xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

THAI “สายการบินแห่งญาติ” Keep คนนามสกุลใหญ่ ผลักไสพนักงานเออร์ลี่รีไทร์

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


นางพงศ์อุมา ดิษยะศริน | นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -  โชว์ลีลาคิกออฟแผนฟื้นฟูการบินไทยแบบมีเรียกแขกแต่งดำประท้วงโดย “ว่าที่ดีดีบินไทย” นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เซ็นตั้งศรีภรรยาประธานบอร์ดขึ้นเป็นใหญ่เป็นโตบั่นทอนความเชื่อมั่น เกิดข้อกังขาเล่นพรรคเล่นพวก ขณะที่ขวัญกำลังใจพนักงานสั่นคลอนรับแผนเปิดเออร์ลี่รีไทร์ ลดคน หั่นต้นทุน เพื่อต่อลมหายใจยืดสภาพคล่องถึงต้นปีหน้า  

หลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้การบินไทยฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา มีความคืบหน้าชัดเจนขึ้นในส่วนของการลดคน ลดต้นทุน โดยเมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่มีการประชุม staff meeting มี นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (รักษาการดีดี) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารบริษัทฯ และพนักงานกว่า 200 คน เข้าร่วม เพื่อชี้แจงแนวทางการฟื้นฟูกิจการนั้น ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การประกาศ “โครงการผู้เสียสละ” หรือเออรี่รีไทร์

เบื้องหลังการงัดโครงการเออร์ลี่ฯ นั้นเนื่องจากบริษัทฯ มีสภาพคล่องหรือพูดง่ายๆ คือมีตังค์ในมือใช้ได้ถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2563 นี้เท่านั้น เพื่อยืดเวลาให้มีสภาพคล่องไปจนถึงเดือนเมษายนปีหน้า 2564 หรือจนกว่าแผนฟื้นฟูกิจการจะได้รับความเห็นชอบ และมีรายได้มีการหาเม็ดเงินจากการกู้ยืมใส่เงินเข้ามา จำต้องมีโครงการผู้เสียสละดังกล่าวเพื่อลดคนลดต้นทุน โดยลอตแรกเปิดรับพนักงานที่เข้าร่วมโครงการเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา แว่วว่ามีคนสนใจเข้าร่วมโครงการนี้ร่วมสองพันคน

สำหรับโครงการร่วมใจเสียสละเพื่อองค์กร แพกเกจ A เป็นโครงการร่วมใจจากองค์กร (Mutual Separation Plan : MSP A) กำหนดรับสมัครวันที่ 15-31 ตุลาคม 2563 ประกาศผล 20 พฤศจิกายน มีผลบังคับ 1 ธันวาคม 2563 ประเมินเงินตอบแทนโครงการ จำนวน 2-14.33 เดือนตามกฎหมาย บวก 1 เดือน (จ่ายทุกเดือน เริ่มต้นมกราคม 2564) ข้อดีของแพกเกจ A คือ สามารถคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายและประหยัดค่าใช้จ่ายบุคลากรในระยะยาว วางแผนการเงินได้ โดยบริษัทฯ ยังคงมีค่าใช้จ่ายรายเดือนไปอีกระยะหนึ่ง

โครงการร่วมใจเสียสละเพื่อองค์กร แพกเกจ B (Leave with out pay หรือ LWOP ระยะยาว+ MSP B) ระยะเวลาโครงการรอบ 6 เดือน ช่วงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2563-30 เมษายน 2564 ประกาศรับสมัคร 15-31 ตุลาคม 2563 เป็นการขยายเงื่อนไข Together WeCan นับอายุงานต่อเนื่อง ได้รับเงินช่วยเหลือ 20% ของเงินเดือนปัจจุบันทุกเดือน (ไม่รวมค่าตอบแทนอื่นๆ) ส่วนสิทธิประโยชน์ และสวัสดิการ เป็นไปตามที่บริษัทฯ และกองทุนประกันสังคมกำหนด ทำให้บริษัทประหยัดเงินได้ทันที พนักงานมีโอกาสตัดสินใจเข้าโครงการ MSP B โดยต้นสังกัดต้องวางแผนบุคลากรใหม่เพื่อไม่ให้กระทบการทำงานปกติ

สำหรับโครงการร่วมใจเสียสละเพื่อองค์กร MSP B : Mutual Separation Plan) รอบพิเศษ รับสมัคร 1-15 มีนาคม 2564 ประกาศผล 20 เมษายน 2564 มีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 เงื่อนไขสำหรับพนักงานที่เข้าโครงการ LWOP ระยะยาวจนสิ้นสุดโครงการแล้วเท่านั้น การอนุมัติต้องพิจารณาจากหลักเกณฑ์กลางและหลักเกณฑ์ของหน่วยงานเพื่อรักษา key person ไว้ โดยได้รับสิทธิประโยชน์ และสวัสดิการเป็นไปตามที่บริษัทฯ และกองทุนประกันสังคมกำหนด ได้รับเงินทดแทนกรณีว่างงาน โดยเงินตอบแทนโครงการจำนวน 2-14.33 เดือน ตามกฎหมาย บวก 4 เดือน (จ่ายทุกเดือน เริ่มมิถุนายน 2564) ส่วนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จ (จ่าย พฤษภาคม 2564) เงินอื่นๆ (เริ่มจ่าย มิถุนายน 2564 เป็นงวดๆ) ข้อดี บริษัทฯ จะเคยชินกับแผนการทำงานใหม่และวางแผนจัดการด้านเงินได้ ส่วนพนักงานได้ผลตอบแทนมากกว่ากฎหมาย ได้รับเงินรายเดือน ส่วนข้อเสีย บริษัทฯ ยังมีค่าใช้จ่ายรายเดือนไปอีกระยะหนึ่ง

ส่วนพนักงานในกลุ่มนักบิน บริษัทฯ จะทำการ Recurrent เพื่อให้สามารถรักษาสถานภาพใบอนุญาตการบิน

ตามที่นายชาญศิลป์ ให้สัมภาษณ์ ที่ผ่านมาพนักงานต่างช่วยกันหาช่องทางเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายต่างๆ ลง โดยในส่วนของการลดรายจ่าย พนักงานการบินไทย ประมาณ 1.7-1.8 หมื่นคน หรือประมาณ 80% ของพนักงานทั้งหมด 1.9 หมื่นคน ให้ความร่วมมือ โดยประมาณ 40-70% ร่วมลดเงินเดือน บางส่วนร่วมมือแบบหยุดงานโดยไม่รับเงินเดือน ซึ่งทำให้บริษัทมีกระแสเงินสดสามารถใช้ได้ในช่วงเดือน กันยายน – ธันวาคม 2563 แต่สภาพการบินระหว่างประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้มีรายได้หดหายจึงต้องออกแพกเกจเออร์ลี่ฯ เพื่อยืดสภาพคล่องออกไปถึงเมษายนปีหน้า

รักษาการดีดีการบินไทย ให้เหตุผลเป็นคุ้งเป็นแควว่าจำเป็นต้องลดพนักงานลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะบริษัทฯ มีรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ขณะที่อีกด้านหนึ่งที่ดูเหมือนจะสวนทางและหลงลืมคำมั่นสัญญาที่เคยว่าไว้เมื่อคราวย่างก้าวเข้ามารับงานใหญ่ที่การบินไทยว่า อย่าให้มีการเล่นพรรคเล่นพวก นามสกุลใหญ่จากไหนก็มีศักดิ์ศรีมีคุณค่าเท่ากัน

“.... อย่าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป อดีตช่างมัน ทำอะไรไม่ได้ แต่ข้างหน้า คุณอย่าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป คุณอย่าให้มีการทุจริต คุณอย่าให้มีการเล่นพรรคเล่นพวก ไม่ว่านามสกุลอะไร มาอยู่ในการบินไทย มีศักดิ์ศรี มีคุณค่าเท่ากัน มีโอกาสเท่ากัน” นายชาญศิลป์ กล่าวถึงปัญหา 15 ปีที่ผ่านมาของการบินไทย ในการประชุม staff meeting หลังเข้ามาทำงานในการบินไทยได้ 1 เดือนกับอีก 10 วัน หรือประมาณกลางเดือนสองหาคม 2563 ที่ผ่านมา

ทว่า คล้อยหลังจากนั้นอีกไม่นาน รักษาการดีดีบินไทย ก็จุดชนวนให้เกิดเรื่องเกิดราวเพราะการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารที่มีคนนามสกุลใหญ่ ทำให้สหภาพแรงงานการบินไทย (สร.กบท.) ซึ่งแต่งชุดดำถือโอกาสวันที่มีการประชุม staff meeting เมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา ยื่นหนังสือถึงนายชาญศิลป์ ขอให้พิจารณาทบทวนการแต่งตั้งโยกย้ายศรีภรรยาประธานบอร์ดจากผู้จัดการกอง (ระดับ 9) ขึ้นดำรงตำแหน่งรักษาการ ผู้อำนวยการฝ่าย (ระดับ 10) ที่เป็นเหตุให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากภายในและภายนอก และยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อการบริหารองค์กรในภาวะวิกฤตอีกด้วย

สร.กบท. ระบุเหตุผลว่า เนื่องจากการปรับโครงสร้างเพื่อลดขนาดองค์กร ปรับปรุงตำแหน่งงาน และลดจำนวนพนักงานในขั้นตอนการดำเนินงานตามแผนพื้นฟูได้ประกาศต่อสาธารณชนแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนใดๆ ที่จะต้องแต่งตั้งโยกย้ายบุคคลขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นก่อนการปรับโครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูและหารายได้ ในขณะที่บริษัทอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ ความสามัคคีระหว่างฝ่ายบริหารกับพนักงาน และระหว่างพนักงานด้วยกันเองมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้แผนการฟื้นฟูประสบความสำเร็จ

“สิ่งใดที่จะส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของพนักงานโดยรวม ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของเจ้าหนี้ และส่งผลเสียหายต่อภาพลักษณ์องค์กรคุณธรรม ไม่ควรจะเกิดขึ้นด้วยประการทั้งปวงสหภาพแรงงานการบินไทย(สร.กบก) จึงขอให้ทบทบทวนคำสั่งแต่งตั้งดังกล่าว เพื่อยุติปัญหาวิกฤติศรัทธาที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรุนแรง เพื่อความสามัดดีในองค์กร ร่วมมือกันทำให้การบินไทยกลับมาเป็นสายการบินแห่งชาติ ที่มั่นคง ยั่งยืน เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยอีกครั้ง” ข้อเรียกร้องของสหภาพฯ ที่ให้ว่าที่ดีดีบินไทย ทบทวนคำสั่งใหม่

ต้นตอการแต่งตั้งคนนามสกุลดังที่ลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่ อยู่ที่คำสั่งของนายชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการและรักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งลงนามในคำสั่ง ที่ 097/2563 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2563 แต่งตั้ง นางพงศ์อุมา ดิษยะศริน ผู้จัดการกองบริหารทรัพยากรและสนับสนุนปฏิบัติการด้านความปลอดภัยความมั่นคงและมาตรฐานการบิน (JO) ระดับ 9 ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (รักษาการ 4F) ในระดับ 10 อีกตำแหน่ง โดยในคำสั่งระบุว่า ให้รักษาการในตำแหน่งดังกล่าวไปก่อนจนกว่าคณะทำงานจะจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการจะดำเนินการตกลงโครงสร้างบริษัทแล้วเสร็จ โดยให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานใน 3 เดือน ทั้งนี้ นางพงศ์อุมา ดิษยะศริน จะเกษียณอายุในเดือนกันยายน 2564

กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ เมาท์มอยกันสนั่นบินไทยว่า ก่อนหน้านี้มีความพยายามในการแต่งตั้งนางพงศ์อุมา ดิษยะศริน ซึ่งสังกัดฝ่ายความปลอดภัย ความมั่นคงและมาตรฐานการบิน ไปเป็นผู้อำนวยการระดับ 10 สังกัดสายการพาณิชย์แล้วครั้งหนึ่ง แล้วก็ถูกวิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากเป็นการแต่งตั้งข้ามฝ่ายข้ามสายงาน ขณะที่หลักการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงในแต่ละฝ่ายนั้นจะต้องคัดสรรจากฝ่ายเดียวกันก่อน ยกเว้นสรรหาแล้วไม่มีบุคคลที่เหมาะสมจึงพิจารณาคัดสรรจากฝ่ายอื่น นางพงศ์อุมา จึงถูกกระแสต่อต้านจากทุกฝ่ายถึงความไม่เหมาะสมว่าผู้บริหารระดับสูงใช้อำนาจสั่งการเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและคนใกล้ชิด จนทำให้หยุดชะงักไปพักหนึ่ง จนกระทั่งในที่สุดมีการลงนามคำสั่งแต่งตั้งไปรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมจนได้

เสียงวิพากษ์วิจารณ์เน้นประเด็นที่ต้องไม่ลืมว่า ขณะนี้การบินไทย อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ ต้องลดภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ไม่จำเป็นจนต้องออกมาขาย “ปาท่องโก๋” ซึ่งการแต่งตั้งผู้บริหารในช่วงนี้มีผลต่อค่าใช้จ่ายและต้นทุนของการบินไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กล่าวจำเพาะนางพงศ์อุมา นอกจากการแต่งตั้งโยกย้ายข้ามสายงานมีความไม่เหมาะสมแล้ว การเลื่อนจากระดับ 9 ไปเป็นระดับ 10 นั้นมีผลต่อสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับเพิ่มขึ้นไปด้วย โดยนอกจากเงินเดือน ค่าน้ำมันรถที่เพิ่มขึ้นแล้ว จะได้รับสิทธิ์ที่นั่งชั้น 1 (เฟิสต์คลาส) ตลอดชีวิตทั้งครอบครัว ขณะที่ระดับ 9 จะได้สิทธิ์ที่นั่งชั้นธุรกิจ (Business) เท่านั้น

เรียกว่า บริษัทจะแย่อย่างไร พวกพ้องข้าต้องมาก่อนใช่หรือไม่ รู้ทั้งรู้ว่าการบินไทยมีโครงสร้างบริษัทที่มีแต่ผู้บริหารเต็มไปหมด แต่ทำงานไม่คุ้มตำแหน่ง-เงินเดือน และสิทธิพิเศษที่ได้รับ ในยามวิกฤตแทนที่จะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส รื้อโครงสร้าง จัดการรีดไขมัน กลับยังทำแบบเดิม

วงเม้าท์มอยยังเจาะลึกแบบว่ากันว่า มีความพยายามผลักดันภรรยาประธานบอร์ด มาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยมีเสียงร่ำลือกันว่า  “พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์” ขณะที่ยังเป็น ผบ.ทอ. และทำหน้าที่รองประธานบอร์ดการบินไทย ได้ใช้เส้นสายฝ่ายบริหารที่เป็นทหารอากาศในการบินไทยด้วยกัน ช่วยหาตำแหน่งที่เหมาะสมให้ภรรยาตัวเองมาตลอด แต่ยังไม่สบจังหวะ ประกอบกับมีเสียงคัดค้านจากพนักงานมาเป็นระยะ แต่แม้จะไม่ได้รับตำแหน่งที่ต้องการก็ว่ากันว่าเธอก็ได้รับการเลื่อนขั้น เสนอขึ้นเงินเดือน ได้สิทธิต่างๆ ตามมาตลอด

ที่สำคัญ ยังเมาท์กันสนั่นว่า เธอได้สิทธิพิเศษที่ไม่ต้องทำงานตามหน้าที่ เพราะมีตำแหน่งเป็นนายกสมาคมแม่บ้านกองทัพอากาศ ด้วยสามีเป็น ผบ.ทอ. มาแตะบัตรตอนเช้าแล้วก็ไป เป็นเรื่องที่ยังน่าสงสัยกันอยู่ว่าขนาดนั้นเชียวหรือ?

ขณะที่บริษัทอยู่ในระหว่างทำแผนฟื้นฟูฯ และ ฝ่ายบริหารที่เฝ้าบอกกับพนักงานให้ทำใจกับการถูก “เลย์ออฟ” ลดเงินเดือน หรือขอแรง ขอจิตอาสา ดิ้นรนทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้ทำเช่น ทอดปาท่องโก๋ขาย ฝ่ายบริหารกลับยังแต่งตั้งพวกพ้องกันกินตำแหน่ง เสวยสุขกับสิทธิประโยชน์เหมือนปกติ ใครที่ไหนจะรับได้ ?

อย่างไรก็ตาม นายชาญศิลป์ ตอบกลับต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแต่งตั้งผู้บริหารกว่า 60 คน รวมถึงนางพงศ์อุมา ดิษยะศริน ภรรยาของประธานบอร์ดการบินไทย โดยยืนยันว่า ขอให้พนักงานเข้าใจ การแต่งตั้งใครไม่ได้ดูนามสกุล การแต่งตั้งมีกรรมการระดับผู้ช่วยฯ 7 คน เข้ามาเลือกจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถที่ทำงานได้ โดยการแต่งตั้งรอบนี้ เป็นการแต่งตั้งเพื่อทดแทนผู้บริหารที่เกษียณอายุในเดือนกันยายน 2563 ที่ผ่านมา เพื่อขับเคลื่อนการทำงานของการบินไทย

สหภาพแรงงานการบินไทย (สร.กบท.) แต่งชุดดำประท้วง

ปาท่องโก๋การบินไทยที่ขายดิบขายดี
ทางด้านศรีภรรยาประธานบอร์ด สังคมก็รอฟังอยู่ว่าเธอจะออกมาอธิบายถึงความรู้ความสามารถ ผลงานที่พาให้เจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานอย่างไร แต่ทว่าเธอก็ใช้วิธีเงียบไม่ออกมาตอบโต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์

นอกจากความร้อนระอุคุๆ จากการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารเสวยสุข สวนทางกับพนักงานที่แทบไม่มีทางเลือกในชีวิต ยิ่งในภาวะวิกฤตเช่นนี้ เป็นปมร้าวระหว่างพนักงานกับว่าที่ดีดีบินไทยคนใหม่แล้ว ยังมีประเด็นที่น่าจับตาอีกปมคือ กรณีของ สายการบินไทยสมายล์ ซึ่งก่อนหน้านี้ คณะผู้จัดทำแผนบางคน เห็นว่าควรควบรวมไทยสมายล์กับการบินไทยเพื่อจะได้เลิกสภาพเตี้ยอุ้มค่อม แต่ล่าสุด บอร์ดการบินไทย เคาะว่าไม่มีแผนยุบไทยสมายล์แต่อย่างใด

โดยนายชาญศิลป์ ซึ่งนั่งควบทั้งกรรมการบริษัทและรักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด ยืนยันเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า คณะกรรมการการบินไทย (บอร์ด) ไม่มีแผนที่จะยุบสายการบินไทยสมายล์ หรือไทยสมายล์ (Thai Smile Airways) บริษัทลูกของการบินไทยที่ถือหุ้นร้อยเปอร์เซนต์ ตอนนี้ไทยสมายล์ สามารถกลับมาทำการบินได้ประมาณ 60-70% แล้ว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นหนึ่งในหน่วยสำคัญที่ช่วยสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มบริษัทในเครือการบินไทย ตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้ในการรุกตลาดเส้นทางบินในประเทศ พร้อมเปิดเส้นทางใหม่

ว่าที่ดีดีบินไทย มีความหวังกับไทยสมายล์ ว่าได้ศึกษาและเดินหน้าเปิดเส้นทางบินใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนขยายเส้นทางบินอีก 4 เส้นทางในประเทศ ภายในไตรมาส 4 /2563 นี้ เช่น สุวรรณภูมิ-น่าน, สุวรรณภูมิ-นครพนม และเส้นทางข้ามภาค นครศรีธรรมราช-เชียงใหม่, นครศรีธรรมราช-อุดรธานี จากปัจจุบันไทยสมายล์ให้บริการกว่า 37 เที่ยวบินต่อวัน ใน 11 เส้นทาง ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น อุบลราชธานี อุดรธานี หาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต นราธิวาส กระบี่ และนครศรีธรรมราช

ขณะที่ก่อนหน้านี้  นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค  กรรมการการบินไทย ที่มีหมวกใบใหญ่ในฐานะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี คีย์เมกเกอร์ตัวจริงที่เข้ามาสะสางปัญหาในการบินไทย พูดถึงอนาคตของไทยสมายล์ในแผนฟื้นฟูการบินไทยว่าคงต้องควบรวม หรือพูดง่ายๆ คือยุบทิ้ง

“ผมเห็นด้วยกับการควบรวม เพราะการบินไทยถือหุ้นในไทยสมายล์ 100% แต่ที่ผ่านมามีการแยกบริหารและแยกคณะกรรมการบริษัท ทำให้การบินไทยเข้าไปควบคุมไทยสมายล์ไม่ได้ รวมทั้งมีการนำผลขาดทุนของไทยสมายล์มาให้กับการบินไทย ดังนั้นเมื่อการบินไทยต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการจึงไม่สามารถแบกรับภาระของผู้อื่นได้” นายพีระพันธุ์ เคยกล่าวไว้ชัดเจน

 และเมื่อย้อนดูผลประกอบการไทยสมายล์แอร์เวย์งวด 6 เดือน สิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2563 มียอดขาดทุนสะสม 10,305 ล้านบาท โดยบริษัทแม่คือการบินไทย ประเมินว่าผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้มีข้อบ่งชี้ที่อาจเกิดการด้อยค่าของเงินลงทุนในไทยสมายล์แอร์เวย์ รวมทั้งคาดว่าจะได้รับคืนของเงินลงทุนต่ำกว่ามูลค่าบัญชี และได้พิจารณาตั้งค่าเผื่อด้อยค่าของเงินลงทุนทั้งจำนวน และก็อย่างที่รู้กันว่าบริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด ตั้งเมื่อ 17 ตุลาคม 2556 ทุนจดทะเบียน 1,800 ล้านบาท เริ่มทำการบินวันที่ 10 เมษายน 2557 มีผลประกอบการขาดทุนมาตลอดในช่วง 7 ปีนับจากการก่อตั้งบริษัท  


แต่ถึงแม้บอร์ดการบินไทยจะมองเห็นอนาคตของไทยสมายล์ที่เข้ามาเติมเต็มยุทธศาสตร์การเปิดเส้นทางบินภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น แต่สภาพความเป็นจริงต้องยอมรับว่ารายได้จากการบินของสายการบินทั่วโลกรวมทั้งไทยด้วยนั้นตกต่ำลงแทบจะกลายเป็นศูนย์ โดยเฉพาะเส้นทางบินระหว่างประเทศที่ต่างปิดน่านฟ้า ดังนั้น การหารายได้จากธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่การบินจึงกลายเป็นเป้าหมายใหม่ โดยการบินไทยเองเล็งปรับหน่วยธุรกิจที่มีศักยภาพทำเงิน คือ ครัวการบิน ที่จุดกระแสปาท่องโก๋ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า อีกส่วนคือฝ่ายช่างและขนส่งสินค้า (คาร์โก้)

ตามที่นางวรางคณา ลือโรจน์วงศ์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายครัวการบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า การปรับตัวของครัวการบินเป็นจุดเริ่มของหน่วยธุรกิจอื่น เช่น ฝ่ายช่าง เปิดโปรแกรมทดลองบินกับเครื่องฝึกบินจำลองเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาเพื่อหารายได้ และคาดการณ์ว่าภายใน 5 ปีนับจากนี้ ธุรกิจนอนแอร์โรว์ของบินไทย คือ ครัวการบิน ฝ่ายช่าง และขนส่งสินค้า จะเพิ่มสัดส่วนรายได้ให้องค์กรจาก 15% เพิ่มเป็น 50% ของรายได้รวม ซึ่งขณะนี้ครัวการบินทำรายได้เฉลี่ยปีละประมาณหมื่นล้านบ้าน ฝ่ายช่าง 1.5-2 หมื่นล้านบาท และคาร์โก้ ราวๆ 2 หมื่นล้านบาท

 ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ได้แต่สวดภาวนาช่วยให้การบินไทยรอดพ้นวิกฤต และกลับมาเป็นสายการบินแห่งชาติอีกครั้ง ไม่ใช่ “สายการบินแห่งญาติ” อย่างที่เป็นมาและกำลังเป็นอยู่แล้วต้องเอาเงินภาษีประชาชนไปอุ้มให้บางกลุ่มบางพวกเสวยสุข 



กำลังโหลดความคิดเห็น...