xs
xsm
sm
md
lg

สามหนุ่มเนื้อทอง ตอนที่ 21

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


6-7-8 มกราคม
3 วัน 3 เวลา 3 ตอนเต็มอิ่ม กับ "3 หนุ่มเนื้อทอง"
ละเอียดทุกลมหายใจ ทาง "ละครออนไลน์" ที่เดียว

สามหนุ่มเนื้อทอง ตอนที่ 21

แววเดินเข้ามาในร้านอาหารหรูด้วยความไม่คุ้นชิน เหลียวมองซ้ายมองขวา ก็เห็นสีรุ้งนั่งรออยู่แล้ว

เด็กเสิร์ฟในร้านนำแก้วน้ำผลไม้มาวางที่โต๊ะ แววพยักรับนิดๆ เป็นการขอบใจ ส่วนสีรุ้งเป็นแก้วชาหรูหรา สีรุ้งมองหน้าแววแล้วก็เริ่มเข้าเรื่อง
“ที่ฉันเรียกคุณมาวันนี้ เพราะฉันมีเรื่องจะ..ขอร้อง และขอความเห็นใจ ในฐานะที่เราเป็นแม่คนเหมือนกัน”
“เรื่องตาวัชอีกแล้วใช่มั้ยคะ” แววถึงกับหน้าเสีย
“นายวัชระบอกเลิกกับแหนม และบอกว่าจะไปคบกับผู้หญิงคนใหม่” สีรุ้งสีหน้าหนักใจ
แววตาโตเพราะไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน
“ผู้หญิงคนใหม่ ใครเหรอคะ”
“คุณเป็นแม่เค้ายังไม่ทราบ ดิฉันจะไปทราบได้ยังไง” สีรุ้งแอบอารมณ์ขึ้นเล็กน้อย
แววชะงักเล็กน้อย สีรุ้งพูดต่อ
“ตอนนี้แหนมเสียใจมาก จนไม่เป็นผู้เป็นคน ฉันจนปัญญาไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ และฉันก็ไม่รู้ด้วยว่าลูกชายคุณควรจะทำยังไง”
แววเศร้า ด้วยความเข้าใจ เห็นใจและเศร้าใจแทน
“ที่จริงฉันก็ไม่อยากจะโยนความรับผิดชอบไปให้ลูกคุณ..แต่เค้าเป็นคนทำให้ลูกสาวฉันเป็นแบบนี้”
สีรุ้งพูดด้วยเสียงสั่นๆ พยายามกลั้นไม่ให้น้ำตาไหล
“คบกันมาตั้งนาน ถึงขนาดพิมพ์การ์ดจะแต่งงาน จู่ๆ มาบอกเลิกกันไปง่ายๆ ฉันว่า...มันใจร้ายเกินไป ถ้านายวัชระยังเหลือความเป็นคนอยู่บ้าง กรุณาทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้ลูกสาวฉันกลับมาเป็นเหมือนเดิม ถือว่า...ฉันขอร้องก็แล้วกัน”
สีรุ้งขอความเห็นใจ โดยไม่คำนึงถึงยศศักดิ์ที่มี แววฟังแล้วน้ำตาคลอ ซึมซับรับรู้ถึงหัวอกคนเป็นแม่คนเหมือนกัน เข้าใจกันโดยไม่ต้องบอก

วัชระยืนคุยกับแววที่หน้าโบสถ์ ข้างๆ แววอยู่ในชุดนุ่งขาวห่มขาวเพื่อเตรียมเข้าปฏิบัติธรรม ข้างตัวมีกระเป๋าเดินทางวางอยู่ใบหนึ่ง วัชระพูดน้ำเสียงจริงจัง
“มันกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้หรอกครับแม่ ผมกับแหนมเราสองคนไปด้วยกันไม่ได้จริงๆ”
แววพูดด้วยความสงบ
“คุณสีรุ้งคงไม่ได้ต้องการให้ลูกกลับไปคบกับหนูแหนมเหมือนเดิม แต่คงต้องการให้ลูกช่วยเธอทำให้หนูแหนมจิตใจดีขึ้น”
“แล้วผมจะทำอะไรได้ครับแม่ ยิ่งทำ มันจะยิ่งไม่จบเปล่าๆ”
“วัช...ลูกลองเอาใจเขา มาใส่ใจเรา ลองคิดว่า ถ้าลูกเป็นหนูแหนม ลูกต้องการอะไร บางทีเธออาจจะต้องการสิ่งนั้นก็ได้”
วัชระคิด..แววถามขึ้น
“แล้วลูกมีคนใหม่จริงๆ เหรอ”
“จริงครับแม่... เธอชื่อฝ้าย นิสัยใช้ได้เลย เค้ารู้ว่าผมเป็นคนยังไง และยอมรับในแบบที่ผมเป็น”
แววถอนใจแล้วว่า
“เฮ่อ...โลกนี้มันช่างไม่ยุติธรรมคนหนึ่งเสียใจปางตาย ร้องห่มร้องไห้จนแม่ทุกข์ไปด้วย ส่วนอีกคนก็ร่าเริงกับคนใหม่...ชะตาชีวิตช่างสองมาตรฐานซะจริง”
“แต่ผมก็ไม่ได้อยากให้แหนมเป็นแบบนี้นะครับ”
“ไม่อยากให้เป็น แต่มันก็เป็นไปแล้ว...เราคงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราอาจจะมีวิธีทำให้สถานการณ์มันดีขึ้นได้ คิดด้วยความรักและเมตตาแล้วถามตัวเองว่าเราควรจะทำอะไร”
วัชระฟังไปคิดไป
“แม่ไปก่อนนะ ได้เวลาแล้ว แม่คงจะปฎิบัติธรรมอยู่ที่นี่ซักพัก จะกลับเมื่อไหร่จะโทร.บอก”
“สวัสดีครับ” วัชระยกมือไหว้
แววพยักหน้ารับแล้วก็เดินไป วัชระมองตามแม่แล้วก็คิดถึงคำพูดของแวว
“วัช...ลูกลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา ลองคิดว่า ถ้าลูกเป็นหนูแหนม ลูกต้องการอะไร บางทีเธออาจจะต้องการสิ่งนั้นก็ได้ คิดด้วยความรักและเมตตาแล้วถามตัวเองว่าเราควรจะทำอะไร”
วัชระคิด..คิด..แล้วก็..คิด วัชระพยายามหาทางออกให้กับปัญหา แววตาของวัชระแข็งขึ้นอีกนิดนึงเหมือนกับว่าจะเจอทางออกแล้ว

ภายในห้องพักในคอนโด กริชชัยกำลังสเก็ตซ์ภาพอยู่ จู่ๆ ธีธัชก็สารภาพด้วยสีหน้าจริงจัง
“ฉันชอบลำเภา”
กริชชัยช็อก เพราะคาดไม่ถึง ดินสอที่กริชชัยใช้สเก็ตซ์ภาพถึงกับไส้หักเพราะแรงกดจากความตกใจ กริชชัยหน้าขรึมขึ้นมานิดๆ ธีธัชยืนย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ฉันจะจีบน้องสาวแก... แบบจริงจัง หวังแต่ง”
กริชชัยมองหน้าธีธัช
“เภาเอาอาหารหมาให้แกกินมากไปหรือเปล่า อยู่ๆ ถึงได้เชื่อง” กริชชัยเยาะขำๆ
“ไม่ใช่อาหารหมา แต่เป็นความฮาของน้องแก”
กริชชัยเลิกคิ้ว
“น้องแกทำให้ฉันมีความสุข...ความสุขที่มันไม่ใช่แค่ความสนุก อย่างที่แกกับไอ้วัชบอก ลำเภาไม่เหมือนคนอื่น เค้าทำให้ฉันยิ้มได้เวลาที่คิดถึงและอยากอยู่ใกล้ตลอดเวลา ความรู้สึกแบบนี้...ใช่เลย”
ธีธัชยิ้มกว้างสดใส ดวงตาเป็นประกายจนกริชชัยวางมือจากการวาดรูป แล้วถามธีธัชจริงจัง
“แกแน่ใจนะว่ามันไม่ใช่แค่ความรู้สึกอยากเอาชนะ”
“ฉันกับเภา เดินเลยจุดนั้นมาไกลแล้ว”
“แกบอกเภาแล้วเหรอ”
“อือ...ฉันบอกเภา ฉันเคลียร์กับกร แล้วก็มารายงานให้แกรับทราบ แล้วก็...ขอความช่วยเหลือ”
“ช่วยอะไรวะ”
ธีธัชพุ่งเข้าหากริชชัย
“คือ เภาเค้าไม่ยอมรับรักฉัน..เอาแต่เดินหนี ทำหน้ามึน ไม่รับรู้ ฉันควรจะทำยังไงดีวะ”
กริชชัยใช้หางตามองธีธัช
“เพลย์บอยอย่างแก มาปรึกษาวิธีจีบหญิงจากไอ้บื้ออย่างฉันเนี่ยนะ”
ธีธัชถึงกับยิ้มแหยๆ เขินอาย แล้วค่อยๆเปลี่ยนเป็นหน้าจริงจัง พร้อมกับพยักหน้าอย่างหนักแน่น

ลำเภาเดินครอบหูฟังอยู่ตรงบริเวณคอ เตรียมพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอยู่ในคลินิก ลำเภาเดินมองโน่น มองนี่อย่างมั่นใจและมีความเข้มแข็งอยู่ในตัวเอง
ธีธัชยืนรอยิ้มรับอยู่ที่มุมหนึ่ง เมื่อเห็นลำเภาเดินมา ธีธัชนึกถึงคำพูดของกริชชัย
“อย่างแรกที่แกควรจะรู้คือ เภาไม่เคยมีแฟน มีแต่คนมาจีบแต่ไม่คิดจะจริงจังกับใคร พ่อแม่เค้าก็เป็นคนดี และรักกันมาก เภาเกิดและเติบโตมาด้วยความรัก เพราะฉะนั้นเค้าไม่ใช่คนขาดความรัก” อีกประโยคตามมาติดๆ
“แกจะไปใช้มุกหยอดๆ ให้ความหวัง ไม่มีทางสำเร็จ เพราะเภาไม่ใช่คนที่มีชีวิตอยู่บนความเพ้อฝัน สิ่งที่แกทำได้คือ ต้องใช้ความจริงใจเท่านั้น”
ธีธัชพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“ความจริงใจ”
เสียงกริชชัยดังเข้ามาอีก
“ใช่..แกต้องทำให้เภาเห็นว่าแกจริงจัง ตอนนี้เภามีความคิดด้านลบจากความเจ้าชู้ของแก เพราะฉะนั้นแกต้องทำให้เภาเห็นว่า แกหยุดแล้ว...และเค้าอยากจะอยู่กับแกหรือเปล่า”
ธีธัชหน้าตาฮึกเหิม
“โอเค ลุย”
ธีธัชเดินพุ่งเข้าไปหาลำเภาด้วยความตั้งใจเต็มเปี่ยม

ธีธัชโผล่เข้ามายืนขวาง ลำเภาที่กำลังเดินเพลินๆ ชมนกชมไม้ไปตามประสาถึงกับตกใจ รีบยกหูฟังมาครอบหูทันที แล้วก็เปิดเพลง เสียงเพลง “ยาพิษ” บอดี้แสลมดังมาก เสียงเพลงดังลั่นก้องหูได้ไม่กี่วินาที เสียงเพลงก็หายไปกลายเป็นความเงียบ
ด้วยความฉับไวธีธัชดึงสายหูฟังออกจากที่เล่นเพลง ลำเภาชะงัก ก้มมองที่เครื่องเล่น ธีธัชยิ้มหน้าบานไม่สะทกสะท้านอยู่ตรงหน้า
“จะหนีไปไหน”
“หนีอะไร” ลำเภาเอาที่ครอบหูฟังออก
“ก็หนีฉัน กลับไปอยู่บ้านแม่เธอไง”
“ไม่ได้หนีสักหน่อย”
“รับความจริงไม่ได้ละสิ๊” ธีธัชทำเสียงสูงใส่
“ความจริงอะไร”
ธีธัชดึงสายหูฟังในมือรั้งหน้าลำเภาให้เคลื่อนเข้ามาใกล้คนเกือบจะชนกัน
“ก็ความจริงที่เราเป็นแฟนกันไง”
ลำเภาอึ้ง ใจเต้นแรง หน้าแดงไม่รู้ตัว
“ฉันชอบเธอจริงๆ นะเภา ฉันบอกไอ้กริชไปแล้วด้วย ว่าฉัน...ชอบเธอ”
ลำเภาพยายามไม่แสดงออกดึงสายหูฟังออกจากมือธีธัช พร้อมกับดึงตัวกลับ
“บอกพี่กริชก็ไปเป็นแฟนกับพี่กริชซิ เกี่ยวอะไรกับฉันด้วย”
ลำเภาพูดจบจะเดินต่อไปที่คลินิก ธีธัชพูดไล่หลัง
“ถ้าฉันบอกไอ้กริช แล้วต้องไปเป็นแฟนกับไอ้กริช...แบบนี้...ฉันบอกเธอ ฉันก็ต้องเป็นแฟนกับเธอสิ”
ลำเภาชะงัก ธีธัชรีบพุ่งเข้ามาปาดหน้า
“งั้นฉันบอกอีกทีนะ...เภา...ฉัน ..”
ธีธัชยังพูดไม่ทันจบประโยค ลำเภาก็ควักสก็อตเทปออกมากระเป๋าแปะเข้าที่ปากธีธัชทันที
“เฮ้ย อะไรเนี่ย” ธีธัชส่งเสียงอู้อี้
ลำเภาไม่สนใจรีบเดินเข้าคลินิกไปเลย ธีธัชรีบดึงสก็อตเทปออก เสียงดังแคว่กเจ็บระบมรอบปากจนต้องร้อง
“โอ้ย”
ธีธัชรีบหันขวับไปทางลำเภา
“เภารอด้วย”
ธีธัชวิ่งไปพร้อมกับสก็อตเทปในมือ และเมื่อวิ่งผ่านถังขยะก็รีบปาทิ้งพร้อมกับบ่นๆ
“คิดได้ไงวะเนี่ย”
ธีธัชส่ายหน้า แล้วก็รีบตามไป “เภา รอด้วย”

ลำเภาเปิดประตูเข้ามาอย่างรวดเร็ว พนักงานทักทาย
“คุณหมอสวัสดีค่ะ”
ลำเภายิ้มรับพร้อมทักทายกลับ
“สวัสดีค่ะ”
ลำเภารีบเดินไปในห้องตรวจทันที
ธีธัชเปิดประตูตามลำเภาเข้ามา มองซ้ายมองขวา พนักงานต้อนรับทักทาย
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีครับ…คือผมชื่อธีธัช…ป็นแฟนของหมอเภาน่ะครับ”
ภายในห้องตรวจ เสียงจากภายนอกแว่วดังเข้ามา ลำเภาถึงกับชะงัก
“แฟนหมอเภาเหรอคะ หล่อจังเลย”
ธีธัชยิ้มรับหน้าบานด้วยความพอใจ
“ขอบคุณครับ”
จังหวะเดียวกัน “วินนี่” เจ้าของคลินิก เปิดประตูเดินเข้ามาพอดี ธีธัชหันไปเห็น ก็พุ่งเข้าไปแนะนำตัวทันที
“สวัสดีครับ”
วินนี่ไม่ทันตั้งตัว
“สวัสดีครับ”
“คุณเป็นเจ้าของที่นี่ใช่มั้ยครับ”
“ครับ”
“ผมชื่อธีธัช...เป็นแฟนของลำเภาครับ”
วินนี่ทำหน้างง และงงหนักกว่าเดิม ทันใดนั้นลำเภาก็โผล่พรวดออกมาจากห้องตรวจ
“นายหมาใหญ่”
“อ่อ..นี่ไงครับ แฟนผม” ธีธัชยิ้มกว้างหันหน้าไปทางวินนี่แล้วบอกอย่างภูมิใจ
ทั้งวินนี่ และพนักงานคนอื่นๆ มองลำเภาแล้วยิ้มหัวกันคิกคัก
“แฟนหมอเภา หล่ออ่ะ” เสียงซุบซิบของเหล่าพนักงานแซวขึ้นพร้อมกับหัวเราะคิกคักกันยกใหญ่
ลำเภาถึงกับเขินส่งเสียงดุ
“มานี่”
ธีธัชยิ้มอย่างว่าง่าย
“คร้าบ...ไปก่อนนะครับ แฟนเรียก”
“เฮ่อ...กรรมตามสนองแท้ๆ” ลำเภาพึมพำ ก้มหน้าอย่างอายๆ
ธัชรีบเดินไปหาลำเภาที่ยืนกอดอก หน้าบึ้งตึงด้วยความเคือง ธีธัชยิ้มกว้างไม่สนใจ แถมยังหันมาโบกมือให้กับเจ้าหน้าที่และวินนี่ที่ยืนมองยิ้มๆ อยู่ข้างหลัง ลำเภาตรงเข้าจิกเสื้อลากธีธัชเข้าไปในห้องตรวจทันที

ลำเภากอดอกถามธีธัชด้วยความไม่พอใจ
“นายทำอะไรของนาย”
“ก็ประกาศความเป็นแฟนให้ทุกคนรับทราบโดยทั่วกันไง”
“แต่ฉันยังไม่ได้รับเป็นแฟนนาย”
“เอาน่า...ฉันกล่อมประสาทมากๆเข้า เดี๋ยวก็เคลิ้ม เธอก็เคยใช้วิธีนี้กับฉัน ดูสิ ตอนนี้เชื่องจะตาย”
ธีธัชเริ่มถึงเนื้อถึงตัวด้วยการย่อตัวเอาหัวมาซบไหล่ลำเภาส่งสายตาปิ๊งๆ ลำเภาตกใจ อายจนหน้าแดง แล้วก็ไสหัวธีธัชออกจากไหล่
“อย่ามาทำเนียน”
ธีธัชทำหน้าเซ็ง เสียดาย
“ฉันไม่ใช่คนหัวอ่อนจะได้เคลิ้มง่ายๆ เหมือนนาย”
“ฉันหัวอ่อน แต่ก็ใจแข็งนะ ไม่ชอบใครง่ายๆ ชอบแล้วก็เลิกยาก”
“แหวะ เชื่อตาย กลับไปได้แล้ว ฉันจะทำงาน” ลำเภาหันหลังให้
“ไม่กลับ จนกว่าจะยอมให้มารับกลับบ้าน”
ลำเภาหันกลับมาอ้าปากจะปฏิเสธ ธีธัชพูดต่อ
“ถ้าไม่ยอมให้มารับ จะนั่งอยู่หน้าคลินิกแล้วก็บอกกับทุกคนว่าฉันเป็นแฟนเธอ บอกจนกว่าเธอจะยอมรับ”
“บ้าหรือเปล่า”
“ก็ฉันอยากจะคบกับยัยเด็กบ๊องอย่างเธอ มันก็ต้องบ้าแบบนี้แหละ..เหมาะสมกันดี” ธีธัชยิ้มลอยหน้าลอยตา
ลำเภาเจอรุกหนักจนสะอึก..พูดไม่ออก ได้แต่กุมขมับ
“เฮ่อ..เวรกรรม” ลำเภาพึมพำเบาๆ
ธีธัชยื่นหน้ามาถาม
“ตกลงจะให้มารับหรือเปล่า”
ลำเภาเงยหน้ามองธีธัชที่ยิ้มหน้าทะเล้นอย่างน่ารักอยู่ตรงหน้า ลำเภามองหน้าแล้วก็เริ่มใจอ่อนคิดในใจ..อีตาบ้าท่าจะไม่หยุดง่ายๆ

วัชระและสุพรรณิการ์คุยกันอยู่ในห้องของสุพรรณิการ์บนคอนโด วัชระตอบด้วยหน้าตามุ่งมั่น
“ผมจะไปหาแหนม”
สุพรรณิการ์ยืนกอดอกรอฟังอยู่
“เพื่อ...”
“ผมจะไปยอมรับผิดทุกอย่าง และยอมรับกรรมทุกอย่างแต่โดยดี ถ้าแหนมอยากจะฆ่าใครสักคน คนที่โดนน่าจะเป็นผมไม่ใช่คุณ”
สุพรรณิการ์จ้องหน้าวัชระอย่างจริงจัง
“แน่ใจเหรอ ว่าจะเอาตัวรับลูกกระสุนจริงๆ”
“ถ้าแหนมเค้ากล้ายิง ผมก็กล้ารับ”
“ทำแบบนี้ทำไม ไม่กลัวตายหรือไง”
“กลัว แต่มันน่าจะเป็นทางสุดท้ายที่ผมพอจะทำได้.. ที่ผ่านมาผมหนีมานานเกินไปแล้ว ถึงเวลาต้องหยุดและรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำไว้สักที”
วัชระพูดอย่างมุ่งมั่น จริงใจ สุพรรณิการ์แอบทึ่ง
“ฝ้าย...ถ้าผมไปหาแหนมแล้วเป็นอะไรไป ผมอยากบอกให้รู้ว่าผมดีใจที่ได้รู้จักคุณ คุณคือผู้หญิงที่ทำให้ผมมีความสุข ถึงมันจะเป็นแค่เวลาสั้น แต่มันเป็นช่วงเวลาที่มีค่าสำหรับผม ขอบคุณมาก” วัชระมองตาสุพรรณิการ์ด้วยความจริงใจ
วัชระพูดจบค่อยๆ หันหลัง จะเดินออกไป สุพรรณิการ์คิดแล้วก็พูดขึ้น
“เดี๋ยว ฉันจะไปกับคุณ”
วัชระอึ้ง หันกลับมา
“มันอันตราย อย่าเลย”
สุพรรณิการ์เดินมาหาวัชระ
“ที่จริง เรื่องที่เกิดขึ้น ฉันก็มีส่วนทำให้มันเป็นแบบนี้ ฉันเองก็ควรจะได้รับกรรมเหมือนกัน .. อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ฉันก็ไม่อยากหนี ไม่อยากหลบอีกแล้ว เป็นไงเป็นกัน”
สุพรรณิการ์พูดแบบตรงๆ วัชระมองด้วยความปลาบปลื้มแล้วก็สวมกอดสุพรรณิการ์ด้วยความซาบซึ้งใจ
“คุณแมนมากเลยฝ้าย...แบบนี้ผมชอบ”
วัชระกอดกับสุพรรณิการ์ประหนึ่งจะร่ำลาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะพากันไปตาย ในจังหวะเคลิ้มมือของวัชระที่
โอบหลังสุพรรณิการ์อยู่ก็ค่อยๆเคลื่อนที่ก้นแล้วก็สัมผัสอย่างนุ่มนวล สุพรรณิการ์ลืมตาโพลง...แล้วก็ใช้มือที่กอดวัชระอยู่จิกไปที่กลางหลังวัชระจนวัชระร้องจ๊ากลั่น
สุพรรณิการ์ผลักวัชระออกไปด้วยความฉุน
“มือไวนักนะ คนกำลังซึ้งๆ ดันมาทำลามก ไม่รู้กาละเทศะแบบนี้ เข้าไปตายคนเดียวก็แล้วกัน ฉันจะนั่งรออยู่ในรถ”
สุพรรณิการ์ด่าใส่แล้วก็หันไปหยิบกระเป๋าเดินอาดๆๆออกไป วัชระยืนหน้าจ๋อย
“ก็มันเคลิ้มนี่..นิดหน่อยเอง ทำเป็นดุไปได้”
สุพรรณิการ์เดินออกจากห้องไปแล้ว วัชระจำใจต้องเดินตามออกไป

มุมหนึ่งกลางห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง มีรถใหม่ 3-4 คันจอดอยู่ ระหว่างนั้นเบญลี่กำลังคุมพนักงานอีกสองสามคน เพื่อเตรียมการจัดอีเว้นท์เล็กๆ โชว์รถใน ธีมงาน “Freshy M!” อรุณศรีรับโทรศัพท์ด้วยความตกใจ
“แกจะไปหาคุณแหนม แน่ใจเหรอฝ้าย”
“ฉันดูแลตัวเองได้ แกไม่ต้องห่วง ที่โทร.มาบอกเพราะจะได้รู้ไว้ ถ้ามีอะไรฉุกเฉินจะรีบโทร.บอก”
“โอเค แกก็ดูแลตัวเองดีๆ มีอะไรก็รีบโทร.มา เรียบร้อยแล้วก็รีบโทร.บอกด้วย”
อรุณศรีวางสายไปด้วยความเป็นห่วง
กริชชัยเดินมาเห็นอรุณศรียืนหน้าตาไม่สบายใจก็เข้ามาถาม
“อรุณศรี...มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
“ฝ้ายกับคุณวัชกำลังไปหาคุณแหนมค่ะ คุณวัชโทร.บอกคุณกริชหรือเปล่าคะ”
กริชชัยพยักหน้ารับ
“มันบอกตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วครับ แต่ไม่ได้บอกว่าคุณฝ้ายจะไปด้วย”
สีหน้าของอรุณศรีเป็นห่วงสุพรรณิการ์อย่างเห็นได้ชัด
“คุณไม่ต้องห่วงหรอก วัชมันคงไม่ยอมให้คุณฝ้ายเป็นอันตราย มันต้องดูแลอย่างดีที่สุด ผมว่า..ไอ้วัชมันเอาอยู่ไม่ต้องกังวล”
อรุณศรีมองหน้ากริชชัย แอบแปลกใจนิดๆที่รู้สิ่งที่กำลังคิด
“ดิฉันก็หวังว่ามันจะเป็นแบบนั้น” อรุณศรีพยักหน้าทั้งๆที่ลึกๆแล้วเป็นห่วงเพื่อนมาก

เบญลี่ซึ่งกำลังคุมเด็กจัดงานอยู่ไม่ห่างจากอรุณศรี และกริชชัย
“ขยับป้ายขึ้นไปอีกหน่อยสิ มันดูไม่เด่นเลย เออ เลื่อนขึ้นไปจะได้เห็นชัดๆ เรามาเปิดตัวรถใหม่นะจ้ะ ไม่ใช่ตั้งโต๊ะบอล ไม่ต้องหลบๆซ่อนๆ”
เจ้าหน้าที่ทางห้างอีกคนหนึ่งเดินมาถาม
“คุณเบญวรรณใช่มั้ยครับ”
เบญลี่จี๊ดขึ้นมาทันทีถูกเรียกชื่อจริงที่ไม่อยากจำ
“เบญลี่ ค่ะ ... กรุณาเรียกให้เก๋ด้วย”
เจ้าหน้าที่ถึงกับงงกับความเปรี้ยว
“เออ...ครับ..คุณเบญลี่...รถมาถึงแล้ว จะให้จอดไว้ตรงไหนครับ”
“รอแป๊บนะ ถามบอสก่อน”
เบญลี่เดินกระฟัดกระเฟียดออกไป พลางบ่นฮุบ
“มาเรียกชื่อจริง ต่อหน้าสาธารณชนได้ยังไง...มู๊ดดี้”
“แล้ว...บอสอยู่ไหนเนี่ย” เบญลี่พูดพลางมองหากริชชัย
ทันทีที่เห็นกริชชัยยืนคุยกับอรุณศรี เบญลี่ถึงกับตาวาว ต่อมสาระแนถูกกระตุ้นอย่างแรง!! ยิ้มคิกคักอยู่คนเดียว

กริชชัยยืนเก้อๆ เขินๆ จนอรุณศรีรู้สึกอึดอัดเล็กๆ จึงพูดขึ้น
“ฉันขอตัวไปทำงานต่อนะคะ”
อรุณศรีกำลังจะเดินไป กริชชัยรีบพูดขึ้น
“เดี๋ยวก่อน”
อรุณศรีหันมา กริชชัยโพล่งออกมา
“กินน้ำมั้ย”
อรุณศรีถึงกับงงเพราะรับมุกไม่ทัน
“คือ...หิวน้ำ หิวข้าว หิวขนม อะไรหรือเปล่า เดี๋ยวผมซื้อมาให้”
“ไม่เป็นไรค่ะ...ฉันหาทานเองได้ ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ” อรุณศรีรีบบอก
ทันใดนั้นเสียงเบญลี่ก็ดังขึ้น
“ชามะนาวไม่หวานมากก็ดีค่ะบอส ของโปรดแอ๊ว”
อรุณศรีหันขวับไป เบญลี่ยืนยิ้มเสนอหน้ามายืนอยู่ข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้
“พี่เบญลี่”
“ส่วนของเบญลี่ของชอคโกแลตเย็นหวานมันจัดเต็มนะคะบอส”
กริชชัยยิ้มรับ
“ได้ครับ... แล้วคนอื่นๆล่ะ” กริชชัยหันไปถามพนักงานคนอื่น
“พวกนั้นบอสซื้ออะไรมาให้ก็กินหมดแหละค่ะ จัดมาเลยค่ะบอส”
“ได้ รอแป๊บนึง เดี๋ยวผมซื้อมาให้”
“ขอบคุณค่ะบอส” เบญลี่ฉีกยิ้ม
“ขอบคุณค่ะ”อรุณศรียิ้มเกรงใจ
“ด้วยความยินดี” กริชชัยกำลังจะเดินไปนึกได้ จึงหันกลับมาพูดกับอรุณศรีว่า
“ผมทำในฐานะผู้ชายที่มาจีบคุณนะ ไม่ใช่ในฐานะเจ้านาย .. ถ้าประทับใจ กรุณาให้ความดีความชอบด้วย”
กริชชัยพูดทื่อๆ ตรงๆ อรุณศรีอายจนหน้าแดงขึ้นมา ทำตัวไม่ถูก เบญลี่ถึงกับตาโตลุกวาว
“ว้าว” เบญลี่อุทานราวกับฝรั่ง
กริชชัยยิ้มรับนิดๆ อรุณศรียังช็อกอยู่ กริชชัยเดินไป
เบญลี่หันมาทางอรุณศรี
“ตรงไปหน่อย แต่ก็เก๋เว่อร์อ่ะ” เบญลี่ขำคิกคัก
บรรยากาศแห่งการสนทนาที่เพิ่งผ่านไป ปรานต์ซึ่งแอบยืนแอบอยู่หลังเสาได้ยินทุกอย่าง ปรานต์กัดฟันกรอดด้วยความแค้น! ปรานต์แอบมองว่า กริชชัยเดินไปทางไหน แล้วก็เดินตามไปแบบเงียบๆ

กริชชัยเข้าไปร้านขายขนมและเครื่องดื่มภายในห้างสรรพสินค้า พนักงานกำลังเทน้ำแดงลงในแก้วแล้วรวบรวมแก้วเครื่องดื่มมาวางรวมกัน กริชชัยรอจ่ายเงิน
“420 บาท ค่ะ”
กริชชัยจ่ายเงินและหิ้วเครื่องดื่ม 4-5 แก้ว และขนมอีกสองสามถุงเต็มสองมือออกมาจากร้าน ทันใดนั้นปรานต์ก็โผล่ออกมาจากมุมตึก กริชชัยชะงักด้วยความแปลกใจ ทว่าไม่ได้ตกใจ ปรานต์มองกริชชัย ด้วยแววตาสุดกวน
“จะจีบผู้หญิงทั้งที ซื้อน้ำแก้วละไม่กี่สิบบาทให้เนี่ยนะ รวยซะเปล่า แม่งกระจอกว่ะ”
“ต้องการอะไร”
ปรานต์ยื่นหน้ามากวนๆ
“ถ้าจะให้ถูก ต้องถามว่า ต้องการเท่าไหร่”
กริชชัยชะงัก มองหน้าปรานต์แววตาเริ่มไม่พอใจ

บริเวณมุมที่จะจัดงานอีเวนท์ เบญลี่โพล่งออกมา
“ตายแล้ว”
อรุณศรีกำลังติดป้ายในงานอยู่ข้างๆ ก็หันมางงๆ
“ใครตายคะ”
“พี่นี่แหละจะตาย เมื่อกี้เดินมาหาบอสจะมาถามว่ารถมาแล้วจะให้จอดที่ไหน ดูสิ มัวแต่คิกๆ คักๆ กับเรื่องชู้สาวลืมเรื่องงานไปเลย”
“โทร.ถามมั้ยคะ”
“ไม่ดีกว่า บอสคงไปไม่นาน ต้องรีบกลับมาหาใครแถวนี้ แอ๊ว ถามจริงๆ บอสเปิดหน้าชกขนาดนี้ ไม่คิดจะใจอ่อนบ้างเลยเหรอ”
เบญลี่ยื่นหน้ามารอฟังคำตอบ อรุณศรีคิดอย่างหนักใจ ตอบไม่ถูก

บริเวณหน้าร้านขนมและกาแฟ ปรานต์ยังคงลอยหน้าลอยตาพูดต่อ
“บอกตรงๆเลยนะ ฉันค่อนข้างแปลกใจที่มีผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่ฉันสนใจแอ๊ว ผู้หญิงบ้านๆ เรียบๆ ค่อนข้างน่าเบื่อด้วยซ้ำ ที่ฉันยังทนคบ เพราะสงสาร คนมันเคยๆ ก็ไม่อยากทำร้ายจิตใจ”
กริชชัยเริ่มจะทนไม่ได้ อารมณ์เริ่มขึ้น แต่ยังนิ่งอยู่ ปรานต์เห็นเงียบก็พูดใหญ่
“แต่ตอนนี้มีคนมารับช่วงต่อ ฉันก็สบายใจ เอาเป็นว่า ถ้าไม่ถือสาว่าเป็นของมีตำหนิผ่านการใช้งานมาแล้ว ฉันขายให้ราคาถูกๆ”
“ขาย”
ปรานต์ยักไหล่
“ใช่! ถ้านายอยากได้ ฉันคิดแค่ “ห้าแสน” แล้วเซ้งต่อไปเลย ไม่ต้องกลัวว่าจะมีรีเทิร์น หรือถ่านไฟเก่าจะคุ ห้าแสน...จบสนิท”
กริชชัยมองหน้าปรานต์ด้วยความไม่พอใจอย่างแรง ในใจคิดว่า “แม่งหน้าตัวเมียจริงๆ”
ปรานต์ไม่ได้รู้ความในใจกริชชัยแม้แต่น้อย ยังคงสำรากต่อไป
“อ้อ..หรือถ้าเพิ่มให้อีกสักห้าหมื่น เป็นห้าแสนห้าเพิ่มออพชั่นเชียร์แขกให้เป็นกรณีพิเศษ ตอนนี้แอ๊วยังเล่นตัวทำเป็นไม่สนใจ แต่ถ้าฉันเอ่ยปากแค่คำเดียว เปิดห้องรอได้เลย”
กริชชัยมองหน้าปรานต์ด้วยแววตาดุดัน..ของขึ้น ใจเต้นแรง กริชชัยยกมือขวาที่มีถุงน้ำอยู่ในมือขึ้นแล้วก็ชู
นิ้วชี้ทำนองว่า... “รอแป๊บ” ปรานต์มองตาม กริชชัยหันไปวางถุงเครื่องดื่มไว้ที่ม้านั่งในห้าง แล้วเอามือควานไปที่กระเป๋ากางเกง
ปรานต์มองตามแล้วอมยิ้มนิดๆ คิดว่ากริชชัยคงจะขยับหยิบเช็คมาเขียนให้
ทันใดนั้นสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น กริชชัยซัดหมัดตรงเข้าที่หน้าปรานต์อย่างแรง ปรานต์เซไปตามแรงชก แถไปหาแก้วน้ำที่กริชชัยวางไว้ แรงชนกวาดเอาแก้วน้ำล้ม น้ำตกกระจายเต็มพื้น ปรานต์ล้มลงที่พื้น เสียงกรีดร้องของคนที่ยืนอยู่แถวนั้นดังสนั่น

อรุณศรีกับเบญลี่หันขวับไปตามต้นเสียงกรี๊ด
“เสียงอะไร” เบญลี่โพล่งขึ้น

ปรานต์ค่อยๆตั้งหลักยันตัวขึ้นด้วยความมึน โหนกแก้มแดงเห่อจากแรงชก ปรานต์หันขวับมาที่กริชชัย
“อย่าพูดถึงอรุณศรีแบบนี้อีก”
ปรานต์โวยกลับ
“กูจะพูด ใครก็ห้ามกูไม่ได้”
ปรานต์พุ่งเข้ามาแล้วก็ชกกริชชัยเต็มแรง กริชชัยเซแล้วก็ตั้งหลัก หันกลับมาซัดปรานต์กลับ สองคน
แลกหมัดกันนัว ท่ามกลางไทยมุง ที่ส่งเสียงฮือฮา

อรุณศรีขยับเดินมาชะเง้อๆมองที่ต้นเสียง เห็นกริชชัยและปรานต์กำลังต่อยกันอยู่ อรุณศรีตกใจ
“ปรานต์ คุณกริช”
“ถามจริง” เบญลี่ถึงกับหันขวับ รีบชะเง้อมองด้วยความตกใจ
ไม่ทันจะได้คำตอบ อรุณศรีก็วิ่งพุ่งเข้าไปหาทั้งสองคนทันที เบญลี่หันมาเรียกด้วยความตกใจ
“อ้าว...แอ๊วๆ รอด้วย”

กริชชัยล้มถลาไปตามแรงชกของปรานต์ ปรานต์กำลังจะเข้ามาซ้ำ กริชชัยรีบหลบวูบ และสวนกลับจนปรานต์หน้าหงาย กลุ่มไทยมุงกำลังยืนดูด้วยความสนใจ เสียงนกหวีดของรปภ. ดังขึ้น พร้อมกับเสียงร้องของเบญลี่และอรุณศรี
“บอสคะ บอส”
“ปรานต์หยุดเดี๋ยวนี้ หยุด” อรุณศรีตะโกนบอก
เบญลี่รีบเข้าไปเคลียร์กับรปภ.ทันที
“พี่คะพี่...คือ...ไม่มีอะไรค่ะ มีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยน่ะค่ะ ขอโทษทีนะคะ”
อรุณศรีรีบเข้ามายืนขวางไม่ให้ปรานต์ทำร้ายกริชชัย
“หยุดก่อเรื่อง และกลับไปได้แล้ว” อรุณศรีเสียงแข็ง
ปรานต์มองหน้าอรุณศรีด้วยความแค้น
“ทำไมคิดว่าปรานต์เป็นคนก่อเรื่อง ทำไมไม่คิดว่ามันหาเรื่องปรานต์ก่อน”
กริชชัยชะงักมองหน้าอรุณศรี อรุณศรีปรายตามาทางกริชชัยนิดๆ ก่อนจะหันกลับไปพูดต่อ
“เพราะแอ๊วฉลาดขึ้น ถึงรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก เลิกสะกดรอยตาม แล้วก็อย่ามาให้เห็นหน้าอีก เรื่องของเรามันจบแล้ว”
อรุณศรีประกาศอย่างไม่ไว้หน้า ปรานต์รู้สึกเสียหน้าอย่างแรง กริชชัยรู้สึกใจชื้นกับท่าทีของอรุณศรี เบญลี่แอบอมยิ้มนิดๆ ไทยมุงคนอื่นๆที่ยังยืนอยู่ก็มองด้วยแววตาหยามหมิ่น ปรานต์กัดฟันกรอดด้วยความแค้น เพราะเสียหน้า
“คิดเหรอว่าจะมาไล่กันได้ง่ายๆ แอ๊วทำให้ปรานต์ไม่มีทางเลือก แอ๊วจะต้องชดใช้”
ปรานต์ประกาศด้วยความแค้น อรุณศรีเชิดหน้ารับอย่างไม่กลัว กริชชัยมองอยู่ไม่ห่างด้วยความเป็นห่วง ปรานต์สะบัดมือลง แล้วก็สะบัดหน้าเดินไปด้วยความแค้น
อรุณศรีมองปรานต์ที่เดินไปด้วยความผิดหวัง แล้วก็หันมาทางกริชชัยที่กำลังเอามือขยับจับใบหน้าที่โดนชกอย่างยับเยินพอดี

อรุณศรีเห็นแล้วรู้สึกผิดและสงสาร

อ่านต่อหน้า 2





6-7-8 มกราคม
3 วัน 3 เวลา 3 ตอนเต็มอิ่ม กับ "3 หนุ่มเนื้อทอง" 
ละเอียดทุกลมหายใจ ทาง "ละครออนไลน์" ที่เดียว

สามหนุ่มเนื้อทอง ตอนที่ 21 (ต่อ)

อรุณศรีนั่งอยู่ข้างๆ เบญลี่เอาผ้าหุ้มน้ำแข็งประคบแผลบนหน้าของกริชชัย เจอน้ำเย็นเข้าวูบแรกกริชชัยถึงกับร้อง “โอ้ย” ออกมา จนเบญลี่ตกใจ

“โอ๊ะ ขอโทษค่ะ เบญลี่คงจะมือหนักเกินไป อะ..แอ๊ว .. จัดการที” เบญลี่หันมาส่งผ้าหุ้มน้ำแข็งให้อรุณศรี
อรุณศรีรับมาแล้วมองไปที่หน้ากริชชัย
“ขอโทษนะคะ” อรุณศรีค่อยๆประคบอย่างเบามือ
กริชชัยนั่งนิ่งด้วยความเต็มใจ เบญลี่เห็นแล้วรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน
“เบญลี่ขอตัวไปทำงานต่อก่อนนะคะ แอ๊ว..ฝากบอสด้วยนะ”
เบญลี่รีบเดินเลี่ยงไป อรุณศรีหันมาทางกริชชัยแล้วก็พูดขึ้น
“ฉันต้องขอโทษด้วยนะคะ”
“มันไม่ใช่ความผิดของคุณ .. ที่จริงผมเองเป็นคนเริ่มชกเค้าก่อนด้วยซ้ำ แต่ผมทนฟังสิ่งที่เค้าพูดถึงคุณไม่ได้จริงๆ”
“ปรานต์เค้าพูดอะไรกับคุณบ้าง”
“อย่ารู้เลย รู้ไปก็ไม่สบายใจเปล่าๆ รู้แค่ว่ามันไม่จริง และผมไม่เชื่อ แค่นี้ก็พอ”
“เค้าจะเที่ยวด่าฉันเละเทะไปหมดแล้ว..เฮ่อ”
อรุณศรีฟังแล้วคิด..ยิ่งคิดยิ่งเศร้า คำพูดปรานต์ดังแว่วเข้ามา
“คิดเหรอว่าจะมาไล่กันได้ง่ายๆ แอ๊วทำให้ปรานต์ไม่มีทางเลือก แอ๊วจะต้องชดใช้”
อรุณศรีขมวดคิ้วคิดด้วยความไม่เข้าใจ
“ไม่น่าเชื่อ..คนเคยรู้สึกดีๆต่อกัน วันนึงจะเปลี่ยนเป็นเกลียดกันขนาดนี้”
กริชชัยมองด้วยความเห็นใจ
“ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมปรานต์ถึงไม่ยอมปล่อยฉันไป ในเมื่อเค้าก็มีคนใหม่แล้ว ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ได้ขี้เหร่ ดูรักเค้าดี ฐานะก็ดี ถ้าผู้หญิงคนนั้นรู้ว่าเค้ายังมายุ่งวุ่นวายกับฉัน เค้าคงจะไม่พอใจ”
กริชชัยมองอรุณศรีด้วยความชื่นชมที่ยังเห็นใจคนอื่น
“นอกจากจะเป็นห่วงคนอื่นแล้ว ผมอยากให้คุณห่วงตัวเองด้วย แฟนเก่าคุณเค้าคงไม่ยอมจบแค่นี้แน่”
อรุณศรีเห็นด้วย..แววตาอรุณศรีเริ่มมีความกังวลเจืออยู่


เย็นวันนั้น บนห้องส่วนตัวของปรานต์ เกียวกำลังทำความสะอาดห้อง รื้อโน่นรื้อนี่ออกมาดูดฝุ่น เช็ดฝุ่น อย่างมีความสุข เกียวรื้อของที่อยู่ใต้โต๊ะทำงานออกมาเพื่อดูดฝุ่น ทันใดนั้นก็เจอกับกล่องใส่ของเก่าใบหนึ่ง เกียวเปิดดูด้วยความสนใจ
กล่องใบนั้นมีของส่วนตัวของปรานต์เก็บไว้ เกือบเต็มกล่อง มีทั้งบัตรประชาชนอันแรก บัตรนักเรียน ใบขับขี่เก่า บัตรโรงพยาบาล บัตรโน่นบัตรนี่มากมาย เกียวดูไปยิ้มไปอย่างมีความสุข เกียวยิบรูปในบัตรประชาชนสมัยปรานต์เป็นเด็กหนุ่มหน้าใสกิ๊งมาดู
“น่ารักอ่ะ” เกียวพึมพำมองด้วยความปลาบปลื้ม แล้วก็รื้อดูต่อจนมาเจอรูปปรานต์สมัยเรียนกับเพื่อนในมหาวิทยาลัย เกียวรีบวางของอย่างอื่นและหยิบกองรูปมาดู ด้วยความสนใจ
รูปปรานต์อยู่ในชุดนักศึกษามหาวิทยาลัย ถ่ายเล่นๆ กับเพื่อนๆ ฮาๆ ขำๆ ในรูปมีหลายคน เป็นแกงค์ๆ และในแก๊งก็มีอรุณศรีอยู่ด้วย เกียวดูไปยังยิ้มไป เพราะภาพถ่ายใบนั้นอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
“สมัยมหา'ลัยก็น่ารักดีนะเนี่ย หน้าใสอ่ะ”
เกียวดูต่อ จนมาถึงรูปคู่กับอรุณศรี ตอนอรุณศรีเป็นเชียร์ลีดเดอร์ เกียวเริ่มชะงัก ภาพอรุณศรีใส่ชุดเชียร์ลีดเดอร์ถ่ายกับเพื่อนๆ มีปรานต์ยืนอยู่ด้วย ตามมาด้วยปรานต์และอรุณศรีคู่กันอย่างสนิทสนมมอีกหนึ่งชุดใหญ่
สีหน้าเกียวเริ่มเปลี่ยน..เริ่มเครียด..ยิ่งภาพคู่แสนสวีต จนภาพสุดท้าย ทั้งปรานต์และอรุณศรีใส่ชุดทำงานแล้วถ่ายคู่กัน เกียวรู้สึกได้ว่า
“รูปนี้เหมือนเพิ่งถ่ายมาไม่นาน”
เกียวเริ่มนิ่ง แววตาเครียดขึ้นมาทันที คิด แล้วลุกพรวดพราดขึ้นทันที
เกียวพยายามรื้อค้นทุกซอกมุม ตามสมุดงาน หนังสือ คอมพิวเตอร์ ไอแพด เปิดหาข้อมูลเพิ่ม
โน้ตบุ๊กถูกเปิดขึ้น เกียวกดคลิ๊กเข้าไปในโฟลเดอร์ต่างๆ ไฟล์ต่างๆ ไอแพดก็ถูกเกียวเปิดรื้อเข้าไปดูโฟลเดอร์ภาพต่างๆ แม้แต่การไล่อ่านเฟซบุคย้อนหลัง เข้าไปดูในรายชื่อเพื่อนพันกว่าคน หนักไปทางผู้หญิง เป็นส่วนใหญ่
“แม่งแอดแต่ผู้หญิงนะมึง”
เกียวพยายามแม้กระทั่งเดารหัสผ่านเข้าไปในอีเมล เกียวรื้อจนมาเจอ ภาพอรุณศรีในงานเปิดตัวกริชชัย รูปอรุณศรีในครั้งนั้นสวย เซ็กซี่และมีสง่าราศี เกียวเกิดอาการหึงขึ้นมาอย่างฉับพลันทันใด
“ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร” เกียวเสียงเริ่มเครียด

ภายในบ้านของเนตรนภัส จานอาหารว่างที่วางอยู่บนโต๊ะ ถูกเนตรนภัสปัดตกแตกเกลื่อนเต็มพื้น !!! เสียงเนตรนภัสดังสวนขึ้นอย่างอารมณ์เสีย
“ฉันบอกว่าไม่กิน ไม่กิน เอามาวางขวางสายตาฉันทำไม เอาออกไป เดี๋ยวนี้เลย เอาออกไป”
เนตรนภัสหันไปคว้าตะกร้าผลไม้ที่วางอยู่ข้าง ๆ ปาออกไปนอกห้องนั่งเล่น ตะกร้าร่วงลงที่พื้น ผลไม้เกลื่อนกระจาย
สีรุ้ง นรีวรรณตกใจรีบวิ่งเข้ามาเห็นข้าวของเกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้น คนใช้นั่งตัวสั่นด้วยความกลัว
“แหนม...ใจเย็นๆลูกใจเย็น ๆ”
“รีบๆ เก็บออกไปก่อน” นรีวรรณบอกกับคนรับใช้
คนใช้รีบก้มเก็บงุดๆ “ค่ะๆ”
ทันทีที่คนรับใช้เก็บของเสร็จก็รีบวิ่งออกไปจากห้องทันที
สีรุ้งรีบเข้ามาปลอบเนตรนภัส
“แหนม..แม่เป็นคนให้เด็กเอาของว่างมาให้ลูกเอง ลูกไม่ได้กินอะไรมาเป็นวันๆแล้วนะ กินสักหน่อยเถอะลูก”
“ไม่กินค่ะ แหนมไม่อยากกิน มันกินไม่ลง กินลงไปก็อยากจะอ้วก”
นรีวรรณยืนอยู่ที่เดิม กอดอก มองพี่สาวด้วยความเวทนา
“แต่ถ้าไม่กินอะไรเลย ร่างกายลูกจะไม่ไหวนะแหนม” สีรุ้งเสียงเครียด
“ใช่ พี่แหนมรู้หรือเปล่า ตอนนี้พี่แหนมโทรมมาก ทั้งผอม ทั้งหมอง พี่แหนมจะปล่อยตัวให้เป็นแบบนี้ทำไม มันไม่ใช่พี่แหนมเลยนะ”
เนตรนภัสหันขวับมาหานรีวรรณ
“ฉันจะเป็นยังไงก็เรื่องของฉัน ฉันไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เรื่องเดียวที่ฉันอยากรู้ .. ทำไมวัชทำแบบนี้ ทำไมวัชทิ้งฉันไป .. ทำไมไปเอานังนั่น ทำไม..ทำมาย” พูดแล้วน้ำตาของเนตรนภัสก็ไหลพรากออกมาอีก
เนตรนภัสร้องห่มร้องไห้ รับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น สีรุ้งและนรีวรรณมองเนตรนภัสด้วยความเวทนาสุดๆ สีรุ้งน้ำตาซึมพาลจะร้องไปด้วย นรีวรรณกอดอกแน่นแค้นแทนพี่สาว
“แหนม”
เสียงทุ้มๆ ของวัชระดังเรียกขึ้น นรีวรรณหันมาเป็นคนแรก
“พี่วัช” นรีวรรณเรียก
สีรุ้งไปมองเป็นที่วัชระแล้วก็ชะงัก แววตาของสีรุ้งมองวัชระอย่างไม่ค่อยปลื้มอย่างเห็นได้ชัด
เนตรนภัสหันมาเป็นคนสุดท้าย ทันทีที่เห็นหน้าวัชระก็เชิดหน้าขึ้น อารมณ์เดือดพล่านขึ้นมาอีก วัชระยืนนิ่งอยู่ที่เดิม วัชระพร้อมที่จะยอมรับผิดกับเนตรนภัสในทุกสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมด
สุพรรณิการ์นั่งรออยู่ในรถซึ่งจอดอยู่หน้าบ้านเนตรนภัส พยายามที่จะชะเง้อมองเข้ามาในบ้านด้วยความ
เป็นห่วง
สุพรรณิการ์กำโทรศัพท์ไว้แน่น พร้อมที่จะกดโทร.ออกตลอดเวลา

เนตรนภัสมองหน้าวัชระ แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง และเสียใจ
“ทำไมไม่รอให้แหนมเสียใจจนตายไปก่อน แล้วค่อยโผล่มา”
วัชระผงะ สีรุ้งจับแขนเนตรนภัสเบาๆ เตือนให้ลูกสาวใจเย็นๆ สีรุ้งพูดกับวัชระ
“เธอมาครั้งนี้ หวังว่าจะทำให้อะไรๆมันดีขึ้นนะ”
“ผมก็ไม่ทราบความหมายของคำว่า “ดีขึ้น” ของคุณ.ท่าน หมายถึงอะไร แต่ที่ผมมาเพราะอยากจะแสดงความรับผิดชอบ” วัชระพูดโดยเปลี่ยนสรรพนามเรียกสีรุ้งว่า “คุณท่าน” แทนที่จะเป็น “คุณแม่” อย่างเมื่อก่อน
วัชระหันมาทางเนตรนภัส
“ผมรับผิด ที่ทำให้แหนมเสียใจ ถ้าแหนมอยากจะระบายความโกรธ ความเกลียด ขอให้มาลงที่ผมคนเดียว อย่าไปลงกับคนอื่น”
เนตรนภัสสะบัดแขนจากสีรุ้ง แล้วก็พุ่งเข้ามาพร้อมกับโวยวายด้วยความโกรธ
“อ๋อ..ที่มาเนี่ย เพราะเป็นห่วงนังนั่นใช่มั้ย กลัวว่าแหนมจะฆ่ามันตายหรือไง ถึงได้รีบเสนอหน้ามาตายแทน”
“พี่แหนม” นรีวรรณ่รียกพี่สาวประหนึ่งเตือนสติ
สีรุ้งเตือนอีกครั้ง
“แหนมๆ...ใจเย็นๆลูก”
“ถ้าผมตายแล้วแหนมรู้สึกสบายใจขึ้น ผมยินดี เพื่อชดใช้ความผิดทั้งหมดที่ผมทำ เรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะผมคนเดียว ฝ้ายเค้าไม่เกี่ยว” วัชระโพล่งออกไป
“วัชรักมันมากขนาดนี้เลยเหรอ” เนตรนภัสเสียงสั่น
“ใช่... ผมรักฝ้าย” วัชระเสียงหนักแน่น
เนตรนภัสเจ็บเข้าไปถึงขั้วหัวใจ

สุพรรณิการ์นั่งกระสับกระส่ายอยู่ในรถ บริเวณหน้าบ้านเนตรนภัส สุพรรณิการ์ไม่รู้เลยว่า ชื่อของเธอถูกวัชระนำไปอ้างในการบอกรัก สุพรรณิการ์คอยชะเง้อมองเข้าไปในบ้านเนตรนภัสด้วยความเป็นห่วงวัชระเป็นระยะ
ภายในบ้าน เนตรนภัสมองหน้าวัชระถึงกับน้ำตาร่วง
“วัชพูดออกมาได้ยังไง คิดบ้างมั้ยว่าแหนมจะเสียใจ”
“แหนม..มันเป็นความจริง ผมไม่ได้รักคุณแล้ว เรื่องของเรามันจบแล้ว .. มันไม่มีทางจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว แหนมต้องรับมันให้ได้” วัชระบอก เนตรนภัสส่ายหน้ารับไม่ได้
“ไม่!! แหนมไม่รับอะไรทั้งนั้น มันไม่จริง มันไม่จริง ไม่มีทาง มันเป็นไปไม่ได้ ไม่” นตรนภัสกรีดร้องและร้องไห้ฟูมฟาย
เนตรนภัสหนีความจริงร้องไห้แล้วก็วิ่งออกไปบ้าน สีรุ้งและนรีวรรณตกใจรีบร้องเรียก
“แหนม / พี่แหนม”
วัชระมองตามด้วยความรู้สึกผิด แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง วัชระหันมาทางสีรุ้งและก้าวเท้าเดินเข้าไปหา วัชระทรุดนั่งลงที่พื้น
“คุณท่านครับ”
นรีวรรณมองวัชระอย่างอึ้งๆ สีรุ้งยังคงเชิดหน้าเล็กน้อยด้วยทิฐิที่มีอยู่ วัชระก้มลงกราบที่พื้น เพื่อเป็นการขอโทษ ขอขมา จากหัวใจ
“ผมขอกราบขอโทษสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ผมขอโทษ .. ผมผิดเองครับ”
สีรุ้งใจอ่อนลงเล็กน้อย แต่ก็ยังมีทิฐิหลงเหลืออยู่
ทันใดนั้นเสียงเนตรนภัสก็ดังแหวกอากาศเข้ามาอย่างโกรธเกรี้ยว
“แค่ขอโทษ มันไม่จบหรอกนะ”
วัชระ สีรุ้ง นรีวรรณ หันไปตามเสียงเนตรนภัสพร้อมกัน แล้วทุกคนก็ต้องช็อก
“แหนม” สีรุ้งเรียกชื่อลูกสาวอีกครั้ง
เนตรนภัสยืนถือปืนเล็งมาที่วัชระ มือไม้สั่น เสียงสั่นด้วยความโกรธ วัชระลุกพรวดขึ้นมาทันที
“แหนม”
“อยากตายแทนมันนักไม่ใช่เหรอ... อยากตายเพื่อให้เรื่องมันจบๆไปใช่มั้ย ได้...ถ้าอยากจะตายนัก แหนมจะทำให้วัชได้ตายสมใจ”
เนตรนภัสน้ำตาไหลพรากพลางหลับตามือไม้สั่นเหนี่ยวไกปืน
เสียงปืนและเสียงกรีดร้องของสีรุ้ง นรีวรรณ ดังขึ้นพร้อมกัน
“ปัง!” / “แหนม / พี่แหนม”

สุพรรณิการ์ตกใจสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงปืนชัดเจนสองหู
“วัช”
สุพรรณิการ์รีบวิ่งลงจากรถทันที พร้อมกับกดโทรศัพท์โทร.ออกไปหาอรุณศรีทันที
“เสียงปืนดังมาจากในบ้าน แล้วใครเป็นคนยิง ใครโดนยิง” อรุณศรีพูดโทรศัพท์ด้วยความตกใจ
กริชชัยซึ่งยืนดูงานอยู่ไม่ห่างได้ยินพอดีจึงรีบเดินมาหาอรุณศรี อรุณศรียังคงฟังสุพรรณิการ์รายงานสดจากสถานที่เกิดเหตุ
“ฉันยังไม่รู้ แต่ทางที่ดี แกโทร.เรียกรถพยาบาลให้ฉันก่อน”
“ได้ๆ เดี๋ยวจัดการให้ มีอะไรคืบหน้าแกรีบโทร.บอกฉันด้วย ฝ้าย ระวังตัวด้วย” อรุณศรีน้ำเสียงจริงจังก่อนจะวางสายไป
“เกิดอะไรขึ้น” กริชชัยรีบถามขึ้น

เนตรนภัสน้ำตาร่วงสะอึกสะอื้น มือไม้สั่น หลังจากที่ลั่นไกแล้วจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น วัชระทรุดลงกับพื้น เลือดไหลนอง วัชระกุมต้มขาด้วยความเจ็บปวด
“โอ้ย”
เนตรนภัสช็อก เห็นวัชระโอดครวญด้วยความเจ็บปวด และเลือดไหลเต็มพื้น เนตรนภัสทำอะไรไม่ถูก
สีรุ้งกับนรีวรรณยืนช็อกอ้าปากค้างอยู่ สีรุ้งได้สติก่อน
“แหนม” สีรุ้งเรียกเนตรนภัสเสียงสั่น
เนตรนภัสได้สติตามมาพลางส่ายหน้า มือสั่น ปากสั่น น้ำตาร่วงและพูดเพียงคำเดียว
“ไม่”
เนตรนภัสรีบโยนปืนทิ้งด้วยความตกใจ ทำอะไรไม่ถูก
“ออกไป ออกไป แล้วอย่ามาให้เห็นหน้าอีก ไอ้ผู้ชายเลว ไอ้คนเลว ออกไป” เนตรนภัสร้องไห้ตะเบ็งออกมาสุดเสียง วัชระมองด้วยความสงสาร
เนตรนภัสททรุดตัวเป็นลม สีรุ้งพุ่งเข้าไปรับพอดี
“นุ้ย รีบเอาปืนไปไกลๆเลยลูก” สีรุ้งรีบหันมาสั่งนรีวรรณ
“คะ..ค่ะ” นรีวรรณรับคำ
นรีวรรณไม่รู้จะทำยังไงกับปืนกระบอกนั้น ไม่กล้าจับ เลยใช้วิธีเตะไปให้วัชระ วัชระรีบรับไว้
“แหนม” สีรุ้งเขย่าตัวแต่เนตรนภัสยังไม่รู้สึกตัว
“นุ้ย ช่วยแม่พาพี่ไปที่ห้องเร็ว” สีรุ้งสั่ง
“ค่ะ”
สีรุ้งและนรีวรรณช่วยกันพากันประคองเนตรนภัสไป ไม่สนใจวัชระแม้แต่น้อย มีเพียงสีรุ้งที่ปรายตามามองเล็กน้อยแล้วก็สะบัดหน้าหนี
วัชระขยับจะลุกขึ้น
“โอ้ย”
สุพรรณิการ์เห็นวัชระนั่งจมกองเลือดอยู่ก็ตกใจรีบวิ่งพรวดพราดเข้ามาทันที
“วัช”
วัชระหันมาเห็นสุพรรณิการ์วิ่งเข้ามา พยายามจะขยับตัวอีกครั้ง
“ฝ้าย… โอ้ย”
วัชระร้องออกมาด้วยความเจ็บที่ต้นขา

ภายในห้องทำงานของลำเภาในคลินิครักษาสัตว์ในช่วงเวลาเย็น ลำเภา วินนี่ และพยาบาลอีกคนหนึ่งกำลังปรึกษาเรื่องงานกันอยู่ จู่ๆ ประตูห้องก็ถูกธีธัชเปิดผัวะเข้ามา ทุกคนในห้องหันไปมองเป็นสายตาเดียว
“เภา ไอ้วัชโดนยิง” ธีธัชเสียงตื่นเต้นมาก
วินนี่และนางพยาบาลตกใจและแปลกใจและมีคำถามในใจ ใครวะวัช!
“โดนยิง หรือว่ายิงตัวเอง” ลำเภาถามหน้าตาย
“โดนยิงสิ จะมายิงตัวเองทำไม”
“อ้าว..ใครจะไปรู้ เห็นกลุ้มๆ นึกว่าจะฆ่าตัวตาย”
“นี่ไม่ใช่เวลามาล้อเล่นนะ รีบไปเร็ว”
ธีธัชรีบคว้ามือลำเภาแล้วลากออกจากห้อง ลำเภาไหลไปตามแรงลาก
“เฮ้ย”
“ขอโทษนะครับ เรื่องด่วนจริงๆ ต้องขอตัวลำเภาไปก่อน ไปเภา” ธีธัชหันมาทำเสียงเครียด
“เฮ้ย อะไรกันเนี่ย จะลากฉันไปไหน” ลำเภาโวยวายขณะที่ตัวไหลไปตามแรงลากของธีธัช
วินนี่กับพยาบาลมองตามอย่างงงๆ วินนี่ก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหวานมาก
“จะว่าไป..แฟนเภาก็น่ารักดีเหมือนกันนะ..น่าเสียดาย”
พยาบาลหันมาปรายตามองวินนี่ พลางคิด “อ้าว..เก้งซะงั้น”

ธีธัชลากลำเภาออกมาถึงหน้าคลีนิค เสียงลำเภายังคงโวยวายอยู่
“นี่ๆ อย่ามาเนียน..ปล่อยมือฉันเลย นายจะลากฉันไปไหนหะ”
ธีธัชหันมาหาลำเภาแต่ไม่ปล่อยมือ
“ก็ไปดูอาการไอ้วัชที่โรงพยาบาลไง”
“ฉันเป็นสัตวแพทย์ จะให้ไปดูอาการคุณวัชได้ยังไง แล้วที่โรงพยาบาลเค้าก็มีหมออยู่แล้ว ฉันไปวันหลังก็ได้ ปล่อยมือเลย”
“ไม่ปล่อย”
ธีธัชจับคว้ามือจับข้างเข้ารวบไว้
“ต้องไปด้วยกัน”
“มากไปแล้ว น้อยๆหน่อย ฉันบอกให้ปล่อยมือ ใครอนุญาตให้จับมือไม่ทราบ”
“ไม่มี..แต่ไม่ปล่อย”
นอกจากไม่ปล่อยแล้ว ธีธัชยังถือโอกาสกอดเข้าให้ แล้วบอกว่า
“แล้วก็ต้องไปด้วยกัน”
ลำเภาดิ้นไปมา
“เฮ้ย..ปล่อยนะ แล้วนายมากอดฉันทำไมเนี่ย ลามปาม สามห้าว ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง”
ลำเภาโวยวายๆ ธีธัชไม่สนใจอุ้มลำเภาไปซะเลย
“เฮ้ย อุ้มเลยเหรอ เยอะไปแล้วนะ ปล่อยนะ นายหมาใหญ่ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ”
“เอาน่า..ไหนก็เป็นแฟนกันแล้ว อุ้มนิดอุ้มหน่อยเป็นไรไป”
“ใครเป็นแฟนนาย ฉันยังไม่ได้อนุมัติสักหน่อย”
ธีธัชขำ แล้วย้อนลำเภาทันที
“ก่อนหน้านี้ฉันก็ยังไม่ได้อนุมัติ เธอยังเนียนเป็นแฟนฉันตั้งนาน คราวนี้ก็ตาฉันมั่งไง”
ธีธัชอุ้มลำเภาไปที่รถด้วยความสนุกสนาน
“ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ”
“ไม่ปล่อย”
“บอกให้ปล่อย”
“ก็บอกว่าไม่ปล่อย”
ลำเภาพยายามจะดิ้นแต่ยิ่งดิ้นธีธัชยิ่งกอดแน่น ธีธัชยิ้มกริ่ม “ชอบน่ะเนี่ย” ลำเภาทำเป็นดิ้นๆ แต่พอมี
จังหวะก็แอบอมยิ้มนิดๆ “ตื่นเต้นวุ้ย”

ภายในห้องพักของโรงพยาบาล วัชระนอน และแกล้งสำออยร้องโอดครวญอยู่
“โอ้ย”
สุพรรณิการ์เดินถือแก้วน้ำมาวางข้างๆ ปรายสายตามองวัชระแล้วพูดประชด
“แค่นัดเดียวที่ต้นขา ห่างจุดสำคัญตั้งเยอะ ไม่ต้องมาทำสำออย เรียกร้องความสงสาร”
วัชระหยุดร้องทันที
“โธ่..รู้ทัน ไม่หนุกเลย”
“ปากดีนักนะ โดนยิงแล้วยังไม่เจียม ยังอยากจะสนุกอีกเหรอหะ อีกซะป้าดมั้ย สนุกแน่” สุพรรณิการ์พูดพลางท้าวเอว
“โห..โหดจริงๆ ผมเพิ่งโดนยิงมานะฝ้าย ไม่เห็นใจผมบ้างเหรอ”
สุพรรณิการ์มองด้วยแววตาก็สงสารแต่ยังใจแข็งอยู่
“สมควรจะโดน เสียดายที่โดนต้นขา น่าจะโอนตรงนั้นให้รู้แล้วรู้รอด” สุพรรณิการ์พูดแล้วทอดสายตาไปที่หว่างขา
วัชระรีบหนีบขาเอามือปิดด้วยสัญชาตญาณ
“โธ่ฝ้าย...ถ้าโดนจริงๆคุณไม่เสียดายเหรอ” วัชระเสียงอ้อน
“เสียดายทำไม ไม่ได้มีอันเดียวในโลกซะหน่อย หาใหม่ก็ได้” สุพรรณิการ์เบ้ปาก
“ใจร้าย”
“ไม่ต้องมาทำหน้าออดอ้อน แล้วก็จำไว้ด้วย.. ฉันยิงปืนแม่นกว่าคุณแหนม ถ้าในอนาคตประวัติศาสตร์ซ้ำรอยขึ้นเมื่อไหร่ รับรองว่าฉันยิงตรงเป้าแน่”
วัชระสะดุ้งเฮือก

กริชชัยกับอรุณศรีเดินเข้ามาในโรงพยาบาลด้วยความร้อนใจ กริชชัยไล่สายตามองไปตามเลขที่ห้อง
“ห้องนี้ครับ”
กริชชัยหยุดเคาะประตูก๊อกๆ
สุพรรณิการ์เปิดไปเปิดประตูห้องออก อรุณศรีกับกริชชัยยืนตรงหน้า
“ฝ้าย เป็นไงบ้าง”
“ฉันสบายดี”
“แต่ผมโดนเต็มๆ” เสียงวัชระดังมาจากบนเตียง
สุพรรณิการ์ส่ายหน้าในความช่างฟ้อง
“เพื่อนคุณกริช ออดอ้อนน่าดู ไปจัดการหน่อยค่ะ”
“ได้ครับ” กริชชัยยิ้มรับ
ทันใดนั้นเสียงธีธัชก็ดังมา
“รอด้วย”
กริชชัยอรุณศรีหันไปที่ต้นเสียง เห็นธีธัชเดินลากลำเภามา
“ในโรงพยาบาลเค้าห้ามส่งเสียงดังไม่รู้หรือไง” ลำเภาเอ็ด
“ก็ไม่รู้ไงจ้ะ ถึงต้องมีแฟนเป็นหมอ เอาไว้คอยบอก” ธีธัชหยอดใส่ลำเภาทันที
“เหตุผลบ้า” ลำเภาด่าแต่ยิ้มเขิน
กริชชัย อรุณศรี สุพรรณิการ์มองธีธัชที่เดินจูงมือลำเภามาอย่างงงๆ
“ทำไมคุณธีจูงมือมากับคุณเภาหล่ะคะ เป็นแฟนกันแล้วเหรอคะ” สุพรรณิการ์ถามตรงๆ
กริชชัยได้แต่ยิ้มๆ แต่ไม่อยากพูดมาก เพราะรู้ดีอยู่แก่ใจ
วัชระชะเง้อมองที่หน้าประตูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ยู้ฮู คนป่วยอยู่ทางนี้ค้าบ เข้ามาเยี่ยมได้เลยค้าบ มีอะไรเข้ามาคุยกันข้างใน สิเว้ย คุยตรงนั้นคนป่วยไม่ได้ยิน” วัชระโบกมือให้เพื่อนๆ
อรุณศรีขำๆ กริชชัยยิ้มเอือม สุพรรณิการ์ส่ายหน้า

ธีธัชจับมือลำเภาที่วางอยู่บนตักยิ้มหน้าบาน กริชชัย อรุณศรี สุพรรณิการ์ และวัชระ มองมาเป็นตาเดียวลำเภาเหล่ๆ ไปที่ธีธัชแล้วก็ดึงมือออก
“พอได้แล้ว”
“ใช่ครับ...ตอนนี้ผมกับเภาเป็นแฟนกันแล้ว”
“ขี้ตู่”
“ขี้ตู่ ขี้เต่าอะไรหล่ะ ก็จริงนี่ ยอมรับความจริงเหอะน่า”
วัชระหันมาทางกริชชัยที่ยืนหน้านิ่งๆ ไม่ตื่นเต้น
“แกไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอวะ ไอ้ธีเป็นแฟนกับน้องสาวแกนะเว้ย” วัชระหันไปทางกริชชัย
“ฉันรู้แล้ว”
“ใช่ ไอ้กริชมันรู้ก่อนเป็นคนแรก เพราะฉันขออนุญาตอย่างเป็นทางการ จริงใจ จริงจัง หวังเข้าสู่ประตูวิวาห์เว้ย” ธีธัชยอมรับและยิ้มกว้าง
ลำเภาหมั่นไส้เอานิ้วมาปาดปากธีธัช ธีธัชถึงกับผวารีบเช็ดปากเพราะความเค็ม
“เฮ้ย เภาทำไรเนี่ย”
ลำเภาล้วงเจลล้างมือมาบีบใส่มือแล้วก็เช็ดทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคพร้อมกับพูดไปด้วยหน้านิ่งๆ
“ก็ทำให้หยุดพูดน่ะสิ มาเยี่ยมคุณวัช ก็เม้าท์แต่เรื่องตัวเอง ขโมยซีนคนไข้ได้ยังไง”
ลำเภาพูดจบแล้วก็หันมาทางวัชระ ถามน้ำเสียงจริงจัง
“คุณวัช..ไปทำอีท่าไหนคะ ถึงได้โดนคุณแหนมยิงมาแบบนี้”
ทุกคนอึ้งในความเนียนของลำเภา ธีธัชส่ายหน้า
“เปลี่ยนเรื่อง”
ลำเภากระทุ้งท้องธีธัชให้เงียบแล้วก็ปั้นหน้านิ่งรอฟังคำตอบจากวัชระ
“ก็แค่ยอมรับผิดทุกอย่าง ถ้าเค้าอยากทำอะไรก็ให้ทำที่ผม อย่าไปทำกับคนอื่น แล้วก็.. บอกเค้าว่าผมรักฝ้าย .. ผมพร้อมที่ตายแทนฝ้ายได้เสมอ”
วัชระกับสุพรรณิการ์มองตากัน สุพรรณิการ์อึ้งเพราะคิดไม่ถึง วัชระยืนยันด้วยแววตาว่าพูดจริง สุพรรณิการ์ถึงกับเขินยิ้มหลบสายตา
“พูดแบบนี้..สมควรแล้วที่โดนยิง” สุพรรณิการ์ทำเป็นประชด แต่ก็อมยิ้มดีใจ
ทุกคนในห้องถึงกับยิ้มตาม อรุณศรีมองสุพรรณิการ์แล้วก็ดีใจแทนเพื่อน
ธีธัชยิ้มตามแล้วทำเนียนเอามือมาโอบไหล่ลำเภา
“สวีตอ่ะ” ธีธัชพูดแล้วเอาหัวไปหนุนไหล่ลำเภาอีกต่างหาก
ลำเภาไสหัวธีธัชออกจากไหล่ แล้วเขี่ยมือธีธัชออกจากไหล่อีกข้าง พูดเบาๆเน้นๆว่า
“อย่ามาเนียน”
“โห..ไม่เคลิ้มหน่อยเหรอ” ธีธัชทำหน้าเซ็ง ลำเภาทำหน้านิ่ง
อรุณศรีคิดๆ แล้วก็หันมาถามสุพรรณิการ์
“ฝ้าย..แล้วแกได้เจอกับคุณแหนมหรือเปล่า”
“ไม่ได้เจอ” สุพรรณิการ์ส่ายหน้า
สุพรรณิการ์คิดถึงเนตรนภัส...แล้วก็รู้สึกว่าความสุขที่มีมันค่อยๆ ฟีบแบนลง..สุขไม่เต็มที่อย่างบอกไม่ถูก

เย็นวันเดียวกัน เนตรนภัสนอนทอดอาลัยอยู่บนเตียงภายในห้อง ดวงตาเหม่อลอย แววตาว่างเปล่า มองออกไปนอกหน้าต่าง สีรุ้งกับนรีวรรณเดินเข้ามาพอดี เห็นสภาพเนตรนภัสที่เป็นอยู่ก็เกิดความเศร้าอยู่ในใจ
เนตรนภัสยังคงนั่งอย่างคนไร้จิตวิญญาณอยู่ที่เดิม สีรุ้งเดินเข้ามาหาและนั่งลงข้างๆ นรีวรรณนั่งลงที่พื้น..อยู่อีกข้างหนึ่งของเนตรนภัส
เนตรนภัสพูดขึ้นมาราวกับเพ้อ แต่เป็นความเพ้อที่ลอยออกมาจากความรู้สึก
“แหนมทำผิดอะไรคะแม่ แหนมไม่ดีตรงไหน ทำไมวัชไม่รักแหนม..ทำไมวัชไปรักคนอื่น” ว่าแล้วเนตรนภัสก็น้ำตาไหลพรากอีกจนได้
สีรุ้งค่อยๆดึงเนตรนภัสมากอด
“แหนม...ฟังแม่สักครั้งนะลูก .. เรื่องมันมาถึงขนาดนี้แล้ว ไม่มีประโยชน์จะไปตามหาว่าใครผิด หรือ ซ้ำเติมตัวเองด้วยการยัดเยียดความไม่ดีให้ตัวเอง .. เราแค่รับรู้ว่า .. เค้าไม่ได้รักเราแล้ว”
เนตรนภัสร้องไห้โฮออกมากับความจริงที่เจ็บปวด นรีวรรณเห็นแล้วก็ร้องไห้ตามพี่สาว สีรุ้งพูดต่อด้วยน้ำตา
คลอหน่วย
“และมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้...โดยที่ไม่ต้องมีความรักของเค้า!! ลูกต้องลุก และเดินต่อไปข้างหน้าให้ได้นะลูก”
เนตรนภัสร้องไห้ไม่หยุด กอดสีรุ้งไว้แน่น นรีวรรณพูดขึ้นเสียงสั่นด้วยใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตา
“พี่แหนมของนุ้ยเป็นคนเก่ง พี่แหนมต้องลุกขึ้นมาให้ได้นะ พี่แหนมคนเดิมของนุ้ยต้องกลับมาให้ได้”
เนตรนภัสหันมามองนรีวรรณแล้วโผเข้ากอดน้องสาวด้วยความซาบซึ้งใจ ภาพเดิมๆ ที่เคยกัดกันทะเลาะกันมา หายไปเป็นปลิดทิ้ง สีรุ้งปาดน้ำตาแล้วก็มองลูกสาวสองคนกอดกันร้องไห้ด้วยความรักและห่วงใย สีรุ้งรู้สึกตื้นตัน..อย่างน้อยสิ่งร้ายๆ ที่เข้ามา ได้นำพาสิ่งดีๆ ติดตามมาด้วย สีรุ้งค่อยๆ ลูบหัวเนตรนภัสด้วยความอารี
สีรุ้งนึกถึงธรรมะที่เกี่ยวกับความรักของ “ท่านพุทธทาสภิกขุ” ขึ้นมา

“อย่าหวังว่าจะได้รับความรักจากคนที่คุณรัก...เพราะคนที่คุณรัก ไม่ได้รักคุณหมดทุกคน”

ปรานต์เปิดประตูห้องในคอนโดและเดินเข้ามาด้วยความหงุดหงิด เสียงเกียวฝ่าความเงียบในห้องขึ้นมา
“พี่อยากรู้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร”
ปรานต์ตกใจนิดๆ ที่ห็นเกียวนั่งอยู่กลางห้องมาดราวกับนางพญา ข้างหน้ามีรูปอรุณศรีที่ค้นเจอวางอยู่เกลื่อน ปรานต์ชะงัก ตั้งสติแล้วก็เดินเข้าไปหาเกียว
“แฟนเก่า เลิกกันไปตั้งนานแล้ว” ปรานต์ตอบเหมือนกับไม่มีเยื่อใย
“เลิกกันไปนานแล้ว แล้วทำไมยังตามอ่านข่าวเค้าอยู่หะ อ่านแล้วยังจะเซฟเก็บไว้อีก”
เกียวพูดแล้วหยิบไอแพดมาเปิดรูปข่าวที่ปรานต์เก็บไว้
“ข่าวเนี้ย มันเพิ่งไม่นานนี้เอง ตกลงมันยังไงกันแน่ “ เกียวมองหน้าปรานต์นิ่งๆ
ปรานต์ตั้งสติแล้วเริ่มสวมบทบาทการแสดงด้วยการถอนหายใจ
“ผมพูดไป พี่ก็ไม่เข้าใจ”
“ก็พูดมาสิ...พี่อาจจะเข้าใจก็ได้” เกียวกอดอก
ปรานต์มองหน้าเกียว แล้วก็มองรูป แล้วพลิกบทบาทในฐานะผู้ถูกกระทำ
“ข่าวนี้...เค้าบอกให้ผมเข้าไปดู ตั้งใจจะเย้ยว่าตัวเองมีแฟนใหม่แล้ว รวยกว่าผม เค้าอยากจะให้ผมหึง เพราะเค้าไม่อยากเลิก แต่ผมไม่สนใจแล้ว เค้าจะมีใครรวยแค่ไหน ผมก็ไม่สน แล้วก็ไม่หึงด้วย”
“ถ้าไม่สนแล้วเก็บรูปเค้าไว้ทำไม แล้วยังข่าวพวกนี้อีก” เกียวคาดคั้นและซักต่อ
“ผมเก็บไว้เพราะลืมทิ้ง ไฟล์ข่าวพวกนี้ก็ลืมลบ ถ้าพี่ไม่สบายใจ ผมทิ้งก็ได้ เพราะเก็บไว้ผมก็ไม่อยากดู ส่วนไฟล์พวกนี้ก็ลบไปเลย ผมไม่แคร์” ว่าแล้วปรานต์ก็กวาดทุกสิ่งอย่างที่เกียวเอ่ยถามลงถังขยะอิเลกทรอนิกส์
เกียวเห็นท่าทางจริงจังของปรานต์ ก็เริ่มอ่อนลง หลังจากที่ปรานต์ทิ้งทุกอย่างแล้วก็หันมามองเกียว
“ที่จริง ถ้าพี่อยากรู้เรื่องพวกนี้ ถามผมตรงๆก็ได้ ไม่ต้องมาแอบรื้อของแบบนี้ มันเหมือนพี่ไม่ไว้ใจผม เราคบกันถึงขนาดนี้ มีอะไรก็พูดกันตรงๆ ผมไม่มีอะไรจะต้องปิดบังพี่อยู่แล้ว” ปรานต์แกล้งทำหงุดหงิดใส่เกียว
เกียวหน้าเสียนิดๆ เสียงอ่อนลงอีก
“พี่ก็ไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจ แค่เจอโดยบังเอิญก็เลยสงสัย โอ๋...อย่าโกรธเลยนะ พี่ก็แค่...หึงเพราะรักนะ ไม่รักไม่หึงนะเนี่ย” เกียวเริ่มออดอ้อน
ปรานต์ทำเป็นเล่นตัวขึ้นมา
“ถ้าพี่รักผมจริงๆ ก็ต้องไว้ใจผม แล้วขอร้องเลยนะ เรื่องแอบรื้อของ ค้นโน่นค้นนี่ นอกจากพี่จะเสียเวลา มันยังทำให้ผมเสียอารมณ์” ปรานต์ทำเสียงเข้ม
“โอเคๆ พี่จะไม่ทำอีกแล้วนะ...นะ...นะ อย่าโกรธเลยนะ พี่ขอโทษเราดีกันนะ” เกียวจับแขน ซบไหล่ ออดอ้อนปรานต์
ปรานต์เล่นตัวอีกหนึ่งอึดใจแล้วก็ทำเป็นพยักหน้ารับคำอ้อน เกียวยิ้มกว้าง ปรานต์ค่อยๆยิ้มออกมาอย่างโล่งอก และมั่นใจว่าเอาตัวรอดไปได้ ขณะที่เกียวค่อยๆ หุบยิ้มแล้วก็ครุ่นคิด...ไม่ได้เชื่อสิ่งที่ปรานต์พูดทั้งหมด


หลังจากแวะเยี่ยมวัชระที่โรงพยาบาลแล้ว กริชชัยขับรถมาส่งอรุณศรีที่บ้านในเวลากลางคืน กริชชัยมองเข้าไปในบ้านที่เปิดไฟอยู่จึงหันมาถามอรุณศรี
“ที่บ้านคุณปกติอยู่กันกี่คน”
“สองคนค่ะ ฉันกับพี่ชาย พี่ชายฉันยังโสด ทั้งบ้านก็เลยมีกันอยู่แค่สองคน”
“ไฟเปิดอยู่แบบนี้ แสดงว่าพี่ชายคุณอยู่บ้าน”
“ใช่ค่ะ”
“ผมจะขอเข้าไปทำความรู้จัก และสวัสดีทักทายจะได้หรือเปล่า” กริชชัยถามตรงๆ ด้วยความสุภาพ
อรุณศรีมองหน้ากริชชัยที่มองมาด้วยแววตาหนักแน่น จริงใจ
“ได้ค่ะ เชิญค่ะ” อรุณศรีตอบและยิ้มนิดๆ
อรุณศรีเดินนำ กริชชัยกำลังจะตามไปแล้วก็ชะงักหันมาถาม
“ผมว่า...วันนี้พี่ชายคุณอาจจะมีแขก”
อรุณศรีมองกริชชัยด้วยความแปลกใจ กริชชัยมองลงที่พื้น อรุณศรีมองตาม
รองเท้าผ้าใบของโอบบุญถอดอยู่ ข้างๆ เป็นรองเท้าส้นสูงปรี๊ดและเปรี้ยวมาก อรุณศรีมองด้วยความแปลกใจ เสียงกริชชัยดังขึ้น
“ผมค่อนข้างมั่นใจว่ารองเท้าแบบนี้ ไม่ใช่สไตล์คุณ”

อรุณศรีเงยหน้ามองกริชชัย ยอมรับด้วยการไม่เถียง แล้วก็มองเข้าไปในบ้านพร้อมมีคำถามเกิดขึ้นในใจ...ของใคร?

อ่านต่อหน้า 3





6-7-8 มกราคม
3 วัน 3 เวลา 3 ตอนเต็มอิ่ม กับ "3 หนุ่มเนื้อทอง" 
ละเอียดทุกลมหายใจ ทาง "ละครออนไลน์" ที่เดียว

สามหนุ่มเนื้อทอง ตอนที่ 21 (ต่อ)

เจ้าของรองเท้าส้นสูงปรี๊ดและเปรี้ยวมากคู่นั้น ไม่ใช่คนอื่นคนไกล... กรกนกยิ้มทักทายอย่างเป็นกันเอง เมื่อเห็นกริชชัยกับอรุณศรีเดินเข้ามา

“สวัสดีค่ะ...บังเอิญจังเลยนะคะ ที่มาเจอคุณกริชที่นี่”
กริชชัยพยักหน้ารับ และรู้สึกแปลกใจ แต่อรุณศรีซึ่งยืนอยู่ข้างๆ แปลกใจยิ่งกว่า อรุณศรีถึงขนาดมองกรกนกตาค้าง กรกนกยิ้มทักทาย
“สวัสดีค่ะ คุณแอ๊ว”
อรุณศรียังยืนมองตาค้างอยู่อย่างนั้น จนโอบบุญเดินมาพร้อมถาดอาหารในมือ โอบบุญเดินมาหยุดข้างๆ อรุณศรี และเอาไหล่กระแทกเรียกสติ อรุณศรีจึงรู้สึกตัว
“สวัสดีค่ะ .. คุณกร..มาที่นี่ได้ยังไงคะเนี่ย”
“พี่ชวนมาเอง พอดีหัวหน้าให้คิดเมนูใหม่สำหรับลูกค้าที่รักสุขภาพ เน้นสาวๆ ที่อยากกินแต่ไม่อยากอ้วน พี่ก็ชวนกรมาเป็นหนูทดลอง” โอบบุญตอบแทนแล้วหันมาส่งยิ้มให้กรกนก
สรรพนามที่โอบบุญเรียกก็เปลี่ยนไป ไม่มี “คุณ” แต่เรียก “กร” เฉยๆ เท่านั้น
“โอบทำอาหารอร่อยมากค่ะ วันนี้ทำสามเมนูอร่อยทุกเมนูเลยค่ะ”
“กรพูดจริง หรือแกล้งชมครับ”
“พูดจริงๆ ค่ะ ปกติกรไม่ค่อยทานอาหารหลังหกโมงเย็นนะคะ เมื่อกี๊ยังอดใจไม่ไหว ทานไปเกือบหมดทั้งสามอย่างเลย”
โอบบุญกับกรกนกคุยกันเข้าขากันได้เป็นอย่างดี แถมยังคุยข้ามหน้าอรุณศรีและกริชชัยที่ยืนอยู่ เหมือนคนนอก อรุณศรีกับกริชชัยพากันมองกรกนกที โอบบุญที
“แล้วของหวานละครับ ยังไหวหรือเปล่า”
“ไม่ไหวแล้วค่ะ กรอิ่มจนมาถึงนี่แล้วค่ะ” กรกนกพูดและทำมือบอกระดับถึงคอ
“แต่…มันหน้าตาดีมากเลยนะคะเนี่ย” กรกนกมองขนมในถาด
“งั้นผมใส่กล่องให้ไปทานที่ร้านนะ”
“ด้วยความยินดีเลยค่ะ”
โอบบุญกำลังจะเดินถือถาดขนมไปใส่กล่อง กริชชัยกระแอมขึ้น อรุณศรีนึกขึ้นได้
“พี่โอบเดี๋ยวก่อน”
โอบบุญหันกลับมา อรุณศรีหันมาทางกริชชัย
“คือ..แอ๊วจะขอแนะนำให้รู้จักกันอย่างเป็นทางการ คุณกริชคะ..นี่พี่โอบบุญพี่ชายฉันค่ะ”
“สวัสดีครับ” กริชชัยยกมือไหว้
กรกนกยื่นมือมารับถาดขนมจากมือโอบบุญอย่างรู้งาน โอบบุญส่งให้และรับไหว้กริชชัย
“พี่โอบ..นี่คุณกริชชัย..เจ้านายแอ๊วค่ะ”
“นอกจากเป็นเจ้านายแล้ว ผมยังเป็นผู้ชายที่กำลังจีบอรุณศรีอยู่ครับ” กริชชัยพูดแทรกขึ้นอย่างสุภาพ
โอบบุญถึงกับตาโตวาว เลิกคิ้ว อึ้งกับผู้ชายของน้องสาว กรกนกอมยิ้ม อรุณศรีอาย ยิ้ม เขิน ทำตัวไม่ถูกไป
ชั่วขณะ
“ผมเรียนให้ทราบ และจะขออนุญาตมาที่นี่บ่อยๆ”
โอบบุญยิ้มชอบใจ แล้วตอบด้วยอารมณ์ดี
“คนที่คุณต้องขออนุญาตจริงๆ คือคนนู้นครับ ถ้าเค้ายอม คุณจะมาบ่อยแค่ไหนก็ได้ ผมไม่มีปัญหา” โอบบุญพูดพลางพยักหน้ามาทางอรุณศรี
โอบบุญยิ้มจริงใจ กริชชัยยิ้มรับนิดๆ แล้วก็หันมาทางอรุณศรี เหมือนจะถามว่า .. มาได้เปล่า ? อรุณศรีได้แต่เก้อเขิน ไม่กล้าสบตา แต่อมยิ้ม

โอบบุญส่งถุงขนมให้กรกนก
“ตอนตักเข้าปากอย่าลืมนึกถึงหน้าคนทำด้วยนะจ๊ะ”
อรุณศรีส่ายหน้าในความเลี่ยนของพี่ชาย กรกนกยิ้มๆรับถุงขนม
“ขอบคุณนะคะ”
กรกนก โอบบุญ อรุณศรี และกริชชัยยืนอยู่ที่หน้าบ้าน
“ผมฝากคุณไปส่งกรด้วยนะ”
“ไม่มีปัญหาครับ ผมผ่านอยู่แล้ว”
กริชชัยพูดพลางยกมือไหว้โอบบุญ ก่อนที่จะบอกกับอรุณศรีว่า
“สวัสดีครับ พรุ่งนี้เจอกันครับ”
“ค่ะ” อรุณศรีตอบอย่างอายๆ
โอบบุญเห็นแล้วก็เอาอย่างกริชชัยบ้าง
“สำหรับเรา...คืนนี้เจอกัน”
กรกนกหันมาทำหน้างงๆ กับนัดด่วน
“ในฝันน่ะจ้ะ” โอบบุญพูดต่อ กรกนกส่ายหน้าแต่ก็ยิ้มถูกใจ
“อย่าเลยค่ะ กลัวว่าจะกลายเป็นฝันร้าย” กรกนกแกล้งประชด
โอบบุญหุบยิ้มทันที “อ้าว”
กรกนกยิ้มๆ กับโอบบุญให้รู้ว่าพูดเล่น
“ขอบคุณสำหรับอาหารวันนี้นะคะ ไปก่อนนะคะ” กรกนกพูดก่อนแล้วหันไปบอกลาอรุณศรี
กริชชัยหันหลังเพื่อเดินไปที่รถ กรกนกเดินตามไป กริชชัยหันมาช่วยถือถุงขนมให้อย่างสุภาพ โอบบุญมองตามกรกนกแล้วก็ยิ้มกริ่มมีความสุข
อรุณศรีหันมาทางโอบบุญ จ้องตาเขม็ง โอบบุญหันมาเห็นแววตาของน้องก็สะดุ้งโหยง
“เฮ้ย”
“พี่โอบ...คำถามเดียวเลย จริงจัง หรือแค่ขำๆ”
หลังเดินกลับเข้ามาภายในบ้าน โอบบุญตอบอรุณศรีอย่างหนักแน่น
“จริงจังสิเว้ย เรื่องความรักจะมาทำอะไรขำๆ ได้ไง”
อรุณศรีถามต่อ สองคนคุยกันอยู่ในบ้าน โอบคุยไปเก็บครัวไป
“แล้ว...มันไปสปาร์คอะไรกันตอนไหน ไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
โอบบุญวางมือ หันมาตอบยิ้ม
“รุ่นใหญ่เค้าจีบกัน ไม่ทำอะไรโจ๋งครึ่ม เรื่อยๆ มาเรียงๆ แต่หนักแน่น จริงจัง เห็นผลไว ไว้ใจได้”
“แต่...คุณกรเค้าเพิ่งจะเลิกกับคุณธี... แฟนเก่าเค้านะ พี่รู้หรือเปล่า”
“รู้ เค้าเล่าให้พี่ฟังเอง แต่กรเค้าเป็นผู้หญิงฉลาด อีคิวดีเยี่ยม เค้าไม่ยึดติดกับอดีต และไม่ปิดกั้นตัวเอง พร้อมจะเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ พี่เลยไม่สนใจอดีตของเค้า”
โอบบุญหันมาทางอรุณศรี
“เราเองก็ควรจะฉลาดได้แล้ว มีผู้ชายหน้ามึนๆ พูดจาตรงๆ มาให้เลือกถึงบ้าน ก็ควรจะเปิดโอกาสให้ตัวเขา และให้ตัวเองบ้าง รู้หรือเปล่า” โอบบุญบอกแล้วจับหัวอรุณศรีโยกไปมา
อรุณศรีหัวโยกไปมาตามแรงจับของพี่ชาย
“โอ้ย”
โอบบุญยิ้มๆ แล้วก็หันไปเก็บครัวต่อ
“ถามเรื่องพี่โอบ แล้วมาจบที่เรื่องแอ๊วได้ไงเนี่ย” อรุณศรีบ่นๆ
โอบบุญยิ้มๆไม่ตอบหันไปเก็บครัวต่อ อรุณศรีนิ่งลงและคิด

กริชชัยขับรถมาส่งกรกนกที่หน้าสาดสุรา
“ขอบคุณมากนะคะที่มาส่ง”
“ด้วยความยินดีครับ”
ก่อนที่กรกนกจะลงจากรถ กริชชัยคิดสักครู่และตัดสินใจพูดขึ้น
“ผมต้องขอโทษด้วย…เรื่องของลำเภา”
กรกนกชะงักเล็กน้อย แล้วหันกลับมายิ้ม
“ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ เพราะมันไม่ได้มีใครผิด” กรกรกพูดยิ้มๆ อย่างเข้มแข็ง
“ชีวิตกรตอนนี้มีแต่วันข้างหน้าเท่านั้นค่ะ”
กริชชัยมองกรกนกด้วยความชื่นชม
“ตอนนี้คุณกรพักอยู่ที่ไหน หาที่พักใหม่ได้หรือยัง”
“ยังค่ะ ที่พอหาได้ไม่ถูกใจ คุณฝ้ายเลยยกห้องทำงานบนร้านให้อยู่จนกว่าจะหาห้องใหม่ได้ ขอบคุณที่ถามนะคะ”
“มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะครับ ผมยินดี...โชคดีครับ”
กรกนกยิ้มรับ ก่อนจะทิ้งท้าย
“กรก็ขอให้คุณกริช...โชคดีเช่นกันค่ะ..โดยเฉพาะเรื่องของคุณแอ๊ว..โชคดีนะคะ”
กรกนกยิ้มให้กำลังใจแล้วเปิดประตูลงจากรถไป กริชชัยได้ยินกรกนกพูดให้กำลังใจก็คิดถึงอรุณศรีขึ้นมาทันที

เช้าวันต่อมา เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น อรุณศรีนุ่งกระโจมอกนุ่งผ้าเช็ดตัวอยู่ในห้องนอน รีบวิ่งมารับสาย
“สวัสดีค่ะพี่เบญลี่ แอ๊วกำลังแต่งตัวอยู่ค่ะ พอดีตื่นสายนิดหน่อย แต่แอ๊วจะรีบเข้าออฟฟิศให้เร็วที่สุดเลยค่ะ”
เบญลี่คุยโทรศัพท์ผ่านบลูทูธ
“วันนี้แอ๊วไม่ต้องเข้าออฟฟิศนะจ๊ะ เพราะบอสจะให้แอ๊วออกงานนอกสถานที่พร้อมกับบอสตอนบ่ายวันนี้”
อรุณศรีแปลกใจ
“ออกงานนอกสถานที่ งานอะไรคะ”
เบญลี่ยิ้ม
“งานเปิดตัวนาฬิกาข้อมือสำหรับท่านชาย แอ๊วรู้เรื่องที่มีบริษัทโฆษณามาจ้างบอสไปเป็นพรีเซนเตอร์นาฬิกา ใช่มั้ยจ๊ะ”
อรุณศรีคิด แล้วรีบหันไปหยิบแมกกาซีนที่มีรูปกริชชัยอยู่มาเปิดดู
“ใช่ค่ะ รู้ค่ะ แป๊บนะคะ ขอเปิดดูก่อน”
อรุณศรีรีบเปิดหน้าแมกกาซีน จนเจอหน้าแอดเวอร์ทอเรียลที่มีกริชชัยสวมสูทเท่โฆษณานาฬิกา
อรุณศรีเปิดดูประกอบการสนทนากับเบญลี่
“เจอแล้วค่ะ...แล้ว..แอ๊วเกี่ยวอะไรกับงานนี้ด้วยคะงง”
เบญลี่ยิ้ม
“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่บอสให้ไป ก็ไปเถอะน่ะ ถือซะว่าเป็นหน้าที่”
อรุณศรียืนมึน
“แล้ว...แอ๊วต้องแต่งตัวยังไงคะเนี่ย งงไปหมดแล้ว”
เบญลี่รีบตอบ
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง บอสให้พี่เป็นคนดูแล แอ๊วแค่เตรียมตัวให้พร้อม เดี๋ยวพี่ไปรับที่บ้าน หลังจากนั้นพี่จะพาไปเข้ากระบวน โมครั้งยิ่งใหญ่”
อรุณศรียิ่งงง
“กระบวนการโม....หรืออะไรคะ”

อรุณศรียืนอยู่ในชุดอยู่บ้านปกติหน้ากระจกบานโตภายในร้านแต่งตัวครบวงจร เบญลี่เดินเข้ามาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ 2-3 คนแล้วออกคำสั่ง
“จัดการได้เต็มที่เลยค่ะ”
“จัดการอะไรคะ”
เบญลี่ไม่ตอบ แต่เจ้าหน้าที่สองคน ตรงเข้ามารุมและลากอรุณศรีออกไป อรุณศรีเดินตามด้วยความแปลก
ใจ
เจ้าหน้าที่จัดการขัดหน้า ทำหน้า แต่งหน้า ทำผม ลองชุดมากมาย และสุดท้ายก็จบลงที่ชุดราตรีสั้น
สมวัย ดูลำลอง สบายๆแต่เข้ากับอรุณศรีได้เป็นอย่างดี อรุณศรียืนอยู่หน้ากระจก เบญลี่ถึงกับมองด้วยความพอใจ
“ยู อาร์ เวรี่ บิวตี้ฟูล” เบญลี่บอก
“ขอบคุณค่ะ ว่าแต่ให้แอ๊วแต่งตัวแบบนี้แล้วจะให้ไปทำอะไรต่อคะ” อรุณศรีตอบอายๆ
“เดี๋ยวถามคนโน้นเอาเองแล้วกันค่ะ”
เบญลี่ผายมือไปทางหน้าร้าน

กริชชัยเดินเท่เข้ามาในร้านด้วยชุดสูท คนในร้านถึงกับหันไปมอง อรุณศรีหันไปมองแล้วทึ่งในความหล่อสมาร์ท กริชชัยมองอรุณศรีแล้วยิ้มทึ่งในสวยพิเศษเหมือนกัน กริชชัยเดินมาหา
“คุณสวยมาก” กริชชัยบอก
“ขอบคุณค่ะ” อรุณศรียิ้มรับอายๆ
อรุณศรีแม้จะคิดอยู่ในใจว่ากริชชัยหล่อ แต่ไม่กล้าพูดตามประสาหญิง แต่เบญลี่กลับเสนอหน้าพูดขึ้นทันที
“บอสก็หล่อมากค่ะ”
กริชชัยยิ้มรับเขินๆ
“ขอบคุณครับ”
อรุณศรีกับกริชชัยมองหน้ากันอย่างเขินๆ ต่างคนต่างเขิน เบญลี่ตั้งกล้องมือถือรอถ่าย สองคนเลยต้องขยับตัวเข้าหากัน
“สรุปว่าทั้งหล่อทั้งสวย ขอถ่ายรูปเก็บไว้หน่อยนะคะ ชิดหน่อยค้า ชีสส...ค่ะ” เบญลี่พูดแล้วฉีกยิ้มกว้างนำ
“ชิดกันหน่อยค่ะ...อีกหน่อยค่ะ..อีกนิดค่ะ น่านแหละค่ะ”
อรุณศรีและกริชชัยยิ้มตามสั่ง ... แชะ !!

ที่งานเปิดตัวนาฬิกาในเวลาค่ำคืน ทันทีที่กริชชัยและอรุณศรีเดินก้าวลงมาจากรถคันหรูด้วยความสวยและหล่อสมกัน นักข่าวสายสังคมเซเลบริตี้รุมกันถ่ายรูปด้วยความตื่นเต้น แสงแฟลชวูบวาบ อรุณศรีตื่นเต้นทำหน้าไม่ถูก อายๆ เขินๆ กริชชัยหันมายิ้มให้กำลังใจกับอรุณศรี
“ยิ้มไว้...ไม่มีอะไรน่ากลัว”
อรุณศรีสบตามองหน้ากริชชัย ววตาที่อบอุ่นของทำให้อรุณศรีรู้สึกดีขึ้น และค่อยๆยิ้มออกมา นักข่าว - ช่างภาพรุมกันถ่ายรูปรัวเป็นระวิง อรุณศรีหันมามองกล้องแล้วยิ้ม อรุณศรีกับกริชชัยโพสท์ท่าให้ถ่ายรูปคู่กัน แสงแฟลชวูบวาบจนแสบตา

ภาพข่าวที่อรุณศรีและกริชชัยออกงานด้วยกัน ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ “เปิดตัวหวานใจไฮโซสุดฮอต” สุพรรณิการ์อ่านแล้วถึงกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยความชอบใจ
“เปิดตัวหวานใจไฮโซสุดฮอต... ไม่มีใครรู้ว่า สาวนิรนามข้างกายไฮโซกริชชัยแห่งเอ็มกรุ๊ป เป็นใครมาจากไหน รู้แต่ว่า...สวยบาดใจไปทั้งงาน ทำเอานักข่าวรัวชัตเตอร์แทบไม่ทัน”
สุพรรณิการ์ยิ้มกริ่ม
“เพื่อนฉัน...ดังใหญ่แล้ว ถ่ายส่งไปให้มันดูดีกว่า”
สุพรรณิการ์วางหนังสือพิมพ์ลง แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายพร้อมกับอัพโหลดและพิมพ์โน่นพิมพ์นี่
กุ๊กกิ๊กๆ ในโลกส่วนตัวของตัวเอง
วัชระนอนอยู่บนเตียง...ปรายตามามองหน้าสุพรรณิการ์ แล้วแกล้งทำมารยาร้องเสียงดังออกมา
“โอ้ย โอ้ย”
สุพรรณิการ์ตกใจรีบหันไป
“วัช...เป็นอะไร เจ็บแผลเหรอ ให้เรียกพยาบาลหรือเปล่า” สุพรรณิการ์เดินไปดู
“โอ้ย” วัชระยังไม่หยุดร้อง
สุพรรณิการ์จับที่ขอบเตียงและพูดด้วยความป็นห่วง
“เป็นอะไร หยุดร้อง..แล้วบอกมาก่อนว่าเป็นอะไร”
วัชระทำหน้าละห้อยมองสุพรรณิการ์
“เหงาอ่ะ”
สุพรรณิการ์ชะงัก วัชระอ้อนต่อ
“แฟนไม่สนใจ เอาแต่อ่านหนังสือพิมพ์ อัพเฟซบุ๊ก โดนทอดทิ้ง มันเลย..เหงา”
สุพรรณิการ์มองด้วยความหมั่นไส้ แล้วดึงหมอนออกจากหัววัชระ เอาวัชระหัวโขลกกับเตียง วัชระร้องลั่น
“โอ้ย”
สุพรรณิการ์หยิบเอาหมอนฟาดเข้าไปที่กลางลำตัวของวัชระ
“นี่แน่ะ .. แกล้งเค้าเหรอ”
“เอ้ย..เอ้า มาตีเค้าทำไมเนี่ย เค้าป่วยอยู่นะ โอ้ย โดนทำร้ายทั้งกายทั้งใจ”
“โอ้ย หมั่นไส้ แบบนี้มันต้องโดนหนักๆ” สุพรรณฺการ์โยนหมอนทิ้งแล้วเข้ามาจี๋เอว
วัชระดิ้นพราด เพราะบ้าจี้
“เฮ้ย อย่านะ ฮ่าๆๆ โอ้ย หยุดนะ โรงพยาบาลนะคุณ เค้าห้ามแกล้งคนไข้..โอ้ยเจ็บๆๆ เจ็บแผล ฮ่าๆๆ เฮ้ยๆๆๆ ฮ่าๆๆ”
“สมน้ำหน้า อยากแกล้งคนอื่นเค้าดีนัก” สุพรรณิการ์แกล้งวัชระไปขำไป
ทันใดนั้นประตูห้องก็เปิดผัวะเข้ามา แววเดินพรวดพราดเข้ามาด้วยความตกใจ
“วัชเป็นไงบ้างลูก”
สุพรรณิการ์กำลังจี๋เอววัชระในท่าเหมือนกำลังกอดกันอยู่ สุพรรณิการ์ตกใจนิ่งค้าง แววเดินเข้ามาแล้วก็ตะลึง วัชระเหวอเพราะคิดไม่ถึง
“แม่”
สุพรรณิการ์รีบยืนตรงเรียบร้อยทันที พร้อมกับยกมือไหว้
“สวัสดีค่ะ”
แววรับไหว้ สีหน้ายังเห็นสุพรรณิการ์เป็นคนแปลกหน้าในชีวิต
“แม่ครับ...นี่ฝ้าย แฟนผมครับ” วัชระเสียงหนักแน่น
สุพรรณิการ์ยิ้มนิดๆ แววมองหน้าสุพรรณิการ์และพูดอย่างสุภาพ
“ฉันขอคุยกับวัชเป็นการส่วนตัวสักครู่ เธอคงไม่ว่านะ”
วัชระมองสุพรรณิการ์ด้วยความสงสาร..เพราะเวลานี้เป็นจังหวะไม่ดีที่ที่แววและสุพรรณิการ์ได้เจอกัน
สุพรรณิการ์เดินออกมาจากห้องพักและนั่งที่เก้าอี้หน้าห้อง เสียงแววดังออกมา
คุณสีรุ้งโทร.ไปเล่าให้แม่ฟังถึงในวัด แล้วขอให้แม่มาเจรจากับวัช เรื่องหนูแหนม”
สุพรรณิการ์ได้ยินถึงกับสะดุด แล้วก็เงี่ยหูฟังต่อ
วัชระแปลกใจ
“แล้วเค้ารู้ได้ยังไงครับว่าแม่อยู่วัด”
แววเดินมานั่งข้างๆเตียงของวัชระ
“เค้าไปหาแม่ที่บ้าน ไม่เจอใคร ก็เลยถามป้าตู่ที่อยู่ข้างบ้านเรา แม่บอกเค้าไว้ว่าจะไปปฎิบัติธรรม”
“คุณสีรุ้งเค้าบอกแม่ว่ายังไงบ้าง”
“ก็เล่าหมดทุกอย่าง รวมทั้งที่เราไปยืนยันว่าจะตายแทนคนนั้น จนต้องเป็นแบบนี้” แววพูดพลางปรายสายตาไปที่หน้าห้อง
วัชระก้มหน้ารับทุกอย่าง สุพรรณิการ์ได้ยินที่แววพูดถึงกับหน้าเสีย
แววพูดต่อ
“คุณสีรุ้งเค้าฝากมาถามว่าเราจะเอาเรื่องหนูแหนมหรือเปล่า เค้าไม่อยากขึ้นโรงขึ้นศาล ให้เป็นข่าวใหญ่โต”
“ไม่ต้องห่วงครับแม่ ผมบอกตำรวจไปแล้วว่าปืนลั่น รับรองว่าแหนมไม่เดือดร้อน บอกให้ทางนั้นสบายใจได้”
แววถอนใจ
“เราทำถูกแล้ว เพราะที่ผ่านมา เราเองก็ทำให้ฝ่ายนั้นเค้าทุกข์ใจมามากแล้ว ถือซะว่า...เลิกแล้วก็กันไป”
“ครับแม่” วัชระพยักหน้ารับ
“เรื่องคนเก่าก็เคลียร์จบไปแล้ว... ถามจริงๆยังไม่เข็ด คิดจะเริ่มต้นคนใหม่อีกแล้วเหรอ ไม่เว้นวรรค พักบ้างเหรอลูก” แววถาม
วัชระอึกอักตอบไม่ถูก สุพรรณิการ์นิ่งฟังแล้วถึงกับคิดหนัก
“หยุดพักแล้วเรียนรู้จากความผิดพลาดที่ผ่านมา... แล้วก็จำไว้ด้วยว่าความรักไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ รีบๆ จีบกัน เป็นแฟนกัน ยังไม่ทันได้ศึกษานิสัยใจคอกันเลยว่าไปด้วยกันได้หรือเปล่า”
สุพรรณิการ์คิดตาม แล้วก็เริ่มเห็นด้วยกับแวว แววอบรมวัชระต่อ
“ขนาดหนูแหนม คบกันมาตั้งหลายปี อยู่ดีๆนึกจะเลิกก็เลิก แล้วกับคนนี้ปุ๊บปั๊บเป็นแฟนกัน จะคบกันได้นานเหรอลูก”
สุพรรณิการ์ถึงกับสะอึก
“ที่แม่เตือนเพราะหวังดี ไม่อยากให้มีเรื่องมีราวแบบนี้อีก แค่ครั้งเดียวมันก็มากพอแล้วนะลูก”
สุพรรณิการ์ฟังแล้วคิดเครียดถึงตัวเอง

แววกลับถึงบ้านก็รีบโทรศัพท์ไปแจ้งกับสีรุ้งที่บ้าน
สีรุ้งคุยโทรศัพท์ด้วยความโล่งอก
“ฉันเข้าใจ...ขอบใจมากนะ”
สีรุ้งวางไป แล้วถอนใจเบาๆ ก่อนจะหันมาทางเนตรนภัสที่นั่งอยู่กับนรีวรรณ
“แม่ของนายวัชระบอกว่า เค้าไม่เอาเรื่อง นายวัชระบอกทางโรงพยาบาลว่าปืนลั่น เพราะปืนและลูกกระสุนพิสูจน์แล้วก็เป็นของเค้า ทางเราสบายใจได้”
นรีวรรณเบ้ปาก
“อย่างน้อยก็ยังพอจะมีดีกับเค้าบ้าง นึกว่าจะเลวบริสุทธิ์”
วันนี้เนตรนภัสนิ่งสงบลง มีสติมากขึ้น แต่ก็ยังสะเทือนใจอยู่บ้างในฐานะคนรักเก่า
สีรุ้งได้ยินคำพูดของนรีวรรณแล้วส่ายหน้า ปรามด้วยสายตาว่าไม่ให้พูดรุนแรง นรีวรรณเงียบอย่างรู้ตัว สีรุ้งเดินมานั่งข้างๆ เนตรนภัส
“ถึงเค้าจะไม่เอาเรื่อง แต่แหนมต้องจำไว้นะลูก ความรุนแรงไม่ได้แก้ปัญหา ถึงแม้วันนั้นลูกยิงเค้าจนตาย แต่ความเจ็บปวดที่มีก็ยังเท่าเดิม แถมยังต้องไปอยู่ในคุกอีกต่างหาก”
เนตรนภัสกลืนน้ำลาย..คิดแล้วใจหาย ไม่นึกว่าตัวเองจะทำได้
“ตอนนี้เค้าไม่เอาเรื่องก็ดีแล้ว แต่คราวหน้าไม่ว่ากับใคร ใช้สติให้มากๆก่อนที่จะทำอะไร อย่าปล่อยให้อารมณ์ครอบงำจิตใจ จนเราต้องมาเสียใจภายหลัง”
เนตรนภัสพยักหน้ารับแต่โดยดี ไม่มีเถียง
“ค่ะแม่”
รุ้งยิ้มอบอุ่นและอ่อนโยนให้เนตรนภัส เนตรนภัสโผเข้าสวมกอดแม่ไว้ ให้พลังแห่งความรักเยียวยาหัวใจ
เนตรนภัสนึกทบทวนถึงเรื่องราวที่ผ่านมาระหว่างเธอกับวัชระ
ตั้งแต่ตอนเจอกันครั้งแรก ตอนสวีตหวาน เริ่มคุยเรื่องแต่งงาน วันถ่ายรูปแต่งงาน เริ่มทะเลาะกัน เนตรนภัสอาละวาด วัชระบอกเลิก เนตรนภัสเมาอาละวาดที่คอนโดสุพรรณิการ์ วัชระมาหา และเหตุการณ์ยิงปืนใส่วัชระ

เสียงปืนดังขึ้น “ปังๆๆ” เป้ายิงปืน ถูกยิงที่บริเวณหน้าอก และกลางหัวอย่างแม่น
เกียวกำลังซ้อมยิงปืนอยู่ที่สนามปืนยิงแห่งหนึ่ง มีคนยืนดูเกียวอย่างชื่นชมอยู่ 2-3 คน เกียวดูผลงานตัวเองด้วยความพึงพอใจ เกียวเก็บปืนด้วยความชำนาญ แล้วเดินออกมา
“เจ๊เกียวแม่นเหมือนเดิม” คนที่ยืนดูเดินมาทักด้วยความสนิทสนม
“ศัตรูเยอะก็อย่างเนี้ยะ” เกียวพูดทีเล่นทีจริง
คนดูรายนั้นถึงกับชูนิ้วให้เกียว
“สุดยอด ใครเป็นศัตรูเจ๊..หนาวแน่”
เกียวยิ้มรับ

ออกจากซ้อมยิงปืนที่สนามแล้ว เกียวยังมีนัดหมายอื่นๆ รวมอยู่ด้วย ชายแปลกหน้ายื่นแฟ้มเอกสารเกี่ยวกับอรุณศรีให้เกียว
“อรุณศรี หรือ แอ๊ว อายุยี่สิบสาม ทำงานเป็นประชาสัมพันธ์พิเศษที่บริษัทเอ็มกรุ๊ป ตอนเรียนรับจ้างเป็นพริตตี้ตามงานต่างอยู่บ้าง แต่พอเรียนจบก็เข้าทำงานประจำ นี่เป็นประวัติการศึกษาตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย”
ที่แท้…เกียวได้จ้างนักสืบ สืบพฤติกรรมของปรานต์และอรุณศรี เกียวหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมาดู
“เรียนมหาลัยเดียวกันจริงๆ แล้วชีวิตส่วนตัวเป็นยังไง” เกียวหันไปถามนักสืบ
“พ่อแม่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุตอนอยู่มหาวิทยาลัย ญาติสนิทไม่ค่อยดี มีพี่ชายคนเดียวเป็นเชฟอยู่ที่โรงแรมแถวสุขุมวิท”
“แล้วเรื่องแฟนล่ะ” เกียวซัก
“ตอนนี้เหมือนจะกำลังคบอยู่กับเจ้าของบริษัท เพราะเพิ่งจะออกงานด้วยกัน”
เกียวขมวดคิ้ว นักสืบพูดต่อ
“เจ้าของบริษัทชื่อ กริชชัย รวย หล่อ และกำลังฮอตมากในหมูไฮโซ คนก็ยังงงๆอยู่ว่า ทำไมมาคบกับพนักงานในบริษัท”
นักสืบส่งรูปตอนออกงานด้วยกันให้เกียวดู เกียวหยิบมาดูแล้วก็งงๆ เพราะปรานต์พูดเหมือนอรุณศรีนิสัยไม่ดี
และเป็นฝ่ายไม่ยอมเลิก ทุกคำพูดของปรานต์แว่วเข้ามายังหูของเกียวอีกครั้ง
“ข่าวนี้..เค้าบอกให้ผมเข้าไปดู ตั้งใจจะเย้ยว่าตัวเองมีแฟนใหม่แล้ว รวยกว่าผม เค้าอยากจะให้ผมหึง เพราะเค้าไม่อยากเลิก แต่ผมไม่สนใจแล้ว เค้าจะมีใครรวยแค่ไหน ผมก็ไม่สน แล้วก็ไม่หึงด้วย”
เกียวครุ่นคิด..แววตานิ่งโหด
“แล้วแฟนเก่าล่ะ”
“มีคนนึงครับ ชื่อ ปรานต์ เป็นเพื่อนเรียนด้วยกันที่มหาวิทยาลัย พึ่งจะเลิกกันไป แต่ดูเหมือนผู้ชายจะไม่อยากเลิก”
ได้ยินชื่อของปรานต์เกียวจุกขึ้นมาทันที
“มีข่าวตามตื้ออยู่เหมือนกัน เจ๊อยากให้ผมสืบเรื่องแฟนเก่าด้วยมั้ยครับ” นักสืบถามเกียว
“ไม่ต้อง...เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
เกียวคิดและมองดูรูปในมืออีกครั้ง รูปอรุณศรีกับกริชชัยที่ออกงานคู่กัน ดูสวยหล่อสมกันเป็นอย่างดี

ปรานต์กำลังอ่าน ภาพข่าวที่มีรูปอรุณศรีและกริชชัยออกงานเปิดตัวด้วยความแค้นใจและอิจฉา ปรานต์ทนไม่ได้คว้าหนังสือพิมพ์มาขยำๆ แล้วปาทิ้งลงถังขยะด้วยความหงุดหงิด
ภาพข่าวเดิมอยู่ในในมือจามจุรี ขณะที่าจามจุรี ลำเภา และกริชชัยนั่งกินข้าวกันอยู่
“อือ..สวยดี” จามจุรีบอก กริชชัยยิ้มรับด้วยความภูมิใจ
“นิสัยดีด้วยนะคะแม่ แล้วก็ไม่เห่อความหล่อ ความรวยของคุณกริชด้วย” ลำเภาชียร์
จามจุรีพูดด้วยหน้านิ่งๆ
“มีศักดิ์ศรีเหมือนนางเอกละครอย่างงั้นน่ะเหรอ”
“ทำนองนั้นหล่ะค่ะ คุณกริชก็นิสัยเหมือนพวกพระเอกละครไงคะ ดีเว่อร์ ก็เลยสมกันดี” ลำเภาพูดขำๆ
“เภาก็พูดเกินไป .. อรุณศรีเค้าเป็นคนมีน้ำใจน่ะครับ มองโลกในแง่ ดี ไม่เคยคิดร้ายใคร”
จามจุรีวางหนังสือพิมพ์ลง
“อ้อ หน้าตาก็ดี นิสัยก็ดี มีอะไรที่ไม่ดีบ้างมั้ย”
กริชชัยสะอึกพูดไม่ออก ลำเภาทำหน้าที่ตอบแทน
“มีสองอย่างค่ะ อย่างแรก...ไม่ดี ที่เค้าไม่ยอมเป็นแฟนกับคุณกริชสักที อย่างที่สองคือ มีแฟนแล้ว แต่ตอนนี้เลิกกับแฟนแล้วค่ะ”
“เราก็เป็นมือที่สามงั้นสิ” จามจุรีถามกริชชัย
“เปล่านะครับคุณป้า ผมแค่รอให้เค้าเลิกกันเอง”
“แล้วไป นึกว่าไปแย่งของใครเค้ามา..บาปแย่”
คำพูดของจามจุรีทำเอาลำเภากำลังที่ยิ้มๆ อยู่ถึงกับหุบยิ้ม หน้านิ่ง เครียดขึ้นเล็กน้อย กริชชัยหันมาเห็นพอดี มองอย่างเข้าใจ
“แม่ไปดูละครก่อนนะ เมื่อคืนกำลังสนุกเลย” จามจุรีบอกแล้วลุกไปปล่อยให้ลำเภานั่งอยู่กับกริชชัย
“เภาเก็บโต๊ะเลยนะ”
ลำเภาก้มหน้าก้มหน้าเก็บจานและยกจานเข้าไปในครัว กริชชัยมองตามแล้วก็คิด

ลำเภาเดินยกจานเข้ามาเก็บในครัว และหยุดยืนคิดสิ่งที่แม่พูด ด้วยความเป็นกังวล กริชชัยเดินตามมา
“คิดมากเรื่องไอ้ธีล่ะสิ”
ลำเภาหันมาพยักหน้ายอมรับ
“อือ .. เภาก็งงๆอยู่เนี่ย”
“งงความรู้สึกตัวเอง หรือว่างงไอ้ธี”
“นายหมาใหญ่น่ะนะ ทำให้เภางงไม่ได้หรอก ผู้ชายแบนๆแบบนั้น ปาดตาทีเดียวก็รู้แล้วว่าคิดยังไง”
“แล้วเภาหล่ะ..คิดยังไง เภาชอบมันหรือเปล่า”
“มันก็..คงจะชอบมั้ง” ลำเภาอมยิ้มเขิน
“แน่ใจนะ เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆอีกแล้วนะเภา”
ลำเภาหุบยิ้ม สีหน้าจริงจังขึ้น
“เภารู้ว่ามันไม่ใช่เล่นๆ ถึงได้รู้สึกไม่ดีแบบนี้ เภาไม่คิดว่าเรื่องเล่นๆมันจะกลายเป็นจริงจัง แล้วก็ทำให้คนอื่นต้องเสียใจ”
ลำเภานึกถึงกรกนกขึ้นมาทันที
“คุณกรใช่มั้ย”
ลำเภาพยักหน้า
“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น คุณกรกับไอ้ธีเค้าจากกันไปด้วยดี ถึงไม่มีเภาเค้าสองคนก็ต้องเลิกกันสักวัน”
“ทำไมคุณกริชมั่นใจแบบนั้น”
“ก็ถ้าไอ้ธีมันอยากจะจริงจังมากกว่านี้ มันทำไปนานแล้ว”
ลำเภารับฟังแล้วเก็บมาคิด
“ตอนนี้เภาไม่ต้องกังวลเรื่องคนอื่น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ..ตัวเภาเอง ถามตัวเองให้ดีๆ ว่าเราคิดยังไง จะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลัง”
ลำเภาฟังแล้วก็คิด

ค่ำคืนนั้น ลำเภากำลังนั่งคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างตัวเองและธีธัชที่แว่บเข้ามาในสมองเป็นฉากๆ บนห้องนอนส่วนตัว ภายในบ้านจามจุรี
เป็นต่อกับพอใจกระโดดขึ้นมาบนเตียง แล้วสาระแนมานอนหนุนตักเป็นกำลังใจให้เจ้านาย
ลำเภาลูบขนลูกสาวลูกชายไปพลางคิดไปพลาง นึกถึงตอนธีธัชเริ่มเข้ามาจีบและทำให้ตัวเองเริ่มเขิน คิดถึงตอนนี้ ลำเภาก็ถึงกับอมยิ้ม
“ฉันชอบเธอนะเภา ฉันชอบเธอจริงๆ”
ลำเภาคิดแล้วเขินและพึมพำกับตัวเองว่า
“ฉันว่า..ฉันคงจะชอบนายแล้วหล่ะ..นายหมาใหญ่”
ลำเภายิ้มอย่างมีความสุข ที่รู้ใจตัวเองสักที

คืนเดียวกันนั้น เกียวเดินเข้ามาในคอนโดอย่างรีบร้อน ในใจเดือดพล่าน ระหว่างที่เดินมาเสียงบอกเล่าเรื่องราวจากนักสืบก็ดังเข้ามาในหู
“แล้วแฟนเก่าล่ะ”
“มีคนนึงครับ ชื่อปรานต์ เป็นเพื่อนเรียนด้วยกันที่มหาวิทยาลัย พึ่งจะเลิกกันไป แต่ดูเหมือนผู้ชายจะไม่อยากเลิก”
“มีข่าวตามตื้ออยู่เหมือนกัน เจ๊อยากให้ผมสืบเรื่องแฟนเก่าด้วยมั้ยครับ”
“ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันจัดการเอง” เกียวคิดตามและนึกขึ้นมาได้
“แหวน”
เกียวรีบพุ่งเข้าไปและรื้อที่เก็บแหวน แหวนยังวางอยู่ที่เดิม เกียวอึ้งๆ แล้วก็รีบรื้อต่อ จนเจอใบเสร็จของแหวน
เกียวรีบคลี่ออกมาดู
“วงตั้งเกือบสองแสนเลยเหรอ”
ภาพของปรานต์ที่ขอยืมเงินสองแสน อ้างว่าจะเอาไปลงทุนผ่านเข้ามาในสมองของเกียว...เกียวอึ้ง รีบก้มดูวันที่ในใบเสร็จ และรีบลุกไปหยิบสมุดบัญชีมาเปิดดูเทียบวันที่ถอนเงิน
“วันเดียวกัน”
ทั้งปรานต์ยังโกหกว่า แหวนวงนี้เป็นของเพื่อนอีก เกียวใจเต้นระทึกด้วยโทสะพร้อมที่จะระเบิดทุกขณะ 

เกียวกำหมัดแน่นคิดอย่างสับสน...เรื่องนี้มันยังไงกันแน่? 

อ่านต่อตอนที่ 22




หอบรักมาห่มป่า ตอนที่ 21
หอบรักมาห่มป่า ตอนที่ 21
หอบรักมาห่มป่า ตอนที่ 21.1 อุ๊บอิ๊บกำลังนั่งแต่งหน้าและแต่งตัวอยู่ที่หน้ากระจกภายในห้อง แจ๋เปิดประตูเข้ามา ตามให้ไปช่วยงาน แต่กลายเป็นทะเลาะกันตามระเบียบ “นี่เธอ มีน้ำจิตน้ำใจไปช่วยกันทำงานหน่อยได้ไหม มัวแต่แต่งหน้าอยู่นั่นแหละ จะไปให้ลิงป่าที่ไหนดูเหรอ” อุ๊บอิ๊บหันขวับมาเอาเรื่องทันที “ปากหล่อนนี่โสโครกเหมือนส้วมเลยนะ” “หล่อนก็หยุดเห่าได้แล้ว!! นังอุ๊บอิ๊บ” “มันเรื่องอะไรของหล่อนล่ะ ฉันจะแต่งตัวให้ใครดูก็เรื่องของฉัน ฉันไม่ได้ไปแต่งบนที่ใส่หมวกของหล่อนซักหน่อย” “ย่ะ ไม่หนักหัวฉันหรอก แต่ฉันอดสมเพชหล่อนไม่ได้” “แกพูดอย่างนี้หมายความว่าไง ฮ้า นังแจ๋”
กำลังโหลดความคิดเห็น...