xs
xsm
sm
md
lg

หนังที่ควรหามาดูซะแต่เนิ่นๆ

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท



ไหนๆ เมื่อวันวาน...ลองฉีกกรอบไปว่ากันในเรื่อง “กีฬา” เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศให้มันดูเบาๆ สบายๆ ขึ้นมามั่ง ปิดฉากสัปดาห์นี้เลยคงต้องขออนุญาตไปว่าถึงเรื่อง “หนัง” ดูสักหน่อย ส่วนจะเบา-ไม่เบา สบาย-ไม่สบาย ก็ลองอ่านดูเอาเองก็แล้วกัน คือเป็นหนังประเภท “สารคดี” ที่ออกฉายมาตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว หรือช่วงปี ค.ศ. 2017 ระหว่างเทศกาลหนัง “Sundance Film Festival” ของพวกผู้สร้าง ผู้กำกับ หนังประเภทอิสระทั้งหลาย และบ้านเราก็เคยมีผู้คิดจะเอามาฉาย มาเผยแพร่ ในงาน “Amnesty Thailand” เมื่อช่วงปีที่แล้ว แต่ก็โดน “สันติบาล” ท่านขอร้องไม่ให้ฉาย ด้วยเหตุเพราะอาจก่อให้เกิดความกระทบกระเทือนต่อสัมพันธภาพไทย-จีน อะไรทำนองนั้น...

แน่ล่ะว่า...หนังที่ทำให้สันติบาลท่านอดคิดไม่ได้ว่า อาจก่อให้เกิดความกระทบกระเทือนต่อสัมพันธภาพไทย-จีน ย่อมหนีไม่พ้นหนังที่เกี่ยวข้องกับ “กุมารจีนฮ่องกง” อย่างคุณน้อง “โจชัว หว่อง” นั่นเอง นั่นคือหนังสารคดีเรื่อง “Joshua-Teenager vs Superpower” หรือการปะทะกันระหว่างนักประท้วงในดินแดนฮ่องกงอย่าง “โจชัว หว่อง” กับอภิมหาอำนาจอย่างรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ ที่มีค่ายหนังรุ่นใหม่อย่าง “Netflix” นำมาเผยแพร่ให้สามารถหาดูได้ใน “เว็บไซต์” ต่างๆ ทุกวันนี้ หนังเรื่องนี้สร้างและเขียนบทโดยฝีมือของผู้กำกับหนังชาวอเมริกัน ผู้มีนามกรว่า “Joseph Michael Piscatella” ที่อาจต้องถือเป็นนักโฆษณาชวนเชื่อระดับมือวางของบรรดา “สื่อตะวันตก” เคยเริ่มต้นฝึกงานกับ “นายTed Koppel” พิธีกรชาวอเมริกันเชื้อสายยิวที่โด่งดังมาจากรายการ “Nightline” ของโทรทัศน์ “ABC” ผู้มีสัมพันธภาพใกล้ชิดกับนักการเมืองอเมริกันระดับ “เฮนรี่ คิสซิงเจอร์” หรือ “นายอเล็กซานเดอร์ เฮก” โน่นเลย เมื่อปีกกล้าขาแข็งขึ้นมา ก็หันมาทำหนังสารคดีของตัวเองหลายต่อหลายเรื่อง เช่นเรื่อง “Chicago Girl” สารคดีชีวิตของนักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวซีเรีย ที่อพยพมาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่ยังเด็กๆ และกลายเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจุดชนวนการประท้วง อันกลายมาเป็น “สงครามกลางเมือง” ในซีเรีย ในท้ายที่สุด ฯลฯ...

สารคดีเรื่อง “Joshua-Teenager vs Superpower” ของ “นายJoe Piscatella” เรื่องนี้...จึงหนีไม่พ้นที่ต้องออกไปทางยุแยงตะแคงรั่ว มุ่งยกย่อง เชิดชูกุมารฮ่องกงอย่าง “โจชัว หว่อง” ไปพร้อมๆ กับมุ่งกระตุ้นให้เกิดการลุกฮือ ต่อต้านรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่อยู่แล้วแน่ๆ แต่แม้จะเป็นหนังที่ออกไปทาง “โปรปะกันดา” แบบทั้งแท่ง ทั้งด้าม แต่โดยรายละเอียดของเนื้อหา ที่ไปหยิบเอาชีวิตและบทบาทความเคลื่อนไหวทางการเมืองของกุมารฮ่องกงรายนี้ ตั้งแต่ขณะที่มีอายุเพียงแค่ 14 ปีเท่านั้นเอง ก็พอช่วยให้เกิดความ “เข้าถึง-เข้าใจ” ต่อฉากเหตุการณ์การประท้วง ลุกฮือ การ “จุดไฟในนาคร” ในฮ่องกงทุกวันนี้ ที่ยังหาข้อยุติแทบไม่ได้ ว่ามันมี “กระบวนการ” ความเป็นมา-เป็นไปในลักษณะไหน ได้บ้างไม่มากก็น้อย...

คือด้วยการโดดลงมาเล่นบทผู้นำนักเรียน นักศึกษา ที่ไม่พอใจต่อ “แผนปฏิรูปศึกษา” ในเกาะฮ่องกง ที่มุ่งจะสร้างความรักชาติ ความกลมกลืนระหว่าง “ความเป็นคนจีน” ในแผ่นดินใหญ่และเกาะฮ่องกง ให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันให้จงได้ ความรู้สึกของเด็กวัยรุ่นอายุแค่ 14 ปี ที่เพิ่งแค่หย่านมไม่นานสักเท่าไหร่ อย่าง “โจชัว หว่อง” ซึ่งคิดว่าตัวเองเป็น “คนฮ่องกง” ไม่ใช่ “คนจีนแผ่นดินใหญ่” หรือเป็นผู้ที่มีลักษณะออกไปทาง “บรูซ ลี” แบบชนิด “ครึ่งจีน-ครึ่งฝรั่ง” อะไรประมาณนั้น จึงมองแผนปฏิรูปศึกษาดังกล่าว ในลักษณะไม่ต่างอะไรไปจากความพยายาม “ล้างสมอง” ของพวกคอมมิวนิสต์ไปเลยถึงขั้นนั้น การเริ่มต้นต่อสู้และต่อต้าน ด้วยการจัดตั้งองค์กรนักเรียน นักศึกษา ที่เรียกๆ กันในนาม “สกอลาริซึม” (Scholarism) จึงอุบัติขึ้นมาตั้งแต่บัดนั้น หรือตั้งแต่ครั้งที่ผู้บริหารเกาะฮ่องกง ยังเป็น “นายซีวาย เหลียง” (CY Leung) ไม่ใช่ “นางแคร์รี่ แลม” (Carrie Lam) เหมือนอย่างทุกวันนี้ หรือตั้งแต่ครั้งประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ยังไม่ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำจีน เอาเลยก็ว่าได้...

ด้วยความสดใส บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา รวมทั้งความอึด ความทนของ “โจชัว หว่อง” ที่ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเป็น “ฮีโร่” ในหมู่พวกเด็กๆ ทั้งหลาย แต่ยังก่อให้เกิดความประทับใจต่อบรรดาชาวฮ่องกง รวมทั้งบรรดาผู้ที่คิดจะ “ใช้เด็กเป็นเครื่องมือ” ไม่ว่าประเภทอาจารย์มหาวิทยาลัย หรือนักการเมือง ที่ได้เริ่มนำเอาความสำเร็จจากการประท้วงต่อต้าน “แผนปฏิรูปศึกษา” หรือ “แผนการศึกษาแห่งชาติ” ไปยกระดับจนกลายเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตย หรือเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยเสรีในเกาะฮ่องกงขึ้นมาจนได้ อันนำไปสู่ “การปฏิวัติร่ม” หรือการ “ออคคิวพาย ฮ่องกง” ที่สามารถเรียกระดมมวลชนได้นับเป็นหมื่นๆ แสนๆ และแม้การเรียกร้องดังกล่าวจะประสบความล้มเหลวลงไปแล้วก็ตาม แต่ก็ทำให้กระบวนการต่อต้านรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์ การดิ้นรนออกจากระบอบการปกครองแบบ “หนึ่งประเทศ-สองระบบ” จึงถูกเพาะเชื้อ ฝังรากเอาไว้อย่างชนิดลงลึกเอามากๆ...

ยิ่งมีความพยายามที่จะใช้กรรมวิธีแบบ “ลับ-ลวง-ครางง์ง์ง์” ในการเล่นงานกลุ่มผู้ต่อต้านไปเป็นช่วง เป็นระยะ ยิ่งทำให้เกิด “จินตนาการแห่งความกลัว” เกิดความรู้สึกว่ารัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์เป็นผี เป็นปีศาจ ที่มุ่งใช้ “อำนาจ” เล่นงานชาวฮ่องกงผู้เห็นต่าง หรือไม่เห็นด้วยอย่างเป็นระบบ เกิดข่าวลือเรื่องการลักพาตัวบรรดาผู้นำ ผู้ต่อต้าน ในแต่ละระดับ และนั่นเอง...ที่น่าจะเป็นตัวที่ทำให้การจุดชนวนต่อต้าน “กฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน” ของ “นางแคร์รี่ แลม” ถึงเกิดการบานปลาย ปลายบาน กลายมาเป็นการรื้อฟื้นการปฏิวัติร่ม หรือการออคคิวพาย ฮ่องกง ให้หวนคืนกลับคืนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ก่อให้เกิดความปวดเศียรเวียนเกล้า ชนิดแทบอ้วกแตก อ้วกแตน ต่อบรรดาผู้บริหารเกาะฮ่องกง ไปจนถึงรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ จนตราบเท่าทุกวันนี้...

ความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสาแบบเด็กๆ ที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาท่ามกลางการประท้วงครั้งแล้ว ครั้งเล่า ระดับลากยาวไม่รู้กี่ปีต่อกี่ปี มันจึงค่อยๆ ถูกยกระดับให้กลายเป็นความก้าวร้าว รุนแรง ที่น่าขนลุก ขนพองยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ชนิดไม่ว่า “ความมีเหตุ-มีผล” ใดๆ ก็คง “เอาไม่อยู่” อีกต่อไปแล้ว แม้แต่ “ความเป็นจีน” ในแบบ “ครึ่งจีน-ครึ่งฝรั่ง” ก็ชักเริ่มเอียงไปทางฝรั่งยิ่งขึ้นทุกที ถึงขั้นพร้อมออกมาโบกธงชาติอเมริกัน ธงชาติอังกฤษ ร้องเพลงสรรเสริญพระราชินี เพลงชาติอเมริกัน ชนิดสนั่นหวั่นไหว ยิ่งได้รับการเชียร์ การส่งเสริม ยกย่อง เชิดชู ให้เป็น “ฮีโร่” เป็น “เดวิดผู้ฆ่าโกไลแอท” ของบรรดาสื่อตะวันตกทั้งหลายด้วยแล้ว การปะทะกันระหว่างบรรดา “Teenager” กับ “Superpower” ในเกาะฮ่องกง มันจึงหามุมจบ หาข้อยุติยังไม่เจอ จนตราบเท่าทุกวันนี้...

แม้เป็นหนังสารคดีที่ออกไปทางโฆษณาชวนเชื่อ...แต่หนังเรื่อง “Joshua-Teenager vs Superpower” เรื่องนี้ ก็น่าจะหามาดูเพื่อใช้เป็นบทเรียน เป็นอุทาหรณ์สอนใจได้พอสมควรเหมือนกัน โดยเฉพาะการสะท้อนให้เห็นถึง “จุดอ่อน” บางประการของ “รัฐบาลจีน” ที่อาจประเมินความเป็นเด็ก หรือประเมินอิทธิพลการแทรกแซงจากตะวันตกออกจะต่ำไปหน่อย การปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างได้ถูก “เพาะเชื้อ” เอาไว้อย่างต่อเนื่องยาวนาน กรรมวิธีในการจัดการกับ “ปัญหา” มันเลยเหลือ “ทางเลือก” น้อยลงไปทุกที โดยเฉพาะทางเลือกที่อาศัย “การเมือง” เป็นตัวนำ เหลือแต่อาจต้องอาศัย “การทหาร” หรือ “กำลัง” เท่านั้น ที่อาจพอทำให้เกิดข้อยุติ หรือเกิดบทสรุปในขั้นตอนสุดท้าย โดยเฉพาะในขณะที่ฉากสถานการณ์ในฮ่องกง อาจเป็นตัว “นำร่อง” ไปสู่ฉากสถานการณ์ในพื้นที่อื่นๆ ลึกเข้าไปใน “แผ่นดินใหญ่” ได้เสมอๆ...


กำลังโหลดความคิดเห็น...