xs
xsm
sm
md
lg

ธรรมะกับสุขภาพ : “การเจริญสติ” เป็นบ่อเกิด ความฉลาดทางอารมณ์

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เรื่องอารมณ์เป็นเรื่องสำคัญมากในชีวิตของเรา เพราะมันเป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตของเราเลยทีเดียว เดิมเรามีความเชื่อว่า ถ้าเรียนหนังสือเก่งๆ โตขึ้นจะได้มีงานดีๆทำ ทำให้มีอนาคตดี มีหน้าที่การงานใหญ่โต ก็จะพบกับความสุข ความสำเร็จในชีวิต

เมื่อคิดได้ดังนั้น พ่อแม่ก็พยายามส่งลูกไปเรียนหนังสือ ไปกวดวิชา เพื่อให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยดังๆได้ เพราะคิดว่า การเรียนหนังสือเก่งจะเป็นบันไดนำไปสู่ชีวิตที่ดี ซึ่งก็เป็นความจริงส่วนหนึ่ง แต่ไม่ทั้งหมด ในสหรัฐอเมริกา จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ก็มีลักษณะเช่นนี้ นักเรียนมัธยมปลายต้องเรียนกวดวิชา เพื่อจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศให้ได้

ตัวอย่างในปัจจุบันที่เห็นได้ชัดและเป็นข่าวไปทั่วโลก คือข่าว โช ฮยุน อา (Cho Hyun Ah) ลูกสาวประธานสายการบินโคเรียนแอร์ ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติชองประเทศเกาหลีใต้ และเป็นรองประธานสายการบินนี้ด้วย เธอนั่งเครื่องบินเกาหลีจากสนามบินเจ เอฟ เค นิวยอร์ค เพื่อมาลงที่สนามบินอินชอน ในเกาหลี เธอโกรธจัดที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน นำถั่วแมคคาเดเมียมาเสิร์ฟทั้งถุง โดยไม่ใส่จานตามคู่มือคำแนะนำสำหรับพนักงานต้อนรับของสายการบิน ซึ่งเธอเป็นผู้ดูแลอยู่

เธอจึงสั่งให้เครื่องบินลงจอด แล้วไล่หัวหน้าพนักงานต้อนรับลงจากเครื่อง ทำให้เกิดความล่าช้าในการเดินทางของผู้โดยสารอื่นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เมื่อเรื่องนี้รู้ไปถึงหูสื่อมวลชนในเกาหลี เธอได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่าเป็นเผด็จการ เอาแต่ใจตนเอง ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ทำให้เสียชื่อเสียงของสายการบินแห่งชาติ จนกระทั่งประธานสายการบินได้ออกมาแถลงขอโทษ และให้เธอลาออกจากทุกตำแหน่ง ต่อมาอัยการของเกาหลีใต้ได้จับกุมตัวเธอ ในข้อหาละเมิดกฎหมายความปลอดภัยอากาศยาน รวมทั้งบีบบังคับและแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ เธอถูกศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกเป็นเวลา 1 ปี จากนั้นอีกไม่นาน ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาลดโทษจำคุกเธอ ให้เหลือเพียงแค่รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี

หากย้อนดูปูมหลังของเธอ พบว่าเรียนจบปริญญาตรีด้านโรงแรมและการท่องเที่ยว จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล จบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยเซาท์เทิร์น แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ถือว่าเป็นคนที่ได้รับการศึกษามาเป็นอย่างดี

ที่ผ่านมาเธอมีผลงานดีเด่นในการบริหารงาน ทำให้สายการบินมีผลประกอบการดีขึ้นอย่างมาก ในปีหน้าเธอตั้งใจจะลงแข่งขันชิงตำแหน่งประธานสายการบินกับพี่น้องในตระกูล แต่เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น ทำให้หน้าที่การงานต้องจบลงอย่างน่าเสียดาย

นี่เป็นตัวอย่างของการที่คนเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองไว้ได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ และเรื่องเล็กๆก็อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อตัวเอง สังคม และประเทศชาติ ซึ่งกรณีแบบนี้ในอเมริกาก็พบบ่อย

คนเรานอกจากมีความรู้ดีแล้ว ต้องมีความฉลาดทางอารมณ์คู่กันไปด้วย จึงจะประสบความสำเร็จ ซึ่งในเรื่องนี้ ดร.เดเนียล โกลแมน (Daniel Goleman Ph.D) ซึ่งเป็นนักเขียนชื่อดังด้านจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ ของหนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทมส์ (New York Times) ได้ทำให้คนทั้งโลกเห็นความสำคัญของความฉลาดทางอารมณ์ โดยเขาได้สังเกตพบว่า คนที่เรียนเก่งๆ แบบอัจฉริยะ ได้เกรด 4 ทุกวิชา ถ้าติดตามไปดูชีวิตการทำงานของคนเหล่านั้น มักจะพบว่า ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากคนเหล่านี้ขาดการพัฒนาการทางอารมณ์ ทางสังคม และมักจะทำเรื่องโง่ๆ ที่คนทั่วไปไม่ทำกัน

ดร.โกลแมนเล่าให้ฟังในหนังสือ Emotional Intelligence อันโด่งดังของเขา เรื่อง “ทำไมคนเก่งจึงทำเรื่องงี่เง่า” โดยยกกรณีของ เจสัน เอส นักเรียนมัธยม แห่งโรงเรียนคลอรัล สปริงส์ ฟอร์ริดา ซึ่งเป็นนักเรียนเรียนดี ได้เกรด 4 ทุกวิชา วันหนึ่งเจสันเอามีดทำครัวที่บ้าน เข้าไปในห้องทดลองวิชาฟิสิกส์ เขาแทงเข้าที่กระดูกไหปลาร้าของ เดวิท โปโรกูโต ครูสอนวิชาฟิสิกส์ สาเหตุเพราะเขาโกรธที่ครูให้คะแนนทดสอบวิชาฟิสิกส์ 80 จากคะแนนเต็ม 100 ทำให้เขาได้เกรด B ซึ่งเป็นการทำลายความฝันของเขา ที่จะทำให้ได้เกรด A ทุกตัว

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ศาลตัดสินให้เขาพ้นความผิด และคิดว่าเขามีความผิดปกติทางจิตชั่วขณะที่เกิดอุบัติเหตุ เขาได้ย้ายไปเรียนโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง สองปีต่อมาก็เรียนจบมัธยม สอบได้ที่ 1 ได้เกรด 4 ทุกวิชา และสอบเข้าเรียนแพทย์ได้

หรือกรณีเด็กนักเรียนที่เรียนอยู่ในเกณฑ์ดี เมื่อไม่พอใจเพื่อนหรือครูที่โรงเรียน ก็เอาปืนที่บ้านมายิงครูและเพื่อนที่โรงเรียนตายและบาดเจ็บไปหลายคน ดังที่เราได้ข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ในอเมริกาบ่อยๆ เช่น ที่โรงเรียนมัธยมโคลัมไบล์ รัฐโคโลราโด นักเรียนเอาปืนมายิงครูและเพื่อนเสียชีวิตไปสิบกว่าคน และบาดเจ็บอีกหลายคน

นอกจากนั้น งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในปีค.ศ. 1940 จำนวน 95 คน เมื่อติดตามไปจนกระทั่งคนเหล่านี้เขาสู่วัยกลางคน พบว่า คนที่เรียนได้คะแนนดี ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จมากไปกว่าคนที่เรียนได้คะแนนต่ำกว่า ในแง่เงินเดือน ผลงาน ตำแหน่งงาน ความพอใจในชีวิต

ปัจจุบัน งานวิจัยของนักจิตวิทยาสรุปได้แล้วว่า ปัจจัยที่ทำให้คนประสบความสำเร็จได้ อาศัยความฉลาดด้านการเรียนวิชาการในอาชีพ (I.Q) ร้อยละ 20 อาศัยความฉลาดในอารมณ์ (E.Q) ร้อยละ 80

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าความฉลาดทางอารมณ์ เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมันเป็นตัวกำหนดความสำเร็จในการดำเนินชีวิตของเรานั่นเอง ส่วนการเรียนหนังสือเป็นส่วนประกอบ เป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งเท่านั้น แค่เรียนปานกลางก็พอ ไม่ต้องทุ่มเทมากจนเกินไป ไม่ต้องแย่งกันกวดวิชา ซึ่งเสียเวลาเปล่าๆ และจะเป็นอันตรายต่อเด็กด้วย เพราะเด็กจะไม่มีเวลาพัฒนาด้านอื่นๆ เด็กจะเคยชินกับการแข่งขัน ชิงดีชิงเด่นกัน เห็นแก่ตัว คดโกง และหมกมุ่นอยู่กับการแย่งชิงลาภ ยศ สรรเสริญ และทำลายกันเอง จนทำให้สังคมเต็มไปด้วยคนมีปัญหา

ดังนั้น เราควรให้เด็กได้เรียนในวิชาการที่ตนเองถนัด ซึ่งต้องใช้เวลาค้นหาตัวเองพอสมควร ส่วนเรื่องของการควบคุมอารมณ์เป็นหน้าที่ของแต่ละคนที่จะพัฒนาจิตใจตนเองให้เป็นคนดี มีเหตุผล คนอื่นจะมาช่วยให้เราเป็นคนดีไม่ได้ เราต้องฝึกของเราเอง

ในอเมริกามีคนเก่งอยู่มากมาย แต่ระบบเศรษฐกิจก็ล่มสลาย เนื่องจากคนเหล่านี้ใช้ความเก่งในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว โดยขาดจริยธรรมในวิชาชีพ ขาดธรรมาภิบาลในการทำงาน มีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งในปัจจุบันคนทั่วโลกก็มีปัญหาขาดธรรมาภิบาลที่ดี มีปัญหาการคอร์รัปชั่นเหมือนกันหมด ซึ่งแต่ละประเทศกำลังพยายามแก้ไขกันอยู่ (Joseph E.Stiglitz, Free Fall)

ถามว่าความฉลาดทางอารมณ์ หรือ E.Q. คืออะไร นักจิตวิทยาอธิบายไว้ดังนี้

1. การมีสติรู้อารมณ์ของตนเอง เวลาเรามีอารมณ์เกิดขึ้นในใจ เช่น เวลาเราโกรธ ก็ให้รู้ตัวว่าเราโกรธ และต้องรู้ตัวให้เร็ว รู้ให้ทันด้วย ถ้ารู้ตัวช้าไปเราก็จะบังคับตัวเองไม่ได้ อาจจะเกิดเรื่องทะเลาะวิวาท หรือฆ่ากันขึ้นก่อน เช่น ขับรถปาดหน้ากัน โมโหก็เอาปืนยิงกันตาย เรื่องนี้ก็พบเป็นข่าวบ่อยๆ

2. รู้จักจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง คือ รู้จักผ่อนคลายอารมณ์ที่ไม่ดีให้หายไป เช่น เวลาเครียด เรารู้ตัวแล้วก็จัดการผ่อนคลายความเครียด ซึ่งจะต้องได้รับการสอนและฝึกฝนวิธีการผ่อนคลายต่างๆ เช่น การฟังเพลง ออกกำลังกาย การฝึกหายใจ การฝึกโยคะ สมาธิ การเจริญสติ ก็จะช่วยให้ผ่อนคลายได้

มีข่าวทางหนังสือพิมพ์บ่อยๆ เช่น ตำรวจใช้อาวุธปืนประจำกายยิงเข้าศีรษะตนเอง เพื่อฆ่าตัวตาย ในช่วงปีที่ผ่านมา มีตำรวจฆ่าตัวตายไปแล้วราว 30 ราย ทั้งยิงตัวเองและยิงผู้บังคับบัญชาร่วมด้วย เรียกว่าอาชีพตำรวจมีสถิติฆ่าตัวตายค่อนข้างสูง

3. รู้จักสร้างแรงจูงใจในตนเองในการทำงานสร้างสรรค์ เพื่อความสำเร็จ หรือบรรลุเป้าหมายในการทำงานของตนเอง คนที่จะประสบความสำเร็จต้องเป็นคนที่มีจิตจดจ่อกับการงาน มีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะเกิดในคนที่มีสมาธิ มีสติ แต่ไม่เกิดในคนฟุ้งซ่าน วุ่นวาย จับจด การฝึกจิตภาวนา คือกุญแจสำคัญในการช่วยให้ประสบความสำเร็จ

4. รู้จักจิตใจของผู้อื่น หรือรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา มีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ มีความรักให้กับผู้อื่น ซึ่งจำเป็นมากสำหรับคนทุกอาชีพ เช่น แพทย์ พยาบาล ครูบาอาจารย์ ผู้นำและนักบริหารจัดการในองค์กรต่างๆ แต่การจะรู้จักใจคนอื่นได้ ก็ต้องรู้จักใจตนเองก่อน

5. รู้จักการสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คน ในการทำงานทุกระดับให้ประสบความสำเร็จ ต้องการความร่วมมือกันทำงาน โดยเฉพาะงานใหญ่ๆ ที่ต้องทำเป็นทีม คนที่เรียนหนังสือเก่งอย่างเดียว ไม่เคยฝึกทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นเลย จะทำงานกับคนอื่นไม่เป็น ทำงานเป็นทีมลำบาก ไม่สามารถอยู่กับคนที่เห็นต่างได้ จะยึดถือความเห็นของตนเองเป็นใหญ่ ไม่รู้จักรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น ไม่ผ่อนสั้นผ่อนยาว อย่างนี้ถือเป็นเรื่องอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่น

หนังสือ Emotional Intelligence ออกวางจำหน่ายในปี ค.ศ. 1995 ได้รับการตอบรับดีมาก ติดอันดับขายดีของ นิวยอร์กไทมส์ อยู่ปีครึ่ง หนังสือขายได้ 5 ล้านเล่มทั่วโลก ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ 40 ภาษา เขาประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืน เนื่องจากเรื่อง E.Q. เป็นการปฏิวัติแนวคิดในการพัฒนาคน ที่มุ่งไปในเรื่องความสามารถทางวิชาการ มาเป็นความสามารถในการควบคุมจิตใจของตนเองโดยวิธีการเจริญสติ (Self Awareness) มุ่งสร้างคนให้ทำงานร่วมกับคนอื่นเป็นทีมได้ ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ในเวลานั้น

หนังสือของเขาจึงได้รับการจัดให้เป็น 1 ใน 25 หนังสือที่ทรงอิทธิพลในแง่การบริหารจัดการทางธุรกิจ ของนิตยสารไทมส์ และวารสารทางธุรกิจ เช่น Financial Times, Wall street Journal ที่ยกย่องเขาว่าเป็นนักคิดด้านธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด

ดร.โกลแมนยังเขียนหนังสือออกมาอีกหลายเล่ม เช่น Working with Emotional Intelligence, Ecological Intelligence, Social Intelligence, the Brain and Emotional Intelligence, Leadership : The Power of Emotional Intelligence เป็นต้น ท่านผู้อ่านสามารถหาดูได้ใน amazon.com

• ดร.โกลแมน จบการศึกษาระดับปริญญาตรีและโท ด้านมานุษยวิทยา และสังคมวิทยา จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์คเลย์ และจบปริญญาเอกด้านจิตวิทยา ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด หลังจากนั้น เขาเดินทางไปศึกษาศาสนาและปรัชญาตะวันออกที่อินเดีย และที่นี่เองที่เขาเรียนรู้เรื่องสมาธิและการเจริญสติ ความมีสติรู้ตัวในอารมณ์และความคิดของตนเอง หรือ Self-Awareness เขาจึงนำหลักปฏิบัติธรรมของชาวพุทธ มาสร้างแนวคิดเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งโด่งดังในเวลาต่อมา

โกลแมนสนใจพุทธศาสนาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี และเป็นกรรมการของ Mind and Life Institute ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดการประชุมทางวิชาการระหว่างวิทยาศาสตร์และศาสนา ของปัญญาชนในอเมริกา และเขาได้จัดการประชุมและเป็นบรรณาธิการรวบรวมรายงานประชุมที่สำคัญสองเรื่อง คือ Healing Emotion และ Destructive Emotion ซึ่งให้ความรู้อันลุ่มลึกในการนำเอาวิธีการเจริญสติทางพุทธศาสนา มาเยียวยาความผิดปกติทางอารมณ์ นับว่าเขาเป็นผู้รู้ในเรื่องอารมณ์และใช้การฝึกการเจริญสติควบคุมอารมณ์ ตามหลักพุทธศาสนา และนำมาใช้ฝึกอบรมบุคลากรที่ทำงานในบริษัท ห้างร้านต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน

ปัจจุบัน ดร.โกลแมนเป็นผู้ก่อตั้งองค์กร CASEL (www.casel.org) ซึ่งเป็นองค์กรที่นำความรู้เรื่องความฉลาดทางอารมณ์เข้าไปสอนเด็กๆในโรงเรียน ให้มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง สอนการเจริญสติให้เด็กนักเรียน และเป็นผู้อำนวยการร่วมของสถาบันวิจัยเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ ของมหาวิทยาลัย Rutgers (www.eiconsortium.org)

ท่านผู้อ่านอาจจะหาข้อมูลได้ในเว็บไซต์ของเขา www.danielgoleman.info/biography หรือฟังคำบรรยาย ได้ใน youtube.com พิมพ์ชื่อของเขาลงไป ก็จะมีให้เลือกฟังมากมาย

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 175 กรกฎาคม 2558 โดย นพ.แพทย์พงษ์ วรพงศ์พิเชษฐ)
ดร.เดเนียล โกลแมน กำลังบรรยายเรื่องการทำงานของสมอง
หนังสือที่ ดร.เดเนียล โกลแมน เขียน
หนังสือที่ ดร.เดเนียล โกลแมน เขียน
หนังสือที่ ดร.เดเนียล โกลแมน เขียน
หนังสือที่ ดร.เดเนียล โกลแมน เขียน
หนังสือที่ ดร.เดเนียล โกลแมน เขียน
หนังสือที่ ดร.เดเนียล โกลแมน เขียน
ดร.โกเนียล โกลแมน

กำลังโหลดความคิดเห็น...