xs
xsm
sm
md
lg

“สงครามเย็น”ที่อาจกลายเป็น“สงครามร้อน”

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท



หายหน้า-หายตาไป 1 วัน...ด้วยเหตุที่ไม่ถึงกับมีอะไรมาก คือเพราะ “แก่แล้ว” นั่นเอง!!! ทั้งสมอง เรี่ยวแรง กำลังกาย กำลังใจ มันออกจะติดๆ ขัดๆ ไปตามสภาพ และเมื่อมีโอกาสย้อนกลับมาโผล่หน้า-โผล่ตากันอีกในวันนี้ คงหนีไม่พ้นต้องขออนุญาตไปว่ากันเรื่อง “สงครามเย็นยุคใหม่” อีกรอบ เพราะแม้เป็นอะไรที่ซ้ำซาก แต่นับวันมันชัก “เป็นเรื่อง-เป็นราว” หรือเผลอๆ...อาจนำไปสู่การ “เกิดเรื่อง-เกิดราว” ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ไม่แน่???

โดยเฉพาะยิ่งใกล้จังหวะ “เลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกัน” ยิ่งขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่จะเป็นเรื่อง-เป็นราว เอาเรื่อง-เอาราว จนถึงขั้นอาจเกิดเรื่อง-เกิดราว ยิ่งมีความเป็นไปได้ยิ่งขึ้นเท่านั้น เรียกว่า...ถึงขั้นสื่อทางการของจีน อย่าง “Global Times” เขาถึงกับต้องผลิตความคิด ความเห็น ออกมาเป็นข้อเขียน บทความ รวมทั้ง “บทบรรณาธิการ” ว่าด้วยความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวพันกับสิ่งที่เรียกว่า “สงครามเย็นยุคใหม่” ระหว่างจีน-อเมริกาอย่างเป็นระลอกไม่น้อยกว่า 3-4 ชิ้นด้วยกัน โดยบทความชิ้นหนึ่ง ที่เขียนโดยผู้ใช้นามว่า “Yang Shen” ถึงกับสรุปไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องเอาเลยว่า “China-US ties in extreme danger in next 3 month” หรืออีก 3 เดือนนับจากนี้...ความสัมพันธ์ระหว่างคุณพี่จีนและคุณพ่ออเมริกา จะตกอยู่ใน “ห้วงอันตราย” แบบสุดๆ ชนิดไม่เพียงแต่จะแรงขึ้นๆ แต่ยังคาดเดาแทบไม่ได้ และอาจนำไปสู่ภาวะ “ควบคุมไม่ได้” เอาเลยถึงขั้นนั้น...

คือแค่เฉพาะรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ “นายไมค์ ปอมเปโอ” ออก “เดินสาย” เรียกร้องให้ใครต่อใครหันมาต่อต้านเล่นงานจีน ในช่วงล่าสุด ก็ต้องเรียกว่า...แทบถึงขั้น “ผีไม่เผา-เงาไม่เหยียบ” กันอีกต่อไปแล้ว โดยเฉพาะคำพูด หรือสุนทรพจน์ ที่รัฐมนตรีต่างประเทศรายนี้ กล่าวไว้ในที่ประชุม ซึ่งจัดขึ้น ณ ห้องสมุดริชาร์ด นิกสัน รัฐแคลิฟอร์เนีย ช่วงวันพฤหัสฯ (23 ก.ค.) ที่ผ่านมา อันได้ระบุเอาไว้ถึงขั้นว่า... “โลกจะต้องหาทางเอาชนะทรราช(จีน)รายนี้ให้จงได้!!! เพราะแนวคิดที่มุ่งสานสัมพันธ์กับจีนแบบหลับหู-หลับตา (ยุคอดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน) ได้ประสบความล้มเหลวลงไปเรียบร้อยแล้ว และเราต้องไม่กลับไปใช้แนวทางเดิมต่อไปอีก...” นี่...เรียกว่าพอๆ กับการตัดหางปล่อยวัด หรือตัดหางหมาให้หมากิน ก็แล้วแต่จะเรียก แต่โดยสีสันบรรยากาศ มันคงแทบไม่ต่างอะไรไปจากการ “ประกาศสงคราม” อย่างไม่เป็นทางการไปแล้วนั่นเอง...

สิ่งที่เรียกว่า “สงครามเย็นยุคใหม่” ที่อุบัติขึ้นมาอย่างชัดเจน แจ่มแจ้ง ณ ห้วงเวลาขณะนี้ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจให้มากๆ เข้าไว้ ว่านอกจากมันจะผิดแผกแตกต่าง ไปจาก “สงครามเย็นยุคเก่า”เมื่อ 40-50 ปีที่แล้วแบบไหน อย่างไร? ดังที่ได้สาธยายไปบ้างแล้ว เมื่อช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา แต่ยังต้องพยายามตอบโจทย์ หรือหา “คำตอบ” เอาไว้ด้วยว่า มันจะยืดเยื้อ คาราคาซังไปอีกนานเท่าไหร่ จะสามารถ “จบ” ภายในช่วงเวลาสั้นๆ หรือช่วงหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผ่านพ้นไปแล้วหรือไม่? การเปลี่ยนอำนาจ หรือการเปลี่ยนตัวประธานาธิบดี จาก “ทรัมป์บ้า” มาเป็น “โจวิตถาร” หรือ “โจซึมเซา” จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบาย เปลี่ยนเป้าหมาย เปลี่ยนยุทธศาสตร์ของอเมริกามาก-น้อยเพียงใด???

อันนี้นี่แหละ...ที่บรรดาประเทศเล็ก ประเทศน้อย หรือประเทศใดๆ ก็ตามที่ยังคงร่วมเป็นสมาชิกของโลกใบนี้ พึงต้องใคร่ครวญหวนคิดเอาไว้ก่อนล่วงหน้า เพราะอย่างที่ว่าไว้แล้วนั่นแหละว่า “สงครามเย็นยุคใหม่” คราวนี้ ต่างไปจาก “สงครามเย็นยุคเก่า” แบบคนละเรื่อง คนละม้วน อันเนื่องมาจากทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่ได้ “ตัดขาด-แยกขาด” ออกเป็น 2 ซีก 2 ค่าย และ 2 “ตลาด” แบบยุคโลกเสรี-ตลาดเสรี ที่โลกสังคมนิยมแทบไม่มีโอกาส “เข้าถึง” ได้เลย แต่มันเป็นโลกที่ “ทุนนิยมเสรี” กับ “ทุนนิยมเผด็จการ” ต่างมี “ปฏิสัมพันธ์” ซึ่งกันและกัน แบบนัวเนีย นุงนังมาโดยตลอด ความพยายามเกลี้ยกล่อม โน้มน้าว ไปจนถึงเคี่ยวเข็ญ ข่มขู่บังคับให้ใครต่อใคร “ตัดขาด-แยกขาด” จากทุนนิยมเผด็จการ หรือจาก “ทรราช” ก็แล้วแต่จะเรียก ที่ดันมี “ขนาดทางเศรษฐกิจ” ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก แซงหน้ามหาอำนาจสูงสุดอย่างอเมริกาไปแล้วในทุกวันนี้ มันก็เลยหนีไม่พ้นต้องเป็นไปในแบบ “Cutting off ties with China is like cutting your nose off to spite your face” อย่างที่คอลัมนิสต์ชาวอังกฤษ “นายFinian Cunningham” แกว่าไว้นั่นแล คือเล่นเอา “จมูกแหว่ง” ไปเป็นประเทศๆ ไม่ว่าอังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น อินเดีย ฯลฯ ที่ทำท่าว่าจะหันมา “เอียงข้างอเมริกา” หรือทำให้โลกทุกวันนี้...คงไม่ใช่ “โลกเสรีนิยม” กับ “โลกสังคมนิยม” ตามแบบฉบับ “สงครามเย็นยุคเก่า” อีกต่อไป แต่กลายเป็น “โลกที่กำลังแตกออกเป็นค่ายโปรหัวเว่ย และค่ายแอนตี้หัวเว่ย”ดังที่เว็บไซต์ “ผู้จัดการ” ของหมู่เฮา ได้นำเอาข้อเขียน บทความ เรื่อง “World splitting into and anti-Huawei” ของ “นายScott Foster” มาถ่ายทอดไว้เมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว นั่นเอง...

พูดง่ายๆ ว่า...ยิ่ง “สงครามเย็นยุคใหม่” ยืดเยื้อ คาราคาซังออกไปเท่าไหร่ โลกทั้งโลกย่อมมีโอกาสฉิบหายวายตลิ่ง ตามไปด้วยอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้ และดูเหมือนว่า...ฝ่ายคุณพี่จีนท่านก็พอมองเห็นความยืดเยื้อ คาราคาซังที่ว่านี้ อยู่ไม่น้อยโดยดูได้จากความคิด ความเห็น ที่สะท้อนผ่านข้อเขียน บทความ ในแต่ละชิ้นของสำนักข่าว “Global Times” รวมทั้งความเห็นของบรรดานักคิด นักวิชาการ ที่สำนักข่าว “ซินหัว” เขาจัดประชุมเสวนา ด้วยการเชิญผู้เชี่ยวชาญทั้งฝ่ายจีน อเมริกา อังกฤษ อินเดีย รัสเซีย แคนาดา มาสนทนาแลกเปลี่ยนถึงแนวโน้มดังกล่าว เมื่อช่วงวันเสาร์ (25 ก.ค.) ที่ผ่านมา คือแม้ว่าโดยส่วนใหญ่ค่อนข้างเห็นพ้องต้องกันว่า แม้การเปิดฉาก “สงครามเย็นยุคใหม่” ของอเมริกาต่อจีนนั้น จะตั้งอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ของ “ทรัมป์บ้า” ล้วนๆ นั่นแหละเป็นหลัก ไม่ว่าเพื่อดิ้นรนหาทางเพิ่มคะแนนนิยมให้ตัวเองในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังใกล้เข้ามา หรือการเบี่ยงเบนความสนใจผู้คนไปจาก “ความล้มเหลว” ในการแก้ปัญหาโรคระบาด การว่างงาน และการประท้วงในสหรัฐฯ ฯลฯ แต่หลายรายยังเห็นว่า...ถึง “ทรัมป์บ้า” แพ้เลือกตั้ง และ “โจวิตถาร” ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีกันแทนที่ ก็ใช่ว่า “สงครามเย็นยุคใหม่” ระหว่างอเมริกากับจีน จะสิ้นสุดยุติลงไปก็หาไม่ ดังที่ “An Gang” ผู้เชี่ยวชาญด้านอเมริกาศึกษา จากสถาบัน “Pangoal Institute” แห่งกรุงปักกิ่งเขาสรุปไว้นั่นแหละว่า เมื่อไหร่ก็ตาม...ที่ชาวอเมริกันพบว่าค่า “เงินดอลลาร์” ของตัวเอง กำลังใกล้ถึงจุดล่มสลาย หรือ “เงินหยวน” ของจีนกำลังผงาดขึ้นมาแทนที่ รวมทั้งแนวโน้มความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของโลกกำลังเบี่ยงเบนมาสู่จีน หรือประเทศเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะในเอเชีย โอกาสที่ “สงครามเย็นยุคใหม่” อาจแปรสภาพกลายเป็น “สงครามร้อน” ย่อมเป็นไปได้เสมอๆ...

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม...การหาทางหยุดยั้ง “สงครามเย็นยุคใหม่” ไว้ซะแต่เนิ่นๆ ไม่ให้ลุกลามบานปลายเกินไปกว่านี้ จนอาจกลายเป็น “สงครามร้อน” วันใด-วันหนึ่งขึ้นมาจนได้ “บทบรรณาธิการ” ของสื่อทางการจีนอย่าง “Global Times” เขาจึงอดไม่ได้ที่ต้องนำเสนอความคิด ความเห็นไว้ในข้อเขียน ว่าด้วยเรื่อง “World today must not be hijacked by US political madmen” ที่สรุปไว้ในช่วงท้ายๆ ประมาณว่า “โลกไม่ควรถูกจี้ ถูกปล้น โดย...กลุ่มคนบ้า...เพราะโศกนาฏกรรมปี 1910 และ 1930 (ฉากสถานการณ์ก่อนช่วงสงครามโลกครั้งแรก) ไม่ควรเกิดซ้ำอีกครั้ง” นี่...ร้ายแรง รุนแรงกันไปถึงขั้นนั้น!!!




กำลังโหลดความคิดเห็น...