xs
xsm
sm
md
lg

สามหนุ่มเนื้อทอง ตอนที่ 15

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สามหนุ่มเนื้อทอง ตอนที่ 15

เมื่อกริชชัยกลับมาถึงห้องพัก ก็พบเพียงกระดาษโน้ตของลำเภา ซึ่งแปะติดข้างฝาไว้ ด้วยความที่รู้จักนิสัยของลำเภาเป็นอย่างดี จึงไม่ค่อยไว้วางใจนัก และลึกๆ ในใจ ไม่คิดว่า ลำเภาจะเดินทางกลับบ้านตามที่บอกไว้ กริชชัยกดโทรศัพท์มือถือโทร.หาลำเภาทันที

เสียงจากโทรศัพท์ “หมายเลขที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้...”
กริชชัยกดวาง แล้วก็คิดอยู่สักครู่ก่อนที่จะโทร.หาธีธัช
“น้องแกอยู่นี่แหละ กำลังแรงเลย” ธีธัชบอก
“กำลังแรงคืออะไร” กริชชัยถาม
ลำเภานั่งหน้าแบ๊วทำหน้าเป็นปนน่ารักอยู่ที่หน้าร้านสาดสุรา จนธีธัชแอบมองด้วยความหมั่นไส้
“ก็แรงๆ อ่ะช่างเหอะว่าแต่แกโทร.มาหาฉันทำไม” ธีธัชไม่รู้จะอธิบายกับภาพที่เห็นอย่างไร
“ก็โทร.มาเรื่องเภานี่แหละ” กริชชัยพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ไอ้ธีแกบอกเภารีบกลับบ้านเลย ถ้าไม่กลับ ฉันจะไปรับเดี๋ยวนี้”
ธีธัชยิ้มรับถือเป็นโอกาสเหมาะ
“ได้เลยเพื่อน..จัดให้ “
ธีธัชรีบวางสายพร้อมกับยิ้มนิดๆ ขณะที่ยังเป็นกังวลอยู่

ธีธัชกำลังตั้งท่าจะเดินไปหาลำเภา แต่สาวบิ๊กอายจับแขนไว้
“จะไปไหนอ่ะคะ”
“ไปดูน้องสาวเพื่อน”
“ คนไหนอ่ะคะ” สาวบิ๊กอายสงสัยอย่างมีจริต
“คนที่สติไม่ค่อยดีอ่ะ เสร็จธุระแล้วเดี๋ยวบีบีไปบอกนะ”
ธีธัชยิ้มหวานแล้วเดินไปหาลำเภาเลย
“อ้าว ไหนบอกว่าไม่รู้จักอ่ะ งงนะเนี่ย”
หลังสาวบิ๊กอายรำพึงกับตัวเอง ก็นั่งแอ๊บแบ๊วอยู่ที่โต๊ะต่อไป

แก้วคอกเทลในมือหนุ่มตี๋โต๊ะข้างๆ ถูกส่งมาให้ลำเภาเพื่อเชื่อมสัมพันธ์
“แก้คอแห้งครับ”
“ขอบคุณค่ะ” ลำเภายิ้มรับแก้วคอกเทล
“แบร์รี่ครับ”
“ลำเภาค่ะ”
“ชื่อน่ารัก เหมือนหน้าเลยครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
“ยินดีที่รู้จักครับ” หนุ่มตี๋พูดพลางชูแก้วขึ้นมาชนกับแก้วของลำเภา
“ยินดีด้วยค่ะ”
หนุ่มตี๋ยกแก้วขึ้นดื่มพลางส่งสายตาเจ้าชู้ ลำเภากำลังจะยกแก้วดื่ม ธีธัชพุ่งเข้ามาคว้าแก้วไว้ทันที ธีธัชยืนถือแก้วอยู่หน้าเข้ม หนุ่มตี๋หันมามองหน้าธีธัชด้วยความไม่พอใจ
“พี่เป็นไรเนี่ย”
“เป็นแฟนค่ะ” ลำเภาตอบแทน
“อ้าว...”
ธีธัชบวางแก้วไว้บนโต๊ะแล้วทำเสียงเข้ม
“กลับบ้านได้แล้ว พี่ชายเธอโทร.มาตาม ไปก่อนนะน้อง พลาดแล้ว เสียใจด้วย” ธีธัชพูดพลางคว้าข้อมือของลำเภา แล้วหันไปหยิบเสื้อมายัดใส่หน้าอกของลำเภา ลากลำเภาออกไปจากร้าน ปล่อยทให้หนุ่มตี๋มองตามตาละห้อย
สุพรรณิการ์มองตามลำเภาและธีธัชด้วยความงง.. กรกนกยืนนิ่ง อึ้ง มองตามธีธัชและลำเภาด้วยความคับแน่นอยู่ในอก สุพรรณิการ์มองด้วยความเห็นใจ
“คุณกร”
กรกนกหันมาแล้วก็ยิ้มเศร้าๆ ไม่พูด ไม่ตอบก่อนหันหลังไปทำงานต่อ สุพรรณิการ์เลยไม่กล้าพูดอะไรต่อเพราะเกรงจะไปกระทบกระเทือนใจกรกนก..ได้แต่มองด้วยความเห็นใจ
กรกนกลับหลังสุพรรณิการ์แววตาเศร้าเลื่อนลอย กรกนกเปิดก๊อก ปล่อยน้ำลงที่อ่างล้างจานข้างหน้า เหมือนสายน้ำตาที่ไหลพรั่งพรูอยู่ในใจ

รถธีธัชเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้านลำเภา ธีธัชหันขวับมาที่ลำเภา
“ทีหน้าทีหลัง ฉันไม่ช่วยเธอแบบนี้อีกแล้วนะ ไม่รู้หรือไงผู้ชายที่มาเที่ยวกลางคืนแล้วเอาเหล้ามามอมผู้หญิงแบบนี้ มันต้องการอะไร”
“รู้”
“รู้แล้วยังไปรับเหล้ามันมาเนี่ยนะ นี่..ผู้ชายคนอื่น เค้าไม่ได้จะใจดี ขำๆ เหมือนฉันหมดทุกคนหรอกนะ ผู้ชายพวกนั้น ถ้าได้ มันก็ เอา”
“เป็นห่วง...หวง..หรือว่า...หึง”
ธีธัชชะงัก เมื่อถูกลำเภายิงหนึ่งดอก
“ ฉันทำตามหน้าที่เพื่อนของพี่ชายเธอ ถ้าไอ้กริชมันไม่โทร.มาฉันก็คงไม่สนใจ” ธีธัชเสียงเข้ม
ลำเภามินหน้าแล้วก็หัวเราะในลำคออย่างรู้ทัน
“ขำอะไร” ธีธัชถามอย่างร้อนตัว ยิ่งธีธัชโวยวายมากเท่าไหร่ ลำเภาก็ยิ่งขำมากขึ้น
“ฉันถามว่าขำอะไร”
“ขำคนไม่ยอมรับความจริง”
ธีธัชจุกอีกรอบ..อึ้งจนพูดอะไรไม่ออก
“ขอบคุณที่มาส่ง..แล้วก็ ฝันดีนะจ้ะ...คุณแฟน“
ลำเภาลอยหน้าลอยตาทิ้งท้ายอย่างกวน ก่อนจะลงจากรถ ธีธัชตอบโต้ไม่ทัน ลำเภาเปิดประตูลงจากรถไปแล้ว ธีธัชได้แต่ตะโกนไล่หลัง
“ใครเป็นแฟนเธอ ยัยหนูตะเภา ยัยหนูตะเภา”
ลำเภายักไหล่ไม่สนใจที่จะต่อปากต่อคำ ก้าวเดินเข้าตัวบ้าน ก่อนจะปิดประตูบ้านลำเภาก็หันมาแล้วก็ทำท่าส่งจูบแสนเซ็กซี่ให้ธีธัช
ธีธัชมองชะงักแต่ก็เผลอยิ้มออกมานิดๆ ในความทะเล้น หนึ่งอึดใจ ทันทีที่รู้สึกตัวก็รีบหุบยิ้มทำเก๊ก ไม่แคร์ ไม่สน ไม่หวั่นไหว แล้วขับรถออกไปทันที แสงไฟจากท้ายรถธีธัชหายเข้าไปในความมืด

ไฟหน้ารถแท็กซี่คันที่วัชระนั่งมาสาดมาที่หน้าร้านสาดสุรา ขณะนั้นไฟในร้านค่อยๆถดับลงทีละดวง เวลาตีสอง ร้านปิดแล้ว ผู้คนทยอยออกจากร้านเหล้า
วัชระเดินฝ่าฝูงชนมาเข้ามาในร้านด้วยสีหน้าละเหี่ยใจอย่างเห็นได้ชัด
สุพรรณิการ์หันมาเห็นพอดี จึงเขม่นตามองด้วยความแปลกใจ
“นายหน้าหนวดมาทำอะไรตอนตีสอง”
วัชระเดินเข้ามาในร้าน สุพรรณิการ์เดินมาถาม
“นี่คุณ..มาทำอะไรตอนนี้ ร้านปิดแล้ว”
“ไอ้ธีอยู่หรือเปล่า”
“กลับไปตั้งแต่หัวค่ำ”
สุพรรณิการ์ มองวัชระตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้า
“แค่ไปส่งแฟน โทรมขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย” สุพรรณิการ์พูดต่อ
“ไม่มีอารมณ์ตลก”
“โอเค๊ .. ไม่มีอารมณ์ตลกงั้นก็ เชิญจริงจังตามอัธยาศรัย ฉันไปปิดร้านก่อน ไม่อยากอยู่ใกล้ เพราะไม่มีอารมณ์จะเครียด” สุพรรณิการ์พูดพลางจะหันหลังไป
“เดี๋ยว.”
สุพรรณิการ์หันมา เลิกคิ้วถาม
“ผมขอเบียร์สักสองสามกระป๋องแล้วนั่งอยู่ข้างนอกนี้สักพักได้หรือเปล่า”
วัชระทำหน้าเซ็ง สุพรรณิการ์แอบเห็นใจ
“ไม่ได้..เพราะตอนนี้มันหลังตีสองแล้ว ตำรวจ เค้าห้ามขายของมึนเมา แต่ด้วยความเวทนาฉันจะให้สักหนึ่งกระป๋องก็แล้วกัน เค้าห้ามขายแต่ไม่ได้ห้ามแจก” สุพรรณิการ์ยิ้มกวน
“ใจดีกับเค้าเหมือนกันนะเนี่ย” วัชระยิ้มตามนิดๆ
“ไม่ใช่แค่ใจ แต่ฉันยังมีอะไรดีๆอีกมาก ที่คุณไม่รู้” สุพรรณิการ์จงใจยื่นหน้าเข้ามาบอก

กรกนกกำลังเคลียร์ของในตู้แช่เชคสต็อค สุพรรณิการ์เดินมา
“ น้ำสลัดของคุณโอบหมดแล้วนะคะ จะสั่งเพิ่มมั้ยคะ” กรกนกถาม
“เพิ่มค่ะ ลูกค้าชอบหลายคน ล็อตหน้าสั่งมา 50 ขวดเลยก็ได้ค่ะ”
“ค่ะ”
กรกนกรับคำแล้วก็หยิบโทรศัพท์มากดเข้าไปแปะในเฟซบุคของโอบบุญ กรกนกกด แล้วก็ยิ้มๆ
ก่อนจะเงยหน้ามาบอกสุพรรณิการ์ที่กำลังเชคเงินในลิ้นชักอยู่
“คุณโอบบอกว่าจะเอามาให้พรุ่งนี้นะคะ”
สุพรรณิการ์เงยหน้ามองอย่างแปลกใจ)
“ทำไมพี่โอบตอบมาเร็วจัง คุยกันตอนไหน”
“อ๋อ..คุยกันทางเฟซบุคน่ะค่ะ กรแปะถามไว้ คุณโอบก็ตอบมาเลยค่ะ”
สุพรรณิการ์หลิ่วตาถาม
“พี่โอบ - เฟซบุ๊ค - ตีสอง สามอย่างนี้มันดูไม่ค่อยเข้ากันเลยนะคะ มีอะไรพิเศษหรือเปล่าคะ”
กรกนกยิ้มร่วน
“ไม่มีค่ะ แค่เพื่อนกันน่ะค่ะ”
สุพรรณิการ์พยักหน้ารับ กรกนกหันไปหยิบกระเป๋าเตรียมกลับบ้าน
“กรเชคของแล้วก็รวบรวมบิลไปวางไว้ที่โต๊ะทำงานคุณฝ้ายแล้วนะคะ กรกลับก่อนนะคะ”
สุพรรณิการ์ยิ้มรับ
“พรุ่งนี้เจอกันค่ะ”
กรกนกเดินออกไป สุพรรณิการ์มองตาม และยังอดคาใจเรื่องโอบบุญ ที่กรกนกว่าเป็นเพื่อนไม่ได้
“พี่โอบกับคุณกร คุณกรกับคุณธี คุณธีกับลำเภา เฮ่อ..ยังไงกันวะเนี่ย”
กรกนกเดินไปทักทายและร่ำลา วัชระโบกมือแมนๆให้หนึ่งที กรกนกเดินออกจากร้านไป วัชระ
ยกเบียร์กระป๋องขึ้นซด สุพรรณิการ์ส่ายหน้า
“นี่ก็อีกคน...ทำไมคนที่มีความรักนี่มันวุ่นวายแบบนี้เนี่ย”
สุพรรณิการ์ส่ายหน้าแล้วก็หอบกล่องเงินขึ้นไปเคลียร์ที่ห้องทำงาน วัชระยังนั่งครุ่นคิด จิตตก อยู่ที่หน้าร้าน ลูกค้าที่เดินไปมาอยู่หน้าร้านค่อยๆบางตาลงเรื่อยๆและหายไปจนหมด

สุพรรณิการ์ปิดบัญชีเรียบร้อย ก็บิดขี้เกียจอย่างแรง
“เสร็จซะที”
สุพรรณิการ์หันไปที่หน้าร้านพบว่า วัชระยังนั่งอยู่ในทำแหน่งเดิม และไม่มีทีท่าว่าจะกลับ
“เฮ้ย..นายหน้าหนวด นี่ยังไม่กลับอีกเหรอเนี่ย”

วัชระนั่งเบื่ออยู่ที่เดิม จู่ๆสุพรรณิการ์ก็มาหย่อนตัวนั่งลงข้างๆ วัชระปรายตามามองนิดๆ
“เป็นอะไรมากหรือเปล่าเนี่ย” สุพรรณิการ์ถามเข้าประเด็น
“แล้วคุณล่ะ..เป็นอะไรมากหรือเปล่า”
“ ฉันเป็นอะไร” สุพรรณิการ์ขมวดคิ้วถาม
“ก็อยู่ๆลุกมาแต่งตัวซะ... “สวย” เลย..เป็นอะไรมากป่ะเนี่ย”
“ไม่มีอะไร ฉันก็แค่อยากสวย สวยแล้วสบายใจดี” สุพรรณิการ์ยิ้มกริ่ม
“เป็นผู้หญิงก็ดีนะ..แค่สวยก็มีความสุขแล้ว”
“แล้วคุณล่ะ..มีแฟนสวยขนาดนั้น ไม่มีความสุขเหรอ”
“ถ้ามีแล้วจะมานั่งตรงนี้เหรอ”
“ถามตรงๆเลยนะ คบแล้วทุกข์แบบนี้ ทำไมไม่เลิก”
“พยายามเลิกแล้ว แต่เค้าไม่ยอม”
วัชระพูดต่อเหมือนมีโอกาสได้ระบายความอึดอัด
“มันเป็นความผิดของผมเอง ผมไม่ดีพอสำหรับเค้า ถ้าผมดีกว่านี้ แหนมคงไม่ต้องเคี่ยวเข็ญให้ผมทำโน่นทำนี่ ที่ผมทำไม่ได้”
“ ฉันว่า..คุณเลิกฟุ้งซ่านแล้วก็กลับบ้านนอนได้แล้ว ไม่ได้เอารถมาใช่มั้ย นอนไหนเนี่ย เดี๋ยวฉันไปส่ง” สุพรรณิการ์พูดและมองด้วยความเห็นใจ
“ไม่เป็นไร ผมกลับแทกซี่เองได้”
“นี่..นานๆฉันจะใจดีซักที อย่าเล่นตัว ไปได้แล้วก่อนฉันจะเปลี่ยนใจ”
สุพรรณิการ์พูดจบก็ลุกขึ้นเดินนำไปอย่างห้าวหาญ วัชระมองตามนิดๆ สุพรรณิการ์หันมาแล้วก็กวัก
มือเรียกอย่างผู้ชายที่นิยมทำกัน พลางผิวปากวิ๊วเรียก วัชระมองสุพรรฺการ์แล้วยิ้มนิดๆ

รถสุพรรณิการ์จอดที่หน้าบ้านลำเภา วัชระหันมาขอบคุณ
“ขอบคุณมากที่มาส่ง ขอบคุณที่ให้นั่งหน้าร้าน แล้วก็แถมเบียร์ให้อีกหนึ่งกระป๋อง”
สุพรรณิการ์ยักไหล่พลางบอกว่า
“ไม่เป็นไร ถือว่าฉันติดสินบนเจ้าหน้าที่ก็แล้วกัน ถ้าฉันเดือดร้อนก็อย่าลืมช่วยด้วย”
“ โห..เอางั้นเลยเหรอ”
“ฉันล้อเล่นน่ะ ลงไปได้แล้ว” สุพรรณิการ์พูดพลางโบกมือไล่
“ไป ไป ไป ฉันจะรีบกลับบ้านนอน” สุพรรณิการ์ว่าต่อ
“ไม่ต้องห่วงน่ะ ไม่ไล่ผมก็ลงอยู่แล้ว”
วัชระเปิดประตู ก่อนจะก้าวขาออกจากรถหันมาพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจตรงไปตรงมา
“คุณก็ขับรถดีๆอย่าเพิ่งหลับรู้เปล่า ถึงบ้านแล้วค่อยนอน”
สุพรรณิการ์แอบตื่นเต้นนิดๆกับความห่วงใย แต่ไม่แสดงออกได้แต่พยักหน้ารับ
วัชระก้าวลงลงจากรถไป สุพรรณิการ์ลดกระจกลงพร้อมกับตะโกนตามหลัง
นี่คุณ ฉันว่า..บางทีที่แฟนคุณ เค้ายังไม่อยากเลิกกับคุณ อาจจะเป็นเพราะเค้า..ยังรักคุณอยู่ก็ได้”
“ถ้าเป็นแบบนั้นจริง..ก็คงดี ขอบคุณอีกครั้งที่มาส่ง”
วัชระเดินเข้าบ้านลำเภาไป สุพรรณิการ์มองตามแล้วก็คิด “ถ้าเป็นแบบนั้นจริง..ก็คงดี” แปลว่าอะไรนะ

เช้าวันต่อมา ภาพของกริชชัยที่ไปส่งที่หน้าออฟฟิศและที่บ้าน ทำให้ปรานต์นั่งเครียดอยู่ในห้องทำงาน ในมือถือปากกาแล้วกดเข้ากดออกอย่างใช้ความคิด ปรานต์มองออกไปหน้าร้านขายเครื่องเสียงติดรถยนต์เห็นเกียวเดินเข้ามาพอดี
“มาได้จังหวะพอดี” ปรานต์พูดพลางยิ้มกริ่มเจ้าเล่ห์

เกียวส่งซองเงินสีน้ำตาล ภายในบรรจุเงินสองแสนยืนให้ปรานต์พร้อมกับยิ้มจริงใจ
“นี่จ้ะ สองแสน ไม่ต้องรีบเอามาคืนนะ”
ปรานต์ยิ้มกว้าง รับมาด้วยความดีใจ
“พี่เกียวขอบคุณมาก พี่ช่วยชีวิตผมไว้เลยนะครับเนี่ย”
“คนทำมาหากิน พี่สนับสนุนอยู่แล้ว พี่เคยเจอแต่ไอ้ผู้ชายที่มันไม่ทำงานทำการ เกาะพี่กินไปวันๆ พอเห็นปรานต์ทำงานทำการดูแลตัวเองได้ พี่ก็ดีใจ”
“ขอบคุณครับ ถ้าไม่จำเป็นผมไม่อยากกวนเงินพี่ แต่พอดีที่ร้านเค้าขอเพิ่มทุน ถ้าหาเงินมาให้ไม่ได้ ผมก็จะโดนลดหุ้น ร้านนี้ผมสร้างมากับมือ คนอื่นก็แค่เดินไปเดินมา ผมไม่อยากทำงานฟรีๆ ไม่มีเปอร์เซ็นต์”
“พี่เข้าใจจ้ะ..เอาไปเถอะ แค่สองแสน พี่ชอปปิ้งยุโรปวันเดียวก็หมดแล้ว”
ปรานต์ยิ้มรับด้วยความพอใจ
“เดี๋ยวผมไปส่งพี่ที่รถนะครับ”
“จ้ะ”
เกียวควงปรานต์ยิ้มหน้าตาสดใส สองคนเดินควงกันอยู่ในห้างท่ามกลางสายตาของสาวๆที่มองปรานต์ ด้วยความเสียดาย เกียวหันไปเห็นสายตาสาวๆ ยิ่งภูมิใจ..ไม่เสียดายเงินสองแสน แม้แต่น้อย

กริชชัยเดินคุยโทรศัพท์มือถือกับเบญลี่อยู่ในห้างสสรรพสินค้า
“คุณเบญลี่ผมมาถึงแล้วนะ ร้านอาหารอยู่ชั้น 2 ใช่มั้ย”
“ค่ะ ลูกค้าเพิ่งโทร.มาบอกว่าถึงร้านพอดีเลยค่ะ”
“โอเค..เดี๋ยวประชุมเสร็จแล้ว ผมเข้าออฟฟิศเลย”
“รับทราบค่ะ บอส”
กริชชัยวางสายและกำลังจะเดินเลี้ยวไปอีกทาง ทันใดนั้นสายตาก็พลันสะดุดเข้ากับใครบางคนที่เดินอยู่อีกมุมของห้าง กริชชัยถึงกับสะดุดหยุดมองเห็นเกียวควงมากับปรานต์ ท่าทางหวานแหวว กริชชัยคิดถึงอรุณศรีขึ้นมาทันที ปรานต์กับเกียวเดินควงกันเข้าลิฟท์ กริชชัยได้แต่ยืนอึ้งอยู่

ปรานต์มาส่งเกียวที่รถหรู
“ผมเข้าออฟฟิศเอาเงินไปให้เค้าก่อนนะครับ แล้วก็มีประชุมต่อ เสร็จธุระเรียบร้อยแล้วจะรีบไปหาพี่ที่โรงแรมทันทีเลยครับ”
“จ้ะ”
“อ้อ..พี่ครับ ผมจะปิดมือถือตอนประชุม อาจจะติดต่อไม่ได้สักพัก เรียบร้อยแล้วผมจะรีบโทร.หาพี่นะครับ” ปรานต์พูดอย่างนึกขึ้นได้
“จ้ะ แล้วเจอกันนะ ตั้งใจทำงานล่ะ”
“ครับพี่”
เกียวยิ้มมีความสุข ปรานต์ยิ้มรับ ประตูรถปิดลง รถเกียวแล่นออกไป รอยยิ้มปรานต์ค่อยเปลี่ยนรอยยิ้มบนริมฝีปาก ปรานต์หยิบซองเงินออกมาดูอีกครั้ง

ซองเงินถูกเปิดออก ปรานต์หยิบเงินทั้งปึกออกมา แล้วดึงออกมาประมาณ 5000 ก่อนจะส่งทั้งปึกให้
พนักงาน
“นี่ครับ..แสนเก้าหมื่นห้าพันบาท”
พนักงานรับเงินมา พร้อมกับเลื่อนกล่องที่มีแหวนแต่งงานมาไว้ตรงหน้าปรานต์
“ลองเชคแหวนดูอีกครั้งนะคะ เดี๋ยวดิฉันไปเตรียมใบการันตีเพชรให้ค่ะ”
พนักงานเดินไปพร้อมกับเงิน ปรานต์หยิบแหวนแต่งงานมาดูแล้วก็ยิ้มด้วยความพอใจ คิดถึงอรุณศรี

ภายในบริษัท M Group อรุณศรีรับโทรศัพท์ปรานต์ด้วยน้ำเสียงขุ่นๆ
“มีอะไร”
ปรานต์เดินอยู่ที่หน้าร้านเพชรในมือมีถุงใส่แหวนเพชรอยู่
“แอ๊วยังไม่หายโกรธปรานต์อีกเหรอ..ปรานต์ส่งข้อความไปขอโทษตั้งแต่เมื่อคืนแล้วนะ เมื่อเช้าก็ส่ง กลางวันก็ส่ง เมื่อกี๊ก็ส่ง”
“แค่ข้อความ มันไม่ได้ทำให้อะไรมันดีขึ้นหรอกนะ”
“งั้นปรานต์มีของจะทำให้แอ๊วดีขึ้น เย็นนี้เลิกงานแล้วปรานต์จะไปรับที่ออฟฟิศนะ รับรองว่าถ้าแอ๊วเห็นของที่ปรานต์เตรียมไว้ให้ แอ๊วจะต้องอารมณ์ดีชัวร์” ปรานต์ยืนยัน
อรุณศรีอ้าปากจะแย้ง ทว่าปรานต์ไม่รอฟัง รีบตัดบททันที
“ปรานต์รักแอ๊วนะ.. แล้วเจอกันจ้ะ”
ปรานต์หยอดมุกเดิมแล้วก็วางสายไปพร้อมกับรอยยิ้มมั่นใจ อรุณศรีวางสายตามไป พร้อมกับถอนหายใจเบาๆ
“เฮ่อ...จะมาไม้ไหนอีกเนี่ย”

เนตรนภัสคุยอยู่กับนรีวรรณและสีรุ้งในบ้าน
“เลิกไปเลย” นรีวรรณบอกเนตรนภัส
“แกพูดอะไรของแก ยัยนุ้ย” เนตรนภัสถาม
“ก็พี่แหนมบอกว่าพี่วัช เค้าขอเลิก แล้วพี่แหนมยังจะทนคบกับเค้าต่อไปได้ยังไง เค้าพูดขนาดนี้ เลิกไปเลย”
“เลิกฉันก็โง่สิ ใครๆจะได้เม้าท์ว่าฉันโดนทิ้ง” เนตรนภัสสวนทันที
“แล้วทนคบต่อไปแบบนี้ มันฉลาดตรงไหน “
“นังนุ้ย หุบปากไปเลยนะ นี่แกจะด่าฉันโง่หรือไง”
นรีวรรณส่ายหน้า ไม่อยากจะพูดเพราะพูโปเนตรนภัสก็ไม่ยอมรับฟังเหตุผล สีรุ้งจำต้องเข้ามาเคลียร์ หลังจากทนฟังด้วยความลำบากใจ
“แหนม..น้องไม่ได้ด่า แค่เปรียบเทียบให้เห็นภาพ ลูกสาวแม่ทั้งสวย ทั้งเพียบพร้อมทุกอย่าง แหนมจะไปทนอยู่กับผู้ชายที่เค้าไม่ต้องการเราทำไมลูก”
“วัชเค้ายังต้องการแหนมค่ะแม่ เพียงแต่ตอนนี้เค้ากำลังลังเลเพราะผู้หญิงอื่น” เนตรนภัสเถียง
“ผู้หญิงที่อุ้มหมาใช่มั้ยล่ะ นุ้ยบอกแล้วก็ไม่เชื่อ”
“ไม่ใช่ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าเป็นใคร แต่แหนมเชื่อว่าต้องมีสักคนที่ทำให้วัชเปลี่ยนไป แหนมต้องรู้ให้ได้ว่ามันเป็นใคร แหนมจะกำจัดมันออกไปให้เร็วที่สุด แล้ววัชก็จะกลับมาเป็นคนเดิม”
นรีวรรณส่ายหน้าไม่เห็นด้วย สีรุ้งทนฟังจนต้องกุมขมับ

เนตรนภัสเชื่อมั่นในเหตุผลของตัวเอง โดยไม่รู้เลยว่า ผู้หญิงที่ทำให้วัชระเปลี่ยนไปคือตัวเธอนั่นเอง


อ่านต่อหน้า 2








สามหนุ่มเนื้อทอง ตอนที่15 (ต่อ)

เย็นวันเดียวกันนั้น เสียงออดดังขึ้นที่หน้าห้องของสุพรรณิการ์ ในขณะที่เธอยังนอนอยู่บนเตียง เสียงออดทำให้สุพรรณิการ์สะดุ้งตื่นด้วยอาการงัวเงีย รีบคว้านาฬิกาข้างเตียงมาดูเพิ่งจะห้าโมงเย็น

“ใครมาเนี่ย คนจะนอน”
เสียงออดดังอีก สุพรรณิการ์ลุกพรวดออกไปเปิดประตูห้องออกมาด้วยความหงุดหงิด แล้วก็เจอแต่ความว่างเปล่า สุพรรณิการ์งง มองซ้ายมองขวามีแต่ความว่างเปล่า จนสุพรรณิการ์ต้องขมวดคิ้ว
สุพรรณิการ์กำลังจะกลับเข้าห้อง แต่สายตาสะดุดเข้ากับถุงอาหารที่ห้อยไว้หน้าห้อง ในถุงที่ใส่อาหารมีกระดาษโน้ตติดอยู่ สุพรรณิการ์หยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่าน
“ตื่น กินข้าว แล้วไปทำงานได้แล้ว ผมซื้อข้าวผัดร้านอร่อยมาฝาก ขอบคุณที่ขับรถไปส่ง”
สุพรรณิการ์หันไปมองถุงที่วางอยู่ ข้างในมีกล่องข้าวอย่างดีวางอยู่ สุพรรณิการ์ยิ้มนิดๆ
“นายหน้าหนวดนี่แอบกุ๊กกิ๊กกับเค้าเหมือนกันนะเนี่ย”
สุพรรณิการ์หันไปมองที่หน้าห้องกริชชัย ประตูห้องปิดสนิท สุพรรณิการ์ยิ้มออกมานิดๆ เป็นความรู้สึกดีๆที่
ค่อยๆงอกงามขึ้นอย่างหนักแน่น

ภายในห้องกริชชัย วัชระกำลังรื้อข้าวของเพื่อหยิบเอาของส่วนตัวออกมาจากลังเพื่อวางเรียงบนชั้นที่เป็นพื้นที่ส่วนตัว ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น วัชระหันไปหยิบโทรศัพท์มาดู หน้าจอขึ้นชื่อ “แหนม” วัชระคิด..แล้วก็ตัดสินใจกดปิดเครื่อง ไม่รับ วันนี้ขอความเป็นส่วนตัว
วัชระโยนโทรศัพท์มือถือทิ้งลงที่โซฟาอย่างไม่สนใจใยดี แล้วหันมาจัดสรรพสิ่งในกล่องมีทั้งหนังสือนิยายสืบสวนสอบสวน ตำราเกี่ยวกับศิลปะการป้องกันตัว ยิงปืน และถึงของรักของหวงมากคือ แผ่นเสียงเก่าๆ ของวงสุนทราภรณ์ วัชระหยิบแผ่นซีดีของสุนทราภรณ์ฉบับอัดจากแผ่นเสียงเก่าชุด “๘๔ ปี ครูเอื้อ สุนทรสนาน (ยุคต้น)” วัชระยิ้มๆ กับตัวเองด้วยความคุ้นเคยแล้วลุกไปที่เครื่องเสียง

แผ่นซีดีชุดเดียวกับวัชระวางข้างเครื่องเล่นของสุพรรณิการ์ เธอใส่แผ่นเข้าไปในเครื่องแล้วกดเล่นเพลง “พรพรหม” ที่ขับร้องโดยเอื้อ สุนทรสนานและเพ็ญศรีพุ่มชูศรี เสียงอินโทรของเพลงบรรเลงขึ้นอย่างคึกคักแทรกด้วยเสียงครูดของแผ่นเสียงเก่าที่แฝงไว้ด้วยความคลาสสิคและสวยงาม

สุพรรณิการ์หันไปหยิบกล่องข้าวที่วัชระซื้อมาฝาก แล้วก็ตักกินอย่างมีความสุข

แผ่นซีดีชุดเดียวกันหมุนติ้วอยู่ในเครื่องเล่นของวัชระ เสียงเพลงดังอวลอยู่ในห้อง เสียงของครูเอื้อที่ร้องคู่กับเพ็ญศรีล้อไปกับเพลงที่กลิ่นอายของเพลงไทยเดิม

ช.รักประคอง น้องนางไม่ห่าง เลยชื่นประทิน รำเพยหอมเอย ผมนางพรางดม
ญ.หอมกลิ่น บุปผาลอยลมใช่ประทิน กลิ่นผมพี่ขา อย่าดม ผสมไป

วัชระเดินไปหยิบกาแฟร้อนๆมาหนึ่งแก้ว แล้วหย่อนลงนั่งที่ริมหน้าต่าง หลับตาฟังเพลงอย่างมีความสุข

สุพรรณิการ์อารมณ์ดีเมื่อได้ยินเสียงเพลงโปรด กินข้าวไป เดินไปอยู่ในห้อง เพลงพรพรหมถูกบรรเลงและขับร้องเรื่อยเข้ามาถึงท่อนดนตรีเร็ว สุพรรณิการ์เดินตามจังหวะประหนึ่งกำลังเต้นลีลาศอยู่คนเดียว

ช.แม้ได้ดอม คงหอม ซาบซ่า
ญ.หอมไม่นาน ขี้คร้าน คลาย
ช.น้องอย่าแคลง อย่าแหนง อย่าหน่าย
ญ.ลิ้นผู้ชาย สุดหมายอาลัย

วัชระแฟนพันธุ์แท้สุนทราภรณ์นั่งขยับขาเป็นจังหวะเพลง พลางขยับปากร้องตามทว่าไม่ได้ออกเสียง
“พี่รัก สลักใจ พรหมประทาน มาให้พี่ก็รัก ดังดวงใจน้องเอย จงให้ แอบอิง “ วัชระขยับปากไปตามเสียงเพลง
สุพรรณิการ์กินข้าวไป ร้องตามไปด้วยในท่อนผู้หญิง แสดงความเป็นแฟนตัวจริงไม่น้อยไปกว่าวัชระ
“พูดแต่ปาก ยากหลาย มักกลายเป็นลม น้อยหรือว่า เป็นเพราะ พระพรหม ฝืนใจข่ม ไม่ท้วงติง” สุพรรณิการ์ขยับปากตามเพลง

ขณะที่วัชระนั่งฟังเพลงสบายอารมณ์และสุพรรณิการ์เต้นรำอยู่คนเดียวในห้องด้วยความชำนาญ

ช.เจ้าอย่า อาลัย พี่นะปอง ใจจริงหมายหลัก พักพิงเจ้ารัก พี่จริง หรือไร
ญ.น้องเป็นหญิง พูดจริง รักจริง
ช.ขอเชย ยอดหญิง อย่ากริ่งหัวใจ
ญ.รักอย่า เร่าร้อน จงผ่อนฤทัย
ช.ขอเพียง ลูบไล้ ด้วยใจภักดี
ญ.อย่าเพิ่ง ชม มันจะตรม นะพี่ โปรดถนอม จอมชีวีถึงวัน ถ้าพี่ อย่าอาวรณ์

จังหวะของเพลงราวกับว่าทั้งสองคนกำลังเริงร่าอยู่ในโลกใบเดียวกัน เพียงแต่คนหนึ่งนั่งร้องเพลง อีกคนร้องไปเต้นรำไป
ช.(ญ.ตาม) คอย
ช.(ญ.ตาม) ชื่นใจ
ช.(ญ.ตาม) พระพรหมท่านให้ เรามา
ช.(ญ.ตาม) บุญ
ช.(ญ.ตาม) ช่วยพา
ช.(ญ.ตาม) สองเราจึงมา รื่นรมย์
ญ.(ช.ตาม) ยอม
ญ.(ช.ตาม) อดใจ
ญ.(ช.ตาม) ถึงวันคงได้ ชื่นชม
ญ.(ช.ตาม) คง
ญ.(ช.ตาม) ไม่ตรม
ญ.(ช.ตาม) เพราะว่า พระพรหมให้พร

ทั้งวัชระและสุพรรณิการ์มีความสุขอยู่ในโลกที่เหมือนกัน มีเพียงกำแพงบางๆกั้นไว้และยังไม่ถูกเปิดมาเจอกัน

ญ.น้องรู้นะรักเรา จะเศร้าอาวรณ์ น้องกลัว รักมาพาซ่อน พี่ก็ช้อน ดวงใจภิรมย์
ช.โธ่พุ่มพวง ช่างหวง กระไร เจ้าจะให้ ใครชม ขอพี่ภิรมญ์ ชื่นชมสมใจ

หน้าบริษัทเอ็มกรุ๊ปตอนเย็น พนักงานแต่ละฝ่ายทยอยกลับบ้าน กริชชัยเดินเข้ามาที่แผนกอรุณศรี มองกวาดไปทั่วแผนก ทันใดนั้นเสียงเบญลี่ก็ดังขึ้น
“แอ๊วกลับไปค่ะบอส” เสียงเบญลี่พูดขึ้นอย่างรู้ใจเจ้านาย
กริชชัยชะงักเล็กน้อยก่อนจะหันมาแบบมีฟอร์ม
“นานหรือยัง”
“ไม่นานค่ะ บอสจะให้เบญลี่โทร.ตามมั้ยคะ”
ไม่เป็นไร กริชชัยรีบบอก
“โทร.ตามได้นะคะ เพิ่งเดินออกไปเมื่อกี๊นี้เองค่ะ โทร.เลยนะคะ” เบญลี่ ก้มหน้าหยิบโทรศัพท์ด้วยความกุลีกุจอ
กริชชัยไม่สนใจ เดินออกไปที่หน้าบริษัทแล้ว
“บอสจะให้บอกว่าอะ.” เบญลี่เงยหน้าขึ้น ทว่ากริชชัยหายไปแล้ว
“อ้าว .บอสคะ บอสฮะ..บอสดิสแอพเพียร์ไปแล้ว”
เบญลี่มองเลิ่กลั่กและเริ่มเอะใจ
“วันนี้บอสมาแปลก ปกติถ้าทักเรื่องแอ๊วจะไม่ยอมรับ แต่วันนี้..ยอมรับว่ามาหายัยแอ๊วเฉยเลย หรือว่า..บอสจะ..จะ..จะ..” เบญลี่คิดในใจพลางหัวเราะคิกอย่างอารมณ์ดี
เบญลี่คิดและยิ้มคนเดียวไป เหมือนคนสติไม่ค่อยดี พนักงานหนุ่มหล่อแผนกอื่นเดินผ่านมาพอเห็นเบญลี่ยิ้มอยู่คนเดียวก็ขำกันคิกคัก..เบญลี่หันไปเห็นพอดีพลางนึกว่าผู้ชายยิ้มให้ เบญลี่หันไปยิ้มอ่อยให้สุดฤทธิ์ ผู้ชายถึงกับ
งง หุบยิ้มแล้วก็เดินห่างไปอย่างระแวง เบญลี่หุบยิ้มด้วยความหงุดหงิด
“อาไร เดินหนีทำไมยะ มู้ดดี้อ่ะ อารมณ์เสีย”
เบญลี่สะบัดบ๊อบใส่ด้วยความไม่พอใจ

กริชชัยเห็นอรุณศรียืนรออยู่ที่หน้าบริษัท เพียงพักเดียว รถของปรานต์แล่นเข้ามาจอดเทียบ ปรานต์รีบวิ่งลงมาจากรถ เปิดประตูให้อรุณศรี อรุณศรีมองหน้าอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก
“เมื่อวานทะเลาะยังกะจะเลิกกัน วันนี้มาหวานขนาดนี้เลยเหรอ”
“นี่แค่เกริ่นๆ ที่เหลือหวานกว่านี้อีกร้อยเท่า” ปรานต์ ผายมือพร้อมกับกล่าว
“ เชิญครับ คุณอรุณศรี”
อรุณศรีมองหน้าปรานต์พลางแอบระแวงแต่ก็ยอมขึ้นรถไป อยากรู้ว่าปรานต์จะทำยังไงต่อ เป็ฯจังหวะเดียวกับที่กริชชัยเดินมาเห็นพอดี กริชชัยมองไม่วางสายตาด้วยความเป็นห่วง
ปรานต์หันมาเห็นกริชชัยจึงได้ทียิ้มเยาะเย้ย กริชชัยไม่ยอมหลบสายตาปรานต์ ปรานต์ยักไหล่ใส่อย่างกวนๆแล้วก็เดินไปประจำที่คนขับ ก่อนจะขับออกไป

กริชชัยคิดถึงตอนกลางวันที่ปรานต์เดินควงแสดงความหวานกับเกียวในห้างสรรพสินค้า จึงยืนมองตามรถของปรานต์ตาละห้อยด้วยความเป็นห่วงอรุณศรี


หน้าร้านอาหารหรูในยามค่ำคืน มีผู้คนนั่งและยืนรออยู่หน้านร้านเป็นจำนวนมาก อรุณศรีกับปรานต์ยืนรออยู่ด้วย ในมือปรานต์ถือบัตรคิวเช่นเดียวกับคนอื่นๆ
“ทำไมคนมันเยอะนักวะ ตั้งคิวที่ 55”
ปรานต์เดินไปถามพนักงานด้วยความหงุดหงิด
“คุณครับ ตอนนี้คิวที่เท่าไหร่แล้ว”
“คิวที่ 12 ค่ะ”
“12 ! โห..แล้วของผม 55 จะได้กินวันนี้มั้ยเนี่ย” ปรานต์เสียงดัง
รุณศรีรู้สึกอายที่ปรานต์เสียงดังในที่สาธารณะ รีบมาดึงปรานต์ไป
“ปรานต์..ไปกินร้านอื่นก็ได้ ถ้าไม่อยากรอก็ไม่ต้องรอ”
“ไม่ได้ ร้านนี้กำลังดัง อร่อยด้วยนะ ปรานต์ชอบมาก ปรานต์เลยอยากพาแอ๊วมากิน มันกำลังฮิตมากเลยนะ ดูดิคนต่อคิวเพียบเลย”
“ปรานต์ชอบ..ปรานต์อยากพาแอ๊วมากิน...แล้วถามสักคำหรือเปล่าว่าแอ๊วอยากกินมั้ย” อรุณศรีพูดพลางถอนหายใจ
ปรานต์อ้าปากจะอธิบาย ทว่าอรุณศรีตัดบททันที
“ถ้าปรานต์ชอบ ปรานต์ก็รอไปแล้วกัน แอ๊วกลับไปกินก๊วยเตี๋ยวหน้าปากซอยดีกว่า”
อรุณศรีพูดจบก็หันหลังเดินไปคนเดียว ปล่อนให้ปรานต์ยืนตะลึงอยู่ตรงนั้น
“อ้าว..แอ๊ว..แอ๊ว อย่าเพิ่งไปสิแอ๊ว”
ปรานต์ร้องตะโกนอย่างลืมตัว คนแถวนั้นหันมามอง ปรานต์รู้ตัวรีบหุบปากและเดินตามอรุณศรีไปด้วยความ
เสียดาย

อรุณศรีเดินหน้าง้ำออกมาที่ลานจอดรถ ปรานต์รีบเดินตามมา
“แอ๊วหยุดคุยกันก่อนสิ” .
อรุณศรียังคงเดินต่อไปไม่หยุด ปรานต์จึงวิ่งมาดักที่หน้าอรุณศรี
“แอ๊วเดินหนีปรานต์ทำไม ปรานต์อุตส่าห์พยายามจะทำดีเพื่อแอ๊วนะ”
“ขอบคุณนะปรานต์ ที่อุตส่าห์ทำดีเพื่อแอ๊ว .. แต่ถ้ามันลำบากนัก ไม่ต้องทำก็ได้นะ มันช้าไปแล้ว”
ปรานต์ชะงัก)ทันที
“พูดแบบนี้ มันไม่ใช่แอ๊วเลยนะ รู้หรือเปล่าว่าแอ๊วแปลกไปมาก”
“ปรานต์เองก็แปลกไปเหมือนกัน ทำอะไรลับหลังไว้ ไม่ต้องมาทำดีกลบเกลื่อน” อรุณศรีพูดและมองหน้า
ปรานต์อึกอักเฉไฉ
“แอ๊ว..เรื่องผู้หญิงนั้นน่ะ แอ๊วเข้าใจผิดนะ”
อรุณศรีเลิกคิ้ว ไม่เชื่อโคตรๆ กำลังจะอ้าปากเถียง ปรานต์รีบพูดขึ้นก่อน
“โอเค..ปรานต์คุยโทรศัพท์กับผู้หญิงอื่น แต่เค้าเป็นลูกค้า ปรานต์ไม่รู้ปฎิเสธเค้ายังไง เค้ามาเอง แต่ปรานต์ไม่ได้รักเค้า ปรานต์รักแอ๊วคนเดียว”
อรุณศรีมองหน้าปรานต์ แววตาไม่ได้ตื่นเต้นแม้แต่น้อย ปรานต์ได้ทีรีบหยิบกล่องแหวนออกมา
“แอ๊ว...เราแต่งงานกันเถอะนะ “
อรุณศรีมองแหวนแต่งงานที่อยู่ในมือปรานต์
“แต่งงาน “ อรุณศรีทวนคำ
“ใช่ ผมขอคุณแต่งงาน เราคบกันมานานแล้ว นานเกินไปด้วยซ้ำ ถึงเวลาต้องแต่งกันซักที” ปรานต์น้ำเสียงจริงจัง
“นี่เป็นคำขอแต่งงาน หรือว่าเป็นการบังคับ”
“ก็...ขอไง..ปรานต์ขออยู่เนี่ย แล้วนี่ก็แหวนแต่งงาน ปรานต์เอาเงินทุกบาททุกสตางค์ที่มี มาซื้อให้แอ๊วเลยนะ”
อรุณศรีมองแหวนวงที่ปรานต์ถืออยู่ในมือ
“เท่าไหร่”
“เกือบสองแสน” ปรานต์ตอบด้วยความภูมิใจ
อรุณศรีมองหน้าปรานต์แล้วบอกว่า
“เอาไปขาย แล้วก็เอาเงินไปคืนฝ้ายซะ”
“แต่..นี่มันแหวนแต่งงานของเรานะ”
“เคลียร์หนี้ฝ้ายหมด และเคลียร์เรื่องผู้หญิงคนนั้นออกไปได้เมื่อไหร่ เราค่อยมาคุยเรื่องแต่งงานกัน !ส่วนสินสอดมันต้องไม่ใช่แค่แหวนวงเดียว ค่าตัวแอ๊วมันมากกว่านี้ .. เคลียร์ทีอย่างนะปรานต์ แล้วค่อยคุยกัน”
อรุณศรีหันหลังกำลังจะเดินไป ปรานต์ยังไม่ยอม จะอ้าปากเกลี้ยกล่อม อรุณศรีหันมาสรุปอีกที
“ไม่ต้องไปส่งนะ แอ๊วกลับเองได้”
อรุณศรีหันหลังแล้วเดินไป ปรานต์ได้แต่ยืนอึ้งค้างด้วยความผิดหวังเกินคาด สักพักความผิดหวังก็เปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น ปรานต์ปิดกล่องแหวนด้วยความฉุนเฉียวพลางกัดฟันกรอดในใจนึกถึงกริชชัย

ภายในห้องพักในคอนโด กริชชัย ธีธัชและวัชระนั่งคุยกันอยู่ในห้อง กริชชัยถามย้ำธีธัชอีกครั้ง
“แกจะให้ฉันเสียบเนี่ยนะ”
“ใช่ จังหวะอ่อนไหวแบบนี้แหละ แจ่ม ถ้าแกเข้าไปตอนนี้นะ รับรองเลิกกันชัวร์”
“จะดีเหรอ” กริชชัยถามย้ำ
“อ้าว เค้าเลิกกันมันก็ต้องดีกับแกอยู่แล้ว”
วัชระกำลังทำหน้าที่ชงเครื่องดื่มส่งให้เพื่อนในค่ำคืนนี้ ระหว่างที่กำลังทำหน้าที่ไปก็ฟังธีธัชยุยงกริชชัยไปด้วย
“แล้วมันจะดีกับอรุณศรีเค้าเหรอ” กริชชัยถามธีธัช
“ดีดิ แกบอกเองว่าแฟนเค้ามีปัญหาทั้งเรื่องเงิน แล้วนี่ยังเรื่องผู้หญิงอีก แต่แกเรื่องเงินก็ไม่มีปัญหา เรื่องหญิงยิ่งไม่ต้องห่วง ถ้าเค้ามาคบกับแกมีแต่ดีกับดี” ธีธัชบอกกริชชัย
กริชชัยคิดหนัก วัชระมองด้วยความเข้าใจ
“แกรู้สึกผิดอ่ะดิ เหมือนฉันเลย ฉันก็รู้สึกผิดกับแหนมเหมือนกัน”
ธีธัชกับกริชชัยหันมาทางวัชระอย่างไม่เข้าใจ
“คุยเรื่องไอ้กริชอยู่ดีๆ มาเรื่องแหนมได้ไงวะเนี่ย กรูหล่ะงง” ธีธัชว่า
“มันเรื่องเดียวกัน” วัชระพูดหน้านิ่ง
“ยังไงวะ” กริชชัยถามเพียงความกระจ่าง
“ก็เป็นความรู้สึกของคนที่กลับก็ไม่ได้ ไปก็ไม่ถึงไง ลอยคออยู่แบบครึ่งๆกลางๆ รอให้หน่วยกู้ชีพส่งฮอมาช่วย” วัชระบอก
“แม่ม !! แอปแต็กโคตรๆ บอกตรงๆนะผู้กอง ผมฟังไม่รู้เรื่องว่ะ” ธีธัชโพล่ง
กริชชัยขำอย่างฮา
วัชระทำหน้าอย่างเซ็ง
“ก็แปลว่า..จะจีบเค้ามันก็ไม่กล้า จะเลิกชอบเค้ามันก็ทำไม่ได้ ก็เลยต้องอยู่เฉยๆรอให้เค้าเลิกกับแฟนก่อน แล้วค่อยลุยไง” กริชชัยกับธีธัชอ๋อขึ้นทันที
ธีธัชหันมาทางกริชชัย
“ไง สรุปว่าแกจะไม่ทำอะไร นั่งรอหน่วยกู้ภัยที่ไอ้วัชมันว่าหรือเปล่า” ธีธัชถาม
กริชชัยใช้เวลาครู่หนึ่งในการคิดก่อนตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว
“ไม่ ! ฉันรอมานานแล้ว ลุยเลยดีกว่า”
“เฮ้ย จริงเหรอวะ” วัชระ ธีธัชร้องออกมาพร้อมกัน
“จริง ฉัน..จะจีบอรุณศรี” กริชชัยพูดน้ำเสียงจริงจัง
เป็นจังหวะที่เสียงเพลงจากเครื่องเล่นเข้ามาสอดรับอย่างหนักแน่น ฮ฿กเหิม ประหนึ่งว่า กริชชัยกำลังจะไปกู้โลกฉะนั้น

คืนเดียวกัน อรุณศรีก็กำลังปรึกษากับโอบบุญอยู่ภายในบ้านเหมือนกัน
อรุณศรีตอบหน้าเมื่อยๆ
“จริงอ่ะ”
โอบบุญคุยไป ทำน้ำสลัดใส่ขวดไปด้วย
“จริง..ฉันว่า แกกับไอ้ปรานต์กำลังจะเลิกรักกันแล้ว”
อรุณศรีคิดตาม ขณะเดียวกันก็กำลังเอาผักจิ้มน้ำสลัดไปด้วย
“แอ๊วว่า..แอ๊วก็ยังรักอยู่นะ”
โอบบุญหันมาถามด้วยความไม่เข้าใจ
“รักแล้วทำไมไม่แต่ง”
“ก็..ไม่มั่นใจ”
“ไม่มั่นใจอะไร”
“ก็..ไม่มั่นใจว่าจะรับกับปัญหาได้มั้ย ทั้งเรื่องเงิน เรื่องผู้หญิง บางที ปรานต์ก็เหมือนคนแปลกหน้าที่แอ๊วไม่รู้จัก แอ๊วว่าเค้าโกหก หลอกลวง คนรักกันควรจะยืนอยู่บนความจริงใจ ไม่ใช่อยู่บนความระแวง”
โอบบุญมองหน้าอรุณศรีแล้วถามตรงๆ
“แค่นี้เหรอที่ทำให้แกไม่แต่ง”
อรุณศรีพยักหน้า
“แน่ใจนะว่าไม่เกี่ยวกับเจ้าของรถสปอร์ตที่เทียวรับเทียวส่ง” โอบบุญว่า
อรุณศรีคิดไม่ถึงว่าโอบบุญจะสนใจเรื่องอขงกริชชัยด้วย เล่นเอาอรุณศรีถือผักค้างแต่เมื่อตั้งหลักได้จึงตอบแบบเหนียมๆ
“คุณกริชชัยน่ะเหรอ ..ไม่เกี่ยวกับเค้าหรอก เค้าก็แค่อยากเป็นเพื่อน”
โอบบุญเอาน้ำสลัดใส่ถุงผ้าเรียบร้อย เตรียมไปส่ง
“แล้วถ้าเค้ามาบอกว่าอยากเป็นมากกว่าเพื่อน..แกจะว่าไง”
อรุณศรีแอบคิดตาม แต่ไม่กล้าแสดงออกนอกหน้า
โอบบุญพูดยิ้มๆ แล้วพูดระหว่างเดินออกไป “ฉันเอาน้ำสลัดไปส่งก่อนนะ ปิดบ้านไปเลย ไม่ต้องรอ”
โอบบุญเดินออกจากบ้านไปทิ้งให้อรุณศรีนั่งอยู่กับคำถามของพี่ชายที่วนเวียนไปมาอยู่คนเดียว
“แล้วถ้าเค้ามาบอกว่าอยากเป็นมากกว่าเพื่อน...แกจะว่าไง??”
อรุณศรีคิดแล้วก็ท้อใจไปเอง ด้วยความเจียมตัว
“เป็นไปไม่ได้หรอก”
อรุณศรีคิดแล้วก็กลุ้ม ถอนหายใจเสียงดังออกมา
“เฮ่อ” !!

ธีธัชและวัชระนอนเมาหลับไปอย่างหมดสภาพอยู่ในห้องกริชชัย เหลือเพียงแต่กริชชัยที่เดินไปเดินมา
ครุ่นคิด
“จะจีบยังไงดีวะ” กริชชัยบ่นกับตัวเองอย่างพึมพำ ยิ่งเห็นสภาพเพื่อนที่เมาหลับไร้สภาพยิ่งกลุ่มและหงุดหงิดหนักเข้าไปอีก
“พึ่งพาไม่ได้สักคน”
กริชชัยถอนหายใจเฮือกใหญ่เพื่อหาทางออกให้กับตัวเอง

ยามดึกมากที่ร้านสาดสุรา ผู้คนบางตาเนื่องจากร้านใกล้เลิกเต็มที โอบบุญเดินเข้ามาในร้านด้วยรอยยิ้มพร้อมๆกับวางถุงผ้าใส่ขวดน้ำสลัดที่โต๊ะ โอบบุญยืนยิ้มกว้างดีใจที่ได้เจอกรกนกอีกครั้ง
“50 ขวดตามสั่ง แล้วนี่ ... พิเศษสำหรับคุณกรครับ สลัดน้ำใสกลิ่นกุหลาบ” โอบบุญส่งอีกถุงหนึ่งซึ่งแยกไว้ต่างหากให้กรกนก
กรกนกเลิกคิ้วเหมือนไม่แน่ใจกับกลิ่นที่โอบบุญพูดถึง
“กลิ่นกุหลาบเนี่ยนะคะ”
“ครับ พอดีผมเข้าไปอ่านในเฟซ คุณเคยเขียนบอกไว้ว่าชอบดอกกุหลาบ ผมก็เลยเอากลีบกุหลาบไปตากแห้ง แล้วก็เก็บมาต้มเหมือนทำน้ำชา แล้วก็กรองน้ำอีกที เหลือแต่น้ำกลีบกุหลาบบริสุทธิ์ แล้วก็เอาต้มกับน้ำตาลเล็กน้อย ก่อนจะเอามาผสมกับบัลซามิค น้ำมันมะกอก งาคั่ว แล้วก็ปรุงรสอีกเล็กน้อย”
โอบบุญอธิบายขั้นตอนวิธีทำให้กรกนกฟัง จนกรกนกเห็นภาพที่โอบบุญบรรจงทำน้ำกุหลาบด้วยตัวเอง
“แล้วก็ออกมาเป็นแบบนี้ครับ”
โอบบุญยื่นขวดน้ำสลัดให้กรกนก
“ลองชิมดูนะครับ มีอยู่ 3 ขวดบนโลก แต่ถ้าชอบผมทำมาให้อีกครับ สูตรนี้สงวนลิขสิทธิ์สำหรับคุณกรคนเดียว” โอบบุญยิ้มกว้าง
“ ขอบคุณมากนะคะ” กรกนกยิ้มอย่างเอ็นดู
“ด้วยความยินดีครับ” โอบบุญยิ้มรับ
กรกนกหันมาหยิบถุงน้ำสลัด 50 ขวดที่วางอยู่
“กรเอาของไปเก็บในครัวก่อนนะคะ”
“ผมยกไปให้เองครับ” โอบบุญกุลีกุจอรีบยกเข้าครัวไปไปพร้อมกับถุงใส่น้ำสลัด
กรกนกหยิบขวดน้ำสลัดกุหลาบขึ้นมาดู ข้างขวดมีกระดาษพริ้นท์รูปกลีบกุหลาบที่ดูเหมือนหัวใจแปะอยู่ กรกนกยิ้มนิดๆ น่าเอ็นดู
โอบบุญค่อยๆเดินออกมาจากครัวแอบมอง พอเห็นว่ากรกนกยิ้มอยู่ ก็ยิ้มตามอย่างมีความสุข กรกนกเห็นรูปหัวใจ...แล้วก็พาลคิดถึงธีธัช.. เธอคงไม่มีวันได้อะไรแบบนี้จากธีธัชแน่ๆ

กลางวันวันต่อมา ธีธัชทิ้งตัวลงนอนที่โซฟา ยังมีอาการแฮ้งค์จากการดื่มตั้งแต่เมื่อคืน
“ปวดหัว. สงสัยเมื่อคืนจะฉลองห้องใหม่กับไอ้สองตัวนั้น หนักไปหน่อย มึน”
กรกนกเดินมาหา พร้อมกับแก้วกาแฟ
“กาแฟค่ะ”
กรกนกวางแก้วกาแฟนไว้ที่โต๊ะข้างๆ
“อบใจจ้ะ กรเนี่ยน่ารักที่สุดเลย”
ธีธัชยกกาแฟดื่ม กรกนกมองแล้วก็ถามขึ้นเลียบๆเคียงๆ
“ตกลงว่าคุณวัชกับคุณแหนมเค้ายังจะแต่งงานกันหรือเปล่าคะ”
“ก็คงจะแต่งมั้ง แต่เมื่อไหร่ไม่รู้แหะ ไอ้วัชมันก็ยังอิดออด แต่แหนมไม่มีวันยอมยกเลิกแน่”
“บางที..กรก็อยากเป็นเหมือนคุณแหนมนะคะ”
ธีธัชหันมามองหน้า กรกนกพูดต่อ
“กล้าพอที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ”
“อย่าบอกนะว่ากร..อยากแต่งงาน”
“ถ้ากร..บอกว่าใช่..ธีจะว่ายังไงคะ” กรกนกแอบลุ้น
“ผมก็จะไม่สนับสนุน”
กรกนกขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
“กรก็เห็น คนแต่งงานกันจะมีสักกี่คู่ที่อยู่กันอย่างมีความสุข ผมเห็นเพื่อนผมแต่ละคน แต่งแล้วบ่นทุกคน เหมือนตกนรก ทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชายเลยนะ โดยเฉพาะผู้หญิงน่าสงสารมาก”
ธีธัชพยายามชักแม่น้ำทั้งห้า ในขณะที่กรกนกเริ่มหมดความสนใจฟัง ตั้งแต่ประโยคแล้ว
“แต่งแล้วก็ต้องเป็นแม่บ้าน ถ้าสามีไปมีกิ๊ก มีเมียน้อย จะหย่าก็ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นแฟน ไม่พอใจ “เลิก” ง่ายกว่ากันเยอะเลย”
“ธีพูดแบบนี้..เพราะไม่อยากแต่งงานกับกรใช่มั้ยคะ”
“ไม่ใช่..ผมไม่ได้ไม่อยากแต่งงานกับกร...แต่ผมไม่อยากแต่งงานกับผู้หญิงทั้งโลก”
คำพูดของธีธัชเหมือนมีดปักเข้าที่กลางใจกรกนกอย่างแรง
“ผมชอบอยู่แบบนี้ ไม่ต้องแต่ง อยู่เป็นเพื่อนกันไปตลอดชีวิตแบบนี้แหละ ดีแล้ว มีความสุขดี ไม่เครียด” ธีธัชยิ้มกว้าง
“เป็นเพื่อนกันไปตลอดชีวิต” กรกนกย้ำประโยคของธีธัช
ธีธัชยิ้มอย่างเปิดเผย ไม่ได้รู้สึกผิดใดๆทั้งสิ้น แล้วก็หันไปดื่มกาแฟต่อ เหมือนเรื่องที่คุยไม่ใช่เรื่องใหญ่
 
ทิ้งให้กรกนกนั่งน้ำตาตกอยู่ในใจ
อ่านต่อตอนที่ 16
 
ติดตามอ่านเรื่องราว "3หนุ่มเนื้อทอง" อย่างเต็มอิ่ม ละเอียดทุกบทสนทนา ทุกลมหายใจของตัวละคร สมบูรณ์ที่สุด และตรงตามบทโทรทัศน์ช่อง 3 ตั้งแต่ต้นจนอวสาน โดยไม่มีการตัดทอน ทุกวันทาง "ละครออนไลน์"







กำลังโหลดความคิดเห็น...