xs
xsm
sm
md
lg

ธรรมบันเทิง : I Am Not Madame Bovary ผู้ปกครองที่ดีไม่ควรละเลยปัญหา

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

I Am Not Madame Bovary เป็นภาพยนตร์จีนแผ่นดินใหญ่ นำเค้าโครงมาจากนิยายเรื่อง I Am Not Pan Jinlian คำว่า “ปัน จินเหลียน” (Pan Jinlian) เป็นศัพท์แสลงของชื่อเฉพาะที่มาจากวรรณกรรมโบราณ ว่าด้วยเรื่องของสตรีนางหนึ่งที่คบชู้ แล้วคบคิดกับชายชู้สังหารสามีของตน

ผู้กำกับได้เชื่อมโยงวรรณกรรมเก่า เพื่อนำมาเล่าถึงความคับแค้นใจของ “หลี่ ซื่อเหลียน” หญิงสาวผู้เป็นตัวเอกของเรื่อง เพราะเธอโดนอดีตสามีตีตราว่า เธอเป็นดั่ง “ปัน จินเหลียน” ซึ่งเป็นคำรุนแรงมากสำหรับใครที่โดนเรียกแบบนั้น

หนังเริ่มต้นที่เมืองชนบทอันห่างไกล เมื่อ “หลี่ ซื่อเหลียน” สาวชาวบ้านล่องแพฝ่าฝนไปหาญาติห่างๆของเธอ ซึ่งเป็นผู้พิพากษาในหมู่บ้าน หลี่แนะนำตัวพร้อมเล่าเรื่องราวการหย่าร้างกับอดีตสามี “ชิน อู๋เฮ” ว่า ไม่ถูกต้อง เพราะตั้งใจหย่ากันเพียงชั่วคราว เพื่อผลประโยชน์สวัสดิการบางอย่างของรัฐ แล้วค่อยกลับมาจดทะเบียนสมรสกันใหม่ แต่เมื่อหย่ากันแล้ว สามีของเธอกลับไปคบหาหญิงอื่นเป็นภรรยา หลี่จึงมองว่าการหย่าครั้งนั้นไม่ถูกต้อง เพราะผิดวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้

แน่นอนว่า หากพิจารณาตามตัวบทกฎหมายแล้ว การหย่าที่เกิดขึ้นนั้น สมบูรณ์ทุกประการ ผู้พิพากษาที่เป็นญาติของเธอยืนยันว่ามีผลถูกต้อง เพียงแต่หลี่คิดว่าไม่เป็นธรรม เพราะเธอไม่ได้ต้องการให้สามีตัดขาดความสัมพันธ์ แล้วไปมีภรรยาใหม่

เธอจึงตัดสินใจยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอีกครั้ง โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐอย่างผู้ใหญ่บ้าน มาเป็นพยานในชั้นศาล ศาลได้พิจารณาว่า เป็นการหย่าที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีเหตุผลใดจะเปลี่ยนแปลง และไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับการเรียกร้องในประเด็นเล็กน้อยแนวคดีผัวๆเมียๆแบบนี้

แต่คุณนายหลี่ยังไม่ยอมแพ้ หลังจากนั้นไม่กี่วัน เธอมุ่งไปดักรออดีตหัวหน้าผู้พิพากษา เพื่อขอคำปรึกษา และให้ช่วยกดดันการทำงานของผู้พิพากษา แต่ก็โดนบรรดาเจ้าหน้าที่ที่ติดตามขวางไว้ โดยแต่ละคนให้คำแนะนำแบบไม่เต็มใจนัก พร้อมแนะให้เธอไปร้องเรียนหน่วยงานอื่น

เมื่อปัญหาค้างคาใจยังไม่ได้รับการแก้ไข หลี่จึงเดินหน้าต่อ คราวนี้เธอไปนั่งกลางถนนขวางรถประจำตำแหน่งของนายอำเภอ พลางชูป้ายเรียกร้องความยุติธรรม นายอำเภอจึงลงมาพบเธอ แต่ทันทีที่ได้ฟังเรื่องราว เขารีบบ่ายเบี่ยงว่า ตนเป็นแค่เลขางนายอำเภอ และบอกว่าจะประสานนายอำเภอให้ แล้วรีบเดินหนีไป ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์มากระซิบบอกว่า นั่นล่ะนายอำเภอ

เมื่อนายอำเภอหนีหน้าหายไป หลี่จึงเดินทางไปยังที่ทำการของนายกเทศมนตรี แล้วนั่งประท้วงอยู่ริมถนน เพื่อขอพบนายกเทศมนตรี ร้องเรียนปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อนายกเทศมนตรีทราบเรื่อง ก็ไม่ได้จริงจังอะไรนัก แค่บอกเจ้าหน้าที่ให้รีบแก้ปัญหา เพราะอีกไม่กี่วัน ผู้ว่าการมณฑลจะแวะเข้ามาประชุม ไม่อยากให้มีใครมานั่งเกะกะเกิดภาพลบต่อการทำงานของสำนักงานเทศมนตรี

การสั่งการจากนายกเทศมนตรี เมื่อลงไปสู่ระดับล่าง ผลลัพธ์ของการสื่อสารที่ผิดพลาดทำให้หลี่ถูกจับเข้าคุก ซึ่งทำให้เธอรู้สึกหมดกำลังใจที่จะต่อสู้ โดยเฉพาะการไปพบกับสามีเก่า เพื่อหวังจะให้เขาตัดสินใจยกเลิกการหย่าร้าง แต่ กลับโดนอดีตสามีต่อว่าถึงเรื่องราวในอดีต ว่าเธอก็เคยมีคนรักเก่ามาก่อนที่จะแต่งงานกัน แถมยังดูถูกภรรยาว่าเป็น “ปัน จินเหลียน”

หญิงสาวคับแค้นใจมาก ถึงขั้นเสียสติไปชั่วขณะ จึงไปว่าจ้างคนให้มาสังหารสามีของตน แต่ก็ไม่มีใครกล้าเสี่ยง ขณะที่ความหวังในการรื้อคดีหย่าร้างของเธอ ดูริบหรี่ลงไปเรื่อยๆ

แล้วจู่ๆ หลี่ก็ตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงปักกิ่ง แบบไม่มีจุดหมายปลายทาง เพียงเพราะคิดว่าคงมีใครสักคนที่มีอำนาจช่วยเธอได้ หลี่ได้ไปหาเพื่อนสมัยมัธยมที่เคยอยู่หมู่บ้านเดียวกัน เธอเรียกเขาว่า “จ้าวหัวโต” ซึ่งทำงานเป็นพ่อครัวใหญ่อยู่ในที่ทำการพรรคคอมมิวนิสต์

“จ้าว” ต้อนรับหลี่เป็นอย่างดี เพราะเขาแอบรักหญิงสาวมาตั้งแต่สมัยเรียน ยิ่งตอนนี้เขาเป็นพ่อหม้ายเมียตาย ลูกก็โตทำงานแล้ว ก็ยิ่งปราศจากพันธะใดๆ แต่แล้วในวันรุ่งขึ้นที่มีการประชุมพรรค หลี่ก็หายตัวไป ก่อนที่หนังจะเฉลยให้ผู้ชมได้รู้ โดยเชื่อมโยงถึงเหตุการณ์ในที่ประชุมพรรคว่า ผู้ว่าการมณฑลซึ่งเป็นประธานการประชุมพรรค ได้หยิบยกเรื่องนอกประเด็นเรื่องหนึ่งขึ้นมาพูด นั่นคือ มีหญิงชาวบ้านรายหนึ่งเดินทางมาจากชนบท เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรม

ท่านประธานตั้งคำถามว่า ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ทั้งๆที่คดีหย่าร้างนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อยเหลือเกิน แต่ชาวบ้านต้องลำบากเดินทางมาถึงส่วนกลางเพื่อร้องเรียน ซึ่งเป็นการสะท้อนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ไม่ใส่ใจในปัญหาของประชาชน ไม่รับฟังเสียงของประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหา แต่กลับบ่ายเบี่ยง ปัดความรับผิดชอบ จนเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่อย่างที่ไม่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นตัวอย่างชี้ให้เห็นระบบการทำงานที่ล้มเหลวในหลายๆเรื่อง ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องนี้

หลังจากนั้น แม้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องหลายคน จะโดนหางเลข โยกย้ายไล่ออกกันเป็นแถว แต่ปัญหาคดีความของ หลี่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข เธอกลายเป็นตำนานของการประท้วง และเข้าไปปักกิ่งตลอดสิบปี เพื่อถามหาความยุติธรรม

สุดท้ายในปีที่ 11 แม้เธอจะบอกว่าเลิกแล้ว ไม่ไปประท้วงแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ เช่น ผู้พิพากษา นายอำเภอคนใหม่ นายกเทศมนตรี ก็ยังไม่วางใจ เพราะกลัวการประท้วงของหลี่ จะทำให้ตำแหน่งหน้าที่การงานสั่นคลอน ถึงขั้นต้องขอให้เธอเซ็นสัญญา ว่าจะไม่ไปประท้วงในปีนี้ ซึ่งหลังจากโดนกดดันมากเข้า หลี่จึงแอบหนีเข้าปักกิ่งไปประท้วงอีกครั้ง โดยมี จ้าวหัวโตคอยช่วยเหลือทุกที่

ระหว่างการเดินทางไปประท้วง จ้าวหัวโตตัดสินใจรวบหัวรวบหางหญิงสาว พร้อมกับบอกว่า ให้เลิกประท้วงเสียเถิด วุ่นวายทุกข์ใจมาตั้งสิบปีแล้ว และชวนกลับไปเปิดร้านอาหารที่ชนบท แม้หลี่จะเห็นด้วย และมีความรู้สึกว่า ถึงเวลาที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่เสียที แต่สุดท้ายเธอก็แอบได้ยินการสนทนาทางโทรศัพท์ ว่าจ้าวหัวโตวางแผนกับเจ้าหน้าที่รัฐรายหนึ่ง บอกว่าจะช่วยห้ามหลี่ไปประท้วงในปักกิ่ง โดยขอแลกกับการเลื่อนขั้นตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐของลูกชาย

หญิงสาวรู้สึกผิดหวังอีกครั้ง เธอจึงหนีไปปักกิ่งคนเดียว แต่สุดท้ายเธอก็ถูกเจ้าหน้าที่จับ เพื่อไม่ให้ไปประท้วงอีก พร้อมแจ้งข่าวว่าอดีตสามีของเธอ ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต นั่นหมายถึงคดีหย่าร้างที่เธอเห็นว่าไม่เป็นธรรม ไม่มีผลใดๆ เพราะคู่กรณีจากโลกนี้ไปแล้ว

เรื่องราวการประท้วงของหลี่จบลงตรงนั้น โดยหนังมีบทสรุปเป็นคำสนทนาของผู้ว่าการมณฑล ที่ย้ำอีกครั้งว่า แม้คดีความของหลี่ เป็นเรื่องเล็กน้อยเหลือเกิน แต่ก็สะท้อนจุดด้อยของระบบบริหารได้ดีที่สุด เพราะหากละเลยปัญหาเล็ก ทำงานเพียงเพื่ออยากได้หน้า อยากได้ตำแหน่ง อยากเอาใจเจ้านาย ปัญหาเล็กๆที่ถูกมองข้าม อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่โต และทำลายระบบในที่สุด

คำพูดของผู้ว่าการมณฑล เป็นข้อคิดที่ดีสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐทุกคน ว่าการทำงานที่ดีนั้นควรเป็นเช่นไร

ในพุทธศาสนา ก็มีหลักธรรมคำสอนเรื่อง “ทศพิธราชธรรม” ธรรม 10 ประการที่กล่าวถึงคุณสมบัติของนักปกครองที่ดี สามารถปกครองแผ่นดินโดยธรรม และยังประโยชน์สุขให้เกิดแก่ประชาชน จนเกิดความชื่นชมยินดี ได้แก่ 1. ทาน การให้โดยไม่หวังผลตอบแทน 2. ศีล การประพฤติดีงาม 3. ปริจจาคะ ความเสียสละ 4. อาชชวะ ความซื่อตรง 5. มัททวะ ความอ่อนโยน 6. ตบะ ความเพียรเผากิเลส 7. อโกธะ ความไม่โกรธ 8. อวิหิงสา การไม่ข่มเหงเบียดเบียน 9. ขันติ ความอดทน เข้มแข็ง และ 10. อวิโรธนะ ความไม่คลาดจากธรรม

ในภาพยนตร์เรื่องนี้ เราจะเห็นว่า เจ้าหน้าที่รัฐระดับผู้ปกครองหลายคน ขาดหลักทศพิธราชธรรมประจำใจในการทำหน้าที่ ไม่อาจยังประโยชน์สุขให้เกิดแก่ประชาชน จึงไม่อาจเป็นผู้ปกครองที่ดีที่ควรกล่าวกล่าวถึงด้วยความชื่นชม

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 198 มิถุนายน 2560 โดย ชยวรรศ มานะศิริ)
ข่าวปนคน คนปนข่าว :  หมดราคาตำนานห้าวเป้ง “ลูกเหลิม” จ๋อยรับประทาน ศิโรราบรัฐบาลทหาร-ฆาตกรรมสยอง “น้องแอ๋ม” สะท้อน “มาเฟีย-แก๊งค้ายา” ยังระบาด ตอกหน้าผลงานน่าภาคภูมิ คสช.- ใกล้ครบ 2 ปี การตาย “เสี่ยชูวงษ์” คดีไม่คืบ-คนร้ายยังลอยนวล
ข่าวปนคน คนปนข่าว : หมดราคาตำนานห้าวเป้ง “ลูกเหลิม” จ๋อยรับประทาน ศิโรราบรัฐบาลทหาร-ฆาตกรรมสยอง “น้องแอ๋ม” สะท้อน “มาเฟีย-แก๊งค้ายา” ยังระบาด ตอกหน้าผลงานน่าภาคภูมิ คสช.- ใกล้ครบ 2 ปี การตาย “เสี่ยชูวงษ์” คดีไม่คืบ-คนร้ายยังลอยนวล
เป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์ในเรื่อง “ตั้งสติ - คิดก่อนโพสต์” ก็พ่อเจ้าประคุณรุนช่อง “วัน อยู่บำรุง” ลูกชายคนกลาง - สุดเลิฟของท่านดอกเตอร์ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่จู่ๆ “ของขึ้น” ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ด่า “รัฐบาล คสช.” ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ทั้ง “โจรปล้นอำนาจ” ทั้ง “ผู้นำกากๆ” พร้อมทิ้งท้ายตะเพิด “บิ๊กทั้งหลายไปตายซะ” จัดหนักจัดเต็มตามสไตล์ “ลูกเหลิม” เจ้าของวลีในตำนาน “มึงรู้ไหม..กูลูกใคร”..
กำลังโหลดความคิดเห็น...