xs
xsm
sm
md
lg

การเปลี่ยนท่าทีของยุโรปคือข้อพิสูจน์ว่าอเมริกาไม่ใช่“จ้าวโลก”อีกต่อไปแล้ว!!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท


ฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี
ถ้าฟังจากรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน “นายAbbas Arachi” ที่ได้ให้สัมภาษณ์ Fox News” เมื่อช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา(16 ม.ค.) การ “วิ่งราวอิหร่าน” ก็น่าจะซาๆ ลงไปพอสมควรแล้ว หรือทางการอิหร่านเขาค่อนข้างมั่นอก-มั่นใจว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยเฉพาะหัวหน้าตำรวจหรือผู้บัญชาการตำรวจอิหร่าน “พลเอกAhmadreza Radan”ที่ถึงกับออกมาป่าวประกาศว่าได้ “ตอกตะปูตัวสุดท้ายบนฝาโลงของการก่อการร้าย”ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!!!
ส่วนผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า”ที่เคยทำท่าฮึดๆ ฮัดๆ คิดจะเปิดฉากโจมตีอิหร่านตามคำยุแยงตะแคงรั่วของพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อย่างอิสราเอลก็ดูจะเริ่มเสียงอ่อน เสียงหวาน ไม่ได้คิดจะ “ห้าวเป้ง” ใดๆ อีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อพันธมิตรในตะวันออกกลางอย่าง “ประเทศอ่าวฯ”ทั้งหลาย ไม่ว่าซาอุฯ กาตาร์ โอมาน ฯลฯ ต่างไม่อยากจะด้วนไม่เห็นควรด้วยกับการโจมตีอิหร่าน ด้วยเหตุเพราะอาจส่งผลให้เหตุการณ์มันลุกลามบานปลาย ปลายบาน จนกลายเป็นความฉิบหายไปทั่วทั้งภูมิภาค และทำให้ “ราคาน้ำมัน”อาจพุ่งทะลุอวกาศเอาง่ายๆ...

ส่วนการ “ปล้นเวเนซุเอลา”นั้น...ก็ชักไม่ได้เป็นไปตามความปรารถนาต้องการของ “โจรเรียกค่าไถ่”อย่าง “ทรัมป์บ้า”มากมายสักเท่าไหร่ แม้จะยังพยายาม “ปิดล้อม” น่านน้ำเวเนฯ พยายามยึดเรือน้ำมันลำแล้ว ลำเล่า แต่ถ้าฟังจากเสียงรองประธานาธิบดี หรือประธานาธิบดีรักษาการเวเนซุเอลา “นางDelcy Rodriguez”ที่ออกมายืนหยัด ยืนยันเมื่อช่วงวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา(15 ม.ค.) ว่าประเทศที่มีอธิปไตยเป็นของตัวเองอย่างเวเนซุเอลา ย่อมมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะมีสัมพันธภาพกับประเทศใดๆ ในโลกนี้ ไม่ว่าจีน รัสเซีย คิวบา หรืออิหร่าน ฯลฯ ดังนั้น...การคิดจะอุดปาก อุดจมูก เพื่อให้เวเนซุเอลาต้องกระทำการตามความปรารถนาและต้องการของอเมริกาลูกเดียวเท่านั้น จึงน่าจะลำบากเอามากๆ...

อีกทั้งความพยายามเคี่ยวเข็ญให้บริษัทน้ำมันอเมริกาไปตั้งโต๊ะบุฟเฟต์ร่วมกันรับประทานน้ำมันเวเนซุเอลาก็ดูจะไม่ได้ทำให้บรรดาบริษัทน้ำมันทั้งหลายเกิดความกระเหี้ยนกระหือรือมากมายสักเท่าไหร่ นอกซะจาก “ทรัมป์บ้า”จะกล้าพอ หรือ “บ้า” พอที่จะส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไปยึดครอง ครอบครองประเทศทั้งประเทศ เพื่อให้เกิด “การรับประกันต่อการลงทุนระยะยาว”ดังที่ CEO-Exxon” อย่าง “นายDaren Woods” ได้ระบุเอาไว้ และดูๆ แล้วผู้นำอเมริกาก็น่าจะไม่บ้าพอ กล้าพอที่จะไปไลถึงขั้นนั้น เพราะโอกาสที่ประเทศเวเนซุเอลาจะกลายเป็น “เวียดนาม2”หรือ “อัฟกานิสถาน2” จนกองทัพอเมริกาต้องติดหล่ม จมปลักในประเทศนี้ไปเป็นปีๆ ย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ...

ด้วยเหตุนี้...เปิดฉากสัปดาห์นี้ เลยคงต้องขออนุญาตเปลี่ยนบรรยากาศ ไปว่ากันเรื่อง “อียู-อีย้วย” น่าจะเหมาะกว่าเพราะเรื่องการคิดจะ “ยึดเกาะกรีนแลนด์”ของ “ทรัมป์บ้า ”นั้น ดูๆ จะไม่ใช่แค่เรื่อง “ล้อเหล้นน์น์น์”หรือบ้า...ก็..บ้าวะแบบปกติโดยทั่วไป แต่ออกอาการกระเหี้ยนกระหือรือเอาจริง-เอาจัง อย่างน่าขนลุก ขนพอง เป็นอย่างยิ่ง คือไม่ใช่แค่อ้างว่าเอาไว้ป้องกันการเพ่นพ่านของจีน-รัสเซียในอาณาบริเวณนี้เท่านั้น ล่าสุด...เมื่อวันพุธที่ผ่านมา(14 ม.ค.) ยังออกมาให้เหตุผลใหม่ๆ ว่าเพราะเกาะแห่งนี้มีความสำคัญเอามากๆ ต่ออภิมหาโครงการความมั่นคงของอเมริกา นั่นก็คือโครงการที่เรียกว่า Golden Dome” นั่นเอง!!!

คือว่าไปแล้ว...ผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” เคยฝัน เคยเพ้อ ถึงโครงการดังกล่าวเอาไว้ตั้งแต่ครั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก
แต่มาเริ่มเอาจริง-เอาจังเมื่อช่วงไม่นานมานี้ โดยถือเป็นการ “ต่อยอด” ความฝันความเพ้อ ที่เคยอุบัติขึ้นมาเมื่อประมาณ40 ปีที่แล้ว หรือในช่วงรัฐบาลประธานาธิบดี “เรแกน”ที่รู้จักกันในนามโครงการStar Wars”หรือโครงการที่คิดจะแปรสภาพพื้นที่อวกาศให้กลายเป็นสนามรบ เป็นฐานปฏิบัติการในการติดตั้งขีปนาวุธเพื่อใช้โจมตีและสกัดกั้นฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าทางบก ทางทะเล อากาศ และอวกาศ โดยมอบหมายให้ผู้บัญชาการกองกำลังอวกาศสหรัฐฯ “พลเอกMichael Guetlein”เป็นผู้บริหารจัดการแนวคิดเหล่านี้ให้เป็นจริง-เป็นจังให้จงได้ ตั้งแต่เดือนกันยายน ปี ค.ศ.2025 เป็นต้นมา...

แต่ก็นั่นแหละ...ทุกสิ่งทุกอย่างมันยังออกไปทางฝันๆ เพ้อๆ เอาแน่-เอานอนไม่ค่อยจะได้ แค่เฉพาะ “งบประมาณ” ของโครงการดังกล่าวก็ยังคงเถียงกันไม่เสร็จ จากที่รัฐบาลเคยคิดๆ ว่าน่าจะใช้งบฯ ราวๆ175,000 ล้านดอลลาร์ก็เริ่มบานปลายปลายบาน กลายมาเป็น 542,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ The Congressional Budget Office” คาดคำนวณว่าอาจปาเข้าไปถึง 831,000 ล้านดอลลาร์ และต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า20 ปี ส่วนสำนักข่าว Bloomberg” ถึงกับประมาณการว่าไม่น่าจะน้อยกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ ถึงจะสามารถขนจรวดราวๆ 400-1,000 ลูก ขึ้นไปติดตั้งบนอวกาศ เพื่อเอาไว้ “ชิงโจมตีก่อน” หรือ preemptive strikes” ต่อขีปนาวุธฝ่ายตรงกันข้าม ภายในช่วงเวลาไม่เกิน2 นาทีนับจากถูกปล่อยจากที่ตั้ง...

แต่ในเมื่อ “ทรัมป์บ้า”ออกจะเอาจริง-เอาจังต่อความบ้า หรือความเพ้อๆ ฝันๆ เช่นนี้ จนคิดจะยึดเกาะกรีนแลนด์มาผนวกเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดังกล่าว ประเทศอียู-อีย้วยและหนึ่งในสมาชิก NATO” อย่างเดนมาร์ก ก็เลยอยู่เฉยไม่ได้ ถึงกับต้องส่งกำลังทหารเข้าไปประจำการบนเกาะดังกล่าวเพื่อเตรียมป้องกันกองทัพอเมริกัน รวมทั้งเพื่อจัดระบบการส่งกำลังบำรุงอย่างเป็นเรื่อง-เป็นราว และก็ไม่ใช่มีแต่ทหารเดนมาร์กล้วนๆ เท่านั้น ยังมีทหารเยอรมนี สวีเดน และทหารอังกฤษ ร่วมเดินทางไปสังเกตการณ์อีกด้วย เพราะการรับมือกับความบ้าของ “ทรัมป์บ้า”ในเรื่องนี้มันคงไม่ใช่เป็นเพียงแค่การสู้รบกันด้วยกำลังทหารเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการแสดงออกในเชิง “สัญลักษณ์”ถึงการยอมรับ-ไม่ยอมรับต่อสิ่งที่เรียกว่า “อำนาจอธิปไตย”ของแต่ละประเทศที่ถูกกำหนดไว้ใน “กฎหมายระหว่างประเทศ”อีกด้วยต่างหาก...

ดังนั้น...เมื่อผู้นำอเมริกาหันมาใช้ “กฎแห่งป่า”หรือLaw of the Jungle” แทนกฎหมายระหว่างประเทศ สื่อทางการของจีนอย่าง Global Times” เขาเลยอดตั้งคำถามต่อผู้ที่เคยเป็นพันธมิตรเคียงบ่า-เคียงไหล่กับคุณพ่ออเมริกามาโดยตลอดในข้อเขียน บทความ ช่วงวันที่16 ม.ค.ที่ผ่านมา ขึ้นมาไม่ได้ว่า... Will Europe compromise? The whole world is watching”หรือสุดท้าย...บรรดาประเทศอียู-อีย้วยทั้งหลายจะยอมประนีประนอมยอมเป็น “พรมเช็ดเท้า” ให้กับอเมริกาในกรณีดังกล่าวอีกต่อไปหรือไม่? อย่างไร? เพราะถ้าหากบรรดาชาติยุโรป ยอมเออออห่อหมก ยอมบ้าไปตามความบ้าของ “ทรัมป์บ้า”เหมือนอย่างที่เคยบ้า...ก็...บ้าวะ มาโดยตลอด การสูญเสียอำนาจอธิปไตยมันอาจไม่ได้อยู่เพียงแค่เกาะกรีนแลนด์ของเดนมาร์กแต่เพียงเท่านั้น แต่อาจลุกลามไปไกลถึงไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ หรือสวีเดน ฯลฯ เอาเลยก็ไม่แน่ ไปจนกระทั่งแคนาดาที่ “ทรัมป์บ้า” เคยแสดงความกระเหี้ยนกระหือรือ อยากผนวกเข้ามาเป็นรัฐที่ 51 ของอเมริกาคราวแล้ว-คราวเล่า???

และจะด้วยกรณีเกาะกรีนแลนด์รวมไปถึงกรณีอื่นๆ อีกด้วยหรือไม่? อย่างไร? ก็ตามที ความพยายาม “เอาตัวรอด”ข อง “ทรัมป์บ้า”ด้วยการ “ถีบยุโรปทิ้ง”ในหลายต่อหลายกรณี ดูๆ จะทำให้บรรดาผู้นำชาติยุโรปจำนวนไม่น้อยเริ่ม “เปลี่ยนสี-แปรธาตุ”ขึ้นมามั่งแล้ว ไม่ว่าผู้นำประเทศเสาหลักอียู อย่าง Friedrich Merz”แห่งเยอรมนี ที่แม้ว่าจะติดเชื้อโรค Russophobia” ชนิดยากจะรักษาให้หายขาด แต่เมื่อวัน-สองวันนี้ หรือเมื่อวันพุธที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา ก็ได้ออกมาเสนอแนะให้บรรดาชาติยุโรปทั้งหลายหันไปสร้าง “จุดสมดุล”กับรัสเซีย หรือเริ่มหาทางเจ๊าะแจ๊ะเจรจากับรัสเซีย แทนที่จะตัดขาดทุกสิ่งทุกอย่างหลังเกิดกรณีบุกยูเครนเมื่อหลายปีที่แล้ว...

โดยก่อนหน้านี้...ผู้นำฝรั่งเศส อย่าง Emmanuel Macron” ก็ได้ออกมาชี้แนะ ชี้นำไปในทางเดียวกันช่วงปลายปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับผู้นำอิตาลี “นางGiorgia Meloni” ที่ได้ออกมาขานรับแนวคิดดังกล่าว เมื่อวันศุกร์ที่ 16 ม.ค.รวมไปถึงโฆษกหัวหน้าคณะบริหารอียู อย่าง “นายPaula Pinho”ที่ออกมาสรุปไว้ว่า... “เป็นที่ประจักษ์แจ้งแล้วว่า ณ จุดๆหนึ่งเราคงต้องหันมาพูดคุยกับประธานาธิบดีปูติน” พูดง่ายๆ ว่า...อียูแทบทั้งอียูได้เริ่ม “อีย้วย”ขึ้นมามั่งแล้ว ส่งผลให้โฆษกเครมลิน “นายDmitry Peskov”ถึงกับต้องออกมาแสดงความยินดีต่อ “การเปลี่ยนแปลงท่าทีในแง่บวก”หรือpositive shift”ของบรรดาชาติยุโรปทั้งหลาย แม้ว่ายังเหลือ “สุนัขพูเดิลอเมริกา”อย่างอังกฤษ ที่ยังไม่เห็นควรด้วย หรือยังอยากจะให้ร่วมกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย เพิ่มการส่งอาวุธให้ยูเครนต่อไป ดังที่รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ “นายYvette Cooper”ยังคงพยายาม “ดื้อตาใส” ตามแบบฉบับผู้ดีอังกฤษ...

แต่ก็นั่นแหละ...การเปลี่ยนแปลงท่าที เปลี่ยนจุดยืนของบรรดาชาติยุโรปทั้งหลาย อาจสะท้อนให้เห็นว่าโลกใบนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ หรือไม่ใช่โลกในยุค “Monroe Doctrine” ที่จะสามารถใช้ “กฎแห่งป่า” เล่นงานใครต่อใครได้ง่ายๆ ดังนั้น...“Donroe Doctrine”ของ “ทรัมป์บ้า”จึงไม่น่าจะเป็นไปตามความปรารถนาความต้องการของผู้นำอเมริกาได้อย่างลื่นๆไหลๆ การปล้นเวเนซุเอลา วิ่งราวอิหร่าน จิ๊กเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก ขู่โคลอมเบีย คิวบาฯลฯและใครๆไปทั่วทั้งโลก จึงกลายเป็นสิ่งที่สวนทางและขัดแย้งกับความจริง ข้อเท็จจริง อย่างเห็นได้โดยชัดเจน อันเนื่องมาจากโลกใบนี้ได้กลายเป็น “โลกหลายขั้วอำนาจ” ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...นั่นแล!!!


กำลังโหลดความคิดเห็น