ถ้าว่ากันทางเศรษฐกิจล้วนๆ...บรรดาประเทศ “เสาหลัก” ในยุโรปช่วงนี้ น่าจะออกไปทาง “ใกล้เจ๊ง”เต็มที!!! ไม่ว่าอดีตจ้าวอาณานิคมที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน อย่าง “อังกฤษ”ที่หนังสือพิมพ์ “The Telegraph”เพิ่งพาดหัวไปเมื่อช่วงวันเสาร์
(23 ส.ค.) ที่ผ่านมา ว่ากำลังเจอกับ “วิกฤตหนี้สิน”ในระดับหนักเสียยิ่งกว่าช่วงปี ค.ศ.1970 ที่เคยสร้างความปั่นป่วนชนิดสุดจะหนักหนาสาหัส ส่วน “ฝรั่งเศส” นั้น...กระทั่งตัวนายกรัฐมนตรีแห่งคณะรัฐบาลฝรั่งเศสเอง อย่าง “นายFrancois Bayrou”ยังอดไม่ได้ที่จะต้องออกมา “เตือน” ไว้ก่อนล่วงหน้าว่ากำลังต้องเจอกับ “อันตรายที่จะจู่โจมเข้ามาโดยรวดเร็ว”จากปัญหาหนี้สินของประเทศอีกนั่นแหละ ไม่ต่างไปจากไส้กรอกเยอรมัน ที่ตัวผู้นำประเทศเองต้องออกมาสารภาพว่าความเป็น “รัฐสวัสดิการ” ของเยอรมนีอาจไม่สามารถยืนยง คงทน ต่อไปได้อีกแล้ว อันเนื่องมาจากความ “บ่อจี๊” ของประเทศ หรือการพังทลายของระบบอุตสาหกรรมทั้งมวล ในระดับต้องถือเป็น “วิกฤตโครงสร้าง” เอาเลยถึงขั้นนั้น ไม่ใช่แค่ปัญหาแค่ชั่วครั้ง-ชั่วคราวที่จะแก้กันได้ง่ายๆ...
และบรรดาความหนักหนา-สาหัสทั้งหลายทั้งปวง...มันอาจไม่ได้มีที่มา-ที่ไป เพียงแต่เฉพาะการหมกมุ่นอยู่กับความพยายามที่จะสนับสนุน “ตัวตลก-ตัวแทน” อย่างประเทศยูเครนให้กระทำการบั่นทอนทำลายศักยภาพของประเทศที่ตัวเองหวาดวิตก กลัวนัก-กลัวหนา อย่างประเทศหมีขาวรัสเซียแต่เพียงเท่านั้น แต่ยังน่าจะมาจากการยอมรับสภาพความเป็น “พรมเช็ดเท้า”หรือเป็น “รัฐบริวาร” ของคุณพ่ออเมริกาอย่างไม่คิดจะหือรือใดๆ เอาเลยแม้แต่นิด โดยมีข้อพิสูจน์และประจักษ์พยานที่เห็นได้โดยชัดเจน จาก “ข้อตกลงทางการค้า”ระหว่างอเมริกากับอียูในเรื่อง “มาตรการทางภาษี”นั่นแหละ หรือขณะที่อียูต้องเสียภาษีสินค้าเข้าให้กับอเมริกา15 เปอร์เซ็นต์ ตัวเองกลับต้องเปิดโล่ง เปิดรูทวารให้สินค้าอเมริกาเข้ามาสู่อียูในอัตราภาษีเท่ากับศูนย์ แถมยังต้องยอมซื้อพลังงานจากอเมริกามากถึง700,000 ล้านดอลลาร์ ต้องหอบเงินลงทุนเข้าไปลงทุนในอเมริกาไม่ต่ำกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์ อีกทั้งยังต้องซื้ออาวุธจากอเมริกาซึ่งฉวยโอกาสขึ้นราคาอีก10 เปอร์เซ็นต์ไปให้กับยูเครนอีกต่างหากชนิดที่สื่อตะวันตกเอง อย่างสำนักข่าว “Politico” ถึงกับต้องเรียกขานข้อตกลงดังกล่าวว่าเป็น “ความน่าอับอายแห่งศตวรรษ”(Century of Humiliation) เอาเลยถึงขั้นนั้น!!!
ด้วยเหตุนี้นี่เอง...ที่ทำให้สื่อทางการของจีน อย่าง “Global Times”เขาอดไม่ได้ที่จะต้องสรุปเอาไว้ในข้อเขียนบทความ เรื่อง “The strategic missteps behind economic woes in major European economics” เมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่เพิ่งผ่านมานี่เอง ว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความพังพินาศทางเศรษฐกิจของบรรดาชาติหลักๆ ในยุโรปทั้งหลาย มันน่าจะได้แก่ “ความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่”หรือ “Strategic misstep” นั่นแล หรือการนำพาชาติบ้านเมืองไปสู่หนทางที่ผิดพลาด แนวทางที่ผิดพลาด ที่อาจพอแก้ไข เยียวยาได้บ้าง ก็ด้วยการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์เสียใหม่เท่านั้นเอง หันมา “แยกมิตร-แยกศัตรู”ให้แจ่มแจ้งชัดเจน ด้วย “ข้อเท็จจริง”ไม่ใช่ด้วยความกลัว ความหวาดวิตก หรือความป่วยไข้เพราะโรค “Russophobia” อะไรทำนองนั้น...
แต่ก็นั่นแหละ...บรรดาคำเตือนการชี้ทางออก ทางไป ชี้ทางสว่างทำนองนี้ น่าจะเข้าหูซ้ายแล้วทะลุออกไปทางหูขวาของบรรดาผู้นำชาติยุโรปหลักๆ ไปด้วยกันทั้งสิ้น เพราะแม้จะกรอบเป็นข้าวเกรียบเมืองเพชรเพียงใดก็แล้วแต่ ความกระเหี้ยนกระหือรือในการเล่นงานประเทศหมีขาวรัสเซีย รวมทั้งพันธมิตรทางยุทธศาสตร์อย่างอิหร่านที่กำลังจะถูก3 ชาติยุโรป อย่างอังกฤษ-ฝรั่งเศส-เยอรมนี คิด “แซงชั่น”รอบใหม่ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิด “คำถาม” ตัวโตๆ ว่าเอาไป-เอามาแล้ว...อะไร??? คือสิ่งที่ชาติยุโรปหลักๆ เหล่านี้ปรารถนาและต้องการเอามากๆ และดูเหมือนว่า “คำตอบ” ทั้งหลาย ทั้งปวง จะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ การฟื้นฟูเยียวยา ความทุกข์ ความเดือดร้อนของราษฎรชาวยุโรปใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย แต่มันคือ “สงคราม!!!” คือความพยายามที่จะลากยุโรปทั้งยุโรป รวมทั้งคุณพ่ออเมริกาอีกด้วย ให้เข้าไปห้ำหั่นโดยตรงกับหมีขาวรัสเซียให้จงได้นั่นเอง...
อย่างที่ผู้นำเยอรมนี “นายFriedrich Merz” ที่แม้จะบ่นออกมาดังๆ ว่าไม่มีเงินพอที่จะเอาไปสร้างสวัสดิการให้กับชาวไส้กรอกอีกต่อไปแล้ว แต่ยังพร้อมที่จะควักเงินมาซื้ออาวุธอเมริกันไปส่งมอบให้กับกองทัพยูเครนอย่างมิมีวันรู้เบื่อได้ออกมาป่าวประกาศหลังสุมหัว-รวมตัวกับประเทศฝรั่งเศสและอังกฤษเพื่อพูดคุยเรื่องสันติภาพยูเครนกับ “ตัวตลก-ตัวแทน”อย่าง “นายVolodymyr Zelensky” จนเกิดข้อสรุปว่า...นอกจากจะไม่มีการพบปะกันโดยตรงระหว่างผู้นำรัสเซียกับผู้นำยูเครน ดังที่ผู้นำอเมริกาเคยหวังและแสดงความปรารถนาไว้ก่อนหน้านี้ แต่ยังนำไปสู่ความคิดความอ่าน หรือนำไปสู่แผนการที่จะก่อรูป ก่อร่าง สิ่งที่เรียกว่า “Security Guarantees” หรือหลักประกันความมั่นคงปลอดภัยให้กับยูเครน โดยจะเปิดเผยรายละเอียดออกมาให้ชัดเจนภายในสัปดาห์นี้ และนั่นก็น่าจะหนีไม่พ้นไปจากการส่ง “กองกำลังทหาร” ของบรรดาชาติหลักๆ ของยุโรปอย่างฝรั่งเศส อังกฤษ และเยอรมนี ที่ได้ตระเตรียมระดมพลเอาไว้ก่อนหน้านี้ เข้าไปยังดินแดนยูเครน ไม่ว่าจะโดยการ “สวมหน้ากาก”เอาไว้ในลักษณะไหนก็ตามที อันเท่ากับเป็นการ “เผชิญหน้าโดยตรงกับรัสเซีย” ตามที่บรรดาชาวหมีขาวเขาได้แปลความตีความ ไว้แล้วล่วงหน้า...นั่นเอง...
หรือพูดง่ายๆ ว่า...แนวโน้มที่ยุโรปจะถูกแปรสภาพให้กลายเป็น “สนามรบ”ระหว่าง “รัสเซีย-กับ-NATO”ดูจะมีความเป็นไปได้สูงยิ่งเข้าไปทุกที แม้ว่าผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ปฏิเสธที่จะส่งกองกำลังเข้าไปในดินแดนยูเครน แต่ก็พร้อมที่จะปล่อยโซ่ล่ามปลอกคอยุโรป ให้ไปห้ำหั่นกับรัสเซียจนกว่าจะ “กรอบ” ไปด้วยกันทั้งคู่ แล้วค่อยหันไปปั้นโคลนดินเหลวๆ ให้กลายเป็นยุโรปขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนอย่างครั้ง“สงครามโลกครั้งที่2” อะไรทำนองนั้น ที่อเมริกากะจังหวะโดดเข้าไปช่วยยุโรปในวินาทีสุดท้าย หลังจากนั้น...ก็อาศัยความพังพินาศฉิบหายของยุโรปทั้งยุโรปนั่นเอง เป็นตัวก่อรูป ก่อร่าง ให้กลายมาเป็นชาติต่างๆในยุโรปจนตราบเท่าทุกวันนี้...
สิ่งที่กำลังอุบัติขึ้นมาใน “แนวรบยุโรปตะวันออก”นับจากนี้...ก็เลยน่าจะเป็น “สงคราม”ไม่ใช่ “สันติภาพ”ดังเช่นที่ว่าที่เจ้าของรางวัล “โนเบล พีซ ไพรซ์”อย่าง “ทรัมป์บ้า”แสดงความปรารถนาและต้องการเสียเหลือเกิน ไม่ต่างไปจาก “แนวรบในตะวันออกกลาง” ที่พันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์ของอเมริกา อย่างอิสราเอลก็กำลัง “เดินหน้า”ฆ่าลูกเดียวไม่ว่าด้วยการทำสงครามระลอกใหม่เพื่อยึดครองดินแดนฉนวนกาซาโดยเบ็ดเสร็จ-เด็ดขาด ตามที่รัฐสภาอิสราเอลได้เปิดไฟเขียวไว้ให้ แถมยังลามเข้าไปในเลบานอน ด้วยการกดดันให้ปลดอาวุธพวก “Hezbollah” แล้วแผ่อำนาจอิทธิพลเข้าไปในซีเรียยึดดินแดนบางส่วนเอาไว้แล้ว เปิดฉากถล่มเยเมนพร้อมด้วยการคุยโวว่าสามารถสังหารนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกลาโหมเยเมนได้เป็นที่เรียบร้อย และเผลอๆ...อาจโจมตีอิหร่านอีกรอบเอาเลยก็ไม่แน่!!!
ส่วน “แนวรบทะเลจีนใต้” นั้น...ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศ อย่างอาจารย์ “ทนง ขันทอง”ถึงกับต้องจัดรายการทีวี “ผู้จัดการ”พูดคุยและวิเคราะห์กับคุณน้อง “นงวดี ถนิมมาลย์” ว่าด้วยเรื่องอเมริกาเตรียมรบกับจีนภายในอีก 2 ปีข้างหน้า หรือในปี ค.ศ.2027 เอาเลยถึงขั้นนั้น โดยจะจริง-ไม่จริง น่าเชื่อ-ไม่น่าเชื่อ คงต้องลองไปฟังกันเอาเองก็แล้วกัน แต่นั่นก็น่าจะทำให้สีสันบรรยากาศความเป็นไปของโลก มันน่าจะหนักไปในทาง “สงคราม” ไม่ใช่ออกไปทาง “สันติภาพ”หรือคล้ายๆสันติภาพตามแบบฉบับ “เคลมโบเดีย” อะไรทำนองนั้น คือสันติภาพแบบต้องแขนขาด ขาขาด เพราะกับระเบิดกัมพูชาที่ถูกวางเอาไว้ตลอดทั่วแนวชายแดนไทย-เขมร...
หรือสรุปง่ายๆ ว่า...ไม่ว่าจะมองจาก “แนวรบยุโรปตะวันออก” “แนวรบตะวันออกกลาง”ไปจน “แนวรบทะเลจีนใต้” แนวโน้มที่พวก “โลกขั้วอำนาจเดียว”กับพวก “โลกหลายขั้วอำนาจ”จะต้องหาทางวัดตัดสินด้วย “อำนาจทางทหาร” กันในวาระสุดท้าย น่าจะเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยงและยากที่จะปฏิเสธได้ยิ่งเข้าไปทุกที เพียงแต่ว่าจะเมื่อไหร่? ตอนไหน? และอย่างไร? เท่านั้นเอง สิ่งที่เรียกว่า “สงครามโลกครั้งที่ 3” จึงเป็นสิ่งที่ได้อุบัติขึ้นมาแล้วไปตามลำดับขั้นเหลือเพียงแต่ต้องคอยสวดมนต์และภาวนา อย่าให้ถึงกับต้องไปไกลถึงขั้น “สงครามนิวเคลียร์” เท่านั้นเอง!!!