xs
xsm
sm
md
lg

ล้วงเงินค้างท่อ สปสช. โดย พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาใช้แก้ปัญหาโควิด-19 ให้ประชาชนและโรงพยาบาล

เผยแพร่:   โดย: ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
อาจารย์ประจำสาขาวิชา Business Analytics and Intelligence
และ Actuarial Science and Risk Management
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
อนุกรรมาธิการติดตามการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข วุฒิสภา


เงินค้างท่ออันเป็นเบี้ยหัวแหลกไม่ได้ผลในการส่งเสริมและป้องกันโรคแต่อย่างใดและมีค้างมานานต้องมีการกระทุ้งออกมาเป็นคราวๆ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ผู้ดูแลบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค (ซึ่งก็ไม่ได้รักษาได้ทุกโรคจริง) จึงพยายามคายเงินหรือกระตุ้นให้องค์กรปกครองท้องถิ่นใช้เงินดังกล่าว

หลักฐานที่ว่ามีเงินค้างท่ออยู่จริง สามารถอ่านได้จากบทความ เงินค้างท่อคือปัญหาเก่าที่ไม่ได้รับการแก้ไขโดย สปสช. ซึ่งนายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ อดีตประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา ในปัจจุบันได้ศึกษาและผลักดันให้แก้ไขประเด็นปัญหานี้มาโดยตลอด โปรดอ่านได้จากบทความ “นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์” ย้ำ“งบสาธารณสุข” มีปัญหา บีบสปสช.ปล่อยเงินค้างท่อ 17,000 ล้าน อุ้มรพ.ขาดสภาพคล่อง ลงพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ 13 ตุลาคม 2011 ดังนี้ https://thaipublica.org/2011/10/health-budget-problems/ และบทความ ปลัด มท.ตั้งคณะทำงานแก้ "งบสุขภาพท้องถิ่น" ค้างท่อกว่า 7,000 ล.บาท http://manager.co.th/QOL/detail/9600000021716

ปัญหาเงินค้างท่อของ สปสช. นี้ยังคงมีอยู่จนปัจจุบัน โปรดอ่านได้จาก เงินค้างท่อในวันนี้มีอยู่มากแค่ไหน?

กทม.พร้อมปล่อยงบ “กองทุนบัตรทอง” ส่งเสริมสุขภาพคนกรุง หลังค้างท่อนาน 3 ปี 1.7 พันล.
เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2563 https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_2017107
เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจที่ในเหตุการณ์มหาโรคระบาดโควิด-19 ในครั้งนี้ องค์กรตระกูล ส เช่น สปสช. กับ สสส. อาจจะมีบทบาทไม่มากนักในการแก้ไขปัญหา เพราะบทบาทเด่นอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข มดงานตัวจริง และทีมอาจารย์อาวุโสในโรงเรียนแพทย์ ดังที่ผมได้ตั้งข้อสังเกตว่าบทบาทของสสส. ในเหตุการณ์วิกฤติครั้งนี้ค่อนข้างล่าช้าและไม่ทันเหตุการณ์เลย โปรดอ่านได้จาก ในวิกฤตโควิด-19 ... สสส. หายไปไหน? https://mgronline.com/daily/detail/9630000028213 และบทความ แนวหลัง ตระกูล ส. เผยแพร่วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ.2563 https://www.matichonweekly.com/column/article_295564

อันที่จริงแล้ว การตั้งกองทุนในกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพราะใน พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2545 มาตรา 38 ระบุว่าต้องมีได้เพียงกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพียงกองทุนเดียว ต้องไม่มีกองทุนย่อย เจตนารมณ์คงเพื่อให้เกิดการแบ่งสรรปันส่วนเงินและทรัพยากรได้สะดวกขึ้น และทำให้เกิด risk sharing หรือ risk pooling และผันเงินไปใช้ในการแก้ปัญหาในคราจำเป็น ได้ง่าย จะได้ไม่มีเงินค้างท่อ

แต่ สปสช. ก็ยังฝืนทำผิดกฎหมาย การตั้งกองทุนย่อยของสปสช. นั้นผิดกฎหมาย และสร้างปัญหากับระบบสาธารณสุขมาโดยตลอด เป็นการจัดสรรเงินที่ไม่ตรงกับปัญหาและสภาพความเป็นจริง นอกจากนี้ปัญหาหนึ่งก็คือปัญหาเงินค้างท่อ ทำให้เกิดการใช้เงินไม่ได้ผล ใช้เงินไม่หมด และเนื่องจากเป็นองค์การมหาชนที่มีพระราชบัญญัติเป็นของตัวเอง ทำให้ไม่ต้องส่งเงินคืนกระทรวงการคลังด้วย ตามพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มีกำหนดไว้ ตามมาตรา 39 ว่า “เงินและทรัพย์สินที่เป็นของกองทุนไม่ต้องนําส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้ของแผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ” ดังนั้นเท่าที่ทราบในอดีตเคยมีเงินค้างท่อรวมกันเป็นเงินหลายพันล้านจนเกือบหมื่นล้านบาท และต้องมีการทะลวงท่อเป็นพัก ๆ เงินถึงถูกนำออกมาใช้และเกิดประโยชน์กับประชาชน

ที่มาของเงินค้างท่อดังกล่าว เกิดจากการที่ สปสช. ที่มีนั้นเขียนไว้บนหน้าเว็บไซต์ของดังนี้

กองทุนดังกล่าวต้องบริหารโดยคณะกรรมการร่วมจาก อปท. ผู้แทนชุมชน ภาคประชาชน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ นพ.ประทีปกล่าวว่ากองทุนนี้ให้ อปท.เป็น “พระเอก” ในการดำเนินการ โดย สปสช.ควบคุมเพียงเรื่องกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง กองทุนครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง คนพิการ และคนที่มีอาชีพเสี่ยง เช่น เกษตรกรที่ใช้สารเคมี นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมป้องกันโรค ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ และการสร้างสภาพแวดล้อมและสังคมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดีของประชาชน ทั้งหมดนี้เพื่อเสริมระบบสาธารณสุขใหญ่ที่กระจุกตัวในโรงพยาบาล โดยมองว่าจะใช้โรงพยาบาลเป็นแนวรับโรคภัยไข้เจ็บอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีการทำงานเชิงรุกโดยท้องถิ่นในพื้นที่เพื่อทำให้ประชาชนมีสุขภาพดี

ผมโทรศัพท์ไปไหว้วานผู้บริหาร สปสช. ที่รักความเป็นธรรมและความถูกต้อง ให้ดาวน์โหลดข้อมูลเงินค้างท่อมาให้ผมดูรายละเอียด ทำให้พบว่า สามกองทุนย่อยมีเงินค้างท่อรวมกันประมาณ หกพันสี่ร้อยล้านบาท




เร็วๆ นี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่ารัฐบาลอาจจะไม่มีเงินพอที่จ่ายเยียวยาประชาชน ต้องรีบกู้เงิน และทุกกระทรวงถูกเรียกงบประมาณที่ไม่ได้ใช้กลับมา แต่กองทุนย่อยของ สปสช. ไม่ได้โดนเรียกกลับ เพราะเป็นองค์การมหาชน มี พ.ร.บ. เป็นของตนเอง

แต่โดยอำนาจตามกฎหมาย พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้กล่าวไว้ในการประกาศ พ.ร.ก. ว่า

ตามที่มีประกาศสถานการณ์ ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร อาศัยอำนาจตามมาตรา 7 พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้บรรดาอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงตามกฎหมาย หรือที่เป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย หรือที่มีอยู่ตามกฎหมาย โอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการอนุญาตอนุมัติ สั่งการ บังคับบัญชา หรือช่วยในการป้องกัน แก้ไข ปราบปราม ระงับยับยั้งในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือฟื้นฟูหรือช่วยเหลือประชาชน ทั้งนี้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ถูกครอบคลุมในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้วย

นอกจากนี้ ประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์เพื่อสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินงานและบริหารจัดการ ระบบหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ พ.ศ.2561 ข้อ 10 ระบุว่าเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพตามข้อ ๗ วรรคหนึ่ง ให้ใช้จ่ายเพื่อสนับสนุน และส่งเสริมเป็นค่าใช้จ่ายตามแผนงาน โครงการ หรือกิจกรรม ที่คณะกรรมการกองทุนอนุมัติ ดังต่อไปนี้ (5) เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมกรณีเกิดโรคระบาดหรือภัยพิบัติในพื้นที่ ในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาสาธารณสุขได้ตามความจำเป็น เหมาะสม และทันต่อสถานการณ์ได้

ดังนั้นเงินค้างท่อของกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กองทุนสุขภาพตำบล) นี้ เป็นกิจกรรมหลักที่นำเงินงบประมาณไปใช้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลประชาชนผู้มีสิทธิที่เจ็บป่วยแต่อย่างใด ถือเป็นกิจกรรม/โครงการที่ไม่เร่งด่วน สามารถรอได้ มีความชอบธรรมที่สามารถนำเงินค้างท่อจากกองทุนฯนี้ไปใช้กับสถานการณ์การแพร่กระจายโรค COVID-19 ตามประกาศ ข้อ10 (5) และพรก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

เช่นเดียวกันกับ กองทุนผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง เป็นงบประมาณที่ใช้ในกิจกรรมต่างๆ ดังนี้คัดกรองและประเมินผู้สูงอายุ จัดทำแผนการดูแลรายบุคคล (Care Plan: CP) (ตามแนบท้ายประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์เพื่อสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินงานและบริหารจัดการ ระบบหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ พ.ศ. 2561) ซึ่งงบประมาณไปใช้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลประชาชนผู้มีสิทธิที่เจ็บป่วยแต่อย่างใด แต่เป็นกิจกรรมที่นำเงินไปจ่ายผ่านให้ อปท.เพื่อไปจัดสรรจ่ายเป็นค่าตอบแทนให้หน่วยงานหรือบุคคลที่สมัครเข้าเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ซึ่งโครงการที่ไม่เร่งด่วน สามารถรอได้ มีความชอบธรรมที่สามารถนำเงินค้างท่อจากกองทุนฯนี้ไปใช้กับสถานการณ์การแพร่กระจายโรค COVID-19 เช่นกัน

รัฐบาลยังสามารถล้วงเงินค้างท่อมาใช้ตามประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2555 เรื่องหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนฯในกรณีฉุกเฉิน กรณีเกิดโรคระบาดหรือภัยพิบัติ ข้อ 1 ซึ่งให้นำเงินเหลือจ่ายมาใช้ได้ในการแก้ไขปัญหาโรคระบาดหรือภัยพิบัติ ได้ในทันที

ดังนั้นโดยอำนาจตามกฎหมายทั้ง พรก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตลอดจนประกาศตามพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จำนวนมาก ก็ให้อำนาจในการนำเงินค้างท่อมาใช้แก้ปัญหาสำหรับโรงพยาบาลและประชาชนในวิกฤติโรคระบาดทั้งสิ้น

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกุล ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ควรเร่งดำเนินการล้วงท่อนำเงินค้างท่อของกองทุนย่อยในกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ทำผิดกฎหมาย มาใช้ในเกิดประโยชน์แก่โรงพยาบาลและประชาชนในมหาโรคระบาดโควิด-19 อย่างรวดเร็วที่สุด และควรแก้ไข พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มาตรา 39 ให้เป็นดังนี้

“เงินและทรัพย์สินที่เป็นของกองทุนต้องนําส่งกระทรวงการคลัง ถือเป็นรายได้ของแผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ”

เพื่อแก้ไขปัญหาเงินค้างท่อ และแก้ปัญหาการตั้งกองทุนย่อยผิดกฎหมาย ของ สปสช. อย่างยั่งยืน ตลอดไป


กำลังโหลดความคิดเห็น...