xs
xsm
sm
md
lg

สามหนุ่มเนื้อทอง ตอนที่ 22

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


6-7-8 มกราคม
3 วัน 3 เวลา 3 ตอนเต็มอิ่ม กับ "3 หนุ่มเนื้อทอง"
ละเอียดทุกลมหายใจ ทาง "ละครออนไลน์" ที่เดียว

สามหนุ่มเนื้อทอง ตอนที่ 22

เช้าวันต่อมา สุพรรณิการ์เดินเข้ามาในโรงพยาบาลด้วยหน้าตาเครียดๆ เพราะคิดถึงเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ในขณะที่กำลังแกล้งจี๋เอววัชระอย่างมีความสุข และแววเดินเข้ามาเห็นจนสุพรรณิการ์ตกใจ

คำพูดของแววเมื่อวานดังเข้ามาในความคิด
“เรื่องคนเก่าก็เคลียร์จบไปแล้ว ถามจริงๆ ยังไม่เข็ด คิดจะเริ่มต้นคนใหม่อีกแล้วเหรอ ไม่เว้นวรรค พักบ้างเหรอลูก หยุดพักแล้วเรียนรู้จากความผิดพลาดที่ผ่านมา แล้วก็จำไว้ด้วยว่าความรักไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ รีบๆ จีบกัน เป็นแฟนกัน ยังไม่ทันได้ศึกษานิสัยใจคอกันเลยว่าไปด้วยกันได้หรือ ขนาดหนูแหนม คบกันมาตั้งหลายปี อยู่ดีๆนึกจะเลิกก็เลิก แล้วกับคนนี้ปุ๊บปั๊บเป็นแฟนกัน จะคบกันได้นานเหรอลูก”
สุพรรณิการ์ยืนอยู่ที่หน้าลิฟท์ในอาการคิดหนัก ระหว่างนั้น มีคู่รักคู่หนึ่งเดินมา ภรรยาท้องโต สามีเดินโอบไหล่มาอย่างรักใคร่สนิทสนม ดูเหมือนเป็นคู่รักที่เป็นเพื่อนกันมาก่อน สุพรรณิการ์มองแล้วก็คิดถึงตัวเอง สักพักมีคนไข้เป็นผู้สูงอายุสองคนจับมือกันเดินไปอย่างช้าๆ สุพรรณิการ์เห็นแล้วก็คิด พร้อมกับตัดสินใจบางอย่าง

วัชระประหลาดใจอย่างแรง ที่เห็นสุพรรณิการ์เปลี่ยนไปจากเดิมราวกับคนละคน
“ฝ้ายอยากจะเลิกกับผม”
สุพรรณิการ์ตอบด้วยความหนักแน่นและมั่นใจ
“ใช่ ฉันขอเลิกกับคุณ”
“ทำไมล่ะฝ้าย เกิดอะไรขึ้น ไม่พอใจอะไร หรือว่าทุกอย่างที่ผมทำฝ้ายยังไม่พอใจ”
“มันไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้น แต่ฉัน...อยากแบบมีสติ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ไม่ใช่เพิ่งรู้จักกันแล้วก็กระโดดขึ้นเตียง ลงจากเตียงก็เป็นแฟนกัน ฉันไม่อยากเริ่มต้นความรักแบบนั้น”
วัชระนิ่งฟัง..เริ่มเข้าใจในความรู้สึกของสุพรรณิการ์ แต่เริ่มใจหายเพราะกลัวจะโดนทิ้ง
“ผมพอจะเข้าใจ แต่เรื่องแค่นี้ไม่เห็นจะต้องเลิกกันเลย ถึงความรักของเรามันจะข้ามบางขั้นตอนไปบ้าง แต่ผมก็เห็นคุณค่าของคุณ”
“แต่ฉันไม่เห็น”
วัชระชะงัก สุพรรณิการ์พูดต่อ
“ที่ฉันต้องการถอยมาตั้งต้นใหม่ เพราะฉันอยากจะมั่นใจว่า ฉันมีค่ามากพอที่ใครสักคนจะพยายามทำอะไรสักอย่างเพื่อฉัน”
วัชระนิ่งไป อึ้งและเถียงไม่ออก
“แม่คุณพูดถูก ความรักไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ รีบๆ จีบกัน เป็นแฟนกัน ยังไม่ทันได้ศึกษานิสัยใจคอกันเลย มันจะคบกันไปได้ยังไง”
วัชระนิ่ง เครียดแล้วคิดตาม สุพรรณิการ์สรุปอย่างเด็ดขาด
“การถอยครั้งนี้ จะทำให้เราสองคนมีเวลามีระยะห่างมากพอจะเรียนรู้กันและกัน หลังจากรู้แล้ว ถ้าเรายังอยากจะกลับมาเป็นแฟนกัน...มันน่าจะเป็นความรักที่มั่นคงมากกว่านี้”
“ฝ้ายแน่ใจนะ ว่าต้องการให้มันแบบนี้”
สุพรรณิการ์สูดลมหายใจลึกก่อนพูดต่อไป
“แน่ใจ และฉันก็จ้างพยาบาลพิเศษมาดูแลคุณแทนฉันแล้ว”
“ฝ้าย” วัชระเรียกเหมือนจะแย้ง
สุพรรณิการ์รีบตัดบททันที
“ฉันนัดแอ๊วไว้ ต้องรีบไป ถ้าว่างจะแวะมาเยี่ยมใหม่...ในฐานะคนรู้จัก ไม่ใช่แฟน”
วัชระใจหายวาบ สุพรรณิการ์ตัดใจเดินออกจากห้องไปเลย วัชระรีบเรียกไว้
“ฝ้าย ฝ้าย ฝ้าย”
สุพรรณิการ์ไม่หยุดเดินและไม่หันหลังกลับ ออกไปเลย
“อะไรวะเนี่ย” วัชระช็อก
แต่พอประตูห้องคนไข้ปิดลง สุพรรณิการ์ยืนถอนใจเบาๆ ที่หน้าห้อง พยายามใจแข็งทั้งที่ในใจแอบหวั่นๆ

ทันทีที่อรุณศรีรู้เรื่องทั้งหมดจากสุพรรณิการ์ถึงกับตกใจ ทั้งคู่คุยกันที่ชั้นล่าง บริเวณมุมหนึ่งของโรงพยาบาล
“แกเนี่ยนะเลิกกับคุณวัช”
“สดๆ ร้อนๆ เมื่อกี้นี้เอง” สุพรรณิการ์ยืนยันพลางพยักหน้ารับ
“แก...แน่ใจแล้วเหรอ ทำไปเพราะอารมณ์หรือเปล่า”
“เรื่องนี้ฉันทำด้วยสติเต็มเปี่ยม มันมีหลายเหตุผลที่ทำให้ฉันตัดสินใจแบบนี้ และแกก็คือหนึ่งในนั้น”
“ฉันเนี่ยนะ” อรุณศรีงง
“ใช่...เพราะแกใช้ชีวิตอย่างมีสติ แกกับคุณกริชค่อยๆ พัฒนาความรักปล่อยให้มันค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป มันเลยสวยงามอย่างทุกวันนี้”
สุพรรณิการ์พูดด้วยความจริงใจ อรุณศรีตั้งใจฟัง
“เมื่อก่อนฉันไม่เชื่อที่แกคอยเตือนว่าฉันต้องรอบคอบ แต่ตอนนี้...ฉันเชื่อแล้ว ขอบคุณนะแอ๊วที่แกคอยเป็นห่วงฉันมาตลอด”
อรุณศรียิ้มรับดีใจที่เพื่อนคิดได้ สุพรรณิการ์พูดต่อ
“เพื่อเป็นการขอบคุณ ที่แกมีน้ำใจให้ฉันมาตลอด ฉันก็เลยโทร.ไปสั่งให้ไอ้ปรานต์มันเลิกยุ่งกับแกโดยเด็ดขาด”
อรุณศรีช็อกหุบยิ้มทันที “หะ แกโทร.ไปเมื่อไหร่”
“เมื่อวานตอนเย็น พอดีพี่เบญลี่มาเยี่ยมวัช แล้วก็เล่าว่าไอ้ปรานต์มันสะกดรอยตามแกไปที่จัดงานอีเว้นท์ของบริษัท แล้วก็ไปมีเรื่องกับคุณกริช ฉันก็เลยของขึ้น โทร.ไปทวงตังค์มันซะเลย”
“แล้วปรานต์ว่าไงบ้าง”
สุพรรณิการ์เล่าเหตุการณ์เมื่อเย็นวานให้ฟัง

ปรานต์ด่ากรอกหูมาในโทรศัพท์ ใส่สุพรรณิการ์
“อีบ้า!! แกเป็นใครกล้ามาสั่งคนอย่างฉัน”
สุพรรณิการ์ด่ากลับไปทันที
“ฉันก็เป็นเจ้าหนี้แกไง สี่แสนน่ะ สัญญาเงินกู้ก็มี ลืมหรือไงหะ แหม...พอฉันไม่ทวงเข้าหน่อย ทำเนียนไม่จ่าย ทั้งต้นทั้งดอกไม่เห็นส่งมาเลย”
ปรานต์สุดแค้น และโวยวายสวนกลับไปทันที
“โธ่เว้ย...แค่สี่แสน คนอย่างฉันจะคืนเมื่อไหร่ก็ได้”
สุพรรณิการ์สวน
“แล้วทำไมไม่คืนวะ คนเราอย่าดีแต่โม้ พูดแล้วกรุณาทำให้ได้ด้วย คืนเมื่อไหร่ก็ได้ใช่มั้ย..ฉันให้เวลาสองวันรีบเอามาคืนเลย ถ้าภายในสองวันเงินยังไม่มา แกนั่นแหละไสหัวออกไปจากชีวิตเพื่อนฉันได้แล้ว เงินสี่แสนก็ไม่ต้องคืน ฉันยอมแลกกับความสุขของเพื่อน”
“คิดว่ารวยแล้วจะเอาเงินฟาดหัวคนอื่นได้หรือไง เงินแค่สี่แสนฉันก็มีเว้ย ฉันเอาไปคืนแน่ ส่วนเรื่องแอ๊ว...อย่าหวังเลยว่าฉันจะปล่อยไปให้ไปได้ดีมีความสุข เกิดมายังไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนบอกเลิกฉัน แล้วยังควงคนอื่นมาหยามกันแบบนี้ ไปบอกเพื่อนแกด้วย คนที่ทำให้ฉันเสียใจไม่มีใครมีความสุข ระวังตัวไว้ให้ดี” ปรานต์สวนกลับและวางสายไปด้วยความโกรธ

อรุณศรีได้ยินเรื่องทั้งหมดถึงขนาดกุมขมับด้วยความเครียด สุพรรณิการ์ถึงกับหน้าเสีย
“ฉันก็ไม่คิดว่ามันจะรุนแรง ฉันกะว่าถ้ามันยอมไปดีๆ สี่แสนฉันก็ไม่เอาคืน แต่เท่าที่ฟัง...ฉันว่ามันไม่ยอมปล่อยแกแน่”
“ฉันก็ว่างั้น ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าปรานต์จะกร้าวร้าวร้ายกาจขนาดนี้” อรุณศรีเงยหน้าพร้อมกับถอนใจ
“ฉันขอโทษนะแอ๊ว ฉันโทร.ไปเพราะหวังดี” สุพรรณิการ์เสียงอ่อยฃ
อรุณศรียิ้มให้ด้วยความเข้าใจ
“ฉันรู้ แล้วฉันก็ขอบใจมากที่แกยอมเสียเงินตั้งเยอะเพื่อฉัน”
“ฉันว่า...มันคงแค้นมากๆ ที่แกทิ้งมัน แล้วยังควงคุณกริชที่ดีกว่ามันทุกอย่าง เท่าที่ฉันฟังเสียง มันแค้นแกมากๆ”
อรุณศรีถึงกับส่ายหน้าด้วยความไม่เข้าใจและหนักใจ
“แกก็ระวังตัวไว้หน่อยนะแอ๊ว มันรู้จักบ้านแก จะบุกมาทำร้ายแกเมื่อไหร่ก็ได้ ฉันว่าคนอย่างมัน เพื่อรักษาหน้าตา รักษาฟอร์ม มันยอมทำได้ทุกอย่าง”
อรุณศรีฟังแล้วคิดหนักด้วยความเครียด

วิถีแห่งคู่รักระหว่างธีธัชและลำเภาเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ วันนี้ทั้งคู่นั่งอยู่บนศาลา มีถังสังฆทานวางอยู่ข้างๆ ทั้งสองคนกำลังกราบพระพุทธรูปก่อนจะหันมากราบหลวงพ่อ
“จะมาขอฤกษ์เหรอ” หลวงพ่อมองแล้วถามซื่อๆ
ลำเภาสะดุ้ง ธีธัชยิ้มหน้าบาน
“จะแต่งกันซักเมื่อไหร่ล่ะ” หลวงพ่อถามต่อ
ลำเภาอ้าปากจะแย้ง ธีธัชสวน
“ยิ่งเร็วยิ่งดีครับ”
ก่อนที่เรื่องจะไปกันใหญ่ ลำเภารีบแทรกทันที
“อย่าไปฟังคนเพ้อเจ้อค่ะ วันนี้หนูมาถวายสังฆทานค่ะ ช่วงนี้รู้สึกไม่สบายใจ เหมือนตัวเองกำลังเบียดเบียนคนอื่น เหมือนเราไปแย่งของรักของคนอื่นมาน่ะค่ะ”
ธีธัชสะดุ้งหันมามองลำเภาเขม็ง
“หนูเลยอยากจะทำบุญให้คนที่หนูไปทำร้าย เบียดเบียน ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ส่วนคนนี้ที่ชวนมาเพราะไปเบียดเบียนสาวๆ ไว้เยอะ มาทำบุญซะบ้าง เผื่อชีวิตจะดี”
ลำเภาหันมามองหน้าธีธัชแล้วก็พยักพเยิดให้เออออ ธีธัชเลยต้องหันไป รีบรับอย่างเสียไม่ได้
“แหะๆ ใช่ครับหลวงพ่อ ทำบุญซะบ้าง เผื่อผลบุญจะทำให้คนนี้ เห็นใจ”
“ขอมากไปแล้วย่ะ หลวงพ่อคะ เชิญค่ะ”
ลำเภาพนมมือ ธีธัชพนมมือตาม หลวงพ่อนำสวดถวายสังฆทาน สองคนพูดตาม ตอนยกถังถวายลำเภาขยับประเคนถัง ธีธัชนั่งนิ่ง ลำเภาหันมาพยักหน้าให้มาประเคนด้วย ธีธัชรีบเข้ามาช่วยลำเภาประเคนของด้วยความดีใจ หลังจากประเคนแล้วก็กรวดน้ำอย่างสงบ
ออกจากศาลา ลำเภาและธีธัชเดินมาถึงหน้าวัด ธีธัชมองลำเภาแล้วก็ยิ้มกริ่ม
“เภา ชวนมาทำบุญแบบนี้ แสดงว่าใจอ่อน ยอมเป็นแฟนแล้วใช่ปะ” ธีธัชเสียงอ้อน
“ไม่ใช่”
“โธ่”
“แต่เกือบแล้ว”
ธีธัชตาวาวกลับมาอีกครั้ง
“จริงเหรอ”
“จริง หลังจากที่ฉันทบทวนความรู้สึก ฉันก็เริ่มค้นพบอะไรบางอย่าง”
“ชอบเราใช่มั้ยล่ะ” ธีธัชทำตาปริบๆ
ลำเภาทำเป็นยักไหล่ ตอบเหมือนไม่ใส่ใจ
“ก็ทำนองนั้น”
“จริงเหรอ” ธีธัชตาโตลุกวาว
“แต่... ยังไม่เป็นแฟนตอนนี้”
ธีธัชหุบยิ้ม
“อ้าว ไม่เป็นตอนนี้แล้วจะไปเป็นตอนไหน”
“หลังจากปฎิบัติภารกิจสำคัญสองอย่าง ถ้าผ่านสองด่านนี้ไปได้...ก็โอเค”
“โอเค แค่สองด่านสบายมาก ด่านแรกคืออะไร บอกมาได้เลย”
ธีธัชพูดด้วยความมั่นใจ ลำเภามองแล้วก็พูดเสียงหนักแน่น
“พาฉันไปหาคุณกร”
ธีธัชเหวอ ความมั่นใจหายไปบางส่วนในทันที

ในช่วงเย็น ที่ร้านสาดสุรา โต๊ะยังว่างเปล่าไม่มีลูกค้า ลำเภายืนอยู่กับธีธัชที่มุมหนึ่งหน้าร้าน
“เภาแน่ใจเหรอว่าจะอยากคุยกับกรจริงๆ” ธีธัชถามลำเภาด้วยหน้าเครียดๆ
“กลัวเหรอ”
“ผมไม่กลัวอยู่แล้ว เพราะเราเป็นเพื่อนกัน ไม่มีอะไรต้องกลัว”
“แต่ฉันกลัว” ลำเภาพูดตรงๆ
“อ้าว แล้วเภากลัวกรทำไม”
“ฉันรู้สึกว่าตัวเองทำผิด ฉันกลัว ไม่กล้าสู้หน้า ฉันคงจะเป็นแฟนกับนายไม่ได้ ถ้าฉันยังรู้สึกแบบนี้กับตัวเอง ฉันไม่อยากได้แฟนที่ไปแย่งคนอื่นมา”
ทันใดนั้นเสียงกรกนกก็ดังขึ้น
“คุณไม่ได้แย่ง แต่ผู้ชายเค้าอยากจะไปเอง”
ลำเภากับธีธัชหันไป กรกนกสะพายกระเป๋าเดินเข้ามาในร้านสาดสุรา
“ขอโทษที่เข้ามาแทรก แต่คิดว่าน่าจะพูดเพื่อความสบายใจของเราทั้งสามคน”
ลำเภาเดินมาหากรกนก
“เภาขอโทษที่ทำไม่ดี เภาเอาแต่เล่นมากเกินไป คิดแต่จะเอาชนะ ไม่คิดว่าสุดท้ายมันจะจริงจังแบบนี้ เภาเสียใจที่ทำให้คุณสองคนต้องเลิกกัน”
ธีธัชอ้าปากจะแย้ง กรกนกพูดเร็วกว่า
“เราเลิกกันเพราะเราไปต่อไม่ได้ ไม่ใช่เพราะคุณเข้ามา กรรู้ก่อนธีอีกค่ะ ว่าเค้าชอบคุณ” ลำเภาแปลกใจที่กรกนกรู้ ฝ่ายธีธัชได้แต่เขินและเหวออยู่
“คุณเภาไม่ต้องเสียใจ เพราะคุณไม่ได้ทำอะไรผิด ชีวิตกรยังดีอยู่ค่ะ” กรกนกยิ้มใบหน้าสดชื่น
ธีธัชยักไหล่ให้ลำเภาเป็นทำนองว่า...เห็นมั้ยผิดจากที่พูดที่ไหน ลำเภาหันมามองกรกนกด้วยความชื่นชม
“คุณกรเข้มแข็งจังเลยค่ะ”
“ถ้าเราทำตัวเปราะบาง ใจเสาะ เราก็อยู่ยากค่ะ เพราะว่าโลกไม่มีที่ เหลือให้เรามัวแต่นั่งสงสารตัวเอง” กรกนกยิ้มรับอย่างเข้มแข็ง ธีธัชยิ้มเห็นด้วย ลำเภาฟังด้วยความชื่นชม
“กรขอตัวไปเตรียมร้านก่อนนะคะ” กรกนกมองหน้าธีธัชแล้วยิ้มให้ก่อนจะเดินไป
ลำเภามองตามนิดๆ ธีธัชรีบเสนอหน้าพร้อมกับยิ้มสบายใจ
“ผมบอกแล้วว่า ไม่มีอะไรต้องกังวล สบายใจหรือยัง”
“อื้อ แต่...นี่แค่ด่านแรก ยังเหลืออีกหนึ่งด่าน”
“โอเค ว่ามาเลย ด่านที่สองคือ”
“ยังไม่บอก”
“อ้าว”
“ถึงเวลาเมื่อไหร่จะบอก แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ รอไปก่อน”
ธีธัชรีบเดินตามลำเภาออกจากร้านไป
“เภา...รอด้วย...ใบ้ให้หน่อยได้มั้ย เกี่ยวกับอะไร แล้วจะเมื่อไหร่ ถ้าผ่านด่านสองแล้วได้เป็นเลยหรือเปล่า เภา..รอด้วย”
ลำเภายังคงนิ่งไม่ตอบอะไรสักอย่าง
กรกนกยืนยิ้มมองลำเภาและธีธัชที่เดินออกไป
“โชคดีนะคะธี”

ค่ำคืนนั้น ไฟในบ้านอรุณศรีปิดมืด โอบบุญไม่อยู่ ระหว่างที่อรุณศรีกำลังเดินมาเพื่อจะเปิดรั้วเข้าบ้าน อรุณศรีมองซ้ายมองขวาด้วยความระมัดระวัง
มือที่อรุณศรีกำลังไขกุญแจบ้าน ถูกมือหนึ่งจับไว้ อรุณศรีถึงกับตกใจ สะดุ้งเฮือก!! เมื่อเกียวปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าอรุณศรี
อรุณศรีผงะนิดๆ แต่พยายามใช้สติ ไม่ลนลาน
“เธอเป็นอะไรกับปรานต์” เกียวถามอรุณศรีตรงๆด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ฉันเคยเป็นแฟนปรานต์ค่ะ แต่ตอนนี้ไม่ได้เป็นแล้ว”
“เลิกกันนานหรือยัง”
“นานแล้วค่ะ”
“เมื่อไหร่”
อรุณศรีคิด มองหน้าเกียว แล้วตอบ
“ดิฉันว่า...คุณไปถามปรานต์ดีกว่านะคะ เพราะดิฉันเองก็จำไม่ได้แล้วว่าเลิกกันไปเมื่อไหร่ แต่เราสองคนไม่ได้คุย ไม่ได้ติดต่อกันมาสักพักแล้วค่ะ คุณสบายใจได้”
เกียวมองหน้าอรุณศรี อรุณศรียิ้มให้นิดๆ ด้วยความจริงใจ เกียวแปลกใจนิดๆ กับท่าทีที่ดูไม่มีพิษมีภัยของ
อรุณศรี
“ดิฉันขอตัวเข้าบ้านก่อนนะคะ”
อรุณศรีปิดประตูรั้ว แล้วหันหลังเดินเข้าบ้าน เกียวคิดแล้วเรียกไว้
“เดี๋ยว”
อรุณศรีหันมา
“ปรานต์เค้าเคย...ขอเธอแต่งงานหรือเปล่า”
อรุณศรีนิ่งคิด แล้วก็ตอบ
“คุณไปถามปรานต์เองดีกว่าค่ะ ขอโทษนะคะ”
อรุณศรีเดินเข้าบ้านไปอย่างสุภาพ เกียวยืนนิ่งคิด...ไม่ตอบ แปลว่าไม่ปฎิเสธ

เช้าวันต่อมา บรรยากาศสดใส ธีธัชขับรถมาส่งลำเภาที่หน้าคลินิก
“ขอบใจมาก”
ลำเภากำลังจะลงจากรถ ธีธัชรีบเรียกไว้
“เดี๋ยวก่อน”
ลำเภาหันมามองหน้าธีธัช
“มีอะไร”
ธีธัชรีบหันไปหยิบถุงหลังรถมาให้ลำเภา
“นี่...ฉันเตรียมมาให้ แซนด์วิชโคตรชีส ไอ้กริชบอกว่าเธอชอบชีส ฉันใส่มาให้สามแผ่นเลย จัดหนักกันไป แล้วนี่ก็ของว่าง พยาบาลบอกว่าเธอชอบทำงานลืมกินข้าว ถึงได้ผอมแบบนี้ ไม่ไปกินข้าวกินขนมที่ฉันเตรียมไว้ให้ก็ยังดี แล้วนี่ก็น้ำผลไม้กับผลไม้สดเพิ่มความสดชื่น เอาไปทั้งถุงเลย ฉันเตรียมมาให้”
“เอาใจหรือไง”
“ใช่ แต่ไม่ใช่แค่เอาใจเฉยๆ นะ เนี่ย เอาใจใส่อย่างเต็มที่ ไม่ได้สักแต่ว่าจัดของกินมาให้งั้นๆ แต่ฉันหาข้อมูลมาอย่างดี รับไว้แล้วอย่าลืมกินนะ อยากได้อะไรเพิ่มก็บอกเดี๋ยวเอามาให้”
ลำเภารับมาแล้วก็คิด มองหน้าธีธัชที่ยิ้มกว้างแอบใจอ่อน
“ฉันไม่ได้เป็นคนเห็นแก่กินหรอกนะ...แต่เห็นว่าตั้งอกตั้งใจ ฉันก็เลยคิดว่าถึงเวลาสำหรับด่านสุดท้ายสักที ถ้านายผ่านด่านนี้ไปได้ ฉันจะเสียสละชีวิตเป็นแฟนกับนาย”
“จริงนะ” น้ำเสียงธีธัชระรื่น
ลำเภายักไหล่แทนคำตอบว่าใช่ ธีธัชยิ้มดีใจ แล้วก็นึกได้
“แล้วด่านสุดท้ายของเธอ...มันคืออะไร”
ลำเภาพยักหน้าเชิดๆ

พอรู้ว่าด่านสุดท้ายคืออะไรธีธัชรีบมาปรึกษากริชชัยที่คอนโด ระหว่างนั้นกริชชัยกำลังเปิดดูหนังสือรถ ดูแล้วก็เอาโพสต์อิทปิดที่รถซิตี้คาร์ที่น่าสนใจ กริชชัยตอบธีธัชด้วยน้ำเสียงปกติ
“ก็ดีแล้วนี่...ไปหาผู้หลักผู้ใหญ่รายงานตัว เภาทำถูกต้องแล้ว”
ธีธัชยังหน้าตายังช็อกอยู่
“แต่เกิดมา...ฉันยังไม่เคยไปหา “แม่” ของผู้หญิงที่ฉันคบเลยนะเว้ย”
กริชชัยเงยหน้าถาม
“แล้วแกจะคบน้องฉันแบบเดียวกับที่แกคบสาวๆ รายวันของแกเนี่ยนะ”
“เฮ้ย ไม่ใช่ ฉันก็ไม่ได้คิดแบบนั้น แต่ฉันก็...ตื่นเต้นว่ะ มันต้องทำตัวไงวะ ควรพูดอะไร ไม่ควรพูดอะไร แล้วแกว่า...แม่เภาจะไม่ชอบหน้าฉันเปล่าวะ แล้วถ้าเค้าไม่ชอบ เภาจะไม่คบกับฉันหรือเปล่า”
กริชชัยปิดหนังสือเลย
“หยุดเลยไอ้นอยด์ แค่ไปหาญาติผู้ใหญ่ของผู้หญิงที่แกชอบ โลกไม่ได้จะแตกสักหน่อย แกก็แค่ทำตัวให้มันมีมารยาท รู้กาละเทศะ รู้เด็กรู้ผู้ใหญ่ แล้วก็จริงใจแค่นั้นเอง”
“จริงใจ”
“ใช่...เพราะป้าจามจุรีเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ชอบคนสอพลอ แกไม่ต้องไปชเลียร์เอาใจเค้า แค่แสดงความจริงใจที่จะคบกับเภา เดี๋ยวเค้าก็สัมผัสได้เอง”
“แล้วถ้าเค้า..สัมผัสไม่ได้หล่ะวะ”
“เฮ้ย ไม่หรอก ป้าจามจุรีเค้าเป็นคนดูคนออก แล้วก็เป็นคนใจดี ไม่ตัดสินคนด้วยอคติ ไม่ต้องห่วง สบายใจได้”
กริชชัยพยายามให้กำลังใจธีธัช ธีธัชยิ้มรับนิดๆ

จามจุรีกำลังโขลกครกอยู่ในครัวเสียงดังกระหน่ำและกระชั้น จามจุรีตำไปพูดไป
“ ผู้ชายตาบอดหรือเปล่า”
ลำเภายืนอยู่ข้างๆ สะเทือนไปตามแรงตำ
“อะไรนะคะแม่”
“ก็ผู้ชายที่จะพามาหาแม่ คนที่บอกว่าเค้ามาจีบน่ะ .. ตาบอดหรือเปล่า หรือว่ามีปัญหาเรื่องเงิน”
“อ้าวแม่..ทำไมถามแบบนี้หล่ะ ธีธัชตาไม่บอด แล้วก็ไม่มีปัญหาเรื่องการเงินค่ะ ไม่ต้องห่วง..ว่าจะมีนัยยะแอบแฝง ลูกสาวแม่ออกจะน่ารัก น่าค้นหา เค้ามาเพราะรักล้วนๆเลยค่ะ” ลำเภายิ้มน่ารัก
“ทำงานอะไร อายุเท่าไหร่ พ่อแม่เป็นใคร”
“ทำงาน...”
ลำเภายังพูดไม่จบ จามจุรีพูดแทรกขึ้นมาเอง
“ไม่ต้องตอบ”
ลำเภาหุบปากแทบไม่ทัน
“เดี๋ยวแม่รอถามเจ้าตัวเองดีกว่า แล้วจะมาเมื่อไหร่”
“อาทิตย์หน้าค่ะ”
“ดี..แม่จะถ่ายวิดีโอไว้ด้วยนะ”
ลำเภาตกใจ
“ถ่ายวิดีโอ ถ่ายทำไมคะ”
“เก็บไว้ให้คุณพ่อดู เพราะอาทิตย์หน้าคุณพ่อไปประชุมที่ออสเตรเลีย เกิดมายังไม่เคยมีผู้ชายกล้ามาจีบลูกสาว นานๆจะหลงมาสักคน มันต้องเต็มที่กันหน่อย ฮึๆ” เสียงจามจุรีหัวเราะโหดๆเหมือนลำเภา
ลำเภามองแม่ตัวเองแล้วก็หนาวใจแทนธีธัช
“นายหมาใหญ่..ตายแน่ๆ” ลำเภาพูดเบาๆกับตัวเอง

บริเวณหน้าบ้านอรุณศรี กริชชัยส่งกุญแจรถให้อรุณศรี อรุณศรีรับมาอย่างงงๆ
“กุญแจรถ”
“ผมให้คุณเบญลี่สั่งรถคันใหม่มาให้คุณไว้ใช้ ผมปรึกษากับคุณฝ้ายและเลือกรุ่นที่คุณน่าจะชอบ”
กริชชัยหันไปมองรถป้ายแดงที่จอดอยู่หน้าบ้าน เป็นรถซิตี้คาร์รุ่นใหม่ น่ารัก หลังรถใหม่ รถตู้ของกริชชัยจอดรอรับอยู่ อรุณศรีมองอึ้ง
“คุณซื้อรถให้ฉัน” อรุณศรีถามย้ำ
“ใช่ ผมไม่อยากให้คุณไปไหนมาไหนโดยลำพัง แต่ผมก็ดูแลคุณยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่ได้ เลยคิดว่าน่าจะหารถให้ใช้สักคัน อย่างน้อยก็น่าจะปลอดภัยกว่าเดินกลับบ้านดึกๆ คนเดียว”
อรุณศรีมองหน้ากริชชัยแล้วก็ยื่นกุญแจคืนให้
“ฉันรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ มันมากเกินไป”
กริชชัยดันมืออรุณศรีกลับ
“ผมรับปากกับคุณฝ้ายและพี่คุณไว้แล้วว่าจะดูแลคุณให้ดีที่สุดและทั้งสองคนก็เห็นด้วยว่าคุณควรจะมีรถ เผื่อแฟนเก่าคุณมาดักทำร้าย อย่างน้อยคุณอาจจะขับรถหนีไปได้”
“สรุปว่าทั้งพี่ฝ้าย พี่โอบ รู้เห็นเป็นใจกับคุณหมด”
“ใช่ครับ ถ้าไม่เห็นแก่ผม ก็เห็นแก่เพื่อน และพี่ชายคุณ”
อรุณศรีคิดหนัก
“คุณรับไว้เถอะ ถ้าเมื่อไหร่ที่เรามั่นใจว่าปรานต์จะไม่มายุ่งกับคุณ ค่อยคืนผมก็ได้”
อรุณศรีมองหน้ากริชชัย ก่อนพูดดักคอ
“คุณนี่ เจ้าบุญทุ่มเหมือนกันนะเนี่ย”
“แน่นอน..ผมเป็นเต็มที่”
“แล้วคิดว่ารถจะซื้อใจฉันได้เหรอ”
“มันไม่ใช่แค่รถ แต่มันเป็นความห่วงใยที่ผมมีให้คุณ...และผมหวังว่า ความห่วงใยที่ผมมี จะทำให้คุณใจอ่อนได้บ้าง” กริชชัยยิ้มนิดๆ
อรุณศรีอึ้งไป เถียงไม่ออก ได้แต่ก้มหน้าๆ มองไปทางอื่นด้วยความเขิน
“ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจเกี่ยวกับรถ โทร.ถามผมได้ตลอดเวลา อรุณศรี..ดูแลตัวเองด้วย” กริชชัยพูดด้วยแววตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“ค่ะ”
กริชชัยยิ้มรับ และหันหลังเดินกลับออกไป อรุณศรีเรียกไว้
“คุณกริชคะ”
กริชชัยหันมา อรุณศรียิ้มและพูดว่า
“ขอบคุณค่ะ”
กริชชัยยิ้มรับอย่างสุภาพ ถ่อมตัว และก็เดินกลับออกไปขึ้นรถตู้ และรถตู้ก็แล่นออกไป อรุณศรีได้แต่มองตามและมองกุญแจรถพร้อมกับรถที่จอดอยู่ด้วยความคิดไม่ถึง อรุณศรีคิดๆ แล้วก็นึกได้
“ผู้สมรู้ร่วมคิด”

โทรศัพท์สุพรรณิการ์ดังขึ้น สุพรรณิการ์หยิบมากดรับ
“ได้รถแล้วใช่มั้ย” สุพรรณิการ์พูดอย่างรู้ทัน
อรุณศรียืนพูดโทรศัพท์อยู่ข้างๆรถป้ายแดง
“เดี๋ยวนี้หัดมีความลับกับเพื่อนนะ ไว้ใจไม่ได้ใหญ่แล้ว” อรุณศรีโวย
“แกไม่ต้องมาโวยเลย มีผู้ชายเอารถมาให้ใช้ ดีกว่ามีผู้ชายมาไถเงินนะเว้ย”
อรุณศรีสะอึก
“โห..จี๊ดเลย เจ็บนะเนี่ย”
“เอาน่า..คุณกริชเค้าทำถูกแล้ว มีรถไว้ใช้ในตอนนี้มันก็ดีกับแก รับๆไว้ อย่าเรื่องมาก”
อรุณศรีคิดๆ
“ฉันก็ไม่อยากเรื่องมาก แต่ก็ลำบากใจอยู่ดี ไม่ค่อยมีผู้ชายมาทุ่มเทให้มั้ง เลยไม่ชิน แล้วตอนนี้แกอยู่ที่ห้องหรือเปล่า เดี๋ยวฉันไปหา”
สุพรรณิการ์ตอบเสียงเครียดขึ้นมาเล็กน้อย
“เปล่า..ฉันไม่ได้อยู่ที่ห้อง”
“แล้วแกอยู่ไหน”
สุพรรณิการ์คิด ก่อนจะตอบ
“อยู่ที่หน้าบ้านคุณแหนม”
อรุณศรีตกใจ
“แล้วแกไปทำอะไร”
สุพรรณิการ์มองเข้าไปในบ้านด้วยสายตามุ่งมั่น
“ฉันอยากจะเคลียร์กับเค้าแบบหญิงๆ คุยกันให้รู้เรื่อง เคลียร์กันให้ชัดๆ ถ้าฉันไม่ได้พูด ฉันไปต่อไม่ได้จริงๆ มันคาใจ”
อรุณศรีพยายามเกลี้ยกล่อม
“ฝ้าย.. ฉันว่าเคลียร์ไปตอนนี้มันจะยิ่งยุ่ง รอให้เรื่องซาๆแล้วหาเวลามาคุยกัน มันน่าจะดีกว่านะ”
สุพรรณิการ์ตอบอย่างหนักแน่น
“ไม่ต้องรอหรอก..คุยตอนนี้แหละ ดีที่สุด แกไม่ต้องห่วง ฉันต้องมีชีวิตกลับไปเจอแกให้ได้”

สุพรรณการ์พูดจบก็กดวางและปิดเครื่องไปทันที

อ่านต่อหน้า 2 เวลา วันนี้ 13.00 น.






6-7-8 มกราคม
3 วัน 3 เวลา 3 ตอนเต็มอิ่ม กับ "3 หนุ่มเนื้อทอง"
ละเอียดทุกลมหายใจ ทาง "ละครออนไลน์" ที่เดียว

สามหนุ่มเนื้อทอง ตอนที่ 22 (ต่อ)

“ฝ้ายอยู่ที่บ้านแหนม!!” วัชระโพล่งออกมาด้วยความตกใจ หลังจากได้ฟังเรื่องราวที่อรุณศรีโทร.มาบอก

เวลานั้นวัชระยืนอยู่ที่หน้าโรงพยาบาล ในมือถือถุงยาอยู่ด้วย
“แล้วฝ้ายไปถึงนานหรือยังครับ”
“น่าจะเพิ่งถึงนะคะ เราจะทำยังไงกันดีคะ แอ๊วกลัวว่าฝ้ายจะเป็นอันตรายน่ะค่ะ” อรุณศรีรีบบอก
“เดี๋ยวผมไปดูเองครับ ตอนนี้ผมออกจากโรงพยาบาลแล้ว บ้านแหนมอยู่ ไม่ไกล เดี๋ยวผมเรียกมอเตอร์ไซด์ไปเลยครับ” วัชระรีบตอบอย่างไม่ลังเล
“ฝากฝ้ายด้วยนะคะคุณวัช ขอบคุณค่ะ” อรุณศรีโล่งใจนิดๆ
อรุณศรีวางสายไปแล้ว แต่ใจยังอดเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้ วัชระเดินกะเผลกๆมาที่ริมถนนหน้าโรงพยาบาล มองซ้ายมองขวาเห็นวินมอเตอร์ไซด์อยู่ไม่ไกล วัชระรีบกระเผลกไปทันที

สุพรรณิการ์ยืนอยู่ในห้องรับแขก หน้าตาเตรียมพร้อมรับมืออย่างมีสติ สีรุ้งเดินนำเข้ามาก่อนเป็นคนแรก
“เธอจะมาที่นี่ทำไม ต้องการอะไรอีก”
“ฉันต้องการคุยกับคุณแหนม”
เนตรนภัสเดินเข้ามา นรีวรรณตามมาติดๆ
“แต่ฉันไม่อยากคุยกับเธอ”
สุพรรณิการ์หันมาทางเนตรนภัส
“ฉันอยากจะบอกให้คุณรู้ว่าฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณกับวัชเลิกกัน สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเราสองคนส่วนหนึ่งมันเป็นอุบัติเหตุ ฉันเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น”
“เสียใจ แล้วทำทำไม” เนตรนภัสเสียงดังขึ้น
สีรุ้งรีบจับเนตรนภัส
“แหนม...ใจเย็นๆลูก”
นรีวรรณหันมาพูดกับสุพรรณิการ์
“พี่สาวฉันกำลังจะทำใจได้แล้ว เธอกลับไปดีกว่า เธอยิ่งมา พี่ฉันยิ่งรู้สึกแย่”
“แต่ถ้าคุณยิงคุณวัชแล้วทำให้คุณทำใจได้ คุณอยากจะทำอะไรกับฉันก็เชิญ เผื่อมันจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น ฉันยินดีรับทุกอย่าง”
“อยากทำให้ฉันรู้สึกดีใช่มั้ย ได้...ให้ฉันตบเธอสักที ฉันจะรู้สึกดีขึ้นมาก”
เนตรนภัสสะบัดมือจากสีรุ้งแล้วพุ่งตรงไปหาสุพรรณิการ์พร้อมง้างมือ สีรุ้งตะโกนขึ้นด้วยความตกใจ
“แหนม”
สุพรรณิการ์หลับตารอรับฝ่ามือ ฝ่ามือเนตรนภัสกำลังจะฟาดลงที่ใบหน้าของสุพรรณิการ์แล้วก็ชะงักค้างไว้ สุพรรณิการ์งง ค่อยลืมตาขึ้นเห็นมือเนตรนภัสง้างมือค้างอยู่ สีรุ้งและนรีวรรณมองงงๆ
เนตรนภัสเอามือลง
“แม่ฉันสอนไว้ว่า...ความรุนแรงไม่ได้แก้ปัญหา”
สีรุ้งมองเนตรภัสด้วยความโล่งใจที่คิดได้
“ต่อให้ฉันตบเธอ ชีวิตฉันก็ไม่ดีขึ้น วัชก็ไม่มีวันกลับมา มือฉันยังต้องเจ็บ อารมณ์ฉันก็ต้องเสีย ถ้าเธออยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อลบล้างความรู้สึกผิด และทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้น กรุณาออกจากบ้านนี้ไปได้แล้ว และอย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีก...ทั้งสองคน”
เนตรนภัสพูดจบก็สบัดหน้าเดินออกไป สีรุ้งและนรีวรรณเดินตามไป สุพรรณิการ์ยืนอยู่ที่เดิมรู้สึกมึนๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้น ใจหนึ่งก็โล่งอย่างน้อยก็ได้แสดงความรับผิดชอบ

มอเตอร์ไซด์รับจ้างมาจอดเทียบหน้าบ้านเนตรนภัส วัชระรีบกระเผกลงจากรถ และจ่ายเงิน สุพรรณิการ์เดินออกมาจากบ้านเนตรนภัสพอดี
“ฝ้าย”
วัชระรีบกระเผกมาหาสุพรรณิการ์
“ฝ้ายเป็นยังไงบ้าง” วัชระพูดพลางจับแขนและมองหน้าด้วยความเป็นห่วง
“สบายดี”
“ฝ้ายมาที่นี่ทำไม มาแล้วยังไม่บอกผมอีกต่างหาก ถ้าแอ๊วไม่โทร.บอกผมก็คงไม่รู้ ฝ้ายก็รู้ว่าแหนมเค้าอารมณ์ยังไง ทำไมยังมาอีก”
“คุณยังกล้าเผชิญหน้ายอมรับผิดได้ ทำไมฉันจะทำไม่ได้ เพื่อให้หมดเรื่องคาใจ ตอนนี้ทั้งฉันและเค้าเราไม่มีอะไรต้องเคลียร์กันอีกแล้ว”
วัชระมองหน้าสุพรรณิการ์ด้วยความเข้าใจและเห็นใจ วัชระดึงฝ้ายมากอดปลอบใจ
“ฝ้าย ผมขอย้ำ เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ถ้าจะมีใครสักคนที่ผิด คนนั้นคือผม อย่าโทษตัวเองรู้หรือเปล่า”
สุพรรณิการ์ฟังแล้วรู้สึกสบายใจขึ้น
สุพรรณิการ์อยู่ในอ้อมกอดของวัชระ ทันใดก็นึกได้และรีบดันตัวออกจากอ้อมกอดของวัชระ ก่อนจะพูด
“เรื่องระหว่างฉันกับคุณแหนมจบไปแล้ว แต่เรื่องระหว่างฉันกับคุณ ยังเหมือนเดิม อย่าลืม”
“ผมไม่ลืมหรอกน่า กลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่”
“ไม่ใช่นับหนึ่ง แต่นับศูนย์”
“ศูนย์เลยเหรอ”
“ใช่ นับศูนย์ใหม่ รับได้หรือเปล่า”
“ผมไม่ยอมแพ้อยู่แล้ว”
วัชระรับคำท้า สุพรรณิการ์ยิ้มรับนิดๆ ทั้งสุพรรณิการ์และวัชระหันมามองหน้าบ้านเนตรนภัสอีกครั้ง แล้วก็คิดในใจ “จบแล้ว”

เช้าวันต่อมาปรานต์แต่งตัวเตรียมไปทำงาน เกียวยืนกอดอกในชุดเสื้อคลุมเดินเข้ามายืนด้านหลัง
“พี่ไปเจอผู้หญิงที่ชื่ออรุณศรีมาแล้วนะ”
ปรานต์กำลังผูกเนคไทอยู่ถึงกับชะงักนิดๆแต่ก็ทำเป็นผูกเนคไทต่อเหมือนไม่อยากรู้
“เค้าก็ดูปกติ ไม่ได้จะเลวร้าย เหมือนพี่ปรานต์บอกพี่”
“เค้าเก่งเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว ทำให้ตัวเองดูดี และผมดูแย่ในสายตาคนอื่น” ปรานต์น้ำเสียงเรียบ
“พี่ถามจริงๆนะ แหวนแต่งงานวงนั้น ของปรานต์หรือของเพื่อนกันแน่”
ปรานต์ทำหน้าเซ็ง เกียวรีบพูดต่อ
“พี่เห็นใบเสร็จแล้วก็ใบการันตีเพชรมันเป็นวันเดียวกับที่ปรานต์ยืมเงินพี่ แล้วราคามันก็เกือบสองแสน มันบังเอิญเกินไปหรือเปล่า หรือปรานต์หลอกเอาเงินพี่ไปซื้อแหวนให้ผู้หญิงคนนั้น และถ้าเป็นแหวนเพื่อน ทำไมไม่รีบเอาไปคืนสักที เก็บเอาไว้ทำไม” เกียวอารมณ์เริ่มขึ้น
“โอเคๆ ผมยอมรับ ผมเอาเงินพี่ไปซื้อแหวนวงนี้”
เกียวสะอึก..หน้าแดงกล่ำด้วยความโกรธ
“ผมบอกพี่แล้ว..ผมต้องเอาเงินไปลงทุนเพิ่ม แต่ผมไม่มีผมก็ยืมเพื่อนไปก่อน พอพี่ให้เงินมา ผมก็รีบไปคืนมัน มันก็เอาเงินไปซื้อแหวนวันนั้นเลย และตอนนี้มันก็ไปเมืองนอก เลยฝากแหวนไว้กับผม ถ้ามันกลับมาเมื่อไหร่ จะรีบนัดให้พี่สอบปากคำทันที จะได้เลิกวุ่นวายกับไอ้เรื่องแหวนนี่สักที”
กียวฟังแล้วยังสับสนว่ามันจริงหรือโกหกกันแน่
“ส่วนเรื่องแอ๊วพี่ไม่ต้องแปลกใจที่จะรู้สึกว่าเค้าเป็นคนดี เค้าแสดงบทนี้เก่งมาก ผมยังหลงคบยู่ตั้งหลายปี ผมทุ่มเทให้ทุกอย่าง อยากได้อะไร ผมก็ซื้อมาให้ ไม่มีเงินก็ยืมคนอื่นมาให้ เค้าก็ยังไม่พอ ยังรวมหัวกับเพื่อนให้ผมทำสัญญาเงินกู้อีกสี่แสน ทุกวันนี้ผมยังไม่มีปัญญาหามาใช้คืนเลย”
“สี่แสน”
เกียวตกใจ ปรานต์ตีหน้าอย่างคนนน่าสงสารสุดๆ

ปรานต์ส่งใบสัญญาเงินกู้ของสุพรรณิการ์ให้เกียวดู เกียวรับมาอ่านหน้าตาเคร่งเครียด
“พี่คิดดูแล้วกัน ตัวเองมีเรื่องต้องใช้เงิน แต่ขอร้องให้ผมทำเรื่องกู้กับเพื่อน ผมก็โดนทั้งขึ้นทั้งร่อง เงินก็ไม่ได้ใช้ แถมหนี้ก็ยังมีติดตัว ทุกวันนี้เค้ายังหาเรื่องโทร.หาผมตลอด ทำเป็นทวงเงินแล้วก็..ชวนไปทำอย่างอื่น”
เกียวปรี๊ดด้วยความหึงหวง
“ขนาดผมบอกว่าผมมีพี่แล้ว เค้าก็ยังจะตอแย แล้วก็เอาเรื่องเงินมาขู่”
“แล้วไปกับเค้าหรือเปล่า”
“ไม่เคย ผมจะไปได้ยังไง ผมมีพี่แล้ว ก็คือพี่คนเดียว ผมไม่ใช่คนสำส่อน..เหมือนแอ๊ว คบกับคนใหม่ แล้วยังจะไม่ทิ้งคนเก่า”
เกียวเริ่มคิดหนัก
“เค้าอาจจะทำให้พี่เชื่อว่าเค้าเป็นคนดีได้ในครั้งแรกที่เจอกัน แต่ถ้าพี่เป็นผมพี่จะรู้ว่าจริงๆแล้วเค้าเป็นคนยังไง แต่พี่จะเลือกเชื่อเค้ามากกว่าผม..ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง”
เกียวฟังแล้วก็คิด..คิดแล้วก็อ่านสัญญาเงินกู้อีกที แล้วตัดสินใจพูดขึ้น
“ถ้าพี่ให้เงินสี่แสนไปใช้หนี้... กับคนเนี้ย..จะจบมั้ย”
ปรานต์ถึงกับช็อก อึ้ง ด้วยความตื่นเต้นดีใจที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน

ราวเสื้อผ้าของธีธัชถูกเข็นมาวางกลางห้อง กริชชัยกับวัชระที่นั่งเอาขาพาดโต๊ะเพราะยังเจ็บแผลอยู่หันขวับมามองด้วยความแปลกใจ
“แกทำอะไรของแกวะไอ้ธี” กริชชัยถาม
“ฉันจะให้พวกแกช่วยเลือกเสื้อผ้าที่จะใส่ไปหาแม่เภา” ธีธัชว่า
วัชระกับกริชชัยถึงกับส่ายหัว ธีธัชไม่สนใจหันไปหยิบชุดหนึ่งมาถามเพื่อนๆ
“ชุดนี้เป็นไง ขรึมไปป่ะ เดี๋ยวเค้าจะคิดว่าฉันเป็นคนซีเรียสไม่เอาดีกว่า ชุดนี้เป็นไง หรือว่ามันจะเล่นๆไป เดี๋ยวแม่เภาจะคิดว่าฉันเป็นคนไม่มีแก่นสาร เอาแต่เที่ยวเล่นไปวันๆ ชอบทำตัวไร้สาระ”
“ชุดนี้แหละ” กริชชัยและวัชระพูดขึ้นพร้อมกัน
“อ้าว...เฮ้ย” ธีธัชอุทาน
“ไอ้ธี..แกไม่ต้องคิดมาก แต่งตัวตามปกติสไตล์แกก็ได้ ป้าจามจุรีเค้าไม่ถือ” กริชชัยว่า
“ใช่..แค่เรื่องเสื้อผ้า แกจะเครียดทำไมวะ เภาพาไปหาแม่ นี่ถือว่าพัฒนาก้าวกระโดด แกดูฉัน..รันทดแค่ไหน อยู่ๆฝ้ายก็ขอกลับมาตั้งต้นใหม่ .. ถอยมาซะไกลเลย สุดท้ายเค้าจะคบกับฉันหรือเปล่าก็ยังไม่รู้..เฮ่อ”
“สมน้ำหน้า” กริชชัยบอก
“อ้าวเฮ้ย..ไอ้คุณกริช ไหงพูดเงี้ยะ นี่ขาไม่เจ็บ โดนเตะแน่”
“ก็จริงนี่หว่า แกดันไปทำข้ามขั้นตอนเอง คุณฝ้ายให้โอกาสเริ่มใหม่ก็บุญแล้ว”
“เออ..ใครจะเจ้าระเบียบ ทำทุกอย่างตามขั้นตอนอย่างทั่นประธานหล่ะคร้าบ เริ่มตั้งแต่ แอบชอบ เฝ้ามอง สังเกตพฤติกรรม ค่อยๆ แสดงความรู้สึก ไม่เป็นมือที่สาม รอให้เค้าเลิกกันเอง แล้วก็ค่อยจีบ.. แล้วขั้นต่อไปอะไรต่อครับทั่น” วัชระถามประชด
“ขอแต่งงาน” กริชชัยเชิดหน้าพูดอย่างมั่นใจ
ธีธัชถึงกับวางมือจากราวเสื้อ วัชระอ้าปากค้าง พูดพร้อมกัน
“ขอแต่งงาน”
“ใช่..ฉันนัดกับคุณฝ้ายไว้ที่ร้าน จะปรึกษาเรื่องขออรุณศรีแต่งงาน ฉันอยากจะเซอร์ไพร์เค้า ไม่อยากขอแบบทื่อๆ เกือบถึงเวลานัดแล้ว ฉันไปก่อนนะ คุณฝ้ายรออยู่”
กริชชัยพูดจบก็เดินไปเลย ปล่อยให้วัชระกับธีธัชช็อกอยู่ในห้อง
“ไอ้กริช รอฉันด้วย แกปรึกษาฝ้าย แต่ไม่ปรึกษาฉันได้ไง ฉันไปด้วย” วัชระร้องตามทันทีเมื่อรู้สึกตัว
วัชระรีบลุกขึ้นเดินกระเผลกตามกริชชัยไป
“ใช่ ! เรื่องใหญ่ขนาดนี้..ฉันจะพลาดได้ยังไง ไอ้กริช ฉันไปด้วย”
ธีธัชรีบวิ่งพรวดนำหน้าวัชระไป
“อ้าว เฮ้ย ไอ้กริช ไอ้ธี.. รอผู้ป่วยด้วย กรรมจริงๆกู”

บ่ายคล้อยเย็นก่อนที่ธนาคารจะปิด ปรานต์นั่งรออยู่ในรถ เกียวเดินออกมาจากธนาคารพร้อมกับซองเงินในมือ ปรานต์ยิ้มกริ่ม เกียวเปิดประตูรถเข้ามา รีบหุบยิ้มทันที เปลี่ยนสีหน้าเป็นความเกรงใจ
เกียวยื่นซองให้ปรานต์
“สี่แสน รีบเอาไปใช้หนี้เดี๋ยวนี้! วันนี้! และจบไปเลยนะ เข้าใจหรือเปล่า”
“ครับพี่ ผมเป็นคนรักษาคำพูดอยู่แล้ว พี่ก็รู้ว่าผมไม่เคยหลอกพี่ มีอะไร เราก็พูดกันตรงๆ” ปรานต์รับซองมาและสร้างภาพตอแหลต่อไป
เกียวมองปรานต์เหมือนจะเชื่อ
“ก็ดี พี่ไม่ชอบคนโกหก ชีวิตพี่มีอย่างเดียวที่ยอมไม่ได้ คือ การโดนหลอก เลวซึ่งๆ หน้าแค่ไหนรับได้ แต่ถ้ามาเลวลับหลัง...พี่รับไม่ได้”
ปรานต์ยิ้มเนียนรับ
“พี่ไม่ต้องห่วง..คนอย่างผม ดีทั้งต่อหน้า และลับหลังอยู่แล้วขอบคุณครับพี่” ปรานต์หอมแก้มเกียวหนึ่งฟอด
“พี่จะกลับไปรอที่คอนโด... เรียบร้อยแล้วเจอกัน”
“ครับ” ปรานต์ยิ้มกว้าง
เกียวยิ้มรับ แล้วก็ลงจากรถไป ปรานต์ขับรถออกไปทันที เกียวยืนมองจนรถเคลื่อนไปสักพักก็รีบวิ่งไปที่รถตัวเองที่จอดอยู่ข้างๆ แล้วก็ขับตามไปอย่างเร็ว

ระหว่างที่ปรานต์ขับรถอยู่ได้หันมามองซองเงินแล้วก็ยิ้มกริ่มพลางคิด
“นังไม้กระดาน... แกได้อึ้งแน่”
ปรานต์คิดถึงฝ้ายแล้วยิ้มเยาะเย้ย อย่างสะใจ

คืนเดียวกันรถกริชชัยแล่นเข้ามาจอดที่หน้าร้านสาดสุรา กริชชัย ลงจากรถ พร้อมด้วยธีธัชและ วัชระกระเผลกๆลงมาเป็นคนสุดท้าย กริชชัยกับธีธัชเดินนำไปอย่างรวดเร็ว วัชระตะโกนขึ้น
“รอด้วยสิเว้ย”
กริชชัยหันมาทว่าไม่ได้รอวัชระ หากแต่หันมากดรีโมทล็อครถ แล้วหันกลับไปเดินต่อ วัชระเห็นแล้วอึ้ง
“ใจว่ะเพื่อน”
วัชระส่ายหน้าแล้วก็กระเผลกตามไป
รถปรานต์แล่นเข้ามา ปรานต์ปราดสายตาไปเห็นกริชชัยกำลังจะเดินเข้าไปในร้านก็ชะงัก
“ไอ้กริชชัย .. มันมาทำไมของมัน”
ปรานต์มองตามด้วยความแค้นและรีบปาดรถเข้าไปจอดทันที รถของเกียวค่อยๆขับตามเข้ามาจอดเฝ้าสังเกตการณ์ เห็นปรานต์รีบเดินถือถุงเงินเข้าไปในร้าน
เกียวคิดพลางมองไปที่ชื่อร้าน
“ทำไมมาที่นี่ สาดสุรา คุ้นๆ”
เกียวหันไปหยิบแฟ้มประวัติของอรุณศรี ที่นักสืบส่งมาให้มาดู ไล่อ่านแล้วก็เจอ
“เป็นร้านของเพื่อนสนิท สงสัยจะเป็นเจ้าหนี้”
เกียวคิด ยังพอจะเชื่อใจปรานต์อยู่บ้าง คิดว่าน่าจะเอาเงินมาให้จริง

ภายในร้านสาดสุรา ผู้คนยังไม่หนาตามาก กริชชัยเดินพรวดเข้ามา ธีธัชตามมาเป็นคนที่สอง ทั้งสองคนมองหาสุพรรณิการ์ กรกนกเดินมาต้อนรับ
“คุณฝ้ายรออยู่ที่ระเบียงด้านหลังค่ะ”
ธีธัชยิ้มกว้าง
“กร..เป็นไงบ้าง สบายดีหรือเปล่า”
กรกนกยังไม่ทันจะตอบ โอบบุญก็เดินเข้ามาพร้อมกับถาดเครื่องดื่มในมือ โอบบุญพูดกับกรกนกอย่าง
สนิทสนม
“กรจ๋า..โต๊ะไหนจ๊ะ”
ธีธัชสะอึกนิดๆ มองหน้าโอบบุญ “กรจ๋า?” โอบบุญหันมาเห็นกริชชัย กริชชัยยกมือไหว้
“สวัสดีครับ”
“สวัสดี จะมาคุยกับฝ้ายเรื่องนั้นใช่มั้ย”
โอบบุญส่งยิ้มแบบ.. “รู้กัน” ให้กริชชัย กริชชัยยิ้มตอบเขินๆ ธีธัชมองโอบบุญและกริชชัยด้วยความงงงวยสงสัย
“ครับ”
“ตามสบายนะ จะวางแผนอะไรกันก็เชิญ ผมขอเป็นกองเชียร์อยู่ตรงนี้แล้วกัน จะได้ช่วยกรดูร้านด้วย ผมรีบไปเสิร์ฟก่อนนะ เดี๋ยวผู้จัดการดุ” โอบบุญหันมาทางกรกนกยิ้มแซวๆ
โอบบุญถือถาดเดินไป กรกนกยิ้มตามนิดๆ ธีธัชเหวอ กรกนกหันมา
“กรขอไปทำงานก่อนนะคะ”
กรกนกเหมือนจะนึกได้ถึงคำถามของธีธัชเมื่อครู่
“อ้อ..ที่ถามเมื่อกี้ กรสบายดีค่ะ ขอบคุณที่ถามนะคะ”
ธีธัชอ้าปากจะชวนคุยต่อ แต่กรกนกไม่สนใจ เดินไปทำงานต่อทันที กริชชัยกำลังจะเดินไปอีกคน ธีธัชคว้าตัวไว้
“ไอ้กริช.. คนเมื่อกี้ใครวะ ทำไมแกรู้จักด้วย แล้วเค้าเป็นอะไรกับกร”
“พี่โอบ เป็นพี่ชายอรุณศรี แล้วก็คงจะกำลังเป็นแฟนกับคุณกรมั้ง” กริชชัยตอบนิ่งๆฃ
ธีธัชอึ้งไป กริชชัยมองหน้าแล้วพูดดักคอ
“หึงเหรอ ฉันจะไปฟ้องเภา”
ธีธัชสะดุ้งโหยงขึ้นทันที
“ไอ้บ้า เล่นของสูงนะเนี่ย ไม่ได้หึงเว้ย แค่แปลกใจ”
“แล้วไป..ฉันไปคุยกับคุณฝ้ายก่อนนะ”
กริชชัยพูดจบแล้วรีบเดินออกไป ธีธัชยังยืนอยู่ที่เดิม ขณะที่ปรานต์เดินพรวดพราดเข้ามาในร้าน มองซ้ายมองขวา เห็นกริชชัยกำลังเดินเลี่ยงไปที่ระเบียง ปรานต์รีบเดินตามไป

ธีธัชยืนดูโอบบุญช่วยกรกนกทำงานอย่างขมักเขม้น ทั้งคู่ดูสมกันดี ธีธัชยิ้มๆ ด้วยความพอใจ กรกนกหันมาเห็นธีธัชยิ้มพอดีก็ยิ้มให้ และสะกิดโอบบุญที่ยืนอยู่ข้างๆ พร้อมกับกระซิบกระซาบแนะนำให้รู้จักกับธีธัช
โอบบุญหันมามอง ตอนแรกเหมือนจะดุจนธีธัชหวั่นๆ เพียงครู่เดียวโอบบุญก็ยิ้มอย่างเป็นมิตร ธีธัช
ยิ้มกลับ สถานการณ์ระหว่างคู่นี้ก็ได้รับความคลี่คลายไปได้ด้วยดี ทันใดนั้นเสียงวัชระก็ดังขึ้น
“จะว่าไป..พี่โอบกับคุณกรก็สมกันดี”
ธีธัชชะงัก วัชระยืนอยู่ในตำแหน่งกริชชัย
“เฮ้ย แกมาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ แล้วรู้จัก ได้ไง” ธีธัชพูดแล้วพยักเพยิดไปทางโอบบุญ
“ฉันกะเผลกมายืนอยู่ข้างแกตั้งนานแล้ว แกเอาแต่มองสองคนนั้นแล้วก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ฉันไม่อยากขัดจังหวะ และที่ฉันรู้จักพี่โอบเพราะฝ้ายเล่าให้ฟัง พี่โอบกำลังจีบกรอยู่”
“แกก็รู้เหรอ ... นี่สรุปว่ามีฉันคนเดียวที่ไม่รู้เรื่อง”
“ตอนนี้ก็รู้แล้ว จะโวยทำไมวะ ฉันไปหาฝ้ายกับไอ้กริชก่อนนะ แกจะยืนชื่นชมต่อก็ตามใจ”
“เฮ้ย ฉันไปด้วย”
ธีธัชหันมามองกรกนกและโอบบุญที่กำลังกระหนุงกระหนิงกันอยู่ที่เคาน์เตอร์แล้วก็ยิ้มอีกทีด้วยความ
สบายใจ

ระเบียงหลังร้าน ค่อนข้างเงียบ และเป็นส่วนตัว ปรานต์แอบฟังการสนทนาอยู่ที่มุมที่ปลอดภัย กริชชัยนั่งอยู่กับสุพรรณิการ์ วัชระเดินกะเผลกมา พร้อมกับธีธัช
“ฝ้าย” วัชระเรียก
“มากับเค้าด้วยเหรอ”
“โห..ทักให้มันหวานหน่อยสิจ้ะ คนเค้าคิดถึง จนต้องหอบสังขารมาหา”
วัชระนั่งลงข้างๆ ออดอ้อนสุพรรณิการ์
“เดินมาก็เจ็บแผล เพื่อนก็ไม่รอ ไม่มีใครรัก ไม่มีใครสนใจ ฝ้ายต้องปลอบใจหน่อยนะจ้ะ” วัชระทำเนียนด้วยการจับมือสุพรรณิการ์ ธีธัชกับกริชชัยถึงกับเบ้ปากหมั่นไส้
สุพรรณิการ์มองไปที่มือซึ่งวัชระจับอยู่
“จะปล่อยดีๆ หรือว่าจะให้ฉันเรียกบอดี้การ์ด”
“โห..โหดอ่ะจับมือนิดหน่อยเอง ดุจริง” วัชระรีบปล่อยอย่างนุ่มนวล
“คนเพิ่งรู้จักกัน อยู่ๆมาจับมือได้ยังไง บอกแล้วไง..ถอยไปเริ่มต้นใหม่ อย่ามาทำแกล้งลืม”
วัชระหน้าจ๋อยลงทันที
“ไม่ลืมจ้า..เฮ่อ..อ้อนนิดอ้อนหน่อยก็ไม่ได้”
“เนียนไม่ขึ้นอ่ะดิ ผู้กองคงต้องเปลี่ยนมุก” ธีธัชกระซิบวัชระกวนๆ
ชระหันมาทำยิ้ม แล้วอ้อมมือมาเขกหัวธีธัชจากด้านหลังแบบไม่ให้ทันตั้งตัว โป้ก
“โอ้ย.. เถียงไม่ได้ ใช้ความรุนแรงนี่หว่” ธีธัชร้อง
วัชระยักไหล่ และยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กริชชัยกับสุพรรณิการ์ส่ายหน้า...ปรานต์หน้าเครียด
“ไอ้ห่าพวกนี้ มันเล่นอะไรของมันวะ ไร้สาระฉิบหาย”

เกียวยังคงนั่งรออยู่ในรถ ดูนาฬิกาด้วยความร้อนใจ
“ทำไมมันนานจัง” เกียวพึมพำ
เกียวหันไปดูที่หน้าร้านอีกที ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ที่ระเบียงหลังร้านสาดสุรา สุพรรณิการ์โพล่งขึ้น
“ฝ้ายว่าเราเข้าเรื่องของเราเลยดีกว่าค่ะ”
กริชชัยพยักหน้าห็นด้วยแล้วหันมาสั่งทางธีธัชและวัชระ
“เรื่องที่ฉันจะคุยสำคัญมาก แกสองคนห้ามป่วน งานนี้จริงจัง ซีเรียส”
ธีธัชกับวัชระทำท่ารูดซิปปากเงียบกริบ
“คุณฝ้ายครับ..ตามที่ผมเกริ่นทางโทรศัพท์แล้วว่า..ตอนนี้ผมพร้อมแล้ว และผมมั่นใจว่ามันถึงเวลาสักที...ที่ผมจะขออรุณศรีแต่งงาน”
ปรานต์ขมวดคิ้ว..เครียด..หูผึ่งรีบฟังต่อ
“ฝ้ายดีใจ ที่คุณกริชคบกับแอ๊วด้วยความจริงใจ ไม่เหมือนไอ้ผู้ชายเห็นแก่ตัว ขนาดชื่อมันฝ้ายยังไม่อยากจะพูด วันก่อนโทร.ไปทวงเงินที่มันยืม แล้วบอกให้มันเลิกยุ่งกับแอ๊ว มันยังมีหน้าด่ากลับแล้วก็ไม่แสดงความรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น โธ่ ...ไอ้ห่วย” สุพรรณิการ์คิดแล้วแค้น
ปรานต์กัดฟันกรอด “อีนังฝ้าย” แล้วก็ฟังต่อด้วยความแค้นเช่นเดียวกัน
“อีกเหตุผลที่ทำให้ผมอยากรีบแต่งงาน ผมอยากดูแลอรุณศรีอย่างเต็มที่ ผมตั้งใจว่าแต่งแล้วจะย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านพ่อแม่ ผมคงไม่ขายแล้ว ที่บ้านมีคนรับใช้เก่าแก่ที่ไว้ใจได้อยู่กันหลายคน ถ้าผมไม่อยู่ก็จะมีคนคอยดูแล รับรองว่าปลอดภัย” กริชชัยพูดต่อ
ปรานต์เบ้หน้าด้วยความหมั่นไส้
“พวกมึงกลัวกูขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย” ปรานต์พึมพำเบาๆ
สุพรรณิการ์ยิ้มดีใจแทนเพื่อน
“แอ๊วโชคดีแล้วค่ะ ที่จะได้คนดีที่รักจริงมาดูแล ต่อไปนี้แอ๊วคงจะมีความสุขสักที หลังจากตกนรกอยู่ในความทุกข์มานาน”
ปรานต์ที่ยืนแอบฟังอยู่อดคิดไม่ได้ว่า “นรก” ในความหมายของสุพรรณิการ์คงจะหมายถึงตัวเอง
“ผมไม่สนใจว่าอรุณศรีจะเคยผ่านอะไรมาบ้าง ผมรับได้ทุกอย่าง ไม่ว่ามันจะเลวร้ายแค่ไหน ทุกข์แค่ไหน แต่นับจากนี้ไป..ผมจะทำให้เธอมีความสุขที่สุด”
สุพรรณิการ์ยิ้มซาบซึ้งใจ ปรานต์กัดฟันสุดจะแค้น ทั้งอิจฉา ริษยา ปรานต์ทนฟังไม่ได้ กำเงินไว้แน่น ตัดสินใจไม่คืน แล้วรีบเดินออกไปทันที

ปรานต์เดินออกมายังหน้าร้านสาดสุรา รถเกียวยังจอดรออยู่ เกียวมองด้วยความแปลกใจ เพราะปรานต์เดินออกมาพร้อมซองเงิน หน้าตาบึ้งตึง
“ซองเงินนี่..ทำไมยังอยู่”
เกียวเริ่มเกิดคำถามอีกครั้ง ปรานต์รีบขึ้นรถแล้วก็ขับออกไปอย่างเร็ว จนผิดสังเกต เกียวมองตามด้วยความแปลกใจ
“จะรีบไปไหน”
เกียวรีบออกรถตามปรานต์ออกไปทันที อารมณ์เริ่มกรุ่นๆ และเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

กริชชัยถามสุพรรณิการ์แบบตรงไปตรงมา
“ที่ผมมาวันนี้ จะมาปรึกษาเรื่องขอแต่งงาน ผมอยากทำให้อรุณศรีเค้าประทับใจ และที่สำคัญ..อยากมั่นใจสักนิดว่าเค้า...จะไม่ปฎิเสธ”
กริชชัยพูดอย่างถ่อมตัว ธีธัชและวัชระพยักหน้าเห็นด้วย สุพรรณิการ์รีบเสนอความคิด
“งั้นเดี๋ยวฝ้ายจะลองไปหยั่งเสียงแอ๊วดูให้ดีมั้ยคะ ว่าแอ๊วมันคิดยังไง ถ้ามีแนวโน้มไปทางที่ดี เราค่อยมาคิดวางแผนการขอแต่งงาน”
กริชชัยยิ้มเห็นด้วย
“ขอบคุณครับ”
สุพรรณการ์คิดๆแล้วบอกว่า
“เมื่อกี้แอ๊วเพิ่งโทร.มาบอกว่ากำลังจะกลับบ้าน ตอนนี้คงใกล้จะถึงแล้ว..ฝ้ายไปหาแอ๊วตอนนี้เลยแล้วกัน จะได้ไม่ต้องเสียเวลา”
สุพรรณิการ์ลุกพรวดพราดขึ้น
“ผมไปด้วยนะ” วัชระลุกตาม
สุพรรณิการ์หันมายิ้มแล้วพูดเสียงเข้ม
“เมื่อกี้บอกว่าเจ็บแผลไม่ใช่เหรอ อยู่เฉยๆรอนิ่งๆอยู่ที่นี่แหละ เข้าใจมั้ย”
“เข้าใจจ้ะ”
วัชระนั่งลง แล้วพึมพำ
“ดุฉิบเป๋ง”
สุพรรณิการ์หันมาทางกริชชัย
“ได้เรื่องยังไง ฝ้ายจะรีบโทร.มาบอกนะคะ”
“ครับ”
สุพรรณิการ์เดินไปเลย ธีธัชหันมาถามกริชชัย
“เฮ้ย...ถ้าแอ๊วเค้าไม่อยากแต่งกับแก...แกจะทำไงวะ”

กริชชัยเริ่มคิดหนัก

อ่านต่อหน้า 3 วันนี้เวลา 19.00 น.






6-7-8 มกราคม
3 วัน 3 เวลา 3 ตอนเต็มอิ่ม กับ "3 หนุ่มเนื้อทอง"
ละเอียดทุกลมหายใจ ทาง "ละครออนไลน์" ที่เดียว

สามหนุ่มเนื้อทอง ตอนที่ 22 (ต่อ)

รถใหม่ป้ายแดงคันที่กริชชัยให้อรุณศรีไว้ใช้ แล่นมาจอดเทียบ อรุณศรีนั่งอยู่ในรถ เสียงมือถือดังขึ้น อรุณศรีหยิบมาดู

“ปรานต์”
อรุณศรีคิดแล้วไม่รับ กดสายทิ้งทันที
ปรานต์ขับรถอยู่ถึงกับฉุนขาด
“ไม่ยอมรับสาย มีผู้ชายใหม่แล้วถีบหัวกูส่งเลยนะ”
ปรานต์กดส่งข้อความไปด้วยความแค้น อรุณศรีกำลังจะลงจากรถ เสียงข้อความเข้า อรุณศรีหยิบมาดูเห็นชื่อปรานต์ก็รูสึกเซ็งๆ แล้วตัดสินใจเปิดอ่าน
“อยู่บ้านหรือเปล่า จะเอาเงินไปคืน เรื่องระหว่างเราจะได้จบๆ”
อรุณศรีคิด...แล้วก็ตัดสินใจส่งกลับไป
“อยู่ มาได้เลย”
ปรานต์กดอ่านแล้วก็ยิ้ม ปรานต์เร่งขับรถไปอย่างรวดเร็ว
รถคันที่เกียวขับค่อนข้างทิ้งช่วงห่าง ทันใดนั้นรถปรานต์ก็เลี้ยวหายไป เกียวชะงักกึกแล้วก็จอด..เกียวมองทางซ้ายขวา
“หายไปไหนแล้ว”
เกียวพึมพำ เมื่อเกียวนิ่งมองพิจารณาเส้นทางก็นึกได้ทันที
“นี่มันทางไปบ้านผู้หญิงคนนั้นนี่”
เกียวเริ่มใจเต้นแรงขึ้นวกัดฟันกรอด
“เดี๋ยวก็รู้ว่าใช่หรือเปล่า”
เกียวใจเต้นโครมครามแล้วขับรถไปบ้านอรุณศรีทันที

อรุณศรีลงจากรถ กำลังจะเดินเข้าบ้าน มีเสียงข้อความเข้ามาอีก อรุณศรีหยิบมากดอ่าน
“ถึงบ้านยัง กำลังจะไปหา”
อรุณศรียิ้มนิดๆ แล้วกดข้อความตอบกลับไปมือถือของสุพรรณิการ์
“ถึงแล้ว รีบมาเลย ปรานต์กำลังเอาเงินมาคืน”
สุพรรณิการ์ขับรถไปอ่านข้อความไปอย่างงงๆ คิดไม่ถึง
“ไอ้ปรานต์เนี่ยนะ เอาเงินมาคืน มุกไหนวะ”
สุพรรณิการ์นึกสังหรณ์ใจแปลกๆ แล้วก็รีบเร่งเครื่องไปอย่างเร็ว

รถของปรานต์แล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านอรุณศรี อรุณศรียืนรออยู่ภายในรั้ว ปรานต์ลงมาจากรถแล้วก็มองรถป้ายแดงที่จอดอยู่
“รถใคร”
อรุณศรียืนกอดอกแล้วบอกปรานต์
“รถคุณกริชให้มายืมใช้”
“คงจะบริการมันถึงใจมากล่ะสิ มันถึงได้ทุ่มซื้อรถใหม่ป้ายแดงให้”
“รีบเอาเงินมาคืน และกลับไปได้แล้ว”
“อยากได้เงินนักใช่มั้ย อยู่ในรถ ไปหยิบเอาเอง” ปรานต์แค่นหัวเราะ
อรุณศรีคลายมือที่กอดอกอยู่ เริ่มอารมณ์ไม่ดี
“อย่ามาลีลานักได้มั้ย ในเมื่อเกลียดกันแล้ว ไม่อยากเจอกัน ก็รีบๆ ทำธุระให้เรียบร้อย แล้วก็รีบๆ ไปได้แล้ว”
“แอ๊วไล่ปรานต์เหรอ นี่แอ๊วเป็นเอามากขนาดนี้เลยเหรอ ปรานต์เป็นคนนะ คนที่แอ๊วเคยรักจำไม่ได้เหรอ หรือว่าเพราะเงิน มันทำให้แอ๊วลืมทุกอย่างไปหมดแล้ว” ปรานต์อารมณ์เสีย อรุณศรีส่ายหน้า
“มันไม่ใช่เพราะเงิน แต่มันเป็นเพราะนิสัยเลวๆต่างหาก ที่มันลบ ความทรงจำดีๆ ไปจนหมด”
ปรานต์อึ้งในคำด่าของอรุณศรี และเริ่มบันดาลโทสะ
“เลว กล้าด่าว่าเลวใส่หน้ากันเลยเหรอ ได้...ในเมื่อคิดว่ากูเลว กูก็จะเลวให้ดู”
ปรานต์ตรงพุ่งเข้ากอดอรุณศรีพร้อมกับไซ้ที่ซอกคออย่างรุนแรง อรุณศรีดิ้นอย่างแรง
“ปรานต์จะบ้าเหรอ ปล่อยนะ ปล่อย ปล่อยสิเว้ย”
อรุณศรีดันสุดแรงจนหลุดออกมาจากอ้อมแขนของปรานต์ อรุณศรีตบหน้าปรานต์สองทีอย่างแรง ปรานต์จ้องหน้าอรุณศรีแล้วพูด
“ชอบความรุนแรง...ได้”
ปรานต์ชกเข้าที่ท้องน้อย อรุณศรีร้องด้วยความจุก
“โอ๊ย”
อรุณศรีทรุดตัวฟุบเซ หัวไปชนเข้ากับเหล็กที่รั้วอย่างแรง อรุณศรีวูบสลบไป โทรศัพท์มือถือที่อยู่ใน
กระเป๋ากระโปรงกระเด็นออกไป หล่นอยู่ที่พื้น
ปรานต์ยืนเลิกลักอยู่หนึ่งอึดใจ ปรานต์นึกถึงคำพูดของกริชชัยเมื่อครู่
“ผมไม่สนใจว่าอรุณศรีจะเคยผ่านอะไรมาบ้าง ผมรับได้ทุกอย่าง”
ปรานต์กัดฟันกรอด
“กูอยากรู้นัก...มึงจะรับได้ทุกอย่างจริงหรือเปล่า”
ปรานต์อุ้มร่างไร้สติของอรุณศรีขึ้นไปวางไว้ที่เบาะคนนั่งในรถ แล้วก็รีบปิดประตู รถของเกียวแล่นมาจอดพอดีในช่วงที่ปรานต์กำลังปิดประตูพอดี
เกียวมองเห็นแค่ว่าอรุณศรีนั่งอยู่ในรถ แต่ไม่ทันสังเกตว่าอรุณศรีสลบอยู่ เกียวแค้นใจสุดๆ
ปรานต์ขับรถแล่นออกไป เกียวกัดฟันกรอดด้วยความแค้น แล้วค่อยๆ ขับรถตามไป

รถของปรานต์ขับมาอย่างเร็ว บีบแตรไล่รถคันหน้าที่ขับช้า ความเร็วทำให้มอเตอร์ไซค์แถวนั้นต้องหลบเข้าข้างทางเป็นแถบๆ
สุพรรณิการ์ขับรถจนถึงปากซอยหน้าก่อนเข้าบ้านอรุณศรี รถของปรานต์พรวดออกจากซอยแบบไม่ระวัง ในขณะที่รถสุพรรณิการ์กำลังจะเข้าซอยบ้านไป ความเร็วของรถปรานต์ทำให้สุพรรณิการ์รีบแตะเบรกกระทันหัน พร้อมกดแตรรถดังสนั่น
“เฮ้ย ขับรถภาษาอะไรวะ พรวดพราดออกมาไม่ดูรถเลย ตาบอดปะเนี่ย” สุพรรรณิการ์โวยออกมา
สุพรรณิการ์ด่าไปก็ต้องชะงักเมื่อสายตาพลันไปสะดุดเข้ากับรถที่โผล่ออกมา
“รถไอ้ปรานต์นี่หว่า”
ปรานต์ไม่ได้สนใจใคร ไม่ทันคิดว่าเป็นรถสุพรรณิการ์ จึงรีบพุ่งตัวออกจากซอยด้วยความรีบร้อน สายตาสุพรรณิการ์มองเห็นชัดเจนว่า คนที่นั่งอยู่เบาะหลังคืออรุณศรี
“แอ๊ว”
ปรานต์ขับรถออกไปอย่างเร็ว
“แอ๊วอยู่บนรถไอ้ปรานต์ได้ยังไง ท่าไม่ดีแล้ว” สุพรรณิการ์สังหรณ์ใจ
ทันใดนั้นเอง รถของเกียวก็โผล่พรวดออกมาอีกคันด้วยความเร็วจนเกือบจะชนกันอีกรอบ เกียวบีบแตรสนั่นไม่ยอมเบรก สุพรรณิการ์ต้องเป็นฝ่ายเบรกเสียเอง
“เฮ้ย”
รถเกียวพุ่งออกจากซอยตามปรานต์ไป สุพรรณิการ์ได้แต่ส่ายหน้า
“เฮ้ย คนแถวนี้ขับรถภาษาไรว้า”
สุพรรณิการ์รีบออกรถตามรถปรานต์ไปทันที

กริชชัยคุยโทรศัพท์ด้วยหน้าตาตื่น ที่ด้านนอกร้านสาดสุรา
“ตอนนี้คุณฝ้ายอยู่ที่ไหนแล้วครับ... ครับๆ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
ทันทีที่กริชชัยวางสายไป ธีธัชกับวัชระหันมามองกริชชัยด้วยความแปลกใจระคนสงสัย วัชระรีบถาม
“เกิดอะไรขึ้นวะ”
“เรื่องมันยาวเดี๋ยวค่อยเล่า ตอนนี้ฉันต้องรีบไปช่วยอรุณศรีก่อน”
กริชชัยพูดจบก็รีบเดินพรวดพราดออกไปเลย
“เฮ้ย” ธีธัชกับวัชระร้องขึ้นพร้อมกัน
“เอาไงวะ” ธีธัชถาม
“ไป ไอ้กริชรอด้วย” วัชระตะโกนพร้อมกับรีบกระเผลกตามไป
“ไอ้กริช ฉันไปด้วย” ธีธัชกับวัชระตะโกนขึ้นพร้อมกัน
“มาฉันช่วย” ธีธัชหันมาพยุงกึ่งลากวัชระไปอย่างทุลักทุเล

รถปรานต์ยังขับนำอยู่ด้วยความร้อนรุ่มใจ อรุณศรียังนอนสลบอยู่ ปรานต์ยิ้มร้ายด้วยความสะใจ รถของเกียวขับตามมา สีหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความโกรธ โทสะ และความหึงหวงที่พุ่งขึ้นถึงขีดสุด เกียวกัดกรามแน่น
“มันจะไปไหนของมัน”
รถฝ้ายตามมาห่างๆ แต่ความเร็วทำให้คลาดกัน สุพรรณิการ์พยายามจะโทร.เข้ามือถืออรุณศรีแต่
ไมมีคนรับ
“ทำไมแอ๊วมันไม่รับวะ”
สุพรรณิการ์ขับตามไปด้วยความเป็นห่วง โทรศัพท์มือถือดังขึ้น สุพรรณิการ์รีบหยิบมาดู ทีแรกนึกว่าอรุณศรีแต่ไม่ใช่
“ตอนนี้อยู่ที่ไหนกันแล้ว”
วัชระคุยโทรศัพท์ในขณะที่กริชชัยเป็นคนขับและธีธัชนั่งอยู่ที่เบาะหลัง
“พุทธมณฑลแล้ว แล้วฝ้ายอยู่ไหน สถานการณ์เป็นไงบ้างแล้ว “
สุพรรณิการ์ขับรถไปคุยไป
“ไม่ค่อยดี ติดต่อแอ๊วไม่ได้ โทร.ไปไม่ยอมรับ และเมื่อกี้ที่เห็นเหมือนแอ๊วมันนั่งท่าแปลกๆ ไม่รู้ว่ามันโดนโปะยาสลบแล้วลากขึ้นรถหรือเปล่า เพราะปกติมันไม่น่าจะยอมไปด้วย แล้วไอ้ปรานต์มันก็ขับเร็วมากเลย ตามไม่ค่อยทัน ตอนนี้ฉันอยู่ที่บางกรวย รีบตามมาก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากัน”
“ได้ ฝ้าย ระวังตัวด้วย” วัชระวางสายไป
“ ฝ้ายว่าไงบ้าง” กริชชัยรีบถามทันทีเมื่อวัชระวางสายจากสุพรรณิการ์
“ฝ้ายว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดี” วัชระตอบเสียงเครียดๆ
กริชชัยฟังแค่นั้นก็เหยียบรถพุ่งไปอย่างเร็วด้วยความเป็นห่วง วัชระกับธีธัชถึงกับร้องเสียงหลง
“เฮ้ย” วัชระและธีธัชร้องเสียงหลง

ถนนสายเปลี่ยวมุมหนึ่ง รถปรานต์แล่นมาด้วยความเร็ว ห่างออกไปเป็นรถเกียวตามมาไม่ใกล้มาก ถนนหลังรถเกียว..ว่างเปล่า ไม่มีรถสุพรรณิการ์

บนถนนอีกมุมหนึ่งเห็นรถสุพรรณิการ์ขับช้าๆ สุพรรณิการ์เริ่มใจเสียเพ่งมองไปข้างหน้า ไม่เห็นรถปรานต์แล้ว
“มันหายไปไหนแล้ววะเนี่ย..ซวยแล้วทำไงดี” สุพรรณิการ์บ่นกับตัวเอง และรีบโทร.หาวัชระทันที
“วัช...รถไอ้ปรานต์หายไปแล้ว ฝ้ายตามไม่ทัน ทำไงดี”
วัชระคิด
“โอเคฝ้ายใจเย็นๆ จำลักษณะรถกับทะเบียนได้หรือเปล่า โอเคๆ”
วัชระหันไปบอกธีธัชให้หยิบกระดาษปากกา ธีธัชงง
“จะไปหาที่ไหนวะ”
ชั่วอึดใจ ธีธัชก็นึกได้ หยิบมือถือขึ้นมากด
“โอเค บอกมาเลย”
ธีธัชกดข้อความเก็บไว้อย่างชำนาญ
“โอเค..ผมจะลองโทร.ให้เพื่อนสายตรวจเช็กทะเบียนให้ เพื่อจะมีคนเห็น”
วัชระวางสายไปแล้วหันมาทางกริชชัย พร้อมกับหยิบมือถือธีธัชมาดูข้อความที่พิมพ์ไว้
“ฝ้ายตามไม่ทัน รถแฟนเก่าแอ๊วหายไปแล้ว เดี๋ยวฉันจะโทร.ให้เพื่อนช่วยเช็กตามด่านให้”
วัชระรีบกดโทรศัพท์ทันที
“มันจะพาอรุณศรีไปไหน มันพามาแถวนี้ทำไม”
ทันใดนั้นธีธัชก็โพล่งขึ้นอย่างคนชำนาญในศึกรักมาก่อน
“ม่านรูด”
วัชระกดมือถือค้าง กริชชัยปรายตามา ธีธัชพูดต่อ
“แถวนี้มีม่านรูดอยู่ที่นึง เงียบใช้ได้เลย เป็นส่วนตัว ไม่วุ่นวาย มีห้องหลายแบบให้เลือก ราคาแพงหน่อย แต่ปลอดภัยสุดๆ”
“แกรู้ได้ไงวะ” กริชชัยถาม
“พาสาวมาบ่อยอ่ะดิ” วัชระแซว
“บ้าเหรอ...ฉันแค่ขับรถผ่าน ไม่เคยเข๊า” ธีธัชเสียงสูง
“ไม่เชื่อ” วัชระและกริชชัยพูดขึ้นพร้อมกัน
ธีธัชสะดุ้งแล้วก็ทำเสียงจริงจัง
“เออๆ ไม่เชื่อก็ตามใจ ตกลงพวกแกจะลองไปดูหรือเปล่าล่ะ มันอยู่ใกล้ๆแถวนี้แหละ ไม่ถึงห้านาทีก็ถึงแล้ว”
ธีธัชทำหงุดหงิดกลบเกลื่อน กริชชัยกับวัชระมองหน้ากันว่าเหมือนจะถามว่าจะตัดสินใจอย่างไรดี กริชชัยโพล่งขึ้น
“ลองไปดู อะไรก็เกิดขึ้นได้ ส่วนแกก็โทร.บอกเพื่อนที่ด่านให้เค้าเช็กให้ด้วย”
“ได้” วัชระรีบกดโทร.ออกทันที
ธีธัชรีบบอกทางกริชชัย
“ตรงไป เลี้ยวขวา”
กริชชัยรีบเร่งเครื่องไปอย่างเร็ว

ทันใดนั้นรถของปรานต์ก็เลี้ยวเข้าไปในโรงแรมม่านรูด เกียวช็อก..มองดูรถปรานต์เลี้ยวเข้าม่านรูดด้วยความโกรธอย่างแรง
“ม่านรูด”
เกียวกัดฟันกรอด แล้วก็หักรถเลี้ยวตามเข้าไปทันที
ในโรงแรมม่านรูด รถของปรานต์แล่นเข้าซองห้องพัก รถเกียวแล่นเข้าทันเห็นพอดี ปรานต์รีบลงจากรถจะวิ่งหาอรุณศรีที่ยังสลบอยู่อีกฝั่ง พนักงานเข้ามาขอเก็บตังค์ก่อน ปรานต์หันรีหันขวางแล้วก็หันไปเปิดประตูรถแล้วหยิบซองเงินของเกียวออกมา ควักให้พนักงานเป็นค่าโรงแรม เกียวเห็นเข้าพอดีถึงกับหน้าตาแดงก่ำด้วยความแค้น น้ำตาแทบร่วง
“มึงเอาเงินกูจ่ายค่าโรงแรมเนี่ยนะ”
เกียวกัดฟันกรอด เจ้าหน้าที่ได้เงินแล้วรีบรูดม่านปิด รถเกียวยังจอดซุ่มอยู่ที่อีกมุมหนึ่งของโรงแรม เกียวนั่งหน้าเครียด นึกถึงคำพูดหลอกลวงต่างๆนานาๆของปรานต์ ทั้งที่บอกว่าไม่มีอะไรกัน ไม่อยากจะไปหา อรุณศรี
เป็นคนไม่ดี ต่างๆนานาสารพัด รวมถึงภาพที่เกียวกับปรานต์ที่รักกัน ตอนปรานต์ออดอ้อนสารพัด และตอนให้เงิน ทั้งสองแสนและสี่แสน แทรกเข้ามาในความคิด
เกียวปาดน้ำตาที่ซึมออกมาด้วยความเสียใจ แล้วก็เชิดหน้าขึ้น .. ความเสียใจหายไปความโกรธ เกลียด
เข้ามาแทน เกียวหันไปมองที่ลิ้นชักหน้ารถ ด้วยแววตาโหดเหี้ยม
รถกริชชัยแล่นเข้ามา ในโรงแรมม่านรูด วัชระ กริชชัยขณะที่ยังอยู่บนรถมองไปรอบๆแล้วก็คิด
“แล้วจะรู้ได้ยังไงวะ ว่ามันพาอรุณศรีมาที่นี่จริงหรือเปล่า” กริชชัยถาม
“เออนั่นดิ” วัชระสนับสนุน
“ก็วนดูสักรอบ ถ้าไม่มีอะไรน่าสงสัยก็ไปต่อ” ธีธัชเสนอความเห็น
กริชชัยพยักหน้าเห็นด้วย
“ไปทางไหน”
“ไปทางขวา...แถบนั้นจะเงียบหน่อย”
กริชชัยกับวัชระถึงกับปรายตามมองมาที่ธีธัช
“เนี่ยนะ...ไม่เคยมา”
ธีธัชลอยหน้าลอยตาทำเป็นไม่ได้ยิน

ปรานต์เปิดประตูห้องพักในโรงแรมม่านรูดเข้ามา พร้อมกับลากตัวอรุณศรีเข้ามาด้วย อรุณศรีเริ่มสะลึมสะลือ แต่เจ็บหัวมาก ปรานต์ยิ้มร้ายและรีบถอดเสื้อตัวเอง
ปรานต์กำลังจะโถมตัวลงบนตัวอรุณศรี แต่นึกได้ ยันตัวขึ้น และล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เตรียมจะ
ถ่ายคลิป ปรานต์ยิ้มด้วยความสะใจ
เกียวเปิดประตูลงจากรถแล้วก็เดินดิ่งๆไปที่ห้องพักของปรานต์ พร้อมกับกระเป๋าถือ ที่มีปืนซ่อนอยู่ รถกริชชัยแล่นเข้ามาเห็นเกียวพอดี กริชชัยเพ่งมองด้วยความตกใจ
“ฉันรู้จักผู้หญิงคนนี้”
“ใครวะ”
“แฟนใหม่ของแฟนเก่าอรุณศรี”
วัชระกับธีธัชต้องคิดทวบอีกรอบ
“แฟนใหม่ของแฟนเก่า” วัชระและธีธัชพึมพำแล้วร้องขึ้นมาพร้อมกัน
“เฮ้ย”
“มันพาอรุณศรีมาที่นี่ ชัวร์” กริชชัยฟันธง
กริชชัยรีบพุ่งรถไปทันที
ภายในห้องพักของโรงแรมม่านรูด อรุณศรียังคงนอนสะลึมสะลือ ปรานต์ยืนค่อมเตรียมถ่ายคลิปพร้อมกับเตรียมจะถอดเสื้อผ้าอรุณศรี
“ไอ้บื้อ อย่างแกรอรับของเหลือเดนจากฉันก็แล้วกัน”
ปรานต์ยิ้มอย่างสะใจ อรุณศรีมึนๆ พยายามจะดึงสติคืนกลับมา
เกียวเดินมาหยุดที่หน้าห้องพร้อมกับกระเป๋าถือ..
เกียวถือกระเป๋าหน้าแดงกล่ำไปด้วยความโกรธเดินเข้ามาหยุดอยู่ที่หน้าห้อง รถกริชชัยมาจอดเทียบที่ข้างๆรถเกียว กริชชัยรีบลงมา วัชระและธีธัชรีบลงตาม
“แกเห็นหรือเปล่าว่าผู้หญิงคนเมื่อกี้เดินไปห้องไหน”
“ไม่เห็นว่ะ” ธีธัชบอก
“ฉันจะไปดูทางโน้น แกสองคนไปดูทางนี้” วัชระบอก
กริชชัยกับธีธัชพยักหน้ารับ ทั้งสามคนกระจายกำลังกันออกตามหา เจ้าหน้าที่ม่านรูดเดินมา วัชระโชว์บัตรตำรวจให้ดู เจ้าหน้าเห็นท่าไม่ดี ก็รีบวิ่งหนีหลบไป กริชชัยวิ่งแหวกม่านดูรถข้างในด้วยความร้อนใจ

ขณะนั้นปรานต์ยังคร่อมอยู่บนตัวอรุณศรี ถ่ายคลิปพร้อมกับค่อยๆ ปลดกระดุม เกียวเอื้อมมือมาจับลูกบิด และบิดเพื่อจะเปิด แต่ห้องล็อกอยู่ เกียวควักปืนออกมาจากกระเป๋าถือ และยิงที่ประตูหนึ่งนัดอย่างดัง ปัง!!

ปรานต์ตกใจร้องออกมาอย่างลืมตัว
“เฮ้ย”
ปรานต์หันขวับมาที่ประตูทันที กริชชัยได้ยินเสียงปืนถึงกับหน้าเหวอ
“อรุณศรี”
กริชชัยรีบวิ่งไปที่ห้องต้นเสียงทันที วัชระและธีธัชรีบวิ่งตามไป
ประตูห้องเปิดออกอย่างแรง เกียวเดินเข้ามาพร้อมกับปืนในมือ และใบหน้านิ่งขรึมเต็มไปด้วย
ความโกรธ ปรานต์เปลือยอก คร่อมอยู่บนตัวอรุณศรี เกียวยกปืนขึ้นเล็งมาที่ปรานต์
ปรานต์ถึงกับหน้าซีดด้วยความตกใจ
“พี่เกียว..ผมอธิบายได้นะพี่..ฟังผมก่อน”
“ฉันบอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าโกหก..ฉันไม่ใช่อีโง่ที่จะมาให้ผู้ชายอย่างแกมาหลอก ไอ้ชั่ว” เกียวน้ำตาร่วงทั้งเสียใจ โกรธ และเกลียด
เกียวกดยิงปรานต์อย่างไร้สติ กระสุนพุ่งเข้าที่หน้าอก ปรานต์ร้องลั่น
“อ๊าก”

ร่างของปรานต์กระเด็นไปทรุดลงที่ข้างเตียง

 
อ่านต่อตอนที่ 23 อวสาน พรุ่งนี้ (8 ม.ค.) เวลา 9.30 น.





หอบรักมาห่มป่า ตอนที่ 22
หอบรักมาห่มป่า ตอนที่ 22
จู่ๆ ก็มีเสียงอุ๊บอิ๊บกรีดร้องขึ้นด้วยความหวาดกลัว เสียงดังมาจากภายในโรงไม้เถื่อนแปรรูปนั่นเอง “กรี๊ด” ธานีลดปืนลงตะโกนลั่น “ใครอยู่ตรงนั้น ออกมา” อุ๊บอิ๊บร้องไห้ฮือๆ ซุกหน้าหลบอยู่ในอาการหวาดกลัว ตกใจ และเสียขวัญ พวกลูกน้องธานี กรูเข้าไปจับตัวอุ๊บอิ๊บออกมา “อ๊าย ปล่อยฉันนะ มาจับฉันทำไม” อุ๊บอิ๊บสะบัดตัว “อุ๊บอิ๊บ” ธานีมองเห็นตะลึง อุ๊บอิ๊บเห็นทุกเหตุการณ์เมื่อครู่ เวลานี้เธอหันมาจ้องมองหน้าธานีผู้เป็นพ่อด้วยความผิดหวังอย่างแรง เหตุการณ์ที่เธอเคยแก้ตัวแก้ต่างแทนพ่อและพี่ชายผุดขึ้นมาเป็นระลอก โดยเฉพาะตอนที่ เธอทะเลาะกับบุญทิ้ง กิมจิ และแจ๋
กำลังโหลดความคิดเห็น...