xs
xsm
sm
md
lg

6 ล้านเสียงของ"คนรุ่นใหม่" คือคำตอบของการเลือกตั้ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


“หนึ่งความคิด”
“สุรวิชช์ วีรวรรณ”

การที่อำนาจรัฐใช้วิธีอ้างว่ามีระเบิดในโรงแรมดังกลางกรุงในห้องที่50ส.ส.จัดเลี้ยงพบปะสังสรรค์กัน จนมาถึงการที่ทหารบุกไปบ้านอดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยให้ตอบคำถาม4ข้อของนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นวิธีที่ไม่ฉลาดเอามากๆเลย เพราะไม่เห็นว่าจะได้ผลดีอะไรขึ้นมา

แน่นอนว่าอำนาจรัฐภายใต้รัฐบาลทหารเป็นอำนาจเผด็จการอยู่แล้ว ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรม ห้ามนักการเมืองเคลื่อนไหวเป็นเรื่องปกติ แต่อำนาจรัฐก็ย่อมต้องมีวิธีการที่ยับยั้งการพบปะสังสรรค์กันที่ดีกว่าอ้างว่ามีการขู่วางระเบิด เพราะแค่ส่งเสียงเตือนเจ้าภาพให้ยุติก็คิดว่าเขาคงไม่ฝ่าฝืนแล้ว แต่พออ้างว่ามีระเบิดมันส่งผลกระทบกว้างมาก ทั้งด้านความมั่นคงภายใต้รัฐบาลเอง ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวที่ตามมา

 ไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิด"มุก"ค้นระเบิด อาจขำๆที่ทำให้อดีตส.ส.แตกสลายกันไปอย่างง่ายดาย แต่ถามตัวเองหน่อยว่ามันคุ้มมั้ยกับไอเดียที่คิดออกมา 

กรณีการส่งทหาร2คันรถไปที่บ้านของอดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยก็เช่นเดียวกัน ด้านหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.บอกว่า ต้องการถามนักการเมืองไม่ต้องการถามประชาชน แม้นัยหนึ่งนักการเมืองก็คือประชาชน แต่พยายามเข้าใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องการถามประชาชนที่ไม่มีอาชีพเป็นนักการเมือง แล้วการบุกไปให้อดีตส.ส.เขาตอบคำถาม4ข้อมันคืออะไร พอมีข่าวออกมาผลเสียที่เกิดขึ้นก็ตกที่แกนนำคสช.และรัฐบาล น่าคิดว่าใครเป็นคนคิดคำสั่งนี้ อาจเจตนาทำให้คสช.เป็นตัวตลกของสังคมก็ได้

ใช่หรือไม่ว่าการทำเช่นนั้นกลับถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณความรุนแรงเสียเองของอำนาจรัฐ และมันเกิดคำถามว่า เราจะปกครองประเทศด้วยวิธีคิดแบบหัวสี่เหลี่ยมนี้ไปอีกนานไหม

ตอนที่ทหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นอกจากเหตุผลที่รัฐบาลขณะนั้นไม่มีความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว ยังมีความวุ่นวายทางการเมือง การใช้ความรุนแรงเข้ามาประหัตประหารกันเป็นเหตุผลสำคัญที่ทหารใช้ในการยึดอำนาจ รัฐบาลนี้ก็ยิ่งต้องป้องกันอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้นภายใต้รัฐบาลของตัวเอง

ระเบิดที่หน้ากองสลากเก่าถนนราชดำเนินก็ดี ระเบิดที่หน้าโรงละครแห่งชาติก็ดี หรือระเบิดในห้องวงศ์สุวรรณ ในโรงพยาบาลพระมงกุฎก็ดี มันสะท้อนว่าอำนาจของรัฐบาลทหารนั้นไม่ได้มั่นคงแต่ถูกท้าทายอยู่ตลอดเวลา และถูกตั้งคำถามถึงเสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐบาลเอง มันตลกว่าไปคิดใช้"มุก"ขู่วางระเบิดโรงแรมให้ตัวเองเสียหายอีกทำไม
โยงมาถึงการถามคำถาม4ข้อนั้น มันถูกมองว่ารัฐบาลชุดนี้ปูทางไปสู่การสืบทอดอำนาจอยู่แล้ว เมื่อมารวมกับการเซ็กซีโร่กกต.ก็ถูกกล่าวหาทันทีว่า ต้องการได้กกต.ที่คุมได้เพื่อปูทางไปสู่การควบคุมการเลือกตั้งให้ออกมาตามเป้าหมายที่ต้องการ

 ผมเองก็ไม่ได้มองเห็นด้านดีของกกต.ชุดนี้ แต่มันก็คงตั้งคำถามไม่ได้ว่า ถ้าจะต้องให้กกต.เริ่มต้นใหม่ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญใหม่แล้วองค์กรอิสระอื่นทั้งหมดทำไมถึงไม่ถูกเซ็ตซีโร่ด้วย ทำไมเป้าหมายจึงออกมาที่กกต.ซึ่งเป็นผู้ควบคุมกลไกการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว
ทำให้เกิดคำถามตามมานะครับว่า หรือรัฐบาลทหารที่แต่งตัวเขียนบทเฉพาะกาลให้สามารถสืบทอดอำนาจได้ง่าย เพราะเสียงส.ว.250เสียงอยู่ในมือ เริ่มมองเห็นแล้วว่า จริงๆแล้วไม่ง่ายเลยที่จะสืบทอดอำนาจต่อ เริ่มไม่มั่นใจว่าจริงๆแล้วจะสามารถคุมเป้าหมายของส.ส.ฝ่ายที่จะสนับสนุนตัวเองให้ได้ตามเป้าหมายหรือไม่ เพราะถึงจะมีเสียงส.ว.250เสียงตุนอยู่ ก็ยังต้องการเสียงส.ส.250เสียงอยู่ดี 

เอาเข้าจริงแล้วไม่รู้อนาคตเลย เพราะไม่มีใครไปควบคุมเสียงของประชาชนในคูหาเลือกตั้งได้ และพรรคของทักษิณก็มีหมากบังคับเดียวก็คือ ต้องเอาชนะเสียงในหีบเลือกตั้งให้ได้ ไม่นั้นทุกอย่างก็พังครืนไม่ว่าชะตากรรมของลูกชายที่กำลังถูกไล่บี้ในคดีกรุงไทย และน้องสาวที่คิดคดีจำนำข้าว ดังนั้นพรรคของทักษิณจึงต้องสู้สุดฤทธิ์และระดมสรรพกำลังทุกวิธีทางเพื่อชนะเสียงเลือกตั้ง แล้วประกาศย้ำให้โลกรู้ว่าพวกตัวเองคือฝ่ายประชาธิปไตยที่ประชาชนเลือก

ถ้าเราไปดูการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2554 มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งออกมาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 75.03% จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,921,682 คน พรรคที่ได้รับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อมากที่สุดคือ พรรคเพื่อไทย 15,744,190 คะแนน และรองลงมาคือ พรรคประชาธิปัตย์ 11,433,501 คะแนน โดยผู้ใช้สิทธิ์เลือกพรรคเพื่อไทย คิดเป็น 44.72% พรรคเพื่อไทยได้ที่นั่งผู้แทนราษฎรเกินกึ่งหนึ่ง 265 ที่นั่ง

เลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันข้างหน้าแค่พรรคของทักษิณได้ที่นั่งมาเกินครึ่งคือ251คนขึ้นไป อำนาจการต่อรองจะอยู่ที่พรรคของทักษิณทันที เพราะต่อให้ พรรคแนวร่วมตรงข้ามมีส.ส.รวมกัน249ที่นั่งและมีส.ว.250คนไม่แตกแถวเลยสักคนก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้

บางคนอาจจะบอกตั้งรัฐบาลได้ครับ เพราะมองผิวเผินว่า เสียงของ2สภารวมกัน700คน ครึ่งหนึ่งก็แค่375เสียง เมื่อมีส.ว.250เสียงแล้วขอส.ส.125เสียงก็พอ แต่จริงๆแล้วเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีทางที่รัฐบาลที่มีเสียงส.ส.แค่นั้นจะบริหารประเทศได้ ต้องมีเสียงเกินครึ่งของสภาล่างอยู่ดี ดังนั้นในความเป็นจริงเสียงส.ว.250เสียงจึงไม่ได้มีอำนาจต่อรองอะไรมากนัก เมื่ออ่านจากรัฐธรรมนูญที่เฒ่ามีชัยวางหมากไว้

 นอกจากนั้นที่ต้องตระหนักก็คือ การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีคนรุ่นใหม่ที่เดินเข้าคูหาเลือกตั้งครั้งแรกถึง6ล้านคน นี่เป็นเสียงที่เหนือการคาดการณ์นะครับ แต่คนที่เคยสัมผัสก็คนรุ่นนี้ที่จะเข้าคูหาเป็นครั้งแรกลองคิดดูสิว่า เขาจะชอบรัฐบาลเผด็จการทหารหรือไม่ ผมนั้นมีคำตอบอยู่ใจนะครับ แต่มันเป็นเพียงความรู้สึกนึกคิดที่ไม่มีอะไรรองรับ แต่ผมคิดว่ามันไม่ง่ายเลยที่ใครจะกำหนดผลการเลือกตั้งครั้งหน้าให้เป็นไปอย่างที่ใจต้องการได้ 

เราเห็นคนรุ่นใหม่แบบเนติวิทย์ไหม ผมได้ยินคนที่มีลูกหลานรุ่นราวคราวเดียวกับเนติวิทย์ออกมาบ่นกันเป็นเสียงเดียวว่า ลูกหลานของตัวเองนั้นเอนเอียนไปทางเนติวิทย์กันหมด คนที่เป็นผู้ใหญ่อย่างเราเคยเป็นคนหนุ่มสาวก็ย่อมจะรู้ดีว่าตอนเราเป็นคนหนุ่มสาวเราก็เร่าร้อนและมีความคิดเป็นกบฏอยู่ในหัวใจ ความคิดกบฏของคนหนุ่มสาวนี่ไงครับที่ผลักดันให้คนรุ่นหนึ่งออกมาต่อสู้กับเผด็จการทหารเมื่อ14ตุลาคม2516

ถามว่าความคิดของคนหนุ่มสาวที่เร่าร้อนเต็มเปี่ยมไปด้วยวุฒิภาวะไหม ผมว่าไม่หรอก แต่มันเป็นสิ่งที่ออกมาจากหัวใจที่เร่าร้อนซึ่งผมมองว่ามันบริสุทธิ์และลึกกว่าวุฒิภาวะ แม้ว่าเมื่อวันเวลาผ่านไปมันจะหล่อหลอมทบทวนด้วยวุฒิภาวะที่เพิ่มขึ้นนั่นก็เป็นเรื่องของกลาลเวลาที่จะตัดสิน เราจึงเห็นคนหนุ่มสาวในเดือนตุลาคม2516ในวันนี้ฝ่ายหนึ่งยืนอยู่ข้างทักษิณ ฝ่ายหนึ่งยืนอยู่ตรงข้ามทักษิณเพราะวันนี้ต่างฝ่ายตัดสินด้วยผลประโยชน์ ข้อมูล และวุฒิภาวะของตัวเองไม่ใช่การตัดสินด้วยใจล้วนๆแบบคนหนุ่มสาว

 เหมือนตอนหนึ่งในภาพยนต์เรื่อง V for Vendetta ที่บอกว่า “หนุ่มสาวไม่เป็นกบฏก็ไม่มีใจ คนสูงอายุเป็นกบฏก็ไม่มีสมอง” 

6ล้านเสียงที่จะเข้าคูหาเลือกตั้งเป็นครั้งแรกนี่แหละครับที่จะเป็นตัวตัดสินสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของประเทศ

ถามว่าคนหนุ่มสาวต้องการรัฐบาลแบบ"พ่อทูนหัว"ที่บังคับกะเกณฑ์ไปเสียทุกอย่างไหม ผมว่า ด้วยวัยที่ผมพยายามยามย้อนตัวเองกลับไปสู่วัยนั้นผมว่าเขาไม่ต้องการนะ ในอายุขนาดนั้น ผมก็ต่อต้านเรื่องที่คิดว่าไม่ชอบธรรมในโรงเรียน ต่อต้านกฎระเบียบที่ผมคิดว่ามันมากเกินไป

ยิ่งพล.อ.ประยุทธ์ มาพูดถึง "ลำไย ไหทองคำ" แล้วไปใหญ่ แน่นอนล่ะนั่นเป็นเสียงที่สะท้อนถึงความห่วงใยต่อสังคม ขนบวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของประเทศ แต่คนรุ่นใหม่เขาจะมองแบบนี้ไหม ลองดูยอดวิวของนักร้องสาวรายนี้เกือบ200ล้านวิวนั่นแหละเป็นคำตอบ

 คิดว่าการพยายามบังคับด้วยอำนาจ การพยายามควบคุมลงไปถึงสิทธิเสรีภาพและรสนิยมของสังคมนั้น มันมีผลสะท้อนออกมาอย่างไร แล้วรอดูว่าสุดท้ายแล้วอานุภาพของคนรุ่นใหม่6ล้านเสียงจะส่งคำตอบอย่างไรผ่านผลของการเลือกตั้งครั้งแรกของพวกเข 

ติดตามผู้เขียนที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...