xs
xsm
sm
md
lg

ลิขิตเสน่หา ตอนที่ 21

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ลิขิตเสน่หา ตอนที่ 21

ภายในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรม วันนี้มีพิธีแต่งงาน ขึ้นป้ายงานวิวาห์ 'เพิร์ลลี่ - สุดยอด' เด่นอยู่บนเวที ด้านนอกที่บริเวณหน้าห้องจัดงาน มีแฟนคลับตัวแม่ของสุดยอด 4-5 คน พากันแต่งชุดดำไว้ทุกข์มานั่งคุกเข่าร้องไห้กันระงมอยู่

ซึ่งแต่ละคนล้วนเป็นแฟนคลับคู่กรณีของยาหยีทั้งสิ้น! โดยต่างก็ถือป้ายรูปสุดน่ารักของสุดยอดตั้งแต่วัยเด็ก รูปก่อนเข้าวงการ และรูปปัจจุบัน พร้อมกันนั้นยังมีพวงหรีด เขียนคำกำกับไว้ว่า
“ด้วยรักและอาลัย แม้จะถูกมันคาบไป...”
“ส่งสุดยอดสุดรัก...สู่อุ้งมือนางมาร” และอีกหลายข้อความซึ่งล้วนไม่เห็นด้วยต่อการแต่งงานในวันนี้
ยิ่งกำลังกำชับให้ว่าน นัท และโมนเก็บภาพบรรยากาศที่แฟนคลับร้องไห้ระงมอย่างน่าสงสาร
“ถ่ายไว้เร็ว ถ่ายไว้ให้หมดภาพเด็ดๆ ทั้งนั้น” ยิ่งสั่งการ
“จะดีเหรอครับพี่ นี่มันงานแต่งนะ ไม่ใช่งานศพ” ว่านแย้งอย่างขัดใจ
“เราควรจะเก็บภาพแขกมาแสดงความยินดี ปลื้มใจมีความสุขมากกว่าจะมาเก็บภาพแฟนคลับ
หลั่งน้ำตานะพี่” นัทเสริม
“หัดคิดนอกกรอบกันบ้างดิพวกแกนี่ คนเราไม่อยากเห็นใครมีความสุขหรอก เพราะฉะนั้นภาพร้อง
ห่ม ร้องไห้ สะอึกสะอื้นแบบนี้ ขายได้ เรียกเรตติ้งดีนัก ถ่ายๆ”
ยิ่งบอกออกมาแบบไม่แคร์ความรู้สึกใครหน้าไหน จนโมนออกอาการเซ็งสุดๆ
“เอาวะ ไอ้ว่าน ไอ้นัท...จัดไปอย่าให้เสีย”

สามหนุ่ม ว่าน นัท และโมน จำต้องไปถ่ายกลุ่มแฟนคลับร้องไห้เสียดายสุดยอด
กล้องโคลสไปที่ใบหน้าแฟนคลับคนหนึ่งที่เวลานี้น้ำตานองหน้า
“ฮือๆ พี่สุดยอดไม่น่าเลย ไม่น่าทิ้งพวกเราไปเลย”
“ต่อไปนี้พวกเราจะรักใคร จะกรี๊ดใคร ถ้าไม่มีพี่ยอดแล้วว...” อีกคนบิ้วท์เพื่อนๆ
นัทสุดจะทนไหว หยุดถ่ายทันที
“โอ้โห! พูดซะอย่างกับตายจากกัน”
“ใช่ สุดยอดเค้าแค่จะแต่งงานสละโสดนะ ไม่ได้สละชีวิตสักหน่อย ทำไมน้องๆ ถึงยอมตัดใจไม่สนับสนุนสุดยอดตะกายดาวต่อละ” นัทถามตรงๆ
“ไม่ได้หรอกพี่ ผิดนโยบาย” แฟนคลับหัวหน้าก๊วนบอก
“พวกเราไม่ชอบแย่งของใคร ไอดอลในดวงใจต้องเป็นชายโสดเท่านั้น!” แฟนคลับประกาศเจตนารมณ์ชัดๆ
“โอ้ว..เป็นงานแต่งงานที่เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งสิ้นดี! ถ่ายต่อไป เดี๋ยวพี่จะไปดูข้างในว่ามี
อะไรน่าสนใจอีก”
พูดเสร็จยิ่งก็เดินจากไป ปล่อยให้ ว่าน นัท และโมนบรรเลงต่อ
“นี่ถ้าไอ้ยอดมาได้ยินว่าแฟนคลับรักมัน อาลัยรักมันขนาดนี้ มันคงอยากเลิกแต่งไปเลย” ว่าน
ระบายอย่างเห็นใจเพื่อน
“มันก็ไม่อยากแต่งแต่แรกอยู่แล้วนี่!”
ว่าน นัท และโมนถ่ายไปคุยไป สักพักมีมือมาสะกิด นัทปัดเอามือออก “กำลังถ่ายอยู่นี่ไงครับ พี่ยิ่ง ภาพความทุกข์ทรมานในงานแต่งแบบที่พี่อยากได้”

นัทคิดว่าเป็นยิ่ง แต่ที่แท้เป็นชม้อยที่ยืนหน้าหงิกอย่างฉุนๆ ตบที่ไหล่ว่านเสียงดัง ว่านหันไป
“อารายย...”
ว่านชะงัก หันไปสะกิดนัทที่ถ่ายภาพเมามันส์
“อาราย... ผมก็ถ่ายตามสั่งอยู่นี่ไง?” นัทยังคิดว่าเป็นยิ่งอยู่
“ใครสั่งยะ?”
ชม้อยถามขึ้น นัทสะดุ้งเฮือก ต่อว่าว่านไม่บอก
“ตกลงมาถ่ายโซลเมทหรือโซหมด ดูจับภาพแต่ละนางซิ! ไม่สร้างสรรค์เอาซะเลย โน่น ไปดักรอที่โน่นได้แล้วจ้ะ เจ้าสาวจะมาแล้ว”
สามหนุ่มหอบกล้องเดินออกไป ชม้อยอยู่กับแฟนคลับ ตีหน้ายักษ์ใส่
“อีป้า ถามจริงทำของอะไรใส่พี่ยอดบอกมานะฉันจะหาอาจารย์มาแก้” แฟนคลับโวยใส่ชม้อย
“พวกงี่เง่า ไร้สมอง ถอยไปเกะกะ” ชม้อยด่ากลับ
“ไม่ถอยจะทำไม” แฟนคลับยืนยัน
“ไม่ถอยเหรอ ด๊าย ปลวกอย่างพวกหล่อนต้องเจอกับช้าน...”
ชม้อยเข้าไปแย่งพวงหรีด กลุ่มแฟนคลับฉุดดึงทึ้งไว้ ยื้อยุดกันชุลมุน

เวลาเดียวกันนั้นที่ทางเดินใกล้ๆหน้าห้องจัดเลี้ยง ยิ่ง ว่าน นัท และโมน พร้อมกองทัพนักข่าวไปรอเก็บภาพเพิร์ลลี่ สามหนุ่มเจอกับ ก้อย วุ้น ซึ่งมาดักรอทำข่าวอยู่ ก็ออกอาการกระดี๊กระด๊าขณะที่ฝ่ายสาวๆ ทำท่ามึนตึงใส่ แค้นแทนเพื่อนไม่หาย
“มาด้วยเหรอจ๊ะก้อยจ๋า” ว่านหลีใส่
“ฉันมาเป็นเพื่อนยัยวุ้นทำข่าวน่ะ” ก้อยพูดจาดูห่างเหิน
“ไปพูดกับเขาทำไมก้อย เพื่อนเขาทำให้เพื่อนเราอกหักนะ ต่อไปนี้พวกนายกับพวกฉันต่างคนต่าง
อยู่ แยกทางกันเดิน” วุ้นเม้งแตก วีนใส่สามหนุ่ม
“โหวุ้น จะแค้นฝังหุ่นอะไรขนาดนั้น! ไอ้สุดยอดมันทำ ผมไม่เกี่ยวอะไรซักหน่อย” นัทอุทธรณ์
“ไม่รู้ละ เพื่อนกันมันก็ต้องมีเชื้อชั่วเหมือนกันนั่นแหละ”
วุ้นพาก้อยหนีไปยืนอยู่ฝั่งตรงกันข้าม ว่าน กับนัท มองหน้ากันเซ็งๆ ยิ่งเข้ามากอดไหล่ว่านและนัท
“พี่ว่านะ ไหนๆ ความรักก็ไม่รุ่ง เอ็งสองคนจงมั่นมุ่งทุ่มเทให้กับงานและเรตติ้งของเราดีกว่า”
“เรตติ้ง” ว่าน นัท และโมนอุทานพร้อมๆ กันแบบเซ็งสุดขีดสุดชีวิต
“เรตติ้งอีกแล้ว”
นัทพูดอย่างโมโห แล้วยัดกล้องใส่มือยิ่ง
“พี่บ้าเรตติ้งไปคนเดียวแล้วกัน ผมไปหาอะไรกินก่อนละ”
สามหนุ่มกอดคอกันเดินออกไป ยิ่งถือกล้องงงๆ
“เฮ้ย!! ให้ข้าถ่ายเองอีกแล้วเหรอ”

จังหวะนั้นการ์ดสองสามคนเดินนำหน้าอารักขาเพิร์ลลี่ในชุดเจ้าสาว ยิ่งหันไปถ่ายภาพเพิร์ลลี่ ขณะที่หน้าห้องจัดงานแต่ง ชม้อยกำลังยื้อแย่งพวกหรีดกับบรรดาแฟนคลับไม่เลิกรา
“นี่มันงานมงคล คนเขากำลังจะมีความสุขกันไม่ใช่กำลังจะตาย แล้วเอามาทำไมไอ้พวงหรีดนี่ เอา
มาให้ฉันเดี๋ยวนี้นะ” ชม้อยพูดแทบเป็นตะโกน

“จะเอาไปทำไม เดี๋ยวอีกไม่กี่วันก็ได้เองแหละ” หนึ่งในแฟนคลับเยาะ
“หนอย…ปากดี คนอย่างชม้อยเนเวอร์ดายย่ะ ฉันจะรอส่งไปให้แกนั่นแหล่ะย่ะ”
จังหวะนั้นชม้อยคว้าพวงหรีดได้สำเร็จรีบเหวี่ยงไปอีกทาง
“ไปหาเจ้าของที่แท้จริงของแกเถอะ!!!!”
ชม้อยเหวี่ยงพวงหรีดไป ด้วยหน้าตาสะใจ
ทางด้านกองทัพนักข่าวกำลังรุมสัมภาษณ์เพิร์ลลี่
“วันนี้เป็นวันสำคัญที่สุดในชีวิตของเพิร์ลลี่ เพิร์ลลี่ซึ้งใจมากต้องขอขอบคุณทุกแรงใจ สำหรับ
ของขวัญทุกชิ้นและดอกไม้ทุกช่อที่มีให้เพิร์ลลี่ค่ะ อุ๊บ!”
“จูบุๆๆๆ” เพิร์ลลี่ส่งจูบพร้อมกับท่าแบมือหรา อันเป็นจังหวะเดียวกับที่พวงหรีดลอยตามแรงเหวี่ยงชม้อยเข้ามา หล่นใส่มือเพิร์ลลี่พอดิบพอดี แม่นเหมือนจับวาง
บรรดานักข่าวรวมถึงก้อย วุ้น ขำกันยกใหญ่ พวกแฟนคลับวิ่งกรูเข้ามา ชี้ชวนกันดูเพิร์ลลี่ หัวเราะเยาะลั่น ยิ่งไม่สนใจโลกรีบเก็บภาพซูมเข้าไปเห็นเพิร์ลลี่ยิ้มค้าง ชักสีหน้าไม่ถูก
เสียงชม้อยแหวกฝูงนักข่าวเข้ามาหาเพิร์ลลี่ โดยไม่รู้ตัวเองเป็นต้นของเหตุการณ์หน้าแตกของลูกสาวสุดที่รัก
“ขอทางหน่อยค่ะ ขอทางหน่อย จะมาตะลึงกับความสวยของเจ้าสาวอะไรกันนักหนาคะคู๊ณณ”
ชม้อยแหวกฝูงชนมาปะทะหน้าเพิร์ลลี่ที่ถือพวงหรีดอยู่
“ว้ายแม่เจ้า เดี๋ยวๆ มันมาอยู่ตรงนี้ได้ไงคะ” ชม้อยหันรีหันขวาง “ใครส่งมา แม่ว่า แม่เขวี้ยงทิ้งไปแล้วนะ”
ชม้อยรีบจับพวงหรีดโยนทิ้งไปอีกที เพิร์ลลี่หน้าบึ้ง ชม้อยจับหน้าเพิร์ลลี่ให้หันปั้นยิ้มใส่กล้อง
“ยิ้มหน่อยสิคะลูกขา ทำหน้าบึ้งเดี๋ยวไม่สวยนะคะลูก”

“จะให้หนูยิ้มได้ยังไงล่ะคะ เจ้าบ่าวหนูหายไปไหนก็ไม่รู้” เพิร์ลลี่กระซิบถาม
“สุดยอดนะสุดยอด ป่านนี้ยังมาไม่ถึง แม่ว่านังยาหยีมันต้องเอาไปซุกเอาไว้ ไม่ยอมให้มาแน่ๆ” ชม้อยกระซิบตอบ
เพิร์ลลี่ได้ฟังก็โกรธสุดฤทธิ์ คำรามในลำคอ
“นังยาหยี!!”

เวลาเดียวกันนั้น สุดยอด กับยาหยีพากันยืนดูยางรถที่โดนตะปูตำจนแบนอยู่ริมถนน ยาหยีออกอาการหงุดหงิด
“บ้าจริงๆเลย คนยิ่งรีบๆ อยู่”
“สงสัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์คงไม่อยากให้ผมแต่งงานมั้ง”
สุดยอดยิ้มให้เล็กน้อยแต่ยาหยียังหงุดหงิดอยู่ เดินไปเปิดท้ายรถแล้วหยิบยางอะไหล่ แม่แรง อุปกรณ์การเปลี่ยนยางออกมา สุดยอดหงุดหงิดบ้าง ที่เห็นยาหยีดูจะพยายามเร่งให้ตนไปงานให้ได้
“ถึงขั้นนี้แล้ว คุณยังจะให้ผมไปงานอีกเหรอ”
“ไม่ช่วยก็ถอยไป” ยาหยีบอกแล้วเดินหิ้วยางอะไหล่จนตัวเอียง
ยาหยีเริ่มลงมือเปลี่ยนยาง เอาแม่แรงยกรถขึ้น แล้วค่อยๆ ขันน๊อตออกทีละตัว สุดยอดยืนดูยาหยีเปลี่ยนยางด้วยความเจ็บปวดใจ
นาทีนั้นสุดยอดก็น้ำตาคลอ อย่างเจ็บปวดใจ
“ทำไมล่ะหยี คุณอยากให้ผมไปจากชีวิตคุณนักรึไง ผมไม่ได้อยากแต่งงาน นอกจากเพิร์ลลี่แล้วไม่มีใครอยากให้งานนี้มันเกิดขึ้นทั้งงั้นแหละ เห็นมั้ยล่ะ ว่ามันมีแต่อุปสรรคตั้งแต่เริ่มต้นจนวินาทีสุดท้าย แล้วคุณยัง...”

ยาหยีฟังแล้วตวาดสวนขึ้นมาทันที
“พอ พอได้แล้ว” ยาหยีหันไปมองสุดยอดด้วยน้ำตาคลอเบ้า ทั้งรักทั้งแค้น “แล้วก็เลิกอ้างโน่นอ้างนี่ซะที คุณคิดว่าไปไม่ทันงานแต่งแล้ว ปัญหาทุกอย่างมันจะหายไปรึไง”
มองสุดยอดด้วยสายตาผิดหวังเสียใจ “ผู้ชายที่ฉันรัก ไม่ใช่คนน่าสมเพช ที่เอาแต่หลอกตัวเอง แล้วก็วิ่งหนีปัญหาอย่างงี้หรอก”
สุดยอด ยาหยี มองหน้ากันด้วยน้ำตาคลอเบ้า ต่างฝ่ายต่างเจ็บแต่ก็ต้องเดินหน้าต่อไป สุดยอดขบกรามแน่น ก่อนจะดึงที่ขันน็อตจากมือยาหยีมา แล้วเข้าไปเปลี่ยนยางรถเอง
สุดยอดเปลี่ยนยางรถด้วยน้ำตาคลอเบ้า ยาหยีมองสุดยอดด้วยน้ำตาคลอเบ้าเช่นกัน แต่ก็ไม่พูดอะไรเพราะกลัวใจตนเองจะทนไม่ไหวเหมือนกัน

เวลาต่อมาเพิร์ลลี่เดินอย่างเร่งร้อนอยู่ในมุมหนึ่งของโรงแรม มีชม้อยตามมาติดๆ เพิร์ลลี่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากด
“โทรหาเจ้าบ่าวลูกซิคะว่ามันหายศีรษะไปไหน?”
เพิร์ลลี่ฟึดฟัด ปลายสายไม่มีใครรับโทรศัพท์
“ว่ายังไงคะลูก รับมั้ย มันยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ไอ้สุดยอดนะๆ!”
เพิร์ลลี่ส่ายหน้า “พี่ยอดไม่รับสายเพิร์ลลี่ค่ะ คุณแม่!”
“ตายแล้ว เราจะทำยังไงดีค่ะนี่ นี่ถ้ามันเบี้ยวไม่มางาน...”
“แล้วเพิร์ลลี่จะแต่งกับใครละคะแม่ ?” เพิร์ลลี่ถึงกับร้องไห้ฮือๆ “พี่ยอดทำกับเพิร์ลลี่แบบนี้ได้ยังไง
ต่อไปเพิร์ลลี่จะมองหน้าใครได้ เจ้าบ่าวเบี้ยวงานแต่งอ่ะ ฮือๆ”
เท่งเดินมาจากด้านหน้าประตู ได้ยินทั้งหมด ถอนหายใจ
“แล้วก่อนหน้านี้ตกลงกันว่ายังไงละ ปกติเจ้ายอดมันก็ไม่ใช่คนเหลวไหลนะ”
“หายเข้ากลีบเมฆอย่างนี้ ไม่เรียกว่าเหลวไหลอีกเหรอคะ บอกมาซะดีๆ สมรู้ร่วมคิดให้ลูกชายเบี้ยว
งานแต่งใช่มั้ย?” ชม้อยพาลใส่เท่ง
“ผมไม่รู้เรื่องอะไรด้วยสักหน่อย”
“ฉันไม่เชื่อหรอก เป็นพ่อเจ้าบ่าวต้องรู้สิ ว่าลูกอยู่ไหน ทำอะไร”
“อ้าว! แล้วทีลูกสาวคุณกับลูกชายผมไปทำอะไรกัน ผมยังไม่รู้เลย”
“คอยดูนะ ถ้างานนี้ลูกชายคุณเบี้ยว ฉันจะฟ้องให้หมดตัว ฟ้องค่าเสียหาย ค่าทำขวัญ ค่าเลี้ยงดู ค่าทุกสิ่งอย่างที่เสียหาย”
“เอาค่าของคนด้วยซิ เพราะดูท่า คุณไม่ค่อยจะมี!”
ชม้อยเจอเท่งตอกฝาโลงก็โกรธจนเลือดขึ้นหน้าแต่จังหวะนั้น ณนนท์กัยยี่หวาเดินมาสมทบพอดี
“ไม่มีใครต้องฟ้องใครทั้งนั้นล่ะครับ เจ้ายอดกำลังมา” ณนนท์บอก
“จริงเหรอะคะ แล้วพี่ยอดไปไหน?”
เพิร์ลลี่พูดพลางปรายตาไปเห็นยี่หวามาด้วยกับณนนท์
“ไม่ใช่บ้านยาหยีใช่มั้ย?”
“เผอิญใช่ค่ะ แต่พวกคุณไม่ต้องห่วง ตอนนี้ยัยหยีกำลังพาคุณยอดมา” ยี่หวาบอก
“ดูสิคะคุณแม่ แม้กระทั่งวินาทีสุดท้าย พี่ยอดก็ยังอยู่กับนังยาหยีหน้าตาเฉย นังหยีมันมีอะไรดีเพิร์ลลี่อยากจะรู้จริงๆ” เพิร์ลลี่เต้นเร่าๆ
“อยากรู้ก็ถามแม่พี่สาวนั่นดูซี้ ได้ข่าวว่าแย่งสามีเค้ามาจนเมียเค้าต้องฟ้องหย่าเพราะมีชู้ พี่เป็นยังไง น้องก็คงไม่ต่างกัน...เซมๆ” ชม้อยหันมาแขวะยี่หวา
“ใช่ แต่ฉัน...” ยี่หวาชูกำปั้นใส่หน้าเพิร์ลลี่ กับชม้อย “หมัดหนักกว่าน้องฉันหลายเท่า ถ้าไม่อยากย้ายงานแต่งไปโรงพยาบาลล่ะก็ หยุดขบกัดพวกฉันซะที”
เพิร์ลลี่กับชม้อยสะดุ้ง ผวาเข้ากอดกันด้วยความกลัว ณนนท์กับเท่งสะใจ เพราะรู้ในความเป็นคนจริงของยี่หวา

เวลานั้นยาหยีเลี้ยวรถเข้ามาจอดหน้าโรงแรม สุดยอดรีบลงจากรถ ยาหยีส่งกุญแจให้พนักงานรับรถ
“ช่วยเอารถไปจอดให้ทีนะคะ” ยาหยีพูดอย่างร้อนใจ “รีบไปเหอะ ป่านนี้คงรอกันแย่แล้ว”
ยาหยีจะเดินนำไป สุดยอดเดินตาม มาถึงที่มุมทางเดินเงียบๆ ใกล้จะถึงทางไปห้องจัดเลี้ยง สุดยอดเรียกยาหยีที่เดินนำไว้
“หยี เดี๋ยว”
“อะไรอีกล่ะ”

พูดได้แค่นั้น สุดยอดก็ดึงยาหยีเข้ามาจูบ เป็นการจูบลาครั้งสุดท้าย เต็มไปด้วยความรักและความเศร้าเสียใจ สุดยอดปล่อยตัวยาหยีออกช้าๆ มองยาหยีเต็มตาเป็นครั้งสุดท้าย ยาหยีมองสุดยอดตอบแล้วน้ำตาไหล
แม้จะเป็นเพียงแค่น้ำตาหยดเดียว แต่ก็แทนทุกความรู้สึกของยาหยี สุดยอดบรรจงจูบซับน้ำตาให้ยาหยี แต่น้ำตาสุดยอดกลับไหลรินออกมาด้วยความรักและอาวรณ์ ยาหยีใช้มือเช็ดน้ำตาให้สุดยอด
“ไปเถอะค่ะ เราสายมากแล้ว”
ยาหยีกับสุดยอดมองหน้ากันแล้วพยักหน้า ทั้งสองจับมือกัน สูดลมหายใจลึกๆ แล้วเดินเข้าไปในโรงแรม

ที่หน้าห้องจัดเลี้ยงความวุ่นวายยังดำเนินต่อไป ชม้อยกับเพิร์ลลี่กระสับกระส่ายเดินกลับไปกลับมา ในขณะที่ณนนท์ ยี่หวา เท่ง ยืนอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย คอยมองนาฬิกาข้อมือด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ลุ้นว่ายาหยี สุดยอดจะมาทันเวลามั้ย
ยิ่งคอยถ่ายรายการในงาน ทำหน้าที่แทนว่าน นัท และโมนที่โกรธจนพากันเชิดใส่ไม่ยอมทำงานส่วนสามหนุ่ม วุ้น และก้อย ไปรวมอยู่กับกลุ่มแฟนคลับที่มุมหนึ่ง ซึ่งต่างคนของขึ้นคอยพึมพำแช่งเพิร์ลลี่ตลอดๆ
นาทีนั้นแฟนคลับ รวมทั้งว่าน นัท โมน วุ้น และก้อยด้วยเชียร์พร้อมกัน
“มาไม่ทันๆๆๆๆๆ”
เพิร์ลลี่เหล่มองพวกว่านด้วยสายตาจิกด่า ก่อนจะหันมาพูดกับชม้อย
“ทำไมยังไม่มาอีก....คุณแม่ขาช่วยคิดหน่อยสิคะหรือเราเลื่อนงานไปวันอื่นเลย”
“ได้ไงล่ะคะลูก สื่อมวลชนแล้วก็แขกมากันเต็มงานแล้ว...ขืนเลื่อนแล้วเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”ชม้อยปลอบลูกสาว
“พรุ่งนี้หนังสือพิมพ์คงลงข่าวว่าเจ้าบ่าวของเพิร์ลลี่หนีงานแต่ง! โอ๊ย..เพิร์ลลี่อยากตาย”
จังหวะนั้นเอง ยาหยี กับสุดยอดก็เดินมาด้วยความร้อนรน
“อย่าเพิ่งตาย ฉันเอาเจ้าบ่าวมาส่งให้เธอแล้ว”
เพิร์ลลี่ฉุน วิ่งเข้าไปผลักยาหยีแล้วแย่งสุดยอดมา
“ทำไมถึงมาช้านักล่ะคะ แล้วนี่” เพิร์ลลี่สูดลมหายใจถี่ “กลิ่นอะไร ใครกินละมุด!”
“ละมุดที่ไหนล่ะลูก กลิ่นเหล้าค่ะ” ชม้อยบอก
“สุดยอดเค้าคงเสียใจ ไม่อยากแต่งกับเธอ ก็เลยกินเหล้าจนแฮ้งค์มาไม่ทันนี่ไง” วุ้นเยาะ
“ถ้าทรมานใจมากก็ไม่ต้องแต่งหรอกเพื่อน” ว่านบอกออกมา
เท่งตัดสินใจเดินไปถามสุดยอด
“พ่อถามแกจริงๆ แล้วก็ตอบมาตรงๆ แกสมัครใจที่จะแต่งงานนี้หรือเปล่านี่”

สุดยอดหันไปมอง ยาหยีส่ายหน้าไม่ให้สุดยอดพูดความจริง กลุ่มนักข่าววิ่งมาตั้งกล้อง จับจ้องจดจ่อรอคำตอบกันยกใหญ่ ทุกคนออกอาการลุ้นกันตัวโก่ง ยิ่งแทรกแหวกเข้ามายื่นกล้องเข้ามาที่หน้าสุดยอด
“ว่าไงสุดยอด...แกเต็มใจจะแต่งงานกับเพิร์ลลี่เค้ารึป่าว” ยิ่งถามนำ
“บอกเลยค่ะพี่ยอด ว่าไม่อยากแต่ง แล้วเราก็จะเป็นแฟนคลับพี่ยอด สนับสนุนพี่ยอดต่อไป”
“พูดสิคะ พูดออกมาเลย พูดท่ามกลางสื่อมวลชนนี่แหล่ะค่ะ” แฟนคลับตะโกน
สีหน้าเพิร์ลลี่ยามนี้เป็นกังวล ลุ้นสุดๆ
“จุดจบของเธอมาถึงแล้ว เพิร์ลลี่ ฮ่าๆๆ” วุ้นพูดเบาๆ อย่างสะใจ
“พูดความจริงไปเลย สุดยอด” ก้อยตะโกนบิ้วท์
“อย่าพูดนะสุดยอด อย่าพูด” ยาหยีร้องห้าม
“แต่งครับพ่อ ผมจะแต่งกับเพิร์ลลี่”
สุดยอดพูดพรวดออกมา เพิร์ลลี่ดี๊ด๊าสุดขีด เชิดใส่แฟนคลับ
“ได้ยินกันหมดแล้วใช่มั้ย ชัดแล้วใช่มั้ย โอ้ว... เพิร์ลลี่มีความสุขที่สุดในโลก”
สุดยอดกับยาหยีมองหน้ากันอย่างเศร้าสร้อย ยาหยีตัดใจหันหลังกลับ ยี่หวาโอบไหล่น้องสาว
อย่างให้กำลังใจ
“หมดหน้าที่เราแล้ว กลับบ้านกันเถอะหยี”
“ค่ะพี่”
จังหวะนั้นกลุ่มแฟนคลับก็ทำตาขวางใส่ยาหยี จัดให้อีกเป็นชุด
“เพราะเธอคนเดียว”
“ทุกอย่างพังหมดก็เพราะเธอ สะใจแล้วใช่มั๊ยเห็นผู้ชายที่รักเป็นของคนอื่นน่ะ”

ยาหยีนิ่ง ไม่ตอบโต้ใดๆ ยี่หวากับยาหยีจะเดินออก เพิร์ลลี่วิ่งเข้ามาดึงแขนยาหยีไว้
“จะรีบกลับไปไหนล่ะจ๊ะยาหยี”
ยี่หวากับยาหยีหยุด หันมามองหน้าเพิร์ลลี่
“เราเอาเจ้าบ่าวมาส่งให้แล้ว คุณยังมีธุระอะไรกับหยีอีก”
ยี่หวาพูด ขณะที่เพิร์ลลี่แกล้งพูดเสียงดังให้ทุกคนได้ยิน
“คืองี้ค่ะ หยีกับเพิร์ลลี่ก็ถือว่าเป็นเพื่อนร่วมงานกันมาตั้งนาน จะเป็นไรมั้ยคะ ถ้าเพิร์ลลี่จะขอให้หยีช่วยเป็น...เพื่อนเจ้าสาวให้หน่อยค่ะ”
ยาหยีอึ้ง ยี่หวามองหน้าน้องสาวแล้วส่ายหน้า
“หยี ...กลับ ถึงไม่มีเรา เค้าก็แต่งกันได้”
“หรือว่าหยีกลัวจ๊ะ กลัวว่าจะร้องไห้ขี้มูกโป่งอ่ะ”
ยาหยีหันไปสบตาเพิร์ลลี่
“ไม่เป็นไรค่ะพี่ยี่หวา หยีจะอยู่ อยู่ช่วยเค้าจนจบงาน...พี่กลับไปก่อนเถอะค่ะ”
เพิร์ลลี่ได้ฟังก็ยิ้มเยาะอย่างสาสมใจ สุดยอดรีบเดินมาหายาหยี
“หยี...คุณไม่จำเป็นต้องอยู่ก็ได้ ให้เค้ามาทำร้ายจิตใจคุณ กลับกับพี่ยี่หวาเหอะ”
“ไม่มีใครทำร้ายจิตใจฉันได้หรอกค่ะ เพราะใจฉัน...มันแตกสลายไปนานแล้ว”
“ไปค่ะ”
ยาหยีหันไปทางเพิร์ลลี่แล้วเดินเข้าไปในงาน สุดยอดมองตามตาละห้อย ณนนท์กับเท่งตบไหล่สุดยอดอย่างให้กำลังใจ
“แกทำดีที่สุดแล้วยอด”

ยี่หวามองตามยาหยีอย่างเป็นห่วงความรู้สึกของน้องสาว

อ่านต่อวันพรุ่งนี้






ลิขิตเสน่หา ตอนที่ 21 (ต่อ)

ยิ่งมองภาพเพิร์ลลี่กับสุดยอดที่อยู่บนเวทีอย่างยินดี เป็นปลื้ม และตื้นตัน ว่าน โมนและนัท กลับมาทำหน้าที่เก็บภาพอยู่ด้านหน้าเวที

สุดยอด กับเพิร์ลลี่ ยืนอยู่ข้างๆ กัน ถัดจากสุดยอดเป็นเท่งและณนนท์ ข้างๆ เพิร์ลลี่เป็นชม้อยและยาหยี
“เชคสเปียร์กล่าวไว้ว่า ความรักที่แท้จริง จะผ่านพ้นไม่ว่าอุปสรรค์ใดๆ จะไม่แปรเปลี่ยน ความรัก
จะเป็นเหมือน เสาเข็ม ที่ไม่มีวันสั่นคลอน แม้มีพายุพัดผ่าน ความรักเป็นเสมือนดาวนำทาง ในคืนที่มืดมิด ความรักไม่ผันเปลี่ยนตามกาลเวลา ความรักไม่แค่ชั่วยาม หรือสัปดาห์ แต่จะยั่งยืนจวบจนกัลปวสานต์”
ระหว่างที่ยิ่งยกตำนานรัก วลีมาพูดบิ้วท์แขกในงานนั้น สุดยอดหันไปมองยาหยีตาไม่กระพริบยาหยีมองสุดยอดเหมือนจะพิมพ์บันทึกภาพของสุดยอดภาพนี้ไว้ในใจและในความทรงจำ
บนเวที ยิ่งยังทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป
“แล้วก็มาถึงช่วงไฮไลท์ คุณเพิร์ลลี่ครับ คุณจะรับ คุณสุดยอดเป็นสามี”
“รับค่ะ”
“คุณสุดยอดครับ คุณจะรับ คุณเพิร์ลลี่ เป็นภรรยา...”

ยิ่งบอกราวกับเป็นงานแต่งแบบฝรั่ง ทั้งที่จัดงานแบบไทยๆ
เวลานั้นกลุ่มแฟนคลับที่ยืนอออยู่ข้างหลัง ต่างภาวนาทำปากขมุบขมิบอ่านได้ใจความว่า
“อย่ารับๆๆๆ”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลานั้นมีแฟนคลับรายหนึ่ง ออกท่าทางลุ้นและทรมานสุดๆ
“พี่สุดยอดอย่ารับนะคะ อย่ารับ”
ขณะที่บนเวทีสุดยอดอึกๆ อักๆ มองไปที่ยาหยีเหมือนขอแรงใจ ยาหยีพยักหน้าบอกให้รับ
“รับครับ”
ได้ฟังในสิ่งที่ไม่อยากได้ยิน แฟนคลับรายนั้นถึงกับปวดใจ แทบหายใจไม่ออก จนโรคหอบกำเริบ
“งั้นก็ถึงเวลาบ่าวสาวแลกแหวน สวมแหวนให้กันและกันแล้วครับ”
ยิ่งยังไม่รู้ตัวว่ากำลังฆ่าแฟนคลับรายนั้นให้ตายทั้งเป็น

ชม้อยรอจังหวะอยู่รีบส่งแหวนให้ลูกสาว เพิร์ลลี่บรรจงสวมให้สุดยอด
“เหล็กกล้ายืนยันความรักที่ไม่แปรเปลี่ยน วงกลมแสดงถึงเส้นทางที่บรรจบกัน ทั้งสองอย่างเป็น
เสมือนตัวแทนความรักของเพิร์ลลี่ค่ะ ขอบคุณนะคะพี่ยอด!!!”
“คุณสุดยอดล่ะครับ มีสิ่งใดแสดงถึงความรักบ้าง”
สุดยอดนิ่งไป ไม่ยอมตอบที่ยิ่งถาม นานจนณนนท์เดินมากระซิบ ส่งแหวนให้
“สวมให้เจ้าสาวของแกสิ”

สุดยอดหันไปมองยาหยีอีกครั้ง ยาหยีพยักหน้า สุดยอดกำลังจะสวมแหวนให้เพิร์ลลี่ แต่ทันใดนั้นแฟนคลับรายนั้น ก็ทนไม่ไหว วิ่งพรวดขึ้นมาบนเวที
“อย่าสวมนะคะ”
ก่อนจะหมดเรี่ยวแรง ทรุดตัวนั่ง เอามือกุมหัวใจ
ในขณะที่เพิร์ลลี่ได้สวมแหวนแต่งงานก็ยิ้มกว้างเหมือนชนะ เดินไปกระซิบแฟนคลับคนนั้น ชูนิ้วที่มีแหวนให้ดูเป็นการเยาะเย้ย
“ฉันชนะแล้ว พี่ยอดเป็นของฉัน ต่อไปนี้ก็เลิกยุ่งกับผู้ชายของฉันสักที กลับไปเป็นชะนี ร้องหา “ปั๋ว” ต่อไปเถอะ!”
แฟนคลับยิ่งใจสลาย หายใจติดขัดแล้วชักแหงกๆ ยาหยี วุ้น ก้อยเห็นเหตุการณ์ และบรรดาเพื่อนแฟนคลับต่างรีบเข้าไปประคองแฟนคลับชะตาขาดรายนั้น
จังหวะนั้นไม่มีใครเห็นว่าในมือของวุ้นมีโทรศัพท์มือถือ!!

เพิร์ลลี่ยังไม่ยอมหยุด โชว์แหวนแล้วลอยหน้าลอยตาเยาะเย้ยแฟนคลับต่อ จนยาหยีโมโห ทนไม่ไหวตวาดใส่
“หยุดยั่วเค้าได้แล้ว เธอไม่เห็นเหรอเขาเสียใจจนชักไปแล้ว”
“เกี่ยวอะไรกับฉันละ ฉันไม่ได้ทำอะไรซะหน่อย” เพิร์ลลี่ก้มหน้าลงไปพูดกับแฟนคลับนางนั้น “นี่เธอ จะตายก็ไปตายที่อื่นนะ อย่ามาทำให้งานแต่งฉันล่ม ไม่งั้นฉันจะตามไปเล่นงานเธอถึงในนรกเลย คอยดู”
ยาหยีทนไม่ด้แล้ว จึงผลักเพิร์ลลี่ออกไป
“เพิร์ลลี่ เธอมีสำนึกกับเค้าบ้างรึป่าว คนป่วยนอนชักแหงกๆ อยู่ตรงหน้าเธอไม่คิดจะห่วงเค้าบ้างเลยรึไง”
“คนอะไร๊...หน้าตาสวยแต่ใจดำชะมัด” วุ้นสำทับ
เพิร์ลลี่เริ่มรู้สึกตัว หันไปมองทางนักข่าว บรรดานักข่าวซุบซิบแล้วมองเพิร์ลลี่อย่างตำหนิ ชม้อยเห็นเหตุการณ์พลิกก็รีบเข้ามากระซิบบอกเพิร์ลลี่
“ลูกขา คุณแม่ขอเม้นท์ว่างานนี้ลูกต้องเป็นนางเอก เป็นนางฟ้าในสายตาทุกคน เราทำมาถึงขนาด
นี้แล้วอย่าปล่อยให้นังยาหยีขโมยซีนสิคะลูก”

เพิร์ลลี่พยักหน้า แกล้งปั้นหน้าอย่างเป็นห่วงเป็นใย
“พี่ๆ นักข่าวขา ใครมียาดมยาลมยาหม่องอะไรบ้างคะ ขอให้น้องเค้าหน่อยสิคะ”
นักข่าวพากันค้นหายาดม จังหวะนั้นยี่หวารีบส่งยาดมให้ยาหยี
“นี่ยาดม หยี”
เพิร์ลลี่รีบแหวกเข้าไปในกลุ่มแฟนคลับ แล้วหันมาประกาศกับทุกคนท่าทางจริงจัง
“ทุกคนคะ อย่ามุงนะคะ ขออากาศให้คนป่วยหายใจหน่อยนะค่ะ เพิร์ลลี่เป็นห่วงน้องเค้าม๊ากมากค่ะ งานแต่งเพิร์ลลี่จะเป็นไงก็ช่าง แต่ต้องไม่มีใครเป็นอะไรในงานของเพิร์ลลี่ เพราะเพิร์ลลี่รักแล้วก็เป็นห่วงทุกคนเลยค่า!!”
สมใจเพิร์ลลี่ เพราะนักข่าวฮือฮา รีบถ่ายรูปเพิร์ลลี่กันยกใหญ่ พวกแฟนคลับถอยหลังออกไป เพิร์ลลี่ปัดมือยาหยีที่กำลังเอายาดมให้คนป่วยออก เอายาดมที่ใครคนหนึ่งส่งมาให้ไปยัดใส่รูจมูกแฟนคลับ คนนั้น ทั้งๆ ที่ไม่ได้เปิดฝายาดมออก
“หายใจลึกๆ เลยค่า หายใจลึกๆ”

ทว่าแฟนคลับ กลับยิ่งหายใจไม่ออก ชักแหงกๆ หนักขึ้น ยาหยีดึงยาดมออกจากมือเพิร์ลลี่
“เธอจะบ้ารึไง ทำอย่างงั้นก็หายใจไม่ออกกันพอดี”
เพิร์ลลี่หันหน้ามาตะโกนใส่ทางนักข่าว
“อุ๊ย ขอโทษ เพิร์ลลี่เป็นห่วงเค้ามากเกินไปหน่อยค่ะ น้องจ๋า...อย่าเป็นอะไรไปนะคะ ใครก็ได้ช่วยตามรถพยาบาลทีค่ะ”
จังหวะนั้นเพิร์ลลี่ก็หันมากระซิบ พูดใส่หน้าแฟนคลับที่นอนพะงาบๆ อยู่ อย่างไม่สนใจ
“พี่ยอดเป็นของฉันแล้ว เชิญพวกแกอิจฉาให้อกแตกตายไปเลย จะได้เลิกจองเวรจองกรรมกับฉันซะที ...สมน้ำหน้า!!”
ยาหยี วุ้น ก้อยมองเพิร์ลลี่อย่างขยะแขยง รับไม่ได้ เพิร์ลลี่ยิ้มเยาะอย่างสาแก่ใจ โดยไม่รู้ว่าตลอดเวลาวุ้นได้แอบถ่ายคลิปเก็บทุกเหตุการณืไว้ แล้วมองเพิร์ลลี่กับชม้อยอย่างแค้นๆ
ครู่ต่อมายาหยีประคองแฟนคลับขึ้นมา
“ค่อยๆ ลุกนะคะ ไปนั่งข้างนอกดีกว่านะคะ”
ยาหยีประคองแฟนคลับโรคหอบเลี่ยงไป ท่ามกลางความห่วงใยของทุกคน ยกเว้นเพิร์ลลี่กับชม้อยที่ยิ้มเยาะสะใจ

มุมหนึ่งในโรงแรม ยาหยีกำลังให้แฟนคลับดมยาดมอยู่ที่โซฟาของโรงแรม
“ขอบใจมากนะ” แฟนคลับพูดอย่างอ่อนแรง
ยาหยียิ้มรับ
“ไม่เป็นไรหรอก ดีขึ้นรึยังล่ะ ถ้ายัง เดี๋ยวฉันพาไปหาหมอนะ”
“ไม่ต้อง ฉันค่อยยังชั่วแล้ว” แฟนคลับนางนั้นหน้าจ๋อยรู้สึกผิด “ขอโทษนะ ที่ฉันเคยเกลียดเธอแล้วก็ตามแกล้งเธอมาตลอด”
“ขำๆน่ะ ฉันไม่คิดอะไรหรอก”
ยาหยีพูดยิ้มๆ พลางหยิบพัดลมอันเล็กๆ แบบพกพาออกมาจากกระเป๋า มาเป่าให้ แฟนคลับสุดยอดมองยาหยีด้วยความซึ้งใจที่ยาหยีช่างแสนดีกับตัวเอง

เวลานั้นสุดยอดแอบมองยาหยีอยู่ ด้วยใบหน้าเศร้าเจ็บปวดรวดร้าวหัวใจ

คืนนั้น เอนิตาเปิดประตูเข้ามาในบ้าน ล็อคกุญแจอย่างแน่นหนา ก่อนเอาลูกกุญแจใส่ไว้ใน
กระเป๋าถือของตัวเอง ไข่ตุ๋นซึ่งดูทีวีอยู่ที่โซฟารีบวิ่งเข้ามาหาพูดอย่างอ้อนๆ
“แม่กลับมาแล้วเหรอคะ แม่เหนื่อยมั้ย เดี๋ยวไข่ตุ๋นเอาน้ำมาให้”
เอนิตาวางกระเป๋าที่โต๊ะ ไข่ตุ๋นรีบไปยกน้ำมาเสิร์ฟ
“เอ๊ะ! วันนี้เป็นอะไร เอาใจแม่เหลือเกิน”
“ก็ไข่ตุ๋นรักแม่นี่คะ”
ไข่ตุ๋นพูดพลางกอด ก่อนนวดมือ นวดแขน
“แล้วไม่รักพ่อเราแล้วเหรอ วันก่อนยังร้องหาอยู่เลย”
“พ่อ ไข่ตุ๋นก็รัก แต่วันนี้รักแม่มากกว่า”
“น่าจะคิดแบบนี้ได้ตั้งนานแล้วนะเรา จะได้ไม่ต้องวุ่นวาย”
ไข่ตุ๋นยิ้มแบบไร้เดียงสาให้ผู้เป็นแม่ ก่อนเดินไปข้างหลัง ใช้นิ้วเล็กๆ คลึงขมับให้ เอนิตาผ่อนคลาย
ถึงขนาดเคลิ้ม
“อุ๊ย ฝีมือดีนี่”
“ไข่ตุ๋นนวดให้ปู่บ่อยๆ ค่ะ”
เอนิตาหลับตาลงรู้สึกสบาย
“ต๊าย! ปู่แกก็ใช้แรงงานเด็กเหลือเกินนะ”
“ไม่หรอกค่ะ ไข่ตุ๋นเต็มใจ ไข่ตุ๋นชอบนวดอยู่แล้ว แม่กลับมาเหนื่อยๆ ไข่ตุ๋นอยากให้แม่หลับสบาย”
“จะหลอกให้แม่หลับ แล้วจะหนีแม่ไปหรือเปล่า” เอนิตาดักคอ
“ไข่ตุ๋นไม่หนีแม่ไปไหนอีกแล้วค่ะ”
“ดีแล้ว”

ไข่ตุ๋นยังคงนวดให้แม่สารพัดท่า ทั้งกด คลึง ขมับ ท้ายทอย จนเอนิตาผลอยหลับไป จังหวะนั้นสายตาไข่ตุ๋นมองไปกระเป๋าเอนิตา ซึ่งเป็นแบบซิปเปิดปิด แต่รูดซิปปิดไม่สนิทจนเผยให้เห็นห่วงกุญแจ
ไข่ตุ๋นดีดนิ้วเปาะ
“รู้แล้ว!!”
ไวเท่าความคิดไข่ตุ๋นวิ่งไปหยิบตะเกียบมา ค่อยๆ คีบช้อนห่วงกุญแจออกมา แต่โชคร้ายเพราะเอนิตาพลิกตัวทับตะเกียบไว้อีก
ไข่ตุ๋นยังไม่ยอมแพ้ ลุกไปหยิบหมอนอิงค่อยๆ สอดให้เอนิตารองแทนกระเป๋า และค่อยๆ ดึงกระเป๋าออกมา ไข่ตุ๋นค่อยรูดซิบกระเป๋า เห็นแม่ขยับตัว ไข่ตุ๋นหายใจไม่ทั่วท้อง
แต่ในที่สุดไข่ตุ๋นก็หยิบพวงกุญแจออกมาจนได้ แล้วค่อยๆ ย่องไปไขประตู ไข่ตุ๋นไขได้กำลังจะก้าวขาออกแต่ต้องชะงักเพราะมีเสียงดังลอยมา
“เดี๋ยว”
ไข่ตุ๋นหันไป รู้สึกโล่งใจ เพราะเอนิตาแค่ละเมอ

ไข่ตุ๋นค่อยๆ แง้มประตูเปิดออก กำลังก้าวขาออกไปจากห้อง จังหวะนั้นเอนิตาลืมตามาเห็นพอดี
“หยุดนะ ไข่ตุ๋นนี่กำลังจะหนีแม่เหรอ”
เอนิตาโกรธ วิ่งไปคว้าไข่ตุ๋นไว้ได้ทัน
“ให้ไข่ตุ๋นไปเถอะนะคะแม่ ไข่ตุ๋นจะกลับบ้าน ไข่ตุ๋นคิดถึงพ่อ คิดถึงปู่ คิดถึงอายอด”
“ไม่ได้ ฉันไม่ยอม”
พูดแค่นั้นเอนิตาก็ฉุดกระชากลากถูตัวไข่ตุ๋นเหวี่ยงมานั่งที่โซฟา
“ต่อไปนี้ฉันจะขังแก ไม่ให้เห็นเดือน เห็นตะวันเลย ฤทธิ์เยอะดีนัก”
ไข่ตุ๋นนั่งโซฟาร้องไห้ สักพักเสียงก็เงียบลง ร่างไข่ตุ๋นแน่นิ่งเป็นลมหมดสติไป เอนิตานึกกว่าลูกสาวแกล้ง
“โห เจ้าบทบาท ระดับออสก้าร์เลยนะเนี่ย ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ขึ้นข้างบนไปอาบน้ำ”
ไข่ตุ๋นยังคงนิ่งไม่ไหวติงอยู่อย่างนั้น
“ไข่ตุ๋น หยุดแกล้งแม่ได้แล้ว” เอนิตาเขย่าตัวแรง แต่ไข่ตุ๋นก็ยังนิ่ง จนเริ่มใจคอไม่ดี “ไข่ตุ๋นอย่าทำ
เป็นเล่นนะ” เวลานี้เอนิตารู้สึกหวั่นใจ “ไข่ตุ๋นเป็นไรลูก ไข่ตุ๋นเป็นอะไร ตื่นสิ ไข่ตุ๋น”

เอนิตาร้องถามเสียงหลง รู้สึกตกใจมากขึ้น ที่เห็นไข่ตุ๋นสลบแน่นิ่งไป

อ่านต่อวันพรุ่งนี้






ลิขิตเสน่หา ตอนที่ 21 (ต่อ)

ไม่นานหลังจากนั้น เอนิตา และ ณนนท์ก็มาอยู่ภายในห้องตรวจผู้ป่วยของโรงพยาบาล ซึ่งคุณหมอเจ้าของไข้กำลังอ่านรายงาน การตรวจสุขภาพของไข่ตุ๋นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ณนนท์กับเอนิตานั่งฟังหน้าเสีย

“คุณพ่อคุณแม่ ทำใจดีๆ นะครับ คือน้องไข่ตุ๋นแก... เอ่อ” ออกอาการคุณหมอเครียดหนัก “ไม่รู้จะบอกยังไง” พร้อมกับถอนหายใจอีกที
ณนนท์เห็นท่าทางหมอก็หน้าเสียใจไม่ดี
“ลูกผมเป็นอะไรครับคุณหมอ แกไม่ได้แค่อ่อนเพลีย แล้วสลบไปเท่านั้นเหรอครับ”
“ทีแรกผมก็คิดอย่างนั้น แต่พอมาตรวจอย่างละเอียดแล้ว พบว่ามีบางอย่างผิดปกติที่สมองครับ”
“หมายความว่าไงคะ” เอนิตาหน้าเสีย
“หมอสงสัยว่าน้องไข่ตุ๋น จะมีถุงน้ำอยู่ในสมองครับ” หมอบอกเสียงเครียดเคร่ง  
ณนนท์ได้ฟังก็เครียดหนัก ถามขึ้นอย่างร้อนรน
“แล้วรักษาได้มั้ยครับ”
“ก็ต้องดูก่อนครับ ว่ามันเกิดขึ้นในสมองส่วนที่ผ่าตัดได้รึเปล่า ถ้าได้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่ได้ก็...เอ่อ มันก็เหมือนมีระเบิดเวลาอยู่ในสมองน่ะครับ ถ้าถุงน้ำแตกเมื่อไหร่ก็ลำบากหน่อย ซึ่งก็ไม่มีใครบอกได้ว่ามันจะแตกรึเปล่า มันอาจจะอยู่อย่างงี้ไปชั่วชีวิตจนไม่แตกเลยก็ได้ครับ”
เอนิตาร้องไห้โฮทันที ณนนท์อึ้ง ไม่คิดเลยว่าเรื่องราวจะเลวร้ายแบบนี้ และจะเกิดขึ้นกับไข่ตุ๋นลูกสาวสุดที่รัก
“หมอครับ ไม่ว่าจะยังไง หมอช่วยรักษาลูกผมอย่างเต็มที่เลยนะครับ เสียเท่าไหร่ ผมยอมทุกอย่าง
ขออย่างเดียวให้ลูกผมหาย นะครับ”
“ผมคงสัญญาไม่ได้ แต่ผมจะทำอย่างเต็มละกัน”
เอนิตาฟังแล้วถึงกับหน้าถอดสี

เวลาต่อมาเอนิตาหลบมานั่งเหม่อลอย และเสียใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ตรงทางเดินของโรงพยาบาล นึกถึงคำพูดของหมอขึ้นมา
“ก็ต้องดูก่อนครับ ว่ามันเกิดขึ้นในสมองส่วนที่ผ่าตัดได้รึเปล่า ถ้าได้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่ได้...เอ่อ มันก็เหมือนมีระเบิดเวลาอยู่ในสองน่ะครับ ถ้าถุงน้ำแตกเมื่อไหร่ก็ลำบาก ซึ่งก็ไม่มีใครบอกได้ว่ามันจะแตกรึเปล่า มันอาจจะอยู่อย่างงี้ไปชั่วชีวิต จนไม่แตกเลยก็ได้ครับ”

จังหวะนั้นเองเท่งกับสุดยอดรู้เรื่องอาการของหลาน ก็เดินมาหาเอนิตา สุดยอดเปิดฉากต่อว่าเอนิตาทันที
“ไข่ตุ๋นเป็นแบบนี้ก็เพราะคุณ! สะใจหรือยังล่ะ เป็นแม่ประสาอะไรเอาความรัก ความผูกพันของลูก
มาเป็นเดิมพันแบบนี้”
“นิตา ที่ผ่านมาครอบครัวฉันก็พยายามเลี้ยงยัยไข่ตุ๋นอย่างดีที่สุด ไม่ให้แกรู้สึกว่ามีปมด้อยที่พ่อแม่
แยกกัน แต่เธอรู้อะไรบ้างมั้ย ตลอดเวลายัยไข่ตุ๋นไม่เคยต้องการใครไปมากกว่าเธอเลย!”
“คุณพ่อ” เอนิตาสะอื้นไห้
“ฉันไม่โกรธที่เธอจะเอาไข่ตุ๋นไป แต่ฉันโกรธที่เธอดูแลลูกได้ไม่ดี ทั้งๆ ที่เธอเป็นแม่ที่ให้กำเนิดเค้า
มาแท้ๆ”
เอนิตาร้องไห้หนักขึ้นไปอีก ส่วนสุดยอดน้ำตาซึม
“ตอนนี้ชีวิตไข่ตุ๋นเหมือนอยู่บนเส้นด้าย พวกเราอาจจะไม่มีโอกาสเห็นแกจนโต ผมขอร้องล่ะนะ คุณช่วยเป็นแม่ที่ดี ก่อนที่พวกเราจะสูญเสียแกไปได้มั้ย”
“คนเป็นแม่ อยู่ที่ไหนก็เป็นแม่นะนิตา เลิกแย่งกันไปมาสักที แล้วทำให้ไข่ตุ๋นมีความสุขให้มาก
ที่สุด! ไม่แน่ว่าเวลาของหลานฉัน อาจจะเหลือน้อยกว่าเวลาของฉันซึ่งแก่ปูนนี้แล้วก็ได้” เท่งหันมาพูดกับนิตา “เธอจะไม่ดีกับฉันก็ได้ แต่ขอให้ดีกับหลานของฉันนะนิตา ฉันขอเธอแค่นี้แหละได้มั้ย?”
เท่งสุดจะกลั้นน้ำตาไม่ไหว เอ่ยปากขอไปร้องไห้ไป
“ได้ค่ะ ฉันรับปาก ต่อไปนี้ฉันจะเป็นแม่ที่ดีให้กับไข่ตุ๋น ฉันสัญญา!”

เวลาเดียวกันนั้นในห้องนั่งเล่นบ้านบุญเลื่อง ยาหยีนั่งเศร้าๆ อยู่คนเดียวในห้อง ด้วยน้ำตาคลอเบ้า แต่พยายามไม่ร้องไห้ออกมา ยาหยีปล่อยให้น้ำตาไหลซึมออกมาไม่ยอมหยุด เพราะหักห้ามใจไม่ให้คิดเรื่องวันนี้ไม่ได้จริงๆ
ยี่หวา กับบุญเลื่องยืนแอบดูอยู่หน้าห้อง บุญเลื่องถอนหายใจ สงสารลูกจับใจ
“ตั้งแต่กลับมา ยัยหยีก็เป็นอย่างงี้ตลอดเลย แม่ว่า ปล่อยโฮหนักๆ ออกมาซักรอบสองรอบ ยังดีซะกว่ามาเก็บกดแบบนี้”
“แม่ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ หยีเป็นคนเข้มแข็ง หนูเชื่อว่ายังไง น้องก็ต้องผ่านเรื่องนี้ไปได้ค่ะ”
ขณะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือของบุญเลื่องก็ดังขึ้น บุญเลื่องดูเบอร์ เห็นเป็นเท่ง ก็เจ็บจี๊ดในใจแทนลูกสาวขึ้นมา
“แหม มาพอดี ขอซะหน่อยเถอะ” พลางกดรับ “ไงคะคุณเท่ง จะโทรมาเล่าเรื่องลูกชายตัวดีที่แต่งกับลูกสะใภ้แอ๊บแบ๊วหรือเปล่าคะ ฉันไม่อยากฟังหรอกนะค่ะ” แต่พอได้ฟังอีกฝ่ายพูด ก็หน้าเสีย “ไข่ตุ๋น ไข่ตุ๋นทำไมคะ...”
ยี่หวาได้ยินชื่อไข่ตุ๋นก็เอะใจ มองไปทางแม่ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
วันต่อมาไข่ตุ๋นยังหลับอยู่บนเตียง ณนนท์กุมมือลูกสาว มองไข่ตุ๋นน้ำตาซึมเท่ง สุดยอด เพ่งมองดู
หลานด้วยความรู้สึกเดียวกัน
“เข้มแข็งไว้นะครับพี่นนท์”
“ขอบใจมากยอด แล้วแฟนแกละ”
“เค้าไปถ่ายละครครับ”
ณนนท์พยักหน้าเป็นเชิงรับทราบ

จังหวะนั้นเองที่ประตูห้อง ยี่หวาก็ก้าวเข้ามาพร้อมข้าวตู ทั้งคู่มาเยี่ยมไข่ตุ๋น ข้าวตูเห็นไข่ตุ๋นนอนอยู่วิ่งเข้าไปดูใกล้ๆ ขอบเตียง
“ไข่ตุ๋นๆ”
ข้าวตูหันไปถามณนนท์
“ไข่ตุ๋นเป็นอะไรเหรอครับลุงนนท์”
“ไข่ตุ๋นไม่สบายนิดหน่อยนะครับ เดี๋ยวก็หาย”
เท่งกับสุดยอดบอกกับข้าวตู
“ตอนนี้ไข่ตุ๋นหลับอยู่ ให้ไข่ตุ๋นพักผ่อนก่อนนะลูก”
“ไปเดินเล่นข้างนอกกับอายอดและปู่เท่งนะ” สุดยอดหันไปพูดกับยี่หวา “ผมขออนุญาตพาข้าวตู
ไปเดินเล่นข้างนอกนะครับ”
“ตามสบายนะ ฝากปลอบเจ้านนท์มันหน่อยนะครับ ผมสงสารมัน”
เท่งบอก ยี่หวาพยักหน้า ทุกคนเดินออกไป ห้องนั้นเหลือเพียงณนนท์กับยี่หวา และไข่ตุ๋น

“คุณรู้แล้วใช่มั้ย ยี่หวา” ณนนท์ถามขึ้น
“ตอนที่พ่อคุณโทรไปบอกแม่ฉันที่บ้าน บ้านฉันตกใจกันแทบแย่ ไม่คิดว่าไข่ตุ๋นจะเป็นมากขนาดนี้”
“ยี่หวา ถ้าไข่ตุ๋นเป็นอะไรไป ผมคงอยู่ไม่ได้ ผมไม่รู้จะอยู่ไปเพื่ออะไร เพื่อใคร”
“ใจเย็นๆ นะคะนนท์ อย่าเพิ่งคิดมาก ฉันเชื่อว่าไข่ตุ๋นไม่เป็นอะไรมากหรอก ฉันเชื่ออย่างนั้นจริงๆ
ค่ะ”
“ผมก็ขอให้เป็นอย่างนั้นครับ”
สองคนมองหน้ากันอย่างเห็นใจกัน บนเตียงไข่ตุ๋นรู้สึกตัวเพ้อออกมา มีเหงื่อซึมทั่วหน้า
“พ่อขา พ่ออยู่ไหน มารับไข่ตุ๋นที ไข่ตุ๋นคิดถึงพ่อค่ะ พ่อขา”
“ไข่ตุ๋น รู้ตัวแล้วเหรอลูก พ่ออยู่นี่แล้วนะครับ พ่อจะไม่ยอมให้ใครพาไข่ตุ๋นไปไหนอีกแล้ว ลืมตาสิ
ลูก”
ณนนท์โผเข้าไปปลอบไข่ตุ๋น ไข่ตุ๋นยังเพ้อ
“แกคงเพ้อน่ะค่ะ เหงื่อแตกเชียว” ยี่หวาพูดกับไข่ตุ๋นเสียงอบอุ่น “เดี๋ยวน้ายี่หวาเช็ดตัวให้นะ”
ยี่หวาเดินไปที่ห้องน้ำ ณนนท์กุมมือลูกอย่างเป็นห่วง
สักครู่ยี่หวาก็เดินกลับเข้ามาพร้อมผ้าเช็ดตัว และกะละมังพลาสติกใบเล็ก ยี่หวาชุบผ้า บิดพอหมาดๆ แล้วเริ่มเช็ดให้ไข่ตุ๋นอย่างอ่อนโยน
ณนนท์ยืนมองภาพนั้นด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะยื่นมือไปกอบกุมมือยี่หวาที่กำลังเช็ดหน้าไข่ตุ๋นอยู่
“ขอบคุณนะยี่หวา คุณทำให้ผมได้รับรู้ถึงความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของคุณที่มีให้ไข่ตุ๋น ขอบคุณนะ”
ณนนท์กุมมือยี่หวาไว้ สองมือนั้นส่งผ่านความรักของทั้งคู่ สู่ผ้าผืนน้อยไปยังไข่ตุ๋นที่ยังคงนอนหลับไม่รู้ตัวอยู่

เวลานั้นเองเป็นจังหวะเดียวกับที่เอนิตาเดินมาถึงหน้าห้อง จะเปิดประตูแต่ต้องชะงักเมื่อมองลอด
ผ่านช่องกระจกเข้าไป เห็นภาพณนนท์กับยี่หวากำลังช่วยกันเช็ดตัวให้ไข่ตุ๋น เอนิตาโกรธขึ้นมาทันที พร้อมกันนั้นคำพูดเตือนสติของ สุดยอด และเท่ง ก็ลอยเข้าในห้วงความคิดของเอนิตาอีกครั้ง
“ตอนนี้ชีวิตไข่ตุ๋นเหมือนอยู่บนเส้นด้าย พวกเราอาจจะไม่มีโอกาส เห็นแกจนโต ผมขอร้องล่ะนะ
คุณช่วยเป็นแม่ที่ดี ก่อนที่พวกเราจะสูญเสียแกไปได้มั้ย” สุดยอดขอร้องน้ำตาซึม
“คนเป็นแม่ อยู่ที่ไหนก็เป็นแม่นะนิตา เลิกแย่งกันไปมาสักที แล้วทำให้ไข่ตุ๋นมีความสุขให้มาก
ที่สุด! ไม่แน่ว่าเวลาของหลานฉัน อาจจะเหลือน้อยกว่าเวลาของฉันซึ่งแก่ปูนนี้แล้วก็ได้! เธอจะไม่ดีกับฉันก็ได้แต่ขอให้ดีกับหลานของฉันนะนิตา ฉันขอเธอแค่นี้แหละได้มั้ย?”
เอนิตาตัดใจเดินออกไปจากที่แห่งนั้นอย่างรวดเร็ว เท่ง สุดยอด และข้าวตูเดินกลับเข้ามาอีกด้าน เห็นหลังเอนิตาไวๆ
“นั่นมันเอนิตานี่ครับ เค้าจะรีบไปไหนของเขา”

ด้านณนนท์กับยี่หวากำลังช่วยกันเช็ดตัวให้ไข่ตุ๋น ข้าวตูเปิดประตูเข้ามาทำหน้าล้อๆ
“แน่ คุณแม่กำลังสอนลุงนนท์เช็ดตัวไข่ตุ๋นอยู่ใช่มั้ยครับ”
“ใช่ครับ ข้าวตูอยากช่วยด้วยมั้ยล่ะ”
“ไม่อ่ะครับ ไข่ตุ๋นเป็นผู้หญิงข้าวตูไม่กล้าหรอก”
ทุกคนสบตากันยิ้มๆ ยี่หวาเดินเอากะละมังกับผ้าไปเก็บที่ห้องน้ำ
“ไป แม่ว่าเรากลับบ้านกันได้แล้วละ”
“แต่ข้าวตูยังไม่ได้เล่นกับไข่ตุ๋นเลยนะครับแม่”
“วันนี้ให้ไข่ตุ๋นนอนพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้เราค่อยมาใหม่ก็ได้”
“ก็ได้ครับ ไข่ตุ๋น พรุ่งนี้เรามาหาใหม่นะ เราจะชวนครูปราณี กังฟูแล้วก็เพื่อนๆ มาด้วย แต่ไข่ตุ๋น
ต้องสัญญาก่อนนะ ว่าพรุ่งนี้ไข่ตุ๋นต้องตื่นมาเล่นกับพวกเรา พรุ่งนี้เรามาใหม่นะไข่ตุ๋น”
ข้าวตูบอกลาไข่ตุ๋นที่หลับไม่รู้เรื่องอยู่อย่างเดิม
ทุกคนในห้องมองข้าวตูพูดกับไข่ตุ๋นอย่างเศร้าๆ

พออกจากห้องไข่ตุ๋นยี่หวาและข้าวตู ก็เดินมาตามทางเดินภายในโรงพยาบาลเพื่อไปที่จอดรถ
เอนิตามาดักรออยู่ เมื่อเห็นยี่หวาก็โผล่มาเรียกจากด้านหลัง
“เดี๋ยวก่อนคุณยี่หวา ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับคุณหน่อย”
ยี่หวาหันมาเห็นเอนิตาแปลกใจ
“เรื่องอะไรคะ”
“เรื่องสำคัญ” เอนิตาพูดพลางมองไปทางข้าวตู “ไม่อยากพูดตรงนี้”
“งั้นก็ได้ ข้าวตูครับนั่งรอแม่ตรงนี้ก่อนนะครับ ขอแม่คุยธุระกับคุณแม่ของไข่ตุ๋นแป๊ปนึง เดี๋ยวแม่มา
อย่าไปไหนนะ” ยี่หวากำชับลูกชาย
เอนิตาเดินนำลิ่วไปมุมหนึ่ง ยี่หวาตามไป ข้าวตูทำหน้าสงสัยมองตาม ก่อนจะแอบเดินตามไปด้วยโดยที่ทั้งสองคนไม่รู้ตัว

เอนิตาเจรจากับยี่หวา ครั้งนี้ท่าทีเปลี่ยนเป็นขอความเห็นใจ ดูแล้วน่าสงสาร
“คุณรู้แล้วใช่มั้ยคะ ว่ายัยไข่ตุ๋นเป็นอะไร?”
ยี่หวาพยักหน้า
“ฉันเสียใจด้วยนะคะ ไม่คิดว่าไข่ตุ๋นจะโชคร้ายแบบนี้”
“ให้พูดตรงๆ นะคะ แค่เสียใจอย่างเดียวไม่พอหรอกค่ะ ฉันอยากจะให้คุณ..เสียสละด้วย
“เสียสละ เรื่องอะไรคะ” ยี่หวานิ่วหน้าอย่างงงๆ
“หมอบอกว่าโรคที่ยัยไข่ตุ๋นเป็นนี่ก็เหมือนกับระเบิดเวลา ชีวิตผู้ป่วยโรคนี้ก็เหมือนแขวนอยู่บน
เส้นด้าย เราไม่รู้ว่าเค้าจะจากเราไปวันไหน”
วินาทีนั้น เอนิตาก็ปล่อยโฮออกมา
“ทุกวินาทีต่อไปนี้จึงมีค่ามากสำหรับฉัน ฉันอยากใช้เวลาที่มีเหลืออยู่ทั้งหมดนี้เพื่อลูก ที่ผ่านมาคุณเองก็รู้ดีว่าไข่ตุ๋นแกต้องการให้ฉันกับนนท์คืนดีกัน แล้วก็กลับมาอยู่เป็นครอบครัวกันอีกครั้ง”
ยี่หวาสะเทือนใจ กับคำพูดของเอนิตาที่ตั้งใจว่ากระทบเธอกลายๆ
“ที่ผ่านมาฉันก็พยายามทำเต็มที่แล้ว แต่ก็ไม่สำเร็จ คุณคงรู้ดีว่าเพราะอะไร”
ยี่หวาสะอึกโดนกระทบอย่างแรง
“คุณเองก็แม่คน! คุณน่าจะเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ด้วยกันดี…ไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากมีครอบครัว
ที่ไม่สมบูรณ์หรอก ฉันถึงมาขอร้องคุณให้เลิกเป็นส่วนเกินของครอบครัวฉันเสียที! ฉันขอแค่นี้คุณจะช่วยฉันได้มั้ย?”

ยี่หวารู้สึกผิด เอนิตาเล่นละครของเธอต่อไป
“ฉันรู้ ที่ผ่านมาทำผิดกับลูก กับนนท์ไว้มาก แต่ขอโอกาสอีกครั้งเถอะนะ ให้ฉันได้ไถ่บาป ให้ฉัน
กราบ ฉันก็ยอมละ”
เอนิตาทรุดตัวลงทำท่าจะกราบ ยี่หวารีบทรุดตัวนั่งประคองเอนิตาขึ้นมา
“ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้หรอกค่ะคุณนิตา” ยี่หวานิ่งคิดครู่เดียว “ตกลง ฉันยอม ฉันจะไป! แต่คุณต้อง
สัญญาก่อนว่าคุณจะดูแลไข่ตุ๋นให้ดีที่สุด สัญญาสิคะ”
“ได้ ฉันสัญญา”
ยี่หวาเดินหันหลังกลับไปหาข้าวตู พยายามอย่างเต็มที่ให้ดูเข้มแข็ง ที่มุมผนัง ข้าวตูรีบวิ่งกลับไปที่เดิมที่ยี่หวาบอกให้รอ
จังหวะนั้นเอนิตาก็ผุดยิ้มร้ายๆ ออกมาอย่างสะใจ

ตอนสายวันนี้ ชม้อยกับเพิร์ลลี่ อยู่ที่บ้าน และที่เบื้องหน้าของสองแม่ลูกทีวีช่องข่าวบันเทิง
กำลังรายงานอยู่ ชม้อยคุยโทรศัพท์อยู่ อย่างอารมณ์เสีย
“อะไรนะ? ขอแคนเซิล เป็นรายที่สามแล้วนะยะของวันนี้”
ชม้อยกดตัดสายโทรศัพท์
“อะไรกันนักหนา ลูกสาวฉันไม่ดีตรงไหน ถึงโทรมายกเลิกงานกันหมด โอ๊ย ตายๆๆๆ ขาดรายได้ไป
เท่าไหร่แล้วนี่”
จังหวะนั้นชม้อยก็หันไปมองจ้องจอทีวีที่ผู้ประกาศกำลังประกาศข่าวชิ้นหนึ่ง
“ไฮไลท์เด็ดวันนี้ ขอเสนอภาพจากงานแต่งของดาราสาว เจ้าของฉายา “แอ๊บตัวแม่” แต่คราวเนี้ย ชี
แอ๊บแตกแหกกระเจิง ชนิดเห็นลำไส้ใหญ่กันไปเลยค่ะว่ามีกี่ขด ขนาดงานแต่งยังเหวี่ยงซะขนาดนี้ อยากรู้จริงๆ ว่าชีวิตคู่กับสามีพิธีกรหนุ่ม จะแซบขนาดไหน....”
เวลานั้นเพิร์ลลี่เดินลงมาพร้อมๆ กับเห็นข่าวตัวเองที่หน้าจอทีวี เป็นคลิปตอนที่เพิร์ลลี่กำลังแกล้งแฟนคลับขี้โรคด้วยการเยาะเย้ยขณะที่แฟนคลับหายใจไม่ออก เพิร์ลลี่ทนไม่ได้รีบหยิบรีโมทปิดโทรทัศน์
“ทำไงดีคะคุณแม่ เราพลาดแล้วค่ะ คนรู้กันทั้งประเทศแล้วที่เพิร์ลลี่ไปแกล้งยัยแฟนคลับขี้โรคนั่น ทีนี้จะทำยังไงกันดีคะ”
ชม้อยทรุดตัวลงนั่ง
“ทำอะไรไม่ได้แล้วลูก หลักฐานมันโทนโท่ขนาดนั้น”
เพิร์ลลี่เจ็บใจ ปรี๊ด...สุดๆ
“ไอ้บ้าที่ไหนมันแอบถ่ายไว้เนี่ย อย่าให้รู้ตัวนะเพิร์ลลี่จะไปเอาเรื่องให้ถึงที่สุดเลย”
“มันมากับความหายนะลูก ที่สุดมันก็มาแล้ว โอ๊ย แม่จะเป็นลม”
“อย่าเพิ่งค่ะคุณแม่ มาคิดกันก่อนว่าทำยังไงกันต่อป”
“คุณแม่ขอเม้นท์ว่าตอนนี้คิดไม่ออกค่ะลูก”
“คุณแม่อ่ะ!” เพิร์ลลี่นึกออก “จัดแถลงข่าวเราจัดแถลงข่าวดีมั้ยคะ บอกว่าถูกใส่ร้าย หรือไม่ก็เป็น
คนหน้าเหมือน”
“หน้าเหมือนอะไรล่ะค่ะลูก เราเห็นๆ ดิ้นยังไงก็ดิ้นไม่หลุด ภาพชัดเจนแจ่มแจ๋วขนาดนี้ บอกได้คำ
เดียวว่าจบ จบบริบูรณ์ค่ะ”
พูดจบชม้อยก็เป็นลมล้มพับไปจริงๆ

เวลาเดียวกันนั้นรายการข่าวบันเทิง รายการเดียวกับที่ชม้อย และที่เพิร์ลลี่ดูอยู่เมื่อครู่นี้รายงานจบลง วุ้น กับก้อยซึ่งดูรายการจนจบ ก็กดรีโมทปิด แล้วหันมาตบมือไฮไฟว์กันด้วยความสะใจ ในขณะที่ยาหยีนั่งจัดดอกไม้ซึมๆอยู่ใกล้ๆ
“เยี่ยมมากยัยวุ้น สมกับที่แกมีฉายาว่า “ไม่สอด ไม่แสบ ไม่ใช่วุ้นสตาร์อัพเดทนิวส์” จริงจิ๊ง”
วุ้นได้ฟังรู้สึกทะแม่งๆ “นี่ตกลงแกชมฉันแน่ใช่มะ” วุ้นยิ้มสะใจ “แต่ถึงด่าก็ไม่เป็นไร แค่คิดถึงหน้ายัยสองแม่ลูกมหาภัยนั่น สาแก่ใจฉันนัก”
วุ้น กับก้อยหัวเราะคิกคัก ด้วยความสะใจ

แต่พอเหลือบไปมองหน้ายาหยีที่ซึมเศร้า ก็หัวเราะค้างไป วุ้นถามออกมา
“อะไรของแกเนี่ยยัยหยี ฉันอุตส่าห์จัดเต็มล้างแค้นให้แกซะขนาดนี้แล้ว ยังมาทำหน้าเบื่อโลกอยู่ได้”
“ฉันขอบใจพวกแกนะที่ห่วงฉัน แต่อย่าไปยุ่งอะไรกับพวกเค้าอีกเลย ฉันไม่อยากมีปัญหากับใครอีกแล้ว” ยาหยีตอบเสียงเรียบ
“ต๊าย ผีนางเอกเข้าสิงเหรอยะ ยัยเพิร์ลลี่มันแย่งพี่ยอดไปจากแกนะ จะปล่อยให้ยัยนี่อยู่ดีมีสุขอย่างงี้น่ะเหรอ ฉันไม่ยอมหรอก” ก้อยโมโหไม่หาย
ยาหยีมีสีหน้าเศร้าลงอย่างชัดเจน
“แล้วแกจะให้ฉันทำไง แย่งเค้ากลับมางั้นเหรอ ฉันไม่หน้าด้านขนาดนั้นหรอก จบเถอะ”
“จบเหรอยะ” วุ้นชี้ไปที่ช่อดอกไม้ที่ยาหยีกำลังจัดอยู่ “นี่เหรอ จบของแก”

ปรากฏว่าช่อดอกไม้ที่ยาหยีจัดเละเทะไปหมด เอาดอกไม้ เอาของตกแต่งที่ไม่เข้ากันมาจัดใส่กัน แถมดอกไม้บางดอกยังปักกลับหัวกลับหาง เอาดอกปักลงไปโผล่แต่ก้านขึ้นมาแทน
“ฉันไม่ต้องดูดวงให้แก ก็รู้ว่าใจแกเป็นยังไง แกยังลืมสุดยอดไม่ได้ใช่มั้ย”
ยาหยีได้ฟังก็น้ำตาคลอ
“แต่ซักวันฉันต้องลืมได้ ไม่ว่าจะยากขนาดไหน ฉันก็ต้องทำให้ได้ คนอย่างฉัน ไม่ยอมให้ใครมาชี้หน้าว่าสิ้นคิด จนต้องแย่งสามีชาวบ้านหรอก”
ยาหยีปาดน้ำตาแล้วเดินเลี่ยงไปทางอื่น วุ้น ก้อยได้แต่มองตามด้วยความสงสารเพื่อน

ณนนท์นั่งเฝ้าไข่ตุ๋นไม่ยอมลุกไปไหน เอนิตาเอากาแฟมาแล้วส่งให้ ณนนท์ไม่สนใจ เอนิตาเลยวางไว้แถวนั้น
“ถึงคุณจะเกลียดฉันออกนอกหน้าขนาดไหนก็ได้ ฉันขออะไรคุณอย่าง อย่าทำอย่างนี้ต่อหน้าลูก ยิ่งถ้าเราบาดหมางกันเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้โรคร้ายของลูกกำเริบมากขึ้นเท่านั้น”
“พอเถอะนิตาเลิกอ้างเรื่องลูกได้แล้วผมเบื่อ เบื่อที่คุณชอบเอาลูกมาต่อรองนั่นนี่ ไม่มีที่สิ้นสุด”
“ฉันไม่ได้ต่อรองนะนนท์ แค่ขอร้อง ฉันก็รักลูกไม่แพ้คุณเหมือนกันนะ ฉันอยากรู้ว่าเราจะกลับมา
เป็นครอบครัวเดียวกันเพื่อลูกได้หรือยัง”
ณนนท์ไม่ยอมตอบ

“ถามจริงเถอะ ฉันสู้ยี่หวาตรงไหนไม่ได้ บอกมาสิ ให้โอกาสฉันมั้ยล่ะ ฉันจะพิสูจน์ให้ดูว่าฉันก็เป็นเมีย เป็นแม่ที่ดีได้ไม่แพ้ใครเหมือนกัน”
“อย่าพยายามเลยนิตา ไม่ว่าคุณจะพยายามแค่ไหนคุณก็สู้ยี่หวาไม่ได้อยู่ดี การกระทำที่เกิดจากความจริงใจกับการฝืนใจทำมันต่างกัน!”
นาทีนั้นบนเตียงมีความเคลื่อนไหว ไข่ตุ๋นกระตุกนิ้ว แล้วค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา
“คุณพ่อ”
“ไข่ตุ๋น ฟื้นแล้วเหรอลูก ลูกพ่อฟื้นแล้ว พ่อดีใจที่สุดเลย”
“คุณแม่”
“แม่ก็ดีใจเหมือนกันจ้ะไข่ตุ๋น แม่ขอโทษนะลูก แม่ขอโทษ ยกโทษให้แม่นะ”
“ไข่ตุ๋นไม่โกรธแม่หรอกค่ะ ไข่ตุ๋นรู้ว่าพ่อกับแม่อยู่กับไข่ตุ๋นตลอดเวลา ตอนไข่ตุ๋นหลับ ไข่ตุ๋นรู้…พ่อ
กับแม่ยังช่วยกันเช็ดตัวให้ไข่ตุ๋นเลย ไข่ตุ๋นมีความสุขจังเลยค่ะ” ไข่ตุ๋นยิ้มแป้น
“เช็ดตัว!” เอนิตามีอาการงงๆ เพราะไม่ได้ทำ
“ค่ะ ทำแบบนี้”
ไข่ตุ๋นเอาผ้าเช็ดหน้ามาใส่มือเอนิตา แล้วเอามือของณนนท์มากุมมือเอนิตา จากนั้นก็เช็ดที่หน้าตัวเอง ในแบบเดียวกับที่ยี่หวาและณนนท์เช็ดหน้าให้
“เอ๊ะ แต่ทำไมไข่ตุ๋นไม่รู้สึกเหมือนตอนนั้นล่ะคะ”
“ลูกพูดจริงๆ เหรอ ลูกรู้สึกถึงความรัก ความห่วงใยนั้นได้ใช่มั้ย”
ไข่ตุ๋นพยักหน้ายิ้มไร้เดียงสา ณนนท์ดีใจคำพูดของลูกเป็นเครื่องยืนยันว่าความรู้สึกดีๆ ของเขากับยี่หวาส่งผ่านไปถึงลูกได้ผิดกับที่ลูกสาวสัมผัสจากเอนิตา
ฟังคำพูดดังกล่าวเอนิตามีสีหน้าไม่พอใจ และไม่เข้าใจว่าณนนท์หมายถึงอะไร

ยี่หวาอยู่ที่ร้านมอร์ แดน ทรี กำลังจัดกระเช้าดอกไม้เป็นกระเช้าแบบเด็กๆ เพื่อเตรียมไปให้ไข่ตุ๋น ข้างๆ กระเช้ามีการ์ดเขียนด้วยลายมือข้าวตู “เราอยากให้ไข่ตุ๋นหายเร็วๆ เราจะได้มาเล่นด้วยกันอีกยังไง เราเป็นห่วงไข่ตุ๋นนะ—ข้าวตู”
ยี่หวาเอาการ์ดใบนั้นเสียบที่กระเช้า 
ณนนท์เปิดประตูร้านเข้ามาอย่างรวดเร็ว แล้วโผเข้ากอดยี่หวา
“ยี่หวา ไข่ตุ๋นฟื้นแล้ว คุณรู้มั้ยตอนที่ผมกับคุณช่วยเช็ดตัวให้ไข่ตุ๋น แกรู้สึกได้ถึงความรัก ความ
ห่วงใยของเราสองคนด้วยนะ ผมไม่ห่วงอะไรแล้วยี่หวา ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ผมจะสู้ คุณเองก็ต้องสู้กับผมนะ เราจะสู้ไปด้วยกัน”
จังหวะนั้นยี่หวาก็หวนนึกไปถึงคำพูดของเอนิตาที่ขอร้องเธอขึ้นมา
“คุณเองก็แม่คน! คุณน่าจะเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ด้วยกันดี ว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากมีครอบครัว
ที่ไม่สมบูรณ์หรอก ฉันถึงมาขอร้องคุณให้เลิกเป็นส่วนเกินของครอบครัวฉันเสียที! ฉันขอแค่นี้คุณจะช่วยฉันได้มั้ย?”
ยี่หวาขืนทำแข็งใจผละจากณนนท์
“นนท์คะ ปัญหาครอบครัวของคุณ คุณอย่าดึงฉันไปยุ่งด้วยอีกเลยค่ะ เพราะฉันเป็นแค่คนอื่น”
“คนอื่น ทำไมคุณพูดแบบนี้ คุณเป็นอะไรไปยี่หวา คุณไม่รักผมแล้วเหรอ”
“ฉันขอโทษ ฉันตัดสินใจแล้ว!”
“ตัดสินใจอะไร?”
“ต่อไปนี้ อย่ามายุ่งกับฉันอีก เพราะฉันจะให้โอกาสตัวเอง ฉันจะให้โอกาสคุณภูมิชาย เราสองคนจะคบกันค่ะ”

ณนนท์อึ้ง ไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้จากปากของยี่หวา

อ่านต่อตอนที่ 22 วันพรุ่งนี้





เส้นตายสลายโสด ตอนที่ 21
เส้นตายสลายโสด ตอนที่ 21
ทั้งดิน กอหญ้าและสายหยุด ต่างพากันยืนตกใจที่เห็นฮันนี่มาที่บ้านพร้อมกับกระเป๋าเสื้อผ้า ฮันนี่เดินเข้าไปควงแขนดิน “ระหว่างที่รอแต่งงาน ฮันนี่อยากจะมาดูแลดินค่ะ” “อะไรนะ” “ทุกคนคงไม่ว่าอะไรฮันนี่นะคะ ถ้าฮันนี่จะมาอยู่ด้วย...ชัดมั้ยคะ” สายหยุดเป็นลมเลยทันที กอหญ้ารับตัวสายหยุดเอาไว้ได้ทัน “แม่” ดินรีบไปดูแลสายหยุด ฮันนี่สะใจแต่รีบทำเป็นไปดูแลสายหยุดด้วย “คุณแม่ เป็นอะไรไปคะ” กอหญ้าผลักฮันนี่ออกไป “ถอยไป! ไม่ต้องมายุ่ง” ดินอุ้มสายหยุดขึ้นมาพาไปวางบนโซฟา ดินและกอหญ้าสาละวนกับการดูแลสายหยุด ฮันนี่ไม่รู้ไม่ชี้ ไม่อนาทรร้อนใจนั่งรอ “ทำอะไรก็ไม่ถูกใจ จะให้ช่วยอะไรก็บอกแล้วกัน” ดินเหลือบมองฮันนี่อย่างไม่พอใจ ดินลากฮันนี่พามาคุยที่มุมหนึ่ง มืออีกข้างก็หิ้วกระเป๋าฮันนี่มาด้วย “กลับไปซะ” “ไม่กลับ” ฮันนี่ฉวยกระเป๋าเสื้อผ้าเดินกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง อย่างไม่สนใจ ไม่แคร์ใครทั้งสิ้น “คุณจะมาอยู่ที่บ้านผมไม่ได้” ฮันนี่ชะงัก หันมา “ดินห้ามฮันนี่ไม่ได้หรอก แล้วก็ไม่มีใครห้ามฮันนี่ได้ทั้งนั้น” “คุณคิดจะเล่นเกมอะไร”
กำลังโหลดความคิดเห็น...