วาทกรรมและท่าทีของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ข่มขู่ว่าจะจัดการกับคิวบา เม็กซิโก และโคลัมเบีย หลังจากที่บุกเข้าจับกุมตัวผู้นำเวเนซูเอลาและภรรยา ถึงกลางเมืองหลวง และสังหารคนไปเป็นจำนวนไม่น้อย พร้อมกับคำเย้ยหยันให้ชาวโลกได้ตระหนักถึงความเก่งกล้าของทรัมป์ นอกจากนั้นสหรัฐอเมริกายังประกาศอย่างไม่อายโลกว่าจะ “เอา” กรีนแลนด์มาให้ได้ เพื่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงของตน โดยไม่สนใจว่าเดนมาร์กซึ่งเป็นมิตรที่ดีของสหรัฐอเมริกามาอย่างยาวนานจะคัดค้านอย่างไรก็ตาม
พฤติกรรมของทรัมป์ ไม่ใช่เพียงเรื่องสไตล์ผู้นำที่โผงผางอย่างหลายคนพยายามลดทอนความร้ายแรง หากแต่คือ การท้าทายโดยตรงต่อรากฐานของกฎหมายและระเบียบระหว่างประเทศ สิ่งที่อันตรายยิ่งกว่านั้น คือการท้าทายนี้ มาจากรัฐที่เคยอ้างตนเป็นผู้พิทักษ์ระเบียบโลกและเรียกร้องให้นานาชาติปฏิบัติตาม
กฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อประดับคำพูดของมหาอำนาจ แต่ถูกออกแบบมาเพื่อจำกัดอำนาจของผู้แข็งแรง ไม่ให้สามารถกระทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจต่อรัฐที่เล็กกว่า หรืออ่อนแอกว่า หลักอธิปไตย ความเสมอภาคของรัฐ และการไม่แทรกแซงกิจการภายใน คือเสาหลักที่ทำให้ประเทศขนาดเล็กยังพอมีที่ยืนได้ในระบบโลก การที่ทรัมป์ใช้วาทกรรมข่มขู่ ใช้อำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองเป็นอาวุธ และพูดถึงดินแดนของรัฐอื่นราวกับเป็นทรัพย์สินที่รอการยึดครอง คือการ “ละเมิด” และ “บ่อนทำลาย” กติกาเหล่านี้อย่างไม่ปิดบัง
กรณีกรีนแลนด์แสดงให้เห็นถึงความคิดแบบจักรวรรดินิยมที่โลกควรฝังกลบไปนานแล้ว ในศตวรรษที่ 21 การพูดถึงการ “ได้มา” ซึ่งดินแดน โดยไม่สนใจเจตจำนงของรัฐเจ้าของและประชาชนในพื้นที่ ไม่ใช่แค่ “ล้าหลัง” แต่เป็นการปฏิเสธหลัก self-determination อย่างสิ้นเชิง หากตรรกะเช่นนี้ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ วันหนึ่งคำถามเดียวกันนี้ก็อาจถูกโยนใส่รัฐขนาดเล็กทั่วโลกว่า “จะอยู่กันอย่างไร” ในโลกที่ไร้กติกา และอำนาจคือ “ความชอบธรรม”
ในลาตินอเมริกา ท่าทีของสหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ยิ่งตอกย้ำประวัติศาสตร์อันขมขื่นของการ “กดขี่” และ “รุกราน” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า การอ้างแบบหมาป่าในลำธารที่กระทำต่อลูกแกะ ไม่ว่าจะเรื่องความมั่นคง ยาเสพติด หรือการเมืองภายในประเทศอื่น ไม่ใช่เหตุผลที่จะกลายเป็นใบอนุญาตในการเหยียบย่ำอธิปไตยของรัฐเล็ก เมื่อวันนี้สหรัฐฯ ประกาศอย่างเปิดเผยว่าตน “มีสิทธิ” จะจัดการใครก็ได้ จะทำกับประเทศไหนอย่างไรก็ได้ คำถามที่ควรถาม คือจากเวเนซูเอลาแล้ว ใครจะเป็นรายต่อไป
สำหรับประเทศไทยและรัฐขนาดเล็กทั้งหลาย ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่การเลือกข้างทางอุดมการณ์ หากแต่เป็นเรื่องของผลประโยชน์เชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง ประเทศอย่างไทยไม่มีอำนาจทางทหารหรือเศรษฐกิจมากพอจะอยู่รอดได้ในโลกที่กติกาถูกแทนที่ด้วยอำนาจตามอำเภอใจ หากหลักกฎหมายระหว่างประเทศถูกทำลายจนไม่เหลือความหมาย สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคือโลกที่รัฐเล็กต้องก้มหัวต่อแรงกดดันโดยไม่มีเครื่องมือใดคุ้มครอง
วันนี้มีสัญญาณเตือนแล้วว่าระบบโลกกำลังถดถอย หากปล่อยให้มีการทำลายกติกา ประเทศที่ล่มสลายก่อนย่อมไม่ใช่มหาอำนาจ แต่คือรัฐขนาดกลางและเล็กที่ไม่มีอำนาจต่อรอง การปล่อยให้สหรัฐฯ หรือประเทศใดก็ตามอยู่เหนือกฎหมาย คือการขุดหลุมฝังความมั่นคงของตนเอง
การตั้งคำถามและวิพากษ์ท่าทีของสหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ จึงไม่ใช่การต่อต้านประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่คือการยืนยันว่า โลกไม่ควรถูกปกครองด้วยคำขู่ของผู้แข็งแรงกว่า ประเทศไทยในฐานะรัฐที่พึ่งพาระบบกติกาสากลมากกว่ากำปั้น ไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะยอมรับตรรกะที่เปิดทางให้มหาอำนาจทำตามใจชอบ เพราะในโลกที่กฎหมายใช้ได้เฉพาะกับคนอ่อนแอ ประเทศอย่างไทยย่อมไม่ใช่ผู้สังเกตการณ์ แต่คือผู้รับผลกระทบโดยตรง และนั่นคือเหตุผลที่ไม่ควรยอมรับโลกแบบนั้นแม้แต่น้อย
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร
สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต


