ถ้าฟังจากรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน “นายAbbas Arachi” ที่ได้ให้สัมภาษณ์ “Fox News” เมื่อช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา(16 ม.ค.) การ “วิ่งราวอิหร่าน” ก็น่าจะซาๆ ลงไปพอสมควรแล้ว หรือทางการอิหร่านเขาค่อนข้างมั่นอก-มั่นใจว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยเฉพาะหัวหน้าตำรวจหรือผู้บัญชาการตำรวจอิหร่าน “พลเอกAhmadreza Radan”ที่ถึงกับออกมาป่าวประกาศว่าได้ “ตอกตะปูตัวสุดท้ายบนฝาโลงของการก่อการร้าย”ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!!!
ส่วนผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า”ที่เคยทำท่าฮึดๆ ฮัดๆ คิดจะเปิดฉากโจมตีอิหร่านตามคำยุแยงตะแคงรั่วของพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อย่างอิสราเอลก็ดูจะเริ่มเสียงอ่อน เสียงหวาน ไม่ได้คิดจะ “ห้าวเป้ง” ใดๆ อีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อพันธมิตรในตะวันออกกลางอย่าง “ประเทศอ่าวฯ”ทั้งหลาย ไม่ว่าซาอุฯ กาตาร์ โอมาน ฯลฯ ต่างไม่อยากจะด้วนไม่เห็นควรด้วยกับการโจมตีอิหร่าน ด้วยเหตุเพราะอาจส่งผลให้เหตุการณ์มันลุกลามบานปลาย ปลายบาน จนกลายเป็นความฉิบหายไปทั่วทั้งภูมิภาค และทำให้ “ราคาน้ำมัน”อาจพุ่งทะลุอวกาศเอาง่ายๆ...
ส่วนการ “ปล้นเวเนซุเอลา”นั้น...ก็ชักไม่ได้เป็นไปตามความปรารถนาต้องการของ “โจรเรียกค่าไถ่”อย่าง “ทรัมป์บ้า”มากมายสักเท่าไหร่ แม้จะยังพยายาม “ปิดล้อม” น่านน้ำเวเนฯ พยายามยึดเรือน้ำมันลำแล้ว ลำเล่า แต่ถ้าฟังจากเสียงรองประธานาธิบดี หรือประธานาธิบดีรักษาการเวเนซุเอลา “นางDelcy Rodriguez”ที่ออกมายืนหยัด ยืนยันเมื่อช่วงวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา(15 ม.ค.) ว่าประเทศที่มีอธิปไตยเป็นของตัวเองอย่างเวเนซุเอลา ย่อมมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะมีสัมพันธภาพกับประเทศใดๆ ในโลกนี้ ไม่ว่าจีน รัสเซีย คิวบา หรืออิหร่าน ฯลฯ ดังนั้น...การคิดจะอุดปาก อุดจมูก เพื่อให้เวเนซุเอลาต้องกระทำการตามความปรารถนาและต้องการของอเมริกาลูกเดียวเท่านั้น จึงน่าจะลำบากเอามากๆ...
อีกทั้งความพยายามเคี่ยวเข็ญให้บริษัทน้ำมันอเมริกาไปตั้งโต๊ะบุฟเฟต์ร่วมกันรับประทานน้ำมันเวเนซุเอลาก็ดูจะไม่ได้ทำให้บรรดาบริษัทน้ำมันทั้งหลายเกิดความกระเหี้ยนกระหือรือมากมายสักเท่าไหร่ นอกซะจาก “ทรัมป์บ้า”จะกล้าพอ หรือ “บ้า” พอที่จะส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไปยึดครอง ครอบครองประเทศทั้งประเทศ เพื่อให้เกิด “การรับประกันต่อการลงทุนระยะยาว”ดังที่ “CEO-Exxon” อย่าง “นายDaren Woods” ได้ระบุเอาไว้ และดูๆ แล้วผู้นำอเมริกาก็น่าจะไม่บ้าพอ กล้าพอที่จะไปไลถึงขั้นนั้น เพราะโอกาสที่ประเทศเวเนซุเอลาจะกลายเป็น “เวียดนาม2”หรือ “อัฟกานิสถาน2” จนกองทัพอเมริกาต้องติดหล่ม จมปลักในประเทศนี้ไปเป็นปีๆ ย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ...
ด้วยเหตุนี้...เปิดฉากสัปดาห์นี้ เลยคงต้องขออนุญาตเปลี่ยนบรรยากาศ ไปว่ากันเรื่อง “อียู-อีย้วย” น่าจะเหมาะกว่าเพราะเรื่องการคิดจะ “ยึดเกาะกรีนแลนด์”ของ “ทรัมป์บ้า ”นั้น ดูๆ จะไม่ใช่แค่เรื่อง “ล้อเหล้นน์น์น์”หรือบ้า...ก็..บ้าวะแบบปกติโดยทั่วไป แต่ออกอาการกระเหี้ยนกระหือรือเอาจริง-เอาจัง อย่างน่าขนลุก ขนพอง เป็นอย่างยิ่ง คือไม่ใช่แค่อ้างว่าเอาไว้ป้องกันการเพ่นพ่านของจีน-รัสเซียในอาณาบริเวณนี้เท่านั้น ล่าสุด...เมื่อวันพุธที่ผ่านมา(14 ม.ค.) ยังออกมาให้เหตุผลใหม่ๆ ว่าเพราะเกาะแห่งนี้มีความสำคัญเอามากๆ ต่ออภิมหาโครงการความมั่นคงของอเมริกา นั่นก็คือโครงการที่เรียกว่า “Golden Dome” นั่นเอง!!!
คือว่าไปแล้ว...ผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” เคยฝัน เคยเพ้อ ถึงโครงการดังกล่าวเอาไว้ตั้งแต่ครั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก
แต่มาเริ่มเอาจริง-เอาจังเมื่อช่วงไม่นานมานี้ โดยถือเป็นการ “ต่อยอด” ความฝันความเพ้อ ที่เคยอุบัติขึ้นมาเมื่อประมาณ40 ปีที่แล้ว หรือในช่วงรัฐบาลประธานาธิบดี “เรแกน”ที่รู้จักกันในนามโครงการ “Star Wars”หรือโครงการที่คิดจะแปรสภาพพื้นที่อวกาศให้กลายเป็นสนามรบ เป็นฐานปฏิบัติการในการติดตั้งขีปนาวุธเพื่อใช้โจมตีและสกัดกั้นฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าทางบก ทางทะเล อากาศ และอวกาศ โดยมอบหมายให้ผู้บัญชาการกองกำลังอวกาศสหรัฐฯ “พลเอกMichael Guetlein”เป็นผู้บริหารจัดการแนวคิดเหล่านี้ให้เป็นจริง-เป็นจังให้จงได้ ตั้งแต่เดือนกันยายน ปี ค.ศ.2025 เป็นต้นมา...
แต่ก็นั่นแหละ...ทุกสิ่งทุกอย่างมันยังออกไปทางฝันๆ เพ้อๆ เอาแน่-เอานอนไม่ค่อยจะได้ แค่เฉพาะ “งบประมาณ” ของโครงการดังกล่าวก็ยังคงเถียงกันไม่เสร็จ จากที่รัฐบาลเคยคิดๆ ว่าน่าจะใช้งบฯ ราวๆ175,000 ล้านดอลลาร์ก็เริ่มบานปลายปลายบาน กลายมาเป็น 542,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ “The Congressional Budget Office” คาดคำนวณว่าอาจปาเข้าไปถึง 831,000 ล้านดอลลาร์ และต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า20 ปี ส่วนสำนักข่าว “Bloomberg” ถึงกับประมาณการว่าไม่น่าจะน้อยกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ ถึงจะสามารถขนจรวดราวๆ 400-1,000 ลูก ขึ้นไปติดตั้งบนอวกาศ เพื่อเอาไว้ “ชิงโจมตีก่อน” หรือ “preemptive strikes” ต่อขีปนาวุธฝ่ายตรงกันข้าม ภายในช่วงเวลาไม่เกิน2 นาทีนับจากถูกปล่อยจากที่ตั้ง...
แต่ในเมื่อ “ทรัมป์บ้า”ออกจะเอาจริง-เอาจังต่อความบ้า หรือความเพ้อๆ ฝันๆ เช่นนี้ จนคิดจะยึดเกาะกรีนแลนด์มาผนวกเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดังกล่าว ประเทศอียู-อีย้วยและหนึ่งในสมาชิก “NATO” อย่างเดนมาร์ก ก็เลยอยู่เฉยไม่ได้ ถึงกับต้องส่งกำลังทหารเข้าไปประจำการบนเกาะดังกล่าวเพื่อเตรียมป้องกันกองทัพอเมริกัน รวมทั้งเพื่อจัดระบบการส่งกำลังบำรุงอย่างเป็นเรื่อง-เป็นราว และก็ไม่ใช่มีแต่ทหารเดนมาร์กล้วนๆ เท่านั้น ยังมีทหารเยอรมนี สวีเดน และทหารอังกฤษ ร่วมเดินทางไปสังเกตการณ์อีกด้วย เพราะการรับมือกับความบ้าของ “ทรัมป์บ้า”ในเรื่องนี้มันคงไม่ใช่เป็นเพียงแค่การสู้รบกันด้วยกำลังทหารเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการแสดงออกในเชิง “สัญลักษณ์”ถึงการยอมรับ-ไม่ยอมรับต่อสิ่งที่เรียกว่า “อำนาจอธิปไตย”ของแต่ละประเทศที่ถูกกำหนดไว้ใน “กฎหมายระหว่างประเทศ”อีกด้วยต่างหาก...
ดังนั้น...เมื่อผู้นำอเมริกาหันมาใช้ “กฎแห่งป่า”หรือ “Law of the Jungle” แทนกฎหมายระหว่างประเทศ สื่อทางการของจีนอย่าง “Global Times” เขาเลยอดตั้งคำถามต่อผู้ที่เคยเป็นพันธมิตรเคียงบ่า-เคียงไหล่กับคุณพ่ออเมริกามาโดยตลอดในข้อเขียน บทความ ช่วงวันที่16 ม.ค.ที่ผ่านมา ขึ้นมาไม่ได้ว่า... “Will Europe compromise? The whole world is watching”หรือสุดท้าย...บรรดาประเทศอียู-อีย้วยทั้งหลายจะยอมประนีประนอมยอมเป็น “พรมเช็ดเท้า” ให้กับอเมริกาในกรณีดังกล่าวอีกต่อไปหรือไม่? อย่างไร? เพราะถ้าหากบรรดาชาติยุโรป ยอมเออออห่อหมก ยอมบ้าไปตามความบ้าของ “ทรัมป์บ้า”เหมือนอย่างที่เคยบ้า...ก็...บ้าวะ มาโดยตลอด การสูญเสียอำนาจอธิปไตยมันอาจไม่ได้อยู่เพียงแค่เกาะกรีนแลนด์ของเดนมาร์กแต่เพียงเท่านั้น แต่อาจลุกลามไปไกลถึงไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ หรือสวีเดน ฯลฯ เอาเลยก็ไม่แน่ ไปจนกระทั่งแคนาดาที่ “ทรัมป์บ้า” เคยแสดงความกระเหี้ยนกระหือรือ อยากผนวกเข้ามาเป็นรัฐที่ 51 ของอเมริกาคราวแล้ว-คราวเล่า???
และจะด้วยกรณีเกาะกรีนแลนด์รวมไปถึงกรณีอื่นๆ อีกด้วยหรือไม่? อย่างไร? ก็ตามที ความพยายาม “เอาตัวรอด”ข อง “ทรัมป์บ้า”ด้วยการ “ถีบยุโรปทิ้ง”ในหลายต่อหลายกรณี ดูๆ จะทำให้บรรดาผู้นำชาติยุโรปจำนวนไม่น้อยเริ่ม “เปลี่ยนสี-แปรธาตุ”ขึ้นมามั่งแล้ว ไม่ว่าผู้นำประเทศเสาหลักอียู อย่าง “Friedrich Merz”แห่งเยอรมนี ที่แม้ว่าจะติดเชื้อโรค “Russophobia” ชนิดยากจะรักษาให้หายขาด แต่เมื่อวัน-สองวันนี้ หรือเมื่อวันพุธที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา ก็ได้ออกมาเสนอแนะให้บรรดาชาติยุโรปทั้งหลายหันไปสร้าง “จุดสมดุล”กับรัสเซีย หรือเริ่มหาทางเจ๊าะแจ๊ะเจรจากับรัสเซีย แทนที่จะตัดขาดทุกสิ่งทุกอย่างหลังเกิดกรณีบุกยูเครนเมื่อหลายปีที่แล้ว...
โดยก่อนหน้านี้...ผู้นำฝรั่งเศส อย่าง “Emmanuel Macron” ก็ได้ออกมาชี้แนะ ชี้นำไปในทางเดียวกันช่วงปลายปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับผู้นำอิตาลี “นางGiorgia Meloni” ที่ได้ออกมาขานรับแนวคิดดังกล่าว เมื่อวันศุกร์ที่ 16 ม.ค.รวมไปถึงโฆษกหัวหน้าคณะบริหารอียู อย่าง “นายPaula Pinho”ที่ออกมาสรุปไว้ว่า... “เป็นที่ประจักษ์แจ้งแล้วว่า ณ จุดๆหนึ่งเราคงต้องหันมาพูดคุยกับประธานาธิบดีปูติน” พูดง่ายๆ ว่า...อียูแทบทั้งอียูได้เริ่ม “อีย้วย”ขึ้นมามั่งแล้ว ส่งผลให้โฆษกเครมลิน “นายDmitry Peskov”ถึงกับต้องออกมาแสดงความยินดีต่อ “การเปลี่ยนแปลงท่าทีในแง่บวก”หรือ “positive shift”ของบรรดาชาติยุโรปทั้งหลาย แม้ว่ายังเหลือ “สุนัขพูเดิลอเมริกา”อย่างอังกฤษ ที่ยังไม่เห็นควรด้วย หรือยังอยากจะให้ร่วมกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย เพิ่มการส่งอาวุธให้ยูเครนต่อไป ดังที่รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ “นายYvette Cooper”ยังคงพยายาม “ดื้อตาใส” ตามแบบฉบับผู้ดีอังกฤษ...
แต่ก็นั่นแหละ...การเปลี่ยนแปลงท่าที เปลี่ยนจุดยืนของบรรดาชาติยุโรปทั้งหลาย อาจสะท้อนให้เห็นว่าโลกใบนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ หรือไม่ใช่โลกในยุค “Monroe Doctrine” ที่จะสามารถใช้ “กฎแห่งป่า” เล่นงานใครต่อใครได้ง่ายๆ ดังนั้น...“Donroe Doctrine”ของ “ทรัมป์บ้า”จึงไม่น่าจะเป็นไปตามความปรารถนาความต้องการของผู้นำอเมริกาได้อย่างลื่นๆไหลๆ การปล้นเวเนซุเอลา วิ่งราวอิหร่าน จิ๊กเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก ขู่โคลอมเบีย คิวบาฯลฯและใครๆไปทั่วทั้งโลก จึงกลายเป็นสิ่งที่สวนทางและขัดแย้งกับความจริง ข้อเท็จจริง อย่างเห็นได้โดยชัดเจน อันเนื่องมาจากโลกใบนี้ได้กลายเป็น “โลกหลายขั้วอำนาจ” ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...นั่นแล!!!


