xs
xsm
sm
md
lg

เมื่ออเมริกาและจีน...เจอกับ “สยามไมเซชั่น”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท


พลเอกเจมส์ ซี แมคคอนวิลล์ ผบ.ทบ.สหรัฐฯ เข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
เปิดฉากสัปดาห์นี้...คงต้องย้อนกลับมาแวะแถวๆ ใกล้ๆ บ้านเรา หรือแถวๆ “ทะเลจีนใต้” กันดูสักหน่อย เพราะช่วงสัปดาห์-สองสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือช่วงใกล้ๆ กับที่ ผบ.ทบ.สหรัฐฯ “พลเอกเจมส์ ซี แมคคอนวิลล์” (James C. McConville) พยายามดิ้นรนกระเสือกกระสน เพื่อมาเยี่ยม มาเยือน “บิ๊กแดง” ผบ.ทบ.ประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮาให้จงได้ แม้ต้องสวมหน้ากาก ต้องเว้นระยะห่างกันเพียงไหนก็ตาม ห่างออกไปไม่ใกล้-ไม่ไกล คือในทะเลจีนใต้ ทั้งกองทัพอเมริกันและกองทัพจีน ต่างก็หันมาแข่งกันอวดกล้าม โชว์กล้าม ในช่วงจังหวะนั้น แบบพอดิบ พอดี...

คือกองทัพจีนนั้น...ได้จัดการ “ซ้อมรบ” ขึ้นที่บริเวณหมู่เกาะ “พาราเซล” หรือที่เขาเรียกว่า “ซีชา” (Xisha) เมื่อช่วงวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา แม้ว่ายังต้องเถียงกันไป-เถียงกันมากับเวียดนาม ว่าเป็นเกาะของใครกันแน่??? แต่ในเมื่อคุณพี่จีนท่านรวบหัว รวบหาง เอาไว้แต่แรก ว่ายังไงๆ...ต้องอยู่ใต้อำนาจอธิปไตยของจีนอยู่แล้วแน่ๆ การจัดการซ้อมรบขึ้นในพื้นที่บริเวณนี้ จึงถือเป็นเรื่อง “ไม่แปลก” สำหรับจีน แม้จะก่อให้เกิดความ “แปลกแยก” หรือความผะอืดผะอมกับเวียดนามหรือไม่ อย่างไร ก็ตามที...

แต่ที่แปลกซะยิ่งกว่าแปลก...ก็คือในจังหวะเดียวกันนี้ คุณพ่ออเมริกาที่อยู่ไกลไปไม่รู้กี่พัน กี่หมื่นโยชน์จากพื้นที่บริเวณนี้ ท่านเกิดอยากจะ “ซ้อมรบ” ในช่วง “วันชาติอเมริกา” หรือช่วงวันที่ 4 ก.ค.ขึ้นมาในแบบฉับพลัน-ทันที และสถานที่ที่ท่านอยากจะซ้อมอยากเอาไว้อวดกล้าม โชว์กล้าม ก็ดันเป็นสถานที่แถวๆ ทะเลจีนใต้ หรือแถวใกล้ๆ กับหมู่เกาะพาราเซล แบบพอดิบ พอดี ซึ่งการอวดกล้าม โชว์กล้ามคราวนี้ ต้องเรียกว่า...ออกจะจัดหนัก และจัดเต็มพอสมควร คือถึงขั้นส่ง “เรือบรรทุกเครื่องบิน” ที่ไม่ต่างอะไรไปจาก “ฐานทัพลอยน้ำ” ถึง 2 ลำด้วยกัน คือเรือบรรทุกเครื่องบิน “USS Nimitz” (CVN-68) กับเรือบรรทุกเครื่องบิน “USS Ronald Reagan” (CVN-76) พร้อมกองเรือรบติดตาม อีกเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ของกองเรือทั้งหมด มาแล่นป้วนๆ เปี้ยนๆ อยู่แถวๆ ทะเลจีนใต้ ห่างจากจุดซ้อมรบของกองทัพจีน ชนิดถ้าว่ากันตามคำพูด คำจาของ “พลเรือเอกเจมส์ เคิร์ก” (James Kirk) ผู้บัญชาการเรือ “Nimitz” ก็คือ... “เราก็เห็นเขา-เขาก็เห็นเรา” เรียกว่า...พอๆ กับดาวร้ายหนังไทย ที่นั่งรอพระเอกอยู่บริเวณหัวสะพาน แล้วฮัมเพลงขึ้นมาลอยๆว่า... “อยากจะชิมส้นตีนนัก...อยากจะชิมส้นตีนนัก” อะไรประมาณนั้น...

แถมตลอดช่วงระยะเวลา 3 วัน ไปจนถึงวันพุธที่ 8 ก.ค. เครื่องบินลาดตระเวน 5 ลำของอเมริกัน ยังบินไปโฉบไป-โฉบมาใกล้ๆ กับจังหวัด “Guangdong” ของจีน อีกทั้งเรือลาดตระเวน “EP-3E” ของสหรัฐฯ ยังแล่นฉวัดเฉวียนไป-มา ห่างฝั่งกวางตุ้งเพียงแค่ 90 กิโลเมตรเท่านั้นเอง ขณะเครื่องบินทิ้งระเบิด “B-52” ของสหรัฐฯ อุตส่าห์บินข้ามน้ำ-ข้ามทะเล จากฐานทัพในอเมริกา มาร่วมโชว์กล้าม โชว์พลังกับกองเรือบรรทุกเครื่องบินในทะเลจีนใต้อีกซะล่วย ไม่ต่างไปจาก ผบ.ทบ.สหรัฐฯ ที่พยายามดิ้นรน กระเสือกกระสน กะจะมาเยี่ยม “บิ๊กแดง” ให้จงได้นั่นเอง...

สรุปง่ายๆ ว่า...แม้ไม่ถึงขั้นคิดมาขอ “ตั้งฐานทัพ” ในประเทศไทย อย่างที่ใครต่อใครในบ้านเราอาจ “มโน” เกินไปสักหน่อย เพราะยังไงๆ...ไม่ว่าจะ “บิ๊กแดง” หรือ “บิ๊กตู่” ก็ตาม ท่านคงไม่คิดสั้น หรือไม่ “วิสั้น” ไปได้ถึงขั้นนั้น ถึงจะมีสัมพันธภาพใกล้ชิด ติดพันกับกองทัพอเมริกันมานานแสนนาน แต่การไป “ยั่วส้นตีน” คุณพี่จีน โดยไม่ได้มีเหตุมีผลใดๆ เอาเลยนั้น ประเทศที่ได้ชื่อฉายา ว่า “สยามไมเซชั่น” ในทาง “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” ชนิด “ญี่ปุ่นแพ้-แต่ไทยไม่แพ้” ตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้ว ย่อมคงไม่เผลอไปเข้าทางเท้า เข้าทางตีน ใครต่อใครเอาง่ายๆ แต่ถึงกระนั้น...ก็คงไม่จำเป็นต้องไปขัดอด ขัดใจต่อการคิดจะเบ่งกล้าม โชว์กล้าม ของคุณพ่ออเมริกาแต่อย่างใด...

เพราะความพยายามออกแรงเบ่ง ออกแรงฮึดในทางทหาร ของคุณพ่ออเมริกาคราวนี้...ต้องเรียกว่า ออกจะเป็นระบบและเป็นกิจการอยู่พอสมควร โดยถ้าฟังจากน้ำเสียงของที่ปรึกษาความมั่นคงทำเนียบขาว “นายโรเบิร์ต โอไบรเอน” (Robert O’Brien) ที่ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ “The Wall Street Journal” ไปเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ถึงขั้นที่มีความเป็นไปได้ ในอันที่จะย้ายทหารอเมริกันจากภูมิภาคตะวันออกกลาง และยุโรป (เยอรมนี) มาวางเอาไว้ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ไม่ว่าที่ฐานทัพเกาะกวม ฮาวาย ญี่ปุ่น หรือออสเตรเลีย แห่งใด-แห่งหนึ่ง เพื่อเอาไว้ข่มขวัญคุณพี่จีนกันโดยเฉพาะ...

ยิ่งเมื่อทหารจีนดันไป “เลียะพะ” ทหารอินตะระเดีย...จนเกิดเรื่อง-เกิดราวบริเวณพรมแดนไปเมื่อเร็วๆ นี้ ยิ่งกลายเป็นการเปิดช่องเปิดทาง ให้เกิดการรวมหัว-รวมตัว เกิด “พันธมิตรทางทหาร” ที่เอาไว้กดดัน ปิดล้อม หรือเผชิญหน้ากับกองทัพจีนยิ่งขึ้นไปอีก ไม่เพียงแต่เกิดการลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางทหาร ระหว่างอินเดียกับออสเตรเลีย ไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ล่าสุด...เมื่อช่วงวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลอินเดียยังได้ป่าวประกาศ ว่ามีแผนจะชวนกองทัพเรือออสเตรเลีย เข้ามาซ้อมรบร่วมประจำปี ในอ่าวเบงกอล ที่เรียกว่า “Malabar Naval Exercise” กับกองทัพเรืออินเดียอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ภายในสิ้นปีนี้ โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้น่านน้ำทั้งมวลในภูมิภาค “อินโด-แปซิฟิก” รวมทั้ง “ทะเลจีนใต้” ต้องเป็นน่านน้ำที่ “เปิดกว้าง” และ “เสรี” โดยไม่มีผู้หนึ่ง ผู้ใด ประเทศหนึ่ง ประเทศใด ที่จะมาแสดงความเป็นเจ้าข้าว-เจ้าของ อีกต่อไป...

ขณะที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น “นายชินโสะ อาเบะ” และนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย “สกอตต์ มอร์ริสัน” ที่ได้พบปะกันเมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา ก็ได้ออกมาป่าวประกาศถึงความร่วมมือ ของกลุ่มประเทศพันธมิตร “QAUD Alliance” (The Quadrilateral Security Dialogue ) อันประกอบไปด้วยอเมริกา-อินเดีย-ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ณ ห้วงเวลานับจากยุคหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส “COVID-19” อันจะส่งผลให้เกิดความจนเพิ่มขึ้น อันตรายเพิ่มขึ้น และการไม่เคารพกฎหมายเพิ่มขึ้น โดยจะต้องหาทางทำให้น่านน้ำตลอดทั่วทั้งภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ปราศจากเสียซึ่ง “การข่มขู่ บังคับ” และ “การตัดสินด้วยพลังอำนาจแต่ฝ่ายเดียว” โดยเด็ดขาด!!!

สรุปง่ายๆ ว่า...งานนี้ คุณพ่ออเมริกาท่านหวังจะงัดเอา “ไม้ตาย” หรือ “ไม้สุดท้าย” อันได้แก่ “พลังอำนาจทางทหาร” อันถือเป็น “จุดแข็ง” ที่สุดของความเป็น “จักรวรรดิอเมริกา” ออกมาสู้กับคุณพี่จีนกันโดยเฉพาะ โดยสามารถจัดตั้ง “สี่เหลี่ยมความมั่นคง” ขึ้นมาเป็นรูป เป็นร่าง ได้แล้วพอสมควร อันทำให้ประเทศเล็ก ประเทศน้อย อย่างประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา คงหนีไม่พ้นต้องไหลไป-ไหลมา หรือลื่นไป-ลื่นมา กันไปตามสภาพ แม้ว่าจะหันไปสร้าง “รถไฟฟ้า” หรือ “รถไฟความเร็วสูง” กับจีน หันไปเปิด “วัดร่องขุ่น” ให้นักท่องเที่ยวจีนมาขี้ มาเยี่ยว ได้อย่างเมามันซ์ซ์ซ์กันเพียงไรก็ตาม ฯลฯ ฯลฯ แต่การเปิดช่อง เปิดโอกาสให้ ผบ.ทบ.อเมริกัน เข้ามาเบ่งกล้าม โชว์กล้าม กันไปตามเรื่อง ตามราว ก็ไม่น่าจะผิดกติกา หรือไม่น่าจะเสียบรรยากาศใดๆ มากมายเกินไปนัก เพราะไม่ว่ามหาอำนาจ หรืออภิมหาอำนาจรายใดก็เถอะ ลองถ้าได้เจอกับ “สยามไมเซชั่น” เข้าซะอย่าง!!! หลังผ่านการเคล้าๆ เคลียๆ ไปได้สักพัก โอกาสที่จะถูกฉวยจังหวะเกาะกิน ดูดสมอง ย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ...




กำลังโหลดความคิดเห็น...