xs
xsm
sm
md
lg

ผมหายใจไม่ออก

เผยแพร่:   โดย: นพ นรนารถ



โดย ดร.เสรี พงศ์พิศ

“ผมหายใจไม่ออก” (I can’t breathe) คำพูดของจอร์จ ฟลอยด์ คนผิวดำที่ถูกตำรวจจับนอนคว่ำบนพื้น เอาเข่ากดที่คอจนหมดลมหายใจ ได้กลายเป็นแฮชแท็กที่ปลุกเร้าการต่อต้านการเหยียดผิวอย่างทรงพลัง มีการเดินขบวนประท้วงไปทั่วโลก ไม่กลัวแม้แต่โควิด

ความจริงคนจำนวนมาก “ถูกกดขี่” จน “หายใจไม่ออก” ตายไปไม่รู้กี่แสนกี่ล้านคนแล้วในประวัติศาสตร์มนุษยชาติจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน สีผิวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเหตุผลของ “การกดขี่” มีเหตุผลอื่นๆ อันเป็นที่มาของการทำให้คน “หายใจไม่ออก” อยู่อย่างลำบากยากแค้นและทุกข์ทรมานจนตาย

เหยียดผิวและเผ่าพันธุ์

แม้เลิกทาสไปกว่า 150 ปี อเมริกายังมีปัญหาการเหยียดผิวเรื่อยมา จนมาร์ติน ลูเธอร์ คิง นำขบวนรณรงค์ต่อต้านการเหยียดผิวเมื่อ 50 กว่าปีก่อน ร่วมด้วยแรงกดดันจากประชาชนและทั่วโลก ทำให้สหรัฐอเมริกาต้องแก้ไขกฎหมายแบ่งแยกและเหยียดผิว แต่ก็สังเวยชีวิตของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ไปอีกคน

การเหยียดผิวในสหรัฐฯ ไม่ได้มีแต่กับคนผิวดำ แต่คนผิวสีและเผ่าพันธุ์อื่นก็มีปัญหาด้วย คนผิวดำมีจำนวน 42 ล้านคน 12% ของประชากร ละติน 46 ล้านคน หรือ 14% คนเอเชีย 20 ล้านคน หรือ 6% ของประชากรอเมริกัน 330 ล้านคน คนผิวสีที่ไม่ใช่ผิวขาวรวมกันประมาณ 120 ล้านคน

นายบารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของสหรัฐอเมริกาบอกว่า “การเหยียดผิวเป็นบาปกำเนิดของอเมริกา” (Racism is the US original sin ในศาสนาคริสต์ บาปกำเนิด คือ บาปของอาดัมและอีฟ มนุษย์คู่แรกที่ติดตัวมนุษย์ทุกคนมาจนถึงทุกวันนี้)

การเหยียดผิวมีทุกประเทศ ที่เป็นเรื่องราวใหญ่โตในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยก็คือแอฟริกาใต้ ที่คนผิวขาวจำนวนน้อยที่มาตั้งรกรากตั้งแต่ยุคอาณานิคมกลายเป็นผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม กดขี่ข่มเหงคนส่วนใหญ่ที่เป็นคนผิวดำที่อยู่บ้านเขามาเป็นพันปี จึงได้มีเนลสัน แมนเดลา ผู้นำผิวดำ ผู้ใช้ทุกวิถีทางเพื่อปลดแอกแอฟริกาใต้จากการครอบงำของคนผิวขาว และทำสำเร็จเมื่อ 20 กว่าปีที่ผ่านมา และได้เป็นประธานาธิบดีในเวลาต่อมา ได้รับการยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลก

เหยียดทางศาสนา

ศาสนาคริสต์ได้ก้าวข้ามสีผิว “ทุกคนเป็นบุตรของพระเจ้าเท่าเทียมกัน” คนผิวดำผิวสีจึงได้รับศีลล้างบาป (baptism) เป็นคริสต์ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม พุทธศาสนาแพร่ไปทั่วโลกโดยไม่มีการแบ่งแยกสีผิว

แม้ไม่มีการเหยียดผิว แต่ดูเหมือนว่าศาสนาต่างๆ สร้างหลุมพรางให้ตนเอง มีการ “เหยียดศาสนาอื่น” ถือว่าของตนเที่ยงแท้ เหนือกว่า จึงรังเกียจศาสนาอื่น ไปแต่งงานด้วยไม่ได้ ไปร่วมพิธีกรรมทางศาสนาด้วยไม่ได้ เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นถือว่าเป็นการทรยศ จนกระทั่งมีการรบราฆ่าฟันกันในนามของศาสนา ไปจนถึงพวกคลั่งศาสนา นำมาเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองเพื่อสนับสนุนความรุนแรงอย่างกรณี IS

แม้วันนี้ศาสนาต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปมาก แต่บางศาสนาก็ยังเคร่งครัดไม่น้อย เห็นเป็นข่าวอยู่เนืองๆ ยิ่งเป็นยุคโซเซียลมีเดียเรื่องราวการ “กดขี่เพราะศาสนา” ก็ปรากฏในสื่อไปอย่างรวดเร็ว

เหยียดทางการเมือง

นาซีเยอรมันใช้การเหยียดเผ่าพันธุ์เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้ชาวยิวเป็นเหยื่อถูกฆ่าตายระหว่างฮิตเลอร์มีอำนาจประมาณ 6 ล้านคน ยังมีคนเยอรมันและชาติอื่นที่ตายไปใต้คำสั่งของนาซีเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่าง คนเพศที่สาม อาชญากร นักโทษอีก 5 ล้านคน

วันนี้เชื้อร้ายยังไม่หมด แม้จะมีกฎหมายที่ต่อต้านความรุนแรงที่มาจากการเมือง แต่เยอรมนียังมีขบวนการนาซีใหม่ มีพรรคการเมืองขวาจัด ที่สร้างปัญหาไม่รู้จบ และดูเหมือนว่า ขบวนการและพรรคการเมืองนี้จะเติบโตขึ้นทุกวัน พรรคขวาจัดมี ส.ส.ในสภา 89 คน จาก 598 คน และเป็นฝ่ายค้านหอกข้างแคร่ให้รัฐบาลผสมของนางอังเกลา แมร์เคิลตลอดมามีผู้นำทางการเมืองบางคนถูกฆาตกรรมเมื่อปีที่แล้ว ยังกรณีอื่นๆ ที่ตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีหลักฐานว่าเป็นฝีมือของขบวนการนาซีใหม่ พวกขวาจัด ซึ่งกำจัดเท่าไรก็คงไม่หมดไปจากแผ่นดินเยอรมนี ที่ได้เพาะเชื้อร้ายไว้นานนับร้อยปี

การเมืองขวาจัดยังมีให้เห็นในประเทศต่างๆ ในยุโรป อเมริกาเหนือใต้หลายประเทศ บางกรณีเป็นนาซีใหม่ ขวาจัดและรุนแรง หลายกรณีปะปนอยู่ในพรรคการเมืองต่างๆ อย่างที่อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส เป็นต้น

ขณะที่หลายประเทศในแอฟริกา เอเชีย ละตินอเมริกา ก็ยังใช้อำนาจเผด็จการจัดการคู่แข่งหรือคนคิดต่างทางการเมือง ยังปกครองด้วยอำนาจเผด็จการ ขวาจัดรุนแรงในนามประชาธิปไตย แม้ในยุโรปก็ยังมีประเทศอย่างเบลารุส อดีตสมาชิกสหภาพโซเวียตที่มีประธานาธิบดีคนเดียวมากว่า 25 ปี เผด็จการย้อนยุคยิ่งกว่าในระบอบคอมมิวนิสต์เดิมหลายประเทศในอเมริกาใต้อย่าง บราซิล อาร์เจนตินา กว่าจะเปลี่ยนผ่านมาเป็นประชาธิปไตยก็อยู่ใต้เผด็จการมาหลายสิบปี คนหายคนตายด้วยน้ำมือทหารที่ครองอำนาจไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนคน

ความแตกต่างทางแนวคิดหรืออุดมการณ์ทางการเมืองมาชัดเจนแบ่งขั้วกันไม่กี่ร้อยปีมานี้ เมื่อมี “ทุนนิยม-เสรีนิยม” ฝ่ายหนึ่ง กับ “สังคมนิยม-คอมมิวนิสต์” อีกฝ่ายหนึ่ง แต่ก็มีแนว “กลาง” ที่ผสมระหว่างทั้งสองขั้ว ฝ่ายเสรีนิยมที่ผสมสังคมนิยม อย่างหลายประเทศในยุโรป และฝ่ายสังคมนิยมที่ผสมเสรีนิยมทุนนิยม อย่างกรณีจีนที่ใช้ระบบลูกผสมที่เรียกกันว่า “เศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม” (socialist market economy) มีเวียดนามที่เดินตามและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

ฮิตเลอร์ไม่ได้อ้างผิวขาวเท่านั้นแต่อ้างชาติพันธุ์ ความเป็นอารยันที่เหนือกว่า เป็น “ซูเปอร์แมน” ในควาหมายของนิทเช่ นักปรัชญาเยอรมัน ที่ถือกันว่าเป็นประกาศ (prophet) ของนาซี บวกกับบทบาทการกอบกู้เศรษฐกิจของฮิตเลอร์เองที่ทำได้ดี ทำให้ในยุควิกฤตเศรษฐกิจอันใหญ่หลวงทั้งโลก ฮิตเลอร์ทำให้คนเยอรมันมีงานทำ มีอาหารกิน ไม่อดอยากเหมือนหลายประเทศ สร้างถนนเอาโตบาร์น (มอเตอร์เวย์) หลายพันกิโลเมตร ใช้แรงงานคนมากที่สุด สร้างงานสร้างรายได้ให้ประชาชนอย่างทั่วถึง

เมื่อคนไม่อดอยาก ก็ย่อมฟังเสียงท่านผู้นำ ที่มีวิธีการแยบยลในการยึดอำนาจทางการเมือง เขามาจากการเลือกตั้ง แต่กลายเป็นเผด็จการทางรัฐสภา ออกกฎหมายจนกลายเป็นการผูกขาดอำนาจ พรรคเดียวไม่มีฝ่ายค้าน เป็นเผด็จการในคราบประชาธิปไตย

ฮิตเลอร์จึงเป็นตัวอย่างของ “อำนาจนำ” (hegemony ในความหมายของกรัมชี) ที่ครอบงำทำให้คนเชื่อและเดินตามโดยไม่โต้แย้งหรือขัดขวาง ซึ่งก็มีให้เห็นในประเทศต่างๆ ในรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่ก็มีแก่นอันเดียวกันนี้

การเมืองที่เป็นประชาธิปไตยปลอมๆ อาศัยอำนาจนิยม ที่สืบทอดกันมานมนานพร้อมกับระบบอุปถัมภ์ที่ถูกฝังอยู่ในระบบโครงสร้างและสายเลือด ทำให้คนยอมสยบต่ออำนาจทางการเมือง กราบไหว้คนมีอำนาจ คนมีเงิน รังเกียจและดูถูกคนจน คนต่างชาติ ต่างเผ่าพันธุ์

สังคมสายรุ้ง

ความคิดคำนึงถึงจอร์จ ฟลอยด์ เหยื่อความรุนแรงจากการเหยียดผิว ให้ได้แต่ฝันถึงสายรุ้งบนฟ้าหลังฝนที่มี 7 สี คือ แดง แสด เหลือง เขียว น้ำเงิน คราม ม่วง เมื่อแสงส่องเข้าไปในหยาดฝน ละอองน้ำที่ค้างฟ้าก็ทอออกมาเป็นสายรุ้งสวยงาม สายรุ้งจึงเป็นสัญลักษณ์ของความหวังในวัฒนธรรมต่างๆ

ในยามปกติ เราเห็นแสงเป็นสีเดียว ให้ชีวิต ให้พลังงาน ยิ่งเมื่อรวมกันเข้าก็ยิ่งแรง กลายเป็นแสงเลเซอร์ก็ได้ สามารถสร้างสรรค์และทำลายได้ เหมือนคนเรา ถ้ารวมพลังกันเมื่อไร ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้

ความจริง มนุษย์ทุกคนสามารถก้าวข้ามความแตกต่างทางสีผิว เผ่าพันธุ์ ศาสนา แนวคิดทางการเมืองและเรื่องต่างๆ ได้ เข้าสู่อุตระภาวะ ข้ามเขตแดนขวางกั้น โดยไม่ต้องมีภาวะจิตและสมาธิสูงส่งก็ได้ ความหลากหลายของสีผิวและความคิดต่างไม่ควรจะเป็นความอ่อนด้อย ปัญหาหรืออุปสรรค แต่เป็นจุดแข็งและโอกาสการผนึกพลังเพื่อการพัฒนาบ้านเมือง

ทุกศาสนาสอนให้รักและมีเมตตาต่อผู้อื่น เคารพและให้เกียรติกัน โดยไม่แบ่งแยกสถานภาพหรือความแตกต่างใดๆ ถ้าศาสนิก หรือแม้ไม่มีศาสนา มีจิตใจเปิดกว้าง ไม่รังเกียจคนที่มีความคิด ความเชื่อศรัทธาแตกต่างจากตน สังคมก็จะอยู่ร่วมกันด้วยสามัคคีธรรมและความสุข


กำลังโหลดความคิดเห็น...