอยู่ที่พื้นไม่ไกลจากตัวสักเท่าไร รีบวิ่งหยิบปืน เล็งไปทางก้านและตุลย์ ภาคินตัดสินใจวิ่งเข้าไปช่วยตุลย์ พิมเล็งปืนมาทางภาคิน จนเขาผงะ
“ถอยไป...อย่ายุ่ง”
ก้านกับตุลย์ผละออกจากกัน ก้านเดินมาหาพิม ยิ้มให้อย่างพอใจ เลือดที่โดนยิงหยดลงมา พิมมองไปทางเติมบุญ พูดขึ้นด้วยความแค้น
“ไหนว่าจะไม่เอาเรื่อง...พวกแกมันผิดสัญญา...ยิงผัวฉันทำไม...”
พิมลั่นไกปืน ตรงเข้าใส่เติมบุญ ภาคินพุ่งตัวมาขวางไว้
“ระวัง...หลบไป...โอ้ย...”
ร่างภาคินทรุดฮวบลง ภาคินโดนยิงเข้าที่หน้าอก ตุลย์ เติมบุญและบุญทิ้งรีบเข้ามาประคองภาคิน ก้านและพิมอาศัยจังหวะทุกคนตกใจ รีบหนีไปจากห้อง ตุลย์เขย่าตัวภาคิน
“ภาคิน...ได้ยินมั้ย เฮ้ย...อย่าเพิ่งหลับนะ”

ภาคินมองหน้าทั้งสามคนในอาการเบลอๆ ก่อนจะหมดสติไป
 
 อ่านต่อหน้า 4 




 ดุจดาวดิน  ตอนที่ 12 (ต่อ) 

รถพยาบาลจอดหน้าตึกร้าง ร่างภาคินนอนนิ่งอยู่บนเตียงฉุกเฉินแล้ว พยาบาลเข็นเตรียมจะขึ้นรถ ปานฟ้าขับรถมาถึง พอเห็นเข้าก็วิ่งมาหา หน้าตื่นตกใจมาก ตรงเข้าไปจับมือของเขาที่นอนนิ่งไม่รู้สึกตัว ใส่เครื่องช่วยหายใจ

“เกิดอะไรขึ้น...ภาคิน...คุณต้องไม่เป็นไรนะ...ภาคินฉันอยู่นี่...ได้ยินฟ้ามั้ยคะ...ภาคิน”
ปานฟ้ายังเกาะข้างเตียง ร้องไห้ กุมมือเขาแน่น ตุลย์ต้องจับตัวรั้งไว้ให้ห่างจากเตียง
“ปล่อยเถอะครับคุณปานฟ้า ต้องรีบไปโรงพยาบาล”
ปานฟ้าเอื้อมมือจะไปจับมือ แต่พลาดเพราะภาคินถูกเข็นขึ้นรถ ประตูรถพยาบาลปิดลง น้ำตาปานฟ้าร่วงผล่อยหันมากอดพ่อแล้วร้องไห้
“คุณพ่อ...ภาคินจะเป็นอะไรไหมคะ”
“เขาต้องไม่เป็นไร ภาคินช่วยพ่อไว้ พ่อเป็นหนี้ชีวิตเขา” เติมบุญนึกได้ มองไปรอบตัว “บุญทิ้งล่ะ บุญทิ้งหายไปไหน”
ปานฟ้าแปลกใจ
“บุญทิ้งมาที่นี่เหรอคะ”
บุญทิ้งหลบที่มุมตึกร้าง แอบมองปานฟ้า และเติมบุญ นึกอยากจะเข้าไปหา แต่ก็ตัดใจ กลัวจะเดือดร้อนเพราะตัว ได้แต่เดินกลับไปช้าๆ อย่างโดดเดี่ยว เศร้าหมอง

พิมกลับถึงบ้าน เดินลับๆล่อๆเข้ามาทางสวน แต่ไม่พ้นสายตาปานดาว
“กลับมาได้แล้วหรอยะ นึกว่าจะลาไปตายแล้ว กำลังยุ่งกันจนจะบ้า ยังจะต้องมาลาเอาตอนนี้ ไม่ได้มีความคิด รีบไปดูน้องเลย ตอนเธอ ไม่อยู่ วิทย์กวนมากจนฉันจะตีตายแล้ว”
พิมมองหน้าดุ
“อย่ามาตีลูกพิมนะ”
“เอ๊ะนี่แก...ฉันกำลังอารมณ์ไม่ดีนะ”
พิมหงุดหงิด ย้อนกลับ
“นึกว่าคุณอารมณ์ไม่ดีคนเดียวหรือไง ฉันก็กำลังหงุดหงิดนะ”
ปานดาวโกรธจี๊ด
“เอ๊ะนางพิม...ชักจะมากไปแล้ว แกเป็นแค่คนใช้...รู้ที่ต่ำที่สูง ซะบ้าง”
“แต่นังคนใช้คนนี้ ก็มีลูกเป็นทายาทคนเดียวของบ้านนี้”
“แก...อย่าปากมากนะ”
“ไม่ให้พูด ก็อย่ามาบ่น ใครกันแน่ที่ต้องรู้ที่ต่ำที่สูง ถ้าวันไหนนังพิมมันเบื่อขึ้นมา ระวังจะพังกันหมด”
ปานดาวโมโห
“นี่แกขู่ฉันเหรอ”
พิมแสยะปาก หน้าเหี้ยม
“ไม่ได้ขู่ แต่พิมบอกให้คุณดาว...เจียมกะลาหัวต่างหาก”
พิมเดินกระแทกปานดาวแล้วเดินเชิดไป อย่างไม่สน ปานดาวได้มองอย่างแค้น แต่ไม่กล้าทำอะไร

เติมบุญมีผ้าพันแผลโพกที่ศีรษะ หน้าตายังอิดโรยนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น สายอุษาดูแลไม่ห่าง ปานดาวกับภูวดลนั่งอยู่ด้วย
“นี่ถ้าคุณเป็นอะไรไป ฉันยังนึกไม่ออกเลยว่าจะอยู่ยังไง พระท่านยังคุ้มครองคนดี” สายอุษาลูบแผลอย่างอ่อนโยน “ยังเจ็บแผลไหมคะกรรมเวรอะไรกันก็ไม่รู้ต้องโดนแบบนี้”
ภูวดลสำทับเรียกคะแนน
“ผมกับน้องดาวก็เป็นห่วงคุณพ่อมากนะครับ ดาวนี้ถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ กังวลและห่วงคุณพ่อตลอด”
เติมบุญยิ้มให้ปานดาว ภูวดลและสายอุษาอย่างซึ้งใจ ลูบแผลที่ศีรษะ
“รู้ว่าเมียและลูกๆเป็นห่วงแบบนี้ ชื่นใจหายเป็นปลิดทิ้ง ตอนที่มันตบพ่อ จนหัวไปกระแทกได้เลือด ก็มีบุญทิ้งเป็นคนคอยช่วยดูแลตลอด ตัวนิดเดียว แต่มีน้ำใจ จนตัวเองต้องลำบากจะโดนมันฆ่า”
ปานดาวตาขวางได้ยินชื่อบุญทิ้ง แต่พยายามสะกดอารมณ์ไว้
“แล้วมัน...เอ้ยบุญทิ้งตายมั้ยคะคุณพ่อ”
พิมหน้าบึ้ง เดินถือถาดของว่างและเครื่องดื่มมาให้ เติมบุญมองปานดาวสายตาขุ่น
“ถามอะไรอย่างนั้นละดาว ตอนแรกโจรมันก็กะฆ่า แต่ภาคินกับหมวดตุลย์มาช่วยทัน”
สายอุษาหันไปถามสามี
“แล้วตอนนี้บุญทิ้งอยู่ไหนคะ น่าจะให้รางวัลเด็ก”
เติมบุญถอนใจส่ายหน้า
“ตอนหลังที่ชุลมุน ภาคินโดนยิง ก็ไม่รู้บุญทิ้งหายไปไหน ทำไมถึงไม่ยอมกลับมาด้วยกันก็ไม่เข้าใจ หรือจะโดนไอ้สองคน ผัวเมียโจรมันจับไปอีกก็ไม่รู้ นังเมียโจรนะ ร้ายกาจที่สุด เด็กตัวเล็กนิดเดียว ยังจะทำได้ลงคอ” เติมบุญมองพิม “ชั่วมากจริงๆ”
พิมได้ยินเติมบุญด่า สะดุ้งหยิบผิดหยิบถูก เครื่องดื่มแทบหล่นใส่เติมบุญ สายอุษาเอ็ดเข้าให้
“ระวังหน่อยสิ คุณท่านเพิ่งจะฟื้น แกเป็นอะไรพักนี้ ใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว”
พิมแค้นใจแต่เก็บอาการไว้ พอเอาของวางเสร็จก็ตอบเสียงแข็งแบบไม่พอใจ
“พักนี้หนูดวงตก ทำอะไรก็พลาดไปหมด”
เติมบุญจ้องพิมด้วยสายตาเคลือบแคงแถมคุ้นหูกับเสียงแข็งๆ มองจนพิมรีบหลบสายตา
“เออ...หนูขอตัวนะคะ ปวดหัว ไม่ค่อยสบาย”
พิมรีบเดินออกไปจากห้อง ภูวดลมองอย่างระวังไม่ให้ใครจับผิดสายตาได้ ปานดาวสำทับต่อถึงบุญทิ้ง
“เด็กนั้นไม่กลับมาบ้านเราก็ดีแล้ว มันเป็นตัวซวย ก่อแต่เรื่องไม่หยุดไม่หย่อน ดูสิคะ ตั้งแต่คุณพ่อรู้จักมัน มีเคราะห์ตลอดแถมพี่เดือนก็ผีเข้าผีออก ดาวว่าคุณพ่อลืมมันเถอะ ชีวิตนี้คงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว”
เติมบุญส่ายหน้ามองปานดาวเอื้อมๆ
“จะลืมคนที่มีบุญคุณได้ยังไง พ่อเป็นหนี้ชีวิตบุญทิ้ง พูดก็พูดเถอะแปลกจริงกับหลานแท้ๆอย่างธัญวิทย์ ยังไม่รู้สึกผูกพันเหมือนที่รู้สึกกับบุญทิ้งเลย”
ปานดาวฟังอย่างใจหาย นึกกลัวความจริงเปิดเผย ภูวดลต้องสบตาเป็นเชิงดุ ไม่ให้เธอมีพิรุธ

ในห้องพักฟื้นคนไข้ ปานฟ้านั่งข้างเตียงเป็นห่วงภาคินมาก หญิงสาวเอากุมมือของชายหนุ่มด้วยความรักใคร่ สายตามองเขาอย่างห่วงใย เธอลูบใบหน้าเขาเบาๆ น้ำตาเต็มตาสะอื้นไห้
“คุณต้องไม่เป็นไรนะคะ...ภาคิน คุณต้องตื่นมาพบหน้าฟ้าได้ยินเสียงฟ้าไหมคะ...ฟ้าอยู่นี่นะคะภาคิน”
ตุลย์และเฟื่องแก้วยืนมองจากนอกห้องผ่านกระจก เฟื่องแก้วจะเข้าไป ตุลย์หันพยักเพยิด จับข้อมือปรามไว้
“คุณจะเข้าไปทำไม...ขัดคอสองคนนั้นเปล่าๆเขากำลังซึ้งกันอยู่”
เฟื่องแก้วหน้าง้ำ
“ซึ้งอะไร คุณภาคินยังนอนไม่รู้เรื่องเลย ฉันก็เป็นห่วงหัวหน้าเหมือนกันนิ...ทำไมจะเข้าไม่ได้...”
“โธ่...น่าน้อยใจเหลือเกิน...ไอ้เราหรือเหนื่อยแทบตาย...แต่กลับไม่มีสาวเห็นใจ...ไป...ไป ไปหาอะไรดื่มกัน”
ตุลย์ลากเฟื่องแก้วไป
“อะไรกันหมวด...จะพาแก้วไปไหน...ปล่อยนะ”
“เอาน่า...อย่าอยู่แถวนี้ เกะกะพยาบาลเขา”
เฟื่องแก้วค้อน เดินตามไปอย่างเสียมิได้ ทั้งสองมานั่งที่มุมกาแฟในโรงพยาบาล ตุลย์นั่งดื่มกาแฟ พร้อมเฟื่องแก้วที่สั่งน้ำผลไม้
“ไม่ใช่ไม่ห่วงภาคินนะ แต่เราเข้าไปก็เต็มห้องเปล่าๆ คนป่วยต้องการ พักผ่อน อีกอย่างหมอก็บอกแล้ว ว่าปลอดภัยพ้นขีดอันตราย สภาพ ร่างกายปกติ แต่หัวใจต้องให้คุณฟ้าดูแลต่อไปอีกสักระยะ”
เฟื่องแก้วกอดอกค้อน เมินหน้าทางอื่น เศร้าใจที่ภาคินมีปานฟ้า
“เครื่องดื่มไม่อร่อยหรือไง...ดูทำหน้า”
เฟื่องแก้วส่ายหน้า ก้มหน้าเขี่ยหลอดเครื่องดื่มเล่น ตุลย์ดูออกถึงอาการ
“ผมรู้นะว่าตลอดมาคุณคิดยังไงกับคุณภาคิน ถึงผมจะหล่อน้อยกว่านิดนึง พูดมากกว่าหน่อย แต่ผมอยากจะบอกคุณว่า หัวใจผมไม่เคยไปไหนเลยนะ” ตุลย์จับมือเฟื่องแก้วมาแนบที่อก เอ่ยน้ำเสียงจริงจัง “ตรงเนี่ย...ไม่เคยมีใคร...นอกจากคุณเฟื่องแก้ว”
เฟื่องแก้วสบตาอึ้งไป เห็นสายตาจริงจังของเขามองกลับมา เธอชักมือกลับแผ่วเบา
“ทำไมน้ำเสียงจริงจังอย่างนั้นล่ะหมวด...จัดหนักนะเนี่ย”
ตุลย์มองซ้ายมองขวา คนเดินผ่านไปผ่านมาพอควร ยื่นหน้ากระซิบ
“คุณจะเขินมากไหม ถ้าผมคุกเข่าขอแต่งงานกลางโรงพยาบาลนี่”
เฟื่องแก้วอึ้งหน้าตาตื่น
“หมวดบ้า...อย่าทำนะ...อายเขา...ฟงแฟนยังไม่ได้เป็น จะมาขอแต่งได้ไง”
“งั้นก็เป็นแฟนกันตอนนี้เลย...ต่อไปจะได้แต่งได้”
ตุลย์กุมมือ หญิงสาวส่งสายตายิ้มแต่เขินให้หมวดหนุ่ม เล่นเชิงแต่ไม่ถึงปฎิเสธ
“หมวดนะหมวด...ไม่รู้ไม่ชี้ด้วยแล้ว...”
ตุลย์ส่งสายตาหวาน เฟื่องแก้วเมินหน้าไปทางอื่น อดยิ้มดีใจไม่ได้ที่มีคนมารักเธอจริง
ทางด้านภาคินยังนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง ปานฟ้าหน้าเศร้า เป็นห่วงมาก เธอลูบใบหน้าเขาจับผ้าห่มให้ห่มให้ดี ขยับมือที่ให้น้ำเกลืออย่างห่วงใย รักสุดใจ

พิมเดินมาตามทาง แล้วชะงักเมื่อเห็นภูวดลยืนหน้าเครียด
“แกกับไอ้ก้านเป็นคนจับคุณพ่อไปใช่มั้ย”
พิมหน้าเสีย ปฏิเสธเสียงแข็ง
“อะไร...ฉันไม่รู้เรื่อง โยนขี้ใส่กันแบบนี้ได้ไง”
“อย่าโกหก อย่าคิดว่าพี่ชายแกโง่”
พิมใจแป้วตายแน่ นึกว่าจะโดนพี่ชายเล่นงาน เธอตะกุกตะกักหาทางรอด
“เปล่านะ...ฉันไม่ใช่คนต้นคิด”
ภูวดลขยับเข้ามาใกล้มองซ้ายมองขวา พิมกลัวจนหดตัวว่าโดนแน่ ภูวดลกระซิบพอได้ยินกันสองคน
“แกกับไอ้ก้านทำแล้วทำไมไม่จัดการให้สำเร็จ ปล่อยไอ้แก่นั่นรอดมาทำไม ถ้ามันตายป่านนี้สมบัติทั้งหมดก็เป็นของลูกแกแล้ว”
พิมชะงักมองพี่ชายอย่างนึกไม่ถึง
“พี่เห็นพินัยกรรมเหรอ...ยกให้วิทย์หมดเลยใช่ไหม”
“ถามตอนนี้ได้ประโยชน์อะไรว่ะ คิดว่าตัวเองฉลาดนักรึไง ทำอะไรไม่ ปรึกษาฉันก่อน ต่อไปไอ้แก่คงระวังตัวแจ เล่นงานมันไม่ง่ายแล้ว”
ภูวดลเดินจากไปอย่างอารมณ์เสีย พิมได้แต่มองตามหลังอย่างเจ็บใจที่โดนด่า

ยามเช้าสดใส...ภาคินค่อยๆได้สติเห็นปานฟ้าหลับอยู่ข้างเตียง ก็เอื้อมมือไปกุมมือเธอ หญิงสาวตื่นมาเห็น ภาคินยิ้มหวานดีใจ
“ภาคิน...คุณรู้สึกตัวแล้วเหรอคะ...เป็นไงบ้าง”
“ผม...คือผม...”
ภาคินชี้ที่ท้อง แล้วทำหน้าเจ็บ
“มีอะไรคะ เจ็บตรงท้องเหรอคะ เดี๋ยวฟ้าเรียกพยาบาลให้”
“ไม่ใช่...แสบท้อง...ผมหิวข้าว”
ปานฟ้ายิ้มแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ขำทั้งน้ำตา มองหน้าอย่างเอ็นดูและเป็นห่วง
“คุณนี่ก็...ตกใจแทบแย่ เดี๋ยวจะจัดอาหารชุดใหญ่ให้หายหิวเลยคะ”
ภาคินมองอย่างซึ้งใจ
“คุณฟ้า นี่คุณเฝ้าผมตลอดทั้งคืนเลยหรอ”
ปานฟ้าพยักหน้าน้อยๆกุมมือเขา
“ต่อให้ตลอดไปฟ้าก็จะเฝ้า...เฝ้าจนกว่าคุณจะฟื้นรู้สึกตัว”
“ขอบคุณมากนะฟ้า...แล้วคุณพ่อคุณ...”
“ท่านพักที่บ้าน ปลอดภัยดีคะ...ดูสิ เพิ่งจะฟื้นถามถึงคนอื่นแล้ว ห่วงตัวเองก่อนเถอะคะ เดี๋ยวให้เขารีบจัดอาหารมาเลยดีกว่า แป๊บเดียวนะคะ”
ปานฟ้าส่งสายตาและรอยยิ้มแสนดีใจให้ ภาคินที่มองกลับมาด้วยสายตาซึ้งใจไม่ต่างกัน

ในห้องนั่งเล่น...เติมบุญนั่งที่ชุดรับแขก พิมเดินปัดกวาด คอยหันรีๆขวางๆ หลบๆ เติมบุญนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ไปก็ลอบมองไป จับสังเกตท่าทางของสาวใช้อย่างจริงจัง ต่างคนต่างลอบและหลบสายตาไม่ปะทะกันสักที จนเติมบุญอัดอั้นไม่อยู่ด้วยความสงสัย
“พิมมานี่สิ ฉันมีอะไรจะพูดด้วย”
พิมสะดุ้ง นั่งคลานเข่า มาหาแต่หลบสายตา
“คุณท่านมีอะไรให้พิมรับใช้คะ”
เติมบุญหยิบหมวกไหมพรมขึ้นมา
“ใส่ไอ้นี่ให้ฉันดูหน่อย”
พิมอึ้ง มองอย่างตกใจ
“ใส่ทำไมคะ...ร้อนจะตายคุณท่าน”
เติมบุญยื่นหมวกให้
“เอาน่า ฉันอยากเห็นเธอใส่”
พิมส่ายหน้า ขยับถอยห่าง
“คือหนู...เออ...ไหมพรมแบบนี้ หนูใส่แล้วคัน หนูแพ้ขน ผิวงี้แดงเห่อไปหมด เดี๋ยวได้จามสนั่นบ้านแน่ คุณท่านจะให้ใส่ไปทำไมงานบ้านหนูเยอะแยะ ขอตัวไปทำก่อนนะคะ”
พิมเสผลุดลุกไปอย่างร้อนรน เติมบุญยื่นหมวกไหมพรมค้าง มองตามด้วยสายตาสงสัยไม่คลาย

วันต่อมา...ในห้องโถงบ้าน พิมกวาดบ้านอยู่ เติมบุญย่องมาสังเกตพฤติกรรม พิมกวาดรนๆใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จนถอยหลังชนเติมบุญอุทานเสียงหลง
“ว๊าย...ไอ้แก่นี่...มายืนอยู่ได้”
เธอตกใจรีบเอามือปิดปาก
“อะไร...ใครแก่...เธอว่าฉันเหรอ”
พิมตะกุกตะกัก
“เปล่าคะ...คือพิมตกใจ...คุณท่านหลบไปสิคะ พิมทำงานบ้านอยู่”
“ฉันว่าเสียงเธอ...คุ้นหูมาก...บ้านเธออยู่จังหวัดไหนนะ”
“หนูอยู่อ่างทองคะ”
“น้ำท่วมหนัก ที่บ้านน้ำลดยัง”
พิมอ้ำอึ้ง
“น้ำ...คือ...”
ภูวดลเดินเข้ามา
“อ้าวคุณพ่อมาอยู่นี่เอง เป็นยังไงบ้างครับ อย่าเดินมากนะครับเดี๋ยวแผลกระเทือน ผมช่วยพยุงไปนั่งดีกว่า”
ภูวดลเข้าถึงตัวพ่อตาที่อึกอักอยากจะซักพิมต่อ ภูวดลส่งสัญญาณให้พิมรีบหลบเดินหนีออกไป แทบชนกับปานฟ้าที่เดินเข้ามา พิมมองหน้า ไม่ขอโทษ ทำเชิดใส่เดินจากไป ปานฟ้ามองอย่างไม่สบอารมณ์แต่ไม่อยากมีเรื่อง
“ลูกฟ้า...ภาคินเป็นยังไงบ้าง”
ปานฟ้ายิ้ม
“รู้สึกตัวแล้วคะ พ้นขีดอันตราย ตอนนี้นอนหลับ ฟ้าเลยกลับมาอาบน้ำ เดี๋ยวจะไปดูต่อ”
ภูวดลยิ้มซ่อนนัยยะ
“โชคดีนะที่ไม่ตาย พี่ขอให้หายเร็วๆนะ คนสำคัญของฟ้าซะด้วย”
ปานฟ้ามองภูวดลที่พูดยิ้มๆ เหมือนหวังดี แต่เธอรู้สึกได้ว่ากระแสเสียงมียิ้มเยาะ เติมบุญหน้าสลดลง
“ถ้าไม่ได้เขาเข้ามารับกระสุน ปานนี้พ่อคง...กลับบ้านเก่าไปแล้ว...พ่อเป็นหนี้ชีวิตภาคินกับบุญทิ้ง เขามีบุญคุณกับพ่อเหลือเกิน”
“คุณภาคินคงไม่นึกแบบนั้นหรอกคะ คุณพ่ออย่าคิดมาก ที่เขาทำไปเพราะต้องการช่วยคุณพ่ออย่างเดียว ไม่ได้คิดเป็นบุญคุณอะไร”
“ใครจะนึกหรือไม่นึกไม่สำคัญ แต่พ่อจะต้องตอบแทนภาคินกับบุญทิ้ง ให้ถึงที่สุด”
ภูวดลฟังอย่างไม่ชอบใจ กลัวสมบัติจะโดนแบ่ง

เติมบุญเดินคุยกับปานฟ้าที่สนาม
“ครั้งก่อนนั่น พ่อไม่น่าใจร้อน ให้บุญทิ้งออกจาก บ้านไป พ่อทำพลาดมาก”
“ฟ้าดีใจที่คุณพ่อเข้าใจบุญทิ้ง เด็กดีอย่างนั้น ไม่คิดขโมยของอะไรแน่คะ”
บุญทิ้งหน้าเศร้าที่ซุ่มอยู่นอกรั้วบ้าน มองมาเห็นเติมบุญและปานฟ้า ใจอยากเข้าไปหา แต่ไม่กล้า
“นั่นนะสิ ขนาดยอมเสี่ยงชีวิตช่วยพ่อ ทั้งที่ไม่ได้ เป็นตาเป็นหลานกัน แสดงว่าเขาเป็นคนดีมีน้ำใจ ไม่มีวันเป็นขโมยขโจรแน่นอน”
“เรื่องที่เกิดขึ้นคราวก่อน ฟ้าว่า...น่าจะมีคนใส่ร้ายบุญทิ้ง”
เติมบุญครุ่นคิด พลันได้ยินเสียงพิมวิ่งตามป้อนข้าวธัญวิทย์ที่วิ่งเล่นบอลผ่านมาในสนาม ก็เบี่ยงเบนความสนใจไป
“คุณวิทย์ ทานอีกคำสิคะ ทานน้อยพิมโดนเอ็ดแย่”
“สม...โดนเอ็ดก็เรื่องของแก บอกไม่กินก็ไม่กินสิ”
เติมบุญมองแล้วส่ายหน้า
“ดูเด็กบ้านนี้สิ มีสมบูรณ์พร้อมขนาดวิ่งเอาอาหารใส่ปาก ยังไม่อยากกิน เด็กอื่นตั้งกี่แสนกี่ล้าน ที่หิว แต่ไม่มีข้าวจะกิน” เติมบุญหันพูดกับพิม “ไม่กินก็ไม่ต้องไปตามป้อน โตขนาดนี้แล้ว”
พิมหันมองอย่างไม่สบอารมณ์
“นี่ขนาดตามป้อนยังกินน้อยเลยคะ ลองไม่ป้อนเป็นไม่กินเลย”
“เอาใจกันจนเสียเด็ก บอกเท่าไรก็ไม่เชื่อ”
“ท่านก็ไปบอกคุณดาวเองสิคะ พิมก็ทำตามคำสั่ง เลี้ยงให้ดีที่สุด”
เติมบุญเบื่อหน่ายกับพิม มองปานฟ้าส่ายหน้าถอนหายใจเฮือกใหญ่
ธัญวิทย์เตะบอลไปทางบุญทิ้ง รีบวิ่งไปเก็บ บุญทิ้งตกใจรีบหลบอย่างกลัวๆ พิมมองตามไป เหมือนเห็นคนอยู่นอกรั้ว เดินตามไปเพ่งใกล้ๆแต่ก็ไม่เห็นอะไร เดินกลับมาอย่างไม่สนใจ

ภูวดลยืนที่ปลายเตียง มองภรรยาที่นั่งเช็ดถูเครื่องเพชร เขามองอย่างครุ่นคิดแล้วเอ่ยเสียงเรียบแต่หนักแน่น
“สมบัติของพ่อคุณ ยกให้ตาวิทย์แล้ว ก็ให้คุณเป็นผู้จัดการมรดกซะ”
ปานดาวยิ้มยกแหวนเพชรขึ้นส่อง
“จ้างคุณพ่อก็ไม่ยอม ปานฟ้าหรอก ที่เป็นลูกรัก”
ภูวดลเดินไปหยิบแหวนเพชรจากมือ เรียกความสนใจ
“ถ้าคุณไม่จัดการ ผมจะทำเอง”
ปานดาวมองขมวดคิ้วนึกกลัว
“คุณจะทำอะไร...พูดแปลกๆ”
ภูวดลแค่นยิ้ม หน้าเหี้ยมแต่ไม่ตอบ

ปานฟ้านั่งข้างเตียง ภาคินนั่งพิงพนักเตียงที่ยกสูงให้พิงได้ เธอป้อนยาให้เขา สบตากัน ภาคินกุมมือจะถือยาเอง ปานฟ้าจะป้อน
“ผมทานเองได้ ขอบคุณมากฟ้า”
“คนป่วยอย่าดื้อสิคะ ว่าง่ายๆจะได้หายเร็วๆ”
ชายหนุ่มอ้าปาก หญิงสาวป้อนยาและน้ำให้อย่างหวานชื่น
“จะหายเร็วก็เพราะมีคนป้อนนี่แหละ ไม่ใช่ยา”
“ยังไม่หายดี ปากหวานได้อีกนะคะ”
ภาคินนึกอะไรได้...
“ผมเป็นห่วงคุณฟ้า ผมว่ามีคนร้ายจ้องเล่นงานที่บ้านคุณ เริ่มตั้งแต่จับทินภัทร แล้วก็มาจับคุณพ่อคุณ”
“แล้วมาเกี่ยวข้องกับจับบุญทิ้งอีก ทำไมพวกนั้นถึงจะเล่นงานเด็กตัวเล็กนิดเดียว คุณพ่อบอกถึงกับจะเอาชีวิต”
ชายหนุ่มครุ่นคิด
“ผมก็ยังคิดไม่ออก บุญทิ้งอาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่มาพัวพันกับบ้านคุณโดยบังเอิญมั้ง”
ปานฟ้าคิดตาม
“บังเอิญ...ก็อาจเป็นไปได้...หรือ...สองเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกัน”
“คุณหมายความว่าไง”
“ไม่รู้เหมือนกัน ทำไมคนร้ายที่เล่นงานบ้านฟ้ากับบุญทิ้งถึงเป็นพวกเดียวกันได้ มันบังเอิญเกินไปหรือเปล่า”
ภาคินคิดคล้อยตาม
“นั่นสิ เราต้องรู้ให้ได้ ว่าความจริงคืออะไรกันแน่”
ปานฟ้ากุมมือเขาตอบรับความห่วงใยของเขาด้วยรอยยิ้ม เธอช่วยเช็ดหน้า เช็ดแขนให้ด้วยความรักใคร่ ภาคินลูบไล้ผมที่ปกหน้าของเธอ ทั้งสองมองตากันอย่างซาบซึ้ง ภาคินเอื้อมตัวและใบหน้าเข้าใกล้ เชยคางจะจูบปานฟ้าที่เขินอาย สองคนได้ยินเสียงเคาะประตู ผงะออกทั้งคู่ พยาบาลเดินยิ้มเข้ามา
“ขอโทษคะ ขอวัดปรอทคนไข้นะคะ”
สองคนมองหน้ากันยิ้มเขินทั้งคู่ ประตูห้องที่ปิดยังไม่สนิท ก้องภพยืนมองหน้าเหี้ยม ทั้งโกรธและแค้นมาก

บุญทิ้งเดินหน้าเศร้าอยู่ริมถนน เด็กชายต้องชะงักเมื่อเห็นคนมายืนดักหน้า แต่พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นเป็นพ่วง บุญทิ้งดีใจ
“ลุงพ่วง”
ทั้งคู่เดินไปด้วยกัน บุญทิ้งเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นใก้ฟัง พ่วงหันมามองหน้าดุ แต่แววตาแฝงไว้ซึ่งความห่วงใย ยืนข้างบุญทิ้งที่ก้มหน้าเศร้าอยู่ที่มุมถนนแห่งหนึ่ง
“ไอ้ทิ้งนะไอ้ทิ้ง ไอ้เด็กดื้อ ข้าบอกให้เอ็งหนีไปให้ไกล หนอย...ทำเป็นเก่ง ตัวกะเปี๊ยกจะช่วยเศรษฐี เป็นไงเกือบตายสิเอ็ง พูดไม่รู้ประสาคน”
บุญทิ้งเงยหน้ามาตอบน้ำเสียงสั่น
“ผมช่วย เพราะเขาเป็นคุณตาผม”
“ไอ้ทิ้งเอ๊ย เอ็งนี่มันโง่จริงๆ เขารู้ที่ไหนว่าเอ็งเป็นหลานยังจะเซ่อไปช่วยอีก”
บุญทิ้งนิ่ง แล้วเงยหน้าสบตาพ่วง
“คุณตาไม่รู้ แต่ผมรู้ แล้วเมื่อผมรู้แล้ว จะให้ไม่ช่วยเขาได้ยังไง ผมทำไม่ได้หรอก ไม่ว่ายังไง ผมก็ให้ใครทำร้ายคุณตาเติมบุญไม่ได้”
พ่วงถอนใจ

“เฮ้อ ข้าไม่รู้ว่าที่เอ็งเกิดมาเป็นลูกหลานบ้านนี้ มันโชคดีหรือเป็นกรรมของเอ็งกันแน่”

 อ่านต่อตอนที่ 13 



ดุจดาวดิน ตอนที่ 11
ดุจดาวดิน ตอนที่ 11
บริเวณหน้าโรงลิเกเวลานั้น...เก้าอี้คนดูล้มกระจัดกระจาย ตำรวจจดบันทึกคำให้การจากช้อย ทั้งหมดยืนอยู่ไม่ห่าง “ก็เหมือนที่บอกไปล่ะคะคุณตำรวจ แถมมันยังเอาครกมาครอบหัวฉัน ยังแสบพริกอยู่เลยนี่” ช้อยเอามือลูบที่หัว “พวกคุณก็ต้องดูแลเด็กคุณด้วย ถ้าไงผมจะส่งสายตรวจมาดูแลให้บ่อยกว่านี้นะครับ” ตำรวจบอก กัญญาหน้าเครียด “ขอบคุณค่ะ ไม่น่าเกิดเรื่องแบบนี้ได้ เราก็เล่นตลาดนี้มานานแล้ว ไม่เคยไปมีปัญหากับใคร” “ใช่สิแม่กัญญา ฉันว่าเราโดนแกล้งแน่ ไอ้พวกหมั้นไส้เห็นเราดังกว่าเลยอิจฉา ส่งคนมาจัดการเด็กๆ” ถมนิ่งฟังอย่างใคร่ครวญ
กำลังโหลดความคิดเห็น...