xs
xsm
sm
md
lg

อวสาน...ศตวรรษอเมริกา!!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท


เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังคนใหม่ของสหรัฐฯ
เห็นว่า...เมื่อช่วงวันจันทร์ (25 ม.ค.) ที่ผ่านมา วุฒิสมาชิกอเมริกันเขาได้ออกเสียงอย่างเป็นเอกฉันท์ 84 ต่อ 15 ให้คำรับรองต่อการขึ้นมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง ของคุณยาย “เจเน็ต เยลเลน” (Janet Yellen) ในรัฐบาลใหม่ของ “ผู้เฒ่าโจ” กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็คงต้องขอแสดงความยินดี แสดงความต้อนรับเอาไว้ ณ ที่นี้ เพราะนอกจากถือเป็นครั้งแรก คราวแรก ในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ เอาเลยก็ว่าได้ ที่ได้รัฐมนตรีคลังเป็นสุภาพสตรี แต่โดยประวัติความเป็นมาของคุณป้า คุณยาย หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ออกไปทางแก่ๆ ก็ต้องเรียกว่า...น่าจะไม่ “บันเบา” อยู่พอสมควรทีเดียว ประมาณเกล็ดแตกลายงา เขี้ยวงอกและอาจแถมพ่นไฟได้ด้วย สำหรับเรื่องเงินๆ-ทองๆ หรือเรื่อง “เศรษฐกิจ” ทั้งหลาย...

คือเคยเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลยุคประธานาธิบดี “บิล คลินตัน” จากนั้นก็ไต่เต้าขึ้นเป็นประธานธนาคารกลางสาขาโน้น สาขานี้ จนกระทั่งยุครัฐบาล “โอมาบ้า” (โอบามา) ก็ได้ผงาดหรือได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือที่เรียกๆ กันว่า “เฟด” (The Federal Reserve-FED) ระหว่างช่วงปี ค.ศ. 2014-2018 อันถือเป็น “มือเก่า-มือเก๋า” สมสถานะ สมความภาคภูมิอยู่พอสมควร แต่ก็นั่นแหละ...เมื่อต้องเจอกับ “เศรษฐกิจสหรัฐฯ” ช่วงนี้ ความเป็นมือเก่า-มือเก๋าเหล่านี้ จะช่วยอะไรได้มากมายหรือไม่ เพียงใด นั่นคงต้องถือเป็น “คำถาม” ที่สำคัญเอามากๆ เพราะไม่ว่าจะเก่ายังไง เก๋ายังไง แต่เผลอๆ...อาจกลายเป็นแบบเดียวกับมือเก่าและมือเก๋าของบ้านเรา อย่างอดีตรัฐมนตรี “ปรีดี ดาวฉาย” อะไรทำนองนั้น ที่พร้อมทิ้งเงินเดือนเป็นล้านๆ เพื่อเข้ามา “รับใช้ชาติ” ในฐานะรัฐมนตรีคลังของรัฐบาล “บิ๊กตู่” คราวที่แล้ว แต่พอเจอเข้ากับภาวะเศรษฐกิจเมืองไทยยุคโควิด รวมทั้งเจอรัฐมนตรีช่วยฯ “สันติ พร้อมพัฒน์” หรือไม่ เพียงใด ก็ตามที แค่แวบเดียวเท่านั้น หรือเพียง 20 กว่าวันเท่านั้นเอง เป็นอันต้องตัดสินใจ “ลาโรง” ต้องกลับไปกินเงินเดือนเก่า ไม่เอาแล้ว...ไม่ไหวแล้ว!!! ขออนุญาตปล่อยให้ชาติใครก็ชาติมัน ไปตามเรื่อง ตามราว...

ด้วยเหตุเพราะ “ภาวะเศรษฐกิจอเมริกา” ในช่วงนี้...เผลอๆ อาจหนักซะยิ่งกว่าบ้านเราไม่รู้กี่สิบ กี่ร้อยเท่า แค่มองจากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดที่ปาเข้าไป 25-26 ล้านรายเข้าไปแล้ว ตายโหง ตายห่าไปแล้วระดับ 4 แสน 5 แสน ก็ต้องเรียกว่าหนักหนาสาหัส เอาเรื่อง สำหรับการสลัดทิ้งเสียซึ่งความเป็น “จ้าวโรค” แล้วกลับมาเป็น “เจ้าโลก” ได้เหมือนเดิม การสร้าง “เอกภาพ” ภายในชาติการทำให้ “ความเป็นประชาธิปไตย” กลับมายิ่งใหญ่ได้เช่นเดิม ไปจนการขยายความยิ่งใหญ่ในลักษณะต่างๆ กลับไปได้ดังเดิมหรือการกลับไปสู่ความเป็นเจ้าโลก ประมุขโลก อย่างเท่าที่เคยเป็นมาโดยตลอด ฯลฯ ซึ่งย่อมเป็นอะไรที่เกี่ยวข้อง โยงใยกับเรื่องเงินๆ-ทองๆ หรือเรื่อง “เศรษฐกิจ” ไปด้วยกันทั้งสิ้น...

หรือถ้าว่าไปแล้ว...สิ่งที่ถือเป็น “จุดแข็ง” ในด้านเศรษฐกิจ อันมีส่วนช่วยให้ประเทศอเมริกามีความยิ่งใหญ่เกรียงไกร สามารถผงาดขึ้นเป็นเจ้าโลกได้จนตราบเท่าทุกวันนี้ ไม่ว่าการมีสกุลเงินตรา อย่างเงิน “ยูเอสดอลลาร์” ที่มีบทบาท อิทธิพล สูงสุดในโลกชนิดสามารถ “ครอบงำ” ระบบการเงินของโลกทั้งโลกมาโดยตลอด การมี “ขนาดเศรษฐกิจ” ที่ใหญ่โตมโหระทึกระดับมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีโลก ไปจนถึงความเป็นประเทศที่สามารถสร้างแรงจูงใจให้กับการลงทุน เป็นตัวดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือที่เรียกๆ กันว่า “FDI” (Foreign Direct Investment) เข้ามาเป็นกระตักๆในแต่ละปี จนเป็นประเทศที่มี “FDI” เป็นอันดับ 1 ของโลกมาโดยตลอด ฯลฯ มาถึง ณ บัดนาว หรือบัดนี้...อะไรต่อมิอะไรที่ว่านี้ มันชักจะ “เกษรอ่อนระทวย” ลงไปเรื่อยๆ หรือชักจะหมดสภาพ หมดน้ำอิ๊ว หมดน้ำยา ลงไปทุกเมื่อเชื่อวัน ชนิดหนีไม่พ้นต้องกลายเป็น “ปัญหา” ของคุณป้า “เจเน็ต ดาวฉาย” (ประทานโทษ) “เจเน็ต เยลเลน” อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้...

สำหรับ “มูลค่า” หรือ “ค่าเงินดอลลาร์” ของอเมริกานั้น...ก็อย่างที่รู้ๆ กันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ว่าออกอาการ “รูดมหาราช” ลงไปเรื่อยๆ อย่างเห็นได้โดยชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินตราสกุลอื่นๆ ในระบบตะกร้า ช่วงธันวาคมปีที่แล้ว เสื่อมค่าลงไปถึง 5.5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนปีนี้นักวิเคราะห์ทางการเงินประมาณ 51 รายจาก 72 ราย หรือประมาณ 2 ใน 3 ต่างเชื่อไปในแนวเดียวกันว่าจะรูดมหาราชลงไปอีกตลอดทั้งปี ไม่น้อยกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ โดยจะเห็นได้ชัดเจนนับจากกลางปีนี้เป็นต้นไป ด้วยเหตุผลง่ายๆ แบบไม่ต้องเสียเวลาคิดมาก นั่นก็คือการพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาเยอะไป โดยเฉพาะเพื่อเอามาใช้ “เยียวยา” อะไรต่อมิอะไรในช่วงสถานการณ์โควิดกำลังระบาดนั่นแหละ อันถือเป็นกระบวนการ “สร้างหนี้” ให้กับตัวเอง อย่างชนิดน่าประหวั่นพรั่นพรึงเอามากๆ เฉพาะช่วงต้นปีที่แล้วในยุครัฐบาล “ทรัมป์บ้า” ก็ต้องสร้างหนี้ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ มาถึงยุครัฐบาล “ผู้เฒ่าโจ” ยังไงๆ...ย่อมหนีไม่พ้นต้อง “เพิ่มหนี้” ให้สูงกับสูงยิ่งขึ้นไปอีก ไม่ว่าเพื่อเอามาเยียวยา หรือเอามากระตุ้นใดๆ ก็แล้วแต่อันส่งผลให้มูลค่าของเงินดอลลาร์ เป็นไปในแบบที่เรียกว่า “over-valued dollar” หรือ “มูลค่าดอลลาร์ที่สูงกว่าความเป็นจริง” อะไรทำนองนั้น...

หรือพูดง่ายๆ ว่า...สิ่งที่เคยเป็น “จุดแข็ง” ในระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปัจจุบันได้กลายสภาพมาเป็น “จุดอ่อน” อย่างเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ความนิยม หรือความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพา “เงินดอลลาร์” เริ่มออกอาการ “สาละวันเตี้ยลง...เตี้ยลง” อย่างมิอาจปฏิเสธ ขณะที่ความใหญ่โตมโหฬารของ “ขนาดเศรษฐกิจ” ซึ่งเคยเป็นอันดับ 1 ของโลก มาถึงทุกวันนี้...ก็อย่างที่ศูนย์วิจัยทางเศรษฐศาสตร์และธุรกิจของอังกฤษ ที่เรียกกันย่อๆ ว่า “CEBR” (Centre for Economics and Business Research) เขาเพิ่งออกมา “ฟันธง” ไปแบบมิดด้าม เต็มด้าม เมื่อไม่กี่วันมานี้นั่นเอง ว่าหนีไม่พ้นต้องถูก “มหาอำนาจคู่แข่ง” อย่างคุณพี่จีนซึ่งออกจะมาแรงแซงโค้งเสียเหลือเกิน เบียดและบี้จนน่าตกคู ตกคลอง ไปในช่วงไม่เกินปี ค.ศ. 2028 หรืออีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้เลย...

และล่าสุด...ตาม “ข่าวล่า-มาเรือ” ว่าด้วยกรณีหน่วยงานการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า “อังค์ถัด” (UNCTAD) ได้เผยแพร่เอกสารรายงานเอาไว้เมื่อช่วงวันอาทิตย์ (24 ม.ค.) ที่ผ่านมานี่เอง สรุปเอาไว้ชัดเจนว่าท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดที่ทำให้ “เงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ” หรือ “FDI” ในโลกนี้ ลดลงไปถึง 42 เปอร์เซ็นต์ประเทศที่เคยมี “FDI” สูงสุดในโลกอย่างอเมริกา หรือเคยมีเงินลงทุนโดยตรงไหลเข้าประเทศถึง 251,000 ล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ.2019 นั้น เหลือ “FDI” อยู่เพียงแค่ 134,000 ล้านดอลาร์ในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่า...คุณพี่จีนอีกซะแร้นน์น์น์ ที่มาแรงแซงโค้งเอามากๆ อันเนื่องมาจากการ “เอาอยู่” ต่อเชื้อโควิด หรือจะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ สามารถผงาดขึ้นแซงหน้าคุณพ่ออเมริกา ด้วยกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ไหลเข้าไปในเมืองจีนถึง 163,000 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นประเทศอันดับ 1 ของโลกในเรื่องนี้ แทนที่คุณพ่ออเมริกาไปเรียบร้อยแล้ว!!!

จะด้วยเหตุทำนองนี้ หรือไม่ อย่างไร ก็แล้วแต่จะว่ากันไป...ที่ทำให้นักพยากรณ์ทางเศรษฐกิจ อย่าง “นายเจอรัลด์ เซเลนเต้” (Gerald Celente) เจ้าของนิตยสาร “Trends Journal” และผู้ก่อตั้งสถาบัน “Trends Research Institute” ซึ่งเคยสร้างความฮือฮาให้กับแวดวงเศรษฐกิจระดับโลก ด้วยคำทำนายแบบชนิดแม่นยำราวตาเห็น ถึงวิกฤตการณ์ตลาดหุ้นปี ค.ศ. 1987 การล่มสลายของสหภาพโซเวียตปี ค.ศ. 1991 การพังทลายของเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) อันมีเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นตัวขับเคลื่อน ไปจนถึงภาวะ “ฟองสบู่แตก” ในปี ค.ศ. 2001 ฯลฯ จึงได้ออกมา “ฟันธง” และ “ฟันเฟิร์ม” เอาไว้ในรายการสนทนาเศรษฐกิจกับ “นายMax Keiser” ทางโทรทัศน์รัสเซีย ทูเดย์เมื่อวัน-สองวันนี้ ประมาณว่า... “อเมริกากำลังเป็นเหมือนอังกฤษเมื่อช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และเงินดอลลาร์จะมีสภาพไม่ต่างไปจากเงินปอนด์ในช่วงนั้น อันทำให้สามารถสรุปได้ว่า แม้ว่าศตวรรษที่ 20 จะเป็นศตวรรษของอเมริกา แต่สำหรับศตวรรษที่ 21 แล้ว จะเป็นศตวรรษของจีนหรือของเอเชีย อย่างมิพึงต้องสงสัยอีกต่อไป...” นี่...เจอเข้ากับสภาพแบบนี้ คุณป้า “เจเน็ต เยลเลน” จะต้องกลายสภาพไปเป็น “เจเน็ต ดาวฉาย” หรือไม่ เพียงใด คงต้องคอยติดตามกันไปเป็นระยะๆ...




กำลังโหลดความคิดเห็น...