xs
xsm
sm
md
lg

ลิขิตเสน่หา ตอนที่ 18

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ลิขิตเสน่หา ตอนที่ 18

ค่ำคืนนั้นณนนท์กลับจากออฟฟิศเดินเข้ามาภายในบ้าน เห็นบ้านทั้งหลังปิดไฟมืดไปหมด ณนนท์ประหลาดใจมาก พร้อมๆ กับที่เขาเริ่มรู้สึกเอะใจว่าอาจมีอะไรเกิดขึ้นกับเมียและลูก ที่อยู่บ้านสองคน จึงตะโกนเรียก

“นิตา ไข่ตุ๋น”
ณนนท์เปิดไฟแล้วเดินมาถึงห้องครัว เจอสภาพห้องครัวเละเทะเหมือนมีคนเข้ามารื้อของ มีถุงขนมกินแล้วเกลื่อนพื้น ณนนท์เริ่มใจไม่ดี
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น...ไข่ตุ๋น นิตา”
ณนนท์รีบเดินหา เพราะกลัวว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นในบ้าน
“พ่อคะ ไข่ตุ๋นอยู่นี่”
ไข่ตุ๋นเดินมาหาณนนท์
“ไข่ตุ๋น...มายืนทำอะไรมืดๆ คนเดียวละลูก แล้วแม่ไปไหน”
พอณนนท์ถามถึงเอนิตา ไข่ตุ๋นก็ส่ายหน้า
“ไข่ตุ๋นไม่รู้ค่ะ แม่ไปรับไข่ตุ๋นกลับจากโรงเรียนแล้วไข่ตุ๋นหลับไป พอตื่นมาแม่ก็ไม่อยู่แล้ว”
“พ่อหยิบนมในตู้ให้ไข่ตุ๋นหน่อยสิคะ ไข่ตุ๋นหิว”
ไข่ตุ๋นบอกณนนท์เดินไปหยิบนมกล่องที่อยู่บนชั้นในตู้ส่งให้ลูกสาว ไข่ตุ๋นรับมาแล้วยกกล่องนมขึ้นซดอั๊กๆ เหมือนคนหิวโซ ณนนท์มองลูกด้วยความสงสาร

เวลาเดียวกันนั้นยี่หวานั่งคิดบัญชีร้าน แต่สติก็ไม่อยู่กับเนื้อตัว เพราะมัวคิดแต่เรื่องของวสันต์ขึ้นมาแล้วก็เกิดอาการเซ็งๆ จังหวะนั้นวสันต์โผล่มาพร้อมแก้วนมอุ่นๆ ยื่นส่งมาให้ ยี่หวาไม่รับ วสันต์วางนมแล้วมาโอบไหล่
“ยี่หวาจ๋า เราดีกันนะ”
ยี่หวาเบี่ยงตัวออก
“เป็นผัวกันเมียกัน แตะนิดแตะหน่อยมันจะเป็นไรไปล่ะจ๊ะ หือ...”
“ฉันบอกคุณกี่ครั้งแล้วว่าให้เลิกใช้คำนั้นได้แล้ว คุณเป็นแค่พ่อของข้าวตู ที่ฉันให้คุณอยู่ที่นี่ก็เพราะข้าวตู ถ้าไม่มีลูก...คุณกับแม่คงออกไปนอนข้างถนนตั้งนานแล้ว สำนึกในบุญคุณของลูกไว้ด้วย”
“คำก็ไล่สองคำก็ไล่ อยากให้ผมไปให้พ้นหูพ้นตา เพราะอยากมีผัวใหม่ก็บอกเถอะ!”
ยี่หวาตบหน้าวสันต์อย่างห้ามความโกรธไม่อยู่
“หยุดความคิดต่ำๆ ของคุณซะที”
วสันต์โดนตบก็โกรธตาลุก เงื้อมือจะตบคืน
“หยุดนะครับพ่อ”
วสันต์กับยี่หวาตกใจที่เห็นข้าวตูยืนมองอยู่ วสันต์รีบลดมือลงเป็นสวมกอดยี่หวา
“พ่อ ห้ามตีแม่นะครับ” ข้าวตูกล่าวย้ำ
“พ่อไม่ได้ตี๊…. พ่อจะจับแก้มแม่ต่างหาก จริงมั้ยยี่หวา”
ว่าพลางวสันต์เอามือลูบที่แก้มยี่หวา ซึ่งยี่หวาพยักหน้าไปแกนๆ
“พ่อแม่ไม่ต้องแกล้งดีกันหรอกครับ ข้าวตูรู้หมดแล้วว่าพ่อกับแม่ไม่ได้รักกัน” ข้าวตูพูดขึ้น
“เอาอะไรมาพูดข้าวตู”
“พ่ออย่าทำให้ข้าวตูเสียใจอีกได้มั้ยครับ พ่ออย่าตีแม่นะ ไม่งั้นข้าวตูจะไม่รักพ่อจริงด้วย”
ข้าวตูพูดจบก็เดินคอตกกลับขึ้นบ้านไป ยี่หวาผลักวสันต์ออกห่าง
“เห็นมั้ยล่ะ ความลับไม่มีในในโลกหรอกนะวสันต์ คุณขุดหลุมฝังตัวเอง เผยมุกชั่วให้ลูกเห็นจนได้”
“ไม่ต้องมาซ้ำเติม! ฝากไว้ก่อนเถอะ”
ว่าแล้ววสันต์ก็ฟึดฟัดจะเดินกลับไปนอน! แต่ยี่หวาเรียกไว้
“เดี๋ยว! ต่อไปนี้ ฉันจะไม่รับฝากอะไรทั้งนั้น ฉันจะขอหย่ากับคุณ พรุ่งนี้คุณเก็บของออกจากบ้านฉัน
ไปได้เลย”
“ฮ๊า.. ยี่หวา คุณทำแบบนี้ไม่ได้นะ แล้วผมกับแม่จะไปอยู่ที่ไหน”
“นั่นมันเรื่องของคุณ ฉันอนุญาตให้คุณกับแม่อยู่ที่นี่เป็นวันสุดท้าย เราจะเจอกันครั้งต่อไปก็ต้อง
เป็นอำเภอหรือไม่ก็ที่ศาลเท่านั้น”
ยี่หวาพูดเสียงจริงจัง แล้วเดินขึ้นบ้านไป วสันต์มองตามยี่หวาด้วยความโมโห เตะนั่นเตะนี่อย่างพาลๆ

ทางด้านณนนท์รอเอนิตาอยู่ในความมืด ครูต่อมาเอนิตาก็เดินเข้ามาในอาการเมากรึ่มๆ แล้วก็เปิดไฟสว่างจ้า เอนิตาตกใจมากที่เห็นณนนท์นั่งอยู่
“นนท์”
“ผมจะไว้ใจคุณให้เลี้ยงลูกแต่คุณเล่นทิ้งลูกแล้วออกไปปาร์ตี้กับเพื่อนคุณเนี่ยนะ คนเป็นแม่เค้าทำกันแบบนี้เหรอนิตา”
“ก็แค่ออกไปแปบเดียวทำไมต้องโวยวายด้วย”
“แล้วถ้าขโมยขโจรมันบุกเข้ามา มันจะเกิดอะไรขึ้นกับลูก”
“มันจะเกิดได้ยังไง ยามก็มี สัญญาณกันขโมยก็มี ลูกก็หลับ แล้วจะให้ฉันนั่งทำบื้ออะไรล่ะ ฉันก็เบื่อเป็นเหมือนกันนะ” เอนิตาเถียงอย่างไม่ลดละ
“ถ้าบ้านมันน่าเบื่อนัก คุณก็ออกไปเลย ออกไปสนุกกับแสงสี ความสุขจอมปลอมของคุณให้เต็มที่เลย” ณนนท์พูดอย่างหมดความอดทน
“เอ๊ะ คุณนี่ยังไง ฉันไม่อยู่ก็อยากให้ฉันอยู่ พอฉันอยู่...คุณก็ไล่ฉัน ตกลงคุณจะเอายังไงกันแน่”
“ถ้าคุณเป็นแม่ที่ดีไม่ได้ก็อย่าเป็นเลยแม่คน ไข่ตุ๋นโตขึ้นมาได้ก็เพราะพ่อ ต่อให้ไม่มีแม่ ไข่ตุ๋นก็ยังเติบโตต่อไปได้ แล้วอาจจะดีกว่าด้วยถ้าต้องมีแม่อย่างคุณ”
“ฉันก็ไม่อยากอยู่หรอกไอ้บ้านน่าเบื่อนี่ ฉันจะไปแต่อย่าหวังเลยนะว่า ฉันจะยอมเซ็นใบหย่าให้คุณไปมีความสุขกับนังนั่น อยากได้ใบหย่าก็ฟ้องเอาแล้วกัน”
เอนิตาพูดอย่างท้าทาย ทั้งคู่ทะเลาะกันโดยไม่รู้เลยว่า ไข่ตุ๋นแอบนั่งฟังอยู่ที่บันไดด้วยใบหน้าเศร้า และมีอาการเคร่งเครียด

วันรุ่งขึ้น ไข่ตุ๋นกับข้าวตู ไปโรงเรียนตามปกติ ช่วงพักกลางวันทั้งคู่มาเล่นชิงช้าด้วยกัน
“เมื่อคืนพ่อเราขนของออกไปจากบ้านแล้วนะ”
“แม่เราก็เหมือนกัน”
“เราไม่เข้าใจ ทำไมไม่เห็นเหมือนในหนังสือนิทานเลย ที่เวลาพ่อแม่ลูกอยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข
หรือว่าพวกเราไม่ดี ทุกอย่างเป็นเพราะพวกเรา” ข้าวตูว่า
“แต่ครูปราณีบอกว่าพวกเราเกิดมาจากความรักนะ” ไข่ตุ๋นแย้ง
“งั้นมังก็คงหมดอายุแล้วล่ะ ปู่เท่งก็เคยบอกความรักก็มีวันหมดอายุ เหมือนนมที่เรากินงัย!”
หลังจากนั้น ข้าวตู กับไข่ตุ๋น ก็ถอนหายใจ และพากันกุมขมับอยู่ในโหมดอารมณ์เศร้าแบบเด็กๆ
“แต่เราก็ยังอยากมีพ่อ อยากให้พ่อสอนเราเตะบอล สอนเราเปลี่ยนหลอดไฟ สอนล้างรถ แล้วก็…”
ฟังข้าวตูระบายแล้วไข่ตุ๋นก็แตะไหล่เพื่อนเบาๆ
“ไข่ตุ๋นเข้าใจ ไข่ตุ๋นก็อยากมีแม่มาสอนรำ สอนทำกับข้าวเหมือนกัน”
สองเด็กน้อยอยู่ในอาการเศร้าอย่างนั้น โดยไม่รู้ว่าครูปราณียืนอยู่ข้างหลัง และได้ยินเรื่องราวทั้งหมด ครูใจดีเดินเข้ามาโอบเด็กสองคนไว้
“โถ… ลูก! ข้าวตูกับไข่ตุ๋นรู้อะไรมั้ยคะ ครูปราณีมีความรู้เรื่องหนึ่ง” ครูปราณีทำท่าหันรีหันขวางกลัว
คนอื่นจะมาได้ยิน “ที่จะแอบสอน เป็นความรู้นอกห้องเรียนที่จะสอนเฉพาะเด็กน่ารักๆ ฉลาดๆ มีความพร้อมที่จะเข้าใจโลกใบนี้เท่านั้น”
“ความรู้เรื่องอะไรเหรอครับ” ข้าวตูซัก
“สอนแต่ข้าวตูกับไข่ตุ๋นเท่านั้นเหรอ!!!” ไข่ตุ๋นตื่นเต้น
“จ้ะ! เห็นนั่นมั้ย?”
ครูปราณีชี้ไปที่รังนกบนต้นไม้บริเวณนั้น
“เด็กๆ รู้มั้ย บางครั้งนกตัวที่ดูแลลูกนก ก็ไม่ใช่พ่อหรือแม่แท้ๆของมัน เสมอไปหรอกนะ”
“อ้าว แล้วพ่อกับแม่แท้ๆ ไปไหนซะล่ะครับ” ข้าวตูสงสัย
“แต่ละคนต่างก็มีภารกิจ ตัวลูกนกเอง ถ้ามัวแต่เศร้า ไม่ยอมหัดบิน มันก็จะออกจากรังไปใช้ชีวิต
ของมันไม่ได้”
ข้าวตูกับไข่ตุ๋นมองรังนกบนต้นไม้อย่างเห็นใจ
“ข้าวตูกับไข่ตุ๋นก็เหมือนลูกนกนั่นแหละจ๊ะ ต้องเข้าใจว่าพ่อกับแม่ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเอง
ส่วนเราก็มีหน้าที่ตัวเองเหมือนกัน ต้องเรียนหนังสือๆ เรียนเก่งๆ เพื่อที่จะได้โบยบินอย่างสง่างาม”
ครูปราณีสอนสองเด็กน้อย
“ข้าวตูเข้าใจแล้วครับ ต่อไปนี้ข้าวตูจะไม่เสียใจแล้ว”
“ไข่ตุ๋นก็เหมือนกันค่ะ”
“ดีมาก โอ้ว” ครูปราณียิ้ม สองมือแตะอกอย่างภูมิใจ “วาจาอย่างเทพ! ฉันพูดออกไปได้ยังไง”
ครูปราณีเองก็ไม่อยากจะเชื่อกับคำคมที่เปล่งออกมาจากใจเมื่อครู่ ว่าจะออกมาจากปากของเธอ

กลางวันวันนั้นยี่หวาตัดสินใจตรงมาที่สำนักงานทนายความของภูมิชาย ยี่หวามาเพื่อปรึกษาเรื่องหย่ากับวสันต์
“คุณมาปรึกษาถูกคนแล้วล่ะครับคุณยี่หวา ถ้าเป็นเรื่องคดีหย่าร้าง...ผมถนัดที่สุด คุณยี่หวาอยากได้ค่าเลี้ยงดูเท่าไหร่ก็เรียกได้เลยครับ” ภูมิชายเอ่ยขึ้น
“ถึงเรียกไป วสันต์เค้าก็ไม่มีจ่ายหรอกค่ะ แค่ไม่ให้เค้ามายุ่งเกี่ยวกับฉันกับข้าวตูอีกก็เหลือจะพอแล้วล่ะค่ะ”
ภูมิชายพยักหน้า
“ผมอยากเห็นคุณมีความสุขจริงๆนะครับคุณยี่หวา ผมจะช่วยจัดการเรื่องหย่าให้เร็วที่สุด”
“ขอบคุณมากค่ะ”
“เรื่องเล็กครับ เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอครับ หรือว่าคุณยี่หวาลืมว่าผมเป็นเพื่อนคุณคนหนึ่งที่รักแล้วก็หวังดีกับคุณเสมอ” ภูมิชายหยอด
ยี่หวาอึดอัดหลบสายตาภูมิชายที่มองมา
“เสร็จธุระฉันแล้ว คงต้องขอตัวก่อนนะคะ มีงานรออีกเยอะเลย ลานะคะ”
ยี่หวาเดินออกไป ขณะที่ภูมิชายมองตามยี่หวาไปด้วยสายตามีความหวัง
“คุณได้หย่าแน่ยี่หวา” ภูมิชายยิ้มร้ายๆ “หย่าเสร็จคุณจะเป็นของใครไม่ได้ นอกจากของผม!”
คล้อยหลังยี่หวาพ้นประตูไป จังหวะนั้นเสียงโทรศัพท์ที่โต๊ะทำงานก็ดังขึ้นมา ภูมิชายรับสายเลขาที่โทรเข้ามา
“คุณภูมิชายคะ ลูกความคนใหม่ที่เพื่อนคุณภูมิชายแนะนำมารออยู่ที่ห้องประชุมแล้วค่ะ”

ครู่ต่อมาภูมิชายเปิดประตูเข้าไปในห้องประชุมภายใน สำนักงานทนายความภูมิชาย วสันต์กำลังจิบกาแฟรออยู่
“สวัสดีครับคุณวสันต์”
วสันต์ลุกขึ้น ส่งมือยื่นให้ภูมิชายจับ
“คุณคือ คุณภูมิชาย ทนายความมือหนึ่งในเรื่องคดีหย่าร้างใช่มั้ยครับ”
ภูมิชายยิ้มรับ ที่แท้วสันต์ก็มาหาทนายเรื่องหย่า โดยไม่รู้ว่าภูมิชายรับเป็นทนายให้ยี่หวาแล้ว!!

วสันต์ทำตามที่ภูมิชายแนะนำ เวลานี้เขานั่งเอาหนังสือพิมพ์บังหน้า ซุ่มอยู่ที่ล็อบบี้โรงแรม เสียงของภูมิชายดังเข้ามาในหัวของเขา พร้อมๆ กับเหตุการณ์ในวันที่ไปพบกันลอยมาตรงหน้า...
“จากรูปคดีถ้าคุณโดนภรรยาฟ้องหย่า คงไม่ได้อะไรสักแดง! แต่ถ้าคุณทำตามที่ผมแนะนำ สมบัติ
ครึ่งนึงของภรรยาจะต้องตกเป็นของคุณแน่ครับคุณวสันต์”
วสันต์ตาวาว ขณะคุยกับภูมิชาย
“แล้วผมจะต้องทำยังไงครับ”
“คุณก็ต้องหาหลักฐานว่าคุณยี่หวามีคนอื่น” ภูมิชายแนะนำ
“ถึงมี คนอย่างยี่หวาก็เก็บไว้แต่ในใจ ไม่มีหลักฐานหรอก” วสันต์บอกอย่างเซ็งๆ
“ไม่มีก็สร้างขึ้นมาสิครับ ไม่เห็นจะยากเลย”
ฟังคำพูดภูมิชายแล้ว วสันต์ก็ครุ่นคิดด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ ก่อนจะตัดสินใจหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดหายี่หวาทันที
“ยี่หวา คุณมาพบผมที่นี่หน่อย ผมมีเรื่องจะคุยด้วย”

ยี่หวาเดินเข้ามาในโรงแรม เดินตรงไปที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รับกุญแจแล้วเดินขึ้นลิฟต์ไป ส่วนที่โซฟาลับตาคนในบริเวณล็อบบี้ วสันต์แอบดูเหตุกรณ์ต่างๆ อยู่อย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง
“ยี่หวา เธอเสร็จฉันแน่”
ไม่นานหลังจากนั้นณนนท์ก็เดินเข้ามาในโรงแรม วสันต์เห็นรีบกดโทรศัพท์หาณนนท์ทันที
“คุณนนท์มาถึงรึยังครับ” วสันต์ถามร้อนรน
“มาถึงแล้วครับ คุณมีเรื่องอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ”
“เอาน่า คุณขึ้นไปบนห้องแล้วเดี๋ยวก็รู้เอง เจอกัน.....นะครับ” วสันต์รีบวางสายไป
ณนนท์พยักหน้า กดวางโทรศัพท์แล้วเดินขึ้นลิฟต์ไป โดยมีวสันต์มองตาม พร้อมกับยิ้มเจ้าเล่ห์

บริเวณทางเดินหน้าห้องพัก วสันต์เดินยิ้มกริ่มมาตามทาง มาหยุดอยู่หน้าห้อง ที่นัดณนนท์กับยี่หวาเอาไว้ วสันต์เอาหูแนบที่ประตู
“ในที่สุดมันก็เป็นไปตามแผนของฉัน” วสันต์พูดกับตัวเองพลางหัวเราะชอบใจ “ทีนี้ฉันก็จะมีรูปเธอกับชายชู้ไว้ให้ศาลดู...เธอเสร็จฉันแน่ยี่หวา”
จังหวะนั้นวสันต์ใช้คีย์การ์ดอีกอันเปิดเข้าไป พอประตูเปิดออก ก็มีหญิงสาวสุดเซ็กซี่สองคนยืนโพสท่าสวยเซ็กซี่อยู่ที่ประตูด้วยลีลายั่วยวน
“มาหาใครเหรอคะ”
“เอ่อ...ผมคงมาผิดห้อง”
วสันต์ประหลาดใจ เหลียวมองที่หมายเลขห้องอีกครั้งอย่างงงๆ
“ไม่ผิดห้องหรอกค่า”
หญิงสาวโถมตัวเข้ากอดจูบวสันต์ จนวสันต์เคลิ้มแต่นึกได้ว่ายังต้องไปตามเรื่องยี่หวาต่อ
“ดะ..ดะ..เดี๋ยวครับ พอดีผมมีธุระ ขอเวลาแป๊บนึงแล้วผมจะรีบกลับมาได้มั้ยครับ”
“ไม่มีเดี๋ยวค่ะ กลับมาอีกที เราสองคนอาจจะไม่อยู่ตรงนี้แล้วนะคะ”
วสันต์ลังเลแต่แล้วในที่สุดก็พยักหน้า
“เอาก็เอาวะ”
หญิงสาวสองคนหัวเราะคิกคัก ดึงวสันต์เข้าห้อง แล้วปิดประตู ครู่ต่อมา ณนนท์ ยี่หวา และภูมิชาย ก็พากันเปิดประตูออกมาจากห้องตรงกันข้ามนั่นเอง!!
“ในห้องนั้นผมติดตั้งกล้องบันทึกภาพไว้แล้วครับ ภาพที่ได้มันอาจจะไม่ค่อยน่าดู แต่ใช้เป็นหลักฐานมัดตัวนายวสันต์ตอนฟ้องหย่าได้แน่นอนครับ
ยี่หวากับณนนท์ฟังที่ภูมิชายบอก ด้วยสีหน้าบ่งบอกความรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก ต่างจากภูมิชายที่ขณะนั้นใบหน้าของเขามีความพึงพอใจมากกับเหตุการณ์ตลบหลังวสันต์วันนี้
ครู่ต่อมาทั้งสามคน ณนนท์ ยี่หวา และภูมิชาย มานั่งคุยกันที่มุมเงียบๆ มุมหนึ่งของโรงแรม หลังออกมาจากห้องนั้น 
“ขอบคุณคุณณนนท์มากนะครับที่ให้ความร่วมมือกับผม”
“ถ้าเป็นเรื่องของยี่หวา ผมยินดีช่วยเต็มที่อยู่แล้วล่ะครับ”
ณนนท์หันไปสบตากับยี่หวา
“ว่าแต่ทำแบบนี้มันจะดีเหรอครับ ผมว่ามันเข้าข่ายหลอกลวงกันนะครับ
“บอกตามตรง ฉันก็ไม่ค่อยชอบแผนนี้ซักเท่าไหร่ค่ะคุณภูมิชาย”
“เราไม่ได้เป็นคนเริ่มแผนนี่ครับ คุณวสันต์เค้าเป็นคนคิดของเค้าเองต่างหาก เราแค่เล่นไปตามเกมของเค้า รับมือคนโฉดก็ต้องใช้แผนเอาคืนอย่างงี้ล่ะครับ”
“แต่…ฉันก็รู้สึกไม่ดี บอกให้เขารู้ตัวดีกว่านะคะ”
ยี่หวากังวงไม่หาย พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจะโทรหาวสันต์ ภูมิชายรีบออกความเห็น
“คิดดูให้ดีนะครับ ถ้าเราไม่รู้ตัวหลงกลคุณวสันต์ เหยื่อที่อยู่ข้างในก็คือคุณกับคุณณนนท์ คุณ
อยากให้เรื่องมันจบไม่ใช่เหรอ? ทำแบบนี้น่ะถูกแล้ว ผมพูดในฐานะทนายความของคุณ”
“คุณภูมิชายก็พูดถูกนะยี่หวา เรื่องนี้วสันต์ทำขึ้นมาเองเพื่อหาหลักฐานเล่นงานคุณกับผม เพียงแต่เราโชคดีที่รู้ตัวก่อน”
จังหวะนั้นณนนท์ก็กุมมือยี่หวาบีบเบาๆ โดยไม่รู้ว่าภูมิชายมองด้วยสายตาริษยา
ภูมิชายผุดยิ้มร้ายกาจออกมาเอ่ยพึมพำ
“ฉันต่อให้แกไปก่อนณนนท์ ช้าๆ ได้พร้าเล่มงามเว้ย!”

เวลาต่อมาณนนท์เดินมาส่งยี่หวาในบ้าน
“เรื่องวันนี้ ขอบคุณมากนะคะ”
ยี่หวาบอกแล้วจะเข้าบ้าน ณนนท์คว้าแขนเอาไว้ก่อน
“ผมขอโทษนะยี่หวา ที่ผ่านมาผมคิดว่าคุณกับลูกคงมีความสุข ผมก็เลยไม่ได้ติดต่อมาเลย”
“ฉันเข้าใจ ฉันเองก็เหมือนกันค่ะ”
“แต่วันนี้เรารู้แล้วว่าทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เราไปกันไม่รอด เอนิตายังเหมือนเดิม ไม่สนใจลูก
ไม่ทำหน้าแม่ที่ดี คืนก่อนยังแอบหนีลูกไปเที่ยวเมากลับมา ผมเลยไม่รู้จะให้โอกาสเขาอีกทำไม”
“ทำไม เราสองคนต้องเจอเรื่องแบบนี้ด้วย” ยี่หวาเอ่ยออกมาอย่างทดท้อ
“นี่อาจจะเป็นบททดสอบให้เราสองคน ช่วยกันฟันฝ่าให้ผ่านมันตรงนี้ไปด้วยกันก็ได้”
ยี่หวาหันไปมองณนนท์ ที่กำลังมองเธอด้วยความซาบซึ้งและมีความหวัง จังหวะนั้นเสียงของบุญเลื่องก็ดังลอดออกมาจากในบ้าน
“หยี อย่าทำอย่างนี้เลยลูก ออกจากห้องมากินข้าวกินปลาบ้างเถอะลูก”
“บ้านฉันมีปัญหาให้แก้ไม่จบไม่สิ้นเลยจริงๆ”

ยี่หวาถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า หน้านิ่วแบบปลงๆ

อ่านต่อวันพรุ่งนี้







ลิขิตเสน่หา ตอนที่ 18 (ต่อ)

บุญเลื่องเดินลงมาจากชั้นบนของบ้าน มานั่งหน้าเศร้าอยู่ที่โซฟาภายในห้องโถงอย่างโรยแรง ยี่หวาและณนนท์เดินเข้ามาปลอบ
"อะไรเหรอคะแม่" ยี่หวาถามอย่างร้อนรน
"หยีน่ะสิลูก ขลุกอยู่ในห้อง นอนคลุมโปง ฝ้าเพดานก็ไม่มอง แถมวันๆ ไม่กินข้าวกินปลา"
"คงเป็นเพราะเจ้ายอดน้องผม" ณนนท์ออกความเห็น
"เราจะทำยังไงดีคะ คุณนนท์"
"คงทำอะไรไม่ได้หรอกลูก ต้องทำใจสถานเดียว ผู้ชายเขาเป็นอื่นไปแล้วนี่" ขณะพูดบุญเลื่องปรายตามอง ณนนท์หน้าตาเคืองๆ
"ไม่ได้มีแต่น้องหยีหรอกครับที่กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เจ้ายอดก็เหมือนกัน ผมว่าเรื่องนี้ก็ต้องแก้ที่เขาสองคนนั่นแหล่ะครับ"
"แก้ยังไงคะ แม้แต่หน้าน้องคุณ ยัยหยีก็คงไม่อยากมอง"
"ใช่! ไม่อยากแม้แต่ได้ยินชื่อ" บุญเลื่องโพล่งออกมา 
ณนนท์นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง
"ผมนึกออกแล้ว พรุ่งนี้ที่คุณส่งลูกน้องไปจัดดอกไม้ให้รายการ โซลเมท ที่เจ้ายอดเป็นพิธีกร คุณก็ให้ยาหยีไปดูแลเรื่องดอกไม้แทนลูกน้องคุณสิครับ"  
"จะดีเหรอคะ ถ้ายัยหยีรู้เข้าอาละวาดบ้านแตกแน่" ยี่หวาห่วงความรู้สึกน้องสาว
"มันก็ต้องลุ้นดู บางทีถ้าสองคนเจอหน้ากัน อาจจะปรับความเข้าใจกันได้"
"จริงของคุณนนท์ ไม่ลองไม่รู้นะลูก"
สีหน้าของบุญเลื่องดูมีความหวังขึ้นมา คิดในใจว่าให้ทำอะไรก็ได้เพื่อให้ลูกสาวกินได้ และนอนหลับ มากกว่านี้

วันต่อมา ทีมงานถ่ายทำรายการโซลเมทคู่กันแล้วไม่แคล้วกัน กำลังเก็บบรรยากาศของบ้านจัดงานแต่ง ซึ่งเป็นบ้านทรงไทย มีการประดับตกแต่งไม่มากมายนัก ด้วยดอกไม้และริ้วธงตามประเพณีอีสาน ตรงกลางมีพานบายสีขนาดใหญ่ตั้งวางเด่นอยู่ โดยมียาหยีกับทีมงานจากที่ร้านคอยดูแล 
ส่วนภายในบ้าน สุดยอดยืนอยู่หน้ากล้อง ทำหน้าที่เป็นพิธีกร ว่านโปรดิวเซอร์ นัทเป็นตากล้อง
"สวัสดีครับ กลับมาพบกับผมอีกแล้ว 'สุดยอด' กามเทพหนุ่มที่จะพาทุกท่านไปพบกับรายการสุด
โรแมนติคแห่งปี 'โซลเมท' คู่กันแล้วไม่แคล้วกันครับ"
พร้อมกันนั้นสุดยอดก็นำผู้ชมไปที่หน้าเวที ที่มีป้ายเขียนว่างานพิธีมงคลสมรส ขวัญดาว และ ชำนาญ
ในบรรยากาศแต่งงานแบบเรียบง่าย สไตล์อีสาน ที่ปูเสื่อลาดยาว ไว้ต้อนรับแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน
โดยคู่บ่าวสาวและแขกเหรื่อนั่งอยู่ด้านล่างล้อมวงพานบายศรีสู่ขวัญ
สุดยอดมองแล้วทำท่าเป็นกระซิบกับกล้องไม่ดังมาก
"งานแต่งครั้งนี้ไม่ธรรมดา เจ้าบ่าวอายุหกสิบ ส่วนเจ้าสาวก็อายุหกสิบอีกเช่นกัน หลายคนคงสงสัยเหมือนกับผมว่าที่ผ่านมาเขาและเธอไปทำอะไรอยู่ แล้วจู่ๆ มาเป็น ‘โซลเมท’ คู่กันแล้วไม่แคล้วกันได้อย่างไร ผมเองก็สงสัย ไปติดตามกันเลยครับ"
พูดจบสุดยอดเดินไปบริเวณที่จัดงาน ผ่านยิ่งที่นั่งขนาบเจ้าบ่าวซึ่งเป็นลุงแท้ๆ และยาหยีที่นั่งไม่ไกลเจ้าสาว สุดยอดตกใจที่เห็นยาหยี ในขณะที่ยาหยีเมินใส่ ยิ่งทำสัญญาณให้มาสัมภาษณ์เจ้าบ่าว
“งานจัดแบบอบอุ่น น่ารักมากเลยนะครับ ถามก่อนเลยว่าคุณลุงกับคุณป้าเจอกันได้อย่างไร?”
คุณลุงชำนาญซึ่งแก่มาก พยายามจะเปล่งเสียงตอบแต่ก็พูดออกมาไม่ได้ หายใจหนัก แขกและคนรอบข้างลุ้นให้ลุงชำนาญพยายามอีกครั้ง แต่พอเอื้อนเอ่ยได้ก็ไม่มีเสียง!
“งั้นถามคุณป้าก็ได้ครับ คุณลุงชำนาญนี่ถือเป็นรักแรกหรือเปล่า?”
“ฮ๊า..อะไรนะ ไม่ได้ยิน
ป้าขวัญดาวถามซ้ำอย่างงงๆ ว่าน นัท และโมนที่อยู่หลังกล้องมองหน้ากัน
“จะรอดมั้ยเนี่ย พี่ ประสาทหูเสื่อมกันทั้งคู่” นัทว่า
“ช่างมันก่อน ไฟลท์บังคับนี่หวา เป็นลุงแท้ๆ ของพี่ยิ่ง ยังไงก็ต้องถ่ายไปออกอากาศอยู่ดี” ว่านบอก
“กลัวคนทางบ้านจะฟังไม่รู้เรื่องน่ะสิ” นัทพูดพร้อมออกท่าทางทำเป็นไม่ได้ยิน “ฮ๊าๆๆ กันอยู่นั่น”
“ก็ขึ้น ซับ ไทเทิ่ล สิ!”

สองหนุ่มตั้งวงเมาท์ แต่ก็ยังทำงานต่อไป จังหวะนั้นยิ่งทำเสียงกระแอม ให้สุดยอดหันมาถามตนเอง
“ทั้งสองคนเป็นเพื่อนบ้านกันครับ รั้วติดกัน เรียนห้องเดียวกัน ทำงานที่เดียวกันด้วย จริงมั้ยครับ
ลุง” ยิ่งกระเซ้าเจ้าบ่าว
“โอ้โห! เรียกว่าเป็นบุพเพสันนิวาสจริงๆ ถ้าอย่างนั้นทำไมคุณลุงไม่จีบคุณป้าเสียตั้งแต่ปีแรกๆ เลย
ล่ะครับ ปล่อยเวลาล่วงเลยมาถึงป่านนี้ทำไม” สุดยอดถาม
“เขาเรียกว่า เส้นผมบังภูเขา บางทีคนเราก็มองข้ามสิ่งดีๆ ใกล้ตัว! ความที่คุณลุงของผมกับว่าที่
คุณป้าของผม ใกล้ชิดกันมาก เลยมีปากเสียงกันบ่อย ทะเลาะกันเป็นประจำ และพาลคิดว่าต่างฝ่ายต่างเกลียดกัน ไม่ชอบหน้ากัน ทั้งที่จริงๆ แล้ว ทั้งคู่รักกัน อาการแบบนี้พระ-นาง ในหนังในละครชอบเป็น”ยิ่งบอกยิ้ม เลยเข้าทางสุดยอด ได้ทีส่งคำถามต่อไปมอบเหน็บไปทางยาหยี
“ไม่ต้องในละครหรอกครับ ชีวิตประจำวันก็เยอะ! ว่าแต่จะเรียกอาการนี้ว่า “ไม่รู้” หรือ “ไม่ยอมรับ”
หัวใจตัวเองดีครับ”
สุดยอดยื่นไมค์ไปถามยิ่ง
“ผมขอใช้คำว่า ทิฐิ ก็แล้วกันครับ คู่รักคู่ไหนถ้ามีทิฐิใส่กัน ไม่เปิดใจยอมรับและเรียนรู้กัน มันก็จบ
เห่ ไปไม่รอดด้วยกันทุกคู่ จริงมั้ยล่ะ?”

สุดยอดฟังแล้วมีความหวัง
“ผมก็ว่าอย่างนั้นล่ะครับ โซลเมทคู่นี้สอนให้เรารู้ว่า คนเราจะรักกันต้องลดทิฐิ ยอมรับฟังเหตุผล
ของอีกฝ่ายหนึ่งบ้าง”
ว่าน กับนัท ซุบซิบกันอีกด้วยความสงสัย
“มันสรุปกับใคร ทำไมไม่มองกล้อง” นัทถาม
“เฮ้ย! มองกล้องสิ ไอ้ยอด”
ว่านบอกสุดยอดที่หันหน้ามองไปทางยาหยี โดยไม่ยอมพูดกับกล้องตามบท ยาหยีทนฟังไม่ได้ ลุกออกไปด้วยความหงุดหงิด
“ฝากไว้ก่อนนะครับ เดี๋ยวผมมา”
ว่าแล้วสุดยอดยัดไมค์ใส่มือยิ่ง เดินหนีไป ยิ่งถึงกับเหวอ ต้องทำหน้าที่พิธีกรจำเป็นแทน

ยาหยีเดินมาที่รถอย่างหงุดหงิด สุดยอดตามมา แล้วทั้งคู่ก็เปิดฉากทะเลาะกันขึ้น
“ไม่ได้ยินเหรอว่า ความรักจะดำเนินต่อไปได้ ถ้าเราต่างลดทิฐิกันและกัน”
“มาบอกทำไม ฉันไม่ได้เป็นอะไรกับคุณ ไปบอกว่าที่ภรรยาคุณโน่น”
“โธ่ หยี อย่าพูดแบบนี้สิครับ ผมรู้ว่าคุณยังโกรธผมอยู่ ผมเองก็เจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกัน”
“คุณน่ะเหรอเจ็บปวด ฉันว่าเวลานี้คุณน่าจะมีความสุขมากกว่านะ ไม่ต้องให้ฉันสาธยายว่าเพราะ
อะไร?”
“คุณจะคิดยังไงก็ช่างแต่ขอให้รู้ไว้ว่าผมไม่ได้รักเพิร์ลลี่ ทุกอย่างมันเป็นอุบัติเหตุ”
ยาหยีฟังคำพูดนั้นแล้วหันไปจ้องหน้าสุดยอด
“ต่อให้ฉันเชื่อ แล้วไง คุณเปลี่ยนแปลงความจริงและไม่ยอมรับกับสิ่งที่คุณกระทำได้เหรอ?”
สุดยอดหน้านิ่ง ถอนหายใจ
“ใช่ ผมต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ผมก็ยังอยากให้คุณอภัยในสิ่งที่ผมทำผิดพลาดไป เพราะ
คุณคือคนที่ผมรัก!”
“ถ้าเป็นเรื่องอื่น ฉันคงยอม แต่สำหรับเรื่องแบบนี้ ฉันรับไม่ได้! เพราะฉะนั้นคำตอบคือ ฉันไม่มีวัน
ให้อภัย”
ยาหยีเน้นเสียงตรงท้ายประโยค ก่อนที่เปิดประตูรถเพื่อสตาร์ทเครื่อง แต่สุดยอดวิ่งไปแย่งกุญแจเอาไว้
“คุณจะทำอะไร เอาคืนมาเดี๋ยวนี้นะ”
“ไม่! ถึงคุณจะไม่ชอบหน้าผมแต่ก็ให้เกียรติเจ้าของงานหน่อย งานยังไม่เริ่มเลย ทีมงานจะเผ่นกลับ
บ้านซะแล้ว”
“มันเรื่องของฉัน คุณจะมายุ่งอะไร”
“ต้องยุ่งสิ ในเมื่อรายการผมจ้างพี่สาวคุณมาดูแลเรื่องพร๊อบแล้วก็ตกแต่ง แล้วคุณก็มาทำงานแทน
พี่สาวไม่ใช่เหรอ ..เอ๊ะๆๆ หรือว่าอดใจไม่ไหว อยากมาหาผมกันแน่ครับ” สุดยอดยิ้มหวาน
“เลิกสันนิษฐานลมๆ แล้งๆ ได้แล้ว เอากุญแจรถฉันมา ฉันจะกลับบ้าน!”
ยาหยีเข้าไปแย่งกุญแจ สุดยอดไม่ยอมรวบตัวหยีมากอดแน่น
“ผมรักคุณนะหยี รักมากที่สุด”
วินาทีนั้นยาหยีเองก็ดูเหมือนจะรับรู้ความรักความคิดถึงของสุดยอดที่มีต่อเธอ จึงนิ่งไป น้ำตาหยด
ลงมาจากใบหน้าสวย ขณะที่สุดยอดก็น้ำตาไหล
ทั้งคู่นิ่งอยู่อย่างนั้น รู้สึกเสียใจไปกับอุปสรรคของความรักที่มีมากมายเหลือเกิน
โดยที่ไม่รู้ว่าอีกมุมหนึ่งไม่ไกลนัก เพิร์ลลี่จอดรถอยู่พักหนึ่งแล้วเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด โกรธแค้นอย่างหนัก
“จับได้คาหนังคาเขามาแอบกอดกันอยู่นี่เอง พี่ยอดนะพี่ยอดช่างทำร้ายจิตใจเพิร์ลลี่ซะจริง”
เพิร์ลลี่เสียใจอย่างหนักหันไปที่กระจก ก็ตกใจร้องว๊าย เมื่อเห็นตัวเองหน้าตาซีดเผือด
“ว๊าย หน้าซีดไม่ได้ๆ ฉันเป็นซุปตาฉันหน้าซีดไม่ได้”
ว่าแล้วเพิร์ลลี่ก็หยิบเครื่องสำอางมาโบ๊ะหน้า เพราะสติแตกที่เห็นสุดยอดกอดกับยาหยี

ภายในงานพิธีบายศรีสู่ขวัญแบบอีสาน เริ่มขึ้น บรรดาแขกเหรื่อกำลังผูกข้อมืออวยพรเป็นภาษาอีสาน ชำนาญกระแอมเสียงดัง ยิ่งปรี่เข้ามา
“อดทนอีกนิดหนึ่ง เดี๋ยวรอขั้นตอนสวมแหวน คุณลุงก็จะสมหวังแล้วนะครับ” ยิ่งหันไปตวาด “ไอ้
ยอดไปไหนเนี่ย เห็นมั้ยๆๆ ลุงฉันจะไม่ไหวแล้ว”
ยาหยีเดินเข้ามาพอดี สุดยอดตามมา ยิ่งเห็นลุกไปจัดการทันที
“ไอ้ตัวดี! หายไปไหนมา รีบๆ ไปทำหน้าที่เลยนะ งานแต่งคนแก่นะโว๊ย ไม่ใช่วัยรุ่น เวลายิ่งมีน้อยๆ
อยู่”
พิธีบายศรีสู่ขวัญเข้าสู่ช่วงสุดท้าย สุดยอดเดินไปคว้าไมค์ ฝืนยิ้มแบบมีสปิริตแล้วพูดกับกล้อง
“ตอนนี้ก็ได้เวลาสำคัญสวมแหวนแลกใจแล้วนะครับ ขอเชิญเจ้าบ่าวสวมแหวนให้กับเจ้าสาวก่อน
เลยครับ”
ยิ่งส่งแหวนให้เจ้าบ่าว ลุงชำนาญค่อยๆ สวมให้เจ้าสาว สุดยอดบิ้วท์ต่อ
“ถึงขั้นตอนสุดท้าย หลังจากนี้ทั้งคู่จะเป็นสามีภรรยากันอย่างสมบูรณ์ ขอเชิญเจ้าสาวสวมแหวน
ให้เจ้าบ่าวครับ”
ญาติเจ้าสาว ส่งแหวนให้ เจ้าสาวป้าขวัญดาวรับมา มองตาชำนาญ ทุกคนลุ้นตัวโก่ง ขวัญดาวบรรจงจะสวมแหวน แต่จู่ๆ ชำนาญก็เป็นลมล้มพับ ทำให้ไม่ทันได้สวมแหวนเจ้าสาว
ยิ่งเห็นก็ตกใจรีบวิ่งเข้าไปประคอง ป้าขวัญดาวอึ้ง ตกใจ หน้าเสียที่สุดในชีวิต จังหวะนั้นแหวนแต่งงานก็ตกลงที่พื้น ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของเจ้าสาววัยชรา
“ตาแก่ๆๆ อย่าเป็นอะไรนะ”

ยิ่ง สุดยอดช่วยกันอุ้มชำนาญขึ้นรถตู้บริษัทยิ่ง ขณะที่ ว่าน นัทยังตามถ่ายติดๆ ในขณะที่ยาหยี ญาติเจ้าสาว ประคองเจ้าสาวตามมา ป้าขวัญดาวเดินก้าวสองก้าวก็หอบแฮ่ก
“ตาแก่ อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะ ตาแก่”
ว่าน กับนัท เห็นแล้วเป็นห่วงแต่ก็ต้องเก็บภาพทั้งสองฝ่าย หันซ้ายที ขวาที อย่างอลหม่านอลวน
ยิ่งพาชำนาญขึ้นรถตู้ สุดยอดจะตามไปด้วยแต่ยาหยีวิ่งมาเรียกไว้
“เดี๋ยว คุณยังไปไหนไม่ได้”
“ทำไมล่ะหยี เกิดเป็นห่วงอะไรผมขึ้นมาตอนนี้นี่”
“ใครบอก! เอากุญแจรถฉันคืนมา แล้วคุณจะไปไหนก็ไป”
“เรื่องอะไรคุณเรียกผมแล้ว คุณไปไหน ผมไปด้วย”
ยาหยีจำยอม ช่วยประคองขวัญดาว ที่เหนื่อยและเสียใจสุดๆ จนหอบแฮ่ก ไปที่รถ สุดยอดสตาร์ทเครื่องแล้วขับพากันออกไป
ในขณะที่เพิร์ลลี่มัวแต่แต่งหน้าเลยไม่ทันเห็นว่าสุดยอดขับรถยาหยีออกไป จนเมื่อแต่งหน้าเสร็จเพิร์ลลี่ตรวจดูความเรียบร้อย
“เอาล่ะ ฉันสวยพร้อมจะออกไปเจอแกแล้วนังยาหยี”
จังหวะนั้นมองไปเห็นทีมงานเริ่มเก็บของ
“อ้าว หายไปไหนหมดแล้วนี่ คิดจะฉกพี่ยอดของฉันหนีไปเหรอนังยาหยี ไม่รู้จักเพิร์ลลี่ร้อยเล่มเกวียนดีซะแล้ว”
เพิร์ลลี่คิดแผนร้ายเพื่อสกัดการคืนดีของสุดยอดกับยาหยี

ไม่นานหลังจากนั้นที่บริเวณหน้าห้องฉุกเฉิน ของโรงพยาบาลแห่งนั้น ยิ่งนั่งเศร้าๆ ที่ลุงมาป่วยวันวิวาห์ ว่าน กับนัทซึ่งยังถือกล้องอยู่ในมือ ว่านพูดขึ้นหวังจะปลอบ
“ไม่น่าเชื่อนะครับ ไม่กี่นาทีก่อนเป็น “วิวาห์แสนหวาน”...”
“แต่ตอนนี้ต้องกลายเป็น “วิวาห์แสนฉุกเฉิน” ซะแล้ว” นัทตาม
“นี่คือคำปลอบโยน ที่พวกแกมอบให้กับญาติผู้ป่วยใช่มั้ย?” ยิ่งหันไปมองหน้าสองแสบ
“เปล่าครับเป็นประโยคบอกเล่าที่เอาไว้ใช้ในการถ่ายทำ”
ว่านแก้ตัวกลับยิ่งทำให้ยิ่งโมโหมากขึ้น
“วินาทีเป็น วินาทีตาย ของคนทั้งคน พวกแกยังกล้าคิดแบบนี้อีกเหรอ ไม่อยากเชื่อ ว่าฉันกำลัง
ร่วมงานกับพวกไร้มนุษยธรรม!”
“พี่ยิ่งครับ พูดก็พูดเถอะนะครับ นิสัยแบบนี้พวกผมก็เอามาจากพี่นั่นแหละ” ว่านได้ทีแอบเอาคืน
“ใช่ ตอนที่คุณหยีอกหักจากพี่ยอด ร้องไห้จะเป็นจะตาย พี่ยิ่งยังสั่งให้ถ่ายแหลกเพื่อเอาไปออกรายการ” นัทเสริม
ยิ่งโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ตั้งท่าจะด่ากราด “ไอ้…” แต่แล้วกลับนิ่งไป “เอ้อ ถือซะว่าเป็นกฎแห่งกรรมก็
แล้วกัน! ไปทำบุญ ชั้นต้องไปทำบุญ! อุทิศส่วนกุศล ขออภัยเจ้ากรรมนายเวร บัดเดี๋ยวนี้!”
ยิ่งเดินพึมพำออกไป ว่าน กับนัท ยังเอากล้องตามไปเก็บภาพยิ่งต่อ จังหวะเดียวกันนั้นที่ทางเดิน สุดยอด กับยาหยีประคองป้าพาขวัญดาวเดินกระย่องกระแย่งร้องไห้เข้ามา
“ตาแก่อยู่ไหน ตาแก่………….”
ป้าขวัญดาววิ่งเข้าไปในห้องฉุกเฉิน เข้าไปกอดลุงชำนาญร้องไห้โฮ วินาทีนั้นป้าขวัญดาวค่อยๆ เอาแหวนหมั้นสวมนิ้วให้ลุงชำนาญ
“ตาแก่อย่าเป็นอะไรนะ อย่าเพิ่งทิ้งฉันไปไหนนะตาแก่”
ในขณะที่นอกห้องเวลานั้น ยาหยีเห็นแล้วร้องไห้อย่างสะเทือนใจ สุดยอดเข้ากอดปลอบใจ โดยที่ยาหยีไม่ขัดขืน

สุดยอดกับยาหยีนั่งเศร้าอยู่คนละฝั่งหน้าห้องฉุกเฉิน สักพักใหญ่ๆ หมอเจ้าของไข้เดินออกจากห้อง ทั้งคู่ตรงไปถาม สุดยอดถามขึ้นก่อน
“เป็นยังไงบ้างครับหมอ”
หมอส่ายหน้า
“แปลว่าอะไรครับหมอ”
“แปลว่าคุณลุง”
ยาหยีพูดเสียงสั่นพลางสะอื้น สุดยอดกอดยาหยีแน่น
หมอทำหน้านิ่ง งงๆ กับอาการทั้งคู่ที่เสียใจอย่างหนัก
“น่าแปลกนะครับ ทีแรกก็อาการหนัก ตอนมาถึงหัวใจเต้นอ่อนมาก แต่จู่ๆ ก็กลับมาเต้นแรงขึ้น แรง
ขึ้นจนเกือบปรกติ ทุกคนในห้องก็แปลกใจกัน
“ความรักมันทำให้เกิดเรื่องมหัศจรรย์ได้เสมอ คุณหมอว่างั้นมั้ยครับ”
สุดยอดยิ้มอย่างดีใจ
“ต้องเป็นตอนที่คุณป้าสวมแหวนให้คุณลุงแน่ๆ คุณลุงถึงรอดมาได้”
“ในทางทฤษฎีไม่มีผลนะครับ แต่ก็อย่างว่าเรื่องของหัวใจ เอาแน่เอานอนไม่ได้กรณีนี้คิดว่าคนไข้คงมีกำลังใจที่เข้มแข็งมากๆ ดีใจด้วยนะครับ”
ครั้นพอหมอเดินออกไป ยาหยีได้สติ รีบผละจากอกสุดยอด ปาดน้ำตา
“อะไรกันคุณ อย่าเปลี่ยนอารมณ์สุดขั้วสิ ผมตามไม่ทันแล้วนะ”
ยาหยีเมินใส่
“ไม่เอาน่า ดีกันนะ ดีกันเถอะ กอดกันกลมอย่างเมื่อกี๊ก็มีความสุขดีออก”
“เมื่อกี๊มันหน้าสิ่วหน้าขวานย่ะ แต่ตอนนี้สถานการณ์ปกติแล้ว ฉันยังจำได้แม่นว่าคุณทำอะไรลงไป
ไม่มีวันที่ฉันจะให้อภัยคุณง่ายๆ หรอก”
ยาหยีเดินหนีไป สุดยอดบ่นงึมงำ นาทีแรกรู้สึกหงุดหงิดแต่พอตอนหลังฉุกคิดขึ้นมาได้
“ชั่วโมงที่แล้วบอกว่า ไม่มีวัน แต่ตอนนี้เพิ่มคำว่าง่ายๆ งั้นก็มีสิทธิ์ซิวะ เดินหน้าต่อเลยไอ้ยอด เห็น
แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว”

สุดยอดตาเป็นประกาย สีหน้าดูมีความหวังรำไร

อ่านต่อหน้า 3 วันพรุ่งนี้







ลิขิตเสน่หา ตอนที่ 18 (ต่อ)

ยาหยีเดินออกมาที่ด้านหน้าโรงพยาบาล สุดยอดสะกดรอยตามมาห่างๆ ยาหยีหันไป ทั้งคู่หลบและหลอกกันไปมา จังหวะนั้นเมื่อสุดยอดโผล่มาจากเสาอีกครั้ง ก็มองไม่เห็นยาหยีแล้ว

“ไปไหนแล้ว!”
สุดยอดยืนบ่นอยู่ข้างเสา จู่ๆ ยาหยีก็โผล่ออกมาจากเสา ตวาดแว๊ด
“ตามฉันมาทำไม”
“เปล่านี่” สุดยอดปฏิเสธเสียงอ่อย “ผมตามคุณที่ไหน ผมแค่อยากจะเดินตามหัวใจตัวเอง” แกล้งตี
หน้าซื่อๆ “แล้วนี่ผมเดินตามคุณมาเหรอ?”
“มุกเลี่ยน เอาไปใช้กับคนชอบของเลี่ยนๆอย่างยัยเพิร์ลลี่เถอะ ใช้กับฉันไม่ได้ผลหรอก”
พูดจบยาหยีก็สะบัดหน้าแล้วเดินหนีไป สุดยอดตามต่อ
“มันไม่ใช่มุกนะ มันเป็นความจริงจากใจ บอกตามตรงว่าวันนี้ผมรู้สึกอิจฉาคุณลุงกับคุณป้าด้วยซ้ำ”
“คุณบ้าไปแล้ว คุณไปอิจฉาคู่รักที่นอนอยู่บนเตียงห้องฉุกเฉินเนี่ยนะ”
“ใช่! ทำไมล่ะ อย่างน้อยทั้งคู่ก็ได้แต่งงานกัน แล้วที่สำคัญได้แต่งกับคนที่รักด้วย คนเราเป็น
สิ่งมีชีวิตที่อายุไม่ยืนนักหรอกนะ คุณรู้มั้ย? ว่าอายุเฉลี่ยของคนเราใช้ชีวิตบนโลกนี้เท่าไหร่”
ยาหยีหยุดฟังหันกลับมา มองไปยังสุดยอด
“โดยเฉลี่ยคือสองหมื่นวัน สองหมื่นไม่ใช่จำนวนที่เยอะเลยนะ”
ยาหยีพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ ขณะที่บางคนก็มีเวลาไม่ถึงด้วยซ้ำ!”
“ผมไม่ได้แช่งนะ แต่ผมไม่รู้ว่าเวลาของเราจะเหลืออีกสักเท่าไหร่”
วินาทีนั้นสุดยอดเดินเข้าไปนั่งใกล้ๆ ยาหยี ส่งสายตาเว้าวอนอย่างจริงใจ
“เพราะฉะนั้น อย่าฝืนใจเลย อยากทำอะไรก็ทำเถอะ! ส่วนผมก็จะทำตามหัวใจ ตัวเองตั้งแต่นาทีนี้”

สุดยอดคว้ามือยาหยีมากุมไว้ ทำเอายาหยีอึ้งไปชั่วขณะ
“อย่าโกรธกันเลยนะ ผมไม่ชอบเวลาที่เราโกรธกัน เพราะมันจะทำให้ใจผมสั่น กินไม่ได้ นอนไม่
หลับ ทั้งหมดนี้มันแปลว่าผมรักคุณแล้วใช่มั้ย? ไม่ใช่สิ มันน่าจะแปลว่าผมรักคุณมากต่างหาก!”
สุดยอดพูดพร้อมกับจ้องมองใบหน้ายาหยีอย่างจริงใจ และจริงจัง ยาหยีหวั่นไหวน้ำตาปริ่ม
“มาบอกอะไรตอนนี้ ยังไงคุณต้องรับผิดชอบสิ่งที่ทำ คุณต้องแต่งงานกับเพิร์ลลี่”
สุดยอดพยักหน้ารับ
“จำไว้นะ ถึงผมจะเป็นของเขา แต่หัวใจผมเป็นของคุณ และมันจะไม่ใช่สองหมื่นวัน แต่ผมจะรัก
และอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป”
ยาหยีโผเข้ากอดสุดยอดตามความรู้สึกของหัวใจ ทั้งคู่ร้องไห้กันระงม คิดในใจเหมือนๆ กันว่ารักกันแล้วแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะติดเรื่องเพิร์ลลี่

จังหวะนั้นเสียงโทรศัพท์สุดยอดดังขึ้นมีข้อความเข้ามา สุดยอดยื่นให้ยาหยีดู
“เพื่อยืนยันความจริงใจ ผมอนุญาตให้คุณเปิดดูได้”
“ไม่ดีกว่าค่ะ มันเป็นโทรศัพท์ของคุณ”
“ฟังนะหยี! ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น วันนี้ผมจะไม่ยอมไปไหนทั้งนั้น ผมจะอยู่กับคุณ!”
สุดยอดเปิดอ่านข้อความ เป็นเอสเอ็มเอสจากเพิร์ลลี่
“โทรมาลาฯ ไม่มีเพิร์ลลี่บนโลกนี้แล้ว พี่สุดยอด ดูแลตัวเองดีๆ รักนะเคอะ!”
สุดยอดอึ้ง ตกใจพูดเสียงสั่น “หยี ขอยกเว้นสักกรณีได้มั้ย?! ผมขอตัวนะ” พลางล้วงกุญแจยื่นให้
“นี่กุญแจรถคุณ ผมขอโทษ วันหลังผมจะไปส่ง”
แล้วสุดยอดรีบเรียกแท็กซี่ออกไปอย่างเร่งร้อน ยาหยีโมโห มองตามอย่างทั้งรัก ทั้งแค้น
“อีตาบ้า! ผิดสัญญาเห็นๆ”

วสันต์และวัลลภาชีวิตตกต่ำถึงขีดสุด เวลานั้นที่เคาน์เตอร์โรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง วสันต์รับกุญแจห้องพักจากอาแปะพนักงานโรงแรม อาแปะมองหน้าวัลลภา จ้องแล้วจ้องอีก คิดว่าสองคนเป็นคู่รักกัน วัลลภาเห็นแล้วหงุดหงิดมากๆ
“มองอะไร ฉันรู้นะว่าแกคิดอะไรอยู่ ฉันเป็นแม่มัน ไม่ได้หนีตามมัน พวกจิตอกุศล”
“ใจเย็นๆ สิครับคุณแม่ เดี๋ยวเขาก็ได้ยิน แห่กันมาดูหมดหรอก”
วสันต์พูดแล้วขนกระเป๋า คะยั้นคะยอให้วัลลภาช่วยขนใบใหญ่
“ช่างสิ! ไม่เห็นจะสนใจเลย แล้วก็ไม่อยากจะอยู่ด้วยไอ้โรงแรมม่านรูดนี่ แกไม่มีที่ดีกว่านี้ให้ฉันพักหรือไง” วัลลภาพูดอย่างขุ่นเคือง
“นาทีนี้แค่นี้ก็จัดว่าดีแล้วครับแม่ อย่าเลือกนักเลย หรือจะนอนข้างถนน”
วสันต์หิ้วกระเป๋าเดินนำลิ่วไป วัลลภาหันรีหันขวาง ไม่มีทางเลือก
“แย่จริงๆ ไอ้อวชาตบุตร ทำบุพการีเดือดร้อนไม่จบไม่สิ้น ชีวิตเกือบจะดีขึ้นอยู่แล้วเชียว ยังใฝ่ต่ำ
เอาผู้หญิงมานอนบ้าน เป็นฉันๆก็ทนไม่ได้ ต้องตะเพิดแกไปจากบ้านไปเหมือนกัน”
“ผมผิดคนเดียวที่ไหน แม่ก็เหมือนกันนั่นแหล่ะ ไปขโมยเครื่องเพชรเขางี้ เขาคงจะอยากให้อาศัยอยู่
หรอก”
“หนอย ไอ้ๆๆๆๆ…”
วัลลภาโกรธจนตัวสั่น แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะวสันต์หิ้วกระเป๋าเดินลับตาไปแล้ว

แท๊กซี่มาส่งสุดยอดหน้าบ้านชม้อย สุดยอดรีบจ่ายเงินเปิดประตูรถ วิ่งเข้าไปในบ้าน ตรงไปที่ประตูห้องเพิร์ลลี่ พอเปิดเข้าไปเห็นเพิร์ลลี่นอนอ้าปากพะงาบๆ อยู่บนเตียง ชม้อยคอยดูแลลูกสาวอยู่ใกล้ๆ สุดยอดกวาดสายตามอง เห็นข้างเตียงนอนมีพร็อบพร้อมสรรพสำหรับคนป่วยใกล้ตายอย่างครบครัน
โดยเฉพาะขวดน้ำยาล้างห้องน้ำ ที่วางเด่นเป็นสง่าอยู่
“โผล่มาแล้วเหรอ แกไอ้สุดยอด ไอ้ผู้ชายแสนเลว ฟันแล้วทิ้งหน้าตาเฉย”
สุดยอดปรายตามองขวดน้ำยาล้างห้องน้ำ
“คุณทำอย่างนี้ทำไม คุณรู้มั้ยว่าถ้าคุณเป็นอะไรไป มันจะบาปขนาดไหน”
“หนอย! คนจะตายอยู่รอมร่อ ยังเป็นห่วงโพร์ไฟล์ตัวเองอีกนะ” ชม้อยว่า
“พี่ยอดไม่รักเพิร์ลลี่แล้ว เพิร์ลลี่ก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม เพิร์ลลี่จะกินยาฆ่าตัวตาย... ทั้งหมดเป็นเพราะ
พี่ยอด ถ้าพี่ยอดกลัวบาป ต่อไปนี้ก็อย่าหนีเพิร์ลลี่ไปไหนสิคะ”
สุดยอดส่ายหัวพูดอย่างจริงจัง
“พี่ไม่กลัวบาปหรอก บาปไม่ได้เป็นของพี่ แต่บาปจะตกเป็นของผู้ที่กระทำ”
เพิร์ลลี่งง ไม่เข้าใจความหมายหันไปถามแม่
“หมายความว่ายังไงเคอะ”
“อันนี้แม่ไม่รู้ แม่ไม่ขอเม้นท์!”
“คนฆ่าตัวตายน่ะจะมีบาปหนัก เป็นวิญญาณเร่ร่อน เป็นสัมภเวสีที่ได้รับการลงโทษจากเครื่อง
ทรมานต่างๆ ไม่จบไม่สิ้น ไม่ว่าจะทำบุญ ทำทาน หรือกรวดน้ำ ไปให้ก็ไม่มีสิทธิ์ได้รับ! เพิร์ลลี่บอบบางขนาดนี้ จนทนไหวเหรอ” สุดยอดหว่านล้อม
“โอ้ว… จริงเหรอคะคุณแม่”
ชม้อยฟังแล้วใจเสียตามไปด้วย
“อย่าถาม แค่คิดแม่ก็จิตจะหลุดอยู่แล้ว!”
เพิร์ลลี่ตกใจ กระซิบกับชม้อย
“แต่ยมบาลรู้ใช่มั้ยคะว่าเพิร์ลลี่ไม่ได้กิน เพิร์ลลี่แค่จิบ จิบน้ำเปล่านะคะ”
“ยมบาลไม่ได้วางแผนกับเรานี่ลูก” ชม้อยกระซิบตอบ
“อ๊าย!!! เพิร์ลลี่ไม่ทำอีกแล้วก็ได้ แต่พี่ยอดต้องรับปากว่าจะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำกับเพิร์ลลี่”
“รับผิดชอบยังไง”
“พี่ยอดต้องแต่งงานกับเพิร์ลลี่ให้เร็วที่สุด” เพิร์ลลี่ยื่นคำขาด
“ใช่ เพื่อปกป้องชื่อเสียงและเกียรติยศของลูกสาวคนเดียวของชั้นที่ชั้นถนุถนอมเลี้ยงดูมา”
“แต่พี่ยังไม่พร้อม ขอเวลาอีกหน่อยได้มั้ยเพิร์ลลี่” สุดยอดบอก
“ไม่ได้ค่ะ ถ้าพี่ยอดไม่ยอมแต่ง เพิร์ลลี่จะฆ่าตัวตายให้พี่ดู” เพิร์ลลี่แผดเสียง
“เลอะเทอะไปใหญ่แล้ว พี่ว่าตอนนี้เพิร์ลลี่พักผ่อนก่อนดีกว่า เอาไว้ค่อยคุยกันวันหลัง พี่จะมาเยี่ยม
ใหม่นะ”

พูดจบสุดยอดจะเดินออกไป เพิร์ลลี่แผดเสียงใส่หลัง
“หยุดนะ! ถ้าพี่ยอดก้าวออกจากห้องนี้ไป รับรองว่าพี่จะไม่ได้เห็นเพิร์ลลี่อีก”
สุดยอดหันไป เห็นเพิร์ลลี่คว้าน้ำยาล้างห้องน้ำมาจ่อที่ปากเตรียมกรอก! พร้อมกันนั้นเพิร์ลลี่ ก็มีน้ำตารินไหลนองเต็มใบหน้า อย่างสมจริง
“ไม่เชื่อใช่มั้ยคะ ลาก่อนค่ะ พี่ยอด”
แล้วเพิร์ลลี่ก็แหงนคอจะกระดกพรวด สุดยอดทนดูไม่ไหวรีบไปแย่งขวดโยนทิ้ง
ชม้อยหน้าเสีย ที่ลูกสาวดันกินเข้าไปจริงๆ หลายอึก
“ก็ได้ๆๆๆๆ พี่ยอมแล้ว ยอมทุกอย่าง แต่เพิร์ลลี่ต้องสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรโง่ๆ อีก” สุดยอดเขย่า
อย่างแรงจนเป็นการกระแทกตัวเพิร์ลลี่ “สัญญาสิ”
“เคอะๆๆ” เพิร์ลลี่พ่นน้ำที่อมไว้ออกมา “ขอน้ำๆๆ”
ชม้อยลนลาน ยื่นส่งน้ำให้ตามบทบาท สุดยอดโมโหแต่ทำอะไรไม่ได้ เดินฟึดฟัดออกไป ชม้อยวิ่งตามไปดูเห็นว่าสุดยอดออกไปแล้ว รีบหันมาต่อว่าลูกสาว
“แม่ไม่ได้เม้นท์ให้ลูกกินจริงๆ นะ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นของปลอมก็เถอะ”
“ทำไงได้ค่ะคุณแม่ เพิร์ลลี่เป็นซุปตาก็ต้องเล่นเต็มที่จนกว่าจะคัท!”
เพิร์ลลี่พูดแล้วยิ้มอย่างสะใจ

ค่ำคืนนั้นที่บ้านณนนท์ขณะนั้น เขานั่งหน้าเครียด พร้อมกับยื่นเช็คเงินสดและหนังสือหย่ายื่นให้เอนิตา
“หนังสือหย่าและเช็คเงินสดห้าล้าน แลกกับอิสรภาพของเรา!”
เอนิตาหน้าซีดเผือด
“ใคร ใครที่ต้องการอิสรภาพ คุณคนเดียวต่างหาก”
“แต่คุณเป็นคนทำให้ผมต้องทำอย่างนี้!”
“คุณจะทิ้งฉันไปแบบนี้ไม่ได้นะ ฉันไม่เหลืออะไรแล้ว”
“คุณทำตัวเองทั้งนั้นเอนิตา”
“โทษฉันคนเดียวไม่ได้หรอก ฉันเองก็ไม่ต่างจากผู้หญิงคนอื่น ที่ต้องการความรัก ความเอาใจใส่
จากสามี แต่คุณไม่เคยมีให้ฉัน ฉันถึงต้องหันหน้าไปหาสิ่งอื่น”
“อย่างเหล้า อย่างยาเสพติดใช่มั้ย คุณคิดว่าผมไม่รู้เหรอ ผมว่าเลิกโทษคนอื่นแล้วหันมาปรับปรุง
ตัวเองดีกว่า”

เอนิตาตกใจครั้งนี้ณนนท์ดูจริงจังกว่าทุกครั้ง จังหวะนั้นเอนิตาโผเข้ากอดณนนท์
“นนท์ ตอนนี้นิตารู้แล้วว่าคุณคือคนที่ดีที่สุดในชีวิต ที่ผ่านมานิตาผิดเอง นิตาโง่ ไม่รักดี แต่นนท์ให้
โอกาสนิตาอีกสักครั้งนะ คิดดูสิ ถ้านนท์ทิ้งนิตาไปตอนนี้ นิตาจะมีชีวิตอยู่ได้ยังไง”
เอนิตาอ้อนวอนน้ำตาปริ่ม ณนนท์ยังใจแข็ง
“ที่ผมช่วยได้คือเป็นกำลังใจ แล้วก็ให้เงินคุณไปตั้งต้นชีวิตใหม่ เซ็นใบหย่าแล้วก็รับมันไปซะ ผมขอแค่ให้ลูกอยู่กับผม”
“เกลียดตัวแต่จะมากินไข่! ไม่มีทาง ถ้าหย่ากับฉัน ลูกก็ต้องไม่อยู่กับคุณ กล้าดีก็หย่าสิ!” เอนิตาปรี๊ดแตก
“ผมนึกแล้วว่าต้องคุยกับคุณไม่รู้เรื่อง คุณบีบผมเองนะเอนิตา คุณบีบผมให้ผมทำเรื่องที่ไม่
อยากจะทำ ผมมีหลักฐานว่าคุณไม่มีคุณสมบัติจะเป็นแม่ ถ้าเรื่องขึ้นศาลยังไงผมก็ชนะ ถึงตอนนั้นคุณก็จะไม่ได้อะไรเลย”
เอนิตาคับแค้นใจ ทำอะไรไม่ได้เพราะรู้ว่าที่ผ่านมาทำตัวแย่ มีหลายคดีติดตัว
“คุณขู่ฉันเหรอ?” เอนิตาจ้องหน้าณนนท์อย่างโกรธจัด
“ขอโทษนะนิตา ผมจำเป็นต้องทำแบบนี้ คิดดูให้ดีก็แล้วกัน”
ณนนท์หมดคำพูด หันหลังเดินจากไป เอนิตาตะโกนไล่หลัง
“คุณมันโง่ ณนนท์ แล้วคุณจะต้องเสียใจ จำคำฉันไว้ คุณจะต้องเสียใจ!”
เอนิตาโกรธแค้นแล้วเปลี่ยนมาเป็นชิงชังจะเอาชนะ

คืนเดียวกันนั้นภายในห้องพักของโรงแรมม่านรูด วัลลภานอนอยู่บนเตียงกลมแบบโรงแรมม่านรูด ปรายตามองสภาพห้องอย่างรังเกียจ ห้องเล็กแคบเท่ารูหนู ไฟห้องน้ำก็ติดๆ ดับๆ มีกระจกติดอยู่รอบห้อง ส่วนวสันต์นอนขดตัวอยู่ที่โซฟาข้างเตียง
จังหวังนั้นเองเสียงจากเพื่อนข้างๆ ห้อง ทั้งผู้หญิงและผู้ชายพร้อมใจกันร้องครางซี๊ดประกอบกิจกรรมเข้าจังหวะดังลอดเข้ามา
“เสียงอะไร?” วัลลภาสงสัย
“เสียงธรรมชาติเรียกร้องครับคุณแม่ ห่างไปนานตั้งแต่พ่อตายจนจำไม่ได้หรือไง” วสันต์บอก
“ไอ้บ้า ฉันไม่ได้ติดเซ็กส์งอมแงมเหมือนแกนี่”
จู่ๆ วัลลภาดีดตัวลุกขึ้นอย่างรังเกียจ
“ตื่นมาคุยกันก่อนซิ”
“ไม่คุยแล้วผมจะนอน คุณแม่อย่าไปสนใจอะไรเลย หลับเถอะครับพรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว”
“ก็เพราะชีวิตมีพรุ่งนี้ วันนี้ฉันถึงหลับไม่ลงไง ฉันเครียด แกรู้มั้ย? ลุกมาคุยกันให้รู้เรื่องซิ”

วัลลภาเขย่าตัวลูกชาย วสันต์จำต้องลุกขึ้น
“อะไรกันครับนี่ คุณแม่เครียดคนเดียวที่ไหน ผมก็เครียดเหมือนกันแหละ”
“งั้นแกก็ช่วยหาทางออกเรื่องนี้สิ”
“จะให้ผมทำยังไง คุณแม่ก็รู้ว่าผมทำสารพัดแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ ผมน่ะถอดใจแล้วครับ”
“ไม่ได้ ฉันไม่ยอม ฉันจะไม่ยอมซุกหัวนอนที่นี่ไปตลอดชีวิตแน่ มันต้องมีวิธี คิดสิคิด คิดเป็นเพื่อน
กัน”
“เชิญคุณแม่คิดไปคนเดียวเถอะ แผนการดีๆ เพื่อเอาชนะใจยี่หวาผมก็ทำมาหมดแล้ว”
จังหวะนั้นวัลลภานิ่งอึ้งไปสักพัก ดีดนิ้วแบบคิดบางอย่างขึ้นมาได้
“ถ้าเราเปลี่ยนมาเป็นแผนชั่วล่ะ ตาสันต์ แม่นึกออกแล้ว คราวนี้เรารอดแน่”
วัลลภาพูดพร้อมกับที่สายตามีความหวังขึ้นมา ในขณะที่วสันต์ทำหน้างงไม่เก็ต

วันต่อมาณนนท์หอบหลักฐานต่างๆ ที่รวบรวมได้ มาปรึกษาภูมิชาย โดยมียี่หวามาเป็นเพื่อนด้วย
“เท่าที่ดูจากหลักฐาน สลิปเงินในแต่ละเดือน ค่าเล่าเรียนและความรับผิดชอบในฐานะผู้ปกครอง
รวมไปถึงคลิปฉาวของคุณเอนิตากับนายแบบ ฯลฯ แค่นี้ก็น่าจะมีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้คุณชนะในศาลได้แล้วนะครับ”
ภูมิชายมองณนนท์ที่นั่งสีหน้าไม่สบายใจอยู่ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ผมรู้ครับว่าคุณณนนท์ไม่สบายที่ต้องทำอย่างนี้ แต่ในแง่กฎหมายมันจำเป็นนะครับที่จะหาหลักฐานมาอ้างอิงให้ศาลเชื่อว่าเราเหมาะสมที่จะเป็นคนดูแลลูก”
ยี่หวามองณนนท์เพราะต่างก็หัวอกเดียวกัน
“ฉันก็ไม่อยากซ้อนแผนสร้างหลักฐานให้ร้ายวสันต์เหมือนกัน แต่มันจำเป็นในเมื่อเราสองคน
ต้องการลูก”
ในที่สุดณนนท์ก็พยักหน้า
“ตกลงครับ คุณเอาหลักฐานทั้งหมดไปได้เลย แต่ขอร้องอย่าให้ใครเอาไปเผยแพร่นะครับ อย่างน้อยเมื่อเรื่องจบนิตาเค้าก็ยังมีที่ยืน”
“วางใจเถอะครับ”
ภูมิชายพูดพลางยิ้มจริงจังมาให้ ณนนท์ยิ้มรับแบบแห้งๆ ยี่หวาแอบกุมมือใต้โต๊ะเป็นกำลังใจให้ณนนท์

ที่โรงเรียนอนุบาลเด็กดี บ่ายวันนั้นข้าวตูกำลังเล่นบอลกับเพื่อนๆ ซึ่งข้าวตูอยู่ทีมเดียวกับกังฟู จังหวะนั้นกังฟูได้บอล และกำลังเลี้ยงลูกไป แต่ถูกเพื่อนๆ ขวางทางเต็มไปหมด ข้าวตูวิ่งฉีกมาอีกฟาก ตะโกนบอกกังฟู
“กังฟู ส่งมาเลย เราว่าง”
“ได้ เตรียมรับนะ”
กังฟูส่งบอลไปให้ตามที่พูด แต่บอลเลยออกสนามไป ไม่มีแม้เงาของข้าวตูตรงนั้นแล้ว
“เฮ้ย! ข้าวตูหายตัวได้!”
เพื่อนๆ ในสนามต่างก็งง ว่าข้าวตูหายไปไหน

ที่แท้ข้าวตูอยู่อีกมุมหนี่งหลังต้นไม้ข้างๆ สนามนั่นเอง เพื่อมาพบวสันต์ซึ่งพรางตัวสวมหมวก ใส่แว่นดำ แต่ข้าวตูจำได้แม่น
“คุณพ่อจะไปไหน ทำไมต้องใส่หมวก ใส่แว่น แล้วก็ทำท่าทางลับๆ ล่อๆ ด้วยครับ”
“ไม่ต้องถามมาก รีบเก็บกระเป๋า แล้วไปกับพ่อ เร็วสิ” วสันต์ทำท่าหันรีหันขวาง
“คุณพ่อจะพาข้าวตูไปไหน ข้าวตูไม่ไปหรอก ข้าวตูจะรอคุณแม่”
“ก็นี่… แม่บอกให้พ่อมารับ”
“ไม่จริงหรอก พ่อกับแม่เพิ่งจะทะเลาะกัน คุณพ่อบอกข้าวตูมาตรงๆ ดีกว่า จะพาข้าวตูไปไหน”
“ฉลาดอีก! โรงเรียนเขาสอนจับผิดแต่เมื่อไหร่” วสันต์หงุดหงิด “ก็ได้ๆ ในเมื่ออยากรู้พ่อก็จะบอก
ความจริงก็คือ” ทำเสียงท้อแท้สดชีวิต “ตอนนี้พ่อไม่สบายใจ อยากให้ใครก็ได้พาพ่อไปที่ไหนสักแห่ง แล้วก็ปลอบใจ ที่จริงพ่อไปคนเดียวก็ได้ แต่พ่อกลัว…” ถึงตอนนี้วสันต์มองหน้าลูก ทำหน้าตาน่าสงสาร “พ่อกลัวจริงๆ นะลูก”
“พ่อกลัวผีเหรอครับ คุณแม่บอกผีไม่มีในโลกหรอกครับ”
“ไม่ใช่! พ่อกลัวว่าพ่อจะอ่อนแอ ตัดสินใจทำอะไรโง่ๆ อย่างเช่น ฆ่าตัวตาย!”
“คุณพ่ออย่าทำนะ”
เห็นข้าวตูตกใจ วสันต์รีบจุ๊ปาก
“พ่อไม่อยากทำ พ่อถึงต้องมาหาข้าวตูไง เห็นหน้าลูกพ่อจะได้ไม่คิดทำอะไรโง่ๆ แต่ถ้าข้าวตูไม่ไปกับพ่อ…. มันก็ไม่แน่”
“ข้าวตูไปก็ได้ แต่คุณพ่อต้องสัญญา อย่าฆ่าตัวตายนะ”
ข้าวตูเข้าไปกอดวสันต์ด้วยรักอันบริสุทธิ์
“ดีมากลูก ไปกันเถอะ!”

วสันต์ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะอุ้มลูกออกนอกโรงเรียนไป

จบตอน
อ่านต่อวันพรุ่งนี้





เสาร์๕ ทับทิมสยาม ตอนที่ 18
เสาร์๕ ทับทิมสยาม ตอนที่ 18
ม่านฟ้า เดินนำ กลุ่มเสาร์ห้ามาหยุดยืนที่บริเวณริมหน้าผา ซึ่งใกล้เคียงกับบริเวณที่เธอเคยฝั่งทับทิมสยามเอาไว้ เธอรู้สึกลังเล เนื่องจากสภาพป่าเปลี่ยนแปลงไป ทำให้จำจุดที่ฝังทับทิมสยามไว้ไม่ค่อยได้ “อยู่แถวนี้ใช่มั๊ยครับ” ยอดถาม “ค่ะ...แต่ต้นไม้ขึ้นมากกว่าเดิมจนฉันจำไม่ค่อยได้” กริ่งเข้ามาหาม่านฟ้า “คุณทำเครื่องหมายหรืออะไรไว้หรือเปล่า” ม่านฟ้านึกได้ “ใช่...ฉันทำเครื่องหมายไว้ ที่โคนต้นไม้” “งั้นพวกเราช่วยกันหา” เทอดบอก กลุ่มเสาร์ห้า กระจายกันช่วยหาเครื่องหมาย ม่านฟ้าหันไปเห็นเครื่องหมายที่โคนต้นไม้ “นั่นไง...ฉันเจอแล้วค่ะ”
กำลังโหลดความคิดเห็น...