xs
xsm
sm
md
lg

ความจริงที่ซ่อนอยู่หลังจ่าคลั่ง

เผยแพร่:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ



ภายใต้ความคลุ้มคลั่ง ควันปืน โศกนาฏกรรม และความตายของหลายชีวิต นำความโศกเศร้าและฝันร้ายมาสู่ครอบครัวผู้สูญเสียและคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่เพียงน้ำตาของนายทหารใหญ่ซึ่งอยู่บนยอดสุดของโครงสร้าง

ภายใต้ทหารที่เปลี่ยนตัวเองเป็นอาชญากรรมในทันทีที่ลั่นไกฆ่าผู้บริสุทธิ์ ก็เปิดโฉมหน้าขบวนการหากินในค่ายทหาร ระบบบังคับบัญชาที่ไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และค่าของคนที่ไม่เท่ากัน

ภายใต้การแสดงออกถึงท่าทีอันเริงร่า ไม่ยี่หระหลังลั่นไกฆ่าคนจำนวนมากที่สะท้อนผ่านโซเชียล มีเดีย มันก็สะท้อนดาบสองคมของการใช้เครื่องมือสื่อสารที่ใครต่อใครก็เป็นสื่อได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบผลเสียผลกระทบที่ถ่ายทอดออกมา และมันไม่ได้เพิ่งสะท้อนด้านมืดออกมาจากเหตุการณ์นี้ แต่มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งทั้งจากสื่อมืออาชีพและสื่อประชาชนทั่วไป

สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนด้านลบของเทคโนโลยีที่ทะลุขีดจำกัดที่กลายเป็นอาวุธของสังคมในยุคนี้ว่ามันรุนแรงพอๆ กับอาวุธสงคราม และเมื่อบวกกับความเหลวแหลกเน่าเฟอะของโครงสร้างที่ซ้อนทับกันอยู่ในสังคมไทยมันก็เลยกลายเป็นความหายนะ

คำถามว่า ขบวนการหากินในค่ายทหารนั้น มันไม่เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปของผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นหรือ คำตอบคือไม่มีทาง เพราะผู้บังคับบัญชาล้วนแล้วแต่ผ่านการเติบโตมาลำดับชั้น มองเห็นและรับรู้ถ่ายทอดกันมารุ่นต่อรุ่น โดยหมายมั่นว่าวินัยและอำนาจบังคับบัญชาของทหารนั้น มันจะซ่อนทุกอย่างให้สงบราบคาบแม้จะมีคลื่นอยู่ใต้น้ำก็ตาม

แล้ววันหนึ่งคลื่นใต้น้ำที่ครืนครั่นอยู่เบื้องล่างก็ปะทุออกมาเหนือผิวน้ำจนยากจะรับมือยับยั้งได้

หลังความรุนแรงคลี่ผ่าน น่าสนใจว่าผู้มีอำนาจจะเพียงเข้าไปกวาดเศษฝุ่นของความหายนะเอาไว้ใต้พรมหรือกำจัดมันให้หมดไป เมื่อผู้มีอำนาจรับออกมาเต็มปากเต็มคำว่า รับรู้เรื่องหากินในกองทัพแบบนี้มานานแล้ว และใครเล่าควรจะถูกตำหนิ ใครเล่าจะรับผิดชอบ ผมเชื่อว่า ไม่มีใครตำหนิกองทัพหรอก แต่เขาตำหนิผู้บังคับบัญชาที่ปล่อยปละละเลยนั่นแหละ

กี่ครั้งแล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นเราบอกว่าจะไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก แต่แล้วต่อมามันก็เกิดขึ้นอีก อย่ามั่นใจเลยว่า ความรุนแรงแบบนี้มันจะไม่เกิดขึ้นซ้ำ

แล้วยังมีคำถามมาถึงระบบความปลอดภัยภายใต้ความไว้วางใจของหน่วยงานที่เราคิดว่า รัฐเลี้ยงดูเพื่อให้รักษาความมั่นคงและปลอดภัย ระบบการจัดเก็บอาวุธในคลังแสงที่อยู่ภายในค่ายทหาร มันมีระบบแค่ทหารยามคนหนึ่งเฝ้ารักษา ใช้กุญแจคล้อง และประตูเบาบางที่ขับรถพุ่งชนก็สามารถเข้าไปขนอาวุธออกมาได้โดยง่ายเช่นนั้นหรือ

ฟังผู้บังคับบัญชาแถลงใต้คราบน้ำตาว่า มาตรการต่อไปแต่ละหน่วยต้องติดกล้องซีซีทีวี ด้านหน้าคลังเก็บอาวุธและกระสุนปืน แถมยังยอมรับว่าหลายหน่วยอาจมีมาตรฐานไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชา แต่กองทัพบกเน้นย้ำมาทุกยุคทุกสมัย อ้าวฟังสิครับว่า ที่ผ่านมาก็รับรู้ถึงความบกพร่องของผู้บังคับบัญชา และมาตรการต่อไปก็คือการล้อมคอกเช่นนั้นหรือ

แล้วทำไมในค่ายซึ่งกว้างใหญ่ ไม่ใช่ขนอาวุธออกมาแล้วจะผ่านประตูสู่ถนนใหญ่ออกมาทันที ทำไมเปิดโอกาสให้ทหารคลั่งขับรถออกมาได้โดยง่าย อย่าบอกว่าเพราะทหารคลั่งมีปืนมีอาวุธร้ายแรง เพราะทหารก็ถูกฝึกมาให้รับมือกับการต่อสู้ด้วยอาวุธอยู่แล้วไม่ใช่หรือ

ผมก็พอเข้าใจนะครับว่า ทุกคนก็ห่วงกลัวรักชีวิต แต่คนธรรมดานั้นต่างกับทหารที่ถูกฝึกให้ป้องภัยร้ายที่ทำลายความมั่นคง ถ้าอยู่ในสมรภูมิสงครามยิ่งจะต้องพบกับความน่าสะพรึงกว่านี้ไหม

คำถามที่ตามมาก็คือ ถ้าเกิดมีคนเป็นกลุ่มคณะเข้าไปกระทำอย่างอุกอาจเพื่อก่อการร้ายมันจะทำอย่างไร เข้าไปขนอาวุธสงครามออกมาจากค่ายทหาร ขนาดคนคนเดียวยังสูญเสียขนาดนี้ ถ้ามันมาเป็นกองกำลังจะไม่สูญเสียมากไปกว่านี้หรือ

แล้วเหตุเกิดตั้งแต่บ่ายสามจากบ้านก่อเหตุมาถึงค่ายมีระยะทาง 3 กิโลเมตร ก่อเหตุแล้วยังขับรถเข้ามาในค่ายได้ จากค่ายถึงจุดปะทะแรกที่วัดป่าศรัทธารวมมีระยะประมาณ 5 กิโลเมตรกว่าๆ ซึ่งเริ่มปะทะกับสายตรวจตำรวจแล้ว ถึงขั้นตอนนั้นการรายงานสถานการณ์น่าจะไปไกลแล้วไหม และรู้ว่าทหารคลั่งมีอาวุธสงครามครบมือ ยังปล่อยให้เดินทางไปถึงห้างสรรพสินค้าที่มีระยะทางอีกกว่า 5 กิโลเมตรได้ มันสะท้อนอะไร

แล้วไม่ใช่ทหารคลั่งเดินทางไปแบบเงียบ ยังเดินทางไป ไลฟ์เฟซบุ๊กไปด้วย เชื่อไหมว่า ระยะทางที่ทหารคลั่งเดินทางนั้น ผ่านกองบัญชาการตำรวจภาค 3 กองบังคับการตำรวจนครราชสีมา

มันทำให้เห็นว่า ตำรวจในจังหวัดไม่มีศักยภาพพอที่จะรับมือกับเหตุร้ายแบบนี้ แม้ว่าคนร้ายจะมีอาวุธสงคราม แต่ก่อเหตุโดยลำพัง มันก็ยิ่งต้องหาคำตอบที่ถามไว้ข้างบนว่า ถ้าเกิดเหตุกองกำลังหรือมีคนก่อเหตุจำนวนมาก เราจะรับมืออย่างไร แล้วชีวิตประชาชนจะฝากความหวังไว้ได้ไหม ทำไมไม่มีการออกมาสกัด ป้องกันตั้งแต่การเริ่มปะทะกันจุดแรก

เรามีความพร้อมในการช่วยเหลือคนออกมาในสถานการณ์แบบนี้ไหม ประเทศนี้มีกำลังพอจะรับมือกับเหตุการณ์แบบนี้ไหม มีหน่วยงานที่ถูกฝึกมาให้รับมือแบบนี้ไหม ถ้ามันเกิดขึ้นในจังหวัดต่างๆ ขึ้นมาอีก

เพราะเท่าที่ติดตามต่างคนที่ติดอยู่ในห้างสรรพสินค้า ต่างหนีตายเอาตัวรอดกันตามลำพัง อย่างเก่งก็ได้ รปภ.ในห้างช่วยนำทาง หรือดิ้นรนหาทางเอาชีวิตรอดกันเอง ผมคิดว่า โชคดีนะครับที่เป็นห้างสรรพสินค้าซึ่งอาคารส่วนใหญ่ออกแบบให้มีทางออกได้หลายทาง ถ้าเป็นอาคารสำนักงานป่านนี้จะเป็นอย่างไรลองหลับตานึกภาพดู

เชื่อไหมครับว่า ทหารคลั่งยิงคนมาตลอดทาง ถึงห้างไปยิงถังแก๊สระเบิด แล้วยังขึ้นไปกินอาหารที่ฟู้ดคอร์ทชั้น 4

ผมต้องการฉายภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อสะท้อนว่า นอกจากความคลั่งของมนุษย์คนหนึ่งแล้ว มันมีความเน่าเฟะขององค์กรและระบบที่ซ้อนทับกันอยู่ด้วย และเชื่อว่ามันจะไม่ถูกแก้ปัญหา นอกจากล้อมคอกเอาไว้ในช่วงขณะแล้วความทรงจำต่างๆ ก็จะเลือนหายไปตามกาลเวลา

อย่าคิดอย่าเชื่อว่า เกิดบทเรียนครั้งนี้และเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นมาอีก เหตุการณ์สลดหดหู่แบบนี้มันจะเกิดขึ้นได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าระบบและความเน่าเฟะไม่ถูกแก้ไข และเราจะโทษเพียงผู้ก่อเหตุไม่ได้ แต่มันต้องโทษทั้งระบบและชี้นิ้วไปยังผู้บังคับบัญชานั่นแหละที่ปล่อยให้ขบวนการผิดปกติมันเกิดขึ้นจนเกิดความรุนแรงปะทุออกมา

ได้ยินบางคนบอกว่า ถ้าโกรธระบบถูกกดดันบีบคั้นก็ไม่มีสิทธิ์มาฆ่าบุคคลอื่น คำพูดนี้ไม่ผิดหรอกมันเป็นตรรกะที่ถูกต้อง แต่มันใช้ไม่ได้กับคนที่คลุ้มคลั่งไร้ทางออก แน่นอนว่า คนที่กระทำสมควรถูกประณามไม่ใช่วีรบุรุษ แต่เราต้องเอาพฤติกรรมความชั่วร้ายที่สะท้อนออกมานี้ กลับไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้นตอของมันเพื่อไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาอีก

ขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บทุกท่าน ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยกันอย่างเต็มกำลัง ทั้งเจ้าหน้าที่ แพทย์ พยาบาล ตำรวจ ทหาร อาสาสมัคร ฯลฯ และขอสดุดีทหารตำรวจทุกรายที่สละชีวิตเพื่อระงับเหตุร้ายและออกมาช่วยกันยับยั้งเหตุสะเทือนใจในการฆาตกรรมหมู่โดยคนคนเดียวกันมากที่สุดที่เคยมีประเทศนี้มา

ขอให้น้ำตาความสูญเสียเป็นบทเรียนที่เราจะช่วยกันสร้างประเทศ และสังคมที่ดี เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมแบบนี้ขึ้นมาอีก


ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...