xs
xsm
sm
md
lg

สามหนุ่มเนื้อทอง ตอนที่ 18

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สามหนุ่มเนื้อทอง ตอนที่ 18 
บริเวณหน้าบ้านลำเภาตอนกลางวัน วัชระพูดกับธีธัช ในมือถือแซนวิช ระหว่างคุยก็กินไปด้วย
“ฉันไปไม่ได้ว่ะ ติดงานด่วน แต่ฉันฝากของไอ้กริชไปช่วยแล้ว แล้วแกไปหรือเปล่า”
ธีธัชส่ายสายตามองหาลำเภาไปรอบๆบ้าน
“ไม่ได้ไป แต่ฝากเงินไปแล้ว”
ลำเภาเดินเข้ามาในชุดสะพายเป้ พร้อมกับกระเป๋าเดินทางและกระเป๋าใส่อุปกรณ์การแพทย์ ธีธัชชะงักในความน่ารัก
“จะไปไหน” ธีธัชถามขึ้นอย่างห้วนๆ
“ไปช่วยคุณกริช ช่วยคนน้ำท่วม”
“เธอเนี่ยนะ”
“ฉันนี่แหละ”
“ตัวกระเปี๊ยก โดนน้ำก็แทบจะละลายอยู่แล้ว จะไปช่วยใครเค้าได้”
วัชระส่ายหน้านิดๆ นึกขำในความปากร้ายของธีธัช
“อย่างฉันไม่ใช่ช่วยแค่คนอย่างเดียว หมู หมา ช้าง ม้า วัว ควาย” สำเภาพลางสะบัดมาทางธีธัชแล้วพูดต่อ
“ฉันก็ช่วยได้ อย่างนาย ... มือไม่พาย ก็อย่าเอาเท้ามาราน้ำ ทำอะไรก็ไม่ได้นอกจากหลีหญิงไปวันๆ ไร้สาระ”
ธีธัชเชิดหน้าไม่ยอมรับ แถมยังแบะปาก ล้อเลียนเหมือนเด็กๆ
ลำเภาหันมาทางวัชระ
“คุณวัช..ฝากดูลูกๆด้วยนะ เภาไปล่ะ”
ธีธัชแอบหมั่นไส้กับคำว่า “ลูกๆ” ในขณะที่วัชระพยักหน้ารับ
“นี่..แล้วเธอจะไปยังไง ขบวนรถของไอ้กริชมันออกไปตั้งแต่เช้าแล้วไม่ใช่เหรอ”
“ฉันไปกับลูกค้ากิตติมศักดิ์ของคุณกริช พอดีบ้านเค้าอยู่แถวนี้ เค้าก็จะตามไปช่วยน้ำท่วมด้วย ก็เลยแวะมารับ แล้วก็ไปด้วยกัน”
“ลูกค้ากิตติมศักดิ์เนี่ยนะ.. ใคร”

ลูกค้าของกริชชัยที่ลำเภาว่าเป็นหนุ่มหล่อ หน้าตาดี ผิวคล้ำ คมเข้ม เป็นผู้ใหญ่กว่า และดูภูมิฐาน
“คุณลำเภา น้องสาวของคุณกริชใช่มั้ยครับ” ลูกค้าถามเพราะไม่เคยเจอหน้าลำเภามาก่อน
ลำเภายิ้มสดใสรับ ข้างๆ เห็นวัชระยืนยิ้ม แต่ธีธัชยืนหน้าบูดอยู่
“ใช่ค่ะ คุณเป็นลูกค้ากิตติมศักดิ์ของคุณกริชใช่มั้ยคะ”
“โห..จริงๆ ก็ไม่ได้กิตติศักดิ์อะไรหรอกครับ แค่ลูกค้าธรรมดา”
“หน้าตาดีแล้วยังถ่อมตัวอีกนะคะ ไม่เหมือนคนบางคน ที่ชอบหลงตัวเอง” ลำเภาพูดพลางปรายตามาทางธีธัชอย่างจงใจ
ธีธัชรับสายตาลำเภาอย่างรู้ทัน แล้วสวนกลับทันที
“เธอว่าใคร ยัยหนูตะเภา”
ลูกค้ากิติมศักดิ์ของกริชชัยถึงกับตกใจทำหน้าไม่ถูก
วัชระรีบแทรกตัดบททันที
“ผมว่าเรารีบขนของขึ้นรถ แล้วคุณกับเภารีบไปกันดีกว่าครับ จะได้รีบตามไปสมทบกับคนอื่น”
“ครับๆดีครับ”
ลูกค้าและวัชระรีบช่วยกันยกถุงอาหารและของบริจาค ในขณะที่ธีธัชกับลำเภายังยืนเชิดใส่กันแบบไม่
มีใครยอมใคร จนวัชระต้องหันมาเรียก
“ไอ้ธี มาช่วยกันหน่อยสิเว้ย เร็ว”
ธีธัชจำใจต้องไปช่วย อย่างเลี่ยงไม่ได้ ลำเภามองดูด้วยความสะใจ

ลูกค้าของกริชชัยมัดเชือกขึงคลุมผ้าเต้นท์บนรถกระบะอย่างทะมัดทะแมง เผยมัดกล้ามที่ต้นแขน ลำเภายืน
อยู่ข้างๆ มองแล้วอมยิ้มพร้อมกับพูดเบาๆว่า
“ล่ำดีจริงๆ”
ธีธัชปรายตามมองลำเภาด้วยความหมั่นไส้ ทว่าในใจซุกซ่อนความหึงหวงไว้ และ เมื่อปรายตามามองกล้ามตัวเองก็พบว่า มัดกล้ามของตัวเองเล็กกว่าลูกค้าของกริชชัยมาก
“นอกจากเภาแล้ว มีคนอื่นไปกับคุณอีกหรือเปล่าครับ” วัชระถามขึ้น
“ไม่มีครับ ผมไปกับคุณลำเภาแค่สองคน”
ลำเภาฉีกยิ้มกว้าง ธีธัชหันขวับมาเห็นพอดี แอบหมั่นไส้ ตัดสินใจฉับพลันแล้วรีบโพล่งขึ้นทันที
“ผมไปด้วย”
ลำเภาหุบยิ้มทันที
“แกจะไปไหน “ วัชระถาม
“ไปช่วยน้ำท่วมไง”
“แกเนี่ยนะ” วัชระใจเดียวกับลำเภาพูดขึ้นพร้อมกัน
“ใช่..ฉันนี่แหละ เรารีบไปกันดีกว่านะครับ ผมอยากจะช่วยสังคมเต็มที่แล้ว สำนึกสาธารณะกำลังตื่นตัวเลย ไปครับ”
“ครับ” ลูกค้ายิ้มรับอย่างไม่ได้รู้เรื่องรู้ราว และรีบเดินนำขึ้นรถไป
ธีธัชเดินด้วยหน้าตาเบิกบานขึ้นรถไปนั่งหน้าคู่กับคนขับทันที ลำเภามองธีธัชด้วยหางตาอย่างรู้ทัน
“ฟอร์มหมาใหญ่อีกตามเคย” ลำเภาพึมพำ
วัชระหันมามองลำเภา …
ขณะที่ลูกค้าขับรถออกไป ธีธัชโผล่มือออกมาโบกลาวัชระ วัชระโบกมือส่ง
“สำอางค์อย่างไอ้ธีเนี่ยนะ...ยอมไปลุยช่วยคนท่วม”
“มันเป็นอะไรของมัน” วัชระคิดและเริ่มสงสัย

ธีธัชส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มาบอกกรกนก
“วันนี้ไปช่วยคนน้ำท่วม กับบริษัทไอ้กริชนะ กลับพรุ่งนี้เย็นๆจ้ะ”
กรกนกอ่านข้อความด้วยความแปลกใจ
“ผีเข้าแน่ๆ ธีเนี่ยนะ ไปช่วยคนน้ำท่วม ..หรือว่าอ่านผิด”
กรกนกก้มอ่านข้อความจากโทรศัพท์มือถืออีกที
“ต้องไปเพราะผู้หญิงแน่ๆ”
กรกนกพูดอย่างรู้ทันพลางคิด ...
“บริษัทคุณกริช..หรือว่า”
กรกนกคิดถึงลำเภาขึ้นมาเพียงคนเดียวเท่านั้น..คิดดังนั้น แววตาของกรนกก็เศร้าหม่นลงเล็กน้อย แล้วก็ตัดสินใจพิมพ์กลับไป
“โชคดี”


เสียงข้อความเข้าโทรศัพท์มือถือ ธีธัชหยิบมากดอ่าน หน้าจอขึ้นว่ากรกนกส่งมาว่า “โชคดี” ธีธัชเก็บโทรศัพท์ไม่ได้รู้สึกถึงนัยยะของคำว่าโชคดีของกรกนกว่ามันเศร้าแค่ไหน ธีธัชยิ้มนิดๆ แล้วก็ปรายตามามองลำเภาที่นั่งอยู่เบาะหลัง
ลำเภาหลับอ้าปากหวอเหมือนเด็กๆ หมดสภาพ ธีธัชส่ายหน้าด้วยความสมเพช โดยที่ธีธัชไม่รู้เลยว่าจริงๆมันคือความบริสุทธิ์ที่เขาต้องการ
ลำเภาหลับหัวสั่นหัวคลอน ธีธัชค่อยๆเปลี่ยนจากความสมเพชเป็นรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก

กรกนกวางโทรศัพท์มือถือไว้ที่หน้ากระจก แล้วนั่งนิ่งไม่ไหวติง..มองตัวเองผ่านกระจกด้วยด้วยความหดหู่อยู่ลึกๆ จังหวะนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น กรกนกหันไปมองด้วยความหน่ายๆ กรกนกหยิบมาดู พอเห็นชื่อก็แปลกใจ ..

เนตรนภัสนัดกรกนกไว้ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง.
เนตรนภัสถามกรกนกด้วยความอยากรู้ และร้อนใจอย่างสุดๆ
“เรื่องที่แหนมอยากจะคุย เป็นเรื่องของเจ้านายคุณกร ยัยผู้หญิงที่เป็นเพื่อนบ้านคุณกริช”
“คุณฝ้ายน่ะเหรอคะ”
“ใช่..ยัยนั่นแหละ..แหนมอยากรู้ว่ามันมีแฟนหรือยัง”
กรกนกชะงักนิดๆที่เนตรนภัสเรียกสุพรรณิการ์ว่ามัน
“แล้วมันสนิทสนมกับวัชแค่ไหน มันเคยไปไหนมาไหนกับวัชหรือเปล่า”
“คุณฝ้ายเธอยังไม่มีแฟนค่ะ เธอสนิทกับคุณวัชแค่ไหน กรไม่ทราบ และเธอเคยไปกับคุณวัชหรือเปล่า ก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ”
“อะไรๆ ก็ไม่ทราบ..ถามจริงๆ ไม่รู้หรือว่าช่วยปิดบัง”
กรกนกพยายามทำใจเย็น
“ถ้าคุณแหนมไม่เชื่อก็ไม่เป็นไรนะคะ กรจะได้กลับ”
กรกนกทำท่าจะลุกกลับ เนตรนภัสรีบจับแขนไว้
“เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งไป..โอเคๆ เชื่อก็ได้”
กรกนกนั่งลง เนตรนภัสเสียงอ่อนลง แล้วก็ระบายความในใจออกมา
“ที่แหนมถามก็เพราะมีคนเห็นวัชไปดูคอนเสิร์ตกับผู้หญิงอื่น แหนมจนปัญญาไม่รู้ว่ามันเป็นใคร ผู้หญิงในชีวิตวัชที่แหนมรู้จักก็มีอยู่แค่สามคน คือ แม่เค้า ยัยเด็กบ๊องน้องคุณกริช แล้วก็ยัยฝ้าย”
กรกนกรับฟังด้วยความเห็นใจ
“แม่เค้าไม่ใช่แน่นอน ส่วนยัยเด็กบ๊องก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นก็เหลือคนเดียวที่น่าสงสัย”
“คุณกรช่วยแหนมสืบหน่อยได้มั้ยคะ แหนมอยากรู้ว่าใช่มันหรือเปล่า”
“กรเข้าใจความรู้สึกของคุณแหนม..กรรู้ว่ามันเศร้าแค่ไหนที่รู้ว่า..คนรักของเราไปกับคนอื่น”
กรกกนกคิดถึงตัวเอง เนตรนภัสนั่งฟัง กรกนกพูดต่อ
“แต่กรช่วยไม่ได้จริงๆ..ขอโทษด้วยนะคะ”
“คุณกรต้องการเท่าไหร่ บอกมาเลยค่ะ”
กรกนกชะงักทันทีเพราะคิดไม่ถึงว่า เนตรนภัสจะกล้าที่จะคุยเรื่องแบบนี้กับคนที่ไม่คุ้นเคย
“คุณกรไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ช่วยสืบว่าสองคนนั้นนัดเจอกันหรือเปล่าหรือถ้าเห็นอยู่ด้วยกันเมื่อไหร่ รีบโทร.บอกแหนมทันที ที่เหลือแหนมจัดการเอง” เนตรนภัสว่าต่อ
กรกนกปฎิเสธอย่างอ่อนโยน และเห็นใจ
“ขอบคุณที่ยื่นข้อเสนอมาให้ แต่กรช่วยไม่ได้จริงๆ”
“คุณกร”
“ขอโทษด้วยนะคะ”
กรกนกตัดบทและค่อยๆลุกและเดินออกไป ปล่อยให้เนตรนภัสนั่งจมอยู่กับความเครียดที่ไม่ยอมปล่อยวางเรื่องวัชระ
กรกนกเดินออกมานอกร้าน..และตัดสินใจมองกลับเข้าไปในร้านอีกครั้ง กรกนกเห็นเนตรนภัสนั่งหน้าเครียด ไม่มีความสุขอยู่ในร้านอาหารที่แสนจะสวยหรู เห็นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ อดหดหู่ใจแทนไม่ได้

เนตรนภัสใช้ความคิดอย่างหนักด้วยการใช้นิ้วเคาะโต๊ะ ฉับพลันก็นึกได้หันไปหยิบโทรศัพท์มาโทร.หากริชชัยเนตรนภัสรอสาย แต่ไม่มีคนรับ เนตรนภัสกดสายทิ้งด้วยความหงุดหงิด
“ทำไมคุณกริชไม่รับสาย”
โทรหาธีธัช
“โอ้ย..ธีก็ไม่รับ”
เนตรนภัสโทร.ออกอีกครั้ง
“เบอร์วัชก็ไม่เปิด”
เนตรนภัสเหลืออด กระแทกโทรศัพท์บนโต๊ะและพลางสบถ
“บ้าจริงๆ ติดต่อใครก็ไม่ได้ หายหัวไปไหนกันหมด”

กริชชัย อรุณศรี และพนักงานในบริษัทบางคนนั่งอยู่บนเรือท้องแบนของชาวคณะเอ็มกรุ๊ป บนเรือมีถุงยังชีพที่จะนำไปแจกจ่ายวางอยู่ เรือแล่นเข้ามาในหมู่บ้านที่น้ำท่วม กริชชัยส่งของให้ชาวบ้านและพูดคุยถามไถ่ด้วย
ความเป็นห่วง อรุณศรีมองดูอยู่ไม่ห่างสายตา

ที่บ้านอีกหลัง อรุณศรีก็ส่งของให้ชาวบ้าน และยกมือไหว้อย่างนอบน้อมพร้อมกับยิ้มให้กำลังใจ มีกริช
ชัยมองอยู่ใกล้ๆ

บ้านที่เรือเข้าไม่ได้ กริชชัยลงไปลุยด้วยตัวเอง อรุณศรีมองกริชชัยด้วยความชื่นชม จนเรือแล่นจอดเทียบที่อาคารที่พักซึ่งมีชาวบ้านมาหลบน้ำท่วมอยู่หลายคน กริชชัย อรุณศรี เบญลี่และพนักงานคนอื่นช่วยกันยกของลงจากเรือและนำไปในชาวบ้านที่อยู่บนอาคาร

อรุณศรีเดินขนของอยู่แต่ด้วยความลื่นของพื้น ทำให้อรุณศรีเสียหลักจะล้ม กริชชัยเข้ามาประคองไว้ อรุณศรีขอบคุณอย่างอายๆ แล้วก็ทำหน้าที่ขนของต่อ กริชชัยยิ้มนิดๆ ด้วยความตื่นเต้น ที่ได้ใกล้ชิดกับอรุณศรี

ทั้งกริชชัยและอรุณศรีช่วยเหลือคนอื่นด้วยความตั้งใจและทุ่มเท บรรยากาศการช่วยเหลือเต็มไปด้วยความอบอุ่น กริชชัยและอรุณศรีมีความสุขที่เห็นรอยยิ้มของชาวบ้าน

กริชชัยแอบมองอรุณศรียิ่งเห็นเธอทำงานแบบไม่ห่วงสวย ลุยเต็มเหนี่ยว กริชชัยยิ่งตอบตัวเองได้ว่า... นี่แหละคือผู้หญิงที่เค้าต้องการ

หน้าบริษัท M Group หลือพนักงานอยู่ไม่มาก บรรยากาศเงียบกว่าทุกวัน ปรานต์เดินเข้ามาและหยุดมองเข้าไปด้วยแววตาไม่เป็นมิตร และเดินอาดๆเข้าในบริษัท..

ปรานต์เดินเข้ามา แล้วก็เดินตรงดิ่งมาที่เคาน์เตอร์ โอเปอเรเตอร์ของบริษัทนั่งรับโทรศัพท์อยู่ ปรานต์เพ่งอ่านป้ายประชาสัมพันธ์เรื่องบริจาคของน้ำท่วมอยู่ทางด้านหลังด้วยความสนใจ ป้ายนั้นบอกสถานที่ที่นำของไปบริจาคอย่างชัดเจน แววตาของปรานต์เหมือนเจอเบาะแสใหญ่
“มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าคะ”
“ผมมีเรื่องจะถามหน่อย”

ป้ายแบรนเนอร์ของคณะ “M Group ประสานน้ำใจต้านภัยน้ำท่วม” ติดอยู่ที่ผนังโถงของโรงแรม
ต่างจังหวัดเล็กๆแห่งหนึ่ง ข้าวของถูกแบ่งเป็นกล่องๆ กองๆ บางส่วนใส่ถุงไว้แล้ว บางส่วนยังไม่ได้
ใส่ถุง พนักงาน 5-6 ช่วยกันบรรจุอย่างขะมักเขม้น
ลำเภา ธีธัช และลูกค้าช่วยกันยกของมาสมทบ ลำเภาวางของไว้ และรีบเสนอตัว
“พี่คะ เดี๋ยวเภาช่วยแพ็ก ต้องทำยังไงบ้างคะ”
พนักงานที่แพ็กของอยู่มาช่วยสอน ลำเภาฟังอย่างตั้งใจ ลำเภากุลีกุจอลงไปนั่งช่วยพนักงาแพ็กของ
ธีธัชวางของ พร้อมกับปาดเหงื่ออย่างเหนื่อย
“ยัยหนูตะเภาหายไปไหน “
ธีธัชมองไปมองมาก็เห็นว่า ลำเภากำลังบรรจุของใส่ถุงยังชีพอย่างทะมัดทะแมง
“ไฟแรงจริงๆ” ธีธัชแอบประชดประชัน
ทันใดนั้นลูกค้าก็ปาดหน้าธีธัชเข้ามายืนประกบลำเภา
“ผมช่วยครับ น้องเภา”
“น้องเภา”
ธีธัชรำพึงคำว่าน้องเภาพร้อมๆกับแบะปาก
“ ขอบคุณค่ะ มาค่ะ เดี๋ยวเภาสอนให้”
ธีธัชมองดูลำเภาสอนลูกค้าด้วยสายตาหึงหวง

พนักงานช่วยกันขนของขึ้นรถกระบะยกสูงจนเต็มรถ พนักงานคนหนึ่งหันไปเห็นออฟโรดของลูกค้าจอดอยู่ก็ถามขึ้น
“รถคันนี้ของใครครับ ผมจะรบกวนช่วยขนของไปส่งที่เต็นท์ส่วนกลางได้มั้ยครับ”
ธีธัชหันขวับแล้วก็ตะโกนกลับไปราวกับเจ้าของรถ
“ได้ครับ เดี๋ยวจัดให้”
ลำเภากับลูกค้ายืนช่วยกันแพ็กของอย่างสนิทสนม ทันใดนั้นธีธัชก็เดินแทรกเข้ามาระหว่างสองคน
“ขอโทษนะครับ”
ทั้งลำเภาและลูกค้าต่างก็งงที่เห็นธีธัชยืนอยู่ตรงกลางก่อนที่จะหันมาทางบอกลูกค้า
“คือว่ารถที่มีอยู่ไม่สามารถบรรทุกของไปส่งที่เต็นท์ส่วนกลางได้หมด คุณช่วยขับไปอีกคันได้มั้ยครับ”
ธีธัชพูดด้วยน้ำเสียงอย่างเป็นการเป็นงานเป็นการ
“ได้เลยครับ ไม่มีปัญหา”
“งั้นก็เชิญครับ ทางด้านโน้นเลยครับ” ธีธัชยิ้มกว้าง
ธีธัชผายมือให้ลูกค้าเดินไปอีกทางซึ่งลูกค้ารีบเดินไปอย่างว่าง่าย และเต็มใจ ลำเภาปรายตาแล้วก็เปรยๆขึ้น
“นึกว่าเนียนหรือไง”
“เนียนอะไร “ ธีธัชปากแข็งไม่ยอมรับ
“กำจัดคู่แข่งแบบเนียนๆไง นึกเหรอว่าฉันไม่รู้ ที่มาไล่คุณลูกค้าไป เพราะหึงอ่ะดิ”
“หึงเธอเนี่ยนะ .. หึงเพื่อ ฉันจะบอกให้นะ ผู้ชายอื่นที่เค้ามาสุงสิงกับเธอมันก็แค่ผิวเผิน ถ้าเค้าสัมผัสความเพี้ยนในตัวเธอได้เมื่อไหร่ รับรองเผ่น”
“หึหึหึหึ” ลำเภาหัวเราะกวนเหมือนเดิม
“นี่เลิกหัวเราะแบบนี้สักทีได้มั้ยหะ มันกวนประสาท” ธีธัชหัวฟัดหัวเหวี่ยง
“คนไม่ยอมรับความจริง เป็นแฟนก็ไม่ยอมรับ ชอบก็ไม่ยอมรับ หึงก็ยังไม่ยอมรับอีก.. เห็นแล้วมันเลยขำ”
ลำเภาทำหน้ากวน แล้วก็ลอยหน้าลอยตาเดินไปช่วยพนักงานที่มุมอื่นต่อไป ธีธัชพูดไล่หลัง
“ที่ฉันไม่ยอมรับ เพราะมันไม่เป็นความจริง”
ลำเภาลอยหน้าไม่สนใจ หันไปแพคของอีกมุม จู่ๆก็มีหนุ่มหล่อที่ยืนอยู่ข้างหลังหันมาเห็นลำเภายืนน่ารัก
อยู่ ก็ยิ้มแฉ่ง แล้วก็ฟอร์มเข้ามาคุยด้วย
“ผมช่วยนะครับ”
ลำเภายิ้มและพยักหน้าแทนคำตอบ
ธีธัชสะอึกถึงกับหน้าเสียทันที .ไล่ไปคนหนึ่ง มาอีกคนหนึ่งแล้วเหรอ.ลำเภายิ้มนิดๆด้วยความสะใจเว้ย


เวลาแห่งราตรีเริ่มต้นขึ้นอีกค่ำคืนหนึ่ง ป้ายร้านสาดสุราเปิดไฟเตรียมต้อนรับลูกค้า สุพรรณิการ์นั่งคุยกับกรกนกในมุมสงบด้วยสีหน้าจริงจัง
“กรก็ไม่รู้ว่าทำไมคุณแหนมถึงระแวงคุณฝ้าย พยายามจะยัดเงินให้กรคอยส่งข่าว แต่กรไม่ได้รับ ที่มาบอกคุณฝ้ายเพราะจะได้รู้ตัว และระวังตัวไว้ คุณแหนมคงไม่หยุดแค่นี้แน่”
สุพรรณิการ์ครุ่นคิด
“แต่จะว่าไป..เค้าพูดถูกนะคะ”
กรกนกแปลกใจ สุพรรณิการ์พูดตรงๆ
“ฝ้ายไปดูคอนเสิร์ตกับคุณวัชมาค่ะ”
“แต่ไปในฐานะเพื่อนนะคะ เจอกันที่หน้าคอนเสิร์ต ดูจบแล้วก็แยกย้ายกันกลับ ไม่มีอะไรต่อจากนั้น” สุพรรณิการ์ยอมรับความจริง
กรกนกถึงกับพูดไม่ออก
“เอ่อ.. คุณฝ้ายไม่มี แล้วคุณวัชมีหรือเปล่าคะ”
สุพรรณิการ์คิดเล็กน้อยก่อนตอบ
“คงไม่มั้งคะ เพราะหลังจากนั้นก็ไม่ได้คุยกันอีกเลย ฝ้ายกับคุณวัช เราเป็นแค่เพื่อนกันค่ะ”
กรกนกฟังแล้วก็นิ่ง แอบสังหรณ์บางอย่างในใจ แต่เลือกพูดแค่บางส่วน
“ถึงจะเป็นเพื่อน คุณแหนมก็คงไม่พอใจ ระวังตัวไว้ก็ดีนะคะ .. คุณแหนมเธอเป็นคนแรงใช้ได้เลย ถ้าโกรธหน้ามืดขึ้นมา อาจจะทำอะไรที่เราคิดไม่ถึง”
“ขอบคุณค่ะ ฝ้ายจะระวังตัว..หวังว่าการไปดูคอนเสิร์ตแค่ครั้งเดียวจะไม่ทำให้ซวยไปตลอดชีวิตนะคะ”
สุพรรณิการ์พยายามจะมองโลกในแง่ดี กรกนกแอบสังหรณ์ใจด้วยความกังวลและคิดว่าเรื่องนี้คงไม่จบง่าย

หน้าร้านสาดสุรา ฯ นรีวรรณยืนอยู่กับเพื่อน นรีวรรณยืนอึ้ง ตามองมาที่สุพรรณิการ์ราวกับ
โดนมนต์สะกด
“ผู้หญิงคนนี้”
เพื่อนที่ยืนเม้าท์อยู่ข้างๆ หันมาถามด้วยความสงสัย
“ไอ้นุ้ย เป็นอะไร แกมองใครวะ”
นรีวรรณยังอึ้งอยู่เพราะคาดคิดไม่ถึง
“กิ๊กแฟนพี่แหนม”
“ถามจริง”
เพื่อนขาเม้าท์ทุกคนตกใจ นรีวรรณไม่ตอบรีบล้วงโทรศัพท์มือถือมาถ่ายรูปทันที
“โชคดีจริงๆ ที่แบตไม่หมด”
นรีวรรณกระหน่ำถ่ายรูปสุพรรณิการ์อย่างเร็ว หลังถ่ายเสร็จก็อมยิ้มด้วยความพอใจ ก่อนจะกดไล่เช็กกับรูปเดิมที่เคยถ่ายไว้ขณะที่ไปดูคอนเสิร์ตกับสีรุ้ง นรีวรรณมั่นใจว่าภาพผู้หญิงคนนี้กับผู้หญิงที่เห็นในงานคอนเสิร์ต เป็นคนเดียวกัน
“คนเดียวกันชัวร์” นรีวรรณปรากฏรอยยิ้มร้ายบนริมฝีปาก
อ่านต่อหน้าที่ 2








สามหนุ่มเนื้อทอง ตอนที่ 18 (ต่อ)

ภายในเวลาเย็น ที่โรงแรมชานเมือง ธีธัชทิ้งตัวลงนอนบนเสื่อข้างกองถุงยังชีพอย่างเหนื่อยอ่อน หมดสภาพหนุ่มหล่อเจ้าสำอาง
“เฮ่อ !! เสร็จสักที”
ธีธัชเอนนอนอยู่ครู่หนึ่งก็นึกถึงลำเภา ธีธัชพลิกตัวมองหาลำเภาแ พลันสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับถุงอาหารหมาที่วางอยู่ไม่ไกล
ธีธัชเงยหน้ามองเห็นลำเภากำลังแพ็กอาหารหมาใส่ถุง ที่มีกระดาษแปะไว้ว่า “ถุงยังชีพน้องหมา” ธีธัชลุก
ขึ้นแล้วก็ถาม
“ถุงยังชีพน้องหมาเนี่ยนะ”
ลำเภาปรายตามามองธีธัชอย่างติเตียน
“อ่านหนังสือออกนี่..เก่งมาก”
ธีธัชชักสีหน้าทันที
“มันเป็นคำถาม ฉันไม่ได้มาอ่านหนังสือให้ฟัง” ธีธัชทำหน้ากวนใส่ลำเภา
“ถามอีกที.. เธอทำถุงยังชีพให้หมาเนี่ยนะ ธีธัชพูดต่อด้วยหางเสียงสูงเน้นเพื่อให้ลำเภารู้ว่าเป็นคำถาม
ลำเภาวางมือจากการแพ็กถุงยังชีพน้องหมาแล้วก็ตอบ
“ใช่ .. น้ำท่วมคนเดือดร้อน หมาก็เดือดร้อน คนต้องกินข้าว หมาก็ต้องกินเหมือนกัน”
ลำเภาพูดจบหันแพ็กจัดถุงยังชีพน้องหมาต่อ
“แล้วของนี้ก็เป็นเงินส่วนตัวของฉัน และเงินบางส่วนของเป็นต่อกับพอใจ” ลำเภาพูดต่อ
ธีธัชชะงักทันทีเพราะคิดไม่ถึง
“ไอ้สองตัว ที่วิ่งไปมาในบ้านเธอเนี่ยนะ มีเงินกับเค้าด้วยเหรอ”
“ก็เงินค่าอาหารของพวกเค้าไง ฉันคุยกันแล้ว”
ธีธัชอ้าปากหวอเพราะคิดไม่ถึง
“ว่าจะแบ่งเงินค่าอาหารของเดือนนี้ เดือนหน้า รวมไปถึงเงินที่เค้าจะต้องไปตัดขน ไปเสริมสวย มาซื้ออาหารให้เพื่อนที่กำลังลำบาก เป็ฯต่อกับพอใจ เค้าก็ยินดี ฉันก็เลยเอาเงินส่วนของพวกเขา มาซื้ออาหารแล้วก็ยา” ลำเภาทำไปพูดไป ธีธัชพยักหน้านั่งฟังด้วยความรู้สึกเพลิดเพลิน ความน่ารัก ฮาๆ เพี้ยน ๆทำให้ธีธัชอมยิ้มออกมาไม่รู้ตัว
ลำเภาหันมาเห็นพอดี
“ฟังไปยิ้มไป น่ารักหล่ะสิ๊” ลำเภาเสียงสูง
ลำเภาพูดแทงใจดำเล่นเอาธีธัชชะงักและหุบยิ้ม ธีธัชอ้าปากจะเถียง แต่ลำเภารีบพูดดักคอ
“จะแก้ตัวอะไรก็พูดมาเลย”
ธีธัชอึกอักไม่รู้จะพูดหรือเถียงลำเภาอย่างใด
ทันใดนั้นเสียงรถขบวนของกริชชัยแล่นเข้ามาอย่างคึกคัก ธีธัชเหลือบไปเห็นจึงรีบเบี่ยงประเด็น ลุกพรวดขึ้นอย่างกระตือรือร้นรีบหนีหายไปอย่างรวดเร็ว
“ฉันไปหาไอ้กริชดีกว่า คุยกับเธอก็มีแต่เรื่องไร้สาระ”
ลำเภาปรายตามองตามแล้วก็ส่ายหน้า
“เถียงไม่ได้ ก็เดินหนี .. เชอะ”

รถออฟโรดและรถบรรทุกบางส่วนจอดอยู่ที่หน้าโรงแรม บางส่วนเริ่มทยอยเข้ามาจอด พนักงานค่อยๆทยอย เดินลงจากรถ กริชชัยลงจากรถแล้วก็หันมาประกาศบอกพนักงาน ทุกคนรวมทั้งอรุณศรีกับเบญลี่จ่างหันมาฟังกริชชัย
“ทุกคนครับ.. ตอนนี้แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย ตอนเย็นผมให้ทางโรงแรมจัดอาหารพิเศษไว้ให้ เราจะทานอาหารด้วยกันที่ห้องอาหารทางด้านโน้นนะครับ ขอบคุณครับ”
พนักงานพยักหน้ารับ แล้วก็แยกย้ายกันเดินไป กริชชัยมองหาอรุณศรี

อรุณศรีกับเบญลี่เดินเหนื่อยมาด้วยกัน อรุณศรียังเครียดเพราะยังมีเรื่องปรานต์อยู่ในหัว เสียงกริชชัยก็ดังขึ้น
“อรุณศรี”
อรุณศรีชะงักหยุดเดินทันที แต่เบญลี่ตาโตวาวตื่นเต้นยิ่งกว่าอรุณศรี กริชชัยเดินเข้ามาหา
“บอสเรียกแอ๊วทำไมเหรอคะ” เบญลี่ถามขึ้น
อรุณศรีมองหน้าเบญลี่ กริชชัยไม่ตอบ แต่มองหน้าเบญลี่แล้วก็ไล่ทางสายตา
สายตาของกริชชัยทำให้เบญลี่รู้ตัว
“เอ่อ..อะไรเอ่ยไม่เกี่ยว แหะๆ เบญลี่ขอตัวไปอาบน้ำ สระผม ก่อนนะคะ เชิญบอสกับแอ๊วคุยกันตามสบาย ไปนะคะ” เบญลี่ยิ้มแหะๆและรีบเดินออกไปทันที
กริชชัยมองหน้าอรุณศรีแล้วก็ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เหนื่อยมั้ย”
อรุณศรียิ้มรับนิดๆตอบเหมือนประชดทั้งที่หน้าตาโทรมมาก
“ไม่เหนื่อยเลยค่ะ”
“โห..เก่งจัง”
“ฉันประชด” อรุณศรีรีบสวนทันที
“ อ้าว” กริชชัยถึงกับหุบยิ้ม
“เหนื่อยค่ะ แต่ก็ไหวอยู่ ฉันเป็นคนใจสู้ค่ะ แค่นี้สบายมาก ฉันไปอาบน้ำก่อนนะคะ “
“เอ่อ...ขอบคุณที่ถามนะคะ”
อรุณศรียิ้มจริงใจให้กริชชัย กริชชัยยิ้มรับ นึกไม่ออกว่าจะทำอะไรต่อไป
อรุณศรีเดินจากกริชชัยมาด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ไม่ได้สุขมากมาย แต่ก็ทำให้ใจเหี่ยวๆพองขึ้นมาได้เล็กน้อย
กริชชัยยังยืนยิ้มอยู่ที่เดิม ทันใดนั้นเสียงธีธัชก็ดังขึ้น
“ยืนยิ้มอะไรครับทั่นประธาน”
กริชชัยสะดุ้งนิดๆ หันขวับมา เห็นธีธัชยืนกอดอกยิ้มกวนๆอยู่
“ไอ้ธี แกมาได้ไงวะ”
ธีธัชไม่รู้จะตอบยังไงได้แต่ยิ้มเจื่อนกลบเกลื่อนไปก่อน

กริชชัยถอดเสื้อโยนลงบนเตียงภายในห้องพักของโรงแรมชานเมือง พร้อมกับหันหน้ามาถามธีธัชที่เดินตามเข้ามาพอดี
“แกเนี่ยนะ มาช่วยน้ำท่วม” กริชชัยไม่แน่ใจ
“เออดิ ทำไมแกต้องทำเสียงสงสัยขนาดนี้ด้วยวะ ฉันก็มีจิตสาธารณะนะเว้ย วันนี้ฉันนั่งแพ็กของตั้งแต่บ่ายจนของหมดเลยนะ แล้วพรุ่งนี้ฉันก็จะไปแจกของกับแกด้วย”
กริชชัยเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวแล้วก็มองหน้าถามธีธัชตรงๆด้วยความสงสัย
“แกมากับใคร”
ธีธัชถึงกับจุกในลำคอ
“ก็..มากับลูกค้าแกไง พอดีเจอกันโดยบังเอิญฉันก็เลยติดรถเค้ามาด้วย”
กริชชัยมองหน้าธีธัชราวกับจะค้นหาความจริง
“แล้วเภามาด้วยหรือเปล่า”
“ก็มา .. แต่มาแบบบังเอิญ ไม่ได้ตั้งใจจะมาด้วยกัน”
กริชชัยไม่เชื่อ ธีธัชร้อนตัว รีบออกตัวทันที
“จริงจริ๊ง” ธีธัชยังคงใช้เสียงสูงกลบเกลื่อนอีกตามเคย
กริชชัยมองหน้าธีธัชอย่างไม่วางตา ราวกับจะรอความจริงจากปากธีธัช แต่ธีธัชก็เฉไฉไปเรื่อย
“เออ !! ตกลงแกรู้หรือยังว่าไอ้วัชมันไปดูคอนเสิร์ตกับใคร”
“แม่งเปลี่ยนเรื่องไปซะไกลเลย” กริชชัยพึมพำออกมาอย่างรู้ทัน
กริชชัยส่ายหน้าแล้วก็เดินเข้าห้องน้ำไป ธีธัชยังทำเป็นไก๋ไล่หลังกริชชัยว่า
“ไม่ได้เปลี่ยนเรื่อง..อยากรู้จริงจริ๊ง”
กริชชัยไม่สนใจปิดประตูห้องน้ำใส่หน้าธีธัช ในใจของกริชชัยบอกกับตัวเองว่า “กรูไม่เชื่อมรึง”

ภายในบ้านของนตรนภัส นรีวรรณส่งรูปสุพรรณิการ์ที่อยู่บนจอโทรศัพท์มือถือให้เนตรนภัส ทันทีที่เนตรนภัสเห็นภาพก็กรีดแหลมดังออก
“นังฝ้าย”
เนตรนภัสทั้งโกรธ ทั้งช็อก ทั้งแค้น พลางหันมาทางนรีวรรณ
“นุ้ยแน่ใจนะว่าวัชไปดูคอนเสิร์ตกับมันจริงๆ”
นรีวรรณยืนอยู่ข้างสีรุ้งที่นั่งเครียดอยู่
“จริงค่ะ นุ้ยจำหน้าได้แม่นเป๊ะ คุณแม่ก็ยืนยันได้ว่าเป็นคนเดียวกัน”
เนตรนภัสหันมาถามสีรุ้งด้วยสายตา สีรุ้งพยักหน้ารับ
เนตรนภัสกำโทรศัพท์แน่นด้วยความโกรธ
“อีนังฝ้าย เป็นมันจริงๆ ทำไม..ทำไมไม่มีใครบอกแหนม เพื่อนวัชทุกคนรวมหัวกันปิดเรื่องนี้ คงคิดว่าแหนมไม่มีปัญญารู้ความจริง คอยดูนะแหนมจะโทร.ด่าให้ครบทุกคนเลย”
เนตรนภัสหมดความอดทน ฟิวส์ขาดปาโทรศัพท์ของนรีวรรณลงบนโซฟา นรีวรรณตกใจร้อง “ว้าย” และรีบเอามือไปรับไว้ได้ทัน
เนตรนภัสเดินไปหยิบโทรศัพท์ของตัวเอง แล้วก็กดหาคนแรก “กริชชัย”

กริชชัยกำลังอาบน้ำอย่างสบายใจ ทันใดนั้นธีธัชก็เปิดประตูพรวดเข้ามา กริชชัยตกใจ
“เฮ้ย ไอ้ธี เปิดเข้ามาทำไมวะ”
ธีธัชวางโทรศัพท์ไว้ที่เคาท์เตอร์หน้ากระจก เสียงสายเข้ายังดังต่อเนื่อง
“แหนมโทร.มาเป็นครั้งที่ 20 แล้ว แกรีบรับเลยก่อนที่จะโทร.มาเป็นครั้งที่ 21”
หลังบอกกริชชัยเสร็จ ธีธัชปิดประตูห้องน้ำ กริชชัยหยิบผ้าเช็ดตัวมานุ่งแล้วก็รับโทรศัพท์แหนมด้วยความสงสัย
“สวัสดีครับ”

เนตรนภัสกระแทกเสียงใส่โทรศัพท์
“ทำไมคุณกริชต้องปิดบังแหนมด้วย แหนมเสียใจมาก เสียแรงที่ไว้วางใจ เห็นว่าเป็นผู้เป็นคนมากที่สุดในบรรดาเพื่อนของวัช แต่สุดท้ายก็ห่วยเหมือนกันหมด”
“เดี๋ยวๆ แหนมพูดอะไร ผมไม่รู้เรื่อง”
เนตรนภัสยังส่งเสียงอาละวาดไม่เลิก สีรุ้งกับนรีวรรณนั่งอยู่ข้างๆเนตรนภัสคอยเป็นกองเชียร์
“ไม่ต้องพูดคำว่า “ไม่รู้เรื่อง” เพราะแหนมไม่เชื่ออีกแล้ว”
กริชชัยจับต้นชนปลายไม่ถูก ธีธัชยืนเงี่ยหูรอฟังอยู่ใกล้ชิด กริชชัยเดินคุยไปหยิบเสื้อผ้าไป
“ก็ผมไม่รู้เรื่องจริงๆ แหนมพูดเรื่องอะไรอยู่”
เนตรนภัสพูดด้วยความแค้น
“วัชไปดูคอนเสิร์ตกับนังฝ้าย !! เพื่อนบ้านจอมอ่อยของคุณกริช”
“ไอ้วัชเนี่ยนะไปดูคอนเสิร์ตกับคุณฝ้าย” กริชชัยแปลกใจ ธีธัชตาวาวขึ้นทันที
“ผมไม่รู้จริงๆ เพิ่งได้ยินจากแหนมนี่แหละ”
เนตรนภัสส่ายหน้า
“แหนมไม่เชื่อพวกคุณอีกแล้ว พวกคุณทุกคนรวมหัวกันหลอกแหนม”
กริชชัยพยายามจะอธิบาย ธีธัชครุ่นคิดตามไม่อยากจะเชื่อ
“ฝากคุณกริชไปบอกนังนั่นด้วยนะ อย่ามายุ่งกับวัช”
กริชชัยสะดุ้งเฮือก
“ถ้ามันไม่หยุด แล้วคิดจะมาแย่งกันหน้าด้านๆแบบนี้ แหนมเอามันตายแน่ “
เนตรนภัสวางสายด้วยความแค้น
นรีวรรณซึ่งนั่งอยู่ข้างๆเริ่มหนักใจ
“พี่แหนมเอาถึงตายเลยเหรอ เลิกกับพี่วัชแล้วปล่อยเค้าไป ไม่ง่ายกว่าเหรอ”
“ไม่มีทาง !! ถ้าฉันยอมปล่อยวัชไปให้มัน เท่ากับฉันยอมแพ้ คนอย่างเนตรนภัสไม่เคยแพ้ใคร นี่แค่เตือน ถ้ามันยังไม่ยอมหยุดยุ่งกับวัช ฉันจะเป็นคนหยุดมันเอง”
เนตรนภัสพูดจบก็เดินกระแทกส้นรองเท้าออกไป
สีรุ้งนั่งเครียดจนหน้ามืด
“นุ้ย...ส่งยาดมมาให้แม่หน่อยสิลูก ... แม่จะเป็นลม ...เฮ่อ”

ธีธัชทุบมือลงบนโต๊ะ
“ฉันไม่อยากเชื่อเลยจริง ไอ้วัชมันทำแบบนี้ได้ยังไง”
กริชชัยแต่งตัวเรียบร้อยเดินมาหาธีธัชพร้อมเสียงสนับสนุนอย่างเห็นด้วย
“ใช่ ฉันก็สงสัย ไอ้วัชมันไปดูคอนเสิร์ตกับคุณฝ้ายได้ยังไง”
“เปล่า ฉันไม่ได้สงสัยเรื่องนั้น” ธีธัชบอก
“อ้าว..”
“ฉันสงสัยว่า “ทำไมไอ้วัชมันไม่บอกเรา” ธีธัชพูดหน้าเครียด
กริชชัยผงะหลิ่วตามาทางธีธัช โธ่..ธีธัชยังไม่รู้ตัว
“มันปิดบังเราได้ยังไง ตั้งแต่คบกันมา มันไม่เคยมีความลับ แต่ครั้งนี้มัน “ไม่บอก” มันต้องมีอะไรมากกว่าดูคอนเสิร์ตแน่ๆ แกว่าจริงป่ะ”
ธีธัชหันมาเพื่อหาเสียงสนับสนุนจากกริชชัย แต่กริชชัยหายตัวไปแล้ว
“อ้าวเฮ้ย...”
กริชชัยยืนอยู่ที่ประตูกำลังจะออกไป
“ไอ้กริช แกจะไปไหน” ธีธัชถามขึ้น
“ฉันจะหาทางติดต่อกับคุณฝ้ายให้เค้ารู้ตัว ส่วนแกรีบติดต่อไอ้วัชบอกมันด้วยว่าแหนมรู้เรื่องแล้ว ... ถ้าไม่อยากให้คุณฝ้ายเดือดร้อนรีบไปเคลียร์ด่วน”
“โอเค”
ธีธัชรับคำ สองหนุ่มก็แยกย้ายกันไปคนละทาง กริชชัยรีบเดินออกไป ส่วนธีธัชก็เดินมาอีกทางหยิบ
โทรศัพท์โทร.หาวัชระ

ในห้องอาหารของโรงแรมชานเมือง อรุณศรีกับเบญลี่นั่งกินข้าวกันอยู่กับพนักงานในบริเวณโต๊ะยาวในห้องอาหารที่ทางโรงแรมจัดไว้อย่างดี แต่ละคนกินไปพูดคุยกันไปอย่างสนุกสนาน
กริชชัยเดินพรวดๆ เข้ามาในห้องอาหารเดินพุ่งมาที่อรุณศรีทันที
“อรุณศรี”
อรุณศรีหันมาด้วยความแปลกใจ ทุกคนบนโต๊ะอาหารเงียบกริบลงชั่วคราว ต่างหันมาทางกริชชัยและอรุณศรี
กริชชัยพูดเสียงจริงจัง
“ขอเชิญข้างนอกสักครู่ ผมมีธุระจะคุยด้วย”
“ค่ะ” อรุณศรีแปลกใจ
กริชชัยเดินนำออกไป พนักงานคนอื่นรวมทั้งเบญลี่มองมาที่อรุณศรีด้วยความสนใจ เมื่ออรุณศรีหันมา เบญลี่และพนักงานคนอื่นก็รีบก้มหน้ากินข้าวราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

กริชชัยเดินมาหยุดยืนอยู่ที่มุมหนึ่งหน้าโรงแรม อรุณศรีเดินตามมาติดๆ
“คุณมีเรื่องอะไรจะคุยกับฉันเหรอคะ”
“เรื่องคุณฝ้าย”
อรุณศรีขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ
“รู้หรือเปล่าว่า วัชกับคุณฝ้ายไปดูคอนเสิร์ตด้วยกัน” กริชชัยถามอรุณศรี
“ทราบค่ะ ฝ้ายบอกฉันแล้ว มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ”
“มี..” กริชชัยหน้าหน้าเครียดขึ้นมาทันที กริชชัยเล่าต่อไป
“ตอนนี้แหนมรู้เรื่องแล้ว เค้าโทร.มาหาผม ให้ผมไปบอกคุณฝ้ายให้เลิกยุ่งกับไอ้วัช และเค้าก็คิดว่าผมรู้เห็นเป็นใจและ รวมหัวกันปิดบัง”
อรุณศรีถึงกับหน้าเสีย
“ฉันต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่เพื่อนฉันทำให้คุณต้องเดือดร้อน”
“ไม่ใช่เพื่อนคุณคนเดียว เพื่อนผมก็ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน” กริชชัยตอบแบบลูกผู้ชาย

ภายในห้องอาหารของโรงแรม ลำเภาเดินเข้ามามองหาและไม่เห็นกริชชัย เห็นแต่เบญลี่ที่นั่งกินข้าวอยู่กับพนักงาน ลำเภาเดินมาหาเบญลี่
“คุณเบญลี่คะ .. คุณกริชยังไม่มาทานข้าวเหรอคะ”
เบญลี่ตาวาว เปิดฉากเรื่องคันปากทันที
ไมาแล้วค่า.... มาแล้วไปแล้ว”
“ไปไหนคะ” ลำเภาขมวดคิ้วสงสัย
“ไปกับแอ๊วค่ะ” เบญลี่พูดด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบกับลำเภา ลำเภาเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ...

กริชชัยและอรุณศรียังคุยกันที่เดิม
“ที่ผมมาบอกเพราะอยากให้คุณเตือนคุณฝ้ายให้ระวังตัว แหนมเป็นคนไม่ยอมใคร ผมเป็นห่วงว่า เค้าอาจจะทำอะไรที่เราคิดไม่ถึง”
“ได้ค่ะ ฉันจะรีบบอกฝ้าย ฉันคิดว่า.. ทางที่ดีฝ้ายควรจะไปขอโทษคุณแหนม และบอกตามตรงว่าไม่มีอะไรที่ต้องกังวล คุณแหนมจะได้ไม่ต้องคิดมาก”
กริชชัยมองอรุณศรีแล้วยิ้มนิดๆ อรุณศรีแปลกใจ
“คุณยิ้มอะไร”
“ยิ้มที่คุณเป็นห่วงความรู้สึกของแหนม มันทำให้ผมดีใจว่า ผมมองคุณไม่ผิด”
อรุณศรีก้มหน้าด้วยความเขินอาย กริชชัยยิ้มถูกใจ บรรยากาศดูสวยงามมีความสุข
ทันใดนั้นเสียงปรานต์ก็โพล่งขึ้น
“มีความสุขกันมากนักใช่มั้ย”
อรุณศรีกับกริชชัยหุบยิ้มแบบฉับพลันและหันมาตามเสียง ปรานต์ยืนหน้าเครียดพร้อมจะมีเรื่อง
“ปรานต์ ...... มาได้ยังไง” อรุณศรีถามด้วยความแปลกใจ
“ทำไมจะมาไม่ได้ ถ้าปรานต์ไม่แอบตามมา คงไม่ได้เห็นว่ามีความสุขกับ “ชู้” มากแค่ไหน” ปรานต์พูดสวนทันที
“ปรานต์มากไปแล้วนะ”
กริชชัยใจเต้นระทึกด้วยความโกรธกับคำพูดของปรานต์ แต่ยังรักษาอารมณ์ไว้อย่างมีสติ
ปรานต์หันขวับมาทางกริชชัย
“ฉันจะบอกให้นะ เงินแกอาจจะทำให้แอ๊วใจอ่อน”
อรุณศรีชักสีหน้าด้วยความไม่พอใจ
“แต่มันไม่ทำให้ฉันยอมแพ้ ต่อให้รวยล้นฟ้า แกก็ไม่มีวันแย่งแอ๊วไปจากฉันได้ คนอย่างแกถ้าไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง ก็อย่าคิดเลยว่าจะแอ๊วจะสนใจ” ปรานต์พูดต่อ
กริชชัยยืนกำหมัดแน่น พยายามใช้ขันติเพื่อระงับความโกรธ อรุณศรีตวาดใส่หน้าปรานต์อย่างเหลืออด
“หยุดพูด แล้วก็กลับไปได้แล้ว ก่อนที่แอ๊วจะเรียกคนอื่นมาลากปรานต์ออกไป”
ปรานต์หันมาทางอรุณศรี
“ไม่ต้องไล่ ปรานต์ก็ไปแน่.. แต่แอ๊วต้อง กลับไปปรานต์ด้วย” ปรานต์พูดพลางเดินปรี่เข้ามาหาอรุณศรี
ปรานต์เข้ามากระชากแขนอรุณศรีอย่างแรง อรุณศรีถึงกับเซไปตามแรงดึง
“โอ้ย...”
ปรานต์ลากอรุณศรีถูลู่ถูกังไปอย่างน่าสงสาร
“ปรานต์ปล่อยนะ แอ๊วไม่กลับ”
“ต้องกลับ” ปรานต์กระชากอีกที
“โอ้ย...”

ลำเภานั่งกินข้าวกับเบญลี่ สองคนเริ่มสังเกตเห็นว่าพนักงานชะเง้อชะแง้มองออกไปที่หน้าต่าง ลำเภาถาม
ขึ้น
“มีอะไร”
“ มีคนได้ยินเสียงเหมือนคนทะเลาะกันอยู่ที่สวนค่ะ” เบญลี่หันมาบอกลำเภา
ลำเภาขมวดคิ้วเริ่มสังหรณ์ใจบางอย่าง

กริชชัยทนไม่ได้ พูดขึ้นด้วยความโกรธ
ปล่อยอรุณศรีเดี๋ยวนี้” กริชชัยบอก
ปรานต์หันขวับมา
“กูไม่ปล่อย” ปรานต์บอก
ปรานต์ตะโกนกลับพร้อมกับกระชากอรุณศรีมาอย่างแรงด้วยความโกรธ ร่างอรุณศรีเซตามแรงดึงจนเสีย
หลัก หัวไปฟาดเข้ากับต้นไม้เต็มแรง
“โอ้ย”
ปรานต์ตกใจเผลอปล่อยมือจากอรุณศรีทันที บริเวณหัวของอรุณศรีมีเลือดไหลออกมา ปรานต์ตกใจ
“แอ๊ว” ปรานต์กำลังจะเข้าไปดู
กริชชัยพุ่งเข้ามาที่อรุณศรีก่อนปรานต์ กริชชัยประคองอรุณศรีไว้ด้วยความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด
“อรุณศรี...เป็นอะไรหรือเปล่า..อรุณศรี”
อรุณศรีมองหน้ากริชชัยแล้วส่ายหน้าแต่ยังยังมีสติ
“แค่มึนๆ” อรุณศรีพูดขณะที่มือยังกุมอยู่ที่หัว
“เดี๋ยวผมพาเข้าไปข้างใน” กริชชัยบอก
กริชชัยประคองอรุณศรีลุกขึ้น อรุณศรีก็ลุกตามแต่โดยดี ปรานต์เห็นแล้วทนภาพบาดตาไม่ได้ถึงกับสติแตกในทันที
“กูไม่ให้ไป”
-ปรานต์พุ่งเข้ามากะใส่กริชชัยเต็มที่ แต่กริชชัยหันมาทันและใช้ความเร็ว ยื่นขาออกมาสกัดขาปรานต์ไว้ ปรานต์โดนขัดขาถึงกับเซไปข้างๆ !! พอตั้งหลักได้ก็หันมาเหวี่ยงหมัดเข้าที่หน้ากริชชัย กริชชัยรีบดันอรุณศรีหลบ
และสวนกลับไปอย่างเร็ว หมัดของกริชชัยสวนโดนเข้าหน้าปรานต์เต็มๆ ปรานต์ถึงกับหน้าหงาย
“โอ้ย” ปรานต์ร้องลั่น
ปรานต์ไม่ยอมเหวี่ยงหมัดเข้าหน้ากริชชัยหนึ่งไปทีหนึ่ง อรุณศรีถึงกับหน้าเสีย กริชชัยหันกลับมามองหน้าปรานต์ ปรานต์ยิ้มกวนด้วยความสะใจ กริชชัยตัดสินใจพุ่งเข้าใส่และอัดเป็นชุดแบบไม่ยั้ง จนปรานต์ร่วงทรุดลงกับพื้นไปต่อหน้า

ลำเภากับเบญลี่เดินออกจากห้องอาหารเพื่อมาดูว่าอะไรเกิดขึ้น เบญลี่ตกใจที่เห็นเหตุการณ์ที่กำลังชุลมุนกันอยู่ที่สวนถึงกับตกใจ
“นั่นมันแฟนแอ๊วนี่คะคุณเภา”
ลำเภารู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นรีบสั่งเบญลี่ทันที
“ไปตามรปภ.มา เภาจะไปช่วยคุณกริชเอง“
“ค่ะ”
เบญลี่ซอยเท้ารีบวิ่งไปตามรปภ. ทันที ลำเภาเดินไปหากริชชัย พนักงานบางคนเดินออกตามออกมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เบญลี่ตะโกนบอกพนักงาน

“ใครก็ได้ รีบตามรปภ.มาเร็ว”

อ่านต่อหน้าที่ 3






สามหนุ่มเนื้อทอง ตอนที่ 18 (ต่อ)

ที่สวนภายในโรงแรม ปรานต์ร้องโอดโอยทรุดหมอบอยู่ที่พื้น ปรานต์มองหน้าอรุณศรีแสร้งร้องขอความช่วยเหลือ

“แอ๊วช่วยปรานต์ด้วย”
อรุณศรีมองปรานต์ด้วยความสมเพชมากกว่าสงสาร กริชชัยมองหน้าอรุณศรีด้วยความอยากรู้ใจเธอ
ลำเภาวิ่งมาพร้อมกับพนักงานบางคน เข้ามาดูเหตุการณ์ด้วยความตกใจ
“คุณกริชเกิดอะไรขึ้น”
กริชชัยยังไม่ทันจะได้บอก ปรานต์เห็นเป็ฯจังหวะดีที่จะฉีกหน้ากริชชัยแต่อลูกน้องทุกคนจึงรีบพูดแทรกขึ้น
“มันมาแย่งแฟนฉัน เจ้านายของพวกแก..จะแย่งแอ๊วไปจากฉัน”
อรุณศรีได้ยินถึงกับรับปรานต์ไม่ได้
“ปรานต์..พอได้แล้ว หยุดพูดได้แล้ว”
ลำเภารีบแกห้สถานการณ์ด้วยการพยักหน้าให้ทุกคนกลับไปที่ห้องอาหาร
“ตรงนี้ฉันจัดการเอง กลับไปทานข้าวกันได้แล้ว”
ปรานต์เห็นคนกำลังจะเดินไปจึงเล่นละครต่อไป
“ไม่หยุด ... ทุกคนเค้าจะได้รู้ความจริงกันไปเลย ไอ้เจ้านายไฮโซของพวกแก ที่แท้ก็เป็นแค่ผัวเก็บ ผัวตัวจริงของแอ๊ว..คือฉัน”
อรุณศรีได้ยินอย่างนั้นถึงกับโกรธจนตัวสั่น พูดด้วยเสียงสั่นเครือด้วยความโกรธ
“เราสองคนยังไม่เคยมีอะไรกัน ไม่มีสิทธิ์มาอ้างความเป็นสามี” อรุณศรียืนยันเพื่อความบริสุทธิ์ของตัวเอง
กริชชัยมองหน้าอรุณศรีด้วยความเห็นใจ
ลำเภามองตาดุหันมาทางพนักงานบางคนยังยืนอยู่ พนักงานรู้ตัวรีบเดินกลับไป เบญลี่กำลังวิ่งมาพร้อม
กับรปภ.
“รปภ.มาแล้วค๊า” เสียงแจ๋นๆของเบญลี่ดังมาแต่ไกล
ปรานต์มองหน้าอรุณศรีด้วยความแค้น ฝ่ายอรุณศรีก็มองหน้าปรานต์อย่างเอาจริงและไม่กลัวเหมือนกัน
“หุบปากชั่วๆ แล้วรีบออกไปจากที่นี่ได้แล้ว ถ้ายังไม่ไป..เราสองคนได้เลิกกันแน่”
ปรานต์เสียหน้า กัดฟันกรอด
เบญลี่มาพร้อมกับรปภ.กริชชัยปรายตาไปเห็นพอดี
“ผมจะพาอรุณศรีไปทำแผล ฝากคุณเบญลี่กับเภาดูแลทางนี้ด้วย”
“ค่ะ”
กริชชัยเดินมาประคองอรุณศรีที่ยืนตัวเย็นเฉียบด้วยความโกรธ ปรานต์มองอรุณศรีซึ่งเดินไปกับกริชชัยแล้วก็ลุกพรวดขึ้นจะตามไป ลำเภา เบญลี่ และรปภ.ชายฉกรรจ์อีก 3 - 4 คนก็ยืนขวางไว้ ปรานต์มองอรุณศรีกับกริชชัยที่เดินจากไปกันสองคนด้วยความแค้นยังกรุ่นอยู่ในใจ
“เชิญคุณกลับไปได้แล้ว พวกเราต้องการความสงบ” ลำเภาออกหน้า
“จะไปดีๆ หรือจะไปทั้งน้ำตา” เบญลี่ย้ำอีกครั้ง
ปรานต์หันขวับมามองหน้าเบญลี่ที่ยืนเชิดอยู่ด้วยสายตาเกลียดชัง
“ไปก็ได้โว้ย ไอ้พวกหมาหมู่ บอกเจ้านายพวกแกด้วยนะ...มันไม่มีวันแย่งแอ๊วไปจากฉันได้..ไม่มีวัน”
ปรานต์สะบัดหน้าแล้วก็เดินจากไปอย่างยะโส เบญลี่เบ้หน้า พลางพูด
“โธ่..ไอ้หลงตัวเอง คิดว่าล่ำแล้วหญิงจะหลงหรือไง มีแต่กล้ามไม่มีความดี ไม่มีใครเค้าอยู่ด้วยหรอกย่ะ”
ลำเภามองตามไปแล้วก็ถอนใจ..หนักใจแทนกริชชัยและอรุณศรี

กริชชัยพาอรุณศรีมาตรงมุมสวยสงบของโรงแรม..บรรยากาศค่อนข้างเป็นส่วนตัว อรุณศรีนั่งอึ้งน้ำตายังซึม อยู่เพราะความโกรธ อรุณศรีปาดน้ำตาพยายามไม่มันไหลออกมา แผลที่หน้าผากยังมีเลือดแห้งกรังติดอยู่
กริชชัยพาใบหน้าที่มีรอยชกช้ำเดินมาพร้อมยาในมือ พอเห็นอรุณศรีนั่งปาดน้ำตากริชชัยก็ชะงักเล็กน้อยแล้ว
ค่อยๆเดินเข้ามาหา
อรุณศรีได้ยินเสียงฝีเท้ากริชชัยเดินมาก็รีบสูดลมหายใจทำเข้มแข็ง กริชชัยเดินมาหยุดตรงหน้า
“ผมทำแผลให้”
อรุณศรีขยับตัวออกเล็กน้อยพลางพูด
“ไม่เป็นไรค่ะ..ฉันทำเองได้ ขอบคุณค่ะ”
กริชชัยมองหน้าอรุณศรี แล้วถามอย่างเป็นห่วง
“ร้องไห้ทำไม เสียใจเหรอ”
อรุณศรีคิดเล็กน้อยแล้วส่ายหน้า
“ฉัน..อายคนอื่น แล้วก็.. อายคุณด้วย” อรุณศรีพูดทั้งน้ำตา
“ฉันไม่คิดว่าปรานต์จะกล้าพูดอะไรแบบนั้น ไม่คิดเลยจริงๆ”
อรุณศรีกระพริบตาถี่ๆไม่ให้น้ำตาไหล กริชชัยเห็นแล้วสงสารอรุณศรีจับใจ
“ที่เค้าพูด เพราะเค้าหวงคุณ เค้าคงอยากประกาศให้ผมรู้ “
“แต่มันไม่เป็นความจริง ทั้งผัวเก็บ ผัวจริง มันไม่จริงสักอย่าง”
อรุณศรีคิด..แล้วก็ตัดสินใจ พูดแบบไม่มองหน้ากริชชัย
“ฉันขอร้องล่ะ..คุณอย่ามายุ่งกับฉันอีกเลย “ อรุณศรีพูดอย่างหนักแน่น
กริชชัยรู้สึกเหมือนใจหายวาบไปในทันที
“ไม่ว่าจะในฐานะเพื่อน หรือ เจ้านายผู้หวังดี .. ฉันขอร้อง ..เลิกยุ่งกับฉันเถอะค่ะ”
กริชชัยกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เหมือนมีก้อนลมจุกอยู่ที่คอ กริชชัยคิดแล้วก็พูดออกมาตรงๆ น้ำเสียงหนักแน่นพอกับอรุณศรี
“เห็นทีจะเลิกไม่ได้”
“ทำไมคะ “ อรุณศรีถามเสียงขุ่น
กริชชัยมองหน้า.อรุณศรีนิ่งนานก่อนจะบอกความในใจ
“เพราะผมชอบคุณ”
กริชชัยสารภาพด้วยหน้าแดงกล่ำด้วยความอายทำตัวไม่ถูก อรุณศรีอึ้งขึ้นมาอย่างกระทันหัน
“คุณ..เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมเงียบ” กริชชัยถาม
“ฉัน..ไม่เชื่อ”
“ทำไม”
“คุณ...กับฉัน...คือ...”
อรุณศรีอ้ำอึ้งพยายามเรียบเรียงคำพูด
“มันเป็นไปไม่ได้ ฉัน..ไม่ใช่คนที่คุณจะชอบ”
“คุณคิดแบบนั้น..เพราะคุณไม่ใช่ผม”
อรุณศรีหยุดพูด..มองหน้ากริชชัย กริชชัยมองกลับ พยายามจะเก็บความอายไว้
“ผมชอบคุณ ในแบบที่คุณเป็น .. ชอบที่คุณเป็นของคุณแบบนี้ ถึงคุณไม่เชื่อ ผมก็เลิกชอบคุณไม่ได้”
อรุณศรียังอึ้งอยู่ รู้สึกตัวร้อนผ่าว ทำตัวไม่ถูก
“แต่ฉันมีแฟนแล้ว”
“ผมไม่ถือ ...ผมไม่รีบ ผมรอได้”
กริชชัยถือโอกาสรีบพูดต่อ
“วันนี้ผมต้องขอบคุณแฟนคุณ ที่ทำให้ผมกล้าสารภาพความรู้สึกที่มีต่อคุณ”
กริชชัยสบายใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ความรู้สึกที่เคยโดนกดทับไว้เหมือนจะถูกปลดปล่อยออกมาให้เป็น
อิสระ กริชชัยวางขวดยาไว้ที่โต๊ะข้างๆอรุณศรี
“ผมว่าคุณควรจะรีบไปทำแผล ก่อนที่มันจะแห้งมากไปกว่านี้”
กริชชัยมองหน้าอรุณศรีอีกครั้ง
“คุณห้ามไม่ให้ผมทำแผลให้คุณได้..แต่คุณห้ามไม่ให้ผมเป็นห่วงคุณไม่ได้” กริชชัยพูดต่อ ..
อรุณศรีค่อยๆเงยหน้ามองหน้ากริชชัย...แววตาที่หนักแน่นของกริชชัยฉายแววประกายออกมาอย่างชัดเจน
อรุณศรีเริ่มหวั่นไหว..หัวใจที่เหี่ยวแห้งค่อยๆพองโตขึ้นโดยไม่รู้ตัว
หลังจากที่กริชชัยทำแผลให้อรุณศรีเรียบร้อย อรุณศรีเดินกลับมาที่ห้องพัก ในมือถือขวดยา อรุณศรีมองขวดยาแล้วนึกถึงกริชชัยแล้วยิ้ม ทว่าเป็นรอยยิ้มที่ยังไม่เต็มที่ เหมือนยังมีห่วงๆอยู่ในใจ

ตรงหน้าห้องกริชชัยมีล๊อบบี้เล็กๆ เป็นมุมส่วนตัวที่ไม่มีคนอื่น กริชชัยนั่งคุยอยู่กับธีธัช ลำเภายืนอยู่ไม่
ไกล
“ฉันไปคุยโทรศัพท์กับไอ้วัชแป๊บเดียว นี่เรื่องของแกเดินไปเร็วขนาดนี้เลยเหรอวะเนี่ย”
“ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจว่ะ จังหวะนั้น .. มันออกไปเอง”
ลำเภาพูดแทรกขึ้น
“เภาว่า..คุณกริชทำถูกแล้ว ชอบก็บอกว่าชอบ ยอมรับไปเลย สุภาพบุรุษจะตาย ดีกว่าบางคน ชอบก็ไม่ยอมรับ ทำเป็นฟอร์มจัดโน่น นี่ นั่น น่ารำคาญจะตาย” ลำเภาแดกดันธีธัชจนได้
“ไม่ใช่ฉันก็แล้วกัน” ธีธัชโพล่งออกมา
“ร้อนตัว” ลำเภายิ้มเยาะ
“มั่วนิ่ม” ธีธัชสวนอย่างเร็ว
“แล้วมันจริงหรือเปล่าล่ะ”
“ไม่จริง”
“ไม่จริงแล้วตามมาที่นี่ทำไม”
“ใครตามเธอมาหะ”
กริชชัยขี้เกียจทนฟังเสียงธีธัชกับลำเภาต่อล้อต่อเถียงจึงกพรวดพราดขึ้น แล้วโพล่งออกมา
“ไปนอนแล้วนะ”
ธีธัชกับลำเภาร้อง “อ้าว” ขึ้นพร้อมกัน
“พรุ่งนี้มีงานต้องทำแต่เช้า อยากจะทะเลาะกันต่อก็เชิญตามสบาย”
กริชชัยพูดจบก็เดินไปที่ห้องพักเลย ธีธัชรีบลุกตามไป
“ไอ้กริชรอด้วย..ฉันไปด้วย”
ลำเภามองตามแล้วก็ยิ้มๆ พร้อมกับเปรยขึ้นลอยๆ
“หนีไปนอน เพราะเถียงสู้ไม่ได้อ่ะดิ”
ธีธัชหันขวับกลับมา อ้าปากจะเถียง แต่ก็พูดไม่ออก ได้แต่ชี้หน้าลำเภาแล้วพูดว่า
“คิดไม่ออก ฝากไว้ก่อนเหอะ”
ลำเภาแอบขำ...หัวเราะแล้วก็กลับมาเก๊กเหมือนเดิม..ไม่นะ.. ’ฉันไม่ได้มีความสุข’ ลำเภาพยายามบอกตัวเองอย่างนั้น

อรุณศรีนั่งอยู่บนเตียง ขวดยาวางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงในห้องพัก ใบหน้าอรุณศรีครุ่นคิด เบญลี่เดินออกมาจากห้องน้ำ มองอรุณศรีด้วยความเห็นใจ
“แอ๊ว...ทำใจให้สบายนะ เรื่องเมื่อเย็นพี่บอกคนอื่นในบริษัทไปหมดแล้วว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิด จริงๆแล้วไม่มีอะไร”
“ขอบคุณมากค่ะ”
เบญลี่นั่งลงที่เตียงข้างๆ คิดแล้วจึงถามอรุณศรี
“แอ๊ว..พี่ถามจริงๆนะ .. แฟนแอ๊วเป็นแบบนี้ทำไมถึงไม่เลิกๆไปซะ คนดีๆอย่างคุณกริชก็รออยู่เห็นๆ พี่ว่ามาถึงวันนี้ แอ๊วไม่ต้องแอ๊บทำเป็นไม่รับรู้ว่าคุณกริชคิดอะไรอยู่”
อรุณศรีคิดแล้วตอบออกมาจากความรู้สึกที่แบบตรงไปตรงมา
“ถ้าแอ๊วจะเลิกกับแฟน แอ๊วอยากเลิกเพราะเราไปด้วยกันไม่ได้ ไม่ใช่เลิกเพราะเรามีคนอื่น”
เบญลี่ฟังแล้วก็พยักหน้าไปด้วย อรุณศรีคิดและพูดต่อ
“และการที่เราจะเริ่มต้นใหม่กับใครสักคน..มันไม่ใช่แค่วันสองวัน พอรู้ว่าเค้าชอบเรา แล้วก็วิ่งไปหาเค้าเลยมันก็ไม่ใช่..ความรักมันต้องใช้เวลา”
“โห..แม่พลอย..หลุดออกมาจากสี่แผ่นดินหรือเปล่าจ้ะ หญิงสาวสามจีอย่างเรา ไม่ต้องรอขนาดนั้นก็ได้ คลิ๊กปุ๊บ ดาวน์โหลดปั๊บ อัพสเตตัสทันที .. โดยเฉพาะผู้ชายอย่างคุณกริช ไม่ต้องดูนานจัดการได้เลย” เบญลี่พูดขำๆ
“ถ้ากับปรานต์ยังไม่จบ แอ๊วยังไม่อยากจะเริ่มใหม่ไม่ว่าจะกับใครทั้งนั้น ต่อให้ดีแค่ไหน .. ก็ยังไม่ใช่ตอนนี้”
อรุณศรีพูดอย่างหนักแน่น ... เบญลี่ยื่นหน้าเข้ามาถาม
“แล้วเมื่อไหร่มันถึงจะจบ”
แม้แต่อรุณศรีก็ยังไม่มีคำตอบให้กับตัวเอง

ฟ้าเริ่มมืด ปรานต์ขับรถมาที่จอดร้านสะดวกซื้อข้างทางแห่งหนึ่ง ปรานต์นั่งส่องกระจกดูใบหน้าที่บอบช้ำอยู่ในรถ ปรานต์กำลังใช้ยาทาด้วยความหงุดหงิด พอทาเสร็จก็ปาขวดยาทิ้งไว้เบาะข้างๆ พร้อมทั้งโวยวายระบายอารมณ์ออกมา
“โธ่เว้ย”
ปรานต์คิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา นึกถึงภาพที่กริชชัยประคองอรุณศรี ตอนกริชชัยชกปรานต์แล้วอรุณศรีไม่ช่วยแต่กลับซ้ำเติมด้วยคำพูดต่างๆนานา
“หุบปากชั่วๆ แล้วรีบออกไปจากที่นี่ได้แล้ว ถ้ายังไม่ไป..เราสองคนได้เลิกกันแน่”
นึกถึงตอนนี้ ปรานต์กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บแค้น
“มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก” ปรานต์พูดกับตัวเอง
ทันใดนั้นโทรศัพท์ดังขึ้น ปรานต์คิดว่าเป็นอรุณศรีพลางคิดในใจ “โทรมาง้อล่ะสิ” และเมื่อปรานต์หยิบโทรศัพท์มาดูแล้วก็ชะงัก จอโทรศัพท์หน้าจอขึ้นชื่อ และรูป “เกียว” ปรานต์หุบยิ้ม ชักสีหน้าทันที
“อีแก่..โทร.มาทำไมเนี่ย”

เสียงเกียวดังเข้ามายังโทรศัพท์ของปรานต์อย่างหงุดหงิด
“อยู่ไหน”
“ผมประชุมอยู่” ปรานต์โกหก
“ประชุม.. สองทุ่มเนี่ยนะ”
ปรานต์หงุดหงิดอยากจะด่ากลับ แต่ก็ทำไม่ได้ พยายามเสียงเครียดใส่
“ก็งานที่บริษัทมันยุ่งมาก เครื่องเสียงล็อตใหม่ก็เพิ่งจะมาลง ถ้าพี่ไม่เชื่อผมก็ไม่รู้จะทำยังไง”
น้ำเสียงของเกียวเย็นลงเล็กน้อยเพราะกลัวปรานต์จะโกรธ
“พี่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เชื่อ แต่พอดีกลับมาคอนโดแล้วไม่เห็นปรานต์ พี่ก็..เป็นห่วง”
ปรานต์ขมวดคิ้ว
“พี่อยู่คอนโด ไหนบอกว่าไประยองสองสามวัน”
“ก็พี่ทนคิดถึงปรานต์ไม่ไหว ก็เลยแอบกลับมาเซอร์ไพรส์น่ะ”
ปรานต์ส่ายหน้าด้วยความเซ็ง
“แล้วนี่ปรานต์จะประชุมเสร็จกี่โมง” เสียงเกียวเริ่มออดอ้อน
“ก็..อีกสักพัก”
“รีบกลับมานะ พี่คิดถึง”
ปรานต์เบ้หน้านิดๆ แล้วก็พยายามตอบน้ำเสียงปกติ
“ครับพี่”
ขณะที่ปรานต์วางสายไปด้วยความเซ็ง หงุดหงิด แต่เกียววางสายไปพร้อมรอยยิ้มละไมอย่างมีความสุข
“มาทำไมวะเนี่ย” ปรานต์บ่นด้วยความเซ็ง ..

สีรุ้งและนรีวรรณเดินลงจากบ้าน ทั้งสองคนอยู่ในชุดนอน แต่เนตรนภัสอยู่ในชุดเตรียมออกไป
ข้างนอก สีรุ้งถามขึ้นด้วยความแปลกใจที่เห็นเนตรนภัสกำลังจะออกจากบ้านในเวลาดึกดื่น
“แหนม..จะไปไหนลูก”
“จะไปด่าอีนังจอมอ่อย แหนมจะไปประกาศให้มันรู้ว่าแหนมไม่โง่ และถ้ามันไม่อยากตาย รีบๆเลิกยุ่งกับวัชระ”
“แม่ไม่ให้ไป เราฝากเพื่อนเค้าไปบอกนายวัชระแล้วไม่ใช่เหรอ ปล่อยให้เค้าจัดการไปสิ”
นรีวรรณพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง เนตรนภัสไม่ยอมรับ
“แหนมทนไม่ได้ค่ะ จะให้แหนมนั่งอยู่เฉยๆ ทั้งๆที่รู้ว่านังนั่นมันแอบไปดูคอนเสิร์ตกับแฟนตัวเอง แหนมทำไม่ได้จริงๆ มันจี๊ดๆๆอยู่ในใจค่ะแม่ กินก็กินลง นอนก็นอนไม่หลับ มันเครียดไปหมด ถ้าแหนมไม่ได้ด่ามัน ไม่ได้ตบมันสักฉาดสองฉาด แหนมต้องขาดใจตายแน่ๆ”
สีรุ้งส่ายหน้าด้วยความหนักใจได้แต่พยายามพูดเตือนสติ
“แหนมต้องทนให้ได้ เรื่องนี้แหนมไม่ผิด สองคนนั้นผิด เค้าต้องรับผิดชอบ”
“ใช่ ถ้าพี่แหนมอาละวาดตอนนี้นะ จะกลายเป็นตัวอิจฉาไปทันที แต่ถ้าพี่แหนมอยู่เฉยๆนะ นางเอกมากๆ”
เนตรนภัสเสียงอ่อนลงเมื่อได้ยินนรีวรรณพูด เพราะลึกๆแล้วเนตรนภัสอยากเป็นนางเอกมากกว่าตัวอิจฉา
“แหนมเรารู้แล้วว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร อาละวาดไปก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น มีแต่จะทำให้เราแย่ตามสองคนนั้นไปด้วย นิ่งไว้ลูก นิ่งไว้แล้วเราจะอยู่สูงกว่าพวกนั้น อย่าลดตัวลงไปให้ต่ำกว่านี้ .. ถ้านายวัชระเป็นคนดีจริง เค้าจะต้องจัดการให้เรียบร้อย โดยที่ลูกไม่ต้องแปดเปื้อน” สีรุ้งพูดพลางเดินเข้ามาจับมือเนตรนภัสให้สติ
“ก็ได้ค่ะ..แหนมจะให้เวลาวัชหนึ่งวัน ต้องจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย และรีบมาขอโทษแหนม แต่ถ้าวัชยังไม่ทำอะไร..แหนมทำแน่”
-เนตรนภัสจิกหางตาอย่างมุ่งมั่น เป็นตายเดี๋ยวก็รู้กัน

วัชระเดินเข้ามายังร้านสาดสุราด้วยความร้อนใจ วัชระส่ายสายตามองหาสุพรรณิการ์ไปทั่วร้านแต่ไม่เห็น วัชระเดินตรงไปถามเด็กเสิร์ฟ
“น้อง..คุณฝ้ายอยู่หรือเปล่า”
“วันนี้พี่ฝ้ายไม่เข้าครับ”
วัชระพยักหน้ารับรู้ เด็กที่เขาสอบถามเดินไปแล้ว วัชระคิดถึงเหตุการณ์เมื่อเย็นที่ธีธัชโทร.มาหา
“แหนมโทร.หาไอ้กริช” วัชระทวนประโยคที่ธีธัชบอกมาทางโทรศัพท์
“ใช่ ใส่ชุดใหญ่เลย แหนมโกรธมากที่แกไปดูคอนเสิร์ตกับคุณฝ้าย ฉันไม่รู้ว่าเค้ารู้ได้ยังไง แต่ถ้าประกาศอาฆาตคุณฝ้ายไว้ แกรีบจัดการให้เรียบร้อยก่อนคุณฝ้ายจะเดือดร้อนไปอีกคน” วัชระส่ายหน้าด้วยความหนักใจ

วัชระยืนอยู่หน้าร้านสาดสุรา วัชระโทร.หาสุพรรณิการ์ โทรศัพท์สุพรรณิการ์ขึ้นชื่อ “ผู้กอง” ขณะที่สุพรรณิการ์กำลังนั่งดูละครอยู่ที่ห้องพักในคอนโด เมื่อเห็นว่าเป็นสายของวัชระก็นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งและยังไม่ได้รับสาย
สุพรรณิการ์คิดถึงเรื่องราวที่อรุณศรีโทร.มาเล่าให้ฟัง
“แฟนเค้ารู้ก็รู้ดิ ฉันไม่ได้จะปิดสักหน่อย”
“ฉันรู้ว่าแกไม่อยากปิด แต่แกก็ไม่ต้องห้าวทำอะไรที่มันประเจิดประเจ้อตอนนี้ แกอาจจะไม่คิดอะไรกับคุณวัช แต่แฟนเค้าคิดว่าแกคิด” อรุณศรีว่า
“แล้วแกจะให้ฉันทำยังไง”
“อยู่เฉยๆ และอยู่ห่างๆจากคุณวัชไว้สักพัก ฉันจะกลับพรุ่งนี้ แล้วเราค่อยคิดกันว่าจะทำยังไงต่อ”
สุพรรณิการ์ฟังอรุณศรีแล้วคิดตาม

ที่ห้องพักในคอนโดฯ สุพรรณิการ์เบือนหน้าหนีจากโทรศัพท์ ทั้งที่ในใจอยากจะรับสายของวัชระ ได้แต่พยายามทำใจให้อยู่นิ่งๆ
“ทำไมไม่รับสาย .. มีอะไรหรือเปล่าวะ” วัชระกดวางสายพลางคิดหนัก

เช้าวันต่อมา หน้าโรงแรมบรรยากาศคึกคัก คนทยอยขนของขึ้นรถ เพื่อนำไปบริจาคเป็นวันที่สอง ทั้งกริชชัยและอรุณศรีต่างเดินลงมาจากห้องตัวเอง และมาเจอกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ต่างคนต่างชะงักเท้า มองหน้ากันด้วยความเขินทั้งคู่ กริชชัยทักขึ้นก่อน
“แผลเมื่อคืน เป็นยังไงบ้าง ยังเจ็บอยู่หรือเปล่า”
“ไม่แล้วค่ะ แผลไม่ได้ใหญ่มาก ขอบคุณที่ถามค่ะ”
“แล้ววันนี้ออกไปแจกของไหวมั้ย ถ้าไม่ไหวพักที่นี่ก็ได้นะ”
“ไหวค่ะ”
“ถ้าไม่ไหวบอกผมนะ” กริชชัยมองหน้าอรุณศรีอย่างอ่อนโยน
“ค่ะ”
กริชชัยคิดแล้วก็ถามขึ้น
“อ่อ..เรื่องที่เราคุยกันเมื่อวาน..เรื่องที่ผมชอ.. “
กริชชัยยังพูดไม่จบ อรุณศรีรีบแทรกขึ้น
“ฉันว่าเรื่องนั้นเราค่อยคุยกันนอกเวลางานดีกว่านะคะ ฉันไม่อยากเสียสมาธิ”
กริชชัยพยักหน้ารับ
“ได้ครับ.. เป็นความคิดที่ดี.. ผมจะได้มีเหตุผลชวนคุณไปทานข้าวหลังเลิกงาน..เพื่อคุยเรื่องส่วนตัวของเราสองคน”
“เอ่อ...” อรุณศรีจะแย้ง
กริชชัยไม่ยอมฟัง ตัดบททันที
“ผมไปรอที่รถนะครับ”
กริชชัยเดินเลี่ยงนำไปเล่วงหน้า อรุณศรีมองตามแล้วส่ายหน้าพลางบ่นพึมพำ
“พลาดซะแล้ว..อรุณศรี...เฮ่อ”

ธีธัชใส่เสื้อทีมงานเดินมาจากห้องพัก เห็นลูกค้ายืนชะเง้อๆ เหมือนรอใคร ธีธัชชะงัก คิดก่อนที่จะเดินเข้าไปหา
“สวัสดีครับ ตื่นเช้าจังเลยนะครับ” ธีธัชแสร้งยิ้มเหมือนจะเป็นมิตร
“สวัสดีครับ” ลูกค้ายิ้มรับแล้วก็ชะเง้อมองต่อ
ธีธัชเห็นอาการแล้วไม่ไว้ใจจึงถามต่อทันที
“เอ่อ รอใครหรือเปล่าครับ”
ลูกค้าแอบเขินนิดๆ
“อ๋อ.. รอน้องเภาน่ะครับ ผมไม่แน่ใจว่าตอนไปแจกของ รถจะพอหรือเปล่า ถ้าน้องเภายังไม่รู้จะไปคันไหน จะได้ไปกับผม”
“คุณไม่ต้องห่วงครับ..เพราะเภาเค้าไปคันเดียวกับผมกับกริช คุณล่วงหน้าไปได้เลยครับ เดี๋ยวเภาไปกับผมเอง”
“ขอบคุณที่เป็นห่วง.. “น้องสาวเพื่อนผม” แต่ไม่ต้องห่วงครับ ผมดูแลเอง” ธีธัชแอบสวมรอยแสดงความเป็นเจ้าของ
ดูเหมือนว่าลูกค้าจะฉลาดพอที่จะเข้าใจในความหายของธีธัช
“งั้น.. ผมไปก่อนนะครับ”
“เชิญครับ”
ลูกค้าเดินคอตกออกไป ธีธัชมองตาม เมื่อเห็นว่าไกลพอควรก็แอบบ่น
“ยัยหนูตะเภา..เสน่ห์แรงใช่เล่น”

ลำเภาเดินออกมาจากโรงแรมในชุดทะมัดทะแมง ถือกระเป๋าใบโตใส่อุปกรณ์ช่วยชีวิตสัตว์มาด้วย
ธีธัชหันมาเห็นลำเภาก่อน แอบทึ่งในความน่ารัก แต่แว่บเดียวก็ดึงตัวกลับมาทำเก๊ก ขรึม ทำฟอร์มนิ่งไม่แคร์
ธีธัชยืนอยู่กับกริชชัยเตรียมพร้อมออกเดินทาง เบญลี่และอรุณศรียืนอยู่ไม่ไกล กริชชัยหันไปเห็น
ลำเภาก็พูดขึ้น
“เภามาแล้ว..เราไปกันเลย”
กริชชัยพยักหน้าให้อรุณศรีและเบญลี่ขึ้นรถ สองสาวพยักหน้ารับและเดินมาจะขึ้นรถ กริชชัยรีบหันมาเปิด
ประตูให้อรุณศรีอย่างสุภาพ เบญลี่แอบยิ้มแซว อรุณศรีพยายามทำตัวปกติและขึ้นรถไป เบญลี่ขึ้นตาม กริชชัยปิดประตูให้อย่างสุภาพ
ลำเภาเดินมาถึงรถ ธีธัชมองๆแล้วถามกวนๆ
“กระเป๋าอะไรของเธอ แบกไปทำไมเนี่ย”
“เดี๋ยวก็รู้”
ลำเภาเปิดประตูแล้วก็ขึ้นมานั่งคู่กับอรุณศรี ธีธัชขึ้นไปนั่งคู่กับกริชชัย ในใจยังแอบสงสัยเรื่องกระเป๋าของลำเภา กริชชัยขับรถนำออกไปจากโรงแรม รถคันอื่นทยอยขับตามมาเป็นขบวน

ในพื้นที่น้ำท่วม กริชชัยดูแลอรุณศรีอย่างเต็มที่ เปิดเผย ช่วยจับมือ ช่วยประคอง คอยมอง และห่วงใยอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางสายตาชื่นชมของเบญลี่ อรุณศรีส่งของให้กริชชัยคอยแจกให้ชาวบ้าน
ธีธัชอยู่บนเรือลำเดียวกับลำเภา ธีธัชกับลำเภาช่วยแจกของ บางบ้านที่มีสัตว์ ลำเภาช่วยเหล่าสัตว์อย่างอารี
ธีธัชมองด้วยความชื่นชม ลำเภาทำงานอย่างตั้งใจ จริงจัง คล่องแคล่ว ผิดจากตอนกวนๆอย่างสิ้นเชิง
อรุณศรีมองกริชชัยด้วยความชื่นชม และกริชชัยก็มองอรุณศรีด้วยความพอใจ
ฝ่ายธีธัชมองดูลำเภาด้วยสายตาชื่นชมและประหลาดใจ ที่เห็นลำเภาเอาการเอางาน และช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ไม่เหลือคราบเด็กกะโปโลแม้แต่น้อย ธีธัชเผลอยิ้มโดยไม่รู้ตัว

จบตอนที่ 18
ติดตามอ่านตอนที่ 19

ติดตามอ่านเรื่องราว "3หนุ่มเนื้อทอง" อย่างเต็มอิ่ม ละเอียดทุกบทสนทนา ทุกลมหายใจของตัวละคร สมบูรณ์ที่สุด และตรงตามบทโทรทัศน์ช่อง 3 ตั้งแต่ต้นจนอวสาน โดยไม่มีการตัดทอน ทุกวันทาง "ละครออนไลน์"





หอบรักมาห่มป่า ตอนที่ 18
หอบรักมาห่มป่า ตอนที่ 18
วินยานอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง มีผ้าฝ้ายผืนหนึ่งคลุมร่างอยู่ วินยาค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้น ด้วยความเจ็บปวด “อ๊อย” วินยามองไปรอบๆ อย่างไม่คุ้นเคยพลางพึมพำออกมาเบาๆ “ที่ไหน” ทันใดนั้นเอง ผ้าที่ห่มตัวอยู่ก็เลื่อนลง วินยาเหลือบมองที่ร่างกายของตัวเองเห็นว่าท่อนบนเปล่าเปลือย วินยาถึงกับตกใจร้องลั่น “หา! ทำไมเป็นแบบนี้” เสียงเลาซาดังเข้ามา “ตื่นแล้วหรือ” วินยาตกใจรีบดึงผ้าฝ้ายมาห่มตัว เธอหันมองเลาซาอย่างเคืองแค้นเพราะคิดว่าเลาซาทำมิดีมิร้ายเธอ “เจ้า เจ้า เจ้าทำอะไรข้า” เลาซายิ้มมุมปากกอดอกมองวินยา “จะปิดอีกทำไม ข้าเห็นจนเบื่อจะเห็นแล้ว” “ไอ้เลาซา!” วินยาโมโห
กำลังโหลดความคิดเห็น...