xs
xsm
sm
md
lg

ฤาสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาตระกูล ส จะล่มสลายเหมือน Al Capone เพราะการหนีภาษี

เผยแพร่:   โดย: อ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

อาจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและบริหารความเสี่ยง สาขาวิชาวิเคราะห์ธุรกิจและการวิจัย
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
http://as.nida.ac.th/th/


Alphonse Gabriel "Al" Capone เป็นเจ้าพ่อใหญ่ยิ่งคุมวงการอาชญากรรมทุกประเภทในชิคาโก เป็นแก๊งใหญ่โตมีสมุนพวกพ้องบริวารมากมาย ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐบาลพยายามจะจับกุม Al Capone หลายครั้งแต่ก็คว้าน้ำเหลวมาโดยตลอด ท้ายที่สุด อาณาจักร Al Capone กลับล่มสลายด้วยเหตุเพราะ Al Capone ไม่ได้เสียภาษี หลบเลี่ยงภาษี จึงต้องเข้าคุกไปตามระเบียบในปี 1931 เป็นเวลา 11 ปี และแก๊งอันธพาลที่ทรงอำนาจที่สุด ก็ล่มสลายลงด้วย IRS: Internal Revenue Service หรือกรมสรรพากรอเมริกาด้วยประการฉะนี้แล

เมื่อเร็วๆ นี้กรมสรรพากรได้ออกมาดำเนินการตรวจสอบการเสียภาษีของมูลนิธิต่างๆ ที่รับเงินจาก สสส. ซึ่งส่วนใหญ่เป็น NGO ตระกูล ส ที่ได้เงินไปจาก สสส. มากกว่ากลุ่มอื่นๆ และสุดท้าย คสช. ได้ออกมาตรา 44 ปลดกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส 7 คนออกจากตำแหน่ง เนื่องจากมีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และมีการใช้เงินผิดประเภทในการอนุมัติเงินให้ NGO ทั้งหลาย ยกตัวอย่างเช่น มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช) ที่มี นายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นประธานมูลนิธิ และมี นายแพทย์ สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เป็นเลขาธิการมูลนิธิ ได้รับเงินจาก สสส. ไป 831 ล้านบาท เฉพาะนายแพทย์สมศักดิ์ เองได้รับเงินทุนไป 500 กว่าล้านบาทจาก สสส. ทั้งนี้ นายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง สสส. และดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา สสส. มาโดยตลอด และมีลูกศิษย์พวกพ้องมาเป็นกรรมการ สสส. มาโดยตลอดเช่นกัน (โปรดดูรายละเอียดตามรูป)





เรื่องการถูกตรวจสอบและเรียกภาษีย้อนหลังนี้ประดา NGO ตระกูลส ได้ออกมาดิ้นรนและทำ infographic โต้แย้งทางกรมสรรพากรว่า ตนเองไม่ได้รับจ้างทำของจาก สสส. แต่อย่างใด ทั้งยังกล่าวหาใส่ร้าย คสช. ว่ายกเว้นภาษีให้กับบรรษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ นิรโทษกรรมให้เอกชนหลบเลี่ยงภาษี

และได้เข้าไปขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความ

ดังที่นางสาวสารี อ๋องสมหวัง ได้โพสต์บน Facebook ส่วนตัวเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2559 ว่า

นายกสภาทนายความยืนยัน สสส.ใช้ผลงานขององค์กรในการรายงานต่อรัฐสภาหลักฐานการเงินเป็นของ สสส.ทั้งหมดไม่น่าจะเป็นการรับจ้างทำของ พร้อมยินดีช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเรื่องนี้

นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ กล่าวว่า "ที่สำคัญคืออย่าเพิ่งตระหนกตกใจกับจดหมายที่ได้รับจากกรมสรรพากร เพราะจะต้องดูรายละเอียดในแต่ละโครงการที่ทำกับ สสส.ว่าเป็นอย่างไร เพราะภาษีสรรพากรเป็นภาษีอากรประเมิน ดังนั้นเรามีสิทธิประเมินตัวเองก่อน แล้วค่อยไปชี้แจงหากเราไม่เห็นว่าตัวเองเข้าข่ายเป็นการจ้างทำของตามที่กรมสรรพากรตีความไว้ ฉะนั้นหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบต้องรีบนำทุกสัญญาของโครงการมาให้สภาทนายความช่วยดูรายละเอียดแล้ววิเคราะห์ว่าเป็นอย่างไร"

สำหรับโครงการของภาคประชาชนที่ได้รับงบจากสสส.ที่ถูกสั่งชะลอโครงการนั้น นายเดชอุดม กล่าวว่า ทางรัฐบาลจะต้องมีมาตรการระยะสั้น และทางเครือข่ายควรทำหนังสือชี้แจงไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อให้นายกรัฐมนตรีรับทราบและแก้ปัญหา เพื่อที่จะให้โครงการต่างๆ สามารถดำเนินการต่อเนื่องได้

ส่วนเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน ยืนยันงบของ สสส.แบ่งเป็นสองส่วน เป็นค่าตอบแทนและงบในการดำเนินการ ปัจจุบันทุกองค์กรมีการจ่ายภาษีรายได้ประจำปีจากค่าตอบแทน ส่วนงบสนับสนุนในการดำเนินกิจกรรมใช้งบประมาณตามหลักเกณฑ์ของ สสส. ทุกประการ การเรียกให้จ่ายภาษีงบดำเนินการย้อนหลังจะสร้างปัญหาเพราะงบประมาณในการดำเนินการทุกองค์กรได้ใช้ในการทำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพไปหมดแล้ว ทำให้องค์กรไม่มีเงินในการจ่ายย้อนหลังนี้ ถึงแม้จะตีความว่าต้องจ่ายก็ตาม

ทั้งนี้ข้อเท็จจริงทางกฎหมาย จาก Website ของกรมสรรพากรนั้นมีอยู่ว่า

มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบการมีรายได้ หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มิได้ประกาศกำหนดให้เป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศล ตามมาตรา 47(7)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ต้องนำรายได้ที่ได้รับก่อนหักรายจ่ายใดๆ มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้มูลนิธิหรือสมาคม ตามแบบ ภ.ง.ด.55 ภายใน 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี

1. รายได้ของมูลนิธิหรือสมาคมที่จะต้องเสียภาษีเงินได้

รายได้ที่จะต้องเสียภาษีเงินได้ของมูลนิธิหรือสมาคม ได้แก่ รายได้จากการ ประกอบกิจการ เช่น ค่าเช่า รายได้จากการจำหน่ายสินค้าและบริการ และรายได้จากทุน เช่น ดอกเบี้ย และเงินปันผล เป็นต้น

มูลนิธิหรือสมาคมจะต้องนำรายได้ดังกล่าวมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามอัตรา ที่กฎหมายกำหนด โดยไม่มีการหักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

2. รายได้ของมูลนิธิหรือสมาคมที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้

มูลนิธิหรือสมาคมที่ไม่ได้รับการประกาศกำหนดให้เป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศล ตามมาตรา 47(7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร จะ ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำรายได้ดังต่อไปนี้มาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้แก่

1. ค่าลงทะเบียนหรือค่าบำรุงที่ได้จากสมาชิก
2. เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับจากการบริจาค
3. เงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการให้โดยเสน่หา
4. เงินได้จากกิจการโรงเรียนเอกชนของมูลนิธิหรือสมาคม ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แต่ไม่รวมถึงเงินได้จากการขายของ การรับจ้างทำของ หรือการให้บริการอื่นใดที่โรงเรียนเอกชนซึ่งเป็นโรงเรียนประเภทอาชีวศึกษาได้รับจากผู้ซึ่งมิใช่นักเรียน


สำหรับเงินทุนที่ได้รับจาก สสส. นั้น ไม่ใช่ทั้ง ค่าลงทะเบียนหรือค่าบำรุงที่ได้จากสมาชิก ไม่ได้เป็นเงินบริจาค ไม่ได้เป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการให้โดยเสน่หา (แม้ว่าจะมี conflict of interest ด้วยความเสน่หาจนเจอมาตรา 44 ก็ตาม) ไม่ได้เป็นเงินได้ของกิจการโรงเรียนเอกชนของมูลนิธิแต่อย่างใด จึงต้องถือว่าต้องเสียภาษีหลบหนีไม่ได้

แล้วกรมสรรพากร ก็ได้ออกมาชี้แจง (ดูได้ใน http://thaipublica.org/2016/01/thaihealth-20-01-2559/) ทำให้ข้อต่อสู้ของ NGO ตระกูล ส และ สสส ทั้งหลาย กลายเป็นเรื่อง โอละพ่อ ไปในทันที่ ที่ ประดา NGO ออกมาแก้ตัวกันว่าไม่ได้รับจ้างทำของไม่มีสิทธิ์ออกมาเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ทั้งๆ ที่ประมวลรัษฎากรเขียนไว้ชัดๆ นั้น กลับกลายเป็นผิดหนักหนากว่าเก่า เพราะ NGO กว่า 100 มูลนิธิ เล่นไม่ยอมหักภาษี ณ ที่จ่าย(Withholding tax) ในส่วนของเงินเดือนค่าจ้างเลี้ยงปากท้อง NGO ซึ่งคนทำงานทุกคนต้องถูกภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งเข้ารัฐ ไม่มีใครหนีพ้นไปได้

การที่ มูลนิธิ NGO ตระกูล ส และ เครือข่าย สสส. กว่าร้อยแห่ง ไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย และไม่นำส่งเลย จึงเป็นการจงใจโกงภาษี เอาเปรียบสังคม และทำผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง จะมาอ้างว่าไม่ทราบกฎหมายก็ไม่ได้ เป็นการกระทำผิดโดยเจตนา ไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยที่จะต้องไปตีความเงินได้จาก สสส นั้น เป็นการรับจ้างทำของหรือไม่ กรมสรรพากรไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องตีความ สามารถดำเนินคดี ดำเนินการเรียกภาษีย้อนหลังได้ ทั้ง 100 มูลนิธิ และทุกคนที่รับเงินค่าจ้างเงินเดือนค่าตอบแทนต่างๆ ด้วย หากเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรไม่ดำเนินการให้ถึงที่สุดอธิบดีกรมสรรพากรหรือข้าราชการกรมสรรพากรเองจะโดนมาตรา 157 ตามประมวลกฎหมายอาญาข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐเอง เรื่องนี้คงยอมความกันไม่ได้

เราคงต้องถามว่า การเป็นคนดี เป็น NGO สามารถหลบหนีภาษีได้หรือไม่ และนี่คือการเอาเปรียบสังคมซึ่งทุกคนต้องเสียภาษี อย่างที่ฝรั่งบอกว่า สองสิ่งที่เราไม่อาจจะหนีได้คือความตายและภาษี

ฤาสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาตระกูล ส จะล่มสลายเหมือน Al Capone เพราะการหนีภาษี?
กำลังโหลดความคิดเห็น...