xs
xsm
sm
md
lg

บุหงาหน้าฝน ตอนที่ 20

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ติดตามอ่านได้ทาง www.manager.co.th ทุกวัน เวลา 9.30 น.
ตอนที่ 20
เช้าวันใหม่...เจ่งคุมเดื่อกับทับทิมเก็บแพ็คของใช้ในครัว เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง เดื่อเก็บถ้วยชามกระเบื้องลงกล่อง เจ่งหันมาเห็นโวยเสียงดัง
“เอ้า ไอ้เดื่อ นั่นมันตกแตกได้มั้ยน่ะ”
“ยายเจ่งคิดว่าไงล่ะ กระเบื้องทั้งชิ้นอย่างนี้ ต่อให้เป็นของแท้ ถ้าตกก็ต้องแตกสิคร้าบ”เดื่อพยักเพยิดกับทับทิม “จริงมะทับทิม เนอะๆ”
เจ่งตีเดื่อด้วยความหมั่นไส้
“นี่แน่ะ...ถ้ามันแตกได้ ทำไมเอ็งไม่ห่อกระดาษก่อนเอาลงกล่อง”
“โอ๊ย ยายเจ่ง พูดเฉยๆก็ได้ ไม่เห็นต้องลงมือเลย”
ทับทิมถอนหายใจเซ็งๆ
“เพิ่งย้ายมาไม่ทันไร ต้องย้ายหนีอีกแล้ว แล้วนี่เราต้องย้ายไปไหนอีกเนี่ย ยายเจ่ง”
ปาหนันเดินมาได้ยินชะงัก
“ข้าก็ไม่รู้ นายแค่บอกให้เตรียมเก็บของบางส่วนไว้ ถึงเวลาย้ายจะได้ไม่ฉุกละหุก”เจ่งถอนใจ “เราย้ายจากระนองมาถึงนี่ คิดไม่ถึงเลยว่านาวิศยังตามมาเจอคุณหนัน ไม่รู้เราต้องหนีกันอีกกี่ครั้ง”
ปาหนันได้ยินแล้วรู้สึกไม่ดี
+ + + + + + + + + + + +

เคี่ยมยืนมองไปทางหน้าบ้าน รอสหัสกับแท่นกลับ ปาหนันเดินออกมาจากในบ้านถามอย่างไม่สบายใจ
“พ่อจ๋า...”
เคี่ยมหันมองปาหนัน
“เราต้องไปกันจริงๆเหรอจ๊ะ”
“เราอยู่ที่นี่ไม่ปลอดภัยแล้วลูกหนัน คุณธานีจะรู้จากนาวิศเมื่อไหร่ก็ได้ ว่าเราอยู่ที่นี่”
“แต่หนันมั่นใจนะจ๊ะ ว่าคุณนาวิศไม่บอกคุณธานีหรอกว่าเจอพวกเรา แล้วหนันก็บอกคุณนาวิศแล้ว ว่าคนที่คิดร้ายกับเขา คืออาของเขาเอง”
เคี่ยมถอนใจยาว
“ลูกหนัน...นาวิศเขาความจำเสื่อม เขาไม่รู้หรอกว่าใครเคยดี ใครเคยร้ายกับเขา สิ่งที่ลูกหนันบอกเขา บางทีอาจไม่มีน้ำหนักอะไรเลยก็ได้”
ปาหนันนิ่งงันไป สหัสกับแท่นเข้ามา
“นายครับ พี่เบิ้มไม่อยู่บ้าน เห็นเมียแกบอกว่าแกไปต่างจังหวัด อีกสองสามวันถึงจะกลับ”สหัสบอก
“เอาไงดีครับนาย สงสัยเราต้องหาบ้านใหม่กันเองแล้ว”แท่นถามอย่างกังวล
“มีไอ้เบิ้มช่วย ก็คงง่ายขึ้น แต่ในเมื่อมันไม่อยู่ เราคงต้องหาทางเอาเอง ไม่ว่ายังไงเราก็ต้องไปจากที่นี่”
ปาหนันรู้สึกไม่ดีที่เป็นต้นเหตุ เข้าไปกราบอกพ่อ
“พ่อจ๋า...หนันขอโทษ...หนันก่อเรื่องอีกแล้ว”
เคี่ยมลูบหัวปาหนัน
“มันเกิดขึ้นแล้วลูกหนัน เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ทำได้แค่รับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น”
ปาหนันถอนใจ รู้สึกไม่สบายใจ สหัสมองปาหนันอย่างเห็นใจ
+ + + + + + + + + + +

นาวิศกลับมากรุงเทพ นั่งคุยโทรศัพท์อยู่ในบ้าน...
“ขอโทษนะครับ ที่นั่นมีคนไข้ชื่อระริน เทพสุทธิพงศ์รึเปล่าครับ...ไม่มีเหรอครับ...ขอบคุณครับ”
นาวิศวางสาย ขีดฆ่าในกระดาษที่เต็มด้วยเบอร์โรงพยาบาล แล้วกดต่อเบอร์ใหม่
“ขอโทษนะครับ ที่นั่นมีคนไข้ชื่อระริน เทพสุทธิพงศ์รึเปล่าครับ...ครับ...”นาวิศรอฟังแล้วยิ้มออกมา “ครับ อยู่ตึกไหนน่ะครับ”
นาวิศจดรายละเอียดลงกระดาษ เก็บเอกสารทั้งหมดแล้วลุกออกไปจากบ้าน ครู่หนึ่ง ชาติเดินสวนเข้ามา ชาติรู้สึกผิดสังเกตท่าทางของนาวิศ หันมองตามไป แต่ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรมาก
ทางด้าน รสาหิ้วกระเป๋าลงมาจากชั้นบน ตัดสินใจที่จะหนี...
“จะได้ไปจากบ้านบ้าๆนี่ซะที...ต้องหาทางพาพี่รินหนีไปด้วย”รสามองรอบๆบ้าน “คุณนาวิศไปไหนนะ ยังไงก็คงต้องล่ำลากันก่อน”
รสาเดินมองหานาวิศ มาถึงหน้าห้องทำงานธานีเห็นประตูแง้มอยู่ ไม่ได้เอะใจ จะเดินผ่านไป แต่เสียงธานีที่อยู่ในห้องดังออกมา
“ตอนนี้เอกสารทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว แค่นาวิศยอมเซ็น ฉันก็จะขายบริษัท โกยเงินเข้ากระเป๋าแล้วไปอยู่ต่างประเทศซักพัก”
รสาชะงัก หน้าตื่น พยายามผลักประตูแง้มมองในห้อง
“เสียดาย พวกไอ้เคี่ยมดันโผล่มาซะก่อน ฉันเลยยังไม่ทันให้นาวิศเซ็นเอกสาร”
“ยิ่งนาวิศได้ฟังปาหนันบอกว่าคุณธานีคิดร้ายกับเขา โอกาสที่เขาจะเซ็นยิ่งยากนะครับ”ชาติออกความเห็นอย่างหนักใจ
“ก็ต้องหาทางทำให้พวกไอ้เคี่ยมมันไม่น่าเชื่อถือ ยิ่งให้นาวิศสับสนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่นาวิศจะเซ็นมอบอำนาจให้ฉันขายบริษัท”
รสาแง้มประตูแอบฟังอยู่ พึมพำกับตัวเองเบาๆ
“ที่แท้คุณธานีวางแผนขายบริษัทของคุณนาวิศ...”
รสาจะผละออกไป พอดีสาวใช้ยกถาดกาแฟเข้ามา รสาไม่ทันมองจึงชนเข้า ทั้งสองต่างก็ร้องตกใจ
“ว้าย!”
“คุณรสา ขอโทษค่ะ”
รสารู้ตัว รีบหันกลับมามอง ธานีกับชาติออกมาจากห้อง ธานีจ้องรสาหน้าดุ
“มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
รสาอึกอัก
“ค...คือ...รสา...”
“ได้ยินอะไรมั่ง”
รสาตื่นกลัว
“รสาไม่ได้ยินอะไรเลย รสาไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น รสากำลังจะกลับต่างจังหวัดแล้ว ปล่อยรสาไปเถอะนะคะ”
ธานีส่งสายตาให้ชาติ ชาติหันมองรสา ย่างสามขุมเข้าหา รสาตกใจ รู้ว่าต้องเอาชีวิตรอด คว้ากากาแฟสาดใส่ชาติแล้ววิ่งหนี ชาติตั้งหลักได้ก็รีบตามไปทันที ธานีมองตาม หน้าเครียด
+ + + + + + + + + + + +

รสาวิ่งมาที่รถ รับกดรีโมทเปิดล็อค แล้วเปิดประตูขึ้นรถ ชาติตามมาดึงประตูเปิด ทั้งสองยื้อกัน แต่ในที่สุด รสาสตาร์ทรถ ขับออกไป ชาติพยายามยื้อแต่ไม่ไหว จึงรีบวิ่งตามรถไป
รสาขับรถห่างออกไป ชาติวิ่งตามไม่ทัน ธานีเดินออกมาจากในบ้าน ยืนมองหน้านิ่ว ชาติหอบเหนื่อย วิ่งเข้ามารอรับคำสั่งจากธานี ธานีนิ่งคิดแล้วสั่งชาติ
“รสาไม่มีทางทิ้งระรินแล้วหนีไปคนเดียว...ตามไปดักที่โรงพยาบาล”
“ครับ!”
ธานีเดินกลับเข้าไปในบ้าน รีบโทรศัพท์ไปที่โรงพยาบาลทันที
“หมอครับ ผมต้องการย้ายตัวภรรยา...มีคนจะตามไปก่อกวนภรรยาผมที่โรงพยาบาล ผมไม่ต้องการให้คนคนนั้นเจอภรรยาผม หมอช่วยจัดการเรื่องย้ายตัวคนไข้ให้ผมด้วย ด่วนเลยนะครับ”
ธานีวางสาย ยิ้มเหี้ยม
“แค่นี้เธอก็ไม่มีทางได้เจอพี่สาวแล้ว รสา...แต่ฉันจะส่งยมทูตไปรับเธอแทน”
+ + + + + + + + + + + +

ระรินนอนอยู่ที่เตียง ยังโดนผูกมือทั้งสองข้างไว้กับเตียง ข้อมือของเธอที่โดนมัดมีรอยแดงเนื่องจากพยายามจะดึงมือให้หลุด ระรินเจ็บข้อมือ แต่ก็ยังฝืนดึงมือให้ออกจากพันธนาการ พยาบาลเข้ามาในห้อง รีบเข้ามาดูข้อมือระริน
“ตายจริง เป็นรอยแดงไปหมดบอกแล้วไงคะ ว่าอย่าพยายามดิ้น ต้องการอะไรก็กดปุ่มเรียกพยาบาลสิคะ”
“ฉันต้องการให้ปล่อยฉัน อย่ามามัดฉันไว้อย่างนี้ ปล่อยฉันสิ”
“ค่ะๆๆ ใจเย็นๆนะคะ”
ระรินงงไป
“คุณจะปล่อยฉันแล้วเหรอคะ คุณพยาบาล”
บุรุษพยาบาลเข็นรถเข็นเข้ามา พยาบาลหันมาบอกระริน
“คุณจะถูกย้ายตัวไปรักษาที่ใหม่นะคะ”
“อะไรนะ”ระรินอึ้งไป
+ + + + + + + + + + + +

นาวิศเดินเข้ามาที่ล็อบบี้โรงพยาบาล ตรงไปที่ประชาสัมพันธ์
“ขอโทษนะครับ คุณระริน เทพสุทธิพงศ์รักษาอยู่ตึกนี้ใช่ไหมครับ”
ประชาสัมพันธ์เช็คในคอมฯ
“ใช่ค่ะ”
“ไม่ทราบว่าอยู่ห้องไหนครับ”
“ประทานโทษนะคะ ดิฉันบอกไม่ได้ เพราะคุณหมอสั่งห้ามเยี่ยมค่ะ”
“แต่ผมเป็นญาติสนิท ใช้นามสกุลเดียวกัน ทำไมผมถึงเยี่ยมอาผมไม่ได้”
“คุณหมอสั่งไว้ค่ะ คนที่จะเข้าเยี่ยมจะต้องได้รับอนุญาตจากคุณธานี สามีคนไข้ก่อน”
“คุณเข้าใจไหม ว่าผมเป็นหลาน ยังไงอาผมก็ต้องให้ผมเยี่ยมอาสะใภ้อยู่แล้ว”
“ยังไงก็ต้องในคุณธานีแจ้งเข้ามานะคะ”
นาวิศหันกลับมาอย่างหัวเสีย ครุ่นคิดว่าจะหาทางเจอระรินได้ยังไง ขณะเดียวกันนั้นลิฟต์ห่างออกไปทางด้านหลังนาวิศ ระรินนั่งอยู่บนรถเข็น โดนล็อคมือกับรถเข็นมีบุรุษพยาบาลเข็นรถออกมา ระรินโวยวาย
“จะพาฉันไปไหนอีก ทำไมต้องย้ายโรงพยาบาล ปล่อยฉันไปนะ...ปล่อย”
นาวิศชะงักหันไปมอง เห็นพยาบาลกับบุรุษพยาบาล กำลังจะพาตัวระรินไป
“คนไข้ใจเย็นๆนะคะ ไม่ต้องตกใจ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”พยาบาลหันไปสั่งบุรุษพยาบาล “ไปรับหนังสือส่งตัวคนไข้แล้วพาคนไข้ไปรอที่ทางออกเลยนะ พี่จะแจ้งให้เตรียมรถ”
บุรุษพยาบาลเข็นรถระรินแยกไป นาวิศหันกลับมา รีบครุ่นคิดหาทาง
+ + + + + + + + + + +

บุรุษพยาบาลถือหนังสือส่งตัวคนไข้ เข็นรถระรินไปยังทางออกโรงพยาบาล ระรินไม่ไว้ใจพยายามดึงข้อมือให้หลุดจากพันธนาการ
“จะต้องย้ายโรงพยาบาลทำไม ปล่อยฉันนะ ฉันไม่ได้เป็นอะไร”
นาวิศปลอมเป็นบุรุษพยาบาล ใส่หน้ากากอนามัยปิดไว้ครึ่งหน้าวิ่งตามมา นาวิศมองไป เห็นเตียงเข็นคนไข้จอดอยู่ริมทาง พวกคนไข้กับพยาบาลบางส่วนเดินอยู่ไปมา นาวิศเร่งฝีเท้าตรงไป เข็นเตียงเปล่าตัดหน้ารถเข็นระริน แล้วปล่อยเตียงเข็นออกไปจนเกิดความวุ่นวาย ต่างก็วิ่งหนี หลบเตียงที่พุ่งตรงมา ทุกคนต่างก็ตกใจบุรุษพยาบาล ร้องลั่น
“เฮ้ย...อะไรกันเนี่ย”
“โทษครับ...เตียงมันบังคับไม่อยู่”
บุรุษพยาบาลรีบไปช่วยดึงเตียงเข็นคนไข้ ระหว่างนั้นนาวิศรีบตรงมาที่รถเข็นระริน เข็นกลับไปอีกทาง
“อะไรเนี่ย จะพาฉันไปไหนอีก”ระรินโวยวาย
“อาระรินครับ...ผมเอง”
ระรินชะงัก หันหน้ามอง เห็นว่าคนที่กำลังเข็นรถเธอไปนั้นเป็นนาวิศ ระรินดีใจจนน้ำตารื้น
“คุณนาวิศ...”
ระรินยิ้มออก รู้ว่ากำลังจะหลุดพ้นจากนรกแล้ว
+ + + + + + + + + + + +

รถนาวิศแล่นออกไปจากลานจอดรถโรงพยาบาล สิ่งที่ทิ้งไว้ข้างหลัง คือรถเข็นระรินซึ่งมีสายรัดข้อมือ กับชุดบุรุษพยาบาลที่นาวิศขโมยมา
นาวิศขับรถออกไป โดยมีระรินนั่งมาข้างๆ ระรินมองนาวิศอย่างปลาบปลื้ม ยินดี
“คุณนาวิศ อาดีใจเหลือเกิน ที่ได้เจอคุณ”
นาวิศเอื้อมมือไปกุมมือระรินไว้
“ไม่ต้องห่วงนะครับ อาระริน ต่อไปนี้ผมจะไม่ให้ใครทำอะไรคุณอาได้อีก”
“ขอบคุณค่ะ...จริงสิคะ แล้วรสาล่ะ”
“ตอนผมออกมา เธอยังอยู่ที่บ้าน แต่คุณอาไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมจะพาคุณอาไปอยู่ที่ปลอดภัย แล้วผมจะกลับไปบอกรสา”
ระรินยิ้ม รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
+ + + + + + + + + + +

รสาเดินเข้ามาในล็อบบี้โรงพยาบาล พยายามนึกว่าวิรัชบอกว่าระรินอยู่ห้องไหน
“ทนายวิรัชบอกว่าพี่รินอยู่ห้องไหนนะ เมื่อวานก็ไม่ทันจดไว้ วันนี้ดันรีบหนีออกมา กระเป๋าตังค์ โทรศัพท์ ไม่มีซักอย่าง...นึกซิรสา นึก...”รสาไม่แน่ใจ ก็แต่ก็เดินไปกดลิฟต์ “609 ...น่าจะใช่นะ”
ชาติเดินเข้ามาหยุดมอง เห็นรสาก็ยิ้มเหี้ยม รีบวิ่งไปทางบันไดหนีไฟ
รสารอลิฟต์ครู่หนึ่ง พอลิฟต์มาก็เข้าไป รสาเข้ามา กดลิฟต์ชั้น 6 ชาติวิ่งขึ้นบันไดอย่างรวดเร็ววิ่งมาถึงชั้น 6 เปิดประตูหนีไฟเข้าไปยังตัวตึก ชาติเดินรีบเร่งเข้ามาตามทาง แล้วเข้าไปในห้องที่ระรินเคยอยู่ ซึ่งเป็นห้องตรงข้ามกับห้อง 609
รสาเดินมาถึงห้อง 609 แล้วเดินเข้าไป ขณะเดียวกันนั้น แม่บ้านที่เดินตามมา ได้เข้าไปในห้องฝั่งตรงข้าม
ในห้องผู้ป่วยฝั่งตรงข้ามห้อง 609 ชาติหลบอยู่หลังม่านบังเตียง เตรียมปืนออกมากระชับในมือ ชาติได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา เตรียมพร้อมที่จะยิง แต่เมื่อม่านเปิดออกปรากฏว่าเป็นแม่บ้าน ชาติรีบซ่อนปืนไว้ด้านหลัง
“คุณเข้ามาทำอะไรน่ะ”แม่บ้านถามอย่างสงสัย
+ + + + + + + + + + + +

ในห้อง609..รสาดึงม่านเปิด พบเตียงว่างเปล่า
“พี่รินไม่ได้อยู่ห้องนี้ จำผิดจนได้”
รสาจะเดินออกไป แต่เห็นชาติออกมาจากอีกห้อง รสารีบผลุบหลบ ซ่อนอยู่ในห้องนั้น ชาตินึกสงสัยว่ารสาหายไปไหน มองไปยังทางเดินซ้าย ขวา แต่ไม่เห็นใคร จึงเดินผ่านห้องที่รสาซ่อนตัวอยู่ไป
รสารอครู่หนึ่ง จึงโผล่หน้าจากที่ซ่อน มองออกไปไม่เห็นชาติ รสารีบออกจากห้องวิ่งไปกดลิฟต์ รสาหันไปเห็นอาม่าคนหนึ่งนั่งรถเข็น สวมหมวกไหมพรม ใส่แว่น และคลุมผ้าผืนยาว รสานึกอะไรขึ้นมาได้ หันกลับไปมองอาม่าอีกครั้ง
ทางด้านชาติ ยืนอยู่บริเวณล็อบบี้ หลบมุมมองไปทางลิฟต์ รอคอยรสา ครู่หนึ่งลิฟต์เปิดออก คนที่ใช้ลิฟต์ทยอยออกมา รสาปะปนออกมากับผู้คน แต่เธอสวมแว่นตา หมวกไหมพรม และคลุมผ้าของอาม่าจนปิดเสื้อมิดชิด ชาติมองไป พยายามมองหารสา ก่อนจะหันกลับมา แล้วรอคอยต่อไป รสาแอบหลบตามหลังกลุ่มคนออกไปเนียนๆ
รสากลับมาขึ้นรถ ถอนหมวก แว่นตา ผ้าคลุมออกอย่างร้อนใจ
“พี่รินยังอยู่ในมือคุณธานี...เราจะทำยังไงดี โธ่เอ๊ย!”
รสาทุบพวงมาลัย อย่างระบายอารมณ์ ไม่รู้ควรทำอย่างไรต่อไป
ชั้นบน... อาม่านั่งหนาวสั่นอยู่บนเก้าอี้รถเข็น หลานกลับมาเห็นก็ตกใจ
“อาม่า...หมวกกับผ้าคลุมอาม่าไปไหน แล้วแว่นตาอาม่าล่ะ”
อาม่าพูดไม่ออก ตกใจที่ถูกแย่งหมวกกับผ้าคลุมไป ได้แต่นั่งหนาวปากสั่น
+ + + + + + + + + + + + +

ธานีได้รับรายงานจากชาติว่ารสาหนีไปได้ ก็โมโห
“ว่ายังไงนะ แกปล่อยให้รสาหนีไปได้งั้นเหรอ”
ชาติก้มหน้ารับผิด
“ที่โรงพยาบาลก็โทรมาบอกฉันว่าระรินหายตัวไป ป่านนี้ยัยสองคนพี่น้องคงเจอกัน แล้วพากันหนีไปแล้ว...ไม่ได้เรื่อง”
ธานีหน้าเครียดขรึม แค้นใจ
ทางด้านนาวิศขับรถพาระรินไปพักที่บ้านสระบุรี เมื่อลงจากรถจึงหันมาบอก...
“ผมจะให้อาระรินอยู่ที่นี่ จนกว่าผมจะสะสางเรื่องทุกอย่างให้เรียบร้อย”
“สะสางเรื่องทุกอย่าง...หมายความว่ายังไงคะ”
นาวิศบอกให้รู้ทันทีว่า หลังจากที่เขาได้รู้เรื่องราวต่างๆจากปาหนัน เมื่อเขาพยายามคิดทบทวน เขาสามารถจดจำทุกอย่างได้แล้ว ระรินอึ้งไป
“ว่าไงนะคะ คุณจำทุกอย่างได้หมดแล้ว”
“ครับ...ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าอาธานีคิดจะฆ่าผม”
“แล้วทำไมคุณถึงยังปล่อยเขาไว้อย่างนี้ล่ะคะ ทำไมไม่ให้ตำรวจจับเขาเข้าคุก”
“เพราะผมยังไม่มีหลักฐานน่ะสิครับ อาธานีมีชื่อเสียง มีหน้ามีตาในสังคม ถ้าผมทำพลาด เขาก็จะหลุด แล้วก็ไม่ได้รับโทษที่เขาทำผิดไว้”
“ก็จริงของคุณ...แล้วคุณจะทำยังไงล่ะคะ”
“ผมกำลังหาทางทำให้เขาดิ้นไม่หลุด อาธานีต้องรับผิดชอบสิ่งที่ทำกับผม”
นาวิศบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง
อ่านต่อหน้าที่ 2










ตอนที่ 20(ต่อ)
ค่ำคืนนั้น ธานีนั่งเครียดอยู่กับชาติ...
“ป่านนี้นาวิศยังไม่กลับมา ไม่รู้มันหายหัวไปไหน”
“ถ้านาวิศไปเจอคุณระริน แล้วรู้เรื่องทั้งหมดจากคุณระริน จะทำไงดีครับนาย”
ธานีส่ายหัวอย่างนึกไม่ออก พอดีสาวใช้เข้ามารายงาน
“คุณนาวิศกลับมาแล้วค่ะ”
บอกแล้วสาวใช้ลุกออกไป ธานีปั้นหน้าแสดงละคร ลุกขึ้นต้อนรับนาวิศที่เดินเข้ามา
“นาวิศ กลับมาแล้วเหรอ หลานไปไหนมา...”
ตำรวจเดินตามนาวิศเข้ามา ธานีชะงัก
“นาวิศ หลานพาตำรวจมาจับใคร”
“ผมเชิญสารวัตรมาคุย เรื่องการจับกุมคนร้ายที่คิดจะฆ่าผม”นาวิศพูดเรียบนิ่ง
ธานีนิ่งกำมือแน่น หน้าเครียด
“นาวิศ หลานกำลังกล่าวหาใคร”
นาวิศนิ่งไปครู่หนึ่ง
“...นายเคี่ยมไงครับ”
ธานีอึ้งไป รีบเปลี่ยนสีหน้า ท่าที
“ดีมาก นาวิศ...อาดีใจที่หลานไม่ปล่อยคนผิดลอยนวล...เชิญครับสารวัตร พอดีผมเพิ่งได้ข้อมูลจากคนงาน ว่านายเคี่ยมอาจจะใช้เรือของบริษัทผมค้าน้ำมันเถื่อน...อาจจะเป็นสาเหตุนี้ก็ได้ ที่มันจะฆ่าหลานชายผมปิดปาก”
ธานีเดินนำตำรวจเข้าไป ชาติตามไปด้วย นาวิศมองตามธานีไป แผนการของเขากำลังเริ่มต้น
+ + + + + + + + + + + +

เช้าวันใหม่..สหัสมาลาออกจากงาน และขอรับเงินค่าแรงจากทรงชัย
“เพิ่งมาทำงานกันไม่ทันไร ทำไมยกโขยงกันลาออกซะแล้ว”ทรงชัยแปลกใจ
“พวกเราตัดสินใจจะกลับบ้านทางใต้น่ะครับ ต้องขอโทษเสี่ยจริงๆที่ลาออกกะทันหัน”สหัสบอก
“ไม่เป็นไร ฉันก็แค่เสียดายคนงานขยันๆ”ทรงชัยยื่นซองเงินให้ “เอ้านี่ ทางฝ่ายบัญชีเขาคำนวณค่าแรงไว้ให้แล้ว”
สหัสยกมือไหว้รับซองไป
“ขอบคุณเสี่ยมากครับ”
รสาเดินเข้ามาในฟาร์มมองหาสหัส พอดีมีคนงานเดินผ่านมา รสารีบเรียกไว้
“นี่ๆๆ เดี๋ยวก่อน...รู้จักสหัสไหม”
“ที่เพิ่งมาทำงานไม่นานนี้ใช่ไหม”
รสายิ้มดีใจ
“ใช่ๆ ที่หน้าคมๆผิวเข้มๆน่ะ”
คนงานพยักหน้า
“เป็นเมียมันเหรอ”
รสารำคาญ
“บอกแค่รู้จักไม่รู้จักก็พอ ไม่ต้องมาถามต่อหรอก ว่าเป็นอะไรกัน”
“เอ้า...ถามก็ไม่ได้” คนงานเดินหนี
“เอ้านี่...เดี๋ยวสิ ฉันยังถามไม่จบเลยนะ วันนี้เขามาทำงานรึเปล่า นี่ อย่าเพิ่งเดินหนีซี่”
รสาจะตามคนงาน แต่ส้นสูงพลิก เลยเสียหลักจะล้ม
“ว้าย...”
ทันใดนั้น มือคู่หนึ่งเข้ามารับตัวเธอจากด้านหลัง รสาเงยหน้ามอง ปรากฏว่าเป็นสหัส รสายิ้มดีใจ
“นาย...”
แต่แล้วอยู่ๆสหัสก็ปล่อยมือ รสาเสียหลัก เกือบจะล้มไปอีก สหัสมองยิ้มๆ
“โทษที ลืมไป คุณเคยบอกว่าถ้าเห็นคุณจะล้มก็ปล่อยให้ล้ม ไม่ต้องมาช่วย”
“นายนี่ กวนประสาทจริงๆ”รสานึกได้ว่าตัวเองทำเรื่องผิดที่ร้ายแรงยิ่งกว่า “แต่ฉันไม่โกรธนายหรอก...ความจริง ฉันมีเรื่องสำคัญที่ต้องบอกนาย”
สหัสมองรสาอย่างตั้งคำถาม รสาสารภาพกับสหัสว่าบอกธานีเรื่องปาหนัน สหัสตกใจ
“ว่ายังไงนะ คุณบอกคุณธานีว่านาวิศเจอกับคุณหนันงั้นเหรอ”
รสารหน้าจ๋อยรู้สึกผิด
“ฉันขอโทษนะ ฉันจำเป็นจริงๆ ไม่งั้นคุณธานีจะฆ่าพี่ริน”
สหัสนิ่งคิด
“อย่างนี้คุณธานีก็รู้แล้วสิ ว่าพวกเราอยู่ที่นี่...ผมต้องรีบกลับไปเตือนนายเคี่ยม”
สหัสจะเดินไป รสาดึงไว้
“เดี๋ยวก่อน ฉันไปด้วยนะ...ฉันหนีคุณธานีมา แต่พี่รินยังอยู่ในมือคุณธานี ฉันไม่รู้จะไปพึ่งใครแล้ว”
สหัสนิ่ง มองรสาอย่างตัดสินใจ รสาหน้าจ๋อยๆอย่างขอร้อง
+ + + + + + + + + + + +

เดื่อ ทับทิม และแท่น นั่งคุยกันอยู่มุมหนึงของบ้าน
“ตกลงว่านายจะแค่ย้ายไปอำเภอใกล้ๆ...”เดื่อถามอย่างสงสัย
แท่นพยักหน้ารับ
“เราไม่มีปัญญาหนีไปไหนไกลหรอก เงินก็ไม่มี”
“แต่ถ้าเราไม่หนีไปให้ไกลๆ แล้วเราจะหนีคุณธานีพ้นไหมวะ”ทับทิมถามอย่างแปลกใจ
เดื่อถอนใจ
“ความจริงที่เราต้องหนีเนี่ย นายแค่กันไว้ก่อน เพราะมันก็ไม่แน่หรอก ว่าไอ้พร้าวจะฟ้องคุณธานี ว่าเจอพวกเราที่นี่”
“ก็จริงนะ...”ทับทิมยกมือไหว้ท่วมหัว “งั้นข้าขอภาวนา ให้พร้าวจำความได้ ก่อนที่คุณธานีจะรู้ว่าพวกเราอยู่ที่นี่”
ทันใดนั้น ธานีปรากฏตัวขึ้นที่ประตูบ้าน
“นายเคี่ยมอยู่ที่ไหน”
เดื่อ ทับทิม แท่นต่างก็ตกใจ
“คุณธานี!”
เดื่อขยับตัวหนีด้วยความตกใจ ถอยไปชนของบนโต๊ะตก เสียงดัง เคี่ยม ปาหนัน เจ่งออกมา
“เสียงโครมครามอะไร...”เคี่ยมถาม
ทั้งสามคนที่เพิ่งออกมาเห็นธานีที่ประตูบ้านก็ตกใจ
“คุณธานี...”
ทันใดนั้น...นาวิศนำตำรวจเข้ามา นาวิศชี้ตัวเคี่ยม
“นั่นไงครับนายเคี่ยม คนที่แอบใช้เรือของบริษัทผมค้าน้ำมันเถื่อน แล้วก็คิดจะฆ่าผมปิดปาก”
ปาหนัน อึ้ง
“คุณนาวิศ...”
ตำรวจคุมตัวเคี่ยมกับแท่นออกมา ปาหนัน เจ่ง เดื่อ ทับทิมตามออกมา ปาหนันวิ่งเข้าไปขวาง
“คุณตำรวจ พ่อฉันไม่ได้ทำอะไรผิด มาจับพ่อฉันทำไม ถ้าจะจับก็จับคุณธานีสิ เขาเป็นคนวางแผนฆ่าหลานตัวเอง”
ธานียิ้มหยัน
“ฉันมีหลักฐานว่านายเคี่ยมค้าน้ำมันเถื่อน แถมตำรวจประสานไปที่ระนอง ยังพบรอยนิ้วมือของนาวิศที่เรือ แสดงว่านาวิศไปรู้เห็นการค้าน้ำมันเถื่อนเข้า นายเคี่ยมก็เลยจะฆ่าหลานชายฉันปิดปาก”
“ไม่จริง...ที่มีรอยนิ้วมือคุณนาวิศ ก็เพราะว่าเขาไปทำงานในเรือ”ปาหนันเถียง
“หลานชายฉันเป็นถึงประธานบริษัท แต่เธอบอกว่าเขาไปทำงานในเรืองั้นเหรอ”
ทุกคนอึ้ง ปาหนันอึกอัก
“ก็ตอนนั้น...ตอนนั้น...เขาไปทำงานในเรือจริงๆนี่”
“จริงๆนะคะคุณตำรวจ พวกเราเป็นพยานได้”เจ่งพูดขึ้น
ธานีมองหน้าเจ่ง
“พอเถอะ คุณตำรวจเขาไม่ได้โง่ เขาดูออกว่าใครเป็นพยานที่น่าเชื่อถือ หรือว่าให้การเท็จ”
“ถ้าอย่างนั้นคุณตำรวจก็คงดูออก ว่าผมจะค้าน้ำมันเถื่อน โดยที่เจ้าของเรือไม่รู้ไม่เรื่อง อยู่ได้ยังไงตั้งนาน”
เคี่ยมจ้องหน้า ธานีจ้องตอบแค้นๆ แท่นรีบเสริม
“ใช่ครับคุณตำรวจ คุณธานีรู้เรื่องด้วย เขาเป็นคนสั่งให้พวกเราทำ”
“หยุดใส่ร้ายอาฉันได้แล้ว อาธานีอยู่กรุงเทพ พวกแกอยู่ระนอง ความชั่วของพวกแกก็ต้องหลงหูหลงตาอาธานีไปบ้างเป็นธรรมดา”นาวิศหันไปบอกตำรวจ “หลักฐานมัดตัวขนาดนี้แล้ว จับพวกมันไปเข้าคุกเถอะครับคุณตำรวจ”
ธานียิ้มเย้ยพวกเคี่ยม
+ + + + + + + + + + + +

ปาหนันอึ้งไป เมื่อเห็นว่านาวิศให้การเข้าข้างธานี
“คุณนาวิศ คุณกำลังปรักปรำพ่อฉัน ทั้งที่คุณก็ยังจำอดีตไม่ได้ คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรจริง อะไรหลอก คุณแน่ใจได้ยังไงว่าคนที่คิดจะฆ่าคุณเป็นพ่อฉัน ไม่ใช่อาของคุณ”
“ถึงฉันจะความจำเสื่อมแต่ฉันไม่ได้โง่...ฉันพอจะดูออกว่าใครที่เข้ามาหาฉันโดยมีอะไรแอบแฝง แล้วฉันก็ดูออก ว่าผู้หญิงคนไหนที่ใช้มารยาหลอกลวงให้ฉันหลงเชื่อ”
“เนี่ยนะดูออก ไอ้พร้าว เอ็งนี่มันโง่บรมเลย”เดื่อด่า
ปาหนันเข้าไปเกาะแขนนาวิศ
“คุณนาวิศ คุณเข้าใจผิดแล้ว ฉันไม่เคยหลอกลวงคุณ พ่อฉันไม่เคยคิดฆ่าคุณ อาคุณต่างหาก”
นาวิศสะบัดแขนออก
“หยุดได้แล้ว พอที”
ปาหนันเสียหลักล้มไป เคี่ยมตกใจ
“ลูกหนัน...”
เจ่งกับกับทับทิมช่วยประคองปาหนัน
“คุณหนัน...”
นาวิศจ้องหน้าปาหนัน
“เลิกทำมารยาใส่ฉันได้แล้ว จำไว้ด้วย ว่าฉันไม่มีทางตกหลุมพรางเธออีกแล้ว”นาวิศหันไปหาตำรวจ “ไปครับ คุณตำรวจ”
ปาหนัน ร้องไห้โฮ
“คุณนาวิศ คุณเข้าใจฉันผิด...พ่อจ๋า...”
เคี่ยมมองลูกสาวอย่างสงสาร
“ลูกหนัน...”
เคี่ยมโรคหัวใจกำเริบ เป็นลมหมดสติไป
“พ่อจ๋า...พ่อ...”
เจ่ง เดื่อ ทับทิมตกใจ
“นาย...”
เคี่ยมโดนหามออกไป กลุ่มที่เหลือมองตามอย่างเศร้าโศกเสียใจ นาวิศหันกลับไปอย่างไม่ใยดี ธานียิ้มสมใจ หันหลังตามออกไป
+ + + + + + + + + + + +

รสาขับรถเข้ามาที่บ้าน โดยมีสหัสนั่งมาด้วย ทั้งสองคนเห็นรถตำรวจจอดอยู่ข้างทางก็แปลกใจ
“ทำไมมีรถตำรวจด้วย”
สหัสมองไป สังหรณ์ใจไม่ดี ครู่หนึ่งตำรวจคุมตัวเคี่ยมกับแท่นออกมา นาวิศกับธานีตามมาด้วย สหัสตะลึง
“คุณธานี”
รสาไม่อยากเชื่อ
“คุณนาวิศ...ทำไม...”
สหัสทนไม่ได้ จะออกไป รสารีบดึงไว้
“อย่าออกไปนะ”
“ผมปล่อยให้ตำรวจพานายเคี่ยมไปไม่ได้”
“แต่นายออกไปก็ทำอะไรไม่ได้ มีแต่จะโดนจับไปอีกคน”
“แล้วจะให้หนีเอาตัวรอดคนเดียวแบบเนี้ยเหรอ”
“ไม่ใช่หนีเอาตัวรอดคนเดียวนะ แต่มันต้องมีคนอยู่ข้างนอกนี่ จะได้คอยหาทางช่วยพวกเขา นายต้องตั้งสติ ใจเย็นๆก่อน แล้วค่อยคิดหาทางกัน”
สหัสมองไปอย่างแค้นใจแต่ก็ยอมเชื่อตามที่รสาบอก
“รถคันนี้เป็นรถที่บ้านคุณธานี ถ้าเขาเห็นเข้าต้องซวยแน่”
รสาขับรถหนีออกไป สหัสเหลียวหลังมองตามกลุ่มพวกเคี่ยม ได้แต่นึกเจ็บใจที่ตนต้องหนีมา ทำอะไรไม่ได้
+ + + + + + + + + + +

กลุ่มปาหนันตามเคี่ยมออกมา ร้องห่มร้องไห้ ธานีหันไปบอกตำรวจ
“ความจริงยังมี ลูกน้องคนสนิทของนายเคี่ยม ที่ชื่อสหัสอีกคน แต่มันอาจจะไหวตัวทัน เลยหนีเอาตัวรอดไปคนเดียว”
“ไม่ต้องห่วงครับ เราจะหาทางติดตามตัวคนร้ายมาให้ได้”
พวกตำรวจพาเคี่ยมกับแท่นขึ้นรถ ธานีกับนาวิศเดินกลับไปที่รถ นาวิศเหลือบมองปาหนัน ปาหนันร้องไห้ มองเขาอย่างผิดหวัง นาวิศทำใจแข็งหันกลับมาแล้วขึ้นรถไป ปาหนันทรุดลงร้องไห้ เจ่ง ทับทิม เดื่อก้มลงประคอง ปลอบ ต่างก็ร้องไห้กันถ้วนทั่ว
ทางด้านรสาขับรถหนีออกมา สหัสนั่งหน้าเครียดอยู่ครู่หนึ่ง
“จอดรถ ผมจะลงตรงนี้”
“นายจะไปไหน จะกลับไปที่บ้านปาหนันไม่ได้นะ ตำรวจต้องคอยดักนายอยู่แน่ๆ”
“จอดรถ!”
รสาหน้าจ๋อย ยอมหักรถจอดข้างทาง สหัสลงจากรถ เดินออกไปอย่างหัวเสีย รสาตามลงมา
“เดี๋ยวก่อนสหัส นายจะไปไหน”
สหัสไม่ตอบ รสาวิ่งไปดักหน้า ขวางทางไว้ สหัสมองรสาหน้านิ่ว แล้วมองทางอื่น
“นายโกรธฉันเหรอ”
สหัสหันมองรสา อดต่อว่าไม่ได้
“เพราะคุณคนเดียว ดันบอกคุณธานีว่าคุณหนันอยู่ที่นี่ มันก็เลยเกิดเรื่องแบบนี้ไง”
“ก็ฉันบอกแล้วว่าฉันขอโทษไง นายไม่เคยทำความผิดพลาดอะไรโดยที่นายไม่ตั้งใจมั่งเหรอ”
สหัสได้ยินแบบนี้ก็ได้แต่ถอนใจ
“นายเชื่อฉันสิ ว่าเรายังมีโอกาสช่วยนายเคี่ยมได้...สิ่งที่เราต้องทำ ก็คือหาทางให้คุณนาวิศรู้ความจริง”
สหัสเจ็บแค้นใจ
“หึ...นาวิศมันถึงกับพาตำรวจมาจับนายเคี่ยมเอง มันปิดหูปิดตาขนาดนี้ เราคงจะทำให้มันรู้ความจริงได้หรอก”
“ทำได้สิ แต่นายต้องร่วมมือกับฉัน หาทางให้พี่รินได้คุยกับคุณนาวิศ...เมื่อก่อนฉันผิดเอง ที่กลัวคุณธานี จนไม่กล้าให้คุณนาวิศรู้ความจริง แต่ตอนนี้ มันมีแค่ทางนี้ทางเดียว ที่เป็นทางออกของเรา เชื่อฉันเถอะนะ”
สหัสมองรสาอย่างชั่งใจ ยังไม่มีคำตอบ
+ + + + + + + + + +

ค่ำคืนนั้น..เมื่อกลับมาถึงกรุงเทพ นาวิศเดินอยู่ในบ้าน ครุ่นคิดเรื่องที่เกิดขึ้น คิดถึงปาหนันที่ร้องไห้อย่างหนักด้วยความเศร้าใจ ธานีถือแฟ้มเอกสาร เดินเข้ามาทางด้านหลัง หยุดมองนาวิศอย่างครุ่นคิด พิจารณาท่าทีของหลานชาย นาวิศหันกลับมาเห็นธานี ทั้งสองต่างตีสีหน้า แสดงละครใส่กัน
“นอนไม่หลับเหรอนาวิศ...หรือคิดถึงเรื่องวันนี้”
“ความจริงเรื่องนายเคี่ยมก็กวนใจผมอยู่เหมือนกัน...”นาวิศแกล้งพูดกระทบธานี “ไม่รู้มันคิดยังไง ถึงได้ปัดสวะมาให้คุณอา”
ธานีแกล้งยิ้ม ใจเย็น
“ไม่ต้องห่วงอาหรอกนาวิศ มันทำได้ก็แค่กล่าวหาลอยๆ ไม่มีหลักฐานอะไร”ธานีถามหยั่งดู “อาห่วงหลานมากกว่า ที่ปาหนันแกล้งร้องห่มร้องไห้วันนี้ คงไม่กวนใจหลานใช่ไหม”
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับคุณอา เรื่องของผู้หญิงคนนั้น ไม่กระทบใจผมเลยซักนิด”
“อาเห็นใจหลานนะ มันไม่น่าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเลย อาเลยคิดว่าจะช่วยแบ่งเบางานของหลาน...”ธานีวางแฟ้มลงบนโต๊ะ “ถ้าหลานไว้ใจอา หลานเซ็นมอบอำนาจให้อาชั่วคราว อาจะได้บริหารจัดการงานแทนหลานได้สะดวก หลานว่าดีไหม”
นาวิศชะงักแ กล้งยิ้มออกมา
“จะดีเหรอครับคุณอา อยู่ๆจะให้ผมโยนภาระให้คุณอา ผมเกรงใจ”
“อย่าเห็นอาเป็นคนอื่นซี่...หลานมีเรื่องไม่สบายใจ อาเองก็กลัวว่าจะกระทบการตัดสินใจเรื่องงาน...ให้อาช่วยหลานดีกว่านะ”
ธานีหมุนปากกาวางให้ นาวิศยิ้มให้ธานี
“ขอบคุณครับ คุณอาดีกับผมจริงๆ”
นาวิศรับปากกาจากธานี เปิดแฟ้มเอกสาร จรดปากกาลงกระดาษ ธานีมองลุ้น หื่นกระหายด้วยความโลภ นาวิศกำลังจะเซ็น แล้วชะงัก
“จริงสิครับ ผมลืมไปเลยว่าอาทรงชัยนัดคุยเรื่องฟาร์ม ผมคงต้องรีบโทรหาเลขาแก ก่อนที่เขาจะนอน ผมขอตัวก่อนนะครับ”
นาวิศวางปากกา ลุกออกไป ธานีรีบเรียก
“เดี๋ยวสินาวิศ...”
นาวิศหันมายิ้มให้ธานี
“ราตรีสวัสดิ์ครับคุณอา”
นาวิศเดินหนีไป ธานีมองตามไป แล้วมองกลับมาที่เอกสารซึ่งนาวิศยังไม่เซ็น ธานีมองตามอย่างเจ็บใจมาก
จบตอนที่ 20
ติดตามอ่านตอนต่อไปพรุ่งนี้ เวลา 9.30 น.








กำลังโหลดความคิดเห็น