xs
xsm
sm
md
lg

อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 6

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 6

ทาฮิร่ายังคงผุดลุกผุดนั่ง เดินวนไปเวียนมารอแนนนี่กระวนกระวาย ในขณะที่ชิกเก้นกรอกตามองไปมองมา
แนนนี่ร่อนไม้กวาดเข้าห้องมาทางด้านหลังทาฮิร่า
“ว๊าย...ซูปราซูปราซูปรีนานานา”
ทาฮิร่าตกใจร้องลั่นท่องมนต์ผิดผิดๆ ถูกๆ พอตั้งสติได้ หันหลังมาเห็นแนนนี่ยืนตัวแข็งทื่อ
“แนนนี่...”
ทาฮิร่าเขกโป๊กที่หัวแนนนี่ ซึ่งยืนแข็งทื่ออยู่
“มาไม่ให้ซุ่มให้เสียงแบบนี้เกิดยายตกใจท่องมนตร์ผิด บ้านถล่มลงมาจะทำยังไงล่ะแนนนี่เอ๊ย....”
ชิกเก้นหัวเราะขำกลิ้งแนนนี่ที่ยืนแข็งทื่อขาแข็งอยู่ ทาฮิร่าบ่น แนนนี่ยื่นฟังนิ่ง ทาฮิร่านั่งลงเตรียมตัวจะพูดเรื่อง
สำคัญ
“เอาล่ะฟังยายนะ”
“อือๆ อือๆ อึ๊มๆ” แนนนี่พยายามออกเสียงแต่ทำอะไรไม่ได้
ทาฮิร่าหันมาเห็นนึกขึ้นได้ว่ายังไม่คลายมนตร์ให้แนนนี่ ทาฮิร่าร่ายมนตร์คลายให้ แนนนี่จึงหลุดจากมนตร์
“แนนนี่ดีใจที่สุดเลย แนนนี่คิดถึงยายมีเรื่องจะถามยายอยู่พอดีเลยว่า...”
แนนนี่พูดพรวดขึ้นมาอย่างไม่ยอมหยุด ยายทาฮิร่ายกมือขัดจังหวะให้หยุดพูด
“เดี๋ยวขอยายพูดก่อน เรื่องนี้สำคัญมากที่สุด”
“แต่.........”
“ไม่ต้องพูดอะไร ยายขอถามก่อนเลยว่า ฝึกเวทมนตร์จากตำราเวทมนตร์ไปถึงไหนแล้ว”
แนนนี่นั่งหน้างอที่ทาฮิร่าไม่ยอมฟังเรื่องที่จะพูด
“แนนนี่.........” ทาฮิร่าเสียงเข้ม
“ยายมีเวลาไม่มากนะ ที่มานี่กว่าจะมาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย บาบาร่ากับไทเกอร์ตามติดตลอด อย่าทำให้ยายไม่สบายใจซิแนนนี่”
“ค่ะ คุณยาย เรื่องของคุณยายสำคัญที่สุด” แนนนี่ตัดพ้อที่ไม่มีใครเข้าใจ
“แนนนี่เรื่องของยาย ที่ไหนกัน มันเรี่องของหลานทั้งนั้น ถ้ายายไม่ห่วงยายไม่มาหรอก”
ทาฮิร่าพูดงอนๆ แบบเดียวกับแนนนี่
“เอ้าเอ้า...งอนกันไปงอนกันมา จะคุยกันรู้เรื่องมั้ยเนี่ย”
“ชิกเก้น” ทาฮิร่ากับแนนนี่ประสานเสียง
ชิกเก้นจ๋อยเดินถอยหลบมุมไป
“โอเคค่ะ คุณยาย แนนนี่ให้คุณยายพูดก่อน”
“แหม...ให้มันได้แบบนี้ซิหลานรัก เอาล่ะยยายอยากจะรู้ว่าตอนนี้ฝึกเวทมนตร์ไปถึงไหนแล้ว”
“ก็เกินครึ่งแล้วค่ะ”
“นั่นสิ สัญญาณจากตำราไปที่เมืองเวทมนตร์เลยชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ”
สีหน้าทาฮิร่าดูออกว่ากลุ้มใจอย่างหนัก
“งั้นถ้าสัญญาณจากจำราชัดขึ้นก็หมายความว่า พวกพ่อมดแม่มดก็จะรู้ว่าแนนนี่อยู่ที่ไหนล่ะซิ โอยตายๆ ตายแน่”“ทุกครั้งที่ตำราถูกกางออกและได้ฝึก ยิ่งฝึกมากขึ้นเท่าไหร่ สัญญาณก็จะชัดเจนขึ้น” ทาฮิร่าสำทับ
“งั้นแนนนี่จะต้องหยุดใช่มั้ย” แนนนี่ถาม
“แต่ถ้าหยุดฝึกตำราเวทย์ก็จะไม่กลับไปที่เมืองเวทมนตร์ วันนึงพ่อมดแม่มดที่เมืองเวทมนตร์ก็ต้องจับได้อยู่ดี”
“แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะเจ้านาย เพราะเจ้าตำราเนี่ย พอได้เวลาปุ๊บก็ตามติดแนนนี่แจเลย”
ทาฮิร่าแนนนี่สีหน้าเคร่งเครียด
“แต่แปลกที่สัญญาณที่ถูกจับได้เมื่อคืนนี้กลับติดขัด เอ...เมื่อคืนนี้หลานฝึกเวทมนตร์ที่ไหน”
“ตอนแรกแนนนี่ก็ไม่ได้ฝึกแต่ตำราก็บังคับให้แนนนี่ฝึก แนนนี่ก็เลยหนีเข้าไปในตะเกียงแก้ว”
“โป๊ะเชะ...ที่สัญญาณตำราติดขัดน่าจะเป็นเพราะหลานฝึกในตะเกียงแก้วนี่เอง”
ทาฮิร่ายิ้มดีใจที่คิดได้
“ทำไมคะ”
ทาฮิร่าไม่ตอบแว๊บหายเข้าไปในตะเกียงแก้ว

ทาฮิร่าอยู่ในตะเกียงแก้ว แนนนี่ตามเข้ามา
“ก็เพราะในตะเกียงแก้วเปรียบเสมือนโลกส่วนตัว ดังนั้นการจับสัญญาณจึงหาไม่เจอ หรืออาจจะติดขัด”
“ว้าว...ตะเกียงแก้วเธอนี่เจ๋งจริงๆ”
“แน่นอนอยู่แล้ว เพราะฉันเป็นตะเกียงวิเศษที่พิเศษที่สุดในโลก” ตะเกียงแก้วยิ้มหน้าบาน
“พอได้แล้วตะเกียงแก้วหยุดเว่อร์ ซะที” ทาฮิร่าหันไปต่อว่า
“นี่ถ้าเธอไม่เงอะงะ ทำฉันพังไปเมื่อครั้งที่แล้ว ฉันคงเลิศกว่านี้ยายทาฮิร่า”
ตะเกียงแก้วพูดงอนๆ แนนนี่ยิ้มขำ
“เอาน่า ฉันขอโทษ นี่เธอก็สวยเหมือนเดิมแล้ว เอางี้ฉันคงจะต้องฝากเธอให้ดูแลตำราเวทมนตร์ และใช้ที่นี่เป็นที่ให้
แนนนี่ฝึกเวทย์มนต์หน่อยก็แล้วกัน แม่ตะเกียงแก้วที่พิเศษที่สุดในโลก”
ทาฮิร่าพูดปลายเสียงแกมประชดประชัน
“เมื่อคืนนี้มันยังเละเทะไม่พออีกเหรอ ฝึกเวทย์ในนี้ฉันมีหวังพัง พัง พัง”
“นะตะเกียงแก้ว แนนนี่สัญญาถ้าแนนนี่ฝึกจบ แนนนี่จะทำให้ตะเกียงแก้วสวยกว่าเดิมร้อยเท่า”
แนนนี่อ้อน
“ได้ได้ เธอสัญญาแล้วนะ”
“จ้า แนนนี่สัญญา”
“เอาล่ะ ต่อไปนี้หลานก็ต้องฝึกเวทมนตร์ให้จบเร็วที่สุด และต้องฝึกในตะเกียงแก้วเท่านั้นห้ามเอาตำราออกไปด้าน
นอก”
“แนนนี่สัญญาว่าจะฝึกเวทย์ให้จบเร็วที่สุด”
สิ้นคำแนนนี่ตำราเวทย์ก็เด้งออกจากที่วางมาหาแนนนี่
“เอ้ย....ยังไม่ใช่ตอนนี้”
ทว่าตำราเวทย์ตื้อแนนนี่
“นี่คงได้เวลาฝึกเวทย์แล้ว ตั้งใจหน่อยนะ ยายต้องรีบไปละหายมานานเดี๋ยวยัยบาบาร่ากับเจ้าไทเกอร์จะสงสัย”
ว่าแล้วทาฮิร่าก็แว๊บหายไป
“คุณยาย แนนนี่ยังไม่ได้ถามเลยว่า คุณยาย”
แนนนี่ตะโกนตามหลัง จะไปก็ไปไม่ได้เพราะ ตำราตามตื้ออยู่
แนนนี่เซ็ง ที่ไม่ได้ถามเรื่องมาลี จำใจยอมนั่งลงฝึกเวทมนตร์
“ซูปรา ซูซูซูซูซูปรา.........อ๊าก”
“ว้าย................”
ตะเกียงร้องวี๊ดว้าย เพราะข้าวของในตะเกียงแก้วล้มระเนระนาด ขณะที่ด้านนอกเห็นตะเกียงแก้วสั่นไหวโยกไปมา
มีเสียงแนนนี่ตะเกียงแก้วโวยวายไปมา เพราะแนนนี่ท่องผิดท่องถูก
ชิกเก้นมองดูเหตุการณ์จากด้านนอก ส่ายหน้าออกมาอย่างระอา

“จะไหวมั้ยเนี่ย เฮ้อ.....”

เวลาเดียวกันนั้น ปัทมนกำลังบอกผาดเรื่องจัดสวนอยู่ที่ริมรั้วบ้านนั่นเอง
“ตรงนี้ปัทว่าน่าจะลงต้นไม้เพิ่มซักหน่อยนะ อยากได้ต้นที่ออกดอกแล้วดอกหอมๆ หน่อยจะได้รู้สึกสดชื่นป้าผาดว่า
ไงจ๊ะ”
“งั้นเป็นดอกยี่เข่งเป็นไงคะ ดอกสวยกลิ่นหอมเลี้ยงง่ายมีหลายสีด้วยคะ” ผาดแนะ
“ก็ดีนะจ๊ะป้าผาดทนแดดด้วย กรุงเทพอากาศร้อนได้ต้นไม้ที่ทนแดดหน่อยก็จะดี นี่ถ้าได้ดอกสายน้ำผึ้งมาก็ดีนะให้
เลื้อยอยู่ริมรั้วหอมชื่นใจได้ทั้งวัน”
“ค่ะ เดี๋ยวผาดจะไปหาที่ตลาดดอกไม้ดูคะ”
อิงอรเดินเปลี่ยนชุดออกมาจากบ้านเห็นปัทมนกำลังบอกผาดเรื่องจัดสวน เลยเข้ามาคุยด้วย
“ทำอะไรจ๊ะยัยปัท” อิงอรทักทายเสียงใส
“กำลังว่าจะหาต้นไม้มาลงเพิ่มน่ะค่ะ”
“นี่เด็กๆ ไปไหนหมดล่ะจ๊ะ”
“ยังไม่กลับจากมหา’ลัยเลยค่ะ ส่วนธานีก็คงกลับค่ำๆ”
“แต่พี่ว่าน่าจะมีคนนึงกลับมาแล้วนะ”
“ใครคะ” ปัทมนสงสัย
อิงอรเหลือบตามองไปทางห้องของแนนนี่
“ก็ยัยแนนนี่ไงจ๊ะ นี่พี่พูดจริงสาบานได้ แนนนี่ไม่ใช่คนแน่ๆ ตะกี้พี่เห็นบินผ่านหัวพี่ไป บรื๊อ.....”
อิงอรทำท่าขนลุกเมื่อคิดถึงเรื่องเมื่อครู่
“พี่อิงคะ ตาฝาดแล้วล่ะคะ แนนนี่นี่เหรอคะจะบินได้”
ปัทมนพูดแกมหัวเราะกลบเกลื่อน แต่ในใจก็รู้ดีว่าน่าจะเป็นไปได้ ผาดแอบหัวเราะที่ได้ยินอิงอรพูด
“เอาล่ะเอาล่ะ พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ พี่จะต้องพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น เอ......แต่ว่า เรื่องนี้พี่ว่าน่าจะพิสูจน์ได้นะ”
“เรื่องอะไรคะ..”
“ก็เรื่องเมื่อคืนนี้ไง บังเอิญพี่มาเห็นตาภวัตน่ะยืนกอดกับดารกาอยู่หน้าบ้าน”
ปัทมนตกใจแต่ก็ข่มอารมณ์ไว้
“พี่เห็นแล้วก็ไม่อยากจะเชื่อเพราะตาภวัตเองก็ดูท่าทีสุภาพ ส่วนหนูดาก็เรียบร้อยไม่เคยทำเรื่องเสียหาย พี่ละเป็น
ห่วงจริงจรี๊ง”
ปัทมนไม่สบายใจเดินเลี่ยงออกไป ปล่อยอิงอรยืนพูดเพ้ออยู่คนเดียว อิงอรหันมาเห็นปัทมนเดินไปแล้ว
“นี่ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปถามคุณจักรดูได้ นะยัยปัท ปัท อ้าว...ยัยปัท ว้า....”
อิงอรเซ็ง

พอภวัตกลับมาบ้านก็เจอจักรวาลและปัทมนนั่งรออยู่ในห้องรับแขกแล้ว
“สวัสดีครับอาปัท”
ภวัตยกมือไหว้ปัทมน ปัทมนรับไหว้หน้านิ่ง
“มานั่งนี่พ่อตัวดี”
ภวัตเดินมานั่งลง ข้างๆ จักรวาล
“ผมคงไม่แก้ตัวอะไรแทนเจ้าภวัตแล้วล่ะครับ เชิญคุณปัทจัดการได้ตามสบายเลยครับ”
“เรื่องเมื่อคืนนี้อารู้เรื่องหมดแล้ว”
“ครับ” ภวัตรับคำหน้าเจื่อน พอจะรู้อยู่แล้วว่าเรื่องอะไร
“มีอะไรจะพูดมั้ย”
“ไม่ครับ ผมคงต้องขอโทษอาปัทด้วย ผมสัญญาว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก”
“ภวัต อาไม่รู้หรอกว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่นี่ถ้ามีใครเอาไปพูดมากเข้าคนที่เสียงหายก็คือน้องดา ถ้าไม่เห็นแก่อา
อย่างน้อยภวัตก็ต้องให้เกียรติน้องดาบ้าง”
“ครับ...”
“อาไม่รู้ว่าตอนนี้เรารักใครหรือชอบพอกับใครอยู่ แต่เรื่องมันเป็นแบบนี้แล้วถ้าไม่อยากให้มีปัญหามากขึ้น อาขออีก
อย่างอย่าใกล้ชิดกับแนนนี่อีก”
สีหน้าภวัตดูออกว่าตกใจมาก
“ภวัตก็รู้ แนนนี่คิดยังไงกับเรา ถ้าแนนนี่รู้เรื่องระหว่างภวัตกับน้องดาอะไรจะเกิดขึ้น อาขอร้องอย่าให้มันมีปัญหา
มากกว่านี้”
“ครับ”
ภวัตรับปากหน้าเครียด ยิ่งเครียดขึ้นเมื่อฟังที่สองคนสรุป
“เอาเป็นว่าเราคงต้องเร่งงานหมั้นให้เร็วขึ้นใช่มั้ยครับคุณปัท” จักรวาลว่า
“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นล่ะคะ ส่วนแนนนี่ปัทคงต้องบอกแกให้เร็วที่สุด”

โป่งกำลังทำสวนอยู่ ฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์ จู่ๆ แนนนี่โผล่มาด้านหลัง ตะโกนเรียกใส่หูโป่ง
“โป่ง....”
“จ๊าก.....” โป่งตกใจ
“โธ่...อาจารย์ ตกใจหมดเลย”
“จะขวัญอ่อนอะไรขนาดนั้น”
“ก็แหม...อาจารย์เล่นแว๊บไปแว๊บมา จู่ก็โผล่มาไม่ให้ซุ่มให้เสียงชายหนุ่มหัวใจบอบบางอย่างโป่งก็ตกใจน่ะซิคร๊าบ”
แนนนี่นั่งลงถอนหายใจเฮือกใหญ่สีหน้ากลุ้มใจ
“เป็นอะไรอาจารย์ หน้ามุ่ยเชียว ใครแกล้งอาจารย์บอกโป่งเดี๋ยวโป่งจะจัดการให้”
โป่งสีหน้ามุ่งมั่นจริงจังยังกับจะไปออกศึก
“นี่แหละฉันถึงมาหาโป่งไง ฉันคิดว่าโป่งต้องช่วยฉันได้แน่นอน”
“ว่ามาเลยฮับจารย์โป่งเต็มที่”
โป่งตั้งการ์ดฮุกซ้ายขวาอวดความพร้อม
“แนนนี่ไม่ได้จะให้โป่งไปต่อยตีกับใครซะหน่อยนะ”
“อ้าว...แล้วมันยังไงล่ะอาจารย์”
“แนนนี่จะให้โป่งไปเป็นนักสืบ”
“นักสืบ”
“ใช่ นักสืบ”
โป่งทำหน้างง แนนนี่กระซิบที่ข้างหูโป่งเล่าให้ฟัง
“ได้เลยครับอาจารย์ สบายมาก แต่อาจารย์สัญญานะว่าจะสอนโป่งเล่นกล” โป่งต่อรอง
“ไม่มีปัญหา งั้นเริ่มเรียนตอนนี้กันเลย”
“จริงเหรอครับ” โป่งทำท่าดีใจตื่นเต้น
“ท่องตามนะ”
“ครับๆๆ”
“ซูปรา..”
“ซูปรา..”
แนนนี่วาดมือขึ้น โดยมีโป่งทำตามเป๊ะๆ
“ซูปรา ซูปรา อาโล อาโปรา”
แนนนี่ท่องมนตร์ครู่เดียวใบไม้ก็ร่วงจากต้นไม้ลงมาเต็มพื้น โป่งอึ้ง
“ลองฝึกดูนะ ฉันไปล่ะ อ้อ...แล้วอย่าลืมกวาดใบไม้ด้วยนะโป่ง ไม่งั้นลุงจักรมาเห็นโดนดุแน่ ฮ่าฮ่า”
แนนนี่ หัวเราะเสียงใสเดินออกไป ส่วนโป่งก้มลงมองไปไม้ที่เกลื่อนเต็มพื้น
“อาจารย์ หางานมาให้โป่งอีกแล้วเหรอครับเนี่ย”
เห็นโป่งหน้าเซ็งแต่ก็ยังคงชี้ไปที่ใบไม้ท่องมนต์
“ซูปรา ซูปรา”
โป่งพยายามท่องมนต์ให้ใบไม้รวมมาเป็นกองเดียวกัน
ไม่นานนักลมก็พัดใบไม้ค่อยๆขยับ
“ขยับแล้ว ขยับแล้ว อาจารย์โป่งทำได้แล้ว โป่งทำได้แล้ว”
โป่งร้องออกมาอย่างลิงโลด

ดารกาเลิกเรียนกลับมาถึงบ้าน ปัทมนนั่งรอดารกาอยู่แล้ว เรียกดารกามาคุยด้วย
“น้องดา มาหาแม่หน่อยซิจ๊ะ”
“ค่ะคุณแม่”
ดารกาเดินไปนั่งลงใกล้ๆ ปัทมน สีหน้าไม่ค่อยดีนักเพราะกลุ้มใจเรื่องของมาลี
“แม่มีเรื่องจะคุยด้วยหน่อยจ้ะ”
ปัทมนเอ่ยขึ้น แต่ดารกากังวลใจว่าจะเป็นเรื่องของมาลี
“ก็เรื่องของลูกกับพี่ภวัต เรื่องเมื่อคืนนี้แม่รู้หมดแล้ว และแม่ก็คิดว่าคงไม่เหมาะสมที่เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น”
ดารกานั่งเหม่อ มัวแต่คิดถึงเรื่องมาลีจึงไม่ทันได้ฟังที่ปัทมนพูด
ปัทมนสังเกตเห็นดารกาใจลอยจึงเรียก
“น้องดา ดารกาลูก”
“คะ..เมื่อกี๊คุณแม่ว่าอะไรนะคะ”
ปัทมนเห็นสีหน้าดารกาไม่สู้ดีเท่าไหร่ เลยเปลี่ยนใจถามเรื่องอื่นแทน
“นี่ลูกเป็นอะไรรึเปล่า”
“อ๋อ....เปล่าค่ะ คือ” ดารกาอึกอัก อ้ำอึ้ง
“มีอะไรบอกแม่ได้นะ”
“คุณแม่”
ดารกามองหน้าปัทมน น้ำตารื้นขึ้นมาเพราะรู้สึกกดดันเรื่องต่างๆ ที่ประเดประดังเข้ามา ปัทมนดึงตัวดารกาเข้ามา
กอดแนบแน่น
“มีอะไรบอกแม่ได้นะ หรือว่าโดนแนนนี่แกล้งมาอีกแล้ว ฮึ”
“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร”
ปัทมนรับรู้ได้ถึงความทุกข์ใจของดารกา แต่ดารกาไม่ยอมเล่าอะไรให้ฟัง ปัทมนจึงคิดไปเองว่าดารกาคงโดนแนนนี่
แกล้งอีกแล้ว
“เราน้า..ก็ยอมน้องตลอดเลยนะ”

ค่ำคืนนั้นดารกาพยายามอ่านหนังสือเรียนแต่ก็ไม่มีสมาธิ เพราะกลุ้มใจเรื่องเงินที่จะต้องเอาไปให้มาลี
ดารกานึกถึงตอนที่ตัวเองเริ่มโมโหมาลีแต่ยังข่มอารมณ์ไว้
“แต่ถ้าคุณหนูไม่ให้ก็ไม่เป็นไรฉันคงต้องไปให้ลูกช่วย ยังไงซะฉันก็เป็นแม่”

ดารกาเครียดฟุบหน้าลงกับกองหนังสือบนโต๊ะ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ดารกาหยิบมาดูเห็นเป็นชื่อหมอไชย ดารกาคิด
อะไรบางอย่างออก กดรับโทรศัพท์
“คะ คุณหมอ”
ดารกาคุยโทรศัพท์กับไชย

เวลานั้นหมอไชยคุยโทรศัพท์อยู่ที่บ้าน มีบุษบานั่งอยู่ด้วย
“แล้วเจอกันนะครับน้องดา เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง”
หมอไชยวางโทรศัพท์จากดารกาหันมายิ้มกริ่ม
“เป็นไงคะ” บุษบาถามอย่างสนใจ
“ไม่น่ายาก”
หมอไชยยิ้มมีเลศนัย
“นี่สรุปพี่ไชยชอบยัยน้องดาอะไรนี่จริงใช่มั้ยคะ”
“ตอนแรกก็ไม่ได้อะไร แต่ดูไปดูมาก็ท่าทางน่ารักเรียบร้อยดีเหมือนกัน แต่เราไม่ติดอะไรใช่มั้ยที่จะมีพี่สะใภ้เป็นน้อง
ดา”
“ยังไงก็ได้ค่ะพี่ไชย แค่ให้ออกไปพ้นๆ ทาง ห่างภวัตเป็นพอ นี่ถ้าพี่ภวัตจัดการได้ก็ดี แต่มันก็ยังเหลือยัยเด็กบ้าแนน
นี่อีกคน”
“แนนนี่ เด็กดื้อซนแก่นเซี้ยวขนาดนั้น เจ้าภวัตมันคงไม่อะไรด้วยหรอก ไม่ต้องห่วง”
“มันก็ไม่แน่หรอกค่ะ ยังไงบุษก็ต้องจัดการก่อน ดีกว่ามาแก้ไขทีหลัง
ระหว่างพูด บุษบามีสีหน้าโกรธเกลียดแนนนี่อย่างเห็นได้ชัด

เช้าวันต่อมารัดเกล้าขับรถให้ธานีติดรถนั่งไปด้วย ธานีบ่นไปมาเรื่องรถของรัดเกล้า
“นี่มันรถหรืออะไรเนี่ยร้อนขนาดนี้” ธานีบ่นไปทำท่าร้อนไป
รัดเกล่าหงุดหงิด เอื้อมไปเปิดแอร์จนสุด
“จะร้อนอะไรนักหนา อาศัยรถคนอื่นเค้าแล้วยังจะมาบ่นอีก”
“จ้า ขอบพระคุณอย่างสูง แต่จริงๆ นั่งแท๊กซี่ไปก็น่าจะดีกว่า มานั่งให้คนมาทวงบุญคุณแบบนี้”
รัดเกล้าเบรกรถเอี๊ยด... จนธานีหัวทิ่ม หน้าคะมำไปข้างหน้า
“โอ๊ย......อะไรเนี่ย”
“พูดมากดีนัก ลงไปเลยไป”
ไม่ลง บอกจะไปส่งก็ไปให้ถึงที่ซิ”
“ได้ ถึงแล้วก็จ่ายตังค์มาด้วยแล้วกัน”
รัดเกล้าออกรถ โดยออกตัวอย่างแรง ธานีหน้าหงายไปอีกรอบ
“เฮ้ย...เบาๆหน่อยซิ”
“ไม่ได้หรอกค่ะเดี๋ยวผู้โดยสารจะหาว่ารถไม่แรง”
รถของรัดเกล้าซิ่งไปด้วยความเร็ว และแรง
“โอเค...ยัยเกล้า พี่ยอมแล้วเบาๆหน่อย”
รัดเกล้าเริ่มชะลอความเร็วรถลง
“ทีหลังก็อย่าพูดมาก คนเค้ามีน้ำใจขับรถไปรับส่งให้เพราะเห็นว่ารถซ่อมอยู่ ยังไม่รู้จักขอบคุณ”
“คร๊าบ...ขอบคุณคร๊าบ ข้าน้อยซาบซึ้งในน้ำใจ”
ธานีทำท่าทะเล้นใส่รัดเกล้า รัดเกล้าขำ
“ติ๊งต๊องจริงเชียวพี่ธานี”
ธานียิ้มให้ รัดเกล้าหันไป สองคนสบตากัน ทั้งคู่รู้สึกเขิน รัดเกล้าหันไปขับรถต่อ ส่วนธานีผินหน้าหันไปมองด้าน
นอก
บรรยากาศในรถเงียบกริบ รัดเกล้าพูดทำลายความเงียบด้วยการชวนธานีคุย
“พี่ธานี”
“ฮือ”
“พี่รู้เรื่องที่คุณพ่อเร่งงานหมั้นของพี่ภวัตกับน้องดาแล้วใช่มั้ยคะ”
ธานีถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนตอบ
“รู้แล้ว เฮ้อ นี่ถ้าแนนนี่รู้มีหวังบ้านแตก” ธานีเป็นกังวล
“แล้วนี่อาปัทจะบอกแนนนี่เมื่อไหร่คะ”
“ก็คงเร็วๆ นี้แหละ พี่ไม่อยากจะคิดเลย”
“นั่นซิ แค้คิดก็น่ากลัวแล้วล่ะ”
ธานีกับรัดเกล้า คิดหนักเรื่องแนนนี่พอๆ กัน
รัดเกล้าขับรถมาส่งธานีที่หน้าบริษัท ธานีกำลังจะลงจากรถยกนาฬิกาดูเวลา
“ว้า...วันนี้มาสายเพราะนั่งเต่ามาแท้ๆ”
“พี่ธานี นี่มันแค่นาทีเดียวเองนะ”
รัดเกล้าแว๊ดขึ้นมา ธานีรับเปิดประตูลงจากรถ หันมายิ้มทะเล้นให้
“ตอนเย็นอย่าลืมมารับนะ คนขับรถ”
“ฝันไปเถอะ กลับเองละกัน”
รัดเกล้าออกรถไปธานีมองตามยิ้มๆ

ช่วงพักเที่ยง ไชยนั่งยิ้มแย้ม ทำท่ากรุ้มกริ่มขณะมองหน้าดารกา
“ทานเยอะๆ เลยนะครับน้องดา”
หมอไชยพยายามเอาใจดารกา ดารกาได้แต่ฝืนยิ้มให้
“พี่ดีใจมากเลยที่น้องดามาทานข้าวกับพี่วันนี้”
“แต่เรื่องที่ดาของคุณหมอไว้”
“ไม่เอาซิเลิกเรียกคุณหมอได้แล้ว เรียกพี่ไชยดีกว่านะ”
“ค่ะ พี่ไชย” ดารการับเสียงอ่อยๆ
ไชยยิ้มพอใจ
“ทานข้าวเสร็จแล้ว ไปเดินเล่นกันต่อมั้ย”
“คือ น้องดามีเรียนคะ”
“แหม...ไม่เป็นไรหรอกวันเดียวนะ อยู่เป็นเพื่อนพี่ก่อน”
หมอไชยหยิบซองเงินขึ้นมา ก่อนจะยื่นให้ดารกา
“ว่าไง...อยู่เป็นเพื่อนพี่ก่อนได้มั้ย”
“ค่ะ”
ดารกาอึดอัดแต่ก็ปฏิเสฏไม่ได้ ดารการับซองเงินมา
“ไว้น้องดาจะหามาใช้คืนให้เร็วที่สุดนะคะ”
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะเรื่องเล็กน้อย ว่าแต่น้องดาจะเอาเงินไปทำอะไรตั้งเยอะ”
“เอ่อ...อีกเรื่องน้องดาอยากจะขอร้องอย่าบอกเรื่องนี้กับใครนะคะ”
ไชยเอื้อมมือไปแตะมือดารกา ดารกาสะดุ้งชักมือออก
“ได้ซิจ๊ะ...พี่จะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ”
ไชยยิ้มแบบมีเลศนัย เป็นต่อที่ถือแต้มเหนือกว่า

ไม่นานหลังจากนั้นไชยพาดารกามาเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า เดินเข้าร้านโน้นออกร้านนี้ จังหวะนั้นโทรศัพท์ของ
ไชยดังขึ้น
“เออ...น้องดาเดี๋ยวพี่ขอตัวไปโทรศัพท์ซักแป๊บนะ”
ไชยเดินห่างออกมา
“ฮัลโหล จ้ะบุษ”

อีกมุมภายในห้างเดียวกันนั้น บุษบาโทรศํพท์คุยกับไชย โดยมีภวัตยืนอยู่ห่างๆ
“อยู่ตรงไหนคะพี่ไชย”
“อยู่ที่ร้านเสื้อผ้าประจำของน้องไง” ไชยบอกตำแหน่ง
“ค่ะ บุษไปเดี๋ยวนี้ค่ะ”
“ว่าแต่ภวัตมาด้วยรึเปล่า” ไชยถาม
บุษบาหันไปมองทางภวัตยิ้มอย่างมีเลศนัย
“แหงล่ะ รายนั้นก็ต้องมาอยู่แล้วนี่ค่ะ”
บุษบาวางโทรศัพท์ เดินไปหาภวัต ควงแขนเดินออกไป
“ไปเถอะค่ะภวัต เดี๋ยวขอบุษไปดูเสื้อที่สั่งไว้ที่ร้านประจำหน่อยนะค่ะ”

ด้านไชยพอกดวางโทรศัพท์ เดินไปหาดารกา ที่ยืนรออยู่
“ไงคะชอบชุดไหนรึเปล่า เดี๋ยวพี่ซื้อให้”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
ดารกายกแขนขึ้นดูนาฬิกา
“ถ้าน้องดารีบ จะกลับก็ได้นะเดี๋ยวพี่ไปส่ง”
“ขอบคุณค่ะ”
ไชยเดินออกจากร้านมากับดารกาที่หน้าร้าน ก็เจอกับบุษบาและภวัตพอดี ดารกาตกใจที่เจอภวัต
“พี่ภวัต”
“อ้าว พี่ไชยมาได้ยังไงคะนี่ เอ๊ะนี่มากับน้องดาด้วย ไปไงมาไงคะเนี่ย”
บุษบาตีหน้าซื่อทักทาย ไชยยิ้มรับแกล้งจับมือดารกา ดารกาพยายามเอาออกแต่ไชยไม่ยอมปล่อย
“ว่าแต่เราเถอะยัยบุษ นี่ชวนหมอภวัตโดดงานมาเหรอเนี่ย”
บุษบาหันไปคล้องแขนภวัต
“เปล่าซักหน่อย มาหาข้าวกลางวันกินต่างหาก เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง อยู่แต่ในโรงพยาบาลเบื่อแย่เลย จริงมั้ยคะภ
วัต”
“อ่อ...ครับ” ภวัตอึกอัก เพราะยังงงๆ ที่เห็นดารกามากับไชย
“นี่อย่าให้ฉันรู้นะอาจารย์ภวัต ว่าคุณโดดงานมาสวีทกับน้องสาวผม ฮ่ะๆๆ”
“แหม...พี่ไชยพูดอะไรอย่างนั้นคะ ว่าแต่พี่เถอะยังไงกัน ว่าไงคะน้องดา”
ดารกายืนหน้าซีดกลัวว่าภวัตจะเข้าใจผิด
ภวัตมองดารกาอย่างเป็นห่วง ดารกาหลบสายตาภวัต ก้มหน้างุด

ทั้งสี่คนไม่รู้ว่า ในอีกมุมหนึ่งของห้างแห่งนั้น แนนนี่มาเดินเล่นกับปีเตอร์เหมือนกัน
“วันนี้คิดไงเนี่ย...ชวนโดดเรียนแต่วันเลย”
“ก็ฉันเบื่อ ตอนบ่ายคงมีซ้อมงานโชว์ คงต้องเจอกับพี่สาวสุดที่รัก ไม่อยากจะเจอ”
“ช่างเถอะ...อย่าพูดถึงเรื่องคนอื่นเลย ว่าแต่วันนี้แนนนี่อยากได้อะไร บอกปีเตอร์นะ ปีเตอร์ซื้อให้”
ปีเตอร์ยิ้มแย้ม บอกแนนนี่
แนนนี่เดินดูของอยู่ บังเอิญหันไปเห็นภวัตยืนอยู่กับบุษบา
“นั่นมันพี่ภวัตนี่ แล้วนั่นยัยคุณบุษบา”
ปีเตอร์หันไปมองตามแนนนี่ ยังไม่ทันที่จะพูดอะไร แนนนี่ก็เดินงุดๆ ไปทางกลุ่มของภวัต
“แนนนี่รอด้วย”
ปีเตอร์วิ่งตามแนนนี่อีกตามเคย

แนนนี่พุ่งมาถึงกลุ่มของภวัต
“พี่ภวัต”
แนนนี่เรียกภวัตเสียงดัง ทุกคนหันไปมอง
“ยัยเด็กแสบ มาได้ไง”
สีหน้าบุษบาไม่พอใจ พึมพำกับตัวเอง
“พี่ดา ก็มากับเค้าด้วยเหรอ”
“จ้ะน้องดาเค้ามากับพี่ไชย ส่วนพี่ก็มาทานข้าวกับภวัต แล้วแนนนี่ล่ะจ๊ะ” บุษบาตอบแทนทุกคนหน้าระรื่น
ยังไม่ทันที่แนนนี่จะตอบปีเตอร์ก็เข้ามาพอดี
“แนนนี่ ไม่รอปีเตอร์เลยนะ”
“อ๋อ...มากับแฟนนี่เอง” บุษบาเยาะ
“ไม่ใช่ซะหน่อย”
แนนนี่โกรธบุษบา ที่จู่ๆก็มาทึกทักว่าเป็นแฟนกับปีเตอร์
ไชยเริ่มพูดขัดจังหวะขึ้นมา
“เออ...เอางี้ดีกว่า พี่กับน้องดาขอตัวกลับก่อนนะ ส่วนภวัตก็ฝากยัยบุษด้วยแล้วกัน ไปนะครับน้องแนนนี่”
ไชยหันมายิ้มให้แนนนี่ แล้วออกไปพร้อมดารกา ไชยพยายามแตะแขน จูงมือดารการ แต่ดารกาเบี่ยง
ตัวหลบ
แนนนี่มองตามงงๆ ว่าดารกามากับหมอไชยได้ไง
“เอาล่ะ งั้นพี่ก็ต้องขอตัวเหมือนกันนะหนูแนนนี่ ไปค่ะภวัต บุษหิวจะแย่แล้ว น้องแนนนี่ก็คงอยากจะไปเที่ยวกับ
แฟนแล้วละ” บุษบาสำทับ
“บอกว่าไม่ใช่ไง ไม่เข้าใจรึไง”
แนนนี่ตั้งท่าจะเอาเรื่องบุษบา
“แนนนี่หยุดนะ อย่าทำแบบนี้เสียมารยาท”
ภวัตปรามแนนนี่เพราะไม่อยากให้มีเรื่อง
“แล้วทียัยคุณบุษอะไรนี่ มาว่าแนนนี่ล่ะ”
“พี่ไม่เห็นว่าคุณบุษเค้าจะว่าอะไรเราเลยนะ”
“พี่ภวัต”
แนนนี่หงุดหงิดที่ภวัตเข้าข้างบุษบา บุษบาแอบยิ้มเยาะแนนนี่
“ไปกันเถอะค่ะภวัต”
“ไม่ได้ พี่ภวัตต้องไปกับแนนนี่”
“เอาเป็นว่าพี่ไม่ไปกับใครทั้งนั้น ผมขอตัวนะครับบุษ”
ภวัตเซ็ง พูดตัดบทเดินออกไป
“พี่ภวัต รอแนนนี่ด้วย”
แนนนี่เดินตาม บุษบากำลังจะเดินตามไป แนนนี่หันมาร่ายมนตร์ใส่ เท้าบุษบาหยุดกึกก้าวไม่ออกหน้าขมำ แนนนี่ทำหน้าทะเล้นใส่ แล้วหัวเราะ รีบตามภวัตไป
“ว้าย”
ปีเตอร์รับบุษบาไว้ทันพอดี ปีเตอร์บังเอิญเสียหลักนิดหน่อย ปากบุษบากับปีเตอร์จูบกัน
บุษบาอึ้งไปชั่วครู่ เมื่อนึกได้ก็ผลักปีเตอร์ออก เช็ดปากตัวเอง
ปีเตอร์ยืนยิ้มให้บุษบา
“อี๋...ไอ้เด็กบ้ามาทำอย่างนี้กับชั้นได้ยังไง อี๋ อี๋ อี๋”
บุษบาเอามือเช็ดปากตัวเองจนลิปสติกเลอะออกมา ปีเตอร์ เห็นเข้าก็หัวเราะขำ
“มาหัวเราะอะไรชั้นไอ้เด็กบ้า”
“คุณก็ดูนั่นซิ”
ปีเตอร์ชี้ให้บุษบามองไปที่กระจกในร้าน พอเห็นบุษบากรี๊ดลั่นเมื่อเห็นหน้าตัวเองเต็มไปด้วยลิปสติก
“กรี๊ดด...”
“เบาๆ คุณ คนมองเต็มไปหมดแล้ว”
ทุกคนมองดูบุษบาแล้วขำ บุษบาทั้งอายทั้งเจ็บใจ
“ระวังตัวไว้เถอะนังเด็กบ้า แล้วจะได้รู้ฤทธิ์ฉันนังแนนนี่เด็กผี”

บุษบาเจ็บใจสีหน้าแค้นแนนนี่มาก

อ่านต่อหน้า 2





อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 6 (ต่อ)

ในที่สุดภวัตก็ตัดปัญหาขับรถมาคนเดียว ภายในใจว้าวุ่นสับสนอย่างหนักกับสถานการณ์ในชีวิตตัวเองยามนี้

“แนนนี่พี่จะทำยังไงดีนะ”
ภวัตพึมพำกับตัวเอง นึกถึงแนนนี่
“แนนนี่รักพี่ภวัต พี่ภวัตต้องแต่งงานกับแนนนี่”
ภวัตเผลอยิ้มเมื่อนึกถึงคำพูดประโยคนั้นของแนนนี่
“พี่ภวัตเป็นคนเดียวที่จะเติมเต็มกำลังใจให้น้องดา”
ภวัตหุบยิ้ม ได้แต่ถอนใจเมื่อนึกถึงดารกา

แนนนี่ขี่ไม้กวาดอยู่บนท้องฟ้า สายตาสอดส่ายไปมาหารถภวัต
ในที่สุดแนนนี่ก็เห็นว่ารถภวัตจอดติดไฟแดงอยู่ แนนนี่ยิ้มดีใจร่อนไม้กวาดลงข้างๆ รถภวัต คนขับรถที่
จอดรถอยู่ข้างๆ ภวัตตกใจ เพราะเห็นแนนนี่ลอยลงมา แนนนี่หันไปยิ้มให้ คนในรถเหวอช็อกไป
แนนนี่เคาะกระจกรถ ภวัตหันไปเห็นเป็นแนนนี่ยืนยิ้มอยู่ด้านนอกก็ตกใจ ว่าแนนนี่มาได้ไง
“แนนนี่”
สัญญาณไฟเขียวขึ้น รถคันข้างหลังบีบแตรลั่น
“นี่พวกคุณทำอะไรกัน”
แนนนี่หันไปมองตามเสียงเห็นเป็นตำรวจ แนนนี่ยิ้มแหยๆ ตำรวจโบกให้ภวัตเอารถไปจอดข้างทาง

ครู่ต่อมาตำรวจเขียนใบสั่งพร้อมกับบ่นตักเตือนภวัต มีแนนนี่ยืนทำหน้าไม่ถูกอยู่ข้างๆ
“เพราะมีคนขับรถแบบคุณนี่แหละ รถเลยติดกันขนาดนี้ มีที่ไหนกันจอดคุยกันกลางถนนมันอันตรายรู้มั้ย วินัย
จราจรสำนึกบนท้องถนนน่ะมีกันบ้างมั้ย พอตำรวจจับก็บ่นว่าตำรวจใจร้าย แต่ถ้าพวกคุณไม่ทำผิดกฎกันมีเหรอพวกผมจะ
จับพวกคุณ เฮ้อ....”
ตำรวจบ่นยาวเหยียด ภวัตก้มหน้ารับผิดหันมามองทางแนนนี่ แต่แนนนี่ยิ้มกวนๆ ให้ ภวัตทำหน้าเข้มใส่

ภวัตกับแนนนี่อยู่ในรถด้วยกัน
“นี่เรามาได้ยังไงเนี่ย แม่ตัวยุ่ง” ภวัตถาม
“ก็แนนนี่บอกแล้วไง พี่ภวัตอยู่ไหนแนนนี่จะตามไปทุกที่เลย”
ภวัตนิ่งเพราะรู้ดีว่าแนนนี่คิดยังไง แต่ภวัตเองก็รู้ดีว่าถ้าหากยังปล่อยให้ตัวเองรู้สึกแบบบนี้กับแนนนี่อยู่ต่อไปคงเกิด
เรื่องยุ่งแน่ๆ ถ้าเขาต้องหมั้นกับดารกา
“มันไม่ใช่เด็กแบบเมื่อก่อนแล้วนะ พี่ต้องมีหน้าที่ต้องทำงาน ต้องมีเพื่อน ต้องมีอะไรหลายๆ อย่างที่ต้องรับผิดชอบ
แนนนี่จะมาตามพี่ไปตลอดเวลาได้ยังไง”
ภวัตพยายามยกเหตุผลมาอธิบายแนนนี่แบบผู้ใหญ่ปรามเด็ก และเป็นการพยายามเตือนแนนนี่อ้อมๆเพื่อจะไม่ให้
แนนนี่ใกล้ชิดกับตัวเองมากเกินไป
“ไม่รู้ล่ะ พี่ภวัตจะมีเพื่อนกี่คนก็ได้แต่ต้องไม่ใช่ยัยคุณบุษบานั่น แนนนี่ไม่ชอบ”
“เอาละ พี่ว่าเราเลิกสนใจเรื่องพวกนี้ดีกว่า เอาเวลาไปเรียนหนังสือให้จบไวๆ พี่ว่าน่าจะดีกว่านะ”
“แล้วถ้าแนนนี่เรียนจบพี่ภวัตก็จะแต่งงานกับแนนนี่ใช่มั้ย งั้นแนนนี่จะตั้งใจเรียนคะ สัญญา”
แนนนี่ยกนิ้วก้อยขึ้นให้ภวัตเกี่ยวก้อย ภวัตฝืนยิ้มเพราะรู้ดีว่าคงเป็นไปไม่ได้แน่นอน
แนนนี่ยังยิ้มให้ ขยับนิ้วเป็นสัญญาณให้ภวัตเกี่ยวก้อยกัน
“นี่แหนะ สัญญากันแล้วนะ”
แนนนี่เห็นภวัตทำเฉยๆ อยู่ จึงยกมือภวัตขึ้นมาจับเกี่ยวก้อยเอง แนนนี่ยิ้มแป้น
ภวัตรู้สึกเครียดขึ้นมาทันที แต่ก็ยังคงยิ้มน้อยๆ ให้ แนนนี่มีความสุขผิดกับภวัตที่ในใจร้อนรุ่มเหลือเกิน

ดารกามาตามที่นัดไว้กับมาลี และกำลังยื่นซองเงินให้ มาลียื่นือไปรับแต่ดารกาชักกลับ พูดกำชับ
“แล้วก็อย่าไปที่บ้านนั้น หรือแสดงตัวว่าเป็นแม่ของดารกาอีก ไม่งั้นฉันก็จะไม่เอาเงินมาให้อีกแล้ว”
“จ๊ะ จ๊ะ จ๊ะ ฉันไม่ไปแล้วจ๊ะคุณหนู”
ดารกายื่นซองเงินให้ มาลีรับซองเงินมานับ
จู่ๆ สดับก็ยื่นมือมาแย่งเงินไป มาลีลุกขึ้นแย่งกลับ แต่ถูกสดับเตะสุดแรงจนล้มกลิ้งลงมากองที่หน้าดารกา ดารกาตกใจ แต่ไม่รู้จะทำยังไง
“นี่เป็นเงินของนาย นายให้ข้า”
“นายบ้าอะไรของพี่ พี่มันบ้า”
มาลีขึ้นเสียง สดับเดินเข้ามากระทืบซ้ำ
“นังนี่ว่าข้าบ้าเหรอ นี่แหนะนี่แหนะ เอ็งมันจะไปรู้อะไร นายเค้าอยากเจอลูก ข้าจะพาลูกไปให้นายฮ่าฮ่าฮ่า”
สดับพูดจบก็เดินมาคว้ามือดารกาดึงดารกาเข้าไปในห้อง
“พี่ดับคุณหนูนั่นไม่ใช่.......”
มาลีพยายามจะช่วยดารกาแต่ก็ไม่มีแรง
ดารกาเดินตาแข็งทื่อไร้ความรู้สึก ตามสดับเข้าไป

สดับดึงดารกาเข้ามาในห้องที่เต็มไปด้วยเครื่องรางของขลังและรูปปั้นอสูรหน้าตาน่ากลัว
“นายครับ ผมพาลูกสาวนายมาแล้ว”
ดารกาได้สติกลับคืน กวาดตามองไปรอบๆ อย่างหวาดกลัว สดับหันมามองดารกา แววตาและน้ำเสียงเปลี่ยนเป็นอสูรร้าย
“ดารกาลูกพ่อ ไม่ต้องกลัว ”
สดับจ้องตาดารกา ดารการับรู้ได้ถึงสัมผัสบางอย่าง แววตาดารกาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง อสูรในร่างสดับหัวเราะเสียงดังลั่นพอใจ
“พลังในตัวเจ้ามีมากมายลูกรัก จงใช้ความโกรธ ความเกลียด ความแค้นของเจ้าเป็นพลัง แล้วเจ้าจะได้ทุกอย่างๆ ที่ต้องการ ฮ่าฮ่าฮ่า”
ดารกาเริ่มหายใจแรงขึ้น สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคน แววตาที่เคยดูอ่อนโยนกลับกลายเป็นแข็งกร้าวผิดปกติ ระหว่างนั้นข้าวของในห้องเริ่มสั่นไหว
อสูรสดับพอใจ หัวเราะดังขึ้น
“ดีมากลูกรัก ใช้พลังของเจ้าทำลายคนที่มันขัดขวางความสุขของเจ้า อย่าอ่อนแอ ทำลายความอ่อนแอในตัวเจ้าซะ ความดีไม่ได้ทำให้เจ้าชนะ ”
เสียงของมาลีเคาะประตูอยู่หน้าห้อง ร้องเรียกดารกา
“คุณหนู คุณหนู”
ดารกาตื่นจากภวังค์ หันมองกลับไปที่สดับอีกที ก็เห็นสดับนอนหลับกองอยู่กับพื้น ดารกามึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น พอดารกาตั้งสติได้จึงรีบวิ่งหนีออกไป เสียงมาลีตะโกนไล่หลังมา
“คุณหนู คุณหนู เกิดอะไรขึ้นคะ”
ดารกาวิ่งเตลิดออกไปพร้อมกับเสียงหัวเราะของสดับดังกึกก้องอยู่ในหัว

ทางด้านแนนนี่นอนหลับอยู่ในตะเกียงแก้ว พลันก็สะดุ้งตื่น
“พี่ดา”
แนนนี่พึมพำชื่อดารกาออกมา แล้วนึกถึงฝันที่ทำให้ตื่นเมื่อครู่

แนนนี่ยืนอยู่ท่ามกลางความมืด แผ่นดินเริ่มสั่นไหวแยกออก แนนนี่เซล้มลง กำลังจะตกลงไป เห็นดารกาเดินเข้ามา
หา แนนนี่ยิ้มดีใจ
“พี่ดาช่วยแนนนี่ด้วย”
ดารกาเดินเข้ามาใกล้ เอื้อมมือจะช่วยแนนนี่ขึ้นมา แนนนี่ยื่นมือให้
แต่มีเสียงสดับดังขึ้น “จัดการมันซะ”
จู่ๆ แววตาของดารกาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคร ดูน่ากลัวค่อยปล่อยมือแนนนี่ออก
“พี่ดา”
แนนนี่ตะโกนสุดเสียง

แนนนี่นึกถึงฝันแล้วบ่นพึมพำออกมา
“โธ่เอ๊ย...ขนาดในฝันยังอยากจะฆ่าเรา ในชีวิตจริงจะมาทำอะไรแนนนี่ไม่ได้หรอกนะ ชิ”
แนนนี่ค่อนขอดดารกา ล้มตัวลงนอนอีกรอบ แนนนี่หลับตาลง
“อ๊อย..........”
จู่ๆ แนนนี่ก็ร้องขึ้น ที่แท้เกิดจากหนังสือตำราเวทย์ ซึ่งกำลังโขกหัวแนนนี่โป๊กๆ อยู่ เรียกให้มาเรียนเวทมนตร์
“อะไรกันอีกเนี่ย... เหยื่อยจะแย่อยู่แล้วนะ”
แนนนี่ทำท่าไม่ยอม ยังจะนอนต่อ ตำราเวทย์ไม่ละความพยายาม ลากแนนนี่ โขกหัวบ้าง ตีบ้าง แนนนี่รำคาญลุก
ขึ้นมาวิ่งหนี รีบพุ่งออกไปจากตะเกียงแก้ว ตำราพยายามจะตามออกมา แนนนี่ไหวตัวทัน รีบปิดตะเกียงแก้ว
แนนนี่รอดพ้นมาได้ กระโดดลงบนเตียงนอนอย่างสบายใจ
“หลับละนะ กู๊ดไนท์”
ตำราเคาะเสียงดังป๊อกๆ ไปตามตัวตะเกียงแก้วจะออกมาให้ได้
“เลิกเคาะได้แล้วฉันรำคาญ”
ตำราเวทย์ยังไม่เลิกเคาะ ตะเกียงแก้วกับตำราเวทย์เลยทะเลาะกันยกใหญ่ ในขณะที่แนนนี่นอนหลับอยู่บนเตียง
อย่างสบายใจ

ที่เมืองเวทมนตร์ บาบาร่าเดินทะลุประตูเข้ามาบ้านทาฮิร่าด้วยท่าทีร้อนรนสุดๆ ปากตะโกนเรียกทาฮิร่าเสียงดังลั่น
“ทาฮิร่า ยายทาฮิร่า”
“ไม่อยู่เจ้านาย” ไทเกอร์บอกทำท่าดมไปมา
“นี่หายไปไหนนะ ไทเกอร์ฉันบอกแล้วไงว่าอย่าให้ทาฮิร่าคลาดสายตา”
ซักพักบาบาร่าเหมือนมีใครมาสะกิดข้างหลัง บาบาร่าสะดุ้งหันไปมองนึกว่าทาฮิร่า
“โอ๊ะ...”
“มีอะไรเจ้านาย”
“ตะกี้เหมือนมีใครมาสะกิดฉัน”
“เย้ย...”
จู่ๆ ไทเกอร์ก็ส่งเสียงร้องออกมา
“เป็นอะไรเจ้าไทเกอร์” คราวนี้บาบาร่าเป็นฝ่ายถาม
“ไม่รู้ซิเจ้านายจู่ๆ ก็เหมือนมีใครมาจับหาไทเกอร์ชี้ขึ้น”
บาบาร่ามองไปเห็นหางไทเกอร์ชี้ขึ้นเอง
“หรือว่าที่นี่จะมี ผะ ผะ ผะ ผี”
ไทเกอร์ได้ยินคำว่าผีก็กระโดดขึ้นไปเกาะอยู่บนตัวบาบาร่า
เสียงทาฮิร่าหัวเราะเสียงดัง แล้วค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นมา
“ทาฮิร่า”
บาบาร่ากับไทเกอร์ส่งเสียงเรียกทาฮิร่าขึ้นพร้อมกัน
“นี่พวกเธอเป็นอะไรกัน แค่นี้ก็ตกใจกลัว”
“แล้วนี่เธอมัวมาเล่นอะไรอยู่เนี่ย”
บาบาร่าถามอย่างหัวเสีย
“เล่นที่ไหนกัน ฉันกำลังปรุงสูตรยาล่องหนตัวใหม่อยู่ อืม...มันก็ใช้ได้ดีทีเดียวนะ เสียอย่างเดียวเวลาในการใช้มัน
น้อยไปหน่อย”
“เอาไว้ก่อนเถอะไอ้สูตรยาอะไรของเธอเนี่ยฉันว่าเธอควรจะสนใจเรื่องนี้มากกว่า”
บาบาร่า ไม่สนใจยาของทาฮิร่า
“เอ้า เรื่องอะไรว่ามา” ทาฮิร่าถามสองบ่าวนาย
“เมื่อคืน เกิดแผ่นดินไหวขึ้นเล็กน้อยประมาณ 3-4 ริกซ์ ที่กลางเมืองโน่นแน่ะ” บาบาร่าบอก
ทาฮิร่าตาโต เพราะเมืองเวทมนตร์ไม่เคยแผ่นดินไหวมานานมาก นอกจากเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ในงาน 9 ฉลอง ซึ่ง
ครั้งนี้ถือว่า เป็นเรื่องสำคัญทีเดียว
“แล้วมันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ทำไมฉันไม่รู้เรื่อง” ทาฮิร่าซัก
“เธอจะไปรู้อะไรก็มัวอยู่แต่ในห้องปรุงยา”
“เอาน่าเล่ามา” ทาฮิร่าคะยั้นคะยอ
“มันไหวที่นอกเมือง แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็น่าจะเดาได้ว่าเป็นพลังของอสูรที่เริ่มมีมากขึ้น เมื่อคืนคงมีการใช้
พลังอะไรบางอย่าง มันจึงทำให้สะเทือนมาถึงเมืองแม่มดจนรับรู้ได้”
ทาฮิร่าสงสัย นึกถึงแนนนี่ว่าจะมีพลังเพิ่มขึ้นมากถึงขนาดสะเทือนมาถึงเมืองวทมนตร์ได้
“แนนนี่จะมีพลังเพิ่มรวดเร็วขนาดนั้นเชียวเหรอ” ทาฮิร่าพึมพำ
“ใช่ อสูรน้อยแนนนี่มินตรา นี่นับวันจะแข็งแรงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เราควรรีบหาตัวให้เจอ เพราะไม่งั้นเมืองเวทมนตร์
เราต้องสูญสลายแน่ๆ”
“นี่เราแน่ใจแล้วใช่มั้ยว่าเด็กนั่นเป็นอสูรจริงๆ”
“ล้านเปอร์เซ็นต์”
บาบาร่าตอบด้วยความมั่นใจ ทาฮิร่าหน้าเครียด

ที่เมืองมนุษย์เวลานั้นโป่งตามพรมาที่ตลาดสด โป่งกุ๊กกิ๊กจิ๊จ๊ะกับพรไปมา ช่วยถือตะกร้าจ่ายตลาดให้ ขณะที่พร
สาละวนอยู่กับการเลือกของตามรายการ
“คะน้า กำนึง ต้นหอม พริก มะนาวจ๊ะป้า”
พรสั่งแม่ค้า แม่ค้ายื่นของให้พรพร้อมกับบอกราคา
“ทั้งหมด 100 นึงจ้ะ”
“โห...ทำไมมันแพงงี้ล่ะป้า”
“แหม..ก็แบบนี้แหละอะไรอะไรก็ขึ้น ค่าแรงเค้ายังขึ้นกันเลย ของซื้อของขายก็ต้องขึ้นกันบ้าง จะได้รวยกันถ้วนหน้า
ไงจ๊ะ”
“จะรวยยังไงล่ะ ค่าแรงขึ้น แต่จ่ายค่าของแพงขึ้นมันก็เท่าเดิมแหละ” พรบ่นไปจ่ายเงินไป
“มาจ้ะพี่ถือให้นะจ๊ะ”
โป่งรีบอาสา พรยื่นของให้โป่งถือ
“อะไรอะไรก็ขึ้น เฮ้อ...ต่อไปจะกินอะไรกันเนี่ย” พรบ่นอุบเรื่องข้าวของราคาแพงขึ้น
“แหม...พรจ๊ะของขึ้น ค่าแรงขึ้น มีอีกอย่างที่ขึ้น รู้มั้ยจ๊ะอะไร” โป่งได้โอกาสหยอด
“อะไรอีกล่ะ” พรงง
“ก็หัวใจพี่ไงจ๊ะรักพรมากขึ้น”
“แหวะ เน่าจริงเชียว”
โป่งทำหน้าทะเล้นใส่ พรเขินเดินหนีนำหน้าโป่ง

พรเดินมาถึงที่ร้านขายปลาสด สั่งปลากับมาลี
“ป้า ขอปลาตัวนึง”
มาลีหันมาเจอพรจำได้ พรเหวอจำมาลีได้เช่นกัน
“นี่ป้า....”
“อ้าวนี่หนูที่อยู่ที่บ้านคุณหนูดารกา ใช่มั้ย”
“อืม..ใช่”
“เอาปลาเหรอจ๊ะ กี่ตัวล่ะจ๊ะเดี๋ยวฉันให้ฟรีเลย”
“ตัวเดียวก็พอจ้ะป้า” พรบอก
มาลีหันไปจัดการกับปลา เสร็จแล้วยื่นให้พร พรรับมาเดินออกไป
“ทำไมเค้าต้องให้ปลาน้องพรฟรีๆด้วยล่ะ พี่คิดว่าของฟรีไม่มีในโลกซะอีก”
“แหม...นี่พี่โป่งยังไม่รู้อะไรใช่มั้ย” พรทำเหมือนกุมคำลับสำคัญ
“อะไรเหรอ”
พรมองซ้ายมองขวาก่อนกระซิบโป่งที่หูเบาๆ
“ฮ๊า.....” โป่งได้ฟังถึงกับตกใจตาโตร้องลั่น
“นั่นน่ะนะ แม่ของอาจารย์” โป่งถามย้ำ
“ใช่ แม่ค้าขายปลานั่นละ แม่คุณแนนนี่” พรคอนเฟิร์ม

โป่งยืนกระวนกระวายชะเง้อมองไปทางบ้านปัทมน รอแนนนี่กลับบ้าน
“อาจารย์ทำไมยังไม่กลับมาอีกน๊า”
“เจ้าโป่งทำอะไร”
เสียงดังขึ้นจากด้านหลัง โป่งตกใจหันไปมองเห็นเป็นจัรวาล โป่งยิ้มแหยๆ ให้
“ว่าไง มายืนทำอะไรตรงนี้ ฮ๊า”
“คือผมมารออาจารย์...อุ๊ย ไม่ใช่ ผมมารอคุณแนนนี่ครับ”
“มารอแนนนี่ มารอทำไม นี่จะชวนกันไปเที่ยวเล่นอีกแล้วใช่มั้ย”
“เปล่านะครับ”
“แล้วแกมารอแนนนี่ทำไม ดูท่าเหมือนจะชวนกันทำอะไรแผลงๆ อีก” จักรวาลรีบดักคอ
“โอ้...เปล่าครับโป่งแค่อยากคุยกับคุณแนนนี่เรื่อง.......”
โป่งนึกได้ว่าเรื่องนี้เป็นความลับรีบเอามือปิดปากตัวเอง จักรวาลมองโป่งสงสัย
“นี่แกต้องมีอะไรแน่ๆ โป่ง มีอะไรบอกมาเดี๋ยวนี้นะ”
“โถ่...ไม่มีจริงๆ ครับ ไม่มี๊” โป่งเสียงสูง
“ไม่มีก็ดีแล้ว ช่วงนี้ก็อย่าให้ยุ่งมากนักมีเรื่องปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน ไปๆๆ ไปทำงาน “
โป่งโล่งอกรีบแยกตัวออกมาจากจักวาล
“เฮ้อ....เกือบไปแล้วเรา”
จักรวาลมองโป่งได้แต่ถอนใจนึกถึงแนนนี่
“แนนนี่ เฮ้อ...นี่ถ้ารู้เรื่องเจ้าภวัต จะเป็นยังไงนะ”

ภวัตกำลังเก็บของเตรียมจะกลับบ้าน แนนนี่โผล่มาด้านหลัง
“พี่ภวัต แบร่...........”
ภวัตตกใจ
“แนนนี่...พี่บอกกี่ทีแล้วจะเข้าห้องคนอื่นให้หัดเคาะประตูบ้าง”
“ก็แนนนี่ไม่ได้เข้ามาทางประตู แล้วจะให้แนนนี่เคาะประตูได้ยังไง”
แนนนี่ยิ้มแต้ ภวัตส่ายหัวกับความทะเล้นของแนนนี่
“นี่แน่ะ...ยัวตัวยุ่ง ไร้สาระอีกแล้วนะเรา” ภวัตเขกหัวแนนนี่ดังโป๊ก
“โอ๊ย...”
แนนนี่แกล้งร้องเมื่อถูกภวัตเขกหัว
“อ้าว..ก็แนนนี่ไม่ได้เข้ามาทางประตูจริงๆนี่นา แนนนี่หายตัวมา”
“โอเค...แม่มดน้อยหายตัวได้”
“นี่ พี่ภวัตรู้ว่าแนนนี่เป็นแม่มดด้วยเหรอคะ”
แนนนี่ตาโตอึ้งที่ภวัตรู้
“จ้ะ พี่รู้แนนนี่ทำได้ทู๊กอย่าง เว้นอย่างเดียว”
“อะไรเหรอคะ” แนนนี่มีท่าทีสนใจขึ้นมาทันที
“ก็เรื่องที่มีสาระ แล้วก็เลิกล้อเล่นได้แล้ว ถ้าแนนนี่อยากเป็นแม่มดจริงเนี่ย เดี๋ยววันหลังพี่จะซื้อชุดให้ เอาให้เหมือน
แฮรี่พอร์ตเตอร์เลยดีมั้ย” ที่แท้ภวัตแหย่เล่นเท่านั้น
“โธ่...พี่ภวัต” แนนนี่เซ็งที่ภวัตไม่รู้
“เอาล่ะ มาหาพี่มีอะไร”
“ก็แนนนี่จะกลับบ้านพร้อมพี่ภวัต”
ภวัตหน้าเจื่อนลง เพราะจริงๆ แล้ว วันนี้ต้องรีบไปรับดารกาที่มหาวิทยาลัย
“แต่พี่มีธุระ”
“งั้นแนนนี่ไปด้วย”
“ไม่ได้ แต่พี่ว่าถ้าแนนนี่หายตัวได้ ก็น่าจะหายตัวกลับบ้านไปก่อน น่าจะเร็วกว่าไปกับพี่เยอะเลย”
ภวัตยิ้มให้แนนนี่แล้วรีบเดินออกไป แนนนี่หลับตาร่ายมนตร์ ร่างแนนนี่หายแว๊บไปกับตา

ภวัตออกมาจากห้อง แนนนี่โผล่แว๊บมาตรงหน้า
“เฮ้ย....”
ภวัตหันไปมองข้างหลังหันกลับมามองแนนนี่แนนนี่ยืนยักคิ้วให้
เดินเร็วนะเรา”
ภวัตไม่อยากจะเชื่อว่าแนนนี่หายตัวได้จริงๆ จังหวะนั้นบุษบาเดินมาหาภวัต
“ภวัตคะ นี่จะรีบไปรับน้องดาเหรอคะ”
บุษบาทักภวัต ปรายตามองไปทางแนนนี่ ภวัตอึกอัก
“นี่พี่ภวัตจะไปรับพี่ดาเหรอคะ” แนนนี่คาดคั้น
“ก็คงไม่ต้องแล้วล่ะจ้ะ เพราะเมื่อกี่พี่ไชยเค้าโทรหาน้องดาอาสาไปรับน้องดาแทนภวัตแล้วค่ะ”
“แล้วทำไมพี่ภวัตต้องไปรับพี่ดาคะ” แนนนี่ซักภวัตอีก
“พอดีอาปัทมีธุระ อยากเจอดารกา ก็เลยวานให้พี่รีบไปรับดารกากลับบ้านด้วย” ภวัตแก้ตัว
“งั้นก็แล้วไป ถ้าอย่างงั้นเราก็กลับบ้านกันได้แล้ว ไปคะ”
“แต่ภวัตคะ บุษมีงานจะคุยด้วย”
“วันนี้หมดเวลางานแล้วคะคุณบุษบา บ๊าย”
พูดจบแนนนี่หันมาทำหน้าทะเล้นใส่บุษบา แล้วลากแขนภวัตออกไป
บุษบามองตามอย่างเจ็บใจ

คืนนั้นหมอไชยไปรับดารกาตามที่บุษบาบอก แต่ไม่ได้พาไปส่งที่บ้าน แต่พามาที่ผับแห่งหนึ่ง เวลานั้นไชยนั่งอยู่
ข้างๆ ดารกา ในขณะที่ดารกามีสีหน้าอึดอัด
“ดื่มซักหน่อยนะครับน้องดา”
ไชยพยายามให้ดารกาดื่มเหล้า
“ไม่ดีกว่าค่ะ” ดารกาปฏิเสธ
“นิดหน่อยไม่เป็นไรหรอกครับ น้องดา”
ไชยยังพยายามยัดเยียดให้ดารกาดื่ม
“โอเคไม่ดื่มก็ไม่ดื่ม.. งั้นออกไปเต้นรำกับพี่ซักเพลงนะครับ”
“ดาเต้นไม่เก่งคะ”
“เอาน่า เดี๋ยวพี่สอนให้”
ดารกาปฏิเสธไม่ได้ ต้องลุกออกไปเต้นรำกับไชย ครู่ต่อมาทั้งสองคนเต้นรำด้วยกัน
“วันหลังน้องดาออกมาเที่ยวกับพี่อีกได้มั้ย” ไชยชวนคุย
“ดาต้องเรียนหนักคะช่วงนี้”
“มาเที่ยวกับพี่ก็ถือว่ามาผ่อนคลายหรืออีกอย่างก็ถือว่าขอบคุณพี่เรื่องนั้นก็แล้วกัน”
ดารกาฝืนยิ้มให้ ในใจรู้สึกเครียดที่หมอไชยเอาเรื่องยืมเงินมาขู่
“ดาเหนื่อยแล้วขอกลับบ้านก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวซิครับ เต้นกับพี่อีกซักเพลงเดี๋ยวพี่ไปส่ง”
ไชยพูดพร้อมกับกระชับตัวดารกามาอยู่ในอ้อมกอด ดารกาพยายามเบี่ยงตัวออก
“อย่าค่ะ”
หมอไชยไม่ยอมพยายามจะหอมแก้มดารกาให้ได้
“พี่ชอบน้องดามากนะคะ”
ไชยหอมแก้มดารกาจนได้ ดารกาตกใจผลักหมอไชยออกห่างอย่างไม่พอใจ ดารกาเดินหนีออกไป ไชย
รีบตาม
“น้องดาพี่ขอโทษ”
ดารการีบเดินหนีไป ไชยคว้มือเอาไว้ทัน ดารกาสะบัดออก รีบวิ่งออกจากผับแห่งนั้นอย่างรวดเร็ว

ดารกาหนีขึ้นแท็กซี่คันหนึ่ง ร้องบอกให้ออกรถทันที ไชยมองตามแท๊กซี่ด้วยความเจ็บใจ

ดารกานั่งแท๊กซี่ เหม่อมองไปข้างนอก น้ำตาค่อยๆไหลออกมา โดยไม่รู้ว่าเวลานั้นคนขับแท๊กซี่มองดารกาผ่าน
กระจกหลัง แท๊กซี่เลี้ยวไปอีกทางที่ไม่ใช่ทางกลับบ้าน แท๊กซี่หยุดลงข้างทาง ดารกาตกใจ
“ที่นี่ที่ไหน พาฉันมาที่นี่ทำไม”
ดารกาตกใจโวยวาย แท๊กซี่หน้าหื่นมองหน้าดารกาแล้วยิ้ม
“ก็ที่นี่เป็นที่ที่เราจะมีความสุขกันไงจ๊ะ”
“ไม่นะ”
ไวเท่าความคิด ดารกาพยายามปลดล็อคประตู หนีออกไปข้างนอก แท๊กซี่มาดักไว้ได้
“ช่วยด้วย ช่วยด้วย”
ดารกาพยายามร้องเรียกให้คนช่วย แท๊กซี่เข้ามาเอามือปิดปากดารกา เอามืออีกข้างต่อยที่ท้องของดารกาอย่างแรง
ดารกาทรุดตัวลง
จู่ๆ เสียงของอสูรสดับก็ดังขึ้น
“จงใช้พลังที่เจ้ามี ดารกาลูกรัก”
ดารกาที่กำลังใกล้หมดแรงรอมร่อ ตาลุกวาว หันไปมองแท็กซี่ที่พยายามฉุดคร่า ทำอนาจารตัวเอง แท๊กซี่หน้าเหวอตกใจสุดขีด

ใบหน้าดารกาเวลานั้น เปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ ดวงตาแดงก่ำ ราวกับหน้าของปิศาจร้าย น่ากลัวมากๆ

อ่านต่อหน้า 3





อสูรน้อยในตะเกียงแก้ว ตอนที่ 6 (ต่อ)

ดารกาพาตัวเองกลับมาถึงบ้านด้วยสภาพกระเซอะกระเซิง ในท่าทีอิดโรย ขณะกำลังจะเดินเข้าห้องตัวเอง แนนนี่เดินตามหลังมา พอเห็นดารกาเดินอยู่ข้างบนก็ตะโกนเรียก

“ไปไหนมาน่ะพี่ดา”
ดารกาหยุดเดิน ปรายตามองลงไปข้างล่างเห็นเป็นแนนนี่ก็หันหน้ากลับจะเดินไปที่ห้อง
แนนนี่มองอย่างสงสัยแล้ววิ่งขึ้นบันไดตามดารกาไป ปากก็พูดถามไป
“ถามก็ไม่ตอบ วันนี้แนนนี่กับพี่ภวัตอุตส่าห์ไปรับถึงที่คณะ...”
แนนนี่วิ่งไปดักที่หน้าดารกาเห็นสภาพดารกาก็อึ้งไป
“ก็...ไม่เจอ”
ดารกาหลุบหน้าลงแต่ตามองที่แนนนี่แว่บหนึ่งไม่พูดอะไรออกมาอีก แนนนี่ตกใจกำลังจะอ้าปากถามต่อ ดารกาเดินเบี่ยงออกตรงไปที่ห้องทันที แนนนี่มองตามดารกาไปอย่างข้องใจ
“โทรมเชียว เขาเป็นอะไรของเขาเนี่ย”

ภวัตยืนคุยโทรศัพท์มือถือกับธานีอยู่ริมหน้าต่างห้องนอน
“ไม่น่าเชื่อว่าน้องดาจะไม่อยู่รอกลับมากับแก”
“นั่นสิ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าฉันจะไปรับ”
ภวัตหันหลังกลับมาเตียงก็สะดุ้งตกใจ
“เย้ย...เฮ้ย...”
แนนนี่นั่งหน้าเครียดขมวดคิ้วกอดอกอยู่ที่เตียงของภวัตแล้ว
“เป็นอะไรไปวะ ร้องซะเสียงดัง”
ภวัตทำมือไล่ให้แนนนี่กลับไป ปากก็รีบตัดบทกับธานี
“เปล่าไม่ได้เป็นอะไร แค่นี้ก่อนแล้วกัน ฉัน...จะนอนแล้ว”
ภวัตไม่ฟังเสียงตอบธานีกดวางสายแล้วพุ่งไปที่แนนนี่ทันที
“มาแบบนี้อีกแล้ว นี่มันค่ำแล้วนะแนนนี่”
แนนนี่มองหน้าภวัตหน้าหงิกงอ
ภวัตมองแนนนี่อย่างอ่อนใจแล้วเดินเข้าไปดึงมือแนนนี่ให้ลุกออกจากเตียง
“ไป...ลุกขึ้น เดี๋ยวพี่เดินไปส่ง”
แนนนี่ขืนมือตัวเองเอาไว้ไม่ยอมลุกท่าเดียว
“ไม่ แนนนี่มาเพราะมีเรื่องจะคุยกับพี่ภวัต”
“ไว้คุยกันพรุ่งนี้ ตอนนี้พี่ไม่คุย”
ภวัตพูดพลางจูงมือแนนนี่ไปที่ประตู
แนนนี่ขืนตัวไว้กระเง้ากระงอด
“แนนนี่มาเองก็กลับเองได้ แต่แนนนี่ยังไม่อยากกลับตอนนี้”
ระหว่างนั้นมีเสียงคลิ๊ก ดังที่ลูกบิดประตู ทั้งภวัตและแนนนี่ชะงักมองไปที่ประตู ภวัตตกใจรีบดันตัวแนนนี่ไปที่เตียง
จักรวาลเปิดประตูเข้ามา
ภวัตรีบดึงผ้าห่มคลุมตัวแนนนี่ไว้แล้วหันหลังเดินไปหาจักรวาล
“ยังไม่นอนเหรอครับพ่อ”
แนนนี่ดิ้นขลุกขลิกอยู่ใต้ผ้าห่ม จักรวาลเดินเข้ามากวาดสายตาทั่วห้อง
“พ่อเหมือนได้ยินเสียงเรากำลังพูดกับใคร...แล้วก็...เสียงผู้หญิงด้วย”
จักรวาลเดินมองราวกับกำลังสำรวจอะไรในห้อง ภวัตรีบฉวยโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะมาถือไว้
“อ๋อ อาจจะเมื่อกี้ที่ผมแกล้งดัดเสียงล้อเจ้าธานีเล่นน่ะครับ”
ภวัตแกล้งทำเสียงดัดให้โชว์จักรวาล
“ฮะโหล ฮะโหล เหมือนไหมครับพ่อ”
จักรวาลมองหน้าภวัตขำ ๆ
“งานที่โรงพยาบาล ท่าจะหนักทำลูกพ่อเพี้ยนไปขนาดนี้”
จักรวาลทำท่าจะหันหลังออกไปจากห้องแต่หางตาเหมือนเห็นอะไรโผล่แวบออกมาจากผ้าห่ม จักรวาลหันขวับไปที่เตียง มองเห็นปลายเท้าแนนนี่โผล่ออกมานอกผ้าห่ม
จักรวาลหันไปมองหน้าภวัตอย่างโกรธจัดหน้าแดง เข้าใจว่าเป็นเท้าดารกา ภวัตพยายามโบกไม้โบกมือ
“ไม่ ไม่ใช่อย่างที่พ่อคิดนะครับ”
จักรวาลพุ่งไปที่เตียงกระชากผ้าห่มออกมาทันที ทว่ามีแต่หมอนข้างวางอยู่ จักรวาลเดินไปจับหมอนข้างบนเตียงพลิกดูอย่างงงงวย
“หมอนข้าง แล้วทำไมมีขา แล้วทำไมตอนนี้ไม่มี”
ภวัตหน้าตางงตกใจแต่ก็แอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

ทางด้านบุษบากำลังนั่งหัวเราะเสียงดังใส่หมอไชยผู้เป็นพี่ชายอยู่ในห้องรับแขกที่บ้าน
“ฮ่า ๆๆๆๆ บุษไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนอย่างหมอไชยจะโดนเด็กอย่างยัยน้องดาหน้าจืดนั่นเชิ่ดใส่ ฮ่าๆๆๆๆ”
ไชยเดินมากระแทกตัวนั่งที่โซฟาอย่างหงุดหงิด
“เออ หัวเราะเข้าไป คนยิ่งกำลังเจ็บใจ”
บุษบาหัวเราะเบาลง ทำเป็นหยิบรีโมทมาเปลี่ยนช่องไม่สนใจ
“ฮ่าๆๆ อ่ะหยุดหัวเราะก็ได้ เจ็บใจแล้วจะแก้เผ็ดไหมล่ะคะ ฮ่ะๆๆ”
ไชยตาแข็งกร้าว
“เจอคราวหน้า ฉันจะจัดการยัยน้องนี่ให้อยู่หมัดเลย คอยดูแล้วกัน”
บุษบาชำเลืองมองพี่ชายยิ้มๆ อ้าปากหาวแล้ววางรีโมทลงที่โต๊ะ
“จะจัดยังไงก็จัดซะให้ไวก็แล้วกัน อย่าให้มันรกหูรกตาบุษอีกเป็นพอ ง่วงละ พี่ไชยนั่งคิดวิธีไปแล้วกัน”
บุษบาลุกขึ้นเอามือแตะที่ไหล่ไชย
“กู๊ดไนท์นะคะพี่ชาย หวังว่าจะคิดออกได้ในคืนนี้”
ไชยสีหน้าครุ่นคิดอย่างไม่สบอารมณ์
ที่หน้าจอโทรทัศน์ซึ่งบุษบาเปิดค้างไว้ เป็นภาพรายงานข่าว การเคลื่อนย้ายศพที่ถูกห่อด้วยผ้าขาวขึ้นรถร่วมกตัญญู
“เมื่อเวลา 21.00 น. ที่ผ่านมา พบศพชายในชุดโชเฟอร์แท็กซี่ผู้หนึ่งนอนเสียชีวิตอยู่ข้างพงหญ้า เบื้องต้นตรวจพบบาดแผลเหวอะหวะ ไปทั้งตัวราวกับถูกสัตว์ทำร้ายมากกว่าอาวุธชนิดอื่น....” ผู้ประกาศข่าวรายงาน
ไชยขมวดคิ้วมองไปที่โทรทัศน์เบื้องหน้าอย่างขยะแขยง
“ไม่มีอะไรดูแล้วเหรอเนี่ย”
ไชยหยิบรีโมทขึ้นมากดเปลี่ยนช่องอย่างรำคาญ ๆ

ดารกานั่งหน้าว้าวุ่นอยู่ในห้อง
“นี่ตกลงฉันเป็นอะไรกันแน่เนี่ย มันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน”
ปัทมนเดินยิ้มอย่างอ่อนโยนเข้ามาในห้อง ดารกาเงยหน้ามองสีหน้ายังคงเคร่งเครียด
“คุณแม่”
ปัทมนเดินเข้ามานั่งข้างๆ ดารกา
“วันนี้ไปไหนมาจ๊ะกลับซะค่ำเลย แม่มีธุระจะคุยกับลูกดานิดหน่อย”
ดารกายกมือไหว้ขอโทษปัทมน
“น้องดาขอโทษค่ะคุณแม่ที่ทำให้คุณแม่ต้องคอยนาน”
ปัทมนจับมือดารกาไว้
“ไม่นานเท่าไหร่หรอกจ้ะ ลูกกลับมาค่ำๆ อย่างนี้อย่างปลอดภัยแม่ก็ว่าดีแล้ว”
ดารกาหรุบตาต่ำอ้ำอึ้ง
“คุณแม่คะ น้องดาเอ่อ..มีเรื่องอยากจะถามค่ะ”
ปัทมนทำหน้าสงสัย
“คุณแม่เล่าให้น้องดาฟังได้ไหมคะว่าวันแรกที่คุณแม่เจอกับน้องดา...เอ้อ คุณแม่เจอยังไง น้องดาเป็นใคร”
ปัทมนได้ยินคำถามก็มองหน้าดารกาอย่างหนักใจ
“ทำไมถึงถามอย่างนี้ล่ะลูก”
ดารกาตอบปัทมาอย่างอ้อมแอ้ม
“น้องดาแค่..อยากรู้ความเป็นมาของตัวเองบ้าง”
ปัทมนจ้องหน้าดารกา
“ลูกดา มันไม่ได้สำคัญเลยว่าวันนั้นแม่เจอลูกยังไง หรือลูกเป็นใคร แม่ให้ความสำคัญกับวันนี้ ตอนนี้ ที่ลูกดาเป็นลูกของแม่”
ปัทมนพูดพลางดึงตัวดารกามากอดไว้อย่างรักใคร่เอื้อเอ็นดู ดารกากอดปัทมนกลับใจชื้นขึ้นเริ่มยิ้มออก
“เออ แล้วที่คุณแม่บอกมีเรื่องจะคุยกับน้องดา”
ปัทมนเชยคางดารกาขึ้นก่อนจะพูดออกมา
“ก็จะคุยเรื่องงานหมั้นของลูกกับตาภวัตน่ะแหละจ้ะ”
ดารกายิ้มกว้างลืมความทุกข์ไปหมดสิ้น

ภวัตปิดประตูห้อง หลังจากจักรวาลเดินออกไป แล้วกดปุ่มล็อคประตู ภวัตหันหลังกลับพุ่งไปที่เตียงยกผ้าห่มขึ้นสะบัด แล้วก้มลงดูที่ใต้เตียงให้วุ่น
“หายไปได้ยังไงเนี่ย”
ภวัตมองขึ้นมาจากใต้เตียงเห็นขาคู่หนึ่งนั่งแกว่งอยู่ตรงปลายเตียง ภวัตรีบผุดออกมาจากใต้เตียง
เห็นแนนนี่นั่งทำหน้าทะเล้นอยู่ที่ปลายเตียง
ภวัตเท้าสะเอวส่ายหน้าเหนื่อยกับความแก่นแก้วของแนนนี่
“พี่จะทำยังไงกับเราดีเนี่ย”
แนนนี่แอ๊บทำเป็นไม่รู้เรื่องตาใสซื่อ
“ทำอะไรคะ แนนนี่ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ พี่ภวัตต้องขอบคุณแนนนี่ด้วยซ้ำที่หลบลุงจักรได้ทัน”
แนนนี่ยิ้มทำหน้าทะเล้นใส่ ภวัตดึงแขนแนนนี่ให้ลุกจากเตียง
“ไป กลับไปได้แล้ว”
แนนนี่มองหน้าภวัตทำหน้างอนใส่
“เอะอะก็ไล่ให้ไป ก็แนนนี่บอกแล้วว่ามีเรื่องจะคุย”
ภวัตไม่ฟังดึงแนนนี่ให้ลุกขึ้น
“พี่บอกแล้วว่าพี่ไม่คุยตอนนี้ กลับเถอะอย่าทำให้ผู้ใหญ่ไม่สบายใจ”
แนนนี่หน้างอนแต่ยอมลุกขึ้น พูดจี้ใจดำภวัตออกมาโดยไม่รู้ตัว
“พี่ภวัตหมายถึง...ลุงจักร ทำไมคะกะอีแค่ถ้าลุงจักรเห็นแนนนี่ในห้องพี่ภวัตต้องถึงขั้นไม่สบายใจเลยเหรอ”
ภวัตทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกไม่รู้จะตอบแนนนี่ว่ายังไง
“อย่าทำให้พี่กลุ้มไปกว่านี้เลยแนนนี่ แค่เรื่องน้องดาพี่ก็จะแย่แล้ว”
แนนนี่หันขวับมาจ้องหน้าภวัตทันที
“พี่ดา พี่ดามาเกี่ยวอะไรกับพี่ภวัตอีก”
ภวัตไม่ตอบดึงมือแนนนี่เดินออกไปที่ประตู แนนนี่เหมือนโดนลากออกไปแต่ปากยังไม่หยุดถาม
“ทำไมพี่ภวัตต้องรู้สึกแย่เรื่องพี่ดา แล้วทำไมพี่ภวัตต้องไม่ตอบแนนนี่”
มือหนึ่งภวัตดึงมือแนนนี่ ส่วนอีกมือหนึ่งบิดลูกบิดเปิดประตูห้อง พอประตูเปิดออก ภวัตหน้าตาตื่นตกใจ
“ยัยเกล้า”
รัดเกล้ายืนจังก้าอยู่หน้าประตูมองเขม็งที่ภวัตและเลยไปแนนนี่ที่อยู่ด้านหลัง

ธานีถือโทรศัพท์มือถือลุกพรวดขึ้นจากโซฟา
“อะไรนะ แนนนี่กับเจ้าภวัตทำอะไรกันในห้องนอน”
เสียงรัดเกล้าที่อยู่ปลายสาย ดังทะลุออกมาจากโทรศัพท์
“จะเสียงดังอะไรพี่ธานี เกล้าไม่ได้บอกว่าเขาทำอะไรกันในห้องนอน!! เกล้าบอกว่าเขาเดินออกมาจากห้องนอนด้วยกัน”
“อ้าวเหรอ พี่ก็สงสัยว่าแล้วเราไปเห็นได้ยังไงว่าเขา”ทำ” อะไรกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันก็ไม่ควรอยู่ดี เดี๋ยวแนนนี่กลับมาคงต้องคุยกัน”
ธานีกดวางสายจากรัดเกล้าก็เดินไปรอแนนนี่หน้าทางเข้าห้อง สีหน้าครุ่นคิด
ไม่นานหลังจากนั้น แนนนี่ก็เดินเข้าห้องโถงมาด้วยสีหน้าปรกติ แล้วชะงักที่เห็นธานียืนกอดอกอยู่หน้าห้อง
“พี่ธานีทำหน้าซะน่ากลัวเลย”
ธานีมองหน้าแนนนี่อย่างจะเอาเรื่อง
“ก็เราไปทำอะไรมาล่ะ”
แนนนี่ทำท่าเบื่อหน่ายใส่ธานี
“แนนนี่ไม่เข้าใจเลยว่ามันแปลกตรงไหนที่แนนนี่ไปหาพี่ภวัต ทำไมทุกคนต้องโกรธต้องทำเหมือนมันเป็นเรื่องราวใหญ่โต พี่เกล้าก็อีกคน”
“เพราะทุกคนเป็นห่วง มันดูไม่ดี”
แนนนี่มองหน้าธานีตั้งหน้าตั้งตาเถียง
“ไม่ดีตรงไหน แนนนี่ก็ไปมา ไปมา แบบนี้มาตั้งนานแล้ว”
ธานีสวนกลับแนนนี่โดยไม่ทันคิด
“ไม่ดีตรงที่น้องดากับเจ้าภวัตกำลังจะหมั้นกันเร็ว ๆ นี้”
แนนนี่กำลังจะอ้าปากเถียงต่อ ถึงกับหน้าเหวอไป ธานีหยุดกึกมองหน้าดูปฏิกิริยาแนนนี่อย่างเป็นห่วง
“แนนนี่ พี่...”
แนนนี่ตาลอยไม่ฟังว่าธานีจะพูดอะไรต่อ เดินผ่านธานีขึ้นบันไดไปเหมือนไม่รู้สึกตัว
ธานีเดินตามถึงเชิงบันไดแล้วหยุดได้แต่มองตามถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา
วันต่อมา ภวัตไปทำงานตามปกติ และเวลานั้นคนไข้ลุกขึ้นยืนยกมือไหว้ขอบคุณภวัต
เสียงโทรศัพท์มือถือภวัตดังจากกระเป๋าเสื้อกราวน์ ภวัตยกมือรับไหว้คนไข้แล้วเอามือล้วงโทรศัพท์ออกมา
พยาบาลที่ยืนอยู่ไม่ไกลผายมือเชิญคนไข้ออกไปด้วยกัน พยาบาลหันกลับมาที่ภวัต
“คุณหมอจะให้เชิญคิวต่อไปเลยไหมคะ”
ภวัตถือโทรศัพท์อยู่แต่พยักหน้าให้สัญญาณว่าให้พาเข้ามาเลย
เวลาผ่านไปเสียงเปิดประตูห้องดังขึ้น
ภวัตหมุนเก้าอี้กลับมาก้มหน้ากดวางสายโทรศัพท์ ถามพยาบาลโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง
“ไหนล่ะแฟ้มประวัติคนไข้”
พยาบาลยื่นแฟ้มให้ตรงหน้าภวัต ภวัตเงยหน้ารับแฟ้มแล้วชะงัก เมื่อเห็นแนนนี่ยืนยิ้มอยู่ข้างหน้าข้างพยาบาล
ภวัตส่ายหน้าถอนหายใจ
“เฮ้อ...หาทางมาจนได้”
แนนนี่นั่งลงตรงที่นั่งคนไข้
“ก็แนนนี่ป่วยไม่สบาย..ใจ ก็ต้องมาหาหมอนี่คะ หมอที่ชอบหลบหน้าแนนนี่ด้วย”
ภวัตทำเป็นไม่สนใจมองเลยแนนนี่ไปเรียกพยาบาล
“พาคนไข้คิวต่อไปเข้ามาเลยครับ”
พยาบาลมองที่แนนนี่ทำท่างงๆ แต่ก็เดินออกไปตามภวัตสั่ง
แนนนี่หันไปมองพยาบาลแล้วหันกลับมาเอามือกุมหัวร้องโอดโอยกับภวัต
“โอ๊ย พี่ภวัตคะแนนนี่ปวดหัวค่ะ ปวดมาก มันปวดตุ้บ ๆ ในหัวเหมือนกำลังจะเป็นประสาท”
ภวัตมองที่แนนนี่แบบเนือย ๆ แต่ไม่รู้จะทำยังไง

ผาดกำลังล้างผักอยู่ที่อ่างล้างจาน พรยืนหั่นผักที่ผาดล้างสะอาดแล้วอยู่ไม่ไกลท่าทางกระสับกระส่าย
“ป้า...”
ผาดเอียงหน้าไปทางพรเล็กน้อยเหมือนจะรอฟัง
“ฮื่อ”
พรเม้มปากแน่นเหมือนพยายามจะไม่พูด หั่นผักต่อไปแบบไม่เป็นสุข ผาดหันกลับไปล้างผักต่อ สักพักพรชำเลืองไปทางผาดแล้วทนไม่ไหว
“ป้า...”
ผาดหยิบตะกร้าผักที่ล้างแล้วมาวางกระแทกตรงหน้าพรอย่างรำคาญ
“อะไรของเอ็งวะ เรียกแล้วก็เงียบชักรำคาญแล้วนะเว้ย”
พรหยิบผักออกจากตะกร้าไปก็มองหน้าผาดไป
“ก็แหม..ฉันก็ต้องใช้หัวคิดหน่อยว่าควรเล่าไม่ควรเล่า เดี๋ยวป้าจะมาว่าฉันยุ่งเรื่องเจ้านายอีก”
ผาดหยิบผักจากตะกร้าขึ้นฟาดที่ไหล่พร
“บ๊ะ อีนี่ถ้ามันคันปากอยากจะเล่านักก็พูดมันออกมา”
พรเอียงตัวหลบผาดแต่ก็เริ่มยิ้มออก
“วันก่อนที่ฉันไปซื้อปลา ฉันเจอผู้หญิงคนนั้นที่ตลาดด้วย”
ผาดขมวดคิ้วสงสัย
“ใครวะผู้หญิงคนนั้น”
พรทำเป็นมองซ้ายขวาแล้วก้มหน้าไปกระซิบผาดที่หู ผาดยกมือทาบอกด้วยความตกใจ
“อย่าพูดออกไปเชียวนะเอ็ง ข้าว่าเรื่องนี้มันแปลกๆ อยู่”
“ก็ใช่ไงป้า ฉันถึงได้อึดอัดอยู่นี่ไง”
“ข้าว่าผู้หญิงคนนี้มันจะยังไงๆ กับคุณดาเธออยู่นะ”
ผาดมองหน้าพรอย่างจริงจัง
“แกก็อย่าหลุดไปบอกใครเชียว”
พรก้มหน้าตอบผาดเสียงอ่อย
“เห็นจะไม่ทันเสียแล้วล่ะป้า”
ผาดมองหน้าพรเป็นเชิงถาม
“ก็คนที่ไปกับฉันวันนั้นน่ะมันคือไอ้โป่ง! ป่านนี้มันคงคาบไปบอกคุณแนนนี่เรียบร้อยไปแล้วล่ะ”
ผาดได้ฟัง ก็มองหน้ากับพรอย่างหนักใจ

แนนนี่เดินเอื่อยๆ อยู่ในสวนอย่างเศร้าสร้อย
“ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ไปได้”
เสียงโป่งดังขึ้นทางด้านหลัง
“ว่าแล้วอาจารย์ต้องมาอยู่แถวนี้ สมแล้วจริงๆ ที่เป็นศิษย์อาจารย์กัน”
แนนนี่หันหลังไปตามเสียงหงอย ๆ
“ตามหาตั้งนาน โป่งมีเรื่องจะ...”
“มาก็ดีละ ฉันมีเรื่องจะบ่นซักหน่อย”
โป่งหุบปากแทบไม่ทัน แนนนี่หันหลังเดินไปก็บ่นไป
“พี่ภวัตนะพี่ภวัต ไม่เข้าใจเลยว่าไปหลงกลเวทมนตร์อะไรของใครเข้า ถึงไปยอมทำตามเขาง่ายๆ”
โป่งเดินตามแนนนี่ไม่ห่างทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจที่แนนนี่พูด
“ฮ๊า คุณภวัตใช้เวทมนตร์เป็นเหมือนกันเหรอครับอาจารย์”
แนนนี่เหลือบตามองโป่งอย่างขัดใจ
“ไม่ใช่!! ฉันหมายถึงเรื่องพี่ภวัตกับพี่ดา เขาสองคนจะหมั้นกันรู้ไหม ได้ยินไหม”
แนนนี่หันกลับมาพูดเสียงดังใส่หูโป่ง โป่งเอียงตัวหนีแทบไม่ทัน
“ฮ๊า จะหมั้นกัน ก็คงต้องเป็นอย่างนั้น เอ้ย จะเป็นอย่างนั้นไปได้ยังไงครับอาจารย์”
แนนนี่ขมวดคิ้วมองหน้าโป่ง
“ก็นั่นน่ะสิ ยอมไม่ได้ ฉันยอมไม่ได้เด็ดขาด ต้องทำอะไรสักอย่าง”
โป่งทำท่าช่วยแนนนี่คิด
“โป่งว่าบางทีคุณภวัตอาจจะไม่ได้อยากหมั้นกับคุณดาก็ได้นะครับ โป่งไม่เคยเห็นคุณภวัตจะใส่ใจอะไรคุณดาเป็นพิเศษเลย”
แนนนี่มองหน้าโป่งสีหน้าเริ่มดีขึ้น พอโป่งเห็นแนนนี่ดูผ่อนคลายขึ้นก็พูดต่อ
“อาจจะโดนบังคับ หรือจำเป็นก็ได้ครับอาจารย์”
คราวนี้แนนนี่เริ่มยิ้มออกทำท่าเหมือนคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง
“ใช่ แนนนี่ก็ว่าอย่างนั้นแหละ”
แนนนี่หันหลังกลับเดินต่อแล้วหันไปเร่งโป่ง
“เร็วโป่ง ไปเร็ว”
โป่งทำหน้าสงสัยเพราะตามแนนนี่ไม่ทัน
“ไป ไปไหนครับ”
แนนนี่หันหลังตะโกนกลับมา
“ไม่อยากเรียนมายากลแล้วเหรอ ตามมาเร็วเดี๋ยวอาจารย์จะสอนให้ ฝึกไว้ให้คล่องจะได้เตรียมไว้ช่วยพี่ภวัตด้วยกัน”
โป่งกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามหลังแนนนี่
“ซ้อมช่วย ช่วยยังไงครับ”
แนนนี่หยุดวิ่งกอดอกยิ้มกริ่ม
“ก็ช่วยให้พี่ภวัตไม่ต้องฝืนใจหมั้นไง แนนนี่จะหาวิธีช่วยพี่ภวัตเอง”

แนนนี่นั่งขอบกระถางต้นไม้มองโป่งล้างรถหน้าเซ็ง ๆ โป่งถือถังใส่น้ำเหลือบมองแนนนี่อย่างรู้สึกผิด
“โธ่ อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิครับอาจารย์ ก่อนโป่งจะเรียนกับอาจารย์ ขอโป่งสะสางธุรกิจโป่งก่อนเถอะคร้าบ”
แนนนี่ทำหน้างอมองโป่งอย่างใช้ความคิด
“ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ช่วยรีบ ๆ ทำให้เสร็จจะได้ไหมจะได้มาช่วยกันคิด”
โป่งดึงสายยางมาฉีดน้ำใส่รถอย่างทุลักทุเล
“แหม รถคันตั้งเบ้อเริ่ม อาจารย์รอแว้บนึงนะครับเดี๋ยวโป่งจะเสกให้เลี่ยมภายในครึ่งชั่วโมง”
แนนนี่ทำหน้าเบื่อหน่ายอยู่ครู่หนึ่งก็เหมือนคิดอะไรออก
“โป่ง....”
โป่งกำลังฉีดน้ำอยู่หลังรถไม่ได้ยินเสียงแนนนี่เรียก แนนนี่เห็นโป่งไม่ได้ยินจึงตะโกนดังขึ้น
“นายโป่ง”
โป่งสะดุ้งโหยงเผลอยกสายยางขึ้น แรงน้ำพุ่งเฉียดตัวแนนนี่ไปนิดเดียว
“ครับอาจารย์ครับ เย้ย....”
แนนนี่กระโดดหลบทัน โป่งรีบทิ้งสายยางลงยกมือไหว้ขอโทษปะหลก ๆ
“ขอ ขอโทษครับอาจารย์ เปียกหรือเปล่าครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ”
แนนนี่ไม่ตอบอะไรแต่มองไปที่สายยางที่พื้น ร่ายคาถาออกมา
“ซูเปร เปรโด ซูปรา”
สายยางค่อยๆ ขยับลอยขึ้นหันไปที่โป่ง โป่งเบิกตาโพลงจะวิ่งเข้าไปหาแนนนี่แต่ไม่ทัน
“โอ๊ะ อย่าครับอาจารย์เดี๋ยวเปียกทั้งตัว”
น้ำจากสายยางพุ่งไปที่โป่ง แนนนี่หัวเราะเสียงดังมองดูโป่งเปียกโชกไปทั้งตัว
“เอาล่ะ ต่อไปก็...”
แนนนี่มองไปที่ถังผสมน้ำยา
“เปรโด ซูปรา ดรา ซูเปร”
ถังน้ำยาทั้งถังลอยขึ้นแล้วเทราดกระจายลงไปบนรถเอง โป่งยืนตบมือชอบใจอยู่ข้างๆ
“เยี่ยมไปเลยครับอาจารย์ กลแบบนี้สอนโป่งบ้างนะครับ”
แนนนี่หันไปทำหน้าดุใส่โป่ง
“ยืนเฉยทำไมล่ะ ไปช่วยกันสิจะได้เสร็จเร็วๆ อู้งานเหรอ”
สายยางหันมาฉีดน้ำใส่โป่งอีก โป่งกระโดดหนีเป็นพัลวัน

แนนนี่สนุกสนานกับการใช้เวทมนตร์ นั่งหัวเราะเสียงดัง โดยไม่รู้ว่าที่มุมเสาไม่ไกลออกไปนั้น ชิกเก้นยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างหวั่นวิตก

ชิกเก้นตัดสินใจกลับเมืองเวทมนตร์เดินเข้ามาอย่างร้อนใจแล้วกระโดดผลุงขึ้นบนตักทาฮิร่า ที่นั่งหลับสัปหงกอยู่บนเก้าอี้โยก
ทาฮิร่าสะดุ้งโหยงเบิกตาโพลงทำท่าจะเสกเวทมนตร์ ชิกเก้นรีบตะโกนดักไว้
“แว้ก อย่าเพิ่ง...คร้าบนาย ใจเย็นนี่ชิกเก้นเอง”
ชิกเก้นรีบกระโดดลงจากตักทาฮิร่าไปที่เก้าอี้อีกตัวใกล้ ๆ กัน ทาฮิร่าค้อนใส่ชิกเก้นประหลับประเหลือก
“มาแบบนี้อีกคราวหน้าจากแมวดีๆ ได้เป็นคางคกแน่”
ชิกเก้นหน้าเหยเกรีบเปลี่ยนเรื่อง
“ชิกเก้นรีบมาไปหน่อย เพราะร้อนใจจะรีบปรึกษานาย” ชิกเก้นพูดเป็นนัย
ทาฮิร่าขมวดคิ้ว
“แนนนี่อีกล่ะสิ คราวนี้อะไรอีกล่ะ”
“ชิกเก้นว่าเวทมนตร์ของแนนนี่ล้ำขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก มากจนน่าเป็นห่วง”
ทาฮิร่าท่าทางหนักใจไปด้วย
“นั่นสิ ทั้งๆ ที่ฉันก็ไม่ได้สอนอะไรให้ แต่นับวันก็ยิ่งแก่กล้าขึ้นทุกวัน นี่ถ้าแนนนี่คืออสูรจริง..โอยฉันไม่อยากจะคิด”
“แต่ชิกเก้นว่าถึงแนนนี่จะแก่นกะโหลกบ้าง ดื้อบ้าง แนนนี่ก็ไม่เหมือนอสูรอยู่ดี”
ฟังชิกเก้นว่า ทาฮิร่าได้แต่ขมวดกลุ้มใจคิดไม่ตก
“แล้วถ้าเป็น..จริง ๆ ล่ะ”
“ถ้าเป็นจริง เมืองเวทมนตร์ก็คงน่าเป็นห่วงถ้าแนนนี่เรียนเวทมนตร์จบเล่ม”
“แต่ก็ไม่แน่ ถ้าไม่ใช่ขึ้นมา...ฉันมั่นใจว่าเวทมนตร์ระดับแนนนี่จะสามารถปราบอสูรตัวจริงได้ แต่เราจะทำยังไงให้ได้รู้ล่ะใครคืออสูร!”
สองบ่าวนาย ชิกเก้นกับทาฮีร่าได้แต่มองหน้ากันแล้วถอนหายใจ

คืนนั้นแนนนี่ในชุดนอนรื้อข้าวของในตะเกียงแก้วให้วุ่นวาย
“อยู่ไหนน๊า ออกมาซะทีสิ ไอ้ทีเวลาต้องการละก็หาย...”
ตะเกียงแก้วทนไม่ไหว เห็นแนนนี่รื้อข้าวของจนวุ่นวายไปหมดก็บ่น
“นี่มันดึกแล้วนะ จะอะไรกันนักหนา”
“แนนนี่หาตำราอยู่น่ะพี่ตะเกียงแก้ว แนนนี่อยากจะฝึกเวทมนตร์ตอนนี้”
ตะเกียงแก้วทำเสียงรำคาญใส่
“เอาไว้ฝึกพรุ่งนี้แล้วกันน่ะ ดูสิรกเละเทะไปหมด”
แนนนี่ไม่ได้สนใจฟังตะเกียงแก้วสักนิด เงยหน้าขึ้นมามือหนึ่งถือตำราเวทมนตร์ชูขึ้นดีใจ
“อยู่นี่เอง ปล่อยให้หาซะตั้งนานนะจ๊ะพี่เวทมนตร์จ๋า”
“ได้แล้วก็ออกไปสิ พรุ่งนี้ค่อยเรียน”
แนนนี่พลิกตำราหน้านู้นนี้ไม่ใส่ใจตะเกียงแก้ว
“บทไหนดีนะ บทไหนดี วิชาเปลี่ยนนิสัยตะเกียงขี้บ่นมีไหมน๊อ”
ตะเกียงแก้วเริ่มโมโหใช้ไม้ตาย
“ไม่ยอมไปดีๆ ใช่ไหม แถมยังมาว่าเราขี้บ่น นี่แน่ะดูฤทธิ์ตะเกียงขี้บ่นบ้างแล้วกัน”
สิ้นเสียงตะเกียงแก้วก็เกิดลมพายุกระพือขึ้นในตะเกียงแก้ว จนทำให้ตำราเวทมนตร์ในมือแนนนี่พัดไปหน้านู้นหน้านี้ แนนนี่พยายามจับตำราเอาไว้แต่สู้แรงลมไม่ได้
“เอ้า ออกก็ออก แหมแค่นี้ก็ต้องแกล้งกันด้วย เขารู้หรอกน่าว่าเก่งสั่งลม สั่งพายุได้ ไปก็ได้ไม่ง้อแล้ว”
แนนนี่กอดตำราไว้ที่อก ลุกขึ้นยืนแล้วออกจากตะเกียงแก้วไป
เวลานั้นไทเกอร์นั่งเซ็งบ่นอยู่หน้าเครื่องจับสัญญาณตำราเวทย์
“ลำบากซื้อมาแล้วก็ต้องมาลำบากเรามานั่งเฝ้า ทีตัวเองละสบาย”
ไทเกอร์หันไปเห็นบาบาร่าหลับสนิทอ้าปากหวอ ไทเกอร์หันกลับมาก็เริ่มหาว
“โอ๊ย ไทเกอร์ก็ง่วงเป็นเหมือนกันนะ ฮ๊าว...”
ไทเกอร์เริ่มตาหรี่ลง...หรี่ลง จนปิดไปในที่สุด
บาบาร่านั่งสัปหงกหัวตกจนสะดุ้งลืมตาเห็นไทเกอร์นั่งหลับก็ตะโกนปลุก
“ไทเกอร์...”
ไทเกอร์หลับสนิทไม่ได้ยินเสียงบาบาร่าเรียก บาบาร่าเริ่มไม่สบอารมณ์เรียกไทเกอร์เสียงดังขึ้นกว่าคราวที่แล้ว
“ไทเกอร์...”
ไทเกอร์ยังคงหลับแน่นิ่งไม่ขยับตัว บาบาร่าลุกเดินไปจับตัวไทเกอร์เขย่า
“ตื่นนะเจ้าแมวขี้เกียจ ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้”
ไทเกอร์โดนบาบาร่าเขย่าตัวโยนแต่ก็ยังไม่มีแววจะตื่น
“ตื่น ตื่น ตื่น เจ้าแมวขี้เซา”
บาบาร่าตาโต งงที่ไทเกอร์ไม่มีทีท่าจะลืมตาจึงวางไทเกอร์ลง ตบแก้มไทเกอร์เพี้ยะ คราวนี้ไทเกอร์ยกคอขึ้นเบิ่งตาโพลงบ่นงึมงำ
“ฮูย นาย...แค่นี้ต้องตบกันด้วย”
บาบาร่าเท้าสะเอวก้มหน้าด่าไทเกอร์
“หลับในระหว่างการปฏิบัติงานอย่างนี้ใช้ได้ที่ไหน ตกลงไม่อยากเป็นแมวแล้วใช่ไหม”
ไทเกอร์กลัวจนหัวหด
“แหมนาย เอะอะขู่ เอะอะขู่ เครื่องนี่มันใช้การได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ผมนั่งเฝ้ามาทั้งวันทั้งคืนไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้นเลย”
“ใช้ได้สิ ต้องใช้ได้ ฉันซื้อมาตั้งแพง แกรู้ไหมหน้าที่ของแกเนี่ย มันสำคัญแต่เมืองเวทมนตร์เราแค่ไหน เพราะฉนั้นตั้งใจหน่อย ตั้งใจ เข้าใจไหม”
บาบาร่าพูดจบก็เดินกลับไปนั่งเก้าอี้โยกตัวเดิมแล้วหลับต่อ ไทเกอร์มองตามแล้วเบะปาก
“โธ่ สำคัญนักแล้วทำไมไม่มาดูเองซะล่ะ”
เวลาผ่านไป ไทเกอร์เริ่มตาปรืออีกรอบ มีเสียงสัญญาณดังขึ้นจากเครื่องจับสัญญาณ
ไทเกอร์เบิกตาโพลงเห็นเข็มที่เครื่องจับสัญญาณกระดิก
“นาย นาย ตื่นเร็ว”
ไทเกอร์วิ่งไปหาบาบาร่าใช้ขาสะกิดบาบาร่า แต่บาบาร่ายังคงหลับไม่รู้เรื่อง
ไทเกอร์กระโดดขึ้นบนตัวบาบาร่าแล้วกระโดดๆ อีก 2 ที บาบาร่ายังคงปิดตาสนิท ไทเกอร์ตัดสินใจยกขาขึ้นที่หน้าบาบาร่า
“ขอโทษนะนายแต่ผมจำเป็น”
ขาดคำ ไทเกอร์ตบหน้าบาบาร่าดังเพี๊ยะ แล้วรีบกระโดดลงจากตักทันที บาบาร่าสะดุ้งตื่นยกมือคลำหน้าตัวเอง
“อะไรเนี่ยรู้สึกเหมือนโดนตบ”
ไทเกอร์ทำไม่รู้ไม่ชี้ เรียกบาบาร่ามาดูเครื่องจับสัญญาณ
“โอ๋ ๆ คงฝันร้ายไปน่ะนาย ตื่นก็ดีแล้วนายมาดูเครื่องนี่สิ เมื่อกี้มันมีเสียงดังขึ้นนะ”
บาบาร่ารีบพุ่งทะยานไปที่เครื่องจับสัญญาณทันที

แนนนี่นั่งหลับตาท่องมนต์อยู่อย่างขะมักเขม้น
“ไม่สิ ไม่ใช่ เอาใหม่ ๆ ฮันตาลายา มูตา พลางตา ฮันตาลายา”
พอชิกเก้นเดินเข้ามาในห้องเห็นแนนนี่กำลังฝึกเวทมนตร์ก็โวยวาย
“ฉันเคยบอกเธอแล้วอย่ามาฝึกข้างนอกแบบนี้ พอเลย พอเลย”
แนนนี่ทำเป็นไม่สนใจชิกเก้น
“ฮันตาลายา มูตา พลางตา ฮันตาลายา”
พอแนนนี่หันไปหาไทเกอร์อีกที กลายเป็นใบหน้าของภวัต
“ไง เจ้าชิกเก้นได้ข่าวว่าเจ้าเป็นแมวขี้บ่นของน้องแนนนี่คนสวยเหรอ”
ชิกเก้นตะลึงที่แนนนี่สามารถใช้เวทมนต์พรางหน้าได้
“พอเลยเก็บตำราได้แล้ว เธอมาใช้ข้างนอกแบบนี้อันตรายมาก”
แนนนี่หันหลังให้ไทเกอร์แล้วหมุนตัวกลับมาใหม่เป็นหน้าดารกา
“นิดหน่อยเองจ้ะชิกเก้น ว่าแต่ชิกเก้นว่าน้องแนนนี่เก่งไหมจ๊ะ ชิกเก้นอยากเห็นใครอีกจ๊ะ โป่งไหม ลุงจักรหรือใครดี แนนนี่เปลี่ยนอีกได้นะ ฮ่า ๆๆ”
แนนนี่หัวเราะร่วนชอบใจ ชิกเก้นทำหน้าสยอง
“เธอจะทำอะไรน่ะ เรียนบทนี้เพื่ออะไร”
แนนนี่หันกลับมาเป็นหน้าตัวเองหัวเราะหึ ๆ
“ก็ไม่ได้อะไร นี่น่ะยังเบาะๆ นะมันยังใช้ได้แค่ 5 นาที แนนนี่กำลังพยายามฝึกให้มันได้ยาวๆ กว่านี้อยู่”
ชิกเก้นได้มองแนนนี่แล้วส่ายหัวอย่างหนักใจ

ที่เมืองเวทมนตร์ บาบาร่าวิ่งพล่านชูเครื่องจับสัญญาณขึ้นฟ้า เครื่องจับสัญญาณเบาบ้างดังบ้าง เข็มพิกัดวิ่งทางโน้นทีทางนี้ที บาบาร่าวิ่งไปตามเข็มพิกัดบอกเดี๋ยวซ้าย เดี๋ยวขวา ไทเกอร์วิ่งตามบาบาร่า
จนบาบาร่าเริ่มหอบในมือยังถือเครื่องจับสัญญาณอยู่
“ยังไงกันแน่ล่ะเนี่ย เดี๋ยวดังเดี๋ยวเบา เดี๋ยวซ้ายเดี๋ยวขวา ชักจะอารมณ์เสีย”
“นั่นสินาย เห็นไหมว่าของแพงไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป”
บาบาร่ามองเครื่องจับสัญญาณที มองไทเกอร์ทีอย่างครุ่นคิด
“เป็นไปไม่ได้ ฉันว่ามันยังไงๆ อยู่นา”
จังหวะนั้นเครื่องจับสัญญาณก็เงียบเสียงลง
ไทเกอร์มองเครื่องจับสัญญาณอย่างไม่เชื่อถือพูดออกมาลอย ๆ
“ถ้านายมั่นใจว่าเครื่องมันไม่ผิดพลาด งั้นก็ต้องแปลว่าอสูรไม่ได้อยู่แถวนี้แล้ว”
บาบาร่าเห็นด้วย ดีดนิ้วเปาะทำท่าเหมือนคิดอะไรออก
“นั่นสิ แปลว่านังเด็กแนนนี่แม่มดปลอมมันไม่ได้อยู่แถวนี้ ถ้าคลื่นเป็นแบบเมื่อกี้ไม่อยู่เมืองเวทมนตร์ก็ต้อง...”
“...เมืองมนุษย์” ไทเกอร์บอก
บาบาร่ามองไทเกอร์ยิ้มออก

“เราจะไปเมืองมนุษย์ ไปจับอสูรกัน”

อ่านต่อตอนที่ 7 วันนี้ เวลา 21.00 น.




ดุจดาวดิน ตอนที่ 6
ดุจดาวดิน ตอนที่ 6
ค่ำคืนนั้น ก้านซึ่งแหกคุกออกมากำลังปีนข้ามรั้วเข้าบ้านเติมบุญ โดยงัดแงะเข้าไปในตัวบ้านอย่างชำนาญ เพียงไม่นานเขาสามารถมาเข้ามาในบ้านได้อย่างสบาย ก่อนจะหันมองไปรอบๆ อย่างระวังตัว ระหว่างนั้นปานดาวยืนคุยกับปานฟ้าเรื่องการประกวดวาดภาพอย่างไม่พอใจ “เธอลำเอียง หลานแท้ๆ ไม่สนใจ กลับไปเอาใจไอ้เด็กข้างถนนอะไรไม่รู้ ใจดำมากนะฟ้า” “พี่ดาวใจเย็นๆสิคะ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย แค่ประกวดวาดภาพของเด็กๆ คนให้คะแนนคือกรรมการ ฟ้าไม่ได้เข้าไปก้าวก่าย ไม่อยากทำให้เขาเกรงใจ ต้องให้ธัญวิทย์เป็นคนชนะ ทั้งที่ไม่ใช่” ปานดาวส่ายหน้าอย่างไม่พอใจ “เออ อะไรที่เกี่ยวกับฉัน มันไม่ดีทั้งนั้นแหละ ทั้งลูกทั้งผัวโดนหมด คนอื่นดีกว่าตลอด” ก้านเดินมาแอบได้ยิน หยุดมอง “ไม่มีใครคิดแบบนั้นหรอกคะ พี่ดาวนึกไปเอง” ก้านแอบมองสองสาว แล้วยิ้มกริ่มพึมพำกับตนเองเบาๆ
กำลังโหลดความคิดเห็น...