xs
xsm
sm
md
lg

ชะตาประยุทธ์ในปลักน้ำเน่า

เผยแพร่:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ



เห็นสภาพในพรรคพลังประชารัฐแล้วอนาถใจ ไม่ใช่เพราะชอบพรรคการเมืองพรรคนี้ และไม่ใช่พรรคที่ลงคะแนนเลือกตั้งให้ด้วย แต่พรรคนี้เป็นพรรคที่เป็นแกนหลักของรัฐบาลที่กำลังปกครองประเทศ และเข้าไปใช้อำนาจแทนเรา ฉะนั้นจะไม่สนใจไยดีกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในพรรคนี้ไปเสียก็คงไม่ได้

คนในพรรคย่อมต้องรู้ว่า พรรคการเมืองพรรคนี้นั้นเกิดขึ้นมาเพื่อให้คณะรัฐประหารเข้ามาสืบทอดอำนาจ พูดและรับรู้กันอยู่ในพรรคแล้วว่า รัฐธรรมนูญเขียนขึ้นมาเพื่อพวกเรา

นั่นเท่ากับรับรู้ว่า หลักการความชอบธรรมและกติกานั้นถูกบิดเบี้ยวเพื่อให้พรรคพลังประชารัฐได้ประโยชน์ในการเข้าสู่อำนาจ แม้จะอ้างว่าต้องทำอย่างนั้นเพื่อรักษาระบอบของประเทศ เพื่อรักษาระบอบอำนาจนิยมไว้ในภาวะเปลี่ยนผ่านที่แหลมคมของบ้านเมือง ที่หวาดหวั่นต่อการก่อตัวขึ้นของพวกหวังจะเปลี่ยนแปลงระบอบที่ปรากฏตัวฉายชัดขึ้นมาในรอบหลายปีมานี้

เราอาจจะพอยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ถ้าวิธีบิดเบี้ยวแต่เห็นว่าเป้าหมายนั้นก็เพื่อชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญ เพราะในโลกนี้หลายครั้งการได้อำนาจรัฐมาก็ด้วยการก่ออาชญากรรมต่อความชั่วร้าย เพียงแต่ว่า เมื่อได้อำนาจรัฐมาแล้วได้ใช้อำนาจรัฐอย่างไรนั่นต่างหาก

แต่สิ่งที่เราเห็นก็คือ ในระยะไม่กี่ปีมานี้ ระบบยุติธรรมถูกตั้งคำถามอย่างมาก การบังคับใช้กฎหมายถูกตั้งคำถามถึงบรรทัดฐาน การใช้อำนาจรัฐถูกใช้เพื่อประโยชน์ให้กับพวกพ้องมาก ภายใต้อำนาจรัฐมีผู้สถาปนาตัวเป็นก็อดฟาเธอร์ที่เปิดบ้านให้คนวิ่งเข้ามาหาส่งส่วยพินอบพิเทา เพื่อจะเอาตำแหน่ง เพื่อจะเอางานภาครัฐ ไม่ได้สำเหนียกเลยว่า ประเทศกำลังอยู่ในภาวะของความแตกแยกคับขันของคนอีกกลุ่มที่มองเห็นระบอบที่ดำรงอยู่ว่าเน่าเฟะและต้องการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ

กลายเป็นว่าแทนที่จะรักษาบ้านเมืองเอาไว้ กลายเป็นการช่วยกันสุมไฟเผาบ้านเสียเอง แทนที่จะสร้างความดีเพื่อเพิ่มคุณค่าและความศรัทธาให้สูงขึ้นกลับช่วยกันทำลายซ้ำเติม

ไม่ได้คิดเลยหรือว่า เมื่ออำนาจรัฐอยู่ในมือก็ควรจะใช้อำนาจเพื่อให้เห็นว่าระบอบที่ดำรงอยู่นั้นยังมีความดีงาม มีธรรมาภิบาล มีความยุติธรรม มีความเสมอภาคเท่าเทียมที่ควรค่าแก่คนในชาติจะหวงแหนและปกปักรักษาระบอบเดิมเอาไว้

แต่กลายเป็นว่า คนในพรรคพลังประชารัฐที่ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้น กลับเหิมเกริมหลงระเริงสร้างปัญหาแย่งชิงชามข้าวกันอย่างน่าอเนจอนาถ และส.ส.ในพรรคหลายคนแสดงพฤติกรรมอย่างน่าระอาออกมาให้ปรากฏอย่างไม่เกรงใจสาธารณชนแม้แต่น้อย

คนที่กำลังแย่งชิงชามข้าวในพรรคพลังประชารัฐไม่รู้กันเลยหรือว่า ภารกิจของลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นนอกจากต้องบริหารชาติบ้านเมืองในภาวะความแตกแยกและต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงท้าทายที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า โดยอีกฝ่ายมีความมุ่งหวังจะเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์หลักของชาติไปเป็นอื่น

แทนที่จะทำตัวเป็นกำลังหลักเพื่อให้ชาติเดินหน้าไปได้อย่างมั่นคง สมาชิกพรรคพลังประชารัฐกลับตอกย้ำความเอือมระอาให้เห็นปัญหาจากระบอบเดิมหนักยิ่งขึ้น และกลายเป็นการสร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองใช้เป็นหอกมาทิ่มแทงเสียเอง

แน่นอนว่า ปัญหาของพรรคพลังประชารัฐนั้นเป็นเพราะการก่อตัวของพรรคการเมืองพรรคนี้นั้น ไม่ใช่การรวมตัวของคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันเพื่อช่วยกันรักษาบ้านเมืองเอาไว้ แต่เป็นการกวาดต้อนนักการเมืองร้อยพ่อพันแม่ที่มีอุดมการณ์แตกต่างกันเอาไว้เพียงเพื่อให้พรรคมี ส.ส.เพียงพอที่จะตั้งรัฐบาลได้ เพราะแม้จะมี 250 ส.ว.รอยกมือในสภาอยู่แล้ว ก็ต้องได้ ส.ส.มากพอที่จะเป็นพรรคแกนนำให้ได้

สัญชาตญาณของนักการเมืองนั้นเมื่อใครตั้งตัวเป็นหัวหน้าฝูงได้ สิ่งแรกที่ปรารถนาก็คืออำนาจที่เพิ่มขึ้น จาก ส.ส.ก็อยากจะเป็นรัฐมนตรี ทำทุกอย่างเพื่อต่อรองแย่งชิงให้ได้มาซึ่งอำนาจ โดยไม่สนใจความรู้ความสามารถและศักยภาพของตัวเอง

ไม่รู้เหมือนกันว่า คนที่ออกมาชุมนุมเพื่อต่อต้านการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลทำลายหลักคุณธรรม หลักนิติรัฐของรัฐบาลก่อนที่ถูกโค่นล้มลงไป เพราะบ้านเมืองกำลังกลายเป็นมิคสัญญีจากการที่คนไทยแบ่งฝ่ายจะฆ่ากันนั้น มองเห็นและรับรู้สภาพที่เกิดขึ้นในพรรครัฐบาลอย่างไร และตอบคำถามตัวเองได้ไหมว่า นี่คือรัฐบาลที่เราออกมาเรียกร้องหรือปรารถนา

ถามว่าเราจะยอมหลับตาเสียข้างหนึ่งเพราะนี่เป็นพรรคการเมืองที่เราสนับสนุน ทั้งที่เห็นแล้วว่าวิถีทางที่พรรคนี้นำพานั้น ไม่อาจก่อศรัทธาให้กับระบอบและสถาบันของชาติที่เราออกมาปกปักปกป้อง หรือจะลุกขึ้นมาเตือนว่า นี่ไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนต่อสู้เรียกร้องมาด้วยหยาดเหงื่อและชีวิตเพื่อขัดขวางการเปลี่ยนแปลงชาติบ้านเมืองไปสู่ระบอบอื่น

หรือว่าหน้าที่ของประชาชนในทางการเมืองนั้น ก็เหมือนที่ฝ่ายอ้างตัวเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตยบอกว่า เรามีสิทธิแค่ออกไปเลือกตั้ง ถ้ารัฐบาลไม่ดีหรือ ส.ส.ที่เราเลือกมาไม่ดีถึงเวลาก็ไปเลือกตั้งคนอื่นเท่านั้นเอง

แต่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นคืออำนาจของประชาชน ไม่ใช่อำนาจเพียงไม่กี่นาทีในคูหาเลือกตั้งแล้วยกชาติบ้านเมืองให้ไปบริหารตามใจปรารถนา เราจึงต้องลุกขึ้นมาขับไล่รัฐบาลที่ใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลแม้จะมาจากการเลือกตั้งก็ตาม

ดังนั้นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ การเลือกปฏิบัติของผู้มีอำนาจรัฐ ตลอดจนมาถึงการแย่งชิงอำนาจกันในพรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นพรรคแกนนำของรัฐบาลนั้น นอกจากทำลายศรัทธาของคนที่คาดหวังจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแล้ว ยังตอกย้ำให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว ไม่ว่าใครเข้ามามีอำนาจ ก็จะเปลี่ยนแปลงไปจนมีพฤติกรรมที่ไม่แตกต่างกัน

คำถามว่า ลุงตู่มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในพรรคหรือไม่ เห็นแต่จำใจต้องปล่อยให้เป็นไปอย่าจำยอมจมอยู่บนปลักเน่าๆ เพราะมีพันธนาการอื่นมันอุกอั่งจนไม่สามารถจะเข้าไปแก้ไขเยียวยาได้ ทั้งที่จริงแล้วลุงตู่น่าจะรับรู้อยู่แล้วว่า ภารกิจที่อยู่ในมือนั้นไม่ใช่เพียงเพื่อจะรักษาอำนาจตัวเองเอาไว้ แต่ต้องประสานเชื่อมรอยต่อแห่งความแตกแยกคับแค้นใจของคนในชาติและความเห็นต่างของคนต่างยุคให้ลงตัวให้ได้ โดยมีเดิมพันที่จะรักษาสถาบันของชาติเป็นสำคัญ

ทำอย่างไรไม่ให้บ้านเมืองกลับมาเกิดสงครามบนท้องถนนอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงสิบกว่าปีนี้ขึ้นมาอีก

ภารกิจของลุงตู่เป็นภารกิจที่ยากมาก แต่นักการเมืองนั้นเขาไม่สนใจว่า บ้านเมืองจะเป็นไปอย่างไร ถึงเวลาเขาก็หันเหไปหาน้ำบ่อหน้าเพื่อสูบฉีดเลี้ยงชีพจากอุดมการณ์อีกขั้วหนึ่งก็มาพินอบพิเทาอุดมการณ์อีกขั้วหนึ่งได้ ยิ่งนักการเมืองร้อยพ่อพันแม่ในพรรคพลังประชารัฐด้วยแล้ว ก็ยิ่งยากที่จะหลอมอุดมการณ์เข้าไว้ด้วยกัน

บางทีเห็นแล้วก็ต้องทำใจและรอคอยการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นในอนาคต แน่นอนว่า ประชาชนนั่นแหละที่จะตัดสินชะตากรรมของชาติบ้านเมืองว่าจะดำเนินไปในทิศทางใด ความรุนแรงหรือสันติ โลกในวันข้างหน้าจะดีกว่าเก่าหรือย่ำแย่ลงกว่าเก่าก็เป็นสิ่งที่คนในชาติจะต้องรับผิดชอบร่วมกันอยู่ดี

และไม่ว่าประชาชนจะต่อสู้เอาชีวิตเป็นเดิมพันกันอย่างไร สุดท้ายก็กลายเป็นเหยื่อนักการเมืองที่โหยหาอำนาจอยู่ดี

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan
กำลังโหลดความคิดเห็น...