xs
xsm
sm
md
lg

บทเรียนประชาธิปไตยจากบราซิล

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท


ฌาอีร์ โบลโซนารู ประธานาธิบดีบราซิล
เปิดฉากสัปดาห์นี้...คงต้องขออนุญาตแวะไปแถวๆ ละตินอเมริกา ตามไปดูประเทศพี่เบิ้มแห่งอเมริกาใต้ อย่างแซมบ้า-บราซิลกันดูสักหน่อย เพราะหลังๆ นี้...ชักจะทำสถิติแห่งความฉิบหายวายวอด ชนิดหายใจรดต้นคอคุณพ่ออเมริกามาติดๆ คือทำเอาตัวเลขคนติดเชื้อไวรัส “COVID-19” พุ่งทะลุหลักล้าน ไปเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว ส่วนตัวเลขคนตายปาเข้าไปถึง 5 หมื่นกว่าๆ เฉพาะผู้ที่ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในวันเดียวเท่านั้น พุ่งขึ้นไปถึง 54,771 ราย เมื่อช่วงศุกร์ (19 มิ.ย.) ที่ผ่านมา...

แถมตัวเลขสถิติที่ว่านี้...ว่ากันว่าเผลอๆ อาจสูงกว่าตัวเลขที่ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการประมาณ 5 เท่า 10 เท่าเอาเลยก็ไม่แน่ หรือเผลอๆ จำนวนชาวแซมบ้าที่ติดเชื้อ อาจพุ่งไปถึง 3-10 ล้านคนก็เป็นได้ ด้วยเหตุนี้...จึงไม่ถึงกับน่าแปลกใจอะไรมากมาย ที่ตัวเลขสถิติผู้ติดเชื้อไวรัส “COVID-19” ทั่วทั้งโลกในแต่ละวัน ตามการเปิดเผยขององค์การอนามัยโลก หรือ “WHO” เลยยังเป็นอะไรที่น่าสยดสยอง น่าขนลุกขนพองอยู่พอสมควร คือยังเพิ่มขึ้นถึงวันละ 150,000 ราย เพราะแค่เอาจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อในอเมริกาเหนือ หรือในประเทศอเมริกา ภายใต้การบริหารจัดการของผู้นำประเทศ อย่าง “ทรัมป์บ้า” กับในอเมริกาใต้ อย่างบราซิล ภายใต้การบริหารจัดการของประธานาธิบดี “ฌาอีร์ โบลโซนารู” ผู้พยายามลอกแบบ ลอกสไตล์ ประธานาธิบดีอเมริกัน จนได้ชื่อ ฉายา ว่า “ทรัมป์แห่งเขตร้อน” (Tropical Trump) เฉพาะแค่ “แชมป์โรค” กับ “รองแชมป์โรค” 2 รายนี้เท่านั้น ก็น่าจะเกินครึ่ง เกินค่อนของผู้ติดเชื้อทั่วทั้งโลกเอาเลยก็ว่าได้...

แต่ที่น่าแปลกใจ และน่าคิด น่าสะกิดใจมิใช่น้อย...ก็คือประเทศที่ไม่ได้ถึงกับมีบาป มีกรรมอะไรมากมาย ไม่ได้มี “ปฐมบาป” หรือไม่ได้เหยียดเชื้อ เหยียดชาติ เหยียดสีผิว เหมือนอย่างอเมริกา ที่จำต้องชดใช้กรรมตามแบบฉบับ “ด้วยเหตุเพราะประเทศนี้มันมีกรรม-จึงได้ทรัมป์มาเป็นนายขายหน้าเอย” ดังที่อาจารย์ “ปราโมทย์ นาครทรรพ” ท่านได้รจนาเอาไว้ เพราะในจำนวนประชากรถึง 210 ล้านคนของประเทศแซมบ้านั้น แม้เป็นพวกผิวขาวถึง 47.7 เปอร์เซ็นต์ ผิวดำแค่ 7.6 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่ผสมกันไป-ผสมกันมาจนกลายเป็นลูกครึ่ง หรือลูกผสมมีอยู่ถึง 43.1 เปอร์เซ็นต์ แต่จะด้วยเหตุผลกลใดก็มิอาจทราบได้ ดันต้องมาเจอกับ “ทรัมป์แห่งเขตร้อน” จนได้ การเผชิญหน้า การรับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส “COVID-19” จึงเป็นไปในลักษณะเดียวกัน คือมีแต่ฉิบหาย...กับ...ฉิบหาย ต้องติดเชื้อกันไปเป็นล้านๆ ต้องเด๊ดสะมอเร่ อิน เดอะ เท่งทึง กันไปเป็นหมื่นๆแสนๆ อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้...

คือโดยตัวของ “นายฌาอีร์ โบลโซนารู” หรือ “Jair Messias Bolsonaro” นั้น...เอาเข้าจริงๆ แล้ว ก็ไม่ใช่นักการเมืองประเภท “ดี-เด่น-ดัง” ไม่ได้ “เก่ง” ไม่ได้ “ฉลาด” อะไรมาก่อนเลย แถมออกไปทางกระจอกงอกง่อยซะด้วยซ้ำ พรรคการเมืองที่ตัวเองสังกัดก็เป็นแค่พรรคเล็กๆ โดยตลอด 20 ปีของการอยู่ในเส้นทางการเมือง ว่ากันว่าได้เปลี่ยนพรรค ย้ายพรรคมาแล้วไม่ต่ำกว่า 9 พรรค แต่การผงาดขึ้นเป็นผู้นำประเทศยักษ์ใหญ่แห่งละตินอเมริกา อย่างบราซิล ในการเลือกตั้งปี ค.ศ. 2018 ได้นั้น อาจเป็นเพราะ “อุบัติเหตุทางการเมือง” บางอย่าง บางประการ อันทำให้ตัว “นายโบลโซนารู” เอง ถึงกับเคยถูกเรียกขานว่าเป็น “ประธานาธิบดีโดยอุบัติเหตุ” (Accidental President) ไปเลยก็มี และทำให้ประเทศบราซิลที่เคยโดดเด่นเป็นสง่ามิใช่น้อย ในช่วงก่อนหน้านั้น กลับต้องออกอาการตกต่ำระดับหัวทิ่มดิน ทำท่าว่าจะไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มีเอาง่ายๆ...

คือโดยเฉพาะในช่วงปี ค.ศ. 2003-2011 ที่นักสังคมนิยมและนักต่อสู้ด้านแรงงาน อย่าง “นายลูลา ดา ซิลวา” (Lula da Silva) ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี และทำให้ประเทศยักษ์ใหญ่แห่งอเมริกาใต้ประเทศนี้ เคยเป็นประเทศที่มีอนาคตสดใสเอามากๆ มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจแข็งแกร่ง ต่อเนื่องสม่ำเสมอ ยิ่งเมื่อมีการค้นพบแหล่งน้ำมันในชั้นเกลือใต้ดิน ที่เรียกว่า “pre-salt oil” บวกกับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติไม่ว่าด้านแร่ธาตุ อาหาร การส่งออกสินค้าการเกษตรประเภทเนื้อ ไก่ สุกร น้ำตาล น้ำส้ม กาแฟ ยาสูบ ไปจนถึงน้ำมันจากแก๊สโซฮอล์ ฯลฯ ทำให้บราซิลถูกมองเป็น “มหาอำนาจแห่งอนาคต” หรือ “Future Power” เอาเลยถึงขั้นนั้น เป็นประเทศเศรษฐกิจใหม่ที่สามารถลุกขึ้นมาท้าทายประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจกลุ่มเดิมๆ หรือเป็นประเทศในกลุ่ม “BRICS” (Brazil-Russia-India-China-South Africa) ที่มีระดับความสำคัญไม่น้อยไปกว่ามหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซีย...

แต่ด้วยเหตุเพราะดันเกิดเหตุการณ์ที่ถูกเรียกขานกันในนาม “Car Wash Corruption” อุบัติขึ้นมาอย่างไม่มีปี่-ไม่มีขลุ่ย คือเกิดการจับกุมกระบวนการฟอกเงินในปั๊มน้ำมันเล็กๆ แห่งหนึ่ง แต่ถูกสืบสาวเอาเรื่องโดยผู้พิพากษารายหนึ่งชื่อว่า “นายเซอร์จิโอ โมโร” (Sergio Moro) นักกฎหมายที่ “เมด อิน อเมริกา” โดยตรง จนเกิดความโยงใย พัวพันกับบรรดาบริษัทธุรกิจรายใหญ่ในบราซิลไม่น้อยกว่า 16 บริษัท โดยหนึ่งในจำนวนนั้น คือบริษัทรัฐวิสาหกิจที่ใหญ่ที่สุดของประเทศและใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก คือบริษัท “Petrobas” จนโยงไปถึงบรรดานักการเมืองในบราซิลนับร้อยๆ ราย หรือไม่ต่ำกว่า 232 ราย ก่อนลุกลามไปยังนักการเมืองระดับผู้นำประเทศ อย่าง “ลูลา ดา ซิลวา” จนได้ ถึงขั้นถูกพิพากษาลงโทษจำคุกกันถึง 12 ปี ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้พรรครัฐบาลอย่าง “พรรคคนงาน” (Worker’s Party) ต้องมีคะแนนนิยมตกต่ำ แม้แต่ทายาททางการเมืองของ “ลูลา ดา ซิลวา” อย่าง “นางดิลมา รุสเซฟฟ์” (Dilma Rousseff) ยังถูกการอาศัย “เทคนิคทางกฎหมาย” ถอดถอนจากตำแหน่งประธานาธิบดี “อุบัติเหตุทางการเมือง” ในบราซิล จึงเริ่มต้นขึ้นมานับตั้งแต่บัดนั้น...

พูดง่ายๆ ว่า...ภายใต้ความโกรธกริ้ว ฉิวฉุน ความไม่ไว้ใจ เชื่อใจต่อบรรดานักการเมืองในบราซิลของบรรดาปวงชนชาวบราซิลทั้งหลาย อันเนื่องมาจากกรณี “Car Wash Corruption” นี่เอง ที่ทำให้การเลือกตั้งในบราซิลนับจากนั้น หนักไปทาง “อารมณ์” มากกว่าที่จะใช้ “เหตุผล” ใดๆ ก็แล้วแต่ หรือทำให้เกิดสภาพการณ์ที่เอื้ออำนวยเอามากๆ ต่อการผงาดขึ้นมาของ “นักปั่นกระแส” อย่าง “นายโบลโซนารู” ที่นอกจากจะสุดสวิงริงโก้ หรือ “สุดโต่ง” เอามากๆ ในทาง “ขวาจัด” แต่ยังพยายามหันไป “ซบอเมริกา” “ซบซีไอเอ” รวมทั้ง “ซบอิสราเอล” ฯลฯ อย่างเป็นระบบและเป็นกิจการ พร้อมที่จะประกาศตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามกับประเทศใดๆ ก็ตาม ที่สร้างความเปรี้ยวเท้าให้คุณพ่ออเมริกา ไม่ว่าคิวบา อิหร่าน เวเนซุเอลา ฯลฯ แถมยังพร้อมย้ายสถานทูตบราซิลจากกรุงเทลอาวีฟไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ตามความปรารถนาของพวกยิวไซออนิสต์ซะอีกด้วย อันแทบจะเป็นด้านตรงกันข้ามกับท่าทีของรัฐบาลก่อนๆ แบบชนิด “พลิกหน้ามือเป็นหลังตีน” เอาเลยก็ว่าได้...

การผงาดขึ้นเป็นประธานาธิบดีบราซิลของ “นายโบลโซนารู”...จึงกลายเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าเวทีการเมืองในอเมริกาใต้ เปลี่ยนดุลอำนาจของประเทศเศรษฐกิจใหม่อย่าง “BRICS” ให้ต้องติดๆ ขัดๆ ไม่ลื่นไหลเหมือนเท่าที่เคยเป็นมา แถมยังกลายเป็นส่วนหนึ่งและส่วนสำคัญในการ “กวาดสวนหลังบ้าน” ของอเมริกาอีกด้วยต่างหาก แต่ด้วยเหตุเพราะมุ่งแต่จะ “ตามก้นอเมริกา” มุ่งจะเป็น “ทรัมป์แห่งเขตร้อน” แบบไม่คิดบันยะบันยังเอาเลยแม้แต่น้อย ชนิดพร้อมคว้าเอายารักษาโรคมาลาเรียมากรอกปากใครต่อใคร อย่างที่ผู้นำอเมริกาแนะนำ มาถึงทุกวันนี้...บรรดาชาวแซมบ้าทั้งหลาย ที่ดันหันไปใช้ “อารมณ์” มากกว่า “เหตุผล” ในการเลือกตั้งผู้นำประเทศตัวเอง เลยต้องกลายเป็น “ผู้รับกรรม” ต้องติดเชื้อกันเป็นล้านๆ ต้องตายไปแล้วเป็นหมื่นๆ แสนๆ อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้ ไปด้วยประการละฉะนี้ นิทานเรื่องนี้จึงสอนให้รู้ว่า... “Democracy is not a matter of sentiment, but of fore-sight. Any system that not take the long run into account will burn itself out in the short run.” หรือ “ประชาธิปไตยมิใช่เรื่องของอารมณ์ แต่เป็นเรื่องของการมองการณ์ไกล ระบบอะไรก็ตามที่ไม่คำนึงถึงการณ์ไกล ย่อมเผาไหม้ตัวเองไปภายในระยะเวลาอันใกล้” นั่นแล...


กำลังโหลดความคิดเห็น