xs
xsm
sm
md
lg

รอยไหม ตอนที่ 32

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ติดตามอ่านละครออนไลน์ ได้ทาง www.manager.co.th ทุกเช้าเวลา 09.30 น.
 
รอยไหม ตอนที่ 32

ศิริวงศ์เข้ามาในห้อง ศิริวัฒนายืนหันหลังให้มองออกไปนอกหน้าต่างเงียบๆ
“เจ้าอ้ายครับ”
“มีอะหยัง...ถ้าบ่ใจ่ธุระเรื่องงานเฮาบ่อยากอู้”
“แต่น้องว่าเจ้าอ้ายจำเป๋นจะต้องฮับฮู้เรื่องนี้ เพราะมันเป๋นเรื่องสำคัญต่อทุกคนและจะจ้าหรือเร็ว เจ้าอ้ายก่อต้องฮับฮู้อยู่ดี”
“ก่อลองว่ามาก่อนก๊า”
“น้อง...น้องบ่ฮู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างใดดี”
“ก่อเริ่มต้นตี้ห้องหนังสือ เมื่ออาทิตย์ก่อนก่อได้มั้ง”
ศิริวงศ์นิ่งอึ้ง ศิริวัฒนาจ้องมองแน่แน่ว นึกถึงเหตุการณ์ที่ศิริวัฒนา เข้าไปตามหาศิริวงศ์ในห้องหนังสือและเห็นมณีรินอยู่ในอ้อมกอดของศิริวงศ์
“เพราะถ้าเริ่มต้นที่ชายป่า อาจจะเป๋นเรื่องลำบากใจ๋เกินกว่าจะเล่าได้”
ศิริวงศ์ตะลึง ไม่คิดว่าพี่ชายจะรู้เรื่องของเขากับมณีรินมากขนาดนี้
“เจ้าอ้าย”
“เฮาฮู้เรื่องตั๋วกับเจ้ารินหมดแล้ว” ศิริวัฒนาพูดออกเจ็บปวดใจ
ศิริวงศ์รู้สึกผิดอย่างมหันต์
“เจ้าอ้าย...น้องขอสุมา”
ศิริวัฒนายิ้มหยัน
“สุมา...ง่ายไปหน่อยมั้ง ตั๋วก่อฮู้อยู่เต็มอก ว่าเจ้ารินเป๋นกู่หมั้นเฮามาแต่ละอ่อน อีกบ่เมินก่อจะแต่งงานกันเป๋นเมียเฮา เป๋นปี้ใป้ตั๋ว แล้วผีบ้าตัวใดมันดลใจ๋หื้อตั๋วยะเรื่องเลวทราบนี้ได้ ตัวบ่ฮู้ก๊า ว่าการแต่งงานของอ้ายกับเจ้ารินสำคัญจะได ความสัมพันธ์ของสองแผ่นดิน จะต้องพังทลายก่อเพราะ เรื่องอัปยศตี้ตั๋วสองคนก่อมันขึ้น”
ศิริวงศ์หน้าสลดลง
“น้องฮู้...น้องสำนึกผิดแต่จะหื้อยะจะไดในเมื่อเฮาสองคน...ฮักกั๋น”
ศิริวัฒนา เจ็บปวดเป็นที่สุดคำว่ารักมั่นทิ่มแทงใจของเขาจนระงับอารมณ์ไม่อยู่ ศิริวัฒนาตบหน้าศิริวงศ์เต็มแรง
“ฮักก๊ะ...ตั๋วกล้าฮ้องความฮับปะยศนี้ว่าความฮักได้จะได”

+ + + + + + + + + + + +

มณีรินกับคำเที่ยง เดินตามบริวารที่ถือโคมส่องนำทางมา บัวเงินกับบริวารดักคอยท่าอยู่แล้ว ทำเป็นด่าบ่าวคนหนึ่ง
“มึงนี่มันระยำแต้ จะมีผัวเป๋นตัวเป๋นตน แล้วยังสาระแนมีบ่จายใหม่แหมเกิดมา กูบ่เกยพบเกยหัน มึงนี่มันก่อบ่ต่างจากอีพวกแม่หญิงงามเมือง คอยดูเต๊อะมึงจะบ่ได้ไผซักคน เพราะบ่มีไผตี้จะเอามึงหรอก”
คำเที่ยงโกรธมาก มณีรินหน้าซีด บัวเงินทำทีเป็นหันมาเห็นมณีริน
“สุมาเต๊อะ เจ้านางน้อยมาแต่เมื่อใด เฮากำลังอบรมสั่งสอนคนของเฮา อีนี่มันแรดเหลือทน มึงหัดผ่อตัวอย่างดีๆมีถมไป อย่างเจ้านางน้อยเนี่ย เปิ้นงดงามหมดจดหาใดเหมือน งามทั้งภายนอกภายใน ตั้งแต่เจียงตุงลงมาถึงเจียงใหม่นี่ บ่มีผู้ใดจะงดงามมีก่า ควรเมืองอย่างเปิ้นอีกแล้วมึงฮู้ก่อ สงสัยว่ากูจะต้องฝากหื้อมึงไปเป๋นขี้ข้าตำหนักเปิ้นซักหน่อย เปิ้นจะได้จ่วยอบรมบ่มสันดานมึงเหียใหม่ว่างามอย่างเจียงตุงเปิ้นงามกั๋นอย่างใด”
มณีรินบาดใจ รู้เต็มอกว่าโดนค่อนแคะ เดินออกไปทันทีคำเที่ยงใจคอไม่ดี...บัวเงินระแคะระคายเรื่องนี้ได้อย่างไร
เมื่อกลับไปที่เรือน มณีรินกังวลใจจนร้องไห้ออกมา...
“เจ้ารินใจเย็นๆเต๊อะ อย่าไห้ไปเลย ปี้แน่ใจ๋ว่าหม่อมบัวเงินเปิ้นบ่ได้ฮู้อะหยังหรอก เปิ้นปากนักฮู้ไปจะอั้นเอง”
“ความลับบ่มีในโลก เฮาเตรียมใจ๋ไว้แล้ว อยู่ตี้ว่าจะจ้าหรือเร็วเต่าอั้นปี้คำเที่ยง แต่เฮาเสียใจ๋ตี้เปิ้นยัดเยียดความอัปยศมาหื้อเฮา เปิ้นบ่เข้าใจ๋ความฮัก ในเมื่อเฮากับเจ้าน้อยฮักกั๋นมันผิดตรงไหน”

+ + + + + + + + + + + +

มวลสารสีดำเทา พุ่งเข้ามาทางหน้าต่าง แล้วรวมตัวปรากฏเป็นร่างผีอีเม้ย หมอบอยู่เบื้องหน้าบัวเงิน
“เจ้าอ้ายของหม่อมกำลังต้อนเจ้าศิริวงศ์”
“จนมุมก่ออีเม้ย เปิ้นยอมฮับก่อว่าเป๋นจู้กับอีมณีริน”
“สารภาพหมดไส้หมดพุงกะเจ้าหม่อม”
บัวเงินหัวเราะเริงร่า
“มึงบ่มีทางรอดแน่อีมณีรินถ้าบ่ถูกตัดหัวประจาน มึงก่อต้องตากหน้าปิ๊กบ้านป่าเมืองเถื่อนของมึงละ”
ทางด้านศิริวงศ์ค่อยๆทรุดลงกับพื้นตรงหน้าศิริวัฒนา
“เจ้าอ้าย...น้องขอความเมตตา”
“สันดานหัวขโมย ตอนลักกิ๋นขโมยกิ๋นบ่เกยสำนึก”
“เจ้าอ้ายจะหื้อน้องยะจะได ในเมื่อครั้งแรกตี้น้องกับเจ้านางน้อยได้ปะกัน เฮาต่างฝ่ายต่างบ่ฮู้สถานะของตั๋ว มันเป๋นฮักเมื่อแรกปะ แล้วเจ้าอ้ายจะหื้อน้องยะจะได”
“ตั๋วอ้างความฮักแรกปะ มันก่อเต่ากับหันแก่ตั๋ว”
“เมื่อฮู้ความจริงว่าเจ้านางน้อยเปิ้น จะต้องเป๋นปี้สะใป้ของน้องในวันหน้า น้องก่อพยามยามตัดใจ๋จากเปิ้นแล้ว”
“ตัดใจ๋แล้ว มันเกิดเรื่องเลวทราบนี้ได้จะได”
“น้องหยุดฮักเจ้านางน้อยเปิ้นบ่ได้...”
ศิริวัฒนา กำมือแน่น
“เจ้านางน้อยเอง เปิ้นก่อฮู้สึกบ่ได้ต่างกั๋น”
ศิริวัฒนา ยิ่งกำมือแน่นขึ้นไปอีก
“ตั๋วกล้าอ้างว่าเจ้ารินฮักตั๋วก๊ะ”
“เฮาสองคนฮักกันแต๊ เจ้าอ้าย”
ศิริวัฒนาโกรธมากจนตัวสั่น ตะโกนออกมาดังลั่น
“แล้วจะได...ฮักกันแต๊ แล้วจะได เฮาจะต้องเป็นฝ่ายเสียสละหื้อตั๋วก๊ะ ในเมื่อเฮาก่อฮักเจ้ารินเปิ้นนัก เหมือนกั๋น ตอบเฮามา”
ศิริวงศ์กราบ ศิริวัฒนาแทนคำพูด
“เฮาบ่เจื่อว่า แม่หญิงอย่างเจ้ารินเปิ้น จะหันความฮักฉาบฉวยจากตั๋ว สำคัญกว่าหน้าที่ตี้จะต้องยะเพื่อบ้านเมืองของเปิ้น”
ศิริวงศ์พูดไม่ออก ศิริวัฒนาทิฐิแรงกล้า

+ + + + + + + + + + + +

คำเที่ยงสางผมให้มณีรินหน้ากระจก มณีรินหดหู่หม่นหมอง
“คนเฮาจะมีชีวิตอยู่ได้จะไดถ้าปราศจากความฮัก...ปี้คำเที่ยง”
“เจ้า...เจ้าริน”
“เฮาบ่ฮู้ว่า วันพุกจะเกิดอะหยังขึ้งพ่อง ปี้คำเที่ยงดูแลตั๋วเองหื้อดีๆเน้อ”
“จะไดอู้จะอั้นเจ้าริน มันเป๋นลางบ่ดี”
“ถ้าเฮาจะต้องปิ๊กเจียงตุง แล้วป้อเจ้า แม่เจ้าของเฮาจะต้องได้ฮับความอัปยศอดสู เฮาก่อจะขอปิ๊กไปอย่างตนธรรมดาสามัญ บ่ใจ่เจ้านางมณีริน”
“เจ้ารินจะเป๋นอะหยัง เจ้ารินก่อเป๋นเจ้ารินของปี้เสมอ”
“เฮาอาจจะบ่มีโอกาสได้ปิ๊กเจียงตุง เฮาอาจจะต้องร่อนเร่ไปในแผ่นดินใหม่ ตี้เฮาบ่เกยฮู้จักคุ้นเคย”
“เจ้ารินไปไหน ปี้ก่อจะติดตวยไปฮับใจ้ดูแลเจ้ารินกู่ตี้ เฮาบ่ละทิ้งกั๋นหรอกเจ้าริน”
มณีรินสวมกอดคำเที่ยง ในสภาวะจิตใจที่อ่อนแอเช่น นี้ยังพอมีความอบอุ่นให้ยึดเหนี่ยวได้บ้าง

+ + + + + + + + + + + +

เช้าวันใหม่...
ศิริวัฒนา รวบช้อนทั้งที่ข้าวยังเหลืออยู่อีกมากในจาน พระชายามองอย่างแปลกใจ
“อิ่มแล้วกา ศิริวัฒนา”
“อิ่มแล้วครับแม่เจ้า”
“จะไดวันนี้กิ๋นน้อยนัก บ่ลำกา เจ้านางน้อยอุตส่าห์แกงบอนขึ้นมาหื้อ”
บัวเงินนึกลุ้นให้ศิริวัฒนาตอบว่าบ่ลำ
“ลูกอิ่มแล้ว”
“ครูบาเปิ้นอื้อฤกษ์แต่งงานมาแล้วเน้อ ตกเอาขึ้นสิบห้าค่ำ เปิ้นว่าฤกษ์ดีตี้สุดเต่าตี้จะหาได้แล้วในปี๋นี้”เจ้าหลวงบอก
ศิริวงศ์ใจแป้ว ศิริวัฒนามองมณีรินที่นิ่งงัน
“เจ้าริน...อ้ายมีเรื่องอยากจะอู้กับเจ้าริน”
มณีรินเงยมองศิริวัฒนา
“เจ้า”
ศิริวัฒนาลุกออกไปจากโต๊ะ
“เดี๋ยวนี้”
คำเที่ยงใจคอไม่ดี มณีรินลุกตามออกไป ศิริวงศ์ได้แต่มองตาม
“มีเรื่องอะหยังกั๋น...ฮู้ก่อศิริวงศ์” พระชายาถามอย่างสงสัย
“ลูกบ่ฮู้ครับแม่เจ้า” ศิริวงศ์ตอบเรียบนิ่ง
“ลูกก่อคงไปปรึกษากั๋น เรื่องงานแต่งงานน่ะแหละ” เจ้าหลวงออกความเห็น
บัวเงินยิ้มเย็น
ศิริวัฒนาเดินนำมณีรินเข้ามาในสวนหลังตึก
“ผ้าตุ้มผืนนั้น...เจ้ารินทอแล้วเมื่อใด”
“บ่ฮู้เจ้า”
“บ่ฮู้ เพราะเจ้ารินบ่ได้ตั้งใจ๋ทอเพื่อใจ้ในวันแต่งงานกับอ้ายใจ่ก่อ”
มณีรินคอแห้งผาก พูดไม่ออก
“มืออยู่ตี้ผ้าผืนนั้น แต่หัวใจ๋ของเจ้ารินอยู่ตี้ใดกั๋นแน่”
“สุมาเต๊อะเจ้า...เจ้าก่อฮู้ความจริงหมดแล้ว จะหื้อข้าเจ้าต้องตอบคำถามของเจ้ายะหยัง”
“หมายความว่า เจ้ารินจะปฏิเสธการแต่งงานกับอ้ายตวย”
“ข้าเจ้าบ่ได้คิดปิดบัง แต่เฝ้าหาโอกาสเหมาะตี้จะกราบเรียนเจ้าเรื่องนี้อยู่เมินแล้ว ข้าเจ้าเสียใจ๋ตี้ปล่อยหื้อเวลาล่วงเลยมาจนถึงวันนี้”
ศิริวัฒนาหัวใจสลายข่มใจ มิให้น้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมา มณีรินทรุดลงกับพื้น
“ข้าเจ้ากราบขอความเมตตา เจ้าได้โปรดหันใจ๋ ในความฮักของข้าเจ้ากับเจ้าน้อยตวยเต๊อะเจ้า”
มณีรินจะก้มลงกราบ ศิริวัฒนารีบขัดเสียก่อนที่มณีรินจะกราบ
“แล้วถ้าเฮาบ่ยอมล่ะ เจ้าริน”
“เจ้าก่อมีเอื้อยบัวเงินอยู่แล้วตั้งคน”
“บัวเงินบ่เกี่ยว คนตี้จะเป๋นชายาของเฮา เป๋นแม่เจ้าแห่งนครเจียงใหม่คนต่อไป คือเจ้านางมณีริน คนเดียวเต่าอั้น”
“เจ้าคิดเพียงเรื่องของวันนี้ เจ้าลืมไปแล้วว่าวันข้างหน้าเฮาจะมีความสุขกั๋นได้จะใด การจะต้องทนใจ้ชีวิตกับคนตี้เฮาบ่ได้ฮักมันเป๋นเรื่องทรมาน บ่ต่างจากการตายทั้งเป๋นหรอกเจ้า”
ศิริวัฒนานิ่งงันเจ็บปวดหัวใจเป็นที่สุด
“ป้อเจ้าแม้เจ้าของเฮาทั้งสองฝ่าย หมั้นหมายเฮาสองคนเอาไว้ตั้งแต่เป๋นละอ่อน จะไดเจ้ารินถึงลืมเลือนสิ่งนี้”
“ข้าเจ้าบ่ได้ลืมเลือน แต่การหมั้นหมายของเฮาเป๋นหน้าที่ต่อแผ่นดิน ส่วนความฮักเป๋นเรื่องตี้เกิดขึ้นจากหัวใจ๋” มณีรินน้ำเสียงแน่วแน่
“มีความยุ่งยากตี้เกิดขึ้นตวยมาสองอย่าง อย่างตี้หนึ่งอ้ายจะบอกความจริง ป้อเจ้าแม่เจ้าของเฮาตั้งสองฝ่ายอย่างได ตี้จะบ่ยะหื้อเปิ้นเจ็บปวด อย่างตี้สอง อ้ายจะยะทำใจ๋อ้ายอย่างใดเจ้าริน ในเมื่อหัวใจ๋ของอ้ายมอบหื้อเจ้ารินไปแล้ว อ้ายฮักเจ้ารินนักขนาด อ้ายจะทนหันเจ้ารินเดินไปจากอ้ายได้อย่างใด เจ้ารินเลือดเย็นกับอ้ายเกินไปแล้ว”
“ข้าเจ้าบ่มีสิ่งใดจะยะได้แล้ว นอกจากกราบขอความเมตตา...ได้โปรดหันแก่ความฮัก”
มณีรินประนมมือขึ้นอีกครั้งจะกราบ ศิริวัฒนาที่กัดฟันแน่นพยายามฝืนไม่ยอมให้น้ำตาร่วง
“บ่...บ่...บ่” ศิริวัฒนายังไงก็ไม่ยอมรับคำขอร้อง “อย่าให้การกราบสำเร็จได้”
มณีรินกราบศิริวัฒนา
“เฮาบ่ยอมหรอกเจ้าริน”
“สำหรับคนบางคน หน้าที่อาจจะสำคัญเต่ากับชีวิต แต่สำหรับข้าเจ้า ถ้าจะต้องพลาดหวังจากความฮักข้าเจ้าขอยอมต๋ายเหียดีกว่า”
ศิริวัฒนาใจหายวาบแทบสิ้นเรี่ยวแรง

+ + + + + + + + + + + +

ศิริวงศ์เข้ามาในห้องหนังสือ สะกดตัวเองให้นิ่งทั้งที่ใจกระวนกระวาย ศิริวงศ์หันไปหาสล่าพันที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว
“อ้ายพัน...เฮาว่าเฮาเดาใจ๋เจ้านางน้อยเปิ้นบ่ผิดหรอก แต่สำหรับเจ้าอ้าย...เฮาบ่แน่ใจ๋”
“เจ้าอ้ายเปิ้นเป๋นคนมีเหตุมีผล ผมว่าเปิ้นต้องยอมฮับฟัง เจ้าใจ๋เย็นๆทำใจ๋หื้อสบายเต๊อะ”
“เฮาฮู้ว่าเฮาทำความผิดมหันต์ เฮาสองคนพร้อมตี้จะฮับความจริงแต่ ถ้าการลงโทษคือการพรากเฮาสองคนหื้อต้องพรากจากกั๋น...เฮาก่อพร้อมยอมต๋ายตวยกั๋น...อ้ายพัน” ศิริวงศ์น้ำเสียงจริงจังเอาจริง
ศิริวงศ์เดินไปดักรอมณีริน เมื่อมณีรินมาถึง ต่างโผเข้าหากันกอดกันแน่น ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใดๆ ศิริวงศ์ก็รับรู้ว่ามณีรินต้องใช้ความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวเพียงใด ต่อสถานการณ์ที่เพิ่งเผชิญมา
ศิริวัฒนากลับเข้ามาในห้อง เจ็บปวดอย่างไม่เคยได้เจ็บปวดเท่านี้มาก่อน ขมขื่นอย่างไม่เคยได้ลิ้มรสความขมขื่นเท่านี้มาก่อน การถูกปฏิเสธความรัก มีพลังเท่ากับการถูกทรยศหักหลัง เหมือนถูกมีดคมสองเล่มปักเข้าขั้วหัวใจ ทั้งของน้องชายและหญิงที่ตนรัก ศิริวัฒนาเมื่ออยู่ลำพัง ระเบิดความเสียใจด้วยน้ำตาลูกผู้ชายแต่ยังกัดฟันแน่นมิยอมให้เสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมาได้ ข้อโต้แย้งของเขากับนางยังคงดังก้องในหัว
‘...แล้วอ้ายล่ะ ใจ๋คอเจ้าริน จะทิ้งอ้ายบ่หันแก่ความฮัก ตี้อ้ายมีต่อเจ้ารินแม้แต่น้อยกา...’
‘…ข้าเจ้ายินดีนักตี้ได้ฮับความฮักจากจากเจ้า แต่ความฮักแต๊คือความยินดีในความสุขของคนตี้เฮาฮักบ่ใจ่กาเจ้า…’
ศิริวัฒนาเจ็บปวดพ่ายแพ้จนเกินจะเก็บมันไว้ในอกได้อีก เขาทุบกำแพงไม่ยั้งระบายความเจ็บปวดในใจออกมา

ดึกดื่นคืนนั้น...
ศิริวัฒนานั่งจมอยู่กับความทุกข์มุมนึง บัวเงิน เข้ามาหา
“เจ้าอ้ายเจ้า...ดึกป่านนี้แล้วจะไดยังบ่เข้านอนเจ้า”
ศิริวัฒนานิ่งเฉยเหมือนบัวเงินไม่มีตัวตน
“น้องสงสารเจ้าอ้ายนักขนาด...”
ศิริวัฒนาตวัดสายตามาที่บัวเงิน
“เจ้าอ้ายยะงานหนัก เจ้านางน้อยกับเจ้าน้อย เหมือนจะมาจ่วยแบ่งเบาภาระได้พ่อง แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ก่อบ่ได้จ่วยอะหยังแถมเป๋นภาระปัญหาหื้อเจ้าอ้ายมากกว่าใจ่ก่อ”
ศิริวัฒนาไม่พอใจ
“อย่าทำเป๋นฮู้ดี...”
“หลายวันมานี่ น้องฮู้สึกว่าเจ้าอ้ายมีปัญหากับเปิ้น”
“บ่ใจ่ธุระกงการอะหยังของเจ้า”
“เจ้าอ้ายอาจจะฮู้แล้ว หรือยังบ่ฮู้น้องบ่แน่ใจ๋แต่น้องขอบอกว่า จาวบ้านจาวจ่องเปิ้นฮู้กั๋นหมดแล้วว่าเกิดอะหยังขึ้นในคุ้มเจ้าหลวง”
“ออกไป” ศิริวัฒนาตวาดไล่
“น้องว่าเรื่องเลวทราบน่าอัปยศจะอี้จะโทษเจ้าน้อยเปิ้นบ่ได้หรอก เปิ้นคงบ่หลงผิดคิดทรยศเจ้าอ้ายหรอก ถ้าฝ่ายแม่หญิงบ่ยั่วยวนใจ้จริตมารยาเอากับเปิ้น”
“กูบอกหื้อออกไป”
“เจ้าอ้ายจะมามัวนั่งทุกข์ใจ๋ยะหยังไล่เปิ้นปิ๊กเจียงตุงไปก็จบเรื่อง แม่หญิงหลายผัวจะอี้ต่อหื้อลอยฟ้ามาแต่สวรรค์จั้นไหน ก่อบ่ต่างจากแม่หญิงงามเมืองหรอก”
ศิริวัฒนาโกรธเกรี้ยวตบหน้าบัวเงินฉาดใหญ่ บัวเงินแสยะยิ้มสะใจ
“ความฮักมันบ่มีหรอก เจ้าอ้ายคิดไปเองฝันไปเองทั้งนั้น ถ้ายังดันทุรังยกอีมณีรินขึ้นเป๋นชายาเป๋นแม่เจ้าหื้อไผต่อไผกราบไหว้ เจ้าอ้ายก่อง่าวนักขนาดแล้ว”
บัวเงินกลับออกไปอย่างเจ็บปวดใจ
ศิริวัฒนาระบายความคับแค้น ด้วยการตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่งคว้าของบนโต๊ะได้เขี้ยงใส่ตู้ กระจกตู้แตกกระจาย

+ + + + + + + + + + + +

ในปัจจุบัน....
เรรินสะดุ้งเฮือก เพราะความรุนแรงจากในจิตใต้สำนึก สมุดบันทึกของสล่าพันหมดเล่มพอดี เรรินปิดสมุดบันทึกอย่างเหนื่อยล้า แล้วลุกขึ้นจะเดินไปปิดไฟ เพราะใกล้ฟ้าสางแล้ว เธอก็ต้องชะงักเมื่อเห็น ศิริวัฒนายืนหันหลังให้อยู่ในสวน เธอตัดสินใจลงไปหาเขาในสวน
“เจ้าคะ”
“ความฮักแต๊ คือยินดีในความสุขของคนตี้เฮาฮัก...แต่คนเฮามักจะถูกความลุ่มหลง และทิฐิครอบงำจนผ่อบ่หันสิ่งใหนนอกจากตั๋วเองเต่าอั้น”
“เจ้าเล่าให้ฉันฟังต่อได้ไหมคะว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้”
“คุณเหนื่อยเกินไปแล้ว พักผ่อนเสียบ้างเถิด ยังมีเวลาอีกถมไป”
“สมุดบันทึกของสล่าพันจบลงแค่นั้น...ฉันเองก็กลับเข้าไปในห้องใต้ดินนั้นไม่ได้ เจ้าคนเดียวที่จะเล่าต่อให้ฟังได้”
ศิริวัฒนายิ้ม ทันใดนั้นเสียงบัวซอนดังขึ้น
“คุณรินคะ...คุณริน”
เรรินหันกลับไปมองบัวซอน ที่เดินออกมาจากเรือน
“คุณรินตื่นแต่เจ้ามืดเลยนะเจ้า”
เรรินไม่อยากบอกว่ายังไม่ได้นอนเลยต่างหาก หันกลับไปทางศิริวัฒนาแต่เขาหายไปแล้ว...
“เดี๋ยวออกไปใส่บาตรตวยกั๋นก่อเจ้าคุณริน”
เรรินเดินกลับเข้าเรือนไปกับบัวซอน
“มีอะไรที่ฉันจะช่วยบัวซอนได้บ้างไหม”
“หนูหุงข้าวเอาไว้แล้ว เหลือทำกับข้าวสักสองอย่างเจ้า”
เรรินพยักหน้ารับอย่างเต็มใจช่วย

+ + + + + + + + + + + +

ธนินทร์มาหาพรรณวรินทร์ที่โรงแรม พรรณวรินทร์จึงเล่าเรื่องความฝันให้ฟัง
“เมื่อคืนแม่ฝันไม่ดีเลย ธนินทร์แม่ฝันว่าแม่ได้เจอริน แต่พอเห็นแม่...รินเขากลับถอยหลังหนีแม่จนเขาพลัดตกลงไปในที่หนึ่ง แม่คว้ามือรินเขาไว้ไม่ทัน ในนั้นมันมืดมาก มืดจนมองไม่เห็นอะไรเลย แม่ตะโกนเรียกเท่าไรรินเขาก็ไม่ตอบแม่...แม่ได้ยินแต่เสียงร้องให้”
“มันก็คงเป็นนรกน่ะแหละครับคุณแม่”
พรรณวรินทร์เหล่มองธนินทณ์ไม่ให้กำลังใจกันเลย
“ฝันของคุณแม่ มันก็คงไม่ต่างจากความเป็นจริงหรอก ไอ้บ้านั่นมันตัวซวยมันจะฉุดดึงรินให้ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ”
พรรณวรินทร์เช็ดน้ำตาป้อยๆ
“เป็นถึงครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัย เรื่องแค่นี้กลับใช้สมองไม่เป็น”
พรรณวรินทร์ชักไม่พอใจ
“ธนินทร์...แม่ว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาทับถมกัน”
“ผมว่าคุณแม่กลับกรุงเทพฯไปเถอะครับ อยู่ไปก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นได้หรอก เรื่องรินผมจัดการของผมเอง”
ธนินทร์เดินจากไป พรรณวรินทร์กังวลใจว่าธนินทร์จะทำอะไรไม่ดี และสร้างความเดือดร้อนให้เรริน
+ + + + + + + + + + + +

บัวเงินเกรี้ยวกราด ผีอีเม้ยคลานหนีรนราน แล้วมุดหัวสิงเข้าไปในเสาต้นหนึ่ง เพราะเข้าหน้าบัวเงินไม่ติด
“เสียทีเป็นผีจะไดมึงบ่ฮู้ว่ามันไปซุกหัวอยู่ตี้ไหน”
บัวเงินสะบัดหางกระเบนฟาดลงพื้นระบายอารมณ์
“กูเจ็บใจ๋นัก จับได้กาหนังกาเขาเจ้าอ้ายก่อยังบ่เอาผิดมันปล่อยหื้อมันปิ๊กมาเป๋นหนามยอกหัวใจ๋กู...กูบ่ได้สมหวังมึงก่ออย่าหวังเลยว่ามึงจะสมหวังไปได้ อีมณีริน...อีเม้ย...อีเม้ย...มึงออกมาเดี๋ยวนี้...อีเม้ย”
ผีอีเม้ยโผล่หน้าออกมาจากเสา
“กะเจ้าหม่อม”
“มึงไปเสาะมาหื้อได้ว่ามันซ่อนตัวอยู่ตี้ไหน...กูจะกำจัดมันด้วยมือของกูเอง”
บัวเงินตวาดสั่ง...
หลังจากไปใส่บาตรมาแล้ว เรรินได้เข้ามาในห้องรับแขก ก้มๆ เงยๆ มองหาบางสิ่งในตู้ บัวซอนผ่านมาเห็น
“คุณริน หาอะหยังเจ้า”
“สมุดบันทึกเล่มที่บัวซอนให้ฉันมาน่ะ ฉันอ่านจนหมดเล่มแล้ว ฉันว่าคุณตาของเธอของเธอท่านต้องเขียนต่อไว้อีกเล่มแน่ ๆ”
“บ่ มีนะเจ้า หนูว่าหนู บ่ เคยหันสมุดบันทึกของตามีอยู่เล่มเดียว อาจจะมีก็ได้แต่คงสูญหายไปเมื่อใด ก็ บ่ ฮู้”
“น่าเสียดายจริง”
เรรินเดินลัดเลาะมุมตึกมา ใจจดจ่ออยู่กับการกลับเข้าไปทอผ้าต่อให้ได้ เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้รู้เรื่องราวในอดีตได้ต่อไป แต่แล้วเธอก็ต้องชะงัก แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เมื่อพบว่าไม้ที่ตีปิดตายประตูห้อง ถูกรื้อออกไปจนหมดแล้ว ประตูห้องทอผ้าถูกเปิดอ้าทิ้งไว้ เหมือนเชื้อเชิญเธอให้เข้าไป เรรินตรงไปยังประตูห้อง ทันที ค่อยๆ ผลักบานประตูและก้าวเข้าไป
เรรินเข้าไปในห้องทอผ้าเปิดผ้าคลุม ผ้าตุ๊มที่ทอค้างไว้ ผ้าตุ๊มยังอยู่ในสภาพเดิม เรริน ดีใจมาก
“อีกนิดเดียวก็จะเสร็จสมบูรณ์แล้วไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ขอบคุณมากที่ช่วยเปิดประตูให้ฉันได้มีโอกาสกลับเข้ามาในห้องนี้อีกครั้ง”
เรรินลูบคลำผ้าที่ทอไว้ด้วยความรู้สึก รักและผูกพัน
“ขอให้ความตั้งใจของฉัน นำพาให้ฉันได้รับรู้เรื่องราวชีวิตของเจ้านางมณีรินด้วยเถิด”
เรรินหยิบขนเม่น และเส้นไหมขึ้นมาเริ่มจกลายผ้าต่อ
สุริยวงศ์ขยับโผล่มาที่มุมตึก เขาเฝ้ารอคอยอยู่แถวนี้มาพักใหญ่แล้ว และดีใจเป็นที่สุดที่ได้เห็นเรรินอีกครั้ง
สุริยวงศ์นึกถึงสิ่งที่เขาได้คุยกับวันดารามาก่อนหน้านี้
“พี่ฝากบอกแม่อุ๊ยที่แม่แจ่มไปแล้วว่า ถ้าเปิ้นปะคุณรินแหม หื้อเปิ้นส่งข่าวพี่โตย พี่เชื่อเน้อสุริยะว่าถ้าเฮาฮักหรือผูกพันกับสิ่งใดนักๆ เฮาก็จะวนเวียนอยู่ใกล้สิ่งนั้น บ่ มีทางไปไหนได้ไกลดอก”
“บ่ มีทางไปไหนได้ไกลดอก...” สุริยวงศ์คิดได้“พี่วันครับขอบคุณมากครับ ผมนึกออกแล้วว่าผมต้องทำยังไง ถึงจะได้พบคุณรินเธออีกครั้ง”
สุริยวงศ์รีบมาที่พิพิธพัณฑ์ คุ้มเจ้าหลวงทันทีและบอกให้ ไหมแม สั่งคนงานให้เปิดประตูห้องทอผ้า ไหมแมจำใจรับคำอย่างไม่สบายใจ สั่งให้คนงานช่วยกันงัดไม้ที่ปิดตายประตูออก
“จะดีก่อเจ้า คุณสุริยะ ถ้าแม่คุณเปิ้นฮู้เข้า ว่าข้าเจ้าขัดขืนคำสั่งเปิ้น ข้าเจ้าต้องถูกเล่นงานเอาแน่ ๆ”ไหมแม กระวนกระวายใจ
“ไม่ต้องห่วงหรอกไหมแม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมรับผิดชอบเอง”
ไหมแมใจตุ้มๆต่อมๆคนงานลุยรื้อไม้ออกจากประตู
สุริยวงศ์ก้าวตรงไปที่ประตู ผลักบานประตูเข้าไป เขาตั้งใจที่จะได้เผชิญหน้ากับเรรินเต็มที่ แต่แล้วเขาก็ต้องแปลกใจเพราะภายในห้องทอผ้า กลับว่างเปล่าไม่มี เรริน...
“คุณรินครับ... คุณริน...”

สุริยวงศ์งงงันสุดๆ เขาเห็นกับตาว่าเรรินเข้ามาในห้องนี้ สุริยวงศ์มองหาไปรอบห้องแล้วสะดุดสายตาเข้ากับภาพเขียนคุ้มเจ้าหลวง ภาพเขียนนั้นเหมือนมีสิ่งมีชีวิตเคลื่อนไหวอยู่ภายในภาพนั้น
เรรินเข้ามาสู่ในอดีตอีกครั้ง...
บัวเงินจะเข้าห้องพระชายาให้ได้ ต้นห้องขวางเอาไว้
“จะได กูจะเข้าไป บ่ ได้”
“แม่เจ้า เปิ้นเพิ่งตื่นนอน”
“กู...บัวเงิน...จะเข้าเฝ้าแม่เจ้าเวลาไหนก็ได้ทั้งนั้น มึง บ่ ฮู้ก๊ะ”
ต้นห้องกลัวบัวเงินที่จ้องเขม็ง ต้องเปิดทางให้ บัวเงินจะเปิดประตูเข้าไปอยู่แล้ว แต่เสียงศิริวัฒนาดังขึ้นเสียก่อน
“แล้วธุระอะหยัง ถึง ต้องมารบกวนแม่เจ้าแต่เช้าจะอี้”
ศิริวัฒนาเดินตรงเข้ามา
“เจ้าอ้ายก็ฮู้ดี ว่าธุระของน้องคืออะหยัง”
“บ่ ใช่กงการอะหยังของเจ้า ปิ๊กไปเดี๋ยวนี้ ไปอยู่สงบๆ ในที่ของเจ้า...บัวเงิน”
“อีแม่ญิงคนนั้นมันมีค่านักหนาอย่างใดกัน เจ้าอ้ายถึงยอมสิ้นศักดิ์ศรีได้ถึงขนาดนี้”
“หุบปาก...บัวเงิน เรื่องของเฮา เฮาจัดการด้วยตัวของเฮาได้ อย่าได้เอาความทุกข์มาหื้อพ่อเจ้า แม่เจ้า”
บัวเงินจ้องเขม็ง ศิริวัฒนาจ้องตอบด้วยสายตาที่เด็ดขาดจริงจัง
“ปิ๊กไป...อยู่ในมุมของเจ้าหื้อดีๆ บ่จะอั้นจะว่าเฮาใจฮ้าย บ่ ได้”
บัวเงินสะบัดหน้าแล้วเดินกลับออกไป ศิริวัฒนาถอนหายใจอย่างหนักใจ...เรรินที่เข้ามาในอดีตยืนมองอยู่มุมหนึ่ง

+ + + + + + + + + + + +

พระชายาเปิดกล่องเครื่องประดับ ที่มีเครื่องทองโบราณต่าง ๆ มากมายอยู่ในนั้น
“เจ้านางน้อยเลือกเอาเน้อ ว่าวันแต่งงานจะใช้อะหยังบ้าง หยิบไปได้เลย แม่ให้ เพราะวันข้างหน้าข้าวของพวกนี้ก็ต้องเป็นของลูกอยู่ดี”
มณีรินนิ่งงันลังเล ศิริวัฒนานั่งเงียบ
“เกิดมาเป็นลูกหลานล้านนา ก็ต้องมีหน้าที่ฮักษา สมบัติพัสถารของปู่ย่าตาทวด หื้อคงอยู่สืบไปเน้อ”เจ้าหลวงกำชับ
มณีรินหน้าสลดลง
“เจ้า...”
“แล้วผ้าตุ๊มผืนที่จะต้องใช้ในวันงาน ทอได้นักแล้วก่อ...เจ้านางน้อย” พระชายาถามอย่างยิ้มแย้ม
ศิริวัฒนาเบนสายตาไปมองมณีริน มณีรินเจอสายตาอันแสนเจ็บปวดของศิริวัฒนา เธอหลบตาอย่างรู้สึกผิด
“ทอได้สักศอกนึงแล้วเจ้า”
“น่าจะงามนักขนาดเน้อ”
“ลูกขอตัวก่อน”
ศิริวัฒนาลุกออกไปทันที ผ่านเรรินที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่มุมนึง
“ขาดเหลืออะหยังก็บอกพ่อกับแม่เน้อ เจ้านางน้อย” เจ้าหลวงบอก
“เป็นพระกรุณา พ่อเจ้า แม่เจ้า”
มณีรินกราบเจ้าหลวงกับพระชายา ใจนั้นยังไม่กล้าพอที่จะบอกความจริง ความเมตตาจากผู้ใหญ่มากมายเกินกว่าจะทำร้ายจิตใจกันได้ด้วยความจริง

+ + + + + + + + + + + +

ศิริวงศ์เฝ้ารอคอยอยู่ในสวน สักครู่มณีรินก็ออกมาจากตึกกับคำเที่ยง มณีรินเห็นศริวงศ์ยืนอยู่จะเข้าไปหา
“พี่จะคอยดูต้นทางหื้อทางโน้นเน้อเจ้าริน...”
คำเที่ยงเดินย้อนกลับออกไป เพราะรู้ว่า ทั้งสองคนต้องการใช้เวลาอยู่ด้วยกัน คำเที่ยงเดินผ่านเรรินที่ตามมาดูเหตุการณ์
มณีรินโผเข้าหาศิริวงศ์ เกาะกุมมือกันแน่น
“พี่เจ้า แม่เจ้า ว่าจะไดพ่อง เจ้านางน้อย”
“เจ้าศิริวัฒนา เปิ้นนิ่งเฉย เปิ้น บ่ กราบทูลความจริง ช่วงเวลานี้มันทรมานจิตใจเฮานักเจ้าน้อย”
“จ้าอ้ายเปิ้นคงต้องการเวลาเพื่อทำใจ”
“ต่ถ้าเปิ้น บ่ ยอมล่ะ”
“เฮายังแน่ใจว่าเปิ้นต้องเข้าใจและเห็นใจในความฮักของเฮาสองคน เจ้านางน้อย”
ทั้งสองเข้าสวมกอดกัน ให้กำลังใจกันและกัน เรรินมองอยู่ห่างๆ คาดเดาเหตุการณ์ข้างหน้าไม่ออกเหมือนกัน

+ + + + + + + + + + + +

ศิริวงศ์ กลับมาที่ตึก บัวเงินหลบและคอยอยู่มุมหนึ่งก้าวออกมา
“ความลับ มัน บ่ มีในโลกนี้ดอกเน้อ...เจ้าน้อย”
ศิริวงศ์ชะงัก รู้ได้ทันทีว่า บัวเงินรู้ความจริงอีกคนหนึ่งแล้ว
“บ่ ต้องตกใจจะฮั้นดอก เจ้าน้อย ความจริงน่ะ พี่ฮู้เรื่องของเจ้าน้อยกับเจ้านางน้อยก่อนเจ้าอ้ายเปิ้นเสียอีก บ่ เน้อ...พี่ บ่ ได้เป็นคนปากยื่นปากยาวไปฟ้องเจ้าอ้ายเปิ้นดอก พี่ออกจะเห็นใจในความฮักของเจ้าน้อย แล้วก็เอาใจช่วยหื้อสมหวังอยู่”
“ขอบใจเอื้อย เฮากำลังหาหนทางอยู่”
“วันแต่งงานก็ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วเน้อ จะยะอะหยังก็ต้องรีบยะเสีย บ่จะฮั้นทุกอย่างก็จะสายเกินแก้ เจ้าน้อย บ่ นึกสงสัยก๊ะ ว่าจะไดพ่อเจ้า แม่เจ้าจึง บ่ ระแคะระคายเรื่องนี้เลย ทั้งที่มันเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องอัปยศที่บ่ น่าจะเกิดขึ้นในคุ้มเจ้าหลวง พี่ว่าพี่เดา บ่ ผิดดอก เจ้าอ้ายเปิ้นกำลังแก้แค้นโตทั้งสองคน ให้ต้องทรมานด้วยความฮัก พี่ฮู้จักนิสัยเปิ้นดี เปิ้นทำเป็นเห็นใจแต่เอาเข้าจริงๆแล้ว โตคิดก๊ะว่าเปิ้นจะยอมเสียสละในเมื่อ เจ้านางน้อย ก็เป็นของฮักของหวงของเปิ้นเหมือนกัน น่าสงสารเจ้านางน้อยเปิ้นเน้อ จะต้องเข้าพิธีแต่งงานกับชายที่ตัว บ่ ได้ฮัก จะต้องมีลูกเป็นโขยงหื้อเปิ้น จะต้องทนทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิต ถ้าพี่เป็นเจ้าน้อย พี่ว่าพี่ฮู้ว่าจะยะจะได”
ศิริวงศ์นิ่ง ฟังไม่โต้ตอบใดๆ
“ทางเดียวที่เจ้าน้อยจะสมหวังได้...พาเจ้านางน้อยเปิ้นหนีไปเสียเต๊อะไปหื้อไกล หื้อพ้นอาญาแผ่นดินเจ้าหลวงเปิ้น พี่เชื่อว่า ความฮักที่เจ้านางน้อยเปิ้นมีต่อเจ้าน้อย ต้องทำหื้อเปิ้น บ่ ลังเลที่จะไปกับเจ้าน้อยดอก”
ศิริวงศ์คิดหนัก ความคิดนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในหัวสมอง เรรินที่สังเกตการณ์อยู่ รับรู้ความเจ้าเล่ห์ล้ำลึกของบัวเงิน

+ + + + + + + + + + + +

สล่าพันนั่งอยู่ที่โต๊ะทำทองในห้อง สล่าพันตัดแผ่นทองคำและประกอบเป็นดอกปีบเข้าช่อเป็นปิ่นมีก้าน สล่าพันหันไปจะหยิบลวดทองมาพันก้าน ต้องชะงัก เมื่อพบว่าศิริวัฒนาเข้ามายืนมองอยู่ข้างโต๊ะตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้
“เจ้า...มาแต่เมื่อใดครับ”
“ปิ่นคำกาสะลองของผู้ใด งามนัก”
สล่าพันอึกอักพูดไม่ออก
“แม่เจ้าสั่งอ้ายพันยะก๊ะ”
สล่าพันโกหก ไม่ได้จึงตอบไปตามความจริง
“บ่ ดอกครับเจ้า บ่ใช่แม่เจ้า แต่เป็นเจ้าน้อยเปิ้น”
ศิริวัฒนา อึ้งนิ่งงัน
“บ่ ต้องบอกก็ฮู้ ว่าเปิ้นสั่งยะเพื่อใคร”
สล่าพันก้มหน้าไม่กล้าสบตา
“ที่แท้เปิ้นก็ฮักกาสะลอง มากกว่าเก็ดถะหวา เฮานี่เหมือนคนง่าวแต๊ๆ เนาะอ้ายพันคิดเข้าข้างตัวเองอยู่ได้นมนาน เหมือนคนตาบอด มอง บ่ หันความจริงอะหยังทั้งสิ้น”
“เจ้าครับ...”
“ความฮัก คือ ความยินดีในความสุขของคนที่เฮาฮัก ใช่ก่อ อ้ายพัน”
สล่าพันพูดไม่ออก ยินดีและสงสารไปพร้อมกัน ศิริวัฒนาเริ่มเห็นถึงการยอมเสียสละ...เรรินยืนดูอยู่มุมหนึ่ง อย่างเห็นใจ

+ + + + + + + + + + + +

ศิริวงศ์ ก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่นของพระชายา เขาหยุดมองตั้งใจมาบอกความจริง พระชายา นั่งดูรูปถ่าย เก่า ๆ ในอัลบั้มภาพ ท่าทางมีความสุข ศิริวงศ์ ขยับเข้าไปหา ลงคลานเข่าเข้าไปถึงพระชายา
“แม่เจ้า ของลูก”
“อ้าว ศิริวงศ์ เข้ามาแต่เมื่อใดลูก แม่หยิบรูปถ่าย เก่าๆ มาดูเล่น ดูสิ ตอนละอ่อน สองคนพี่น้องเล่นกันจนมอมแมม แม่จำได้ว่าจับลูกสองคนแต่งตัวจนงามแล้ว เผลออีกที บ่ฮู้ว่าที่งามแล้วมันหายไปไหนหมด” พระชายาหัวเราะ
ศิริวงศ์น้ำตาซึม กอดตักแม่เอาไว้ ไม่ให้เห็นน้ำตา
“อะหยังกันนี่ จู่ๆ ก็มากอดแม่ เหมือนสมัยละอ่อน มาประจบจะขอของเล่นแม่ บ่ มีผิดเลย”
“แม่เจ้า...ถ้าลูกยะอะหยังผิดไปลูกขอสุมา ยกโทษหื้อลูกโตย”
“ขอสุมาอะหยัง ยกโทษอะหยัง แม่ บ่ เข้าใจ แล้วนี่จะไดไห้”
ศิริวงศ์พอเอาเข้าจริงๆ ก็พูดไม่ออก พระชายาดึงลูกขึ้นมากอด
“มีอะหยัง อู้กับแม่เต๊อะ”
ศิริวงศ์กัดฟันแน่นน้ำตาไหล ไม่กล้าบอกความจริงกลัวจะทำร้ายจิตใจแม่มากเกินไป
“ไห้จะอี้ เหมือนวัน เข้ามาลาแม่ ตอนลูกจะจากไปพระนครแต๊ๆ ไห้เหมือนจะขาดใจ มีอะหยัง บอกแม่มาเต๊อะ”
“บ่ มีอะหยังครับลูกแค่ อยากกอดแม่เจ้า อยากหื้อแม่เจ้าฮู้ว่า ลูกฮัก”
“แม่ก็ฮักลูก ฮักทั้งสองคน ฮักอย่างแก้วตาดวงใจเน้อ”
ศิริวงศ์ในอ้อมกอดแม่กัดฟันแน่น เรรินสังเกตการณ์อยู่มุมหนึ่ง ใจคอหวั่นไหวไปด้วย

+ + + + + + + + + + + +

บัวเงินเดินพล่านอยู่ในตำหนัก เรรินเดินเข้ามาดูไกลๆ รังสีอำมหิตของบัวเงินปกคลุมไปทั่วจนเรรินขยาดและต้องระมัดระวัง บัวเงินหันขวับมาทางเรริน เรรินรีบหลบเข้ามุมนึง ใจหายถึงแม้จะอยู่คนละมิติก็ตาม
“ถ้ามันหนีตามกันไปจริงๆ กูจะสาแกใจนัก...ความฮักมัน บ่ มีจริงดอกมีแต่ตัณหาราคะ กูอยากหันมันต้องอาญาแผ่นดินตายด้วยคุมหอกคมดาบ ถูกสาป บ่ มีวันได้ผุดได้เถิด โลกนี้มีกู ก็ต้อง บ่ มีอีมณีริน อีเม้ย...มึงอยู่ที่ใด กูเรียกมึงอยู่ อีเม้ย”
ทันใดนั้น กลุ่มมวลสารสีดาเทาไหลพุ่ง เข้ามาทางหน้าต่าง แล้วปรากฏเป็นร่างอีเม้ย หมอบอยู่แทบเท้าบัวเงิน
“กะเจ้าหม่อม”
“ใกล้เวลาที่มึงจะต้องยะการหื้อกูอีกแล้ว”
“สุดแท้แต่หม่อมจะสั่ง เม้ยยินดีรับคำบัญชา เจ้า”
บัวเงินหยิบพวงเครื่องหมูในสด ๆโยนลงบนพื้น ผีอีเม้ย คลานพรวดพราดเข้ามา อย่างหิวโหย แล้วตะปนคว้าพวงเครื่องในนั้นสวาปามอย่างมูมมาม เรรินช็อคสุดขีด กับภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า
เรริน ผงะตกใจผีอีเม้ยจนกระสวยหลุดมือหล่นลงพื้น สักครู่เธอก็ตั้งสติได้ ก้มลงเก็บกระสวยขึ้นมาวางบนผ้าตุ้ม
“อีกนิดเดียวเท่านั้น...อีกนิดเดียว”
เรรินคลี่ผ้าคลุมปิดผ้าตุ้มเอาไว้แล้วขยับออกจากกี่

(อ่านต่อหน้า 2 )










รอยไหม (ต่อ)

ปัจจุบัน เช้าวันรุ่งขึ้น...
บัวซอนจัดเตรียมสำรับอาหารถวาย พระดอกไม้ธูปเที่ยนใส่ตะกร้า เรรินออกมาจากห้องพอดี
“คุณรินตื่นแล้วกาเจ้า หนูกำลังคิดว่าจะไปเคาะเรียกอยู่พอดี เผื่อคุณรินจะอยากไปทำบุญตวยกั๋นตี้วัด”
“วันนี้วันพระเหรอจ๊ะบัวซอน”
“วันพระใหญ่ตวยเจ้าคุณริน...วันนี้ตรุษสงกรานต์เจ้า”
“นี่ถึงวันสงกรานต์แล้วเหรอ”
“เจ้า...คุณรินจะไปตวยกั๋นก่อเจ้า ถ้าไปหนูจะจะได้รอ”
“ฉันปวดหัวนิดหน่อย บัวซอนไปเถอะฉันขอพักดีกว่า”
“จะอั้นหนูไปเน้อเจ้า”
บัวซอนหิ้วตะกร้าออกไป

+ + + + + + + + + + + +

ที่เรือนบัวเงิน
บัวเงินก้าวเข้ามาในห้อง วันดาราขยับเข้ามาจะช่วยประคองเดิน บัวเงินสะบัดมือออก
“บ่ต้องมาจับมาถือแขนข้า ข้าเดินของข้าเองได้”
วันดาราจ๋อยไป บัวเงินหันไปมองสุริยวงศ์
“มายะหยังกั๋นแต่เจ้า สุริยะ”
“ผมกับเอื้อย ตั้งใจ๋มาฮับคุณย่าไปทำบุญตวยกั๋นตี้วัดน่ะครับ”
“วันนี้วันสงกรานต์นะเจ้าคุณย่า”
บัวเงินชะงักนิ่งไปเมื่อได้ยินคำว่าสงกรานต์
“วัดใกล้ๆบ้านนี่เอง”
“บ่ไป” บัวเงินเสียงแข็ง
“กับข้าวถวายพระ ปี้วันทำมาแล้วครับคุณย่า แต่ถ้าคุณย่าอยากทำบุญต่างหาก ก่อถวายปัจจัยตุ๊เจ้าเปิ้นเอาก่อได้”สุริยวงศ์บอก
บัวเงินหงุดหงิดที่ถูกเซ้าซี้ ตวาดลั่น
“กูบอกว่ากูบ่ไป กูจังนักขนาด วันสงกรานต์ห่าเหวอะหยังเนี่ย”
สุริยวงศ์กับวันดาราช็อกอึ้ง
“ไผมันจะมีความสุข ม่วนอกม่วนใจ๋ กั๋นก่อจ่างหัวมัน กูจังนักวันสงกรานต์ กูจังนัก”
บัวเงินเดินกลับออกไปอย่างหัวเสียขุ่นมัว บ่นพึมพำไม่ขาดปาก
วันดารากลับออกมาจากบ้านบัวเงินกับสุริยวงศ์
“อย่าไปถือสาเปิ้นเลยเน้อ สุริยะจำได้ก่อวันสงกรานต์ ปี๋ตี้แล้วก่อเหมือนกั๋น ลูกหลานมากั๋นเต็มบ้าน จะหดน้ำดำหัวเปิ้น เปิ้นก่อไล่ตะเพิ่ดเอา บอกว่าบ่สบาย”
“เปิ้นคงมีความทรงจำบ่ดีกับวันสงกรานต์นะครับปี้วัน บ่อย่างอั้นเปิ้นคงบ่ฝังใจ๋ขนาดนี้”
“บ่มีไผฮู้หรอก นอกจากตั๋วคุณย่าเปิ้นเอง”
สุริยวงศ์มองกลับขึ้นไปบนเรือนอย่างอดแปลกใจไม่ได้

+ + + + + + + + + + + +

บัวเงินเอนหลังลงบนเก้าอี้โยก...
“เจ็ดสิบปี๋...แต่กูยังจ๋ำได้ถนัดเหมือนตะวา อีมณีรินเพราะมึงคนเดียวปี้น้องเปิ้นถึงต้องมาล้างกั๋นด้วยชีวิต”
บัวเงินลดอารมณ์ที่แข็งกร้าวลงกลายเป็นเศร้าน้ำตาร่วง
“เจ้าอ้าย...ถ้าเจ้าอ้ายฮู้ซึ้งถึงความฮัก ตี้น้องมีต่อเจ้าอ้ายพ่อง เจ้าอ้ายก่อคงบ่ต้องยะบาปจะอี้หรอก”
บัวเงินหน้าเศร้าหมอง นึกถึงความทรงจำในอดีต
ในพระราชพิธีหลวง เจ้าหลวงพระชายา เสด็จลงวิหารทำบุญวันขึ้นปีใหม่ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า พระสงฆ์ยังสวดเจริญพระพุทธมนต์ มณีรินนั่งข้างศิริวัฒนา ศิริวงศ์อยู่อีกฟาก บัวเงินอยู่หลังสุด เฝ้าสังเกตความเป็นไปของรักสามเส้า
หลังจากพระสวดเสร็จ เจ้าหลวง พระชายานำทุกคนมาที่ลานวัดใต้ต้นโพธิ์ ค้ำกิ่งโพธิ์ด้วยไม้ค้ำยัน ศิริวัฒนา บัวเงิน มณีริน ค้ำยันไม้ของตัวเอง อีกด้านนึงของต้นโพธิ์ คำเที่ยงกำลังค้ำไม้ ศิริวงศ์เข้ามาใกล้ทำทีเป็นค้ำไม้ใต้กิ่งโพธิ์
“บ่ายสามโมง สรงน้ำพระบอกเจ้านางน้อยตวยปี้คำเที่ยง ว่าเฮาจะไปรอตี้ริมน้ำปิง” ศิริวงศ์กระซิบบอก
คำเที่ยงอ้าปากค้างเหมือนได้ยินไม่ถนัด ศิริวงศ์ถอยออกไป ผีอีเม้ยที่อยู่ด้านหลังคำเที่ยง จิกหัวและถ่มน้ำลายใส่คำเที่ยงด้วยความหมั่นไส้ คำเที่ยงร้องตกใจและหันไปดูแต่ก็ไม่พบอะไรงงๆ ผีอีเม้ยโผล่ข้างบัวเงินที่ยืนอยู่มุมนึง กระซิบบอกเรื่องสำคัญ บัวเงินยิ้มพอใจ
เมื่อกลับไปที่เรือน คำเที่ยง ล้างเท้าและเช็ดเท้าให้มณีริน
“มีอะหยังปี้คำเที่ยง”
คำเที่ยงหลบตา
“บ่มีอะหยังเจ้า”
“เฮาบ่เจื่อ ท่าทางจะอี้ต้องมีเรื่องอะหยังบางอย่างตี้ปี้บ่อยากบอกเฮา อู้มาเดี๋ยวนี้เน้อ”
“เจ้าน้อยเปิ้นฝากบอกมาว่า เวลาบ่ายสรงน้ำพระเปิ้นจะไปรอเจ้ารินตี้ริมน้ำปิงเจ้า”
มณีรินตาเป็นประกายสดใส คำเที่ยงรู้สึกสังหรณ์ใจ
“เจ้าริน...อย่าไปเลยเน้อ”
“บ่ไปได้จะได เจ้าน้อยเปิ้นจะรอเฮา”
“ปี้ใจ๋คอบ่ค่อยดีเลย”
“บ่มีอะหยังหรอกปี้คำเที่ยง”
“เหตุการณ์ยังบ่น่าไว้ใจ๋เน้อจ้าริน น่าจะเก็บเนื้อเก็บตัว”
“จะอั้นเฮาก็จะไปอย่างคนธรรมดา บ่ไปอย่างเจ้านางมณีรินหรอก”
มณีริน เดินเลี่ยงออกไป คำเที่ยงที่ไม่สบายใจ

+ + + + + + + + + + + +

ศิริวงศ์มาพบสล่าพันในสวน สล่าพันคลี่ผ้าที่ห่อปิ่นคำดอกกาสะลองออก ปิ่นทองคำเสร็จสมบูรณ์แล้ว
“งามนัก อ้ายพัน งามถูกใจเฮานัก อ้ายว่า เจ้านางน้อยเปิ้นจะชอบก่อ”
“ของสวย ของงาม แม่หญิงคนใดก่อต้องชอบครับเจ้า”
“เฮาจะหื้อปิ่นคำนี้แก่เปิ้น วันนี้ละ”
“เจ้าน้อย...ระวังตั๋วหื้อนักๆเน้อ โบราณเปิ้นยังว่า...ก่อนพายุใหญ่จะมาคลื่นลมมักสงบเสมอ”
“เฮา บ่ คิดจะอั้น อ้ายพัน...เฮาเปิดใจ๋กับเจ้าอ้ายเปิ้นไปแล้ว เฮาแน่ใจว่า เจ้าอ้ายเปิ้นต้องหันใจในความฮักของเฮากับเจ้านางน้อย เปิ้นต้องยอมฮับและเปิดทางหื้อเฮาสองคน”
“ทุกคนก่อหวังจะอั้นครับเจ้า”
“ยินดีเน้อ อ้ายพัน สำหรับทุกสิ่ง ทุกอย่าง แล้วเฮาจะตอบแทนทีหลัง”
“บ่ เป็นหยังหรอกครับเจ้า ผมได้ฝากฝีมือไว้คู่แผ่นดินก่อนับเป๋นบุญวาสนาของผมแล้ว”
ศิริวงศ์มองปิ่นในมือตื้นตันใจ

+ + + + + + + + + + + +

ศิริวัฒนารดน้ำดำหัว เจ้าหลวง และพระชายา
“ขอหื้อลูกมีความสุข ความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป คิดสิ่งใดก่อขอหื้อสมปรารถนา มีสติปัญญาอยู่กับตั๋ว ปัญหาอะหยังตี้เหมือนอริศัตรูเข้ามาคุกคาม ก่อขอหื้อต้องพ่ายแพ้ไปด้วยสติและปัญญาของลูกเน้อ” เจ้าหลวงให้พร
“มีเรื่องอะหยังขุ่นข้องหมองใจ๋ ก่อหื้อฮู้จักปล่อยวาง ประณีประนอมและฮู้จักหื้ออภัย แล้วลูกจะพบความสุข แต๊ คือการได้หื้อว่า ได้เสียสละ เน้อลูกเน้อ” พระชายาอวยพรเหมือนเตือนสติ
ศิริวัฒนาอิ่มเอมในพรที่ได้รับจนน้ำตาซึม เพราะทุกคำพูดของพ่อแม่ ทิ่มแทงเข้าไปกลางใจตน ศิริวัฒนาก้มกราบเจ้าหลวง และพระชายาซึ่งพรมน้ำลงรดหัวให้เช่นกัน
ทางด้านศิริวงศ์กับมณีริน สบายใจขึ้นคาดหวังข่าวดีจากศิริวัฒนา ขณะที่บัวเงิน ร้อนรุ่มเดาไม่ออกว่าศิริวัฒนาจะตัดสินปัญหาอย่างไรกันแน่ คาดหวังสิ่งเดียว คือ ความตายของมณีริน
ที่ริมแม่น้ำปิง ชาวบ้านบ้างก็เล่นน้ำ บ้างก็ขนทรายจากตลิ่งเข้าวัด บ้างก็ก่อเจดีย์ทรายเล่นกันบนชายหาด บ้างก็รดน้ำกัน เรือลำหนึ่งพายตัด สายน้ำมาจากฝั่งตรงข้าม และเข้าเกยหาด คำเที่ยงขึ้นจากเรือก่อนแล้ว ช่วยประคองมณีริน ขึ้นมา ทั้งคู่แต่งตัว กลมกลืน เป็นชาวบ้านธรรมดา มณีรินมองหาศิริวงศ์
“ปี้ว่า เปิ้นจะมาก๊ะเจ้าริน”
“เจ้าน้อยเปิ้นเป๋นคนฮักษาสัญญา อย่างใด เปิ้นก่อต้องมา”
มณีรินมองไปในฝูงผู้คนมากมาย แล้วเธอก็ดีใจเมื่อเห็นศิริวงศ์ ก้าวเดินออกมาหา แต่งตัวเป็นชาวบ้านธรรมดา ถือพิณเปี๊ยะติดมือมาด้วย
“เจ้าริน”
ทั้งสองโผเข้าเกาะกุมมือกัน
“อย่าอยู่ตี้นี่เมินเน้อเจ้าริน”คำเที่ยงเตือน
“บ่ เมินดอกพี่คำเที่ยง เฮา ก่อเจดีย์ทรายไหว้พระกันเสร็จแล้วก็จะปิ๊ก”
คำเที่ยงค่อยๆ ถอยห่างออกไป เปิดโอกาสให้ทั้งคู่อยู่ด้วยกัน ศิริวงศ์จูงมณีรินออกไปทางหนึ่ง

+ + + + + + + + + + + +

ศิริวัฒนาพักผ่อนอยู่ในห้อง บัวเงินขยับเข้ามาหา
“เจ้าอ้าย กะเจ้า...”
“อะหยังบัวเงิน ข้าต้องการพักผ่อน”
“น้องมีเรื่องสำคัญอยากจะ...”
บัวเงินยังพูดไม่จบศิริวัฒนาสวนขึ้น
“เรื่องสำคัญของเจ้า เป็นเรื่องไร้สาระทั้งนั้น ออกไปได้แล้ว”
“จะไดเจ้าอ้าย บ่ ฟังน้องก่อน”
ศิริวัฒนา ถอนใจ
“เมื่อสักพัก มีคนของคุ้มเจ้าหลวงหันแม่หญิง ผู้ชายกู่นึง เล่นน้ำสงกรานต์กันอยู่ แถวริมน้ำปิงปู๊น หน้าตาละม้ายคล้ายเจ้าน้อยศิริวงศ์ กับเจ้านางน้อยมณีรินนักขนาด”
“ละม้าย บ่ ได้แปลว่า ใจ่” ศิริวัฒนาไม่สนใจ
“เจ้าอ้ายฟังน้องหื้อจบก่อนเต๊อะ ทีแรกคนคนนั้นเปิ้นก็คิดว่า บ่ ใจ่ แต่พอเข้าไปผ่อใกล้ ๆ ถึงได้แน่ใจ๋ว่า เป็นเปิ้นแต๊ๆ หัวเร่อต่อกระซิบ จับมือถือแขนกันอย่างกับเป๋นผัวเมียกัน บ่ ได้ฮู้สึกอับอายสายตา ของใผเลย”
ศิริวัฒนาขมขื่นในใจ แต่พยายามเก็บอารมณ์
“เจ้ามาบอกข้ายะหยัง”
“เจ้าอ้าย...เจ้านางน้อยเปิ้นยะจะอี้ นอกจากจะ บ่ เกรงใจ๋แล้ว ยังเป๋นการดูหมิ่น เจ้าอ้ายอย่างหื้ออภัย บ่ ได้เน้อ เจ้าอ้ายเป็นคู่หมั้นคู่หมายแต๊ๆ แต่เปิ้นไประเริง กับป้อจายอื่นจะอี้ นอกจากจะผิดผีแล้ว เสื้อบ้านเสื้อเมืองจะต้อง บ่ ปอใจ๋ อัปรีย์ จัญไรจะบังเกิดในแผ่นดิน”
“คนของเจ้ามันตาฝาด หญิงจายกู่นั้น บ่ ใจ่ น้องจายข้ากับเจ้ารินหรอก”
บัวเงินผิดหวัง
“เจ้าอ้าย”
“ออกไป...ข้าจะพักผ่อน”
ศิริวัฒนาหันหลังหนีบัวเงิน บัวเงินได้จังหวะ หยิบห่อผ้าขาวชิ้นเล็กออกมาจากชายพก คลี่เปิดผ้าที่ห่อเส้นผมอีเม้ยหยิบปอยผมขึ้นมาแล้วท่องคาถางึมงำ
“ถึงเวลามึงได้ยะงานของมึงแล้วอีเม้ย”
บัวเงินคลานเข้าไปหาศิริวัฒนาซึ่งนั่งอยู่ปลายเตียง
“เจ้าอ้าย กะเจ้า...”
บัวเงินเข้ากอดขาศิริวัฒนา แล้วฉวยโอกาสยัดปอยผมผีอีเม้ย เข้าชายโจงกระเบน
“อะหยังของเอ็งแหม บัวเงิน”
ศิริวัฒนาพูดออกมาได้ไม่จบประโยค ก็ชะงักกึก บัวเงินมองเขม็ง ศิริวัฒนาตาขวาง ลุกพรวดขึ้นยืน เพราะถูกผีอีเม้ยข้าสิง
ของเหลวสกปรกสีเขียวดำ เป็นเมือกข้นๆ พุ่งกระจายออกมา เป็นกองเต็มพื้นห้อง บัวเงินตะลึงตาค้าง ไปเหมือนกันกับฤทธิ์อีเม้ย ศิริวัฒนาโก่งคออ้วกออกมาไม่จบไม่สิ้น ทุรนทุรายภายใน กำลังต่อสู่อย่างรุนแรง ต่อการเข้าครอบงำของผีอีเม้ยเสียงร้อง คำรามเหมือนไม่ใช่เสียงคน แต่เหมือนสัตว์ที่กำลังได้รับความเจ็บปวดแสนสาหัส
“เอาหื้ออยู่ อีเม้ย เอาหื้ออยู่”
เจ้าหลวง พระชายา สล่าพัน วิ่งพรวดเข้ามา
“เสียงอะหยัง นังบัวเงิน”
พระชายากรีดร้องเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า ศิริวัฒนาเหมือนบ้าคลั่ง กวาดทำลายข้าวของบนโต๊ะทำงานกระเด็นมาถึงเจ้าหลวง พระชายา สล่าพันเอาตัวกันเอาไว้ ศิริวัฒนาของขึ้น ก้าวพรวดพราด ตาขวาง ผ่านทุกคนออกไปจากห้อง
ศิริวัฒนาคว้าดาบขึ้นมากำแน่น แล้วหันขวับมา ร้องคำราม ดวงตาศิริวัฒนา ลุกโชนเป็นสีเดียวกับดวงตาผีอีเม้ย สล่าพันเข้าขวาง
“เจ้าครับ...เจ้า”
ศิริวัฒนาคำรามอย่างดุร้ายกลายเป็นเสียงผีอีเม้ย
“ไอ้พัน...มึงคิดจะขวางตางกูก๊ะ”
เจ้าหลวง พระชายาที่ตามเข้ามาช็อค ตะลึง บัวเงินจ้องเข็มง สะใจฤทธิ์อีเม้ย
“กูจะควักหัวใจ๋มึงออกมาอีมณีริน อีคนสารเลว”
ศิริวัฒนาก้าวพรวดพราด ออกมาทุกคนต้องเปิดทางให้ บัวเงินพอใจในผลงาน เจ้าหลวงโกรธมากหันมาตวาดบัวเงิน
“เอ็งบอกข้ามา เดี๋ยวนี้บัวเงิน มันเรื่องอะหยังกั๋นแน่”
บัวเงินทำเป็นก้มหน้านิ่ง
“บัวเงิน...อู้ออกมาเต๊อะ”
บัวเงินแสร้งทำเป็นไม่อยากจะพูด
“ข้าเจ้าลำบากใจ๋ ละอายใจ๋นักขนาดตี้ป้อเจ้า แม่เจ้าจะต้องมาฮับฮู้เรื่องอัปยศ อดสูตี้เกิดขึ้นในคุ้ม”
บัวเงินใส่ไฟทันที...

+ + + + + + + + + + + +

เจดีย์ทราย ที่ชาวบ้านก่อกันเรียงราย ตกแต่งสีสันสดใสด้วยตุงกระดาษ มณีรินกับศิริวงศ์ กำลังช่วยกันตกแต่งเจดีย์ทรายด้วยตุงกระดาษจนเสร็จ มือศิริวงศ์ขยับไปแตะทับมือมณีรินไว้
“ชาตินี้ เฮาได้ทำบูญสืบพระศาสนาร่วมกั๋น เกิดชาติหน้าฉันใด ขอหื้อบุญกุศล หนุนส่งนำพาหื้อเฮาสองคนไดปะกั๋นแหม ทุกภพทุกชาติไปเน้อ”
“ปะกันชาติหน้า แล้วเจ้าน้อยจะจำเฮาได้ก่อ”
“จะได จะจำ บ่ ได้ ต่อหื้ออยู่กั๋นคนละแผ่นดิน มีฝั่งน้ำกั้นขวาง แต่เฮาก่อร่วมผืนฟ้าเดียวกั๋น มีหัวใจที่เต็มไปด้วยความฮักต่อกั๋นเน้อเจ้านางน้อย เฮาจะจดจำดวงตาแสนงาม คู่นี้ไว้ บ่ มีวันลืมเลือน”
“เฮาก่อจะจดจำสายตาคู่นี้ บ่ มีวันลืมเลือน เหมือนกั๋น”
ศิริวงศ์เปิดห่อผ้าปิ่นคำดอกกาสะลองออก
“ปิ่นคำกาสะลอง จ่อนี้ เฮาหื้อเจ้านางน้อยไว้เป็นตี้ระลึกถึงความฮักของเฮาเน้อ”
“งามนัก...เฮาจะปักปิ่นนี้ตุ๊กวัน”
“จะอั้นกะเจ้า เจ้านางน้อยก่อจะได้ยินเสียงกระซิบจากเฮาว่า เจ้าน้อยศิริวงศ์ฮัก เจ้านางมณีรินนักขนาด ฮักผู้เดียว ฮักตลอดไป ฮักจนวันต๋าย...”
มณีรินยกมือขึ้นปิดปากศิริวงศ์ทันที
“วันดี วันมงคล จะไดอู้ถึงความต๋าย...บ่ ดี”
ศิริวงศ์รวบมือมณีรินไว้ แล้วจูบอย่างละมุนละไม
“เฮา บ่ กั๋ว จาดนี้เฮาได้ฮู้จักความฮักแล้ว ถึงต๋ายเฮาก่อบ่ นึกเสียดายหรอก...เฮาจะปักปิ่นหื้อเจ้านางน้อยเน้อ”
ศิริวงศ์เสียบปิ่นปักมวยผมให้มณีริน
ขณะเดียวกันนั้น...
เรือหางแมงป่อง พุ่งทะยานตัดผิวน้ำมาจากฝั่งตรงข้าม ทหารจ้วงฝีพายสุดกำลัง ศิริวัฒนาที่ยืนกำดาบแน่นอยู่กลางลำเรือใต้เก๋งประทับ แววตากร้าว ด้วยฤทธิ์อำนาจผีอีเม้ยครอบงำ ชาวบ้านที่เล่นน้ำเล่นทรายกันอยู่บนชายฝั่งต่างมองไปเป็นตาเดียวกัน คำเที่ยงที่อยู่แถวนั้น มองไปแล้วขนหัวลุก ตะลึงตัวแข็ง เรือหางแมงป่อง พุ่งทะยาน ใกล้เข้ามา
“เจ้าศิริวัฒนา”
คำเที่ยงหายใจไม่ทั่วท้อง รีบวิ่งขึ้นฝั่งไปทันที
ศิริวงศ์ดีดพิณเปี๊ยะได้ไม่กี่เปี๊ยะ คำเที่ยงวิ่งหน้าตื่นเข้ามา
“เจ้าริน...เจ้าน้อยเจ้า...เจ้าศิริวัฒนา เปิ้นกำลังมา”
“เปิ้นฮู้ได้จะไดว่าเฮาอยู่ตี้นี่”
“ปี้ก่อ บ่ ฮู้ แต่ท่าทาง บ่ ดีเลย เรือแล่นตัดน้ำมายังกับไฟ เหมือนเปิ้นโกรธเคืองมานักขนาด”
มณีรินแปลกใจ
“จะโกรธเคืองอะหยัง ในเมื่อความจริงเปิ้นก่อฮู้หมดแล้ว”
“ปี้ว่าปากั๋นหลบกั๋นไปก่อนเต๊อะ อย่าเพิ่งเผชิญหน้าเปิ้นเลย”
“เฮาหลบก่อเต่ากับเฮาหนีความจริง” มณีรินเสียงแข็ง
ศิริวงศ์หันไปขอร้อง
“เจ้านางน้อย หลบไปก่อนอย่างปี้คำเที่ยงว่าเต๊อะ เฮาจะอยู่ปะเจ้าอ้ายเปิ้นเอง”
“บ่ ถ้าเจ้าน้อยอยู่เฮาก่อจะขออยู่ข้างเจ้าน้อย”มณีรินยืนยัน
“ตอนนี้เฮา บ่ ฮู้ว่าเจ้าอ้าย เปิ้นมาด้วยความฮู้สึกใด เจื่อเฮาเต๊อะ หลบไปกับปี้คำเที่ยงก่อน เฮาจะอยู่ฮับหน้าเปิ้นเอง”
มณีรินจับมือศิริวงศ์ไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย
“ไปเต๊อะ เจ้าริน”
คำเที่ยงดึงมณีรินออกไป มือมณีรินหลุดจากมือศิริวงศ์ ทั้งสองคนมองกันอย่างอาลัย
“ฝากดูแลเจ้านางน้อย เปิ้นตวยเน้อปี้คำเที่ยง”

มณีรินถูกคำเที่ยงดึงตัวแยกไป หันมามองศิริวงศ์ตลอดเวลา ศิริวงศ์แยกไปทางแม่น้ำ เพื่อรับหน้าศิริวัฒนา
ทันทีที่เรือหางแมงป่องพุ่งเข้าเกยน้ำตื้นชายฝั่ง ชาวบ้านเปิดทางเจ้าเสด็จ ศิริวัฒนาขึ้นจากเรือ มือกำดาบแน่น ตาขวางกวาดสายตามองหาเป้าหมาย แล้วก้าวพรวดพราด เหยียบย่ำลงไปบนกองเจดีย์ทรายปักตุงกระดาษ ที่ชาวบ้านก่อกันเอาไว้
ด้านคำเที่ยงพามณีรินเข้ามาหลบในวิหาร
“ปี้คำเที่ยง เจ้าศิริวัฒนาเปิ้นฮู้ได้จะไดว่าเฮากับเจ้าน้อยอยู่ตี้นี่”
“ปี้ก่อ บ่ ฮู้เหมือนกั๋น”
“เปิ้นต้องการอะหยังกั๋นแน่”
“จะต้องการอะหยังก้อจ่างเต๊อะ แต่ตอนนี้ปล่อยเจ้าน้อยเปิ้นฮับหน้าไปก่อน”
“เฮาอู้กับเปิ้นจนน่าจะเข้าใจ๋ทุกอย่างแล้วนี่นา”
มณีรินกังวลใจมาก

+ + + + + + + + + + + +

ศิริวงศ์วิ่งออกมา แล้วเผชิญหน้ากับศิริวัฒนา
“เจ้าอ้าย...”
ศิริวัฒนาไม่ได้สนใจศิริวงศ์ สายตาแข็งๆ ยังกวาดหาเป้าหมาย นั่นคือมณีริน
“มันอยู่ตี้ไหน อีมารสารเลวมณีริน มันอยู่ตี้ไหน” ศิริวัฒนาพูดเป็นเสียงผีอีเม้ย
ศิริวงศ์ตะลึง นี่เหมือนไม่ใช่ศิริวัฒนา
“กูถามว่ามันอยู่ที่ใด เอาตัวมันออกมา
ศิริวงศ์คุกเข่าลงตรงหน้าศิริวัฒนา
“เจ้าอ้าย...น้องขอความเมตตา เจ้าอ้ายโปรดหันแก่ความฮักของเฮาสองคนตวย”
“บ่ เกี่ยวกับมึง กูต้องการตั๋วอีมณีริน”
ศิริวัฒนาจะก้าวขึ้นเข้าเขตวัดเบื้องบน พุทธานุภาพทำให้เกิดเหมือนม่านเรืองแสงค่อยๆ เคลื่อนลงมาปิดกั้นอาณาเขตไว้ ศิริวัฒนา ผงะชะงัก ผีอีเม้ยหัวทิ่ม ทะลักออกมาจากตัวศิริวัฒนา ศิริวงศ์คว้าแขนศิริวัฒนาซึ่งกำดาบไว้แน่น ผีอีเม้ยรีบกลับคืนเข้าร่างศิริวัฒนาหันขวับมา
“ถ้าเจ้าอ้ายจะลงโทษ ก็ลงโทษน้องคนเดียวเต๊อะ”
ผีอีเม้ยแรงตกพยายาม ต่อสู้กับแรงจิตของศิริวัฒนาอย่างเต็มที่
“ถ้าจะต้องเจ็บ น้องขอเจ็บแทนเจ้านางน้อย ถ้าจะต้องต๋าย แล้วเจ้าอ้ายหายโกรธ น้องก่อยินดีตายด้วยคมดาบในมือเจ้าอ้าย”
เหมือนพลังของศิริวัฒนาเข้มข้นขึ้น ผีอีเม้ยอ่อนแรงลง คำสั่งของบัวเงินแว่วเข้ามาในโสดประสาทของมัน
‘...โอกาสเดียวตี้มึงจะแทนคุณกูได้อีเม้ย มึงต้องยะหื้อสำเร็จคนไหนมาขวางทางมึง อย่าไว้หน้ามัน...’
ศิริวัฒนาสะดุ้งเฮือกขึ้นอีก ผีอีเม้ยได้กำลังอึดสะบัดแขนมือกำดาบ อย่างแรงจนหลุดออกจากศิริวงศ์ ศิริวัฒนาก้าวมั่นคง จะเข้าเขตวัดให้ได้ ศิริวงศ์คว้าขาศิริวัฒนา กอดรัดไว้แน่น
“ปล่อย กู”
“หันแก่ความฮัก...เจ้าอ้ายเมตตาเฮาสองคนตวย”
มือที่กำดาบแน่นต่อสู้กันเองซ้ายกับขวา ระหว่างผีอีเม้ย กับจิตศิริวัฒนา มือซ้ายพ่ายแพ้ มือขวาชักคมดาบออกจากฝักได้ และเงื้อขึ้นสุดแขน
ช่วงเวลาเดียวกันนั้น มณีรินดิ้นรน เพราะคำเที่ยงยึดตัวเอาไว้
“ปล่อยเฮาเต๊อะปี้คำเที่ยง เฮาจะออกไปหา เจ้าน้อย”
“หน้าสิ่ว หน้าขวานจะอี้ จะออกไปได้จะได เจ้าริน”
“เฮากับเจ้าน้อยสัญญากั๋นเอาไว้ ถ้าจะต้องต๋าย ด้วยความฮัก เฮาสองคนจะตายตวยกั๋น เฮามาหลบอยู่จะอี้เต่ากับเฮาขลาดนักปี้คำเที่ยง ปล่อยเฮา”
มณีรินดิ้นจนหลุดออกมา คำเที่ยงคว้าตัวไว้ไม่ทัน มณีรินวิ่งออกมา

+ + + + + + + + + + + +

ศิริวงศ์ยกมือขึ้นไหว้ศิริวัฒนา...
“ถ้าเจ้านางน้อยมีอันเป๋นไป น้องก่อจะต๋ายตวย บ่ มีอะหยังพรากความฮักของเฮาสองคนได้ดอกเจ้าอ้าย”
“ดี...จะอั้นกูก็อยากฮู้”
ศิริวัฒนาถีบศิริวงศ์แล้วกระทืบ ๆๆพร้อมกับสั่งทหาร
“เอาตัวมันขึ้นเฮือนไป”
ทหารลังเลยึกยัก
“กูสั่ง พวกมึง บ่ ได้ยินก๊ะ เอาตั๋วมันไป”
ทหารขยับเข้ามาคุมตัวศิริวงศ์ มุ่งหน้ากลับไปที่เรือ ศิริวัฒนาตะโกนเข้าไปทางเขตวัด
“มึงมาดูความตายของผัวมึงหื้อเต็มตา อีมณีริน”
มณีรินวิ่งออกมามองหา เห็นทหารคุมตัวศิริวงศ์มุ่งหน้าไปลงเรือหางแมงป่อง
“เจ้าน้อย เจ้าน้อย”
มณีรินวิ่งออกไปสุดฝีเท้า คำเที่ยงกวดไม่ทัน
ศิริวัฒนาที่ถูกผีอีเม้ยเข้าสิงอยู่มองอย่างเหี้ยมเกรียม
“ออกมา...อีมณีริน มึงจงออกมา”
ทหารจ้วงพาย เรือขยับออกจากฝั่ง มณีรินวิ่งลงมา จากตลิ่งสูง ตะโกนร้องเรียก
“เจ้าน้อย”
คำเที่ยงวิ่งตามมาห่าง ศิริวัฒนา แสยะยิ้มสะใจ
“มึงมาแล้วก๊าอีคนบูชาความฮัก ด้วยชีวิต”
ศิริวงศ์เห็นมณีรินก็รีบตะโกนบอก
“เจ้านางน้อย...หนีไป...หนีไป”
“กูต้องการตัวมัน เอาเรือกลับเข้าไป”ศิริวัฒนาสั่งทหาร
ทหารยักแย่ยักยันสับสนคำสั่ง ศิริวัฒนากำดาบแน่นหน้าตาเต็มไปด้วยประสงค์ร้าย ศิริวงศ์สะบัดหลุดจากทหารแล้วลุกขึ้น ปัดดาบในมือศิริวัฒนาอย่างแรง ดาบหลุดมือร่วงลงตกน้ำ ศิริวัฒนาเดือดดาลฟาดด้วยหลังมือจนศิริวงศ์ล้มลง ศิริวัฒนาตามเข้าคร่อมร่างศิริวงศ์ ปีบคออย่างแรงด้วยมือข้างเดียว สายตาศิริวงศ์ เห็นหน้าผีอีเม้ยซ้อนทับหน้าศิริวัฒนาอยู่ครึ่งหนึ่ง มือศิริวัฒนาอีกข้างคว้าได้พิณเปี๊ยะ กำด้ามพิณแน่น แล้วเงื้อขึ้นสุดแขนแล้วจ้วงแทง ศิริวงศ์ ที่มีด้ามพิณเปี๊ยะปักเข้ากลางอก กระเสือก กระสน กระถดหนี พวกทหารตกตะลึง
“เจ้าอ้าย”
“กู บ่ใช่พี่ของมึง”
ศิริวัฒนาคว้าคอศิริวงศ์ยกตัวขึ้น กระชากดึงพิณออกมาตะโกนลั่น
“อีมณีริน มึงมาผ่อศพผัวรักของมึงเสีย”
ศิริวัฒนาผลักร่างศิริวงศ์หงายหลัง ตกน้ำ แล้วจมหายไปกับน้ำเชี่ยว ศิริวัฒนาหัวเราะ เสียงกึกก้อง เป็นเสียงผีอีเม้ย
มณีรินกรีดร้องอย่างเสียสติ แล้วลุยน้ำลงมา
“เจ้าน้อย...เจ้าน้อย”
คำเที่ยง คว้าตัวตัวมณีรินไว้
“เจ้าริน...อย่าลงไป...อย่าลงไป”
“ปล่อยเฮา....ปล่อยเฮา”
มณีรินร้องไห้ฟูมฟายดิ้นจนหลุดจากคำเที่ยง ลุยน้ำไม่คิดชีวิตทั้งที่ว่ายน้ำไม่เป็น จนจมน้ำหายไปกับน้ำอีกคน
“เจ้าริน...เจ้าริน”คำเที่ยงร้องสุดเสียง
มณีริน ดำลงมาในน้ำควานหาร่างศิริวงศ์จนเจอ ร่างศิริวงศ์มีเลือดไหลออกจากแผลที่ถูกแทงเป็นสายดิ่งลงเบื้องล่าง มณีรินคว้ากอดศพศิริวงศ์ไว้แน่นพร้อมจะตายตาม
ศิริวัฒนา หัวเราะสะใจ
“ตายตามกันไปเสียได้ก็ดี อีคนสารเลว”
ผีอีเม้ยหลุดพรวดออกมาจากร่างศิริวัฒนาแล้ว สลายตัวเป็นก้อนมวลสารสีเทาดำ ม้วนตัวหายไปใน
อากาศ ศิริวัฒนาสิ้นแรง ซวนเซ แล้วทรุดลง งงงันกับสิ่งที่เกิดขึ้น เหมือนครึ่งหลับ ครึ่งตื่น แล้วเห็นพิณเปี๊ยะเปื้อนเลือดในมือ เหวี่ยงพิณเปี๊ยะทิ้งไป ผงะถอย
“อะหยัง...เฮายะอะหยังลงไป”
ศิริวัฒนาตะโกนสุดเสียง
“เจ้าน้อย...เจ้าริน”

+ + + + + + + + + + + +

เจ้าหลวงเดินกระวนกระวายร้อนใจ
“หายหัวกันไปหมด”
สล่าพันรีบก้าวเข้ามาในห้อง
“เป็นจะไดไอ้พัน มึงตามลูกกูไปทันก่อ”
สล่าพันพูดไม่ออก ได้แต่ก้มหน้า ทรุดตัวลง หมอบกราบกับพื้น ไม่สามารถกราบทูลความจริงที่เกิดขึ้นออกมาได้แต่สะอึ้นเสียงดัง พระชายาตกใจ หัวใจแทบหยุดเต้น
“พัน...อะหยัง...เกิดอะหยังขึ้นกันแน่”
สล่าพันกัดฟัน เงยหนาขึ้นตั้งสติก่อนจะกราบทูลทั้งน้ำตา
ตึกคุ้มเจ้าหลวงมีเมฆหมอกสีเทาดำปกคลุม ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องอย่างตกใจสุดขีดของพระชายา แล้วตามด้วยเสียงร้องให้ระงมของทุกคนในที่นั้น
ด้านบัวเงินที่ช็อค เพราะผิดแผน
“เจ้าน้อย ตายแล้ว อีเม้ย...มึงยะผิดคำสั่งกูได้จะได กูหื้อมึงไปกำจัดอีมณีริน บ่ ใช่เจ้าน้อย”
“เม้ยพลั้งมือกะเจ้าหม่อม”
“อีง่าว...แล้วอีมณีรินล่ะ”
“มันลุยน้ำยอมตายตามผัวมันไปแล้วกะเจ้า”
“มันตายแล้ว แน่ก๊ะ”
ผีอีเม้ยนิ่งเงียบ
“มึงหันกับตามึงก่อ”
“มัน...มันจมหายลงไปในน้ำ”
บัวเงินรับไม่ได้ อัปยศที่สุด
“อีเม้ย”
ผีอีเม้ยคลานหนีหัวซุกหัวซุน

+ + + + + + + + + + + + +

ที่เรือนมณีริน บริวารแต่งไว้ทุกข์นั่งร้องไห้ซับน้ำตากันถ้วนหน้า คำเที่ยงบีบนวดมณีรินที่ยังไม่ได้สติอยู่บนเตียง มณีรินค่อยๆ ขยับตัว ลืมตาขึ้น งง เบลอๆ หมดแรง
“เจ้าริน...เจ้าริน ได้ยินพี่ก่อ เจ้าริน”
มณีรินยังเหมือนตกอยู่ในความฝัน...
“เฮาฝันไปใช่ก่อ พี่คำเที่ยง มัน บ่ ใช่เรื่องจริง ใช่ก่อ”
คำเที่ยงประคองมณีรินขึ้นนั่ง ตัวเองน้ำตาไหลพรากๆ บริวารก็พากันร้องระงม
“เจ้าริน...พักผ่อนเสียก่อนเน้อ”
“พวกโต...ไว้ทุกข์หื้อผู้ใด”
คำเที่ยงยากลำบากมากที่จะบอก
“จนพลบค่ำ พวกทหารถึงได้งมศพเจ้าน้อยเปิ้นขึ้นมาได้”
มณีรินน้ำตาร่วง
“เจ้าริน ทำใจเสียเน้อ มีวันพบกัน ก็ต้องมีวันพลัดพราก”
“เฮา บ่ เชื่อพี่คำเที่ยงดอก พี่คำเที่ยงจุ๊เฮา”
มณีรินสะบัดผ้าห่มแพรออกไปจากตัว ลุกขึ้นลงจากเตียง
“เจ้ารินจะไปที่ใด”
“เฮา บ่ เชื่อจนกว่า เฮาจะหันกับตาเฮา”
มณีรินวิ่งออกไปทันที คำเที่ยงรีบตาม
“เจ้าริน...เจ้าริน”

+ + + + + + + + + + + +

ศพศิริวงศ์ถูกนำมาไว้บนตึกคุ้มเจ้าหลวง มณีรินวิ่งพรวดเข้ามาในห้อง เห็นศพศิริวงศ์ อยู่บนตั่งยาวไม่สูงมาก ถูกแต่งตัวให้เต็มฐานันดรศักดิ์ พระชายานั่งร้องไห้ไปหวีผมให้ศพลูกไป
“เจ้าน้อย...เจ้าน้อย”
มณีรินวิ่งเข้ามาหาศพศิริวงศ์
“ตื่นขึ้นมาเต๊อะเจ้าน้อย...เฮาฮู้ว่าโตแค่นอนหลับไป โตยัง บ่ ได้จากเฮาไปที่ใด ตื่นขึ้นมาเต๊อะ เฮาสองคนยังมีเรื่องคุยกันอีกนัก นัก อย่างน้อยก็ลืมตาขึ้นมาฟังเฮาก่อน เฮายังเล่าเรื่องบ้านเกิดของเฮาหื้อโตฟัง บ่ จบเลย เจ้าน้อย...เจ้าน้อย”
มณีริน เขย่าร่างศิริวงศ์ เจ้าหลวงสะเทือนใจ น้ำตาร่วง สล่าพันก้มหน้าอยู่สุดห้องไกลๆ คำเที่ยงที่ตามเข้ามาได้แต่ร้องไห้ ไม่ให้เสียงดังอยู่ห่างๆ ศิริวัฒนากัดฟันแน่น สำนึกผิด และสะเทือนใจอย่างแรง นัยน์ตาไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้ เพราะถูกปิดปังด้วยม่านน้ำตา บัวเงินสงบนิ่ง แต่น้ำตาร่วง ศิริวงศ์ต้องตายเพราะน้ำมือตนแท้ๆ พระชายาดึงมณีรินเข้ามากอด
“เจ้านางน้อย...หักอก หักใจ เสียเต๊อะ แม่เองก็ใจจะขาด แต่จะยะจะไดได้ เปิ้นจากเฮาไปแล้ว บ่ มีวันปิ๊กมาแล้ว”
มณีรินมองศพศิริวงศ์แล้วขยับไปหาที่ปลายเท้าศพ เอื้อมมือไปจับเท้าทั้งสองข้างของศิริวงศ์ แสดงคารวะอันสูงสุดที่เธอจะแสดงต่อคนที่เธอรักสุดหัวใจได้ มณีรินรวบผมที่ยาวเต็มหลังเข้ามาก้มลงใช้เส้นผมซึ่งเป็นสิ่งสูงสุดที่สถิตของมงคลทั้งมวลเช็ดเท้าให้คนรัก บรรยากาศเต็มไปด้วยความสะเทือนใจยิ่ง

(อ่านต่อวันพรุ่งนี้)









กำลังโหลดความคิดเห็น...