xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อ “คนดี” เป็นคำที่น่ารังเกียจ

เผยแพร่:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ

คำว่า “คนดี” ไม่ต้องมีคำอธิบายที่ยืดยาว เชื่อว่าโดยสามัญสำนึกแล้วทุกคนคงเข้าใจว่า “คนดี” หมายถึงอย่างไร

คำว่า “คนดี” นั้น โดยทั่วไปเราใช้มันในลักษณะของการกล่าวถึงบุคคลอื่นเช่น พูดว่า คนนั้นเป็นคนดี โดยกาลเทศะแล้วไม่มีใครที่จะใช้คำนี้เป็นคำกล่าวถึงตัวเอง เช่นบอกว่าผมเป็นคนดี เพราะคำว่า “คนดี” ต้องเป็นคำที่คนอื่นพูดถึงเรา นั่นคือคนอื่นจะเป็นคนตัดสินเรา

เมื่อไม่กี่ปีมานี้มีเศรษฐีคนหนึ่งประกาศตัวว่า “ผมจะเป็นคนดี” ซึ่งก็เป็นเรื่องที่แปลกดี เพราะถ้าเป็น “คนดี” แล้วก็ไม่ต้องประกาศ เพราะสุดท้ายถ้าเราประพฤติปฏิบัติดีตั้งมั่นอยู่บนความดีสังคมจะยกย่องเราเอง

แต่หลายปีมานี้คำว่า “คนดี” กลายเป็นคำเหยียดหยามคนกลุ่มหนึ่งที่มีความคิดต่างกับตัวเอง มีทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกับตัวเอง โดยเฉพาะฝ่ายที่สนับสนุนทักษิณจะเหยียดหยันฝ่ายตรงข้ามว่า เป็นพวกคนดี พวกเขาต้องการปลุกปั่นให้คนในสังคมเกลียดชังกันแล้วปลูกฝังว่า ถ้าบอกว่า คนดีหมายถึงคนที่ชั่วร้าย การผลิตวาทกรรมนี้ได้ผล จนกระทั่งมีคนเที่ยวประกาศว่า พวกเราต้องต่อต้านระบอบคนดี

แต่คำว่า “คนดี” มันเป็นคำตรงข้ามกับคำว่า “คนเลว” ดังนั้น เมื่อเรียกคนที่มีความเห็นต่างทางการเมืองกับตัวเองว่า “คนดี” มันก็คือการกดตัวเองว่าเป็น “คนเลว” นั่นเอง ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่แปลกมาก

ความเชื่อทางการเมืองไม่ใช่เรื่องที่ผิดหรือถูก เป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะเชื่อลัทธิการเมืองหรือแนวทางการเมืองแบบไหน เมื่อไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูกมันจึงไม่ใช่เรื่องดีหรือเลวด้วย แต่ดีหรือเลวเป็นการประพฤติปฏิบัติที่คนธรรมดาสามัญสามารถแยกแยะได้ด้วยตัวเอง เมื่อเราปฏิบัติดีแล้วสังคมจะเรียกเราว่าเป็นคนดี ตรงกันข้ามถ้าเราประพฤติปฏิบัติเลวสังคมจะเรียกเราว่าเป็นคนเลว

เราไม่สามารถตัดสิน “คนดี” หรือ “คนเลว” ได้ด้วยชาติตระกูล ถิ่นที่อยู่ การศึกษา รวยหรือจน ความเป็นมา เช่นเดียวกันเราไม่สามารถตัดสินได้หรอกว่า “คนดี” ต้องมาจากการเลือกตั้งหรือมาจากรัฐประหาร เพราะถ้าเขาใช้เงินซื้อเสียงเข้ามามีอำนาจแล้วฉ้อโกงทุจริตคอร์รัปชันเขาก็ไม่ใช่คนดี หรือเขารัฐประหารมาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากอำนาจเขาก็ไม่ใช่คนดี เราตัดสินความเป็น “คนดี” และ “คนเลว” ด้วยที่มาของการเข้าสู่อำนาจไม่ได้ เราต้องตัดสินเขาด้วยการประพฤติหลังจากที่มีอำนาจแล้วต่างหาก

บางประเทศที่เขาปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ที่คนหนุ่มสาวของเราหยุดหนึ่งเคยแสวงหา ผู้นำของเขาก็เป็น “คนดี” ได้โดยที่เขาไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเลย

ดังนั้น “คนดี” หรือ “คนเลว” ไม่ใช่เพราะมีทัศนคติทางการเมืองที่ต่างกัน

ผมตกใจมากขึ้นเมื่ออาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งสอนลูกเรื่องคนดี เขาโพสต์เฟซบุ๊กสอนลูกว่า พ่ออยากให้ลูกทำสิ่งที่ดี อยากให้ลูกทำความดี แต่พ่อขอให้ลูก “อย่าคิดว่าตนเองเป็นคนดี” หรืออยากจะเป็นคนดีโดยเด็ดขาด นะลูก

เขาบอกลูกว่า ประการแรก เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเผลอคิดว่า “เราเป็นคนดี” เรามักจะมีอคติลำเอียงเข้าข้างความคิดของตัวเราเอง เราจะคิดว่า ความคิดของเรานั่นดี นั่นถูก แล้วเราจะฟังคนอื่นน้อยลง แทนที่เราจะคิดว่า นั่นเป็นความคิดของเราเฉยๆ เรากลับเผลอคิดว่านั่นเป็นความคิดของ “คนดี” มันจึงน่าจะถูกต้องกว่าความคิดของคนทั่วๆ ไป

ประการที่สอง คำว่า “คนดี” มักนำไปสู่การมี “อภิสิทธิ์” เหนือคนอื่นๆ

ฟังแล้วเหมือนดูดีนะครับ เหมือนสอนลูกไม่ให้ลำพองตน ผมไม่ได้ยกข้อความของเขามาทั้งหมด แต่ถ้าใครได้อ่านที่เขาโพสต์จนครบถ้วนแล้วจะเห็นว่าเขาต้องการนำคำว่า “คนดี” มาเหยียดหยามสังคมโดยใช้ลูกเป็นเครื่องมือเท่านั้นเอง ความคิดเรื่อง “คนดี” ของเขาก็อยู่ในสกุลเดียวกับฝ่ายที่สนับสนุนทักษิณนำมาใช้เพื่อเหยียดหยามฝ่ายตรงข้าม จนกระทั่งฝังอยู่ในหัวว่า คำว่า “คนดี” นั้นเป็นคำที่น่ารังเกียจ

แล้วที่เขาสอนลูกว่า “คนดี” เป็นพวกที่ไม่ฟังคนอื่น คิดว่าตัวเองถูก และมีอภิสิทธิ์นั้น มันไม่ใช่ “คนดี” ในความหมายที่สังคมเข้าใจมาตั้งแต่มนุษย์มีอารยธรรมมาเลย มันเป็นการประดิษฐ์ขึ้นมาจากมิจฉาทิฏฐิของเขาเท่านั้นเอง

ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องพ่อสอนลูกกันในครอบครัว ผมก็คงเฉยปล่อยวางเสีย เพราะธุระไม่ใช่ ใครจะหล่อหลอมลูกของตัวเองให้เป็นอย่างไรก็ช่างเขา แต่เมื่อมันถูกนำมาเผยแพร่มันก็เหมือนการตั้งใจทำลายทัศนคติของสังคมว่า คำว่า “คนดี” มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรนิยมยกย่องกันอีกต่อไป

อย่างที่พูดไว้แล้วว่าการเป็น “คนดี” นั้นไม่ต้องประกาศตัวว่าเป็น “คนดี” แต่สังคมจะบอกว่าเราเป็น “คนดี” หรือไม่ แต่ถ้าเราไม่มีสำนึกที่ดีหรือมีความคิดใฝ่ดีเราก็เป็น “คนดี” ไม่ได้หรอก ดังนั้น มันต้องเริ่มตั้งแต่ภายในจิตใจของเรา ในส่วนลึกของหัวใจ มันจึงจะทำให้เรากระทำในสิ่งที่ดีโดยไม่เสแสร้งแสดงออก

คนดี ก็คือ คนที่มีความประพฤติปฏิบัติดีมีสำนึกที่ดีต่อสังคม และส่วนรวมเท่านั้นเอง

ไม่น่าเชื่อว่า เพราะความคิดเห็นทางการเมืองที่ต่างกัน เราได้ผลิตวาทกรรมคำว่า “คนดี” ให้กลายเป็นคำเหยียดหยามกันในสังคม เหมือนที่ก่อนหน้านี้พวกเขาได้ผลิตคำว่า “คนไม่เท่ากัน” ขึ้นมาในสังคมไทย เพื่อให้คนกลุ่มหนึ่งน้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาของตัวเอง เพื่อปลุกให้มาต่อสู้และตายแทนนักการเมืองคนหนึ่งที่ร่ำรวยแล้วเอาเงินมาซื้ออำนาจเพื่อเข้ามาฉ้อฉล พวกเขาสร้างเรื่อง “ชนชั้น” ขึ้นมาทั้งที่ในสังคมไทยไม่เคยมีการแบ่งแยกและกีดกันทางชนชั้นมาก่อน

น่าแปลกใจนะครับว่า ทำไมพวกเขาจึงใช้คำว่า “คนดี” เพื่อเรียกคนที่มีความคิดทางการเมืองต่างกับตัวเอง เพราะเขามองเห็นว่า คนที่มีความคิดต่างกับตัวเองนั้น มีความประพฤติปฏิบัติที่ดีจริงๆ หรือเพราะเห็นว่า ความคิดทางการเมืองที่เขายึดถือนั้นเป็นความคิดที่เลวจริงๆ และเมื่อเอาดีไม่ได้ก็ใช้มาเป็นเครื่องมือให้เกิดความแตกแยกไปเสียเลย

แต่ไม่ใช่หรอก ผมรู้แหละว่าเขาต้องการประชดประชันสังคม เพื่อให้เกลียดชังกันจนถึงที่สุด ในใจพวกเขาบอกว่า เชอะพวกคนดี ก็เพราะส่วนลึกบอกว่า พวกกูต่างหากที่ดี เหมือนพวกเขาบอกว่าตัวเองเป็น “ฝ่ายถูกต้อง” ได้ยินไหม เมื่อวันก่อนสุชาติ สวัสดิ์ศรี บอกให้สุรชัย จันทิมาธร ขอโทษ เพราะว่าสุรชัยมีจุดยืนทางการเมืองไม่เหมือนกับตัวเองเท่านั้นเอง

ซึ่งสะท้อนว่าจริงแล้วพวกนี้เป็นพวกชอบตัดสินคิดว่าตัวเองเป็นใหญ่ และเป็นพวกที่มีทัศนคติที่คับแคบมาก

ผมคิดว่า ฝ่ายไหนจะดีหรือเลวนั้นโดยความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันก็น่าจะรู้ได้ไม่ยาก ความอยากเป็นคนดีมันมีแต่จะทำให้เรายึดมั่นในการทำความดี การแข่งกันทำสิ่งที่ดีเป็นเรื่องที่เลวร้ายไปไม่ได้หรอก แม้ตลอดชีวิตของคนเราอาจจะทำความดีไม่ได้ทั้งหมด เพราะมนุษย์ปุถุชนนั้นต้องมีความผิดพลาดอยู่บ้างไม่มากก็น้อยในชีวิต แต่ถ้าเรามุ่งมั่นที่จะเป็น “คนดี” เมื่อเราหลงผิดไป เราก็กลับมาสู่วิถีทางที่ถูกต้องได้

ส่วนใครคิดว่าตัวเองเป็น “คนเลว” แล้วใช้คำว่า “คนดี” มาสร้างความแตกแยกในสังคมก็ทำไปเถอะ
“ทักษิณ” ศึกหนักเจอ “ประยุทธ์” เต็งจ๋านายกฯ คนนอก!
“ทักษิณ” ศึกหนักเจอ “ประยุทธ์” เต็งจ๋านายกฯ คนนอก!
หากยังไม่พูดถึงเรื่องนายกฯคนนอก หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหรือไม่ก็ได้ พักเอาไว้ก่อน แต่นาทีนี้ก็ต้องถือว่าเขายัง “เต็งจ๋า” เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับพวกนักการเมืองคนอื่น ๆ หากพิจารณาจากศักยภาพที่เป็นอยู่ก็ยังมองไม่เห็นว่าจะมีใครมาเทียบได้ และหากพิจารณาจากเงื่อนไขเท่าที่มี และเปรียบเทียบกันระหว่างเขากับ ทักษิณ ชินวัตร ก็ถือว่านี่แหละคือคู่ต่อกรที่น่าหนักใจที่สุด ซึ่งหากจะกำจัดให้หมดความหมายก็มีแต่เขาเท่านั้นที่ทำได้ เพียงแต่ว่าจะตั้งใจทำหรือไม่เท่านั้น
กำลังโหลดความคิดเห็น...